ยกเลิกทุกตำแหน่ง !

 

ตั้งแต่เจ้าอาวาสขึ้นไป แต่..

แต่ยังไม่กล้าแตะ..สมเด็จพระสังฆราช

ไพบูลย์เจ้าเก่าเสนอปฏิรูปสงฆ์ !

 

 

 

 

 

 

อา..ถามว่า ถ้ายกเลิกตำแหน่งเจ้าอาวาสและเจ้าคณะทุกระดับไปแล้ว จะเอาอะไรมาใช้ปกครองคณะสงฆ์ไทย ไพบูลย์ก็ตอบว่า "ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารวัดแทน" เชื่อว่าจะตอบโจทย์ได้ทุกข้อ แต่ก็มีคำถามตามมาอีกว่า เชื่อได้อย่างไรว่าจะแก้ไขปัญหาพระศาสนาได้ และถ้าแก้ไม่ได้ จะทำอย่างไร

 

ปัญหาใหญ่นั้น ทุกคนมองไปว่า "เจ้าอาวาสและเจ้าคณะ" มีอำนาจมากเกินไป จึงต้อง "ลดอำนาจของเจ้าอาวาสลง" เรื่อยไปจนถึง..มหาเถรสมาคม นั่นก็ถูก แต่ถามว่า การแชร์อำนาจเจ้าอาวาสให้คณะกรรมการ "ช่วยกัน" ปกครองวัด นั้น จะไม่เป็นการสลายอำนาจจนไร้อำนาจ หรือบางทีอาจจะถูก "ยึดอำนาจ" โดยการอ้างประชาธิปไตยบังหน้าแทน ดังที่เคยมีคนให้คำนิยามว่า "เผด็จการประชาธิปไตย" บ้าง "เผด็จการรัฐสภา" บ้าง ดอกหรือ

 

คือว่า..ถ้าพิจารณาปัญหากันอย่างถ่องแท้แล้ว มิใช่อยู่ที่ตำแหน่งเจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะไหนๆ แต่ปัญหาของคณะสงฆ์ไทยนั้นมันอยู่ที่ "ระบบการแต่งตั้ง"  ที่ไม่โปร่งใส และ "ระบบการตรวจสอบ"  ที่ไร้ประสิทธิภาพ

 

ระบบการแต่งตั้งนั้น ถ้าเทียบวัดกันแล้ว วัดบ้านนอก ซึ่งประชาชนเป็นผู้สร้างและดูแลวัดอยู่รายรอบนั้น จะไม่ค่อยมีปัญหา หรือมีก็น้อย เพราะเจ้าอาวาสมาจากประชาชน แต่วัดในกรุง ซึ่งไม่มีชุมชนดูแล โดยเฉพาะพระอารามหลวง ซึ่งแต่แรกนั้น พระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งเจ้าอาวาสเอง จึงไม่ค่อยมีปัญหา ถึงมีก็จะโดนพระราชอำนาจสั่งปลดออกไป แต่ถึงสมัยประชาธิปไตย พระเจ้าแผ่นดินทรงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้ง เลยเปิดโอกาสให้มหาเถรสมาคม ตั้งกันเองเข้ามา แต่ยิ่งนานก็ยิ่งหละหลวม กลายเป็นการเล่นพรรคเล่นพวก ยกยกปอปั้นกันเองเป็นเจ้าเป็นนาย ถึงกับมีข้อครหาว่า ตำแหน่งทางสงฆ์ สามารถซื้อขายกันได้ ไม่ต่างไปจากวงการข้าราชการและนักการเมืองเลย ดังนั้น กระบวนการแต่งตั้งเจ้าคณะพระสังฆาธิการในตำแหน่งต่างๆ นั้น ควรจะปรับปรุงให้ทันสมัย ไม่ผูกขาดเหมือนเก่า แต่ก็ต้องแยกออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มวัดบ้านนอก กลุ่มวัดในเมือง และกลุ่มพระอารามหลวง เพราะมีโครงสร้างต่างกัน อย่าตีขลุมเหมือนนายไพบูลย์พูด

 

 

ต่อไปก็..การตรวจสอบ ระบบการตรวจสอบของคณะสงฆ์เป็นแบบ "รวมศูนย์" คือมหาเถรสมาคม รวมทั้งพระสังฆาธิการทุกระดับนั้น ได้รับอำนาจทั้ง 3 ฝ่าย คือ บริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ อยู่ในกลุ่มคนกลุ่มเดียวกัน ก็เป็นซูเปอร์เผด็จการของโลกที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ดังนั้น เมื่อตนเองบริหารประเทศ และมีอำนาจออกกฎหมาย แถมท้ายยังมีอำนาจตรวจสอบเป็นตุลาการศาลสงฆ์เสียเอง แล้วจะตรวจสอบตัวเองได้อย่างไร ก็ตรวจสอบเฉพาะฝ่ายอื่นที่ตัวเองไม่ชอบเท่านั้นแหละ เหมือน คสช. นั่นแหละ ต่างกันตรงไหน ใครๆ ก็อ้างความชอบธรรมทั้งนั้น

 

นี่แหละคือปัญหาที่แท้จริง ส่วนตำแหน่งเจ้าอาวาสและพระสังฆาธิการต่างๆ นั้น ไม่ใช่ปัญหา จะยุบหรือไม่ยุบก็ไม่เกี่ยว เพราะถึงยุบเลิก แล้วให้มีคณะกรรมการเข้ามาบริหารช่วยกัน มันก็ต้องมีหัวหน้า มีตำแหน่ง "ประธานกรรมการบริหารวัด" อยู่ดี นี่ก็จะเป็นตำแหน่งทรงอิทธิพลใหม่ แทนเจ้าอาวาสและเจ้าคณะทุกระดับ

 

 

แต่ต้องดูให้ลึกว่า ถ้าเอาคนหลายคนมานั่งถกเถียงกันเรื่องวัด จะไปรอดเหรอ เพราะคนไทยใช้ที่ประชุมไม่เป็น ประชุมทีไรเป็นวงแตกทุกที มีปัญหาเรื่องสปิริต ไม่ชินกับการใช้ประชาธิปไตย เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นได้ยาก ไม่งั้นเผด็จการ คสช. ไม่ครองเมืองนานถึง 4 ปีหรอก ไม่มีโอกาสปฏิวัติด้วยซ้ำ

 

 

ไม่อยากบอกหรอกว่า ถึงจะยุบตำแหน่งเจ้าอาวาส และให้กรรมการ 7 ฝ่ายเข้ามาช่วยกันดูแล ผ่านการเลือกตั้ง ก็รับรองว่า "กรรมการทุกตำแหน่ง" จะตกเป็นฝ่ายเจ้าอาวาสหรือประธานกรรมการคนใหม่กันหมด ไม่ต่างไปจากซื้อเสียง แต่จะมีการ "กำจัดฝ่ายตรงข้าม" ด้วยซี เอาหัวเป็นประกันเลย รับรองว่าร้องเรียนกันอื้ออึง แต่ถึงตอนนั้นก็สายเกินไป เพราะแก้ไขไม่ทันแล้ว รอให้บิ๊กตู่ตายแล้วเกิดใหม่ และให้ยิ่งลักษณ์กลับมาเป็น "นายกฯหญิง" จึงค่อยให้บิ๊กตู่ปฏิวัติจับพระสึก แล้วฉีก พรบ.คณะสงฆ์ทิ้ง ในปี พศ.5000 แต่ก็ไม่ทันแล้ว ถึง พ.ศ.นั้นก็ไม่มีพระเณรแล้ว จะมีก็แต่ "ผ้าเหลืองห้อยหู" ดังคำทำนาย

 

 

จึงขอเตือนรัฐบาลว่า อย่าผลีผลาม อย่าวู่วามทำตามกระแส ปฏิรูปนั้นดีแน่ แต่ควรรอบคอบ  ต้องทำอย่างรัดกุม ต้องตั้งคณะกรรมการทั้งฝ่ายรัฐ ฝ่ายประชาชน และฝ่ายคณะสงฆ์ เข้าประชุมปรึกษาหารือกัน จึงค่อยสรุปความเห็นที่เป็นกลาง เพราะพระศาสนาเป็นของทุกฝ่าย มิใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แม้แต่รัฐบาลก็ตาม เชื่อหรือไม่ก็ตามใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

จับตาข้อเสนอปฏิรูป มส. รื้อระบบปกครองคณะสงฆ์

 

จากสถานการณ์ที่มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวพันกับการทุจริตงบอุดหนุนวัด โดยพระและอดีตพระ 3 รูปเป็นถึงกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) จนถูกสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้พ้นจากตำแหน่ง และล่าสุดยังมีพระราชโองการถอดถอนสมณศักดิ์พระที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมด 7 รูป ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา

นอกจากนั้นยังมีหลักฐานเป็นเอกสารที่น่าเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการวิ่งเต้น "เลื่อนสมณศักดิ์" และ "ตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์" ของพระในเขตปกครองของ "อดีตพระพรหม" ทั้ง 3 รูป ซึ่งมีตำแหน่งเป็น "เจ้าคณะ" ทั้งสิ้น

ประเด็นปัญหาเหล่านี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่า การจัดการไม่ควรจบแค่การดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ควรมีการทำแผนปฏิรูปวงการสงฆ์ไปพร้อมกันด้วย

ปัญหาการทุจริตงบอุดหนุนวัด นับตั้งแต่กรณี "เงินทอน" สุดฉาวโฉ่ ลุกลามมาจนถึงการดำเนินคดีกับพระเถระผู้ใหญ่จนถูกถอดถอนสมณศักดิ์ไปถึง 7 รูปนั้น "ไพบูลย์ นิติตะวัน" อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ชี้ว่า สาเหตุสำคัญมาจากรูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ที่รวมศูนย์อำนาจ ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี ทำให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

ไพบูลย์ ยกตัวอย่างการตั้ง "เจ้าคณะภาค" เพื่อปกครองคณะสงฆ์ในส่วนภูมิภาค ปรากฏว่าการแต่งตั้งเป็นอำนาจของมหาเถรสมาคม ทำให้มหาเถรฯ เห็นชอบให้พระภิกษุในสายของตนเองไปดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค จะเห็นได้ว่ากรรมการ มส.หลายรูป ก็มีตำแหน่งเจ้าคณะภาคพ่วงอยู่ด้วย ขณะที่เจ้าคณะภาคเองก็มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะจังหวัดก็มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าคณะอำเภอ เรื่อยลงไปจนถึงเจ้าคณะตำบล จนกลายเป็นการผูกขาดอำนาจการปกครองสงฆ์ทั้งประเทศ


ขณะที่อำนาจการดูแลวัด กฎหมายก็ให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแก่ เจ้าอาวาส เพียงรูปเดียว

พลิกดู "กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 พ.ศ.2541 ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ" ซึ่งหมายถึงพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ ตั้งแต่เจ้าคณะใหญ่ไปจนถึงเจ้าอาวาส จะพบว่าการแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่ และเจ้าคณะภาค ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติว่าต้องมี "สำนัก" ในเขตพื้นที่นั้นๆ

เหตุนี้เองจึงทำให้เจ้าอาวาสวัดใหญ่ๆ ในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งกรรมการมหาเถรสมาคม ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาคเกือบทุกภาค ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับวัดและพระในภาคนั้นๆ เลย เช่น อดีตพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ก็เป็นเจ้าคณะภาค 10 ปกครองวัดในพื้นที่ภาคอีสาน ขณะที่อดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เป็นเจ้าคณะภาค 4-7 ปกครองวัดในจังหวัดภาคเหนือ กลายเป็นว่าใช้พระกรุงเทพฯ ปกครองพระต่างจังหวัด แทนที่จะให้สงฆ์ในภาคนั้นๆ คัดเลือกพระผู้ปกครองของตนเอง

ทั้งหมดนี้ ไพบูลย์ มองว่าเป็น "เครือข่ายอุปถัมภ์ขนาดใหญ่" ในสายการปกครองคณะสงฆ์ ตั้งแต่มหาเถรสมาคมลงไปจนถึงวัดเล็กวัดน้อยทั่วทั้งประเทศไทย และกลายเป็นต้นตอปัญหาของการวิ่งเต้น เล่นพรรคเล่นพวก จนขาดการตรวจสอบถ่วงดุล และเป็นช่องโหว่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นขนานใหญ่ในวงการผ้าเหลือง

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา ไพบูลย์ เสนอว่า ต้องเริ่มจากการยกเลิกอำนาจเบ็ดเสร็จของเจ้าอาวาสเสียก่อน ด้วยการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 37 และ 38 ให้มี "คณะปกครองสงฆ์" ขึ้นมาแทน โดย "ประธานคณะปกครองสงฆ์ในวัด" ก็คือเจ้าอาวาส แต่ไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดเพียงรูปเดียวอีกต่อไป เพราะพระภิกษุในวัดจะมีส่วนร่วมในการปกครองวัดด้วย ในรูปของ "คณะกรรมการไ

ส่วนตำแหน่งปกครองสงฆ์ในระดับ "เจ้าคณะตำบล" ให้ยกเลิกไป เพราะไม่มีประโยชน์ ให้มีเฉพาะระดับ "เจ้าคณะอำเภอ" แต่เปลี่ยนใหม่เป็น "คณะปกครองสงฆ์อำเภอ" คล้ายๆ กับ "คณะปกครองสงฆ์ในวัด" โดยให้พระภิกษุในอำเภอนั้นๆ เสนอชื่อ แล้วเลือกผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อมากที่สุด 7 ลำดับแรกเป็น "คณะปกครองสงฆ์อำเภอ"

เมื่อมี "คณะปกครองสงฆ์อำเภอ" แล้ว ก็เลือกตัวแทนจากทุกอำเภอไปเป็น "คณะปกครองสงฆ์จังหวัด" และระดับจังหวัดก็เลือกคณะปกครองสงฆ์ประเทศ ส่วนมหาเถรสมาคมก็ปรับบทบาทไปเป็นที่ปรึกษาของสมเด็จพระสังฆราชแทน

สำหรับโครงสร้างมหาเถรสมาคม ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง สมเด็จพระราชาคณะทุกรูป เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ซึ่งปัจจุบันมี 7 รูป และพระราชาคณะที่สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง มีจำนวนไม่เกิน 12 รูป ล่าสุดถูกปลดพ้นตำแหน่งกรรมการ มส.ไป 3 รูป ทำให้ปัจจุบันมีกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งสิ้น 17 รูป

ล่าสุดมีการเสนอแนวทางการปฏิรูป "มหาเถรสมาคม" จากผู้รู้ฝ่ายต่างๆ โดยให้พระที่เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม จะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินทั้งก่อนและหลังดำรงตำแหน่ง และมีการตรวจสอบประวัติ ตลอดจนความเหมาะสมด้านต่างๆ ตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช โดยเฉพาะในกลุ่มกรรมการมหาเถรสมาคมที่มาจากการแต่งตั้ง

เช่นเดียวกับการตั้งพระสังฆาธิการ ซึ่งหมายถึงพระผู้ปกครองสงฆ์ตั้งแต่เจ้าคณะใหญ่ลงไปจนถึงผู้ช่วยเจ้าอาวาส ก็ควรเพิ่มคุณสมบัติให้มากขึ้น นอกเหนือจากจำนวนพรรษา และสมณศักดิ์ เช่น มีวัตรปฏิบัติตามแนวทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความรอบรู้เรื่องพระธรรมวินัย ที่สำคัญเจ้าคณะแต่ละภาค ควรเป็นตัวแทนของสงฆ์ในพื้นที่นั้นๆ เพื่อป้องกันระบบเส้นสาย ส่งพระจากส่วนกลางไปเป็นเจ้าคณะภาค ทั้งๆ ที่ไม่ได้สังกัดวัดในพื้นที่นั้นๆ

แนวทางการปฏิรูปวงการสงฆ์ที่เตรียมเสนอกันล่าสุดนี้ เนื้อหาบางส่วนสอดคล้องกับรายงานการศึกษาของ สปช. ที่เคยจัดทำไว้เมื่อปี 2558 ซึ่งพบปัญหาในกิจการพระพุทธศาสนาทั้งหมด 4 ประเด็น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โครงสร้างปกครองคณะสงฆ์ที่รวมศูนย์อำนาจมากเกินไป


แต่การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งปวงเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปวงการสงฆ์ครั้งใหญ่ ต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจของ "พุทธบริษัท 4" เพื่อให้คณะสงฆ์ไทยเป็นที่เคารพศรัทธา สืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป

 


 

ที่มา :  คมชัดลึก : 1 มิถุนายน 2561

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264