ข่าวสารจากทั่วโลก อะลิตเติ้ล บุ๊ดด่ะ ดอทคอม พร้อมนำเสนอแด่แฟนๆ ทุกท่าน ด้วยความยินดีที่ท่านให้เกียรติมาเยือน

 


  

สรรพากรลงมือ

รีดเสี่ยอู๊ด 10 ล้าน !

แค่เริ่มต้น ..

 

สิทธิกร บุญฉิม หรือเสี่ยอู๊ด
หนุ่มเนื้อหอม ที่ ดีเอสไอ สคบ. สตช. ปปง. มจร.
และสรรพากร ตามจีบตลอด 24 ชั่วโมงในเวลานี้

 

 

ความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัว ที่มีนายสิทธิกร บุญฉิม หรือเสี่ยอู๊ด ประธานบริษัทไดมอนด์ ฮิลล์ จำกัด ตกเป็นผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีฐานโฆษณาขายสินค้าเกินความจริง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. นายสรรเสริญ ปาลวัฒน์วิไชย ผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการจัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัว กล่าวว่า ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงธนาคาร ไปรษณีย์ สมาคมร้านทอง ขอความร่วมมือไม่ให้เคลื่อนย้ายเงินเช่าพระสมเด็จเหนือหัวโดยเด็ดขาด ส่วนแนวทางในการดำเนินคดีต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด สำหรับนายสิทธิกร หรือเสี่ยอู๊ด หลังได้รับการประกันตัวมั่นใจว่าจะไม่หลบหนี เพราะโทรศัพท์ติดต่อกันตลอด 

ผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ดีเอสไอ ยังกล่าวถึงการจัดสร้างพระเครื่องทั่วไปว่า ธุรกิจจัดสร้างพระเครื่องเพื่อความเป็นสิริมงคลของผู้เช่า โดยทำการตลาดโฆษณาแบบสินค้าทั่วไปได้ ถ้าไม่แอบอ้างเบื้องสูง หรือหลอกหลวงประชาชนถึงอิทธิปาฏิหาริย์ นำชื่อพระชั้นผู้ใหญ่มาแอบอ้างโดยไม่ได้ขออนุญาต ดังนั้น ผู้จัดสร้างพระเครื่องควรศึกษากฎหมาย  ข้อกำหนดของมหาเถรสมาคม และหลักศาสนาว่า มีกฎระเบียบบังคับอย่างไร การจัดสร้างพระต้องระบุจำนวนที่แน่นอน ส่วนการโฆษณาควรระบุถึงพระพุทธคุณของพระเกจิที่จัดสร้างว่า หลวงพ่อเจริญภาวนาเคร่งครัดในพระธรรมมีไว้จะเป็นสิริมงคลกับชีวิต  

นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษกล่าวว่า ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีใครต้องรับผิดชอบเพิ่มเติมในกรณีนี้  ส่วนเรื่องการเก็บภาษีย้อนหลังกลุ่มผู้จัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัวขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกรม สรรพากร หากกระทำผิดจริงเชื่อว่าจะเก็บภาษีย้อนหลังได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ผู้อนุญาตให้จัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัว เบื้องต้นเห็นว่ามูลนิธิมีเจตนาเพียงต้องการรายได้ไปสร้างโบสถ์ ส่วนกรรมวิธีในการจัดสร้างมูลนิธิ  คงไม่ทราบจึงอาจกันไว้เป็นพยาน

ต่อมาเวลา 13.00 น. พ.ต.ท.นิมิตร พรหมมา พนักงานสอบสวน 7 กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปที่วัดโสดาประดิษฐาราม หมู่ 3 ต.เขาแร้งอ.เมืองราชบุรี เข้าพบกับพระครูธรรมธรสมบูรณ์ เจ้าอาวาสเพื่อขอบันทึกปากคำกรณีการจะสร้างอุโบสถสองกษัตริย์ โดยพระครูธรรมธรสมบูรณ์สรุปเรื่องราวว่า อุโบสถที่จะสร้างผ่านมาทางพระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เมื่อช่วงก่อนเข้าพรรษาที่ผ่านมา พระวิสุทธาธิบดีบอกว่า จะสร้างอุโบสถให้วัด ใช้ที่ดินบริเวณที่ตั้งโรงเรียนวัดโสดาประดิษฐาราม ส่วนโรงเรียนจะย้ายไปสร้างใหม่ด้านหลัง กรมศิลปากรเข้ามาตรวจสถานที่แล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการ และไม่มีเอกสารยืนยัน การจะสร้างอุโบสถครั้งนี้ เนื่องจากพระวิสุทธาธิบดีบ้านเกิดอยู่ที่นี่ ที่วัดแห่งนี้ พระวิสุทธาธิบดีก็ได้มาสร้างอาคารไว้ให้บางส่วน แต่รายละเอียดเกี่ยวกับพระสมเด็จเหนือหัวนั้นไม่ทราบ  

ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นางรัศมี วิศทเวทย์ เลขาธิการ สคบ. เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามสอดส่องและวินิจฉัย โดยเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาและรับจองพระสมเด็จเหนือหัวมาชี้แจง เพื่อสอบถามให้ชัดเจนถึงผู้ดำเนินการสร้างพระสมเด็จเหนือหัว ประกอบด้วยตัวแทนจากหนังสือพิมพ์ 4 ฉบับ และเอเจนซี่โฆษณา ได้แก่ บริษัท ซูน่า จำกัด และบริษัท โฟร์อาร์ต (1994) จำกัด บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ธนาคารนครหลวงไทย ธนาคารกรุงไทย ใช้เวลาประชุมนานร่วม 3 ชั่วโมง

 หลังจากนั้น นางรัศมีเปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้ ได้ออกหนังสือเรียกนายสิทธิกร บุญฉิม หรือเสี่ยอู๊ด กรรมการ ผู้มีอำนาจลงนามในบริษัท ไดมอนด์ ฮิลล์ จำกัด มาด้วยแต่นายสิทธิกรไม่ได้มา ซึ่งนอกจากการออกหนังสือเรียกแล้ว สคบ.ยังส่งจดหมายลงทะเบียน พร้อมกับโทรศัพท์ไปทุกหมายเลขที่จะติดต่อบริษัท ไดมอนด์ ฮิลล์ จำกัด ปรากฏว่า ไม่มีผู้รับสาย ขณะเดียวกันได้นมัสการ กราบเรียนเชิญพระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ และคณะกรรมการของมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ด้วย แต่พระวิสุทธาธิบดีไม่สะดวก สคบ.จึงจะไปขอนมัสการภายหลัง ส่วนการเชิญสื่อมวลชนที่ลงโฆษณาพระสมเด็จเหนือหัวมาสอบถาม พบได้ทำสัญญา ลงโฆษณาโดยตรงกับบริษัท ไดมอนด์ ฮิลล์ จำกัด และผ่าน เอเยนซี่ที่มีเนื้อที่โฆษณา แต่ก็เป็นการว่าจ้างโดยบริษัท ไดมอนด์ ฮิลล์ จำกัด และนายสิทธิกรทั้งสิ้นเช่นเดียวกับ ป้ายคัตเอาต์โฆษณาขนาดใหญ่ 8 ป้าย

เลขาธิการ สคบ.กล่าวอีกว่า เพราะฉะนั้นการดำเนินการลงโฆษณาพระสมเด็จเหนือหัวทั้งหมด บริษัท ไดมอนด์ ฮิลล์ จำกัด เป็นผู้ติดต่อเอง ไม่ได้มีการติดต่อขอลงโฆษณา โดยมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ หรือวัดสุทัศน์ เลย ส่วนสถานที่รับสั่งจองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์ธนาคาร ร้านทอง ก็เป็นการติดต่อว่าจ้างจากบริษัท ไดมอนด์ ฮิลล์ จำกัด และรายได้ที่เข้ามาส่วนใหญ่ก็โอนไปให้บริษัท ไดมอนด์ ฮิลล์ จำกัด ขอฝากบอกไปถึงสื่อหนังสือพิมพ์ที่ลงโฆษณาพระสมเด็จเหนือหัว และผู้ที่ติดป้ายโฆษณาอยู่  ให้ยุติได้แล้ว ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดไปด้วย ในฐานะเป็น เจ้าของสื่อ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มีโทษ ปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ เหมือนเป็นการช่วยผู้ที่ตั้งใจหลอกลวงประชาชน 

พวกที่ติดป้ายโฆษณาขอให้ปลดลง และทำลายซะ เพราะพฤติกรรมที่แอบอ้างเบื้องสูง จาบจ้วงโอหังมาก อาศัย ช่วงจังหวะที่ประชาชนคนไทยทุกคนกำลังถวายความจงรัก ภักดีอย่างสูงสุดต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาส ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา มาทำธุรกิจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ถือว่าเลวร้ายที่สุด ทำให้คนไปเข้าใจว่าเป็นเหรียญเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัว ความผิดของเสี่ยอู๊ดจึงไม่ใช่ผิดที่โฆษณาเกินจริง หรือเป็นเท็จเท่านั้น แต่ยังบังอาจดึงสถาบัน เบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือทางการค้าด้วย นางรัศมีกล่าว 

ด้าน นายศานิต ร่างน้อย อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผย ว่า สั่งให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรติดตามเรื่องการสร้างพระ สมเด็จเหนือหัวอย่างใกล้ชิด เพื่อตรวจหาผู้สร้างพระเครื่องตัวจริงว่าเป็นใครกันแน่ ขณะนี้มีข้อมูลของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพระเครื่องดังกล่าวครบถ้วนแล้ว กำลังอยู่ระหว่างประเมินรายได้เพื่อเรียกเก็บภาษีจากการจำหน่ายพระเครื่องต่อไป ส่วนกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ให้กรมสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลังของผู้สร้างพระสมเด็จเหนือหัวนั้น ล่าสุดกรมสรรพากรได้ออกหมายเรียกแล้ว เนื่องจากพบมีการเสียภาษีไม่ครบถ้วน จึงเรียกเก็บภาษีย้อนหลังประมาณ 10 ล้านบาท แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ เพราะมีกฎหมายบังคับเป็นข้อห้าม ที่ตนให้สัมภาษณ์เนื่องจากเห็นว่า การโหมโฆษณาของผู้สร้างพระเครื่อง รวมถึง "องค์จตุคามรามเทพ" ในช่วงที่ผ่านมา มีลักษณะของ การเก็งกำไร เช่น ซื้อไป 100-200 บาท แล้วขายต่อในราคา 1,000-2,000 บาท จำเป็นต้องออกมาปราบเพื่อป้องกัน การเก็งกำไรในลักษณะนี้
 

ข่าว :ไทยรัฐ
26 ธันวาคม 2550


 

พลเมืองดีฟ้องแล้ว

เสี่ยอู๊ด-ไดม่อน ฮิลส์

เช่า 1,000 ฟ้อง 300,999.-

แต่เอ..ประเทศไทยเรามีข้อหา "เรียกค่าเสียหายแพงเกินควร" หรือเปล่า ?

คิดว่าน่าจะมี เพราะโฆษณาขายสินค้าเกินราคายังมี เรียกค่าเสียหายแพงเกินควรก็น่าจะมี

 

 

นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์
ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้เสียหายจากการโฆษณาพระสมเด็จเหนือหัว

 

     โดยนายสงกรานต์นั้น ทราบข่าวมาก่อนหน้าตั้ง 7 วัน ว่ามีการท้วงติงจากสำนักราชเลขาธิการ ว่ามีความไม่ชอบมาพากลในการจัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัว ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบด้วย ก็ปล่อยเวลาไปอีกตั้ง 7 วัน จึงได้ตัดสินใจไปเช่าพระจากไปรษณีย์บางบัวทอง แล้ววันรุ่งขึ้นก็เข้าร้องเรียนต่อดีเอสไอ จนกระทั่งวันนี้ กลับมาอีกด้วยการฟ้องเรียกค่าเสียหายถึง 300,999 บาท ต่อพระเครื่องที่เช่าไป 1,000 บาท

     ตรงนี้น่าจะมีปัญหาให้สงสัยว่า นายสงกรานต์เป็นผู้เสียหายเพราะการโฆษณาจริงหรือ หรือว่ามิได้เสียหายเพราะการโฆษณา คือนายสงกรานต์รู้มาก่อนว่าการโฆษณานั้นเป็นการหลอกลวง จึงไม่ยอมจองพระ พอได้ทราบข่าวว่าทางสำนักพระราชวังจะเอาเรื่อง จึงได้รีบเอาเงินไปซื้อพระ แล้ววิ่งไปแจ้งความเลย มองตามนี้ก็จะเห็นว่า นายสงกรานต์เป็นพลเมืองดี ที่อยากจะพิทักษ์ปกป้องคนอื่นๆ ไม่ให้เสียหาย แต่มองอีกมุมหนึ่งก็จะเห็นว่า "เป็นการเช่าพระเพื่อหาเรื่อง" เพราะเรื่องนี้ต้องมีผู้เสียหาย คือคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และหลงไปเช่าพระจริงๆ จึงจะว่าเสียหายเพราะเชื่อการโฆษณา แต่นายสงกรานต์นั้นรู้แน่ๆ ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ที่ทำไปนั้นเพราะอยากจะทำดี คืออยากประปกป้องบุคคลอื่น ซึ่งก็ไม่ทราบว่าทำได้หรือไม่ในฐานะพลเมืองดี ถ้าหากว่านายสงกรานต์เป็นเจ้าหน้าที่ก็ว่าไปอีกอย่าง

    ที่สำคัญก็คือว่า ดีเอสไอก็บอกแล้วบอกอีกว่า นี่เป็นคดีอาญาแผ่นดิน ถึงใครไม่ฟ้องก็ดำเนินคดีได้ ก็ไม่จำเป็นอะไรที่นายสงกรานต์จะต้องฟ้องร้อง

    แต่อย่างไรก็ตาม ก็ควรทำไป ในเมื่อแง่มุมทางกฎหมายหลายครั้ง ก็ยังไม่ชัดเจน ควรจะพิสูจน์พยานหลักฐานและเงื่อนงำต่างๆ ผ่านกระบวนการยุติธรรม เพราะพูดไปประเดี๋ยวท่านผู้อ่านก็จะหาว่า ทางเราปกป้องนายสิทธิกร ซึ่งหาเป็นเช่นนั้นไม่ เราเพียงแต่ตั้งข้อสังเกตเท่านั้น จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม
26 ธันวาคม 2550

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ผู้เสียหายเช่าซื้อพระสมเด็จเหนือหัว ฟ้อง เสี่ยอู๊ด เรียกค่าเสียหายฐานละเมิดและโฆษณาการจัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัว ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ แถมแอบอ้างมวลสาร และตราสัญลักษณ์มหามงกุฎ 300,999 บาท ศาลแพ่งนัดพร้อมคู่ความ 24 มี.ค.ปีหน้า
       
       วันนี้ (26 ธ.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก
นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ อายุ 39 ปี ผู้เสียหายจากการเช่าบูชาพระสมเด็จเหนือหัว เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท ไดมอนด์ฮิลล์ จำกัด ,นายสิทธิกร บุญฉิม หรือ เสี่ยอู๊ด ประธานบริษัท และนายก้องไกร ลิ้มจรูญ กรรมการผู้มีอำนาจ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานละเมิดและโฆษณาแก้ไขข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน เรียกค่าเสียหายจำนวน 300,999 บาท
       
       โจทก์บรรยายฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่
9 พ.ย. 50 - 19 ธ.ค. 50 จำเลยทั้งสามร่วมกันโฆษณาต่อประชาชนในหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ เรื่องการจัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัว ทำให้ประชาชนทั่วไปหลงเชื่อว่าได้รับพระบรมราชานุญาตในการจัดสร้าง จากนั้นวันที่ 19 ธ.ค. 50 โจทก์ได้เช่าสมเด็จเหนือหัว สีขาว จำนวน 1 องค์ ราคา 999 บาท ณ ที่ทำการไปรษณีย์ สาขาบางบัวทอง และในวันเดียวกัน เวลา 20.00 น. โจทก์ได้ทราบข่าวทางโทรทัศน์ว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตรวจสอบพบว่า การสร้างพระสมเด็จเหนือหัว ทางสำนักพระราชวังไม่เคยพระราชทานดอกไม้ และไม่เคยอนุญาตให้นำตราที่มีลักษณะคล้ายกับพระมหามงกุฎพิชัยด้านหลังองค์พระมาให้ใช้แต่อย่างใด
       
       ต่อมาวันที่
20 ธ.ค.50 โจทก์ได้ติดต่อคืนพระสมเด็จเหนือหัว ที่ไปรษณีย์สาขาบางบัวทอง แต่ไม่สามารถกระทำได้ จึงนำเรื่องเข้าร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ต่อมาวันที่ 21 ธ.ค.-22 ธ.ค.50 จำเลยที่ 2 ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน จะไม่คืนเงินจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และในวันที่ 22 ธ.ค.50 เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้จับกุมจำเลยที่ 2 ขณะเตรียมเดินทางไปต่างประเทศ
       
       โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษา ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินจำนวน 999 บาทแก่โจทก์ ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง
"ห้าม" จำเลยทั้งสามโฆษณาหรือใช้คำว่า เหนือหัว ท้ายคำว่า พระสมเด็จ และขอให้ศาล "มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามลงโฆษณาเรื่องดอกไม้ที่ใช้เป็นมวลสาร" นั้นยังไม่ได้ขออนุญาตจากสำนักพระราชวังแต่อย่างใด โดยลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันจำนวน 7 ฉบับ เป็นเวลา 30 วัน หากจำเลยเพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 300,000 บาท เพื่อให้โจทก์นำไปชำระค่าโฆษณาดังกล่าว ศาลรับคำฟ้องไว้เพื่อนัดพร้อมคู่ความในวันที่ 24 มี.ค.51 เวลา 13.30 น.
       
       ภายหลังนายสงกรานต์ กล่าวว่า นอกจากที่ได้ยื่นฟ้องในวันนี้แล้ว ตนยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่ง
ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อมีคำสั่งให้ บริษัท ไดมอนด์ฮิลล์ จำกัด ถอดป้ายโฆษณาพระสมเด็จเหนือหัวที่ยังคงเหลืออยู่ ออกทั้งหมด
 

 

ข่าว : ผู้จัดการ
26 ธันวาคม 2550

 

 

  
 

 

 

 

 

www.alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264

 
E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003
This Website Sponsored by