ข่าวสารจากทั่วโลก อะลิตเติ้ล บุ๊ดด่ะ ดอทคอม พร้อมนำเสนอแด่แฟนๆ ทุกท่าน ด้วยสำนึกในปฏิการคุณที่ท่านให้เกียรติมาเยือน

 

       

 

เปิดร่าง พรบ.คุณธรรม

 

 

ร่าง


บันทึกหลักการและเหตุผล
ประกอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ....


หลักการ : เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
 

เหตุผล

              คนไทยทั้งปวงล้วนมีความปรารถนาอย่างเดียวกัน คือ ต้องการอยู่ในสังคมที่ดีงามและมีความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน สังคมที่ดีงามและอำนวยประโยชน์สุขร่วมกัน ต้องเป็นสังคมที่มีจิตสำนึกทางคุณธรรมและจริยธรรมสูง สังคมที่ถือเงินเป็นตัวตั้งโดยขาดจิตสำนึกทางคุณธรรมและจริยธรรม จะนำไปสู่ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมและเกิดปัญหาสังคมต่างๆ ตามมามากมาย ทั้งปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ ปัญหาอบายมุขสิ่งเสพติด ปัญหาความรุนแรง ปัญหาในกลุ่มเยาวชน ตลอดจนปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน และโดยที่กลไกที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอและเหมาะสมต่อการสร้างเสริมสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม

     จึงสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมคุณธรรม ซึ่งกำหนดมาตรการ กลไก ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมกันทำงานอย่างบูรณาการและเป็นเอกภาพ ตลอดจนการสร้างกลไกอื่น เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งแก่องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านคุณธรรมและจริยธรรม ทั้งนี้เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรมนำการพัฒนา อันจะนำมาซึ่งความสุขความเจริญอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
 

 

 

ร่าง
พระราชบัญญัติส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
พ.ศ. ....
 

 

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
 

...............................................................
 

 

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ....”

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้

              "คุณธรรม" หมายความว่า สิ่งที่มีคุณค่า มีประโยชน์ เป็นความดีงาม เป็นมโนธรรม เป็นเครื่องประคับประคองใจให้เกลียดความชั่ว กลัวบาป ใฝ่ความดี เป็นเครื่องกระตุ้นผลักดันให้เกิดความรู้สึกรับผิดชอบ เกิดจิตสำนึกที่ดีมีความสงบเย็นภายใน และเป็นสิ่งที่ต้องอบรมโดยเฉพาะเพื่อให้เกิดขึ้นและเหมาะสมกับความต้องการของสังคม
 

              “จริยธรรม” หมายความว่า กรอบหรือแนวทางอันดีงามที่พึงปฏิบัติซึ่งกำหนดไว้สำหรับสังคม เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม เกิดความสงบร่มเย็นเป็นสุข เกิดความรักสามัคคี เกิดความอบอุ่น มั่นคงและปลอดภัยในการดำรงชีวิต เช่น ศีลธรรม กฎหมาย ธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น
 

               “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ” หมายความว่า กระบวนการที่ให้ประชาชน และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรียนรู้อย่างใช้ปัญญาและสมานฉันท์ เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของประชาชน โดยจัดให้มีการประชุมอย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วม
 

              “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

              “กรรมการ” หมายความว่า กรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

             “คณะกรรมการบริหารสำนักงาน” หมายความว่า คณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

              “กรรมการบริหารสำนักงาน” หมายความว่า กรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

              “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

              “ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

              “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

              กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้


 

หมวด 1

สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ

 

มาตรา 5 ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยอาจจัดให้มีการประชุมสมัชชาคุณธรรมระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่นได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้จะต้องประกาศให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนวันประชุม


              สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติประกอบด้วย องค์กรสมาชิกที่ปฏิบัติงานด้านการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม ได้แก่ องค์กรภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม รวมทั้งชุมชนท้องถิ่น

              การประชุมและคุณสมบัติขององค์กรสมาชิก ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
 

มาตรา 6 สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติมีวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลสถานการณ์ของสังคมเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรม อบายมุขและสิ่งเสพติด ตลอดจนเสนอนโยบาย ยุทธศาสตร์ มาตรการและแนวทางในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งการป้องกันแก้ไขปัญหาอบายมุขและสิ่งเสพติด ต่อรัฐบาล และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

              (1) พิจารณาเสนอความเห็นในการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ

              (2) พิจารณาเสนอความเห็นในการจัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

              (3) เสนอแนวทางและมาตรการในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม และการป้องกันแก้ไขปัญหาอบายมุขและสิ่งเสพติดต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณากำหนดเป็นนโยบายต่อไป

              (4) จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิด้านคุณธรรมแห่งชาติ

     สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติจะต้องประมวลข้อเสนอจากสมัชชาคุณธรรมระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาเรื่องต่างๆ ตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดในวรรคหนึ่งด้วย

              ในกรณีที่สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติมีข้อเสนอให้หน่วยงานของรัฐนำไปปฏิบัติ หรือนำไปพิจารณาประกอบในการกำหนดนโยบาย ให้เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาดำเนินการให้บรรลุผลตามควรแก่กรณีต่อไป

 

หมวด 2

ธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ

 

มาตรา 7 ธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่อง ดังต่อไปนี้

              (1) ปรัชญาและหลักการเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรม
              (2) องค์ความรู้ด้านคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมไทย
              (3) คุณธรรมและจริยธรรมของสังคมไทยที่พึงประสงค์
              (4) จรรยาบรรณและมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมในกลุ่ม องค์การ และวิชาชีพสาขาต่างๆ
              (5) แนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอบายมุขและสิ่งเสพติด
              (6) แนวทางการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม
              (7) บทบาทของสถาบันทางศาสนา
              (8) บทบาทหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง


มาตรา 8 ให้คณะกรรมการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และการดำเนินงานการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งการป้องกันแก้ไขปัญหาอบายมุขและสิ่งเสพติด

              ในการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ ให้คณะกรรมการนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติมาประกอบการพิจารณาด้วย

              เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

              ให้คณะกรรมการทบทวนธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติอย่างน้อยทุกห้าปี


มาตรา 9 ธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ นโยบายและแผนแม่บทเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ผูกพันหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง จะต้องดำเนินการต่อไปตามอำนาจหน้าที่ของตน

 

หมวด 3

คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

 

มาตรา 10 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ” ประกอบด้วย

              (1) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ

              (2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง

              (3) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง

              (4) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นรองประธานกรรมการคนที่สาม

              (5) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

              (6) ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

              (7) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสิบสี่คน

     ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งพนักงานในสำนักงานจำนวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

              กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์เกี่ยวกับงานส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม


มาตรา 11 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

              (1) มีสัญชาติไทย
              (2) อายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์
              (3) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
              (4) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
              (5) ไม่มีประวัติเสื่อมเสียในด้านคุณธรรมและจริยธรรม


มาตรา 12 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน

              ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ หรือในกรณีที่ได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้น อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว

              ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งตามวาระ หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

มาตรา 13 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

              (1) ตาย
              (2) ลาออก
              (3) คณะรัฐมนตรีให้ออก
              (4) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
              (5) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11
              (6) สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติตัดชื่ออกจากบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิด้านคุณธรรมแห่งชาติ

มาตรา 14 การประชุมของคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

              ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม หากรองประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่ง เป็นประธานในที่ประชุม

             การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา 15 ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

              (1) เสนอแนะและให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

             (2) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีให้มีหรือแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรม

              (3) พิจารณาเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงและระเบียบเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

              (4) จัดทำธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ

              (5) พิจารณาเสนอแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติต่อคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติเป็นแผนแม่บท

              (6) ประสานนโยบายและแผน และเสริมสร้างความร่วมมือในการปฏิบัติงานของภาคส่วนต่างๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม และการรณรงค์ลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งเสพติด

              (7) พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนงานและโครงการต่างๆ ในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม และการรณรงค์ลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งเสพติด

              (8) กำหนดมาตรการในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งการรณรงค์ลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งเสพติด

              (9) ให้คำปรึกษา แนะนำ และประสานงานแก่หน่วยงานของรัฐและเอกชนที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมหรือที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัตินี้

              (10) กำกับการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารสำนักงาน รวมทั้งกำหนดระเบียบในส่วนที่เกี่ยวข้อง

              (11) เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา

              (12) พิจารณาหรือดำเนินการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

              ข้อเสนอแนะหรือความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง ต้องสอดคล้องกับธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ และให้คำนึงถึงข้อเสนอแนะของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติด้วย

มาตรา 16 ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อปฏิบัติหน้าที่แทนคณะกรรมการ หรือปฏิบัติการ อย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย รวมทั้งมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดหรือท้องถิ่นเพื่อปฏิบัติการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

              ให้นำบทบัญญัติมาตรา 14 มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม

 

หมวด 4

สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

 

มาตรา 17 ให้จัดตั้งสำนักงานขึ้นเรียกว่า “สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ” ให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ในกำกับของนายกรัฐมนตรี

              ให้สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น

              กิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่ผู้อำนวยการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าว

มาตรา 18 ให้สำนักงานมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม โดยมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

              (1) วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมไทย และพัฒนานโยบายส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

              (2) เฝ้าระวังสถานการณ์ปัญหาทางสังคม ติดตามและประเมินสถานการณ์ปัญหาเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมไทย และปัญหาอบายมุขและสิ่งเสพติด รวมทั้งการปฏิบัติตามนโยบายและยุทธศาสตร์การส่งเสริมคุณธรรม

              (3) จัดทำรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ด้านคุณธรรมและจริยธรรม และข้อเสนอแนะต่างๆ ต่อคณะรัฐมนตรี ตลอดจนเผยแพร่สู่สาธารณะ

              (4) ดำเนินการจัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมให้คณะกรรมการพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และรัฐสภา

              (5) ดำเนินการจัดประชุมสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ รวมทั้งสมัชชาคุณธรรมระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่น และดำเนินการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยคุณธรรมแห่งชาติ

              (6) ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ

              (7) เป็นศูนย์ประสานงานและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์รายงาน ผลงานวิจัย ข้อมูล องค์ความรู้ งานสร้างสรรค์ หรือกิจกรรมเพื่อส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมในรูปแบบต่างๆ และการลด ละ เลิกอบายมุข สิ่งเสพติด

              (8) ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม และรณรงค์การลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งเสพติด รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมและจริยธรรม และสื่อรณรงค์ต่อต้านอบายมุขและสิ่งเสพติด

              (9) สนับสนุนการฝึกอบรม พัฒนาศักยภาพขององค์กรด้านคุณธรรมและจริยธรรม

              (10) เสริมสร้างความร่วมมือและประสานงานระหว่างองค์กรสมาชิกด้วยกันเอง หรือกับบุคคลภายนอก ตลอดจนการประสานงาน ส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาเครือข่ายองค์กรคุณธรรมและจริยธรรม

              (11) ประสานงานกับหน่วยงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลและหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ดำเนินงานเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรม

              (12) ให้การอุดหนุนหรือช่วยเหลือกิจกรรมเพื่อส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมและติดตามประเมินผลการดำเนินงาน

              (13) กระทำการใดๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้องค์กรสมาชิกของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติชุมชน หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายในทุกระดับ ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม

              (14) ปฏิบัติงานธุรการทั่วไปของคณะกรรมการและของคณะกรรมการบริหารสำนักงาน

              (15) ปฏิบัติหน้าที่ที่อื่นตามที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานมอบหมาย หรือกระทำการอื่นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสำนักงาน


มาตรา 19 นอกจากอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 18 ให้สำนักงานมีอำนาจทำกิจการดังต่อไปนี้ด้วย

              (1) ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง หรือก่อตั้งทรัพยสิทธิต่างๆ

              (2) ก่อตั้งสิทธิ หรือทำนิติกรรมใดๆ ที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน

              (3) จัดหาและให้ทุน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงาน ตามที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานกำหนด

              (4) ทำความตกลงและร่วมมือกับองค์การหรือหน่วยงานอื่นทั้งในและต่างประเทศในกิจการที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน

              (5) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมายเพื่อให้ดำเนินการใดๆ ที่อยู่ภายในอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน

              (6) ให้ประกาศนียบัตร หนังสือรับรอง และเครื่องหมายวิทยฐานะในกิจกรรมตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน

              (7) ว่าจ้างหรือมอบให้บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นทำกิจการต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน

             (8) รับมอบหมายหรือรับจ้างองค์กรหรือบุคคลอื่น เพื่อประกอบกิจการภายในขอบวัตถุประสงค์ของสำนักงาน

              (9) รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการบริหารสำนักงาน และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานมอบหมาย

 

มาตรา 20 ทุนและทรัพย์สินในการดำเนินกิจการของสำนักงานประกอบด้วย

              (1) เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นทุนประเดิม

              (2) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี

              (3) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้

              (4) ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน ค่าบริการหรือรายได้จากการดำเนินการ

              (5) เงินอุดหนุนจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ

              (6) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของสำนักงานหรือที่สำนักงานได้รับตามกฎหมายอื่นหรือโดยนิติกรรมอื่น

              (7) ดอกผลที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของสำนักงานเงินทุนประเดิมตาม (1) และเงินอุดหนุนตาม (2) นั้น รัฐบาลพึงจัดสรรให้แก่สำนักงานโดตรง เป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินกิจการของสำนักงาน

มาตรา 21 บรรดารายได้และดอกผลตามมาตรา 20 ไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

มาตรา 22 ให้อสังหาริมทรัพย์ซึ่งสำนักงานได้มาจากการให้ หรือจากการซื้อด้วยเงินรายได้ของสำนักงานเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงาน

              ให้สำนักงานมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ จำหน่าย และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงาน

มาตรา 23 การใช้จ่ายเงินของสำนักงาน ให้ใช้จ่ายไปเพื่อกิจการของสำนักงานโดยเฉพาะการเก็บรักษา และเบิกจ่ายเงินของสำนักงานให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานกำหนด

มาตรา 24 การบัญชีของสำนักงานให้จัดทำตามหลักสากลตามแบบและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานกำหนด และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุของสำนักงาน ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการบริหารสำนักงานทราบอย่างน้อยปีละครั้ง

              ให้มีผู้ปฏิบัติงานของสำนักงานทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะและให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการบริหารสำนักงาน ตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารสำนักงานกำหนด

มาตรา 25 ให้สำนักงานจัดทำงบดุล งบการเงิน และบัญชีทำการส่งให้ผู้สอบบัญชี ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับตั้งแต่วันท&#