|
|

|
ข่าวสารจากทั่วโลก อะลิตเติ้ล บุ๊ดด่ะ ดอทคอม พร้อมนำเสนอแด่แฟนๆ ทุกท่าน ด้วยสำนึกในปฏิการคุณที่ท่านให้เกียรติมาเยือน |
|
ร่าง
เหตุผล คนไทยทั้งปวงล้วนมีความปรารถนาอย่างเดียวกัน คือ ต้องการอยู่ในสังคมที่ดีงามและมีความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน สังคมที่ดีงามและอำนวยประโยชน์สุขร่วมกัน ต้องเป็นสังคมที่มีจิตสำนึกทางคุณธรรมและจริยธรรมสูง สังคมที่ถือเงินเป็นตัวตั้งโดยขาดจิตสำนึกทางคุณธรรมและจริยธรรม จะนำไปสู่ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมและเกิดปัญหาสังคมต่างๆ ตามมามากมาย ทั้งปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ ปัญหาอบายมุขสิ่งเสพติด ปัญหาความรุนแรง ปัญหาในกลุ่มเยาวชน ตลอดจนปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน และโดยที่กลไกที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอและเหมาะสมต่อการสร้างเสริมสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม
จึงสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมคุณธรรม ซึ่งกำหนดมาตรการ กลไก
ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
โดยให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมกันทำงานอย่างบูรณาการและเป็นเอกภาพ
ตลอดจนการสร้างกลไกอื่น
เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งแก่องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านคุณธรรมและจริยธรรม
ทั้งนี้เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรมนำการพัฒนา
อันจะนำมาซึ่งความสุขความเจริญอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ร่าง
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
...............................................................
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ....” มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้
"คุณธรรม"
หมายความว่า สิ่งที่มีคุณค่า มีประโยชน์ เป็นความดีงาม เป็นมโนธรรม
เป็นเครื่องประคับประคองใจให้เกลียดความชั่ว กลัวบาป ใฝ่ความดี
เป็นเครื่องกระตุ้นผลักดันให้เกิดความรู้สึกรับผิดชอบ
เกิดจิตสำนึกที่ดีมีความสงบเย็นภายใน
และเป็นสิ่งที่ต้องอบรมโดยเฉพาะเพื่อให้เกิดขึ้นและเหมาะสมกับความต้องการของสังคม “จริยธรรม”
หมายความว่า
กรอบหรือแนวทางอันดีงามที่พึงปฏิบัติซึ่งกำหนดไว้สำหรับสังคม
เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม
เกิดความสงบร่มเย็นเป็นสุข เกิดความรักสามัคคี เกิดความอบอุ่น
มั่นคงและปลอดภัยในการดำรงชีวิต เช่น ศีลธรรม กฎหมาย ธรรมเนียมประเพณี
เป็นต้น “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ”
หมายความว่า กระบวนการที่ให้ประชาชน
และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรียนรู้อย่างใช้ปัญญาและสมานฉันท์
เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของประชาชน
โดยจัดให้มีการประชุมอย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วม “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ “กรรมการ” หมายความว่า กรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ “คณะกรรมการบริหารสำนักงาน” หมายความว่า คณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ “กรรมการบริหารสำนักงาน” หมายความว่า กรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ “ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด 1 สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ
มาตรา 5 ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยอาจจัดให้มีการประชุมสมัชชาคุณธรรมระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่นได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้จะต้องประกาศให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนวันประชุม
การประชุมและคุณสมบัติขององค์กรสมาชิก
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง มาตรา 6 สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติมีวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลสถานการณ์ของสังคมเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรม อบายมุขและสิ่งเสพติด ตลอดจนเสนอนโยบาย ยุทธศาสตร์ มาตรการและแนวทางในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งการป้องกันแก้ไขปัญหาอบายมุขและสิ่งเสพติด ต่อรัฐบาล และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) พิจารณาเสนอความเห็นในการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ (2) พิจารณาเสนอความเห็นในการจัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ (3) เสนอแนวทางและมาตรการในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม และการป้องกันแก้ไขปัญหาอบายมุขและสิ่งเสพติดต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณากำหนดเป็นนโยบายต่อไป (4) จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิด้านคุณธรรมแห่งชาติ สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติจะต้องประมวลข้อเสนอจากสมัชชาคุณธรรมระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาเรื่องต่างๆ ตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดในวรรคหนึ่งด้วย ในกรณีที่สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติมีข้อเสนอให้หน่วยงานของรัฐนำไปปฏิบัติ หรือนำไปพิจารณาประกอบในการกำหนดนโยบาย ให้เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาดำเนินการให้บรรลุผลตามควรแก่กรณีต่อไป
หมวด 2 ธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ
มาตรา 7 ธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่อง ดังต่อไปนี้ (1)
ปรัชญาและหลักการเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรม
ในการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ ให้คณะกรรมการนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติมาประกอบการพิจารณาด้วย เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้คณะกรรมการทบทวนธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติอย่างน้อยทุกห้าปี
หมวด 3 คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
มาตรา 10 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ” ประกอบด้วย (1) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ (2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง (3) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง (4) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นรองประธานกรรมการคนที่สาม (5) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (6) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (7) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสิบสี่คน ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งพนักงานในสำนักงานจำนวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์เกี่ยวกับงานส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม
(1)
มีสัญชาติไทย
ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ หรือในกรณีที่ได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้น อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งตามวาระ หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ มาตรา 13 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (1) ตาย มาตรา 14 การประชุมของคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม หากรองประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่ง เป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด มาตรา 15 ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (1) เสนอแนะและให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ (2) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีให้มีหรือแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรม (3) พิจารณาเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงและระเบียบเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ (4) จัดทำธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ (5) พิจารณาเสนอแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติต่อคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติเป็นแผนแม่บท (6) ประสานนโยบายและแผน และเสริมสร้างความร่วมมือในการปฏิบัติงานของภาคส่วนต่างๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม และการรณรงค์ลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งเสพติด (7) พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนงานและโครงการต่างๆ ในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม และการรณรงค์ลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งเสพติด (8) กำหนดมาตรการในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งการรณรงค์ลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งเสพติด (9) ให้คำปรึกษา แนะนำ และประสานงานแก่หน่วยงานของรัฐและเอกชนที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมหรือที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัตินี้ (10) กำกับการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารสำนักงาน รวมทั้งกำหนดระเบียบในส่วนที่เกี่ยวข้อง (11) เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (12) พิจารณาหรือดำเนินการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย ข้อเสนอแนะหรือความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง ต้องสอดคล้องกับธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ และให้คำนึงถึงข้อเสนอแนะของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติด้วย มาตรา 16 ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อปฏิบัติหน้าที่แทนคณะกรรมการ หรือปฏิบัติการ อย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย รวมทั้งมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดหรือท้องถิ่นเพื่อปฏิบัติการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติมาตรา 14 มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม
หมวด 4 สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
มาตรา 17 ให้จัดตั้งสำนักงานขึ้นเรียกว่า “สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ” ให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ในกำกับของนายกรัฐมนตรี ให้สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น กิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่ผู้อำนวยการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าว มาตรา 18 ให้สำนักงานมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม โดยมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมไทย และพัฒนานโยบายส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ (2) เฝ้าระวังสถานการณ์ปัญหาทางสังคม ติดตามและประเมินสถานการณ์ปัญหาเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมไทย และปัญหาอบายมุขและสิ่งเสพติด รวมทั้งการปฏิบัติตามนโยบายและยุทธศาสตร์การส่งเสริมคุณธรรม (3) จัดทำรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ด้านคุณธรรมและจริยธรรม และข้อเสนอแนะต่างๆ ต่อคณะรัฐมนตรี ตลอดจนเผยแพร่สู่สาธารณะ (4) ดำเนินการจัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมให้คณะกรรมการพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และรัฐสภา (5) ดำเนินการจัดประชุมสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ รวมทั้งสมัชชาคุณธรรมระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่น และดำเนินการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ (6) ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ (7) เป็นศูนย์ประสานงานและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์รายงาน ผลงานวิจัย ข้อมูล องค์ความรู้ งานสร้างสรรค์ หรือกิจกรรมเพื่อส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมในรูปแบบต่างๆ และการลด ละ เลิกอบายมุข สิ่งเสพติด (8) ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม และรณรงค์การลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งเสพติด รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมและจริยธรรม และสื่อรณรงค์ต่อต้านอบายมุขและสิ่งเสพติด (9) สนับสนุนการฝึกอบรม พัฒนาศักยภาพขององค์กรด้านคุณธรรมและจริยธรรม (10) เสริมสร้างความร่วมมือและประสานงานระหว่างองค์กรสมาชิกด้วยกันเอง หรือกับบุคคลภายนอก ตลอดจนการประสานงาน ส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาเครือข่ายองค์กรคุณธรรมและจริยธรรม (11) ประสานงานกับหน่วยงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลและหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ดำเนินงานเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรม (12) ให้การอุดหนุนหรือช่วยเหลือกิจกรรมเพื่อส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมและติดตามประเมินผลการดำเนินงาน (13) กระทำการใดๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้องค์กรสมาชิกของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติชุมชน หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายในทุกระดับ ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม (14) ปฏิบัติงานธุรการทั่วไปของคณะกรรมการและของคณะกรรมการบริหารสำนักงาน (15) ปฏิบัติหน้าที่ที่อื่นตามที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานมอบหมาย หรือกระทำการอื่นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสำนักงาน
(1) ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง หรือก่อตั้งทรัพยสิทธิต่างๆ (2) ก่อตั้งสิทธิ หรือทำนิติกรรมใดๆ ที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน (3) จัดหาและให้ทุน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงาน ตามที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานกำหนด (4) ทำความตกลงและร่วมมือกับองค์การหรือหน่วยงานอื่นทั้งในและต่างประเทศในกิจการที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน (5) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมายเพื่อให้ดำเนินการใดๆ ที่อยู่ภายในอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน (6) ให้ประกาศนียบัตร หนังสือรับรอง และเครื่องหมายวิทยฐานะในกิจกรรมตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน (7) ว่าจ้างหรือมอบให้บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นทำกิจการต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน (8) รับมอบหมายหรือรับจ้างองค์กรหรือบุคคลอื่น เพื่อประกอบกิจการภายในขอบวัตถุประสงค์ของสำนักงาน (9) รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการบริหารสำนักงาน และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานมอบหมาย
มาตรา 20 ทุนและทรัพย์สินในการดำเนินกิจการของสำนักงานประกอบด้วย (1) เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นทุนประเดิม (2) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี (3) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้ (4) ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน ค่าบริการหรือรายได้จากการดำเนินการ (5) เงินอุดหนุนจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ (6) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของสำนักงานหรือที่สำนักงานได้รับตามกฎหมายอื่นหรือโดยนิติกรรมอื่น (7) ดอกผลที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของสำนักงานเงินทุนประเดิมตาม (1) และเงินอุดหนุนตาม (2) นั้น รัฐบาลพึงจัดสรรให้แก่สำนักงานโดยตรง เป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินกิจการของสำนักงาน มาตรา 21 บรรดารายได้และดอกผลตามมาตรา 20 ไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน มาตรา 22 ให้อสังหาริมทรัพย์ซึ่งสำนักงานได้มาจากการให้ หรือจากการซื้อด้วยเงินรายได้ของสำนักงานเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงาน ให้สำนักงานมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ จำหน่าย และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงาน มาตรา 23 การใช้จ่ายเงินของสำนักงาน ให้ใช้จ่ายไปเพื่อกิจการของสำนักงานโดยเฉพาะการเก็บรักษา และเบิกจ่ายเงินของสำนักงานให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานกำหนด มาตรา 24 การบัญชีของสำนักงานให้จัดทำตามหลักสากลตามแบบและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานกำหนด และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุของสำนักงาน ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการบริหารสำนักงานทราบอย่างน้อยปีละครั้ง ให้มีผู้ปฏิบัติงานของสำนักงานทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะและให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการบริหารสำนักงาน ตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานกำหนด มาตรา 25 ให้สำนักงานจัดทำงบดุล งบการเงิน และบัญชีทำการส่งให้ผู้สอบบัญชี ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับตั้งแต่วันท |