LAST UPDATE :   JANUARY : 27 : 2022 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 


 

ตัดนิตยภัตตลอดชีวิต !

สำนักพุทธกาฬสินธุ์ขู่เจ้าคณะอำเภอกาฬสินธุ์

ของดรับนิตยภัตไม่ได้ ใครฝ่าฝืนจะถูกตัดตลอดชีวิต

 

 

 

ตักบาตรถามพระ

รับได้ไหม ฉันได้ไหม ผิดไหม จะโดนคดีไหม ?

 

 

อา..นิตยภัตนั้น เริ่มแรกก็เป็นเพียง "ค่าภัตตาหาร" ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดพระราชทานถวายแก่พระสงฆ์ที่ทรงเคารพนับถือ แต่ภายหลังมา จำนวนพระมีมากขึ้น ทางรัฐบาลเลยจัดการ "ถวายเป็นเงินเดือน" จ่ายผ่านบัญชีธนาคาร เหมือนข้าราชการทั่วไป แต่ก็ได้นิดหน่อย เพียงเป็นค่าอาหารบางมื้อเท่านั้น

นิตยภัตนั้น เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สั่งการให้นายไพบูลย์ นิติตะวัน ให้ออกมาตีปลาหน้าไซ เพื่อจะได้ใช้เป็นใบเบิกทางในการเข้าตรวจสอบบัญชีทั้งของพระสงฆ์และวัดวาอารามต่างๆ และต่อมา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ภายใต้การบริหารของ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ก็ใช้แนวทางเดียวกันนี้ ตรวจสอบทั้งบัญชีส่วนตัวและบัญชีวัดของพระที่ต้องสงสัย แม้กระทั่งกรรมการมหาเถรสมาคมก็ถูกดำเนินคดีและยึดทรัพย์ไปหลายรูป

วันนี้ มีประเด็นใหม่ เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จังหวัดกาฬสินธุ์ (พศจ.กาฬสินธุ์) มีหนังสือแจ้งไปยังพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะอำเภอ ซึ่งประสงค์จะขอ "งดรับนิตยภัต" ว่าทำไม่ได้ แถมระบุด้วยว่า พระสังฆาธิการรูปใดทำการของดรับนิตยภัต ก็จะถูกตัดเงินเดือนไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งอะไร

ความจริงแล้ว ปัญหานี้มิใช่เป็นปัญหาของพระสังฆาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์เท่านั้น หากแต่เป็นปัญหาของพระสังฆาธิการทั้งประเทศ แม้แต่กรรมการมหาเถรสมาคมและสมเด็จพระสังฆราชก็ไม่เว้น เพราะเป็นที่ชัดเจนว่า รัฐบาลไทยได้ถวายเงินเดือนค่านิตยภัตพระสังฆาธิการทุกระดับ ผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและผ่านบัญชีธนาคาร ทำมานานแล้ว ถึงปัจจุบันก็ยังคงถวายเงินประเภทนี้อยู่

จึงดูเหมือนว่า รัฐบาลไทยกำลังตีสองหน้า ด้านหนึ่งก็สั่งจ่ายเงินเดือนพระทั่วประเทศ อีกด้านหนึ่งก็ให้คนออกมากล่าวหาพระสังฆาธิการที่รับนิตยภัต (ตั้งแต่พระสังฆราชลงมา) ว่าปฏิบัติไม่ชอบตามพระธรรมวินัย

ในกรณีนี้ ก็คงไม่ต่างจากกรณี "เงินทอนวัด" ซึ่งมีต้นทางมาจาก "รัฐบาล" ซึ่งสั่งจ่ายเงินอุดหนุนวัดผ่านสำนักพุทธฯ แต่พอวัดวาอารามต่างๆ ได้รับไปแล้ว รัฐบาลก็ทำการ "ตลบหลัง" สั่งตรวจสอบ และตั้งข้อหาเอาตามใจชอบ ถึงขนาดว่า มีวัดได้รับเงินอุดหนุนนับสิบวัด แต่รัฐบาลสั่งตั้งข้อหาและดำเนินคดีเพียง 2 วัด (ที่เหลือเป็นวัดที่เราศรัทธา รับไปก็ไม่ผิด) ศาลอาญาถึงกับมีคำพิพากษาว่า "วัดสามพระยามีสิทธิ์รับเงินอุดหนุนโดยชอบธรรม" เล่นเอารัฐบาลประยุทธ์หน้าม้าน แต่ยังคงหน้าด้าน ไม่ยอมให้เจ้าคุณเอื้อนกลับมาห่มผ้าเหลือง พงศ์พรประกาศจะเล่นงานด้วยข้อหา "แต่งกายเลียนพระสงฆ์" แปลกนะ เป็นชาวพุทธแท้ๆ แต่อาฆาตมาดร้ายแม้กระทั่งพระเจ้าพระสงฆ์ คงแล้วแต่เวรแต่กรรมแล้วล่ะ

กรณี "นิตยภัต" ก็เช่นเดียวกัน มันเป็นเงินภาษีของประชาชนที่รัฐบาลแบ่งมาถวายพระสังฆาธิการ ระบบระเบียบเกี่ยวกับการรับการจ่ายๆ ก็รัฐบาลเป็นคนกำหนดทั้งสิ้น แต่ก็ปรากฏว่า รัฐบาลสั่งการให้คนของตนออกมาพูดตำหนิว่าพระรับเงินทองผิดพระธรรมวินัยบ้าง ขู่ว่าถ้าพระรูปใดของดรับนิตยภัต รัฐบาลก็จะไม่จ่ายอีกตลอดชีวิตบ้าง เป็นเรื่องน่าสมเพชเวทนาในพฤติกรรมของรัฐบาลไทย

ไม่เต็มใจจะถวาย ก็สั่งงดทั้งหมดไปเลยสิคุณประยุทธ์ จะรออะไร ?

 

 

ที่มาเอกสาร : สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 27 มกราคม 2565

 


 

ไม่ให้ออก !

เจ้าคณะภาค 9 ไม่รับหนังสือลาออก

ของพระสังฆาธิการกาฬสินธุ์ทั้งจังหวัด

ดึง 3 เจ้าคณะอำเภอเป็นทีมงานไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

ขณะที่พระสังฆาธิการกาฬสินธุ์รุกหนัก

ประกาศอิสระภาพ ปลดแอกจาก มส.

ไม่ยอมรับและไม่อยู่ภายใต้การปกครองของพระเล็ก

จี้ให้ลาออก ไม่งั้นจะลาออกเอง รอบสอง !

 

 

พระเทพดิลก (วัชรพันธุ์ นนทิโย)

เจ้าคณะภาค 9 วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ

กำลังปลุกปล้ำกับการเมืองเรื่องอำนาจจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

ดูสีหน้าแล้ว ไม่เสบย เหนื่อยสุดๆ เผลอๆ จะขอลาออกอีกองค์

 

 

พระครูเล็ก เจ้าไร้ศาล แบกพัดยศจนเหนื่อย

 

อา..ก็ต้องถือว่า ปัญหากาฬสินธุ์ กำลังเดินหน้า จะเข้าป่าช้าหรือว่าไปทางไหน ก็ต้องรอชมกันต่อไป ในฐานะ..FC

ที่เห็นๆ ก็คือว่า เวลา ณ บัดนี้ ผ่านเวลาคาบเกี่ยวมานานถึง 2 ปีแล้ว (64-65) ยังไม่มีวี่แววว่า "พระครูเล็ก" ศิษย์เอกหลวงตาอินทร์ถวาย เจ้าของฉายาที่พระกาฬสินธุ์ขนานนามให้ว่า "อินทร์โคย" จะสามารถหาที่สังกัดในจังหวัดกาฬสินธุ์อันกว้างใหญ่ไพศาลได้เพียงแค่..แมวดิ้นตาย ทั้งๆ ที่พระครูเล็กเคยไปคุยโวกับหลวงปู่ไดโนเสาร์เอาไว้แล้วว่า "กระผมได้รับพระบรมราชโองการให้มาเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" แต่ทำไมเจ้าคณะจังหวัด "โดยพระบรมราชโองการ" ที่แอบอ้างนั้น กระจอกอย่างนี้ ไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน พงศ์พรเจ้านายของพระครูเล็กก็หมดปัญญาช่วย

ล่าสุดนั้น เถรสมาคม ส่งเจ้าคุณสุนทร กรรมการ มส. ชาวใต้ ให้มาดูลาดเลาว่าจะเอาไง สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับไป เพราะมาทำงานหลวง กลับบอกว่า "มาส่วนตัว" เลยพูดกันไม่รู้เรื่อง การทูตคอทองแดงที่ มส. หมายมั่นปั้นมือว่าจะพลิกสถานการณ์ได้ ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ดูถูกคนอีสาน เอาคนใต้มาเจรจา เขาพูดด้วยก็ดีโขแล้ว

มาวันนี้ ก็มีข่าวว่า "เจ้าคณะภาค 9 ธรรมยุต ไม่ยอมรับการลาออกของเจ้าคณะอำเภอและเจ้าคณะตำบลในจังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งจังหวัด ขอให้ดำรงตำแหน่งต่อไป เพื่อช่วยงานคณะสงฆ์ให้เดินหน้า ไม่กลายเป็นอัมพาต" เลยถูก "รุกหนัก" ยื่น 5 เงื่อนไขใหญ่ ได้แก่

1. ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพระครูเล็ก 2. ให้พระครูเล็กลาออก 3. ให้มีการแต่งตั้งรักษาการเจ้าคณะจังหวัดแทนพระครูเล็ก 4. ให้เจ้าคณะภาค 9 ลงมาพบปะกับพระกาฬสินธุ์ อย่าลอยตัวอยู่เหนือปัญหา และ 5. ถ้าหาก 4 ข้อข้างต้น ไม่ได้รับการตอบสนอง พระสังฆาธิการทั้งจังหวัด ก็จะลาออก อีกรอบ

 

ซึ่งดูแล้ว เงื่อนไขแต่ละข้อนั้นล้วนแต่หนักหน่วงระดับ "ขวาตาย ซ้ายสลบ" ถ้ามหาเถรสมาคมยอมรับ ก็เท่ากับว่าคณะสงฆ์กาฬสินธุ์สามารถ "หักเหลี่ยม" มหาเถรสมาคม ซึ่งปกครองโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรม จึงเพลี่ยงพล้ำในเกม ถือไพ่ในมือเหนือกว่าเห็นๆ แต่เล่นไม่เป็น  ถูกข้าวเหนียวดำกาฬสินธุ์รวมเป็นปั้นใหญ่ซัดปลายคาง โอนเอียงกะเท่เร่ ขนาดเลขาสังฆราชและเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ยังแหยง ไม่กล้าลงมาเล่นเอง เกรงจะเสียฟอร์มหนัก

แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดี ก็จะเห็นว่า "ยังมีช่องว่างระหว่างบรรทัด" ในข้อเรียกร้องของพระสังฆาธิการกาฬสินธุ์ทั้ง 5 ข้อเหล่านั้น แบบว่ายังไม่ใช่เส้นตายเสียทีเดียว เพราะยังไม่ได้จี้ลงไปเลยว่า "พระครูเล็กต้องลาออกภายในกี่วัน" แบบว่าจี้ห่างๆ ยังมีช่องว่างให้พูดคุยกันได้ ดังนั้น ถ้าพระผู้ใหญ่ที่ทาง "เจ้าคุณแผน" หัวหน้าคณะผู้ก่อการกบฏในครั้งนี้ยอมรับนับถือ จะลงไปนั่งกับพื้น "ฉันข้าวเหนียวจิ้มแจ่วปลาร้า" ในบรรยากาศเป็นกันเอง ก็เชื่อว่าน่าจะหาทางออกที่พอรับกันได้ โดยไม่ต้องอ้างว่า "มาส่วนตัว" เหมือนเจ้าคุณสุนทร ทำงานใหญ่แต่ใจเสาะ

แต่ถ้าไม่ไป ก็เชื่อว่า จะมีการยกระดับ ขีดเส้นตายให้พระครูเล็กลาออก ถึงตอนนั้นมันจะลำบาก โบราณว่า ต้องตัดไฟแต่หัวลม อย่าปล่อยให้ไฟลามทุ่ง มันจะยุ่งกันใหญ่

ว่าไปแล้ว พระกาฬสินธุ์ ก็คุยง่าย ให้กลับไปเหมือนเดิมก็กลับง่ายๆ เพียงแต่อย่ามักง่าย อย่าเห็นว่าเขาง่ายแล้วจะทำอะไรก็ได้ เป็นบทเรียนที่มหาเถรสมาคม โดยเฉพาะ "สมเด็จจุณฑ์" ที่กลายเป็น "สมเด็จจุ้น" ไปแล้วนั้น ต้องสำเหนียกให้จงหนัก ทางเหนือก็เอา "อนิลมาน" อีแร้งหิมาลัยไปกินเมือง ทางอีสานก็เอา "เล็กลูกตาอินทร์โคย" มาครองกาฬสินธุ์ ฉิบหายวายป่วงเลย สมเด็จจุ้นนี่

 

 

แกนนำสงฆ์กาฬสินธุ์เผยที่ประชุมยื่นข้อเสนอ 5  ข้อ หลังเจ้าคณะภาค 9 (ธ) ไม่อนุมัติให้ลาออกยกจังหวัด ซัด "อย่าหลบฉาก"

 

วันที่ 26  ม.ค. 65  เฟชบุ๊คชื่อว่า Sophonthamudom หรือ  พระครูโสภณธรรมอุดม เจ้าอาวาสวัดโพธิ์พุทธคุณ จ.กาฬสินธุ์ แกนนำคณะสงฆ์กาฬสินธุ์สายธรรมยุต ที่คัดค้านมติมหาเถรสมาคมที่แต่งตั้ง พระครูสุทธิญาณโสภณ หรือ พระครูเล็ก เป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) รูปใหม่ ได้โพสต์ว่า

 

"เราจะยึดหลักการและเหตุผล บนพื้นฐานของความชอบธรรม"

 

 

พระพรหมวชิรากร กรรมการมหาเถระสมาคมได้เดินทางมาพบปะคณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์(ธ) ในวันที่ 12 มกราคม 2565 ที่ผ่านมาในการพบปะอย่างไม่เป็นทางการในครั้งนี้ใช้เวลาเกือบ ๆ 3ชั่วโมงแต่ก็ไม่ได้ข้อสรุปอันใดเลยเนื่องจากพระพรหมวชิรากรท่านแจ้งว่าไม่อยู่ในฐานะที่จะตอบหรือตัดสินใจอะไรได้

 

พระญาณรักขิต รองจจ.กาฬสินธุ์(ธ) ได้มีหนังสื่อเชิญพระสังฆาธิการและคณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์(ธ) เข้าร่วมประชุมในวันที่ 18 มกราคม 2565 เพื่อสรุปแนวทางในสถานการณ์ไม่ปกติของคณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์(ธ)

 

พระญาณรักขิต ได้แจ้งให้พระสังฆาธิการที่ได้ยื่นใบลาออกทุกรูปได้ทราบว่า พระเทพดิลก จภ.9 (ธ) ได้ลงนามในคำสั่งไม่อนุมัติในการลาออกและมีคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามปกติ

พระครูสิทธิวราคม จอ.สหัสขันธ์(ธ) ได้ชี้แจงในที่ประชุมในฐานะที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะทำงานของเจ้าคณะภาค9(ธ) มีหน้าที่ในการประสานงานกับคณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์(ธ)ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ โดยขอให้พระสังฆาธิการทุกรูปที่ลาออก กลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เพื่อประโยชน์ของคณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์(ธ)

 

คณะทำงาน จภ.9 (ธ) ที่ได้รับแต่งตั้งประกอบด้วย

1. พระครูสุธีวรสาร ดร. จอ.หนองกุงศรี(ธ)

2. พระครูสิทธิวราคม ดร. จอ.สหัสขันธ์(ธ)

3. พระครูกมลธรรมรังสี จอ.นาคู (ธ)

 

พระญาณรักขิต รองจจ.กาฬสินธุ์(ธ) แจ้งเพื่อทราบว่าได้จัดทำบัญชีพระสงฆ์ที่จะไปอบรมพระกรรมวาจาจารย์เพื่อที่จะสอบพระอุปัชฌาย์ในปีถัดไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งในความเป็นจริงจะต้องเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าคณะจังหวัดเท่านั้น

พระครูจิตฺตสังวรคุณ จอ.นามน (ธ) ได้ซักถามข้อสงสัยว่า การที่รองจจ. เป็นผู้ดำเนินการนั้น ไม่ผิดระเบียบปฏิบัติของการคณะสงฆ์และผิดขั้นตอนของการปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งควรจะเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะจังหวัดไม่ใช่หรือ ?

พระครูสิทธิวราคม จอ.สหัสขันธ์(ธ) ในฐานะคณะทำงานและผู้ประสานงาน จภ.9 (ธ) ให้คำตอบว่าเมื่อมีคำสั่งจาก จภ. ซึ่งเป็นผู้อำนาจหน้าที่และตำแหน่งที่สูงกว่า จจ. เมื่อมีคำสั่งจาก จภ. ลงมาก็สามารถที่จะทำได้

 

สรุปประเด็นสำคัญในการประชุมฯ

คณะพระสังฆาธิการและคณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์(ธ) จากหนังสือคำสั่งของ จภ.9 (ธ) ที่ไม่อนุมัติในการลาออกและมีหนังสือคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ตามปกตินั้น   คณะพระสังฆาธิการและคณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์(ธ) ได้ยื่นขัอเสนอ ดังนี้

1. จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จจ.กาฬสินธุ์ (ธ) รูปใหม่

2. เสนอให้พระครูสุทธิญาณโสภณหรือท่านพระอาจารย์เล็กลาออก

3. แต่งตั้งรักษาการแทน จจ.กาฬสินธุ์(ธ)

4. ให้มีการประชุมรับฟังปัญหาและหาทางออกให้เกิดความชอบธรรม โดย จภ.9 (ธ) พระเทพดิลก มารับฟังและตอบข้อสงสัยด้วยตัวเองไม่ให้ส่งตัวแทน

5. หากข้อเสนอทั้ง 4 ข้อ ไม่ได้รับการตอบรับหรือพิจารณา คณะพระสังฆาธิการทุกรูป ก็จะยื่นหนังสือลาออก เป็นครั้งที่ 2

 

ที่มา : TheBuddh : 26 มกราคม 2565


 

ชาวพุทธสุดมึน !

สำนักพุทธชี้ขาด ตำรวจต้องคดีบวชไม่ได้

แต่สำนักนายกรัฐมนตรีบอก บวชได้ แต่ห้ามหนี

มีในพระไตรปิฎกเล่มใดก็ไม่ทราบ ?

 

 

(พงศ์พร) สำนักพุทธฯ VS (วิษณุ) สำนักนายกฯ

คาถาใครขลังกว่ากัน

 

ทราบแต่ว่า งานนี้มีปัญหาแน่นอน ถึงแม้ว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ภายใต้การควบคุมของ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" จะสั่งการให้ "สิทธา มูลหงษ์" โฆษกสมองกล (AI) แบบว่าสั่งได้ทุกเมนู ให้ออกมาอ่านใบสั่ง "ห้ามตำรวจบวชพระ" ตราบใดที่ยังเคลียร์คดีไม่เสร็จ หรือยังไม่พ้นมลทิน ซึ่งในกรณี "เจ้าคุณเอื้อน-เจ้าคุณธงชัย" พงศ์พร ก็เคยออกมา "ล้ำหน้า" มหาเถรสมาคม ฟันธงเปรี้ยงว่า "บวชใหม่ไม่ได้ตลอดชีวิต" มาแล้ว ถ้าบวชก็น่าจะได้เป็น "พระครู" ทีเดียวนะ เก่งระดับพงศ์พรนี่

แต่พอพงศ์พรออกข่าวไปได้คืนเดียว "วิษณุ เครืองาม" ซึ่งควบคุมดูแล "พงศ์พร" อีกชั้นหนึ่ง ก็ออกมาระบุว่า "ตำรวจบวชได้ แม้ต้องคดี แต่ห้ามหนี" นี่ถึงแม้ไม่มีในพระไตรปิฎกเล่มไหน แต่อำนาจหน้าที่และความเชี่ยวกรากทางด้านกฎหมายผ่านมาหลายรัฐบาล จนได้ฉายา "เนติบริกร" เป็นคนแรกของประเทศไทย สูงส่งกว่า "เนติบัณฑิต"  ด้วยซ้ำไป ทำให้ผู้คนเชื่อวิษณุมากกว่าพงศ์พร จึงให้เครดิต "สำนักนายกรัฐมนตรี" มากกว่า "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ส่วนว่ามหาเถรสมาคมนั้นก็เข้าฌานไปเรื่อยๆ ลูกศิษย์ปลุกไปฉันเช้าเมื่อไหร่ค่อยกระแอมกระไอ ล่าสุดที่ส่ง เจ้าคุณสุนทรชาวใต้ไปอีสาน กล่อมพระกาฬสินธุ์ด้วยสำเนียงทองแดง ปรากฏว่าไม่ได้ผล คนไม่เชื่อ ก็ทำให้ มส. เสียรังวัดมากโขอยู่แล้ว พอข่าวตำรวจบวชแทรกคิวเข้ามา มหาเถรสมาคมรีบเข้าฌานแข่งครูบาน้อยเลยฮ่ะ ภาษานักข่าวว่าหลบฉากวุ่นวาย ไม่อยากออกความเห็น เป็นดาบสองคม

สรุปว่า มหาเถรสมาคมซึ่งเป็นรัฐบาลของพระ ไม่มีใครพูดเลย ขณะที่สำนักพุทธฯ ก็ถูกมือที่มองไม่เห็น "บงการ" อยู่เบื้องหลัง สั่งให้ออกมาพูดตามสคิป สวนทางกับ "สำนักนายกรัฐมนตรี" ซึ่งมี ดร.วิษณุ เครืองาม ควบคุมหอคอยอยู่ ดูไม่ออกเลยว่าจะเชื่อใคร หรือนี่จะเข้าตำรา หัวล้านอยากรำ หัวดำอยากเทศน์

ต่อไป อาจจะมี "Hashtag" ใหม่ ในวงการพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยว่า

 

#บวชได้ ไม่หนี ต้องคดี ไม่มีปัญหา

 

 

 

ห้ามบวช บวชไม่ได้ ไม่มีข้อยกเว้นทั้งสิ้น ไม่ว่ากรณีใดๆ

 

โฆษกสำนักพุทธฯ ยัน ส.ต.ต.นรวิชญ์ ต้องห้ามบวช

โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยืนยัน ส.ต.ต.นรวิชญ์ บัวดก ไม่สามารถเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระได้ เพราะเป็นผู้ต้องคดีอาญาที่ยังไม่สิ้นสุด

ภายหลังจากที่เมื่อวานนี้ ส.ต.ต.นรวิชญ์ บัวดก พร้อมบิดาได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดปริวาสราชสงคราม ย่านพระราม 3 เพื่อตั้งใจจะอุทิศส่วนบุญกุศลให้แก่ แพทย์หญิงวราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล หรือหมอกระต่าย ที่เสียชีวิต และหลังการบวชเสร็จสิ้นได้เดินทางไปขอขมาที่หน้าโลงศพแพทย์หญิงวราลัคน์ แต่หลังจากที่มีข่าวเรื่องนี้ปรากฏออกไป มีการตั้งข้อสงสัยอย่างแพร่หลายว่า ผู้ที่ก่อคดีอาญาสามารถบวชเป็นพระได้หรือไม่

เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2565 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายสิทธา มูลหงษ์ โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่า กรณีดังกล่าวเมื่อพิจารณาตามพระธรรมวินัยแล้ว ต้องถือว่าไม่สามารถเข้าพิธีบรรพชาอุปสมบทเป็นพระได้ เพราะเป็นผู้ต้องคดีอาญาที่ยังไม่สิ้นสุด ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ได้แจ้งให้เจ้าคณะปกครองในพื้นที่ เข้าไปทำความเข้าใจกับพระอุปัชฌาย์แล้ว ส่วนจะต้องสึกหรือไม่สึก ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของทางวัดอีกที

 

 

 

บวชได้ครับ บวชได้ ตราบใดที่ยังไม่หนี ก็ไม่มีปัญหา

 

 

วิษณุชี้คดีหมอกระต่ายผู้ต้องหาบวชได้แต่ห้ามหนี

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ถกเถียงกันว่าการที่ ส.ต.ต.นรวิชญ์ บวชตอนนี้สามารถทำได้หรือไม่ เพราะยังเป็นผู้กระทำความผิด นายวิษณุ กล่าวว่า บวชได้ แต่ถ้าถึงเวลาจำเป็นค่อยสึก ซึ่งเคยมีกรณีของพิธีกรอ่านข่าวทางโทรทัศน์คนหนึ่งที่ไปบวชหลังจากเกิดเรื่อง ไม่จำเป็นต้องให้คดีจบก่อนเพราะบวชไม่กี่วัน ไม่เป็นไร อย่าหนีก็แล้วกัน เมื่อถามว่าแม้จะเป็นการบวชโดยไม่มีกำหนดสึกสามารถบวชได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า แม้ไม่มีกำหนดสึก ก็ต้องสึกอยู่ดี เขาสามารถจับสึกเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าคดีมีความชัดเจนเมื่อใดสามารถจับสึกได้เลย แต่อย่าหนีก็แล้วกัน และความจริงการบวชยิ่งทำให้หนียาก เพราะมีที่อยู่ชัดเจน ส่วนการให้การในชั้นศาลสามารถทำได้แม้อยู่ในสมณเพศ

 

 

ข่าว : ไทยรัฐ-เดลินิวส์ : 25 มกราคม 2565

 


 

เปิดการทูตคอทองแดง !

เถรสมาคมส่งเจ้าคุณสุนทรชาวใต้ไปอีสาน

เจรจาความเมืองเรื่องพระครูเล็ก

ออกตัวเนียน "ผมมาในนามส่วนตัว"

แต่ขอให้ทุกท่าน "ปล่อยวาง" เรื่องส่วนรวม

สงฆ์กาฬสินธุ์ฟังแล้วไม่เข้าใจ ไหนว่ามาส่วนตัว ?

 

 

มาส่วนตัว แต่พูดเรื่องส่วนรวม

 

 

อา..พูดจาประสานักเลงก็คงจะเป็นว่า "ไพ่ใกล้หมดมือแล้ว" แสดงให้เห็นว่า เวลา ณ บัดนี้ มหาเถรสมาคม "หมดตัว" ไม่มีพระผู้ใหญ่ที่มีสติปัญญาและบารมีพอที่จะ "พูดคุย" กับพระสงฆ์กาฬสินธุ์ ให้โอนอ่อนผ่อนตามได้ ถึงกับต้องไปไหว้วานให้ "เจ้าคุณสุนทร" ซึ่งเป็น "ชาวใต้" ไปพูดภาษาอีสาน เรื่องน่าจะจบก็เลยบานไปใหญ่

 

 

พระเทพดิลก เจ้าคณะภาค 9  : เจ้าคุณสุนทร กรรมการ มส.

 

 

ขออธิบายเรื่อง "การทูตคอทองแดง" ไว้ตรงนี้ก่อนเลยว่า ว่าตามอำนาจการปกครองนั้น จังหวัดกาฬสินธุ์ อยู่ในเขตการปกครองของคณะสงฆ์ธรรมยุต ภาคที่ 9 ซึ่งปัจจุบันมี "พระเทพดิลก-วัชรพันธ์ นนฺทิโย" วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าคณะภาค ซึ่งเจ้าคุณวัชรพันธุ์นั้นเป็นชาว "ขอนแก่น" โดยกำเนิด จึงพูดภาษาอีสานและรู้สำเนียงคนอีสานได้ไม่ต้องแปล

ขณะที่ "พระพรหมวชิรากร-สุนทร สุนฺทราโภ" นั้น ท่านเป็นชาวจังหวัด "ชุมพร" เป็นเจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม กรุงเทพฯ เคยเป็นก็แต่ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธรรมยุต) ปกครองในเขตภาคใต้ ไล่ตั้งแต่ ชุมพร ระนอง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ฯลฯ ไปจนจดสุไหงโกลก อันเป็นเขตสิ้นสุดเขตแดนประเทศไทย ไม่เคยได้รับการแต่งตั้งให้ไปปกครองในเขตอีสานเลยแม้แต่จังหวัดเดียว จนกระทั่งได้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมแบบก้าวกระโดดเช่นกัน

และทีนี้ว่า เมื่อเกิดปัญหาว่าด้วย "เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" ซึ่งมหาเถรสมาคม "สั่งปลด" หลวงพ่อบัวศรี หรือพระเทพสารเมธี ออกจากตำแหน่ง แล้วแต่งตั้งให้ "พระครูเล็ก" หรือพระครูสุทธิญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดป่านาขาม เจ้าคณะอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ให้ข้ามห้วยข้าม "อุดรธานี-สกลนคร" มากินเมืองกาฬสินธุ์ ในตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งทีแรกนั้น พระครูเล็ก ออกตัวว่า ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่าจะได้รับแต่งตั้ง แต่ภายหลังกลับกลายเป็นว่า พระครูเล็ก เป็นผู้นำเอามติของศาลสงฆ์ภาค 10 (กรณีหลวงพ่อจันมี จังหวัดหนองคาย ซึ่งตอนนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของหลวงพ่อบัวศรี ที่ได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการเจ้าคณะภาค 10) ไปฟ้องร้องต่อสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ว่าศาลสงฆ์พิพากษาไม่ชอบธรรม แต่สมเด็จพระวันรัตเห็นชอบตามศาลสงฆ์ ถึงกับตะคอกใส่หน้าพระครูเล็กว่า "ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่แล้วจะอยู่กันยังไง"

พระครูเล็กได้ฟังดังนั้นก็ไม่พอใจ จึงนำเรื่องไปฟ้องร้องต่อ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี แล้วเรื่องก็หลุดไปจนถึง "พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา" องคมนตรี ซึ่งดูแลกิจการพระพุทธศาสนา ก่อนจะออกมาเป็นมติประวัติศาสตร์ "ปลด 3 เจ้าคณะจังหวัด" ของมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา

จากคลิป "ปริศนากาฬสินธุ์" ซึ่งหลุดออกสู่สาธารณชนเมื่อวันที่ 25 พฤศิจกายน 2564 นั้น เสียงอันคล้ายกับพระครูเล็ก เล่าว่า มีกระบวนการวิ่งเต้นฟ้องร้องไปจนถึงในรั้วในวัง ก่อนจะมีคำสั่ง "ปลดฟ้าผ่า" ออกมาดังกล่าว คำเล่าผ่านคลิปดังกล่าวนั้น เท่ากับยอมรับว่า พระครูเล็ก รู้และเกี่ยวข้องกับเรื่องราวตั้งแต่ต้น ที่อ้างว่า "ไม่รู้ตัวว่าจะได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" จึงฟังไม่ขึ้น

ในทางพระถือว่าเป็นการวิ่งเต้นประจบประแจงคฤหัสถ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งลาภยศอันไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอาหารบิณฑบาต หรือแม้กระทั่งตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ก็ไม่มีข้อยกเว้น !

นี่เป็นประเด็นทางพระธรรมวินัยครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย ซึ่งมหาเถรสมาคม อันเป็นองค์กรปกครองคณะสงฆ์ระดับสูงสุด เหมือนรัฐบาลบริหารประเทศ เมื่อทราบถึงที่มาที่ไปในตำแหน่ง "เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" ของพระครูเล็กแล้ว น่าจะตั้งกรรมการสอบสวนทวนความ เพื่อหาข้อยุติให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย หากพระครูเล็กไม่เกี่ยวข้องโดยประการทั้งปวงดังอ้าง ก็พอฟัง แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติอื่นๆ ของพระครูเล็กด้วย ว่าเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นด้าน อายุ พรรษา วิทยฐานะ และประสบการณ์การบริหารการปกครองในท้องที่นั้นๆ ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งในระดับสูง ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ก็มีอยู่ในระเบียบของมหาเถรสมาคมทั้งสิ้น เขียนไว้แต่ไม่ทำ ก็เท่ากับเขียนด้วยมือ ลบด้วยเท้า เท่านั้นเอง

แนวทางอันเหมาะสมและถูกต้องชอบธรรมนั้นมีอยู่แล้ว แต่มหาเถรสมาคมจะปฏิบัติตามหรือไม่นั้น ก็ไม่มีใครรู้

รู้แต่ว่า ในระยะเวลานานกว่า 3 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2564 ถึงปัจจุบัน) จะเห็นได้ว่า มหาเถรสมาคม นอกจากจะไม่ได้ดำเนินการตามพระธรรมวินัย ระเบียบแบบแผน และจารีตประเพณี ที่ตนเองวางระเบียบไว้เลย วันนี้ ยังส่ง "เจ้าคุณสุนทร" พระนอกพื้นที่ เข้าไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับคณะสงฆ์กาฬสินธุ์เสียอีก มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ คล้ายกับว่า ในภาคอีสานทั้งภาคนั้น ไม่มีพระเถระที่มีสติปัญญาและบารมี พอที่จะพูดคุยกับพระสงฆ์กาฬสินธุ์ได้แล้ว ถึงได้ใช้ให้เจ้าคุณสุนทรไปดังกล่าว

 

นี่แหละฮะ การทูตคอทองแดง !

 

ประมวลเหตุการณ์ของคณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ในปัจจุบันแล้ว พอจะประมาณการได้ว่า

1. มหาเถรสมาคม หมดมุก หมดตัวบุคคลทำงานในภาคอีสาน ไม่มีแม้แต่ผู้เคยมีบารมีมาก่อน อาทิเช่น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเมื่อเกิดเรื่องใหม่ๆ นั้น พระญาณรักขิต หรือเจ้าคุณแผน รองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ วิ่งเอามติคณะสงฆ์เข้าไปกราบเรียนถึงในวัดราชบพิธ แสดงว่าเจ้าคุณแผนก็ยังเกรงบารมีของสมเด็จชิน วันนี้ การที่เจ้าคุณแผนยังคงดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ยังไม่ยอมลาออกเหมือนเจ้าคณะตำบล-อำเภอ ที่ลาออกทั้งจังหวัดไปแล้วนั้น ก็เชื่อว่า เจ้าคุณแผนยังคง "ไว้หน้าผู้ใหญ่" ไม่หักหาญจนผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ เซียนพระชี้ว่า ถ้าหาก "สมเด็จชิน" เป็นคนเด็ดขาด ยอมเสียสละไปลงนั่งคุยกับพระกาฬสินธุ์ ก็น่าจะหาทางลงให้แก่ทุกฝ่ายได้ รวมทั้งมหาเถรสมาคมด้วย แต่ถ้าพระผู้ใหญ่แหยง ไม่กล้าเล่น ปล่อยให้พระผู้น้อยเล่นกันเอง มันก็จะยิ่งเละดังที่เห็น นี่พูดแบบไม่เกรงใจแล้วล่ะ จะเอาบ้านเมืองและพระศาสนาไว้ หรือว่าจะเอาตัวเองรอด

2. การส่งเจ้าคุณสุนทร กรรมการมหาเถรสมาคม ไปนัดพูดคุยปัญหากาฬสินธุ์ โดยอ้างว่า "มาธุระส่วนตัว" แต่กลับพูดเรื่องส่วนรวมนั้น มันเสียหายหลายแสน เสียความเป็นพระที่ต้องซื่อสัตย์ซื่อตรง พูดแบบมีนัยยะ แบบว่ากะล่อน ดูถูกพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวกาฬสินธุ์ทั้งจังหวัด พูดได้ไงว่า "ขอให้คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) ปล่อยวางและทำใจยอมรับมติดังกล่าว เพื่อสถานการณ์จะได้คลี่คลายไปในทางที่ดี"

3. กรณีที่เจ้าคุณสุนทรพูดไปแบบนั้น เท่ากับว่า มุ่งจะเข้าไปแก้ปัญหาให้แก่พระครูเล็ก เพียงคนเดียว ขณะที่พระและโยมชาวกาฬสินธุ์ทั้งเมือง กลับไม่สนใจจะแก้ไขช่วยเหลือ เห็นพระครูเล็กเป็นพระเจ้า ขณะที่ชาวกาฬสินธุ์ทั้งบ้านทั้งเมืองนั้นไร้ค่า อย่างนั้นหรือ ?

4. มหาเถรสมาคมเล่นเกมนี้ ใช้วิธีการแบบนี้ ใช้คนเช่นนี้ ดูทีว่าจะไม่มีทางชนะในสงครามกลางเมือง ซึ่งต้องช่วงชิงความเป็นธรรม แต่สถานการณ์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ามหาเถรสมาคมจะเพลี่ยงพล้ำ ถึงขนาดว่าต้องส่งพระจากต่างถิ่นเข้าไปช่วยเจรจา หาคนในพื้นที่ไม่ได้แม้แต่คนเดียว

5. ในทางปฏิบัติแล้ว เมื่อเจ้าคณะภาค 9 ซึ่งปกครองคณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์โดยตรง ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามที่มหาเถรสมาคมมุ่งหมาย ในการเคลียร์พื้นที่ให้พระครูเล็ก ก็เท่ากับว่าหย่อนยานสมรรถนะ สมควรจะถูก "ถอดถอน" ไม่ต่างไปจากกรณีพระเทพสารเมธี (หลวงพ่อบัวศรี) แต่นี่มหาเถรสมาคมกลับลงดาบเฉพาะหลวงพ่อบัวศรี ไม่ยอมลงดาบเจ้าคุณวัชรพันธ์ ถามว่าใช้มาตรฐานอะไร ?

6. สำคัญที่สุดก็คือ นโยบายจากส่วนกลาง คือจากมหาเถรสมาคม หรือจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่ามองเห็นอะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่าง "คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวกาฬสินธุ์ทั้งจังหวัด" กับ "พระครูเล็ก" เพียงคนเดียว ซึ่งหลักสากลแล้ว เขามีแต่ยอมเสียน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ แต่มหาเถรสมาคมในวันนี้กลับยอมเสียส่วนใหญ่เพื่อรักษาส่วนน้อย

7. ถ้าเห็นว่าพระครูเล็กเป็นบุคคลสำคัญระดับโลก มีความสามารถพิเศษสุด เกิดอีกร้อยชาติก็หาไม่ได้อีกแล้ว ยังไงก็ต้องตั้งให้เป็นเจ้าเป็นนายให้ได้ เหมือนคุณอนิลมาน ก็เอางี้สิ มหาเถรสมาคมออกมติตั้งให้พระครูเล็ก "เป็นเจ้าคณะจังหวัดภาคใต้" จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ซึ่งจะคอยดูว่าพระสงฆ์ใต้คนถิ่นเดียวกับเจ้าคุณสุนทรจะยอมรับได้ไหม ถ้าเกิดปัญหาในภาคใต้ขึ้นมา มหาเถรสมาคมก็แก้ปัญหาด้วยการ "ส่งเจ้าคุณสุนทร" ลงไปเจรจาขอให้ปล่อยวาง ถามว่ามหาเถรสมาคมและนายพงศ์พรกล้าไหม ?

ปัญหาไม่เกิดบ้านใคร-ใครก็ไม่รู้ การส่งเจ้าคุณสุนทรไปกาฬสินธุ์พูดแบบความฝันอันสูงสุด ใครก็พูดได้ เพราะไม่ใช่บ้านของเจ้าคุณสุนทร พูดจบก็ปัดก้นกลับแล้ว จะเป็นอย่างไรก็ไม่อนาทรร้อนใจอะไร ที่ไปๆ นั้นเพราะผู้ใหญ่สั่ง แค่ทำตามหน้าที่

8. คำว่า "ปล่อยวาง" ในความหมายของเจ้าคุณสุนทรคืออะไร ? ถ้าจะให้ปล่อยวางโดยการหลับหูหลับตา อะไรจะเกิดขึ้นกับพระศาสนากับวัดวาอารามและกับบ้านกับเมือง ก็อย่าไปสนใจ ปล่อยให้มหาเถรสมาคมปกครองประเทศไทยไปคนเดียว อีแบบนี้มิใช่การปล่อยวางแบบปัญญาชนแล้วล่ะ แต่จะเป็นการปล่อยวางแบบวัวแบบควาย ตามที่หลวงพ่อชาวัดหนองป่าพงได้สั่งสอนเอาไว้ เมื่อพบว่ามีพระรูปหนึ่ง ในฤดูมรสุม เกิดลมพัดกุฏิพังไปแถบหนึ่ง พระรูปนั้นก็ไม่ยอมซ่อมแซม แต่ได้ย้ายตัวเองและเครื่องบริขารไปแอบอยู่อีกมุมหนึ่งของกุฏิ หลวงพ่อชาไปเห็นเข้าจึงถามว่าทำไมไม่ซ่อมแซม พระรูปนั้นก็อ้างว่า "กำลังฝึกปล่อยวาง" หลวงพ่อชาจึงสอนว่า ปล่อยวางแบบนี้มันปล่อยวางแบบวัวควาย ไม่ใช่ปล่อยวางแบบคน ถ้าปล่อยวางจริงจะย้ายตัวเองไปทำไม ก็นั่งตากแดดตากฝนไปซี นี่ก็อยากจะดูเหมือนกันว่า ถ้าเจ้าคุณสุนทรถูกปลดวันไหน จะปล่อยวางได้ดังคำพูดหรือไม่ ?

 

 

 

โอม มะลึกกึ๊กกึ๋ย !

 

กรรมการมหาเถรฝ่ายธรรมยุต เยี่ยมคณะสงฆ์กาฬสินธุ์ เปรยขอให้ปล่อยวางยอมรับมติ

 

วันที่ 19 ม.ค. 65   ผู้ใช้เฟชบุ๊ค ชื่อว่า "Sophonthamudom" หรือ  พระครูโสภณธรรมอุดม เจ้าอาวาสวัดโพธิ์พุทธคุณ และอดีตเจ้าคณะอำเภอห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ พระแกนนำของคณะสงฆ์กาฬสินธุ์สายธรรมยุตคัดค้านมติมหาเถรสมาคมที่แต่งตั้ง พระครูสุทธิญาณโสภณ หรือพระครูเล็ก เป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) รูปใหม่ ได้โพสต์ว่า

 

พระพรหมวชิรากร (สุนทร สุนฺทราโภ)  กรรมการมหาเถรสมาคม  (เจ้าอาวาสวัดราชผาติการามวรวิหาร ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 16 (ธรรมยุต) และภาค 17 18 (ธรรมยุต)  ได้มีโอกาสพบปะพระสังฆาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) ถึงแม้พระเดชพระคุณท่านจะปฏิเสธว่า เป็นการมาเยี่ยมเยียนพบปะสนทนาเป็นการส่วนตัว ไม่ได้มาในฐานะกรรมการมหาเถระสมาคม หรือพูดง่ายๆ คือไม่ได้มาอย่างเป็นทางการ แต่ก็พอที่จะคาดการณ์ได้ว่า มาเพื่อสังเกตการณ์ปฏิกิริยาของคณะสงฆ์และชาวพุทธกาฬสินธุ์ ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร ในกรณีการปลดหลวงพ่อเจ้าคุณบัวศรีในครั้งนี้

 

มีพระสังฆาธิการหลายรูป ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น และเสนอทางออก เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และกิจการงานคณะสงฆ์จะได้ดำเนินไปได้ตามปกติ

 

พระครูสุธีวรสาร เจ้าคณะอำเภอหนองกุงศรี (ธ) ได้ถวายรายงานเกี่ยวกับกรณีคลิปเสียง ซึ่งมีช่วงหนึ่งได้ระบุว่าเมื่อเจ้าคณะจังหวัดรูปใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ท่านก็จะสังคายนาคณะสงฆ์กาฬสินธุ์ (ธ) โดยเฉพาะเรื่องอธิกรณ์ของหลวงปู่เมือง จะชำระให้เรียบร้อยถึงขั้นจะจับสึกกันเลยทีเดียว ซึ่งในข้อนี้พระครูสุธีวรสารชี้แจงว่าไม่สามารถที่จะยอมรับในตัวของพระครูสุทธิญาณโสภณได้

 

พระครูสิทธิวราคม เจ้าคณะอำเภอสหัสขันธ์ (ธ) ถวายรายงานต่อพระพรหมวชิรากรว่า พระครูสุทธิญาณโสภณ ควรที่จะเสียสละตัวเองด้วยการลาออก เพื่อความสงบสุขของคณะสงฆ์และชาวพุทธกาฬสินธุ์

 

มีตัวแทนคณะสงฆ์และตัวแทนชาวพุทธกาฬสินธุ์ ถามพระพรหมวชิรากรว่า สาเหตุที่ท่านเจ้าคุณบัวศรีถูกปลดนั้นท่านมีความผิดร้ายแรงในเรื่องใด ถึงขนาดมีคำสั่งปลดโดยไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวนเลย พระพรหมวชิรากรท่านตอบว่า เรื่องนี้ต้องให้เจ้าคุณบัวศรีเป็นผู้ตอบ ท่านไม่ทราบและไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบ

 

หลวงพ่อเจ้าคุณบัวศรีท่านตอบว่า ท่านก็ไม่ทราบ แต่ถ้าจะให้เดา ท่านบอกว่าน่าจะมีอยู่ 2 เรื่อง ที่เข้าข่ายการละเลยปฏิบัติหน้าที่

 

1. ความล่าช้าในการตัดสินอธิกรณ์หลวงพ่อเมือง ในกรณีมีผู้ร้องเรียนความผิดร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก เข้าข่ายการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ได้รับการยืนยันจากพระครูสิทธิวราคม จอ.สหัสขันธ์ (ธ) หนึ่งในคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์หลวงพ่อเมืองว่า ได้สรุปเรื่องทั้งหมดให้เจ้าคณะภาค 9 (ธ) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

2. เรื่องการตัดสินอธิกรณ์หลวงพ่อจันมี อนาลโย ในความผิดร้ายแรง ซึ่งได้มีการตัดสินลงความเห็นว่า มีความผิดจริง และถูกถอดถอนจากตำแหน่งเจ้าอาวาสและให้ลงอุกเขปนิคหกรรม แต่หลวงพ่อจันมีได้ทำเรื่องอุทธรณ์คำสั่งต่อพระเทพสารเมธีหรือหลวงพ่อเจ้าคุณบัวศรี ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการเจ้าคณะภาค 8 (ธ) ซึ่งหลวงพ่อเจ้าคุณบัวศรีก็ได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์คำสั่งของหลวงพ่อจันมี อนาลโย และได้เพิกถอนความผิดทั้งหมดของหลวงพ่อจันมี อนาลโย ด้วยเหตุผลที่ว่า หลักฐานต่างๆ ที่ฝ่ายร้องเรียนนำมาเพื่อแสดงความผิดของหลวงพ่อจันมี อนาลโย นั้น ไม่เพียงพอและสมเหตุสมผลที่จะลงโทษได้ พร้อมนี้ได้สรุปเรื่องรายงานสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ให้ทราบ และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ก็เห็นชอบลงนามรับรอง ในนามผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต

 

จึงเป็นอันสิ้นสงสัยได้ว่า การกล่าวหาหรือกล่าวอ้างว่า หลวงพ่อเจ้าคุณบัวศรีนั้นละเลยการปฏิบัติหน้าที่ จึงไม่น่าจะเข้าข่ายความผิดในข้อดังกล่าว จึงนำมาซึ่งความเคลือบแคลงใจของคณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) และชาวพุทธกาฬสินธุ์ว่า องค์ท่านมีความผิดในข้อหาไหนกันแน่ ถึงถูกประหารชีวิตแบบไม่มีสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์ใดๆ เลย

 

แต่สิ่งที่หน้าเศร้าใจที่สุดก็คือประโยคคำพูดของ พระพรหมวชิรากร ที่ว่า ให้คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) ปล่อยวางและทำใจยอมรับมติดังกล่าว เพื่อสถานการณ์จะได้คลี่คลายไปในทางที่ดี    # ซึ่งเป็นคำพูดที่พูดง่ายแต่ฟังยากอย่างงัยบอกไม่ถูก#

 

ทางด้าน นายนิยม เวชกามา ส.ส.พรรคเพื่อไทย จังหวดสกลนคร เปิดว่า เมื่อวานนี้มีการประชุมคณะสงฆ์และชาวพุทธจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ประชุมมีมติว่า ยืนยันคำพูดเดิมคือ ขอให้มหาเถรสมาคมทบทวนมติ หากมหาเถรสมาคมวางเฉยเรื่องนี้ ไม่ยอมจบแน่นอน ลุกสู้ทั้งหวัด !!

 

 

ที่มา : TheBuddh : 20 มกราคม 2565

 


 

โรงเรียนวัดโพธิ์ !

สมเด็จประสฤษดิ์ตั้งทีมงานต่างประเทศ

เจ้าคุณพิมพ์ เจ้าคุณทองสูรย์ และเจ้าคุณเทียบ

พร้อมหน้าพร้อมตายิ่งกว่าดรีมทีม

 

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ประสฤษดิ์ เขมงฺกโร)

เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

 

 

สามขุนพลสายต่างประเทศของสมเด็จประสฤษดิ์

ซ้าย : พระเทพวัชราจารย์ (เจ้าคุณเทียบ) วัดโพธิ์ ที่ปรึกษา

กลาง : พระพรหมเสนาบดี (เจ้าคุณพิมพ์) วัดปทุมคงคา รองประธานรูปที่ 1

ขวา : พระธรรมวชิรโมลี (เจ้าคุณทองสูรย์) วัดยานนาวา รองประธานรูปที่ 2

 

 

อา..ก็ต้องถือว่า "มาตามนัด" เปิดตลาดพระวัดโพธิ์แต่ต้นปี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ท่านมีพระดีเป็นพระ "สมเด็จแสน" ที่สมเด็จป๋าเคยสร้างเอาไว้ ปัจจุบันนั้นท่านว่าหายาก ใครๆ ก็อยากจะได้ "สมเด็จวัดโพธิ์" มาห้อยคอหรือติดย่ามไว้ มันอบอุ่นจิตใจอย่างบอกไม่ถูก ตลาดท่าเตียนวันนี้ แม้จะไม่มีบรรยากาศ "ยักษ์วัดแจ้งกับยักษ์วัดโพธิ์ตีกัน" จนท่าเตียนเหมือนในอดีต แต่ความชุลมุนวุ่นวายก็คล้ายๆ กัน นั่นเพราะมีพระเถรานุเถระทั้งในและต่างประเทศ เบียดเสียดกันเข้าวัดโพธิ์เหมือนมีตลาดนัด ภารโรงวัดโพธิ์ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการจัดสถานที่ต้อนรับ จัดไปจัดมาปรากฏว่า "เก้าอี้" ไม่พอแจก เอ๊ย ไม่พอนั่ง ที่เห็นๆ ผ่านมหาเถรสมาคมจำนวน 6 รูปไปนั้น ท่านว่ายังแค่ "หัวหน้า" แต่บริวารว่านเครือของแต่ละรูปแต่ละองค์นั้น "ยาวเป็นไมล์" ต้องไปตั้งแถวกันที่ท้องสนามหลวง

 

 

เจ้าคุณพิมพ์ (ขวา) เจ้าคุณวีรยุทธ์ (ซ้าย) ตามสมเด็จประสฤษดิ์ไปวัดโพธิ์

วันนี้ ได้รับการปูนบำเหน็จให้ดำรงตำแหน่งรองประธานพระธรรมทูตฯ

ดูเอาไว้นะฮะ ซื้ออะไรจะสู้ "ซื้อใจ" ต้องวัดใจไปก่อน อย่ารอให้ท่านเรียก

 

 

 

พระพรหมเสนาบดี (เจ้าคุณพิมพ์)

 

 

เริ่มที่ "รองหนึ่ง" ซึ่งก็คือ พระพรหมเสนาบดี หรือเจ้าคุณพิมพ์ วัดปทุมคงคา มีตำแหน่งมากมายไล่ตั้งแต่ เจ้าคณะภาค 7 กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ปรึกษาโครงการหมู่บ้านศีลห้า ล่าสุด เมื่อเจ้าคุณสุรชัย วัดสระเกศ ถูกพิษการเมืองเรื่องเงินทอนวัดเล่นงาน จำใจต้องลาออกทั้งน้ำตา เจ้าคุณพิมพ์ ก็ได้รับความไว้วางใจจาก "สมเด็จประสฤษดิ์" ให้เข้ามาดำรงตำแหน่ง "รองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ" แทน

นอกจากการเข้าร่วมเป็น "ทีมงานสมเด็จวัดโพธิ์" ตั้งแต่เริ่มแล้วนั้น ยังมีฝีมือการ "บูรณะตำหนักสมเด็จวัดโพธิ์" จนแทบจะเรียกได้ว่า "เนรมิต" ติดผ้าม่านระยิบระยับระดับหลุยส์ที่ 14 ระดับนี้ไม่มีคำว่าผิดหวัง จนชื่อเสียงของ "เจ๊หงษ์" ศิษย์ก้นกุฏิของเจ้าคุณพิมพ์โด่งดังเป็น "เจ้าแม่" แห่งท่าเตียน สังคมสงฆ์ไทยระดับสูงในกรุงเทพฯ ไม่มีใครไม่รู้จัก ทีมต่างประเทศ (อินเดีย-เนปาล) เล่นสูตรนี้ "ป๋าวัน" เจ้าพ่อบางบอน เจ้าของวลีเด็ด "ใจถึง-พึ่งได้" ยังต้องยอมซูฮก เพราะทีมนี้ท่านใช้ "ฤทธิ์ทางใจ" มองแป๊ปเดียวก็รู้ว่าสมเด็จท่านชอบแบบไหน ไม่ต้องเอ่ยความนัยอะไร ก็สนองใจสมเด็จท่านอย่างทันอกทันใจ ไม่ให้เก้าอี้ "รองประธานรูปที่หนึ่ง" แก่เจ้าคุณพิมพ์แล้วจะให้ใคร จริงไหมครับท่านเจ้าคุณวีรยุทธ์

 

 

 

พระธรรมวชิรโมลี หรือเจ้าคุณทองสูรย์ ซึ่งเดิมนั้นท่านสังกัด "วัดเบญจมพิตร" และมีอาณาจักรใหญ่ในยุโรป คือวัดพระศรีนครินทรวราราม สวิตเซอร์แลนด์ กล่าวขานกันว่า นอกจากจะเป็นวัดที่ "ใกล้วังมากที่สุด" ในต่างประเทศ เพราะเป็นวัดที่ "สมเด็จพระศรีครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า" ทรงโปรดปรานพระราชทานพระนามให้เป็นชื่อวัดแล้ว ก็ยังเป็นวัดรวยที่สุดในยุโรป เพราะสวิตเซอร์แลนด์เป็นแดนสวรรค์ เงินทองจึงหาง่ายเหมือนเสกใบไม้ ปัจจุบันโครงการมหาคอมเพล็กหน้าวัดพระศรีฯ ใหญ่สุดในยุโรปก็กำลังเดินเครื่อง ว่ากันว่าต้องหว่านงบประมาณลงไปร่วมๆ พันล้าน

แต่ด้วยสายสัมพันธ์แห่งอุบลราชธานี ที่เรียกว่า "อุบลคอนเน็กชั่น" ทำให้เจ้าคุณทองสูรย์ท่านคิดถึงบ้านมากกว่าวัดเบญจฯที่เคยพำนักพักพามานาน ยอมย้ายตามคำชวนของสมเด็จประสฤษดิ์ไปอยู่..วัดยานนาวา ซึ่งยังมิทันจะย้ายก็ได้รับการโปรดเกล้าฯ เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น "ชั้นธรรม" ทันที รู้งี้ย้ายตั้งแต่ปีกลายแล้ว

ก่อนสิ้นปี มีข่าวว่า "เจ้าคุณทองสูรย์" มีชื่อติดโผ "กรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่" แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อยู่กับผู้ใหญ่จะไปไหนเสีย วันนี้ไม่ได้ วันต่อไปยังไงก็ต้องได้ ตำแหน่ง "รองสอง" ของสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ จึงมาเกยแบบว่าแก้เหงา

 

 

 

"Born to be" ต้องกล่าวอย่างนี้ สำหรับ "เจ้าคุณเทียบ" หรือพระเทพวัชราจารย์ ซึ่งแต่เดิมนั้นก็ทำงานอยู่ใน มจร. ต้องรอจนเหนื่อย เพราะสายวัดประยูรเขาเยอะเหลือเกินในตอนนั้น ครั้นต่อมาเหมือนลูกเข้าเท้า เมื่อท่านประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า พร้อมด้วยท่านรองประธานาธิบดี ฮิลลารี่ คลินตัน แห่งสหรัฐอเมริกา มีหมายกำหนดการจะเข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ในพระบรมมหาราชวัง ในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2555 ซึ่งท่านมีเวลาพอประมาณก่อนที่จะเข้าในพระบรมมหาราชวัง จึงมีการสรรหาสถานที่ให้ท่านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาพร้อมด้วยคณะ ได้ทัศนาให้เป็นที่เบิกบานสำราญใจ ซึ่งรัฐบาลไทยในสมัยนั้น ได้สรรหาสถานที่มากมาย แต่สุดท้าย "ติดขัดเรื่องเวลา" เกรงว่าถ้าไปเที่ยวไกลจะไปเข้าเฝ้าไม่ทัน สุดท้าย "วัดโพธิ์" จึงถูกพรหมลิขิตให้เป็น "สถานที่สำคัญ" ในการต้อนรับท่านประธานาธิบดีโอบาม่าในครั้งนี้

และเมื่อท่านประธานาธิบดีจะมาวัด ก็ต้องมีบุคคลากรของทางวัดเป็นเจ้าภาพคอยรับแขก และนั่นเอง ฟ้าจึงบันดาลให้ "เจ้าคุณเทียบ" หรือพระสุธีธรรมานุวัตร ในสมัยนั้น ให้เข้ารับหน้าที่ "มัคคุเทศกิตติมศักดิ์" ต้อนรับท่านประธานาธิบดีโอบาม่า ซึ่งก็ปรากฏว่า ท่านเจ้าคุณเทียบสามารถทำงานได้อย่างดีเยี่ยม เทียบชั้น "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์-ประยุทธ์" เป็นไกด์กิตติมศักดิ์ ต้อนรับสมเด็จพระสันตปาปา จอห์น ปอลล์ ที่ 2 แห่งนครรัฐวาติกัน องค์พระประมุขของคริสจักรวาติกันทั่วโลก เสด็จเยือนประเทศไทยและเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ในปี พ.ศ.2527

ภายหลังท่านประธานาธิบดีโอบาม่ากลับไปแล้ว ก็มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในวัดโพธิ์ เมื่อวัดใหญ่แห่งนี้ "ถูกกำหนดหมาย" ให้เป็น "สวนหลวง" เป็นสถานที่ต้อนรับแขกระดับซูเปอร์วีไอพี อันได้แก่บรรดาผู้นำประเทศที่มาเยือนประเทศไทย ก่อนจะเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวในวัง ทางรัฐบาลไทยก็ใช้ American Standard คือเชิญแขกเมืองไปเยี่ยมชมวัดโพธิ์ตามธรรมเนียมใหม่ ซึ่งแขกกิตติมศักดิ์นั้น ก็ต้องมี "เจ้าคุณเทียบ" ยืนเป็นตำแหน่งหลักคอยต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกรู้จัก "วัดโพธิ์" ในฐานะ "Landmark" กิตติมศักดิ์ แทบว่าต้องจองตั๋ว "เข้าชมวัดโพธิ์" มาจากต่างประเทศ ส่งผลให้รายได้ "ค่าขายบัตร" เข้าชมวัดโพธิ์ในแต่ละวัน พุ่งทะยานขึ้นถึง "หลักล้าน" เพียงแค่ 3 ปี วัดใหญ่แห่งนี้มีเงินไหลเข้าไปถึง 1,000 ล้าน (อ่านว่าหนึ่งพันล้าน)

 

 

เจ้าคุณเทียบ

 

เจ้าคุณเทียบ เป็นทั้งมัคคุเทศก์อันดับหนึ่ง และเป็นคีย์แมนที่สร้างความมั่งคั่งให้แก่วัดโพธิ์ จนกลายเป็นวัด "รวยที่สุด" ในประเทศไทย

เชื่อไหมว่า ถ้าเป็นในต่างประเทศ คนทำงานระดับนี้ ต้องได้รับการปูนบำเหน็จ "สามขั้น" เป็นอย่างน้อย

แต่เชื่อไหมว่า ในการแต่งตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์พระสงฆ์ไทยในปี 55-56-57-58 นั้น ไม่มีชื่อเจ้าคุณเทียบได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ในปีเหล่านี้เลย เด็กเส้นเด็กสายของเจ้าประคุณสมเด็จทั้งหลายยึดโควต้าไปหมด กว่าเจ้าคุณเทียบจะได้ขึ้นเป็น "ชั้นราช" ก็ต้องรอนานถึง 4 ปี จากนั้นทุกอย่างก็ชะงักงันจนกระทั่ง..สิ้นรัชกาลที่ 9

เจ้าคุณเทียบ เพิ่งจะได้รับพระบรมราชโองการเลื่อนขึ้นเป็น "ชั้นเทพ" เป็นกรณีพิเศษ ก็ในรัชสมัยรัชกาลที่ 10 คือในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2564 ที่ผ่านมานี่เอง

วันนี้ เจ้าคุณเทียบ พระเทพวัชราจารย์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "ที่ปรึกษา" สำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ถึงจะไม่ค่อยมีบทบาทอะไร แต่ก็ต้องทำใจว่า วัดโพธิ์วันนี้ยิ่งใหญ่ไม่เหมือนเดิม หลวงพ่อเจ้าอาวาสต้องเหนื่อยแสนสาหัส คอยสลับจับวางตำแหน่งแห่งหนต่างๆ ที่เรียกว่า "จัดเก้าอี้" ให้แก่พระเถรานุเถระทั้งในและต่างประเทศ จะจัดให้เฉพาะข้างในก็กระไรอยู่ ผู้คนจะนินทา หรือว่าถ้าให้คนข้างนอกไปหมด ลูกหลานในบ้านจะกินอะไร ทำใจลำบาก ต้องแบ่งๆ กันไปดังที่เห็น

เฮ้อหนอ วัดก็ใหญ่ เงินก็เยอะ แต่เก้าอี้ไม่พอ ต้องเข้าคิวกันยาวไกลไปถึง..ต่างประเทศ

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 13 มกราคม 2565

 


 

บิ๊กป้อมทึ่ง !

บิ๊กตู่พูด "ไม่รู้" ดีกว่าตัวเอง

ตอบกระทู้ในสภา ไปไหนมา สามวาสองศอก

 

 

อา..เห็นไหมล่ะครับว่า "โง่ไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก" แต่ถ้าได้คนโง่เป็นผู้นำ ประเทศชาติก็บรรลัยไม่ช้าก็เร็ว ในวงดัมมี่ ถ้ามีการ "ตีโง่" นั้น เซียนไพ่ชี้ว่าจะเสียทั้งสองขา แบบว่าตัวเองเสียไม่พอ ยังเพิ่มแต้มให้คู่ต่อสู้อีก การตีโง่ของ "บิ๊กตู่" ในครั้งนี้ ทางการเมืองเหมือนว่าจะชนะ แต่นอกสภาแล้วมีแต่เสียกับเสีย เสียทั้งความเป็นผู้นำ แถมยังโยนของเสียใส่ "พงศ์พร" ลูกน้องอีก เพราะหลักฐานก็ประจักษ์ชัดว่า การโอนพงศ์พร "ข้ามห้วย" มาจากดีเอสไอเป็น ผอ.พศ. นั้น เป็นคำสั่งพิเศษของคณะปฏิวัติ ลายมือ..บิ๊กตู่ นั่นถือว่ามืออาชีพ แต่มืออาชีพที่รัฐบาลใช้นั้น ปัจจุบันกลายเป็น "มือสมัครเล่น" ไม่สามารถแม้แต่จะหาคำตอบให้แก่ "นายกรัฐมนตรี" ตอบคำถามในสภาได้อย่างโปร่งใส มีอะไรๆ ก็โบ๊ย..สำนักพุทธฯดำเนินการ รัฐบาลไม่รู้ และไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง แค่ทำตามหน้าที่ นี่หรือคือผู้นำ ทำได้แค่เอาตัวรอดเป็นยอดดี !

 


 

 

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

จากฮีโร่ กลายเป็น ซีโร่ จากวีรบุรุษปราบเงินทอนวัด กลายเป็นกระโถนท้องพระโรงของบิ๊กตู่ ยิ่งอยู่ก็ยิ่งเปลืองตัว ล่าสุดไปยุ่งกับเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ยิ่งกลายเป็นกาลกิณี ไม่มีใครเขาอยากคบหาด้วย

 



 

 

การตอบคำถามของบิ๊กตู่ครั้งประวัติศาสตร์นี้ ชี้ให้เห็นว่า มีรัฐบาล แต่ไม่มีธรรมาภิบาล ขนาดพระเจ้าพระสงฆ์ยังถูกรัฐบาลใช้อำนาจทำร้ายอย่างป่าเถื่อน ศาลอาญาถึงกับมีคำพิพากษาว่า "การจับกุมพระเถระผู้ใหญ่มาขังไว้ ไม่เกิดประโยชน์อันใด ควรจะให้ท่านได้กลับออกไปบำเพ็ญประโยชน์ต่อประเทศชาติศาสนา" เป็นยิ่งกว่าคำเทศนาใดๆ ที่เคยได้ยินมา ยังดีที่ฝ่ายค้านไม่ถามว่า "ท่านส่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปไล่ตามจะพระถึงต่างประเทศเพื่ออะไร ?" มันอายเหลือเกินกับภาพ "ห้อยพระเต็มคอ" แต่ไม่ห้อยไว้ในใจเลยซักองค์

 


 

โหดกว่าสฤษดิ์

จากบุคคลจริงที่ผ่านเหตุการณ์ "พระพิมลธรรม ปี 2505" เล่าว่า ถูกจับกุมขณะเดินทางจะขึ้นเครื่องไปต่างประเทศ โดยแรกนั้น มีเจ้าหน้าที่เข้ามา "นิมนต์" ไปขึ้นเครื่องก่อน เห็นว่าเขาน่าจะให้เกียรติแก่พระสงฆ์ตามธรรมเนียมชาวพุทธ แต่พอผ่านประตูขึ้นเครื่องไปแล้ว ก็มีการ "นิมนต์" ให้เดินทางอ้อมไปอีกทาง ก็นึกว่าเป็นทางพิเศษสำหรับพระภิกษุสามเณร มิให้ปะปนกับฆราวาสญาติโยม รู้ตัวอีกทีก็ถูกเจ้าหน้าที่ "แจ้งข้อหา" แล้วนิมนต์ "ขึ้นเครื่อง" ไปสันติบาล ฮา..

นั่นเป็นเหตุการณ์ในสมัยรัฐบาลจอมพลผ้าขาวม้าแดง "สฤษดิ์ ธนะรัชต์" เผด็จการรุ่นพ่อของบิ๊กตู่ ซึ่งเมื่อนำมาเทียบกับ "ปฏิบัติการกวาดลานวัด" ในสมัย คสช. แล้ว บิ๊กตู่โหดกว่าสฤษดิ์เยอะ เพราะมีการส่งกองกำลังเจ้าหน้าที่ติดอาวุธบุกรุกพระอารามหลวงกลางกรุงเทพมหานคร ปู่ย่าตายายได้เห็นข่าวก็อุทานว่า "เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งเคยเห็น" เป็นเวรเป็นกรรมอะไรของประเทศไทย ผีห่าซาตานตนไหนสิงใจให้ผู้นำทำวิปริตผิดประเพณีเยี่ยงนี้

 

 

 

ตักบาตรถามพระ ทำบุญเลือกวัด

เลือกข้างแม้กระทั่งทางไปสวรรค์นิพพาน

บทบาทของผู้นำไทยในวันนี้

 

 

 

เขาไม่เรียกสักหน่อยขึ้น เคหา       เขาไม่ถามเจรจาทำ อวดรู้ ฯลฯ

พงศ์พร คราวก่อน ตอนเจ้าคุณเอื้อนกลับมาห่มผ้าเหลือง ทะเล่อทะล่าเสนอหน้า "ออกมาพูด" แทนมหาเถร ว่าผิดยังโง้นยังงี้ ไม่มีสิทธิ์บวชพระอีกแล้วตลอดชีวิต พอถูกพระครูเล็กพาดพิงในคลิปปริศนากาฬสินธุ์กลับเงียบเป็นเป่าสาก ภาษาชาวบ้านว่า "มุดหัว" ไม่เก่งกล้าเหมือนเดิมอีกต่อไป ภูมิใจไหมล่ะคะ คุณนายกนิษฐา กับบทบาทของพ่อคุณทูนหัวที่ใครๆ ว่าเก่งกล้าสามารถที่สุดน่ะ

 

 

The Final Answer "ผมไม่รู้"

อยากรู้ให้ไปถาม ..สำนักพุทธฯ

 




 

 

 

อำนาจ คือยาเสพติด อันดับหนึ่งของโลก

 

 


 

สรุปว่า เขาถามนายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรีตอบเป็น "สำนักพุทธฯ" ทุกคำถาม

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 5 มกราคม 2565

 


 

ไม่เอา..ดาวแปรพักตร์ !

เจ้าคุณพิพิธฉุนถูกตั้งฉายาไม่หล่อ

ขอตั้งตัวเองเป็น..ดาวค้างฟ้า

โต้แรง..ผู้ตั้ง ไม่น่าเชื่อถือ

 

 

อา..ถามว่าเกิดอะไรขึ้นฮะ ท่านเจ้าคุณพิพิธถึงติดเบรคไม่อยู่ ? ก็ตอบได้ว่า มีเพจหรือเว็บไซต์ที่ชื่อ thebuddh.com ก่อนสิ้นปี 64 ได้ทำสกู๊ปพิเศษ "ตั้งฉายาให้พระดัง" ทำนองสื่อมวลชนรัฐสภาตั้งฉายาให้รัฐมนตรีก่อนสิ้นปี ซึ่งปีนี้ มีพระดังที่ถูกตั้งฉายาจำนวน 10 รูปด้วยกัน หนึ่งในนั้นก็คือ "เจ้าคุณพิพิธ" หรือพระเทพปฏิภาณเวที เจ้าของ "ครัวหลวงตาแดง" แห่งวัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งโด่งดังทั้งด้านการเทศน์และแต่งกาพย์กลอน ถูกวางไว้ในอันดับที่ 5 ได้ฉายา "ดาวแปรพักตร์"

โดยทางผู้ตั้งฉายาได้ยกสาเหตุที่มาของ "ดาวแปรพักตร์" ครั้งนี้ว่า แต่เดิมมานั้น ท่านเจ้าคุณพิพิธเป็น "ดาวเด่น" ในวงการสงฆ์ เป็นนักพูดนักเขียน และนักต่อสู้เรียกร้องเพื่อความยุติธรรม ผ่านทั้งสื่อหรือบทกวี กล้าออกมาเตือนสติผู้มีอำนาจและสังคมเรื่อยมา แม้แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทน์โอชา ท่านก็กล้าตักเตือน จนตนเองก็ถูกตักเตือนด้วย ทำให้ต้องเงียบไปบ้าง ซึ่งนั่นยังไม่ถือว่า "แปรพักตร์" เพราะการเงียบนั้น อุดมการณ์อาจจะยังไม่เปลี่ยน เปลี่ยนแค่ "วิธีการ" ก็เป็นได้ เหมือนเจ้าคุณประสารสื่อสารถึงแฟนคลับไปนั่นแหละ

แต่ที่เพจดังกล่าวเห็นว่าเจ้าคุณพิพิธ "เปลี่ยนไป" เต็มร้อย ก็ในกรณีที่ออกมา "สอนน้อง" สองกุมารทองแห่งวัดสร้อยทอง คือ พระมหาไพรวัลย์และพระมหาสมปอง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นทิดไปแล้วนั้น เห็นว่า พฤติกรรมของเจ้าคุณพิพิธ มิใช่การออกมาต่อสู้เรียกร้องเพื่อความยุติธรรมในสังคมอีกต่อไป หากแต่เป็นการ "พินอบพิเทาเอาใจผู้มีอำนาจในมหาเถรสมาคม ไม่สนใจจะโอบอุ้มดูแลพระหนุ่มเณรน้อยที่โดนรังแค เอ๊ย รังแก" จะบอกว่าเจ้าคุณพิพิธ "เท" ประชาชน หันไป "อุ้ม" รัฐบาล ผ่านมหาเถรสมาคม ก็คงว่าได้ ก็เลยตั้งฉายาใหม่ให้เจ้าคุณพิพิธว่า "ดาวแปรพักตร์" ไปดังกล่าว

(ข่าวเชิงลึกระบุว่า เจ้าคุณพิพิธ "สนิท" กับสมเด็จธงชัย วัดไตรมิตรมาก แถมคุ้นเคยกันมานานหลายสิบปี ใกล้ถึงขนาด "ส.ว.วันชัย" ยังนั่งรอบนอก เมี่อสมเด็จธงชัยถูกเด็กรุ่นลูกพูดจาท้าทาย คนที่รู้ความนัยดีที่สุดก็คือเจ้าคุณพิพิธ การออกมาพูดสะกิดพระมหาไพรวัลย์ จึงถือว่าเป็นการส่งสัญญาณจากตัวจริงเสียงจริง แต่เสียดายที่..เขาไม่ฟัง แถมยังตั้งฉายาให้อีก มันจึงถือว่าท้าทาย" 

พอได้ทราบว่า สื่อดังกล่าว "บังอาจ" ตั้งฉายาให้แก่ตนเองโดยพลการเช่นนั้น เจ้าคุณพิพิธซึ่งถือว่าเป็นผู้อาวุโส คลุกคลีอยู่ในแวดวงสื่อมานาน เห็นว่า พวกเพจ-thebuddh น่ะ เพิ่งจะหัดเดินได้ไม่กี่ปี ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางในวงการสงฆ์ บังอาจ "สุมหัว" กันละลาบละล้วงตนเองซึ่งอาวุโสกว่า แบบว่าข้ามรุ่น ก็ต้องไม่พอใจ งานนี้ต้อง "สั่งสอน" กันซักหน่อย บอกให้รู้ "ทางเส้นนี้พี่เดินมาก่อน" ดังนั้น ตชด.ขอร้องว่าอย่าแหยม ให้มันรู้ว่าหมู่หรือจ่า

บอกก่อนว่า ถ้าพูดถึงพระไทยในวงการสื่อแล้ว เจ้าคุณพิพิธก็มิใช่คนใหม่ หากแต่เป็นคนเก่า แถมทั้งเก่าและเก๋าประสบการณ์ด้วย เจ้าคุณพิพิธ คือชีต้น ของสื่อใหญ่ค่าย..มติชน ของ "บิ๊กช้าง-ขรรค์ชัย บุนปาน" เจ้าพ่อแห่งวงการสื่อไทย แม้แต่ "มหาไพรวัลย์" ก็เดินตามเข้าค่ายนี้ "ทีหลัง" ก่อนจะโด่งดังเป็นดาวบ้านนา ดังนั้น ที่ท่านเจ้าคุณพิพิธออกมาเตือนสติมหาไพรวัลย์ไปนั้น ก็ถือว่าพอฟัง เพราะถือว่าเป็นการ "สอนน้อง"

แต่การที่สื่อใหม่ในวงการนามว่า thebuddh.com จะบังอาจ "สอนพี่" ด้วยการตั้งชื่ออย่างโน้นอย่างนี้ ถ้าตั้งดีก็ดีไป แต่ถ้าตั้งแล้วไม่ถูกใจ มวยรุ่นใหญ่ระดับ "เจ้าคุณพิพิธ" คงไม่ยอมให้ใคร "กินฟรี" นี่เลยเป็นที่มาของการ "ยำใหญ่ใส่สื่อ" ดังกล่าว แบบอยากบอกให้รู้ว่า ไม่แน่จริงอย่าแหยม ฉันไม่ใช่ของเล่น มันคนละชั้น อะไรทำนองนั้น

 

 

ทำอาหารแจกฟรี แต่จะมา "ตีกินฟรีๆ" นั้น หลวงตาแดง ไม่ยอม !

 

 

"แต่ในปีนี้กลับมี "ผู้รวมหัวกัน" ตั้งฉายาพระภิกษุสงฆ์ พฤติกรรมเช่นนี้ควรทบทวนโดยสามัญสำนึกว่าเหมาะสมหรือไม่ การบริหารคณะสงฆ์ ตื้นลึกหนาบาง ไม่มีใครรู้จริง การตั้งฉายาแบบนี้เป็นการสนุกปาก ปากคนครหา ปากกานินทาพระสงฆ์ ถ้าฆราวาสทั่วไปทำ ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าเป็นคนเคยบวชเป็นถึงมหาเปรียญมาทำอย่างนี้ ถือว่าขาดมโนธรรมอย่างรุนแรง เก่งจริงทำไมสึก การใส่ร้ายป้ายสีง่ายมาก จิ้มว่าใครง่ายเหลือเกิน ถามว่าทำแล้วได้อะไร อาตมาไม่สืบ เพราะไร้ประโยชน์ แต่ขอให้นึกถึงตราบาปว่าเป็นการเล่นบนกบาลพระ ขอให้ลองกลับไปคิดดูใหม่ ปี 64 ทำขนาดนี้ ปี 65 คงกำเริบเสิบสานยิ่งขึ้น.."

เจ้าคุณพิพิธร่ายกลอนสดเป็นทางยาว จั่วหัวแรง "รวมหัวกัน" แปลอีกสำนวนหนึ่งก็คือ "สุมหัวกัน" แบบว่า "ตบศีรษะเอาคืน" พวกคุณเป็นเด็ก อย่ามาเล่นข้ามรุ่น ระดับ..เจ้าคุณพิพิธ ฉายานี้มิใช่ได้มาโดยบังเอิญ ต้องใช้เวลาสะสมเครดิตนานเกือบ 40 ปี แต่ดันถูกเปลี่ยนเป็น "ดาวแปรพักตร์" ไปแบบนี้ ก็เสียหายหลายแสนซีฮะ ไม่สอนสั่งซะมั่งคงจะไม่สำนึกตัว ซึ่งคิดว่า หลังจากได้ฟังเจ้าคุณพิพิธแล้ว ทางกองบรรณาธิการเว็บไซต์แห่งนั้น ก็คงจะ "รวมหัว" กันประชุมอีกรอบ เพื่อประเมินสถานการณ์

ความจริงแล้ว เจ้าคุณพิพิธท่านก็ย่อมรู้ว่า พวกที่สุมหัวกันตั้งฉายาพระในปีนี้น่ะเป็นพวกไหน ท่านถึงได้ระบุว่า "พวกมหาเก่า" ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง บังอาจจับหัวพระเล่น  พฤติกรรมเช่นนี้ สมัยโบราณก็เรียกว่า "อัปรีย์" กันเลยทีเดียว

"ปี 64 ทำขนาดนี้ ปี 65 คงกำเริบเสิบสานยิ่งขึ้น.." เจ้าคุณพิพิธตบท้าย มองไปถึงปีหน้า แบบว่าถ้าปีนี้ไม่ออกมาว่ากล่าว ปีต่อไปก็อาจจะกำเริบเสิบสานไปกันใหญ่ ดังนั้น การตั้งฉายาพระสงฆ์คงต้อง "จบลง" ในปีนี้ ขืนปีนี้ไม่จบ ก็จะต้องมีรายการ "เช็คบิลครั้งใหญ่" ใครเป็นใครใน thebuddh.com ก็จะต้องถูก "ผู้ใหญ่" ในมหาเถรสมาคม "หมายหัว" อยู่ในสังคมวัดยาก เพราะเชื่อว่า มีพระผู้ใหญ่หลายรูป "ไม่ปลื้ม" กับฉายาที่สื่อตั้งให้ ได้เจ้าคุณออกโรงเช่นนี้ก็ดี

"เอาเลยเจ้าคุณ เอาให้พวกมันรู้เสียบ้าง ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง"

เสียงกระซิบจากหลายรูปที่ถูกตั้งฉายา ยิ่งบางรูปกำลังขึ้นสู่ที่สูง พอถูกตั้งฉายาล้อเลียนเป็นดาวตลก ที่สูงที่หมายตาไว้ระดับ "ชั้นเทพ-ชั้นพรหม" ก็จะกลายเป็น "ลิงขึ้นต้นไม้" ดูไม่ได้ แบบนี้จะอยู่กันยังไง ไอ้พวกเปรียญเก่า หากินกับพระแท้ๆ แต่ไม่รักษาพระไว้บ้าง แบบนี้คงอยู่ด้วยกันไม่ได้ ถ้าไม่หยุดล้อเลียนพระ เจ้าคุณพิพิธก็จะตั้ง "กองสอดแนม" หรือเสือป่าแมวเซา เอาชื่อพวกนี้ไปถวายให้พระเถระในมหาเถรสมาคมขึ้นแบล๊กลิสต์ติดคำสั่ง "ห้ามพวก thebuddh เข้าวัด"  กรณีคงไม่ต่างไปจาก "สองกุมารทอง" แห่งวัดสร้อยทองนั่นเอง

 

ว่าไม่ฟังยั้งไม่อยู่ ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้

อาจจะไม่ต้องขอโทษ แต่ขอให้หยุด

ขืนปลายปีนี้ (65) ถ้ายังไม่หยุด จะมีเรื่องใหญ่

ไม่เชื่อคอยดู ไม่ได้ขู่ แต่เอาจริง

จาก..หลวงตาแดง

 

 

 

อยากเป็น "ดาวค้างฟ้า" ไม่อยากเป็น..ดาวแปรพักตร์

 

 

เจ้าคุณพิพิธ โดนฉายา ดาวแปรพักตร์ 64 ติงขาดสำนึก เอาพระมาเล่นสนุก ยันเป็นดาวค้างฟ้า เผยแผ่ธรรมะมา 36 ปี

 

เมื่อวันที่ 1 มกราคม พระเทพปฏิภาณวาที หรือเจ้าคุณพิพิธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เจ้าคณะเขตดุสิต เปิดเผยต่อมติชน กรณีเว็บไซต์ https://thebuddh.com/ ตั้งฉายาพระภิกษุสงฆ์ประจำปี 2564 จำนวน 10 รูป โดยเจ้าคุณพิพิธได้รับฉายา ดาวแปรพักตร์

เจ้าคุณพิพิธกล่าวว่า ขอฝากข้อคิดไว้เป็นมโนธรรมสำนึกว่า โดยปกติแล้วฉายาในลักษณะนี้ผู้สื่อข่าวมักประชุมกันเพื่อตั้งล้อเลียนนักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และศิลปินดารา แต่ในปีนี้กลับมี "ผู้รวมหัวกัน" ตั้งฉายาพระภิกษุสงฆ์ พฤติกรรมเช่นนี้ควรทบทวนโดยสามัญสำนึกว่าเหมาะสมหรือไม่

"การบริหารคณะสงฆ์ ตื้นลึกหนาบาง ไม่มีใครรู้จริง การตั้งฉายาแบบนี้เป็นการสนุกปาก ปากคนครหา ปากกานินทาพระสงฆ์ ถ้าฆราวาสทั่วไปทำ ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าเป็นคนเคยบวชเป็นถึงมหาเปรียญมาทำอย่างนี้ ถือว่าขาดมโนธรรมอย่างรุนแรง เก่งจริงทำไมสึก การใส่ร้ายป้ายสีง่ายมาก จิ้มว่าใครง่ายเหลือเกิน ถามว่าทำแล้วได้อะไร อาตมาไม่สืบ เพราะไร้ประโยชน์ แต่ขอให้นึกถึงตราบาปว่าเป็นการเล่นบนกบาลพระ ขอให้ลองกลับไปคิดดูใหม่ ปี64 ทำขนาดนี้ ปี65 คงกำเริบเสิบสานยิ่งขึ้น ขอให้ใช้วิจารณญาณ" เจ้าคุณพิพิธกล่าว

สำหรับฉายา ดาวแปรพักตร์ เจ้าคุณพิพิธกล่าวว่า ไม่สะเทือน เพราะตนคือดาวค้างฟ้า ผู้เผยแผ่พระธรรมคำสอนมาตั้งแต่ พ.ศ.2528 จนบัดนี้เป็นเวลาถึง 36 ปี

 

 

ที่มา : มติชน : 2 มกราคม 2565

 


 

แฮกเพจศูนย์พิทักษ์ !

จ่อสิ้นสุดกระบวนการ 2 นิกาย

ยอมรับ "เสียศูนย์" คุมไม่ได้

 


 

แสงเทียนน้อย

พระธรรมกิตติเมธี (เจ้าคุณเกษม) วัดราชาธิวาส ประธานศูนย์พิทักษ์ ในวันที่ไม่มีอำนาจในมหาเถรสมาคม ส่งผลกระทบถึงศูนย์พิทักษ์อย่างรุนแรง อาจจะถึงขั้นปิดตัวเองลงอย่างถาวร

 

 

เจ้าคุณประสาร (มหานิกาย) รับตำแหน่งเลขาศูนย์พิทักษ์ฯ

จากเจ้าคุณเกษม (ธรรมยุต) ประธานศูนย์พิทักษ์ วัดราชาธิวาส

 

อา..ถามว่า ใครกล้า "เหยียบจมูกเสือ แหย่จมูกสิงห์" ซึ่งรวมกลุ่มกันทั้ง 2 นิกาย อันได้แก่ ธรรมยุตและมหานิกาย คือเริ่มต้นนั้น เป็นเพียงการประสานงานกันระหว่าง "สองมหาวิทยาลัยสงฆ์" คือ มจร. และ มมร. (เอาแต่ตัวย่อนะ ใครอยากรู้ชื่อจริงก็ถามเจ้าคุณประสารดูได้) แล้วยกระดับขึ้นเป็น "ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย" ให้เจ้าคุณเกษม (พระธรรมกิตติเมธี) วัดราชาธิวาส ซึ่งมากบารมีใน มมร. มีอาวุโส และมีเพาเวอร์ จบด๊อกเตอร์และเปรียญเก้า ให้เป็นประธาน ส่วนเจ้าคุณประสารนั้นมาจาก มจร. ก็ยอมยืนอยู่ "แถวสอง" รับตำแหน่ง "เลขาธิการศูนย์" เริ่มจับมือเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรมในการ "ผลักดันให้มีการบัญญัติว่า-พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย-ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540"

ผลงานที่ทางศูนย์ฯ ภาคภูมิใจว่าทำได้สุดยอดก็คือ การเรียกร้องให้รัฐบาลไทยในสมัยทักษิณ ชินวัตร จัดตั้ง "กระทรวงพระพุทธศาสนา" ขึ้นมาบริหารกิจการพระพุทธศาสนา เป็นการเฉพาะ แบบว่าแยกออกจากอีก 4 ศาสนา ซึ่งรวมตัวกันอยู่ภายใต้การปกครองของ "กรมการศาสนา-กระทรวงศึกษาธิการ" มานมนาน แม้ว่ารัฐบาลจะไม่เล่นด้วย แต่สุดท้ายก็ยอม "พบกันครึ่งทาง" ด้วยการตั้ง "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ขึ้นมาเป็นหน่วยงานอิสระในกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ.2545 ถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างงดงาม ทางศูนย์พิทักษ์ฯ ถึงกับจัดพิธีทำบุญ "วันมหาสังฆประชาปีติ" เป็นประจำทุกปี เพื่อฉลองการก่อตั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกาศว่า "ศูนย์พิทักษ์" คือมารดาผู้ให้กำเนิดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขึ้นมา แม้ว่าในปีหลังๆ ทางสำนักพุทธฯ จะห่างเหินและถึงกับเดินคนละทางกับศูนย์พิทักษ์ไปไกลก็ตาม

 

 

 

มาถึงจุดพีคก็ในต้นปี 2559 กรณีที่ "สมเด็จช่วง" ได้รับการโหวตสนับสนุนจาก มส. ป็นเอกฉันท์ด้วยสกอร์ 17-0 ให้รัฐบาลนำความขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่ง "สมเด็จพระสังฆราช" พระองค์ที่ 20 แต่ปรากฏว่า รัฐบาลไม่ยอมทำตามมติ มส.

พอรัฐบาลเล่นบทเจ้าแง่แสนงอนเข้าเช่นนั้น ทาง มจร. ก็สนธิกำลังกับ มมร. ให้เจ้าคุณประสารและเจ้าคุณสุเทพ ปลุกม็อบพระนับหมื่นจนล้นพุทธมณฑล เป้าหมายเพื่อ "กดดันรัฐบาล" ผลักดันให้ "สมเด็จช่วง" ได้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ตามมติลับของมหาเถรสมาคม รัฐบาลทหารในสมัยนั้น ถึงกับต้องส่ง "บิ๊กแป๊ะ-พล.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร." ไปนิมนต์เจ้าคุณประสารเข้าทำเนียบรัฐบาลด้วยตัวเอง ใหญ่ไหมล่ะพระที่ชื่อ "เจ้าคุณประสาร" น่ะ น่าจะเรียก "บิ๊กประสาร" ด้วยซ้ำไป

 

 

แน่นอนว่า มจร. ในสมัยนั้น อยู่ภายใต้การคุมบังเหียนของ "พระพรหมบัณฑิต-ประยูร" วัดประยุรวงศาวาส ซึ่งต่อมาก็ "พลาด" จากตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์ จึงเป็น "เด็กในคาถา" ของเจ้าคุณประยูร

ส่วน มมร. นั้น เจ้าคุณเกษม วัดราชาธิวาส ซึ่งคุมบังเหียนอยู่ ก็ดูเหมือนว่า "จะยอมถอนตัวกลับที่ตั้ง" เพราะได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง "กรรมการมหาเถรสมาคม" ซึ่งว่ากันว่าเป็นการใช้ "พาราณสีคอนเน็คชั่น" เพราะเคยเรียนที่มหาวิทยาลัยบานาเรส เป็นศิษย์รุ่นน้องของสมเด็จพระสังฆราชอัมพรมาก่อน เลยคุยภาษาแขกกันรู้เรื่องว่างั้น

ไม่นานต่อมาปรากฏว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน มมร. เมื่อมีการตั้ง "เจ้าคุณสมคิด" ศิษย์ก้นกุฏิของสมเด็จพระสังฆราช ขึ้นเป็นอธิการบดี เจ้าคุณธรณิศ อธิการบดี ถูกปลดเกษียณ แต่ที่หลุดตามไปด้วยก็คือ พระเมธาวินัยรส หรือเจ้าคุณสุเทพ ทายาทของเจ้าคุณเกษมรูปสุดท้ายใน มมร. นั่นเอง

 

แต่ครั้งล่าสุด เจ้าคุณเกษมก็ต้องสะดุดอีก เมื่อหลุดจากตำแหน่ง "กรรมการมหาเถรสมาคม" ชุดล่าสุด ส่งผลให้ "ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ" วัดราชาธิวาส ไปไม่ถูก ถึงกับถูกแฮกในวันนี้

 

 

ช่วงหลายเดือนก่อนสิ้นปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า กระแสข่าวชาวพุทธในเมืองไทย จะถูกกลบด้วยกระแสของ "สอง พส." แห่งวัดสร้อยทอง ซึ่งออกมาร้องไห้หน้าจอ ประกาศว่า "ถ้าพระมหาอุทัย อาจารย์ของอาตมา ไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส ผู้ข้าทั้งสองก็จะไม่ขออยู่ในผ้าเหลืองอีกต่อไป.." แต่จนสุดท้ายแล้ว สอง พส. ก็ต้องลาสิกขา แบบว่า มส. ไม่แยแส แต่ที่สำคัญก็คือว่า แม้จะอ้างว่า "รักและเคารพ" เจ้าคุณอุทัย เหมือนพ่อก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว ทั้งสองรูปก็ "ไม่ได้" ลาสิกขากับเจ้าคุณอุทัย นี่ยิ่งไปกันใหญ่ว่า มีอะไรอีกมากมายที่กลายเป็นปริศนา

 

 

ถามว่า ในช่วงที่ผ่านมา "เจ้าคุณประสาร" เงียบและงดแสดงบทบาทในทางการเมือง "โดยสิ้นเชิง" หรือไม่ ? คำตอบที่ได้ก็คือ "หามิได้" โดยก่อนหน้าที่ "มหาสมปอง" จะออกมาวิจารณ์ "รัฐบาลบิ๊กตู่" เปรียบเทียบระหว่างเรือดำน้ำกับวัคซีนป้องกันโควิด ในเดือนพฤษภา 2564 นั้น ในกลางเดือนเมษายนปีเดียวกัน เจ้าคุณประสาร ก็ได้ "นำร่อง" ออกมาวิจารณ์รัฐบาล "อย่างหนัก" ถึงกับตั้งคำถามต่อสาธารณชนว่า "ประเทศไทยเรายังมีรัฐบาลอยู่ไหม" แบบว่าไม่เห็นรัฐบาลอยู่ในสายตาเลย

ซึ่งทั้งสองกรณี "ประสานพี่ สมปองน้อง" นั้น ล้วนแต่ถูกมหาเถรสมาคมวินิจฉัยว่า "ยุ่งเกี่ยวการเมืองและฝ่าฝืนมติมหาเถรสมาคม" กรณีสมปอง-ไพรวัลย์นั้น เจ้าคุณอุทัย "หลุด" จากตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง แต่สำหรับกรณีประสารนั้น ยังไม่เห็นพระเถระรูปใดในวัดมหาธาตุฯ จะถูกปลด แถมท่านเจ้าคุณบุญชิตยังได้ดิบได้ดีเป็นชั้นธรรมแถมด้วยตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. อีกต่างหาก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าวัดมหาธาตุฯนั้นใหญ่ มีหลายสาย เจ้าคุณประสารกับเจ้าคุณบุญชิตอยู่คนละสายกัน จึงไม่เกี่ยวข้องกัน ดังนั้น กรณีเจ้าคุณประสารจึงน่าจะหยุดอยู่แต่เพียง "ประสารหยุด" เท่านั้น

แต่เจ้าคุณประสารคงจะลืมไปกระมังว่า การที่ "เจ้าคุณประยูร" เจ้านายใน มจร. ต้องหลุดจาก "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ไปนั้น เพราะสาเหตุอันใด ถ้าไม่ใช่..ประสาร

เจ้าคุณอุทัย หลุดจากตำแหน่งเจ้าอาวาส เพราะคุมสองกุมารทองไม่อยู่ ฉันใด

เจ้าคุณประยูร ก็หลุดจากตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เพราะคุมประสารไม่ได้ ฉันนั้น

ฟางเส้นสุดท้ายในกรณีเจ้าคุณประสารนั้น คงจะไม่ต่างจาก "สองกุมารทอง" แห่งวัดสร้อยทอง แต่อย่างใดเลย ไม่เชื่อถามหมอดูสนามหลวงดูได้ ครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ ขืนพูดการเมืองอีก รับรองว่าผ้าเหลืองหลุดแน่

 

 

 

นอกจากกรณี "เจ้าคุณประยูรหลุดหนกลาง-เจ้าคุณเกษมหลุด มส." ต่อมาจนถึงกรณี "สอง พส.วัดสร้อยทอง" ก็ยังกระหน่ำอย่างแรงด้วยการมรณภาพของ "สมเด็จช่วง" วัดปากน้ำ ซึ่งเจ้าคุณประสารเคยใช้ "ศูนย์พิทักษ์" เป็นศูนย์กลางในการต่อสู้ให้สมเด็จช่วงได้เป็นสังฆราช ซึ่งถือว่าเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลและอีกสายหนึ่งในมหาเถรสมาคม เท่ากับว่า ร่มโพธิ์ร่มไทรของเจ้าคุณประสารที่เคยเบ่งบานบารมีมาหลายปีนั้น ล้มหายตายจากไปหมดสิ้นแล้ว

 

 

 

เจ้าคุณเกษม-เจ้าคุณประสาร-พระครูธีรวิทย์

สามเสาหลักศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

 

 

ก่อนสิ้นปี มีข่าวร้ายว่า "เพจศูนย์พิทักษ์ถูกมือดีแฮก ไม่สามารถควบคุมได้" ข่าวบรรยายว่า เพจศูนย์พิทักษ์ฯ ถูกแฮกตั้งแต่เดือนพฤศจิกา แบบว่านานเป็นเดือนสองเดือนแล้ว แต่เพิ่งจะมาโวยวายเอาก่อนสิ้นปี นี่ก็ปริศนาราชาธิวาสอีกแล้ว มีอย่างหรือ เพจโดนแฮกเป็นเดือนๆ เพิ่งจะจับได้ไล่ทัน แบบนี้จะเป็นศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาให้แก่ชาวประชาได้อย่างไร เพราะแค่ตัวเองก็ยัง "พิทักษ์" ไม่ได้

 

 

 

I have a dreams..

 

 

จากใจพระเมธีธรรมาจารย์ : เจ้าคุณประสาร


ในรอบปีที่ผ่านมา และในรอบหลายๆ ปี

ต้องขอขอบคุณ อนุโมทนาขอบคุณ ทุกท่านทุกคน

ที่เข้ามาเยี่ยมชมเพจ กดไลน์ กดแชร์

แสดงความคิดเห็นและอื่นๆ


หลายปีมานี้ ผม/อาตมา เลือกที่จะอยู่เงียบๆ

และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

เช่น ทำงานด้านการศึกษา การบริหาร สอนหนังสือ บรรยาย

และบางครั้งบางคราก็นั่งปรกด้วย

ตามสมควรแก่ฐานะที่จะพึงทำได้


อะไรจะมี จะเป็น จะเกิดก็คงต้องดู วิเคราะห์

ใช้วิจารณญาณให้มากขึ้น
ส่วนตัวยังคงรักความยุติธรรม ความถูกต้อง

และแสวงหาความจริงไม่เคยแปรเปลี่ยน

 

แต่เหตุการณ์ กาล เวลา ทำให้ต้องระวัง

และขบคิดให้ลึกและรอบด้าน


วันนี้ ยังคงเป็นพระธรรมดาๆ รูปหนึ่ง ในสังฆมณฑล

เหมือนที่เคยเป็นมา


ขอบคุณทุกท่าน ทุกคน

หวังว่าคงติดตามและตามดูกันต่อไป ในเพจ พระเมธีธรรมาจารย์ :เจ้าคุณประสาร


ขอขอบคุณ/อนุโมทนาสาธุ : 30 ธันวาคม 2564

 

 

ปลุกม็อบ VS ปลุกเสก

เจ้าคุณประสารปลุกอะไรได้ผลดีเลิศ

 

 

พอข่าว "เพจศูนย์พิทักษ์โดนแฮก" ออกมาได้ไม่กี่อึดใจ เพจเจ้าคุณประสารก็โพสข้อความปริศนา ด้วยหัวข้อว่า "จากใจเจ้าคุณประสาร:พระเมธีธรรมาจารย์" บรรยายคล้ายๆ "สอง พส." แห่งวัดสร้อยทอง ทำนองว่า เจตนาหรืออุดมการณ์ ยังเหมือนเดิม แต่ที่ต้องปรับเปลี่ยนก็คือ "วิธีการ" เพราะสถานการณ์เปลี่ยน แต่จะเปลี่ยนถึงกับ "เปลี่ยนเพศ" เหมือน "พี่สาวไพรวัลย์และแม่ปอง" แห่งวัดสร้อยทองหรือไม่ เจ้าคุณประสารยังอุบไต๋ไว้ ให้แฟนๆ ตีความกันเอาเอง

 

 

สุดดิน สิ้นแผ่นน้ำ ฯลฯ เราถอย ไปไม่ได้อีกแล้ว ..

 

 

วันนี้ ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย อันเคยมีบทบาทโดดเด่นมานานหลายปี ดูทีว่าจะอ่อนล้าเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง หรือเรือเกยตื้น กัปตันหรือก็อ่อนล้าโรยแรง เพราะกรำศึกสงครามมานาน ถึงใจจะสู้แต่กายสู้ไม่ไหว แถมพลพรรคยังกระจัดกระจายกันไป รวมตัวไม่ติด แค่คิดจะเอาตัวรอดก็ยอดคนแล้ว

ตามหลักปฏิจจสมุปบาทอันเป็นหลักการสำคัญของพระพุทธศาสนา มองเห็นได้ว่า กรณีเพจศูนย์พิทักษ์ถูกแฮกก็ดี กรณีเจ้าคุณประสารส่งสารถึงสาวกก็ดี มิได้เกิดขึ้นลอยๆ หากแต่มีเหตุมีปัจจัยส่งเสริมให้เป็นไป เพียงแต่ว่า เหตุปัจจัยในปัจจุบันนั้น ล้วนแต่ไม่เป็นคุณ ไม่สนับสนุนส่งเสริมให้กิจการของ "ศูนย์พิทักษ์วัดราชา" ก้าวหน้าเหมือนแต่ก่อน แต่เป็นไปในทางตรงกันข้าม ข่าวสารจึงประเดประดังออกมาจากสมาชิกในศูนย์แห่งนี้ ทั้งตัวศูนย์เอง ทั้งขุนพลสำคัญ ที่อ่อนล้าโรยแรง แถมยังมาประจวบเข้ากับ "เวลาสิ้นปี" พอดี หรือนี่จะเป็นโอกาสดีที่จะต้อง "ร่ำลาพาจาก" แยกย้ายกันไป คล้ายบรรยากาศในบทเพลงตะวันลับฟ้า "แสงสุริยาจวนลาเหลี่ยมโลก"

ทั้งนี้ เพราะมี "สัญญาณสุดท้าย" ที่จับความได้ เมื่อเพจศูนย์พิทักษ์โดนแฮก น่าที่ผู้เกี่ยวข้องจะรีบแก้ไข กลับปล่อยไว้นานเป็นเดือนๆ ล่าสุดถึงกับระบุว่า "ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้อย่างสิ้นเชิง" แบบนี้ ภาษาทหารเรียกว่า "ทิ้งฐาน" นั่นก็เท่ากับว่า บรรดาผู้บริหารศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาตินั้น ไม่มีใครสนใจในตัวศูนย์อีกแล้ว ต่างคนต่างทิ้งไว้ ต่างคนก็ต่างไป

 

แล้วพบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ

แต่ชาติไหนนั้นก็ยังบอกไม่ได้

บ๊ายบาย ศูนย์พิทักษ์ฯ

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 1 มกราคม 2565

 


 

ไฟเขียวสิ้นปี

ครม. อนุมัติ "สิปป์บวร" ขึ้นนั่งเก้าอี้

ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ 10

 

 

ผมชื่อ "สิปป์ (บวร)" ควรได้เป็น ผอ.พศ. คนที่ 10 ครับ

 


 

กระผม (สิปป์บวร) ขอปฏิญาณว่า จะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ (แอะแฮ่ม) ฯพณฯ บิ๊กตู่ ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ขอได้โปรดไว้วางใจ

 

 

อา..โบราณว่า แข่งรถแข่งเรือพอแข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนานั้น แข่งกันบ่ได้ การที่ "คุณสิปป์บวร แก้วงาม" ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ 10" ต่อจากนายณรงค์ ทรงอารมณ์ เพื่อนซี้นั้น ก็ถือว่าถูกต้อง เพราะตำแหน่งนี้เป็นหัว "Top" หรือ "สูงสุด" ในบรรดานักการศาสนาของไทย ยิ่งใหญ่กว่าอธิบดีกรมการศาสนา ซึ่งหลายท่านยังขอมาเป็น "ผอ.พศ." ด้วยซ้ำไป การไม่ได้เป็น ผอ.พศ. สิ มันเหมือนขึ้นต้นไม้ไม่สุดยอด การขึ้นสู่จุด "สุดยอด" จึงเป็นความใฝ่ฝันอันสูงสุดของทุกชีวิต

แต่การได้ขึ้นเป็น ผอ.พศ. ของคุณสิปป์บวร ในครั้งนี้ มีเงื่อนงำหลายประการที่น่าสงสัย อาทิเช่น

คุณสิปป์บวร เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2504  จะมีเวลาดำรงตำแหน่งอยู่อีกเพียง 9 เดือน ก็ต้องเกษียณอายุไป ว่าโดยทั่วไปแล้ว การจะขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในทางราชการบ้านเมือง ก็จะดูเรื่อง "อายุพรรษา" เป็นหลักสำคัญ คืออย่างน้อย ตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ของบ้านเมือง ควรจะมีเวลาทำงานเพื่อให้นโยบายหรืออุดมคติสัมฤทธิ์ผล หาไม่แล้วก็จะเป็นเพียงแค่ "ตัวสำรอง" หรือขัดตาทัพ เท่านั้น

เปรียบได้กับ "ณรงค์ ทรงอารมณ์" ซึ่งเกิดวันที่ 4 พฤษภาคม 2504 แก่กว่าสิปป์บวรไป 6 เดือน (แต่ปีเดียวกัน) แต่ได้รับการอนุมัติให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. ในวันที่ 14 มกราคม 2563 มีเวลาดำรงตำแหน่งนาน 1 ปี 10 เดือน ถือว่าพอฟังได้ แต่สำหรับ "สิปป์บวร" แล้ว มันทะแม่งๆ ถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญกับคุณสิปป์บวร แบบว่าอายุไม่สำคัญ ไม่ว่าจะอย่างไรก็จะเข็นให้ขึ้นเป็น ผอ.พศ. ให้ได้ นั่นก็เท่ากับว่า "รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ว่าตัวผู้บริหารสูงสุดในสำนักงานแห่งนี้ ควรมีคุณสมบัติอันเอกอุอย่างไรหรือไม่

Time line ที่น่าฉงนอีกอย่างหนึ่งก็คือ "ระยะเวลารักษาการ" ของทั้งนายณรงค์ ทรงอารมณ์ และนายสิปป์บวร แก้วงาม เมื่อผ่านฤดูกาลโยกย้ายหรือเกษียนอายุราชการในเดือนตุลาคมไปแล้ว ทั้งสองคนน่าจะได้รับการแต่งตั้ง "ทันที" ตามธรรมเนียม แต่นี่รัฐบาลกลับปล่อยให้รักษาการอยู่นานถึงคนละ 3 เดือนด้วยกัน มันก็ไม่เห็นว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับทั้งสองท่าน แบบว่าให้แบบเสียไม่ได้ อะไรทำนองนั้น

ถามว่า "เวลา 9 เดือนข้างหน้า" จะให้สิปป์บวรทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง ยังไม่รวมเวลาอำลาข้าราชการและเก็บของออกจากออฟฟิศ จิตใจคนวัยใกล้เกษียณจะมุ่งมั่นทำงานให้แก่ราชการได้สักเท่าไหร่ ไม่ว่าใครก็อยากจะ "Soft landing-ลงแบบสวยงาม" กันทั้งสิ้น แม้แต่ "วิษณุ เครืองาม" ก็เถอะ

 

 

ข้าราชการสำนักพุทธฯที่ดี ต้องไม่มีอามิสสินจ้างใดๆ

แต่ผม "สิปป์บวร" ให้แค่ใจ ก็ได้ทุกอย่างแล้วครับท่าน

แบบนี้เขาไม่ได้เรียกว่า "สินบน" แต่เป็น..สินน้ำใจ ฮ่ะ

 

 

 

 

จากกรณี "คลิปปริศนากาฬสินธุ์" ซึ่งเสียงคล้ายๆ กับพระครูเล็กนั้น ระบุว่า "มีบุคคลสำคัญที่ชื่อ พงศ์พร ดำเนินการแต่งตั้งและถอดถอน 3 เจ้าคณะจังหวัด โดยที่กรรมการมหาเถรสมาคมไม่มีใครรู้เรื่อง" แบบว่ากว่าจะรู้ก็นาทีสุดท้ายแล้ว อะไรทำนองนั้น แถมยังย้ำด้วยว่า "ตัว ผอ.พศ. นั้น ก็ล้วนแต่เป็นลูกน้องของ พงศ์พร.."

นั่นย้ำให้เห็นถึงข้อกังขาที่ว่า "ตัวบุคคลที่ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. ภายหลัง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ทุกคน ล้วนแต่เป็นร่างทรง หรือนอมินี ไม่มีอำนาจจริงในการบริหาร แต่ถูกชักใยโดยมือที่มองไม่เห็น"

ทั้งกระบวรการสรรหา-แต่งตั้ง ตัว ผอ.พศ. ซึ่งแต่เดิมมานั้นอลังการมาก พอๆ กับการประกวดนางสาวไทย จะต้องมีการประกาศรับสมัครสรรหากันก่อนจะถึงเดือนตุลาคมอย่างน้อยก็ 1 เดือน มีข้าราชการที่มีเกียรติคุณดีเด่นมากมาย เสนอตัวเองเข้ามาดำรงตำแหน่งอันเอกอุแห่งนี้ สร้างสีสันต์ให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอย่างที่เรียกว่า "เป็นตำแหน่งสุดยอด" แห่งหนึ่งของข้าราชการไทย

 

 

 

แต่ภายหลังจากรัฐบาลทหาร คสช. ได้ทำการปฏิวัติสำนักงานพระพุทธศาสนา โดยนำเอาข้าราชการจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ อันได้แก่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ให้ข้ามห้วยเข้ามาดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. แทนนายพนม ศรศิลป์ ที่ถูกปลดออกไป เป้าหมายก็เพื่อ "ทำการชำระสะสาง" ในสำนักงานแห่งนี้ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง สมกับคำว่า "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ซึ่งแต่แรกนั้น วีรกรรมของพงศ์พร ล้วนแต่ได้รับคำชื่นชม ว่าได้กำจัดเหลือบริ้นไรในสำนักพุทธฯ ออกไป

แต่ครั้นคดีความต่างๆ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมบนศาล กลับปรากฏว่า มีความลักลั่นกันมากมาย หลายคดีศาลชี้ว่า "พระที่ต้องคดีไม่ผิด" นั่นก็แสดงว่า รัฐบาลและเจ้าหน้าที่สำนักงานพุทธ อันนำโดย "พ.ต.ท.พงศ์พร" นั้น ผิดเสียเอง ไม่ต่างไปจากคดีพระพิมลธรรมในอดีต

ทีนี้ เมื่อพระเหล่านั้น "ไม่ผิด" ถึงกับปาราชิกซึ่งเป็นข้อต้องห้าม รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ก็ควรต้อง "กราบขอขมา" ที่ได้ล่วงเกินท่านไป แล้วคืนความยุติธรรม เหมือนรัฐบาลไทยในอดีตได้คืนความยุติธรรมให้แก่พระพิมลธรรม

แต่รัฐบาลไทยสมัยปัจจุบัน นอกจากจะไม่ยอมทำเช่นนั้น ก็ยังใช้อำนาจทางการบริหารราชการแผ่นดิน "กดดัน" พระเหล่านั้นต่อไป โดยได้ให้ "พงศ์พร" ซึ่งปัจจุบันเป็นเพียง "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี" ออกมาแถลงข่าว "ห้ามพระที่ถูกรัฐจับสึกกลับมาห่มผ้าเหลือง" ขณะที่มหาเถรสมาคมอันมีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธานนั้น ทำได้แต่เพียง "นั่งฟัง" เป็นวอลเปเปอร์ เรียกตามสำนวนใหม่ของ "ทนายวันชัย สอนศิริ" ได้ความว่า "ไปนั่งกรรมฐานอยู่ไหน" เพราะไม่มีใครรู้เห็นอะไรเลย จะบอกว่า "พงศ์พร ใหญ่กว่าสังฆราช" ก็คงไม่ผิด

 

ทำแบบนี้ถูกต้องเหมาะสมหรือเปล่าล่ะ ?

 

 

ครั้นนำเอา "กระบวรการแต่งตั้ง ผอ.พศ." ตั้งแต่นายณรงค์มาจนถึงนายสิปป์บวร มาพิเคราะห์ ก็ทำให้มองออกและตอกย้ำว่า ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็เพื่อ "พงศ์พร" คนเดียว

พงศ์พร คือ ผอ.พศ. ตัวจริงเสียงจริง และมีอำนาจจริง เป็นอำนาจครอบจักรวาล ที่บิ๊กตู่ได้มอบไว้ในคำสั่งแต่งตั้งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2562 จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ยกเลิก หมายความว่า พงศ์พร จะดำรงตำแหน่งนี้ไป จนกว่ารัฐบาลประยุทธ์จะสิ้นสุด

มองในทางการเมืองแล้ว การเข้ามากำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถือว่ารัฐบาลให้ความสำคัญมาก แต่การสร้างกระบวนการบริหารผ่านๆ มา ตั้งแต่ "ณรงค์" จนมาถึง "สิปป์บวร" นั้น มันไม่สง่างาม คนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีอำนาจ อยู่ไปวันๆ รอเกษียณอายุ ทำงานแต่ไม่มีผลงาน ชีวิตนี้ก็เท่ากับเป็นหมัน

พูดได้ว่า รัฐบาล มิได้มีมืออาชีพเข้ามาดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยเฉพาะการวางแนวทางของ "บุคคลากร" ที่จะให้ไม่ออกนอกลู่นอกทางไปจากที่รัฐบาลตั้งโรดแมปเอาไว้ อย่างน้อยก็ 20 ปี

ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามอย่างเต็มที่ โดยการ "ถวายคืนพระอำนาจ" การแต่งตั้งผู้บริหารคณะสงฆ์ระดังสูง ตั้งแต่สังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค รองภาค เจ้าคณะจังหวัด รองจังหวัด ไปจนถึงเจ้าอาวาสพระอารามหลวงทั่วประเทศ ไปให้แก่สำนักพระราชวัง หลายครั้งแล้วก็ตาม แต่ปัญหาในสำนักงานพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นหัวใจแท้ๆ กลับแก้ไม่ได้ ต้องตั้ง ผอ.พศ. นอมินี คนแล้วคนเล่า เชื่อได้เลยว่า ต่อจากสิปป์บวร ก็ต้องมีนอมินีคนต่อไป ตราบใดที่รัฐบาลประยุทธ์ยังคงคุมประเทศอยู่ในปัจจุบัน

ระบอบทางการเมืองที่ถูกเรียกจนชินปากมาแต่เก่าว่า "ระบอบทักษิณ" บ้าง "ระบอบประยุทธ์" บ้าง ซึ่งฟังดูแล้วน่ารังเกียจ เหมือนกับว่าจะเชิดชูตัวบุคคลมากกว่าระบบ แต่ความจริงแล้ว ถ้าตัวบุคคลนั้นเป็นคนดี มีความโปร่งใส มันก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร ใครจะเรียกก็เรียกไป ไม่ต่างไปจากการให้ฉายารัฐมนตรีของนักข่าว

แต่การสร้างระบบ "ซ้อนระบบ" ขึ้นมา บนประชาธิปไตย เช่น Strong Prime Minister เหมือนในสมัยทักษิณ หรือเช่น 250 เสียง สว. ในสมัยประยุทธ์ ย่อมจะนำพาประเทศชาติศาสนาไปผิดทิศผิดทาง แบบว่าถ้าได้ผู้นำที่เข้มแข็งขึ้นมาคราใด ประเทศไทยก็จะต้องมีระบอบซ้อนระบอบอยู่เรื่อยไป ไม่ต่างไปจากคนดามขาเดิน  ทั้งๆ ที่สองขาก็ยังเดินได้เป็นปกติ

จึงมีคำถามว่า เมื่อไหร่ รัฐบาลไทย จะสามารถนำพาประเทศชาติศาสนา ให้เข้าสู่สภาวะปกติเสียที นี่ก็ 8 ปีแล้ว ยังทำไม่ได้อีกหรือ ?

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 28 ธันวาคม 2564

 


 

เกลี้ยงเมืองน้ำดำ !

เจ้าคณะอำเภอรูปสุดท้ายลาออกแล้ว

พระเล็กได้กาฬสินธุ์ไปทั้งจังหวัดแล้ว

ไชโย !

 

 

ข่าวสารล่าสุด รายงานว่า พระครูพิพัฒน์ปัญญาภรณ์ (ทองสุข สิริปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดป่าสันติธรรม ต.เหล่าอ้อย อ.ร่องคำ และเจ้าคณะอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ตัดสินใจยื่นหนังสือ "ลาออก" จากตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอ ต่อพระครูสุทธิญาณโสภณ (เล็ก สุทฺธิญาโณ) เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์รูปใหม่ ด้วยเหตุผล "ไม่อยากให้เกิดความแตกแยกสามัคคีในหมู่สงฆ์ อันเป็นเหตุให้นำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาของชาวพุทธ" โดยหนังสือลาออกนั้น ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2564

ทั้งนี้ การลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอของพระครูพิพัฒน์ปัญญาภรณ์นั้น นับเป็นเจ้าคณะอำเภอ "รูปสุดท้าย" ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ลาออกจากตำแหน่ง โดยในบรรดาเจ้าคณะตำบล-เจ้าคณะอำเภอ (ทั้งจังหวัด) กาฬสินธุ์ ได้ทยอยลาออกตั้งแต่เดือนตุลาคม เพื่อประท้วงการแต่งตั้ง "พระครูเล็ก" พระเด็กๆ ข้ามห้วยจากจังหวัดหนองคาย และข้ามหัวพระสงฆ์เถระทั้งจังหวัด เข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยที่พระสงฆ์องค์เณรในจังหวัดกาฬสินธุ์ไม่มีใครรับรู้รับทราบมาก่อนเลย นับเป็นการแต่งตั้งอันแปลกประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย

ใช่แต่เท่านั้น เมื่อมีเสียงสะท้อนจากพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวกาฬสินธุ์ "ขอให้" ทางมหาเถรสมาคม "ทบทวน" คำสั่งดังกล่าว กลับปรากฏว่า มหาเถรสมาคม นอกจากจะไม่ยอมทบทวนแล้ว ก็ยังดันทุรังทำพิธี "มอบบัญชาสมเด็จพระสังฆราช" แต่งตั้งพระครูเล็ก อย่างเอิกเกริก ที่วัดเทพศิรินทร์ ในวันที่ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมา แบบว่าไม่แคร์ แม้ว่าจะมีพระสังฆาธิการลาออกทั้งจังหวัด และมีญาติโยมประท้วงทั้งจังหวัดด้วยก็ตาม

ในการประชุมมหาเถรสมาคม "ครั้งแรก" เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม คือเมื่อวานที่ผ่านมา ก็ไม่ปรากฏว่ามหาเถรสมาคมจะได้นำเรื่องเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ เข้าไปพิจารณาหาข้อยุติ เหมือนไม่มีความสำคัญหรือร้อนแรงอะไร ทั้งๆ ที่ในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์เรื่องดังกล่าวระอุไปทุกหย่อมหญ้า เหมือนกับว่ามหาเถรสมาคมไม่เคยได้ยินได้ฟังเสียงของชาวกาฬสินธุ์เลย ทำยังกะว่า ในบรรดาพระสงฆ์ชาวกาฬสินธุ์ "ทั้งเมือง" นั้น ไม่มีพระดีเหลืออยู่เลยแม้แต่รูปเดียว จึงดันทุรังเอาพระครูเล็กจนนาทีสุดท้าย

 

 

วันนี้ เจ้าคณะอำเภอ "รูปสุดท้าย" ได้ลาออกจากตำแหน่งแล้ว กาฬสินธุ์เหมือนเป็นเมืองร้าง เพราะไม่มีผู้ปกครอง ต่างคนต่างอยู่ ไม่รู้ว่าใครบังคับบัญชาใคร เพราะตัวพระครูเล็กเองก็ยังหาวัดสังกัดในจังหวัดกาฬสินธุ์ไม่ได้ กลายเป็นสัมภเวสีไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เดี๋ยวโผล่เดินตามก้น "หลวงตาอินทร์ถวาย" ต้อยๆ เดี๋ยวนั่งคาราวานเข้ากาฬสินธุ์แล้วก็ถอนกำลังกลับ นับเป็นพฤติกรรมประหลาดที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา พระครูเล็กไม่มีลักษณะของพระผู้ใหญ่ในตัวอยู่เลย

สำคัญที่สุดก็คือ "คลิปปริศนากาฬสินธุ์" ซึ่งถูกนำเผยแพร่ในโซเชี่ยลตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา บัดนี้ ล่วงไปได้ 25 วันแล้ว ยังไม่มีใครออกมารับผิดชอบ หรือสอบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลิปดังกล่าว ซึ่งอ้างทั้งเบื้องสูงและพระผู้ใหญ่ในทุกระดับ  พระศาสนาของไทย ไม่มีใครรับผิดชอบแล้วหรือไร

ถามว่า คณะสงฆ์ไทย เดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?

 

ที่มา : ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย : 21 ธันวาคม 2564


 

เรียบร้อย !

มส. ประชุมนัดแรกเสร็จเรียบร้อย

ได้ภาพหมู่ไว้ 1 ใบ ที่เหลือเป็นแค่กะพี้

 

ออกมติสำคัญ ตั้งเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี ตั้งสมเด็จชินเป็นกรรมการกองทุนวัดช่วยวัด ก็เป็นอันเสร็จพิธี ที่เหลือก็นิมนต์ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก เพื่อให้ตัวเองได้จดจำ ส่วนคนอื่นจะจำได้หรือไม่ก็อย่าไปสนใจ

ถามว่า ทำไม มส. ไม่นำเรื่อง "เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" มาพิจารณาหาทางแก้ไข ?

ก็ตอบได้ว่า ก็เพราะว่า มส. ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาของ มส. ไง ?

ตอบแบบนี้ตีความได้หลายทาง อาทิเช่น

1. เป็นปัญหาของผู้ใหญ่ (เหนือกว่า มส.) เพราะตอนที่นำเข้า มส. นั้น มส. ไม่รู้ตัวมาก่อน จึงต้องมองว่า ถ้าผู้ใหญ่ไม่นำเรื่องเข้า มส. มส.ก็ไม่มีอำนาจจะนำเข้าเอง

2. ถ้าเป็นไปตามคลิปปริศนากาฬสินธุ์ที่ระบุว่า "พงศ์พร-ไพบูลย์" เป็นผู้ดำเนินการ "ถอดถอน-แต่งตั้ง" เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยที่มหาเถรสมาคมไม่มีใครรู้เรื่อง ดังนั้น ต้องรอให้ พงศ์พร-ไพบูลย์ เป็นคนนำเข้า มส. อีกรอบ มส. เป็นแต่เพียง "ตราประทับ" ใครจะให้ มส. ประทับอะไร ก็ต้องนำเข้าไปเอง

3. ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์นั้น มี 2 ฝ่าย ฝ่ายที่เกิดปัญหาคือ "ธรรมยุต" ซึ่งผู้ปกครองสูงสุดของนิกายนี้ก็คือ "สมเด็จพระสังฆราช" ซึ่งทรงดำรงตำแหน่ง "ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม" อีกด้วย จึงถือว่า สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีอำนาจสูงสุดใน มส. ทีนี้ว่า ถ้าสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นเจ้านายสายตรงของคณะธรรมยุต ไม่ทรงปรารภปัญหากาฬสินธุ์ กรรมการ มส. ที่เหลือก็ไม่มีใครกล้า ต้องมองหน้าผู้ใหญ่ก่อนจะพูดทุกครั้ง เป็นมารยาทอันดีของคณะสงฆ์ไทย

4. ที่มองกันว่า ปัญหากาฬสินธุ์เป็นปัญหาใหญ่และร้อนแรงอะไรต่างๆ นานานั้น มส. มองแล้ว ยังเห็นเป็นเพียงปัญหาเล็กๆ ของพระครูเล็ก และมิได้ร้อนแรงอะไร แค่ประท้วงกันตามธรรมเนียมเท่านั้นเอง ยังไม่มีใครตีใครตายซักคน ดังนั้น อย่าตื่นตูมตามกระแสของพวกชอบกุข่าว ตราบใดที่ม็อบยังไม่บุกเข้ากรุงเทพฯ กรรมการ มส. ซึ่งอยู่ในกรุงเทพฯทั้งสิ้นทั้งปวง ก็ไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรหรอก

5-6-7-8-9 ฯลฯ

สรุปการประชุมมหาเถรสมาคมนัดนี้ ก็มีเพียงแค่ว่า ปัญหากาฬสินธุ์ คงจะลามข้ามไปจนถึงปีหน้า แบบว่า จังหวัดอื่นๆ เขาสวดมนต์ข้ามปี แต่ที่กาฬสินธุ์ มีพิธี "สวดไล่พระครูเล็กข้ามปี" แบบนี้ก็มีด้วย เอ้า หมู่เฮา ชาวกาฬสินธุ์ เตรียมพิธี..สวดภาณยักษ์ !

 

 

 

ภาพกรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่

 

 

มติ มส. ตั้ง 'พระปิฎกโกศล' ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี พร้อมทั้งมีมติให้วัดไทยทั่วโลกจัดสวดมนต์ข้ามปี ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

 

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระสังฆราช เสด็จเป็นประธานการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) โดยเป็นการประชุมครั้งแรกของกรรมการ มส. ชุดใหม่ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยภายหลังการประชุม มส. นายสิทธา มูลหงษ์ ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. แถลงผลการประชุม มส. ว่า มส. มีมติให้วัดไทยทั่วโลก จัดกิจกรรม สวดมนต์ข้ามปี 2564 ตามความเหมาะสม โดยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด และได้มีมติแต่งตั้ง พระปิฎกโกศล (ปราโมทย์ ปโมทิโต) อายุ 56 พรรษา 36 เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ต.แพงพวย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี รองเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี ให้เป็นเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี

นายสิทธา กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ มส. ยังมีมติแต่งตั้ง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ กรรมการ มส. เป็นประธานคณะกรรมการกองทุนวัดช่วยวัด โดยมี พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส กรรมการ มส. เป็นรองประธานกรรมการ

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 20 ธันวาคม 2564


 

ตะเพิดเลขาพระครูเล็กพ้นกาฬสินธุ์

หลังดอดเข้าวัดป่าแพงศรี

หนีแทบไม่ทัน

 



 

 

พระเล็กดับเครื่องชนศรัทธาคนกาฬสินธุ์ ส่งพระเลขาเข้าวัดป่าแพงศรี ถูกชาวบ้านไล่

"พระเล็ก" เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์(ธ) รูปใหม่ เปิดฉากดับเครื่องชนวัด-ศรัทธาชาวพุทธกาฬสินธุ์ พร้อมทำหน้าที่เจ้าคณะจังหวัดส่งพระเลขาฯ ลุยยึดวัดป่าแพงศรี อำเภอกมลาไสย ก่อนนั่งฉันเช้าสบายใจ โดยมีตำรวจทหารคุ้มครองดูแล หวังลงหลักปักฐานใช้เป็นสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ไม่ทันข้ามวันเกิดเหตุโกลาหล เมื่อญาติโยมรู้ข่าวนับร้อยบุกประท้วงชูป้ายขับไล่หนีแทบไม่ทัน ขณะที่ชาวบ้านลั่นไม่ต้อนรับ

วันที่ 18 ธ.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดกาฬสินธุ์ว่า เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ ที่วัดป่าแพงศรี ตำบลหลักเมือง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ พระอาจารย์ชล พระลูกวัดป่าแพงศรี ได้นำพระอาจารย์รุ่ง ซึ่งเป็นพระจากจังหวัดเลย ว่าที่เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ของ พระครูสุทธิญาณโสภณ (เล็ก สุทธิญาโณ) เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์(ธ) รูปใหม่ ไปนั่งฉันท์เช้าภายในวัดท่ามกลางความตกตะลึงของญาติโยมที่เข้าไปถวายภัตตาหาร เมื่อทราบว่าพระรุ่งคือตัวแทนของเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์รูปใหม่ ซึ่งพระครูอินทรวิชัย (อินทร์ ฐิตญาโณ) เจ้าอาวาสวัดป่าแพงศรี เจ้าอาวาสได้เซ็นรับเข้าสังกัดวัดเป็นพระลูกวัดถูกต้องตาม พ.ร.บ.สงฆ์ฯ ไปแล้ว จึงทำให้เกิดการรวมตัวของชาวบ้านทันที ด้วยเทคโนโลยีทางไลน์แจ้งข่าวทางโทรศัพท์

 


 

 

ต่อมาในเวลา 10.00 น. ชาวบ้านตำบลหลักเมือง และจากนอกพื้นที่ได้ทยอยเดินทางไปชูป้ายร้องตะโกนขับไล่พระรุ่ง ทันทีโดยพระรุ่ง ได้พยามอธิบายว่าจะเข้ามาพัฒนาให้คณะสงฆ์กาฬสินธุ์เจริญรุ่งเรือง แต่ทางญาติโยมก็ยืนการและตั้งคำถามกลับไปว่า ทำไมไม่แนะนำให้พระเล็ก ลาออกเพื่อหยุดปัญหาแตกแยกในคณะสงฆ์

การเจรจาเกิดขึ้นนานเกือบ 30 นาที เมื่อพระรุ่งไม่ยอมรับฟังเสียงคัดค้านทำให้ญาติโยมด้านนอกเคลื่อนไหวเริ่มร้องตะโกนขับไล่ออกไปให้พ้นวัด ซึ่งพระรุ่ง เห็นท่าไม่ดีจึงรีบให้ลูกศิษย์สตาท์รถที่จอดอยู่ด้านนอกก่อนที่จะขับหลบหนีออกไป ทำให้ญาติธรรมที่เดินทางมาสมทบเพิ่มจำนวนมากขึ้นได้ร่วมกันตะโกนขับไล่ไม่เอาพระเล็กเป็นระยะๆด้วย ขณะที่มีรายงานว่ามีบุคคลคล้ายทหาร ตำรวจ ที่เข้ามาสังเกตการ มีการต่อปากต่อคำกับชาวบ้านด้วยกล่าวหาว่า ชาวบ้านที่มาขับไล่ไม่ใช่คนในพื้นที่ จึงทำให้มีปากเสียงและมีการขับไล่ตำรวจ ทหารกลุ่มดังกล่าวออกไป

นางกุสุมา แจ่มใส อายุ 60 ปี ทายิการวัดป่าแพงศรี บ้านเลขที่ 2/2 หมู่ที่ 2 ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า การที่พระรุ่งเข้ามาในครั้งนี้มาด้วยการมีนัยยะ เนื่องจากเมื่อช่วงสองสัปดาห์ก่อนตามกระแสข่าวลือว่า พระเล็ก มาที่วัดป่าแพงศรี นั้น ข้อเท็จจริง มีพระสุชล วัดป่าจิก บ้านไผ่สีทอง ต.หนองตาไก้ อ.โพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด เป็นพระเพื่อนกับ พระอาจารย์ชล พระลูกวัดป่าแพงศรี ได้ขอให้พระอาจารย์ชล รับเอา พระรุ่ง ที่มาจาก จ.เลย มาเข้าสังกัดเป็นพระลูกวัดป่าแพงศรี โดยอ้างว่าจะมาช่วยพัฒนาวัด ซึ่งทายกและทายิกาวัด ก็เห็นดีเห็นงามว่าเป็นการเข้ามาพัฒนาวัด โดยคิดไม่ถึงว่าจะเป็นสายของพระเล็กที่คนกาฬสินธุ์ขับไล่อยู่ ทางพระครูอินทรวิชัย (อินทร์ ฐิตญาโณ) เจ้าอาวาสวัดป่าแพงศรี เจ้าอาวาส ก็ไม่รู้จึงได้เซ็นรับเข้าสังกัด

 

 

 

"ต่อมาในวันนี้ เมื่อพระรุ่ง เดินทางมาถึงก็ได้ประกาศว่าตนเองคือเลขานุการพระเล็ก ทำให้ชาวบ้านทุกคนที่ร่วมกันถวายภัตตาหารตกใจและรีบแจ้งข่าวทางไลน์ในทันที จึงได้มีการรวมตัวขับไล่พระรุ่ง ให้ออกไปเช่นกัน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ต้องการให้ต่อว่าพระครูอินทรวิชัย (อินทร์ ฐิตญาโณ) เจ้าอาวาสวัดป่าแพงศรี เจ้าอาวาส เพราะท่านอายุมากกว่า 80 ปีแล้ว แต่เชื่อว่าตอนที่คุยกันพระรุ่ง กับ พระชล ไม่พูดความจริง จึงทำให้ตกหลุมพราง แต่อย่างไรก็ตามก็จะทำการขับไล่ต่อไป" นางกุสุมา กล่าว

ด้านนายสมหวัง ชำนองจิต อายุ 63 ปี ทายกวัด บ้านเลขที่ 111 หมู่ที่ 2 ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า รู้สึกตกใจและเสียใจอย่างมากที่ไปตกหลุมพรางเค้าแล้ว จริงๆก็ต้องการให้พระเล็ก หยุดพฤติกรรมที่จะต้องมาเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ให้ได้ เพราะถึงอย่างไรชาวบ้านก็ไม่ต้อนรับและหากมีการเข้ามาพื้นที่ก็จะถูกขับไล่อีกซึ่งไม่ได้เป็นผลดีต่อทางพระพุทธศาสนาจึงของให้พระเล็กลาออกเถอะ

อย่างไรก็ตามภายหลังที่พระรุ่ง ว่าที่เลขาพระเล็ก หนีออกจากวัดไปชาวบ้านยังได้เดินประท้วงรอบวัดแสดงพลังและทำการติดป้ายที่เขียนกันขึ้นมาใหม่ ไม่ต้องรับพระรุ่งและพระเล็ก แต่กรณีนี้คงจะทำอะไรไม่ได้มาก เพราะผลของการที่พระครูอินทรวิชัย เจ้าอาวาสวัดป่าแพงศรี ได้เซ็นรับเข้าสังกัดทำให้มีผลทางกฎหมายต่อ พ.ร.บ.สงฆ์ฯที่จะทำให้พระเล็กได้เซ็นรับรองแต่งตั้งเป็นเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์เต็มตัว แม้จะไม่สามารถอยู่วัดในจังหวัดกาฬสินธุ์ ผลขอการแต่งตั้งก็จะทำให้พระเล็กและพระรุ่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งดังกล่าวได้

 

ที่มา : แนวหน้า : 18 ธันวาคม 2564


 

เปิดสำนวนสอบสวนคดีดัง

หลวงปู่เมือง อรหันต์แห่งเมืองน้ำดำ

คดีเดินยังไง ติดตรงไหน เมื่อไหร่ และไปถึงไหน

ตรงนี้มีคำตอบ

 





 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 18 ธันวาคม 2564


 

โปรดเกล้าฯ กรรมการ มส. ชุดใหม่

พลิกล็อกแหลกลาญ

เก่าไป-ใหม่มา เพียบ !

 


 

อา..สมัยเก่ามีคำพังเพยว่า "สิบพ่อค้า ไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง" แต่ปัจจุบัน วงการสงฆ์ไทย มีสำนวนใหม่ว่า "เจ้าคุณ มส. หรือจะสู้เจ้าคุณราชกิจจานุเบกษา" เพราะว่ามีมติมหาเถรสมาคม "หลายครั้ง" ที่ไม่ผ่านสำนักพระราชวัง ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ขณะที่บ่อยครั้ง มีประกาศ "ราชกิจจานุเบกษา" แต่งตั้งพระราชาคณะ รวมทั้งกรรมการมหาเถรสมาคม โดยไม่ต้องผ่านมหาเถรสมาคม หรือมหาเถรสมาคม "ไม่รู้เรื่อง" ดังกรณี "พระครูเล็ก" ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ อันโด่งดังทะลุฟ้านั่นเอง

วันนี้ มีประกาศราชกิจจานุเบกษา "แต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่" แทนชุดเก่าที่หมดวาระลงตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา บรรดาพระสงฆ์องค์เณรก็รอคอยดูว่า "หน้าตา" ของมหาเถรสมาคมชุดใหม่ จะเป็นอย่างไร แต่จะผิดหวังหรือสมหวังหรือไม่อย่างไรนั้น ก็อยู่ที่ว่า "คนของใครได้-คนของใครเสีย" เมื่อมีได้มีเสีย ก็ย่อมจะมีคนดีใจเสียใจเป็นธรรมดา แต่จะไม่ให้ใครได้ใครเสียเลยนั้นก็ทำไม่ได้อีก ไม่งั้นก็ต้องตั้งพระทุกรูปเป็นกรรมการ มส. ต่อจากนั้นก็ปกครองตนเอง ไม่ต้องไปประชุมออกมติอะไรอีกแล้ว เพราะเป็นกันทุกคนแล้ว

ในโผกรรมการมหาเถรสมาคม "ชุดใหม่" ที่เพิ่งจะประกาศสดๆ ร้อนๆ นั้น ถือว่ามีหลายตำแหน่งที่ "ท้าทาย" หรือ "น่าสนใจ" ในหลายประเด็น อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ขอนำเสนอในสไตล์ของเราดังต่อไปนี้

 

 


 

 

1. สมเด็จจุณฑ์-สมเด็จชิน ยังเหนียว ส่วนพระครูเล็กเสียว

 

สมเด็จพระวันรัต (จุณฑ์ พฺรหฺมคุตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ถูกเสียงเล็กๆ ที่เชื่อกันว่าเป็น "พระครูเล็ก" แฉย่อยยับไว้ใน "คลิปปริศนากาฬสินธุ์" ว่ามีส่วนทำให้เกิดการแต่งตั้งให้ "พระครูสุทธิญาณโสภณ-เล็ก" วัดป่านาขาม อ.สังคม จ.หนองคาย ให้ข้ามห้วยไปครองตำแหน่ง "เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" จนเกิดกระแสต่อต้านทั้งพระทั้งโยม จนบัดนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบ พระเล็กยังเข้าไปในพื้นที่ไม่ได้ มติมหาเถรสมาคมดังกล่าวถูกขึงพืด ให้เลือกว่าจะเดินหน้าหนุนพระครูเล็ก หรือว่าจะถอยหลัง "ถอนพระครูเล็ก" ออกจากตำแหน่ง เพื่อรักษาหมู่คณะพระกาฬสินธุ์ "ทั้งเมือง" เอาไว้ ขืนมีพระรูปไหนทนไม่ไหว "ประกาศบวชใหม่ในมหานิกาย" มันจะเสียกันไปใหญ่ เพราะทุกวันนี้ก็เสียหน้ากันไปทั้งประเทศแล้ว

ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าว "ปลดเลขาสังฆราช" ซึ่งก็คือสมเด็จชิน แถมในคลิปลับนั้น ก็ยังแฉพฤติกรรมของ "สมเด็จจุณฑ์" ว่าไม่รับฟ้องร้องเรื่องพระอาจารย์จันมี แถมยังตะคอกใส่หน้า "พระครูเล็ก" ด้วยวาทะว่า "ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่แล้วจะอยู่กันยังไง" ส่งผลให้พระครูเล็กไม่พอใจ ได้นำเอาเรื่องดังกล่าวไปฟ้องร้องต่อ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา จนเกิดคำสั่ง "ปลดฟ้าผ่า พระเทพสารเมธี พ้นตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ และแต่งตั้งให้ พระครูเล็ก มาเป็นแทน" ตรงนี้ชี้ว่า การไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่จะได้ดี

แต่การที่ราชกิจจานุเบกษาล่าสุด ประกาศให้ "สมเด็จจุณฑ์-สมเด็จชิน" ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม ดังเดิม ก็เท่ากับว่าสถานการณ์พลิก ในรั้วในวังยังคง "เชื่อผู้ใหญ่" ไม่เชื่อเด็กเล็กๆ จึงไม่มีรายการปลดสมเด็จชินและสมเด็จจุณฑ์ ตามกระแสข่าว

เมื่อมีประกาศราชกิจจานุเบกษาออกมาเช่นนี้ ก็ชี้ได้ว่า "กรณีพระครูเล็ก" คงจะจบไว ไม่นานเกินรอ พระและโยมชาวกาฬสินธุ์เตรียมจุดบั้งไฟฉลองชัยได้เลย พระครูเล็กไม่มีโอกาสได้เข้าไปในกาฬสินธุ์อีกแล้ว เผลอๆ นะ "พงศ์พร" ก็ดูท่าจะ..อยู่ยาก เพราะคบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง เป็นเรื่องอัปมงคลมาแต่โบราณ

เห็นราชกิจจานุเบกษาแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมฉบับนี้แล้ว พระครูเล็กคงจะนั่งไม่ติดนอนไม่ติด เหมือนคลิปปริศนาทำนายชาตาหลวงตาเมืองเอาไว้ไม่ผิด

 

 


 

 

เปิดตัว "สามกรรมการ มส. ใหม่ ในสายมหานิกาย" อันได้แก่

1. พระพรหมกวี (พงศ์สันต์ ธมฺมเสฏฺโฐ ป.ธ.9) วัดกัลยาณมิตร เจ้าคณะภาค 3 (ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท และอุทัยธานี)

2. พระธรรมวชิรมุนี (บุญชิต ญาณสํวโร ป.ธ.9) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

3. พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) วัดเทวราชกุญชร เจ้าคณะภาค 13 (ชลบุรี ระยอง จันทบรี ตราด)

 

 

ประยูร-ประกอบ-สุชาติ นาคหลวงปี 19

 

 

เจ้าคุณประกอบ (พงศ์สันต์) วัดกัลยาณมิตร

 

ไปกันที่ "นัมเบอร์วัน" อันได้แก่ พระพรหมกวี หรือเจ้าคุณประกอบ ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อใหม่ตามหมอดูทักเป็น "พงศ์สันต์" เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร ศิษย์เก่าวัดชนะสงคราม ของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) ร่วมสำนักกับ "สมเด็จสมศักดิ์" วัดพิชัยญาติ อดีตเจ้าคณะใหญ่หนกลางผู้ล่วงลับ

ในปี พ.ศ.2519 มีข่าวดังในวงการบาลี ว่ามี "สามเณรอัจฉริยะ" จำนวน 3 รูป สอบได้ ป.ธ.9 พร้อมกัน จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช โปรดรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้ารับการอุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่นิยมเรียกว่า "นาคหลวง" สามเณรทั้งสามรูปนั้นได้แก่

1. สามเณรประกอบ วงศ์พรนิมิตร วัดชนะสงคราม

2. สามเณรสุชาติ สอดสี วัดปากน้ำภาษีเจริญ

3. สามเณรประยูร มีฤกษ์ วัดประยุรวงศาวาส

ทั้งสามรูปถือว่าเป็น "เพื่อนร่วมรุ่นประวัติศาสตร์" ที่พระสงฆ์องค์เณรในสายมหานิกาย ต่างตั้งตารอว่า "อัจฉริยะสามเณร" ในปี 19 เหล่านั้น จะมีโอกาสได้แสดงอัจฉริยภาพ ให้สมกับคำร่ำลือหรือไม่ และเมื่อไหร่

 

ส้นทางเดินของ 3 นาคหลวง ปี 19

 

สามเณรประกอบ

สามเณรสุชาติ

สามเณรประยูร

2530 : พระเมธีวราลังการ

2535 : พระราชปริยัติเมธี

2541 : พระเทพเวที

2546 : พระธรรมเจดีย์

2557 : พระพรหมกวี

2562 : ต้องคดีอาญา

2564 : กรรมการ มส.

2530 : พระศรีศาสนวงศ์

2535 : พระราชพุทธิญาณวงศ์

2542 : พระเทพมุนี

2547 : พระธรรมปัญญาภรณ์

2554 : พระพรหมโมลี

2557 : กรรมการ มส.

ควบแม่กองบาลีสนามหลวง

2564 : รักษาการเจ้าคณะหนเหนือ

2532 : พระเมธีธรรมาภรณ์

2539 : พระราชวรมุนี

2543 : พระเทพโสภณ

2548 : พระธรรมโกศาจารย์

2554 : กรรมการ มส.

2555 : พระพรหมบัณฑิต

2562 : รักษาการเจ้าคณะหนกลาง

 

ในเส้นทางเดินเข้าสู่อำนาจทางการเมืองของทั้งสามรูปเหล่านั้น ปรากฏว่า สามเณรประกอบ หรือเจ้าคุณประกอบ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "พงศ์สันต์" และได้ย้ายจากวัดชนะสงครามไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร ใน พ.ศ.2545 นั้น "เดินนำหน้า" บรรดาเพื่อนฝูงในรุ่นเดียวกัน โดยจะเห็นได้ว่า ในปี 2530 นั้น ประกอบ-สุชาติ ได้ขึ้นเป็นพระราชาคณะ "ชั้นสามัญ" ขณะที่ "ประยูร" ยังติดอยู่ที่เดิม กว่าจะได้ชั้นสามัญตามก้นเพื่อน ก็ต้องรออีก 2 ปี

 

ในปี 2535 ก็ปรากฏว่า ประกอบ-สุชาติ เกี่ยวก้อยกัน "ขึ้นชั้นราช" ขณะที่ "ประยูร" ยังคงทิ้งห่าง รอนานถึง 4 ปี จึงจะตามทันเพื่อน

ในปี 46-47-48 ไฮโลว์จึงออกมาเรียงแต้ม คือ

2546 ประกอบ ได้เป็นชั้นเทพ

2547 สุชาติ ได้เป็นชั้นเทพ

2548 ประยูร ได้เป็นชั้นเทพ

พอตกปี 54-55-57 กลับเกิดเหตุการณ์ "นาคหลวงพลิกหัวพลิกหาง" คือ เจ้าคุณประกอบ ซึ่งนำห่างอยู่นั้น พลันสะดุด เจ้าคุณสุชาติ "เบอร์สอง" ขึ้นนำ ตามด้วยเจ้าคุณประยูร สุดท้องในรุ่น ก็ยังแซงหน้าประกอบขึ้นเป็น "ชั้นธรรม" ได้ถึง 2 ปี

 

 

 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น)

วัดสามพระยา


 

 

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็ต้องชี้ไปที่ "โครงสร้างมหานิกาย" ซึ่งได้มีการสร้างศูนย์กลางขึ้นมา ในชื่อว่า "มหาคณิสร" โดยนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมานั้น อำนาจในวงการสงฆ์ไทยสายมหานิกาย ตกอยู่กับ "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์-ฟื้น ชุตินฺธโร" วัดสามพระยา ซึ่งได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ในปี 2519

 

 

 

น.อ.แย้ม-สมเด็จฟื้น-อาจารย์วิเชียร

 

สมเด็จฟื้น "ปูพื้น" ของการขึ้นครองอำนาจในวงการสงฆ์ ด้วยการตั้ง "โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี" ขึ้นมาที่วัดสามพระยา ในปี 2496 โดยได้มือดีเป็นครูสอนบาลีชั้นครู มาร่วมงาน คือ นาวาอากาศเอก แย้ม ประพัฒน์ทอง ป.ธ.9 และอาจารย์วิเชียร บำรุงผล ป.ธ.9

 

 

นิยม-เกี่ยว-พลอย-ช้อย-ช่วง

กับตำนาน 5 อรหันต์ ศิษย์สมเด็จฟื้น วัดสามพระยา

 

 

นักเรียนบาลีวัดสามพระยา รุ่นแรก ปี 2496

หนึ่งในนั้นมี "ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ" รวมอยู่ด้วย

(ยืนหัวแถวซ้ายสุด)

 

 

โรงเรียนบาลีวัดสามพระยาในปีแรกๆ สามารถผลิตบัณฑิตระดับตำนานที่เรียกขานกันว่า "พระเจ้า 5 พระองค์" อันมีนิคเนมสอดคล้องกันว่า "นิยม เกี่ยว พลอย ช้อย ช่วง"

นิยม คือ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร ป.ธ.9) วัดชนะสงคราม ต่อมาได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลางแทนสมเด็จฟื้น

เกี่ยว คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9) วัดสระเกศ ภายหลังได้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

พลอย คือ พระวิสุทธิวงศาจารย์ (พลอย ญาณสํวโร ป.ธ.9) วัดเทพธิดาราม อดีตเจ้าคณะภาค 3 ภาค 14 และภาค 18

ช้อย คือ พระเทพวิสุทธิโมลี (ช้อย มหาธีโร ป.ธ.9) วัดมหาธาตุ ราชบุรี อดีตเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี และอดีตเจ้าคณะภาค 18

ช่วง คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.9) วัดปากน้ำ อดีตเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และอดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จนิยม วัดชนะสงครามนั้น ท่านเป็นชาวอยุธยา ว่ากันว่าเป็นเครือญาติทางสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) ด้วย จึงได้รับความเมตตาจากสมเด็จฟื้นมากกว่าศิษย์รูปอื่นซึ่งมิใช่ชาวอยุธยา ตรงนี้แหละ ที่ต่อมาเกิดเป็นคอนเน็คชั่นที่เรียกว่า "สาย อ.ย." หรือสายอยุธยา ก่อนจะมาถึงสาย ส.พ. (สุพรรณ)

ด้วยความที่สมเด็จนิยมเป็น "สาย อ.ย." ส่วนสมเด็จเกี่ยวนั้นเป็นชาวสุราษฎร์ธานี ขณะที่สมเด็จช่วงก็เป็นคนสมุทรปราการ แถวของการเข้าหา "สมเด็จฟื้น" จึงถูกขีดเส้นไว้เป็นวงๆ ว่ารูปไหนเป็นคนวงใน รูปไหนเป็นคนวงนอก เพราะอำนาจชี้ขาดระดับ "ชี้เป็นชี้ตาย" ในคณะสงฆ์มหานิกายสมัยนั้น อยู่ที่..วัดสามพระยา ว่ากันถึงขนาดว่า ถ้าเข้าวัดสามพระยาไม่ได้ ก็ไม่มีสิทธิ์เข้าวัง ปานนั้น

เมื่อสมเด็จนิยม ได้รับอำนาจจากสมเด็จฟื้น มากกว่าศิษย์รูปอื่นๆ ก็จึงสร้างทายาทของตนเองขึ้นมา "แซงหน้า" ศิษย์รุ่นเดียวกัน นั่นคือ ทั้งสมเด็จเกี่ยวและสมเด็จช่วง ศิษย์วัดชนะสงครามจึง "ได้ก่อน" ขณะที่ศิษย์วัดอื่นๆ ก็ต้องรอคิวถัดไป ถือเป็นกฎนักเลงในวงการสงฆ์ อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ไม่ง้อ

ในกรณี "สามนาคหลวงปี 19" ก็เช่นกัน รอบนี้แข่งกันแค่ 3 รูป คือ ประกอบ ประยูร และสุชาติ ปรากฏว่า "ประกอบ" ศิษย์สมเด็จนิยม แซงหน้ารุ่น ปล่อยให้ "สุชาติ-ประยูร" วิ่งไล่แทบไม่ทัน

สมเด็จฟื้น มรณภาพในปี 2539 ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางตกอยู่กับ "สมเด็จนิยม" วัดชนะสงคราม แต่ครั้นสมเด็จนิยมมรณภาพลงในปี 2554 ศูนย์อำนาจในมหานิกาย ก็ย้ายไปอยู่ที่ "วัดสระเกศ" ของสมเด็จเกี่ยว ซึ่งส่งผลให้ "สายภูเขาทอง" เข้ามาแซงหน้า ป.9 เจ้าคุณเสนาะ ป.6 เจ้าคุณธงชัย น.ธ.เอก แซงหน้า ป.8 ป.9 เข้ามหาเถรสมาคม เป็นรองสมเด็จและกรรมการมหาเถรฯ กันเต็มลานภูเขาทอง มันเป็นแบบนี้มานานแล้วโยม ใช่มีแต่สมัยสมเด็จธงชัยวัดไตรมิตรเท่านั้น ทำเหมือนไม่เคย

 

 

ประยูร-สุชาติ-ประกอบ

สลับคิวกันวิ่งเข้ามหาเถรสมาคม

ยังต้องลุ้นว่าใครจะไปถึงดวงดาวเป็นสมเด็จก่อนเพื่อน

 

 

พอสิ้นสมเด็จเกี่ยว จึงค่อยมาถึงรอบ "ป.9" อีกครั้ง และรอบนี้ "สมเด็จช่วง" วัดปากน้ำ ได้ขึ้นเป็นประธานมหาคณิสร และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แทนสมเด็จเกี่ยว เจ้าคุณสุชาติ เด็กปั้นวัดปากน้ำ จึงติดเทอร์โบ พุ่งขึ้นชั้นพรหมในปี 54 ตกปี 57 ก็เบิ้ลทั้งกรรมการ มส. และแม่กองบาลีสนามหลวง ขณะที่ เจ้าคุณประยูร ได้เป็นกรรมการ มส. ในปี 54 และขึ้นชั้นพรหมในปี 55 ถ้าเจ้าคุณสุชาติไม่ติดเจ้าคุณวิเชียร วัดปากน้ำ ก็ต้องได้เป็น มส. ก่อนเจ้าคุณประยูร นี่จึงถือว่าติดโควต้าในวัดเดียวกัน เหมือนบุญมีแต่กรรมบัง

หันหลังไปดู "เจ้าคุณประกอบ" ซึ่งวิ่งนำเพื่อนมาตั้งแต่ต้น แต่กลับปรากฏว่า เจ้าคุณประกอบสะดุดตอ โดนคดี "ทุบทำลายโบราณสถาน" ในวัดกัลยาณมิตร ซึ่งตนเองเป็นเจ้าอาวาส ศาลอาญาสั่งลงโทษจำคุก 3 ปี แต่ปรานีให้รอลงอาญา เจ้าคุณประกอบแทบว่าจะลาจากวงการไปเลย

 

สรุปว่า ในสาย มส. หรือมหาเถรสมาคมนั้น

ปี 2554 เจ้าคุณประยูร ได้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

ปี 2557 เจ้าคุณสุชาติ ได้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

ปี 2564 เจ้าคุณประกอบ เพิ่งได้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

 

ในปี 62 นั้น เจ้าคุณประกอบแทบว่าไปไม่เป็น ต้องรักษาตัวยาว เท่ากับตัดทีม "สามเก้าปี 19" ออกไปหนึ่งขา เหลือเพียง "สุชาติ-ประยูร" ที่ยังคงเกี่ยวก้อยกันเดินบนถนนสาย มส. ครั้นพอ "สมเด็จสมศักดิ์" วัดพิชัยญาติ มรณภาพลงในปี 2562 ท่านประยูร ก็เร่งเครื่องแซงหน้าท่านสุชาติทันที เพราะได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "ผู้รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง" อันมีอำนาจสูงสุดในคณะสงฆ์ไทยฝ่ายมหานิกาย

ขณะที่ "ท่านสุชาติ" ก็ได้เบิ้ลในตำแหน่ง "รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ" เมื่อหลวงพ่อวิเชียร (พระวิสุทธิวงศาจารย์) วัดปากน้ำ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ได้มรณภาพลงในเดือนกันยายน 2564 ที่ผ่านมา

แต่แล้ว ท่านประยูร ต้องฝันสลาย เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดฯให้ "สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี-ธงชัย ธมฺมธโช ป.ธ.6" วัดไตรมิตรวิทยาราม ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ในปี 2563 เจ้าคุณประยูรเหลือเพียง "กรรมการมหาเถรสมาคม" เพียงตำแหน่งเดียว ถ้าหลุดโผก็หลุดยาว

คราวนี้จึงมาถึงคิวของ "เจ้าคุณประกอบ" ซึ่งอยู่ในกลุ่ม "สามนาคหลวงปี 19" แถมยังนำหน้ามาแต่เดิม ซึ่งถ้าไม่มีอุปสรรคใดๆ แล้ว เจ้าคุณประกอบต้องได้เป็นรองสมเด็จและกรรมการ มส. ก่อนเพื่อน แต่ก็ดังว่า ความเก่งเกินไป ทำให้เจ้าคุณประกอบต้องสะดุดแข้งตัวเองลงชั่วคราว จนกระทั่งฟ้าเปิดในวันนี้ วันที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดฯ ให้ดำรงตำแหน่ง "กรรมการมหาเถรสมาคม" ชุดล่าสุด

ณ เวลานี้ นาคหลวงปี 19 ทั้งสามรูป ได้เข้ามานั่งในมหาเถรสมาคม อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว จะเรียกว่าเป็น "ดรีมทีม" ในใจของใครหลายคนก็คงว่าได้ แต่ก็คงมิได้คาดหวังสิ่งใด เพราะปัจจุบันนั้น เป็นอันรู้กันว่า มหาเถรสมาคม มิได้มีอำนาจราชศักดิ์ใดๆ จะทำสิ่งใดก็ต้อง "รายงานสำนักพระราชวัง" ให้ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบ หาไม่ มติมหาเถรสมาคมก็ไร้ผล จนกระทั่งมีคำนิยามใหม่ว่า "มติ มส. หรือจะสู้ ราชกิจจานุเบกษา"

ก็ต้องขอแสดงความยินดีต้อนรับ Welcome เจ้าคุณประกอบ-พระพรหมกวี ที่ได้เป็นกรรมการ มส. ร่วมทีมสหายในวันนี้ ขอให้โชคดี

 

 

 

เจ้าคุณบุญชิต วัดมหาธาตุ รับน้ำพระพุทธมนต์จากสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ในวันรับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระธรรมวชิรโมลี ก่อนที่ต่อมาจะได้รับโปรดเกล้าฯเป็นเจ้าคณะ กทม. แถมด้วยวันนี้ได้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ปีเดียวได้ 3 ขั้น ถือว่าเป็นโชคใหญ่ในรอบ 100 ปี งานนี้ โบราณถือว่า มีโชคจะมีเคราะห์ ต้องรีบทำบุญใหญ่ ไม่งั้นจะไม่สบาย

 

 

พระธรรมวชิรมุนี (บุญชิต ญาณสํวโร ป.ธ.9)

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เจ้าคณะ กทม.

 

ท่ามกลางกระแสการ "เปลี่ยนตัวเจ้าอาวาสวัดสระเกศ" ซึ่งประเดประดังขึ้นมาในเดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา ก็มีข่าวแทรกสถานีเข้ามาด้วยว่า สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือสมเด็จธงชัย วัดไตรมิตร เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้วางตัวให้ "พระธรรมวชิรมุนี-บุญชิต ญาณสํวโร ป.ธ.9" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ พาสชั้นขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญพร้อมกันถึง 2 เก้าอี้ อันได้แก่

 

1. เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

2. เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

 

ข่าวนี้ทำให้บรรยากาศในการรับสมณศักดิ์ชั้นธรรมของเจ้าคุณบุญชิต คึกคักขึ้นมาทันตาเห็น วันนั้น วัดมหาธาตุฯท่าพระจันทร์ เหมือนมีตลาดนัด พระเถรานุเถระทั่วทั้งกรุงเทพฯ แห่กันใส่หน้ากากกันโควิดไปร่วมงานมุทิตาจิตจนล้นวัด เหมือนฟ้าเปิด หลังจากฟ้าปิดในปี 2505 ซึ่ง ณ เวลานั้น พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุฯ ถูกรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จับกุมคุมขังในข้อหา "เป็นคอมมูนิสต์คิดล้มล้างสถาบัน" ผ่านไป 5 ปีจึงได้รับอิสรภาพ แต่อำนาจในวัดมหาธาตุฯ ศูนย์กลางการปกครองของคณะสงฆ์ไทยในสมัยนั้น ถูกโยกย้ายออกไปหมดสิ้น ได้มากที่สุดก็คือ "วัดสามพระยา" ของสมเด็จฟื้น คู่ปรับของสมเด็จอาจ

หลังจากยุค "สมเด็จอาจ" แล้ว วัดมหาธาตุฯ ก็สาละวันเตี้ยลงไปตามลำดับ ถึงขนาดว่าตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. ก็รั้งเอาไว้ไม่อยู่ ดูสิ ถึงคราวอับจน ต้องกัดก้อนกินเกลือ ทั้งศิษย์สายวัดมหาธาตุและ มจร. ล้วนแต่ถูกกีดกันออกนอกวงมหาเถรสมาคม ไม่มีโอกาสได้เลื่อนสมณศักดิ์สูงๆ และไม่มีโอกาสได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะผู้ปกครองในระดับสูงที่มีเขตการปกครองสำคัญๆ เลย ต่างกับสายวัดสามพระยา ซึ่งมีบริวารมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วัดชนะสงคราม วัดสระเกศ วัดปากน้ำ วัดเทพธิดาราม วัดราชโอรส วัดพิชัยญาติ ฯลฯ นับไม่หวาดไม่ไหว บารมีของสมเด็จฟื้นยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน

หลังสุดนั้น แม้แต่ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร. ซึ่งเป็นของวัดมหาธาตุมาแต่เดิม ก็ถูกโอนย้ายออกไปอยู่ที่ "วังน้อย" เท่ากับว่าวัดมหาธาตุหมดสิ้นทรัพย์สินทุกอย่างแล้ว เหลือเพียง "การวิปัสสนา" เท่านั้น ที่พอยังชีพอยู่ได้ ในวันที่..ไม่มีอำนาจ

ตามสำนวนไทยสมัยเก่าว่า "อยุธยาไม่สิ้นคนดี" ฉันใด วัดมหาธาตุฯอันใหญ่โต ก็ย่อมจะไม่สิ้นคนดี ฉันนั้น ดังปรากฏชื่อของ "เจ้าคุณบุญชิต" ซึ่งครองสมณศักดิ์ "ชั้นราช" มาตั้งแต่ปี 2548 แทบว่าหาทางโตไม่เจอ จู่ๆ ในปี 2562 ก็ได้รับเลื่อนเป็นชั้นเทพ แถมในเดือนมิถุนายน 2564 ก็ได้ขึ้นชั้นธรรม ตกเดือนตุลา 2564 (ปีนี้) เจ้าคุณบุญชิต ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

จนกระทั่งวันนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "กรรมการมหาเถรสมาคม" อีกต่างหาก นับเป็นปรากฏการณ์ที่หาดูได้ยากมากในเมืองไทย ที่มีพระได้รับการแต่งตั้ง-เลื่อนขั้น-เลื่อนสมณศักดิ์ หลายครั้งหลายคราในรอบปี ท่านบุญชิตจึงถือว่าไม่ธรรมดา ถ้าเทียบกับในทางทหารแล้ว ก็น่าจะระดับ "เดอะซัน" หรือ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ซึ่งว่ากันว่าตัดชุดใหม่ยังไม่ทันไร ก็ได้เลื่อนขั้นอีกแล้ว

 

 

พระเทพคุณาภรณ์ (เจ้าคุณโสภณ)

วัดเทวราชกุญชร

พาสชั้นเทพขึ้นเป็นกรรมการ มส.

 

 

ที่สะดุดตาอีกท่านหนึ่งก็คือ พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) วัดเทวราชกุญชร เจ้าคณะภาค 13

มีคำถามขึ้นมาทันทีว่า "ชั้นเทพเป็นมหาเถรได้เหรอ" คำตอบก็คือ ได้ไม่ได้ก็ดูในราชกิจจานุเบกษาเอาเอง ส่วนผู้ที่เป็น "ชั้นเทพ" แต่ได้เป็นมหาเถรนั้น ก็คือ พระเทพคุณาภรณ์ หรือเจ้าคุณโสภณ นั่นเอง

แต่เดิมมานั้น มีธรรมเนียมในวงพระสังฆาธิการระดับสูงว่า ถ้าจะเป็น มส. ต้องเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมขึ้นไป แต่ของพวกนี้มันไม่มีอะไรตายตัว บ้างก็อ้างความเหมาะสม บ้างก็อ้างสถานการณ์พิเศษ บ้างก็อ้างพินัยกรรม ทำนอง "มหาสายชล-ชั้นสามัญ" พาสชั้นขึ้นเป็น "เจ้าคณะภาค 1" เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เวลานั้นพระสงฆ์ไทยเงียบกันทั้งประเทศ ไม่กล้าแตะ "หลานสมเด็จ" พอตอนหลัง หลานสมเด็จคนเดิม "โดนปลด" ทั้งประเทศก็เฉย ไม่เสียใจเรียกร้องเหมือนกรณีหลวงพ่อบัวศรีที่กาฬสินธุ์ เรื่องพิลึกแบบนี้ก็มีให้เห็นในวงการสงฆ์ไทย

สำหรับเจ้าคุณโสภณนั้น ภาพภายนอกอาจจะดูเรียบง่าย แต่ภายในแล้วลึกล้ำไม่ธรรมดา เพราะว่าท่านเป็นศิษย์ก้นกุฏิของพระเกจิดังลุ่มแม่น้ำแม่กลอง นั่นคือ หลวงพ่อสุด วัดกาหลง เจ้าของยันต์ตะกร้อและเหรียญเสือเผ่น เป็นอาจารย์ของปรมาโจร "ตี๋ใหญ่" ซึ่งโด่งดังจนถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์นั่นเอง เจ้าคุณโสภณท่านเป็นศิษย์สำนักนี้

เจ้าคุณโสภณ แทบว่าถูกหลวงพ่อสุดจับเคาะกระหม่อมลงยันต์ตั้งแต่เป็นเด็กวัด หัวลายเป็นลายตะกร้อ กลเม็ดเด็ดพรายสำนักวัดกาหลงท่านเก็บไว้ได้หมดสิ้น เนื้อตัวแทบจะลายเป็นเสือเพราะพระคาถา ซึ่งกลายร่างมาเป็น "เสือเผ่น-เสือหมอบ" สักอยู่ตามตัวท่านเจ้าคุณ แต่ "เสือโห่" กับ "เสือร้องไห้" อันเป็นสุดยอดคาถามหาอำนาจและมหานิยมนั้น ท่านว่าไม่เคยสัก จะสักสีก็เพียงขึ้นครูแค่ "มะอะอุ" เท่านั้น ที่เหลือสักน้ำมัน จึงมองไม่เห็น "ไม่งั้นตัวลายเหมือนเณรแอ ดูไม่ได้เลยเชียวล่ะ" ศิษย์ก้นกุฏิกระซิบบอก ใช่แต่เท่านั้น ด้านเมตตามหานิยมนั้น สำนักนี้ก็ไม่เป็นสองรองใคร เห็นได้จาก "เนินกาหลง" ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นวัดกาหลงของหลวงปู่สุด ขนาดกายังหลง แล้วใครจะไม่หลง ทั้งหลงใหลเข้าไปแล้วไม่ยอมกลับ

พอเรียนจบเป็นมหาประโยคเก้า ก็เท่ากับ "บรรลุ" ในสายอิทธิฤทธิ์อีกทางหนึ่ง แบบว่าครบเครื่องทั้งบู๊และบุ๋น ไม่ต่างจาก "สมเด็จธงชัย" ซึ่งไปได้วิชาดีที่ภาคเหนือ เป็นศิษย์ก้นกุฏิหลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งศาลาดำหรือสุสานไตรลักษณ์ ลำปาง สมเด็จธงชัยท่านมีศิษย์รุ่นพี่ คือหลวงปู่พระพรหมวชิรโมลี (ทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ ป.ธ.9) วัดศาลาลอย จังหวัดสุรินทร์ ปัจจุบันเป็นพระมหาเถระอาวุโสสูงสุดในสายอีสาน หลวงปู่ทองอยู่ "เคยอยู่ลำปาง" และผ่านสำนักสุสานไตรลักษณ์มาก่อนปี 2515 ถือว่าเป็นศิษย์รุ่นแรกเลยก็ว่าได้ ปัจจุบันท่านออกตะกรุด "ห้อยคอช้าง" หรือนารายณ์แปลงรูป อันสะท้านไตรภพ ปีหนึ่งนับพันๆ ดอก แต่สร้างเท่าไหร่ก็ไม่พอแจก

 

 

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม) วัดชนะสงคราม

ผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในบรรดา 5 อรหันต์ศิษย์สมเด็จฟื้น

ผู้สร้างเหรียญหลวงพ่อกลั่นยันต์ขอเบ็ดนัมเบอร์วันของเมืองไทย

 

 

อีกสายสัมพันธ์หนึ่งนั้น เมื่อตอนที่ "วัดเทวราชกุญชร" ชำรุดทรุดโทรม ไร้เจ้าอาวาสผู้มีความสามารถจะดูแล วัดเทวราชมีแต่หมาขี้เรื้อนกับคนขี้เมาเข้ายึดครอง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม) วัดชนะสงคราม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งได้เห็นฝีไม้ลายมือของ "พระมหาโสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9" อาจารย์ใหญ่วัดหัวลำโพง สามารถสยบ "นักเลงหัวลำโพง" ซึ่งเป็นชุมทางของประเทศไทยให้หมอบราบคาบแก้ว จึงชอบใจให้ย้ายไปเคลียร์พื้นที่วังเทเวศน์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร เพื่อบูรณะปรับปรุงวัดหลวงแห่งนี้ให้กลับมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเจ้าคุณโสภณก็ไม่ทำให้พระผู้ใหญ่ผิดหวัง แทบว่าจะเนรมิตวัดเทวราชกุญชรขึ้นมาใหม่ทั้งวัด ซึ่งใครๆ ก็ทราบกันดีว่า สมเด็จนิยม วัดชนะสงครามนั้น ท่านเป็นพระนักเลง จึงชอบพระนักเลงด้วยกัน เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม อยุธยา ซึ่งถือว่าเป็น "นัมเบอร์วัน" ของเหรียญเบญจภาคีเมืองไทย สวยๆ มูลค่านับสิบล้านบาทนั้น ก็สมเด็จนิยมสมัยอยู่วัดราชบูรณะเป็นผู้สั่งทำแล้วนำไปให้หลวงพ่อกลั่นปลุกเสก จะได้รู้ว่าไผเป็นไผในวงการพระ

ตอนนั้น "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ" ทรงมีพระราชศรัทธา โปรดพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) เพื่อถวายในการบูรณะวัดเทวราชกุญชร

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วัดเทวราชกุญชร จึงจัดอยู่ใน "สายวัง" เหมือนวัดไตรมิตรวิทยาราม และวัดพระเชตุพนหรือวัดโพธิ์ การที่ท่านเจ้าคุณโสภณซึ่งมียศเป็นเพียง "ชั้นเทพ" แต่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯ ตั้งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม จึงถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของคณะสงฆ์ไทยในรอบร้อยปี รักษาเนื้อรักษาตัวดีๆ ก็มีสิทธิ์ไปไกลถึง..สมเด็จเจ้าพระยา

 

 

เจ้าคุณเกษม VS เจ้าคุณแสวง

สองเทพแห่ง มมร. ที่เดินทางกันคนละเส้น

 

ในปี พ.ศ.2555 เกิดวิกฤตการณ์ขึ้นในมหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.) ของคณะธรรมยุต ซึ่งอธิการบดีในสมัยนั้นคือ พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก ป.ธ.6) วัดบวรนิเวศวิหาร ปีนเกลียวกับ "พระเทพวิสุทธิกวี" (เกษม สญฺญโต ป.ธ.9 Ph.D.) วัดราชาธิวาส รองอธิการบดี แต่ละฝ่ายก็มีบริวารระดับกองทัพ ยกเข้าโรมรันกัน สุดท้ายทั้งสองฝ่ายต่างพ่ายไปคนละทาง

เจ้าคุณเกษม หันไปเอาดีทางการปกครอง เข้าดำรงตำแหน่ง "รองเจ้าคณะภาค 16-17-18 ธรรมยุต" หลังสุดได้เป็นเจ้าคณะภาค 16-17-18 และกรรมการมหาเถรสมาคม แถมยังได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น "ชั้นธรรม" ที่..พระธรรมกิตติเมธี ในปี 2559

ขณะที่ "เจ้าคุณแสวง" ซึ่งตกเก้าอี้อธิการบดี มมร. ครั้งที่สองไปในคราวนั้น ก็เก็บตัวเงียบ รอวันรีเทิร์น แล้วแสงสว่างก็เริ่มส่องเข้าช่อง "บางลำพู" เมื่อได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 10 ธรรมยุต" ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2564 ที่ผ่านมา

ตกเดือนมิถุนายน พระเทพปริยัติวิมล (แสวง) ก็ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น "ชั้นธรรม" ในราชทินนาม "พระธรรมวิสุทธาจารย์" ก่อนจะได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมในวันนี้

เจ้าคุณแสวงนั้น มีสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒนมหาเถร) อดีตสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ จึงถือว่ามีหน่อเนื้อเชื้อไขดีเยี่ยม แถมสังกัดวัดบวรนิเวศวิหาร อันเป็นวัดหลักของสายธรรมยุต ยังไงก็ต้องไปไกลถึงชั้นพรหม

อีกด้านหนึ่งนั้น ท่านเจ้าคุณแสวง เคยดำรงตำแหน่ง "อธิการบดี มมร." ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดในสายการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยสายหนึ่ง ทั้งความรู้และประสบการณ์จึงถือว่าไม่ธรรมดา

สาเหตุที่ทำให้ต้อง "พักยก" ไปในคราวก่อน ก็เพราะพลาดในเรื่องกฎหมาย เชื่อคนอื่นมากเกินไป แถมยังขัดแย้งกับ "เจ้าคุณเกษม" ซึ่งเป็น ป.ธ.9 แบบว่ามวยรุ่นใหญ่ก็ใส่กันแรง แถมกินกันไม่ลง ร้อนถึงพระผู้ใหญ่ในสายธรรมยุตต้องออกมาห้ามศึก ไม่ให้ใครเป็น ไม่ว่าแสวงหรือเกษม ยกตำแหน่งอธิการบดี มมร. ให้เจ้าคุณธรณิศ-พระราชบัณฑิต ไปขัดตาทัพหลายสมัย จนกระทั่งได้มือดีมาบริหาร นามว่า "เจ้าคุณสมคิด" หรือพระเทพวัชรเมธี ในวันนี้ ปัญหาในมหามกุฎราชวิทยาลัยก็เป็นอันว่าหมดไป เพราะอะไรๆ ก็อ้าง "ดำริสมเด็จพระสังฆราช" ใครไหนจะกล้าขัด จริงไหมครับท่านสมคิด

แต่..แต่ว่าในการเข้ามาดำรงตำแหน่ง "กรรมการมหาเถรสมาคม" ของเจ้าคุณแสวงในครั้งนี้ กลับเกิดเหตุการณ์ประหลาด เมื่อชื่อของ "เจ้าคุณเกษม-พระธรรมกิตติเมธี" คู่ปรับเก่าของเจ้าคุณแสวง "หล่นหาย" ไปจากบัญชี ไม่มีชื่อกับเขา เล่นเอาพระเณรถามกันทั่วประเทศว่า "เจ้าคุณเกษมหายไปไหน"

หรือจะเข้าตำรา เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ !

แบบว่า ถ้าไม่บังเอิญเกินไป เจ้าคุณเกษมในวันนี้ อายุเพียงแค่ 67 ปี ยังไปได้อีกไกล แต่ทำไมไม่ได้ไปต่อ

ส่วนเจ้าคุณแสวง อายุได้ 70 ปี สูงกว่าเจ้าคุณเกษมไป 3 พรรษา เมื่อจะเข้ามาก็ถือว่าเหมาะสมในสายวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งต้องมีศาสนทายาทไว้ดูแลคณะธรรมยุตในยุคต่อไป ซึ่งการก้าวเข้ามหาเถรของเจ้าคุณแสวงนั้น มองไปข้างหน้า ถือว่าเตรียมตัวเข้าไปเป็น "เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร" ซึ่งจะควบตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย" ในภายภาคหน้า ถือว่าไม่ธรรมดา น่าจะไปไกลถึง "สมเด็จพระราชาคณะ" ด้วยซ้ำ

เพียงแต่ว่า ถ้าต่างคนต่างมา มันก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้า "คนหนึ่งมา คนหนึ่งไป" มันก็กระไรอยู่ ดูยังไงก็ยังไม่หายข้องใจ เซียนพระส่องกล้องดูแล้วส่ายหน้า ไม่แน่ใจว่าองค์ไหนจริงองค์ไหนปลอม

สงสัยคงต้องถาม "พระครูเล็ก" ซะแล้ว !

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 11 ธันวาคม 2564


 

อภิปราย ออนไลน์ !

กรณ์ มีดี นำทัพ จัดสัมมนา

"คลิปลับพระเล็ก-ปริศนากาฬสินธุ์"

ดีเดย์ พรุ่งนี้ 6 ธันวา อย่าพลาด

 


 

 

อา..ต้องยอมรับว่า นับตั้งแต่ "คุณกรณ์ มีดี" อาสาเข้ามาทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา ในนามของ "สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย" อันมี ศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ราชบัณฑิต เป็นประธานคนแรก ต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็น "พรรคแผ่นดินธรรม" แต่ก็ทำไม่สำเร็จในสนามเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทางคุณกรณ์ก็ยังพยายามอย่างต่อเนื่อง เป็นนักมวยก็ประมาณว่า "หมัดไม่คม แต่ขยันชก" ต้องคลำหาเป้าอย่างหวิดไปหวิดมา แฟนๆ ได้เห็นก็แทบถอดใจว่า พรรคแผ่นดินธรรมภายใต้การนำของ "กรณ์ มีดี" จะไปรอดหรือ ? แปลเป็นภาษาสมัยใหม่ว่า "ไหวเหรอ"

แต่สุภาษิตโบราณว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น วันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีคลิปสนทนาเรื่องพระกาฬสินธุ์ กระจายไปทั่วโลก ซึ่งมีการคาดเดาว่า หนึ่งในผู้สนทนานั้นมีนิคเนมว่า "พระครูเล็ก"

เสียงของ "พระครูเล็ก" ในคลิปปริศนาที่ว่านั้น "เปิดโปง" กระบวนการแต่งตั้ง "เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" รูปใหม่ ที่เป็นปัญหาบานปลาย กลายเป็นม็อบชาวพุทธต่อต้านพระสงฆ์ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การปกครองของคณะสงฆ์ไทย จึงถูกขนานนามว่า "คลิปแห่งศตวรรษ" เพราะสั่นสะเทือนการบริหารการปกครองของคณะสงฆ์ไทยอย่างรุนแรงที่สุดในรอบร้อยปี

 

 

กรณ์ มีดี และทีมงาน กระโจนเข้าเล่นลูกดังกล่าวทันที แรกนั้น ได้เข้ายื่นร้องเรียนต่อ "พระเทพดิลก-วัชรพันธ์ นนฺทิโย" เจ้าคณะภาค 9 ซึ่งปกครองจังหวัดกาฬสินธุ์ ขอให้ดำเนินการสอบสวน "คลิปลับ" ดังกล่าว ภายใต้ข้อหาจำนวน 8 ข้อ ซึ่งแต่ละข้อก็ฉกาจฉกรรจ์

แต่นั่นก็เงียบหายไป เหมือนโยนหินลงแม่โขง เจ้าคณะภาค 9 รับแล้วเก็บเงียบ เพราะผู้ร้องเรียนมิใช่ผู้เสียหาย จะถือว่าธุระไม่ใช่ก็คงว่าได้ รอไปอีกร้อยปีคดีแบบนี้ไม่มีทางจะเห็นผล

จนกระทั่งวันนี้ วันที่ กรณ์ มีดี รอแล้วรอเล่าต้องรอเก้อ ไม่ต่างไปจาก "หม้ายขันหมาก" จึงมองว่า จะรอให้เจ้าคณะภาคท่านตั้งศาลสงฆ์ทำไม ในเมื่อกรณีนี้เป็น "ประเด็นสาธารณะ" จึงไม่จำกัดว่าต้องเป็นเจ้าคณะภาคเท่านั้นที่มีสิทธิ์สอบสวน ชาวพุทธทั่วไปก็มีสิทธิ์ทำได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น..จะรออะไร !

กรณ์ มีดี และทีมงาน จึงผุดไอเดียสุดเพริดพริ้ง "เปิดสัมมนา-คลิปลับกาฬสินธุ์ ออนไลน์" ให้ท่าน "ศาสตราจารย์บรรจบ บรรณรุจิ" วางเทศาตรีฤกษ์ ไว้ที่เวลา 17:00 น. วันที่ 6 ธันวาคม 2564 รับรองว่า ฤกษ์นี้แหละ ตั้งเล้าโสเภณีได้ชงัดนัก เพราะผู้คนจะแห่กันมาดูแทบว่าเหยียบกันตาย และจะโด่งดังไปทั้งโลก !

 

 

การเปิดปฏิบัติการ "สัมมนาออนไลน์ คลิปลับกาฬสินธุ์" ครั้งนี้ ของ..กรณ์ มีดี จึงถือว่า "มีดี" สมกับนามสกุล เป็นการหยิบยกและวางปัญหา "กาฬสินธุ์" ลงบนแพลตฟอร์มระดับโลก เพื่อให้ชาวพุทธทั่วโลก สามารถเข้ามาสนทนาปัญหาคณะสงฆ์ไทย ได้อย่างที่เรียกว่า วงใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยมีมา

เสียดายแต่ว่า "ตัวบุคคล" ที่นิมนต์/เชิญ เข้ามาเป็นผู้อภิปรายนั้น ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร มันเหมือนเอามวยบ้านนอกไปขึ้นเวทีโลกยังไงก็ไม่รู้สิ เผลอๆ นะ "จะถูกสอนออนไลน์" ในหลายประเด็น จุดนี้จึงหมิ่นเหม่ยิ่งนัก ว่าทางผู้จัด คือ สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย จะรับมือไหวหรือ ? อย่าลืมนะครับว่า เวทีแห่งนี้ไม่มีพี่เลี้ยง แถมการให้คะแนนนั้นเป็นสิทธิของคนดู

ถ้าจะเอาให้ "เด็ด-เด็ด" ก็ต้องคัดสรรกันแบบ "หัวกะทิ" ซึ่งเท่าที่มองดูแล้ว ในแวดวงชาวพุทธไทยเวลานี้ มีคนที่พูดแล้ว "มีคนฟังมากมาย" อยู่หลายท่าน อาทิเช่น

 

 

เจ้าคุณพิพิธ หรือหลวงตาแดงแห่งวัดสุทัศน์ : ชื่อหลังนี้ได้มาจาก "สุดยอดเมนู" ที่ระดับ "เจ้าคุณ" ทำให้ชิม ใครไม่ได้ดูหรือไม่ได้ชิมอาหารที่หลวงตาแดงทำแจกนั้น ถือว่าเกิดมาไม่คุ้ม ปานนั้น ชื่อชั้นของท่านเจ้าคุณพิพิธนั้น ต้องขอใช้คำว่า "พะยี่ห้อ" ระดับนี้ ไม่ต้องมีการโฆษณา แบบว่าไปหาแฟนคลับเอาข้างหน้า ไม่จำเป็นต้องขนแม่ยกไปแต่อย่างใด ได้เจ้าคุณพิพิธมาร่วมรายการ รับรองว่า "ปิดการขาดทุน" สบายใจไปแปดชาติ

 

 

อุทิศ สิริวรรณ : ยี่ห้อนี้ถือว่า "ครบเครื่อง" ได้ทั้งบู๊ทั้งบุ๋น รู้ลึกรู้ตื้น แถมยังมีคอนเน็กชั่นกับพระผู้ใหญ่ทั้งในและนอก มส. ซึ่ง ณ วันนี้ ยังไม่มีใครรู้ดีไปกว่า ดร.อุทิส ยิ่งช่วงนี้ ดร.อุทิส ประกาศจะลงเล่นการเมือง จึงเดินสายหาเสียงแต่เนิ่นๆ ได้ ดร.อุทิส มายืนบนเวทีสัมมนา รับรองว่าเรียกแขกได้ตรึม

 

 

จตุรงค์ จงอาษา : นี่ก็ถือว่าเดินสายออกหน้าจอทีวีจนคนไทยจำได้แล้ว จตุรงค์มีดีกรีตรงที่ "เป็นศิษย์วัดเทพศิรินทร์" ซึ่งเป็นวัดหลักสายธรรมยุต จึงมีข้อมูลทางฝ่ายธรรมยุตระดับ "หมดไส้หมดพุง" ซึ่งฝั่งนั้น ปกติแล้วจะ "ปิดความลับ" ไว้สูงสุด พระธรรมยุตพูดน้อยกว่าพระมหานิกาย ได้จตุรงมาเสริมทัพ รับรองว่า..วงแตก

 

 

ไพรวัลย์ วรรณบุตร หรือ ทิดไพรวัลย์ คนดังแห่งวัดสร้อยทอง ซึ่งเพิ่งจะประกาศ "หมดศรัทธาพระผู้ใหญ่" ด้วยการ "สละสมณเพศ" คือลาสิกขาเอง สดๆ ร้อนๆ พร้อมกับย้ำว่า "ยังโสด" แต่ไม่รู้จะสดหรือเปล่า ฮา ! ไพรวัลย์เขากำลังมาแรง มันเป็นกระแส ไม่เอาไพรวัลย์แล้วจะเอาใครในเวลานี้ สมปองหรือ ? ยังไม่ทันสึกจะพูดได้ไง เขาห้าม ประเดี๋ยวก็ลงเวทีก่อนระฆังหรอก

ถ้าเชิญผู้อภิปรายได้ตามรายนามที่ระบุนี้ ก็เชื่อว่า งานนี้ กรณ์ มีดี ยกระดับจากหัวหน้าสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ไปเป็น "แห่งโลก" ทันทีเลย ถ้ามาอเมริกาก็เทียบเท่า "ดอนคิง" สุดยอดโปรโมเตอร์มวยยักษ์รุ่นเฮฟวี่เวทอันเป็นอมตะนั่นแล ก็แล้วแต่นะ คุณกรณ์ นะ จะปรับแผนหรือไม่อย่างไร ก็ไม่ว่ากัน เพียงแต่ "เสียดาย" เท่านั้น แบบว่าตั้งเวทีเสียใหญ่โต แต่เอา "มวยโนเนม" ขึ้นต่อย มันก็กร่อยซะครับ ท่านพระครู

 

 

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการจัดโปรแกรมและวางตัวผู้อภิปรายของ "สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย" จะเดินไปทางไหน ในฐานะที่ "เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ" สนใจในประเด็นที่นำเสนอนี้ จึงขอเปิดอภิปรายนอกสภา "คลิปปริศนากาฬสินธุ์" เป็นรายบุคคล ดังต่อไปนี้

 

 

 

1. พระเทพสารเมธี หรือเจ้าคุณบัวศรี เจ้าอาวาสวัดประชานิยม อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์และอดีตผู้รักษาการแทนเจ้าคณะภาค 8 ธรรมยุต ซึ่งถูกมหาเถรสมาคม "ปลดสายฟ้าแลบ" เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา ปัญหาได้บานปลายใหญ่โตเข้าไปถึงในรั้วในวัง จนป่านนี้ก็ยังหาที่ลงไม่ได้ แถมยังมีคลิปลับแฉอีก ว่าหลวงพ่อบัวศรีคือ "ตัวดี" อยู่เบื้องหลังม็อบป่วนสนามสอบนักธรรม สมควรถูก "ถอดถอนสมณศักดิ์" ให้เหลือเพียง "หลวงตาบัวศรี" หลวงพ่อบัวศรีจึงถูกบรรจุไว้ในญัตติอภิปรายเป็นรายบุคคล ครั้งนี้ แน่นอน นัมเบอร์วัน

 

 

2. พระญาณรักขิต หรือ เจ้าคุณแผน เจ้าอาวาสวัดภูปูนในฝัน รองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นผู้ "เปิดยุทธการต้านพระครูเล็ก" ด้วยการนำพระในสังกัดจำนวนถึง 500 รูป ไปประชุมกันที่วัดป่าพุทธนิมิต แล้วออกมติคณะสงฆ์ "ไม่ยอมรับมติมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการสั่งถอดถอนพระเทพสารเมธี และตั้งให้พระครูเล็ก จากหนองคาย ข้ามห้วยมาเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์" ซึ่งส่งผลให้ปัญหาการแต่งตั้งครั้งนี้ ยุ่งเหยิงและยืดยาว มาจนปัจจุบัน เจ้าคุณแผน ถูกพระครูเล็กระบุไว้ในคลิปลับเช่นกันว่า "ต้องถูกถอดถอนทั้ง 2 ตำแหน่ง ทั้งเจ้าคุณและรองเจ้าคณะจังหวัด" เพราะเป็นตัวการปลุกม็อบต้านเจ้าคณะจังหวัดไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ ถือได้ว่าขัดขวางพระบรมราชโองการ งานเข้า

 

 

 

3. พระราชสารโกศล หรือเจ้าคุณวงษ์ไทย เด็กปั้นของสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งถูกดันจากสมเด็จจุณฑ์ ให้ข้ามห้วยจากกรุงเทพฯ ไปกินตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์และเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี" ซึ่งครั้งนั้น "หลวงตาอินทร์ถวาย" วัดป่านาคำน้อย ได้นำพระสงฆ์หลายร้อยรูป "ประชุมลงมติต่อต้านคำสั่งมหาเถรสมาคม" ด้วยวาทะพิสดารว่า "ยังไม่สง่างาม" ในคลิปปริศนานั้น ระบุว่า "เจ้าคุณวงษ์ไทย" นอกจากจะเป็นกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ พระอาจารย์จันมี อนาลโย วัดป่าแก้งใหม่ อำเภอสังคม จังหวัดหนองราย ร่วมกับเจ้าคุณบัวศรีแล้ว ก็ยังมีพฤติกรรม "นำเรื่องไปเป่าหูสมเด็จพระวันรัต" วัดบวรนิเวศวิหาร จนพระครูเล็กถูกสมเด็จพระวันรัตตะคอกใส่หน้าว่า "ไม่ฟังพระผู้ใหญ่แล้วจะอยู่กันยังไง" งานนี้ พระครูเล็กชี้ว่า "เจ้าคุณวงษ์ไทย" มีสิทธิ์ถูกถอดถอน 3 ตำแหน่งซ้อน ได้แก่ เจ้าคุณ เจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี และเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์พระอารามหลวง เห็นไหมว่าประเด็น "เจ้าคุณวงษ์ไทย" นั้นไม่ธรรมดา

แน่นอนว่า การพาดพิงถึง "เจ้าคุณวงษ์ไทย" ในทางลบนั้น ย่อมมีผลกระทบต่อการทำงานระหว่าง "จังหวัดกาฬสินธุ์" กับ "จังหวัดอุดรธานี" ซึ่งมี "พระครูเล็ก" และ "เจ้าคุณวงษ์ไทย" เป็นเจ้าคณะจังหวัด อย่างเลี่ยงไม่ได้ นั่นยังหมายถึงด้วยว่า เวลานี้ ปัญหาการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ขยายวงลามไปถึง "อุดร-หนองคาย" ซึ่งจะบ่มเพาะเป็นปัญหาให้เกิดความแตกร้าว ในคณะธรรมยุตอีสานหลายจังหวัด ในระยะยาว ประเด็นนี้น่าห่วงมาก เพราะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

 

4. สมเด็จพระวันรัต หรือป๋าจุณฑ์ วัดบวรนิเวศวิหาร บางลำพู เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย ถือได้ว่าเป็นผู้ปกครองสูงสุดของฝ่ายธรรมยุต ซึ่งได้ใช้หลักการ "เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย" ตะคอกใส่หน้าพระครูเล็ก แต่ไม่สามารถหยุดยั้งความบ้าระห่ำของพระครูเล็กได้ สุดท้ายเรื่องหลุดเข้าวัง พอมีคำสั่ง "ตั้งพระครูเล็กเป็นเจ้าคณะจังหวัด" ออกมา ป๋าจุณฑ์ถึงกับทำอะไรไม่ถูก และไม่ยอมมอบตราตั้งให้พระครูเล็ก แต่สั่งสมเด็จสมชายวัดเทพศิรินทร์ให้มอบแทน

เสียงในคลิปนั้นระบุว่า "สมเด็จพระวันรัต ไม่รับฟ้องคดีพระอาจารย์จันมี แถมยังตำหนิตนเอง โดยไม่ยอมรับฟัง หรือดูเอกสารพยานหลักฐาน ที่หอบมามากมายนั้นเลย" กระแสข่าวในช่วงสอบธรรมสนามหลวงที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า "สมเด็จชินถูกปลดจากเลขาสังฆราช" นั้น วันนี้ กลายเป็นกระแส "ปลดสมเด็จพระวันรัต จากเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต" แทน

ตรงนี้บ่งชี้ว่า ถ้าทางมหาเถรสมาคมหรือสำนักพระราชวัง จะยังเอา "สมเด็จพระวันรัต" ไว้ในตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย" ก็คงต้องหาทางลงให้แก่ "พระครูเล็ก" เพราะชื่อเล็ก แต่ถ้าจะเอา "พระครูเล็ก" ไว้ นั่นก็หมายถึงการที่สมเด็จพระวันรัต คงต้องไป ไม่ใครก็ใคร ต้องวัดใจว่าผู้มีอำนาจจะเลือกเอาใคร เพราะสมเด็จพระวันรัตถือว่าเป็น "เบอร์ใหญ่สุด" ของธรรมยุตแล้ว ถ้าเลือกพระเล็ก ก็จะกลายเป็นกรณีประวัติศาสตร์ระดับ "หนูล้มช้าง" เป็นอมตะมหานิรันดร์กาลไปอีกตำนานหนึ่ง

 

 

 

5. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ หรือสมเด็จชิน ฉายา "สังฆราชน้อย" เพราะเป็นเลขาสมเด็จพระสังฆราช มีหน้าที่ต้องสนองงานอย่างใกล้ชิด แต่สมเด็จชินกลับบอกกับเจ้าคุณแผนว่า "ไม่รู้ว่ามีการถอดถอนเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 3 รูปเลย" ก็เลยกลายเป็นประเด็นใหญ่ให้ชาวพุทธไทยถามกันมานานหลายเดือน ถึงความโปร่งใสในกระบวนการแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการของมหาเถรสมาคม จนกระทั่งคลิปลับได้กล่าวถึงสมเด็จชินอย่างจังๆ ว่า "ผู้ใหญ่อยู่ในตำแหน่งนี้จะบอกว่าไม่รู้ได้ยังไง เพราะว่าเรื่องมันต้องผ่านสมเด็จพระสังฆราช จะไม่รู้ได้ยังไง เขาต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้หรอก รู้ ฯลฯ บางทีเขาอาจจะแก้ข่าวก็ได้ สมเด็จสังฆราชยังรู้ ไม่รู้ได้ไงล่ะ ฯลฯ ไม่ผ่านเลขาแล้วมันจะมาถึงสมเด็จสังฆราชได้ไงล่ะ ฯลฯ" ก็ต้องรอดูว่า ถ้านำเอาประเด็นนี้มาสนทนาจะทำให้กระแสข่าว "ปลดสมเด็จชิน" จากเลขาสังฆราช เป็นจริงหรือไม่

การบอกแก่คนกันเองว่าไม่ทราบเรื่อง แต่ถูกนำไปเผยในที่สาธารณะนั้น ทำให้กลายเป็นประเด็นสาธารณะ ย่อมจะถูกนำมาพิสูจน์ "คุณธรรม" ของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์หรือสมเด็จชิน แบบว่าถ้าไม่รู้จริงๆ ก็ถือว่าไม่สมภูมิกับตำแหน่ง ถ้ารู้ แต่กลับบอกว่า "ไม่รู้" ก็ย่อมจะกระทบต่อคุณธรรมเรื่อง..สัจจะ นี่ถือว่าพระครูเล็กให้ข้อสอบนักธรรมประจำปีนี้แก่ "แม่กองธรรม" ได้อย่างที่ต้องจดจำไปจนวันตาย

 

 

 

6. พระโพธิญาณมุนี หรือหลวงตาเมือง วัดป่ามัชฌิมาวาส อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งถูกฟ้องร้องเป็นอธิกรณ์ในข้อหา "ปาราชิก" มานานหลายปี คดีอยู่ภายใต้การควบคุมของ "เจ้าคุณบัวศรี" เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ แต่จนกระทั่งวันนี้ ก็ยังไม่มีคำพิพากษาออกมา บวกกับคดีพระอาจารย์จันมีที่หนองคาย ซึ่งเจ้าคุณบัวศรีเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะ "รักษาการเจ้าคณะภาค" เจ้าคุณบัวศรี เลยถูกปลดฟ้าผ่าในข้อหา "หย่อนยานสมรรถภาพ" และ มส. ได้แต่งตั้ง "พระครูเล็ก" มาเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์แทน ซึ่งในคลิปลับนั้น ระบุว่า "ผมว่าเขาวางตัวผมมาทำงานหลวงพ่อเมืองโดยตรงเลย แล้วพ่อเรื่องนี้ (หลวงพ่อเมือง) จบนะ เขาจะเราถอยกลับมาที่หนองคาย"

พระครูเล็ก ยังเปิดเผยแผนปฏิบัติการเอาไว้ด้วยว่า จะต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะให้หลวงพ่อเมืองลาสิกขาเอง ดังนั้น จึงต้องใช้กำลังอย่างเลี่ยงไม่ได้ ภาพจะออกมาเหมือนกรณี "พุทธะอิสระ" หรือไม่ ชาวไทยได้แต่ระทึกใจ

 

 

 

7. พระอาจารย์จันมี อนาลโย เจ้าอาวาสวัดป่าแก้งใหม่ อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ถูกฟ้องร้องในข้อหา "ปาราชิก" ศาลสงฆ์ชั้นต้นสั่ง "ประหารชีวิต-ให้พ้นจากสมณเพศ" พร้อมกับสั่งปลดจากทุกตำแหน่ง แต่พอเรื่องขึ้นไปถึงศาลอุทธรณ์ของ "เจ้าคุณบัวศรี" มีคำสั่งให้ "กลับคำพิพากษา" พระอาจารย์จันมีไม่มีความผิดเลย พระครูเล็กไม่ยอม จึงได้นำเรื่องเข้าฟ้อง "สมเด็จพระวันรัต" แต่สมเด็จวันรัตไม่ฟัง พระครูเล็กจึงนำเรื่องเข้าฟ้องร้องต่อที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จนกระทั่งมีคำสั่งปลดหลวงพ่อบัวศรีดังกล่าว ในคลิปนั้น อาจารย์จันมี ถือว่าโดนหนักสุด เพราะมีคำระบายอย่างเมามันว่า "ไอ้ห่าหลอกกูชัดๆ เลย แม่ง โมโหชิบหายเลย หลอกกูชัดๆ เลย หลอกเรื่องโรงพยาบาลอีก ให้เราวิ่งเต้นเรื่องโรงพยาบาลเกือบเป็นเกือบตาย แม่งเอาเงินไปป้อนให้ผู้หญิงหมด เงินเป็นร้อยล้าน ป้อนเข้ามัน มันเอาหมด ได้ตั้ง 80 กว่าล้าน ซื้อเครื่องมือการแพทย์ มันเอาหมด ฯลฯ" ทั้งด่าทั้งตั้งข้อหาเช่นนี้ คดีของพระอาจารย์จันมี เห็นทีจะจบไม่ลงเสียแล้ว ไม่ใครก็ใครต้องแหลกไปกันข้าง

การบอกใบ้ว่า "ถ้าเสร็จงานสึกหลวงพ่อเมืองที่กาฬสินธุ์แล้ว พระครูเล็กจะถูกสั่งให้ถอนกำลังกลับหนองคาย" นั่นทำให้ "พระอาจารย์จันมี" หนาวๆ ร้อนๆ อธิกรณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นปัญหาคณะสงฆ์ธรรมยุตอีสาน ก็มาจากเรื่องอาจารย์จันมีนี่แหละ และพระครูเล็กก็เป็นคนเดินเรื่อง "เอาเรื่อง" มาตั้งแต่ต้น จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่หยุด ดังนั้น หลวงตาเมืองถูกจับสึกวันไหน ท่านจันมีก็เริ่มนับเคาต์ดาวน์ชะตากรรมของตนเองได้เลย จบเห่แน่

 

 

 

8. พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เจ้าของฉายา "มือปราบเงินทอนวัด" อันโด่งดัง ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา" ซึ่งมีเสียงนินทาว่า "พงศ์พรเป็น ผอ.สำนักพุทธ ตัวจริง ส่วนผู้ที่ดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. นั้น เป็นนอมินี"

ในคลิปปริศนานั้น มีการพาดพิงถึง-พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ดังนี้

"พงศ์พรนี่ เจอกันครั้งหนึ่ง ตอนที่เขาทำเรื่องจันมีน่ะ"

"(เรื่องอาจารย์จันมีและสมเด็จพระวันรัต) เป็นที่มาของ พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ เขาลงมาทำเรื่อง ส่งถวายฎีกา..ฯลฯ"

 

คำพูดเหล่านี้ ไขปริศนาที่ผู้คนสงสัยมานานเสียทีว่า "พงศ์พร ยังคงมีอำนาจในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือไม่" สังเกตได้จาก "คำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านกิจการพระพุทธศาสนา เป็นกรณีพิเศษ มีอำนาจครอบจักรวาล" รวมทั้ง "กระบวนการแต่งตั้งและอำนาจหน้าที่" ของผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สืบต่อจากพงศ์พร ซึ่งทุกกรณีนั้น "วิปริตผิดแผก" ไปจากการแต่งตั้งในอดีตเสียทั้งสิ้น แต่จะผิดหรือถูกอย่างไร ก็ต้องไปฟังทีมคุณกรณ์เขาอภิปราย ซึ่งตรงนี้มีคำถามหลักว่า "ใครคือผู้มีอิทธิพลเหนือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" รวมทั้งผู้อยู่เบื้องหลัง "คำสั่งปลด" เจ้าคณะจังหวัดทั้งสาม เป็นหัวใจด้วย

 

 

 

9. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี

"เรื่องของหลวงพ่อจันมียิ่งชัดเจนครับ เพราะว่าเขาถวายฎีกา และคนถวายฎีกาก็คือ เนี่ย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ฯลฯ เป็นคนทำเรื่อง เป็นคนส่งเรื่องทั้งหมดน่ะ"

เป็นวรรคทองที่เสียงปริศนาระบุไว้ในคลิปดังกล่าว ชื่อที่ได้ยินก็คือ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง "องคมนตรี" แต่มีบทบาทในทางพระพุทธศาสนา แทบว่าเป็น "ด่านสุดท้าย" ก่อนเรื่องใหญ่ในวงการสงฆ์จะเข้าวัง

 

 

10. พระราชภาวนาวชิรากร หรือหลวงตาอินทร์ถวาย วัดป่านาคำน้อย อุดรธานี

แรกนั้น มีภาพของ "พระครูเล็ก" ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ติดตาม "หลวงตาอินทร์ถวาย" ไปในหลายที่ จนมีคำถามว่า "หลวงตาอินทร์ถวายเกี่ยวข้องกับพระครูเล็กอย่างไร"

หลวงตาอินทร์ถวาย พอได้ยินเสียงเล่าลือนั้น ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ท่านได้ออกมาพูดเอง ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 ที่วัดป่าพิชัยวัฒนมงคล อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โดยอ้างว่า "ตัวเองเป็นทั้งเบื้องหลัง เบื้องหน้า เบื้องบน เบื้องข้าง เบื้องสูง เบื้องต่ำ เป็นทุกอย่าง ของพระครูเล็ก" และระบุว่า "ตนเองเป็นผู้บอกให้พระครูเล็ก-รับไว้ก่อน" แถมยังเปรียบตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดว่าเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัด จึงสรุปว่า หลวงตาอินทร์ถวาย เป็นผู้สนับสนุนพระครูเล็กมาตั้งแต่ต้น และคงจะหนุนไปเรื่อยๆ เพราะไหนๆ ก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ถ้าเรือล่มก็คงล่มจมด้วยกัน แต่ถ้าเรือลอย ก็คงลอยลำด้วยกัน ดังนั้น จึงไม่ควรมองข้ามบทบาทของหลวงตาอินทร์ถวายในกรณีนี้ไป เพราะนี่คือผู้มีอิทธิพลตัวจริงเสียงจริง ในภาคอีสานวันนี้

ทั้งหมดนี้ คือการอภิปรายเป็นรายบุคคล ก่อนที่ทาง "สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย" จะนำขึ้นโต๊ะสัมมนาออนไลน์ในวันพรุ่งนี้ พูดได้คำเดียวว่า ปูเสื่อรอ

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 5 ธันวาคม 2564

 


 

ล้างบางกาฬสินธุ์ !

พระครูเล็กปูด "พงศ์พร" เดินเรื่อง

ใช้แม่ไม้เถรกวาดลาน

กวาดล้างเกลี้ยงเมืองน้ำดำ

 

 

1. ใช้ทหารจับหลวงปู่เมืองสึก

2. สั่งถอดยศเจ้าคุณบัวศรี

3. สั่งปลดจากรองเจ้าคณะและถอดยศเจ้าคุณแผน

4. ตั้งเจ้าคณะอำเภอเมืองขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัด

5. พระครูเล็กเสร็จงานแล้วถอนกำลังกลับหนองคาย

 

 

จบภารกิจ..ขุดราก ถอนโคน

 

อา..คืนนี้ น่าจะมีใครหลายคน "นอนไม่หลับ" ถ้าได้ฟังเสียงปริศนากาฬสินธุ์ ยิ่งฟังก็ยิ่งสะดุ้ง เพราะสะท้านสะเทือน ตั้งแต่รากหญ้าขึ้นไปถึงยอดเขาพระสุเมรุ "เสียงปริศนา" นั้น เปิดโปง เปิดปูม เปิดสมรภูมิ และเปิดวอร์รูม ทุกระดับ ตั้งแต่กาฬสินธุ์ เจ้าคณะผู้ปกครองฝ่ายธรรมยุตอันมี "วัดบวรนิเวศวิหาร" เป็นด่านใหญ่ สุดท้าย เรื่องหลุดเข้าวัง ผ่าน..พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ และ ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ทำให้มี "พระบรมราชโองการ" เสมือนฟ้าผ่ากาฬสินธุ์ ชักดิ้นชักงอกันไปหลายรูป ของจริงไม่อิงนิยาย ใครไม่ได้ฟังก็สุดแสนเสียดาย เหมือนคนตายไม่ได้อ่าน

 

เปิดบทสนทนา "พระครูเล็ก" ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ซัดไม่เลี้ยง "สมเด็จวันรัต" ลำเอียง หลวงพ่อบัวศรี-เจ้าคุณแผน ตัวการใหญ่ อยู่เบื้องหลังเกมป่วนเมืองน้ำดำ ลุกม็อบกลางสนามสอบนักธรรม "ขัดขวางพระครูเล็ก" เท่ากับ "ขัดพระบรมราชโองการ" ต้องล้างบาง โดยการ "สั่งถอดสมณศักดิ์" จะกลายเป็น "พระบัวศรี-พระแผน" หมดสิ้นยศศักดิ์ นอกจากนั้นก็ยังมีอาหารจานใหญ่อีกมากมายขึ้นโต๊ะจีน อาทิ "เจ้าคุณวงษ์ไทย-เจ้าคณะจังหวัดอุดร" มีสิทธิ์ถูกถอดถอน เพราะเป็นผู้ส่งข้อมูลให้สมเด็จวันรัต อุ้มคนผิด จนเรื่องราวบานปลายกลายเป็นสงคราม และด่านสุดท้ายที่กรุงเทพฯ ได้แก่ "สมเด็จชิน-เลขาสังฆราช" ซึ่งประกาศว่า "ไม่รู้" แต่พระครูเล็กตีแสกหน้าว่า "สมเด็จพระสังฆราชยังรู้ เลขาไม่รู้ได้ยังไง เพราะเรื่องต้องผ่านสังฆราช ไม่ผ่านเลขาแล้วจะมาถึงสังฆราชได้ยังไง ถ้าเลขาไม่รู้แล้วมันโผล่ไปได้ยังไง" แปลเป็นไทยก็คือ ปะฉะดะ  !!

นี่ไม่รู้ว่า หลังจากคลิปนี้กระจายไปแล้ว จะเป็นน้ำหนักให้ข่าวลือ "ปลดเลขาสังฆราช" เป็นจริงขึ้นหรือไม่ ? มองไปอีกทางหนึ่ง ปากเก่ง-ปากดี เช่นพระครูเล็กคนนี้ เห็นทีจะอยู่ร่วมกันยาก พระที่ถูกเอ่ยถึงในคลิปหลายรูปคงจะคิดเช่นนี้

 

สรุปว่า พระครูเล็กไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ

นี่แค่ไม่รู้นะครับ ท่านพระครู !

 

เชิญชม..คลิปปริศนา ดังต่อไปนี้

 

เปิดบทสนทนาปริศนา

(กดที่ภาพเพื่อฟัง)

 

 

บทสนทนาที่ 1

 

 

บทสนทนาที่ 2

 

บทสนทนาที่ 3

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 25 พฤศจิกายน 2564

 

 

เปิดเต็ม !

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดี เจ้าคุณเทอด-เจ้าคุณสังคม วัดสระเกศ

พิพากษายกฟ้อง

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อดาวโหลด  PDF ไฟล์

 

 

 

 

 

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561 : 2562

2563 : 2564

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

วัดไทยลาสเวกัส..ในวิกฤตโควิด-19
 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264