ข่าวสารจากทั่วโลก อะลิตเติ้ล บุ๊ดด่ะ ดอทคอม พร้อมนำเสนอแด่แฟนๆ ทุกท่าน ด้วยความยินดีที่ท่านให้เกียรติมาเยือน

 

      

   
 

เปิดประตู "ดู" วัดตัวอย่าง

สำนักพุทธ "นำร่อง" โครงการมาตรฐาน

เสริมสร้าง บ้าน+วัด+โรงเรียน ให้เป็นหนึ่งเดียว

เปิดไปแล้ว 3 ภาค พุ่งเป้าเอาให้ครบ 35,000 วัด

เหลือเพียงภาคใต้ ปลายปีนี้เปิดแน่ !

 

 

นายสมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เปิดเผยว่า  ตลอดทั้งวันของวันที่ 30 กันยายน  2550 บริเวณวัดจันเสน ตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ บรรยากาศเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มาร่วมในพิธีเปิดตัวโครงการ วัดพัฒนาต้นแบบ ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  ตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้มอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เรื่องการฟื้นฟูบทบาทของวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนในทุกด้าน ให้เป็นที่สงบจิตใจ  เป็นที่พักผ่อนของชุมชน และเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทุกวัดจะต้องมีจุดประสานระหว่างวัด บ้าน และโรงเรียน  ในรูปคณะกรรมการพัฒนาวัด โดยบ้านและโรงเรียนจะเข้ามามีบทบทสำคัญ  กิจกรรมหลักที่จะขับเคลื่อนให้บ้าน  วัด และโรงเรียน ดำเนินการร่วมกัน  ส่งผลให้มีวัดพัฒนาต้นแบบเกิดขึ้นในภาคกลาง 

ในเวลา 13.50 น. ศาสตราจารย์ธีรภัทร   เสรีรังสรรค์  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เดินทางมาถึงวัดจันเสน โดยมีข้าราชการและชาวบ้านชุมชนวัดจันเสนให้การต้อนรับ  

ในเวลา  14.00 น. มีการถ่ายทอดสดในพิธีเปิดตัวโครงการดังกล่าว ในการนี้รองศาสตราจารย์ธีรภัทร เสรีรังสรรค์ ได้มอบนโยบายการดำเนินงานโครงการฯ  ไว้ว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ   เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ  เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบกิจการพระพุทธศาสนาอันเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรม และวิถีชีวิตไทย  ซึ่งเป็นสถาบันหนึ่งคู่กับสถาบันชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ ทางรัฐบาลได้มอบนโยบายการบริหารงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยเน้นการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม  ทั้งการพัฒนาจากภายในองค์กร และการพัฒนาจากภายนอกองค์กร โดยกำหนดกรอบนโยบายไว้  3  ระยะ  ดังนี้  

นโยบายระยะสั้น ได้แก่ 

1.  การพัฒนาขีดศักยภาพองค์กรให้สามารถรองรับ  และสอนงานคณะสงฆ์คุ้มครองและพิทักษ์พระพุทธศาสนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.  จัดให้มีคณะกรรมการพระพุทธศาสนาระดับชาติ และระดับจังหวัด 

3.  ฟื้นฟูบทบาทของวัดให้เป็นศูนย์กลางชุมชนในทุกด้าน เป็นที่สงบจิตใจ เป็นที่พักผ่อนของชุมชน  และเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น  ซึ่งทุกวัดจะต้องมีจุดประสานระหว่างวัด บ้าน และโรงเรียน  ในรูปคณะกรรมการพัฒนาวัด  โดยบ้านและโรงเรียนจะเข้ามามีบทบทสำคัญ  กิจกรรมหลักที่จะขับเคลื่อนให้บ้าน  วัด และโรงเรียน  ดำเนินการร่วมกัน คือ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา  วันอาสาฬหบูชา  วันเข้าพรรษา  วันธรรมสวนะ (วันพระ)  วันสำคัญของชาติ ได้แก่ วันที่ 12  สิงหาคม  และวันที่  4  ธันวาคม  เป็นต้น

4. พัฒนาวัดต้นแบบ  โดยใช้หลักการบริหารจัดการสมัยใหม่ที่ยังคงยึดหลักพระธรรมวินัยควบคู่กันไป นำหลักการมีส่วนร่วมของการบริหารจัดการสมัยใหม่  เข้ามาใช้ในการบริหารกิจการของวัด เน้นวัดที่ไม่อยู่ในเขตเมือง และให้มีการจำแนกพัฒนาการของวัดออกตามความจำเป็นเร่งด่วน  ที่จะพัฒนาภายหลังที่ได้ทำการพัฒนาวัดต้นแบบแล้ว

5.  พัฒนาโรงเรียนพระปริยัติธรรม  แผนกสามัญศึกษาต้นแบบให้ได้มาตรฐานและคุณภาพ  จังหวัดละ  2  โรง  รวมทั้งสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  จัดตั้งโรงเรียนสาธิตทุกวิทยาลัยเขตที่มีการเรียนการสอนของคณะศึกษาศาสตร์  

ทั้งนี้การดำเนินงานดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับภารกิจ  6  ด้านของคณะสงฆ์  ดังนี้ 

1.การปกครอง 2.การศาสนศึกษา  3.การเผยแผ่ 4.การสาธารณูปการ 5.การศึกษาสงเคราะห์ 6.การสาธารณสงเคราะห์

จากการดำเนินงานที่ผ่านมา  พบว่าการที่จะสนองงานให้บรรลุตามที่คาดหวังไว้ทั้ง 6 ด้าน ทุกภาคส่วนจะต้องให้การสนับสนุน  เข้ามากำหนดบทบาท และมีส่วนร่วม เช่น คณะสงฆ์ รัฐบาล ชุมชน ส่วนราชการ  องค์กรปกครองท้องถิ่น  องค์กรทางพระพุทธศาสนา  องค์กรภาคเอกชน  สถานศึกษา ภาคีเครือข่าย และชุมชน ในลักษณะ ดังนี้  1.  อุปถัมภ์ สนับสนุน งบประมาณตามสภาพการพัฒนาแต่ละด้านของวัด 2. การเข้ามาเป็นคณะกรรมการวัดเพื่อกำหนดแนวทาง / วิธีการการบริหารจัดการภายในวัด  ตลอดจนลักษณะของกิจกรรมที่จะดำเนินการ 3. การให้คำปรึกษาด้านวิชาการ  สร้างองค์ความรู้  การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ไม่ขัดต่อหลักพระธรรมวินัย  เข้ามาช่วยในการพัฒนาและบริหารจัดการ  4. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของวัดในทุกๆด้าน 5.เจ้าอาวาสและพระสงฆ์ในวัดจะต้องให้ความร่วมมือร่วมใจ  ในการเข้ามามีส่วนร่วมขององค์กรและหน่วยงาน 

6. มีการประชาสัมพันธ์การดำเนินงาน และกิจกรรมของวัดอยู่ตลอดเวลา

อนึ่ง การที่จะดำเนินงานให้บรรลุผลทั้ง  6  ด้าน  วัดและพระสงฆ์จะต้องได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านศักยภาพ  ความพร้อม องค์ความรู้  การบริหารจัดการ  การบริหารจัดการ  การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ  เนื่องจากการดำเนินงานที่ผ่านๆ  มา  เกี่ยวกับบทบาทความสำคัญของวัดยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร  เพราะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมเศรษฐกิจ  การเมืองการปกครอง  สถานะความเป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมจิตใจของประชาชนลดลงไป  เช่น  การแยกโรงเรียนออกจากวัด  ความจำเป็นในการดำรงชีพ  ความเชื่อมั่นศรัทธาในคณะสงฆ์   ความเปลี่ยนแปลงบทบาทดังกล่าวจึงทำให้ประชาชน  ขาดแหล่งปลูกฝังอบรม ศีลธรรมอันดีงาม  ตลอดจนแนวความคิดที่จะมุ่งมั่นกระทำในสิ่งที่ดี  และประโยชน์ต่อตนเองและสังคม   ส่งผลถึงภาพรวมของคุณภาพชีวิตของประชาชน  ในขณะเดียวกันศักยภาพของพระสงฆ์ที่จะเป็นผู้ชี้แนะ  สั่งสอน  อบรมประชาชนก็ลดลงด้วย   เนื่องจากขาดความต่อเนื่อง  และโอกาสการมีส่วนร่วมด้านการพัฒนาต่อสังคม ประกอบกับสภาพความเป็นจริงของวัด/ศาสนสถานขาดบุคลากรที่จะเข้ามาดูแล  ตลอดจนกิจกรรมของวัดขาดคนที่จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษา  หรือร่วมดำเนินการ  จึงทำให้ความเป็นอดีตที่เคยรุ่งเรืองถูกจำกัดบทบาทลงอย่างเช่นปรากฏในปัจจุบัน  

เพื่อให้ความเป็นอดีตที่เคยรุ่งเรือง   กลับมาสู่ปัจจุบัน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  จึงได้รับนโยบาย เพื่อดำเนินการโครงการวัดพัฒนาต้นแบบ  อันจะเป็นรากฐานในการขับเคลื่อนการพัฒนาวัดในทุกๆด้าน  โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมตามหลักการที่ใช้ได้ผลในอดีต  คือ บวร (บ้าน  วัด  โรงเรียน และราชการ)  เข้ามามีส่วนผลักดันในการพัฒนา   ดังนั้น  การจัดโครงการวัดพัฒนาต้นแบบเพื่อสนองนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์  ตลอดจนชุมชนรอบวัดมีจิตสำนึกร่วมกันดูแล  ช่วยเหลือคุ้มครองวัดและพระสงฆ์และเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา  และเข้าใจหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามากขึ้น   และเพื่อให้วัดมีความสะอาด  ร่มรื่น  สงบ  สว่าง  และสร้างความสุข  รวมทั้งเป็นสถานที่ดำเนินกิจกรรมด้านต่าง ๆ  อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้  และแหล่งรวบรวบความรู้  ทางวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของชุมชน

 

 

นโยบายระยะกลางและระยะยาว  ดังนี้

1. พัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก 

2 . จัดให้มีองค์กรประสานงานกลางทางพระพุทธศาสนาระดับจังหวัดทุกจังหวัด  โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเป็นฝ่ายสนับสนุนอำนวยความสะดวก  รวมทั้งพัฒนาที่ทำการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดให้เป็นศูนย์กลางบริหารกิจการพระพุทธศาสนาในจังหวัด  เป็นที่ทำการทั้งของเจ้าหน้าที่  หรือข้าราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดและเป็นที่ทำการสำนักงานเจ้าคณะจังหวัด   ซึ่งที่ทำการดังกล่าวจะประกอบด้วยศูนย์ฝึกอบรมและเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างครบวงจร  ซึ่งทั้งคณะสงฆ์  ภาครัฐและเอกชนสามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งในกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมทั่วไป  ศูนย์ศึกษาค้นคว้าวิชาการพระพุทธศาสนาจังหวัดและเป็นที่ตั้งขององค์กรชาวพุทธในจังหวัด  และพัฒนาเป็นพุทธมณฑลจังหวัดในที่สุด  ภาคละ 2  จังหวัด

3. จัดให้มีกองทุนหรือมูลนิธิเผยแผ่พระพุทธศาสนาประจำจังหวัดทุกจังหวัด  โดยขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน

4. จัดให้มีกองทุนและหรือมูลนิธิ  เพื่อพัฒนากิจการพระพุทธศาสนาทั้งในด้านศาสนวัตถุ  ศาสนธรรม และศาสนทายาท โดยขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน

5. ปรับโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  ให้สอดคล้องกับบทบาทและภารกิจยิ่งขึ้น   การดำเนินงานในครั้งนี้เป็นการดำเนินงานตามนโยบายระยะสั้นที่ได้มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง  และให้เห็นผลเป็นรูปธรรม  โดยกำหนดให้มีการเปิดตัวโครงการวัดพัฒนาต้นแบบ  นำร่องขึ้นที่วัดจันเสนแห่งนี้  เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่วัดต่างๆ  ได้นำแนวทางการดำเนินงานไปปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม    ตามหลักการที่ได้กล่าวไปแล้ว    

หลังจากที่รองศาสตราจารย์ธีรภัทร   เสรีรังสรรค์ได้มอบนโยบายเรียบร้อยแล้ว  จึงมีการต่อจิ๊กซอว์เปิดตัวโครงการฯ และเข้าชมนิทรรศการ และกิจกรรมต่างๆ ตามโครงการฯ โดยมีพระครูนิวิฐธรรมขันธ์ ( เจริญ ) เจ้าอาวาสวัดจันเสน   ผู้ก่อตั้งกลุ่มสตรีทอผ้าจันเสน  และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่มสตรีทอผ้าจันเสน  นางจุฬารัตน์  บุณยากร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  นายนพรัตน์  เบญจวัฒนานันท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  นายบุญเลิศ โสภา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำชมโครงการต่างๆ  ภายในวัดจันเสน

ซึ่งจะเห็นได้ว่าหมู่บ้านชุมชนจันเสนนั้นได้รับการคัดเลือกเป็นหมู่บ้านการท่องเที่ยว  OTOP    ซึ่งมีกลุ่มสตรีทอผ้าด้วยกี่กระตุก   ทอผ้าจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงของวัดจันเสน   เป็นการสร้างรายได้เสริมให้ชาวบ้าน  แต่ละคนนั้นมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าไม่น้อยกว่า  3,000  บาทต่อเดือน  และรายได้ก็ได้แบ่งมาบำรุงพิพิธภัณฑ์ด้วย     ซึ่งกลุ่มสตรี ทอผ้าได้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2538    อีกทั้งพิพิธภัณฑ์จันเสนที่ทางวัดได้สร้างขึ้นตามดำริของพระครูนิสัยจริยคุณ  หรือชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อโอด  ท่านได้สร้างพระมหาธาตุเจดีย์ขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์กลางชุมชน  และภายในเป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์   ใช้แสดงเรื่องราวของชุมชนจันเสนในอดีต 

ที่สำคัญที่สุดคือ ศรัทธาในการช่วยเหลือด้านทุนทรัพย์นั้น ได้หลั่งไหลมาจากประชาชนทั่วไป และคนในชุมชน  และเริ่มเปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่ปี  พ.ศ.2539  และในวันที่  14  กรกฎาคม  พ.ศ.2542  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ  สยามบรมราชกุมารี  เสด็จเปิดพิพิธภัณฑ์จันเสนอย่างเป็นทางการ  และทอดพระเนตรภายในพิพิธภัณฑ์อย่างทั่วถึง ในปี พ.ศ.2540  โรงเรียนวัดจันเสน โรงเรียนเอ็งสุวรรณอนุสรณ์ และคณะกรรมการพิพิธภัณฑ์จันเสน ได้นำนักเรียนมาอบรมเรียนรู้เรื่องราวของชุมชน  รวมทั้งประวัติศาสตร์ และโบราณคดีในท้องถิ่น  ในที่สุดเด็กนักเรียนที่นี้  สามารถที่จะบรรยายนำชมพิพิธภัณฑ์ได้เป็นอย่างชำนาญและคล่องแคล่ว   ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ   อีกทั้งภายในกิจกรรมของ วัดก็มีการนำเสนอถึงหลักการบริหารจัดการเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ  มาใช้ในการดำเนินชีวิตของชุมชน  คือ การนำพืชผัก  ผลไม้  และพืชสมุนไพร มาทำเป็นเวชภัณฑ์และน้ำหมักชีวภาพ  เพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  และทำเป็นเครื่องดื่ม     

 

นายสมชาย สุรชาตรี  เปิดเผยทิ้งท้ายไว้ว่า หลังจากที่ศาสตราจารย์ธีรภัทร เสรีรังสรรค์ เข้าชมนิทรรศการ  และกิจกรรมต่างๆ ตามโครงการฯแล้ว ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนถึง  การคัดเลือกวัดจันเสนเป็นวัดพัฒนาต้นแบบ  ในภาคกลางว่า  วัดจันเสนเป็นแบบอย่างที่มีการบูรณาการบ้าน วัด โรงเรียนเข้าด้วยกัน ได้อย่างค่อนข้างมีความกลมกลืน มีลักษณะผสมผสานและมีสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพิพิธภัณฑ์วัดจันเสน เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงถึงความเป็นเมืองประวัติศาสตร์ ที่ยังสามารถอนุรักษ์หรือรวบรวมสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไว้ค่อนข้างสมบูรณ์ จึงมีส่วนทำให้ชุมชนจันเสนเป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็นแหล่งที่นักวิชาการที่จะได้ศึกษาศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และความเป็นมาที่ค่อนข้างเก่าแก่ และเชื่อว่าวัดจันเสนเป็นวัดพัฒนาต้นแบบ เป็นตัวอย่างและต้นแบบให้กับวัดอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป    

ผู้สื่อข่าวได้ถามว่า ที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัวโครงการวัดพัฒนาต้นแบบในภาคอื่นหรือไม่ รองศาสตราจารย์ธีรภัทร์ กล่าวว่า ได้มีการเปิดตัววัดพัฒนาต้นแบบไปแล้วในภาคเหนือ คือ วัดทุ่งบ่อแป้น   จังหวัดลำปาง   ส่วนภาคอีสาน  คือ  จันทรสามัคคี    จังหวัดหนองคาย  และปิดท้ายคือ ภาคใต้  คาดว่าจะสามารถเปิดตัววัดพัฒนาต้นแบบได้ในราวเดือนธันวาคม ในปี 2550 และในปี 2551 ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้มีเป้าหมายที่จะดำเนินการในการพัฒนาวัดต้นแบบจำนวน 4,000 วัด และใน 5  ปี คือตั้งแต่ปี  พ.ศ.25512554 ก็จะพัฒนาวัดต้นแบบให้มีถึง 35,000 วัด และก็หวังว่านโยบายดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุนจากวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ตลอดทั้งโรงเรียน และชุมชนต่างๆ รวมถึงรัฐบาลชุดต่อๆ ไป ที่จะได้นำแนวทางดังกล่าวนั้นไปพัฒนาให้นำไปสู่การมีวัดพัฒนาต้นแบบ อันเป็นศูนย์กลางของการรวบบ้าน วัด โรงเรียน และราชการให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและก็จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน นักเรียนนักศึกษา ในชุมชนแต่ละชุมชนต่อไป

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามทิ้งท้ายในคำถามสุดท้ายว่า  หากมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีจะมีการสานต่อโครงการนี้หรือไม่ รองศาสตราจารย์ธีรภัทร สรุปท้ายว่า นโยบายใดก็ตามที่เป็นนโยบายที่ดี จะได้รับการสานต่อไม่ว่าจะเป็นในรัฐบาลนี้หรือว่ารัฐบาลชุดต่อๆ ไป  ซึ่งก็หวังว่าจะเป็นนโยบายและแนวทางที่จะนำไปสู่การสร้างมิติใหม่ ในการที่จะบูรณาการ บวร คือ บ้าน วัด โรงเรียน และราชการให้มีลักษณะของความสัมพันธ์ในอันจะนำไปสู่ประโยชน์สุขของประชาชนในชุมชนต่อไป

 

องงานโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ข่าว : 30 กันยายน 2550

 

 

 

 

 

 

 

www.alittlebuddha.com เจ้าของ : วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264

 
E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003
This Website Sponsored by