ไม่จนก็บ้า !

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจประชากรพระ

 

งามหน้าซะไม่มี !

 

 

 

 

 

 

 

ผมไม่เคยบวช และบวชไม่ได้ กลัวผิดศีล

แต่ผมจะออกกฎหมายให้พระไทยอยู่ภายใต้นิติตะวัน

เราจะแก้ปัญหาพระศาสนาด้วยการแก้กฎหมาย

 

 

 

 

อา..ก็จริงนะสินะ ไม่ทราบว่าพระพุทธศาสนานั้น เป็นศาสนาของชนชาติไหน บรรพบุรุษเคยปฏิบัติต่อพระศาสนาอย่างไร และนายตำรวจท่านนั้นนับถือศาสนาอะไร ถ้าเป็นชาวพุทธ, เกิดมาชาตินี้เคยบวชหรือยัง หรือเคยคิดจะบวชตลอดชีวิตหรือเปล่า หรือจะปล่อยให้แต่พวกคนจนและคนบ้ามาบวช

 

 

สมัยโบราณนั้น เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ ทรงมีพระโอรสมาก แถมวัดก็ยังมีครูบาอาจารย์ผู้ชำนาญในวิชาการต่างๆ อย่างมากมาย กลายเป็นโรงเรียนชั้นสูง จึงทรงโปรดให้พระโอรสได้ทรงผนวชเพื่อศึกษา เมื่อมีปัญหาด้านการเมืองเรื่องราชสมบัติ เกิดการเข่นฆ่ากันระหว่างเชื้อพระวงศ์ ส่งผลให้ผู้แพ้ต้องลี้ภัยการเมืองหนีไปบวช ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นอดีตนักการเมือง จึงถือว่ามีหัวก้าวหน้า บางรูปบางองค์ถึงกับเอาผ้าเหลืองไปเล่นการเมือง จนได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินก็มีหลายรัชกาล เช่น พระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา ส่วนสมัยรัตนโกสินทร์นั้นก็มีเห็นๆ แต่ไม่ขอเอ่ยพระนาม จะกระทบกระเทือน

 

 

บริบทสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก หลังจาก พ.ศ.2475 คณะราษฎรนำโดย นายปรีดี พนมยงค์ และ พ.อ.พระยาพหลพลอยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ได้ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความหมายก็คือ ยึดอำนาจพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แล้วนำเอาอำนาจนั้นมาใส่ในมือของ "ราษฎร" คือประชาชนเต็มขั้น ให้ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงในการเลือกตั้งผู้นำ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ราษฎรได้เข้ามาสมัครรับเลือกตั้ง แปลอีกความหมายก็คือ เปิดโอกาสให้ราษฎรได้มีอำนาจ เป็นนักการเมือง

 

 

ร.7 ทรงสละราชสมบัติ ร.8 ยังไม่ทันบรมราชาภิเษกก็สิ้นพระชนม์ ร.9 ทรงมีพระมเหสีเพียงพระองค์เดียว พระเจ้าลูกเธอก็ไม่มาก ไม่เกิดปัญหาว่าด้วยการแย่งชิงราชสมบัติ สรุปว่า ปัญหาทางเจ้านั้นหมดไป

 

 

แต่กลับมาเกิดปัญหาในทางไพร่ ที่เรียกว่า ราษฎรเต็มขั้น เมื่อได้เป็นนักการเมืองก็แก่งแย่งอำนาจกัน ยิ่งรุ่นหลังที่ไม่ทันคณะราษฎร จึงไม่ได้มีอุดมการณ์อะไร หวังก็เพียงอำนาจและเงินตรา นอกจากจะเล่นการเมืองโดยไร้อุดมคติแล้วก็ยังไร้สปิริต หลายคนเคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรี พอพ้นจากตำแหน่งแล้ว ก็ยังกลับไปเป็น ส.ส. บ้าง เป็นรองนายกรัฐมนตรีบ้าง เหมือนไม่รู้จักอิ่มจักพอ ก็กลายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีในทางการเมือง

 

 

 

บวชการเมืองกับบวชเพื่อหาโอกาสยกระดับชีวิตบ้านนอก

 

 

ทีนี้ว่า เมื่อนักการเมืองแย่งชิงอำนาจกันถึงขั้นห้ำหั่นเอาเป็นเอาตาย แต่วัดวาอารามและพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นของสูง มีเขตอภัยทาน จึงปรากฏนักการเมืองที่พ่ายแพ้ในเกมการเมือง ได้หันมาหาผ้าเหลือง เพื่อเป็นการ "ซักฟอก" ตัวเอง ให้ไร้มลทิน ยิ่งพักหลังมานี้ วิธีการแบบนี้ ลามปามมาจนถึงดารานักแสดง ที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมกระดำกระด่างในทางสังคม ก็แก้ปัญหาด้วยการ "บวช" เพื่อซักฟอกตัวเอง ไม่ต่างไปจากนักการเมือง

 

 

ส่วนประชากรหลักของพระไทยเรานั้น หลังปี 2475 เมื่อเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินและคนรวยๆ เรียนสูงๆ ไม่ค่อยนิยมบวช หรือที่บวชก็แค่ "ประเพณี" ไม่มีใครอยู่ในผ้าเหลืองไปจนตาย วัดวาอารามจึงกลายเป็น "เส้นทางใหญ่" เปิดโอกาสให้แก่ลูกหลานคนยากคนจน ได้เข้ามาบวชเรียน เพื่อยกระดับชีวิต เพราะสามารถยกระดับทั้งด้านการศึกษาและยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นเจ้าฟ้าเจ้าคุณ รวมความอยู่ที่ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" นั่นเอง

 

 

ผู้หลักมักใหญ่ ผู้ดีมีเงิน ลูกท่านหลานเธอ ลูกเจ้าเหง้าขุน คุณท่านคุณเธอทั้งหลาย ที่มีโอกาสเรียนในมหาวิทยาลัยและไปเมืองนอก รู้ภาษาต่างประเทศที่มีอิทธิพลต่อวิชาการสมัยใหม่ ได้แก่ยุโรปและอเมริกา จึงมองเห็นว่า พระไทยที่พวกเราเคยเคารพนบไหว้นั้น ที่แท้ก็แค่ "ลูกชาวนา" บวชมาเพื่อแสวงหาโอกาสทองของชีวิต แต่โรงเรียนวัดในปัจจุบันนั้น "ล้าหลัง" ไม่ล้ำหน้าเหมือนสมัย ร.5 ใครจบโรงเรียนวัดมาจึงเป็นคนล้าหลัง ถึงจะมี มหาจุฬา-มหามกุฏ เป็นแหล่งศึกษาวิชาการชั้นสูง แต่เทียบเกรดแล้ว สู้มหาวิทยาลัยนอกวัดไม่ได้ ชนชั้นสูง (Elite) ในสังคมไทย จึงประเมินได้ว่า ตำรับตำราที่พระไทยเรียนๆ กันทุกวันนั้น เอาเข้าจริงแล้วก็แค่..ตำรา หรือสื่อ พระสงฆ์สามเณรก็คือ ผู้ท่องตำรา ศึกษาเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ไม่ให้วัดร้างและไม่ให้พระธรรมวินัยขาดสูญ เท่านั้น

สมัยก่อนนั้น จะศึกษาพระธรรมวินัยก็ต้องไปวัด มีปัญหาทางจิตใจหรือจิตวิญญาณก็ต้องไปถามพระ เพราะพระคือผู้รู้ สามารถอ่านพระไตรปิฎกได้ แต่สมัยปัจจุบัน วิทยาการคอมพิวเตอร์ก้าวหน้าจนกระทั่งสามารถบันทึกพระไตรปิฎกได้ทุกภาษา ไม่ว่าจะเป็นบาลี สันสกฤต อังกฤษ ไทย พม่า ศรีลังกา ลาว กัมพูชา ฯลฯ แถมคอมพิวเตอร์ยังจำได้ "แม่น" กว่าพระ ถามเมื่อไหร่ตอบได้ไม่ผิดเพี้ยน พระเณรเสียอีก ตอบไม่ค่อยตรงกันเลย จนกระทั่งมีคำกล่าวว่า สมัยนี้ อยากเรียนรู้อะไรก็ให้ถาม "กู-Google" อยากเห็นหรือดูอะไรก็ให้ใช้ "ยู-Youtube" ไม่มีใครถามพระถามวัดอีกต่อไป แม้กระทั่งเรื่องพระธรรมวินัย

 

 

นายไพบูลย์ นิติตะวัน จึงถึงกับประกาศว่า "ผมศึกษาพระพุทธศาสนาได้จากกูเกิ้ล" หมายความว่า ไม่ต้องพึ่งพาพระก็สามารถเข้าถึงพระพุทธศาสนาได้ แถมคนหัวดีระดับนายไพบูลย์ ยังอาจจะหัวดีกว่าพระเณรอีกหลายหมื่นรูปด้วยซ้ำไป เถียงเรื่องพระธรรมวินัยก็ไม่แน่ว่าจะชนะนายไพบูลย์

 

 

เมื่อสามารถศึกษาพระไตรปิฎกได้โดยไม่ต้องผ่านพระ ก็มีคนคิดว่า พระเณรในวัดนั้น ส่วนใหญ่ก็บวชเพื่อเรียน เหมือนนักเรียนโรงเรียนกินนอน ไม่ได้บวชเพราะอุดมการณ์ แถมที่หัวดีและเรียนเก่งก็มีน้อย บวชได้ไม่นานก็สึกหาลาเพศออกไปหาการงานทำ มีลูกมีเมีย ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรให้เป็นแบบอย่าง ขนาดเป็นมหาก็ยังกินเหล้าเมายา เอาเป็นตัวอย่างที่ดีไม่ได้

 

 

"พระเณรส่วนใหญ่แค่เรียนท่องจำ ไม่ได้ปฏิบัติ ฆราวาสบางคนยังสนใจในการปฏิบัติธรรมมากกว่าเสียอีก" คนชั้นกลางและชั้นสูงในสังคมไทย มีนางอ้อย-อัจฉราวดี และนางสุจินต์ นักวิปัสสนาปากตะไกร เป็นต้น คิดกันอย่างนั้น จึงหันหลังให้วัด สร้างสำนักของตนเองขึ้นมา ประกาศว่า "ไม่ต้องบวชก็บรรลุธรรมได้" ผ้าเหลืองไม่มีความหมายในสายตาของชาวพุทธพันธุ์ใหม่อีกต่อไป วันดีคืนดีก็ประกาศ "ได้บรรลุธรรม" ทั้งๆ ที่ยังมีลูกมีผัว

 

 

วันนี้ มาถึงวลีสำคัญอีกครั้ง ดังนายตำรวจท่านหนึ่งระบุว่า "เดี๋ยวนี้ คนที่มาบวชเป็นพระ ถ้าไม่ยากจนก็สติไม่ค่อยดี" เป็นการตีแสกหน้าพระสงฆ์ไทยทั้งประเทศ ที่เพิ่งจะผ่านการ "ถูกยึดอำนาจ" ในการตั้งกรรมการ มส. เจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาค โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปหยกๆ

 

 

ถามว่า แล้วปัญหาพระศาสนาจะแก้กันอย่างไร หรือจะปล่อยให้สาละวันเตี้ยลงไปเรื่อยๆ เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ผู้หลักมักใหญ่ ผู้ดีตีนแดง คนชั้นสูง ชนชั้นกลาง ไม่มีใครสนใจจะเข้ามากอบกู้พระพุทธศาสนาเหมือน "นายสนธิ ลิ้มทองกุล" ก่อม็อบกู้ชาติบ้างหรือ เอาแต่ด่าและแก้กฎหมาย แต่ไม่มีใครมาบวช ถามว่ามันจะเกิดประโยชน์อันใด ก็เหมือนการเมืองนั่นแหละ ปฏิวัติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ก็ให้นักการเมืองเก่าๆ เข้ามาเล่นกันต่อไป พอไปไม่ไหวก็ปฏิวัติอีก ซ้ำๆ ซากๆ

 

 

 

อยากเห็นรัฐบาลและ สนช. ออกกฎหมาย "กอบกู้พระพุทธศาสนา" ออกมาซักฉบับ เช่น

 

 

มาตรา 1 ชาวไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาทุกคน เมื่อมีอายุครบ 20 ปี ต้องบวช เป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี ใครไม่บวชถือว่าผิดกฎหมาย ต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 10 เช่นกัน หรือปรับเป็นเงิน 1 ล้านบาท (อัตราปรับนี้จะปรับขึ้นทุกๆ 10 ปี ตามค่าของเงินที่อ่อนตัวลง)

 

 

มาตรา 2 ก่อนบวชต้องเรียน ม.6 เป็นอย่างต่ำ และเมื่อบวชแล้ว ต้องเรียนจนจบนักธรรมชั้นเอก บาลีเปรียญ 5 หรือมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรี หาไม่จะมีโทษ ไม่สามารถสึกได้

 

 

มาตรา 3 ใครบวชแล้วไม่เสียสละ ไม่ปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วไม่บรรลุธรรม ถือว่าหลอกลวง เป็นการทำลายพระศาสนาโดยอ้อม ต้องโทษจำคุกสูงสุดตลอดชีวิต (ข้อนี้ ให้มีการออกกฎหมายลูก กำหนดตารางปฏิบัติธรรมประจำวันอย่างเคร่งครัด เช่น นั่งสมาธิอย่างน้อย 12 ชั่วโมงต่อ 1 วัน เพราะชีวิตพระไม่มีกิจการงานอะไรต้องทำ บวชมาเพื่อปฏิบัติอย่างเดียว)

 

 

มาตรา 4 ห้ามพระภิกษุสามเณร รับ จับถือเงินทอง หรือข้าวของเครื่องใช้ที่ดีมีมูลค่าเกินกว่า 5 บาท ใครรับก็ดี ให้ผู้อื่นรับไว้เพื่อตัวเองก็ดี ถือว่าบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา มีโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต

 

 

มาตรา 5 พระภิกษุสามเณรทุกรูป ต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัด จะรับกิจนิมนต์นอกวัดไม่ได้ ห้ามไม่ให้มีการบอกบุญหรือเรี่ยไร เพราะไม่ใช่หน้าที่ของพระ พระเณรจะต้องปฏิบัติเท่านั้น ดังนั้น จะต้องออกบิณฑบาต เว้นแต่ป่วย ใครไม่ปฏิบัติตามถือว่าบ่อนทำลายพระศาสนา มีโทษจำคุก 10 ปี

 

 

มาตรา 6 ข้าราชการตำรวจ ทหาร และพลเรือน ทุกหมู่เหล่า ถือว่าผ่านการบวชเรียนมาแล้ว (อย่างน้อย 10 ปี ตามมาตรา 1) แต่เพื่อคุณภาพของราชการ จึงต้องผ่านการปฏิบัติวิปัสสนาอย่างอุกฤษฏ์ เป็นระยะเวลา 3 ปี จึงจะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ใครไม่ผ่านถือว่าขาดคุณสมบัติ ไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้

 

 

มาตรา 7 ตำแหน่งสำคัญเหล่านี้ ได้แก่ องคมนตรี นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารตำรวจทุกเหล่าทัพ รัฐมนตรีทุกกระทรวง ปลัดกระทรวง ผู้บัญชาการเหล่าทัพระดับนายพล และผู้ว่าราชการจังหวัด ถือว่ามีตำแหน่งสูงส่ง ต้องมีวัตรปฏิบัติเป็นที่น่าศรัทธาแก่ประชาชนคนไทย ถึงจะเคยบวชเรียนมาก่อนนับ 10 ปีก็ตาม ก็ต้องปฏิบัติวัตรอันอุกฤษฏ์ดังนี้

 

 

7.1 ต้องนำครอบครัวทำบุญตักบาตรพระสงฆ์สามเณรทุกเช้า

 

7.2 ต้องนำข้าราชการในสังกัด เข้าวัดฟังธรรม ทุกๆ วันพระ

 

7.3 ต้องไปนอนวัด รักษาอุโบสถศีล ทุกๆ วันพระ

 

7.4 ต้องมีอุตสาหะในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทั้งด้านการศึกษา และการปฏิบัติ

 

 

7.5 หลังจากเกษียนอายุราชการแล้ว ต้องออกบวชเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี หากไม่ออกบวช ให้งดบำเหน็จบำนาญทั้งสิ้น

 

 

และเพื่อให้การปฏิรูปพระพุทธศาสนาเป็นไปตามแนวทางของ "พระเจ้าอโศกมหาราช" ที่หลายคนโหยหา จึงออกมาตราพิเศษ "ให้พระภิกษุสามเณรทุกรูป ไม่เว้นแม้แต่สมเด็จพระสังฆราช ต้องปริวัติลาสิกขา และสมัครเข้ามาบวชใหม่ ตามระเบียบที่จะได้กำหนดขึ้นเป็นการเฉพาะ"

 

 

ออกกฎหมายแบบนี้ซีฮะ จึงจะถือว่าเลื่อมใสศรัทธาและมีความมุ่งมั่นในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง นี่อะไร รัฐบาลบิ๊กตู่แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ไทยไปแล้ว 2 ครั้งในรอบ 4 ปี มีเป้าหมายก็แค่ "ตั้งสังฆราช-กรรมการ มส. และเจ้าคณะใหญ่-เจ้าคณะภาค" เท่านั้น ไม่เห็นเกี่ยวกับพระธรรมวินัยเลย นายตำรวจท่านนี้ยังมีวิสัยทัศน์มากกว่าเสียอีก

 

 

จึงขอเจริญพรไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่า ไหนๆ ก็จะปฏิรูปใหญ่แล้ว เพิ่มอีกซักมาตราได้ไหมฮะ เขียนว่า "คนจนห้ามบวช" รับรองว่า พระเณรไทยหายเกลี้ยงประเทศ !

 

 

 

 

 

 

 

สุดจะทน ! ชาวเน็ตประณามพระสงฆ์ปากจัด หวิดมีเรื่องบนรถ สุดท้ายจับส่งตำรวจ

 

คลิปวิดีโอพระสงฆ์พูดจาหยาบคายบนรถโดยสาร ทำผู้โดยสารทนไม่ไหวหวิดมีเรื่อง ก่อนจับส่งตำรวจ ตรวจสอบไม่มีใบยืนยันเป็นพระแท้หรือไม่ เจ้าหน้าที่บอก คนสติไม่ดีบวชเยอะ

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ "Salinee Rattanachotchairit" ได้โพสต์คลิปวิดีโอเผยให้เห็นการใช้กิริยา วาจา ที่ไม่เหมาะสมของพระสงฆ์รูปหนึ่ง บริเวณวินรถตู้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต เพื่อจะเดินทางไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อีกทั้งยังได้มีการลวนลามผู้โดยสารที่นั่งข้างๆ จนทำให้ผู้โชเฟอร์และผู้โดยสารภายในรถทนไม่ไหวจนเกือบจะมีการใช้กำลังเกิดขึ้น


อย่างไรก็ตาม หลังจากรถตู้คันดังกล่าวมาถึงยังบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ได้นำตัวพระสงฆ์รูปดังกล่าวไปยังป้อมตำรวจที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อให้ตรวจสอบว่าเป็นพระสงฆ์จริงหรือไม่ สุดท้ายไม่มีใบสุทธิ บัตรประชาชน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องจับลงบันทึกประจำวันพร้อมกับถ่ายรูปทำประวัติ

จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า "เดียวนี้คนที่มาบวชเป็นพระ ถ้าไม่ยากจนก็สติไม่ค่อยดี"

โดยคลิปวิดีโอดังกล่าวนี้ถูกแชร์ออกสู่โลกโซเชียลแล้วกว่า 20,000 ครั้ง พร้อมกับคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นประณามการกระทำที่ไม่เหมาะสมของพระสงฆ์รูปดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

 

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 9 กรกฎาคม 2561

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264