LAST UPDATE :   SEPTEMBER : 21 : 2020 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

ถวายคืนพระราชอำนาจ


 

มุมมองของพระมหานรินทร์ ครั้งที่ 173

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)

 

ตั้งเจ้าคุณประสาร

เป็นเลขาธิการศูนย์พิทักษ์ฯ วัดราชา ครั้งที่ 2

ขณะที่ พุทธะอิสระ ประกาศปลุกระดมคนรักสถาบัน

รอบ 2 เช่นกัน ห่างกันแค่วันเดียว

 


 

อา.แบบนี้ก็ต้องเรียกว่า "ฟ้าลิขิต" ให้พุทธะอิสระต้องโคจรมาเจอกับเจ้าคุณประสาร แบบหนีจากไม่ได้ เว้นแต่จะตายจากกันเท่านั้น แต่ก็ยังไม่รู้ว่าใครจะตายก่อนใคร แต่ที่แน่ๆ พุทธะอิสระนั้น "ผ้าเหลืองหลุด" ก่อนเจ้าคุณประสาร งานนี้ เซียนมวยลุมพินีถือว่า "แพ้ทีเคโอ" แต่ก็ยังมีโอกาสแก้มือได้ใหม่ ในทางการเมืองนั้นไม่มีแพ้ไม่มีชนะอยู่แล้ว

 

ถ้าการเมืองไม่เลิกยุ่งกับการศาสนา การศาสนาก็คงไม่พ้นการเมือง และการเมืองคือเรื่องผลประโยชน์ ก็เท่ากับทำให้การศาสนาติดกับดักผลประโยชน์ก้าวไม่พ้น ทุกคนในวังวนจะคิดแบบ "พ่อค้า" และคิดแต่จะได้ ไม่ยอมเสีย ยิ่งได้มากก็ยิ่งโลภมาก ขนาดแย่งกันเป็นสังฆราช มันอายบ้านอายเมือง อายไปจนถึงพรหมโลก

 

"พระธรรมวินัยอยู่ไหน" อาจจะเป็นการเรียกร้องต่อไปของเยาวชนไทย ให้คณะสงฆ์ซึ่งหลับใหลอยู่ในเวลานี้ "ตื่นขึ้นมาดูหน้าตัวเอง" ว่าเป็นพระหรือนักการเมือง วันๆ คิดแต่เรื่องออกมติมหาเถรสมาคม น่าจะชักชวนพระสงฆ์องค์เณรหันกลับไปศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ก็ไม่ยอมทำ แต่ละโครงการที่ทำขึ้นจึงเป็นโครงการหาเสียง นอกจากจะไม่ได้ประโยชน์อะไรแล้ว ก็ยังไม่สอดคล้องกับพระธรรมวินัย ไม่สนับสนุนพระธรรมวินัย แล้วจะทำไปทำไม ทำเพื่อสนองการเมืองใช่หรือไม่

 

 

 

การตั้งศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยก็ดี การตั้งกลุ่มของพุทธะอิสระก็ดี มันไม่ได้ตอบโจทย์ที่ตรงตามหลักการทางพระศาสนา แต่เป็นเหมือนการสร้างการต่อรองเพื่อแสวงหาอำนาจขึ้นมาในสังคมสงฆ์ไทยอันสับสนวุ่นวาย และเมื่อผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งไม่ยอมทำอะไร นอกจากประคองตัวอยู่บนเก้าอี้ สุดท้ายก็จะถึงกลียุค แต่ละกลุ่มจะใช้กำลังเข้าโรมรันเพื่อเอาชนะกัน โดยหวังว่าถ้าชนะจะได้ครองเมือง เป็นเรื่องน่าหัวร่อ

 

ปัญหาที่มันทำลายพระศาสนาก็คือ เมื่อผู้มีอิทธิพลใช้การเมืองนำหน้าศาสนา พุทธศาสนิกชนส่วนหนึ่งจึงเลื่อมใส ไม่ว่าจะอยู่ในผ้าเหลืองผ้าลาย ก็หลับหูหลับตาเชิดชูบูชากันต่อไป โดยอ้างว่า "ความเป็นพระมิได้อยู่ที่ผ้าเหลือง" ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ตะโกนปาวๆ "อยากกลับไปใส่ผ้าเหลือง"

"เสียสละตนเองเพื่อพระศาสนา หรือว่าเสียพระศาสนาเพื่อตัวเอง" เป็นหลักการสำคัญที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ปอ.ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน ได้เตือนสติคนไทยเราไว้ ใช้สติคู่กับปัญญา รักชาติศาสนาน่ะดี แต่ควรจะมีหลักการ ดังคำที่ท่านว่า "รักลูกให้ถูกทาง" มิใช่..รักลูกทุกทาง ลูกจะเสียผู้เสียคนก็เพราะพ่อแม่รักลูกไม่ถูกทางนี่แหละ

 

 

ศูนย์พิทักษ์ฯตั้งเจ้าคุณประสารเป็นเลขาธิการอีกวาระหนึ่ง

 

เมื่อวันที่ 20 กันยาบน พ.ศ.2563 ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันมหาสังฆประชาปีติครบ 18 ปี ที่ได้มาซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทั้งนี้เมื่อ 18 ปีที่แล้วศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับชาวพุทธทั่วประเทศ เรียกร้องให้มีกระทรวงพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ครั้งนั้นมีการรวมตัวกันของพระสงฆ์และชาวพุทธครั้งใหญ่ บริเวณหน้ารัฐสภา ถนนอู่ทองใน แต่ท้ายสุดก็ได้มาซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในปัจจุบัน

 

ในงานวันมหาสังฆประชาปีติดังกล่าว พระธรรมกิตติเมธี กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการบริหารศูนย์พิทักษ์ฯ ได้มอบคำสั่งแต่งตั้ง พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร) ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยอีกวาระหนึ่ง ศูนย์พิทักษ์ฯสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่วัดราชาธิวาส วรวิหาร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีภารกิจสำคัญในการพิทักษ์ ปกป้อง และคุ้มครองพระพุทธศาสนา

 

 

 

 

พุทธะอิสระ ฮึ่ม! ส่งสัญญาณนัดชุมนุม​ ปกป้องสถาบัน ต้านม็อบคณะปลดแอก แนวร่วมธรรมศาสตร์​
 

20 กันยายน 2563 พระพุทธะอิสระ ผู้ก่อตั้งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก "หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)" ใจความว่า

 

 

 

สงสัยนะจ๊ะสงสัย

 

สงสัยว่า การชุมนุมครั้งนี้ ประเทศชาติจะได้อะไร

 

สงสัยว่า ประชาชน จะได้อะไร

 

สงสัยว่า เศรษฐกิจเมืองไทย มันจะดีขึ้นได้อย่างไร

 

สงสัยว่า คนตกงาน มันจะน้อยลงไหม

 

สงสัยว่า โรคโควิด มันจะหยุดระบาดด้วยหรือไม่

 

สงสัยว่า คุณภาพชีวิตคนไทย มันจะดีขึ้นอย่างไร

 

 

ที่มา : มติชน-ฐานเศรษฐกิจ : 21 กันยายน 2563

 

ตลกร้าย !

 

วิษณุเล่นสำนวนวัดกลางสภา

รัฐบาลคืนผ้าเหลืองให้พระไม่ได้

เพราะไม่ได้ยึดผ้าเหลืองมา

แถมยังไม่สามารถเป็นอุปัชฌาย์ให้ได้อีกด้วย

ฟังแล้วอยากร้องไห้อาลัยผ้าเหลือง

 

อา.ก็ต้องขอคารวะ อาจารย์วิษณุ เครืองาม ซักสามครั้ง ในฐานะที่รับเปลี่ยนบทบาทจาก "เนติบริกร" มาเป็น "สัปเหร่อ" ในวันนี้ มิใช่แค่เรื่อง "เผาพระ" ที่รองวิษณุพูด แต่พูดหลายเรื่อง แต่ละเรื่องก็สำคัญระดับบิ๊กตู่ไม่กล้าพูด ทั้งๆ ที่กล้าทำ กล้าทำ แต่ไม่กล้ายอมรับ ยิ่งทำผิดแล้วไม่คิดแก้ไข ประเทศไทยจะไปอย่างไร พระพุทธศาสนาจะเดินทางไหน หรือพระไทยจะต้องอ่านพระไตรปิฎกภาษาอังกฤษกันแล้ว ไชโย

 

 

 

เรื่องแรก ที่อาจารย์วิษณุพูดถึง ก็คือ พรบ.พระปริยัติธรรม ซึ่งผ่านสภาไปในปี 62 ที่ผ่านมา เวลานี้กำลังทำกฎหมายลูกกันอย่างคร่ำเคร่ง เห็นตั้งพงศ์พรเป็นกรรมการใหญ่ คุมประชุมกรรมการพระปริยัติธรรมทุกนัด เป็นเรื่องเด่นที่ท่านรองวิษณุนำมาเปิดโชว์กลางสภาในเวลานี้

ถัดมาก็คือ การแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาอังกฤษทั้งชุด อาจารย์วิษณุเล่นมุกว่า ไม่เคยมีรัฐบาลใดในโลกทำได้ แต่รัฐบาลประยุทธ์กำลังจะทำ แม้ว่าตอนต่อๆ ไปนั้น ท่านจะพูดถึงอะไรก็ตาม ก็จะมาติดขัดตรงที่ "เงิน" คือรัฐบาลไม่มีเงิน แต่สำหรับการแปลและพิมพ์พระไตรปิฎกภาษาอังกฤษฉบับนี้ รัฐบาลมีเงิน แถมจ่ายไปเรียบร้อยแล้วด้วย จะเสร็จทันหรือไม่ก็ไม่รู้ล่ะ เพราะแค่เริ่มต้น ก็คงต้องไปวัดระยะระหว่างการแปลกับม็อบการเมือง ใครจะไวกว่ากัน

 

 

มาถึงเรื่องสำคัญ ก็คือ พรบ.อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งเริ่มร่างกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ผ่านรัฐบาลสุรยุทธ์ สมัคร สมชาย ยิ่งลักษณ์ มาจนถึงประยุทธ์ ยักย้ายถ่ายเทกันมาเรื่อยๆ ล่าสุด ถ้าจำกันได้ เจ้าคุณประสาร ได้ประสานงานพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะก็คือ พรรคเพื่อไทย นำเสนอเป็นร่างกฎหมายเข้าสู่สภา เมื่อเดือนกุมภา ต้นปีนี้เอง เลยกลายเป็นร่างของพรรคเพื่อไทยแทน

และก็สมดังที่ท่านรองวิษณุกล่าวว่า เป็นกฎหมายใช้เงิน ซึ่งผู้จ่ายคือรัฐบาล ดังนั้น จึงให้ผ่านไม่ได้ แต่รัฐบาลจะเอาร่างดังกล่าวมาแก้ไขร่วมกับมหาเถรสมาคม แล้วจะผลักดันให้ผ่านเป็นกฎหมาย "ในนามของพรรคพลังประชารัฐ" ต่อไป จะบอกว่าเป็นการปล้นผลงานก็คงว่าได้ แต่จะต้องเนียน คือดัดแปลงพันธุกรรมเสียก่อน ใส่กล่องเข้าสภาตีตราเป็นผลงาน "รัฐบาลบิ๊กตู่" คนไม่รู้ก็เชื่อว่าเป็นจริง

อีกทางหนึ่งนั้น พรบ.อุปถัมภ์ ฉบับนี้ ร่างในสมัย "สมเด็จเกี่ยว" วัดสระเกศ เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ถือว่าเป็นร่างของมหานิกาย ถ้าผ่านสภาก็จะถือว่าเป็นผลงานของมหานิกายฝ่ายเดียว ธรรมยุตไม่เกี่ยว ไม่ได้รับอานิสงส์ แต่วันนี้ ธรรมยุตได้เป็นใหญ่ จะให้ผ่านก็ต้อง "เปลี่ยนสีจีวร" หรือทำ "ทัฬหีกรรม" บวชซ้ำในธรรมยุต จึงจะผ่านได้ ไม่งั้นไม่มีทาง ดูแต่โครงการหมู่บ้านศีลห้านั่นประไร สมเด็จช่วงตั้งขึ้นมา เวลานี้แคระแกรน ลดฐานะลงให้ "เจ้าคุณแย้ม" เป็นประธาน อย่านับแต่ฝ่ายธรรมยุตไม่ยุ่งเลย มหานิกายก็ไม่เอา

นี่คือเหลี่ยมทางการเมืองที่เขี้ยวสุดๆ บอกแล้วไงว่า ไม่มีที่ไหนในโลก ที่รัฐบาลจะยอมให้กฎหมายของฝ่ายค้านผ่านสภา แล้วให้รัฐบาลเป็นคนหาเงินจ่าย ใครทำก็โง่บัดซบ เล่นการเมืองไม่เอาคะแนนเสียงก็ไม่ควรเป็นนักการเมือง

 



 

 

ข่าวเด่นประเด็นร้อนที่สุด ในการพูดของท่านวิษณุ ก็คือ คดีเงินทอนวัด ซึ่งผ่านการพิจารณาของหลายศาลหลายคดีแล้ว แนวโน้มออกมาว่า "พระไม่ผิด เพราะไม่ได้โกง" แต่ที่ผิดเพราะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เลยโดนข้อหาที่รัฐประเคนให้ ส่งผลให้ไม่สามารถกลับมาครองผ้าเหลืองได้จนป่านนี้ จึงมีเสียงเรียกร้องให้ "คืนสมณเพศ" ให้แก่พระที่ถูกรัฐบาลประยุทธ์จับกุมคุมขังสิ้นอิสระภาพ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสำนวน "คืนผ้าเหลือง" ให้แก่พระเหล่านั้น

 

 

วิษณุพูดจาสะเด็ดมาก บอกว่า "รัฐบาลไม่ได้ยึดผ้าเหลืองของพระไว้ จึงไม่สามารถคืนผ้าเหลืองให้ได้" ถ้าดูเป็นภาพถ่ายมันก็ดูเป็นจริง เพราะไม่เห็นมือของรัฐบาลไปยึดผ้าเหลือง แต่กระบวนการ "กระชากผ้าเหลือง" นั้น มาจากรัฐบาลแน่นอน ดังนั้น ที่ท่านรองวิษณุพูดกลางสภา จึงถือว่าโกหกพระ

กระบวนการทำคดีเงินทอนวัดนั้น ถ้าไม่เริ่มต้นมาจากรัฐบาล ผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ส่งเรื่องผ่านไปยังตำรวจ ปปช. และ ปปง. แล้ว จะไปถึงโรงถึงศาลและถึงคุกตะรางได้อย่างไร การบอกว่า "รัฐบาลคืนผ้าเหลืองให้ไม่ได้ เพราะไม่ได้ยึดไว้" นั่นเท่ากับว่ารัฐบาลปัดสวะ ไม่ยอมแก้ไขในสิ่งผิดที่ตนเองได้กระทำลงไป

 

 

แน่นอนว่า สมัยพระพิมลธรรม (อาจ) วัดมหาธาตุนั้น รัฐบาลสฤษดิ์ ก็ไม่ได้คืนความชอบธรรม คืนยศคืนตำแหน่งให้ แต่รัฐบาล คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้คืนให้ในปี พ.ศ.2518 หลังจากสฤษดิ์ตายไปแล้วกว่า 10 ปี

วันนี้ ถ้ารัฐบาลประยุทธ์คืนผ้าเหลือง คืนยศตำแหน่งให้แก่พระที่ถูกจับกุม ก็เท่ากับว่ารัฐบาลยอมรับผิด ซึ่งก็ไม่เคยมีใครทำมาก่อน มันมีเดิมพันสูงมาก ยากจะเป็นไปได้ในโลกใบนี้

ส่วนกรณีที่โยนภาระไปให้แก่ "มหาเถรสมาคม" เป็นผู้พิจารณาว่าจะพระที่ถูกจับกุมคุมขังดำเนินคดีอยู่ในเวลานี้นั่น ยังเป็นพระหรือว่าสิ้นสุดไปแล้ว นั่นก็ถูก แต่ว่ากระบวนการเริ่มต้นนั้น ยังไงก็ต้องมาจาก "รัฐบาล" คือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม (ภายใต้การบัญชาการของนายกรัฐมนตรี) ต้องเป็นผู้นำความเข้าแจ้งแก่มหาเถรสมาคม เพื่อดำเนินการ ถ้ารัฐบาลไม่เริ่มต้น มหาเถรสมาคมจะทำเองนั้น ไม่มีทาง

สาเหตุก็คือว่า ในมหาเถรสมาคมเอง ก็ยังมีเส้นมีสาย หรือสายใครสายมัน สายโน้นได้ สายนี้ไม่ได้ ก็ชิงดีชิงเด่นกันอยู่อย่างนี้ และการที่พระผู้ใหญ่หลายรูป "ถูกปลดจากตำแหน่ง" มันก็ส่งผลให้อีกหลายรูป "ได้เป็นแทน" แต่ถ้าจะคืนยศคืนตำแหน่งให้รูปเดิม ถามว่า พระที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนี้จะไปอยู่ที่ไหน ทำใจได้หรือไม่

เห็นไหมว่า มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยในทางปฏิบัติ เว้นแต่เปลี่ยนรัฐบาล แล้วอีกฝ่ายได้ขึ้นมาครองอำนาจ นั่นก็อาจจะเป็นไปได้

 

 




 

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

 

ในส่วนของการอุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนานั้น เป็นภารกิจตามรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลต้องทำ และเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว รัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งนายกฯ ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ เนี่ย ได้เสนอร่างกฎหมายสำคัญฉบับหนึ่งเข้าสู่สภา เป็นกฎหมายที่ต่อสู้กันมายาวนาน และไม่เคยสำเร็จ รัฐบาลที่แล้วเสนอเข้าสภาสำเร็จ ออกมาประกาศใช้แล้ว คือพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งรับรองคุณวุฒิและส่งเสริมทำนุบำรุงการศึกษาของพระ นั่นเป็นสิ่งที่ท่านนายกฯได้ติดตามเอาใจใส่ จนกระทั่งสามารถออกมาเป็นกฎหมายได้สำเร็จ

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง เรารู้จักพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกนั้นมีเป็นภาษาไทย มีเป็นภาษาบาลี แต่แปลกนะครับ ในโลกนี้ไม่มีพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ ที่จะให้ฝรั่งเขาได้อ่านและเข้าใจ หมายถึงแปลเป็นภาษาอังกฤษนะฮะ

สมาคมบาลีปกรณ์ในอังกฤษ เคยพยายามแปล แต่ก็ไม่ครบ 45 เล่ม ท่านนายกฯ ได้สั่งการเมื่อไม่นานมานี้ว่า ให้จัดการแปลพระไตรปิฎกทั้ง 45 เล่ม เป็นภาษาอังกฤษ อนุมัติงบประมาณให้ดำเนินการเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว และได้ถวายเรื่องนี้ให้มหาเถรสมาคมได้รับเป็นผู้ร่วมดำเนินการด้วย เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ทรงรับเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ท่านนายกฯรับเป็นประธานฝ่ายฆราวาส คณะสงฆ์มอบหมายให้ท่านเจ้าคุณพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส เป็นประธานดำเนินการ ท่านนายกฯ มอบให้ผมเป็นประธานดำเนินการฝ่ายฆราวาส ร่วมกับท่านเจ้าคุณพรหมบัณฑิต และงานก็จะได้เริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เป็นครั้งแรกในโลกนะครับ

ท่านอาจารย์นิยม (ส.ส.นิยม เวชกามา) ได้สอบถาม ขออภัยที่เอ่ยนามท่านหลายครั้ง สอบถามเรื่องราชพระราชบัญญัติอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ซึ่งรัฐบาลไม่รับรอง

ที่จริงการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนานั้น ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เสนอเป็นกฎหมายเข้าสภาเองได้ แต่ที่ต้องเดือดร้อนส่งไปให้ท่านนายกฯลงนามรับรอง เพราะเป็นกฎหมายการเงิน ทีนี้เพราะเมื่อเป็นกฎหมายการเงิน ก็ต้องดูกันให้รอบคอบ เพราะว่ากฎหมายการเงินก็คือกฎหมายที่ใช้เงิน ในร่างกฎหมายนั้นบังเอิญใช้เงินเยอะครับ สำนักงบประมาณก็คิดว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาฯเองก็คิดว่า และคณะสงฆ์เองก็คิดว่า อาจจะยังไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วนในขณะนี้

แต่แนวทางที่เสนอมานั้นน่ะ ถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้น ยังไม่สามารถที่จะรับรองได้ในสถานการณ์ขณะนี้ ไม่ได้ขัดข้องในเรื่องความแตกแยกขัดแย้งอะไรกับใครหรอกครับ แต่มันใช้เงิน เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จะมีการนำไปปรับปรุงในส่วนของรัฐบาล ให้ภาระในการใช้เงินมันลดลง เพราะว่าการที่จะอุปถัมภ์โดยใช้เงินในส่วนอื่น รัฐบาลก็ทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีกฎหมายหรือไม่

ก็เอาเป็นอันว่า ก็จะมีฉบับของรัฐบาลในโอกาสอันสมควร ซึ่งต้องใช้เวลายกร่าง โดยจะทำร่วมกับคณะสงฆ์ต่อไป

มีการสอบถามเรื่องคืนผ้าเหลือง บังเอิญเรื่องคืนผ้าเหลืองนั่นน่ะ รัฐบาลน่ะไม่ได้ไปยึดผ้าเหลืองมา เพราะฉะนั้น จะบอกให้รัฐบาลคืนน่ะยาก แต่มันสำคัญอยู่ตรงคณะสงฆ์

เมื่อท่านมีอธิกรณ์ต้องคดี ศาลจะตัดสินไปว่าผิดหรือไม่ผิดก็ตามทีนั้น ก็อยู่ที่ว่าท่านพ้นจากภิกขุภาวะหรือไม่ ถ้าไม่พ้น ก็ไม่ต้องไปคืนผ้าเหลือง ท่านก็ครองผ้าเหลืองได้ต่อไป

แต่ถ้าหากว่าพ้น ก็เป็นเรื่องที่ท่านต้องไปบรรพชาอุปสมบทกันใหม่ และคณะสงฆ์จะยอมรับหรือไม่รับ รัฐบาลจะเข้าไปเป็นอุปัชฌาย์ให้ก็ไม่ได้ ก็คงจะต้องว่ากันไปในส่วนนั้น

แต่เมื่อกลับไปสู่ภิกขุภาวะแล้ว มาถึงชั้นว่า แล้วสมณศักดิ์ล่ะ ตรงนี้รัฐบาลเกี่ยวครับ ก็จะได้ว่ากันในลำดับต่อไป ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องก็แล้วกัน

 

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

พูดในสภาผู้แทนราษฎร

10 กันยายน 2563

 

 

ที่มา : รัฐสภาไทย : 10 กันยายน 2563

 

เด็ดขาด

นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ออกคำสั่งด่วน

ปลดกรรมการหมู่บ้านหนองพระยา

ข้อหาใส่ร้ายพระอาจารย์สมปอง

เสียหายร้ายแรงต่อพระศาสนา

 

อา..ก็น่าจะมีเพียงท่านนายกรัฐมนตรีประเทศลาวเพียงประเทศเดียวกระมัง ที่ออกมาการันตีความบริสุทธิ์ของพระสงฆ์ สั่งลงโทษฆราวาสญาติโยมที่กล่าวร้ายอย่างไม่เป็นธรรม ต่างจากประเทศข้างๆ ที่นอกจากจะไม่เคยปกป้องพระเณรแล้ว ก็ยังให้สมุนบริวารออกมาด่าพระนานเป็นปีๆ ลงท้ายด้วยการสั่งจับสึก-ดำเนินคดี คุมขังอยู่นานเป็นปีๆ แม้จะมีคำพิพากษาของศาลอาญาว่า "พระไม่ผิดๆ" ก็ตาม ก็หาได้คืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้ถูกรัฐกระทำร้ายไม่ เหมือนเจตนาจะทำร้ายให้ตายไป ด้านหนึ่งนั้นก็ยังคงทำบุญไปตามประเพณี นี่ถือว่า "บุญก็ทำ กรรมก็สร้าง" กระดำกระด่าง สุดท้าย เมื่อทำดีๆ ร้ายๆ ปนกันไปเช่นนี้ วาระสุดท้ายเมื่อหมดอำนาจก็คงไม่มีใครรัก ขนาดยังไม่หมดอำนาจก็ยังมีคน..อยากให้หมดอำนาจ

 

 

ฯพณฯ ทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรี สปป. ลาว

ผู้อาจหาญออกมาปกป้องพระ

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 6 กันยายน 2563

 

วัดลาวร้อนฉ่า

ไล่เจ้าอาวาสกลางพรรษา

ข้อหาสวนทางนโยบายกรรมการหมู่บ้าน

 

อา.โบราณว่า วัดกับบ้าน ต้องพึ่งพาอาศัยกัน เหมือนตัวกับหัวใจ ไม่มีใครสามารถจะอยู่คนเดียวได้ ถ้าวัดกับบ้านขัดกันก็บรรลัย ไม่มีใครได้ดี กรณีนี้ก็เช่นกัน เห็นได้ชัดว่า มีการขัดแย้งทางความคิดระหว่างเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นหัวหน้าทางพระ กับประธานกรรมการหมู่บ้าน หรือก็คือผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายฆราวาสญาติโยม ดูแนวโน้มว่า ต่างคนต่างแข็ง ไม่มีใครยอมใคร แต่พระจะเสียเปรียบก็ตรงที่ว่า ถ้าไม่มีพี่น้องอยู่ในหมู่บ้าน ก็จะกลายเป็นเสียงข้างน้อย เพราะว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว ในชนบททั้งลาวไทย เสียงส่วนใหญ่ที่เลือกผู้ใหญ่บ้าน ก็คือญาติพี่น้องนั่นเอง วัดนั่นเขาเอาไว้แน่ แต่พี่น้องดูจะสำคัญกว่า พระก็เลยต้องแพ้ ถ้า..ไม่ยอมแพ้

 


 

วัดหนองพระยา เมืองไชทานี สถานที่เกิดเหตุ

 

ศึกนายบ้านปิดล้อมวัด เป็นข่าวร้อนทั่วเมืองลาว เหตุ "พระสมปอง" ไม่ยอมนำที่ดินวัด ไปพัฒนาเชิงธุรกิจ

ปลายสัปดาห์นี้ สื่อออนไลน์ลาว นำเสนอข่าว "นายบ้าน" (ผู้ใหญ่บ้าน) ขัดแย้ง "เจ้าอาวาสวัด" ถึงขึ้นนำทหารบ้าน หรือกองหลอนบ้าน ติดอาวุธมาปิดประตูวัดทุกด้าน ห้ามคนเข้าออก

สืบเนื่องจากวันที่ 2 ก.ย.2563 ซึ่งตรงกับบุญห่อข้าวสลาก ได้เกิดเหตุมีทหารบ้านติดอาวุธ ปิดประตูห้ามคนเข้า-ออกวัดหนองพะยา หรือวัดมฤคทายวันฯ บ้านหนองพะยา เมืองไชทานี นครหลวงเวียงจันทน์

วัดหนองพะยาแห่งนี้ มีพระอธิการสมปอง มีเพียน เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เมื่อมีข่าวนายบ้าน สั่งทหารบ้านไปปิดทางเข้าออกวัด ชาวลาวจึงแตกตื่น และอยากทราบว่า เกิดอะไรขึ้น

 

หนังสือคำสั่งเจ้าคณะนครหลวงเวียงจันทน์

 

หนังสือถอนฟ้องของญาติโยมวัดหนองพระยา

 

นายบ้านชี้แจง

ในวันที่ 3 ก.ย. 2563     นายบ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) บ้านหนองพะยา ได้ออกชี้แจงว่า องค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว นครหลวงเวียงจันทน์ ลงนามโดยเจ้าคณะนครหลวงฯ ได้มีมติให้ พระอธิการสมปอง มีเพียน ออกจากวัดหนองพะยา ไม่ให้เกินวันที่ 30 ส.ค. 2563

เนื่องจากพระอธิการสมปอง มีพฤติกรรมไม่เหมาะ กระทำผิดวินัย จึงถูกคำสั่งให้ออกจากวัด และเตรียมตั้งเจ้าอาวาสรูปใหม่มาทำหน้าที่แทน

เจ้าคณะนครหลวงเวียงจันทน์ ได้มอบให้เมืองไชทานี และนายบ้าน เข้าควบคุมวัดหนองพะยา ระหว่างที่ไม่มีเจ้าอาวาส

 

 

เสียงจากพระ

พระอธิการสมปอง ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติลาวว่า ขอใช้สิทธิ์ ไม่รับหนังสือคำของเจ้าคณะนครหลวงฯ เพราะไม่ระบุความผิดที่ชัดเจน 
เรื่องชู้สาว ฉ้อโกงเงินวัดก็ไม่มี จะกล่าวหาว่า ผิดวินัยสงฆ์ข้อใด เมื่อไม่ระบุชัดว่า ผิดเรื่องใด จึงไม่ยอมรับคำสั่งให้ออกจากวัด 

มีรายงานข่าวว่า นายบ้านหรือผู้ใหญ่บ้าน มีความขัดแย้งกับเจ้าอาวาสมา 3 ปีกว่าแล้ว เรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินของวัด โดยทางพระสมปอง จะสร้างศาลาโรงธรรม แต่นายบ้านจะนำที่ดินไปสร้างศูนย์การค้า

 
ส่วนรองเจ้าเมืองไชทานี ยอมรับว่า นายบ้านหนองพะยา กับพระสมปอง ขัดแย้งกันมาหลายปีแล้ว ทางบ้านเมืองพยายามไกล่เกลี่ย ก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ ปัจจุบัน นายบ้านได้ถอนกำลังออกวัดแล้ว ก็ต้องรอดูทางเจ้าคณะนครหลวงฯ จะดำเนินการอย่างไรต่อไป

 

มีกระแสข่าวอีกด้านหนึ่ง มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ได้ทำหนังสือถอนฟ้องเจ้าอาวาสวัดหนองพะยา เนื่องจากกระทำไป โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

 

ข่าว : คมชัดลึก : 5 กันยายน 2563

 

ชงรอบสอง

 

มส. ผ่านมติให้สมเด็จพระสังฆราชแจ้งสำนักพระราชวัง

นำความกราบบังคมทูลเสนอชื่อเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

ตามกฎมหาเถรสมาคมฉบับแก้ไขใหม่

 

 

พระพรหมบัณฑิต

(ศ.ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.9 ราชบัณฑิต)

เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส กรรมการมหาเถรสมาคม

รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

ว่าที่เจ้าคณะใหญ่หนกลางตัวจริง (เสียที).

 

อา..ก็หวังว่าคราวนี้ทุกอย่างคงราบรื่น ไม่สะดุดรักเหมือนครั้งก่อน ที่ส่งบัญชีไปถวายสำนักพระราชวังพร้อมกัน ทั้งเจ้าคณะภาค-เจ้าคณะหน ผลก็คือ เงียบกริบ ไม่มีพระบรมราชโองการลงมา จนมหาเถรสมาคมต้อง "แก้ไข" กฎมหาเถรสมาคม อธิบายรายละเอียดยิบ ว่าแต่ละขั้นตอนต้องทำอย่างไรบ้าง แล้วจึงเริ่มต้นใหม่ในวันนี้ ซึ่งก็เชื่อว่า "น่าจะผ่าน" เพราะครั้งนี้มีข่าวว่า มหาเถรสมาคม ได้พิจารณาเพียงตำแหน่ง "คณะใหญ่หนกลาง" เท่านั้น ยังมิได้พิจารณาโผเจ้าคณะภาค หมายถึงว่า จะทำการ "ตั้งหัว" ก่อน แล้วค่อย "ตั้งหาง" ในภายหลัง ตามธรรมเนียมของการปกครองอันดีงาม ซึ่งก็ถือว่าน่าชื่นชม คนเราพลาดแล้วแก้ไข ดีกว่าดันทุรัง มันจะจบไม่สวย ยิ่งในเรื่องเกี่ยวกับพระศาสนานั้น "ความบริสุทธิ์และเกียรติ" ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ได้ตำแหน่งมาเป็นร้อย แต่ไม่บริสุทธิ์และไร้เกียรติ มีแต่ยศ มันก็หมดค่า ดังนั้น การปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนประเพณี ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของการรักษาเกียรติ อย่าลืมด้วยว่า การกระทำของมหาเถรสมาคม นอกจากจะเป็นผลงานที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์แล้ว ก็ยังจะเป็นทิฏฐานุคติ เป็นตัวอย่างให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาและปฏิบัติตาม แต่ถ้าเขาเห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่ควรทำตาม ก็จะกลายผลร้ายที่กลับมาทำลายมหาเถรสมาคมเสียเอง

 

 

อยนฺเต สจฺจกาโล ภูตกาโล

 

สำหรับ พระพรหมบัณฑิต ว่าที่เจ้าคณะใหญ่หนกลางนั้น นาทีนี้คงไม่มีใครจะเหมาะสมกับตำแหน่งเท่ากับท่าน เพราะทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ ก็เหมาะสมทั้งสองประการ ประสบการณ์ทำงานก็ผ่านมาหมด ทั้งการบริหารการปกครองทุกระดับ งานการศึกษาก็ระดับอุดม เมืองนอกเมืองนาก็ผ่านมาโชกโชน ฐานะตำแหน่งในวัดก็มั่นคง บริวารทั้งในวัดและนอกวัดก็มากมาย แทบว่าไม่มีใครไม่รู้จัก เหลือเพียงตำแหน่ง "พระสังฆราช" เท่านั้นเองกระมัง ที่ยังไม่เคยผ่าน งานนี้เชื่อว่าโผคงไม่พลิก ถ้าพลิกก็ระดับ "แผ่นดินไหว" เลยทีเดียวเชียวล่ะครับ ดังนั้น อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ จึงต้องขอถวายมุทิตาสักการะล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้

แต่ทีนี้ว่า ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางนั้น มันใหญ่มาก เทียบได้กับ "สังฆราชฝ่ายมหานิกาย" เลยทีเดียว นับจำนวน "พระ-เณร" ในปกครอง ตั้ง 3 แสนรูป ขณะที่ธรรมยุตมีเพียง 3 หมื่นรูป ลงคะแนนเมื่อไหร่ใครจะนอนมาก็คงไม่ต้องเดา ยิ่งเจ้าคุณประยูรท่านยังหนุ่มแน่น ถ้าไม่เป็นเบาหวานก็คงจะอยู่ในอำนาจไปนานแสนนาน ถึงตอนนั้นทั้ง "อำนาจ-วาสนา-บารมี" ก็จะท่วมท้นประเทศไทย ยิ่งกว่าสมเด็จวัดปากน้ำด้วยซ้ำไป ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี นับจากวันนี้คงต้องหยุดเทศน์แล้ว เพราะเดี๋ยวพวกจะเอาไปวิจารณ์ผ่านสื่อ โยงให้เข้ากับการเมือง เป็นเรื่องเป็นราว เปลืองเวลาไปร่วมรายการ "คนดังนั่งเคลียร์"

เมื่อตำแหน่งใหญ่ แถมผู้ดำรงตำแหน่งก็ใหญ่ ด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิดังว่า ก็ย่อมจะเป็นที่ "คาดหวัง" ของพระเณรและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ว่าจะสามารถนำพาพระศาสนาไปสู่ความรุ่งเรืองดังหวังได้หรือไม่ เป็นเรื่องท้าทายยิ่งนัก ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ยุคสื่อสารไร้พรมแดน ท่านเจ้าคุณประยูรเหมือนมาถูกเวลา ก็หวังว่าท่านจะเป็นผู้นำที่ดี สามารถฝากพระศาสนาไว้ได้

 

ขออย่าให้พุทธศาสนิกชนผิดหวัง

 

 

 

 

สมเด็จพระสังฆราชเสนอชื่อเจ้าคณะใหญ่หนกลางแล้ว

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถลงผลการประชุมมหาเถรสมาคม ว่า ตามที่ได้มีการประกาศใช้กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2563) กำหนดให้การแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าอาวาสพระอารามหลวง เมื่อได้ดำเนินการตามกฎมหาเถรสมาคมนี้แล้ว ให้เสนอ มส. พิจรณาทุกกรณี จากนั้นให้สมเด็จพระสังฆราช ในฐานะประธานกรรมการมหาเถรสมาคม เสนอไปยังราชเลขานุการในพระองค์ เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท เมื่อมีพระราชดำริเป็นประการใด ให้มหาเถรสมาคมมีมติให้มีพระบัญชาตั้ง หรือตราตั้ง แล้วแต่กรณี ตามพระราชดำรินั้น แล้วให้เลขาธิการมหาเถรสมาคมรายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไปนั้น ขณะนี้ มส. ได้มีการพิจารณารายชื่อเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และสมเด็จพระสังฆราชทรงได้เสนอไปยังราชเลขานุการในพระองค์ เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางนั้น ขณะนี้ยังเป็นเพียงผู้รักษาการ โดย มส. ได้มีมติแต่งตั้งพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส กรรมการมส. ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลางมาตั้งแต่เดือน ก.ค. 2562 ภายหลังการมรณภาพของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม อดีตกรรมการ มส. และอดีตเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2562

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 31 สิงหาคม 2563

 

ยกฟ้องเงินทอนวัดพระครูชนแดน !

ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 26 ปี บอกผิด 2 เท่า

แต่ศาลอุทธรณ์บอกไม่มีมูล ท่านบริสุทธิ์ ไม่ผิด

 

 

อา..จะให้เชื่อศาลไหน ระหว่าง "ศาลชั้นต้น" กับ "ศาลชั้นอุทธรณ์" ซึ่งพิพากษา "ขัดแย้งกัน" ราวกับคนละสถาบัน ทั้งๆ ที่ถ้อยคำสำนวนก็ชุดเดียวกัน ศาลชั้นต้นอ่านแล้วเห็นว่าผิดมากมายถึง 13 กระทง สั่งลงโทษจำคุกถึง 29 ปี แต่ปรานีลดโทษให้เหลือ 26 ปี ไม่ตายก็ต้องตาย เพราะก่อนจะเข้าห้องขังยังถูกจับสึกแบบไร้ข้อต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ แบบว่าประหารสองชั้น ฆ่าจากชีวิตพระยังไม่พอ พ้นผ้าเหลืองออกมาก็ยังถูกฆ่าซ้ำสองอีก ประชาชนคนไทยได้แต่มองตาปริบๆ เพราะพระท่านถูกกระแสสื่อพิพากษาไปก่อนหน้าแล้ว

พอมาถึงศาลชั้นอุทธรณ์ ก็อ่านสำนวนเดียวกัน ปรากฏว่าเห็นต่างกันราวนรกกับสวรรค์ คือเห็นว่า พระไม่ผิดแม้แต่นิดเดียว เหลือหน่อยเดียว คือศาลอุทธรณ์ไม่ยอมบอกว่า "ศาลชั้นต้นผิด ที่ไปพิพากษาว่าพระผิด" เท่านั้นเอง เพราะแมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวัน กระบวนการยุติธรรมก็ย่อมอุ้มสมกัน เหมือนอัยการไม่ยอมตั้งกรรมการสอบอัยการ ฉะนั้น

แต่กระนั้นก็ตาม ถ้าอ่านดูในสำนวนการตัดสินของศาลอุทธรณ์แล้ว ก็ย่อมจะเห็นได้ว่า "นั่นคือเทศนากัณฑ์ใหญ่" ให้ศาลชั้นต้นฟัง ว่าการพิจารณาที่รอบคอบและถี่ถ้วน ตามกระบวนการยุติธรรมจริงๆ แล้ว ควรเป็นเช่นไร มิใช่ฟันธงไปตามคำฟ้อง ซึ่งอาศัยสื่อช่วยประโคมข่าวเสียหายพระอย่างพร้อมหน้า เพียงทิศทางเดียว แบบว่าศาลก็นั่งดูข่าวแล้วเกิดอารมณ์ร่วมกันสังคมไทย ที่ยกอำนาจการพิพากษาให้แก่ "สื่อ" ไปก่อนศาล ทำนองศาลก็ไร้อิสระ เพราะปฏิญาณตัวเองเป็น "ทาสสื่อ" ไปเสียก่อนแล้ว ก็ดูสิว่า ก่อนหน้านั้น สื่อแทบทุกสำนัก นัดกันประโคมข่าวตลอด 24 ชั่วโมง เรื่องคดีเงินทอนวัด จนประชาชนคนไทยทั่วประเทศเชื่อว่าพระผิด แต่พอศาลอ่านคำพิพากษาว่าพระไม่ผิด มีเพียงไม่กี่แห่งที่เสนอข่าว แถมออกข่าวแบบเสียไม่ได้ เข้าใจว่าสื่อต้องการขายข่าว แต่ก็ไม่น่าจะขายศาสนาไปด้วย

 

 

สามผู้มีอำนาจในคดีเงินทอนวัด

 

 

คดีเงินทอนวัดของท่านพระครูวัดชนแดนนั้น ถือว่าเป็นจุดพลิกผันสำคัญที่สุดในบรรดาคดีเงินทอนวัด เพราะคดีนี้เดินหน้าไว ได้รับโทษไว เพราะอาจจะเห็นว่าพระครูกิตติพัชรคุณเป็นเพียงเจ้าคณะอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดเล็กๆ คือเพชรบูรณ์ แถมยังอยู่ไกลถึง "ชนแดน" ดังนั้น จึงต้องเอาพวกแม้ว พวกอีก้อ พวกมูเซอ ซึ่งเซ่อกว่าชาวเมืองกรุง "เข้าคุก" ก่อน สั่งสอนว่าพระไทยดูไว้ จะได้หลาบจำ กระบวนการยุติธรรมของรัฐบาล คสช. ทำกันอย่างนั้น ไม่งั้นคดีความที่ผูกพันวัดมากมายหลายจังหวัดถึง 12 วัด ตั้งแต่เหนือจดใต้ ไม่มีทางจะเสร็จก่อนคดีอื่นๆ แน่นอน แต่ศาลไทยแน่กว่า เพราะสามารถเร่งคดีได้ดังใจหมาย ต่อให้พัวพันไปถึงดาวอังคารก็เถอะ เจอศาลไทยแล้วจะหนาว

 

 

ประนอม คงพิกุล : นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ : พนม ศรศิลป์

 

สามผู้บริหารระดับสูงในสำนักพุทธฯในคดีเงินทอนวัด

นี่แสดงว่าพวกที่หนีคดีนั้นคิดถูกแล้ว

มิเช่นนั้นก็จะซวยฟรี เหมือนพนมกินข้าวแดงอยู่เวลานี้

 

 

ทีนี้ว่า เมื่อนำร่อง "คดีชนแดน" เอาเข้าคุกเป็นอันดับแรก ทำนอง "เชือดไก่ให้ลิงดู" แล้ว คดีเงินทอนวัดอื่นๆ จึงทยอยพิพากษา "ผิด-ผิด-ผิด" ไปตามกระแส เจ้าคุณเอื้อน-วัดสามพระยา ก็โดนกระแสเล่นงาน ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานว่าเอาเงินไปใช้ส่วนตัวอย่างไร จึงจะเข้าในข้อหา "ฟอกเงิน" เพียงแค่เอาเงินวัด "สำรองจ่ายค่าก่อสร้าง" ก็ถือว่าผิดจนติดคุกกระนั้นหรือ จนมาถึงคดีของพระพรหมสิทธิ (เจ้าคุณธงชัย-วัดสระเกศ) ซึ่งศาลพิพากษาช้าที่สุดนั้น กลับระบุว่า "การจำคุกอดีตพระพรหมสิทธิ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและพระศาสนา" แถมศาลยังมีความเห็นด้วยว่า "ควรให้โอกาสจำเลยได้ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป" ก็หมายความว่า ศาลอาญากรุงเทพฯ เห็นว่า พระที่ถูกรัฐบาลประยุทธ์ "สั่งจับสึก-คุมขัง" ด้วยอำนาจเผด็จการนั้น ท่านเป็นพระดี คนดีๆ ควรอยู่ทำงานให้บ้านเมือง มิใช่เอาท่านเข้าคุก แต่นี่กลับทำลายคนดี พิทักษ์คนชั่ว คนทำก็ต้องชั่วช้าสามานย์อย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

สามกรรมการ มส. ที่ถูกจับสึกในคดีเงินทอนวัด

มีอาจารย์จำนงค์รูปเดียวที่รู้หลบไม่ยอมให้จับ

และก็รอดปลอดภัยในประเทศเยอรมัน

พวกที่ซื่อก็เข้าคุกไป ชาตินี้ก็ไม่ได้เป็นใหญ่เหมือนเดิม

เพราะตำแหน่งต่างๆ เขาตั้งคนอื่นทดแทนไปหมดแล้ว

 

 

เมื่อกระบวนการยุติธรรม "เปลี่ยนกระแส" หันมาพิจารณาด้วยความรอบคอบ ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาในคดีพระครูชนแดนครั้งนี้แล้ว ก็เชื่อว่า จะส่งผลต่อคดีเงินทอนวัดอื่นๆ ที่ยังค้างอยู่ในศาล ให้ต้องหันกลับมาทบทวนกันใหม่ ว่ากระบวนการ "เล่นงานพระ" ที่รัฐบาลไทยสมัยนั้น (และสมัยนี้) ใช้เล่นงานพระที่ตนเองไม่ชอบนั้น มาผิดทางหรือไม่ หาไม่ก็จะเป็น "ตราบาป" ให้แก่รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ต่างไปจากสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทุกวันนี้ พระเณรเถรชีทั่วประเทศ ได้อ่านประวัติหลวงพ่ออาจทีไร ก็ยังมองเห็น "สฤษดิ์" เป็นมารผจญพระพิมลธรรม อยู่วันยังค่ำ ลูกหลานสฤษดิ์ได้อ่านประวัติพ่อก็คงภาคภูมิใจที่ได้ทำ..อนันตริยกรรม เอาคนไม่ผิดติดคุกนั้น ศาลยุติธรรมก็ยังเห็นว่า "ปล่อยคนผิด 10 คน ดังดีกว่าลงโทษผู้บริสุทธิ์ 1 คน" ยิ่งกับพระกับเจ้าแล้ว ใครขืนเล่นก็เตรียมตัว "ตายโหง" เพราะบาปกรรมมันแรง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

 

 

กรณี "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" เข้าวัดปากน้ำถึง 2 ครั้ง ก่อนเกษียณนั้น คงมองออกว่า เป็นการไปไถ่บาป กับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ทำนองรู้ว่า "ตัวเองเป็นแต่เพียงมือปืนรับจ้างของรัฐบาล คสช." ได้ยศถาบรรดาศักดิ์และบำเหน็จบำนาญเป็นค่าตอบแทนตามสังคมนิยม จึงต้องแสดงไปตามบท ตอนนั้นใกล้จะหมดบทบาทแล้ว เพิ่งรู้ว่า "แสดงเกินบท" ไปมาก สำนึกผิด จึงยอมก้มหน้าเข้าวัดปากน้ำ ซึ่งหลวงพ่อใหญ่ท่านก็มีเมตตาอโหสิ ถ้าวันนั้นท่านไม่ออกมารับ รับรองว่า พงศ์พร..ตกนรกทั้งเป็น

แน่นอนว่า ณ เวลานี้ คดีเงินทอนวัดต่างๆ ได้พ้นจากอำนาจของรัฐบาล (และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) ไปอยู่ในชั้นศาลแล้ว รัฐบาลและสำนักพุทธฯ หมดสิทธิ์จะเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่คำพิพากษาที่ออกมานั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีต้นธารมาจากรัฐบาลไทยในสมัยนี้ มีความยุติธรรมหรือไม่เพียงใด ต่อการทำรัฐประหารและเข้ามาบริหารประเทศ หรือเป็นเพียง..ข้อหาทางการเมือง แม้แต่ผ้าเหลืองก็ไม่เว้น

ถามรัฐบาลประยุทธ์ว่า ก่อนหน้านั้น ประกาศจะปฏิรูปพระพุทธศาสนา จึงทำโครมคราม "กวาดล้างวัด" จับพระสึกเสียมากมาย ล่วงเลยมาจนป่านนี้ ยังไม่เห็นมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย หรือจะรอให้โดนไล่พ้นทำเนียบเสียก่อน ค่อยมา..สารภาพบาป

 

 

พระครูกิตติพัชรคุณ

เจ้าคณะอำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์

กับคดีประวัติศาสตร์ ทั้งผิดและถูก และถูกใส่ร้าย

 

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง 'พระครูกิตติ' เจ้าคณะอำเภอชนแดน คดีเงินทอนวัด 12 แห่ง

 

26 ส.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีฟอกเงินทอนวัด สำนวนคดีดำหมายเลข อท.38/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าอาวาสวัดลาดแค หรือ นายสมเกียรติ ขันทอง อายุ 56 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานฟอกเงินโดยสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินนั้น ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5 (1) (2) (3), 9, 60 

กรณีที่พระครูกิตติ ร่วมกับนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ซึ่งตัวยังหลบหนีตั้งแต่ชั้นสอบสวนของ ปปป. (อัยการมีความเห็นสั่งให้ฟ้องไว้แล้ว พร้อมให้ออกหมายจับติดตามตัวมาดำเนินคดี ภายในอายุความ 20 ปี ซึ่งคดีจะขาดอายุความในวันที่ 21 ม.ค. 2579) วางแผนยักย้าย-ถ่ายโอน เงินทอนวัดราว 24 ล้านบาทเศษ ที่ได้เบียดบังจากการทุจริตจัดสรรงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ที่เป็นเงินอุดหนุนให้ 12 วัด 13 รายการ จำนวน 28 ล้านบาท ในการบูรณะซ่อมแซมวัด หรือเพื่อโครงการศึกษาพระปริยัติธรรม หรือโครงการเผยแผ่กิจกรรมทางศาสนา

โดยพวกจำเลย ร่วมกันเบียดบังเงินส่วนที่ให้กับวัดในเขต จ.เพชรบูรณ์, ตาก, นครสวรรค์, ชุมพร ไป ด้วยการแบ่งส่วนเงินงบประมาณเพียงเล็กน้อย ประมาณ 50,000 บาท ถึงหลักแสนบาท จูงใจให้วัดยินยอมนำเงินงบประมาณฯ ที่จะถูกจัดสรรมานั้นเข้าบัญชีวัด แล้วให้โอนคืนเงินนั้นกลับให้พวกตน โดยใช้บัญชีธนาคารของวัด เป็นเครื่องมือปกปิดอำพรางการกระทำความผิดของพวกตน ให้ดูเสมือนว่าเงินที่โอนและถอนออกจากบัญชีวัดเป็นเงินที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่เงินซึ่งถูกทอนมานั้น จะนำเข้าบัญชีหรือส่งมอบเป็นเงินสดให้แก่พระครูกิตติ เพื่อรวบรวมมอบให้นายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ. อันเป็นการกระทำผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งอัยการฟ้องเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2561 ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธ พร้อมต่อสู้คดี โดยระหว่างการพิจารณาได้ประกันตัวไป ด้วยหลักทรัพย์มูลค่า 1.5 ล้านบาท ศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล โดยให้เก็บรักษาหนังสือเดินทางของจำเลยไว้ และให้คืนเมื่อสิ้นสุดสัญญาประกันแล้วด้วย

คดีนี้ ศาลชั้นต้น พิพากษา เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2562 ว่า ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับนายนพรัตน์ ที่ได้จัดสรรงบ พศ. มาให้กับ 12 วัด ใน จ.เพชรบูรณ์, นครสวรรค์, ตาก และชุมพร โดยที่แต่ละวัดไม่ได้ทำคำของบแต่อย่างใด แต่นายนพรัตน์ให้นำบัญชีของวัดมา เพื่อจะโอนเงินให้แต่ละวัดนับล้านบาท โดยเมื่อโอนเงินแล้วให้แต่ละวัดโอนเงินกลับส่งคืนให้จำเลย เพื่อส่งต่อให้นายนพรัตน์ อ้างว่าจะนำไปให้วัดจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่ไม่มีการนำไปดำเนินการดังกล่าวจริง และได้นำมาแบ่งปันกัน และบางส่วนจำเลยนำมาให้จ่ายส่วนตัว เช่นที่อ้างว่าได้พาพระและสามเณรไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย ซึ่งการกระทำนั้นเป็นการจัดสรรงบโดยมิชอบและหลักเกณฑ์ที่ พศ. ยึดถือปฏิบัติ ซึ่งงบที่อ้างว่าที่จะใช้บูรณปฏิสังขรณ์วัดจะต้องมีคำขอจากวัด ไม่ใช่ พศ. ดำเนินการจัดสรร

การที่จำเลยอ้างว่า เข้าใจว่าการที่มีเจ้าหน้าที่ พศ. มาแจ้งและรับเงินคืน แต่งชุดราชการและนั่งรถตู้ตราสัญลักษณ์ จึงเชื่อว่าเป็นการจัดสรรงบโดยชอบนั้น เป็นการกล่าวอ้างง่ายเกินไป เพราะจำเลยได้รับการแต่งตั้งเป็นพระชั้นปกครอง ย่อมทราบถึงระเบียบหลักเกณฑ์ที่ได้ปฏิบัติมา จะอ้างวิธีการคนหมู่มากนำมาปฏิบัติใช้นั้นก็ย่อมจะไม่ชอบ ซึ่งขณะกระทำผิด จำเลยเป็นเจ้าคณะอำเภอ ถือเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ ก็จะต้องรับโทษ 2 เท่า

พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ลงโทษ 13 กระทง กระทงละ 3 ปี แต่ทางนำสืบของจำเลยมีประโยชน์อยู่บ้าง ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 คงจำคุก 26 ปี

 

ต่อมาอัยการโจทก์และจำเลยยื่นอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้นั้น จะต้องได้ความเสียก่อนว่า เป็นการนำเงินหรือทรัพย์สินของกลาง ที่ได้มาจากการกระทำผิดมูลฐาน หรือจากการสนับสนุน หรือช่วยเหลือการกระทำที่เป็นความผิดมูลฐาน อันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด มาเปลี่ยนสภาพเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยชอบ

เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้อง "จำเลยกับพวก และนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง  ผอ.พศ. ได้ร่วมกันวางแผน โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่ตนมีแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมิชอบและโดยทุจริต จนทำให้มีการอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ประเภทงบอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และการพัฒนาวัด หรืองบอุดหนุนเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา หรืองบประเภทอื่นๆ ที่รัฐจัดสรรเพื่อประโยชน์ในทางศาสนา ในปีงบประมาณ 2555 -2559 ให้แก่วัดอย่างมิชอบด้วยระเบียบ กฎหมาย เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ ตามกฎหมายอื่น...ต่อมาหลังจากการกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว อันเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) จำเลยกับพวก..." 

จึงแสดงว่า เงินซึ่งเป็นทรัพย์สิน ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ที่โจทก์ฟ้องมานั้น จะต้องได้มาจากการที่จำเลยกับพวก ร่วมกันทำให้มีการอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินประเภทต่างๆ ให้แก่วัด ตามคำฟ้องโดยมิชอบหรือโดยทุจริต

สำหรับการดำเนินการ เพื่อให้มีการอนุมัติสั่งจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ประเภทงบอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และการพัฒนาวัดจากสำนักงาน พศ. ได้นั้น ก็ได้ความจากนักวิชาการศาสนาชำนาญการพิเศษปฏิบัติหน้าที่ ผอ.กลุ่มบูรณพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์ สังกัดกองพุทธศาสนสถาน สำนักงาน พศ. เบิกความประกอบบันทึกคำให้การว่า ช่วงปี 2555 -2560 สำนักงาน พศ. ได้จัดงบประมาณประเภทงบอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์ฯ ให้แก่วัดต่างๆ ทั่วประเทศ

โดยมีขั้นตอนคือ กลุ่มบูรณพัฒนาวัดฯ จะเสนอคำของบประมาณไปยังสำนักงานเลขาธิการ พศ. โดยส่วนแผนงานจะรวบรวมคำของบประมาณเสนอไปยังสำนักงบประมาณ เมื่อได้รับการจัดสรรงบตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยงบประมาณแต่ละปีงบประมาณแล้ว กลุ่มบูรณพัฒนาวัดฯ จะจัดทำแผนโครงการเสนอต่อ ผอ.พศ. เมื่อได้รับอนุมัติแล้วจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด ซึ่งชุดหนึ่งจะมีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมจำนวน 4 รูปร่วมอยู่ด้วย โดยคณะกรรมการเหล่านี้จะกำหนดหลักเกณฑ์หรือคุณสมบัติในการจัดสรรงบอุดหนุนและ ทำหน้าที่รวบรวมคำขอของวัดต่างๆ และตรวจสอบความครบถ้วนว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือไม่ ก่อนที่จะมีมติจัดสรรเงินให้แก่วัดต่างๆ ซึ่งการตรวจสอบก็จะต้องเสนอผ่าน รอง ผอ.พศ. และผอ.พศ. เพื่ออนุมัติตามลำดับ โดยในปีงบประมาณ 2555-2559 มีการอนุมัติงบประมาณ ซึ่งเป็นงบอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดและศาสนสงเคราะห์ให้แก่ 12 วัด ในพื้นที่ จ.นครสวรรค์, ชุมพร, ตาก, เพชรบูรณ์

นอกจากนี้ ยังมีเอกสารเกี่ยวกับคำสั่งสำนักงาน พศ. เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาขอรับสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัด, รายงานการประชุม, รายงานการขอเบิกเงินคงคลัง, ประกาศสำนักงาน พศ. เรื่องหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดฯ และเอกสารอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขอสนับสนุนงบประมาณและการตอบรับเงินอุดหนุนการพัฒนาวัด โดยเอกสารเหล่านี้สอดคล้องเชื่อมโยงกับคำเบิกความของพยานนักวิชาการดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ในการอนุมัติงบประมาณ งบอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัด จะต้องปฏิบัติตามระเบียบ มีการแต่งตั้งกรรมการประกอบด้วยบุคคลจากหลายภาคส่วน และมีการประชุมร่วม ทั้งต้องผ่านการรวบรวมแบบคำขอสนับสนุนงบประมาณของรัฐต่างๆ ที่จะตรวจสอบความครบถ้วน จนกระทั่ง ผอ.พศ. ลงลายมือชื่อ อนุมัติให้จัดสรร ซึ่งลำพังแต่ ผอ.พศ. เพียงคนเดียวไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการ หรือสั่งการ ให้อนุมัติแก่วัดใดวัดหนึ่งตามใจชอบได้

ส่วนการที่วัดต่างๆ จะได้รับเงินอุดหนุนจำนวนเท่าใดนั้น ได้ความจากบันทึกคำให้การของพยานอีกปากหนึ่งว่า ขึ้นอยู่กับการพิจารณาอนุมัติจากกองพุทธศาสนสถาน ส่วนกลุ่มบริหารการเงินและบัญชีและงบประมาณ นอกจากนี้ ยังได้ความจาก ผอ.ระดับสูงสำนักงาน พศ. จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดชุมพร ทำนองเดียวกันว่า วัดต่างๆ สามารถยื่นคำขอรับเงินอุดหนุนไปที่สำนักงาน พศ.ประจำจังหวัด หรือ สำนักงาน พศ. (ส่วนกลาง) โดยตรงก็ได้

ส่วนจำเลยกับพวก จะร่วมกันทำให้มีการอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินประเภทต่างๆ ให้แก่วัดทั้ง 12 แห่งตามฟ้องโจทก์โดยมิชอบหรือโดยทุจริต อันเป็นความผิดมูลฐานในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาเอกสารประกอบการชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีใน จ.นครสวรรค์ ประจำปีงบประมาณ 2559 จะเห็นได้ว่า มีหนังสือเรื่องการขอเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณะซ่อมแซมอาคาร, แบบคำขอรับเงินผ่านธนาคาร, ใบตอบรับเงินอุดหนุนการพัฒนาวัด และภาพถ่ายต่างๆ ของวัดรวมอยู่ด้วย และมีรายงานการประชุมคณะทำงานพิจารณา ขอรับสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดฯ จึงเห็นได้ว่า เป็นการดำเนินไปตามลำดับขั้นตอนในการอนุมัติของสำนักงาน พศ. โดยยังไม่ปรากฏรายละเอียดใดๆ ที่จะทำให้ฟังได้ว่า จำเลยร่วมดำเนินการอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต

 

 

นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ.

ได้รับอานิสงส์ทางรูปคดีในทิศทางดีไปด้วย

เดี๋ยวจะไปถวายสังฆทานอาจารย์จิ๋วชุดใหญ่

 

 

และเมื่อวัดได้รับเงินงบประมาณอุดหนุนแล้ว ก็ยังไม่ได้ความว่าจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือเรียกร้องเงินใดๆ แต่กลับได้ความว่า สำนักงาน พศ. ประจำจังหวัด เข้ามาตรวจสอบการใช้เงินต่างๆ ของแต่ละวัดตามระเบียบอีกด้วย

ในส่วนของ นายนพรัตน์ ผอ.พศ. ก็พ้นจากตำแหน่ง โดยเกษียณอายุราชการตั้งแต่ปี 2557 แล้ว ไม่ปรากฏว่ายังคงเป็นเจ้าพนักงานที่เข้ามามีบทบาท หรือมีอำนาจสั่งการจัดสรรอนุมัติเงินอุดหนุน พยานหลักฐานที่ได้ในส่วนนี้ จึงไม่อาจยืนยันข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยและนายนพรัตน์ แบ่งหน้าที่กันทำ จนทำให้มีการอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณ

ในส่วนของวัดในจังหวัดอื่น คำเบิกความที่เกี่ยวข้องกับจำเลย ยังมีข้อสงสัยไม่สมเหตุสมผล พยานหลักฐานยังขัดแย้งกันหลายประเด็น ซึ่งยังไม่เป็นการแน่ชัดว่า มีการจัดทำเรื่องขอเงินอุดหนุน หรือรู้เห็นยินยอม ให้มีผู้ดำเนินการจัดทำคำขอไปยังสำนักงาน พศ. แทนหรือไม่ ส่วนวัดลาดแคที่จำเลยเป็นเจ้าอาวาส พยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวน ก็ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะรับฟังว่า เคยได้รับการจัดสรรงบอุดหนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัด ในปี พ.ศ. 2555 และ 2557 โดยมิชอบด้วยระเบียบ

เมื่อไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นใด ที่ได้จากการไต่สวน ที่จะบ่งชี้ให้เห็นว่า ระหว่างปีงบประมาณ 2555-2559 จำเลยกับพวกและนายนพรัตน์ แบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อดำเนินการจัดสรรเงินอุดหนุนโดยทุจริตอย่างไร ในขั้นตอนใด จนทำให้มีการอนุมัติเบิกจ่าย ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ตามคำฟ้อง ดังนั้น เงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์ ที่วัดรวม 12 แห่งได้รับ จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ส่วนหลังจากที่วัดต่างๆ ได้รับเงินแล้ว จะไม่นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ หรือไปใช้ผิดระเบียบหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ หรือนำไปใช้จ่ายอย่างไร อันจะเป็นการกระทำโดยทุจริตหรือมิชอบ อันจะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เป็นคนละกรณีกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย

 

จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

 

ที่มา : ไทยโพสต์ : 26 สิงหาคม 2563

 

ข่าวเกี่ยวข้อง :

 

ฮา..ศาลบอกว่า..

"จำคุกเจ้าคุณธงชัยและคณะ"

ไม่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคม

คนฟังงง ตกลงไปจับเขาขังทำไม ?

 

 

เมื่อศาลยุติธรรม พ่ายแพ้ แก่ความเป็นธรรม

 

 

อา..ก็ต้องถือว่า "เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง" ของศาลไทย ซึ่งวินิจฉัยว่า แม้ว่าอดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จะถูกรัฐบาลทหาร คสช. ส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าล้อมจับ ประหนึ่งอาชญากรสงคราม ตามมาด้วยการ "สั่งสึก-คุมขัง" อย่างไร้ข้อต่อสู้ใดๆ ในทางกฎหมาย สุดท้าย เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว ก็ไม่พบว่าอดีตเจ้าคุณทั้งหลาย ที่ถูกสำนักพุทธฯ ยุค "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" กล่าวหาว่าฟอกเงินนั้น แต่ละท่านฟอกไปไหนอย่างไร และใครได้เงินไปคนละเท่าไหร่ ในเมื่อเอาโทษทางนี้ไม่ได้ ก็หันไปเอาทาง "เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" โน่น เป็นข้อหาครอบจักรวาลเลย และในเมื่อได้ลงโทษตามประสงค์ของคนฟ้องแล้ว ศาลอาญาก็ทำทีเป็นเมตตา "ให้รอลงอาญา" เป็นเวลาเท่านั้นเท่านี้ แบบว่าผิด แต่ไม่เอาโทษ แต่ก็ไม่ยกโทษ เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ถามว่าศาลกลัวอะไร ถ้าจะวินิจฉัยไปตามความจริง ?

ยังไม่พอ วันนี้ ศาลอาญาเมตตาพิพากษาเพิ่มเติมอีกว่า "การลงโทษจำคุก จำเลยที่ 1-4 และ 7 อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคม และควรให้โอกาสทำงานเพื่อประเทศชาติและสังคมไทยต่อไป" เล่นเอาตาแตกกันทั้งภูเขาทอง เพราะมองว่า ก็ท่านทำงานของท่านอยู่ดีๆ ก็มีรัฐบาลไทยส่งเจ้าหน้าที่จากดีเอสไอไปฟ้องร้อง จับเขาเข้าคุกเข้าตะราง เหมือนหาเรื่องหาราวเอากับผู้บริสุทธิ์ ยิ่งผ่านกระบวนการทางศาลแล้ว ไม่มีหลักฐานประจักษ์ว่าท่านได้โกงเงินหลวงเอาไปใช้ส่วนตัวอย่างไร ก็ยิ่งน่าสงสัยในพฤติกรรมของรัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมากยิ่งขึ้น ว่ามีเจตนาจะส่งเสริมหรือว่าทำลาย เพราะศาลอาญาเห็นว่า จำเลยทั้งหมดยังมีคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคมไทย ไม่ควรจับกุมคุมขังหรือทำลายให้ตายไปจากพระศาสนา หวังว่ารัฐบาลไทยและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะได้นำเอาคำพิพากษาของศาลมาพิจารณาบทบาทของตนเองอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ดี ถ้าถือเอาตามที่ศาลเมตตามานั้น เพื่อจะให้อดีตเจ้าคุณธงชัยและพระวัดสระเกศที่ต้องคดีทั้งหมด (รวมทั้ง เจ้าคุณเอื้อน-เจ้าคุณสมทรง วัดสามพระยา) ได้กลับมาทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ก็เห็นควร "คืนสมณเพศและสมณศักดิ์" รวมทั้งตำแหน่งต่างๆ ที่ถูกปลดไปในวันต้องคดีความนั้นด้วย จึงจะถือว่าเป็นการคืนความยุติธรรมอย่างสมบูรณ์

ซึ่งก็หวังว่า ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามที่ศาลได้พิจารณาเอาไว้

ถามบิ๊กตู่กับพงศ์พรว่า ตกลงไปจับพระท่านสึกและคุมขังทำไม ในเมื่อท่านไม่ผิดและที่ทำไปก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคม ซึ่งอาจจะมองได้ด้วยว่า รัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้ทำร้ายประเทศชาติและพระศาสนาเสียเอง

 

 

 

ศาลปรานีรอลงโทษ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศและพวก ให้กลับตัวทำประโยชน์ต่อสังคม

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุกอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ 4 ปี 16 เดือน กับพวก 2 ปี 8 เดือน ผิดฐานฟอกเงินคดีเงินทอนวัด แต่ปรานีให้รอการลงโทษ 2 ปี เพราะไม่เคยถูกจำคุก ให้กลับตัวไปทำประโยชน์แก่สังคม

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง วันที่ 19 พ.ค.63 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อท.197/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายธงชัย สุขโข อดีตพระพรหมสิทธิ หรือ ธงชัย สุขญาโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, นายบุญทวี คำมา อดีตพระศรีคุณาภรณ์ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ, นายสมจิตร จันทร์ศรี อดีตพระครูสิริวิหารการ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ, นายเทอด วงศ์ชอุ่ม อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือเจ้าคุณเทอด อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ, น.ส.นุชรา สิทธินอก แม่บ้านร่วมรับโอนเงิน 25 ล้านบาท, นายธีระพงศ์ พันธ์ุศรี, นายทวิช สังข์อยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บริษัท ดีดีทวีคูณ ที่รับผลิตสื่อให้กับวัดสระเกศ และ น.ส.ฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา เป็นจำเลยที่ 1-8

เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5),มาตรา 5 (1)(2)(3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 กรณีร่วมกันฟอกเงิน การทุจริตเงินทอนวัดในส่วนโครงการศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนาฯ2559 จำนวน 32,500,000 บาทเเละเงินอุดหนุนโครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ประชาชนและข้าราชการเพื่อความมั่นคง ของสถาบันชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ฯ 2559 จำนวน 37,200,000 บาท

พิพากษาว่าจำเลยที่ 1-4 และที่ 7 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (2),60 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1-4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 4 ปี และปรับกระทงละ 84,000 บาท รวม 2 กระทง จำคุกจำเลยที่ 2 ถึง 4 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 42,000 บาทรวมคนละ 2 กระทง จำคุกจำเลยที่ 7 เป็นเวลา 2 ปี และปรับ 40,000 บาท

โดยลดโทษ 1 ใน 3 ให้จำเลยที่ 1-4 และที่ 7 รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 4 ปี 16 เดือนปรับ 112,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2-4 คนละ 2 ปี 8 เดือนปรับคนละ 56,000 บาทและจำคุกจำเลยที่ 7 เป็นเวลา 1 ปี 4 เดือนปรับ 28,000 บาท

 

การลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1-4 และที่ 7

อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคม

 

ทั้งจำเลยที่ 1-4 และที่ 7 ไม่เคยมีประวัติต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถึง 4 และที่ 7 ได้ดำรงตนเป็นบุคลากรที่มีประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติต่อไป จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 20 พฤษภาคม 2563

 

จาก..ธัมมชโย ถึง..ปารีณา

คดีรุกป่าสงวนพัวพันอนาคต

ไร่เชิญตะวันของ ว. ส่อเดินตามรอยรุ่นพี่

รอก็แต่..การตรวจสอบ

 

 

อา.. "พระดัง-นักการเมือง" กับเรื่องที่ดิน ไม่ทราบว่าคู่กันมาแต่ปีไหน อย่างกรณี "กิตติวุฑโฒ" แห่งสำนักจิตตภาวันอันโด่งดังในอดีต ล่าสุดก็ฆ่ากันตายกลางศาลจันทบุรี มีท่านกิตติวุฑโฒเข้าไปเกี่ยวข้อง แม้ว่าจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม

นัมเบอร์วันของไทย "ธัมมชโย" เจ้าพ่อทั้งด้านการศาสนาและการเมือง นอกจากเรื่องบิดเบือนพระธรรมคำสอนแล้ว ก็เจอทั้งเรื่องเงินและที่ดิน มูลค่าว่ากันถึงพันล้าน คดีความยาวเป็นว่าวจุฬา แต่ว่า..หาตัวไม่เจอ !

ปารีณา ไกรคุปต์ ก็กำลังเป็นดาราหน้าจอ ถามว่า "วอ" แห่งไร่เชิญตะวัน จะเข้าข่ายรุกป่าสงวนกับเขาด้วยหรือไม่ ? มีคำเฉลยจาก ดร.โสภณ พรโชคชัย ว่า "ไม่น่าจะรอด" เพราะเป็นพื้นที่ บท.5 อันเป็นศัพท์ที่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้อธิบายว่า "เป็นใบเสร็จ" ใครเอาใบนี้มายืนยันก็..ประหาร สถานเดียว ถามด้วยว่า ดร.โสภณ รู้จากไหน ก็ไม่เห็นยาก เชิญ ดร.โสภณ มาเป็นพยาน งานสืบสวนก็ก้าวหน้าไว

แต่จะเกี่ยวหรือไม่อย่างไร ก็ต้องว่ากันไปตามหลักตามฐาน จะว่าตามใจฉันนั้นหาได้ไม่ งานนี้ คงต้องวาน "ท่านพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีต ผอ.พศ. ผู้ตงฉิน และปัจจุบันเป็น "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านกิจการพระพุทธศาสนา" ผู้มีอุดมการณ์อันสูงส่ง ทำทุกอย่างเพื่อปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์สะอาด ซึ่งจุดสำคัญนั้นอยู่ที่ "พระสงฆ์ไทย" ต้องบริสุทธิ์สะอาด มีศีล สมาธิ และปัญญา ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ด้วยความสนิทใจ แม้แต่เรื่องเงินๆ ทองๆ ก็ต้องมือสะอาด และในฐานะที่ท่านพงศ์พร "ไปไร่เชิญตะวัน" บ่อยๆ ก็ต้องรู้ที่รู้ทางเป็นอย่างดี แถมยังสืบสวนง่ายกว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ เพราะที่ดินนั้นดิ้นไม่ได้ ใช้แค่ภาพถ่ายดาวเทียมและเอกสารสิทธิ์มายืนยัน ก็การันตีได้แล้ว

นะ ท่านพงศ์พร นะ อย่าให้ท่านนายกรัฐมนตรีเสียความตั้งใจเสียล่ะ สู้อุตส่าห์ส่งท่านมาช่วยชำระสะสางพระพุทธศาสนา ภาคกลางก็เห็นว่าเสร็จไปแล้ว ช่วยไปดูทางเหนือด้วย อย่าให้ "คุณวอ" เธอรอนาน

 

 

ธัมมชโย โดน !

ปารีณา โดน !

ว.วชิรเมธี ?

 

 

ข่าว "ธัมมชโย" รุกป่าพังงา

 

ศาลพังงาออกหมายจับ "พระธัมมชโย" สร้างมุกตะวันรุกที่ป่า

ความคืบหน้าดำเนินคดีกับสถานที่ปฏิบัติธรรมมุกตะวันของวัดพระธรรมกาย ที่เกาะยาว จังหวัดพังงา ซึ่งบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติฯ ล่าสุดศาลจังหวัดพังงาได้ออกหมายจับพระธัมมชโยแล้ว ขณะที่ตำรวจเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี

วันนี้ (26 ม.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลจังหวัดพังงา ได้ออกหมายจับ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาติฯ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ กรณีสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมโครงการมุกตะวัน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.เกาะยาวน้อย อ.เกาะยาว จ.พังงา หลังเจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบว่ามีการบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ ป่าควนจุก ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะดังกล่าวและเป็นสถานปฏิบัติธรรมในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าควนจุก" เนื้อที่จำนวนหลายไร่  คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 5 ล้านบาท  ซึ่งจากการสืบสวนหาข่าวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังพบว่าเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพร้อมเร่งติดตามจับกุมตัวพระธัมชโยมาดำเนินคดีต่อไป

 

 

สั่งอายัดเงินสาวกธรรมกาย 3.8 แสน คดีรุกป่าสร้างสำนักสงฆ์ 11 แห่ง จัดฝึกปฏิบัติธรรม

ปปง.สั่งอายัดเงินบัญชี สาวกธรรมกาย 2 รายการ รวมวงเงินกว่า 3.8 แสน เอี่ยวเส้นทางเงินคดีบุกรุกพื้นที่ป่า สร้างสำนักสงฆ์ 11 คดีทั่วประเทศ ใช้ประโยชน์ทำการค้าจัดโครงการปฏิบัติธรรม เก็บค่าบริการ โอนต่อเข้าบัญชีวัดต่อ เผยข้อมูลหมายจับธัมมชโย

จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติอายัดทรัพย์สินบัญชีเงินสดของพระธัมมชโยและเครือข่ายมูลนิธิของวัดพระธรรมกายรวม 4 บัญชี มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2559 นายอธิคม อินทุภูติ ประธานกรรมการธุรกรรม ปปง. ได้ลงนามในคำสั่งอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องกับวัดธรรมกาย เพิ่มเติม 2 รายการ คือ 1.เงินในบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาคลองหลวง ของ น.ส.วัชรินทร์ จรัสมาธุสร และน.ส.สุวรรณา ฤทธิชัยพงศ์ จำนวนเงิน 276,278.56 บาท ยอดเงิน ณ วันที่ 19 ส.ค.2559 และ 2.เงินในบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาคลองหลวง ชื่อบัญชี น.ส.วัชรินทร์ จรัสมาธุสร จำนวน 109,248.22 บาท ยอดเงินณ วันที่ 19 ส.ค.2559 (รวมวงเงินทั้งสิ้น 385,526.78 บาท) 

โดยเปิดโอกาสให้แสดงหลักฐานโต้แย้งคำสั่งอายัดได้ภายใน 30 วัน  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ การออกคำสั่งอายัดทรัพย์ครั้งนี้ เป็นผลมาจาก ปปง.ได้รับรายงานจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ที่ตรวจสอบพบว่า มีการสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และมีลักษณะเป็นการค้า จำนวน 11 คดี ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวัดพระธรรมกาย ได้แก่ 

1. โครงการเวิลด์พีชวัลเลย์เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา 

2. วัดป่าหิมวันต์ จ.เลย

3. วัดถ้ำเขาวง จ.นครราชสีมา 

4. ศูนย์ปฏิบัติธรรมจ.บุรีรัมย์ 

5. วัดหนองกินเพล จ.อุบลราชธานี 

6. วัดบ้านขุน จ.เชียงใหม่ 

7. วัดแม่ลายเตียนอาง จ.เชียงใหม่ 

8. ศูนย์อบรมเยาวชนดอยโมคคัลลานะ จ.เชียงใหม่ 

9. วัดพระธาตุกองลอย จ.เชียงใหม่ 

10. ศูนย์อบรมเยาวชนอุ้มผาง จ.ตาก 

11. วัดถ้ำเนรมิต จ.กาญจนบุรี 

ปปง.ยังระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีและศาลจังหวัดเลยได้อนุมัติหมายจับที่ 174-175/2559 ลงวันที่ 15 ส.ค.2559 ให้จับตัวพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิด ร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้างแผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า และเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งให้ดำเนินคดี มูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์ของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ โดย นางวรรณา จิรกิติ และบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล กับพวก ในข้อหา บุกรุก ก่อสร้าง แผ้วทาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่า 

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลการเชิญชวนประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรม ณ เวิลด์พีช เขาใหญ่, เวิลด์พีช มุกตะวัน , สวนป่าหิมวันต์ จ.เลย , สวนพนาวัฒน์จังหวัดเชียงใหม่

โดยให้ผู้สนใจโอนเงินค่าลงทะเบียนเข้าบัญชี ซึ่งบัญชีที่ใช้รับโอนเงินค่าลงทะเบียนในโครงการดังกล่าว มีการทำธุรกรรม รับโอนเงินจากบัญชีต่างๆ เมื่อมียอดเงินคงเหลือจำนวนมากก็จะโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย ของวัดพระธรรมกาย  

กรณีนี้มีเหตุอันควรเชื่อว่ากลุ่มบุคคลสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าหลายแห่งทั่วประเทศ กับพวก เป็นผู้มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการยึดถือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือการแสวงหาประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ อันมีลักษณะเป็นการค้า ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ตามมาตรา 3 (15) แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากลุ่มบุคคลสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าหลายแห่งทั่วประเทศกับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา/PPTV : 4 ธันวาคม 2562

เปิดเต็ม !

 

เอกสารสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผันงบประมาณให้หน่วยงานรัฐอื่น ทั้งศาลยุติธรรม ปปช. ฯลฯ

 

ปปช. ขอเงินสำนักพุทธ

ศาลยุติธรรมขอเงินสำนักพุทธ

หนังสือตอบรับจากสำนักพุทธ

กรมบัญชีกลาง ตอบคำถาม

เอ็นซี ฮอลิเดย์ ฟ้องสำนักพุทธ

กดที่ภาพเพื่อชม

ภาพประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 28/2019

ณ วัดธรรมภาวนา อลาสก้า วันที่ 17 สิงหาคม 2562

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่


เปิดเต็ม ไม่เซ็นเซอร์
!

 

คำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์

พระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) วัดสามพระยา

16 พฤษภาคม 2562

 

 

กดที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด/อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

26 พฤษภาคม 2562

 

เปิด : คำให้การของเจ้าคุณเอื้อน

ในคดีเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

INTERFAITH 2018

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพและบรรยากาศของงาน

ภาพการประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดศรีรัตนาราม เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

18 AUGUST 2018

 


กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 6000 PC

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561 : 2562

2563 :

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

แถลงข่าววัดไทยลาสเวกัส

กรณีมีพระธรรมทูตติดเชื้อไวรัสโควิด-19



 

กดที่ภาพเพื่ออ่านประกาศทั้งหมด


 

FIRST TIME IN THE WORLD

APIDHAMMA ONLINE CHANTING

สวดพระอภิธรรมออนไลน์ครั้งแรกของโลก

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264