LAST UPDATE :   JUNE : 18 : 2021 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 


พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานตำราบาลี-นักธรรม

แด่พระภิกษุสามเณรทั่วประเทศ

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

 

ทรงพระเจริญ

 


 

ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ : 18 มิถุนายน 2564


 

เลื่อนประชุม มส. ออกไปเรื่อยๆ

ออกจดหมายเวียนให้เซ็นแทน ค่าเท่ากัน

แหมทำไมไม่ประชุมทาง ZOOM ไปเลยล่ะ

ได้เห็นหน้าเห็นตา ไม่ดีกว่าหรือคุณณรงค์

หรือจะเปิด Clubhouse ถวาย มส. โดยเฉพาะ

รับรองว่าน่าสนใจไม่ด้อยไปกว่าคุณโทนี่

 

 

 

 

ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ : 18 มิถุนายน 2564

 


 

พระธรรมสิทธิเวทีมรณภาพ !

เจ้าคุณพล จ่อขึ้นเจ้าอาวาสวัดสังเวช ควบเลขา ศตภ.

 

 

พระธรรมสิทธิเวที (ถมยา อภิจาโร)

เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม

เลขานุการศูนย์ควบคุมพระภิกษุสามเณรไปต่างประเทศ (ศตภ)

 

 

พระเทพเวที (พล อาภากโร ป.ธ.9 Ph.D)

เจ้าคณะภาค 6 ว่าที่เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม

 

อา..ช่วงนี้ ทางภาคเหนือ กระแส "น่านเจ้า" กำลังมาแรง โดยเฉพาะ "เจ้าน่าน" คือเจ้าคุณพล หรือพระเทพเวที หน่อเนื้อเชื้อน่าน ซึ่งได้มาพักพาอาศัยในชายคา "วัดสังเวชวิศยาราม" หรือเรียกสั้นๆ ว่า วัดสังเวช วัดเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มีใครกล้าตัดชื่อ "วัด" ออกจาก "โรงเรียนวัดสังเวช" ขืนตัดก็จะกลายเป็น..โรงเรียนสังเวช หนักกว่าไม่ตัด ดังนั้น ไม่ตัดดีกว่า คงไว้แบบเดิมนั่นแหละดีแล้ว นี่เห็นไหม ชื่อนั้นสำคัญไฉน

แต่ไหนแต่ไรมานั้น บรรดาพระภิกษุสามเณร "จาวน่าน" ซึ่งจะลงมาศึกษาพระธรรมวินัย ในกรุงเทพมหานคร ก็จะนิยมไปพักนัก ณ วัดสังเวช บางลำพู และรุ่นหลังๆ ก็เดินตามรุ่นพ่อรุ่นพี่ จนวัดสังเวชกลายเป็น "ศูนย์ชาวน่าน" ไปโดยปริยาย ซึ่งหลายวัดใน กทม. ก็จะเป็นไปในทำนองนี้

ในบรรดาพระเณรน่านที่เข้ามาอาศัยวัดสังเวชนั้น ก็น่าจะเป็น "เจ้าคุณพล" นี่แหละ ที่มาได้ไกล ไปได้สวย เพราะเรียนจบ ป.ธ.9 แถมด้วยปริญญาด๊อกเตอร์ ครบเครื่องทั้งทางโลกทางธรรม เส้นทางของเจ้าคุณพลจึงไปได้สวย ทั้งงานการศึกษาและการปกครอง ครองสมณศักดิ์ "ชั้นเทพ" ที่..พระเทพเวที ล่าสุดก็คว้าตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 6" มาครองอีก วันนี้ หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดสังเวช คงจะหมดห่วงแล้ว มีทายาทในวัดสังเวชที่มีความรู้ความสามารถ อาจจะพาวัดสังเวชไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง เหมือนสมัย "สมเด็จพระวันรัต-ทรัพย์ โฆสโก" ในอดีต จึงละสังขารลงอย่างสงบ เรียกภาษาชาวบ้านว่า ..ตายตาหลับ

มีคำถามว่า "ระหว่างผู้ว่ากับเมียผู้ว่า ใครตายก่อนจึงจะดี" ก็มีคำตอบว่า "เมียผู้ว่าตายก่อนจึงจะดี" เพราะสามีเป็นผู้ว่า จะสามารถจัดงานศพได้สมเกียรติ แต่ถ้าผู้ว่าตายก่อน ก็รับรองว่าเมียร้องไห้ไปสามวันเจ็ดวัน หาคนมาช่วยงานศพยาก ดูอย่างงานศพ "ท่านผู้หญิงประภาศรี กำลังเอก" ศรีภริยาของ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก อดีต ผบ.ทบ. และ ผบ.สส. ในปี 2526 ว่ากันว่าเป็นงานใหญ่ระดับประเทศ เพราะสมัยนั้นไม่มีใครใหญ่เกิน..เดอะซัน จะหวะตายจึงถือว่าสำคัญสำหรับใครหลายคน

อีกตำแหน่งหนึ่งซึ่งสำคัญ ก็คือ เลขานุการคณะกรรมการ ศตภ. หรือศูนย์ควบคุมพระภิกษุสามเณรไปต่างประเทศ ซึ่งเปรียบเสมือนกระทรวงการต่างประเทศของคณะสงฆ์ไทย ถึงแม้จะแยกงานออกจาก "พระธรรมทูต" แต่ ศตภ. ก็มีงานมากหรือเยอะกว่าสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศเสียด้วยซ้ำ และศูนย์ที่ว่านี้ก็ตั้งอยู่ที่ "วัดสังเวช" มาอย่างยาวนาน นานจะกลายเป็นประเพณีไปแล้วล่ะว่า เจ้าอาวาสวัดสังเวช เป็นเลขานุการ ศตภ. โดยตำแหน่ง จะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อ ถูกปลด ลาสิกขา ลาออก หรือมรณภาพ เท่านั้น

ดังนั้น ถ้าเจ้าคุณพล ได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดสังเวช ก็จะควบตำแหน่งเลขานุการ ศตภ. ไปโดยอัตโนมัติ แบบว่าได้ควบ 2 เก้าอี้ แม้ไม่มีเงินดาวเงินเดือน แต่มันก็เป็นบารมียิ่งใหญ่ บวกกับตำแหน่งเก่า ไม่ว่าจะเป็นรองอธิการบดี มจร. เจ้าคณะภาค 6 ได้เพิ่มมาอีก 2 ครองทีเดียว 4 ตำแหน่ง ขืนบอกว่า "ไม่ใหญ่" ใครจะเชื่อ

 

 

สิ้นพระธรรมสิทธิเวที เจ้าอาวาสวัดสังเวชฯ สิริอายุ 90 ปี

 

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระธรรมสิทธิเวที (ถมยา อภิจาโร) เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยารามวรวิหาร ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 12 กรรมการและเลขานุการ ศูนย์ควบคุมการไปต่างประเทศสำหรับพระภิกษุ ได้มรณภาพ​แล้วด้วยอาการติดเชื้อในกระแสโลหิต เมื่อเวลา 01.46 น. วันที่ 18 มิ.ย.ที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 กรุงเทพฯ สิริอายุ 90 ปี 70 พรรษา โดยมีกำหนดการพิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพในวันที่ 21 มิ.ย. เวลา 17.00 น. ที่ศาลาตรีมุข วัดสังเวชวิศยาราม

 

ทั้งนี้ พระธรรมสิทธิเวที เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 12 ของวัดสังเวชวิศยาราม และดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 12 เป็นกรรมการและเลขานุการศูนย์ควบคุมการไปต่างประเทศสำหรับพระภิกษุ (ศ.ต.ภ.) เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการโรงพยาบาลสงฆ์

ลำดับสมณศักดิ์

ปี 2510 เป็น พระครูธรรมธร

ปี 2515 เป็น พระครูปลัดสุวัฒนสุตคุณ (พระครูปลัดของพระราชาคณะเจ้าคณะรอง)

ปี 2516 เป็น พระครูปลัดสัมพิพัฒนสุตาจารย์ (พระครูปลัดของสมเด็จพระราชาคณะ)

ปี 2517 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระโสภณรัตนาภรณ์

ปี 2537 เป็น พระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชรัตนาภรณ์

ปี 2545 เป็น พระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพคุณาภรณ์

และปี 2551 เป็น พระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมสิทธิเวที

 

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 18 มิถุนายน 2564


 

จับตา !

มหาเถรสมาคมจะเลือกใครมาเป็นเจ้าคณะ กทม.

หลังมีข่าวปล่อยว่าเจ้าคุณประกอบจะได้

แต่สุดท้ายก็แค่..ข่าวลือ

 

 

สามเณรนาคหลวง ปี พ.ศ.2519

ซ้าย : สามเณรประยูร มีฤกษ์ ปัจจุบันคือ พระพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส กรรมการมหาเถรสมาคม อดีตเจ้าคณะภาค 2 อดีตผู้รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร.

กลาง : สามเณรประกอบ วงศ์พรนิมิต ปัจจุบันคือ พระพรหมกวี วัดกัลยาณมิตร เจ้าคณะภาค 3 (เปลี่ยนชื่อเป็นพงศ์สันต์)

ขวา : สามเณรสุชาติ สอดสี วัดปากน้ำภาษีเจริญ ปัจจุบันคือ พระพรหมโมลี แม่กองบาลีสนามหลวง เจ้าคณะภาค 5 กรรมการมหาเถรสมาคม

 

 

เจ้าคุณประกอบ กับ เจ้าคุณประยูร

 

 

อา.. ข่าวมหาเถรสมาคม แต่งตั้ง "เจ้าคณะภาค-รองเจ้าคณะภาค" ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย กระจายออกมาเรื่อยๆ จนแทบจะครบทุกตำแหน่งแล้ว แม้แต่ "เจ้าคณะภาค 12" ก็เสร็จเรียบร้อยโรงเรียนวัดโพธิ์ โดยเจ้าคุณสุรพล ซึ่งเป็นเพียง "ชั้นราช" ก็สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาคอย่างเขินๆ ถือเป็นเจ้าคณะภาค "ส้มหล่น" เพราะเจ้านายเก่า คือเจ้าคุณสุรชัย วัดสระเกศ เกิดสะดุดขาตัวเอง ไม่สามารถกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมได้ หลุดวงโคจรไปอย่างเฉียดฉิว สุดท้าย เมื่อไม่มีใครในภาค 12 นอกจาก "รอง" เพียงรูปเดียว คือเจ้าคุณสุรพลๆ ก็ลอยลำเข้าวินดังที่เห็น ก็เป็นเรื่องน่าหัวร่อ ราวกับว่าตำแหน่งเจ้าคณะภาคนั้น ต้องให้ผู้มีประสบการณ์เฉพาะทางจึงจะเป็นได้ ตะทีภาคอื่นๆ ก็โยกกันเป็นว่าเล่น เห็นๆ ก็คือ ภาค 3 ของเจ้าคุณประกอบ ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นเจ้าคณะภาค 13 ดูงานอยู่แถวๆ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด แต่ถูกโยกมาทำงานในภาค 3 ครองพื้นที่แถวๆ ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท และอุทัยธานี แบบนี้มหาเถรสมาคมทำได้ค่ะ ไม่ยาก ถ้าอยากทำ แต่ถ้าไม่อยากทำ กูก็ไม่ทำ มีอะไรหรือเปล่า ? ดูอย่าง "อนิลมาน" สิ เกิดไกลถึงหิมาลัยโน่น ยังบินข้ามพม่ามาเป็นเจ้าคณะภาค 6-7 หน้าตาเฉย โง่บรมหรือไม่ล่ะ คณะธรรมยุตไทย

ข่าวเจ้าคุณประกอบได้รับการแต่งตั้ง "ซ้ำซ้อน" คือได้เป็นเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ทั้งๆ ที่เพิ่งจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะภาค 3 ไปหยกๆ ก็เกิดเป็นเสียงครหานินทากระหึ่มเมือง ว่ามหาเถรสมาคมคงจะหมดสิ้นสติปัญญาแล้ว ถึงได้เอาเจ้าคุณประกอบมาเป็นเสียทุกตำแหน่ง ไม่ต่างไปจาก "อนิลมานชาญสมร"

แต่พอสิปป์บวรออกมาปฏิเสธข่าว พระเถรเณรชีก็โล่งใจกันไป ทั้งนี้ เพราะมีข่าวว่า เจ้าคุณประกอบ หลังจากได้เป็นเจ้าคณะภาค 3 สดๆ ร้อนๆ ก็ร้อนวิชา ประกาศนโยบายซ้ายจัด ถึงขนาดสั่งว่า "สอนให้ชาวบ้านรักษาศีลห้าที่กายวาจา ไม่ต้องมาขอศีลที่วัด" ถือเป็นนโยบายทำลายสายสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับพุทธศาสนิกชน เพราะถ้าคนไม่มาวัด ไม่รับศีล พระสงฆ์ก็ไม่มีบทบาทในฐานะ "ครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทศีลธรรม" ซึ่งเป็นของคู่กัน ก่อนฟังธรรม หรือทำบุญอื่นใด ก็ต้องสมาทานศีล การจะเอาแต่สาระ โดยละลืมบริบทของสังคมพุทธดังเจ้าคุณประกอบทะลึ่งประกาศออกมานั้น ทำลายเกียรติภูมิ "เณรนาคหลวง" เสียป่นปี้ นี่แหละคือคนที่มหาเถรสมาคมใช้เวลานานถึง 3 ปี เพื่อจะให้มาเป็นเจ้าคณะภาค 3 ยิ่งถ้าได้เป็นสังฆราช พระพุทธศาสนาของไทยก็คงจะไปอยู่ในยูทูปหมด พระสงฆ์จะว่างกันทั้งประเทศ เพราะอะไรๆ ไม่ว่าศีลหรือธรรม ก็อยู่ในยูทูปแล้ว เจ้าคุณประกอบก็น่าจะหันใส่กางเกงแทน เพราะมีผ้าเหลืองไว้ก็ไร้ประโยชน์ เพราะแค่คิดก็ผิดแล้ว

ถือว่าพระพุทธศาสนาของไทยยังเคราะห์ดี ที่ไม่มีเจ้าคุณประกอบเป็นเจ้าคณะ กทม. ไม่งั้นจะประท้วงไปทั่วโลกเลย เอาให้ตายกันไปข้าง ไล่ไปพร้อมๆ กันเลย ทั้งประกอบทั้งอนิลมาน

อย่างไรก็ตาม เมื่อทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ "ปฏิเสธ" การขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. ของเจ้าคุณประกอบไปแบบไร้เยื่อใยแล้ว (เพราะปิดประตูใส่ด้วยเงื่อนไข-ต้องลาออกจากเจ้าคณะภาค 3 เสียก่อน ทั้งๆ ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้ง อีแบบนี้ก็มีหวังโดนด่าทั้งคนตั้งและคนได้รับแต่งตั้ง) ดังนั้น เจ้าคุณประกอบจึงหมดสิทธิ์ไปอย่างถาวร

แต่เมื่อผ่านเจ้าคุณประกอบไป ก็ถามว่า ใคร ? จะมาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร อันเป็นตำแหน่ง "รองสังฆราช" หรือนายกน้อย เมื่อเทียบกับตำแหน่งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร

ก่อนหน้านี้ มีพระหนุ่มไฟแรงอยู่ 2 รูป ได้แก่ เจ้าคุณวีรชัย วัดหงส์ และเจ้าคุณสุทัศน์ วัดโมลี แต่ทั้งสองก็เข้ารับตำแหน่งเจ้าคณะภาคไปหมดแล้ว เหมือนเจ้าคุณประกอบ ดังนั้น ทั้งเจ้าคุณประกอบ วีรชัย และสุทัศน์ จึงหมดสิทธิ์เป็นเจ้าคณะ กทม. ไปโดยปริยาย

ถ้าสามรูปเหล่านี้ไม่มีโอกาสแล้ว มองไปในกรุงเทพมหานครเวลานี้ ก็ยังไม่เห็นใครจะมีบารมีที่จะปกครองเมืองหลวงของประเทศไทยได้ เว้นไว้ก็แต่ "ศาสตราจารย์ ดร.พระพรหมบัณฑิต" หรือท่านเจ้าคุณประยูร อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. และอดีตผู้รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ปัจจุบันท่านยังเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมและอุปนายกสภามหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. ถือว่ายังมีอิทธิพลอย่างสูง เพราะสร้างผลงานไว้เยอะมาก เมื่อเทียบกับกรรมการมหาเถรสมาคมชุดปัจจุบัน

การที่ท่านเจ้าคุณประยูร "พลาด" จากตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง มองในมุมบวกก็ต้องมองว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณ จะทรงโปรดวางนโยบายคณะสงฆ์เสียใหม่ จึงทรงโปรดให้พระมหาเถรที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมาดำรงตำแหน่ง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ พระพรหมบัณฑิตจึงมิได้ผิดอะไร

แต่สำหรับตำแหน่ง "เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร" ก็ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะต้องปกครองดูแลพระสงฆ์เมืองหลวงทั้งปวง ดูได้จาก อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน) วัดสามพระยา ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 14 และมีโอกาสเป็นเจ้าคณะภาค 1 แต่สุดท้ายก็กลับเลือกเป็น "เจ้าคณะ กทม." แทน เพราะเห็นว่าตำแหน่งนี้ ดี-เด่น กว่าเจ้าคณะภาคทุกภาค

ถ้าหากท่านเจ้าคุณพระพรหมบัณฑิต ได้รับเลือกจากมหาเถรสมาคม ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อ แม้ว่าจะเล็กกว่าเจ้าคณะใหญ่หนกลางไปนิดก็ตาม แต่การดำรงตำแหน่งในประเทศไทยเรานั้น จะมองแค่ "ตำแหน่ง" เพียงอย่างเดียวคงจะไม่ได้ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเคารพ "ตัวบุคคล" ถ้าบุคคลนั้นมีบุญบารมีส่วนตัวสูง ถึงตำแหน่งไม่สูง ก็ย่อมจะทำให้ตำแหน่งนั้นสำคัญคือสูงไปด้วย แต่ถ้าตัวบุคคลด้อยบุญบารมี ถึงมีตำแหน่งสูงส่ง ก็จะทำให้ตำแหน่งนั้นต่ำต้อยด้อยค่า ดูได้จากกรณี "เจ้าคณะภาค 1" ซึ่งมหาสายชลโหนมานานนับ 10 ปีดูสิ สมัยนั้น ใครๆ ก็ไป..วัดสามพระยา แม้แต่มหาสายชลก็ยังต้องพึงบารมีเจ้าคุณเอื้อน ซึ่งเป็นเพียงเจ้าคณะ กทม. ดังนั้น จงอย่าดูแคลนตำแหน่งนี้ เล่นให้ดีก็มีสิทธิ์ดังกว่าเจ้าคณะใหญ่หนกลางด้วยซ้ำไป ได้ท่านเจ้าคุณประยูรมาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร นอกจากจะเป็นการหาตำแหน่งให้ท่านเจ้าคุณประยูรได้รางวัลปลอบใจบ้างแล้ว ก็ยังช่วยเสริมให้ "อดีตสามเณรนาคหลวงปี 19 ทั้ง ประกอบ ประยูร และสุชาติ" ได้มีตำแหน่งช่วยงานคณะสงฆ์ครบทุกรูปทุกองค์ ก็จะไม่เสียต้นทุนของคณะสงฆ์ไทย ซึ่งปั้นเปรียญบัณฑิตในปี 2519 มาพร้อมกันถึง 3 รูป ดังกล่าว เปล่าเชียร์ แต่เห็นว่าน่าจะเป็นไปในรูปแบบนี้เท่านั้นเอง

 

 

พระเทพสุวรรณเมธี (สุชาติ กิตฺติปญฺโญ ป.ธ.8)

วัดสุวรรณาราม รองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

 

แต่ทีนี้ว่า ถ้าจะใช้สูตรเก่า สูตรเดียวกับเจ้าคณะภาค 12 คือเลื่อนรองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนแล้ว ขึ้นไปตามลำดับอาวุโส ก็ยังมี "ท่านเจ้าคุณสุชาติ หรือพระเทพสุวรรณเมธี" ดีกรี ป.ธ.8 ผ่านงานผ่านการทั้งต่างประเทศและในประเทศมาอย่างโชกโชน เรียกว่าเป็นกำลังหลักในกรุงเทพมหานครเลยทีเดียว เจ้าคุณสุชาติได้ทั้งบู๊ทั้งบุ๋น เป็นคนทำงานได้หลากหลาย เข้าเจ้าเข้านายก็เก่ง เลี้ยงลูกน้องก็ได้ดี กับสมณศักดิ์ชั้น "เทพ" นั้น ถือว่าโอเค ไม่ขี้เหร่สำหรับตำแหน่ง "เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร"

ถ้าเทียบกับ "เจ้าคุณสายชล" ได้เป็นเจ้าคณะภาค 1 ขณะเป็นเพียงชั้นสามัญ และเจ้าคุณสุรพลได้เป็น "ภาค 12" ขณะเป็นเพียงชั้นราช เจ้าคุณสุชาติก็เหมาะสำหรับตำแหน่ง "เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร" อย่างที่เรียกว่า กินขาด

ดังนั้น หวยงวดนี้ ถ้าไม่ใช้ระบบออนไลน์ไปวัดประยูร ก็ต้องหันไปใช้ระบบเก่า เข้าระบบเดิม หวยล็อกก็จะออกที่.. วัดสุวรรณ

 

 

 

สิปป์บวร แก้วงาม โฆษกสำนักพุทธฯ

 

 

 

มหาเถรสมาคมยังไม่แต่งตั้ง "พระพรหมกวี" เป็นเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ มีกระแสข่าวและการเผยแพร่ข่าวว่า มหาเถรสมาคม (มส.) มีมติเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่งตั้ง พระพรหมกวี (พงศ์สันต์ หรือ ประกอบ ธมฺมเสฏฺโฐ) เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร และเจ้าคณะภาค 3 ฝ่ายมหานิกาย เป็นเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร (เจ้าคณะ กทม.) แทนพระธรรมสุธี (นรินทร์ นรินฺโท ป.ธ.3) เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง และรักษาการเจ้าคณะ กทม. แล้วนั้น ขอยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง มส.ยังไม่มีการแต่งตั้งพระพรหมกวี เป็นเจ้าคณะ กทม. แต่อย่างใด

ทั้งนี้ การประชุม มส. เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ที่ผ่านมา ยอมรับว่า ที่ประชุมได้มีการหารือเรื่องการแต่งตั้งเจ้าคณะ กทม. จริง เนื่องจากที่ผ่านมามี มส. มีการแต่งตั้งเจ้าคณะปกครองระดับสูง อาทิ เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาคแล้วตามลำดับ จึงได้มีการพิจารณาตำแหน่งทางการปกครองในลำดับถัดมา คือ เจ้าคณะ กทม. ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันตามปกติ ว่าผู้ที่จะมาเป็นเจ้าคณะ กทม. ควรจะมีการเข้มแข็ง แต่ไม่มีการหยิบยกรายชื่อใดรายชื่อหนึ่งขึ้นมา ซึ่งไม่ทราบว่า ทำไมจึงมีกระแสข่าวออกมาว่ามีการแต่งตั้งพระพรหมกวี ซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะภาค 3 เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ที่ผ่านมา และเข้ารับพระบัญชาจากสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) เจ้าคณะใหญ่เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา จึงมีรายชื่อปรากฏออกมา ซึ่งไม่เป็นความจริง

โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม หากจะมีการแต่งตั้ง พระพรหมกวี เป็นเจ้าคณะ กทม. ก็สามารถทำได้ แต่ต้องลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 3 ก่อน

 

ข่าว : ไทยรัฐ : 17 มิถุนายน 2564

 


 

กระชับอำนาจ !

สมเด็จธงชัยเรียกประชุมหน่วยขึ้นตรงหนกลาง

ภาค-รองภาค-เลขาภาค-เลขารองภาค

เป่าคาถาพัวะเดียวสัมฤทธิ์ผลทุกระดับ

นักบริหารเรียกว่า One-Stop Service

เริ่มเข้าเกียร์หนึ่งบนถนนนักบริหาร

หลังจากอยู่ฝั่งพระเกจิมานาน

 


 

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช)

วัดไตรมิตรวิทยาราม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

เรียกประชุมหน่วยขึ้นตรงหนกลาง

ไม่ต่างไปจากหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก

 

 

ทีมเจ้าคณะภาคในเขตการปกครองหนกลาง

 

 

พระสรภาณโกศล (เจ้าคุณภา)

เลขานุการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

ผู้มีอำนาจคนใหม่ในคณะสงฆ์ไทย

 

 

ทีมงานเลขานุการเจ้าคณะภาคในหนกลาง

มือฉมังทั้งสิ้น เพราะงานเจ้านายต้องผ่านกองงานเลขา

ถ้าเลขาดี เจ้านายก็โชคดี แต่ถ้าเลขาแย่ เจ้านายก็ซวย

เลขาก็เหมือน "ขา" ของเจ้านายนั่นแหละ

จะเดินตรงหรือเดินเป๋ ก็อยู่ที่ว่า จะขัดแข้งขัดขากันหรือไม่

ดังนั้น วันนี้ จึงต้อง..ประชุมเลขา

รวมทั้ง..เลขาธิการมหาเถรสมาคม ด้วย (แฮ่ม)

 

 

ณรงค์ ทรงอารมณ์

ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

เลขาธิการมหาเถรสมาคม

นำทีมงานสำนักพุทธฯ มาสนองงานเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

ราวกับว่าสนองงานสมเด็จพระสังฆราช

 

 

สิปป์บวร แก้วงาม โฆษกสำนักพุทธฯ

 



 

 

ทีมงานสำนักพุทธฯ ทั้งนั้น ไม่สำคัญคงไม่มาทั้งกองทัพ

 

 

เดินตามสมเด็จธงชัย จะได้ชัยชนะ อยากชนะก็..ตามผมมา

จะพาทุกท่านไปสู่..เส้นชัย

 

 

ต่อไป เราเป็นทีมเดียวกันแล้วนะครับ มีอะไรก็บอกกันตรงๆ

อยากได้อะไรก็ให้มาขอ แต่อย่าด่า

สายตรงถึงผมหรือท่านภาได้ทุกเวลา

อย่าผ่านสื่อเด็ดขาด มันผิดโบราณประเพณี

แค่นี้แหละครับ จบประชุม

เพราะนี่คือ ครั้งที่ 1 มิใช่ครั้งแรก และมิใช่..ครั้งสุดท้าย

ต่อไปเราจะพบกันบ่อย เหมือนบิ๊กตู่เจอนักข่าว

 

 

วันพุธที่ 16 มิถุนายน 2564

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

เป็นประธานในการประชุม

เจ้าคณะภาค : รองเจ้าคณะภาค : เลขานุการเจ้าคณะภาค : เลขานุการรองเจ้าคณะภาค

ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนกลาง ครั้งที่ 1

การนี้ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

เข้าร่วมประชุม ณ อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

 

 

ข่าว : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ : 16 มิถุนายน 2564


 

เจ้าคุณทองสูรย์ขึ้นชั้นธรรม

จ่อนั่งประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในยุโรป

ขณะที่สหรัฐอเมริกายังไม่โปรดเกล้าฯ

เข้าใจว่า..กำลังเตรียมการ

 

 

พระเทพกิตติโมลี (ทองสูรย์ สุริยโชโต ป.ธ.8 Ph.D)

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

เจ้าอาวาสวัดศรีนครินทราราม สวิตเซอร์แลนด์

ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เลื่อนสมณศักดิ์ ขึ้นเป็นที่

"พระธรรมวชิรโมลี"

อีก 4 รูปที่เหลือ วัดโพธิ์กวาดเรียบ สุดยอดฝีมือฮ่ะ

 

 

พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ7รูป

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ 7 รูป พระครูปลัดสัมพิพัฒนธีราจารย์ (วีรพล) พระนักเทศน์ชื่อดัง ได้ขึ้นเป็นเจ้าคุณ

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 7 รูป ดังนี้

1. พระเทพกิตติโมลี วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวชิรโมลี

2. พระอมรสุธี วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชวชิรมงคล

3. พระครูศรีสมุทรวาหะ วัดสุคันธาวาส จ.สมุทรปราการ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระวชิรธรรมวิธาน 

4. พระครูปลัดสัมพิพัฒนธีราจารย์ (วีรพล วีรญาโณ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พระนักเทศน์ชื่อดัง เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระสุธีวชิรปฏิภาณ

5. พระมหาธีรพงษ์ ธีรวังโส วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระทักษิณคณิสสร พระราชาคณะปลัดขวาในพระอัฐิสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

6. พระครูสิริวีราภรณ์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระอุดรคณารักษ์ พระราชาคณะปลัดซ้ายในพระอัฐิสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

7. พระครูศรีวชิรวงศ์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระญาณวชิรวงศ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย.2564 ประกาศ ณ วันที่ 12 มิ.ย.2564 เป็นปีที่ 6 ในรัชกาลปัจจุบัน

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 12 มิถุนายน 2564


 

เจ้าคุณสุรพล ขึ้นภาค 12

สมเด็จสนิทวัดไตรมิตรอนุมัติแล้ว

รอรับตราตั้งในวันที่ 17 มิถุนา ศกนี้

ส้มหล่นฮ่ะ !

 

 

พระราชเวที (สุรพล ชิตญาโณ ป.ธ.9)

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เจ้าคณะภาค 12

 


อา..ดูท่าว่า "เส้นทางเดิน" ของท่านสุรพลวัดโพธิ์ จะคาบเกี่ยวกับเส้นสุริยคราสของ "ท่านวีรชัย" แห่งวัดหงส์ นั่นคือว่า เกิดปัญหากับหัวหน้า คือเจ้าคณะภาค โดยภาค 1 นั้น ท่านสายชลวัดชนะสงคราม โดนอาญาปัญหาธรรมกาย ไม่ตายก็ไม่โต ส่วนท่านสุรชัยวัดสระเกศ ก็ถูกอาญาคดีเงินทอนวัด ในข้อหา "สมรู้ร่วมคิด" เป็นประธานในพิธี "คืนสู่ผ้าเหลือง" ของเจ้าคุณธงชัย และอดีตเจ้าคุณวัดสระเกศ เลยเข้าสูตร "เตี่ยไม่ตาย เสี่ยไม่โต" การโตของทั้งสุรพลและวีรชัย จึงอาศัย "ความตาย" มาเกี่ยวข้อง ด้วยประการฉะนี้

 

 

หาจนตาลาย ใส่แว่นก็แล้ว

โผเก่า โผใหม่ โผอะไรๆ ก็ไม่มีชื่อผมเลย

แบบนี้นักการเมืองเขาเรียกว่า..หลุดโผ

 

 

แต่ทีนี้ว่า การตาย หรือการจากไป จากตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 12" ของท่านสุรชัย วัดสระเกศ นั้น มิใช่การตายหรือการไปแบบปกติ แต่มีสาเหตุเพทภัย เป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ แถมยังเป็นเงื่อนตายอยู่ใน "มติมหาเถรสมาคม" ว่าท่านเจ้าคุณสุรชัย ได้ยินยอมให้อดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ และคณะ ใช้โรงพระอุโบสถวัดสระเกศพระอารามหลวง ทำพิธี "คืนสู่ผ้าเหลือง" เมื่อวันที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา มหาเถรสมาคม "ประกาศโทษ" ของท่านสุรชัยล่วงหน้า ว่าต้องโดนแน่ๆ แต่จะรางวัลไหน สุดท้ายก็ได้ข่าวว่า มีรางวัลล่วงหน้า คือว่า เจ้าคุณสุรชัย ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง "รองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ" เป็นอันดับแรก ถ้าเป็นเมนูอาหารก็เรียกว่า ออเดิร์ฟ

 

ส่วนอาหารจานหลัก (Main Caurse) นั้น เพิ่งจะเสริฟในตอนที่โผเจ้าคณะภาค "ทั่วไทย" ประกาศออกไปในวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า "ทุกภาคทั่วไทย" เขาได้เจ้าคณะภาคใหม่กันหมด ขาดเพียง ภาค-12 เพียงภาคเดียว และภาค 12 ก็คือภาคที่เจ้าคุณสุรชัยท่านรักษาการอยู่นั่นเอง แถมวันนั้น ยังมีข่าวออกมาอีกด้วยว่า "ท่านสุรชัยได้ตัดสินใจลาออกจากรักษาการภาค 12" อีกด้วย

โดยความหมายว่า ท่านสุรชัย ได้ลาออกจากทุกตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นรองหัวหน้าสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไทยในต่างประเทศ และรักษาการเจ้าคณะภาค 12 แม้ว่าพระเณรทั่วโลกจะไม่มีใครเชื่อว่าเจ้าคุณสุรชัยเต็มใจลาออกด้วยตัวเองก็ตาม เขาเล่ากันหลังไมค์ว่า เจ้าคุณสุรชัยโดนบีบ หลุดเป็นพวง แต่ใครบีบ ? พวกก็บอกว่า "เห็นแต่มือ ไม่เห็นหน้า" ก็ว่าไป ตราบใดสังคมสงฆ์ไทยยังเป็นแดนสนธยาก็นินทากันมันปาก ยากจะหาสัจจะ และแค่สัจจะหน้ากระดาษยังหาไม่ได้ จะหาปรมัตถสัจจะระดับ "สวรรค์-นิพพาน" ก็คงฝันเอาเอง

 

 

นิพพานสจฺฉิกรณตฺถาย ..

ตั้งใจบวชเพื่อพระนิพพาน นะลูกนะ บวชวัดสระเกศเดี๋ยวนี้ไม่มีตำแหน่งแห่งหนอะไรให้หวัง ดังนั้น ก็อย่าคาดหวังอะไรจากที่นี่เลย ถ้าอยากได้ตำแหน่งก็ต้องไปวัดบวรนิเวศ วัดราชบพิธ วัดไตรมิตร หรือวัดโพธิ์  ทำใจนะลูกนะ ดูหน้าพ่อสิ ทำแล้วทำอีก จนไม่รู้จะทำอย่างไร ปิดวัดดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่มีฝุ่นเข้าตา

 

ปิดวัดสระเกศยาว..

ขอแนะนำว่า เพื่อมิให้เป็นการเสียเวลาประกาศบ่อย ไหนๆ ก็ไหนๆ ประกาศปิดไปเลย 7 ปี ดูทีสิว่า เปิดอีกครั้ง พระวัดสระเกศจะเป็นอรหันต์ซักกี่รูป


 

 

ขาดอีกหนึ่งข่าวก็คือ เจ้าคุณสุรชัย ลาออกจาก "รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ" ด้วยหรือไม่ ? หรือสุรชัยจะรักษาฐานสุดท้าย คือ ตายเป็นตาย ก็ไม่ยอมลาออกจากรักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ซึ่งมีภูเขาทองตั้งอยู่กลางวัด มูลค่ามหาศาลนับหมื่นๆ ล้าน

แต่ถึงยังไง สุรชัยก็จะไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "เจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดสระเกศ" เพราะคุณสมบัติที่ขัดกับมติมหาเถรสมาคม แบบว่าทำงานกับผู้ใหญ่ยาก ก็ยากจะเป็นใหญ่ แล้วถามว่าจะดันทุรังอยู่กันไปอย่างนี้นะหรือ ? ฮื่อ ! น่าคิดนะ อย่าลืมด้วยว่า สุดท้ายแล้ว งานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกรา ปัญหาวัดสระเกศก็คงต้องหาทางออกได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าทางที่ว่านั้นจะไม่เกื้อกูลกับพระในวัดสระเกศวันนี้เลย

วัดสระเกศเคยเป็น "ศูนย์อำนาจ" แห่งคณะสงฆ์ไทย มาอย่างยาวนาน  ซึ่งอดีตกาลไม่นานผ่านมา ก็ตีซะว่า 10 ปีให้หลัง วัดสระเกศครองอำนาจสูงสุดในประเทศไทย มากกว่าวัดบวรนิเวศวิหาร มากกว่าวัดราชบพิธ มากกว่าวัดชนะสงคราม มากกว่าวัดปากน้ำ มากกว่าวัดพิชัยญาติ และมากกว่าวัดไตรมิตร ขนาดว่าหมาแมวก็เกือบจะได้เป็นเจ้าคุณ ขอให้มียี่ห้อ "วัดสระเกศ" เป็นตราประทับเท่านั้น บุญก็จะหล่นทับ ราชรถก็จะมาเกย ดังนั้น ใครๆ ก็อยากไป..วัดสระเกศ

แต่วันนี้ ตำแหน่งแห่งหนที่เคยมี ไม่ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เลขามหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 10-12 ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตนายต่างประเทศ และบริวารว่านเครืออีกนับร้อยนับพัน มันหายไปหมดสิ้น แม้แต่ตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดสระเกศ" พระในวัดสระเกศก็ยังไม่ได้ครองเป็นตัวจริง เจ้าคุณสุรชัยนั่งรักษาการมานานถึง 3 ปีกว่าแล้ว แถมเมื่อถูกสอบสวนผิดวินัยร้ายแรง กรณีสนับสนุนให้เข้าคุณธงชัยทำพิธีคืนสู่ผ้าเหลือง ทำให้แม้แต่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ก็อาจจะมิใช่ "สุรชัย" อีกต่อไป

ทำไมเป็นเช่นนั้น ?

นี่มันเหมือนการปฏิวัติรัฐประหารชัดๆ เลย ไม่งั้นอำนาจจะไม่พลิกผันจนสุดขั้วอย่างที่เห็น แต่จะโทษใครก็คงไม่ได้ ในเมื่อพระวัดสระเกศก็เล่นการเมืองมานาน ย่อมจะรู้ว่า ถ้าไม่เล่นการเมือง การเมืองก็จะเล่นท่าน แต่ถ้าเล่นการเมือง ท่านก็จะจมน้ำครำการเมือง เมื่อยามได้นั้น วัดสระเกศก็ได้ทุกอย่างในโลก แต่เมื่อเสีย ก็เสียทุกอย่างที่มี ถ้าเอาเหตุผลมานี้พิจารณา ก็อาจจะหา "สัจธรรม" ได้บ้าง โดยเฉพาะข้อที่ว่า "การเมืองนั้น ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร" ที่เห็นๆ สลอนกันต่อหน้ามานานนักหนานั้น เพื่อมิตรภาพหรือเพื่อผลประโยชน์ อยากรู้ก็ดูวันนี้สิ วันที่สิ้นไร้ไม้ตอก อดีตเพื่อนฝูงมากมายนั้น หายไปไหนหมด ไสว่าสิบ่ถิ่มกั๋นไง

อย่างไรก็ตาม การยอมเสีย "ภายนอก" อันได้แก่รองประธานพระธรรมทูตและเจ้าคณะภาค 12 ออกไปนั้น ทางทีมงานวัดสระเกศก็คงจะชั่งน้ำหนักดูแล้ว และยอมเสียนอก มากกว่าเสียใน คือตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ให้แก่วัดไตรมิตร หมายถึงว่าต้องเลือกเอา ว่าจะเอาข้างในแต่เสียข้างนอก หรือจะเอาข้างนอก แต่เสียทั้งหมด คือเสียแม้กระทั่งตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ และผลที่ออกก็ดังที่ทราบ คือ บัดนี้ เจ้าคุณสุรชัย ในฐานะแม่ทัพใหญ่วัดสระเกศ เหลือเพียง "รักษาการเจ้าอาวาส" เท่านั้น แบบว่าเหลือแต่ตัว แถมยังเป็น..ตัวสำรอง อีกต่างหาก ซึ่งถ้าวิญญาณ "สมเด็จเกี่ยวและเจ้าคุณเสนาะ" ได้มาเห็นวัดสระเกศตกในสภาพแพแตกเช่นนี้ ก็คงจะเสียใจ ที่ไม่ทันไรอาณาจักรวัดสระเกศก็ล่มสลาย ไม่ต่างจากวัดมหาธาตุสมัยหลวงพ่ออาจถูกรัฐบาลสฤษดิ์จับเข้าคุกและขังลืมนานถึง 5 ปี

แต่เสียดาย..คนตายไม่ได้เห็น

 




 

ตั้ง พระราชเวที-วัดโพธิ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค12

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เป็นประธานมอบพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งเจ้าคณะภาค 8, 9, 10, 11 และ 12 ที่พระมหามณฑปเฉลิมพระเกียรติ วัดไตรมิตรฯ วันที่ 17 มิ.ย.นี้

ตามที่ สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระบัญชาตั้งเจ้าคณะภาคทั่วประเทศทั้งฝ่ายคณะสงฆ์มหานิกาย และฝ่ายคณะสงฆ์ธรรมยุตไปแล้ว แต่ในส่วนของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ยังเหลือตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 (ปราจีนบุรี, นครนายก, ฉะเชิงเทรา, สระแก้ว) ที่ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งเนื่องจากผู้ที่มีรายชื่ออยู่ก่อนหน้านี้ คือ พระเทพรัตนมุนี (สุรชัย สุรชโย) วัดสระเกศฯ ได้ขอลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวนั้น 

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. กล่าวว่า ขณะนี้สมเด็จพระสังฆราช ได้มีพระบัญชาแต่งตั้ง พระราชเวที (สุรพล ชิตญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 แล้ว โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก มีกำหนดการเป็นประธานในพิธีมอบพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งเจ้าคณะภาค ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนตะวันออก ประกอบด้วย เจ้าคณะภาค 8, 9, 10, 11 และ 12 ที่พระมหามณฑปเฉลิมพระเกียรติ วัดไตรมิตรฯ ในเวลา 14.00 น. วันที่ 17 มิ.ย.นี้

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 10 มิถุนายน 2564

 

 

เจ้าคุณเหลาสูญเสียครั้งใหญ่ 

พระธรรมทูตไทยในอังกฤษมรณภาพ

ขาดผู้ช่วยรูปสำคัญไปอย่างไม่มีวันได้กลับ

 

 

พระครูสมุห์วิรัตน์ ธมฺมโฆสโก (ยางเครือ)

พระธรรมทูตวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

 

 

ข่าวด่วนจาก พระราชวิเทศปัญญาคุณ (เจ้าคุณเหลา) แจ้งว่า เมื่อเวลา 06.00 น. (เช้า) ของวันที่ 8 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา พระครูสมุห์วิรัตน์ ธมฺมโฆสโก พระธรรมทูตประจำวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร ได้ถึงแก่มรณภาพลงอย่างสงบ ด้วยโรคมะเร็งตับ ซึ่งป่วยเรื้อรังมานาน และได้กลับไปรักษาตัวที่ประเทศไทย จนกระทั่งถึงแก่มรณภาพลงในที่สุด สิริอายุ 52 พรรษา 13

พระครูสมุห์วิรัตน์นั้น นับเป็นพระที่มีความสำคัญต่อท่านเจ้าคุณเหลา ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร และประธานองค์การพระธรรมทูตโลก รวมทั้งเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร จึงมีงานให้ต้องรับผิดชอบมากมาย หนึ่งในบุคคลากรที่สำคัญก็คือ ท่านพระครูสมุห์วิรัตน์ ซึ่งเปรียบเสมือนมือขวาในวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร แต่ต้องถึงแก่มรณภาพลงด้วยโรคมะเร็ง กระทบต่อการทำงานของท่านเจ้าคุณเหลาอย่างแรงเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ทางองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร และวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร ก็จะได้บำเพ็ญกุศลอุทิศถวายท่านพระครูสมุห์วิรัตน์อย่างเหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ในฐานะกัลยาณมิตรผู้ใกล้ชิด จึงขอถวายความอาลัยต่อท่านพระครูสมุห์วิรัตน์ ขอดวงวิญญาณของท่านจงไปสู่สุคติ

 

และต่อไปนี้ คือบางบทบาทของท่านพระครูสมุห์วิรัตน์ ในต่างแดน

 

 

จากบุรีรัมย์บ้านเกิดเมืองนอน ไปเล่นละครอยู่ที่..ลอนดอน

 

 

เป็นดาราหน้าปกหนังสือ ท่านเปลี่ยนชื่อเป็น..พระธรรมทูต

 

 

เป็นเงาตามตัวท่านเจ้าคุณเหลา เป็นมือขวาในวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

 

 

อาจารย์เหลาหายใจไม่ทัน ก็ได้ท่านพระครูวิรัตน์..ช่วยรับ รอดไปหลายครั้ง

 

 

บ่อยครั้งที่ต้องรับแขก..แทนเจ้านาย แต่ท่านวิรัตน์ก็ทำได้ ไม่เกี่ยง

 

 

นอกอาคารสถานที่ ก็ไม่มีปัญหา

ท่านวิรัตน์พร้อมกับการทำงานทุกรูปแบบ

 

 

เจ้าคุณเหลาไปไหน ท่านวิรัตน์ไปที่นั่น ขอรับใช้เจ้านาย..จนตาย

เพราะคิดว่า อย่างไรเสีย เจ้านาย ก็ต้องตายก่อน แต่ที่ไหนได้..

อะไรๆ ก็ไม่เที่ยง อนิจจา วะตะ สังขารา

 

 

ครั้งหนึ่ง ณ สารนาถ ที่พึ่งหนึ่งเดียวของชาวพุทธ คือ พุทธภูมิ

 

 

ท่านวิรัตน์ อิน ลอนดอน (ลอนดอนอาย)

 

 

บ๊ายบาย

นิพพาน ปจฺจโย โหตุ

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 8 มิถุนายน 2564

 


 

 พระธรรมทูตทั่วโลกปลื้มใจ !

หลวงปู่ทองอยู่ได้ขึ้นเป็นรองสมเด็จ

"พระพรหมวชิรโมลี"

 

 


 

หลังจากทราบประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ 6 มิถุนายน พุทธศักราช 2564 มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯ ประกาศ สถาปนา "พระธรรมโมลี-ทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ ป.ธ.9 Ph.D." วัดศาลาลอย จังหวัดสุรินทร์ ขึ้นเป็น..รองสมเด็จพระราชาคณะ ชั้นหิรัณยบัฏ ในราชทินนาม "พระพรหมวชิรโมลี" ก็มีเสียงสาธุการ แสดงมุทิตาสักการะ จากพระธรรมทูตทั่วโลก ซึ่งเคารพนับถือในหลวงปู่พระธรรมโมลี เป็นเสียงที่น่าอัศจรรย์ ทั้งนี้คงไม่ต้องนับเสียงในประเทศไทย ที่บรรดาพระสงฆ์องค์เณรทั่วไทย ต่างเคารพนับถือหลวงปู่พระธรรมโมลี

 

 

ประวัติอันน่าอัศจรรย์ของหลวงปู่พระธรรมโมลีนั้น ยังมีด้วยว่า ในปี พ.ศ.2513 ซึ่งพระมหาทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ ได้รับอาราธนาให้ขึ้นไปเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำจังหวัดลำปาง ณ วัดบุญวาทย์วิหาร นั้น เวลานั้น หลวงปู่เกษม เขมโก พระอริยเจ้าของชาวล้านนาไทย เป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงของในหลวงและพระมหาราชินี รัชกาลที่ 9 และในปี พ.ศ.2513 นั้น พระมหาทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ ในนามสำนักเรียนคณะสงฆ์จังหวัดลำปาง สามารถสอบได้ประโยค ป.ธ.9 อันสูงสุดในภาคเหนือ

หลวงพ่อเกษม เขมโก พระมหาเถราจารย์นั้น ท่านชื่นชอบพระนักการศึกษา โดยเฉพาะภาษาบาลี จึงได้มี "รางวัลพิเศษ" ถวายแด่..พระมหาทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ ป.ธ.9 แม้มิใช่ชาวลำปาง แต่สามารถสร้างชื่อเสียงเกียรติคุณให้แก่จังหวัดลำปาง อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน (ก่อนหน้านั้น อย่านับแต่เป็นมหาเปรียญเลย แค่สอบได้นักธรรมชั้น ตรี โท หรือเอก ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว)

ครั้นต่อมา ปรากฏด้วยว่า พระมหาทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ ป.ธ.9 วัดบุญวาทย์วิหาร มักจะได้รับอาราธนาจากหลวงพ่อเกษม เขมโก ให้เข้าไปสนทนาธรรม ณ สุสานไตรลักษณ์ อยู่เป็นประจำ หนำซ้ำ ภาษาที่พูดคุยกันนั้น คนทั่วไปฟังไม่รู้เรื่อง เพราะท่านสนทนาด้วยภาษา..บาลี อาทิเช่น

หลวงปู่เกษม ถาม : กึนาโมสิ๊ อาวุโส (ท่านมีนามว่ากระไร)

พระมหาทองอยู่ ก็กราบเรียนว่า : อหํ ภนฺเต ญาณวิสุทฺโธ นาม (กระผมมีนามว่า ญาณวิสุทโธ ขอรับ)

หลวงปู่เกษม : กุโต อาคโตสิ๊ (พระคุณท่านเดินทางมาจากไหน)

พระมหาทองอยู่ : อหํ ภนฺเต ปุญฺญวาทวิหารโต อาคโตมฺหิ (กระผมมาจากวัดบุญวาทย์วิหาร ขอรับ)

หลวงปู่เกษม : ขมนียนฺเต (สุขภาพกายท่านสบายดีอยู่หรือ)

พระมหาทองอยู่ : อาม ภนฺเต ขมนียมฺเม (ขอรับพระคุณท่าน กระผมยังสบายดีครับ)

หลวงปู่เกษม : ยาปนียนฺเต (สุขภาพใจของท่านล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง)

พระมหาทองอยู่ : อาม ภนฺเต ยาปนียมฺเม (ขอรับพระคุณท่าน สุขภาพใจของกระผมยังเป็นปกติดีอยู่)

หลวงปู่เกษม : กติวสฺโสสิ๊ (ท่านมีอายุพรรษาเท่าไหร่)

พระมหาทองอยู่ : โสฬสวสฺโสมฺหิ ภนฺเต (กระผมมีอายุพรรษาได้ 16 พรรษา ขอรับ)

ฯลฯ

(พระมหาทองอยู่ ก็กราบเรียนถามหลวงปู่ครูบาเกษมกลับในทำนองเดียวกัน)

 

ภาษาเหล่านี้ ลูกศิษย์ในสำนักสุสานไตรลักษณ์ลำปางเวลานั้น ต่างโจทย์ขานกันว่า "เป็นภาษาเทพ" เพราะฟังกันไม่รู้เรื่อง ทั้งนี้ หลวงปู่เกษม เขมโก นั้น ท่านเคยศึกษาภาษาบาลีแบบโบราณ ที่เรียกว่า บาลีใหญ่ หรือบาลีมูลกัจจายน์ มาอย่างชำนาญ ดูได้จากพระคาถาต่างๆ ที่ท่านลงเป็นอักขระเลขยันต์ให้แก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหานั้น จะต่างจากพระเกจิอาจารย์ทั่วไป โดยท่านนิยมใช้คาถา "สพฺเพ ชนา สุขิตา โหนฺตุ" เป็นบทแผ่เมตตาอันไม่มีประมาณ ส่งผลให้วัตถุมงคลของ หลวงปู่เกษม เขมโก มีความขลังศักดิ์สิทธิ์ อยู่ในระดับแนวหน้าของบรรดาพระเกจิอาจารย์ของไทยในสมัยกึ่งพุทธกาล

เมื่อพระมหาทองอยู่ ตัดสินใจเดินทางไกลไปเรียนต่อที่ประเทศอินเดีย และได้เข้าไปกราบลาหลวงปู่ครูบาเจ้าเกษม เขมโก ซึ่งหลวงปู่เกษมรู้สึกเสียดายที่เพชรเม็ดงามจะหลุดจากเมืองลำปางไป แต่ถึงอย่างไร เมื่อลูกหลานจะไปได้ดีมีความเจริญก้าวหน้า บิดามารดาก็มีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือ ส่งเสริม อวยชัยให้พร ให้ไปได้ดีมีความเจริญรุ่งเรือง หลวงปู่เกษมได้ถวายกัปปิยปัจจัยแก่พระมหาทองอยู่ "เป็นอันมาก" ประมาณว่าสามารถเรียนได้หลายปี จึงมีสำนวนประจำหลวงพ่อพระธรรมโมลี (ทองอยู่) ว่า "ผมได้รับทุนหลวง..ไปเรียน" ครั้นถามว่า "ทุนหลวงพระราชทานหรือครับหลวงพ่อ" หลวงพ่อพระธรรมโมลีก็ตอบว่า "ทุนหลวงพ่อเกษม" ซึ่งก็นับว่าหาได้ยากเช่นกัน

บัดนี้ ศิษย์เอกของหลวงปู่เกษมจากต่างถิ่นอีกรูปหนึ่ง คือ พระมหาทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ ป.ธ.9 ผู้เคยได้รับโอกาสรับใช้ในองค์หลวงปู่เกษม เขมโก พระอริยเจ้าของชาวลำปาง มีบุญบารมีสูงสุด ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดสถาปนาขึ้นเป็น "รองสมเด็จพระราชาคณะ" เป็นกรณีพิเศษ นับเป็นเหตุอัศจรรย์ที่บรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งในและต่างประเทศ ต่างล้วนชื่นชมยินดีในบารมีธรรมของหลวงปู่พระธรรมโมลี ผู้มีราชทินนามใหม่ว่า "พระพรหมวชิรโมลี"

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ในฐานะลูกศิษย์ลูกหาจากแดนไกล ขอกราบถวายมุทิตาสักการะ "หลวงปู่พระพรหมวชิรโมลี" มา ณ โอกาสนี้

ด้วยความเคารพอย่างสูง

 

พร้อมกันนี้ มีราชกิจจานุเบกษา พระราชทานสมณศักดิ์แด่พระสงฆ์อีก 10 รูป ดังนี้

 



 

ก็ขอแสดงความยินดีกับทุกรูปทุกองค์ ขอให้ใช้สติปัญญาความสามารถ ช่วยเหลืองานพระศาสนา ให้เจริญรุ่งเรือง สมตามพระราชอัธยาศัยที่ทรงไว้วางพระทัยถวายพระบรมราชูปถัมภ์โดยทั่วหน้า

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 6 มิถุนายน 2564

 


 

 มติพิศวง !

มติมหาเถรสมาคมครั้งพิเศษ

ตั้งชื่อโควิดเป็นบาลี ขัดกับพระราชดำริ

 

 


 

 

มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 279/2564 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมหาเถรสมาคมเห็นชอบให้ใช้คำว่า "โควิโท" เป็นชื่อเฉพาะของ "โรคไวรัสโควิด-19" ในการแต่งฉันท์ภาษาบาลีเพื่อให้พระไทยสวดกันทั่วประเทศนั้น นอกจากจะสร้างความแปลกใหม่ให้แก่วงการสงฆ์ไทยเราแล้ว ก็ยังพบว่า มีความลักลั่นระหว่างการใช้ศัพท์ว่า "โควิโต-โควิโท" ซึ่งราชสำนักไทยได้ใช้คำว่า "โควิโต" มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2563

 

 


 

อุปฺปนฺโน โควิโต โรโค สฺยามรฏฺเฐ วินสฺสตุ


 

 

ภาพข้างต้นนี้ ชี้ให้เห็นว่า ทางราชสำนักไทย ได้ใช้คำว่า "โควิโต" เป็นอสาธารณนามของไวรัสโควิด-19 ในคาถา "ภาษาบาลี" มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 โดยได้นำไปแต่งเป็นคาถาภาษาบาลี ใช้เป็นเอกสารกำกับ "เจลล้างมือ" เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 และได้พระราชทานแก่หน่วยงานราชการและประชาชนทั่วไปมานานนับปีแล้ว

 

 

แต่ว่า วันนี้ มหาเถรสมาคม โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้เริ่มต้นในการนิมนต์และเชิญ "ผู้รู้ภาษา" จำนวน 3 ท่าน ให้เป็นกรรมการพิจารณาชื่อของไวรัสโควิด-19 เสียใหม่ สุดท้ายก็ได้ชื่อว่า "โควิโท" และมหาเถรสมาคมก็ได้เห็นชอบอนุมัติให้ใช้ชื่อของไวรัสโควิด-19 ในภาษาบาลีอย่างเป็นทางการว่า "โควิโท"

 

 

คำถามจึงมีว่า ทำไม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาเถรสมาคม จึงไม่อนุโลมให้ใช้คำว่า "โควิโต" เป็นชื่อไวรัสโควิด-19 ตามที่สำนักพระราชวังได้ใช้มาก่อนหน้านั้น ทั้งๆ ที่ในมติมหาเถรสมาคมครั้งนี้ ก็ระบุว่า "เป็นอสาธารณนาม" คือเป็นชื่อเฉพาะ ซึ่งชื่อเฉพาะนั้น ย่อมจะสามารถใช้ได้ทั้ง "โควิโท" และ "โควิโต" เพราะเป็น..ชื่อเฉพาะ

ก็การจะใช้อะไรในทางราชการบ้านเมืองนั้น แม้จะมีหลักวิชาการอย่างไรก็ตาม ก็ควรต้อง "น้อมรับฟัง" ผู้หลักผู้ใหญ่ ว่าท่านจะมีวินิจฉัยอย่างไร ?

มีกรณีเกี่ยวกับการใช้คำว่า "พระราชสาส์น-พระราชสาสน์" ปรากฏเป็นบันทึกอยู่ในหนังสือ "ภาษาไทยกับพระพุทธศาสนา" ของ ศ. (พิเศษ) จำนงค์ ทองประเสริฐ ปาฐกถาโดย ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม ดังนี้

 





 

 

ข้างต้นนั้นระบุว่า "ในหลวง ร.9" ทรงมีพระราชวินิจฉัยให้ใช้ศัพท์ว่า "พระราชสาส์น" ซึ่งต่างจากสำนักราชบัณฑิตยสถานที่เห็นชอบให้ใช้ศัพท์ว่า "พระราชสาสน์" แต่เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่องค์พระประมุขของชาติ ทางรัฐบาลไทยจึงน้อมรับพระราชดำริ โดยการใช้ศัพท์ว่า "พระราชสาส์น" ในหน่วยงานราชการ

 

 

สามเสือยุคโควิด ผิดหรือถูก ?

เจ้าคุณสุทัศน์ ป.ธ.9

พระอนิลมาน ?

น.อ.ทองย้อย ป.ธ.9

 

และทีนี้ว่า มหาเถรสมาคมก็ดี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ดี ก็ล้วนแต่เป็นหน่วยงานราชการ เมื่อจะทำการสิ่งใดอันมีผลเกี่ยวพันไปถึงราชสำนัก ดังกรณีที่ราชสำนักได้ใช้คำว่า "โควิโต" มาก่อนเช่นนี้ ทางที่ดีก็ควรนำเอา "พระบรมวินิจฉัย" นั้น มาพิจารณาเป็นหลักการสำคัญ ก่อนจะประกาศเป็นมติออกไปสู่สาธารณชน ถ้าจะให้ดียิ่งกว่านั้นก็ควร "กราบทูลขอรับพระราชดำริ" นี่จะสวยงามตามโบราณประเพณี เพราะจะมีผลกระทบอย่างสำคัญ

ผลกระทบที่ว่านั้นก็คือว่า เมื่อมหาเถรสมาคมมีมติ "ตามหลัง" มติสำนักพระราชวัง เห็นต่างจากการใช้ศัพท์ว่า "โควิโต" ของสำนักพระราชวัง แต่ให้ใช้ศัพท์ว่า "โควิโท" แทน

นั่นแปลว่า การใช้ศัพท์ของสำนักพระราชวังนั้น "ผิด" จะให้ถูกก็ต้อง "เปลี่ยนใหม่" ไปใช้ "โควิโท" ตามมหาเถรสมาคมแทน โดยเฉพาะก็คือ "เจลพระราชทาน" จะต้องเปลี่ยนชื่อใหม่หรืออย่างไร ในเมื่อมันคนละศัพท์กัน ?

ถามว่า ทำงานแบบนี้ จะเป็นการจงรักภักดี ได้อย่างไร ?

แน่นอนว่า คำถามนี้ ต้องจี้ไปยัง 2 หน่วยงานหลัก คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาเถรสมาคม

เพราะถ้ายังยืนยันมติเดิมไม่เปลี่ยน ทางราชสำนักก็คงต้องเปลี่ยนศัพท์ที่ใช้กับเจลพระราชทานเป็น "โควิโท" มิใช่ "โควิโต" อีกต่อไป

จะผิด จะถูก จะชอบ อย่างไร ก็ต้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้พิจารณาแก้ไข หาไม่ก็จะกลายเป็น "กรณีประวัติศาสตร์" ที่มหาเถรสมาคม ไม่ได้ถวายพระเกียรติแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ นั้น อย่าเห็นว่าไม่สำคัญ มันถึงระดับคอขาดบาดตายเชียว

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 5 มิถุนายน 2564

 


 

2564 อนิลมาน ครองเมือง !

เรื่องจริงไม่อิงนิยายในสังคมสงฆ์ไทย

อะไรๆ ก็..อนิลมาน

 

 

อนิลมาน ผู้อ้างว่า มีเชื้อชาติศากยะ

สูตรสำเร็จ ตอบโจทย์ได้ทุกคำถาม ในสังคมสงฆ์ไทย

 

ต้องเรียกว่า ณ บัดนี้ ในสมองของกรรมการมหาเถรสมาคม จะมีแต่คำว่า "อนิลมาน" เต็มไปหมด เรียกเป็นภาษาแม่ค้าว่า "ขี้แขกขึ้นสมอง" มองไม่เห็นว่าพระเณรไทยตั้ง 300,000 กว่ารูปนั้น จะมีใครมีความรู้ความสามารถในการทำงานเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองบ้าง แต่เห็น "อนิลมาน" เป็นหนุมานชาญสมร ระดับทหารเอกของพระราม จะสามารถโอบอุ้มพระพุทธศาสนาของไทยในยุคนี้ไปสู่ความศิวิไลซ์ระดับ "ยูโทเปีย" กับเขาได้ เผลอๆ จะสามารถนำพาประเทศไปกลับไปสู่ "ยุคพุทธกาล" เพราะอนิลมานมีเชื้อสายของพระพุทธเจ้า ได้เชื้อสายพระพุทธเจ้ามาเลี้ยงดู ก็เหมือนมีพระพุทธเจ้ามาให้กราบไหว้บูชา (แต่ต้องจ่ายค่าศากยะแพงที่สุดในโลก ทั้งยศ ทรัพย์ อำนาจ ประเคนอนิลมานหมด) เผลอๆ มหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะเชื่อด้วยว่า "ขี้ของอนิลมานหอม" เหมือนของพระพุทธเจ้า จึงเอามาดมโชว์ชาวบ้านอย่างที่เรียกว่า หน้าระรื่น

เรามาดู "ไทม์ไลน์" กันนะ ว่าอนิลมาน "ขึ้นหม้อ" ขนาดไหน ในสังคมไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

24 กันยายน 2556 : ได้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่..พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ในงาน 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เป็นกรณีพิเศษ)

30 กันยายน 2556 : ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร พระอารามหลวงอันดับหนึ่งของประเทศไทย

17 พฤศจิกายน 2558 : อนิลมานได้รับการประกาศให้เปลี่ยนสัญชาติเป็นคนไทย ไม่เป็นศากยวงศ์อันบริสุทธิ์อีกต่อไปแล้ว

17 กรกฎาคม 2563 : ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต (เป็นกรณีพิเศษ)

9 เมษายน 2564 : ตั้งอนิลมานเป็นเจ้าคณะภาค 6-7 คุมจังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน

31 พฤษภาคม 2564 : ตั้งอนิลมานเป็นกรรมการแต่งฉันท์ของมหาเถรสมาคม ว่าด้วยโรคโควิด-19

ถ้าเริ่มเทียบบทบาทของอนิลมานกับพระในวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งอนิลมานสังกัดอยู่ ก็จะพบว่า "พระในวัดบวรนิเวศวิหารด้อยกว่าอนิลมาน" ไม่มีใครมีความรู้ความสามารถที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติพระศาสนาได้ จึงได้เห็นแต่ชื่อของ "อนิลมานๆ" ติดทุกโผเต็มไปหมด พระวัดนี้เลี้ยงเปลืองข้าวสุกจริงๆ น่าจะไล่สึกไปให้หมดวัด เหลือเพียงอนิลมานคนเดียวก็พอแล้ว พวกนั้นมีไว้ก็ไร้ประโยชน์ เป็นพวกกาฝากสังคม

ครั้นขยับไปเปรียบเทียบกับ "คณะธรรมยุต" ทั้งประเทศ ก็จะพบอีกว่า "พระในคณะธรรมยุตทั้งสิ้นทั้งปวง ไม่มีใครมีความรู้ความสามารถทัดเทียมอนิลมานเลย" เห็นได้จาก การแต่งตั้งให้ "พระเทพวชิรเมธี-สมคิด จินฺตามโย" วัดราชบพิธ ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. ของคณะธรรมยุต ให้มาเป็น "ลูกน้อง" ของอนิลมาน ในตำแหน่ง "รองเจ้าคณะภาค 6-7"

เอาแต่สองวัดนี้ก็คงพอ เพราะวัดบวรนิเวศวิหารนั้น เป็นวัดหลักของธรรมยุต ปัจจุบันเจ้าอาวาส คือสมเด็จพระวันรัต ท่านก็ดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตด้วย ส่วนวัดราชบพิธนั้น เป็นวัดของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถ้าลงถึงขนาดว่า พระวัดสังฆราชกระจอกกว่าอนิลมาน ก็จบเห่แล้วประเทศไทย จะบริหารประเทศชาติศาสนาได้อย่างไร ถ้าได้ผู้นำโง่ จริงไหม ?

 

"อนิลมานเป็นเชื้อสายศากยะ ผ่านทางท่านพระอานนท์"

 

คนไทยถูกพระวัดบวรเป่าหูให้เชื่อเป็นตุเป็นตะว่า "นี่คือสายเลือดอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า" ได้อนิลมานมาอยู่เมืองไทยก็เหมือนได้ตัวแทนพระพุทธเจ้ามาไว้ใกล้ตัว คนไทยใจใหญ่อยู่แล้ว ดูแต่สมัย ร.4 ยังมีความคิดจะขอซื้อ "พระเขี้ยวแก้ว" มาไว้ที่เมืองไทย หลังสุดก็สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ยังเป็นประธาน "บูรณะยอดพระมหาเจดีย์พุทธคยาด้วยทองคำ" มูลค่าหลายร้อยล้าน เพราะอยากได้บุญกับพระพุทธเจ้าล้ำหน้ากว่าชาวพุทธชาติอื่นๆ ในโลก ในขณะที่คนไทยยังจนระดับโลก แต่เพื่อสวรรค์นิพพานเสียอย่าง คนไทยสู้ตาย ฉิบหายไม่ว่า ขอเอาหน้าไว้ก่อน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระสังฆราชดำริสร้างโบสถ์ด้วยดิน ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว ร.9 แต่สมเด็จจุณฑ์ กลับเป็นประธานบูรณะยอดฉัตรพระเจดีย์พุทธคยาด้วยทองคำ นำไทยไปนิพพาน แสดงว่าพระวัดบวรนิเวศวิหารมีสองมาตรฐาน แบบว่าตอแหลเก่งสุดยอด

วันนี้ คณะธรรมยุต หมดมุก หมดสินค้า หมดราคา และหมดปัญญา จึงหันไปคว้า "แขกเนปาล" มาเป็นดาราหน้าจอ ให้ตำแหน่งและการงานกระจอกๆ แก่เชื้อสายศากยะ เหมือนหลอกชาวไทยไปวันๆ จะนับเป็นมหกรรมลวงโลกก็คงว่าได้ เพราะไม่มีประเทศใดในโลกจะงมงายเหมือนประเทศไทย ที่เชื่อว่า ถ้ามีเชื้อสายศากยะไว้ในประเทศ จะทำให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองกว่าใคร ไม่หัดดูประเทศเนปาลบ้านเกิดเมืองนอนของอนิลมานบ้าง ปัจจุบันยังคงมีเชื้อสายศากยะอยู่เต็มเมือง แต่สุดท้ายกลายเป็น "สิ้นราชวงศ์" แถมส่วนใหญ่ไปเข้ากับ "ลัทธิเหมา" เป็นคอมมิวนิสต์ไปหมด

ถามว่า ศากยวงศ์ของอนิลมาน ช่วยอะไรเนปาลบ้าง ? ประชากรชาวพุทธเพิ่มขึ้นไหม สถาบันพระมหากษัตริย์มั่นคงหรือไม่ และทำไมอนิลมานหนีมาเมืองไทย ไม่กลับไปเนปาล ?

ถ้าช่วยเนปาลไม่ได้ จะช่วยไทยได้อย่างนั้นหรือ ?

มหาเถรสมาคม กำลังหลงงมงายในกโลบาย "ไม่สร้างคนในชาติของตนให้เก่งให้ดี" แต่กลับใช้วิธี "ซื้อตัวนักเตะ" จากต่างถิ่น ซึ่งวิ่งเข้ามาหาด้วยอามิสสินจ้าง เชื่อหรือว่าจะสามารถพัฒนาประเทศชาติได้อย่างมั่นคง ?

พระธรรมโกศาจารย์ หรือหลวงพ่อปัญญานันทะ อดีตพระมหาเถระนักปราชญ์แห่งวัดชลประทานรังสฤษดิ์ ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า "เมืองไทยเรามีพระระดับสมเด็จโง่ๆ อยู่หลายรูป ความโง่ไม่ได้อยู่ที่พระเล็กพระน้อยเท่านั้น พระผู้ใหญ่ก็โง่ได้เหมือนกัน ฯลฯ"

วันนี้ ถ้าเราเอาคำกล่าวของหลวงพ่อปัญญานันทะ มาเปรียบเทียบกับการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทยในสมัยปัจจุบัน ก็อาจจะเห็นพ้องกับหลวงพ่อปัญญานันทะได้อย่างเต็มร้อยเลยว่า

 

"เมืองไทยมีพระระดับสมเด็จโง่ๆ อยู่มากมาย"

 

ไม่โง่ก็คงไม่ตั้งแขกมาเป็นเจ้าเป็นนายหรอก จะบอกให้

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 5 มิถุนายน 2564

 


 

ดมขี้แขก !

ตั้งอนิลมานเป็นกรรมการตั้งชื่อโควิดเป็นภาษาบาลี

เสนอมหาเถรสมาคมเห็นชอบ

 

เจ้าคุณสุทัศน์ ป.ธ.9

พระอนิลมาน ?

น.อ.ทองย้อย ป.ธ.9

 

อา..ต้องถือว่าเป็นรายการ "หอมหวลชวนดม" ในห้องประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม นัดตั้งชื่อโคโรน่าไวรัส หรือโควิด-19 ซึ่งทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ของนายณรงค์ ทรงอารมณ์ อันมีที่ปรึกษาเหนือกระหม่อมนามว่า "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ได้เห็นดีเห็นงามให้ตั้งกรรมการขึ้นมา เพื่อพิจารณาหาชื่อของไวรัสตัวนี้ เพื่อใช้ในบทสวดมนต์สำหรับพระภิกษุสามเณร "ทั่วประเทศไทย" คัดกันแบบเนื้อๆ เน้นๆ สุดท้ายก็ได้อัจฉริยะภาษาบาลีจำนวน 3 ท่านด้วยกัน คือ พระธรรมราชานุวัตร (สุทัศน์ วรทสฺสี) รูปนี้เป็น ป.ธ.9 จบสูงสุดสายบาลีในประเทศไทย และปัจจุบันเป็นเจ้าสำนักเรียนบาลีมีสถิติสอบได้สูงสุดของประเทศ อีกท่านเป็นฆราวาสแต่เป็นอดีตนักบวชรุ่นพ่อ คือ อาจารย์ น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย ป.ธ.9 ศิษย์เก่าสำนักวัดมหาธาตุราชบุรี อันโด่งดัง อาจารย์ทองย้อยนอกจากจะชำนาญภาษาบาลีระดับปรมาจารย์แล้ว ก็ยังแต่งกาพย์ โครง ฉันท์ ภาษาไทยได้ระดับครูอีกด้วย การเชิญทั้งท่านสุทัศน์และอาจารย์ทองย้อยมาช่วยงานของมหาเถรสมาคมด้านภาษาบาลี จึงถือว่ามาถูกจังหวะ

แต่สำหรับ "พระอนิลมาน" นั้น ถามว่า เชิญมาทำไม ? ในเมื่อพระอนิลมานมิได้ศึกษาในสายภาษาบาลีเลย ไม่เคยสอบได้ซักประโยคในบาลีสนามหลวง ทั้งๆ ที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยเป็นสามเณรอายุ 14 ปี และทั้งๆ ที่เป็นศิษย์เอกของ "สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช" ซึ่งเท่ากับเป็นเจ้าสนามหลวง แต่อนิลมานก็หาได้เจริญรอยตามสมเด็จพระญาณสังวรแต่อย่างใดไม่ ไม่เรียนบาลีแม้แต่ประโยคเดียว ทั้งๆ ที่สมเด็จพระญาณสังวรทรงเรียนบาลีไทยจนได้ ป.ธ.9 แต่ลูกของพระองค์กลับไม่เอาถ่าน ลูกที่ไม่ตามรอยพ่อ จะถือว่าเป็นลูกที่ดีได้อย่างไร

ประวัติของพระอนิลมานนั้น คร่าวๆ ก็คือ เรียนจบ มมร. (มหามกุฏราชวิทยาลัย) ในระดับปริญญาตรี แล้วไปต่อด้านมานุษยวิทยาที่ประเทศอังกฤษ ทั้งโทและเอก ถึงแม้ว่ามานุษยวิทยานั้น จะมีสาขาภาษาอยู่ด้วย แต่ภาษาบาลีที่ใช้ในหลักสูตรคณะสงฆ์ไทยเรานั้น ถือว่าเป็นหลักสูตรพิเศษที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงกำหนดหลักสูตรขึ้นมา เรียกว่า บาลีน้อย ย่อส่วนลงมาจากบาลีใหญ่ คือบาลีมูลกัจจายน์ ซึ่งพระไทยเรียนมาแต่สมัยโบราณนับพันปี

ทีนี้ว่า เมื่อพระอนิลมาน มิได้มีความรู้ด้านภาษาบาลีแบบไทยๆ ที่จะใช้แต่งฉันท์หรือคาถาภาษาบาลี จึงมีคำถามว่า จำเป็นอะไรต้องไปเชิญ "อนิลมาน" มาเป็นกรรมการแต่งคาถาภาษาบาลีในครั้งนี้

มหาเปรียญบัณฑิตในประเทศไทยเรา ตั้งแต่ตั้งกรุงเทพมหานครผ่านมานานถึง 200 กว่าปีมาแล้ว ไม่มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้มีความรู้ความสามารถอีกแล้วหรือ หรืออย่างน้อย สองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ คือเจ้าคุณสมจินต์และเจ้าคุณสมคิด ทั้งคู่ก็เป็นมหาเปรียญ แต่ทำไมไม่ได้รับเชิญ หรือแม้แต่ "พระพรหมโมลี-สุชาติ" แม่กองบาลีสนามหลวง ซึ่งเป็นเณรนาคหลวง ปี 19 สอบได้ ป.ธ.9 ตั้งแต่เป็นเณร เรียกว่าเณรอัจฉริยะ เวลานี้ท่านก็เป็นเหมือนรัฐมนตรีกระทรวงภาษาบาลี แต่ทำไมไม่ได้รับเชิญ

ตอบตามหลักการอันสูงสุดก็เห็นจะเป็นว่า อ๋อ ก็เพราะท่านพระอนิลมานเป็นชาวศากยะ เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ท่านจึงรู้ภาษาพระพุทธเจ้า มากกว่าชาวพุทธไทยที่เป็นเพียงแค่..สาวก พวกเราชาวไทยพุทธ จึงต้องเชิดชูทายาทในราชวงศ์ศากยะให้สูงสุดเท่าที่จะกระทำได้ เป็นเกียรติประวัติสูงสุดสำหรับชาติไทย

ดังนั้น เมื่อเรามีเลือดเนื้อเชื้อไขของพระพุทธเจ้าอยู่ด้วยเช่นนี้ ก็จำเป็นต้องเชิญท่านอนิลมานมาเป็นกรรมการแต่งภาษาบาลี เพื่อมิให้ผิดเพี้ยนไปจากภาษาของพระพุทธเจ้า ก็ดูสิ ขนาดอ้างว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพระพุทธเจ้า ชาวพุทธไทยยังโง่ เอ๊ย ยังเชื่อเลยว่าเป็นเรื่องจริง แม้ว่าปฏิปทาของอนิลมานจะต่างกันท่านพระอานนท์ราวฟ้ากับเหวก็ตาม แล้วกะอีแค่ให้อนิลมานแต่งคาถาภาษาบาลีจะมีอะไรขัดข้อง ถี่ก็ลอดตาช้าง ห่างก็ลอดตาเล็น เป็นเรื่องปกติของสังคมไทยที่ใช้ศรัทธามากกว่าปัญญา

แต่อย่าถามนะว่า แล้วสมัยสมเด็จพระญาณสังวรเป็นพระสังฆราชยาวนานหลายสิบปีมานั้น ทำไมไม่ตั้งอนิลมานเป็นกรรมการภาษาบาลีด้วย ?

คำตอบก็อาจจะเป็นอีกว่า สมเด็จพระญาณสังวร สิ้นพระชนม์ไปแล้ว คงตอบแทนพระองค์ไม่ได้ หรือสมัยนั้นยังไม่มีโควิด แล้วจะตั้งอนิลมานเป็นกรรมการได้อย่างไร จริงหรือนายณรงค์ ?

ตามนี้แหละ จึงเห็นได้ว่า บัดนี้ มีขบวนการ "ขุนอนิลมาน" ให้เป็นใหญ่ในสังฆมณฑล ทั้งตั้งเป็นเจ้าคุณ เป็นเจ้าคณะภาค และเป็นกรรมการของมหาเถรสมาคม จะได้สร้างงานให้พระเณรทั่วไทยได้ใช้เป็นแบบเรียน และเมื่อนั้น อนิลมาน ก็จะกลายเป็น "ครูใหญ่" ของประเทศไทย ในระดับ..ราชบัณฑิต

เสียดายนิดเดียว ที่มหาเถรสมาคมยังไม่ยอมตั้งอนิลมานให้เป็น..แม่กองบาลีสนามหลวง ซึ่งควรอย่างยิ่ง เพราะถ้าได้อนิลมานมาเป็นแม่กองบาลี ก็จะทำให้การศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์ไทย "เป็นการศึกษาภาษาของพระพุทธเจ้า" อย่างแท้จริง

และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ก็ขอกราบอาราธนา "สมเด็จพระสังฆราช อัมพรมหาเถร" ได้ทรงแสดงสปิริต "ลาออก" จากตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เพื่อเปิดทางให้ "สมเด็จพระอนิลมาน" ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน ทั้งนี้ เพื่อให้กิจการพระพุทธศาสนาของชาติไทยเรา ได้พัฒนาไปสู่จุดสูงสุด คือร่วมเป็นชนชาติศากยะ ประหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงตั้งพระทัยอยากเป็นพระญาติกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงของเจ้าหญิงจากศากยะมาอภิเษกสมรส และสุดท้ายก็กลายเป็น "ลูกทรพี" ฆ่าล้างโคตรศากยะ จนสูญพันธุ์ไปจากโลก

อนิลมาน จะเป็นอภิชาติบุตร สร้างชาติไทยให้เป็นศากยะวงศ์อันสูงส่ง หรือจะเป็นลูกทรพีที่ฆ่าล้างโคตรศากยวงศ์จนสูญสิ้น เหมือนพระเจ้าวิฑูฑภะ รับรองว่า ไม่เกิน 10 จากนี้ไป เป็นได้เห็นดำเห็นแดง

วันก่อน ใช้สำนวน "กินขี้แขก" ไปแล้ว วันนี้ เห็นนายณรงค์อุ้มอนิลมานเข้ามหาเถรสมาคม และมหาเถรสมาคมก็นิยมชมชอบอนิลมาน ชื่นชมผลงานของอนิลมาน สั่งการให้พระภิกษุสามเณรทั่วไทยใช้บทสวดของอนิลมาน นี่ก็เท่ากับทั้ง พศ. ทั้ง มส. ชวนกัน "ดมขี้แขก" เป็นเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

 

 

มหาเถรสมาคม มีมติเห็นชอบให้การใช้ชื่อ "โรคโควิด" เป็นภาษาบาลีว่า "โควิโท"

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟนเพจ ข่าวสารงานพระพุทธศาสนา ได้เผยแพร่เอกสารมติมหาเถรสมาคม สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เรื่อง การใช้ชื่อ "โรคโควิด" เป็นภาษาบาลี

โดยมีข้อความระบุว่า ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 12/2564 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 เลขาธิการมหาเถรสมาคมเสนอว่า ตามที่มหาเถรสมาคมได้มีมติครั้งที่พิเศษ 4/2564 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 เห็นชอบให้เจริญพระพุทธมนต์ บทรัตนสูตร เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชน และความเป็นสิริมงคลต่อประเทศ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 นั้น

ในการเจริญพระพุทธมนต์ ได้มีการนำบทคาถาไล่โควิด มาเป็นบทเจริญพระพุทธมนต์ดังกล่าว เพื่อให้การใช้ศัพท์ "โรคโควิด" ในบทเจริญพระพุทธมนต์ให้ถูกต้องตามหลักภาษาบาลี และเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นควรนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อโปรดพิจารณา

ในการพิจารณาการใช้ศัพท์คำว่า "โควิด" เป็นภาษาบาลี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้อาราธนาพระภิกษุ และเชิญบุคคลเข้าร่วมถวายความเห็นประกอบการพิจารณา ดังนี้

 

1. พระธรรมราชานุวัตร วัดโมลีโลกยาราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

2. พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

3. นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย ผู้แทนสำนักพระราชวัง

 

ที่ประชุมได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง สรุปความว่า คำว่า "โรคโควิด" หรือ "โควิด" เป็นศัพท์เฉพาะ (อสาธารณนาม) ซึ่งเป็นอักษรย่อที่มาจากภาษาอังกฤษว่า "COVID' หรือ Corona Virus Disease เมื่อนำมาเขียนเป็นภาษาบาลี ต้องปริวรรตอักษรเป็นอักษรโรมันที่ใช้เขียนภาษาบาลี และเป็นภาษาบาลีสากล

โดยเปรียบเทียบกับ ภาษาอังกฤษ เปรียบเทียบกับตัวสะกดในแม่กดในภาษาไทย และเปรียบเทียบกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2563 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หน้า 1 เล่มที่ 137 ตอนพิเศษ 48 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า "โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด-19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)

ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติให้ใช้ศัพท์ว่า "โควิโท" เป็นชื่อ โรคโควิด เป็นภาษาบาลี และ (อสาธารณนาม)

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 4 มิถุนายน 2564


 

ตั้งสองอธิการบดี มจร.-มมร. เป็นรองเจ้าคณะภาค

จากนายพลกลายเป็นนายพัน กินน้ำใต้ศอกของใคร ?

ทำได้แค่นี้ก็ "ยุบทิ้ง" เสียเถอะ มหาเถรสมาคม

อยู่ไปก็ไลฟ์บอย !

 

มหาเถรสมาคมประชุมนัดล่าสุด

สังฆราชลาประชุม ปล่อยให้สมเด็จจุณฑ์คุมเกม

ก็เสร็จเรียบร้อยโรงเรียนวัดบวรซีคะ

นัดต่อไปอาจจะตั้งอนิลมานเป็นสังฆราชกิตติมศักดิ์

 

 

อา..สุดจะฮืออากับวาทะล่าสุดในสภาที่ว่า "ถ้าเขาไม่รักก็กลับบ้านเราเถิดครับ เจ้านาย" แต่จะเป็นเจ้าใดนายใดก็คงไม่ต้องบอก ณ  วันนี้ วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2564 ท่ามกลางวิกฤติการณ์ของชาติบ้านเมืองเรื่อง "โดวิด-19" ซึ่งประชาชนคนไทยก็มุ่งหวังว่ารัฐบาลจะสามารถนำประเทศชาติพ้นความเจ็บความตายไปได้ เพราะนี่ไม่ต่างจากสถานการณ์สงคราม ชาติที่เข้มแข็งเท่านั้นที่อยู่รอด และชาติที่จะเข้มแข็งนั้น ก็เพราะมีผู้นำที่เข้มแข็ง ซึ่งความเข้มแข็งในที่นี้ท่านหมายถึง "มีภาวะความเป็นผู้นำ ที่ฉลาด สามารถ และมีวิสัยทัศน์" หากประเทศชาติขาดผู้นำที่เข้มแข็งดังกล่าว ชาติก็จะอ่อนแอ ประเทศก็จะล่มสลาย ล้มละลาย กลายเป็นชาติกระจอกงอกง่อย ด้อยพัฒนา

ในอีกด้านหนึ่งนั้น ประเทศชาติก็เหมือนผู้คน คือมีชีวิตจิตใจ จึงต้องการอาหารทางใจให้เข้มแข็งเช่นกัน นั่นคือศาสนา และในประเทศไทยเรานี้ ก็ให้ความสำคัญกับศาสนาถึงกับยกขึ้นเป็น "สถาบันหลัก" หนึ่งในสาม คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ดังนั้น ความดำรงคงมั่นและเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา จึงถือว่าเป็นความมั่นคงและรุ่งเรืองของประเทศไทยไปด้วย

โดยทั้งนี้ ทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์และรัฐบาลไทย ได้เห็นชอบให้มี "องค์กรพิเศษ" สำหรับปกครองดูแลพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา มีงบประมาณถวาย มียศถาบรรดาศักดิ์ให้เป็นเกียรติยศ เรียกว่าให้สิทธิพิเศษมากมาย จนพระไทยรุ่นหลังเข้าใจไปว่า ตัวเองเป็นบุคคลพิเศษ ทำอะไรก็ได้ ขนาดญาติโยมเอาข้าวปลาอาหารและปัจจัยเงินทองมาให้ ก็ยังต้องกราบไหว้ ถ้าเป็นขอทานละก็ใครจะไหว้ใคร แถมเมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็น "เจ้าคุณ" พระไทยก็ถือว่าตัวเองเป็น "เจ้า" เลยสำคัญตัวเองไปกันใหญ่ ทำอะไรก็ไม่ผิด ถึงผิดก็ไม่เคยรับผิด ชั่วชีวิตเคยรับแต่ชอบ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นแผนงานนโยบายอะไรต่างๆ รวมทั้งการปฏิบัติในทุกขั้นตอนของ "มหาเถรสมาคม" จึงไม่มีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์ ขนาดผิดพลาดระดับประเทศ เช่นกรณีธรรมกาย ที่ตั้งให้ "มหาสายชล" เข้ามากินตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 1" ก็หามีใครรับผิดชอบอะไรไม่ อ้างเพียงว่า "สมเด็จสมศักดิ์ตายไปแล้ว" ก็แล้วๆ กันไป สายชลพ้นตำแหน่งไปแบบ "ชั่วไม่มี ดีไม่ปรากฏ" ยังคงกินยศ "ชั้นเทพ" ไปจนตาย แต่กิจการพระศาสนาฉิบหายวายป่วงไปหมดแล้ว

เมื่อมีการตั้ง "สังฆราช" พระองค์ใหม่ และมีมหาเถรสมาคมชุดใหม่ ชุดพระราชทาน เพราะเป็นพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ประหนึ่งคณะรัฐมนตรี แทนระบบเก่าที่เป็นเพียง "บัญชาสมเด็จพระสังฆราช" เท่านั้น ดังนั้น ผู้คนจึงเชื่อว่า ด้วยศักดิ์และสิทธิ์ที่ได้รับพระราชทาน จะทำให้มหาเถรสมาคมชุดใหม่นี้ มีความเข้มแข็ง เอาจริงเอาจังกับงานพระศาสนา โดยเฉพาะ "การแต่งตั้งโยกย้าย" ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารพระศาสนา มหาเถรสมาคมจะได้ใช้ทั้ง "กฎหมาย พระธรรมวินัย และจารีตประเพณีอันดีงาม" มาเป็นสามประสาน สรรหาบุคคลากรเข้ามาช่วยทำงานพระศาสนา ดังที่สมเด็จพระมหารัชมังคลมุนี (เจ้าคุณธงชัย) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ท่านได้ให้โอวาทแก่เจ้าคณะภาค "พระราชทาน" ชุดแรกไปในวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา

 

 

แขกดอย - อนิลมาน

 

 

แต่ครั้งนั้น กลับกลายเป็นว่า มีการแต่งตั้งอย่างวิปริตผิดประเพณี คือตั้งให้ พระอนิลมาน ชาวเนปาล ซึ่งอ้างว่าเป็นชาติเชื้อเครือเหง้าของพระพุทธเจ้า เข้ามาเป็น "เจ้าคณะภาค 6-7 ธรรมยุต" กับเขาด้วย วันนี้ พระเณรไทยทั่วโลก ต่างเงี่ยหูคอยฟังว่า มหาเถรสมาคมจะดำเนินการเช่นไรกับพระอนิลมาน จะปลด โยกย้าย หรืออนิลมานจะลาออกเอง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจในสายเลือดแห่งศากยวงศ์อันสูงส่ง ในสายตาของชาวพุทธทั่วโลก หาไม่ก็จะกลายเป็น "ศากยะเลว" และดึงเอาสายเลือดศากยะที่เหลืออยู่ในโลกอันน้อยนิดนี้ สูญพันธุ์ไปเลย ไม่มีใครเคารพนับถืออีกต่อไป เพราะมิใช่สายพันธุ์แห่งความเสียสละอีกแล้ว แต่เป็นสายพันธุ์แห่งความละโมบโลภมาก ต่างจากปฏิปทาของท่านพระอานนท์อย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น อนิลมาน อย่าได้ชะล่าใจว่า คงไม่มีใครติดใจอะไรอีกแล้ว อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ คงจะเล่นข่าวแค่ 2-3 วัน เท่านั้น อีกไม่นานคงจะเหนื่อยไปเอง คนไทยลืมง่าย ฯลฯ คิดอย่างนี้ถือว่าผิดถนัด อย่าง "กรณีธรรมกาย" นั้น เราเกาะติดสนอข่าวนานถึง 16 ปี ไม่มีหยุด อยากจะเป็น "หมา" ในสายตาของพระไทยทั่วโลกก็ลองดูนะ อนิลมาน บอกได้เลยว่า "กูไม่กลัวมึง"

มาอาศัยแผ่นดินไทยอยู่  อย่าสะเออะมาเป็นเจ้าเป็นนาย

มาอย่างศากยะ ก็ควรอยู่อย่างอริยะ อย่าละโมบโลภมาก

ถึงมหาเถรสมาคมจะแต่งตั้ง  แต่พระไทยไม่ยอมรับ

อยากใหญ่ก็ใหญ่ไป แต่อย่ามาเหยียบบ้านกูก็แล้วกัน

ถ้าท่านเป็นเชื้อสายศากยะวงศ์จริง ก็ต้องแสดงความบริสุทธิ์ให้สมกับเป็นสายเลือดพระพุทธเจ้า อย่าเอาพระพุทธเจ้ามาหลอกชาวไทยเพื่อให้ได้ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" เหมือนวอตอแหลเลย แค่วาทกรรมกระจอกๆ หลอกคนไทยไม่ได้หรอก จะบอกให้

ดังนั้น ท่านอนิลมาน ยังมีเวลาพิจารณาตัวเอง อย่าให้ขับไล่ มันจะไม่สวย

เรียนจบด๊อกเตอร์ทุนพระราชทานในหลวง ร.9 จะตายเพราะความโลภก็ลองดู

 

อนิลมาน

(พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต)

วัดบวรนิเวศวิหาร

เจ้าคุณสมคิด

(พระเทพวัชรเมธี)

วัดราชบพิธ

ตำแหน่ง

รองอธิการบดี มมร.

เป็นเจ้าคณะภาค 6-7

ตำแหน่ง

อธิการบดี มมร.

เป็นรองเจ้าคณะภาค 6-7

 

ตั้งรองอธิการบดีเป็นเจ้าคณะภาค

และตั้งอธิการบดีเป็นรองเจ้าคณะภาค

ผลงานบัดซบของคณะธรรมยุต

 

"กินขี้แขก"

เป็นสำนวนแดกดันพระไทยสมัยก่อนที่ไปอินเดียและเนปาล

ต้องเจอกับภาพอุจาดบาดตา คือแขกขี้ไม่มีส้วม

แถมทิ้งเรี่ยราด เดินไม่ประมาทก็ยังพลาดเข้าเต็มๆ

พระไทยไปอินเดียและเนปาล จึงถูกขนานนามว่า กินขี้แขก

แต่วันนี้ไม่ต้องไปไกลถึงอินเดียและเนปาลแล้ว

มีแขกมาขี้ให้กินถึงกลางกรุงเทพมหานคร

นอนเอ้เต้อยู่ในวัดบวรนิเวศวิหารบางลำพู

สมเด็จพระวันรัตแทบจะฉันอาหารแขกทุกมื้อ

ติดอกติดใจ ถึงกับนำเสนอมหาเถรสมาคมให้..กินขี้แขก

 

มาดูที่ "ผลการลากตั้ง" ของมหาเถรสมาคมครั้งล่าสุด ซึ่งเพิ่งจะประชุมผ่านไปในวันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่า คณะธรรมยุต โดย..สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ในฐานะเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย เจ้าเก่า ได้แต่งตั้งให้ "พระเทพวัชรเมธี" หรือเจ้าคุณสมคิด วัดราชบพิธ ศิษย์ก้นกุฏิของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง "รองเจ้าคณะภาค 6-7"

แต่ครั้นมองไปที่  "เจ้าคณะภาค 6-7" ซึ่งจะต้องเป็น "ผู้บังคับบัญชา" ของเจ้าคุณสมคิด ก็ปรากฏว่าเป็น "อนิลมาน" พระแขกดอยชาวเนปาล สังกัดวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งอนิลมานนั้นยังมีตำแหน่งในมหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. เป็น "รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการต่างประเทศ" ความหมายก็คือ เป็นลูกน้องของเจ้าคุณสมคิดนั่นเอง

หมายความว่าอย่างไร ?

อ๋อก็หมายความว่า เดิมมานั้น อนิลมานเป็นลูกน้องของสมคิดเขา แต่วันนี้ สมคิดกลายเป็นลูกน้องของอนิลมาน โดยสลับตำแหน่งกัน ดังนี้

"สมคิด" เป็นเจ้านายของ "อนิลมาน" ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. แต่เป็นลูกน้องของอนิลมานในสำนักงานเจ้าคุณภาค 6-7

"อนิลมาน" เป็นเจ้านายของ "สมคิด" ในสำนักงานเจ้าคณะภาค 6-7 แต่เป็นลูกน้องของ "สมคิด" ในสำนักงานอธิการบดี มมร.

สุดแต่ว่าจะอยู่ที่ไหน ถ้าอยู่ใน มมร. ก็สมคิดเป็นเจ้านาย แต่ถ้าไปที่สำนักงานเจ้าคณะภาค 6-7 วัดบวรนิเวศวิหาร สมคิดก็เป็นลูกน้องของอนิลมาน ตลกไหมล่ะครับท่านผู้ชม

ถามว่าในโลกใบนี้มีอะไรบัดซบไปกว่านี้ไหม ?

เดี๋ยวเป็นเจ้านาย เดี๋ยวเป็นลูกน้อง เดี๋ยวสั่ง เดี๋ยวรับคำสั่ง

ทั้งสมคิดและอนิลมานคงจะงงว่า ตกลงกูเป็นอะไร กูเป็นนายมึง หรือมึงเป็นนายกู หรือใครใหญ่กว่าใคร ถ้ายังไม่หายสงสัย ก็ให้อนิลมานดึงแขนสมคิดเข้าห้องน้ำ เปิดสบงดูให้แน่ใจว่า "ของใครใหญ่" จะได้ไม่ต้องเถียงกันให้อายชาวบ้าน นะ อายกันสองคนก็คงพอ

จะบอกว่า คณะธรรมยุต ภายใต้การคุมบังเหียนของสมเด็จพระสังฆราชอัมพร วัดราชบพิธ และมีสมเด็จจุณฑ์เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย ได้นำเอาคณะธรรมยุตไปไกลลิบลิ่ว ไม่สวรรค์วิมานก็นรกหุบเหวระดับอเวจีแน่นอน

ลำพังเอา "อนิลมาน" มานั่งบนหัวพระไทยทั่วประเทศ ก็อัปรีย์แล้ว นี่เอาสมคิดไปมุดหัวใต้สบงอนิลมานอีก สมพระเกียรติศิษย์สังฆราชเลยเชียวล่ะ

แต่พระวัดราชบพิธท่านคงจะไม่ถือยศถือศักดิ์หรอก ขนาดเงินทองท่านยังไม่จับ แล้วจะจับยศศักดิ์ไว้เพื่ออะไร ดังนั้น เป็นอะไรก็ไม่สำคัญ สำคัญตรงที่ว่า "ไม่ได้เป็น" นี่ละซิ

 

 

 

เจ้าคุณสมจินต์ ธิการบดี มจร.

เจ้าคุณเทียบ คณะบดีคณะพุทธศาสตร์ มจร.

ได้เป็นรองเจ้าคณะภาค 5 พร้อมกัน

 

ดูโผเจ้าคณะภาคธรรมยุต ว่ามึนแล้ว หันมาทางมหานิกายก็โอละพ่อ เมื่อมีชื่อ "พระเทพวัชรบัณฑิต - ศ.ดร.พระมหาสมจินต์" วัดปากน้ำ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. ผู้ยิ่งใหญ่ มีบริวารว่านเครือมากมายมหาศาล ระดับแม่ทัพใหญ่ของประเทศไทย เพราะในยุคของ "พระพรหมบัณฑิต-ประยูร" ที่ผ่านมานั้น ได้สร้างสรรค์และขยายงานของ มจร. ไว้อย่างมั่นคงและกว้างขวาง ระดับ "ใหญ่ที่สุด" ในประเทศไทย และก้าวไกลถึงระดับ "อินเตอร์" และด้วยฐานะอันยิ่งยงนั้น เมื่อพระพรหมบัณฑิตตัดสินใจ "วางมือ" จากอธิการบดี แล้วให้ "เจ้าคุณสมจินต์" เข้ามาถือบังเหียนแทน แม้ว่าแต่ไหนแต่ไรมานั้น สำนักวัดปากน้ำ ไม่สนับสนุนกิจการ มจร. สักเท่าใด ดูได้จากตำแหน่งและสมณศักดิ์ของเจ้าคุณสมจินต์เอง ที่อยู่แถวหลังในวัดปากน้ำ เดินตามก้น "มหานิกร" ชาวสุพรรณ มานานโข แต่พอได้เก้าอี้อธิการบดี มจร. มานั่งก้นไม่ทันร้อน "ชั้นเทพ" ก็ลอยลงมาจากนภากาศ ขนาดสมเด็จวัดปากน้ำก็ยังไม่รู้ว่าเจ้าคุณสมจินต์จะได้เป็นชั้นเทพ

ในความเป็นผู้บริหารการศึกษา "ระดับประเทศและอินเตอร์" นั้น ตำแหน่งอธิการบดี มจร. ถือว่าเป็น "นัมเบอร์วัน" ของประเทศไทย อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแม่กองธรรม แม่กองบาลี หรืออธิการบดี มมร. ก็ใหญ่สู้เก้าอี้อธิการบดี มจร. ของเจ้าคุณสมจินต์ไม่ได้

แต่ก็ไม่รู้ว่ามีปมด้อยอะไร เจ้าคุณสมจินต์ ถึงได้เอาเก้าอี้อธิการบดี มจร. ไปซ้อนใต้เก้าอี้แม่กองบาลีของเจ้าคุณสุชาติ ซึ่งยังอยากจะมาแจมกับ มจร. ในตำแหน่งที่ปรึกษาเลย

นั่นก็ดูประหลาดแล้ว ที่เห็นอธิการบดี มจร. ผู้ยิ่งใหญ่ ไปเป็นเบ๊ให้แก่เจ้าคุณสุชาติ แม่กองบาลีสนามหลวง ฝรั่งมังค่าที่อยู่ในแวดวงการศึกษา ได้เห็นบทบาทของเจ้าคุณสมจินต์ก็ถึงกับงงว่า ตกลงยูเป็นอะไร ใหญ่หรือเล็ก สวมกางเกงตัวใหญ่ระดับอธิการบดีก็มีสง่าราศีดีอยู่แล้ว แล้วนี่นุ่งกางเกงในไว้ข้างนอกโชว์อะไร ?

 

 

 

แฟชั่นยอดฮิตของอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย

 

แต่วันนี้ เมื่อมีมติมหาเถรสมาคมออกมา ก็พบว่าบทบาทของเจ้าคุณสมจินต์ "เบี่ยงเบน" ยิ่งกว่าโควิดกลายพันธุ์ เพราะท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็น "รองเจ้าคณะภาค 5" ของเจ้าคุณสุชาติ แม่กองบาลีสนามหลวง อีกด้วย

ก็เลยกลายเป็นว่า เจ้าคุณสมจินต์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึง "อธิการบดี" มหาวิทยาลัยสงฆ์ ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ใหญ่ขนาดพระเณรที่จบ ป.9 ในสายเจ้าคุณสุชาติ ยังต้องมาขอเรียนต่อ คือต่อยอด กลับลดตัวเองไปรับตำแหน่ง "เลขานุการแม่กองบาลี" ยังไม่พอ ยังขอเป็น "รองเจ้าคณะภาค 5" ของเจ้าคุณสุชาติอีก

 

ลดสองขั้นเลย

 

เลยอยากจะถามว่า ท่านสมจินต์ ไม่ลาออกจากอธิการบดี มจร. ไปเลยล่ะ อยากจะเป็นลูกน้องเจ้าคุณสุชาติเป็นนักเป็นหนาน่ะ เป็นทาสมาแต่ชาติก่อนหรือไร

นับดูตำแหน่งของ "พระเทพวัชรบัณฑิต" กันนะฮะ ว่าท่านเป็นอัจฉริยะระดับ "วัชรบัณฑิต" จริงหรือไม่อย่างไร

1. เป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) มีนิสิตนักศึกษาและผู้ใต้บังคับบัญชา "มากที่สุด" ในประเทศไทย และในระดับอินเตอร์นั้น เขาให้ความสำคัญกับตำแหน่งนี้ "มากกว่า" ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชด้วยซ้ำไป ดูแต่ในปัจจุบันนั้น บรรดาพระธรรมทูตที่ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ทุกทวีปทั่วโลกนั้น เป็นอดีตนิสิตของ มจร. เสียเป็นส่วนใหญ่ อธิการบดี มจร. เดินทางไปประเทศใด มีพระธรรมทูตรู้จักและต้อนรับมากกว่าสังฆราช ลำพังในประเทศไทยก็ใหญ่กว่าเจ้าคณะหนและเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ

2. เป็นเลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง รับใช้พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) วัดปากน้ำ เพียงรูปเดียว เพราะตำแหน่งนี้ไม่มีงานอะไรมาก นอกจากการออกข้อสอบ/ตรวจข้อสอบ ปีละ 2 ครั้ง ต่างกับงานในมหาวิทยาลัยที่ต้องบริหารจัดการตลอดทั้งปี ตำแหน่งนี้ ถึงแม้จะเป็นการสนองคุณเจ้าคุณสุชาติที่ให้โอกาส แต่ถึงกระนั้น เมื่อได้เป็นอธิการบดี มจร. แล้ว ก็ควรจะลาออก เพื่อมุ่งมั่นทำงานใหญ่ให้สำเร็จ เป็นเกียรติยศแก่วัดปากน้ำ แต่เจ้าคุณสมจินต์หาได้คิดและทำเช่นนั้นไม่ ยังคงยึดตำแหน่งเอาไว้ ก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร

3. เป็นรองเจ้าคณะภาค 5 ของพระพรหมโมลี (สุชาติ) เจ้าเก่า หมายถึงว่า นอกจากจะรับใช้ในตำแหน่งเลขานุการแม่กองบาลีที่วัดปากน้ำมาหลายปีแล้ว วันนี้ เจ้าคุณสมจินต์ อธิการบดี มจร. ผู้ฉลาดปราดเปรื่องระดับ "วัชรบัณฑิต" ได้ผันตัวเองลงไปเป็น "รองภาค" รับใช้ในสำนักงานของเจ้าคุณสุชาติอีกต่างหากด้วย

ถามว่า เป็นอธิการบดี มจร. แล้วไปรับตำแหน่ง "รองภาค" มันสูงขึ้นหรือต่ำลง ?

และมันจำเป็นอะไรต้องไปเป็น "รองภาค" สำหรับคนระดับ "อธิการบดี มจร." ผู้มีอำนาจและบารมีมากที่สุดในประเทศไทย เป็นใหญ่อยู่ใน มจร. มันยังไม่พอกินหรือ ถึงได้กระเสือกระสนไปเป็นรองภาคกับมหานิกรอีก

ถ้าจะใช้สูตรเก่าที่ว่า "ตำแหน่งทางการปกครองสำคัญ เป็นบันไดไต่เต้าขึ้นสู่กรรมการมหาเถรสมาคม และสมณศักดิ์ชั้นสูง คือ รองสมเด็จ และสมเด็จ" จะรับตำแหน่งก็คงไม่ว่ากัน แต่ว่าวันนี้ สมการทางการเมืองเรื่องคณะสงฆ์ไทยนั้น เปลี่ยนไปหมดแล้ว การได้สมณศักดิ์ "ชั้นเทพ" มาแบบฟ้าประทานนั้น ก็มิได้เกี่ยวกับตำแหน่งเจ้าคณะภาค/รองภาค หรือกรรมการ มส. แต่อย่างใด แต่ได้เพราะเป็นอธิการบดี มจร. เท่านั้น

แล้วถามว่า จะไปรับตำแหน่งรองภาคไปทำไม เป็นรองภาคแล้วจะได้อะไร หรือจะทำอะไรได้ แถมถ้าทำอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็จะเบียดบังเวลาในการบริหารกิจการ มจร. ให้ลดน้อยถอยลงโดยอัตโนมัติ สุดท้าย เจ้าคุณสมจินต์ก็จะสาละวนอยู่กับการย้ายก้นไปบนเก้าอี้ "อธิการบดี-เลขาแม่กองบาลี-รองเจ้าคณะภาค" สับสนปนเป จนเอาดีทางไหนไม่ได้แม้แต่ทางเดียว

และความเป็น "วัชรบัณฑิต" ก็จะกลายเป็น "เพชรในตม" ไร้แสงสดใสในที่สุด

 

 

เจ้าคุณเทียบ กับโอบามา และฮิลลารี คลินตัน

 

 

ใช่เพียงแค่นั้นนะ มองไปดูข้างๆ ของพระเทพวัชรบัณฑิต ก็พบสิ่งผิดปกติอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือชื่อของ "พระราชปริยัติมุนี" ชื่อนี้ฟังดูไม่คุ้น แต่ถ้าบอกว่า "เจ้าคุณเทียบ-วัดโพธิ์" ก็โอ้โหกันทั้งประเทศ เพราะเจ้าคุณเทียบท่านเป็น "อัครราชทูต" ในสมัยท่านประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา เดินทางมาเยือนประเทศไทย ในปี พ.ศ.2555 ตั้งแต่นั้นมา ชื่อชั้นของเจ้าคุณเทียบ ก็เทียบกับอัครราชทูต ระดับอินเตอร์

แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น เจ้าคุณเทียบท่านมีตำแหน่งเป็น "คณะบดีคณะพุทธศาสตร์ มจร." ซึ่งมีพระเทพวัชรบัณฑิต (สมจินต์) เป็นอธิการบดี คือเป็นเจ้านาย เป็นผู้บังคับบัญชาอยู่

ที่มันดูแปลกๆ ก็คือว่า ในโผรองภาคครั้งล่าสุดนี้ มีชื่อเจ้าคุณเทียบได้รับแต่งตั้งเป็น "รองเจ้าคณะภาค 5" คู่กับเจ้าคุณสมจินต์ อธิการบดี มจร. ด้วย

มองมุมหนึ่งก็จะเห็นว่า ภาค 5 ของเจ้าคุณสุชาติพระพรหมโมลีนั้น ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดา 18 ภาค และอาจจะครบเครื่องกว่า "เจ้าคณะใหญ่" ทุกหนในประเทศไทย เพราะทั้งตำแหน่งแม่กองบาลีสนามหลวงและตำแหน่งอธิการบดี มจร. รองอธิการบดี มจร. มารวมอยู่ที่ภาค 5 แห่งนี้ที่เดียว

ทีนี้ว่า เมื่ออธิการบดี มจร. มาเป็นรองภาค 5 รองอธิการบดี มจร. นับสิบๆ รูป ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ก็จะเป็น "ผู้ช่วยเจ้าคณะภาค 5" โดยพฤตินัย เพราะเจ้านายใหญ่เขามาเป็น "รองภาค 5" เห็นอะไรไหม ว่าแม่น้ำสายไหนใหญ่และลึกอย่างไร

แต่แม้ว่า "เจ้าคุณเทียบ" จะเป็นลูกน้องของเจ้าคุณสมจินต์ใน มจร. ก็อย่าลืมว่า ปัจจุบันนั้น เจ้าคุณเทียบสังกัด "วัดโพธิ์ท่าเตียน" ซึ่งเพิ่งจะได้เจ้าอาวาสรูปใหม่ คือ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ผู้มากบารมี เข้าวังเป็นงานหลัก ถนนทุกสายจึงแทบจะวิ่งไป "วัดโพธิ์" ถ้าไม่ติดโควิด

ทีนี้ว่า ด้วยบารมีของสมเด็จวัดโพธิ์ ย่อมจะส่งผลให้ "เจ้าคุณสุชาติ-เจ้าคณะภาค 5" แม้ว่าจะอยู่วัดปากน้ำ ก็ต้องเกรงใจ อยากเข้าใกล้สมเด็จวัดโพธิ์ แต่จะไปทำไมให้เหนื่อย ในเมื่อมีสายสัมพันธ์วัดโพธิ์อยู่ใกล้ตัว นั่นคือ ท่านเจ้าคุณเทียบ รองเจ้าคณะภาค 5

การณ์เป็นเช่นนี้ ชี้ได้เลยว่า ท่านสุชาติ เจ้าคณะภาค 5 จะมอบหมายงานสำคัญให้ท่านเจ้าคุณเทียบ รองภาควัดโพธิ์ "มากกว่า" เจ้าคุณสมจินต์ อธิการบดี มจร. จากวัดเดียวกัน

นั่นหมายถึงว่า ในตำแหน่ง "รองภาค 5" ที่ได้รับแต่งตั้งคู่กับเจ้าคุณเทียบนั้น เจ้าคุณสมจินต์ถึงจะมีตำแหน่งเป็น "รองหนึ่ง" แต่บทบาทจะรั้งท้าย กลายเป็น "รองบ๊วย" หรือแทบไม่มีบทบาทอะไรเลย เพราะเจ้านายคือเจ้าคุณสุชาติพระพรหมโมลี ก็ยังมีดีกรีอ่อนกว่าเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ของเจ้าคุณเทียบ

เห็นไหมว่า อำนาจในวงการสงฆ์มัน "ไขว้กัน" ดูที่ตำแหน่งเพียงแห่งเดียวนั้นยังไม่ชัดเจน ต้องดูบริบทอื่นๆ ประกอบด้วย

อย่างไรก็ตาม การเอาทั้ง "อธิการ" และ "รองอธิการ" มจร. ไปห้อยไว้ในภาค 5 ของเจ้าคุณสุชาตินั้น ถามว่า มหาเถรสมาคมมุ่งหวังอะไร ?

ถ้ามุ่งหวังผลงาน ก็เห็นๆ กันอยู่ว่า ตำแหน่งภาค 5 นั้น ปกครองจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก อุตรดิตถ์ และตาก มีศูนย์กลางอยู่ที่ "พิษณุโลก" ซึ่งก็คือพระพุทธชินราช แม้ว่าจะใหญ่ แต่ก็ระดับปานกลาง ยังไม่ถึงระดับภาค 1-7-12 อีกทั้งงานในระดับภาคยุคนี้นั้น จะฉายเดี่ยวไม่ได้เลย ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้นโยบายของมหาเถรสมาคม การเอาทั้งอธิการและคณะบดีคณะพุทธศาสตร์ มจร. ไปกองไว้ในภาค 5 จึงถือว่าไม่สมเหตุสมผล รังแต่จะเป็นการบอนไซให้เจ้าคุณสมจินต์ง่อยเปลี้ยเสียแขนเสียมากกว่า

คนระดับอธิการบดี มจร. ซึ่งบริหารงบประมาณปีละพันล้าน บริวารว่านเครือนับพันนับหมื่น เรียกว่าบทบาทมากกว่าพระสังฆราช แต่กลับให้เป็นแค่ "รองภาค 5" ถามว่าไม่กระจอกไปหรือ ?

ถ้าแต่งตั้งกันแบบไม่ดูค่า "เหรียญห้าเหรียญบาท" เช่นนี้ วงการสงฆ์ก็คงไม่ต่างจากวงการเมืองเรื่องตัณหา ประเดี๋ยวก็เป็นนายกรัฐมนตรี โผล่อีกทีมาเป็นรองนายก เจออีกครั้งกลายเป็นฝ่ายค้าน สุดท้ายกลายเป็นนักการเมืองกากๆ ให้รุ่นลูกรุ่นหลานถอนหงอกเล่น เป็นวงจรน้ำเน่า  อุบาทว์ชั่วชาติ เพราะขาดสิ่งเดียว นั่นคือ สปิริต คือความรู้จักอิ่มรู้จักพอ วางตนให้สมฐานะ อิ่มก็ต้องลุก ลาแล้วต้องไป มิใช่อิ่มก็ไม่ยอมลุก ลาแล้วยังไม่ยอมกลับ วนๆ เวียนๆ จนเจ้าของบ้านเขารำคาญพาลขับไล่ ต่อไปก็ไม่มีใครเชิญมาบ้านอีก คนไร้มารยาท

ที่พูดนี้ไม่ได้ดูถูกภาค 5 แต่เทียบค่าจากบทบาทของอดีตอธิการบดี มจร. คือ พระพรหมบัณฑิต เมื่อไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ท่านก็วางมือ เพราะถือว่ามาสูงระดับอินทรีย์แล้ว จะลงไปคลุกดินคลุกฝุ่นอยู่กับนกกระจอกก็ผิดวิสัย เจ้าคุณสมจินต์ ซึ่งเป็นอธิการบดี มจร. จึงควรต้องมีศักดิ์ศรีบ้างว่า ถ้าจะให้ผมเป็น ก็ต้องระดับภาค ไม่งั้นผมไม่รับ มันจึงจะพอฟังว่ามีแรงต่อรองกับเขาบ้าง แต่การยอมรับเป็นรองภาค 5 ดังที่เห็น ก็เท่ากับเป็นการตอกย้ำหลักการบริหารภายในวัดปากน้ำ ที่ต้องให้ความสำคัญกับพระภาคกลางมากกว่าพระสายอีสาน ซึ่งในสมัยหลวงพ่ออาจวัดมหาธาตุนั้น พระภาคกลางนิยมเรียกพระอีสานว่า "พระลาว" เป็นการเหยียดเชื้อชาติของคนชาติเดียวกัน แต่นั่นยังพื้นๆ ยังมีสำนวนเด็ดกว่านั้น พระลาวๆ ในวัดมหาธาตุเขาจำกันแม่น กับสำนวน "ไอ้ลาวตาขาว" ใครพูดกับใคร ถามสิริดูสิครับ

ความด้อยในถิ่นกำเนิดที่ติดตัวมาแต่เดิม และถูกปลูกฝังในวัดปากน้ำมาอย่างยาวนานนั้น อาจจะทำให้เจ้าคุณสมจินต์ ชาวบุรีรัมย์ ตระหนักว่า "ตัวเองต่ำต้อย" กว่าพระภาคกลาง โดยเฉพาะก็คือ สายสุพรรณ ดังนั้น จึงยอมสุพรรณไปเสียทุกทาง ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงต้องปลงแล้วล่ะ เพราะถือว่าเป็นการสมยอมด้วยอุปนิสัย การศึกษาหรือการพัฒนาอื่นใดยังช่วยไม่ได้ จะป่วยกล่าวไปใย ถามมหานิกร รองภาค 7 ชาวสุพรรณ ดูสิ เห็นชื่อสมจินต์เป็นรองภาค 5 แล้ว มันน่าหัวเราะ 555 นึกว่าเป็นพญาอินทรีย์ ที่ไหนได้ กลายเป็นพญาแร้ง แค่รองภาคห้าก็ติดกับดักแห่งตัณหา ไม่น่าเล้ย..สมจินต์

 

 

สองอธิการบดี ผู้กินน้ำใต้ศอก

บทบาทระดับโลก

แต่มีฐานะกระจอกในสังคมสงฆ์ไทย

 

 

คราวนี้ มาเทียบฐานะระหว่าง "สองอธิการบดี มจร-มมร" ดูบ้าง

อธิการบดี มจร. คือ พระเทพวัชรบัณฑิต (สมจินต์) วัดปากน้ำ ยอมตัวลงเป็นเบ๊ให้เจ้านายเก่า คือเจ้าคุณสุชาติพระพรหมโมลี ซึ่งก็รับใช้มาตั้งแต่ในสำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวงแล้วล่ะ มองมุมนี้ก็แทบไม่มีปัญหา ถ้าไม่ติดที่เก้าอี้ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นั่นคือ อธิการบดี มจร. ซึ่งทรงอิทธิพลสูงสุดกว่าสังฆราช การยอมลดฐานะลงเป็นเพียง "รองภาค 5" จึงถือว่าเสียศักดิ์ศรี ไม่มีกำไร แม้จะเป็นการยอมรับใช้เจ้านายเก่าก็ตาม

แต่มองไปที่ "อธิการบดี มมร." ของเจ้าคุณสมคิด วัดราชบพิธ ดูบ้าง ก็จะเห็นว่า เจ้าคุณสมคิด (พระเทพวัชรเมธี) เป็นเจ้านายของอนิลมานมาแต่เดิม แต่วันนี้ สมคิดกลับยอมลดตัวเองลงเป็น "ลูกน้อง" ของอนิลมาน ซึ่งเป็นลูกน้องใน มจร. แถมสมคิดยังเป็นถึงศิษย์กุ้นกุฏิสมเด็จพระสังฆราช แน่นอนว่าทั้งสถานะวัดและตำแหน่งเดิม ย่อมจะสูงกว่าอนิลมาน ดังนั้น การยอมรับตำแหน่ง "รองภาค 6-7" เป็นลูกน้องของอนิลมานในครั้งนี้ สมคิดขาดทุนป่นปี้ ไม่มีศักดิ์ศรีอธิการบดี มมร. และศิษย์เอกสังฆราชเลย เผลอๆ จะเสียชาติเกิดเอาด้วยซี

ยกเว้นเหตุผลพิเศษเพียงหนึ่งเดียว คือ เชื่อว่า อนิลมาน เป็นเชื้อสายศากยะของพระพุทธเจ้า จริงๆ จึงยอมได้ทุกอย่าง

สรุปว่า ทั้งสมจินต์และสมคิด ล้วนติดกับดักแห่ง "เชื้อสาย" สมจินต์ติดเชื้อสายสุพรรณ ขณะที่สมคิดเชื้อสายศากยะ เป็นโควิดคนละสายพันธุ์ แต่อันตรายพอกัน เสียดายว่าทำไมรัฐบาลไทยไม่ฉีดวัคซีนกันโควิดสองสายพันธุ์นี้ให้แก่พระไทย ปล่อยให้ติดเชื้อกันทั่วประเทศไทยได้ไง

เชื่อว่า ถ้าเป็นชาวสุพรรณบุรีในวัดปากน้ำ และเป็นชาวศากยะในวัดบวรนิเวศวิหาร ก็เป็นเชื้อสายอันบริสุทธิ์ยิ่งกว่าสายอื่นๆ ทุกจังหวัด ทั้งสมจินต์และสมคิด ซึ่งมีเชื้อสายต่ำต้อยกว่า ควรที่จะเทิดทูนบูชา ประหนึ่งว่าสองสายนั้นเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ เพราะแม้แต่สมเด็จพระสังฆราชวัดราชบพิธ ก็ทรงเห็นชอบด้วย จึงให้ผ่านมหาเถรสมาคมได้ สมเด็จวัดปากน้ำ วัดบวรนิเวศวิหาร หรือที่ไหนๆ ก็คงเห็นเช่นนั้น จึงไม่มีใครทักท้วงอะไร ในเมื่อได้เห็นโผภาคและรองภาค เข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคมถึง 2 ครั้ง 2 คราว

ชาวไทยเมื่อได้รับทราบ "หลักการและเหตุผล" ของมหาเถรสมาคม ในการตั้ง "พระอนิลมาน" ชาวเนปาล ข้ามชั้นเป็นเจ้าคณะภาค 6-7 แถมซ้ำ ยังเข็นเอา "ศิษย์เอกสังฆราช" วัดราชบพิธ ให้ไปเป็นลูกน้องคอยรับใช้อนิลมานอีก ก็ควรภูมิใจว่า ชาติไทยเรานี้มีโชคดียิ่ง ที่ได้หน่อเนื้อเชื้อไขของพระพุทธเจ้าชาวศากยะมาสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ที่เคยคิดกันว่า พระพุทธศาสนาเวลานี้มีแต่ความเสื่อมถอยนั้น ก็ต้องเปลี่ยนความคิดมาเป็นความดีใจ ความภูมิใจ ว่าพระพุทธศาสนาในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 10 นั้น เจริญรุ่งเรืองกว่าทุกยุคสมัยในรอบ 2500 ปีที่ผ่านมา เพราะไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยว่า จะมีประเทศเขตใดได้หน่อเนื้อเชื้อศากยะ (บรมพุทธางกูร) มาเป็นผู้นำ เหมือนเราได้ "แขกดอย-อนิลมาน" มาเป็นที่สักการบูชาอยู่ในบัดนี้

ด้วยความเชื่อเช่นนี้ ก็ชี้ได้ว่า อนาคตอีกไม่ไกล ประเทศไทย คณะสงฆ์ไทย จะได้สมเด็จพระสังฆราช ผู้มีเชื้อสายศากยะวงศ์ อย่างแน่แท้

และเมื่อนั้น พระไทยทั้งประเทศ ก็จะขอลาออก จากคณะสงฆ์ไทย ให้อนิลมานเป็นสังฆราช ปกครองวัดบวรนิเวศวิหาร แต่เพียงลำพัง

 

วิปุลฺลํ ปปฺโปตุ พุทฺธสาสนํ   พระพุทธศาสนาจงเจริญ

 

 

 

 

มหาเถรฯตั้งรองเจ้าคณะภาคธรรมยุต-หนเหนือ

ที่ประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) มีมติเห็นชอบตั้งรองเจ้าคณะภาคคณะสงฆ์ธรรมยุต และหนเหนือ ดัน "เจ้าคุณเทียบ" วัดโพธิ์ ขึ้นรองเจ้าคณะภาค 5

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ที่พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร มีการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) โดยภายหลังการประชุม นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. แถลงผลการประชุม มส. ว่า มส. มีมติแต่งตั้งรองเจ้าคณะภาค ฝ่ายคณะสงฆ์ธรรมยุต ดังนี้

1. พระราชบัณฑิต (สุดใจ ปสิทฺธิโก) วัดธาตุทอง เป็นรองเจ้าคณะภาค 1-2-3 (ธรรมยุต)

2. พระราชปริยัติบัณฑิต (ถนอม ปณฺฑิโต) วัดสนธิกรประชาราม จ.เพชรบูรณ์ เป็นรองเจ้าคณะภาค 4-5 (ธรรมยุต)

3. พระเทพวัชรเมธี (สมคิด จินฺตามโย) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นรองเจ้าคณะภาค 6-7 (ธรรมยุต)

4. พระราชธรรมกวี (วราวุฒิ วรวุฑฺโฒ) วัดสัมมาชัญญาวาส เป็นรองเจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต)

5. พระอมรโมลี (สุภาพ สุภาโว) วัดปทุมวนาราม เป็นรองเจ้าคณะภาค 9 (ธรรมยุต)

6. พระอมรมุนี (ชูชาติ โชติธมฺโม) วัดนรนาถสุนทริการาม เป็นรองเจ้าคณะภาค 10 (ธรรมยุต)

7. พระศรีปริยัติมงคล (นิยม กิตฺติเมธี) วัดลำผักชี เป็นรองเจ้าคณะภาค 11 (ธรรมยุต)

11. พระศรีกิตติเมธี (รุ่งโรจน์ ฐิตโรจโน) วัดเทพนิมิตร จ.ฉะเชิงเทรา เป็นรองเจ้าคณะภาค 12-13 (ธรรมยุต)

12. พระศรีมงคลเมธี (วิชาญ กลฺยาณธมฺโม) วัดจันทน์กะพ้อ จ.ปทุมธานี

13. พระศรีวิสุทธิญาณ (เนรมิต ธมฺมวีโร) วัดราชาธิวาส เป็นรองเจ้าคณะภาค 16 (ธรรมยุต) 

14. พระราชวินยาภรณ์ (เปลี่ยน โชตฺยาวตฺโต) วัดบุรณศิริมาตยาราม เป็นรองเจ้าคณะภาค 17-18 (ธรรมยุต)

นายสิปป์บวร กล่าวต่อไปว่า มส. ยังเห็นชอบแต่งตั้งรองเจ้าคณะภาค ฝ่ายคณะสงฆ์มหานิกาย ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนเหนือ ดังนี้

พระเทพมุนี (ประชัน ฐิตปญฺโญ) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และพระเทพปัญญาภรณ์ (ริด ริตเวที) วัดตากฟ้า จ.นครสวรรค์ เป็นรองเจ้าคณะภาค 4

พระเทพวัชรบัณฑิต (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และพระราชปริยัติมุนี (เทียบ สิริญาโณ) หรือ เจ้าคุณเทียบ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เป็นรองเจ้าคณะภาค 5

พระราชปัญญาภรณ์ (สิงห์คำ ชยวํโส) วัดนางชี และพระอุดมบัณฑิต (สมศักดิ์ สุทฺธิญาณเมธี) วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม  เป็นรองเจ้าคณะภาค 6

พระธรรมเสนาบดี (ธงชัย สุวณฺณสิริ) วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ และพระราชวิสุทธิเวที (นิกร มโนกโร) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นรองเจ้าคณะภาค 7

ส่วนการแต่งตั้งรองเจ้าคณะภาค ของเขตปกครองคณะสงฆ์หนกลาง ตะวันออก และใต้นั้น  เจ้าคณะใหญ่แต่ละหน จะมีการทยอยพิจารณาเพื่อเสนอเข้าที่ประชุมมส.ต่อไป

 

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 1 มิถุนายน 2564

 

 

 

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561 : 2562

2563 : 2564

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

วัดไทยลาสเวกัส..ในวิกฤตโควิด-19
 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264