ข่าวสารจากทั่วโลก อะลิตเติ้ล บุ๊ดด่ะ ดอทคอม พร้อมนำเสนอแด่แฟนๆ ทุกท่าน ด้วยความยินดีที่ท่านให้เกียรติมาเยือน

 

      

   
 

หลวงพ่อปัญญานันทะ

มรณภาพ !

คณะสงฆ์ไทยสูญเสียยิ่งใหญ่

รองจากหลวงพ่อพุทธทาสละสังขาร

 

 

พระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปญฺญานนฺโท ป.ธ.4)
หรือหลวงพ่อปัญญานันทะ เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎิ์ นนทบุรี
นักเทศน์อันดับหนึ่งของคณะสงฆ์ไทย

คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน วัดไทย ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา
ขอไว้อาลัยให้แก่การจากไปของพระเดชพระคุณหลวงพ่อมา ณ ที่นี้
 

ด้วยความเคารพอย่างสูง

 

หมายเหตุ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

     มีแฟนๆ ท้วงติงมาว่า ราชทินนามของหลวงพ่อปัญญานันทะในข่าวหลายแห่งนั้น ทำไมจึงเป็น พระธรรมโกศาจารย์บ้าง พระพรหมมังคลาจารย์บ้าง ทางเราก็ขอเฉลยว่า สมณศักดิ์ที่พระธรรมโกศาจารย์นั้นเป็นชั้นธรรม ซึ่งหลวงพ่อปัญญานันทะได้เป็นก่อน แล้วภายหลังจึงได้รับเลื่อนขึ้นเป็นพระพรหมมังคลาจารย์ อันเป็นชั้นหิรัณยบัฏ หรือรองสมเด็จฯ ดังนั้น สมณศักดิ์สุดท้ายของหลวงพ่อปัญญานันทะก็คือ พระพรหมมังคลาจารย์ มิใช่พระธรรมโกศาจารย์

    ส่วนสมณศักดิ์พระธรรมโกศาจารย์นั้น เคยมีพระสงฆ์ไทยดำรงตำแหน่งมาแล้วมากมาย เท่าที่จำได้ก็คือ หลวงพ่อชอบ อนุจารี วัดราษฎร์บำรุง จังหวัดชลบุรี องค์นี้เป็นราชบัณฑิตด้วย ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระธรรมโกศาจารย์ ก่อนจะได้เลื่อนขึ้นเป็น พระพิมลธรรม อันเป็นชั้นรองสมเด็จ

    เมื่อหลวงพ่อชอบได้เลื่อนขึ้นไปแล้ว ส่งผลให้สมณศักดิ์ "พระธรรมโกศาจารย์" ว่างลง หลวงพ่อพุทธทาสจึงได้รับพระราชทานให้ดำรงสมณศักดิ์นี้แทน จนกระทั่งหลวงพ่อพุทธทาสได้มรณภาพลง สมณศักดิ์นี้จึงว่างลงอีก

    จากนั้นหลวงพ่อปัญญานันทะจึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ "พระธรรมโกศาจารย์" แทนหลวงพ่อพุทธทาส จนกระทั่งหลวงพ่อปัญญานันทะได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระพรหมมังคลาจารย์แล้ว พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.9) วัดประยุรวงศาวาส จึงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น พระธรรมโกศาจารย์ จนกระทั่งปัจจุบัน

   ดังนั้น ไม่ว่า หลวงพ่อชอบ หลวงพ่อพุทธทาส หลวงพ่อปัญญา ล้วนแต่เคยดำรงสมณศักดิ์ที่ "พระธรรมโกศาจารย์" ผ่านมาแล้วทั้งสิ้น องค์ปัจจุบันก็คือ ท่านเจ้าคุณประยูร เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส

 

 


 

 

       วันนี้ (10 ต.ค.) มีรายงานว่า เมื่อเวลา 09.09น. พระพรหมมังคลาจารย์ หรือหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ จ.นนทบุรี ได้มรณภาพแล้ว
       
       ทั้งนี้ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุได้อาพาธมีอาการเจ็บหน้าอก และเข้ารักษาตัวที่ตึกอัษฎางค์ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว จนกระทั่งมรณภาพเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา สิริรวมอายุได้ 96ปี
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทางโรงพยาบาลศิริราชกำลังเตรียมแถลงข่าวเกี่ยวกับอาการอาพาธก่อนมรณภาพของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ในเวลา 10.30 น. โดยร่างของท่านยังคงอยู่ที่ตึกอัษฎางค์ ส่วนบรรยากาศที่โรงพยาบาลยังมีลูกศิษย์มาไม่มากนัก เนื่องจากยังไม่ทราบข่าวการมรณภาพ
       
       ต่อมาในเวลา 10.40 น.โรงพยาบาลศิริราชได้นำร่างของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุลงจากชั้น 3 ตึกอัษฎางค์มาที่ตึกอดุลยเดชวิกรมเพื่อฉีดยา ซึ่งบรรยากาศที่โรงพยาบาลขณะนี้เต็มไปด้วยลูกศิษย์ลูกหาที่เดินทางมาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งกองทัพสื่อมวลชนจากทุกสื่อที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ประวัติ
       หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ถือกำเนิดที่ตำบลคูหาสวรรค์ อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2454 เดิมมีนามว่า ปั่น เสน่ห์เจริญ หลังใช้ชีวิตฆราวาสจนมีอายุได้ 18 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดอุปนันทนาราม จ.ระนอง โดยมีพระระณังคมุนีเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดนางลาด อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมีพระจรูญกรณีย์เป็นอุปัชฌาย์เมื่อปี พ.ศ. 2474
       
       หลังจากอุปสมบทได้ไม่นาน ได้เดินทางไปศึกษาหาหลักธรรมในบวรพุทธศาสนาหลายจังหวัดที่มีสำนักเรียนธรรมะ เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา และกรุงเทพมหานคร จนหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีเป็นที่ 1 ของสังฆมณฑลภูเก็ต และสามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท และเอกในปีถัดมาที่ จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นท่านได้เดินทางไปศึกษาต่อด้านภาษาบาลีจนสามารถสอบเปรียญธรรม 4 ประโยค ที่สำนักเรียนวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร แต่เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้หลวงพ่อต้องหยุดการศึกษาไว้เพียงเท่านั้น แล้วเดินทางกลับพัทลุงภูมิลำเนาเดิมและได้เริ่มแสดงธรรมในพื้นที่ต่างๆ ของภาคใต้ รวมทั้งเดินทางไปจำพรรษาที่วัดสีตวนารามและวัดปิ่นบังอร รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่นี้ก็ได้ศึกษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อเป็นพื้นฐานในการเผยแผ่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป
       
       เผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ
       พ.ศ.2475 หลวงพ่อมีโอกาสร่วมเดินทางไปประเทศพม่า กับพระโลกนาถชาวอิตาลีสหายธรรม ร่วมเดินทางแสวงบุญไปประเทศอินเดียและทั่วโลกโดยผ่านทางประเทศพม่าด้วยเท้าเปล่าเพื่อเป็นพุทธบูชา แต่เมื่อเดินทางถึงประเทศพม่าก็ต้องเดินทางกลับ
       
       ระหว่าง พ.ศ.2475-2476 หลวงพ่อได้มีโอกาสเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศหลายประเทศ จนหลวงพ่อได้ชื่อว่าเป็นพระสงฆ์รูปแรกของไทยที่ได้เดินทางไปประกาศธรรมในภาคพื้นยุโรป
       
       สหายธรรมของท่านพุทธทาสภิกขุ
       
พ.ศ. 2477 หลวงพ่อได้เดินทางไปจำพรรษากับพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ที่สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และร่วมเป็นสหายธรรมดำเนินการเผยแพร่หลักธรรมที่แท้จริงตามหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
       
       ประกาศธรรมแก่ชาวบ้านที่เชียงใหม่
       ใน พ.ศ.2492 หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้รับอาราธนานิมนต์ให้ไปจำพรรษาที่วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่ และได้เริ่มแสดงธรรมในทุกวันอาทิตย์ และวันพระที่พุทธนิคม จ.เชียงใหม่ พร้อมกันนี้หลวงพ่อได้เขียนบทความต่างๆ ลงในหนังสือพิมพ์ และเขียนหนังสือธรรมะขึ้นจำนวนหลายเล่ม นอกจากนี้ หลวงพ่อได้เดินทางไปประกาศธรรมแก่ชาวบ้าน ชาวเขาโดยใช้รถติดเครื่องขยายเสียง จนชื่อเสียงของหลวงพ่อดังกระฉ่อนไปทั่ว จ.เชียงใหม่ ในนาม
ภิกขุปัญญานันทะ
       

       ในยุคนี้เองที่หลวงพ่อได้ก่อตั้งมูลนิธิ เมตตาศึกษา ที่วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ และบำเพ็ญศีล กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกมากมาย
       
       วัดชลประทานรังสฤษฏ์
       ใน พ.ศ.2502 ม.ล.ชูชาติ กำภู อธิบดีกรมชลประทาน ในสมัยนั้น ระหว่างที่ไปเยือนเชียงใหม่มีความประทับใจ ในลีลาการสอนธรรมะแนวใหม่ของหลวงพ่อ จึงเกิดความศรัทธาปสาทะในหลวงพ่อ และในขณะนั้นกรมชลประทานได้สร้างวัดใหม่ขึ้น ชื่อ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ที่ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงได้อาราธนาหลวงพ่อไปเป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ พ.ศ. 2503 จนถึงปัจจุบัน
       
       หลวงพ่อได้ดำเนินการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยวิธีที่ท่านได้เริ่มปฏิวัติรูปแบบการเทศนาแบบดั้งเดิมที่นั่งเทศนาบนธรรมาสน์ถือใบลาน มาเป็นการยืนพูดปาฐกถาธรรมแบบพูดปากเปล่าต่อสาธารณชน พร้อมทั้งยกตัวอย่างเหตุผลร่วมสมัย ทันต่อเหตุการณ์ เป็นการดึงดูดประชาชนให้หันเข้าหาธรรมะได้เป็นเป็นอย่างมาก ซึ่งในช่วงแรกๆ ได้รับการต่อต้านอยู่บ้าง แต่ต่อมาภายหลังการปาฐกถาธรรมแบบนี้กลับเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปจนถึงบัดนี้ เมื่อพุทธศาสนิกชนทราบข่าวว่า หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุจะไปปาฐกถาธรรมที่ใดก็จะติดตามไปฟังกันเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดหลวงพ่อได้รับอาราธนาให้เป็นองค์แสดงปาฐกถาธรรมในสถานที่ต่างๆ และเทศนาออกอากาศทั้งทางสถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ จนถึงปัจจุบัน
       
       นอกจากนี้ หลวงพ่อยังได้รับอาราธนาไปแสดงธรรมในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น และยังได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมและกล่าวคำปราศรัยในการประชุมองค์กรศาสนาของโลกเป็นประจำอีกด้วย
       
       โดยที่หลวงพ่อท่านเป็นพระมหาเถระผู้มีชื่อเสียงของประเทศไทย ได้สร้างงานไว้มากมายทั้งด้านศาสนาสังคมสงเคราะห์ตลอดจนงานด้านวิชาการ ดังนั้นหลวงพ่อจึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ได้รับรางวัลเกียรติคุณมากมาย และเป็นประธานในการดำเนินกิจกรรมทั้งที่เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาและสังคม เช่น สนับสนุนโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดน เป็นประธานจัดหาทุนสร้างตึกโรงพยาบาล กรมชลประทาน 80 ปี (ปัญญานันทะ) และเป็นประธานในการดำเนินการจัดหาทุนสร้างวัดปัญญานันทาราม ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ แม้ว่าคำสอนของหลวงพ่อจะเป็นคำสอนที่ฟังง่ายต่อการเข้าใจ แต่ลึกซึ้งด้วยหลักธรรมและอุดมการณ์อันหนักแน่นในพระรัตนตรัย
       
       หลวงพ่อปัญญานันทภิภขุ เป็นหนึ่งในบรรดาภิกษุผู้มีชื่อเสียง และเปี่ยมด้วยคุณธรรมเมตตาธรรม ผู้นำคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งเหมาะสมสำหรับชนทุกชั้นที่จะเข้าถึง หลวงพ่อเป็นพระสงฆ์รูปแรกที่กล้าในการปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนา ของชาวไทยที่ประกอบพิธีกรรมหรูหรา ฟุ่มเฟือย โดยเปลี่ยนเป็นประหยัด มีประโยชน์และเรียบง่าย ดังนั้น หลวงพ่อจึงได้รับการขนานนามว่า ผู้ปฏิรูปพิธีกรรมของชาวพุทธไทย ในปัจจุบัน
ผลงานและเกียรติคุณ
       
       งานด้านการปกครอง
       พ.ศ.2503 เป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์
       พ.ศ.2506 ได้รับพระบัญชา แต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
       เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสายที่ 9
       เป็นรองเจ้าคณะภาค 18
       พ.ศ.2515 เป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรม ชิคาโก สหรัฐอเมริกา
       
       งานด้านการศึกษา
       พ.ศ.2503 เป็นเจ้าสำนักศาสนาศึกษา แผนกธรรมและบาลีวัดชลประทานรังสฤษฏ์
       พ.ศ.2512 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพุทธศาสนาวัดอาทิตย์ ระดับอนุบาล ประถม มัธยมศึกษา
       พ.ศ.2524 เป็นผู้อำนวยการจัดการการอบรมพระธรรมทายาทของวัดชลประทานรังสฤษฏ์ เป็นผู้อำนวยการจัดการอบรมพระนวกะที่บวชในวัดชลประทานรังสฤษฏ์
       
       งานด้านการเผยแผ่
       พ.ศ.2492-2502 เป็นองค์แสดงปาฐกถาธรรมประจำวันพระ และวันอาทิตย์ ณ พุทธนิคม สวนพุทธธรรม วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่
       พ.ศ.2500 เป็นประธานมูลนิธิ ชาวพุทธมูลนิธิ จังหวัดเชียงใหม่
       เป็นประธานก่อตั้งพุทธนิคม จ.เชียงใหม่
       พ.ศ.2503 เป็นองค์แสดงธรรมทางสถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุโทรทัศน์
       เป็นผู้ริเริ่มการทำบุญ ฟังธรรมในวันอาทิตย์ ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ์
       เป็นผู้ก่อตั้งทุนพิมพ์หนังสือเพื่อเผยแผ่ธรรมะแก่ประชาชน พ.ศ.2520
       เป็นผู้อบรมผู้ช่วยผู้พิพากษา
       พ.ศ.2525 รับเป็นองค์แสดงธรรมแก่วุฒิสมาชิก และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
       พ.ศ.2534 เป็นผู้ริเริ่ม ค่ายคุณธรรมแก่เยาวชน ในโรงเรียนต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย ฯลฯ
       พ.ศ.2536 จำพรรษา ณ วัดพุทธธรรม ชิคาโก สหรัฐอเมริกา
       
       การปฏิบัติศาสนากิจในต่างประเทศ
       พ.ศ.2497 เดินทางเผยแผ่ธรรมรอบโลก
       ช่วยเหลือกิจการพุทธศาสนา เผยแผ่ธรรมะในต่างประเทศ คือ ประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยอรมนี
       เป็นเจ้าอาวาสววัดพุทธธรรม วัดไทยในชิคาโก สหรัฐอเมริกา
       
       งานด้านสาธารณูปการ
       พ.ศ.2516 เป็นประธานในการก่อสร้างกุฏิสี่เหลี่ยม เพื่อเป็นที่อยู่แก่พระภิกษุผู้บวชใหม่
       พ.ศ.2518 เป็นประธานในการก่อสร้างโรงเรียนพุทธธรรม
       เป็นประธานในการก่อสร้างโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์
       พ.ศ.2537 เป็นประธานก่อสร้างกุฏิสองหลังเป็นกุฏิทรงไทยประยุกต์
       
       งานด้านสาธารณประโยชน์
       พ.ศ.2533 เป็นประธานหาทุนสร้าง "ตึก 80 ปี ปัญญานันทะ" ให้โรงพยาบาลชลประทานรังสฤษฏ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
       สร้างศูนย์ฝึกและปฏิบัติงาน มูลนิธิแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง ที่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา
       พ.ศ.2534 บริจาคเงินสร้างอุโบสถวัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) จ.เชียงใหม่
       พ.ศ.2537 บริจาคเงินสร้างโรงอาหารแก่โรงเรียนประภัสสรรังสิต อ.เมือง จ.พัทลุง
       บริจาคเงินซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลวชิระ จ.ภูเก็ต
       เป็นประธานหาทุนสร้างวัดปัญญานันทาราม จ.ปทุมธานี
       บริจาคเงินเป็นทุนอาหารกลางวันเด็กนักเรียนในโรงเรียนท้องถิ่นที่ขาดแคลนต่างๆ หลายจังหวัด
       
       งานพิเศษ
       พ.ศ.2503 เป็นองค์แสดงธรรมถวายสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน
       พ.ศ.2518 เป็นองค์แสดงธรรมถวายสมเด็จพรเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ณ ศาลาการเปรียญ วัดชลประทานรังสฤษฏ์
       เป็นองค์แสดงธรรมถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ พระบรมวงศานุวงศ์ เนื่องในพระราชพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รามาธิบดีอันมีศักดิ์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
       เป็นพระอุปัชฌาย์อุปสมบทแก่ช่าวต่างประเทศ ที่อุปสมบทในประเทศไทย เช่น ชาวอเมริกัน อังกฤษ ออสเตรเลีย เยอรมนี ญี่ปุ่น และศรีลังกา เป็นต้น
       พ.ศ.2529 ได้รับนิมนต์เข้าร่วมประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์อาเชี่ยนเพื่อสันติภาพ ครั้งที่ 7 ที่ประเทศประชาธิปไตยประชาชนลาว (12th Asain Buddist Conference for Peace)
       พ.ศ.2536 ได้รับนิมนต์ไปร่วมประชุมและบรรยาย ในการประชุมสภาศาสนาโลก 1993 ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา (The 1993 Parliament of the world's Religion)
       
       งานด้านวิทยานิพนธ์
       ได้เขียนหนังสือที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาไว้มากมาย เช่น
       
       ทางสายกลาง
       คำถามคำตอบพุทธศาสนา
       คำสอนในพุทธศาสนา
       หน้าที่ของคนฉบับสมบูรณ์
       รักลูกให้ถูกทาง
       ทางดับทุกข์
       อยู่กันด้วยความรัก
       อุดมการณ์ของท่านปัญญา
       ปัญญาสาส์น
       ชีวิตและผลงาน
       มรณานุสติ
       ทางธรรมสมบูรณ์แบบ
       72 ปี ปัญญานันทะ
       
       เกียรติคุณที่ได้รับ
       พ.ศ.2520 ได้รับรางวัล สังข์เงิน จากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ในฐานะพระภิกษุผู้เผยแผ่ธรรมะและศีลธรรมยอดเยี่ยมของประเทศไทย
       พ.ศ.2521 ได้รับรางวัล นักพูดดีเด่น ประเภทเผยแผ่ธรรม จากสมาคมฝึกพูดแห่งประเทศไทย
       พ.ศ.2525 ได้รับการคัดเลือกให้เป็นบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระศาสนา เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี จากกรมการศาสนา โดยได้รับรางวัลและประกาศเกียรติคุณ 2 รางวัล คือ ประเภท ก.บุคคล และประเภท ข.สื่อสารมวลชน (รายการส่งเสริมธรรมะทางสถานีวิทยุโทรทัศน์)
       พ.ศ.2524 ได้รับปริญญาพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาครุศาสตร์ จาก มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
       พ.ศ.2531 ได้รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง
       พ.ศ.2534 ได้รับปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์
       พ.ศ.2536 ได้รับปริญญาอักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       พ.ศ. 2536 ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ปรัชญาและศาสนา) จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
       พ.ศ.2537 ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
       
       สมณศักดิ์ที่ได้รับ
       วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2499 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระปัญญานันทมุนี
       วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2514 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชนันทมุนี
       วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพวิสุทธิเมธี
       วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2537 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมโกศาจารย์ สุนทรญาณดิลก สาธกธรรมภาณ วิสาลธรรมวิภูษิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
       วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ หรือรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่ พระพรหมมังคลาจารย์ ไพศาลธรรมโกศล วิมลศีลาจารวินิฐ พิพิธธรรมนิเทศ พิเศษวรกิจจานุกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
       
       
       พระอุโบสถกลางน้ำ งานชิ้นสุดท้ายที่ยังทำไม่เสร็จ
       
       ปณิธานสุดท้ายที่ท่านตั้งใจทำในชีวิตก็คือ การสร้างพระอุโบสถกลางน้ำ ที่วังน้อย อยุธยา โดยพระอุโบสถกลางน้ำจะเป็นสถานที่ที่เป็นที่ศึกษาเรียนรู้ของผู้สนใจในหลักธรรมะ

 


 

 

 

วัดชลประทานฯ จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ากราบศพหลวงพ่อปัญญาฯ วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. และประกอบพิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ เวลา 17.00 น. วันเดียวกัน ขณะที่พระลูกวัดทำความสะอาดโดยรอบวัดและศาลาฯ สถานที่ตั้งบำเพ็ญกุศล ด้านอธิบดีกรมการศาสนา ระบุหลวงพ่อปัญญาฯ เป็นปูชนียบุคคลของประเทศ เป็นพระนักเทศน์นักปฏิบัติ เป็นดวงประทีปทางปัญญาของชาวพุทธดวงหนึ่งที่มีแสงสว่างมานาน
       

       บรรยากาศที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ พระสงฆ์ได้ช่วยกันทำความสะอาดโดยรอบวัด ศาลาขจรประศาสน์ ซึ่งจะเป็นสถานที่ตั้งบำเพ็ญกุศล พระพรหมมังคลาจารย์ หรือหลวงพ่อปัญญานันทัตเถระภิกขุ ขณะเดียวกัน มีประชาชนทยอยมาที่วัดด้วยความโศกเศร้า
       
       พระเทพปริยัติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ กล่าวว่า ในวันนี้ทางวัดได้เตรียมการเรื่องงานที่อย่างเดียว เนื่องจากกระทันหัน หลวงพ่อปัญญาฯ เพิ่งเข้าโรงพยาบาลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่าน โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ของวัดทุกฝ่ายได้เตรียมตกแต่งศาลาขจรประศาสน์ ประสานที่จอดรถภายในวัดทั้งหมด และประสานสำนักพระราชวัง เพื่อขอพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ
ตามที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ทรงมีบัญชามาให้ประสานไปยังสำนักพระราชวังเพื่อประกอบพีธีถวายน้ำหลวบสรงศพในวันที่ 12 ตุลาคม เวลา 17.00 น. และอาจจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ากราบศพตั้งแต่เวลา 09.00 น. วันที่ 12 ตุลาคมนี้
       

       ตอนนี้ต้องขอโอกาสให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ เพราะหลวงพ่อฯ ไม่ใช่พระของวัดแต่เป็นพระของประเทศ และขอแจ้งไปยังญาติโยมยังไม่ต้องรีบร้อนมา หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการในพระบรมราชานุเคราะห์อย่างน้อยศพของท่านต้องอยู่อีกเป็นปี เพราะลูกศิษย์มาก และต้องฟังทางมหาเถรสมาคมและฝ่ายราชการด้วย พระผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชลประทานฯ กล่าวและว่า หลวงพ่อปัญญาฯ ไม่เคยสั่งการเรื่องการจัดงานศพของท่าน แต่ทางวัดจะสืบสานปณิธานของหลวงพ่อ ในการดูแลวัด ตามที่วางแนวทางไว้ตั้งแต่เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปัจจุบัน
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่า หลวงพ่อปัญญาฯ ท่านมีของสะสมอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ พระเทพปริยัติเมธี กล่าวว่า หลวงพ่อปัญญาฯ ไม่มีของสะสมอะไรเลย ยกเว้นหนังสือมีมากที่สุด และท่านไม่มีแม้กระทั่งเงินฝากในบัญชีที่เป็นชื่อของท่าน ถ้ามีก็เป็นชื่อของวัด ทางวัดเตรียมทำเรื่องการทำซีดีเทศนาธรรม ซึ่งหลวงพ่อปัญญาฯ มีมากกว่า 5,000 กัณฑ์ รวมถึงเอกสารงานพิมพ์งานเขียนต่าง ๆ ด้วย
       
       ด้านนางจุฬารัตน์ บุณยากร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวถึงการมรณภาพของหลวงพ่อปัญญาฯ ว่า ถือเป็นการสูญเสียพระผู้ใหญ่ในวงการพระสงฆ์ ซึ่งเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แม้จะอายุมาก แต่โดยสติปัญญายังให้หลักธรรมได้ตลอดเวลาและคำสอนยังเป็นหลักดำเนินชีวติได้เป็นอย่างดี
       
       นายสด แดงเอียด อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า หลวงพ่อปัญญาฯ เป็นปูชนียบุคคลของประเทศ เป็นพระนักเทศน์นักปฏิบัติเป็นดวงประทีปทางปัญญาของชาวพุทธดวงหนึ่งที่มีแสงสว่างมานานมาก จากประวัติท่านอุทิศตน เพื่อพระพุทธศาสนามาแต่เยาว์วัย และมุ่งมั่นเป็นทายาทของพระพุทธองค์มาโดยตลอด เป็นครูพระที่เทศน์ไม่หยุด แม้จะเจ็บป่วยก็ไม่หวั่นไหว


 

แพทย์สรุปอาการหลวงพ่อปัญญา

 

 

      ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช แถลงชี้แจงสาเหตุการมรณภาพของพระพรหมมังคลาจารย์ หรือ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ อายุ 96 ปี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎ์ จ.นนทบุรี ว่า

     หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้ย้ายมารักษาอาการอาพาธจากโรงพยาบาลชลประทานรังสฤษฏ์ มายังโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยคณะแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยแล้วพบว่า มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อันเนื่องมาจากหลอดเลือดหัวใจตีบตัน หลังจากนั้นจึงได้ทำการผ่าขยายหลอดเลือดหัวใจ และทำการรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะ แต่หลังจากนั้นพบว่าอาการเริ่มแย่ลง เนื่องจากมีภาวะแทรกซ้อน โดยมีการติดเชื้อในปอดจนเกิดการอักเสบและไตวายเฉียบพลัน ซึ่งเมื่อวานนี้หัวใจได้หยุดเต้นไป 1 ครั้ง คณะแพทย์ได้เร่งใช้เครื่องปั๊มหัวใจจนอาการดีขึ้น ก่อนหัวใจจะหยุดเต้นอีกครั้งในวันนี้ และมรณภาพในเวลา 09.00 น.

        อย่างไรก็ตาม ศพของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ จะถูกเคลื่อนย้ายไปยังศาลาพิธีธรรม ก่อนถูกนำไปยังโรงพยาบาลชลประทานรังสฤษฎ์ ในเวลา 13.00 น.

 

เตรียมย้ายสังขารหลวงพ่อปัญญา

 

ศิริราชเตรียมเคลื่อนสรีระสังขาร หลวงพ่อปัญญา ไปยัง รพ.ชลประทานรังสฤษฏ์ เพื่อเก็บสรีระสังขารไว้ในห้องผู้ป่วยประจำของหลวงพ่อ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชลประทานฯ เผยสมเด็จเจ้าคุณ วัดสระเกศ มีบัญชากำหนดพิธีรดน้ำหลวง สรงน้ำอาบศพ ในวันศุกร์ที่ 12 ตุลาคมนี้ เวลา 17.00 น. ณ ศาลาขจรประศาสน์

       นางไพลิน สัจจวนิชย์ ญาติผู้ใหญ่ที่ดูแลหลวงพ่อปัญญามาตั้งแต่ยังเล็ก เปิดเผยหลังการมรณภาพของหลวงพ่อปัญญาว่า อาการของหลวงพ่อปัญญาก่อนมรณภาพนั้นมีอากาเจ็บหน้าอก และเหนื่อย จึงได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ก่อนจะถูกส่งต่อมายังโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่ากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จึงได้ผ่าตัดขยายหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งการผ่าตัดเป็นไปด้วยดี แต่ภายหลังมีอาการแทรกซ้อน จึงทำให้มรณภาพ
       
       ตลอดระยะเวลาที่หลวงพ่อป่วย ท่านเข้มแข็งและมีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคอย่างดี ไม่เคยแสดงอาการท้อแท้ใจกับอาการป่วย ไม่เคยทำให้ญาติมีอาการใจเสียกับโรคภัยที่ท่านมีอยู่แม้แต่ครั้งเดียว
       
       นางไพลิน กล่าวด้วยว่า หลวงพ่อปัญญาได้จัดการเรื่องทุนการศึกษาของบุตรหลานไว้ให้เรียบร้อย โดยไม่ทิ้งภาระไว้กับคนข้างหลัง แต่สิ่งที่หลวงพ่อเคยปรารภ คือ อยากอยู่จนถึงอายุ 100 ปี เพราะอยากเห็นอาคาร มจร.ที่หลวงพ่อเป็นคนจัดหาทุนในการก่อสร้างเอง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยหลวงพ่ออยากอยู่จนการก่อสร้างแล้วเสร็จก่อน
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสรีระสังขารของหลวงพ่อปัญญาจะมีการเคลื่อนย้ายไปยัง รพ.ชลประทานฯ ในเวลา 13.00 น.ไปยังห้องผู้ป่วยประจำของหลวงพ่อปัญญาที่ รพ.ชลประทานฯ โดยจะเก็บสรีระสังขารของหลวงพ่อปัญญาไว้ในห้องดังกล่าวก่อน เพื่อรอกำหนดการจากทางสำนักงานพระราชวัง และทางวัดชลประทาน
       
       ต่อมาเวลา 12.15 น. รพ.ศิริราช ได้เคลื่อนสรีระสังขารของหลวงพ่อปัญญาจากตึกอดุลเดชวิกรม ขึ้นรถพยาบาลของหน่วยกู้ชีพ รพ.ชลประทานฯ ไปยังห้องผู้ป่วยประจำของหลวงพ่อ รพ.ชลประทานฯ เพื่อรอกำหนดการจากสำนักพระราชวังต่อไป
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังหลวงพ่อปัญญามรณภาพได้เกิดฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้พุทธศาสนิกชนต่างโจษจันว่าเป็นการร่ำไห้ต่อการจากไปของหลวงพ่อปัญญา ซึ่งเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ที่มีจริยาวัตรเคร่งครัดของไทย

 

จัดห้องลงนามไว้อาลัยถวายหลวงพ่อปัญญา

 

พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนเคารพศพหลวงพ่อปัญญานันทะ
(ภาพ : คมชัดลึก 10/10/2550)

 

รพ.ชลประทานฯ จัดโถงอาคาร 80 ปีปัญญานันทะ ให้ประชาชนลงนามไว้อาลัย หลวงพ่อปัญญา คุณหญิงหมอพรทิย์รุดช่วยดูแลสรีระสังขาร ด้านหลานหลวงปู่เผยนักเรียน นักศึกษาในอุปการะของหลวงปู่ เหมือนสิ้นเสาหลักทางการศึกษา

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก รพ.ชลประทานรังสฤษฎ์ว่า เมื่อเวลา 13.10 พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ได้เดินทางมายัง รพ.ชลประทานฯ ในชุดดำ เข้าไปอยู่ในห้อง 401 ซึ่งจะใช้เป็นห้องเก็บสรีระสังขารของหลวงพ่อปัญญา โดยทางโรงพยาบาลแจ้งว่า พญ.คุณหญิงพรทิพย์มีความผูกพันกับทางโรงพยาบาลจึงจะมาช่วยจัดการเรื่องสรีระสังขารของหลวงพ่อ
       
       
ทั้งนี้ บริเวณโถงอาคาร 80 ปีปัญญานันทะ รพ.ชลประทานฯ ได้จัดให้เป็นสถานที่ให้ประชาชนร่วมลงนามไว้อาลัยต่อหลวงพ่อปัญญา ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากทยอยเดินทางมาลงนามบริเวณดังกล่าว
       
       นางทิพย์ ศรโต แม่บ้านทำความสะอาดตึก 80 ปีฯ กล่าวว่า หลวงพ่อปัญญาเข้ามารักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลบ่อยครั้ง ซึ่งตนเคยพบแ ละกราบท่าน บางครั้งเมื่อรถเข็นของท่านเข็นผ่าน หลวงพ่อก็จะให้พรคนแถวนั้น รู้สึกตกใจและเสียใจมากกับการมรณภาพของหลวงพ่อปัญญา เพราะประชาชนละแวกนี้ หมอ พยาบาล รักท่านทุกคน
       
       ด้าน น.ส.สุขวสสา ชูแข เปิดเผยว่าเป็นหลานของหลวงปู่ มาพร้อมกับคุณแม่ประไพศรี ชูแข ณ พัทลุง กล่าวว่า เป็นญาติของหลวงปู่ เมื่อเช้าได้ทราบข่าวจากโทรทัศน์ จึงรีบเดินทางมาร่วมลงนามไว้อาลัย
       
       ด้านนางประไพศรี กล่าวว่า เมื่อ 3 วันที่ผ่านมา ตนหยิบเสื้อดำมารีดทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้สวมใส่ คิดว่าอาจจะมีคนรู้จักเสียชีวิต แต่ไม่คิดว่าจะเป็นหลวงปู่ เพราะเมื่อเดือนที่แล้วเพิ่งจะมากราบหลวงปู่ หลวงปู่ยังได้อวยพรขอให้มีอายุ ครบ 100 ปี
       
       ด้านนางสาววชิราพร พรพาณิชพันธุ์ หนึ่งในหลานที่หลวงปู่ส่งเรียนหนังสือ เปิดเผยว่า ขณะนี้ศึกษาอยู่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ชั้นปี 3 หลวงปู่ส่งเรียนตั้งแต่เริ่มเรียนระดับปริญญาตรี ซึ่งหลวงปู่จะสอนตลอดว่า ให้ศึกษาอย่างเต็มความรู้ความสามารถ ขอให้รู้จักประหยัด เลือกคบเพื่อนและอย่าเที่ยวกลางคืน การจากไปของหลวงปู่ ตนรู้สึกตกใจและเสียใจมาก นอกจากจะสูญเสียพระผู้ใหญ่ระดับประเทศแล้ว ลูกหลานและเยาวชนที่ท่านส่งเรียนก็ขาดเสาหลักด้านการศึกษาไปด้วย เพราะหลวงปู่ให้ความสำคัญด้านการศึกษามาก ไม่เฉพาะลูกหลานที่ส่งให้เรียนหนังสือ แม้เป็นคนอื่นที่รักเรียนแต่ขาดทุนทรัพย์หากมาขอหลวงปู่ก็จะสนับสนุนทุนการศึกษาให้ทุกคน
       
       ด้านคุณตาสังสรณ์ เสน่ห์เจริญ หลานสายตรงของหลวงปู่ ผู้ติดตามหลวงปู่ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ 3 วันได้เดินทารงไปเยี่ยมหลวงปู่ที่ รพ.ศิริราช หลวงปู่รู้สึกตัวดีไม่มีอาการเลื่อนลอย ได้เปรยให้ฟังว่า มียมบาลมาหา และยมบาลบอกว่าพระรุ่นเดียวกับท่านไม่มีใครอยู่แล้ว เหลือท่านอยู่องค์เดียว
       
       นพ.อุทัย สุภาพ ผอ.รพ.ชลประทานฯ กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลจะเคลื่อนสรีระสังขารของหลวงพ่อปัญญาไปยังศาลาขจรประศาสน์ วัดชลประทานฯ ในช่วงเที่ยง วันที่ 12 ต.ค. เพื่อให้ลูกศิษย์และประชาชนทั่วไปเข้ารดน้ำศพ

 

หลวงพ่อปัญญานันทะ กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี

 



       
รดน้ำหลวง สรงน้ำอาบศพ 12 ต.ค.


       ส่วนความเคลื่อนไหวที่วัดชลประทานรังสฤษฎิ์ จ.นนทบุรี พระเทพปริยัติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางวัดได้เร่งเตรียมการจัดสถานที่รับศพและศิษยานุศิษย์ที่จะมาร่วมงาน ทั้งนี้ ได้รับบัญชาจากสมเด็จเจ้าคุณ วัดสระเกศ จะมีพิธีรดน้ำหลวง สรงน้ำอาบศพ ในวันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ เวลา 17.00 น. แต่ทางวัดอาจเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00 น.ในวันดังกล่าว โดยจะใช้สถานที่ศาลาขจรประศาสน์ในการประกอบพิธี
 


ข่าว : ผู้จัดการ
10 ตุลาคม 2550

 

  

 

 

 

 

 

www.alittlebuddha.com เจ้าของ : วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264

 
E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003
This Website Sponsored by