LAST UPDATE : FEBRUARY 27 2015  06:00 P.M.  KOREAN TIME

 

 


 

คลองจั่น "พัน" ธรรมกาย !

ดีเอสไอแถลงอย่างเป็นทางการ

รอเพียงเรียกธัมมชโยเข้ารับทราบข้อหาเท่านั้น

อา..แสดงว่าคดีโกงเงินคลองจั่นเริ่มนับหนึ่งแล้ว ถ้าพบว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นใจให้มีการทุจริตเงินสหกรณ์คลองจั่น ต่างกรรมต่างวาระ เหมือนทางพระเรียกว่า "เป็นอาจิณกรรม" ก็อาจจะมีการ "สั่งฟ้อง" หมายถึงท่านธัมมชโยอาจจะต้อง "ถูกพักตำแหน่งเจ้าอาวาสเป็นรอบที่สอง" และต้องตะลอนขึ้นศาลอีกเป็นรอบที่สอง รองมาจากเรื่องที่ดินเมื่อปี 42 เฮ้อ จะได้เป็นผู้มีบารมีเหนือสังฆราชทั้งที ก็มีอันต้องลำบากลำบน บอกแล้ว ว่าพ่อไม่อยากเป็นใหญ่ ไม่เล่นการเมือง ก็ไม่มีใครเชื่อ เฮ้อ !

 

 

THE LORD OF THE RINGS ภาค 2

 


 

"ดีเอสไอ" แบ่งการทำงาน 5 ชุดสอบคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น พบวัดธรรมกายโยงใยรับโอนเงิน

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. เวลา 10.00 น.กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 3 พร้อมด้วย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ เรียกประชุมคณะทำงานคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยมีนางกรรณิการ์ อัคคะพู รองประธานกรรมการดำเนินการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น พร้อมคณะเข้าประชุมความคืบหน้าด้วย โดยใช้เวลาประชุม 2 ชั่วโมงก่อนแถลงข่าวในเวลา 12.00 น.

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า ทั้งนี้ดีเอสไอได้แบ่งการทำงานออกเป็น 5 ชุด 1.ติดตามร่องรอยทางการเงิน 2.ชุดแกะรอยบัญชี 3. ชุดกฎหมายตรวจสอบ พ.ร.บ.สหกรณ์และกฎระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้อง 4.ชุดติดตามทรัพย์สิน 5.เลขานุการอำนวยการทางคดีทั้งหมด ซึ่งจากการตรวจเช็ค 878 ฉบับ ที่จ่ายโดยนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

สามารถแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม 1.กลุ่มวัดธรรมกายและบุคคลที่เกี่ยวกับวัด 2.บริษัท เอส ดับบลิว โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด 3.สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี ที่มีความเชื่อมโยงกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น 4.สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนรัฐประชา ที่มีนายวัฒน์ชานนท์ นวอิสรารักษ์ อดีตประธานสหกรณ์ยูเนี่ยนรัฐประชา และนายจิรเดช วรเพียรกุล อดีตผู้ช่วย รมว.คลัง 5.กลุ่มญาติธรรมและบุคคลในต่างจังหวัด กลุ่มบุคคลที่กู้เงินสหกรณ์เครดิตมงคลเศรษฐีมาทำบุญให้วัดพระธรรมกาย 6.กลุ่มบุคคลที่มีค่าใช้จ่ายหรือมูลหนี้ เป็นกลุ่มที่มีมูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ค่าใช้จ่ายต่างๆในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวว่า ทั้งนี้จากการตรวจสอบด้านกฎหมายพบว่านายศุภชัย ผิด พ.ร.บ.สหกรณ์ และมาตรฐานทางบัญชี ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ สามารถเอาเงินออกจากบัญชีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนได้ ซึ่งต้องดูการกระทำว่าส่อไปในทางทุจริตหรือไม่ โดยกลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มที่ 1-5 ส่วนกลุ่มที่ 6 นั้นเป็นกลุ่มที่มีมูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย และมีการเงินน้อย โดยขณะนี้ยังรอเอกสารทางธุรกรรมจากธนาคารให้ครบ หลังจากนั้นจะเรียกผู้เกี่ยวข้องทุกคนมาสอบปากคำ โดยอาทิตย์หน้าคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ส่วนกรณีจะมีการเรียกพระธัมมชโย เข้ามาสอบปากคำหรือไม่ต้องรอเอกสารทุกอย่างให้ครบถ้วนก่อน

ส่วนนางกรรณิการ์ กล่าวว่า หลังจากนี้ทางสหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่นจะส่งตัวแทนร่วมประชุมกับดีเอสไอทุกวันศุกร์ เพื่อนร่วมกันทำงานและติดตามความคืบหน้าคดีดังกล่าวด้วย

 

ข่าว : โพสต์ทูเดย์
27 กุมภาพันธ์ 2558


 

NOTHING !

ไม่มีอะไรใหม่ในที่ประชุม มส.

ก็แค่ "รับทราบ" เท่านั้น

หมายถึงว่า สถานะของธัมมชโยก็ยังคงเหมียนเดิม คือผิดก็ไม่ใช่ ถูกก็ไม่เชิง ใครจะพูดจาว่ากล่าวประการใด ท่านธัมมชโยไม่เคยสนใจ ขอเพียงพระวัดธรรมกายได้เป็นเจ้าคุณปีละ 4 รูป ก็พอเพียงแล้ว รอให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จก่อนเถิด เปิดเลือกตั้งเมื่อไหร่ พ่อใหญ่สั่งลุย เอาให้ล้นสภาเลยลูก !

 

 

อา..ก็ไม่ทราบว่า "มส" เป็นอะไร ทำไมกลัวการขู่และคุกคาม

มส. แค่รับรองรายงานปม 'ธัมมชโย' ที่ผ่านมา ไม่มีมติอะไรพิเศษ ทหาร-ตำรวจ อารักขาเพียบ

27 ก.พ. 2558 ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พุทธมณฑล พระพรหมเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม (มส.) แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้รับรองรายงานการที่ผู้อำนวยการพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ไปรายงานต่อคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เกี่ยวกับพระลิขิตที่มีต่อพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์ของพระพุทธศาสนาในภาพรวมเท่านั้น ไม่มีมติอะไรเป็นไรพิเศษ

ดังนั้น ในชั้นนี้ฐานะของพระธัมมชโย ก็ยังคงสภาพตามรายงานที่ผ่านมา และจะมีการรื้อฟื้นคดีเดิมไม่ได้ ถือว่ามีความผิด ยกเว้นจะมีการฟ้องร้องในประเด็นใหม่ขึ้นมาและมีการตัดสินใหม่

โฆษกมหาเถรสมาคม กล่าวถึงการปฏิรูปพระพุทธศาสนาว่า ถือว่าเป็นเรื่องของอาณาจักรซึ่งไม่เกี่ยวกับศาสนจักร ส่วนจะมีการยุบมหาเถรสมาคมได้หรือไม่นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับกฏหมายร้องรับให้มีการยุบ เพราะ มส. ตั้งขึ้นมาตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม นั้น ก็ถือเป็นสิทธิยินดีที่จะมาพูดคุยกันไม่มีปัญหาอะไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุม มส. วันนี้ได้มีตำรวจและทหารประมาณ 20 นายเข้ามาประจำการรักษาความปรอดภัยที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ซึ่งเป็นสถานที่ประชุมด้วย

 

ข่าว : คมชัดลึก
27 กุมภาพันธ์ 2558


 

หยุดคุกคาม มส. !

เจ้าคุณประสารคำราม

หากไม่หยุดก็จะปลุกม็อบพระเณรต่อต้าน

 

อา..ก็ไม่ทราบว่า "มส" เป็นอะไร ทำไมกลัวการขู่และคุกคาม ยิ่งการทำงานเพื่อพระศาสนา ถือว่าเป็นการเสียสละ เหมือนเล่นการเมือง แล้วเรื่องอะไรจะกลัวการขู่หรือคุกคาม พระสงฆ์เป็นผู้เสียสละ เข้ามาเพื่อให้หรือเข้ามาเพื่อเอา เอาเหตุผลนี้เป็นบรรทัดฐาน การปลุกม็อบมันย่อมไม่สวยงาม เพราะมิใช่การปกป้องพระธรรมวินัย แต่เป็นการปกป้องตัวบุคคล แถมการเข้าข้าง มส. อย่างไม่บันยะบันยัง ยังกลายเป็นผลดีแก่ธัมมชโยอีกต่างหากด้วย โดยนัยยะนี้ ท่านประสารและคณะ ควรจะแถลงการณ์ให้กระจ่าง แยก มส. กับธัมมชโยออกจากกันให้ชัดเจน และช่วยชี้ด้วยว่า ควรดำเนินการกับธัมมชโยอย่างไร มิใช่ว่า ปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายภายในศาสนจักร พอจะมีคนเข้ามาแก้ไขก็หวงก้าง อะไรทำนองนั้น ปัญญาชนควรแยกแยะให้กระจ่าง อย่าเล่นแบบพุทธะอิสระ เพราะจะไม่ต่างกัน ระหว่างเจ้าคุณกับพระกุ๊ย นะครับท่าน

 

 

ภาพ : ไทยรัฐ

 

เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา พระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) กล่าวว่า ขณะนี้องค์กรพุทธ และสนพ.ได้ประชุมหารือ ถึงท่าทีของฝ่ายบ้านเมือง เพื่อประเมินสถานการณ์ที่ผ่านมา รวมทั้งงานที่จะเดินต่อไปข้างหน้า โดยเฉพาะการติดตามที่สนพ.ที่ไปยื่นเรื่องถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายเทียนฉาย กีระนันท์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ถึงการยกเลิกคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาภายใน 15 วัน ซึ่งหากไม่ดำเนินการใดและปล่อยให้ก้าวล่วงคณะสงฆ์ ก็จะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เนื่องจาก สนพ.เห็นว่า รัฐบาลกับประธานสปช. สามารถคุยกันได้ ทำไมถึงไม่ปรึกษากัน เมื่อตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวมาแล้วเกิดปัญหา ไม่ได้รับการยอมรับ ก็ควรแก้ปัญหา หรือควรยกเลิกเสีย

 

ขณะนี้ฝ่ายรัฐบาลเป็นการพูดผ่านสื่อ แต่ไม่ตั้งผู้ประสานงานกับคณะสงฆ์ ซึ่งควรทำเช่นนั้น โดยเฉพาะ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก็สามารถที่จะมากราบหารือกับ มส.ได้ เช่น กระทรวงกลาโหม มีผู้ประสานกับรัฐบาล เป็นต้น ซึ่งทางคณะสงฆ์ขอเน้นย้ำว่า ไม่ได้ปฏิเสธการปฏิรูป เนื่องจากที่ผ่านมาคณะสงฆ์ได้เคยเสนอปรับแก้พ.ร.บ.คณะสงฆ์ หรือระบบการปกครองคณะสงฆ์หลายครั้ง แต่ก็ติดปัญหาทุกครั้ง โดยตนยืนยันว่า การดำเนินการควรอยู่ในกรอบที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน จะยื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินสอบมส. รวมทั้งตรวจทรัพย์สินของมส. ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่มีใคร หรือหน่วยงานไหน เข้าตรวจสอบ ไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะทำ ทั้งนี้ปัญหาของคณะสงฆ์ หรือปัญหาบ้านเมืองก็ตาม อยากให้กล่าวถึงองค์รวมว่า พระสงฆ์โดยภาพรวมมีปัญหาอย่างไร รัฐบาลจะช่วยเหลือเกื้อกูลคณะสงฆ์ได้อย่างไร จะช่วยกันทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา สถาบันสงฆ์มีประสิทธิภาพได้อย่างไรมากขึ้น ไม่ใช่การมาจับผิดกันเช่นนี้ ที่ปรึกษาสนพ. กล่าว

 

พระเมธีธรรมาจารย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้อยากให้สังคมเข้าใจระบบการปกครองคณะสงฆ์ ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 ในหมวดที่ 3 การปกครองคณะสงฆ์ มาตรา 20 คณะสงฆ์อยู่ภายใต้การปกครองของ มส. ที่เปรียบเหมือนคณะรัฐมนตรี ทำหน้าที่เห็นชอบนโยบาย และออกนโยบายด้านการบริหาร ตรากฎระเบียบต่างๆ รับฟังปัญหาของคณะสงฆ์ที่อยู่ในพื้นที่ พร้อมทั้งกระจายอำนาจไปยังส่วนภูมิภาค โดยมี เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค และเจ้าคณะหน ทำหน้าที่กลั่นกรองเรื่องหรือปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่อีกครั้ง เหมือนกับกระทรวงต่างๆที่กระจายอำนาจไปในแต่ละจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ พร้อมทั้งรายงานมายังส่วนกลางให้มส.ได้รับทราบ จึงอยากให้สังคม โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนได้เข้าใจในระบบการปกครองคณะสงฆ์อย่างถูกต้องอีกด้วย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายพระสงฆ์เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เรื่อง หยุดทำลายพระพุทธศาสนา ความตอนหนึ่งว่า ด้วยคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์พระพุทธศาสนาที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรมนั้น แต่ในทางปฏิบัติ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานกรรมการฯกลับมีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคามต่อกรรมการมส. ซึ่งเป็นองค์กรปกครองสูงสุดที่ทำหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 โดยนายไพบูลย์ ให้สัมภาษณ์กรณีวัดพระธรรมกาย เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ว่าจะตรวจสอบการทำหน้าที่ของมส.ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ทั้งยังได้สัมภาษณ์ ว่ามติมส.ในเรื่องนี้ผิดพระธรรมวินัยและข้อกฎหมาย ซึ่งหมายความว่า นายไพบูลย์ ยกตนขึ้นว่าเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยสูงกว่ามส.ใช่หรือไม่ และยังขมขู่ คุกคามว่าจะเข้าไปตรวจสอบและเอาผิดทางพระธรรมวินัยและกฎหมาย จากพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้พระสงฆ์จำนวนมากเกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อพฤติกรรมของนายไพบูลย์ ว่ามีวาระซ้อนเร้นที่จะทำลายพระพุทธศาสนา โดยเริ่มจากการทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ไทยใช่หรือไม่ โดยเห็นได้ชัดเจนมากจากการให้สัมภาษณ์ โดยปราศจากข้อเท็จจริงและความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัย ดังนั้น เครือข่ายพระสงฆ์เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงเรียกร้องให้นายไพบูลย์ หยุดพฤติกรรมข่มขู่คุกคามมส. ซึ่งเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาในประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน .

 

ข่าว : เดลินิวส์
27 กุมภาพันธ์ 2558


 

ทำเนียบระบุ

"เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี"

คือผู้มีอำนาจชี้ขาดธัมมชโยว่าปาราชิกหรือไม่ ?

 

อา..หลงประเด็นอีกแล้วครับท่าน คือความจริงแล้ว อย่าว่าแต่เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีเลย ต่อให้กรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูป ก็ไม่มีใครกล้าชี้ว่า "ธัมมชโยปาราชิก" เพราะเกรงอิทธิพลของธัมมชโย ดังนั้น มหาเถรสมาคมจึงอาศัย "กลไกของรัฐ" ซึ่งก็คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร อัยการ และศาลอาญา ถ้าองค์กรเหล่านี้ชี้ว่า "ธัมมชโยผิด" องค์กรสงฆ์ก็จะดำเนินการตัดสินตามการชี้มูลของทางการ แต่ถ้าทางการชี้มูลว่า "ธัมมชโยไม่ผิด" เหมือนกรณีอัยการถอนฟ้อง ยกโทษให้แก่จำเลย ศาลสงฆ์ก็อำนวยอวยตาม ถึงใครจะอ้างว่ามหาเถรสมาคมวินิจฉัยผิดก็ตาม แต่ก็หามีอะไรที่เป็นบรรทัดฐานของมหาเถรสมาคมได้ไม่ เพราะบอกแล้วไงว่า พระธรรมวินัยไม่เวิร์คเสียแล้วสำหรับการตัดสินธัมมชโย ดังนั้น ถ้าหากทางการต้องการให้คดีธัมมชโยเดินหน้า ก็ไม่ยาก แค่สั่งการหน่วยงานของรัฐ ให้รื้อคดีเก่ากับธัมมชโย ในทางอาญา ไม่ว่าจะเป็นด้านการโกงที่ดิน หรือรับเงินจากสหกรณ์คลองจั่นอันเป็นคดีใหม่ เมื่อนั้น มหาเถรสมาคมก็ต้องคล้อยตามผลการดำเนินคดีของทางการ แน่นอนว่า ถ้าหากธัมมชโยต้องคดีอาญา และศาลอาญาตัดสินว่าผิด ศาลสงฆ์ก็จำเป็นต้องตัดสินว่าธัมมชโยผิดไปด้วย ลองดูซีถ้าไม่เชื่อ !

 

กดถูกให้พันล้านเลย นะจ๊ะ !

 

 

"ธัมมชโย" หนาว เงินบริจาคพ่นพิษ หากมีคนร้องอาจเอาผิดได้-เหตุ "ปาราชิก" ผู้มีอำนาจคือ "เจ้าคณะ จ.ปทุมฯ"

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงปัญหาความขัดแย้งทางศาสนาอันเนื่องมาจากกรณีของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ว่า เรื่องดังกล่าวต้องแยกคดีเกี่ยวกับการบริจาคเงินและกรณีของปาราชิกออกจากกัน ซึ่งในทางคดีนั้น วันที่ 16 มีนาคมทางศาลแพ่งจะนัดไกล่เกลี่ยซึ่งก็ต้องรอผลการไกล่เกลี่ยของศาลก่อน ทั้งนี้หากพบหลักฐานชัดเจนว่ามีการโอนเงินในการบริจาคให้กับพระธัมมชโย ก็จะส่งผลทำให้เรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของมหาเถรสมาคม แต่ทั้งนี้ก็จะต้องมีผู้ร้องด้วย

"เรื่องนี้ตามข้อเท็จจริงและตามขั้นตอนแล้วผู้ที่จะมีอำนาจในการดำเนินการก็คือพระเทพรัตนสุธีเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ที่ผ่านมาหลายคนมองข้ามไป โดยมุ่งไปที่มหาเถรสมาคม แต่แท้จริงแล้วอำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่มหาเถรสมาคม แต่อยู่ที่เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี" แหล่งข่าวระบุ
       
แหล่งข่าว เปิดเผยด้วยว่า ในส่วนของเช็กที่ทางสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสั่งจ่ายให้พระธัมมชโยนั้น แม้ว่าเช็คจะมีการโอนไปยังมูลนิธิแล้ว ไม่ได้เจาะจงถึงตัวพระธัมมชโย แต่ถ้าเมื่อใดมีหลักฐานที่จะโยงไปถึงตัวพระธัมมชโย ก็สามารถเอาผิดได้ ตอนนี้อยากให้ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนก่อน อย่าเพิ่งไปด่วนสรุปว่าเรื่องนี้จะคว้าน้ำเหลวหรืออะไร แต่อยากให้มองที่หลักฐานซึ่งเชื่อว่าจะมีหลักฐานชัดเจนขึ้นมาเรื่อยๆ

 

ข่าว : มติชน
26 กุมภาพันธ์ 2558


 

ยุ-ยุบมหาเถร !

ส.ศิวลักษณ์แนะบิ๊กตู่ยุบทิ้ง มส.

บอกเป็นองค์กรเผด็จการศาสนา

อา..เอากันขนาดนั้นเชียวหรือ ถ้าต่อไป รัฐบาลเป็นเผด็จการและล้าหลัง อาจารย์ ส. ก็คงจะยุให้ยุบ "รัฐบาล" ไปด้วย ให้ประชาชนปกครองกันเอง ตั้งกันเป็นก๊กเป็นเหล่าเหมือนเสือสุพรรณ เมื่อนั้นก็จะได้บ้านป่าเมืองเถื่อนกลับมาสมใจ

 

 

ส.ศิวลักษณ์

 

 

"ส.ศิวรักษ์" ท้า "บิ๊กตู่" ยุบมหาเถรสมาคม ชี้ล้าหลัง ให้ปกครองด้วยพระธรรมวินัย

วันที่ 26 ก.พ. 58 ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ รังสิต นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักเขียนชื่อดัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการประชุมมหาเถรสมาคม ในวันพรุ่งนี้ (27 ก.พ.) ที่จะมีการพิจารณารับรองผลการประชุม เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่มีมติให้พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่เป็นอาบัติปราชิก ว่า ไม่ทราบว่าผลการประชุมจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ท้าทายให้มหาเถรสมาคม มีมติให้พระธัมมชโย เป็นปาราชิก โดยระบุว่าถ้ากล้าจะบุกไปกราบถึงวัด ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าพระธัมชโย ปาราชิกชัดเจนแล้ว คดีเคยถึงอัยการด้วยซ้ำ การระบุว่า มีการคืนทรัพย์สินแล้ว เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายสุลักษณ์ เห็นว่า ควรจะยุบมหาเถรสมาคม เพราะเป็นองค์กรที่ล้าหลัง มีความเป็นเผด็จการ พร้อมระบุด้วยว่า กรรมการหลายองค์อายุมากเกินไป ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่า การปกครองสงฆ์ไม่จำเป็นต้องมีองค์กรกลาง แต่ควรปกครองด้วยพระธรรมวินัย โดยให้ครูอาจารย์ปกครองลูกศิษย์ เหมือนอย่างประเทศศรีลังกา และพม่า พร้อมฝากไปถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ว่า ถ้ามีความกล้าหาญพอควรจะยุบมหาเถรสมาคม

นอกจากนี้ นายสุลักษณ์ ยังเห็นว่า ควรเอาศาสนา แยก ออกจากรัฐ ให้ชัดเจน การออกกฎหมายควบคุมสงฆ์ควรเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะควรให้การศึกษาที่ถูกต้องก่อน ปัจจุบันมีคนเสนอให้ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งอันตรายอย่างมาก เพราะ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้นับถือศาสนาอื่น เท่าให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งผิดหลักพระพุทธศาสนา

 

ข่าว : มติชน
26 กุมภาพันธ์ 2558


 

 

ขีดเส้น (ตาย) !

วิษณุลั่น "พรุ่งนี้" 27 กุมภา

มหาเถรสมาคมต้องให้คำตอบกรณีธรรมกาย

หมายถึงว่าต้องรับรองมติหรือออกมติอย่างเป็นทางการ

เพื่อสร้างความกระจ่างแก่สังคมไทย

งานเข้าอีกแล้วครับท่าน !

 

ครั้งก่อนทำเป็นใจร้อน รีบเอาเรื่องเข้าประชุม แต่กลับกลายเป็นว่าไปนั่งฟังเฉยๆ ดีก็ไม่ว่า เสียก็ไม่ว่า แถมยังให้สองโฆษก (มส-พศ) ออกมามุสาหลอกชาวบ้านว่า เรื่องจบไปนานแล้ว ไม่อยากให้รื้อฟื้น บลา บลา บลา วันนี้เลยถูกรัฐบาลกดดันให้ออกมติหรือรับรองมติ นี่แหละครับ ที่เขาเรียกว่า "สอนสังฆราช" ทำงานแบบลับๆ ล่อๆ ต่อไปรัฐบาลได้เรียกร้องให้มหาเถรสมาคมแถลง หรือแสดงหลักฐานการประชุม ให้ชัดเจน เหมือนแถลงการณ์ของรัฐบาล มิใช่เป็นข้อมูลปกปิดหรือพูดปากเปล่าอีกต่อไป เพราะที่ผ่านมา มหาเถรสมาคม ทำตัวประหนึ่ง "แดนสนธยา" มาโดยตลอด ใครๆ ก็เข้าใจยาก

 

 

จากกรณีความขัดแย้งหลังได้มีการรายงานที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ว่า พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่อาบัติปาราชิกพ้นจากความเป็นสมณะ เนื่องจากไม่ได้ฝืนพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ปี 2542 และได้ปฏิบัติตามพระลิขิต ไม่มีเจตนาฉ้อโกงทรัพย์สินวัดพระธรรมกาย ต่อมาได้ทยอยคืนทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่วัดแล้ว จนก่อให้เกิดกระแสความไม่เห็นด้วยจากบุคคลหลายฝ่าย เนื่องจากเห็นว่ามติ มส.ขัดต่อพระลิขิต และได้มีแนวคิดให้มีการตรวจสอบการดำเนินการของ มส.ด้วย

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีจะสามารถนำเรื่องพระธัมมชโยที่ มส.เคยมีมติว่าคดีจบไปแล้วกลับมาพิจารณาใหม่ได้หรือไม่ว่า ขอเวลาพิจารณาก่อน แต่ตอนนี้ตนได้มีคำถามที่ถามไปยังเจ้าหน้าที่สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อให้ค้นข้อมูลให้ หากเสร็จแล้วทาง พศ.จะมาพบอีกครั้ง และยังมีหน่วยงานอื่นๆ ที่จะเชิญมาหารืออยู่แล้ว ส่วนการประชุม มส.ครั้งต่อไปจะมีการรับรองรายงานการประชุม มส. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฉะนั้น จึงอยู่ที่รายงานการประชุมที่รับรองว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจะให้ช่วยเผยแพร่ให้สาธารณะทราบด้วยว่ามติของ มส.ที่ผ่านมาคืออะไร หากเป็นไปตามนั้นก็ไม่มีอะไร ส่วนที่ว่าไม่มีการโหวตก็เป็นเรื่องปกติที่บางครั้งจะมีมติโดยไม่มีการโหวตเหมือนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ไม่เคยมีการโหวต ส่วนที่ข่าวการแถลงมติ มส.ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ คงต้องถามผู้แถลงว่าเอาจากที่ไหนมาแล้วมติจริง ๆ เป็นอย่างไร

"ในการประชุม มส.ข้อแรก มีรับทราบสิ่งที่ พศ.รายงาน มส.ว่า ได้ไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธานคณะกรรมการว่าเป็นอย่างไร และข้อที่ 2 เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ได้มีการขอให้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมีหน้าที่ตรวจสอบสรุปรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมีคณะกรรมการ6 คนและรูป เป็นพระธรรมยุต 2 รูป พระมหานิกาย 2 รูป และฆราวาส 2 คน มติ มส.ก็มีเท่านี้ ส่วนที่พิจารณาพระธัมมชโยปาราชิกหรือไม่ ทางตัวแทน พศ.บอกว่าไม่มีในส่วนนี้ เราคงต้องรอดูว่า มส.รับรองมตินี้หรือไม่ในการประชุมครั้งหน้า" นายวิษณุกล่าว

ชี้ ′พูดมาก′ เป็นสงครามศาสนจักร

เมื่อถามว่า กรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด โอนเงินให้วัดพระธรรมกาย ประมาณ 700 กว่าล้านบาทจะมีแนวทางอย่างไร นายวิษณุกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังทำอยู่ ต้องเรียนให้ทราบว่าหน้าที่ไม่ใช่การลงมาสอบสวนหรือชี้ถูกชี้ผิด เพราะมีเจ้าหน้าที่ พศ. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตำรวจ และกรมการศาสนาดูแลอยู่ ซึ่งตนจะมาดูแลกระบวนการตรงนี้ทั้งหมดแล้วสรุปเสนอรัฐบาลเท่านั้นไม่ได้ไปสอบสวนเอง ซึ่งในส่วนที่รับผิดชอบพอทราบเรื่องบ้างแล้วคงใช้เวลาไม่มาก แต่ในส่วนของเจ้าหน้าที่อาจต้องใช้เวลาเนื่องจากกระบวนการยาว จนกว่าจะเลิกกันไปข้างหนึ่ง และคงตอบไม่ได้ว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่จึงจะได้ข้อยุติ อย่างไรก็ตาม กรณีสหกรณ์เครดิตฯ ต้องเอาเงินคืนให้ได้ก่อน และจะพูดมากไม่ได้เพราะเดี๋ยวเสียรูปคดี อีกทั้งมีความละเอียดอ่อนเกินกว่าที่สังคมรู้ ซึ่งรัฐบาลต้องทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยและทำด้วยความระมัดระวังอย่างมาก ซึ่งจะอย่างไรให้คืนเงินมาให้คนเป็นหมื่นที่ร้องร่ำคร่ำครวญกันอยู่

"สหกรณ์เครดิตฯจะเกี่ยวข้องหรือไม่ผมไม่ทราบแต่ว่าวันนี้มีการกล่าวอ้างว่าเกี่ยว และมีข่าวออกมาว่าประธานสหกรณ์ฯคนก่อนจ่ายเช็คให้พระ เท็จจริงไม่ทราบ ตรงนี้คือสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องต้องลงไปสอบให้ได้ว่าเงินของสหกรณ์ฯที่หายไปสู่เส้นทางไหนบ้าง เพื่อเอาเงินคืนมา โดยต้องเอาเรื่องสหกรณ์ฯเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาวัดพระธรรมกายเป็นตัวตั้ง ขอย้ำว่าเอาสหกรณ์เป็นตัวตั้งแล้วสาวไปสู่ปลายทางของเงินไม่ใช่วัดพระธรรมกาย" นายวิษณุกล่าว


 

ข่าว : มติชน
26 กุมภาพันธ์ 2558


 

 

ขุดเจออีกเรื่อง !

ดีเอสไอระบุสมเด็จวัดปากน้ำครอบครองรถหรู

แต่ยังไม่เรียกสอบ จนกว่ากรมศุลจะเรียกเก็บภาษี

มันเรื่องเก่านานหลายปีแล้วมิใช่หรือ ทำไมเพิ่งมาแถลงวันนี้

 

 

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยืนยันไม่เรียกให้พระผู้ใหญ่ 2 รูปนำรถหรูจดประกอบเข้าตรวจสภาพ ชี้รอจนกว่าศุลกากรจะมีมติชี้ขาดเรียกประเมินภาษีรถยนต์จดประกอบล็อตแรก

25 ก.พ.2558 พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษ แถลงข่าวชี้แจงกรณีที่ปรากฎข่าวว่า มีพระผู้ใหญ่ครอบครองรถหรูหลายคัน ว่า นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ สั่งการให้ตนแถลงข่างชี้แจงการตรวจสอบเบื้องต้น ซึ่งพบว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง สุดประเสริฐ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช มีชื่อครอบครองรถจดประกอบ ยี่ห้อ เมอร์ซีเดสเบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กทม. แต่ปัจจุบันรถคันดังกล่าวแจ้งจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกว่า ไม่ได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวเป็นการถาวร คาดว่า เป็นรถโบราณที่มีไว้สะสมไม่ได้มีไว้ขับขี่ สำหรับรถยนต์คันที่ 2 อยู่ในความครอบครองของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม ครอบครองรถยนต์ จากัวร์ ทะเบียน กท 1562 สระบุรี อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอจะยังไม่เรียกให้พระผู้ใหญ่ทั้ง 2 รูป นำรถมาให้ทางดีเอสไอตรวจสอบทางกายภาพ จนกว่ากรมศุลกากรจะชี้ขาดการเรียกประเมินภาษีรถจดประกอบล็อตแรกจำนวนกว่า 400 คัน ที่ดีเอสไอส่งไปให้กรมศุลกากรดำเนินการนานแล้ว

 

ข่าว : คมชัดลึก
25 กุมภาพันธ์ 2558


 

ทำตัวเป็นพระ !

ไพบูลย์อัดโฆษก พศ.

 

อา..เห็นไหม อัดโฆษก พศ. ก็เท่ากับ "ซัด มส." นั่นเอง มันเป็นตัวแทนขององค์กรน่ะ แถมเป็นการกระทำที่ต่างสถานะกันลิบลับ แค่ระดับพระเด็กๆ วิจารณ์พระผู้ใหญ่ๆ ก็รับไม่ได้แล้ว แต่นี่พระมหาเถรสมาคมถูกคนหัวดำหรือคนนุ่งผ้าลายพูดจาสอนสังฆราช ไม่ถือว่าบังอาจก็เหลือทนแล้วครับ พูดแบบนี้ใช้เป็นข้อหา "ถอดถอน สปช." ได้หรือเปล่า แต่อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ทำให้เห็นว่า ณ บัดนี้ กรรมการปฏิรูปพระพุทธศาสนาของ สปช. ได้หันมาเป็นคู่กรณีของมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอย่างชัดเจนแล้ว คอยดูต่อไปว่าจะมีอะไรอีก สงครามเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

 

ทีมงานโฆษก มส.

 

 

ประธาน คกก.ปฏิรูปพุทธศาสนา หนุนตาม วิษณุ ให้คณะสงฆ์ตัดสินปัญหากันเอง แต่ยันพระลิขิต 42 ธัมมชโย ปาราชิกของจริง จับตา มส.จะทำอย่างไร ลั่นรับปกป้องศาสนา ไร้เจตนาอื่น ฉะโฆษก พศ. ทำตัวเป็นสงฆ์ ตีความพระลิขิตบิดเบือน ลั่นเดินหน้าสอบโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ไปบริจาคธรรมกาย ปลุก มส. ทำบัญชีเรียกความเชื่อมั่นศาสนา
       
วันนี้ (25 ก.พ.) นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์ กิจการพระพุทธศาสนา สปช. กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฝ่ายกฎหมายระบุว่า ปัญหาศาสนจักรและพระธัมมชโยเป็นปัญหาที่คณะสงฆ์จะไปตัดสินกันเองว่า ตนเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องของมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ตนออกมากล่าวถึงก็เพราะมีพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช และมติของ มส. เมื่อปี 2542 ที่รับรองพระลิขิตทั้งหมดว่า เป็นของจริง ขณะนี้จึงยังต้องฟังดูว่า มติของ มส. ในปี 2558 ที่ออกมาและที่ประชุม มส. ชุดปัจจุบันจะดำเนินการอย่างไรต่อมติของ มส. เมื่อปี 2542 และพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ
       
พระลิขิตทั้งหมดมี 5 ฉบับแบ่งเป็นฉบับ 1-2 ที่พูดถึงเรื่องดังกล่าว แต่ไม่มีตราพระนามย่อของพระองค์ท่าน ถือได้ว่าเป็นเอกสารส่วนพระองค์ แต่ฉบับที่ 3-5 เป็นพระลิขิตที่เป็นเอกสารอย่างเป็นทางการที่ทรงระบุชัดเจนต่อกรณีปัญหานี้ และผมยืนยันว่าการทำงานของกรรมการที่ผมเป็นประธานฯเป็นการศึกษาวิเคราะห์ เพื่อปฏิรูปและปกป้องพระศาสนา ไม่มีเจตนาอื่นใด นายไพบูลย์กล่าว
       
เมื่อถามว่า นายสมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักพระพุทธศาสนา (พศ.) ออกมาระบุว่า พระธัมมชโยคืนทรัพย์ให้วัดแล้วไม่มีความผิด เพราะทรัพย์นั้นเป็นชื่อของพระธัมมชโย ไม่ใช่ชื่อวัด แต่พระลิขิตระบุชัดว่าการได้ทรัพย์ขณะที่เป็นพระก็ต้องคืนให้วัด นายไพบูลย์กล่าวว่า เรื่องนี้คงเป็นหน้าที่ของนายวิษณุ และนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักฯ ที่ดูแลสำนักพระพุทธศาสนาจะเป็นผู้ดำเนินการ เพราะพฤติกรรมที่นายสมชายกำลังทำอยู่เหมือนทำตัวเป็นสงฆ์เสียเอง ทั้งที่ควรจะเงียบเสียที และตอบให้ได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อมติ มส.ปี 2542 ที่ยังไม่ได้ดำเนินการ หากจะออกมาก็ควรจะมีหลักฐานอ้างอิงไม่ใช่ใช้ดุลพินิจตัวเองตีความพระลิขิต หรือชี้แจงแทนคณะสงฆ์ โดยการแทรกแซงให้ความเห็นที่บิดเบือน และขัดต่อนโยบายของนายวิษณุ
       
นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า ยืนยันว่า กรรมการฯชุดตนจะเดินหน้าศึกษาวิเคราะห์กรณีบริจาคเงินทุจริตของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่ฉ้อโกงเงินประชาชน และนำไปบริจาคให้วัดและพระสงฆ์ ทั้งนี้ยังคาดหวังว่ากรรมการใน มส.จะใช้โอกาสนี้เพื่อวางมาตรการปกป้องพระพุทธศาสนา เพราะเห็นช่องโหว่แล้ว อยากเห็นพระผู้ใหญ่ใน มส.จะเป็นผู้นำที่กล้าหาญในการทำบัญชีทรัพย์สินของวัดและของพระเถระประกาศให้สังคมให้รับทราบเพื่อเป็นตัวอย่างกับพระที่อยู่ในปกครอง เพื่อความโปร่งใส และเรียกคืนความเชื่อมั่นศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาว่า พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบได้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า คือ ผู้เป็นพระไม่สะสมทรัพย์สมบัติใดๆ ก็จะเป็นเรื่องดี

 

ข่าว : คมชัดลึก
25 กุมภาพันธ์ 2558


 

ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินสอบ มส. !

ข้อหาอุ้มธัมมชโย

อา..ถ้าทางผู้ตรวจการรับเรื่อง ก็แสดงว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจเหนือมหาเถรสมาคม ต่อไป เมื่อมีความข้องใจเรื่องอะไรในมติมหาเถรสมาคม ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหาร การปกครอง การออกมติ หรือการวินิจฉัยพระธรรมวินัย มติมหาเถรสมาคมก็ "ไม่ถือเป็นอันสิ้นสุด" อีกต่อไป เพราะยังมี "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" มีอำนาจสูงกว่า สามารถวีโต้หรือยับยั้งมติมหาเถรสมาคมได้ ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในรอบร้อยปีทีเดียวฮ่ะ ฝ่ายกฎหมายของ มส. คงต้องจ้องไม่กะพริบตาเลยล่ะ เพราะเป็นกรณีประวัติศาสตร์ในรอบร้อยปี

 

 

ยื่นผู้ตรวจการแล้ว ! สอบ มส. ปม ธัมมชโย ปปง.-ดีเอสไอ เปิดตู้เซฟที่ยึด บ.พัน ศุภชัย

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 25 ก.พ.2558 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปปท.) นำโดยนางวิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานกรรมการ มปปท. พร้อมด้วยตัวแทนเครือข่าย มปปท. เข้ายื่นหนังสือเพื่อขอให้ตรวจสอบกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) กรณีมีมติไม่เอาผิดพระธัมมชโย โดยนายรักษ์เกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจฯ เป็นผู้รับหนังสือ

นางวิรังรอง กล่าวว่า ตามที่กรรมการมหาเถรสมาคมมีมติไม่เอาผิดพระธัมมชโย ในการประชุมมหาเถรสมาคมเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา ถือว่ามติดังกล่าวเป็นการขัดต่อพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมืองอย่างชัดเจน เนื่องจากโดยพระธรรมวินัยแล้วภิกษุไม่สามารถรับที่ดิน ไร่นา มาเป็นของตนได้ ปรากฎตามพระสุตตันตปิฎก อย่างไรก็ตาม ขอให้ทางผู้ตรวจฯ ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง หากพบว่ากรรมาการเถรสมาคมและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย โดยดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกระบวนการต่อไป

ด้านนายรักษ์เกชา กล่าวว่า ผู้ตรวจฯ ต้องพิจารณาก่อนว่าเรื่องดังกล่าว อยู่ในอำนาจหน้าที่หรือไม่ หากอยู่ในอำนาจก็จะดำเนินการตามกระบวนการ แต่หากไม่อยู่ในอำนาจ ก็จะส่งเรื่องไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป

 

ข่าว : คมชัดลึก
25 กุมภาพันธ์ 2558


 

น้ำฝนยัวะ !

สวนพุทธะอิสระ เลอะเทอะ !

อ้างสร้างวัดจนหมดแรง ไม่มีปัญญาส่งส่วย

จริงเหรอ ?

 

อา..แผนยั่วโทสะน้ำฝนของพุทธะอิสระได้ผลแล้ว เพราะรู้ทางว่า น้ำฝนความอดทนต่ำ แต่ความดันทุรังสูง เหมือนปลาหมอ ดำน้ำได้ไม่กี่อึดใจก็โผล่ขึ้นมาอ้าปากหายใจ ให้คนจับไปทาเกลือปิ้งแล้ว ดูเถิด ทำยังตัวเองเลอเลิศประเสริฐศรี ถูกพาดพิงนิดหน่อยทำสำออย ออกมารักษาภาพพจน์ ตะทีก่อนหน้านี้ ถูกพุทธะอิสระด่าเป็นหมูเป็นหมา เรียกเป็นนายเป็นกุ๊ย ไม่เห็นน้ำฝนร้อนรนอะไรเลย แปลกจริงๆ

 

น้ำฝน - ป๋าเหนาะ เจ้านายเก่า เจ้าของเต๊นท์รถภูเขาทอง

 

 

พุทธะอิสระ VS น้ำฝน

คู่มวยในผ้าเหลืองที่แฟนๆ อยากเห็นมากที่สุด
เชื่อไม่เชื่อก็ไปถามเซียนพระแถวๆ พุทธมณฑลดูซี

 

"หลวงพี่น้ำฝน" ซัด "พุทธะอิสระ" เลอะเทอะ ! ปมส่งรถหรูให้ มส. บอกจะเอาปัญญาที่ไหนไปทำ

พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครปฐม กล่าวว่า ขอชี้แจงกรณีพระพุทธะอิสระระบุว่ามีพฤติกรรมครอบครองรถหรู และเป็นผู้จัดส่งรถหรูไปให้กับ มส.นั้น ขอยืนยันว่าข้อมูลเลอะเทอะ ไม่จริงแม้แต่นิดเดียว ทั้งหมดเป็นเรื่องตลกที่พยายามสร้างเรื่องกันขึ้นมา ซึ่งดีเอสไอได้นำรถไปตรวจแล้ว ไม่ใช่รถหรู เป็นแค่รถโบราณเก่าๆ ส่วนที่บอกว่าเป็นผู้จัดส่งรถหรูให้กับ มส. นั้น ทุกวันนี้หาเงินสร้างวัดก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว จะเอาปัญญาที่ไหนไปส่งรถหรู

 

ข่าว : มติชน
25 กุมภาพันธ์ 2558


 

 

มึน !

สมเด็จวัดปากน้ำขอให้จบเรื่อง

ยกคำคม

"ไฟจะดับได้เมื่อไม่เติมเชื้อ"

 

อืม ! มันก็ดูดีนะครับพระเดชพระคุณ แต่มีปัญหาว่า เรื่องอะไรที่หลวงพ่อใหญ่อยากให้จบ เพราะเห็นมีหลายเรื่องหลายราวเหลือเกิน ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ก็คิดว่าน่าจะขอให้จบได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนรวม เกี่ยวพันกับพระธรรมวินัยและพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศ แบบนี้คงจบยากครับ แถมหลวงพ่อมีตำแหน่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งมีภาระหน้าที่ในการบริหารกิจการพระพุทธศาสนา ให้ก้าวหน้าหรือเจริญรุ่งเรือง แต่เมื่อเกิดเรื่องเสียหาย ก็ต้องมีหน้าที่ในการชำระสะสางให้สะอาด มิเช่นนั้นก็เท่ากับซุกขยะเอาไว้ใต้พรมหรือซื้อเวลาไปเป็นวันๆ เรื่องแบบนี้คงไม่สามารถให้จบแบบ "ขอกันกิน" ได้ ทำนองคดีอาญา ดังนั้น ก็ขอความชัดเจนด้วยนะครับ ว่าอยากจะให้เรื่องอะไรมันจบ

 

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ)
เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

พระพรหมโมลี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และกรรมการ มส.กล่าวว่า กรณีพระราชวิจิตรปฏิภาณ หรือ "เจ้าคุณพิพิธ" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในการปฏิรูปวงการสงฆ์ในขณะนี้ น่าจะมีกระบวนการเบื้องหลัง และคดีธรรมกายเป็นแค่ประเด็นที่ถูกนำมาฟาดฟันไม่ให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยอ้างว่าเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระธัมมชโยนั้น ไฟจะดับได้เมื่อไม่เติมเชื้อ ในกรณีที่เจ้าคุณพิพิธให้สัมภาษณ์นั้น บางประเด็นพูดด้วยความเห็นใจ "อาตมาเป็นคนของวัดปากน้ำ จะพูดอะไรบางแง่บางมุมจะดูไม่เหมาะสม เหมือนเป็นโจทก์จำเลย หรือคู่กรณีต่อกัน ถ้าพูดไปอาจมีหลายมุมมองที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ส่วนตัวท่านเป็นพระที่มัธยัสถ์ รักความสงบเรียบร้อย เรื่องไหนที่จบได้ก็ขอให้จบ ไม่ประสงค์ให้ปัญหายืดเยื้อ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีสาเหตุ เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ก็ไม่สร้างปัญหาเพิ่ม ถ้าอยู่ในฐานะที่แก้ได้ก็พร้อมที่จะแก้ พระพุทธศาสนาอยู่ได้เพราะพระ และโยม ยกย่องเชิดชู ถ้าเอาความเห็นส่วนบุคคลเป็นใหญ่ หลักธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าก็คงจะไม่เกิด เพราะถูกลบล้างด้วยความเห็นส่วนตัว" พระพรหมโมลีกล่าว

 

ข่าว : มติชน
25 กุมภาพันธ์ 2558


 

แก้มือ !

วิษณุรีเทิร์นแก้โจทย์เก่า

สมัยเป็นรองนายกฯของทักษิณ

เซ็นตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่พระสังฆราชกับมือ

 

ดร.วิษณุ เครืองาม

รอง 2 นายก

รองนายกทักษิณ และ รองนายกประยุทธ์

ผู้กำลังรีเทิร์นกลับมาแก้ปัญหาเก่าๆ นั่นคือปัญหาว่าศาสนา ซึ่งกำลังตั้งเป้าขวางสมเด็จวัดปากน้ำไม่ให้เป็นพระสังฆราชอยู่ในเวลานี้ ถึงขนาดพุทธะอิสระนึกฮึกเหิม ยกกำลังพลไปทำพิธี "ตัดไม้ข่มนาม" ถึงกลางวัดปากน้ำมาแล้ว คำสั่ง "ตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" ซึ่งลงนามโดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ.2547 นั้น ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งอย่างรุนแรงในระหว่างพุทธศาสนิกชน และเรื้อรังมาจนกระทั่งบัดนี้ กรณีธรรมกายถือว่าเป็นเพียง "ชนวน" ให้เกิดความขัดแย้ง เพราะเนื่องด้วยพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช รุงรังพันเตไปหมด ลากยาวมาจนกระทั่ง สปช. ตั้งกรรมการปฏิรูปพระพุทธศาสนาในวันนี้ วันที่ คุณวิษณุ ต้องรีเทิร์นกลับมาแก้ปัญหาเก่าๆ ในสมัยที่ตนเองเคยเป็นรองนายกฯและได้ผูกปมปัญหาเอาไว้ในครั้งกระนั้น

เมื่อมองดูตัวบุคคลที่ทางรัฐบาลส่งเข้ามาคุมปัญหาพระพุทธศาสนาในเวลานี้ ที่มี ดร.วิษณุ เครืองาม เป็นประธาน (แทนนายกรัฐมนตรี) ก็เชื่อได้ว่า น่าจะไม่รุนแรง เพราะคุณวิษณุเคยเป็นรองนายกฯของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาก่อน ย่อมจะรู้ปัญหาดีที่สุดคนหนึ่ง ฝ่ายธรรมกาย ฝ่ายมหาเถรสมาคม หรือฝ่ายเสื้อแดง ย่อมจะใจชื้นได้ว่า ไม่เล่นกันถึงตาย เพราะคุณวิษณุก็เคยเป็นหนึ่งในทีมงาน "ทักษิณ" มาก่อน มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างปัญหามาอย่างชัดเจน ดังนั้น เพียงได้ยินคุณวิษณุพูดว่า "รัฐบาลชี้โทษธัมมชโยไม่ได้" ก็หมายถึงว่าเป็นอำนาจของมหาเถรสมาคมเต็มๆ แค่นี้ฝ่ายมหาเถรสมาคมก็ถูกรางวัลเลขท้ายเห็นๆ แล้ว แต่อีกฝ่ายก็อาจจะคลางแคลงใจว่า คุณวิษณุเป็นพันธุ์แตงโมหรือเปล่า ?

อย่างไรก็ตาม การกลับมาครั้งนี้จึงเท่ากับมาแก้ปัญหาเก่าที่คั่งค้าง ซึ่งก็คงจะออกมาในแนวทาง "กลางๆ" เมื่อรูปการณ์เป็นเช่นนี้ การพุ่งเป้า "ล้มกรรมการปฏิรูปพระพุทธศาสนา" ของกลุ่มอาจารย์ มจร. ก็คงเพลาๆ ลง เพราะเห็นแต้มต่อในตัวคุณวิษณุอยู่แล้ว ที่เจ้าคุณประสารและมหาโชว์ออกมาโชว์ตัวยื่นยุบ กก.ปฏิรูปนั้น ก็สร้างราคาไปเท่านั้นเอง เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการรื้อ พรบ.คณะสงฆ์ทั้งระบบ ก็คงปลุกกระแสพระเณรทั่วประเทศไทยได้ยาก ช่วงนี้จึงเหมือนเวลา "คืนกำไรให้พระบ้านนอก" เพราะพระในกรุงถูกรุกราน ต้องอาศัยกำลังเสริมมาจากต่างจังหวัด ดังนั้น จะขอจะต่อรองอะไรกับวัดปากน้ำก็ต้องรีบๆ ทำกันในเวลานี้ วัดปากน้ำยินดี "สละสมบัติ" อันล้นกุฏิ เพื่อรักษาสถานภาพอันสูงส่งเอาไว้ เข้าใจตรงกันนะ อิอิ !

 

 

เปิดคำสั่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
เซ็นโดย..วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ปี
47

 


 

ประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เรื่อง แต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

ตามที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระอาการประชวรหลายระบบ และเสด็จเข้าประทับรักษาพระองค์ ณ ตึกวชิรญาณสามัคคีพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ต้นปี 2545 นั้น คณะแพทย์ได้ถวายการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องมาตลอดจนพระอาการบางระบบดีขึ้น สามารถเสด็จออกจากโรงพยาบาลไป ทรงปฏิบัติศาสนกิจได้เป็นครั้งคราว แต่โดยเหตุที่ทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายกตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ จึงมีพระภารกิจหลายอย่างที่รัฐบาลและคณะสงฆ์ จำเป็นต้องถวายเพื่อทรงบัญชาการ ทรงตราพระบัญชา ทรงวินิจฉัยสั่งการและทรงลงพระนาม รวมทั้งการที่ต้องทรงปฏิบัติศาสนกิจในพระราชพิธี รัฐพิธี และพิธีต่างๆ นอกจากนั้นยังต้องทรงปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะประธานกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และพระอารามอื่นๆ เช่น วัดญาณสังวราราม จังหวัดชลบุรี และประธานกรรมการมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งงานในภาระหน้าที่เหล่านี้ หากถวายเพื่อทรงปฏิบัติหรือวินิจฉัยสั่งการทุกเรื่องก็จะเป็นการกระทบกระเทือนต่อพระสุขภาพ ประกอบกับทรงมีพระชนมายุสูงถึง 90 พรรษา ครั้นมิได้ถวายให้ทรงลงงาน หรือการดำเนินการล่าช้าไม่ทันต่อเหตุการณ์ ก็อาจกระทบต่อการปกครองคณะสงฆ์ เป็นเหตุให้มีผู้กล่าวอ้างยกขึ้นมาวิจารณ์ อันอาจกระทบต่อพระเกียรติยศได้ เหตุทั้งนี้ เนื่องจากยังมิได้มีการแต่งตั้งผู้ใดให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช
 

รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า โดยที่สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นรัตตัญญูมหาเถระ เป็นที่เคารพนับถือและศรัทธาของบรรดาพุทธศาสนิกชนชาวไทยอย่างสูง แม้แต่ชาวต่างประเทศและศาสนิกอื่นก็ยกย่องว่า ทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่างของผู้รอบรู้ด้านปริยัติและปฏิบัติ เป็นปราชญ์ของพระศาสนาและชาติ แต่โดยที่พระสุขภาพทรุดโทรมลงตามพระวัสสายุกาล สมควรจัดให้ประทับพักผ่อนเพื่อรับการถวายดูแลรักษาโดยคณะแพทย์อย่างเต็มที่และต่อเนื่องไม่มีภาระงานใดๆ มารบกวน จนก่อให้เกิดความตรากตรำหรือความกังวลพระทัย อีกทั้งเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการบริหารพระศาสนามิให้ต้องสะดุด เพราะขาดผู้รับผิดชอบวินิจฉัย สั่งการหรือบังคับบัญชา ประการสำคัญคือ เพื่อเป็นการรักษาพระเกียรติยศ มิให้มีผู้อ้างพระสุขภาพหรือพระอาการประชวร กระทำการใด อันอาจก่อความเสียหายหรือแอบอ้างนำพระบัญชา พระลิขิต หรือพระนามไปแสวงหาประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น

อาศัยมาตรา 73 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รัฐบาลจึงได้ขอความเห็นจากคณะแพทย์และคณะกรรมการวัดบวรวิหารมีพระเทพสารเวที ผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน แล้วนำความเห็นดังกล่าวประกอบกับความเห็นของพุทธศาสนิกชนที่ห่วงใย เสนอที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคมในการประชุมเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2547 ซึ่งที่ประชุมมีมติตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 อนุโมทนาสนองข้อเสนอดังกล่าว โดยให้แต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นการชั่วคราว และโดยที่สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี วัดราชบพิตร สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์มีอายุถึง 96 พรรษา อีกทั้งยังอาพาธ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่อันต้องตรากตรำได้เช่นกัน จึงเห็นสมควรให้สมเด็จพระราชาคณะมีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ลำดับถัดไป ได้แก่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ ซึ่งพระราชาทรงไว้วางพระทัย มอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนของประธานที่ประชุมมหาเถรสมาคมและปฏิบัติศาสนกิจบางเรื่องแทนพระองค์อยู่แล้ว เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชไปพลางก่อน โดยมีสมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะอื่นอีก 5 รูป เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่ เป็นคณะร่วมกัน เพื่อช่วยกันในการกลั่นกรองงานและรักษาความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์ ดังนี้

1. สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

2. สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่

3. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่

4. สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดมกุฎกษัตริยาราม เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่

5. สมเด็จพระญาณวโรดม วัดเทพศิรินทราวาส เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่

6. พระพรหมมุนี วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่

ให้การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวในรูปขององค์คณะ มีการประชุมหารือและใช้มติร่วมกัน โดยมีผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน เว้นแต่เป็นการปฏิบัติศาสนกิจในพระนามสมเด็จพระสังฆราช หรือการอันจำเป็นเร่งด่วนก็ให้ดำเนินการไปได้ โดยให้เลขาธิการมหาเถรสมาคมทำรายงานกราบทูลการปฏิบัติงานต่อสมเด็จพระสังฆราชทุก 30 วัน ในกรณีมีปัญหาสำคัญ คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชอาจพิจารณากราบทูลหารือสมเด็จพระสังฆราชได้ ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชมีพระประสงค์โปรดมีพระบัญชาเรื่องใดตามที่เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เชิญมาแจ้ง ตามระบบการกลั่นกรองงานที่กำหนดขึ้นอย่างรอบคอบรัดกุม ให้คณะปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชดำเนินการสนองพระบัญชานั้น ทั้งนี้ให้การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวมีกำหนดเวลาหกเดือน เว้นแต่คณะแพทย์มีความเห็นก่อนครบกำหนดเวลาดังกล่าวว่า สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระอาการดีขึ้นสามารถเสด็จกลับไปทรงงานได้เป็นปกติโดยไม่กระทบพระสุขภาพ หรือมหาเถรสมาคมมีมติเป็นประการอื่น
 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 และมาตรา 160 แห่งพระราชกฎษฏีกา ทบวง กรม พ.ศ.2545 นายกรัฐมนตรีจึงขอประกาศนามผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชและคณะดังกล่าว

ขออำนาจคุณพระรัตนตรัย และพระกุศลกรรมสัมมาปฏิบัติที่สมเด็จพระสังฆราชทรงกระทำบำเพ็ญมาแล้วอย่างยั่งยืนมั่นคง จงอภิบาลรักษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ให้ทรงพระเกษมสำราญ มีพระสุขภาพพลานมัยดีโดยเร็ววัน เพื่อเป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรแก่บรรดาคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวไทยตลอดกาลนาน

 

ประกาศ ณ วันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2547

ลายมือชื่อ  วิษณุ เครืองาม
(นายวิษณุ เครืองาม)

รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

 

วิษณุ เชิญ พศ. ถกย้ำ รบ.ชี้โทษ ธัมมชโย ไม่ได้ เผยนำเข้าที่ประชุม มส. อีกครั้งคราวต่อไป พศ. แจงพระลิขิต สังฆราช ไม่ใช่พระบัญชา

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 24 ก.พ.2558 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เชิญตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)และผู้เกี่ยวข้องหารือวงเล็กเกี่ยวกับผลประชุมของมหาเถรสมาคม(มส.)เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยนายวิษณุ เปิดเผยหลังการหารือว่า ทาง พศ.นำเอกสารต่างๆพร้อมเล่าที่มาของเรื่องดังกล่าวให้ทราบข้อมูล โดยการประชุมของมหาเถรสมาคมมื่อวันที่ 20 ก.พ.นั้น ที่ประชุมไม่ได้มีมติเกี่ยวกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย ซึ่งต่างจากที่ปรากฎเป็นข่าวและการประชุมดังกล่าวเนื่องจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)เชิญผู้แทนสำนักพุทธฯไปชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องวัดธรรมกาย และนำเรื่องกลับมารายงานให้มหาเถรสมาคมรับทราบว่าสปช.ถามอะไรและได้ตอบอะไรไปบ้าง ตนเดาว่าอาจมีกรรมการบางคนอภิปรายว่ามีความผิดหรือไม่มีก็เป็นได้ แต่ที่ประชุมมีมติเพียงรับทราบการรายงานต่อสปช.และการตั้งกรรมการเพื่อตรวจสอบและรวบรวมเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวและนำกลับมารายงานให้มหาเถรสมาคมทราบเท่านั้น

นายวิษณุ กล่าวว่า ส่วนที่มีข่าวว่ามติมหาเถรระบุว่าไม่มีความผิดนั้น ตนได้สอบถามแล้วว่าพบว่าไม่มีคำว่าปาราชิกหรือไม่ปาราชิกปรากฏในมติของมส. จึงแนะนำให้ปรึกษากันในกรรมการมหาเถรสมาคมว่าจะชี้แจงอย่างไร โดยทราบว่าในการประชุมกรรมการมหาเถรสมาคมครั้งต่อไปจะมีการนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมเพื่อให้รับรองมติ จากนั้นจึงแถลงให้ทราบต่อไป รัฐบาลขอย้ำว่าเรื่องใดที่กล่าวหาว่าผิดพระธรรมวินัยอาบัติปาราชิกหรือไม่เป็นเรื่องของคณะสงฆ์จัดการกันเอง ถ้าเรื่องใดถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายทางโลก เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะเข้าไปจัดการในจุดนั้นๆ

วันนี้ต้องแยกให้ออก แต่เราเอาทุกเรื่องมาปนกันทำให้มหาเถรสมาคมถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม เพราะไม่มีโอกาสออกมาแก้ตัวตอนนี้ แต่ต่อไปจะชี้แจงอย่างไรก็ว่ากันไป วันนี้เอาทุกอย่างมารวมกันตั้งแต่เรื่องที่ดิน การต้องอาบัติปาราชิกเรื่องสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เรื่องยกเครื่องมหาเถรสมาคทจนถึงการยุบกรรมการปฏิรูปศาสนาต้องแยกเป็นเรื่องๆ ส่วนเรื่องที่ดินเป็นเรื่องก้ำกึ่งระหว่างบ้านเมืองกับพระธรรมวินัยต้องแยกจากกัน และได้มอบให้ไปดูว่าถวายใครบ้าง เพราะความผิดในแต่ละเรื่องโทษก็หนักเบาไม่เหมือนกันทั้งทางบ้านเมืองและในทางพระ มีลำดับโทษไม่เหมือนกัน ทั้งผมและรัฐบาลวินิจฉัยไม่ได้ว่าการกระทำนั้นผิดพระธรรมวินัย หากผิดว่าเข้าข่ายไหน คนที่วินิจฉัยคือพระนายวิษณุ กล่าว

เมื่อถามกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวระหว่างพระลิขิตกับพระบัญชา นายวิษณุ กล่าวว่า ตนได้เห็นพระลิขิตทั้ง 5 ฉบับ และมีคำตอบแล้วแต่ไม่อยากพูดอะไรในตอนนี้ ขอตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน

 

ข่าว : คมชัดลึก
25 กุมภาพันธ์ 2558


 

NOTHING !

เผย มส. ยังไม่เคยทำอะไรธัมมชโย

 

ไม่พิจารณา  ไม่โหวต ไม่ลงมติ

เพียงแต่ไปนั่งฟังเฉยๆ

 

อา..ถ้างั้นก็ไม่ทราบว่าจะประชุมหาพระแสงอะไร ในเมื่อมีปัญหาบ้านเมือง และมีอำนาจ แต่ไม่ไม่ทำหน้าที่ แบบนี้ก็มีด้วย แต่..ที่เจ้าคุณจำนงค์ออกมาแถลงข่าวเสียงเจ้ยแจ้วนั้นล่ะ มันเรื่องอะไร "เรื่องเก่าแล้ว ไม่อยากให้รื้อฟื้น บ้านเมืองกำลังต้องการความสามัคคี ฯลฯ" ถามว่านี่เป็นมติมหาเถรสมาคมหรือไม่ ถ้าไม่, เจ้าคุณจำนงค์ออกมาพูดทำไม ?

 

เจ้าคุณจำนงค์
โฆษก มส. หรือโฆษกธรรมกาย ?

 

พนม ย้ำ มส. ไม่ได้มีมติชี้คดีธัมมชโย ระบุตั้งคณะทำงานศึกษาปัญหาพุทธมีฝ่ายมหานิกาย - ธรรมยุต ผู้ทรงคุณวุฒิติดตามสถานการณ์พุทธ แก้ปัญหาให้ทันท่วงที ด้านพระสงฆ์ส่วนภูมิภาค เตรียมเคลื่อนไหวออกแถลงการณ์ค้านฆราวาสก้าวล่วงงานของคณะสงฆ์
       
วันนี้ (24 ก.พ.)นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวว่า ตนในฐานะเลขาธิการ มส. ได้ชี้แจงเกี่ยวกับการประชุม มส. ในวันที่ 20 ก.พ. ว่า มส. ไม่ได้มีมติเกี่ยวกับพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) หรือ หลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ รวมทั้ง มส. ยังไม่ได้พิจารณาด้วยว่าปาราชิก หรือไม่ปาราชิก มีแต่เพียงการรายงานผลการชี้แจงที่ นายสมเกียรติ ธงศรี ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ที่นำมติ มส. ปี 2549 เกี่ยวกับกรณีวัดพระธรรมกายที่นำไปชี้แจงยังคณะกรรมการปฏิรูปแนวทาง และมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา มารายงานให้ มส. ได้รับทราบเท่านั้น จึงขอเน้นย้ำว่า มส. ไม่ได้มีมติชี้เรื่องดังกล่าวออกมาแต่อย่างใด รวมทั้งในการประชุม มส. วันที่ 20 ก.พ. กรรมการ มส. ก็ไม่ได้มีการโหวตว่า พระเทพญาณมหามุนี ปาราชิกหรือไม่ ขอยืนยันว่าการประชุม มส. ในวันดังกล่าวไม่ได้มีการเปิดโหวต อีกทั้งไม่มีแบ่งฝ่ายว่าเป็นฝ่ายมหานิกาย หรือ ธรรมยุต ซึ่งคณะสงฆ์มีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียวกัน
       
นายพนม กล่าวว่า ที่ประชุม มส. เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ได้มีมติตั้ง คณะทำงานรวบรวมข้อมูลและศึกษาสถานการณ์ทางพระพุทธศาสนาขึ้นมา 1 ชุด ซึ่งประกอบด้วย กรรมการ มส. ทั้งฝ่ายธรรมยุต และมหานิกาย 4 รูป และผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน ได้แก่ พระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) พระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม พระพรหมสิทธิ รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พระธรรมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก นายจำนง สวมประคำ อดีตเลขาธิการวุฒิสภา และ นายพิสิฐ เจริญสุข อดีตข้าราชการกรมการศาสนา เพื่อทำหน้าที่ศึกษาข้อมูลทางพระพุทธศาสนาโดยภาพรวม ในการนำรายงานต่อ มส. ได้รับทราบและมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้ทันทวงที โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้
       
มส. ได้ตั้ง พระธรรมบัณฑิต ขึ้นมาเป็นหนึ่งในคณะทำงาน เนื่องจากท่านเคยเป็นคณะทำงานถวายงานสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในยุคนั้น ก็จะสามารถประสานข้อมูลต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ในเร็วนี้ คณะทำงานชุดดังกล่าวจะมีการประชุมวางกรอบแนวทางการทำงานที่ชัดเจนอีกครั้ง นายพนม กล่าว

 

ข่าว : ผู้จัดการ
25 กุมภาพันธ์ 2558


 

 

NO ENTRY !

พระไทยห้ามเข้าไชน่า

ปัญหาศาสนาหรือการเมือง ?

 

เป็นประเด็น "ร้อนสุดๆ" สำหรับพระไทยไปต่างประเทศในเวลานี้ เมื่อพบว่า พระไทยจำนวนมาก ทั้งที่มีวีซ่าหรือไม่มีวีซ่า เดินทางไปยัง "ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน"  แต่ถูกทางการจีนสั่ง "ห้ามเข้าประเทศ" ไม่ว่ากรณีใดๆ

ในการทำเรื่องขอวีซ่าเข้าประเทศจีนนั้น ทางการจีนสั่ง "ห้ามรับเรื่อง" คือปฏิเสธตั้งแต่ด่านแรก จึงไม่มีการพิจารณาไม่ว่ากรณีใดๆ

สำหรับพระภิกษุสามเณรที่มีวีซ่าก่อนหน้านี้ เมื่อเดินทางไปถึงด่านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด่านอินเตอร์หรือด่านชายแดน ก็ถูกสั่งห้ามเข้าประเทศ ต้องเดินทางกลับมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ปัญหานั้น ทราบมาว่า มีพระไทยจำนวนมาก เดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศจีน พร้อมด้วยวัตถุมงคลสารพัดชนิด ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง ลูกประคำ หรือแม้แต่วัตถุอวมงคล เช่น ไอ้ขิก อีเป๋อ ฯลฯ นำไปจำหน่ายจ่ายแจกแก่ประชาชนชาวจีน ซึ่งเพิ่งเปิดประเทศ ไม่เคยได้รับ จึงเกิดความนิยมอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้พระไทยเห็นเป็นช่องทางทำรายได้ จึงขนกันไปยกใหญ่ ไปทีเป็นกระเป๋าหรือรถบรรทุก จนพ่อค้าแม่ค้าวัดราชนัดดายกระดับเป็นอาเสี่ย ทางการจีนเห็นว่าเป็นสิ่งมอมเมา มากกว่าการมาท่องเที่ยว หรือการมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงออกคำสั่ง "ห้ามพระไทยเข้าประเทศ" ดังกล่าว

ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอฟังการสอบสวนของมหาเถรสมาคมต่อไป ว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นใด และจะหาทางแก้ไขอย่างไร เพราะนี่ถือว่าเป็นกรณีร้ายแรงระดับประเทศเลยทีเดียว ส่งผลให้พระพุทธศาสนาของไทยเสียหายในระดับอินเตอร์ แบบว่ารู้ถึงไหนก็อายไปถึงนั่น

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
24 กุมภาพันธ์ 2558


 

 
 

ประมวลข่าวเจ้าคุณเสนาะ


 

ประมวลข่าวพระคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง

 

 

 

 


ประมวลข่าวการมรณภาพ


สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

พิธีพระราชทานเพลิงศพ

พระเทพมหาเจติยาจารย์ (ไพบูลย์ ภูริวิปุโล)
อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัย

อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำพูน
23 มีนาคม 2557

 

ชุดที่ 1 : ชุดที่ 2 :  ชุดที่ 3 :  ชุดที่ 4 : ชุดที่ 5

ชุดที่ 6 : ชุดที่ 7 : ชุดที่ 8 : ชุดที่ 9 : ชุดที่ 10


กดแต่ละชุดเพื่อชม

 

ภาพหมู่การประชุมพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ ขนาด 4000 PC


 

ภาพประวัติศาสตร์
พระธรรมทูตไทยใน 4 ทวีป
 

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ ขนาด 2000 PC

การประชุมพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป
วันที่
23-25 สิงหาคม 2557

ชุดที่ 01 : ชุดที่ 02 : ชุดที่ 03 : ชุดที่ 04 : ชุดที่ 05 : ชุดที่ 06 : ชุดที่ 07


 

ชมภาพชุดในงานวัดนวมินทรราชูทิศ USA.

ชุดที่ 01 : เปิดวัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน ยูเอสเอ

ชุดที่ 02 : ไผเป็นไผ ในบอสตัน 2014

ชุดที่ 03 : โรงพยาบาลเมาท์ ออเบิร์น 9 มิถุนายน 2557
ชุดที่ 04 : พิธีเปิดการประชุมพระพุทธศาสนานานาชาติ
ชุดที่ 05 : เปิดประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 06 : ทัพสื่อมวลชนไทยบุกนครบอสตัน รายงานข่าวการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 07 : ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา วันที่ 02
ชุดที่ 08 : ผลการเลือกตั้งกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2557
ชุดที่ 09 : บรรยากาศการเลือกตั้งกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 10 : พระสงฆ์ 400 รูป สวดพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ณ โรงพระอุโบสถวัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน

 

ภาพชุดรรมยาตราเดินป่าบอสตัน

 

ธรรมยาตรา ชุดที่ 01 ธรรมยาตรา ชุดที่ 02 ธรรมยาตรา ชุดที่ 03
ธรรมยาตรา ชุดที่ 04 ธรรมยาตรา ชุดที่ 05 ธรรมยาตรา ชุดที่ 06
ธรรมยาตรา ชุดที่ 07 ธรรมยาตรา ชุดที่ 08 ธรรมยาตรา ชุดที่ 09

 

 

การประชุมสมัยวิสามัญสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาและงานวันมหารำลึก

ณ วัดวชิรธรรมปทีป นิวยอร์ค 8-9 กันยายน 2555

 

 


 

 

ภาพงานพระราชทานเพลิงศพ

พระเดชพระคุณพระเทพกิตติโสภณ (สมบูรณ์ สมฺปุณฺโณ ป.ธ.7)
อดีตเจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมปทีป
อดีตประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
10-14 พฤศจิกายน พ.ศ.2554

 

วันมหารำลึก ปีที่ 23

วัดพรหมคุณาราม รัฐอริโซน่า สหรัฐอเมริกา

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพงานวันมหารำลึก ปีที่ 23

ประมวลข่าวเณรคำ

(กดที่ภาพเพื่อชม)


 

แฟ้มข่าวอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

อ่านข่าวเก่าที่เคยนำเสนอในอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557

 

YANTRA TODAY
(กดที่ภาพเพื่อชม)


 


เยี่ยมวัดบ้านไร่-ไหว้หลวงพ่อคูณ
กับอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอม

กดที่ภาพด้านล่างเพื่อชม

01 02 03 04 05 06 07 08 09
10 11 12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31 32 33 34    

 

ตอนที่ 01
ลอนดอน 2012

ตอนที่ 02
มหาโบสถ์แห่งลิชฟิลด์

ตอนที่ 03
มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด

ตอนที่ 04
วัดพุทธปทีป

ตอนที่ 05
ลอนดอนอาย

ตอนที่ 06
British Museum

ตอนที่ 07
ห้างแฮรอดส์

ตอนที่ 08
Tower Bridge

ตอนที่ 09
London Sightseeing

ตอนที่ 10
London To Paris

ตอนที่ 11
หอไอเฟล (1
)

ตอนที่ 12
หอไอเฟล (2)

ตอนที่ 13
หอไอเฟล (3)

ตอนที่ 14
ปารีส 360 องศา

ตอนที่ 15
เยี่ยมหน้าต่างหอไอเฟล

ตอนที่ 16
TROCADERO

ตอนที่ 17
Water Tour

ตอนที่ 18
Musée du Louvre

ตอนที่ 19
MONA LISA

ตอนที่ 20
เทพีวีนัส

ตอนที่ 21
ทอดน่องในลูฟวร์

ตอนที่ 22
หอสมุดแห่งชาติมิตแตรองต์

ตอนที่ 23
ลา เดฟ็องซ์ (La De'fense)

ตอนที่ 24
Arc de Triomphe

ตอนที่ 25
เหนือประตูชัย

ตอนที่ 26
แวร์ซาย (1)

ตอนที่ 27
แวร์ซาย (2)

ตอนที่ 28
แวร์ซาย
(3
)

ตอนที่ 29
แวร์ซาย (4)

ตอนที่ 30
แวร์ซาย (5)

ตอนที่ 31
GENEVA
(1)

ตอนที่ 32
GENEVA (2
)

ตอนที่ 33
GENEVA (3
)

ตอนที่ 34
Lausanne-Zurich

ตอนที่ 35
วัดศรีนครินทรวราราม

ตอนที่ 36
ป้อมยามเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 37
ตลาดน้ำเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 38
กลับปารีส

ตอนที่ 39
ROME (1
)

ตอนที่ 40
ROME
(2)

ตอนที่ 41
ROME (3)

ตอนที่ 42
ROME (4)

ตอนที่ 43
ROME (5)

ตอนที่ 44
Inside Vatican (1)

ตอนที่ 45
View of Rome

ตอนที่ 46
Inside Vatican (2)

ตอนที่ 47
หลังคาวาติกัน

ตอนที่ 48
OUTSIDE VATICAN

ตอนที่ 49
THE COLOSSEUM

ตอนที่ 50
หินอ่อนโคลอสเซียม

ตอนที่ 51
ROME TO PARIS

ตอนที่ 52
NOTRE-DAME DE PARIS

ตอนที่ 53
หมู่บ้านศิลปะ

ตอนที่ 54
พระราชวังฟงแตนโบล

 

 

 


 

สงฆ์ไทย Vol.01

หนังสือเล่มแรกของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

(กดที่ภาพหรือที่ข้อความเพื่อชม)

 

คณะกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

พ.ศ.2557-2559

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ข่าวสารสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา


 

 

หนังสือเล่มแรกของ มจร. ที่ชาว มจร. หลายท่านไม่เคยเห็น

(กดที่ภาพเพื่อเข้าชม)

 

 

 

หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

ข้อแลกเปลี่ยนของชาวพุทธไทย

บวชพระล้านรูป แลกกับ พระนิพพานเป็นอัตตา
ท่องพุทธวจนะล้านคน แลกกับ ตัดปาติโมกข์เหลือเพียง 150 ข้อ

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)

 

>> กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความเพิ่มเติม <<

 

พระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 1-17 พ.ศ.2538-2554
(กดที่ภาพเพื่อชมประวัติ)

อนุสรณ์มหาจุฬาฯ ครบรอบ 9 ปี
 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

ธรรมวาไรตี้
หนังสือเล่มแรก ของพระมหานรินทร์  นรินฺโท

พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2548

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ จุฬาฯบุ๊ค ซีเอ็ด และอื่นๆ ทั่วไทยและทั่วโลก

ธรรมฮิสตอรี่
หนังสือเล่มที่สอง ของพระมหานรินทร์ นรินฺโท

พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2549

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ จุฬาฯบุ๊ค ซีเอ็ด และอื่นๆ ทั่วไทยและทั่วโลก

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

เรายินดีน้อมรับความคิดเห็นและคำชี้แนะจากทุกท่าน

Editor : peesang2555@hotmail.com

 


WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE  LAS VEGAS NEVADA 89121 U.S.A. PHONE 702-384-2264