ปัดฝุ่น พรบ.คุมวัด !

 

ไพบูลย์ฉวยโอกาสธัมมชโยหนีคดี

 

เตรียมผลักดันผ่านสภา เหมือนคราแก้ พรบ.สงฆ์

 

 

 

อา..จะให้ว่าอย่างไรดีล่ะ เรื่องพรรค์นี้ ถ้าพระสงฆ์สามเณรออกมาต่อต้าน ก็จะถูกครหาว่า "ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง" แต่ถ้าไม่พูดความจริง ปล่อยให้คนที่ไม่รู้จริงเข้ามาบริหารวัด มันก็ฉิบหายเท่านั้นเอง ดังนั้น เมื่อถึงเวลาพูดก็ต้องพูด ไม่พูดก็แสดงว่าไม่รู้กาละเทศะ จึงขอจาระไนดังต่อไปนี้

 

 

 

 

 

นักบวชตัวอย่าง !

 

เคร่งครัดที่สุด แต่บวชเดือนเดียว

 

 

 

 

กรณีที่สื่อ-ผู้จัดการ เขียนข่าวแบบไม่รู้จริง แต่เอามันเข้าว่า เช่นว่า "การบวชไม่ว่าจะในสมัยพุทธกาล หรือสมัยปัจจุบัน ต่างก็มีเป้าหมายหลักคือ การละความสุขทางโลก และเพื่อหลุดพ้น อันเป็นจุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนา" นี่คือตัวอย่างแห่งความไม่รู้จริงของสื่อผู้จัดการ ก็เห็นๆ กันอยู่ ว่า ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ พ่อของไอ้ปั๊ป ผู้มีนามว่า "สนธิ ลิ้มทองกุล" นั้น เคยบวชๆ สึกๆ ถึง 2 ครั้ง 2 หน เข้าโบสถ์ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย ถามว่า บวชเพื่อหลุดพ้นหรือเปล่า ถ้าบวชเพื่อหลุดพ้นตามที่ผู้จัดการอ้าง ก็ขอถามว่า สึกออกมาทำไม หรือว่าได้บรรลุธรรมแล้วจึงสึก ?

 

นี่แหละคือตัวอย่างที่ไม่อยากยกตัวอย่าง แต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็จำใจต้องพูด คือต้องพูดความจริงกับสังคมไทยให้เข้าใจ ว่าในปัจจุบันนั้น ไม่มีใครบวชเพื่อบรรลุหรือหลุดพ้น แต่ทุกคนบวชเพื่อ "สืบทอดศาสนา" เป็นการบวชตามประเพณี ใครอยู่ได้นานก็ดี ใครอยู่ไม่ไหวก็สึกหาลาเพศออกไป ก็ไม่มีใครว่า

 

หัวหน้าชาวพุทธไทยตัวจริงเสียงจริง ก็คือ พระเจ้าแผ่นดิน แทบทุกพระองค์นั้น ทรงผนวช "ตามโบราณราชประเพณี" จากนั้นก็เสด็จปริวัตร (สึก) ออกมาครองราชย์ต่อ ก็ไม่ได้บอกว่า บวชเพื่อหลุดพ้น

 

 

แล้วถามว่า พวกคุณเอาตัวอย่างตรงไหนมาบอกว่า ต้องบวชเพื่อหลุดพ้น ?

 

 

พระภิกษุวชิรญาณ วัดบวรนิเวศวิหาร ผนวชนานถึง 27 ปี เสด็จปริวัตรออกมาครองราชย์ เป็นรัชกาลที่ 4 เฉลิมพระนาม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชบิดาของรัชกาลที่ 5-6-7 อ่านพงศาวดารมั่งหรือเปล่าเนี่ย

 

 

ในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลปัจจุบัน ก็ทรงเคยผนวชเช่นกัน !

 

 

พระมหาสา วัดบวรนิเวศวิหาร สอบไล่ได้ 9 ประโยค ตั้งแต่เป็นสามเณร เป็นรูปแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ จ่อคิวเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารต่อจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ ถ้านับลำดับจากพระภิกษุวชิรญาณ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ก็เป็นรูปที่ 3 ตอนนั้นได้เป็นเจ้าคุณมีนามว่า "พระอมรโมลี" แต่กลับลาสิกขาออกไปมีเมียถึง 2 คน สุดท้ายกลับใจ รับพระราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เข้ารับการอุปสมบทใหม่ และสอบได้อีก 9 ประโยค มีฉายาว่า "มหาสา 18 ประโยค" ต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐ์ และได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 

พระมหาชื่น วัดบวรนิเวศวิหาร ซื้อเสื้อกางเกงเตรียมสึกพรุ่งนี้ ในหลวง ร.5 ทรงทราบ จึงเสด็จไปหายังกุฏิ ตรัสบอกว่า "เรื่องสึกนั้นฉันไม่ห้าม แต่อยากจะบอกว่า คนอย่างคุณ ถ้าสึกออกไปแล้ว หาได้ไม่ยาก แต่ถ้าอยู่ในผ้าเหลืองต่อไป จะหายากมาก" สุดท้าย พระมหาชื่นตัดใจไม่ยอมสึก อยู่ต่อมาได้เป็น "สมเด็จพระสังฆราชชื่น"

 

 

 

 

 

 

พระมหาเจริญ วัดบวรนิเวศวิหาร เตรียมการจะสึกเช่นกัน ท่านแม่กิมน้อยทราบข่าว รีบตีรถด่วนจากเมืองกาญจน์เข้ากรุง พอพบหน้าลูกก็คุกเข่าประกาศว่า "ถ้าคุณสึก อีฉันจะผูกคอตาย" สุดท้ายได้เป็น "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช" พระองค์ที่สนธิไปถวายสักการะในรูปนี่แหละ เกือบได้เป็น "ทิดเจริญ" แล้วเชียว

 

พระมหาเงื่อม วัดปทุมคงคา ก็เคยเบื่อผ้าเหลืองถึงกับคิดจะสึกเช่นกัน แต่ก็มีอะไรมาดึงไว้ อยู่ไปนานๆ ก็เลยหายอยาก สุดท้ายกลายเป็น "พุทธทาสภิกขุ" ผู้โด่งดัง

 

มีเหมือนกัน คนที่ประกาศ "บวชไม่สึก" แต่สุดท้ายก็ "สึก" ออกไปทุกราย ไม่เหลือลายอริยะไว้ให้กราบไหว้บูชาเลย ตระบัดสัตย์เสียผู้เสียคนไปหมด

 

เมื่อความจริงมีอยู่เช่นนี้ แล้วถามว่า พวกคุณมีเจตนาอย่างไร ถึงไปบิดเบือนความจริง ว่าบวชแล้วต้องสละโลกและหลุดพ้น คนไทยหรือเปล่า ?

 

 

พ่อแม่คนไทยนั้น เขาเอาลูกหลานไปบวช เพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ย้อมน้ำขมิ้นผ่านวัดผ่านวา อบรมนิสัยใจคอให้เป็น "คนสุก" สมัยก่อนเรียกว่า "บวชก่อนเบียด" ส่วนใหญ่บวชตอนอายุ 20 ปี ออกพรรษา-รับผ้ากฐินแล้วก็สึก ใครอยู่ได้นานเขาสาธุการกันทั้งนั้น แต่ไม่มีใครอุตริบอกว่า "จะบวชไม่สึก" นอกจากคนบ้า

 

ทีนี้ว่า เมื่อบวชตามประเพณี เรียนและสอบไล่ได้นักธรรมตรี-โท-เอก เพียงนี้ก็ดีถมเถแล้ว จะเอาอะไรนักหนา ถ้าแน่จริงทำไมไม่มาบวชเสียเอง ออกกฎหมายบังคับให้ชายไทยทุกคนต้องบวชดีไหม ดูสิ พูดเสียๆ หายๆ ว่า "พระสงฆ์ ก็คือคนห่มผ้าเหลือง และยึดอาชีพพระ เพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองและพวกพ้องนั่นเอง" ว่าให้ตัวเองด้วยหรือเปล่าเล่าคุณสนธิและลูกน้องเครือผู้จัดการ ถ้าอยู่ในวัดแล้วรวยจริง ก็ขอถามว่า พวกคุณอยู่ทำห่าอะไรข้างนอก ทำไมไม่มาบวชกันทั้งประเทศไทย จะได้รวยด้วยกัน แถมทุกวันนี้ สถิติพระเณรลดลงเรื่อยๆ วัดร้างเพิ่มมากขึ้น ไหนว่าบวชแล้วรวย หรือว่าเมืองไทยไม่มีใครอยากรวย ?

 

ที่พูดอย่างนี้ก็เพื่ออยากจะบอกว่า อย่ามองวัดวาอาราม พระสงฆ์องค์เณร ซึ่งเป็นชาวไทย เป็นลูกหลานของพวกท่านนั่นเองแหละ เป็นคนเลวร้ายไปหมด แต่ควรมองแบบ "วิภัชชวาที" คือ ใครมีปัญหาก็ว่าไปที่คนนั้น อย่าเหมาโหล ธัมมชโยสร้างปัญหา วัดพระธรรมกายมีปัญหา ก็ไปว่ากันที่ปัญหาธัมมชโยและธรรมกาย ไปกล่าวหาพระเณรทั้งประเทศได้ไง ถ้าพระเณรไทยทั้งประเทศเป็นโจร ประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะเป็นอะไร ถ้ามิใช่..พ่อแม่โจร !

 

พูดชัดๆ เลยว่า แก้ปัญหาพระศาสนาด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่สำเร็จหรอก ขนาด "พระพุทธเจ้า" ทรงออกกฎหมายพระสงฆ์ไว้มากมายหลายพันข้อก็ยังว่าไม่พอ ยังต้องออกกฎหมายคณะสงฆ์เพิ่มเติมอีก ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้าก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งทางธรรมและวินัย และ อะแฮ่ม ! เพลาการด่าลงหน่อย จะช่วยให้บรรยากาศการแก้ปัญหาดีขึ้น

 

หลักการสำคัญก็คือ การแก้ปัญหาสังคมสงฆ์ ก็ควรต้องให้ "พระสงฆ์" ได้รับทราบ และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา อย่าเอาคนที่ไม่รู้ปัญหามาแก้ มันจะกลายเป็นลิงแก้แห ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง ก็ขนาด พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 7 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช รับสั่งให้แก้ไขในปี พ.ศ.2535 ตกปี พ.ศ.2559 สนช. ก็ลงชื่อขอแก้ อ้างว่า "ไม่ต้องตามโบราณราชประเพณี" ทั้งๆ ที่กฎหมายฉบับนั้นก็ผ่านสภามาเหมือนกัน คงไม่มีใครโง่กว่าใครเป็นแน่ ไม่เชื่อก็ถาม "คุณวิษณุ เครืองาม" และ "คุณมีชัย ฤชุพันธุ์" ดูสิ ผ่านสองคนนี้มากับมือมิใช่หรือ ?

 

ถึงบอกแล้วไงว่า อย่าลักไก่ มันจะจบไม่สวย นะท่านบิ๊กตู่ คิดจะเป็นมหาอุบาสก ต้องทำอย่างไรบ้าง ก็ขออย่าให้ต้องสอนนายกฯ ผ่านสื่อเลย มันไม่เหมาะ ลำพังวัดพระธรรมกายดื้อแค่วัดเดียวก็ยังลำบากแล้ว ยังไปเอาวัดทั้งประเทศมาเหมารวมอีก รับรองว่ายุ่งตายห่า !

 

 

 

 

ไพบูลย์ นิติตะวัน

 

 

 

 

ชำแหละร่าง พ.ร.บ.จัดการทรัพย์สินวัดฯ ช่วย "ธรรมกาย" ไม่ต้องทุบทิ้งอาคาร 2 พันไร่

 

 

ตีแผ่ร่าง พ.ร.บ.จัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุ จะช่วยกอบกู้วิกฤตวงการพระพุทธศาสนาได้ ทั้งในเรื่องของทรัพย์สินวัดพระธรรมกาย ในเนื้อที่ 2 พันไร่ ที่มีการก่อสร้างอาคารผิดกฎหมาย มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทให้สามารถมีทางออก แทนการ "ทุบทิ้งอาคาร" ขณะที่วัดและพระภิกษุจะต้องรายงานบัญชีทรัพย์สินและเงินบริจาค หรือเงินที่ได้รับจากกิจนิมนต์ต้องเป็นของ "วัด" ไม่ใช่ของ "พระภิกษุ" อีกต่อไป เชื่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านฉลุย หลัง "บิ๊กตู่" ส่งสัญญาณถือเป็นการจัดระเบียบทรัพย์สินวัดและพระ รวมทั้งขจัดเหลือบที่หากินกับผ้าเหลืองได้ดีขึ้น
       
คดีพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกายที่เกิดขึ้นมายาวนาน ทำให้สังคมได้รับรู้ถึงวิธีการสร้างแรงศรัทธา อันนำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาล กระทั่งแผ่ขยายปกคลุมองค์กรและอำนาจสงฆ์ กระทบต่อพระธรรมวินัย ขณะที่การบริหารจัดการภายในวัดก็ล้วนเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ที่สามารถสร้างความร่ำรวยให้กับผู้ที่เข้ามาแอบอิงผ้าเหลือง จนในที่สุดทรัพย์สินที่ควรจะเป็นของวัดตามที่ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคนั้นกลับมีเพียงน้อยนิด

ส่วนทรัพย์สินที่เป็นของมูลนิธิต่างๆ รวมไปถึงของ "พระ" กลับพอกพูน และมีการผ่องถ่ายไปสู่ใครๆ ก็ได้ตามคำสั่งของพระและฆราวาสบางคนเท่านั้น โดยไม่มีใครสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ จนกว่าจะมีเรื่องร้องเรียนและเป็นเรื่องฉาวกันขึ้นมา
       
ประเด็นปัญหาของ "ทรัพย์สินวัดและพระ" มิได้เกิดขึ้นเพียงที่วัดพระธรรมกายเพียงแห่งเดียว แต่เป็นเรื่องที่วัดต่างๆ โดยเฉพาะวัดดังๆ ที่มีประชาชนศรัทธา และนิยมเข้าไปทำบุญ ล้วนแต่เลือกแนวทางนี้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง จนทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งรู้สึกเอือมระอาต่อวงการสงฆ์ และยังมองว่า "พระสงฆ์" ก็คือคนห่มผ้าเหลืองและยึดอาชีพพระ เพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองและพวกพ้องนั่นเอง
       
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น จึงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวงการพระพุทธศาสนา ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นด้วย และส่งสัญญาณให้ สนช.เร่งจัดการสังคายนาเรื่องทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุอย่างรีบด่วน ตรงนี้จึงเป็นที่มาของการผลักดันร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุ และยังเป็นหนทางหลักที่จะช่วยแก้วิกฤตวัดพระธรรมกายในเรื่องสิ่งปลูกสร้างบนเนื้อที่กว่า 2 พันไร่ ที่มีมูลค่านับหมื่นล้านได้เช่นกัน

 

ร่าง พ.ร.บ.ทรัพย์สินฯ สกัด "พระ-ฆราวาส" ร่วมกันไซฟ่อน
       
นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัด และพระภิกษุ พ.ศ.....บอกว่า เคยเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้มาแล้วครั้งหนึ่งแต่ไม่เป็นผล และที่นำกลับมาเสนอใหม่อีกครั้งเป็นเพราะได้รับสัญญาณมาจากคนในรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพระมองเห็นการดำเนินการของวัดและพระในเรื่องของทรัพย์สินไม่ได้มีระบบตรวจสอบ และมักจะดำเนินการโดยมูลนิธิต่างๆ มากมาย
       
อีกทั้งการที่วัดจะสร้างทรัพย์สิน หรือจะก่อสร้างสิ่งใดๆ ในวัดหากกระทำการโดยวัดจะต้องมีขั้นตอน ค่อนข้างมาก กลุ่มคนเหล่านี้จึงเลือกที่จะก่อสร้างในนามของมูลนิธิ เพราะในแนวทางปฏิบัติจะคล่องตัวกว่าทั้งในทางโลกและทางสงฆ์ ดังนั้นวัดจึงโอนทรัพย์สินที่ได้มาของวัด ไม่ว่าจะได้มาในรูปแบบใดๆ ก็ตาม ให้อยู่ในชื่อของมูลนิธิ ซึ่งอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการก็จะอยู่ในมือของคณะกรรมการมูลนิธิเท่านั้น
       
"มีวัดใหญ่และดังแห่งหนึ่ง มีเจ้าอาวาสนั่งเป็นประธานมูลนิธิ ก็จะสั่งไซฟ่อน หรือ ถ่ายเททรัพย์สินวัด หรือ สั่งทำอะไรได้อย่างอิสระ คิดจะก่อสร้างสิ่งใดก็ไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานใดๆ เพราะเป็นของของมูลนิธิ ไม่ใช่วัดจัดทำ" ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ปัจจุบัน ทรัพย์สินของวัดจำนวนมากจึงอยู่ในรูปของมูลนิธิ และเป็นการนำเงินที่ประชาชนบริจาคให้ด้วยแรงศรัทธาไปจัดทำแบบไม่โปร่งใส ไม่สามารถบอกที่มาที่ไปของเงินได้
       
"
มูลนิธิหรือสมาคมของวัดต่างๆ ถึงเวลาต้องปฏิรูปกันใหม่เพราะที่ผ่านมาตรวจสอบไม่ได้ ไม่สามารถไปดูว่า บัญชีมูลนิธิยื่นมาอย่างไร ไม่เหมือนบริษัทฯ ที่เป็นเอกสารมหาชน แต่บัญชีมูลนิธิไม่เป็นเอกสารมหาชน ขอดูก็ยาก การจดทะเบียน การบริหารจัดการในเรื่องมูลนิธิสมาคมยังมีปัญหามาก ทั้งมูลนิธิวัด หรือ มูลนิธิอื่นๆ ควรได้รับการสังคายนา รื้อฟื้นระบบกันใหม่"
       
อย่างไรก็ดี แม้ว่าการที่วัดจะถือครองทรัพย์สินในนามมูลนิธิ ต้องยื่นเรื่องผ่านกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งในความเป็นจริงเนื่องจากความล้าหลังของระบบการดำเนินงาน ความไม่ชัดเจน จึงทำให้ยากต่อการตรวจสอบในการดำเนินการ รวมไปถึงทรัพย์สินของพระที่ได้ระหว่างการเป็นพระก็ตาม ก็ควรมีการจัดการให้เป็นระบบและโปร่งใสต่อไป

 

 

เงินกิจนิมนต์ต้องเป็นของวัดไม่ใช่ของพระ
       
ในความเป็นจริงเป้าหมายใน "การบวช" ไม่ว่าจะในสมัยพุทธกาล หรือสมัยปัจจุบัน ต่างก็มีเป้าหมายหลักคือ การละความสุขทางโลก และเพื่อหลุดพ้น อันเป็นจุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ในสมัยพุทธกาลมีสมบัติเพียงไตรจีวรกับสิ่งของจำเป็นไม่มากนักตามพระวินัยบัญญัติ
       
แต่ปัจจุบัน เราจะพบว่า พระสงฆ์ไทยมีทรัพย์สินเงินทองเป็นสมบัติส่วนตัวกันมาก ซึ่งเป็นการก่อและเพิ่มพูนกิเลสทางโลก จนทำให้เกิดปัญหาความวุ่นวายให้กับวงการสงฆ์ ขณะที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติ หรือ กฎข้อบังคับใดๆ มาเป็นมาตรการจัดการในเรื่องนี้โดยตรง
       
ตรงนี้จึงเป็นที่มาให้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัด และพระภิกษุ โดยมีการกำหนดสาระสำคัญดังนี้
       
1.
ทรัพย์สินของวัด ให้มีการจัดทำบัญชีทรัพย์สินของวัด ไม่ว่าจะเป็นรายรับ รายจ่าย ให้ได้มาตรฐานบัญชี และมีผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต เป็นคนเซ็นรับรอง
       
2.
ทรัพย์สินของวัด หมายถึง เงิน หรือ/และ ทรัพย์สินอื่นใดของวัด ที่ได้จากเงิน หรือ ทรัพย์สิน ที่ได้มาจาก การบริจาค หรือ การอุทิศให้ของบุคคลอื่นใด ให้หมายรวมถึง ทรัพย์สินของมูลนิธิ หรือองค์กร ที่จัดขึ้นโดยวัด หรือ เกี่ยวเนื่องกับวัดด้วย เช่น เป็นเงินทำบุญของวัด และวัดรับมาและนำไปให้มูลนิธิ ก็ให้ถือเป็นทรัพย์สินของวัดด้วย โดยกำหนดไว้ในกฎกระทรวง
       
"
กฎหมายข้อนี้จะช่วยป้องกันทรัพย์สินของวัด ไม่ให้มีการถ่ายเท หรือ ฟอกเงิน จากปัญหาที่ผ่านมา ซึ่งร่างกฎหมายข้อนี้จะเป็นการป้องกันปัญหาเรื่อง เงินๆ ทองๆ ของวัดได้อย่างโปร่งใส"
       
3.
ทรัพย์สินของพระภิกษุ หรือ เงิน ที่ได้มาระหว่างสมณเพศ ก็ให้เป็นเงินของวัดที่พระภิกษุนั้นสังกัดอยู่ เช่น เงินกิจนิมนต์ ก็ให้เป็นเงินของวัด ที่ภิกษุนั้นสังกัดยู่ เพียงแต่ให้พระภิกษุถือไว้ เพื่อให้ใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นของสมณเพศ เพื่อให้ไปดำเนินกิจกรรมตามพระพุทธศาสนา แต่ถ้าท่านมรณภาพ ให้ตกเป็นของวัดเลย พระภิกษุจะทำพินัยกรรมให้ใครไม่ได้ ถึงแม้จะเป็นเงินที่ได้จากกิจมนต์ต่างๆ ก็ตาม แต่จำนวนเงินทั้งหมด ให้ถือเป็นทรัพย์สินของวัด ซึ่งรายละเอียดจะมีการกำหนดอีกครั้งว่า พระภิกษุจะสามารถถือเงินได้เท่าไหร่ ก็จะออกกฎกระทรวงอีกครั้ง เช่น ภิกษุ ไม่ควรมีเงินเกิน 300,000 หากเกินกว่าจำนวนที่กำหนด ก็ต้องโอนไปให้วัด ให้เป็นของวัด แต่มีการบันทึกว่าได้รับบริจาคกับพระภิกษุรูปนั้นๆ ทั้งนี้ ภิกษุต้องเปิดเผยทรัพย์สินตามมาตรา 10 ให้คณะกรรมการจัดการทรัพย์สินของวัดที่เป็นต้นสังกัดได้รับทราบทุกปี

นายไพบูลย์ นิติตะวัน บอกว่า เมื่อเราสามารถบอกที่มาที่ไปของเงินและทรัพย์สินได้ชัดเจน ก็จะทำให้การจัดการระบบบัญชีดียิ่งขึ้น มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตั้งแต่ทรัพย์สินพระภิกษุ ทรัพย์สินมูลนิธิ ทรัพย์สินวัด อีกทั้งต้องมีการจัดทำระบบบัญชีที่ถูกต้อง โดยนักตรวจสอบบัญชี ส่งผลให้การจัดการทรัพย์สิน ไม่ว่า วัด หรือ พระ ก็จะไม่มีปัญหาอีกต่อไป และจะเป็นการเรียกศรัทธาของเหล่าชาวพุทธกลับคืนมาได้ด้วย
       
สำหรับการออกกฎหมายการจัดการทรัพย์สินของพระภิกษุ ตามมาตรา 10 จะให้มีผลเริ่มบังคับใช้เมื่อพ้นระยะเวลา 180 วัน นับตั้งแต่ร่างพระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้ ตรงนี้หมายความว่า เมื่อกฎหมายบังคับใช้ ผ่านช่วง เวลา 180 วัน วัดทุกแห่ง และพระภิกษุ ที่สังกัดวัดทุกแห่ง ก็ต้องแจ้งยอดบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด

 

มูลนิธิธรรมกาย ตัวอย่างในการ "ปิด-บัง-หลบ-ซ่อน"
       
นายไพบูลย์ ได้ยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นในการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดพระธรรมกาย จนเกิดเป็นคดีความในขณะนี้ว่า วัดพระธรรมกาย ได้ทำการก่อสร้างอาคารสถานที่ต่างๆ มากมายภายในวัดในนามมูลนิธิธรรมกาย และก็ใช้มูลนิธิธรรมกายเป็นแหล่งระดมเงินบริจาคมาด้วยกันหลายรูปแบบ โดยไม่ได้มีการตรวจสอบหรือรายงานทรัพย์สินให้ทางการทราบแต่อย่างใด ซึ่งเงินที่มีการบริจาคเข้ามา และเงินที่ใช้ในการก่อสร้างอภิมหาโปรเจกต์ของวัดเป็นจำนวนที่ถูกต้องเท่าไหร่ ไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน
       
"
ประมาณการกันว่า วัดพระธรรมกายมีทรัพย์สินประมาณแสนล้านบาท แต่เป็นทรัพย์สินในรูปมูลนิธิ ที่มิได้มีการตรวจสอบใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเดิม พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาส ก็เป็นประธานมูลนิธิธรรมกายที่มีอำนาจจัดการได้เอง"
       
ดังนั้น สิ่งที่กำลังเกิดเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ก็คือ สิ่งก่อสร้างในวัดพระธรรมกายบนเนื้อที่ 2 พันไร่ ในนามมูลนิธิธรรมกายนั้น ไม่ได้ขออนุญาตในการก่อสร้างต่อหน่วยงานท้องถิ่นที่รับผิดชอบและดูแลพื้นที่บริเวณที่ตั้งวัดพระธรรมกาย ซึ่งถือเป็นอาคารผิดกฎหมาย และในส่วนพื้นที่ 196 ไร่ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นวัดพระธรรมกาย ถือเป็นที่ธรณีสงฆ์ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตในการก่อสร้าง
       
"
ต้องมาดูกันว่า อาคารต่างๆ ที่ก่อสร้างในนามมูลนิธิ ซึ่งถือเป็นพื้นที่เอกชน เมื่อไม่ได้รับอนุญาตก่อสร้างก็ถือว่าไม่ถูกต้อง ก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐต้องมาพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร"

 

ธรรมกายต้องเลือกทุบทิ้งอาคาร 2 พันไร่ หรือโอนให้วัด
       
นายไพบูลย์ บอกว่า ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัด และพระภิกษุ พ.ศ.....ฉบับนี้ จะช่วยให้วัดพระธรรมกายมีทางออกกับสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นบนเนื้อที่ 2 พันไร่นี้ได้ แต่เป็นเรื่องที่วัดพระธรรมกายจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกแนวทางใดกับกรณีที่เกิดขั้น โดยมี 2 แนวทางประกอบด้วย
       
1.
ทุบทิ้งอาคารที่เป็นทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิธรรมกายที่ไม่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง

 

2. ต้องยกทรัพย์สินที่เป็นมูลนิธิธรรมกาย ให้เป็นสมบัติของวัดพระธรรมกาย เพราะเมื่อเป็นทรัพย์สินของวัดก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นธรณีสงฆ์ไม่ต้องขออนุญาตก่อสร้างได้
       
"ทางออกที่ดีที่สุดของวัดพระธรรมกาย และเป็นวิธีที่ละมุนละม่อม ก็คือยกทรัพย์สินบนเนื้อที่ 2 พันไร่ ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทให้เป็นสมบัติของวัดพระธรรมกาย ก็จะช่วยรักษาความรู้สึกของผู้ที่ศรัทธาธรรมกายได้ จะเป็นการช่วยวงการพุทธศาสนาได้ด้วย"
       
ขณะเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะเป็นการสร้างแรงศรัทธา และทำให้ภาพพจน์ของวงการสงฆ์ในสายตาของเหล่าชาวพุทธในภาพรวมดีและชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะมีการวางกลไกการบริหารจัดการที่เป็นระบบที่ดี โดยเฉพาะบัญชีทรัพย์สินของวัดหรือพระภิกษุ ที่มีการละเลยมานาน และเป็นปัญหาที่ควรได้รับการสะสางจากผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องทั้งทางโลกและทางสงฆ์ ทั้งนี้ หากยังปล่อยปละละเลย ไม่มีการจัดการที่มีระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินวัดหรือพระภิกษุไม่มีประสิทธิภาพ วัดก็จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการนำไปใช้ในกิจการ หรือเป็นเพียงแหล่งรายได้ แหล่งทำมาหากินให้แก่บุคคลบางกลุ่ม หรือบางคน โดยไม่ได้สร้างประโยชน์แก่กิจการพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด
       
อีกทั้งในเรื่องของการจัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุนั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะ ก็ให้ความสนใจ เพราะ คสช. ก็เป็นอุบาสกที่นับถือพุทธศาสนา ต่างก็รับรู้ปัญหาในเรื่องทรัพย์สินของวัดและของพระ รวมทั้งการผ่องถ่ายทรัพย์สินต่างๆ ไปยังมูลนิธิและเครือข่าย ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะส่งผลดีต่อวงการพระพุทธศาสนา ให้ก้าวพ้นจุดเสื่อมได้เช่นกัน

 

 

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 16 มกราคม พ.ศ.2560

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264