ผมไม่ใช่ฝ่ายไหน !

 

 

 

ดร.บรรจบ "โต้" พุทธะอิสระ

 

เผยใจ "ผมรับใช้" ทุกสำนัก

 

ตั้งแต่โพธิรักษ์ ยัน ว.วชิรเมธี

 

พุทธะอิสระ ก็คนกันเอง ธรรมกายก็ด้วย

 

 

ผมรักทุกคน I LOVE YOU จุ๊บๆ !

 

 

 

 

 

 

เส้นทางสายพุทธ ของ ดร.บรรจบ

 

 

"ผมไม่ใช่ฝ่ายไหน แต่ผมเป็นฝ่ายพุทธ ใครบอกว่าเป็นพุทธ ผมเป็นด้วยหมด จะเป็นพุทธแบบไหนก็ชั่ง ผมรักพุทธทุกประเภท พุทธทุกรูปแบบ แบบสันติอโศก ธรรมกาย พุทธะอิสระ ว.วชิรเมธี (ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่คู่ควรแก่สมณะ) หรือแม้แต่พุทธมหายาน ผมรับได้หมด ทุกลัทธิ "ดีหมด" ในสายตาของผม คนที่ชื่อ..บรรจบ"

 

 

 

 

 

 

พุทธสายธรรมะ ไม่มีวินัย ไม่ต้องตัดสินใครว่าผิดหรือถูก ใครอยากสอนอะไรก็สอนไป คนเราอาจจะทำผิดบางอย่าง แต่อาจจะทำถูกอีกหลายอย่าง ต้องชั่งน้ำหนักก่อนตัดสินใคร เช่น ถ้าพุทธทะเลาะกันจนล้มหายตายจาก คริสต์-อิสลาม ก็คอยจ้อง สุดท้ายใครแพ้ !

 

แต่แหม..เสียดาย ที่คณะกรรมการปรองดอง ไม่มีชื่อ "อาจารย์บรรจบ บรรณรุจิ" อยู่ในนั้นด้วย เพราะคนที่ "มองโลกในแง่ดี" ไม่มีสีมีเหล่า และเข้าได้ทุกฝ่ายนั้นหายากจริงๆ อาจจะมีเพียง "หนึ่งเดียว" ในประเทศไทยก็เป็นได้ ท่านบิ๊กตู่อย่าสงสัยต่อไปเลย โปรดใช้ ม.44 ตั้ง "บรรจบ" เป็นกรรมการปรองดอง ด่วนจี๋ ก่อนที่ธรรมกายจะแยกไปเป็นอิสระ

 

ไม่เป็นฝ่ายไหน ก็ไม่ว่ากันหรอก ขออย่างเดียว อย่าเป็นฝ่าย "ไม่เอาไหน" ก็แล้วกัน นะจารย์จบ !

 

 

 

 

"ผมไม่ใช่ฝ่ายไหน แต่รับใช้หมด ในฐานะคนพุทธ ทั้งสันติอโศก - พุทธอิสระ - ธรรมกาย ไม่วายแม้ ท่าน ว.วชิรเมธี "

 

@ ผมไม่ได้ร้อนใจอะไรหรอก แต่ไม่อยากให้ใครต่อใครเข้าใจผิดแล้วด่าผม หาว่ารับใช้ธรรมกาย ร้ายไปกว่านั้น หาว่าธรรมกายให้เงินผมมากมาย แต่ไม่มีใครรู้ผมรับใช้มาหมด ทั้ง สันติอโศก พุทธอิสระ ธรรมกาย สุดท้ายถึง ท่าน ว.วชิรเมธี พระดีพระดัง แห่งเชียงราย

 

 

 

 

@ ผมรับใช้สันติอโศกตอนไหน ?

 

การรับใช้ของผมคือการช่วยพูดให้กำลังใจ สันติอโศกตอนนั้นก็เหมือนธรรมกายตอนนี้ คนหมั่นไส้เยอะ สาวกสันติอโศกหลายคน มาหาผม คุยกันและเชิญชวนผมไปที่สันติอโศกบึงกุ่ม ผมก็ไปตามคำเชิญ เพื่อเยี่ยมดูวิถีชีวิตของพวกเขา

 

สิ่งที่เห็นตอนนั้น คือ การดำรงชีวิตนักบวชแบบสมถะ ...โทรทัศน์มีเครื่องเดียวตั้งไว้เป็นส่วนกลาง ดูข่าว เปิดปิดเป็นเวลา ...มีร้านค้าขายสินค้าที่ชาวอโศกผลิตเอง...

 

เห็นแล้วผมก็นำออกมาเล่าให้สังคมข้างนอกฟังทางรายการวิทยุ เล่าแล้วก็ได้ผลทันตาเห็น คนที่เกลียดสันติอโศกก็ด่าผม

 

อะไรทำให้คนเกลียดสันติอโศก ? ก็การถือมังสวิรัติ (ไม่กินอาหารมีเนื้อสัตว์) ซึ่งเป็นปฏิปทาของพ่อท่านสมณโพธิรักษ์ (อดีต นายรัก รักษ์พงษ์ นักแสดงช่อง 9) ถือไม่ถือเปล่า ยังประกาศความเคร่งถึงขนาดด่าคนกินเนื้อสัตว์ว่าเป็นยักษ์เป็นมาร

 

มีชาวสันติอโศกมาเล่าว่า ตอนนั้นเทปที่ผมเคยพูดถึงสันติอโศกในทางบวก มีการเปิดให้ฟังเป็นสาธารณะอยู่ประจำ


สันติอโศกมาผันแปรไปทางการเมืองก็สมัยพลตรีจำลอง ศรีเมือง สมัครลงผู้ว่ากทม. และชนะแบบถล่มทลาย คะแนน 1 ในนั้น ก็มีของผมรวมอยู่ด้วย

 

 


 

 

 

@ รับใช้ท่านพุทธอิสระตอนไหน ?

 

 

ตอนตั้งแต่รู้จักกันใหม่ๆ เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว ตอนนั้นคนเพิ่งรู้จักท่านในนาม "หลวงปู่พุทธอิสระ" แต่ท่านยังหนุ่ม ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เจ้าของรายการมองต่างมุม เชิญไปบันทึกรายการที่วัดอ้อน้อย วันนั้น มีหลวงปู่พุทธอิสระร่วมรายการด้วย มีคนมาชมเป็นพัน เพราะความดังของรายการบวกกับความดังของพระหนุ่มชื่อแก่ในนาม "หลวงปู่พุทธอิสระ"

 

หลังจากนั้น อาจารย์จันทน์ทิพย์ ลิ้มทองกุล (ภรรยาคุณสนธิ) ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐาก ก็เชิญผมมาร่วมงานของท่านบ่อยๆ ตอนนั้น ภาพที่ผมเห็น ท่านเป็นพระหนุ่ม ตั้งใจทำงาน หวังดีแก่พระศาสนา ผ่านการปฏิบัติมามาก แม้ปริยัติน้อย แต่ฉลาด...

 

 

 

ผมมาช่วยท่านเต็มที่ตอนที่ถูกกล่าวหาจากฝ่ายที่หมั่นไส้

 


ข้อหาที่ 1: โกงพรรษา (ปีบวชพระ) ท่านตัดสินใจสึกเลยกลายเป็นเรื่องใหญ่...ลูกศิษย์ลูกหาทำใจไม่ได้ ครั้งนี้ หลวงปู่บอกลูกศิษย์ให้เชิญผมไปออกรายการโทรทัศน์ร่วมกับท่านเพื่อบอกให้สาธารณชนเข้าใจถึงเหตุผลว่าสึกบวชเป็นเรื่องธรรมดา ลูกศิษย์ก็ไม่เสียหลวงปู่ คือ เสียไปไม่กี่ชั่วโมงเดี๋ยวก็ได้กลับมา เพราะท่านบวชใหม่ วันบวชมีคนไปกันมากเต็มลานวัด ผมก็ไปด้วย

 

ข้อหาที่ 2: ข้อหาใช้ชื่อ พุทธอิสระ นี้ทำให้ลูกศิษย์ท่านร้อนใจมาก เพราะคนตั้งข้อหาเขาแปลว่า "เป็นใหญ่กว่าพระพุทธเจ้า" แนวโน้มสังคมจะคล้อยตาม เดือดร้อนผมต้องเข้าไปช่วยตามที่ลูกศิษย์ร้องขอ ผมก็ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาหาทางออกให้ จนพบว่าแปลใหม่ได้ คือ แปลว่า มีพระพุทธเจ้าเป็นใหญ่, นับถือพระพุทธเจ้า คำแปลนี้แหละทำให้การตั้งข้อหาไม่เป็นผล เพราะเขาก็รู้จักผม รู้ภาษาบาลีเหมือนกับผม เขาจึงยอมถอย

 

สมัยที่ผมสอนที่จุฬา ก็นิมนต์ท่านไปบรรยายให้ลูกศิษย์วิชาพุทธธรรมที่ผมสอน รุ่นละไม่ต่ำกว่า 300-500 คนฟัง

 

ผมกับท่านเหินห่างกัน ก็ตอนที่ผมร่วมรณรงค์ ให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ครั้งร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 ผมขอความร่วมมือให้ท่านสนับสนุน แต่ท่านปฏิเสธไม่ยอมให้เข้าพบ นัยว่าจะเกรงใจมุสลิม เพราะช่วงนั้นท่านเริ่มได้รับนิมนต์ไปบรรยายตามมัสยิดมากขึ้น ซึ่งมีผลพวงมาถึงทุกวันนี้

 

 


 

 

 

 

@ รับใช้วัดพระธรรมกายตอนไหน ?

 

 

น่าเห็นใจวัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ดังมา ถูกตั้งข้อหาจากสังคมมาตลอด บางเรื่องก็จริง เช่น ลูกศิษย์ธรรมกายกระตือรือร้นหาคนเข้าวัดมากไป มีการทำบุญแบบผ่อนส่ง มีการสอนนิพพานเป็นอัตตา ซึ่งเรื่องนิพพานนั่น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้แสดงมติของเถรวาทไปแล้ว แต่บางเรื่องก็เป็นแค่ข้อกล่าวหา

 

เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว วัดพระธรรมกายโดนข้อหาหนักมาแล้ว แต่ไม่รุนแรงเท่าครั้งนี้ ซึ่งมีเป้าหมายคือยุติการทำงานของวัดพระธรรมกายในทุกด้าน ซึ่งเห็นแล้วก็ต้องบอกว่า "กะถอนรากถอนโคนกันเลย" ด้วยการตั้งข้อหาสารพัด ไม่รู้ชาตินี้จะสะสางคดีหมดไหม ?

 

ผมมองวัดพระธรรมกาย ในฐานะองค์กรหนึ่งของสถาบันพระพุทธศาสนา หากเป็นอะไรไป ก็หมายถึงสถาบันพระพุทธศาสนาของไทยสะเทือนด้วย ผมมองอย่างนั้น คริสต์กับอิสลาม แต่ละศาสนาไม่ว่าเขาเห็นต่างกันแค่ไหน ทำลายกันแค่ไหน แต่เป็นภายใน เขาไม่เคยดึงสาธารณชนไปร่วมทำร้ายด้วย

แล้วชาวพุทธเราเป็นอะไร ? ถึงได้เรียกให้ใครต่อใคร ไปทำลายองค์กรศาสนาของตัวเอง ช่างใจกว้างจนน่าเกลียด

 

ผมเข้าไปช่วยเพราะจุดนี้... แม้เราไม่ใช่ชาวธรรมกาย แต่ธรรมกายก็เป็นพุทธเหมือนเรา เป็นพี่น้องของเรา แล้วเราจะให้พี่น้องถูกรังแกแบบไม่เป็นธรรมต่อหน้าต่อตาละหรือ...ไม่ใจดำไปเหรอ ?

 

 


 

 

 

@ รับใช้ท่าน ว. วชิรเมธี ตอนไหน ?

 

ความจริงแล้วไม่อยากดึงท่านลงมาเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากท่านกำลังเป็นดาวรุ่ง (Rising Star) ของคณะสงฆ์ไทย แต่ที่จำเป็นต้องดึง เพราะท่านพูดถึงธรรมกายในทางลบแรงไป ...และผมละอายใจที่จะยอมรับภาพรวมของคณะสงฆ์ทั้งหมดของไทยเป็นเถรวาทบริสุทธิ์ ไม่ต้องอื่นไกล แค่ดูภาพข้างบนก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเถรวาทหรือ ? หลวงปู่พุทธอิสระ กำลังเจิมหน้าผากให้นายพลเอกทั้งหลาย และภาพนี้มีทั่วไปในสังคมพุทธไทย จะกล่าวได้หรือว่าเป็นเถรวาท

 

กลับมาเรื่องที่รับใช่ท่าน ว. จำได้ว่า ท่านให้ช่วยอ่านและแก้ไขข้อมูลงานเขียนเกี่ยวกับการจาริกพุทธภูมิของท่าน ให้ช่วยอ่านบทโทรทัศน์เกี่ยวกับสามเณร และตอนนี้ยังทำงานให้ท่านไม่เสร็จเกี่ยวกับการตั้งกลุ่มทำงานรับใช้สถาบันสงฆ์ ซึ่งกำลังเร่งรีบอยู่

 

@ ที่เขียนมา เพียงเพื่อต้องการบอกเพื่อนๆ ให้ทราบ ควรมิควรประการใดแล้วแต่ดุลยพินิจของท่าน สำหรับผม สุขใจที่ได้รับใช้พระพุทธศาสนา ผ่านการทำงานที่กล่าวมา..ขออนุโทนาบุญด้วยครับ

 

 

บรรจบ บรรณรุจิ รศ.ดร.ป.ธ.9

 

 

 

 

 

ด้านล่างคือบทความของ ดร.บรรจบ

และการตอบโต้ของพุทธะอิสระ

อดีตคนกันเอง แต่ไม่เกรงใจกันแล้ว !

 

 

 

 

บทความของ บรรจบ บรรณรุจิ


 

"เมืองไทยยุคนี้ เกินบรรยาย
สถาบันพระพุทธศาสนาในไทยตกต่ำสุด
วัดถูกค้น พระถูกตีถูกเตะ
คนทำกลับได้รับคำยืนยันจากนักสิทธิมนุษยชน
ต่างศาสนาว่าทำถูก....น่าสังเวชใจ !
"

 


@ คณะสงฆ์บ้านเราแยกเป็นธรรมยุตกับมหานิกายอยู่แล้ว ตอนนี้แยกอีกเป็น 2 คือ ฝ่ายที่รัฐบาลหนุน กับ ฝ่ายที่รัฐบาลไม่หนุน

 

@ ฝ่ายที่รัฐบาลหนุน แม้มีน้อย แต่มีอภิสิทธิ์มากนึกจะทำอะไรได้หมด ด่าว่าใครก็ได้ นึกจะปิดถนนหนทางที่ไหนก็ได้ ใครผ่านไปมา การ์ดของพระบางรูปที่มาแสดงบทบาทของอันธพาลจะกระทืบใครก็ได้ ขนาดมีหมายเรียกก็ไม่มีใครกล้าจับ นึกจะเดินทางไปด่าพระผู้ใหญ่วัดไหนก็จะมีทหารคุ้มกันไป ช่างคับฟ้าจริงๆ

 

@ ฝ่ายที่รัฐบาลไม่หนุน แม้มีมาก แต่ไม่มีอภิสิทธิ์อะไร หรือมีแต่ไม่รู้จักใช้ ไม่รู้จักแม้จะปกป้องพวกกันเอง จึงไม่เห็นภาพการช่วยเหลือกัน มีแต่ปล่อยให้ต่อสู้ตามลำพัง ตัวใครตัวมัน ถ้าชนะก็ดีไป แต่ถ้าแพ้...ก็ถูกเยาะเย้ย มีแต่สมนำหน้า

 

@ ณ วันนี้จึงได้เห็นภาพอดสูใจที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นคือพระกลับจากบิณฑบาตถูกกันไม่ให้เข้าวัดตนเอง ..พอพระขัดขืนก็ถูกต่อยปากจนเลือดอาบ...ไม่มีเหตุการณ์ใดที่น่าสลดใจไปมากกว่านี้สำหรับเมืองพุทธ และไม่มีเรื่องจะน่าสลดใจใดเท่ากับให้นักสิทธิมนุษยชนต่างศาสนาเข้ามารับรองความบริสุทธิ์ของทหารตำรวจที่เข้าไปในศาสนสถานของพุทธ

 

@ มองดูความลำบากของวัดนั้น แล้วมองมาที่องค์การปกครองของคณะสงฆ์ยิ่งน่าเศร้าใจ ...ไม่มีองค์กรเข้าไปช่วยได้เลย...คือ ไม่กล้าเข้าไป

 

@ มองดูองค์การปกครองคณะสงฆ์ยามนี้ก็ว้าเหว่ใจ ยึด "มิจฉาอุเบกขา" หรือ "ความวางเฉยแบบผิดทาง" เป็นที่ตั้ง ใครหรือวัดไหนถูกทำร้ายก็ช่างประไร วัดฉันยังอยู่ได้ เช้าสายบ่ายเย็นยังมีคนมา แสดงว่าศรัทธายังไม่ลด โครงสร้างการปกครองที่ปล่อยให้แต่ละวัดเผชิญกรรมตามลำพัง เมื่อไรจะปรับให้คุ้มครองภัยกันได้

 

@ เราจะต้องอยู่กับการปกครองคณะสงฆ์ที่ "ทำลายตัวเอง" อย่างนี้ไปอีกนานสักเท่าไร

 

@ ผมพบพระมาจากบ้านนอก ท่านบอกว่า

 

"อย่าไปโกรธใครในศาสนาของเรา เพราะเขาไม่รู้ อย่าไปโกรธพระผู้ใหญ่ ให้ท่านร่าเริงกับลาภยศไปเถอะ ท่านเหมือนเรา คือมาจากครอบครัวยากจนขาดแคลนลาภยศ ฉะนั้น เมื่อถึงคราวจะได้ ก็ให้ท่านได้และหลงใหลไปเถอะ "

 

"ท่านไม่จำเป็นต้องห่วงพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนาอยู่มาได้ทุกวันนี้ก็เพราะท่านเสียสละรักษามา แล้วจะมาเอาบุญคุณอะไร บวชอยู่ให้ก็บุญแล้ว"

 

"พระพุทธเจ้าสอนอะไรให้เสียสละ ก็สอนได้ซี่ เพราะก่อนบวชพระองค์เสพสุขมาพอแล้ว ส่วนพวกท่านเล่าถูกจับบวชตั้งแต่เล็กๆ ไม่เคยเสพสุขอะไร ก็ให้ท่านเสพสุขบ้างเถอะ"

 

@ ผมฟังแล้วงง คราวนี้พระบ้านนอกมาแปลก ผมตั้งรับไม่ทัน ได้แต่นั่งหายใจลึกๆ จะมองไปทางไหนก็เหงาใจสิ้นดี

@ นึกไม่ถึงคำพูดที่ใครไม่รู้กล่าวไว้ว่า

 

"....จงยุแหย่ให้มัน(ชาวพุทธ) ทะเลาะกัน แตกแยกกัน ให้มันฆ่ากันเอง..."

จะมาเป็นจริงในรัฐบาลทหาร ยุคทหารน้ำดีอย่าง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าสังเวชใจ !

 


บรรจบ บรรณรุจิ : 22 กุมภาพันธ์ 2560
 


 

 

 

 

บทความของ พุทธะอิสระ

 

 

 

นับวัน ฉันยิ่งรู้สึกสมเพช กับวิธีคิดของคนๆ นี้จริงๆ


 

มีคนนำบทความของผู้ที่ใช้นามว่า บรรจบ บรรณรุจิ ที่โพสต์ลงเฟซบุ๊กล่าสุดมาส่งให้ฉันอ่าน แล้วพูดว่าเขาเขียนถึงตัวฉัน

 

ที่จริงก็ไม่ได้อยากอ่านนัก เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าคนๆ นี้แกจะฝักใฝ่ธรรมกายและพวกเสื้อแดงอยู่ไม่น้อย แต่ผู้ส่งสารบอกว่า แกเขียนกระทบกระเทียบเปรียบเปรยถึงฉันและการปกครองคณะสงฆ์ จึงจำต้องอ่าน เพราะอยากรู้ว่า แกจะเขียนถึงเราและการปกครองคณะสงฆ์ ว่าอย่างไร

 

ท่านทั้งหลายลองอ่านดูข้อเขียนของแก ก็จะรู้ซึ้งถึงวิธีคิดของคนที่จบมหาเปรียญ จนได้เป็นด๊อกเตอร์มาด้วยก้อนข้าวหยดน้ำของชาวบ้าน ถึงได้มีหลักคิดที่เป็น "มิจฉาทิฐิ" เช่นนี้

 

บวชเรียนมาจนได้เป็นถึงครูบาอาจารย์ แต่กลับไปยึดติดอยู่กับคนและลาภยศ และกลับไม่เคยสนใจว่าเจ้าลัทธิทำจนตัวตายว่ามันจะย่ำยีพระธรรมวินัยอย่างไร มันจะบิดเบือนพระธรรมคำสอนอย่างไร

 

คนที่เคยบวชเรียนจนได้เป็นนาคหลวง กลับมองไม่เห็นภัยที่ลัทธิทำจนตัวตายกระทำไว้แก่พระพุทธศาสนา หรือเขาจะมองเห็นแค่วัตถุที่อลังการงานสร้าง การตลาดที่ลัทธินี้สามารถขายบุญจนสร้างความมั่งคั่ง การกระทำที่เน้นแต่รูปแบบหรูเลิศอลังการเท่านั้น ท่านมหาคนนี้ คงจะหลงลืมพระธรรมวินัยที่สอนให้ภิกษุมีชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ สันโดษ ประหยัดสูง ประโยชน์สุด ไปเสียแล้ว ทั้งที่เขาได้ดีมีสุขอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็เพราะพระธรรมวินัยนี้เกือบทั้งนั้น

 

ฉันอ่านข้อเขียนของเขาแล้ว ทำให้รับรู้ได้ว่า เป็นสำนวนที่ตัดพ้อต่อว่า น้อยเนื้อต่ำใจและผิดหวัง คงจะเหมือนกับพวกลิ่วล้อลัทธิธรรมกาย ที่รู้สึกผิดหวังต่อลูกพี่ตนที่ไม่ได้เป็นสังฆราช

 

วันนี้ผู้ที่ใช้นามว่า บรรจบ บรรณรุจิ จึงกล้าออกมาตัดพ้อต่อว่าขบวนการปกครองคณะสงฆ์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ คนๆ นี้ไม่เคยแม้สักครา ที่จะตำหนิติว่าการปกครองของคณะสงฆ์เลย ไม่ว่าจะเกิดอธิกรณ์เล็กใหญ่กับภิกษุบางรูปและเจ้าลัทธิธรรมกาย แต่คนอย่างผู้ใช้นามว่า บรรจบ บรรณรุจิ ก็หาได้เคยออกมาโพสต์คำวิจารณ์ต่อขบวนการปกครองของคณะสงฆ์ใดๆ ไม่

 

ที่พุทธะอิสระต้องเขียนเรื่องนี้ก็เพราะเห็นว่ามันแปลก หรือมหาบรรจบกำลังคิดอะไรอยู่ อยากแนะนำว่า เมื่อกล้าคิด ก็ขอให้กล้าที่จะพูดออกมาตรงๆ อย่าทำเป็นพวกหลบๆ แอบๆ แถกแถไถไปไถมา ไม่กล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์ตรงๆ แล้วอย่างนี้จะเป็นต้นแบบที่สง่างามให้กับสานุศิษย์ของท่านมหาได้ กระนั้นหรือ

 

พุทธะอิสระ
23 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264