ศิษย์สมเด็จสมศักดิ์ !

เปิดประวัติ "เจ้าคุณสมศักดิ์" จจ.ปทุมธานี

มีวันนี้เพราะใครให้ ?

 

 

 

 

จากซ้ายไปขวา

 

พระเทพรัตนสุธี (เจ้าคุณสมศักดิ์) เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมเด็จสมศักดิ์) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

พระเทพสุธี (มหาสายชล) เจ้าคณะภาค 1

 

ผู้คนคงจะแปลกใจมาก เมื่อทราบว่า พระเทพรัตนสุธี (สมศักดิ์ โชตินฺธโร) เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี "กล้าปฏิเสธ" คำร้องขอของ ผอ.พศ. ผู้มาจาก ม.44 มีนามว่า "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ซึ่งทำดับเบิ้ลคิก "เตะโด่ง" พนม ศรศิลป์ ผอ.พศ. คนก่อน ไปนั่งตบยุงที่ทำเนียบรัฐบาลแบบมึนสุดๆ

 

ม.44 มีอำนาจล้นฟ้า คนที่มาด้วย ม.44 จึงถือว่า มีอำนาจล้นฟ้า เช่นกัน

 

แต่..เหตุไฉน เจ้าคุณสมศักดิ์ ถึงได้กล้า ต่อกรกับ ม.44 อันมีอำนาจล้นฟ้า หรือว่าเจ้าคุณสมศักดิ์ก็มีดีปลีเหมือนกัน ไม่งั้นคงไม่กล้า !

 

วันนี้ มีคำตอบแล้วว่า สาเหตุที่ทำให้เจ้าคุณสมศักดิ์กินดีปลีกล้า "ฉีกจดหมาย" จาก..พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ทิ้ง แบบตัดบัวไม่เหลือใย นั้น ก็เพราะมี "สายสัมพันธ์" อันแนบแน่น กับ..สมเด็จสมศักดิ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง "บอสใหญ่สุด" ในสายการปกครองของคณะสงฆ์ไทย ฝ่ายมหานิกาย

 

ดังที่ทราบว่า ในบรรดาเจ้าคณะใหญ่ทุกหน ไล่ตั้งแต่ หนกลาง หนเหนือ หนใต้ และหนตะวันออก (อีสาน) หนกลางย่อมจะมีอำนาจเหนือกว่า เพราะคุมเมืองหลวงไว้ได้ สมเด็จสมศักดิ์ ทายาทของสมเด็จนิยม วัดชนะสงคราม ได้รับการผ่องถ่ายอำนาจไว้ในกลุ่ม อ.ย. (อยุธยา) จากนั้นจึงดึง "มหาสายชล" หลายชายสุดเลิฟของสมเด็จนิยมเข้ามาต่อคิว ยังไม่พอ ยังดึง "เจ้าคุณเอื้อน" วัดสามพระยา เจ้าคณะภาค 14 ให้เข้ามากินตำแหน่ง "เจ้าคณะ กทม." อันเท่ากับตำแหน่งผู้ว่า กทม. เป็นการวางหมาก "สามชั้น" ป้องกันอำนาจมิให้รั่วไหลไปยัง "สายอื่น" ซึ่งถ้านับจาก "สมเด็จฟื้น-พระพุทธโฆษาจารย์" วัดสามพระยา ได้ครองอำนาจในส่วนกลางตั้งแต่ พ.ศ.2519 จวบจนกระทั่งปัจจุบัน อำนาจก็ยังคงอยู่ในสาย "อ.ย." รวมเวลานานถึง 40 ปี และอาจจะต่อเนื่องไปจนถึง 100 ปี ในวันที่ มหาสายชลอายุ 90 ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลางด้วย

 

เมื่อ พระอยุธยาเล่นเส้นเล่นสาย สายอื่นก็เล่นมั่ง สายต่อมาที่น่าจับตาก็คือ ส.พ. หรือ สุพรรณบุรี มีคอนเน็กชั่นกว้างไกลไม่ด้อยไปกว่าสาย อ.ย. อาทิเช่น เจ้าคุณวิเชียร (วิสุทธิวงศาจารย์) รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ซึ่งเมื่อได้ขึ้นนั่งตำแหน่ง จญ. แล้ว ก็ดึงเอา "มหานิกร" ชาวสุพรรณ เข้ามาเป็น "รองภาค 7" คุมจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดใหญ่อันดับสองของประเทศไทยอีกต่างหากด้วย สุพรรณอีกสายหนึ่งนั้น สองสหาย นาคหลวง ป.9 ปี 19 ปัจจุบันเป็น "รองสมเด็จ" และ "กรรมการมหาเถรสมาคม" ทั้งคู่ ได้แก่ เจ้าคุณประยูร (พรหมบัณฑิต) วัดประยุรวงศาวาส ตำแหน่งมากมาย ไล่ตั้งแต่ เจ้าอาวาสวัดประยูร อธิการบดี มจร. มหาวิทยาลัยสงฆ์ไทยใหญ่ที่สุด เจ้าคณะภาค 2 กรรมการมหาเถรสมาคม ฯลฯ และ เจ้าคุณสุชาติ (พรหมโมลี) วัดปากน้ำ เจ้าคณะภาค 5 กรรมการมหาเถรสมาคม และแม่กองบาลีสนามหลวง ทั้งคู่มีสำเนียงเหน่อเหมือนกัน เป็นสายสุพรรณขนานแท้ เจ้าคุณประยูรนั้น ภายนอกดูนิ่มนวล แต่ภายในไม่ธรรมดา ขนาดว่าบรรดารองอธิการบดี มจร. เช่น เจ้าคุณสมชัย ด๊อกเตอร์ต่วน ซึ่งออกแนวฟรีสไตร์วิจารณ์ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ไม่เว้นแม้แต่อธิการบดีก็ต้องขึ้นเขียง เลยโดนเจ้าคุณประยูร "เตะออก" เกลี้ยง ขนาดในทางวิชาการยังเถียงไม่ได้ แล้วในทางปกครองจะโหดขนาดไหน ช่วงหลังนี้แตะมือกับเจ้าคุณสุชาติเพื่อเลิฟ ถ้า ส.สุชาติ ได้นั่งเก้าอี้เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เมื่อนั้น สายสุพรรณก็คงกินดินแดนตั้งแต่แม่สายยันสุไหงโกลก

 

วัดสระเกศกับวัดไตรมิตร เป็นพันธมิตรกันมาตั้งแต่สมัย "พระวิสุทธาธิบดี-ไสว ฐิตวีโร" กับ "สมเด็จพระพุฒาจารย์-เกี่ยว" มาจนถึงปัจจุบัน ก็ผลัดกันครองอำนาจใน "หนตะวันออก" ส่วนภาคใต้นั้น ก็ถูกวัดปากน้ำคุม เบ็ดเสร็จ ถ้าธรรมกายสามารถยึดครองภาคกลางได้ อำนาจการปกครอง "จากเหนือจดใต้" ก็จะเป็นจริง เมื่อนั้นก็เหลือภาคตะวันออก ซึ่งก็คงไม่ยาก เพราะธรรมกาย "ซื้อ" สายในวัดไตรมิตรไว้เรียบร้อยแล้ว ได้แก่ "มหาวิชา-พระราชเมธี" ซึ่งออกเดินธุดงค์ธรรมชัยไปหลายรอบ ทุ่มเททุกอย่างเพื่อธรรมกาย ผลงานอันโดดเด่นก็คือ "เกาะดอนสวรรค์" สกลนคร ซึ่งถูกชงผ่านสำนักงานเจ้าคณะภาค 8 ให้ยกวัดร้างเป็นวัดรุ่ง แต่ยังมิทันยก กลับปรากฏว่า "ดอนสวรรค์มีรูปปั้นหลวงพ่อสดนั่งเป็นประธาน พร้อมทั้งกลดพระตราจานบินกระจายอยู่เต็มเกาะ" ส่งผลให้ชาวสกลนครต่อต้าน จนกระทั่งพ่ายไป ธรรมกายจึงหันไปเจาะฐาน "อีสานใต้" อันได้แก่จังหวัดอุบลราชธานี เพราะเจ้าคณะจังหวัดนี้ค่อนข้าง "อ่อนแอ" แม่ออก "บานเย็น รากแก่น" ก็เลื่อมใสในมหาเสถียร หัวหน้าสายธรรมกายในอีสานใต้ เป้าหมายเจาะตลาดข้ามโขงไปจนถึงพนมเปญ และลาวอีกครึ่งประเทศ เป็นเขต AEC

 

เมื่อวาน มีข่าว สมเด็จสนิท วัดไตรมิตร ป่วยค่อนข้างหนัก ต้องผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ หากทำงานไม่ได้เหมือนเดิม เจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ คงได้ขึ้นครองอำนาจในหนนี้ เพราะปัจจุบันนี้คุมอำนาจไว้ในวัดสระเกศถึง 2 ภาคด้วยกัน คือ ภาค 10 กับภาค 12 อันมีวัดโสธรเป็นฐานการเงินสำคัญ ส่วนภาค 10 นั้น ก็มีเมืองอุบลเป็นศูนย์กลางอีสานใต้ ก็สรุปว่า อำนาจในหนตะวันออก "กลับมากลับไป" อยู่ระหว่างสองวัดนี้ ตามสูตรที่เล่นกันมานานในวงการสงฆ์

 

เมื่ออำนาจในวงการสงฆ์ "แบ่งแยกกันปกครอง" อยู่เช่นนี้ จึงไม่มีใครสนใจใคร ใครอยู่ในเขตไหนก็รับผิดชอบกันไป ไม่แทรกแซงกัน ซึ่งถ้าบ้านเมืองเป็นปกติ บรรยากาศของคณะสงฆ์ไทยก็จะสงบเรียบร้อยดีมาก แต่เมื่อเกิดกรณีธรรมกายขึ้นมา ปรากฏว่า "กระเพื่อมไปทุกหย่อมหญ้า" แม้แต่ "ธรรมยุต" ก็ถูกดูดกลืนไปบางส่วน และไม่ใช่ขี้ไก่ แต่เป็นถึง "สมเด็จ-รองสมเด็จ" อันมีตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมเป็นกำแพงเหล็กที่ยากจะทลายลงไป

 

แน่นอนว่า "สายอื่น" ไม่มีใครเขาจับเผือกร้อนที่ชื่อ "ธรรมกาย" จึงปล่อยให้สาย "อ.ย." เล่นเต็มที่ ทีนี้ว่า เมื่อสาย อ.ย. มีอำนาจเต็มในการดำเนินการกับธรรมกาย อันอยู่ภายใต้การปกครอง และเมื่อ เจ้าคุณสมศักดิ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ "สมเด็จสมศักดิ์-พุทธชินวงศ์" วัดพิชัยญาติ เจ้าคณะใหญ่-บอสใหญ่สุดในสาย เจ้าคุณสมศักดิ์จึง "กล้า" ที่จะ "ฉีก" จดหมายจาก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. ม.44 ทิ้ง เพราะเชื่อว่า ตราบใดที่เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ยังชื่อ "สมเด็จสมศักดิ์" ที่มีนิคเนมว่า "สมศักดิ์ใหญ่" ตราบนั้น ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีก็หนีไม่พ้น "สมศักดิ์เล็ก" วัดเขียนเขต ในปัจจุบัน

 

ตัวอย่างชัดเจนก็คือ มหาสายชล วัดชนะสงคราม ซึ่งกินตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 มานานหลายปี แต่ไม่มีผลงานอะไรเลย แม้แต่ในกรณีธรรมกายก็ไม่เคยเคลื่อนไหวให้ได้ยินแม้แต่ครั้งเดียว แต่เพราะเป็น "สาย อ.ย." จึงอยู่ยงคงกระพันมาจนทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่มีตำแหน่งในวัดเป็นเพียงแค่ "ผู้ช่วยเจ้าอาวาส" เท่านั้น แบบว่าใหญ่กว่าเจ้าอาวาสเสียอีก มันชัดเจนว่าเล่นพรรคเล่นพวก ทำยังกะว่า ถ้ามหาสายชลตาย คณะสงฆ์ไทยคงจะล่มสลาย อย่างนั้นแหละ ถึงได้อุ้มกันไว้ไม่อายชาวบ้าน หาแม้กระทั่งตำแหน่ง "ที่ปรึกษากรรมการดูแลวัดพระธรรมกาย" ให้นั่ง ทั้งๆ ที่ตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 1" นั้น เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง อยากเป็นที่ปรึกษาก็ "ลาออก" จากเจ้าคณะภาค 1 ไปสิ รีรออะไร !

 

มิใช่ว่าจงเกลียดจงชังมหาสายชล แต่ลองฟังที่สายชลบอกกับพุทธะอิสระดูซี ที่ว่า "ผมคนเดียว จะไปสู้รบปรบมือกับธัมมชโยและบริวารได้อย่างไร" ถ้ามหาสายชลคิดอย่างนี้ตั้งแต่แรกแล้วปฏิเสธรับตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 (เพราะเห็นว่าเกินกำลัง) มันก็น่าสรรเสริญอยู่ดอก แต่นี่พอเห็นตำแหน่งก็คว้าหมับ เซ็นกันเองในกุฏิสมเด็จ อายุพรรษาและประสบการณ์ไม่ครบก็ยัดกันเข้าไป กินยศกินศักดิ์ล้ำหน้าพระทั่วประเทศ พอเป็นแล้วทำงานไม่ได้ ก็ออกอาการร้องไห้งอแง แต่ยังหน้าด้านไม่ยอมลาออก มันน่าสงสารหรือน่าสมเพชล่ะ พระเณรทั่วไทยเขาบ่นกันตรึมว่า เมื่อไหร่พวกมารครองเมืองจะหมดสิ้นเสียที ไม่ต้องมงต้องมีมันแล้ว เจ้าคณะภาคหนึ่งน่ะ ทำห่าอะไรก็ไม่เป็น !

 

 

 

 

 

 

 

ปัญหาธรรมกายวันนี้ จึงวนกลับไปหาหนังม้วนเก่าในปี 2542 ซึ่งตอนนั้น สมเด็จนิยม เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง สมเด็จสมศักดิ์ เป็นเจ้าคณะภาค 1 และเจ้าคุณสมศักดิ์ (วัดเขียนเขต) เป็นเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ก่อนจะขยับขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัดในวันนี้ ส่วนมหาสายชลเป็นเด็กก้นกุฏิ มีหน้าที่เทกระโถนให้สมเด็จนิยม

 

 

คดีธรรมกาย เริ่มต้นปี 42 ปิดคดีในปี 49 (ข่าวว่า แม่ชีทศพร วัดพิชัยญาติ ของสมเด็จสมศักดิ์ เป็นผู้นำหนังสือของนายมาณพ พลไพรินทร์ ไปขอถอนฟ้องธัมมชโย) จึงถือว่า จบลงในมือของสาย อ.ย. อันมี สมเด็จนิยม วัดชนะสงคราม เป็นหัวหน้าใหญ่ มีสมเด็จสมศักดิ์และมหาสายชล เป็นบริวาร

 

วันนี้ เมื่อคดีธัมมชโย ถูกเจ้าคุณสมศักดิ์ เด็กของสมเด็จสมศักดิ์ ดองเรื่อง ก็ต้องเนื่องไปถึง "พี่ใหญ่" ที่วัดพิชัยญาติ ว่าเจตนา "จะปล่อย" ธัมมชโย ให้หลุดรอดไปเป็นครั้งที่ 2 เหมือนตอนปี 49 หรือไม่

 

หากธัมมชโยหลุดคดีนี้ไปได้อีกครั้ง ผลลัพธ์คงมิใช่แค่ "พุทธะอิสระ" จะต้องสึกเท่านั้น หากแต่อาจจะถึงกับต้อง "กินยาตาย" เสียด้วยซ้ำ เพราะเคยโจทย์ฟ้อง "วัดปากน้ำ-วัดสระเกศ" ไว้มากมาย ว่าขัดพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช บ้าง กินสินบาทคาดสินบนจากธรรมกายบ้าง ช่วยเหลือเกื้อกูลกันบ้าง ลำเอียงบ้าง เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบบ้าง  รวมเป็นเหตุผลต่อต้านไม่ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช จนสมเด็จช่วงร่วง ฝ่ายธรรมยุตซึ่งคอยทีอยู่ก็คว้าเก้าอี้ไปครอง

 

นับตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นมา อำนาจในวงการสงฆ์ ตกอยู่แก่ "ฝ่ายตรงข้าม" กับธรรมกายทั้งสิ้น ได้แก่

 

1. ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เป็นของธรรมยุต

 

2. ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าคณะภาค 1 เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา "ทุกระดับชั้น" ล้วนแต่เป็นสายวัดชนะสงครามเก่า หรือสายวัดพิชัยญาติในปัจจุบัน

 

แถมอำนาจการปกครองประเทศก็มิใช่ของแม้ว หากแต่เป็นของ คสช. ภายใต้การนำของ "บิ๊กตู่-ประยุทธ์" ผู้มี ม.44 เป็นอาวุธวิเศษ ใหญ่กว่าศาลอาญา

 

ถึงบอกว่า อำนาจล้นฟ้าถึงปานนี้ ถ้ายังทำอะไรธัมมชโยไม่ได้ พุทธะอิสระ ก็..สมควรตาย !

 

 

 

 

 

 

โยมอย่าห่วง...ไว้ใจ "หลวงพ่อ" คุมวัดธรรมกายเอง

จากผลการหารือระหว่าง พระเทพรัตนสุธี (สมศักดิ์ โชตินธโร) เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และ ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อยามบ่ายของวันที่ 27 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา บทสรุปก็คือ เจ้าคุณสมศักดิ์ ยังคงยืนยันว่า พระวิเทศน์ภาวนาจารย์ (สมบุญ  สมมาบุญโญ) อายุ 65 ปี พรรษา 32 วิทยาฐานะ นักธรรมเอก เปรียญธรรม 4 ประโยค เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายต่อไปโดยที่ตัวท่าน เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี จะดูแลกำกับควบคุมการบริหารจัดการภายในวัดเอง

 

ท่านให้เหตุผลว่า เพราะโครงสร้างการบริหารจัดการวัดพระธรรมกายไม่เหมือนวัดอื่น ด้วยมีพระเป็นจำนวนพันรูป อุบาสก อุบาสิกาที่ปฏิบัติธรรมและเป็นเจ้าหน้าที่ในนั้นอีกมากมาย และทุกคนก็ล้วนแต่ศรัทธาพระธัมมชโยทั้งสิ้น การแต่งตั้งเจ้าอาวาสจากพระนอกวัด จึงอาจไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาที่จะนำไปสู่ทางออกที่ดีงาม

 

ที่วัดเขียนเขต (พระอารามหลวง) ตำบล บึงยี่โถ อำเภอธัญญบุรี จังหวัดปทุมธานี หากไปถามพระลูกวัดถึง หลวงพ่อสมศักดิ์เจ้าอาวาส  ก็คงได้รับคำตอบคล้ายๆ กันว่า ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่ตื่นเช้า ทำวัตรสวดมนต์ตั้งแต่ตี 5 หลังจากนั้นก็ออกบิณฑบาตทุกวัน ถ้าฝนไม่ตก หรือไม่ติดกิจนิมนต์ ท่านค่อนข้างเคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก ในวันพระ ท่านมีมติว่า พระทุกรูปในวัดต้องลงปาติโมกข์ ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่น่าเกรงขาม

 

พระลูกวัดท่านหนึ่งเล่าว่า เวลามีพระในวัดที่ขัดใจกัน ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่ทำให้ความขัดแย้งนั้นจางคลายไป ท่านมีคำพูดที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายคลายความขัดแย้งกันได้ และทำให้ทั้งคู่กลับมาดูตัวเอง ซึ่งก็สะท้อนความเมตตาและปัญญาญาณของท่านที่มองเห็นว่า ควรจะพูดอะไรให้ทั้งสองฝ่ายคลายความขัดแย้ง

 

การที่ท่านเป็นเจ้าคณะจังหวัด เป็นตำแหน่งที่รับผิดชอบสูง และต้องใส่ใจ ท่านต้องไปตรวจตราวัดในปกครองทุกวัน ซึ่งมีจำนวน 166 วัดมหานิกายในจังหวัดปทุมธานี และวัดพระธรรมกายก็ไม่เคยรอดพ้นไปจากสายตาและการดูแลของท่าน

 

ท่านเจ้าคุณสมศักดิ์เป็นชาวบางยี่โถ จังหวัดปทุมธานีโดยกำเนิด บ้านอยู่ติดวัดเขียนเขต  บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 14 ปีที่วัดเขียนเขต จากการบวชเณรหน้าไฟให้โยมลุงเสียชีวิต

 

"ตอนนั้นโยมพ่อก็บอก ขอให้บวชให้โยมลุงสัก  7 วัน พอบวชแล้วก็ไปอยู่ที่วัดกลางคลองสี่ อำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี กับหลวงปู่ทองอินทร์ ​พระมงคลศีลาจาร (ทองอินทร์ เตชวุฒโฒ)

 

หลังจากบวช 7 วันก็ยังไม่สึก เห็นพระเณรเรียนหนังสือก็ชอบ เลยเรียนอยู่ที่วัดนั้นต่ออีกหนึ่งพรรษา จากนั้นหลวงปู่ก็ส่งไปเรียนหนังสือที่วัดบางหลวง กับพระราชสุเมธาภรณ์ (มังกร กสฺสโป ป.ธ.7) เจ้าอาวาสวัดบางหลวง และอยู่กับ พระราชพุฒิเมธี(เทียน ฐานุตฺตโม) เจ้าอาวาสวัดบางหลวงรูปต่อมา  จนถึงปี 2513 อาตมาก็บวชที่วัดมูลจินดาราม จ.ปทุมธานี  โดยมี พระราชสุเมธาภรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมงคลศีลาจารย์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระเทพวุฒาจารย์ (วิเชียร ธญฺญทินฺโน) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พอบวชแล้วก็จำพรรษาอยู่ที่วัดมูลจินดาราม ช่วยงานหลวงพ่อ จนกระทั่งปี 2522 ที่วัดเขียนเขตว่างเจ้าอาวาส หลวงพ่อก็ให้ช่วยมาดูแลที่วัดนี้ ก็ดูแลวัดนี้มาเป็นลำดับ"

 

สำหรับการภาวนา ท่านเล่าให้ฟังว่า ได้เรียนจากครูบาอาจารย์มาบางส่วน อีกส่วนคือ  ได้รับคำแนะนำจากหลวงพ่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์  (สมศักดิ์ อุปสโม) ส่งไปอบรมที่สำนักของท่าน ตามแนวทางสติปัฏฐานสี่

 

"การอบรมกรรมฐานช่วยได้เยอะ ทำให้จิตใจมั่นคงขึ้น โดยเฉพาะเราเป็นพระก็ต้องอยู่กับกรรมฐานมากๆ หน่อย จะได้ไม่หลุดไปกับอารมณ์ หรือ ไม่วิ่งตามโลกภายนอก"

 

จากการภาวนาจนจิตใจสงบเย็นนี่เองที่เป็นบาทฐานสำคัญในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในคณะสงฆ์ และโดยเฉพาะกรณีวัดพระธรรมกาย ซึ่งท่านได้รับมอบหมายโดยตรงมาตั้งแต่ปี 2541 

 

"อาตมาแก้ไขมาเป็นลำดับๆ ในส่วนคดีความ อาตมาไม่สามารถไปรู้ได้ แต่การปกครองเป็นอำนาจหน้าที่ที่ดูแลมาเป็นประจำ การศึกษาพระเณรเขาก็ดี เราก็ให้การสนับสนุน ทางโยมก็ไม่เข้าใจคิดว่า การทำงานของพระล่าช้า แต่กฎหมายคณะสงฆ์เป็นไปตามขั้นตอน จะให้เร็วอย่างชาวบ้านเป็นไปไม่ได้ พระเราทำงานต้องระวัง จะไปกล่าวหาใครว่าอาบัติอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร 

การปรับอาบัติก็ต้องรู้ว่า พระเป็นอาบัติ แต่ถ้าไม่รู้เราไปปรับอาบัติ เราก็จะเป็นอาบัติเสียเอง พระธรรมวินัยมีอธิบายไว้ละเอียดลออ ส่วนชาวบ้านจะว่าพระอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ส่วนทางพระก็แก้ปัญหาไป ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์จะดีกว่า

 

ดังนั้น การที่หลวงพ่อวัดเขียนเขตท่านออกรับอย่างนี้ คือ ยอมที่จะเป็นผู้ดูแลวัดพระธรรมกายเอง ก็เหมือนพ่อแผ่อ้อมอกปกป้องลูกพระลูกเณรที่กำลังอกสั่นขวัญแขวน แม้จะไม่ถูกใจคนทั้งหลาย แต่ก็ถูกธรรมของผู้ปกครอง นั่นคือวิสัยผู้นำที่มีธรรมและมีเมตตา ยอมที่จะเอาตัวเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง ยอมที่จะถูกด่า ถูกว่า แต่ก็ยึดธรรมเป็นหลัก

 

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ท่านได้รับโล่เชิดชูเกียรติปูชนียบุคคล "200ปี 200คนดีเมืองปทุม" ในปี 2558

 

ปัจจุบัน เจ้าคุณสมศักดิ์ อายุ 67 ปี 46 พรรษา ป.ธ.5 ปริญญาเอก คณะสังคมศาสตร์ สาขาการจัดการเชิงพุทธ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กับผลงานมากมายที่ช่วยให้กิจการงานของคณะสงฆ์เดินหน้าไปสู่ความสงบเย็น เกื้อกูลให้พระเณรและฆราวาสญาติโยม ได้ศึกษาปฏิบัติธรรมตามแนวสติปัฏฐานสี่ อีกทั้ง ส่งเสริมงานด้านการศึกษา โดยมอบทุนการศึกษา พระภิกษุ สามเณร และนักเรียน นักศึกษา (ทุนต่อเนื่อง) มาโดยตลอด

 

 

 

 

ข่าว : คมชัดลึก : 30 มีนาคม 2560

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264