|
ศึกรอบใหม่ในวัดบวร
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสดับเครื่องชน
รก.จอ.
ให้บริวารออกมาแฉสิ้นไส้ว่า
ใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม
!
หนาวยิ่งกว่า..ลำปางหนาวมาก

พระพรหมมุนี (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต ) ป.ธ.9
รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ
และรักษาการเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต
ถูกมรสุมรุมกระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า สงสัยต้องทำพิธีหงายบาตรแก้กรรมเสียแล้ว
ขอให้จับตาดูโผแต่งตั้งพระราชาคณะหรือเจ้าคุณของธรรมยุตปีนี้ให้ดี
ช่วงนี้กำลังอยู่ในระหว่าง
"ตกแต่งบัญชีก่อนเข้ามหาเถรสมาคม"
เรียกว่าโค้งสุดท้าย ใครจะได้เลื่อนยศ
พระพรหมมุนี
รักษาการเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต
ไม่ต่างจากตำแหน่ง ผบ.ตร. มีอำนาจสูงสุดในการชี้เป็นชี้ตาย
ถ้าเกลี่ยบัญชีไม่ลงตัวก็อาจถูกเล่นงานหนัก ดังข่าวที่ประทุออกมาเรื่อยๆ

พระเทพปริยัติวิมล
อธิการบดีมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร
ผู้อาจหาญออกมาชนกับพระพรหมมุนี รก.เจ้าอาวาสวัดบวร
ภาษาอังกฤษเรียกว่า
Game of power...
ศิษย์สำนักเดียวกัน
องค์หนึ่งทำเพื่อวัด อีกองค์ทำเพื่อมหาวิทยาลัย คงไม่มีใครผิดหรือถูกทุกอย่าง
เพราะมันอยู่ที่มุมมอง
เพียงแต่ว่า..พระผู้ใหญ่ในวัดบวรได้คุยกันบ้างหรือเปล่า
ทำไมต้องทำงานผ่านตัวแทนอันแสนไกล
เพราะการให้คนออกมาโวยวายถึงระดับพระผู้ใหญ่นั้น ผิดประเพณีที่มีมานาน
คนระดับอธิการบดี
??
 
แฉ
"อธิการบดี
มมร. ถูกกดดันอย่างหนัก"
จากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ไม่ให้มีการตัดสินโทษคดีหนังพระไตรปิฎก
แถมติดต่อดีเอสไอ ไม่ให้ดำเนินคดีกับบุคลากรของ มมร.
ที่มีส่วนรู้เห็น
กรณีโครงการสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์
ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่มีการแอบอ้างนำชื่อมหาวิทยาลัยมหามกุฏราช วิทยาลัย
(มมร.) ไปเรี่ยไรเงิน
ทั้งยังมีการนำพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และตราสัญลักษณ์พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60
ปีไปใช้โดยไม่ขออนุญาตสำนักราชเลขาธิการ ขณะที่นายสนั่นพงษ์ สุขดี
ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ดังกล่าวออกมาระบุว่า
มมร.ได้ลงนามว่าเป็นผู้สร้างร่วมกับทางบริษัท และมีผลประโยชน์ร่วมกันนั้น
เมื่อวันที่ 7 ส.ค. นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ที่ปรึกษากฎหมายอธิการบดีมมร.
กล่าวว่า การลงนามในสัญญาความร่วมมือที่มมร.ได้กระทำร่วมกับบริษัททั้ง 2 ฉบับ
นั้น ผู้ลงนามที่อ้างตัวว่าเป็นผู้แทนอธิการบดีมมร.โดยไม่ได้รับมอบอำนาจอย่าง
เป็นลายลักษณ์อักษรจากอธิการบดี และอธิการบดีไม่ทราบเรื่อง ถือว่าเป็นโมฆะ
เพราะ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พ.ศ.2540
มาตรา 29 ระบุว่า
ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้รองอธิการบดีซึ่งเป็นพระภิกษุและได้รับมอบหมายเป็นหนังสือจากอธิการบดีเป็นผู้รักษาการแทน
"หลักฐานหรือเอกสารทั้งหมดที่
ได้มีการลงนามโดยบุคคลที่แอบอ้างตำแหน่งปฏิบัติการแทนอธิการบดี
ตั้งแต่เริ่มจัดสร้างภาพยนตร์พระไตรปิฎก อธิการบดีไม่เคยได้รับทราบ
หนังสือที่ออกไปล่าสุด ที่พิเศษ/2552 ลงวันที่ 8 มิ.ย.2552 ถึง พลเอกจิรเดช
คชรัตน์ รองผู้บัญชาการทหารบก ขอรับบริจาคอุดหนุนโครงการดังกล่าว
ส่วนการเปิดบัญชีขอรับบริจาค ไม่ได้ทำในนาม มมร.
แต่เปิดในนามของโครงการจัดสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์
โดยบัญชีระบุชื่อกลุ่มบุคคล 3 คน ที่มีส่วนแอบอ้างชื่อมมร."
นายสงกรานต์กล่าว
นายสงกรานต์ กล่าวด้วยว่า
ขณะนี้
อธิการบดี มมร. ถูกกดดันอย่างหนักจาก
พระเถระชั้นผู้ใหญ่ในวัดบวรนิเวศวิหาร ไม่ให้มีการตัดสินโทษ
และยังมีการติดต่อไปทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ไม่ให้ดำเนินคดีกับบุคลากรของมมร. ที่มีส่วนรู้เห็น
จึงทำให้คณะกรรมการสอบสวนของ มมร.
ต้องเลื่อนการเสนอเรื่องสรุปต่ออธิการบดี
เบื้องต้นคณะกรรมการเห็นว่าคดีมีมูล
โดยมีผู้บริหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว 2 ราย และระดับเจ้าหน้าที่
2 ราย จากนั้นคณะกรรมการจะส่งเรื่องให้อธิการบดีพิจารณา
คาดว่าจะตัดสินโทษคนในที่กระทำผิดได้ในเร็วๆ นี้ ด้าน
นายสนั่นพงษ์
สุขดี ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ดังกล่าว
กล่าวว่า
ขณะนี้ตนกำลังรวบรวมเอกสารขอเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดสร้างภาพยนตร์พระไตรปิฎกอยู่
หากตนได้กระทำผิดจริงก็พร้อมที่จะยอมรับผิด
ข่าว : ไทยรัฐ
8 สิงหาคม 2552
"เจอตอ"
มมร.โวย
!
โดนพระผู้ใหญ่กดดันให้ถอนฟ้อง
กรณีหนังพระไตรปิฎก

ภาพการเปิดตัวหนังพระไตรปิฎก
วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2550
วันนั้นชื่นมื่นทั่วหน้า
ถือว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์
แต่.. วันนี้
หนังจริงยังมิทันเข้าโรง
แต่คนสร้างจะฆ่ากันเข้าโลงเสียก่อนกระมัง
คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีโครงการสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์
เตรียมสรุปผลสอบ ในวันที่ 7 ส.ค. และคาดว่า
จะสามารถเอาผิดตามกฎหมายได้...
กรณีโครงการการสร้างพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์ ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง
ที่มีการแอบอ้างนำชื่อมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ไปเรี่ยไรเงิน
ทั้งยังนำพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และตราสัญลักษณ์พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีไปใช้
โดยไม่ขออนุญาตสำนักราชเลขาธิการนั้น นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์
ที่ปรึกษากฎหมายอธิการบดี มมร. กล่าวว่า
มมร.ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง
กรณีบุคคลภายในที่เกี่ยวข้องกับการจัดสร้างพระไตรปิฎกฉบับภาพยนตร์
และทราบตัวบุคคลแล้วว่าคือใคร
โดยเฉพาะการลงนามในหนังสือขอรับบริจาคที่ส่งไปยังหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ
มีการแอบอ้างลงนามปฏิบัติราชการแทนอธิการบดี มมร. โดยที่อธิการบดี
มมร.ไม่รับทราบ และไม่มีการอนุญาตแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวให้ปฏิบัติราชการแทน
ซึ่งวันที่ 7 ส.ค. นี้ คณะกรรมการฯ จะสรุปผลสอบข้อเท็จจริง
เบื้องต้นคาดว่าหลักฐานที่ มมร. มีอยู่ สามารถเอาผิดตามกฎหมายได้
เพราะมีความชัดเจนในการกระทำความผิด มีโทษคือไล่ออก หรือปลดออก
หากผู้กระทำความผิดเป็นพระภิกษุสงฆ์ ก็ถึงขั้นปาราชิก คือ
ให้สึกจากการเป็นพระสงฆ์ เนื่องจากต้องโทษคดีอาญา
ในข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
มีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
"ตอนนี้ มมร.ถูกข่มขู่จากพระเถระชั้นผู้ใหญ่และจากนักการเมือง
ให้หยุดดำเนินคดีตามกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
โดยเฉพาะอธิการบดีถูกกดดันอย่างหนัก หาก มมร.ทำตามคำขู่
ก็จะถือว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่ก็มีความผิดตามกฎหมายเช่นกัน"
นายสงกรานต์กล่าว
นายสนั่นพงศ์ สุขดี ผู้อำนวยการสร้างโครงการพระไตรปิฎก ฉบับภาพยนตร์ กล่าวว่า
ที่จริงแล้ว มมร.ได้ลงนามว่าเป็นผู้สร้างร่วม มีผลประโยชน์ร่วมกัน
โดยเฉพาะกำไรที่ได้จากการโฆษณา และขายภาพยนตร์ไปฉายต่างประเทศ ต้องให้ทาง
มมร. 35%
ส่วนเรื่องเงินบริจาคนั้นการเบิกจ่ายจะต้องทำในนามคณะกรรมการจัดสร้างภาพยนตร์พระไตรปิฎก
โดยเงินบริจาคทั้งหมดจะเข้าบัญชีของ มมร. ที่ทาง มมร.ได้ดำเนินการเปิดไว้
ไม่ใช่บัญชีของบริษัท.
ข่าว : ไทยรัฐ
6 สิงหาคม 2552
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
|