ม.44 ไม่มีผล

 

ไม่สามารถใช้ ม.21 กับธัมมชโยได้

 

ประชุม มส. เละเป็นโจ๊ก !

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักพุทธ

 

 

 

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า "ไม่น่าเชื่อ" ไม่น่าเชื่อว่า ขนาด ม.24 บวก ม.21 ยังกิน "ธัมมชโย" ไม่ลง แถมทีมงาน "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ภายใต้การนำของ "พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ซึ่งนั่งชั้นวีไอพี "ม.44" มาลงที่พุทธมณฑล พร้อมๆ กับการเด้ง "พนม ศรศิลป์" ให้ไปนั่งตบยุงที่ทำเนียบ แบบว่า "ยึดอำนาจสำนักพุทธฯ" ไปไว้ที่ทำเนียบรัฐบาลแล้วก็ตาม ก็ยังกินไม่ลง

 

 

ก่อนหน้านี้ สนช. ได้แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505/2535 มาตรา 7 ว่าด้วยการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช เปลี่ยนจาก "อาวุโส" และให้มหาเถรสมาคมมีอำนาจเสนอเป็นเบื้องต้น ไปเป็น "โดยพระราชอัธยาศัย" ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง ก็ผ่าน 3 วาระรวด ส่งผลให้ "สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ อัมพร อมฺพโร" วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา

 

 

นั่นหมายถึงว่า ส่วนหัว คือตำแหน่ง "ประธาน" มหาเถรสมาคม อันเป็นของสมเด็จพระสังฆราชนั้น ก็ตกอยู่แก่ "ฝ่ายตรงข้าม" กับมหานิกาย และธรรมกาย ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา เมื่อเกิดปัญหาธรรมกายขึ้นมาในปี 2542 ซึ่งตอนนั้น สมเด็จพระสังฆราชเป็นของวัดบวรนิเวศวิหาร แต่เมื่อทำอะไรไม่ได้ ใครต่อใครก็หันไปโทษ "วัดสระเกศ-วัดปากน้ำ" ว่าอุ้มสม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ปฏิบัติตามพระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ไม่ยอมจับพระธัมมชโยสึก สมเด็จเกี่ยว-สมเด็จช่วง จึงไม่สมควรเป็นสังฆราช !

 

 

แต่มาบัดนี้ สมเด็จพระสังฆราช เป็นของธรรมยุต สดๆ ร้อนๆ เพราะเพิ่งสถาปนาใหม่ๆ ใช่แต่เท่านั้น ยังมี "พระบรมราชโองการ-ถอดยศ" ทั้งธัมมชโยและทัตตชีโว "เปิดทาง" โล่งโจ้ง ส่งสัญญาณว่า "ราชสำนัก" ก็หนุน "มหาเถรสมาคม" ให้ดำเนินการอย่างเฉียบขาดกับ..ธรรมกาย

 

 

 

 

 

 

 

 

ก่อนวันที่ 10 มีนาคม กระแสข่าวแรงมาก ระบุว่า "ห้าหน่วยงาน" อันได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) และ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้สนธิกำลังกัน "จี้มหาเถรสมาคม" ให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับพระธัมมชโย ซึ่งมีคดีติดตัวมากมายหลายร้อยคดี ซึ่งมีทีท่าว่าจะโดน ม.21 สอยกลางอากาศ ผิดจากนี้ไปก็คงไม่ใช่รัฐบาล คสช.

 

 

แต่พอ มส. ประชุมเสร็จ แล้วเปิดแถลงข่าวโดย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ และบรรดาเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในสายธรรมกาย จากลำต้นที่เช้าๆ ยังดูเป็น "มะลิซ้อน" พอตกตอนบ่ายกลายเป็น "มะลิลา" มส.มีมติสำคัญแค่

 

1. รับทราบพระบรมราชโองการถอดยศ พระเทพญาณมหามุนี (ธัมมชโย) เจ้าอาวาส และพระราชภาวนาจารย์ (ทัตตชีโว) รองเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย

 

2. รับทราบวาระพิเศษ "ให้ใช้ ม.21" กับพระธัมมชโย ในข้อหา ประพฤติผิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ ซึ่งทาง มส. ได้ลงมติให้ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ไปดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

 

 

 

ในการใช้ ม.21 ครั้งนี้ ยังมีการอธิบายด้วยว่า ทางเจ้าคณะใหญ่หนกลาง จะพิจารณาวินิจฉัย เพื่อให้พระธัมมชโย "สละสมณเพศ" หลังจากนั้นก็จะแจ้งคำสั่งไปยังเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย (ซึ่งปัจจุบันยังว่าง) ให้ดำเนินการให้พระธัมมชโยสละสมณเพศ คือสึก แต่ถ้าไม่ยอมสึก ก็จะดำเนินการขั้นต่อไป จนสุดท้ายก็คือ ขอรับการอารักขาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ช่วยจับธัมมชโยสึก

 

ผอ.พศ. อธิบายต่อไปว่า การจะจับพระธัมมชโยสึกแบบที่เรียกกันหวาดเสียวว่า "กลางอากาศ" นั้น ทำไม่ได้ เพราะทางคณะสงฆ์มีขั้นตอนอะไรหลายอย่าง อย่างน้อยก็คง "เป็นปี" ที่จะดำเนินไปจนถึง ม.21 ซึ่งสอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อในตอนเช้าวันเดียวกัน

 

นั่นก็หมายถึงว่า ยังจับพระธัมมชโยสึกไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ หรือพูดง่ายๆ ว่า ไม่มีมาตราใดในโลก แม้แต่ ม.21 ก็สึกธัมมชโยไม่ได้

 

 

 

ถามว่าทำไมถึงไม่ได้ คำตอบก็เฉลยแล้วไง

 

 

มส. บอกว่า "ให้เจ้าคณะใหญ่รับไปพิจารณาหาทางให้พระธัมมชโยสละสมณเพศ"

 

 

พ.ศ. ก็บอกว่า "กระบวรการทางสงฆ์ กว่าจะถึง ม.21 ยังอยู่อีกไกล อย่างน้อยก็เป็นปี"

 

 

แล้วถามว่า นี่คืออะไร ? อ๋อก็คือ มหกรรมลวงโลก ของทั้งมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไง จะถูกใครหลอกหรือมอมยา วางยา ก็ไม่รู้ล่ะ แต่มันก็เป็นไปแล้ว !

 

 

 

ถามว่าทำไมถึงเชื่อเช่นนั้น คำตอบก็คือ ก็มันเห็นๆ ว่า มีกระบวนการอุ้มสมกัน โดยการเบี่ยงเบนข้อกฎหมายอย่างชัดแจ้ง ขอชี้แจงดังนี้

 

 

 

1. ม.21 นั้น ให้อำนาจแก่มหาเถรสมาคมในการวินิจฉัยให้พระภิกษุที่ต้องคดีความ ไม่ว่าจะชั้นไหน แต่เมื่อเห็นว่าจะให้ครองสมณเพศอยู่นั้น เสื่อมเสียแก่พระศาสนา ก็สามารถ "สั่งสึก" ได้ทันที ไม่มีผลกระทบกับกระบวนการสอบสวนที่เรียกว่า นิคหกรรม ทั้งสิ้น ไม่มีการอุทธรณ์ ไม่มีฎีกา ไม่มีแม้กระทั่ง "โอกาสให้การ" ของจำเลย กล่าวคือมหาเถรสมาคม สามารถหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแล้วลงอาญาได้ทันที ตรงนี้ชี้ชัดว่า ไม่มีการสอบสวนสืบสวน แต่มหาเถรสมาคมสามารถหยิบยกเรื่องขึ้นมาพิจารณาแล้วลงอาญาได้เลย หัวใจของ ม.21 ก็คือ หยุดความเสียหายต่อพระศาสนาในวงกว้างอย่างฉับพลัน ดังนั้น ที่ นายกนก แสนประเสริฐ รอง ผอ.พศ. สายธรรมกาย อธิบายเยิ่นเย้อว่า ผู้ถูกกล่าวหาก็สามารถต่อสู้ได้ นั้น จึงถือว่าเป็นการเฉไฉไม่ตรงประเด็น ยิ่งที่บอกว่า "พระสงฆ์บางรูปกินเหล้า ก็ถูก ม.21 เช่นกัน" นั้น มันโคตรมั่วเลย ดูภูมิปัญญาของระดับ รอง ผอ.พศ. สิ ว่ารู้พระธรรมวินัยและกฎหมายอย่างลึกซึ้งเพียงใด

 

 

 

2. ดังที่บอกว่า ม.21 เป็นกฎหมายพิเศษ เป็นอาวุธร้ายแรง ที่ให้อำนาจ มส. "สั่งสึก" พระภิกษุที่ต้องอธิกรณ์ แต่ไม่สามารถใช้กฎหมายทั่วไปจัดการได้ พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นกฎหมายสำหรับเจ้าพ่อ ซึ่งกฎหมายนี้ตราออกมาในปี พ.ศ.2538 เพื่อจัดการกับ "เจ้าพ่อยันตระ" ในสมัยนั้น มิได้ออกมาเพื่อจับพระขี้เหล้าสึก เหมือนดังที่นายกนก แสนประเสริฐ ศิษย์ธรรมกาย ขยายความเพื่อช่วยเหลือธัมมชโยแต่อย่างใดเลย เปรียบไปแล้ว ม.21 ก็คือ ม.44 ที่ให้อำนาจไว้ "สูงสุด" สูงกว่า "หมายค้น-หมายจับ" จากศาลอาญา เมื่อหมายศาลใช้การไม่ได้ ก็จำต้องใช้กฎหมายที่ "ใหญ่กว่า" ซึ่งก็คือ ม.44 ดังที่เห็น กรณี ม.21 ก็เช่นกัน เมื่อกฎนิคหกรรม (ม.11) ใช้ไม่ได้ผล เกิดอาการดื้อยา แบบว่าผู้ต้องหาเป็นเจ้าพ่อ และบรรดาเจ้าคณะผู้ปกครอง ซึ่งต้องเป็นศาลสงฆ์ตามกฎมหาเถรสมาคม ก็ล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเจ้าพ่อ เขาก็เลยออก ม.21 เป็นอาวุธพิเศษให้ มส. ใช้จัดการกับผู้มีอิทธิพล มิใช่ใช้กับพวกขี้เหล้าหรือโจรกระจอก ใครบอกแบบนี้ก็ถือว่าไม่รู้กฎหมาย แต่อธิบายเป็นกฎมั่ว ดังนั้น เมื่อกฎหมายมาตรานี้มีไว้เฉพาะ เจ้าพ่อ ก็จึงให้อำนาจแก่ "มหาเถรสมาคม" เป็นคนตัดสิน ย้ำ ! ให้มหาเถรสมาคม มิใช่ให้เจ้าคณะใหญ่ หรือเจ้าอาวาส เป็นต้น แต่อย่างใด

 

 

 

3. แล้วทีนี้ว่า เมื่อมีการเสนอใช้ ม.21 แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปพูดถึงกฎหมายมาตราอื่นใดในโลก ไม่ว่าจะเป็น ม.11 หรือ มาตราอื่นใด เหมือนเมื่อใช้ ม.44 แล้ว ก็ไม่ต้องไปใช้มาตราอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นหมายจับ หมายค้น หรือคำสั่งศาล เพราะถือว่าครอบจักรวาลแล้ว ม.44 สูงกว่ากฎหมายทุกฉบับ ฉันใด ม.21 ก็สูงกว่ากฎหมายคณะสงฆ์ รวมทั้งกฎมหาเถรสมาคมทุกฉบับ ฉันนั้น และตามลำดับนั้น เมื่อมหาเถรสมาคมใช้ ม.21 สั่งสึกกลางอากาศแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้ใครไปบอก นอกจากจะมีหนังสือแจ้งไปที่เจ้าคณะผู้ปกครองของพระรูปนั้น ก็เสร็จพิธีแล้ว ในมาตรานี้ยังบอกด้วยว่า "ถ้าหาตัวไม่พบ ก็ให้ปิดประกาศไว้ ถือว่ารับทราบเช่นกัน" นั่นก็เหมือน "ธัมมชโย" ในปัจจุบัน ที่รัฐบาลใช้ ม.44 ส่งเจ้าหน้าที่ตั้งหลายหน่วยงาน นับจำนวนเป็นพันๆ ปิดล้อมนานเป็นเดือน ก็ยังหาตัวไม่เจอ มาตรา 21 จึงถือว่ามีประสิทธิภาพกว่า ม.44 เพราะสามารถสั่งสึก "กลางอากาศ" ได้ดังกล่าว แต่ไอ้ที่ให้ "เจ้าคณะใหญ่ไปแจ้งแก่เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายให้จับธัมมชโยสึก" นั้น มองยังไงมันก็ไม่ใช่ ม.21 แต่อาจจะเป็น ม.ควาย เสียมากกว่า เพราะมั่วมาก

 

 

 

4. เมื่อ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. มือใหม่หัดขับ รู้อยู่เช่นนี้แล้ว ถามว่า เหตุไฉนถึงได้ไปยื่น มส. ให้ใช้ ม.21 กับธัมมชโย เพราะในขั้นตอนของการใช้ ม.21 นั้นนั้น ต้องมีการพิจารณาคดีความ ที่เรียกว่านิคหกรรม ไปแล้วขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งเมื่อเห็นว่าเรื่องจะยืดเยื้อยาวนานและเกิดความเสียหายในวงกว้าง มส. ก็สามารถ "หยิบยก" ม.21 ขึ้นมาฟันได้ทันที โดยที่ไม่ต้องรอการชงลูกจากสำนักพุทธฯ เลย แค่ มส. ได้รับรายงานเท่านั้น (ในกรณีนี้ รวมทั้ง การสั่งให้พระสังฆาธิการหรือพระวินยาธิการที่เกี่ยวข้อง ให้เข้ารายงานต่อมหาเถรสมาคมด้วย เมื่อพระเจ้าหน้าที่รายงานแล้ว จึงถือว่า มส. ได้รับรายงาน)

 

 

 

5. ถ้ายังไม่มีการดำเนินการนิคหกรรมพระธัมมชโย ก็ถือว่ายังไม่เข้าข่ายจะใช้ "ม.21" ซึ่งเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เหตุใด พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. จึงรีบร้อนยื่นเรื่องเข้าไปในที่ประชุม มส. จะบอกว่าไม่รู้ข้อกฎหมายก็ใช่ที่ นี่ถ้าไม่รู้ก็ถือว่าเสียค่าโง่ แต่ถ้ารู้แล้วยังฝืนทำ ก็เท่ากับ "ตั้งใจช่วยเหลือ" พระธัมมชโย ให้สามารถยืดเวลาออกไปเรื่อยๆ หรือไม่ก็โดนวางยา แบบว่าถูกผีสำนักพุทธฯสิง ทำอะไรไม่ถูก แถมยังดันไป "ยกไมค์" ให้ "นายกนก" ซึ่งเป็นสายธรรมกายตัวเอ้พูดแทนเสียอีก ออกทะเลเลยล่ะทีนี้ นี่ยังแค่ประชุมครั้งแรกนะ ถ้าครั้งต่อๆ ไป คงถูกสายธรรมกายในสำนักพุทธฯคุมเกมหมด ก็หมดกัน การส่ง "พ.ต.ท.พงศ์พร" เข้ามาคุมสำนักพุทธ แบบตัวคนเดียวนั้น เห็นทีจะเสียเที่ยวเปล่า มันก็ไม่ต่างจากการ "สถาปนาพระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต" ขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งก็ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะใน มส. ก็มีสายของธรรมกายนั่งอยู่เต็มไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชในสมัยนั้น รอดูนัดต่อไป ถ้าคุณพงศ์พร ยังออกอาการเหมือนเดิมอีก ก็คงต้องเรียกร้องให้ "ไล่กลับไปดีเอสไอ" มั่ง ข้อหาล้มมวย

 

 

 

6. ถ้า มส. อ้างว่า การจะใช้ ม.21 ได้ ต้องให้ผ่านนิคหกรรมชั้นใดชั้นหนึ่งมาก่อน แล้วจึงให้เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ไปดำเนินการนิคหกรรมพระธัมมชโยตามลำดับชั้นปกครอง ตรงนี้มีปัญหาอีก 3 ข้อ ได้แก่

 

6.1 : เป็นการอธิบายผิดขั้นตอนกฎหมาย เพราะการจะใช้ "ม.21" ได้หรือไม่ได้นั้น ไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าการพิจารณานิคหกรรมอยู่ในชั้นไหน รู้ไว้แต่เพียงว่า เมื่อยังไม่เข้าเกณฑ์การใช้ ม.21 ก็ใช้ ม.21 ไม่ได้ ปัดตกไป เป็นอันจบ

 

6.2 : เมื่อ มส. ทราบการเสนอใช้ ม.21 แล้ว เห็นว่ายังไม่เข้าเกณฑ์การใช้ ดังนั้น เพื่อจะให้เข้าเกณฑ์การใช้กฎมหาเถรสมาคมฉบับนี้ จึงต้องให้มีการดำเนินการนิคหกรรมจากชั้นเริ่มต้นก่อน โดยการให้เจ้าคณะใหญ่หนกลางสั่งการไปยังต้นสังกัดให้ดำเนินการสอบสวนอธิกรณ์พระธัมมชโย แต่มิใช่ให้เจ้าคณะใหญ่หนกลางวินิจฉัยให้พระธัมมชโยสึกดังที่เป็นข่าว เพราะไม่มีกฎหมายมาตราใดให้อำนาจเจ้าคณะใหญ่วินิจฉัยให้พระรูปใดสึกได้เลย ขนาดสมเด็จพระสังฆราชยังไม่มีอำนาจขนาดนั้น ดังนั้น ที่ข่าวออกมาว่า มหาเถรสมาคมได้ลงมติให้เจ้าคณะใหญ่หนกลางไปทำการวินิจฉัยให้พระธัมมชโยสึก แล้วสั่งเจ้าอาวาสให้จับสึก ถ้าไม่สึกก็จะใช้ ม.21 สั่งสึกอีกรอบ แบบนี้ถือว่ามั่ว

 

6.3 ถ้าเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ออกคำสั่งให้พระธัมมชโยสึกจริง ทั้งๆ ที่ไม่มีอำนาจ (เพราะอำนาจการสั่งสึกเป็นของศาลสงฆ์ตามกฎนิคหกรรมและของ มส. ตาม ม.21) ย่อมถูกฟ้องร้องจากพระธัมมชโยว่า มส.และเจ้าคณะใหญ่ทำผิดกฎหมายเสียเอง ก็จะเปิดช่องให้ธัมมชโยเอาตัวรอดได้ต่อไป แถมยังสร้างความชอบธรรมให้แก่บรรดาสาวกที่ไม่เชื่อว่าพระธัมมชโยผิดอีกต่างหากด้วย

 

 

 

7. ในการเสนอให้ใช้ ม.21 ครั้งนี้ เมื่อเห็นว่า "ยังใช้ไม่ได้" เพราะยังไม่เข้าเกณฑ์ที่ต้องผ่านการนิคหกรรมดังกล่าว แต่รองนายกรัฐมนตรีและ ผอ.พศ. ก็ประสานเสียงบอกว่า "จับพระสึกกลางอากาศไม่ได้ ไม่เป็นไปตามขั้นตอน" ตรงนี้ถือว่าเป็นศรีธนญชัยในทางกฎหมาย เพราะ ม.21 ก็ดี ม.44 ก็ดี ถือว่าเป็นกฎหมาย "ลัดขั้นตอน" มิใช่ตามขั้นตอน ทั้งสองคนทำหัวหมอ เอากฎหมายทั่วไปมาอธิบาย "กฎหมายพิเศษ" หรือใช้กฎหมายพิเศษแบบกฎหมายทั่วไป นายวิษณุซึ่งรู้ตัวบทกฎหมายเป็นอย่างดี น่าที่จะใช้ความรู้ "ช่วย" มหาเถรสมาคมและรัฐบาล ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลับอธิบายเยิ่นเย้อ เป็นคุณแก่ผู้ต้องคดีเสียอีก น่าแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

 

 

8. เมื่อมหาเถรสมาคมเห็นว่า การใช้ ม.21 "ติดขัด" ที่ต้องผ่านการนิคหกรรมมาก่อน นั่นแสดงว่า ม.21 ยังมีช่องโหว่ ก็สามารถจะทำการ "แก้ไข" ให้กระชับมากขึ้นกว่าเดิม เหมือนกรณี ม.7 ที่ สนช. ระดมกันแก้ปัญหาให้เสร็จภายในวันเดียวนั่นแหละ แต่ถามว่าทำไมไม่ทำ เพราะอำนาจในการออก ม.21 หรือแก้ไข เป็นของ มส. เต็มๆ แก้เอง ประกาศใช้เอง เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แค่ประกาศในแถลงการณ์คณะสงฆ์ ไม่ต้องลงราชกิจจานุเบกษาเลย ทั้งๆ ที่ประธาน มส. ก็เป็นธรรมยุต ทั้งๆ ที่ ผอ.พศ. ก็เป็นสายตรงของรัฐบาล ที่ส่งเข้ามาทำงานนี้โดยเฉพาะ ถ้าจะกลัวคนครหาว่า "แก้กฎหมายเพื่อใช้กับธัมมชโย" แล้วถามว่า ทีแก้กฎหมายเพื่อเปลี่ยนกฎเกณฑ์การตั้งพระสังฆราชล่ะ มิใช่เพื่อกีดกันสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นการเฉพาะหรือ หรือแม้แต่ในต้นกำเนิดของ ม.21 นั้น ก็เพื่อเล่นงาน "พระยันตระ" โดยเฉพาะ ก็ยังไม่เห็นใครว่า พูดง่ายๆ ว่า ถ้าใช้ ม.21 ก็ควรบอกว่า "เป็น ม.21" แต่ถ้าใช้ ม.11 แล้วบอกว่าเป็น "ม.21" มันก็ไม่ถูกต้อง ต้องบอกว่า "ใช้ ม.11" จึงจะซื่อสัตย์ซื่อตรง

 

9. เรื่องระยะเวลา ที่ ผอ.พศ. บอกว่า "อาจจะใช้เวลานานเป็นปี" แถมบอกด้วยว่า "ที่ช้าเพราะว่ามหาเถรสมาคมประชุมเดือนละ 3 ครั้ง ในวันที่ 10-20-30 ของทุกเดือน" นั่นก็ถือว่าใช่ แต่ดูอย่างนั้นมันก็อ่อนหัดไปหน่อย เพราะความเป็นจริง ถ้ามีเรื่องสำคัญ มหาเถรสมาคมก็สามารถประชุมสมัยวิสามัญได้ ดังกรณีมีการประชุมลับ ในวันที่ 5 เดือนมกราคม พ.ศ.2559 พิจารณาเรื่อง เสนอนามพระราชาคณะเข้ารับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ตามมาตรา 7 แห่ง พรบ.คณะสงฆ์ ดังนั้น เมื่อมีเหตุสำคัญเร่งด่วน ก็สมควรจะเรียกประชุมมหาเถรสมาคม "เป็นวาระพิเศษ" ได้ กรณีนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว มิใช่ไม่เคย แต่การเพิกเฉยปล่อยปละละเลยให้เนิ่นช้าไปนั่นต่างหาก เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

 

 

สรุปง่ายๆว่า พรบ.ฉุกเฉิน ม.21 ออกมาเพื่อแก้ปัญหาฉุกเฉินของมหาเถรสมาคม แต่ มส. วานนี้ ให้ไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ และใช้เวลาอีกเป็นปี นี่ถามว่า ฉุกเฉินบ้าอะไร ?

 

 

 

หมายเรียกก็ออกแล้ว หมายจับก็ออกแล้ว หมายค้นก็ออกแล้ว ม.44 ก็ออกแล้ว ยศหรือสมณศักดิ์ก็ถอดแล้ว มาถึง ม.21 ก็ยังใช้ไม่ได้อีก ทั้งๆ ที่มีอำนาจทุกอย่างอยู่ในมือ ทั้งรัฐบาลและมหาเถรสมาคม ซึ่งลงทุนเปลี่ยนประธาน จากมหานิกายมาเป็นธรรมยุต ถ้ายังทำอะไรธัมมชโยไม่ได้ ใครต่อใครที่เคยด่า "มหานิกาย" เอาไว้ฉันใด ก็ควรหันปากไปทางอื่น แต่จะไปทางไหนนั้นก็..เชิญ

 

 

 

ฝากไว้ให้นักกฎหมายพิจารณา

 

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม : 10 มีนาคม 2560

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264