ข่าวสารจากทั่วโลก อะลิตเติ้ล บุ๊ดด่ะ ดอทคอม พร้อมนำเสนอแด่แฟนๆ ทุกท่าน ด้วยความยินดีที่ท่านให้เกียรติมาเยือน

 

 

                           

เหตุผลจากมหาเถรสมาคม

ทำไม ? จึงไม่เห็นด้วยกับ พรบ.คุณธรรม

 

 

เมื่อเร็วๆ นี้ พระธรรมกิตติเมธี ประธานคณะเลขานุการคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และโฆษกมหาเถรสมาคม (มส.) พร้อมด้วย ผู้แทนมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และองค์กรชาวพุทธต่างๆ ได้ร่วมกันแถลงข่าวเรื่อง "การคัดค้านร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ พ.ศ. " ที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศ

พระธรรมกิตติเมธี กล่าวว่า จากการที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ได้ผ่านความเห็นชอบประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา หลายหน่วยงานต่างมุ่งออกกฎหมายลูกมาบังคับใช้ รวมถึงพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติด้วย แต่ทางคณะสงฆ์ โดยเฉพาะที่ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมายังไม่รับพิจารณา เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา ที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ และ 4 ศาสนาที่กฎหมายรองรับได้แก่ คริสต์ อิสลาม พราหณ์-ฮินดู และซิกข์

จึงมอบให้สำนักงานพระพุทธศานาแห่งชาติ (พศ.) ไปตั้งคณะกรรมการศึกษาก่อน 1 ชุด โดยมีพระพรหมุนี วัดบวรนิเวศ เป็นประธาน

โฆษกมหาเถรสมาคมชี้แจงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์กว้างๆ 4 ประการ คือ

1.หลักการและเหตุผล รวมทั้งบทบัญญัติแห่งร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ จะมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อการดำเนินงานของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่คนส่วนใหญ่นับถือและขัดกับบทบัญญัติกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 79

2.หลักคุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลได้รับการกำหนดไว้แล้ว โดยหลักธรรมของพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ

3.รัฐบาลควรสนับสนุนให้สถาบันทางศาสนาดำเนินการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม แก่ประชาชนให้กว้างขวางอย่างเข้มแข็ง จริงจัง และต่อเนื่อง ตามวิธีการของแต่ละศาสนา ให้บรรลุวัตถุประสงค์น่าจะเป็นการเหมาะสมกว่า

4.เนื่องจากร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเรื่องสถาบันศาสนาเป็นสถาบันหลักของชาติ และเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงเห็นสมควรให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนองค์การพระพุทธศาสนาที่เหมาะสมขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยละเอียดอีกครั้ง

ทั้งนี้ เห็นควรให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแจ้งไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา และรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ เพื่อทราบและรอผลการพิจารณาที่จะแจ้งให้ทราบต่อไป

"ที่ประชุมเห็นว่าพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมนี้ ควรจะรอให้หลังเลือกตั้งคือ ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนท้องถิ่น ไม่ใช่ให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเป็นตัวแทนของภาครัฐพิจารณา แต่อาตมาเห็นว่าสถานการณ์ขณะนี้ให้ชะลอคงลำบาก เพราะฝ่ายที่อยากเสนอให้ร่างนี้ผ่านพยายามเสนอให้ผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกา และ สนช. ไว้ก่อน เพื่อคลอดเป็นกฎหมายลูกออกมาโดยเร็วโดยไม่ฟังเสียงใคร แม้แต่คณะสงฆ์เองซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรง ดังนั้น จึงต้องออกมาแถลงข่าวเพื่อให้พุทธศาสนิกชนรับทราบข้อเท็จจริง" พระธรรมกิตติเมธีกล่าว

ทั้งนี้ พระธรรมกิตติเมธีได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบทบัญญัติตามร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ อาทิ หมวดสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ มาตรา 17 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติได้บัญญัติให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ในกำกับของนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ในวรรคสอง ได้บัญญัติให้สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ กลายเป็นบทบัญญัติที่หลีกเลี่ยงการบังคับตามกฎหมายปกครอง รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงการบังคับตามกฎหมายอื่นที่บัญญัติเพื่อกำกับควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่หรือพนักงานในองค์การของรัฐ

ดังนั้น บุคคลผู้ทำหน้าที่ในสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ แม้จะทำผิดหรือกระทำการโดยทุจริตหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยประการใดๆ ไม่ต้องรับผิดทั้งสิ้น อีกทั้งยังไม่มีบทบัญญัติที่เป็นการควบคุมและป้องกันการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมิได้กำหนดโทษเป็นบทบังคับ เพื่อลงโทษผู้ฝ่าฝืนหรือกระทำความผิดตามที่กฎหมายแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ในบทเฉพาะกาล ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติในมาตรา 47, 48 และ 49 ระบุว่า เมื่อพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ให้โอนกิจการของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) มาเป็นของหน่วยงานตามพ.ร.บ.นี้ เห็นได้ว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้ร่างขึ้น เพื่อการขยายงานของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม ในสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์กรมหาชน) ที่ได้ดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบันให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และจะส่งผลกระทบที่เกี่ยวข้องไปยังหน่วยงานในทุกภาคส่วนของรัฐฝ่ายราชอาณาจักร องค์กรทางศาสนาของทุกศาสนา รวมถึงองค์กรภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปด้วย ดังนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดหรือแย้งกับมาตรา 79 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ด้วย

พล.อ.ธงชัย เกื้อสุกุล ผู้แทนสมัชชาเครือข่ายชาวพุทธ กล่าวว่า พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวถือเป็นภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะไม่ได้บังคับใช้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่จะบังคับใช้กับคนไทยทั้งประเทศ ย่อมหมายความว่าพระสงฆ์ ฆราวาส ซึ่งเป็นชาวไทยพุทธต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ รวมทั้งคนไทยที่นับถือศาสนาอื่น และมิได้นับถือศาสนาใดๆ ด้วย

กฎหมายนี้มีอิทธิพลจะครอบคลุมหลักปฏิบัติด้านคุณธรรม จริยธรรม สำหรับคนไทยทั้งประเทศ จากการได้ศึกษาจะเห็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อคนไทย ดังนี้

1.กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดตัวคณะบุคคล เป็นคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และบุคลากรประกอบด้วยหลายๆ ฝ่าย เพื่อจัดทำธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมและจริยธรรมแห่งชาติ โดยมีองค์กรเรียกว่าสมัชชาแห่งชาติ ประกอบด้วย ตัวแทนระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ จะเห็นว่าต่อไปคุณธรรม จริยธรรม จะถูกกำหนดโดยคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งไม่ทราบว่ากลุ่มบุคคลผู้กำหนดว่าคุณธรรมจริยธรรมต้องเป็นอย่างไร จะเห็นว่ากลุ่มบุคคลนี้กำลังทำหน้าที่พิสดาร เหนือแนวทางของทุกศาสนา

2.กำหนดให้คณะสมัชชาแห่งชาติเป็นผู้กำหนดบทบาททุกศาสนา ต่อไปพระสงฆ์ นักบวชคริสต์ อิสลาม ทุกศาสนาจะต้องปฏิบัติกิจด้านคุณธรรมโดยต้องรับฟังคำสั่งจากกลุ่มบุคคลชุดนี้ เป็นการครอบงำการทำงานทุกศาสนาสิ้นเชิง

3.การขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 79 ให้รัฐต้องให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่ชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน และระบุไว้ท้ายวรรคว่า รวมทั้งการนำหลักธรรมมาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาชีวิต ซึ่งมีความชัดเจนอยู่แล้วว่าให้นำหลักธรรมมาเสริมสร้างคุณธรรม แต่ทำไมต้องออกพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติมาอีก จึงเป็นการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 79 โดยสิ้นเชิง

4.การกำหนดคุณธรรมจริยธรรมระดับชาติ รวมถึงกลุ่มอาชีพอื่นๆ ที่จะต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพด้วย นักบริหาร นักการเมือง แพทย์ วิศวะ จะมีจรรยาบรรณวิชาชีพอยู่แล้ว แต่กลุ่มบุคคลกลุ่มนี้จะมีหน้าที่มากำหนดคุณธรรมจริยธรรมของทุกอาชีพ

5.เรื่องคุณะธรรม จริยธรรม ได้กำหนดไว้แล้วทุกศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนามีความชัดเจน คุณธรรมคือ ความดีงาม จริยธรรมคือ กรอบในการประพฤติปฏิบัติ การกำหนดคุณธรรมจริยธรรมใหม่นั้นจึงหักล้างกับคุณธรรมจริยธรรมที่มีอยู่เดิม

6.รัฐต้องมีหน้าที่สนับสนุนองค์กรทางศาสนาทุกศาสนา แต่การที่รัฐไม่สนับสนุนองค์กรทางศาสนาส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม แทนที่จะทำเองกับไปออกพ.ร.บ.นี้ออกให้กลุ่มบุคคลหนึ่งทำ ถือว่าบกพร่อง ละเลยในหน้าที่อย่างสิ้นเชิง

"พระวิสุทธิภัทรธาดา" รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) กล่าวว่า มหาจุฬาฯ เห็นว่า รายละเอียดของพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติจะต้องมีการทบทวน เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรงกับทางคณะสงฆ์ ซึ่งมหาจุฬาฯ เห็นด้วยกับทางคณะกรรมการพิจารณาพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมฯ ที่กรรมการมหาเถรสมาคมตั้งขึ้น และพร้อมให้การสนับสนุนคณะสงฆ์ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ เกิดการพัฒนา เพราะการออกกฎหมายมาบังคับใช้นั้นต้องคำนึงด้วยว่า แต่ละศาสนาก็มีหลักปฏิบัติของตนเองอยู่ ดังนั้น ภาครัฐควรที่จะมาสนับสนุนการเผยแผ่ของแต่ละศาสนาจะดีกว่า เพื่อให้พุทธศาสนิกชน หรือผู้นับถือศาสนาอื่นได้ปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนานั้นๆ อย่างไรก็ตาม มหาจุฬาฯ ขอสนับสนุนการทบทวนพ.ร.บ.ฉบับนี้

"นายถนอม บุตรเรือง" รองอธิการบดีฝ่ายการเงินและทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ในฐานะผู้แทนพระเทพปริยัติวิมล รักษาการอธิการบดี มหามกุฏฯ กล่าวว่า มหามกุฏฯ เห็นชอบตามข้อพิจารณาของคณะกรรมการที่มส.ได้แต่งตั้งขึ้น และเห็นว่าร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ พ.ศ....ได้มีการกำหนดกรอบการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของนามธรรมนำมาบังคับเป็นตัวกฎหมายเป็นเรื่องที่ไม่มีความชัดเจน ดังนั้น ควรที่จะมีการระบุให้ชัดเจนว่า คุณธรรม จริยธรรมที่บัญญัติขึ้นใหม่นั้นนำมาจากศาสนาใด ลัทธิใด ถ้าหากยังไม่มีความชัดเจนก็ไม่ควรที่จะนำมาบังคับใช้

"นอกจากนี้ มหามกุฏฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการคุณธรรมแห่งชาติขึ้น เพื่อทำหน้าที่กำหนดธรรมนูญแห่งชาติว่าด้วยเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม ในการนำมาบังคับใช้ให้บุคคลต่างๆ ปฏิบัติ ซึ่งอยากที่จะถามว่า เมื่อออกมาเป็นธรรมนูญอย่างนี้แล้ว คณะสงฆ์ มหาเถรสมาคมต้องปฏิบัติตามคุณธรรมที่บัญญัติขึ้นมาใหม่หรือไม่ รวมทั้งศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์ ซึ่งมีบทบัญญัติของแต่ละศาสนาอยู่แล้วต้องเปลี่ยนมาปฏิบัติตามธรรมนูญตามพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณธรรมฯ หรือไม่ อย่างไรก็ตาม มหามกุฏฯ ขอให้รัฐบาลมีการพิจารณาอย่างรอบคอบกว่านี้" นายถนอมกล่าว

 

 

 

ข่าว : ข่าวสด
2 กันยายน 2550

 


 


      

 

 

 

 

 

www.alittlebuddha.com เจ้าของ : วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264

 
E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003
This Website Sponsored by