ไพบูลย์โผล่อุ้มภิกษุณี !

 

 

นำหน้าฟ้อง กสม.

 

แก้กฎหมายเปิดนิกายใหม่ให้ภิกษุณี !

 

 

 

 

 

 

อา..และแล้ววันนี้ก็มาถึง วันที่มีการใช้ "องค์กรอื่น" เข้ามาแทรกแซงกิจการพระศาสนา ซึ่งก็ถือว่าไม่เกินความคาดหมาย เพราะอย่างที่บอกว่า ขนาดมาตรา 7 ว่าด้วยการตั้งสังฆราช ซึ่งสำคัญที่สุดใน พรบ.คณะสงฆ์ สนช. ยังสามารถ "ฉีกทิ้ง" ภายในพริบตา นับประสาอะไรกับการจะทำอย่างอื่น ซึ่งต้องขอบอกว่า "อย่าเล่นกับไฟ" ถ้าคณะสงฆ์ไทย "ทั้งประเทศ" พร้อมใจกัน "ประกาศไม่ยอมรับ" สิ่งที่รัฐบาลและ สนช. ทำข้างเดียว อย่างทุกวันนี้บ้าง มันจะลำบากนะคุณไพบูลย์ อ้อ คุณนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ด้วย การเป็นผู้นำนั้น มิใช่สักแต่ว่านำอย่างเดียว ต้องดูผู้ตามด้วย ว่าไปด้วยกันได้หรือเปล่า ขืนเดินไวไม่รอใคร ก็อาจจะกลายเป็น..โดดเดี่ยวผู้น่ารัก !

 

กรณีภิกษุณีนั้น ก็พูดกันปากเปียกปากแฉะ คือแบบว่าไม่ฟังกัน คณะสงฆ์ไทยมิใช่จะมีมติในวันนี้ แต่เคยมีมติมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.2500 ด้วยซ้ำ ว่าไม่สามารถบวชให้แก่สตรีได้ เพราะวงศ์ภิกษุณีขาดสูญไป ขืนบวชให้ก็ "ผิด" พระธรรมวินัย แต่ก็ยังมีคนหัวหมอ บินไปบวชที่เมืองนอก กลับมาก็จะมาขอเป็น "ภิกษุณีไทย" ยัดเยียดให้คณะสงฆ์ไทยยอมรับ เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือว่า ลอบออกนอกบ้านไปคบชู้สู่ชาย โดยที่พ่อแม่ไม่รู้จักมักจี่ วันดีคืนดีก็อุ้มท้องกลับเข้าบ้าน ร้องห่มร้องไห้ ขอให้พ่อแม่รับลูกในท้องเป็นหลาน ว่าโดยสายเลือดน่ะใช่ แต่ว่าโดยศีลธรรมจรรยามันไม่ใช่ นี่ไงที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะบอกว่า "ไม่ใช่คนไทย" ก็ว่าไม่ได้ จะบอกว่าถูกต้องทุกประการ ก็ขัดพระธรรมวินัย แล้วถามว่า จะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสินในทางพระศาสนา ถ้ามิใช่..พระธรรมวินัย ถ้าไม่ใช้พระธรรมวินัยแล้ว จะใช้แต่กฎหมายได้หรือ หรือว่ากฎหมายคือพระธรรมวินัย ถ้าทำกันแบบนี้มันก็ไม่ต้องมีศาสนาแล้ว ถึงมีก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะล้มละลายทางหลักการ

 

"กฎหมายคณะสงฆ์จะขัดต่อพระธรรมวินัย ไม่ได้" นั่นคือหลักการทางกฎหมายที่ต้องคำนึงถึงเป็นเบื้องแรก และเป็น "อุดมการณ์อันสูงสุด" ของชาวพุทธไทย ที่ตั้งไว้แต่สมัยโบราณกาลมา เมื่อมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า "รัฐพึงอุปภัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาเถรวาท" นั่นก็หมายความว่า รัฐได้ประกาศให้พระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นหลักในประเทศไทย การจะกระทำใดๆ ต้องคำนึงถึงหลักการทางเถรวาทเป็นเบื้องต้น จริงอยู่ แม้จะมี มาตรา 31 ระบุว่า บุคคลย่อมจะมีเสรีภาพในการนับถือหรือประกอบศาสนพิธีที่ตนเองเลื่อมใสศรัทธา แต่ว่า "ต้องไม่" ขัดกับกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี หลักการง่ายๆ ก็คือว่า สิทธิส่วนบุคคล จะอยู่เหนือหลักการของรัฐไม่ได้ ดังเช่น ในสหรัฐอเมริกา ที่หลายรัฐ ได้ประกาศ "อิสรภาพ" ไม่ขึ้นต่อรัฐบาลกลาง แต่รัฐบาลกลางได้ประกาศ "ไม่ยอมรับ" และต่อมาได้เกิดการต่อสู้ สุดท้ายรัฐบาลกลางก็ชนะ ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 1 เช่นกันว่า "ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้" พระพุทธศาสนาเถรวาทที่ได้รับการยกขึ้นสู่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็เช่นเดียวกัน "ต้องเป็นหนึ่งเดียว จะแบ่งแยกมิได้" มิเช่นนั้น ก็เท่ากับว่า รัฐเป็นผู้แบ่งแยกและปกครองเสียเอง

 

เอางี้ไหมคุณไพบูลย์ ไหนๆ ก็จะฉีกจะแก้  พรบ.คณะสงฆ์ เปิดช่องให้ภิกษุณีมีสถานะเป็นนักบวช "นิกายหนึ่ง" แล้ว เพื่อความสมานฉันท์หรือปรองดองดังอ้าง และไม่เสียเวลา ก็เพิ่ม "นิกายธรรมกาย" เข้าไปให้สิ้นเรื่องซะ ยกท่านธัมมชโยเป็นศาสดาแห่งลัทธิใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่ก็เปิดฟรีสไตล์ ให้ทุกลัทธินิกายในโลกนี้ แม้แต่ฤษีชีเปลือย เป็นลัทธิที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกประการ จะประกาศเผยแพร่พระพุทธศาสนา "ในรูปแบบไหน" ก็ได้ หรือถ้าขี้เกียจแก้ก็ "ฉีก" พรบ.คณะสงฆ์ ทิ้งไปเสียเลย ไม่ต้องมงต้องมีมันแล้ว ใครจะบวชกับใคร จะไปสวรรค์นิพพานแบบไหนก็ไม่ใช่เรื่องของรัฐจะเข้ายุ่ง เปิดตลาดนัดทางศาสนาไปเลย จริงๆ นะ ถ้าทำได้ก็จะ..สาธุ !

 

 

 

 

 

หลักการย่อมอยู่เหนือหลักกู

 

 

 

หลักกู

หลักการ

มาตรา 31 บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ ในการถือศาสนา และย่อมมีเสรีภาพ ในการปฏิบัติ หรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชน

มาตรา 67 รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่น

ในการอุปถัมภ์และคุ้มครอง พระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุน การศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของ พระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการ ป้องกันมิให้มีการบ่อนท าลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน มีส่วนร่วมในการด าเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย

 

 

 

 

เห็นภาพนี้แล้วคุณแม่ชวนกันไปน้อยหน่อยนะคะ

เพราะเห็นว่า ตอนเข้าวังนั้น แห่กันไปเป็นร้อย

 

 

 

 

 

 

"ไพบูลย์" นำคณะภิกษุณีร้อง กสม. ขอรัฐแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ รองรับบวชภิกษุณีได้ไม่ผิด กม.

 

 

 

อดีตประธาน กมธ.ปฏิรูปพุทธศาสนา สปช. นำคณะภิกษุณียื่นหนังสือร้อง กสม. จี้รัฐแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ รองรับบวชภิกษุณีได้ไม่ผิดกฎหมาย
       
วันนี้ (6 ก.พ.) นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นำคณะภิกษุณี 8 รูป เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ
นายวัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เพื่อขอให้จัดทำรายงานเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี ให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 มาตรา 5 ทวิ โดยให้เพิ่มภิกษุณีเป็นคณะสงฆ์อื่นไว้ในมาตราดังกล่าว ซึ่งก็จะทำให้การปฏิบัติของภิกษุณีไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผิดธรรมวินัย โดยนายไพบูลย์กล่าวว่า มาร้องในฐานะตัวเแทนของภิกษุณี เนื่องจากภิกษุณีไม่สามารถยื่นคำร้องเองได้ เนื่องจากจะผิดพระธรรมวินัย และเห็นว่า ที่ผ่านมา การปฏิบัติของภิกษุณีทั้งการไม่สามารถบวชในประเทศไทย การถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าถวายความอาลัยพระบรมศพรัชกาลที่ 9
ถูกตีความว่ากระทำผิดกฎหมายและพระธรรมวินัย แต่จากการตรวจสอบของตนยืนยันว่า การปฏิบัติของภิกษุณีในเรื่องการบวช ไม่ถือว่าผิดพระธรรมวินัย เพราะในพุทธประวัติก็มีภิกษุณี และไม่ผิดกฎหมาย เพียงแต่ในทางกฎหมายยังไม่มีการรับรองเท่านั้น จึงอยากให้กรรมการสิทธิฯ จัดทำรายงานเพื่อเสนอ ครม. ให้แก้ไขกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก

       
ด้านตัวแทนภิกษุณีกล่าวว่า ที่มา ไม่ได้มาฟ้องร้อง แต่มาขอร้อง ขอความเมตตา เนื่องจากกฎหมายระบุให้เรามีสิทธิบวชตามศาสนาใดก็ได้ และเราก็เรียนพุทธศาสนามาแต่เด็ก ก่อนเป็นภิกษุณีก็บวชชีมา 15 ปี แต่พอบวชเป็นภิกษุณีก็เกิดปัญหาทันที จึงสงสัยว่า การบวชเป็นภิกษุณีผิดต่อสังคมหรือไม่ ซึ่งอยากให้หน่วยงานเกี่ยวข้องพิจารณาอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก เพราะต้องการให้ภิกษุณีมีที่ยืนในสังคม ไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากร
       
ขณะที่ นายวัส กล่าวว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสิทธิฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับภิกษุณีในประเด็นต่างๆ และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งคิดว่าไม่นานก็น่าจะแล้วเสร็จ และจะการรายงานผลการพิจารณา พร้อมมีข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนตัวก็เห็นว่าบางเรื่องจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขปัญหาในเชิงระบบหรือแก้ไขกฎหมาย เพื่อไม่ให้ปัญหาซ้ำขึ้นอีก

 

 

 

 

ที่มา : ผู้จัดการ  : 7 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

 

ข่าวเกี่ยวข้อง

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264