ร้องสังฆราช !

 

 

ระงับมติ มส. ตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

 

อ้างลักไก่ในวันที่สังฆราชประชวรไม่เข้าประชุม !

 

 

 

 

 

สองแคนดิเดท จจ.ฉะเชิงเทรา !

 

 

 

ซ้าย : พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสนโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร เจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา

 

ขวา : พระราชภาวนาพิธาน (สิริวัฒน์ สิริวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร รองเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

 

 

 

 

อา..ถามว่า ถ้าผู้ช่วยเจ้าอาวาสจะเป็นเจ้าคณะจังหวัด มันผิดตรงไหนหรือ ? คำตอบก็คือ ไม่ผิด, เพราะในอดีตก็เคยมีการตั้งผู้ช่วยเจ้าอาวาสให้ใหญ่กว่าเจ้าอาวาสมามากมาย อาทิเช่น

 

 

1. เจ้าคุณวิเชียร-พระวิสุทธิวงศาจารย์ รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เหนือกว่าสมเด็จวัดปากน้ำ

 

2. มหาสายชล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ได้เป็นเจ้าคณะภาค 1 ขณะที่เจ้าอาวาสวัดชนะ ไม่ได้ตำแหน่งอะไรเลย

 

3. สมเด็จจุณฑ์-พระพรหมมุนี วัดบวรนิเวศวิหาร ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "สมเด็จพระวันรัต" ในขณะเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาส" วัดบวรนิเวศวิหาร

 

 

วงการสงฆ์เขาก็มี "เหตุผล" เป็นเรื่องๆ ไป เช่นว่า องค์นี้ดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ หลวงพ่ออยากให้เป็น ใครไม่เห็นด้วย แหมแบบนี้ใครจะกล้าคัดค้าน ขืนคัดค้านก็จะกลายเป็นฝ่ายค้าน..ตลอดกาล รุปว่า ถ้าผู้ใหญ่จะเอาเสียอย่าง พระอินทร์พระพรหมก็ห้ามไม่ได้ ระเบียบแบบแผนอะไรที่วางไว้นั้น ก็วางไว้งั้นแหละ เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครทำตามกันหรอก จริงไหมครับอาจารย์เอื้อน ?

 

ปัญหามีอยู่ว่า ก่อนหน้านี้มีรองเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราอยู่แล้ว ในช่วงตำแหน่งว่างอยู่นั้น ท่านรองก็เป็นผู้รักษาการแทน ซึ่งก็ต้องหวังว่าจะได้เป็น แต่ครั้นพระผู้ใหญ่ไปคว้าเอา "เจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา" กระโดดข้ามหัว "รองจังหวัด" มันก็เลยวุ่น และที่วุ่นหนักก็คือว่า ทั้งจังหวัดและรองจังหวัด ล้วนแต่เป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร" ด้วยกันทั้งคู่ เคยอยู่เคยกินกันมานาน แต่สุดท้ายผลประโยชน์และอำนาจก็ไม่เข้าใครออกใคร เรื่องก็เลยเข้าตำรา "เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้"

 

 

ว่ากันตามจริง "สองเจ้าคุณผู้ช่วยวัดโสธร" นั้น ว่ากันว่าก็มีบารมีไปคนละด้าน แต่ละท่านก็มี "บริวาร" ระดับรัฐมนตรี มีเสียอย่างเดียวก็คือ "ไม่ตกลงกันให้ดี" ว่าใครจะอยู่ลู่ไหน จะได้ไม่ต้องทับซ้อนกัน ปัญหานี้จึงมาจาก "ทิฐิพระ มานะกษัตริย์" นั่นเองแหละ ใช่อื่นไกล หรืออีกนัยยะหนึ่ง ผู้ใหญ่ไม่เคลียร์ปัญหาให้สะเด็ด มโนเอาเองว่า "ถ้าเรื่องผ่าน มส. ก็คงเรียบร้อย" ที่ไหนได้ อีกฝ่ายไม่ยอม มันก็เลยยุ่ง ทำงานให้คั่งค้าง เห็นทีเจ้าคณะภาค 12 จะร้อนเก้าอี้ เรื่องนี้ประจานว่า เจ้าคุณสุรชัยมือไม่ถึง จึงเอาไม่อยู่ !

 

 

งานนี้จึงมิใช่เรื่อง "จังหวัดฉะเชิงเทราแตก" เพราะพระวัดอื่นๆ คงไม่มีใครวุ่นวายด้วย แต่ปัญหามันโฟกัสอยู่ที่ "วัดโสธร" เพียงแห่งเดียว แบบว่าอำนาจภายในวัดไม่ลงตัว ก็เลยลามปามไปถึงจังหวัด เพราะวัดโสธรใหญ่กว่าจังหวัดฉะเชิงเทรานั่นเอง ถ้าเคลียร์ไม่อยู่นะ รับรองว่า วัดโสธรแตกรอบสาม

 

 

 

 

 

 

 

บิ๊กสุ

 

ซ้าย : บิ๊กสุรชัย (พระเทพรัตนมุนี) วัดสระเกศ เจ้าคณะภาค 12

 

ขวา : บิ๊กสุรพล (พระราชเวที) วัดโพธิ์ รองเจ้าคณะภาค 12

 

 

 

ถามว่า มีลึกกว่านี้ไหม ? ก็ตอบได้ว่า เอาแบบตาสว่างเลยนะ อะแฮ่ม ก็คือว่า เจ้าคุณเก๋นนั้น เป็นเด็กป๋าเหนาะ เพราะไม่เคยถูกสั่งพักงานในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาส แถมในสมัยป๋าเหนาะรุ่งเรือง เจ้าคุณเก๋นก็ติดปีกบิน ติดยศ "ชั้นราช" ตั้งแต่ปี 55 ซึ่งเป็นเวลาที่เจ้าคุณสมศักดิ์ (อมรภิรักษ์) ยังติดคุกอยู่ พร้อมกับเพื่อนๆ รวมเป็น 7 พระหน่อ พอสิ้นบุญเจ้าคุณเสนาะในต้นปี 59 ตกปลายปี เจ้าคุณอมรเพิ่งได้ขึ้นชั้นราช แต่เวลานั้น เจ้าคุณเก๋นก็พาสชั้น ขึ้นไปรอชิงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดอยู่ก่อนแล้ว รอเพียง..ราชรถมาเกย

 

 

ทีนี้ว่า เมื่อขั้วอำนาจเปลี่ยน วัดสระเกศ เปลี่ยนเจ้าอาวาส จาก..เจ้าคุณเสนาะ มาเป็น..เจ้าคุณธงชัย ถึงเจ้าคุณสุรชัยจะเคยขึ้นกับป๋าเหนาะ แต่สุดท้ายก็ต้องย้ายมาอยู่กับเจ้าอาวาสองค์ใหม่ ไม่งั้นไม่ได้เป็นเจ้าคณะภาค 12 ดังนั้น โดยพฤตินัยแล้ว วัดโสธรวราราม ถึงจะอยู่ในภาค 12 แต่เมื่อเจ้าคณะภาค 12 เป็นพระลูกวัดของเจ้าคณะภาค 10 ก็เท่ากับว่า วัดโสธรสังกัดภาค 10 ไปโดยปริยาย เห็นไหมมันหลายต่อนะ เรื่องเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรานี่ อ่านก็ยาก ตั้งก็ยาก

 

 

แน่นอนว่า ก่อนจะชงชื่อ "พระราชปริยัติสุนทร" เป็นเจ้าคณะจังหวัดรูปใหม่ เจ้าคุณสุรชัยต้องนำเอารายชื่อไปขอรับคำปรึกษาจาก "พระพรหมสิทธิ" เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสายตรงด้วย เพราะด่านนี้สำคัญที่สุด ก่อนเรื่องจะเดินไปยังวัดไตรมิตร และมหาเถรสมาคม เป็นจุดสุดท้าย

 

 

 

 

 

 

 

ภาพสมเด็จวัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เดินทางไปร่วมงานทักษิณานุปทาน วัดโสธร วันที่ 15 ธันวาคม 2557 โดยมีพระราชปริยัติสุนทร (เจ้าคุณอมรภิรักษ์) คอยต้อนรับและนำเข้าสู่มณฑลพิธี ส่วนเจ้าคุณเก๋น (ผ้ามัดอกสีเหลือง) นั้น ต้องถอยไปข้างหลัง เพราะเขาไม่โปรดเจ้านาย (เจ้าคุณเสนาะ) ก็เท่ากับไม่โปรดตัวเองไปเสียแล้ว สายน้ำเปลี่ยนทางแล้วตั้งแต่ตอนนั้น

 

สรุปก็คือว่า การที่เจ้าคุณเก๋นต้องร้องลั่นบ้านลั่นเมือง ไม่พอใจที่ถูกเจ้าคุณอมรข้ามหัวไปเป็นเจ้าคณะจังหวัด จากเคยเป็นเจ้านายเลยกลายเป็นลูกน้อง มันทำใจไม่ได้ สุดท้ายจึงระเบิดเถิดเทิงออกมาเป็นม็อบต่อต้านเจ้าคุณอมรดังกล่าว ก็เพราะสาเหตุเดียว คือ เคยอยู่ทีมเดียวกับป๋าเหนาะแห่งภูเขาทอง นอกนั้นไม่มีอะไรผิดเลย ซึ่งมันก็กรณีเดียวกับ "ข้อหา" ที่ฝ่ายเจ้าคุณเก๋นประเคนใส่เจ้าคุณอมรนั่นแหละ งัดเอาของเก่าตั้งแต่ปี 53 มาเล่นงาน โดยไม่ดูว่า ในปี 57 นั้น มหาเถรสมาคม ได้นิรโทษกรรมให้แก่ 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร มีเจ้าคุณอมรเป็นหัวหน้า แถมยังคืนเงินเดือนให้อีกต่างหาก ถือว่า "ลบล้างความผิดในอดีต" ไปทั้งสิ้น การรื้อฟื้นคดีใหม่จึงไม่มีผล โดยนัยยะนี้ การดิ้นของเจ้าคุณเก๋นจึงถือว่าไม่ถูกจังหวะและไม่เป็นมวย จะชกเวทีใหญ่ทั้งทีก็ไม่ทำการบ้านให้ดี ปล่อยไก่ออกมาให้จับไต๋ได้ เซียนพระเห็นแล้วส่ายหน้าไม่มีใครกล้าเล่น ขืนเดินหน้าชกต่อไปก็โดนจับแพ้ฟลาวน์

 

 

ยัง..ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะการที่เจ้าคุณอมร ได้ขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ก็หมายถึงว่า ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามรูปต่อไป จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก พระราชปริยัติสุนทร ส่วนว่า ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสธรนั้นสำคัญไฉน ก็คงไม่ต้องบรรยาย บอกใบ้แค่ว่า "รวยที่สุดในประเทศไทย" แค่นี้ก็คงเข้าใจ ดังนั้น ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราจึงเป็นแค่..น้ำจิ้ม ของจริงนั้นอยู่ที่วัดโสธรนี่เอง เจ้าคุณเก๋นมองเห็นจุดนี้แล้วจึงทำใจไม่ได้ ไม่ได้เป็นเจ้าคณะจังหวัดในวันนี้ ก็มีค่าเท่ากับศูนย์ คือต้องอยู่ที่เดิมไปจนตาย แบบนี้ใครจะยอม !

 

 

แต่การเดินแผนเอิกเกริกเช่นนี้ เห็นทีว่า เจ้าคุณเก๋น จะเหนื่อยหนัก เพราะ มส. ลงมติไปแล้ว จะกลับลำก็เสียผู้ใหญ่ อีกอย่าง สมเด็จพระวันรัต ก็ได้รับบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราช ให้เป็นประธานการประชุมแทน จึงถือว่าทำงานตามที่สมเด็จพระสังฆราชทรงมอบหมาย จะว่าท่านลักไก่ก็ใช่ที่ และเรื่องนี้เป็นปัญหาฝ่าย "มหานิกาย" ทางธรรมยุตยิ่งไม่อยากยุ่ง ยิ่งเจ้าคุณเก๋นคุมบริวารไม่อยู่ ใช้ระบบ "ประท้วง" ตีรวนไปทั่วอย่างนี้ ภาพแบบนี้คงมิใช่บรรยากาศที่ดีในสายตาของพุทธศาสนิกชน งานนี้ เจ้าคุณอมรภิรักษ์ แค่อยู่เฉยๆ ก็ลอยลำ มติ มส. ผ่านไปแล้ว เหลือขั้นตอนเดียวก็คือ รับตาตั้ง เอ๊ย รับตราตั้ง !

 

 

 

 

 

 

การเสนอชื่อแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราโดยมิชอบ

 

 

การเสนอชื่อแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราโดยมิชอบและรวดเร็วเกินไป ทั้งที่การเสนอชื่อไม่มีการผ่านสำนักพระพุทธศาสนาหรือ (มส) เห็นชอบเสียก่อน โดยมีการนำรายชื่อพระ 2 รูป เสนอเข้าที่ประชุม (มส) ครั้งที่17/2560 วันที่ 20.ก.ค.60 ทั้งที่สมเด็จพระสังฆราชทรงพระชวร โดยที่ประชุมเห็นชอบ

 


 

 

วันที่ 23.ก.ค.60

 

แถลงการณ์กลุ่มรักษ์ธรรมเมืองแปดริ้ว ฉบับที่ 1/2560

 

เรื่อง ขอให้เทิดพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราช และทบทวนการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

 

 

ตามที่ ปรากฏข่าวการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 17/2560 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ว่า สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานในการประชุม แทนสมเด็จพระอริยวงสาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องจากทรงพระประชวร โดยที่ประชุมเห็นชอบตามที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เสนอให้ พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสนโน) ผู้ช่วย เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร เจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ตามที่ได้ปรากฏต่อสาธารณะไปแล้วนั้น

 

ในนามของกลุ่มรักษ์ธรรม เมืองแปดริ้ว เมื่อทราบข่าวต่างรู้สึกสลดหดหู่ใจอย่างยิ่ง เนื่องจากได้ทราบมาก่อนหน้านี้ว่าเจ้าคณะปกครองผู้มีอำนาจในพื้นที่ ได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2560 กราบทูลถึงสมเด็จพระอริยวงสาคตญาณสมเด็จพระสังฆราชฯ เรื่องขอให้พิจารณา "อธิกรณ์" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม คือ พระราชปริยัติสุนทร พร้อมกับแนบเอกสารหลักฐานประกอบด้วย 

 

1. เอกสารประกอบการพิจารณาสอบสวนอธิกรณ์จำนวน 1 ชุด

 

2. สำเนาตารางลายเซ็นการประชุมและการลงพระอุโบสถ

 

 

เพื่อโปรดทรงพิจารณา และหนังสือกราบทูลฉบับดังกล่าวได้ระบุว่า มีกระแสข่าวว่าจะมีการเสนอชื่อพระราชปริยัติสุนทร ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้งที่จังหวัดฉะเชิงเทรานั้นมีพระราชภาวนาพิธาน (ศิริวัฒน์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา อีกทั้งในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ข้อ 14(2) ก็บัญญัติว่า พระภิกษุผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ต้องดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัด มาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี หากมีการเสนอชื่อพระปริยัติสุนทร ขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ก็เกรงว่าจะมีเรื่องบาดหมาง ทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างพระราชปริยัติสุนทร กับพระราชภาวนาพิธาน เพราะทั้ง 2 รูป ต่างดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเดียวกัน

 

 

นอกจากนี้ ในหนังสือกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชฯ ได้มีการกราบถวายรายงานเกี่ยวกับความประพฤติอันไม่เหมาะสมของ พระปริยัติสุนทร ซึ่งปรากฏตามเอกสารหลักฐาน อาทิ ไม่ร่วมประชุมพระสังฆาธิการระดับวัด ไม่ลงทำสังฆกรรมฟังสวดพระปาฏิโมกข์ ไม่ขึ้นศาลารับสังฆทานในวันธรรมสวนะ ทั้ง 8 ค่ำ 15 ค่ำ และประพฤติผิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง ตามที่คณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ที่มี พระธรรมสิทธิเวที วัดสังเวชวิศยาราม เป็นประธานสอบสวน เมื่อปี 2553 เสนอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งหน้าที่ ฐานละเมิดจริยาเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงแก่คณะสงฆ์ ตามกฎหมายมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ข้อ 55(4) โดยยังไม่มีการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการชุดดังกล่าวเสนอต่อเจ้าคณะปกครองผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน ดังนั้น การเสนอต่อที่ประชุมมาหาเถรสมาคม ให้พระราชปริยัติสุนทรดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ในวันที่สมเด็จพระสังฆราชฯ มิได้เสด็จมาเป็นประธานที่ประชุม สมเด็จพระวันรัต ผู้เป็นประธานที่ประชุม จึงไม่อาจจะรู้ว่าสมเด็จพระสังฆราชจะทรงมีพระวินิจฉัยในเรื่องนี้อย่างไร ฉะนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงควรถวายพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราชฯด้วยการทบทวนการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา และควรถือปฏิบัติให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ร่วมกันรักษาภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์ไทยให้สง่างาม ป้องกันมิให้ผู้ใดเอากรณีนี้เป็นเหตุให้ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายสงฆ์

 

 

 

ที่มา : ข่าวเจาะลึกทันเหตุการณ์ : 24 กรกฎาคม 2560

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264