เจ้าคุณเดนมาร์กอาการหนัก !

 

ปปช. ชี้มูลความผิด อาญา

ข้อหาสนับสนุนให้มีการทำผิดอาญา

จ่อแจ้งความจับกุม !

 

 

 

า.. "ความคิดฮอด บ่เคยพาไผกลับมา" ถามว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถวายเงินให้แก่วัดไทยในต่างประเทศนั้น ผิดตรงไหน ? ข้อนี้ก็คงมีคำชี้แจงจาก ปปช. และต้องไปสู้กันในชั้นศาล กว่าจะผ่านไปจนถึงด่านสุดท้าย อะไรๆ ก็คงเปลี่ยนไปมาก ยากจะกลับมาเหมือนเดิม เพราะ..ความคึดฮอดซ่อยหยังบ่ได้..

มาว่ากันเกี่ยวกับ "สถานภาพ" ของเจ้าคุณเดนมาร์ก หรือท่านสุทธิพงศ์ ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะใครๆ ก็อยากรู้

 

 

ท่านเจ้าคุณเดนมาร์กนั้น ปัจจุบัน ท่านมีหลายสถานะ อาทิเช่น

 

1. เป็นพระไทย เพราะเป็นคนไทยโดยเชื้อชาติและโดยสัญชาติ

 

2. เป็นพระเดนมาร์ก เพราะเปลี่ยนสัญชาติเป็นเดนมาร์กซิติเซ่นมานานหลายปี เพื่อให้มี "สถานะ" ในการบริหารวัดไทยเดนมาร์ก ท่านเจ้าคุณเดนมาร์กจึงเป็นพระ 2 สัญชาติ ถือพาสปอร์ต 2 ใบ ทั้งไทยและเดนมาร์ก

 

3. เป็นพระราชาคณะ ซึ่งเป็นยศทางพระที่ได้รับพระราชทานจากสำนักพระราชวัง ผ่านมหาเถรสมาคมและรัฐบาลไทย

 

4. เป็นเจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์ก ซึ่งมีสถานะเป็นวัดตามกฎหมายเดนมาร์ก มิได้ขึ้นต่อกฎหมายไทย เพียงแต่ใช้ชื่อว่า วัดไทยเดนมาร์ก เท่านั้น

 

 

5. เป็นผู้ต้องหาในคดีเงินทอนวัด ล็อตแรก ร่วมกับ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ และนายพนม ศรศิลป์ สองอดีตผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ

 

 

ซึ่ง "สถานะสุดท้าย" นี้ จะมีผลเกี่ยวข้องกับอีก 4 สถานะข้างต้น เพราะเมื่อต้องคดีอาญาแล้ว ก็ต้องมองว่า เจ้าคุณเดนมาร์กท่านจะเดินเกมอย่างไรในการ "สู้คดี" และจะมี ผลดี-ผลเสีย อย่างไร

 

 

เล่ารวมกันไปเลยว่า เมื่อต้องคดีอาญานั้น ศาลอาญาจะต้องออก "หมายจับ" ตามคำขอของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อนำตัว "ผู้ต้องหา" มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ปัญหามาถึงข้อที่ว่า เจ้าคุณเดนมาร์กมีฐานะเป็น "ชาวเดนมาร์กครึ่งตัว" เพราะถือสัญชาติเดนมาร์กด้วย จะดึงดันไม่กลับ คือทิ้งสถานะพลเมืองไทยแล้วหันไปใช้ "ซิติเซ่นเดนมาร์ก" เต็มตัว ก็น่าจะได้ เพราะเดนมาร์กไม่จำเป็นต้องส่งคนของตนเองไปให้ประเทศไทยดำเนินคดี แต่ถ้าเลือกทางนี้ ก็คงหมดโอกาสกลับเมืองไทยไปตลอดกาล ก็คงจะเท่ากับตัดญาติขาดมิตรไปเลยทีเดียวเชียวล่ะ

 

 

ทีนี้ว่า ถ้ายอมเดินทางกลับไปรับทราบข้อหาที่ประเทศไทย ก็จะเข้าล็อกกฎหมายไทย หมายถึงว่า "ต้องถูกจับสึกดำเนินคดี" เหมือนกรณีวัดสระเกศเจ้านายเก่า

 

 

แต่..แต่ถ้าเลือกหลบกบดานเงียบ ไม่ยอมเดินทางกลับ ก็อาจจะมีมาตรการจากทางรัฐบาลไทย อันได้แก่ 1. สั่งถอดยศปลดจากพระราชาคณะ และ 2. ดำเนินการขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน โดยอ้างว่าเป็นพระไทย ซึ่งถ้าใช้วิธี "หนีคดี" จริง เจ้าคุณเดนมาร์กก็จะถูกถอดยศ และเข้าไทยไม่ได้เลย..ตลอดชีวิต

 

 

ถ้ากลับ ก็ต้องถูกจับสึก เพื่อให้การดำเนินคดีมีมาตรฐานเดียวกันกับอดีตพระเจ้าคุณหลายรูปที่ถูกจับสึกไปก่อนหน้านี้ ก็มีผล "สูญเสียสถานะ" ไปอย่างหมดเนื้อหมดตัวเช่นกัน เดิมพันแรง !

 

 

ทำใจไว้ได้เลย ถ้าคิดจะกลับเมืองไทยไปสู้คดี ก็อาจจะไม่มีโอกาสกลับมาในรูปแบบเดิมอีก..ชั่วชีวิต เจ้าคุณเดนมาร์กต้องคิดหนัก ก่อนจะออกจากวัด ต้องบอกลาทั้งพระเณรและญาติโยม เพราะนี่อาจจะเป็นการ..ไปไม่กลับ !

 

 

แต่กรณีเจ้าคุณเดนมาร์กยังมีช่องทางสู้คดี เพราะนี่มิใช่การ "ทอนเงิน" แต่เป็นการ "สนับสนุนให้มีการฉ้อฉลเงินหลวง" จึงไม่มีการโกง (ทอนเงิน) เข้ามาเกี่ยวข้อง เหมือนพระรูปอื่นๆ เป็นเพียงการ "ใช้งบประมาณผิดวัตถุประสงค์" เท่านั้น ยกเว้นแต่เจ้าคุณเดนมาร์กจะไม่สามารถชี้แจงเส้นทางการเงินให้โปร่งใสได้

 

 

เมื่อรูปคดีเป็นการ "ร่วมมือ" เจ้าหน้าที่ พศ. ในการฉ้อฉล เจ้าคุณเดนมาร์กก็ถือว่ามีช่องหรือทางออกค่อนข้างสวย เพราะพระจะไปรู้วิธีการของบประมาณจากทางสำนักพุทธฯ ได้อย่างไร อะไรคือความร่วมมือหรือไม่ร่วมมือ ร่วมข้างเดียวหรือร่วมสองข้าง ? คือเมื่อทางผู้ใหญ่ระดับ "ผอ.พศ." บอกวิธีมา ก็ต้องเชื่อไว้ก่อน และเมื่อทำไปแล้วได้เงินมาจริง จะถือว่าผิดตรงไหน เพราะตัวเองก็ไม่ได้ไปนั่งประชุมหรืออนุมัติงบประมาณกับทาง พศ. ด้วย ตรงนี้ถึงผิดก็ผิดโดยมิได้เจตนา ถือว่าขาดน้ำหนักในการทำผิด ศาลอาญาจึงอาจจะ..ยกฟ้อง

 

 

ช่องทาง "หลุด" จากคดีอาญา ของเจ้าคุณเดนมาร์ก จึงมีมาก ค่อนข้างสูง เสียดายแต่ว่า ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ก็อาจจะถูก "จับสึก" เสียก่อน ถึงจะได้สถานะคืนเมื่อสิ้นสุดคดีอาญาแล้วก็อีกหลายปี ถึงตอนนั้นอะไรๆ ก็สายเกินไปเสียแล้ว

ก็ต้อง "วัดใจ" ว่าจะสู้หรือหลบหนี ถ้าสู้ก็พอมีทางชนะคดี แต่ถ้าหนีก็มีแต่ตายกับตาย แหมเหนื่อยใจแทนเหลือเกิน !

 

 

คำถามสุดท้าย มีเวลาอีกนานไหม ในการตัดสินใจว่าจะสู้หรือหนี ของเจ้าคุณเดนมาร์ก คำตอบก็คือ ไม่มีเวลาแล้วฮ่ะ หมายจับออกวันไหน ไม่เกิน 3 วันจากนั้น ก็โดนสอยคือถอดยศตามมาแล้ว ดังนั้น วันนี้ คำตอบก็แทบจะต้องพร้อมก่อนคำถามด้วยซ้ำไป ยิ่งนานไป อำนาจต่อรองก็ลดลงเรื่อยๆ กลายเป็นเพียง "พระสุทธิพงษ์" เมื่อไหร่ ก็สิ้นไม้ไร้ตอก อย่านับแต่อำนาจต่อรองในประเทศไทยเลย ในเดนมาร์กเองก็อาจจะหดหายไปแทบหมด เชื่อว่า คืนนี้ ที่วัดไทยเดนมาร์ก อาจจะมีประชุมใหญ่ เพื่อพิจารณาหาหนทาง "สู้คดี" ของท่านเจ้าอาวาส

 

หมายเหตุ : ท่านเจ้าคุณเดนมาร์กนั้น ถือเป็นพระไทยรุ่นแรกๆ ที่ไปตั้งวัดไทยในยุโรป ปัจจุบันจึงถือว่าเป็นรุ่นใหญ่ รุ่นอาวุโส หรือซีเนียร์ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งที่อยู่ร่วมสำนักและแยกย้ายกันไปสร้างวัดขึ้นในหลายประเทศ เมื่อท่านเจ้าคุณต้องคดีใหญ่ ก็สะเทือนวัดไทยในยุโรปอย่างแรง อาจจะเป็นโมเดลให้วัดไทยในต่างแดน "สงวนท่าที" ในการให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทย รวมทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในแบบที่เรียกว่า "อารยะขัดขืน" ทั้งไม่รับงบประมาณอุดหนุนหรือให้ความร่วมมือใดๆ ที่เคยให้ก็อาจจะลดระดับลง เพราะกลัวปัญหาจะตามมาเหมือนเจ้าคุณเดนมาร์ก เกิดปราการทางใจให้หมางเมินกันอย่างแรงและยากจะประสาน เพราะสำนักพุทธฯ เป็นส่วนราชการ ส่วนวัดไทยในต่างแดนนั้น เป็นองค์กรอิสระ จะขึ้นก็ต่อครูบาอาจารย์เท่านั้น

 

อีกด้านหนึ่งนั้น ก็จะได้แสดงให้เห็นว่า เจ้าคุณเดนมาร์กทำงานเป็น ถึงตัวเองต้องคดีก็ให้มีผลเฉพาะตัว ไม่ให้พัวพันถึงวัด มาตรว่าตัวเจ้าอาวาสไม่อยู่ พระลูกศิษย์และญาติโยมก็ยังรักวัดวาอาราม ช่วยกันประคับประคองให้ดำรงอยู่ต่อไป ก็อยู่ที่ว่าจะหาทางออกกันอย่างไร

 

 

 

 

 

พระวิสุทธิวงศ์วิเทศ (สุทธิพงศ์ สุทฺธิวํโส) เจ้าคุณเดนมาร์ก

เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร

กรุงโคเปเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

 

 

 

พฤติการณ์ บิ๊ก พศ. ถูก ป.ป.ช. ฟันคดีโอนให้วัดต่างประเทศ

 

"นายนพรัตน์ ได้พบกับเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า ในงานพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และได้แจ้งกับเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า ว่าจะขอนำเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด โอนผ่านเข้าบัญชีเงินฝากของวัดพระพุทธบาทตากผ้า เพื่อโอนต่อไปยังบัญชีเงินฝากของวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ที่มีพระสุทธิพงศ์ เป็นเจ้าอาวาส"

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2561 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดคดีเกี่ยวกับการทุจริตเงินงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ปี 2556 และปี 2558 จำนวน 2 สำนวน ได้แก่ คดีโอนเงินให้วัดต่างประเทศ 5.7 ล้านบาท และคดีเงินทอนวัดใน จ.ลำปาง 5 แห่ง และ จ.แพร่ 6 แห่ง โอนเงินไป 24 ล้าน แต่ทอนเข้ากระเป๋าตัวเอง 17.8 ล้านบาท

 

การชี้มูลครั้งนี้มีอดีตข้าราชการระดับสูงใน พศ. โดนด้วย 3 ราย ได้แก่ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ. และนายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ. และ น.ส.ประนอม คงพิกุล อดีต รอง ผอ.พศ. นอกจากนี้ยังมีข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และอดีตพระระดับเจ้าอาวาสถูกชี้มูลความผิดด้วย

 

ตามรายงานการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีรายละเอียดน่าสนใจ สำนักข่าวอิศรา สรุปให้สาธารณชนรับทราบ ดังนี้



 

คดีโอนเงินให้วัดไทยเดนมาร์กฯ 5.7 ล้านบาท ผิดหลักเกณฑ์ พศ.

 

จากการไต่สวนข้อเท็จจริงพยานหลักฐาน ฟังได้ว่า ในปีงบประมาณ 2556 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้รับงบประมาณเพื่อดำเนินการตามแผนงานงบประมาณ โครงการเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด ซึ่งในการดำเนินการตามโครงการดังกล่าว ปรากฏข้อเท็จจริงว่า

 

พระสุทธิพงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ได้ติดต่อกับเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า โดยแจ้งว่าจะขอนำเงินอุดหนุน ผ่านบัญชีของทางวัดพระพุทธบาทตากผ้า เพื่อโอนต่อไปยังวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร เนื่องจากไม่สามารถโอนเงินให้วัดที่อยู่ต่างประเทศได้โดยตรง โดยพระสุทธิพงศ์แจ้งว่า ได้มีการพูดคุยในเรื่องดังกล่าวกับนายนพรัตน์ไว้แล้ว

 

ต่อมา นายนพรัตน์ ได้พบกับเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า ในงานพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และได้แจ้งกับเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า ว่าจะขอนำเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด โอนผ่านเข้าบัญชีเงินฝากของวัดพระพุทธบาทตากผ้า เพื่อโอนต่อไปยังบัญชีเงินฝากของวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ที่มีพระสุทธิพงศ์ เป็นเจ้าอาวาส เนื่องจากไม่สามารถโอนเงินให้วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ซึ่งเป็นวัดไทยที่อยู่ต่างประเทศได้โดยตรง

 

จากนั้น นายนพรัตน์ ได้สั่งการให้ นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนบูรณะพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนสถาน ดำเนินการจัดทำเอกสาร เพื่ออนุมัติเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด ให้วัดพระพุทธบาทตากผ้า จำนวน 2 ครั้ง
 

ครั้งที่ 1 ในวันที่ 25 ธันวาคม 2555 นายวสวัตติ์ ได้จัดทำบันทึกกองพุทธศาสนสถาน ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2555 เพื่อจัดสรรเงินให้วัดพระพุทธบาทตากผ้า จำนวน 3,000,000 บาท เสนอนายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถาน พิจารณาและลงนามในเอกสารการขออนุมัติการใช้จ่ายเงินประจำงวดและเสนอเรื่องต่อนายพนม ศรศิลป์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พิจารณาและลงนามเพื่อเสนอเรื่องต่อนายนพรัตน์ พิจารณาอนุมัติ ซึ่งนายนพรัตน์ อนุมัติให้จัดสรรเงินดังกล่าวให้วัดพระพุทธบาทตากผ้า
 

ครั้งที่ 2 ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 นายวสวัตติ์ จัดทำบันทึกกองพุทธศาสนสถาน ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 เพื่อจัดสรรเงินให้วัดพระพุทธบาทตากผ้า จำนวน 3,000,000 บาท เสนอนายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถาน พิจารณาและลงนามในเอกสารการขออนุมัติการใช้จ่ายเงินประจำงวดเพื่อเสนอต่อนายนพรัตน์ พิจารณาอนุมัติ ซึ่งนายนพรัตน์อนุมัติให้จัดสรรเงินดังกล่าวให้วัดพระพุทธบาทตากผ้า

 

เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โอนเงินให้วัดพระพุทธบาทตากผ้า ในวันที่ 8 มกราคม 2556 จำนวน 3,000,000 บาท และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 จำนวน 3,000,000 บาท เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า ได้โอนเงินดังกล่าวให้พระสุทธิพงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยในประเทศเดนมาร์ก ตามเลขที่บัญชีเงินฝากที่ได้รับแจ้งจากพระสุทธิพงศ์ ในวันที่ 9 มกราคม 2556 จำนวน 2,899,970 บาท และวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 จำนวน 2,899,970 บาท รวมทั้งสิ้น 5,799,940 บาท

 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเห็นว่าการดำเนินการจัดสรรเงินดังกล่าวทั้ง 2 ครั้ง ได้มีการพิจารณาจัดสรรไปโดยไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการขอและการจัดสรรเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัด กล่าวคือไม่มีคำขอรับเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด ประจำปี 2556 ของวัดพระพุทธบาทตากผ้า และไม่ได้มีการดำเนินการตามหลักเกณฑ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการขอและการจัดสรรเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด และไม่ได้มีการประชุมคณะทำงานพิจารณาการขอรับเงินอุดหนุน กันจริง

 

รวมถึงได้มีการจัดทำรายงานการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาการขอรับสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและพัฒนาวัด ประจำปีงบประมาณ 2556 อันเป็นเท็จขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่าด้วยการขอและการจัดสรรเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด ประจำปีงบประมาณ 2556 และเพื่อไว้เป็นหลักฐานสำหรับ การตรวจสอบ ซึ่งการอนุมัติเงินดังกล่าวนอกจากไม่ชอบด้วยด้วยหลักเกณฑ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แล้ว การกระทำดังกล่าวเป็นการเบียดบังเงินทรัพย์สินของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นของตนเองหรือผู้อื่น
 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติชี้มูลความผิด นายนพรัตน์ นายพนม นายเฉลิมพล นายวสวัตติ์ และพระสุทธิพงศ์ ทั้งความผิดทางอาญา และความผิดทางวินัย โดยส่งรายงานให้กับผู้บังคับบัญชา และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องต่อศาลในเขตรับผิดชอบแล้ว

 

พระสุทธิพงศ์นั้น ไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย จึงเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 151 157 และผิดตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ทั้งนี้ ให้ส่งรายงานและความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัย และส่งรายงานและเอกสารพร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป 

 

 

ี่มา : สำนักข่าวอิศรา : 8 สิงหาคม 2561

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264