Some Key Remarks made by Ven. Somdet Buddhajahn

In a meeting with a delegation from Wat Nong Pah Pong on 17 Nov. 2009

During a meeting between a delegation of monks representing Wat Nong Pah Pong and the Head of the Acting Council of the Supreme Patriarch of the Thai Sangha, Chao Phra Khun Somdet Buddhajahn, the Wat Nong Pah Pong delegation informed the Somdet that Ven. Ajahn Brahmavamso’s membership of the Wat Nong Pah Pong Sangha had recently been revoked, and that his monastery, Bodhinyana Buddhist Monastery in Perth, Australia, has been delisted as a branch monastery of Wat Nong Pah Pong. Regarding this decision, the Somdet expressed his “anumodana” or blessing of approval, to the Wat Nong Pah Pong Sangha for acting in accordance with the Thai Elders Council and the Thai Sangha Laws.

The representatives of Wat Nong Pah Pong met with Ven. Somdet Buddhajahn on 17 November 2552 at 9 a.m. to seek clarification on a number of issues, particularly following Ajahn Brahmavamso’s subsequent public criticisms of the Wat Nong Pah Pong decision, and his misrepresentation of certain facts surrounding it, and also in light of his references to the alleged approval that the Somdet had given him for the Bhikkhuni ordination of 22 October 2552. During this meeting the Somdet made the following remarks:



1. The ordination of the Bhikkhunis:

With regard to Ajahn Brahmavamso’s claims that the Somdet had given him the green light to carry out Bhikkhuni ordination, the Somdet responded, “I do not have the authority to allow anyone to ordain Bhikkhunis. Ajahn Brahm is misrepresenting me based on his own understanding of my words.” Referring to the fact that Ajahn Brahmavamso had in the past consulted with the Somdet regarding Bhikkhuni ordination, the Somdet stated that he had explained to Ajahn Brahmavamso that the regulations of the Thai Maha Thera Samakom (The Thai Elders’ Council) and its laws do not govern Theravada Buddhism worldwide. However, this did not mean that permission was being given to ordain Bhikkhunis. The statement was nothing other than a direct reference to the regulations and administration of the Thai Sangha. Any monk who is legally ordained in the Kingdom of Thailand, under the auspices of the Thai Sangha, is required to follow the Thai Elders’ Council’s laws and rulings, regardless of whether they are residing in Thailand or abroad. The Somdet concluded that if any member of the Thai Sangha were to carry out a Bhikkhuni ordination, then the Bhikkhunis could not be considered as having been ordained in the Theravada tradition.


2. Ajahn Brahmavamso’s Status as an Upajjhaya (preceptor) and his Royal Ecclesiastical Title:

Regarding Ajahn Brahmavamso’s status as an Upajjhaya granted by the Thai Sangha and his royal ecclesiastical title of ‘Chao Khun’, the Somdet stated that these were given to him only because of his position as a direct disciple of Ajahn Chah and his monastery’s status as a branch of Wat Nong Pah Pong. Now that his membership of the Sangha of Wat Nong Pah Pong has been revoked, his status as an Upajjhaya is no longer valid. From now on Ajahn Brahmavamso is not authorized to give upasampada or issue Thai Sangha registration documents (bai suddhis).


3. Ajahn Brahmavamso and Bodhinyana Buddhist Monastery

The Somdet stated that as Ajahn Brahmavamso and Bodhinyana Buddhist Monastery have had their membership of the Wat Nong Pah Pong Sangha revoked, this constitutes the end of all their official links with Wat Nong Pah Pong. Whether Ajahn Brahmavamso decides to stay or leave Bodhinyana Buddhist Monastery is now up to him. Yet this decision also lies with the lay community involved with the monastery as it is the right and responsibility of faithful Buddhists to choose the course of action they wish to take with regard to the future direction of the monastery. They are the ones who have supported, maintained, and provided material requisites for the monastery all along, including the funds for the initial purchase of land in Perth, Australia, to build Bodhinyana Buddhist Monastery, which was offered directly to Phra Bodhinyana Thera (Ajahn Chah Subhaddo) for the use of the greater Sangha and for the benefit and happiness of the multitude of people who wish to practice the Dhamma.


The Administrative Committee of the Wat Nong Pah Pong Sangha



ตัวแทนคณะกรรมการบริหารคณะสงฆ์ วัดหนองป่าพง เข้ากราบเรียนเจ้า ประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เพื่อขอความคิดเห็นในเรื่อง สถานภาพของพระพรหมวังโส ในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552


จากการที่ตัวแทนคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง ได้เข้ากราบเรียน เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ถึงมติคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง เรื่องการตัดพระพรหมวังโส ออกจากคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง และวัดโพธิญาณ เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ให้พ้นสภาพจากการเป็นสำนักสาขา ของวัดหนองป่าพงนั้น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้กล่าวอนุโมทนาต่อมติคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง ที่สอดคล้องกับระเบียบการของมหาเถรสมาคม เพื่อเป็นการป้องกันความเข้าใจผิด เกี่ยวกับการที่พระพรหมวังโส ไม่ยอมรับและบิดเบือนมติคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง และมีการกล่าวอ้างถึงเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ อยู่เสมอว่าเห็นด้วยกับการบวชภิกษุณี เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมานั้น ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 เวลา 09.00 น. ตัวแทนคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง ได้ขออนุญาตเข้ากราบเรียนถามเจ้าประคุณสมเด็จฯ และท่านได้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้


1. เรื่องการบวชภิกษุณี

ตามที่ พระพรหมวังโส ได้มีการกล่าวอ้างว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้เปิดทางให้บวชภิกษุณีได้นั้น เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้กล่าวว่า “ผมไม่สามารถอนุญาตให้ใครบวชภิกษุณีได้ อ.พรหมฯ ตีความผิดตามความเห็นของท่านเอง ”

จากการที่พระพรหมวังโส ได้เคยเข้ากราบเรียนเกี่ยวกับเรื่องการบวชภิกษุณีในต่างประเทศ โดยที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จได้ให้ความเห็นว่า กฎหมายของมหาเถรสมาคมไทยไม่ครอบคลุมไปถึงต่างประเทศนั้น ไม่ได้หมายความว่า อนุญาตให้มีการบวชภิกษุณีได้ เป็นการพูดถึงเฉพาะกฎหมายและการปกครองคณะสงฆ์ไทยเท่านั้น ดังนั้น เมื่อพระทุกรูปที่เข้ามาบวชเป็นพระสงฆ์ในประเทศไทย ภายใต้การปกครองของคณะสงฆ์ไทย ต้องทำตามกฎหมายไทย ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองไทยหรือต่างประเทศก็ตาม และถ้าทำการบวชภิกษุณี ก็ต้องออกจากฝ่ายเถรวาทไปเป็นมหายาน


2. เรื่องสมณศักดิ์และตำแหน่งพระอุปัชฌาย์

สมณศักดิ์และตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ของพระพรหมวังโส ที่ได้รับการยกย่องและแต่งตั้งในประเทศไทยนั้นก็เพราะเนื่องด้วยท่านเป็นพระสังกัดวัดหนองป่าพง และความเป็นสาขาของวัดหนองป่าพงเท่านั้น และเมื่อพระพรหมวังโสถูกตัดออกจากคณะสงฆ์หนองป่าพงแล้ว ตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ของพระพรหมวังโส ย่อมพ้นสภาพตามไปด้วย และไม่สามารถให้การอุปสมบท และออกหนังสือสุทธิที่สังกัดกับคณะสงฆ์ไทยได้อีกต่อไป


3. สถานภาพของพระพรหมวังโส และวัดโพธิญาณ

เมื่อ พระพรหมวังโสและวัดโพธิญาณ พ้นจากสังกัดสาขาของวัดหนองป่าพงแล้ว ก็ถือเป็นการสิ้นสุดความเกี่ยวข้องใดๆ ต่อวัดหนองป่าพง และเป็นสิทธิของท่านที่จะทำการต่างๆ ทั้งการอยู่ หรือการจะไปจากวัดโพธิญาณ แต่ก็ขึ้นอยู่กับฆราวาสที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดด้วย เพราะเป็นสิทธิและหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา ที่จะดำเนินการต่างๆ ต่อความเป็นไปของวัด เพราะมีส่วนในการสนับสนุน อุปถัมภ์ปัจจัยสี่ รวมถึงทุนทรัพย์ในการสร้างวัด ซึ่งได้ถวายที่ดินเพื่อสร้างวัดป่าโพธิญาณ เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ถวายแด่พระเดชพระคุณพระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภัทโท) เพื่อประโยชน์สุขของสงฆ์หมู่ใหญ่และมหาชนเป็นอันมาก