อาวุโส - เหมาะสม - แข็งแรง !

 

สามคุณสมบัติสมเด็จพระสังฆราช

 

จาก..นายกรัฐมนตรี !

 

 

 

 

 

 

 

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์

 

(อัมพร อมฺพโร ป.ธ.6)

 

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

 

อา..ถ้างั้น สายตาทุกคู่ก็ต้อง "จ้อง" ไปที่..วัดราชบพิธ เพราะเข้าตำราพรหมชาติทุกประการ

 

 

1. เรื่องอาวุโส ถ้าตัด "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์-ช่วง" ออกไป สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร) วัดราชบพิธ ก็ติดท็อป มีอาวุโสสูงสุดทั้งด้านอายุพรรษาและสมณศักดิ์ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ใช่ ขณะที่ "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์-ประยุทธ์" นั้น อ่อนอาวุโสทั้งด้านอายุพรรษาและสมณศักดิ์

 

 

2. เหมาะสม ข้อนี้ก็คงต้องตีโจทย์ "ธรรมกาย" หรือมีพฤติกรรมเป็นที่ติฉินนินทา สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร) ถือว่า "ไร้ข้อครหา" ถึงแม้จะเคยเป็นประธานประชุมมหาเถรสมาคม "นัดพิเศษ" เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ยกย่องสมเด็จช่วงเป็นสังฆราช จนบานปลายกลายเป็นประเด็นร้อน ให้ สนช. และรัฐบาล ทำการ "ยกเลิก" มาตรา 7 แห่ง พรบ.คณะสงฆ์ 2535 แล้วตรา พรบ.คณะสงฆ์ขึ้นใหม่ นำมาใช้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ แต่นั่นก็มีการอ้าง "เหตุผล" ว่า ต้องทำตาม พรบ.คณะสงฆ์ ที่กำหนดให้ "สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์" ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อสมเด็จอัมพรท่านมีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ที่อยู่ในห้องประชุม ก็ต้องเป็นประธานตามกฎหมาย (สมเด็จช่วงงดเข้าประชุม) และถ้าไม่เสนอนาม "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์-ช่วง" ก็ถือว่าทำผิดกฎหมายอีก ดังนั้น จะถือว่าเป็นความผิดของท่านก็ใช่ที่ เพราะใครอยู่ตรงนั้นก็ต้องทำอย่างนี้ทั้งสิ้น เหตุผลตรงนี้ถือว่า ฟังขึ้น เพราะโดยพฤตินัยนั้น สมเด็จอัมพรท่านไม่เคยข้องแวะกับธรรมกายอยู่แล้ว

 

 

กลับกัน การเป็นประธานการประชุม มส. นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2559 ที่ผ่านมานั้น ทำให้สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร) เป็นที่ยอมรับของวัดปากน้ำ (รวมทั้งธรรมกาย) หรือจะเรียกว่า "ของทุกฝ่าย" ก็ว่าได้ เพราะได้รับรองสมเด็จวัดปากน้ำตามกฎหมายแล้ว แต่ที่สมเด็จช่วงไม่ได้เป็นก็เป็นเหตุผลส่วนตัวของท่านเอง นี่จึงเป็นผลดีที่จะส่งให้ "สมเด็จอัมพร" ได้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยไร้แรงต้านทาน ซึ่งก็จะเข้าตำรา "สมานฉันท์" หรือปรองดอง ที่รัฐบาลกำลังหาตัวคนกลางอยู่ขวักไขว่ในเวลานี้

 

 

ส่วนสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์) นั้น ถือว่าอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดพระธรรมกายมาตั้งแต่ต้น ซึ่งถ้ามองในด้าน "พรรคพวก" แล้ว ฝ่ายธรรมกายและวัดปากน้ำ มีอยู่มากมายทุกมุมเมือง ถ้าหลวงพ่อประยุทธ์ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ก็คงจะลำบากใจไม่น้อย เพราะจะบังคับบัญชาได้ยาก ยิ่งสมเด็จวัดปากน้ำและบริวารก็ยังอยู่ ดูยังไงก็ไปกันลำบาก ถึงแม้วีรกรรมการต่อสู้เรื่องธรรมกาย จะเป็นผลงานที่ "โดดเด่นที่สุด" ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ส่งผลให้ท่านได้ขึ้นเป็น "สมเด็จพระราชทาน" องค์แรก ในประวัติศาสตร์ 200 ปี ของกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เมื่อมองถึงภาระหน้าที่ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ก็น่าลำบากใจถ้าจะให้ท่านเป็น แต่ถึงไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช ความเป็น "ป.อ.ปยุตฺโต" ก็ถือว่าเป็นอมตะแล้ว

 

ที่สำคัญ สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการปล่อยข่าว หรือมีข่าวปล่อยออกมาว่า "สมเด็จพระมหามุนีวงศ์-อัมพร" ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งวัดกระแสสังคมแล้ว "เงียบ" ไม่บวกไม่ลบ หรือบวกนิดๆ ไม่มีเสียงต้าน งานข่าวครั้งนี้จึงถือว่า "สำเร็จ" ฝนซาฟ้าใส ประเทศไทยจะได้พระสังฆราชในเร็ววันนี้ เสียงกระซิบจากเกลียวคลื่นยังมีอีกว่า ถ้านะ..ถ้าไม่มีกรณี "ประชุมลับ" ครั้งนั้น รับรองว่าเสียงเชียร์สมเด็จวัดราชบพิธ ดังกระหึ่ม พอๆ กับโอลิมปิก !

 

 

 

3. ปฏิบัติหน้าที่ได้ ข้อนี้ถือว่าเป็นเหตุผลพิเศษ ความจริงก็เป็นเหตุผลหลักนั่นแหละ แต่ที่ว่า "พิเศษ" นั้น ก็เพราะนำไปเปรียบเทียบกับคุณสมบัติของ "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์-ประยุทธ์" ซึ่งกำลังมาแรง เนื่องเพราะ

 

3.1 สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร) นั้น ถึงจะมีอายุพรรษาสูงถึง 90 ปี แต่ยังแข็งแรง สามารถออกงานได้ 2-3 วันมานี้ ท่านออกงานติดๆ กัน เดินทางไปงานวันเกิดสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) และงานสวดพระพุทธมนต์ที่วัดพระแก้ว โดยไม่เหน็ดเหนื่อยเลย แสดงว่าสุขภาพดีเยี่ยม

 

3.2 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์) ซึ่งทางสังคมไทยส่วนใหญ่มุ่งหวังให้ท่านได้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้น ถึงจะมีอายุพรรษา "อ่อนกว่า" สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร) ไปถึง 10 ปี แต่เป็นที่รู้กันว่า ท่านมีปัญหาด้านสุขภาพมานานหลายปี โดยเฉพาะแพ้อากาศเมืองกรุง จึงปลีกตัวออกไปอาศัยอยู่ในชนบท และถึงกับตั้งให้ "พระมงคลธีรคุณ-อินศร" เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสแทน ถ้าจะให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็เกรงว่าจะปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ แถมยังจะเป็นการ "บั่นทอน" สุขภาพของท่านไปเสียอีก จะรักจะเลือกอย่างไร ระหว่าง "รักษาท่านเอาไว้ให้นานๆ" กับ "ถวายงานให้ท่านทำจนไปไม่ไหว"

 

3.3 ล่าสุด เมื่อวาน (6 ก.พ.) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์) ได้เข้าถวายสักการะ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์-ช่วง" ที่วัดปากน้ำ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช พร้อมกับ "ขอลา" เพื่อไปรักษาอาการอาพาธที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะหายขาดเมื่อใด

 

สัญญาณสุดท้ายที่จับได้จากวัดญาณเวศกวันในวันนี้ จึงชี้ว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์) หลีกทางให้แก่ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์-อัมพร วัดราชบพิธ ได้รับการโปรดเกล้าขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ไปโดยปริยาย !

 

เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งบรรดาผู้รู้ในวงการสงฆ์กล่าวถึงก็คือ วัดซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชนั้น ให้เหมาะสมก็ต้องเป็น "พระอารามหลวง" ซึ่งเมื่อเทียบระหว่าง "วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม" กับ "วัดญาณเวศกวัน" แล้ว วัดราชบพิธฯเป็นพระอารามหลวง และเคยมีสมเด็จพระสังฆราชมาแล้ว ส่วนวัดญาณเวศกวันนั้น เป็นวัดราษฎร์ แถมอยู่นอกกรุงเทพมหานครอีกด้วย คุณสมบัติข้อนี้ ถึงนายกรัฐมนตรีจะไม่นำมาอ้าง แต่เชื่อว่า ต้องเป็นเหตุผลสำคัญในการชี้ขาดคุณสมบัติของสมเด็จพระสังฆราชด้วย

 

ที่สำคัญก็คือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์) นั้น ท่านไม่เคยเข้าประชุมมหาเถรสมาคมเลย ถึงจะมีความรู้ความสามารถระดับเอกอุ แต่ความที่ไม่เคยบริหารคณะสงฆ์มาก่อนเลย ทำให้ขาดประสบการณ์ทั้งความคุ้นเคยและผู้รับสนองงาน ทั้งในมหาเถรสมาคมและในพระบรมมหาราชวัง ราวกับว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ท่านมิได้เตรียมตัวเป็นสมเด็จพระสังฆราช หรือแม้แต่เป็นสมเด็จพระราชาคณะมาก่อนเลย

 

ขณะที่ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร) นั้น คุ้นเคยงานทั้งสองด้านมาแทบว่าชั่วชีวิต นับตั้งแต่สนองงานสมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดราชบพิธ พระองค์ก่อน ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชบพิธ ควบกับกรรมการมหาเถรสมาคม แถมยังมี "ผู้สนองงาน" ภายในวัด คือ พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม มียศเป็นถึงรองสมเด็จพระราชาคณะ อีกต่างหากด้วย เรียกว่า ประสบการณ์และทีมงานเหลือเฟือ พร้อมยิ่งกว่าพร้อม

 

ด้านอุปนิสัยใจคอ ว่ากันว่า "สมเด็จพระมหามุนีวงศ์-อัมพร" นั้น ท่านเป็นคน "ตงฉิน" พอๆ กับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ก่อน ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดก็คือ "ปัญหาในมหามกุฎราชวิทยาลัย-มมร." ซึ่งเรื้อรังนานหลายปี ตีกันนัวเนียระหว่าง 2 เจ้าคุณเทพฯ สุดท้ายได้สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เข้ามาดำรงตำแหน่ง "นายกสภามหาวิทยาลัย" ฟันธงเปรี้ยงเดียว สนามกีฬาหน้า มมร. เรียบเป็นหน้ากลอง ไม่มีขยะให้ขัดหูขัดตามาจนบัดนี้ ดังนั้น ถ้าได้สมเด็จพระมหามุนีวงศ์เข้ามาดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ก็เชื่อว่า จะสามารถ "บังคับบัญชา" สังฆมณฑล ได้อย่างน่าไว้วางใจ

 

ึงมองว่า ว่าตามเนื้อผ้า หรือตามเหตุปัจจัย ที่มีอยู่ ในบรรดาพระผู้ใหญ่ชั้นสุพรรณบัฏ หรือ สมเด็จพระราชาคณะ จำนวน 8 รูป ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุตในวันนี้ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ถือว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด สำหรับตำแหน่ง..สมเด็จพระสังฆราช !

 

 

 

 

 

 

 

 

นายกฯ ปรามข่าวลือตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่ เผย คุณสมบัติ 3 ข้อ อาวุโส ความเหมาะสม ร่างกายแข็งแรง

 

 

เมื่อเวลา 11.00 น. ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชว่า มีการพิจารณาตามขั้นตอน ส่วนที่มีข่าวลือขณะนี้นั้น อยากถามว่าไปลือกันทำไม เรื่องนี้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)คณะสงฆ์ เป็นขั้นตอนที่รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีต้องพิจารณาร่วมกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะเสนอรายชื่อขึ้นไปอย่างไร ซึ่งในส่วนของรายชื่อก็ต้องเป็นไปตามลำดับอาวุโส นอกจากนั้นยังมีการพิจารณาเพิ่มเติมถึงความเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ และต้องมีเรื่องความแข็งแรงของร่างกายในการปฏิบัติงานพระราชพิธีต่างๆ โดยจะนำทั้ง 3 คุณสมบัติมาเป็นตัวตั้ง แล้วคัดกรองอีกครั้ง จากทั้ง 2 นิกาย ไม่ว่าจะกี่รูปก็ตามโดยอยู่ในกรอบที่วางไว้ จากนั้นก็จะมีการนำเสนอขึ้นไป

 

 

 

ที่มา : มติชน  : 7 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264