คดีพิเศษ !

 

สาวเจ้าทุกข์บุกดีเอสไอไล่หลวงปู่เมืองพ้นผ้าเหลือง

 

ขยายข้อหา - กินสีกาหลายคน !

 

 

อา..โบราณว่า "สมภารกินไก่วัด" เป็นนิยามของคนหัวงูเจ้าชู้ไก่แจ้ กะลิ้มกะเหลี่ย กินไม่เลือกหน้า ไม่ว่าคนไกลหรือใกล้ แม้กระทั่งลูกน้องก็ไม่เว้น วันนี้ หลวงปู่เมือง โดนคดีหนัก "เคลมผู้หญิงถึง 3 คนด้วยกัน" หนึ่งในนั้นเป็นเพียง "เยาวชน" ถ้าคดีมีมูลก็เตรียมเดินทางเส้นเดียวกับ "ภาวนาพุทโธ" แบบว่าจองห้องขังไว้ล่วงหน้าได้เลย

 

แต่เรื่องมันคงไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก เพราะคดีนี้เป็นคดีอิทธิพล มีผลประโยชน์มหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมทั้ง "สถาบันพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น" ซึ่งถือว่าเป็น "นัมเบอร์วัน" ของประเทศไทย จะต้องทรุดเอียงยิ่งกว่าหอเอนเมืองปิซ่า จาก..วัดมัชฌิมาวาส-กาฬสินธุ์ ก็จะกินพื้นที่เข้ามาถึงกลางกรุงเทพมหานคร อันได้แก่ "วัดบวรนิเวศวิหาร" และ "วัดเทพศิรินทราวาส" วัดบวรนิเวศนั้นเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสายธรรมยุต ส่วนวัดเทพศิรินทร์นั้น มีสายสัมพันธ์ "เป็นพิเศษ" กับหลวงปู่เมือง ว่ากันว่า หลวงปู่เมืองได้เป็นเจ้าคุณก็เพราะการเกื้อหนุนของ สมเด็จฯ วัดเทพฯ นี่แหละ

 

เห็นไหมฮะว่า "เดิมพันมันมหาศาล" วัดระดับความเสียหายก็ไม่ด้อยไปกว่าคดี "ธรรมกาย" เพียงแต่ต่างสายกันเท่านั้น งานนี้ "ธัมมชโย" เป็นตัวถ่วงให้ "สมเด็จช่วง" อดขึ้นเป็นสังฆราช ฉันใด "หลวงปู่เมือง" ก็อาจจะเป็นตัวถ่วง ให้"สมเด็จจุณฑ์" อดขึ้นนั่งแท่นสังฆราช ฉันนั้น ทำเป็นเล่นไป !

 

 

 

 

 

พระโพธิญาณมุนี

 

(หลวงปู่เมือง พลวฑฺโฒ)

 

เจ้าอาวาสวัดป่ามัชฌิมาวาส อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

พระกรรมฐานชื่อดังสายหลวงปู่มั่น

 

 

 

 

 

ร้องดีเอสไอสอบพระวัดป่ามั่วสีกา

 

ร้องดีเอสไอสอบเจ้าอาวาสวัดป่าเมืองน้ำดำ ระบุถูกข่มขู่ด้วยกระบวนการทางกฎหมาย แฉพฤติการณ์มั่วสีกา เด็กสุดแค่ ม.ปลาย

23 ม.ค.60 น.ส.โสมณุดา สัมมานุช อายุ 34 ปี เข้ายื่นหนังสือถึงอธิบดีดีเอสไอ เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ พระโพธิญาณมุนี (พระเมือง พลวัฑโฒ) เจ้าอาวาสวัดป่ามัชฌิมาวาส (วัดดงเมือง) จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นพระชื่อดัง มีลูกศิษย์จำนวนมาก หลังออกมาเปิดเผยการมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระตั้งแต่ปี 2554 จากนั้นในปี 2557 ถูกฝ่ายตรงข้ามใช้กระบวนการยุติธรรมเข้ามาข่มขู่ เช่น การยื่นคำร้องขอถอนประกัน คดีที่ตนตกเป็นผู้ต้องหาฐานกรรโชกทรัพย์ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งตนยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ก่อคดีกรรโชกทรัพย์ แต่ถูกใส่ร้าย โดยแม่ชีโทรศัพท์ให้ไปซื้อแจ่วฮ้อนแล้วนำไปส่ง ตนเองเห็นเป็นเรื่องปกติ เพราะซื้อให้พระเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เมื่อไปถึงจุดนัดพบแม่ชีได้มอบเงินค่าแจ่วฮ้อน 1,000 บาท และมีชายฉกรรจ์ 6 คน เข้ามาล้อมจับแล้วนำตัวไปสอบปากคำที่สถานีตำรวจ โดยไม่เปิดโอกาสให้ใช้สิทธิพบญาติหรือทนายความ พร้อมหลอกให้เซ็นชื่อในกระดาษเปล่า ซึ่งทราบภายหลังว่ากระดาษดังกล่าวเป็นการเซ็นรับทราบข้อกล่าวหาฐานกรรโชกทรัพย์ และข้อตั้งข้อสังเกตว่า หากตนกรรโชกทรัพย์พระเป็นเงิน 30 ล้านบาทจริง ก็คงไม่เรียกเงินล่วงหน้าแค่ 30,000 บาท

           

น.ส.โสมณุดา กล่าวต่อว่า ส่วนฐานความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ยืนยันว่า คลิปที่ตนแอบถ่ายระหว่างที่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระนั้น ตนไม่ได้เป็นคนนำไปเผยแพร่ แต่คลิปทั้งหมดถูกเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตำรวจยึดไป ที่ผ่านมาพยายามเปิดโปงพฤติกรรม เพราะการกระทำดังกล่าวถือว่าขาดจากความเป็นพระแล้ว การยังครองผ้าเหลืองถือเป็นการหลอกลวงประชาชน จากการร้องเรียนที่ผ่านมาทำให้ตนถูกข่มขู่คุกคามจนไม่เหลือที่พึ่ง ต้องนำคดีมาร้องต่อดีเอสไอ ตนเป็นผู้หญิงการออกมาเปิดเผยเรื่องแบบนี้ ยอมรับว่าอาย แต่ก็จำเป็นต้องทำเพื่อไม่ให้คนไม่ดีใช้ช่องทางกฎหมายไปทำร้ายคนอื่น ทั้งนี้ พบว่า พระดังกล่าวเคยมีพฤติกรรมเช่นนี้กับหญิงสาวอีก 3 คน หนึ่งในนั้นเป็นเพียงเด็กมัธยมปลาย ขณะนี้พยานรายอื่นยังคงหวาดกลัวไม่กล้าออกมาเปิดเผยตัว

  

"หลังถูกฟ้องในคดีแล้ว ดิฉันได้รับสิ่งของที่ตำรวจยึดไว้คืน แต่การ์ดที่อยู่กล้องปากกาถูกสลับไป โดยข้อมูลในการ์ดกลายเป็นข้อมูลส่วนตัวของตำรวจเจ้าของสำนวนไม่ใช่การ์ดที่ตนบันทึกหลักฐานเก็บไว้ ที่ผ่านมาเคยร้องเรียนไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) และ พศ. ได้ส่งเรื่องกลับมาให้เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อตรวจสอบแล้วทราบว่า มีการรายงานไปที่เจ้าคณะภาค 9 ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นการกุเรื่องขึ้นมา ส่วนระบุว่าดิฉันได้ขอขมาพระแล้ว ยอมรับว่ามีการเข้าขอขมาเพื่อต้องการให้เรื่องจบ เพื่อไม่ให้ตัวเองและครอบครัวต้องได้รับผลกระทบ" น.ส.โสมณุดา กล่าว

 

น.ส.โสมณุดา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับวัดดังกล่าวตนและครอบครัวมีความศรัทธาให้ความเคารพกับพระมานาน เมื่อเรียนจบปริญญาโทก็มาบวชชีพราหมณ์เป็นเวลา 2 ปี และยังวนเวียนเข้าวัดเป็นระยะ ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีที่บวชชีพราหมณ์เป็นช่วงเวลาที่ตนถูกล่อลวงให้มีสัมพันธ์ด้วย โดยเจ้าอาวาสล่อลวงให้เข้าไปในกุฏิซึ่งเป็นพื้นที่ชั้นใน คนภายนอกหากไม่ได้รับอนุญาตจะไม่สามารถเข้าไปได้ หลังมีสัมพันธ์กันแล้วตนมองว่าพระควรปาราชิกแล้ว แต่กลับยังได้รับความนับถือจากลูกศิษย์ จึงเห็นว่าเป็นเรื่องผิด ไม่ควรหลอกลวงประชาชนจึงวางแผนอัดคลิปวิดีโอขณะมีสัมพันธ์อีกครั้งเพื่อเก็บเป็นหลักฐาน เมื่อพระรู้ว่าตนอัดคลิปไว้จึงหาวิธีกำจัดด้วยการข่มขู่ แจ้งความเอาผิดทั้งที่ตนไม่ได้กระทำ

 

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ กล่าวว่า เบื้องต้นจะรับเรื่องไว้ตรวจสอบตามขั้นตอน ซึ่งต้องพิจารณาคำร้องอย่างละเอียดว่าเข้าข่ายกระทำผิดหรือไม่ โดยต้องแยกดำเนินการระหว่างทางสงฆ์กับคดีทั่วไป หากมีประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับทางสงฆ์ ก็ต้องแจ้งไปยังมหาเถรสมาคม (มส.) ให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.สงฆ์

 

 

 

ที่มา : คมชัดลึก : 23 มกราคม พ.ศ.2560

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264