ชิงดำ !

 

 

สองสมเด็จ "ธรรมยุต" จ่อคว้าสังฆราช

 

หลังสมเด็จช่วง "ร่วง" จากบัญชีแรก !

 

 

 

 

 

 

 

ซ้าย : สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

ขวา : สมเด็จพระวันรัต (จุนฑ์ พฺรหฺมคุตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร

 

 

 

 






 

 

 

จากการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ผ่านร่าง พรบ.คณะสงฆ์ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2559 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2559 ที่ผ่านมา "สามวาระรวด" คืนอำนาจการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ให้เป็น "พระราชอำนาจ" โดยเด็ดขาด มิให้มหาเถรสมาคมมีส่วนในการพิจารณา เหมือน พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2535 ที่ผ่านมา ซึ่งการตัดเนื้อหาที่ว่า "อาวุโสโดยสมณศักดิ์" ออกไปนั้น มีความหมายหลายนัย เช่น

 

1. ตัดสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดทางสมณศักดิ์ ออกไปจากแคนดิเดทสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเห็นเด่นชัดแล้วว่า มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งมหาเถรสมาคมลงมติด้วยคะแนน 17/0 ให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช อย่างเป็นเอกฉันท์นั้น ไม่สำเร็จ การแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ครั้งล่าสุดนี้ ก็เพื่อ "แก้ปัญหา-ผ่าทางตัน" ปัญหาดังกล่าว เพราะทางรัฐบาลยืนยันไม่นำเอามติดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ก็เท่ากับ "ไม่เอาสมเด็จช่วง" นั่นเอง

 

2. เป็นการ "เพิ่มโควต้า" หรือ "เพิ่มตัวเลือก" ให้แก่มหาเถรสมาคม หมายถึงว่า สมเด็จพระราชาคณะ ซึ่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมโดยสมณศักดิ์ "ทุกรูป" มีสิทธิ์จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯ สถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช มิเฉพาะแต่ผู้มี "อาวุโสโดยสมณศักดิ์" เพียงรูปเดียว ดังครั้งที่ผ่านมา

 

 

ีนี้ เมื่อมีการ "เปิดกว้างเรื่องอาวุโส" ดังกล่าว ก็ส่งผลให้ไม่สามารถนำเอาความ "อาวุโสทางสมณศักดิ์" มาเป็น "ตัวหลัก" ในการสรรหาสมเด็จพระสังฆราชได้อีกต่อไป แถมยังมิให้มหาเถรสมาคมมีสิทธิ์พิจารณาก่อนอีกด้วย จะว่า "มัดมือชก" ก็คงไม่ใช่ คงต้องบอกว่า "ยกมือชู" เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าใครจะได้เป็นเท่านั้น

 

ประการต่อมา เมื่อมีการ สลายระบบ "อาวุโสโดยสมณศักดิ์" ลงไป ก็ส่งผลให้ "สมเด็จพระวันรัต" วัดบวรนิเวศวิหาร กลายเป็น "ตัวเลือกสำคัญ" ไปทันที ทั้งๆ ที่มีอาวุโสทางสมณศักดิ์ "อ่อนกว่า" สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธ ซึ่งถ้านับอาวุโสโดยสมณศักดิ์แล้ว สมเด็จพระวันรัต มีอาวุโสเป็นอันดับ 3 รองลงมาจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ดังกล่าว

 

กล่าวทางสมเด็จพระวันรัตนั้น ตำแหน่งนี้ถือว่ามีความสำคัญ และเป็นแคนดิเดทในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไทยมาอย่างยาวนาน คู่กับตำแหน่ง "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์" แม้ภายหลังจะมี "สมเด็จพระมหาสมณเจ้า" และ "สมเด็จพระญาณสังวร" เข้ามาแทรกบ้าง ก็เป็นเพียงบางครั้ง หมายถึงว่า สมเด็จพระวันรัต ยังคงเป็น "ตัวยืน" ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชของไทย

 

ที่สำคัญก็คือ สมเด็จพระวันรัต (จุณฑ์ พฺรหฺมคุตฺโต) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นวัดหลักของนิกายธรรมยุต ทั้งยังเป็นเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย ซึ่งเป็นตำแหน่ง "สูงสุด" ในคณะธรรมยุต มีอำนาจสูงกว่าสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ อีกด้วย โดยทั้งนี้ เมื่อมีการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ลงไปเมื่อวานนี้ ไฟทุกดวงก็ฉายไปที่ "วัดบวรนิเวศวิหาร" เพียงจุดเดียว

 

แต่..ถึงแม้ว่า สมเด็จพระวันรัต จะพลาดจากตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ในครั้งนี้ไป ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ถึงกระนั้น ก็เชื่อว่า ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช จะตกเป็นของ "สมเด็จอัมพร" วัดราชบพิธ ซึ่งเป็นธรรมยุตด้วยกัน ไม่รูปใดก็รูปหนึ่ง เพราะถึงยังไง การพิจารณาก็ต้องไล่อายุพรรษาและสมณศักดิ์ตามลำดับอยู่วันยังค่ำ

 

ว่าโดยภาพรวมก็คือ เมื่อ พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2535 ถูกแก้ไขเป็นฉบับ พ.ศ.2559 ก็เท่ากับ "ตัด" สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ซึ่งเป็นประธานในฝ่ายมหานิกาย ออกไปจากตำแหน่งนี้ (เพราะถ้าจะให้ก็คงไม่ต้องแก้) ดังนั้น แคนดิเดทถัดไปในอันดับ 2-3 ก็ล้วนแต่เป็น "ธรรมยุต" ทั้งสิ้น ส่งผลให้ "มหานิกาย" ชวดตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไปอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ พ.ศ.2517 เป็นต้นมา ซึ่งพระราชาคณะในฝ่ายธรรมยุตได้ครองตำแหน่งนี้ติดต่อกันถึง 2 รูปซ้อน ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) วัดราชบพิธ (พ.ศ.2517-2531 รวม 14 ปี) และสมเด็จพระญาณสังวร (สุวัฒนมหาเถร) วัดบวรนิเวศวิหาร (พ.ศ.2532-2556 รวม 24 ปี) รวมทั้งสองพระองค์ก็เป็น 38 ปี ด้วยกัน ซึ่งนานมาก ถ้าสมเด็จในฝ่ายธรรมยุตรูปใดรูปหนึ่งได้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ถัดไป ก็เชื่อว่า ฝ่ายธรรมยุตจะครองตำแหน่งนี้เกิน 50 ปี หรือครึ่งศตวรรษ !

 

ปัญหาที่ควรขบคิดก็คือว่า พระสงฆ์ในฝ่ายมหานิกายนั้น มีจำนวนมากถึง 300,000 รูป ขณะที่ฝ่ายธรรมยุตมีเพียง 30,000 รูป แบบ 10 ต่อ 1 จึงมีคำถามว่า ทำไมพระมหานิกายเป็นสังฆราชไม่ได้ หรือเมืองไทยจะต้องให้ "ฝ่ายเสียงข้างน้อย" คอยปกครองเสียงข้างมากตลอดไป

 

นี่จะเป็น "จุดสำคัญ" ในการหยิบยกขึ้นมาเป็นเป้า "วิจารณ์" หากสมเด็จพระราชาคณะในฝ่ายธรรมยุต ไม่ว่ารูปใด ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ถัดไป ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ที่แน่ๆ คือ ในสายวัดปากน้ำ (รวมกับธรรมกาย) ย่อมจะต้องไม่พอใจเป็นเบื้องต้น ที่สมเด็จวัดปากน้ำถูกตัดออกจากระบบ ทั้งๆ ที่มีอาวุโสสูงสุดทางสมณศักดิ์ และมหาเถรสมาคมก็ได้ลงมติแล้วอย่างเป็นเอกฉันท์ การที่รัฐบาลและ สนช. ได้ดำเนินการแก้ไข พรบ.สงฆ์ ดังกล่าว เพื่อดำเนินการสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะ "รูปอื่น" ขึ้นเป็นแทน ก็เท่ากับ "หักด้ามพร้าด้วยเข่า" ศิษยานุศิษย์ในสายวัดปากน้ำและวัดพระธรรมกาย ย่อมจะไม่พอใจ ถึงจะไม่ทั้งประเทศไทย แต่เมื่อเอา "สมเด็จธรรมยุต" ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชแทน นั่นก็เท่ากับ "ผลัก" ให้พระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย "ทั้งประเทศ" รวมตัวกับวัดปากน้ำและวัดพระธรรมกาย ไปอย่างไม่ตั้งใจก็เหมือนจงใจ จากปัญหา "ธรรมกาย" ก็เลยกลายเป็นเรื่อง "มหานิกาย" ไปโดยปริยาย

 

 

 

หรือรัฐบาลจะไม่เอากับพระมหานิกายอีกต่อไป

ถ้ารัฐบาลไม่เอาพระมหานิกายๆ ก็คงไม่เอารัฐบาลไปด้วย

เพราะอย่าลืมว่า พูดในนามวัดปากน้ำนั้นไม่น่ากลัว

พูดในนามวัดธรรมกายก็ไม่น่ากลัว

 

แต้ถ้าพูดในนาม "มหานิกาย" ความหมายสูงส่งนัก !

 

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 29 ธันวาคม 2559

 

 

 

 

 

WWW.ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121  U.S.A.  PHONE. 702-384-2264