LAST UPDATE :   JUNE : 15 : 2019 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 


 

สมเด็จสมชายเป็นประธานปริยัติสามัญ !

 

แทนสมเด็จจุณฑ์ซึ่งลุกไปนั่งประธานใหญ่

กลายเป็น 3 ต่อ 1

 

 

สองรุมหนึ่งอาย

เมื่อสัดส่วนผู้บริหารการศึกษาสงฆ์กลายเป็น 3 ต่อ 1

 

 

อา..ก็ถือว่า "เรียบร้อยโรงเรียนธรรมยุต" ไปอีกโปรเจ็กหนึ่ง ซึ่งถือว่าสำคัญสูงสุดในบรรดาภารกิจของคณะสงฆ์ไทย นั่นคือ การบริหารการศึกษา อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ถ้าการศึกษาแย่ การปฏิบัติก็แย่ แต่ถ้าการศึกษาดี การปฏิบัติก็ย่อมจะดีตามไปด้วย เพราะถ้าไม่มีปริยัติก็ไม่มีปฏิบัติ ก่อนจะถึง "ปฏิบัติอันตรธาน" ซึ่งก่อให้เกิด "ปฏิเวธอันตรธาน" ไปด้วยนั้น ก็เริ่มจาก "ปริยัติอันตรธาน" เป็นอันดับแรก

และการปริยัติของคณะสงฆ์ไทยแต่ไหนแต่ไรมานั้น ก็แยกออกเป็น 2 แผนก ได้แก่ แผนกธรรม และแผนกบาลี ซึ่งทีแรกนั้น ทั้งสองแผนกต่างเป็นอิสระต่อกัน ใครจบแผนกไหนก็ถือว่าสูงสุดในด้านนั้น แต่ครั้นภายหลังมา ปรากฏว่า มีการยกย่องบาลีว่าเหนือกว่านักธรรม ส่งผลให้นักธรรมกลายเป็นรองของบาลี ถึงขนาดว่า ถ้ายังสอบนักธรรมไม่ได้ ก็ไม่ยอมให้สอบบาลีเลย

เมื่อเป็นเช่นนั้น ตำแหน่ง "แม่กองธรรม" จึงต่ำต้อยกว่า "แม่กองบาลี" ถึงจะมีนักเรียน "นับแสนๆ" ทั่วประเทศ แต่ก็เหมือนโรงเรียนประถมศึกษา จบมาแล้วก็ต้องไปต่อมัธยมคือบาลี แม่กองบาลีจึงโดดเด่นเป็นสง่ามาจนถึงปัจจุบัน และเนิ่นนานมาแล้ว ตำแหน่งแม่กองธรรมนั้น เป็นของฝ่ายธรรมยุต ส่วนตำแหน่งแม่กองบาลีเป็นของมหานิกาย ต่างฝ่ายต่างครองเก้าอี้คนละตัว การศึกษาของคณะสงฆ์ไทยเดิมเรามีเพียง 2 แผนกนี้เท่านั้น ส่วนการจัดการศึกษาระดับอุดมคือ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. และ มมร. นั้น ถึงจะสังกัดมหาเถรสมาคมมานาน แต่ก็เหมือนลูกผีลูกคน สุดท้ายก็กลายเป็น "มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล" ไปในที่สุด จะเรียกว่าออกนอกระบบก็ว่าได้ เพียงแต่ออกนอกระบบคณะสงฆ์ไทยไปอยู่ใต้ระบบราชการ ได้เบี้ยหวัดเงินเดือน พระคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ นอกจากจะได้รับ "ยศทางวิชาการ" เช่น ศาสตราจารย์ เป็นต้นแล้ว ก็ยังมีเงินเดือนเงินดาวอีกด้วย

แต่ต่อมา ได้มีการจัดตั้ง "โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา" ขึ้นมา เพื่อให้บรรดาพระภิกษุสามเณรได้ศึกษา โดยมิต้องไปเรียนร่วมกับเด็กนักเรียนทั่วไป โดยทั้งนี้ โรงเรียนนี้จัดตั้งขึ้นในวัด มีพระเป็นผู้บริหาร ใช้หลักสูตรจากกระทรวงศึกษาธิการ แต่สังกัดกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต่อมาได้โอนย้ายมาสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแทน

ก็สรุปว่า การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย มีรวมทั้งสิ้น 3 แผนก คือ นักธรรม บาลี และปริยัติสามัญ โดยนักธรรมเป็นของคณะสงฆ์ธรรมยุต บาลีเป็นของคณะสงฆ์มหานิกาย แต่ปริยัติสามัญเป็นของกรมการศาสนาและต่อมาก็ย้ายมาเป็นของสำนักพุทธฯ อยู่ในกองศาสนศึกษา กล่าวโดยสรุปก็คือ ธรรมยุต มหานิกาย และสำนักพุทธฯ ล้วนแต่มีโรงเรียนอยู่ในสังกัดของตัวเอง แต่มีปัญหาว่า นักธรรมและบาลีนั้น จะได้รับเงิน "อุดหนุน" ตามแต่รัฐบาล (โดยสำนักพุทธ) จะเห็นสมควร แบบว่ามีมากก็ให้มาก มีน้อยก็ให้น้อย ให้กันตามมีตามเกิด การศึกษาทั้งสองสาขาจึงอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ส่วนโรงเรียนพระปริยัติสามัญนั้น กลับได้รับงบประมาณ "เป็นรายหัว" แบบว่านับหัวนักเรียนจ่าย ทั้งค่าอาหารการกิน การเรียนการสอน และค่าอื่นๆ อีกจิปาถะ จัดการศึกษาปริยัติสามัญไม่มีคำว่าขาดทุน วัดต่างๆ ทั่วไทยจึงเฮโลกันจัดการศึกษาด้านนี้ เพราะมีเงินบริหารแน่นอน ส่วนนักธรรมกับบาลีก็ทยอยปิดตัวลง หรือจัดการแบบ "ตามมีตามเกิด" หนักเข้าถึงกับเอานักเรียน "ปริยัติสามัญ" ไปสอบนักธรรมกับบาลี ซึ่งก่อให้เกิดปัญหา "นักเรียนชื่อซ้ำ" ทั้งนักธรรม บาลี และปริยัติสามัญ คนเดียวกันเรียนทีละสาม ได้งบประมาณที่ละสามเช่นกัน รอมร่อว่าจะเกิดปัญหา "เงินทอน" ขึ้นกับสำนักเรียนทั่วประเทศ

ครั้น ณ วันที่ 15 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศใช้ พรบ.พระปริยัติธรรมคณะสงฆ์ ฉบับใหม่ ให้รวมเอา "นักธรรม-บาลี และ ปริยัติสามัญ" ไปสังกัดมหาเถรสมาคมเสียทั้งหมด โดยให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งเป็นผู้บริหาร มีทั้งกรรมการโดยตำแหน่งและแต่งตั้ง ทำนองเป็นการตั้งกระทรวงศึกษาธิการของพระพุทธศาสนาขึ้นมา โดยหัวหน้าหรือตัวประธานคณะกรรมการบริการการศึกษาพระปริยัติธรรมชุดนี้นั้น มหาเถรสมาคมเป็นผู้แต่งตั้ง ส่วนกรรมการโดยตำแหน่งนั้นก็คือ แม่กองธรรม แม่กองบาลี และประธานโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ

เปรียบเทียบง่ายๆ ว่า มีการตั้งกระทรวงศึกษาของคณะสงฆ์ขึ้นมา สังกัดมหาเถรสมาคม กำหนดให้ "นักธรรม-บาลี-ปริยัติสามัญ" ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน แต่ขึ้นกับมหาเถรสมาคมแบบหลวมๆ ได้มารวมตัวกันอยู่ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ แล้วให้มีประธาน ทำนองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของคณะสงฆ์ และกรรมการบริหารอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีทั้งกรรมการโดยตำแหน่งและแต่งตั้ง กรรมการโดยแต่งตั้งนั้นมาจากสำนักพุทธฯ จากกฤษฎีกา เป็นต้น เรียกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนกรรมการโดยตำแหน่งนั้น ก็กำหนดให้ "แม่กองธรรม-แม่กองบาลี-ประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ" ทั้งสามท่าน เป็นกรรมการ ซึ่งมองไปก็คล้ายกับว่า นักธรรม บาลี และปริยัติสามัญนั้น ได้ยกระดับขึ้นเป็น "กรม" สังกัดกระทรวงใหม่นี้ แม่กองธรรม แม่กองบาลี และประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ จึงเท่ากับ "อธิบดีกรม" ในกระทรวงใหม่นี้ ซึ่งจะต้องขึ้นต่อรัฐมนตรีคือ "ประธานคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม" อีกชั้นหนึ่ง

หัวใจสำคัญของ พรบ.พระปริยัติธรรมฉบับใหม่นี้ ก็คือ "ให้รัฐอุดหนุนงบประมาณ สำหรับการจัดการศึกษา (ทั้งสามแผนก) ตามความเหมาะสมและจำเป็น" หมายถึงว่า ต่อไปนี้ นักธรรมและบาลี จะมีเงินอุดหนุนจากรัฐมากและเหมือนกับโรงเรียนปริยัติสามัญ ไม่ต้องอดๆ อยากๆ อีกต่อไปแล้ว

ต่อมา ในวันที่ 30 เมษายน ศกนี้ ก็มีข่าวว่า มหาเถรสมาคม ได้ตั้งให้ "สมเด็จพระวันรัต" วัดบวรนิเวศวิหาร ขึ้นดำรงตำแหน่ง "ประธานคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม" เป็นรูปแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งขณะนั้น สมเด็จพระวันรัต ยังคงดำรงตำแหน่ง "ประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ" อยู่ และพร้อมกันนั้น สมเด็จพระวันรัต ได้ขอลาออกจากประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ เพื่อขึ้นไปนั่งเก้าอี้ "ประธานการศึกษาของคณะสงฆ์" คุมทั้งนักธรรม-บาลี และปริยัติสามัญ รวบหมด

วันนี้ จึงมีข่าวว่า มหาเถรสมาคม ได้ตั้งให้ "สมเด็จพระธีรญาณมุนี-สมชาย" วัดเทพศิรินราวาส ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ แทนสมเด็จพระวันรัต ซึ่งก็ถือว่าธรรมดา เพราะเก้าอี้ต้องมีคนนั่ง รถก็ต้องมีคนขับ รถไร้คนขับก็จอดตายเท่านั้นเอง

 

 

ซ้าย : สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย) วัดเทพศิรินทร์ ประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ

กลาง : พระพรหมโมลี (สุชาติ) วัดปากน้ำ แม่กองบาลี

 ขวา : พระพรหมมุนี (สุชิน) วัดราชบพิธ แม่กองธรรม

 

แต่..แต่เมื่อเทียบสัดส่วนระหว่างนิกายแล้ว ก็จะพบว่า

ตำแหน่งแม่กองธรรมนั้น เป็นของพระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ (ธรรมยุต)

ตำแหน่งแม่กองบาลีนั้น เป็นของพระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) วัดปากน้ำ (มหานิกาย)

ตำแหน่งประธานโรงเรียนปริยัติสามัญนั้น เป็นของสมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทร์ (ธรรมยุต)

อัตราแม่กองระหว่างนิกายอยู่ที่ 2 ต่อ 1

แต่ครั้นมองเหนือขึ้นไป ก็จะพบว่า ตำแหน่งประธานคณะกรรมการการศึกษาสงฆ์ ซึ่งก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาสงฆ์นั้น เป็นของ "สมเด็จพระวันรัต-จุณฑ์" วัดบวรนิเวศวิหารอีกด้วย ก็เลยกลายเป็นว่า ตำแหน่งหลักใหญ่ๆ ในด้านการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยนั้น ตกเป็นของฝ่ายธรรมยุต ในอัตรา 3 ต่อ 1 แบบว่าธรรมยุตคุมทั้งข้างบนข้างล่าง มหานิกายโดนหมากหนีบไว้ทั้งซ้าย-ขวา แถมมีสมเด็จจุณฑ์นั่งค้ำหัวอยู่อีก เพราะมีอะไรก็ต้องรายงาน "ประธาน" คือสมเด็จจุณฑ์

ก่อนหน้านี้ เมื่อพระราชปริยัติโมลี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) วัดปากน้ำ ได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่ง "อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร" ก็ปรากฏว่า วัดปากน้ำคุมการศึกษาสำคัญๆ ของคณะสงฆ์ไทยไว้ทั้งหมด คือ แม่กองบาลี (ของพระพรหมโมลี) และมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. ของพระราชปริยัติโมลี เท่ากับว่าวัดปากน้ำ "กินรวบ" การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ใหญ่กว่าสังฆราช !

ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ก่อนจะออก พรบ.พระปริยัติธรรมฉบับใหม่ขึ้นมานั้น มีการวางนโยบาย "ยึดอำนาจการศึกษาสงฆ์มาจากวัดปากน้ำ" ไว้ด้วยหรือไม่ วันนี้ เราจึงได้เห็นการวางหมากวางเกม "ให้สมเด็จจุณฑ์นั่งเก้าอี้ประธาน" ขยับให้สมเด็จสมชายเข้ามานั่งเก้าอี้ "ประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ" ขณะที่ "พระพรหมโมลี-สุชิน" ก็ครองตำแหน่ง "แม่กองธรรม" มาแต่เดิมแล้ว เหลือเพียง "พระพรหมโมลี-สุชาติ" วัดปากน้ำ เพียงพระหน่อเดียว ทั้งยังคงดำรงตำแหน่ง "แม่กองบาลี" ท่ามกลางกรรมการ "ฝ่ายธรรมยุต" ในอัตรา 3 ต่อ 1 ประชุมลงคะแนนกันเมื่อไหร่ ธรรมยุตก็ชนะขาดยิ่งกว่าบิ๊กตู่อาศัยมือ ส.ว. ที่ตนเองสรรหามาโหวตให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่สอง

ถ้าจะมองว่า ในทางการเมือง มีการวางโรดแม็ป เขียนรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ คสช. โดยบิ๊กตู่ สืบทอดอำนาจอย่างแยบยลแล้ว ทางพระศาสนาก็น่าจะมีการวางโรดแม็ป "แก้ไขและออกกฎหมายคณะสงฆ์ใหม่" ให้ธรรมยุต กินรวบกิจการคณะสงฆ์ไทย ทั้งในมหาเถรสมาคมและด้านการศึกษาสงฆ์ เหมือนกันอย่างน่าพิศวง ซึ่งก็มิใช่เรื่องผิดอันใด

ประเทศเขตใดก็ตาม รัฐบาลและคณะสงฆ์ ก็ต้องสอดคล้องต้องกัน ไม่ขัดแย้งกัน ไปด้วยกัน หรือสนับสนุนซึ่งกันและกัน ดังในสมัยหนึ่ง รัฐบาลยิ่งลักษณ์-ทักษิณ ไปด้วยกันได้กับวัดพระธรรมกายๆ จึงได้รับการเอื้ออาทรจากรัฐบาลไทยในสมัยนั้นอย่างหรูหรา

แต่ต่อมา เมื่อมีการปฏิวัติ ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์-ทักษิณ ได้เข้ามาครองอำนาจแทน จึงมีการกวาดล้างฝ่ายธรรมกาย รวมทั้งกรรมการ มส. สายธรรมกาย หลายรูป ให้เข้าคุณเข้าตะรวง อีกด้านรัฐบาลก็แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ยกตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ถวายพระคณะธรรมยุต ถึงวันนี้ เมื่อมี พรบ.การศึกษาสงฆ์ ก็ยังคงมีสัดส่วน "พระธรรมยุต" เหนือกว่าพระมหานิกาย แบบว่า ทีใครก็ทีมัน สมัยวัดปากน้ำและธรรมกายครองเมือง ก็เล่นพรรคเล่นพวก ตั้งพวกเดียวกันเป็นใหญ่เป็นโตจนล้นบ้านล้นเมือง เหมือนๆ กัน วันนี้ ถึงทีธรรมยุตกินเมืองมั่ง มันก็ไม่ต่างกัน อำนาจนั้นมันไม่เข้าใครออกใครหรอก ไม่ว่าสีไหน !

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 13 มิถุนายน 2562


 

 

 

 

สมเด็จสมชายเป็นประธานปริยัติสามัญ

 

มหาเถรสมาคม ไฟเขียวตั้ง สมเด็จพระธีรญาณมุนี เป็นประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา

วันนี้ (12 มิ.ย.) นายวีระ จำลอง ผู้ช่วยโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า จากการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ได้มีมติเห็นชอบตามที่กองพุทธศาสนศึกษา เสนอให้สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กรรมการ มส. เป็นประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา หลังจากที่สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กรรมการ มส. ได้ขอลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว และทางกองพุทธศาสนศึกษา ได้จัดประชุมคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา และได้นำเรื่องสมเด็จพระวันรัต ขอลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา หารือในที่ประชุมเพื่อพิจารณาเสนอรายชื่อประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ต่อ มส. และที่ประชุมมีมติให้กองพุทธศาสนศึกษาเข้ากราบนมัสการพระเถรานุเถระเพื่อหารือเรื่องดังกล่าว ในการนี้พระเถรานุเถระได้เสนอ สมเด็จพระธีรญาณมุนี เป็นประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 13 มิถุนายน 2562

 

วัดไทยแอลเอคึกคัก !

 

จัดงานใหญ่หลายรอบ

ทั้งฉลองอายุหลวงพ่อใหญ่และสอบบาลี

เดือนนี้และเดือนหน้า

 

 

16 มิถุนายน อายุวัฒนมงคล 87 ปี

พระเทพมงคลวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยแอลเอ

 

 

 

6-7 กรกฎา สอบบาลี ครั้งที่ 2

สนามสอบวัดไทยแอลเอ สหรัฐอเมริกา

 

 

วัดไทยแอลเอ จัดงานใหญ่ "ทำบุญอายุหลวงพ่อใหญ่" พระเทพมงคลวิเทศ เจ้าอาวาส ในวันที่ 16 มิถุนายน ศกนี้ นิมนต์ "ศ.ดร.พระพรหมบัณฑิต" สุดยอดนักเทศน์และนักวิชาการของประเทศไทยแห่งยุคสมัย บินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก มาแสดงธรรมโปรดญาติโยมชาวแอลเอ เล่นเอาเก้าอี้ไม่ว่าง เพราะพระเณรจองคิวฟังกันล่วงหน้าเต็มไปหมดแล้ว

 

 

เจ้าคุณเทียบ วัดโพธิ์ : เจ้าคุณสมชาย วัดระฆัง

สองเจ้าคุณผู้มากบทบาทในสหรัฐอเมริกาปี พ.ศ. นี้

 

จากนั้นไปอีกไม่นาน ต้นเดือนหน้า (กรกฎา) วัดไทยแอลเอ ยังมีงานใหญ่ "สอบบาลีรอบสอง" ซึ่งถือเป็นซีซั่นสุดท้ายของปีนี้

โดยในซีซั่นแรกนั้น ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางแม่กองบาลีสนามหลวง ได้บัญชาให้ "พระราชปริยัติมุนี" หรือเจ้าคุณเทียบ วัดโพธิ์ท่าเตียน เป็นหัวหน้าคณะ นำข้อสอบมาเปิดจนสำเร็จเรียบร้อย ส่วนซีซั่นหลังครั้งที่สองนี้ ทางแม่กองบาลีได้มีบัญชาให้ "พระบวรรังษี" หรือเจ้าคุณสมชาย วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นประธานแทน นำคณะและข้อสอบมาจัดสอบในระหว่างวันที่ 6-7 กรกฎาคม ศกนี้



 

ศาสตราจารย์ ดร.พระพรหมบัณฑิต

เจ้าสำนักวัดประยุรวงศาวาส ตักกศิลาแห่งนักเทศน์

 

แม่ไม้มวยไทยในการเทศน์ของสำนักวัดประยูรก็คือ "สาริกาป้อนเหยื่อ" อันพริ้วไหวไร้เงา เหมือนระนาดเอกของขุนอิน เลื่องชื่อระดับ "หนึ่งในสยาม" ดังคำโบราณว่า

อยากเป็นนักเทศน์ ให้อยู่ วัดประยูร

อยากเป็นเจ้าคุณ ให้อยู่ วัดมหาธาตุ

อยากเป็นนักปราชญ์ ให้อยู่ วัดสามพระยา 

อยากเป็นมหา ให้อยู่ วัดเบญจมบพิตร

 

เป็นเข็มทิศให้พระสงฆ์องค์เณรตั้งเป้าเอาดีในการบวช

ท่านเจ้าคุณประยูรนั้น เป็นเจ้าสำนักดังแห่งนี้ บวกกับดีกรี Ph.D. อันลือเลื่องจากเมืองหลวงของอินเดีย "นิวเดลี" ที่ไม่เคยมีพระไทยไปทำสถิติไว้ก่อน ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครลบได้ แถมยังเคยผ่านตำแหน่งสำคัญ "อันดับหนึ่ง" ทางวิชาการ นั่นคือ "อธิการบดี มจร." มหาวิทยาลัยสงฆ์ "นัมเบอร์วัน" ของประเทศไทย ระดับศาสตราจารย์-ด๊อกเตอร์ เป็นลูกน้องและลูกศิษย์มีเป็นร้อยๆ จึงครบเครื่องทั้งเมืองไทยและในสนามอินเตอร์ ไม่นานมานี้ ท่านเพิ่งไป "ป้อนเหยื่อชิ้นใหญ่" ให้แก่ สมเด็จพระวันรัต (จุณฑ์) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้เป็น "ประธานกรรมการการศึกษาสงฆ์" ใหญ่ระดับ "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ" ของคณะสงฆ์ไทย ในวันที่ 16 ที่จะถึงนี้ ต้องคอยลุ้นว่า ท่านจะป้อนอะไรให้แก่หลวงพ่อใหญ่ วัดไทยแอลเอ

 

 

สำหรับ พระพรหมบัณฑิต นั้น ยังมีงานใหญ่ติดต่อไปอีกงานหนึ่ง นั่นคือ เป็นประธานงานวางศิลาฤกษ์สร้างพระอุโบสถ วัดพระธาตุดอยสุเทพ ยูเอสเอ เมืองชิโน่ ฮิลส์ บนพื้นที่กว่า 8 เอเคอร์ หรือ 20 ไร่ เป็นโปรเจ็คใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ว่ากันว่าต้องใช้ทุนทรัพย์ถึง 500 ล้านบาท เลยทีเดียว กำหนดงานในวันที่ 23 มิถุนายน ศกนี้

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 11 มิถุนายน 2562

 

ถอนฟ้อง-ขอขมา พระคึกฤทธิ์ !

 

อดีตศิษย์ "อ้าง" เข้าใจผิด คิดว่าโกง

ฟ้องศาล ศาลไกล่เกลี่ย จึงยินยอม

 

อา..ก็ถือว่าเสร็จ "เรียบร้อยโรงเรียนวัดนาป่าพง" ไปอีกราย งานนี้คึกฤทธิ์ชักจะมั่นใจว่า "ใช้กฎหมายได้ผลกว่าใช้พุทธวจน" เพราะใช้พุทธวจนแล้วสู้เขาไม่ได้ เลยหันมาใช้กฎหมายเล่นงานคนที่เห็นต่าง ถึงจะต่างจากพุทธวจน แต่ถ้ามันได้ผล แล้วเหตุผลใดจะไม่ใช้มัน ต่อไปใครต่อว่าให้พุทธวจนก็ใช้ "กฎหมายหมิ่นปิดปาก" รับรองสบายหู

ซึ่งเมื่อพิศดู ก็น่าเห็นใจ "อดีตศิษย์" ที่ถอนฟ้องไป เพราะสู้ไปก็เปลืองตัวเปล่า เสียเงินเสียทอง เสียเวร่ำเวลา เผลอๆ ถ้าคึกฤทธิ์ผิดแค่ "คาบลูกคาบดอก" ศาลสั่งให้ไม่ผิด ศิษย์ก็มีสิทธิ์ติดคุก เข้าตำรา "เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง กระดูกแขวนคอ" นึกไปนึกมานึกได้ว่า "ศาสนาไม่ใช่ของข้าคนเดียว" จึงถอนฟ้องเสีย ดังวลีหรูคู่กับลูกโป่งที่ว่า "แค่ปล่อยก็ลอยตัว" นั่นแหละ ก็จริงของเขานะ เพราะว่าเรื่องนี้ มีแต่เพียงอดีตศิษย์คึกฤทธิ์และผู้กล้าอีกไม่กี่คน เช่น ครูนัทและคณะเท่านั้น ที่หันมาสู้เพื่อรักษาการศึกษาพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ไทย ส่วนบรรดาพระสังฆาธิการไทย นับตั้งแต่กรรมการมหาเถรสมาคม ไปยันเจ้าคณะในเขตปกครองของพระคึกฤทธิ์นั้น ไม่เห็นมีใครอนาทรร้อนใจอันใด ความจริงแล้ว ถ้าจะปฏิบัติตามนโยบายที่ทางการคณะสงฆ์ไทยประพฤติตนอยู่ในเวลานี้ ก็ควรจะ "ถอนฟ้อง" หรือ "หยุดการวิพากษ์วิจารณ์ใคร" ในทุกกรณี เพราะสู้ไปก็ตายเปล่า ศาสนาไม่ใช่ของเราคนเดียว ต่างคนต่างเอาตัวรอดเป็นยอดดี เหมือนสุนทรภู่สอนไว้ หรือมีปัญหาอะไรก็ให้รัฐบาลแก้กฎหมาย "ให้ราชสำนักทำ" แล้วเราก็สบาย เพราะบ้านเมืองมิใช่ของเรา แต่เป็นของใคร ?

แต่..แต่ถึงแม้ว่า "อดีตศิษย์" ท่านนี้ จะรีเจ๊คคดีออกจากสารบบไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนอื่นๆ ที่เขาไม่กลัวความเท็จ ยังคงเดินหน้าสู้คดีต่อไป สงครามยังมิทันจบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร นะคุณคึกฤทธิ์ ! 

 

 

 

 

รับเข้าใจผิด "พระคึกฤทธิ์" ฉ้อโกง ขอขมา-ถอนฟ้องทุกคดี

อดีตศิษย์ฯ ขอขมา "พระคึกฤทธิ์" เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ยอมรับเข้าใจผิดยื่นฟ้องศาลกล่าวหาโกงเงินวัด 515 ล้านบาท พร้อมขอถอนฟ้องทุกคดี 

ตามที่ นายจักร์กริช ทรัพย์ไพศาล อดีตศิษย์วัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี เป็นโจทก์ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ได้ยื่นฟ้อง พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง เจ้าสำนัก "พุทธวจน" คลอง 10 ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ต่อศาลจังหวัดธัญบุรี เมื่อเดือน เม.ย. 2560 ในข้อหาฉ้อโกงเงินบริจาคค่าจัดพิมพ์หนังสือพุทธวจน และเงินบริจาคผ่อนซื้อที่ดินข้างวัดนาป่าพง รวมเงินกว่า 515 ล้านบาท ซึ่งศาลได้ประทับรับฟ้องเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2561 โดยศาลจังหวัดธัญบุรี ได้สอบคำให้การของพระคึกฤทธิ์ เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ซึ่งพระคึกฤทธิ์ให้การปฏิเสธ และศาลนัดสืบพยานโจทก์ และพยานจำเลย ในช่วงเดือนพ.ค. และมิ.ย.นั้น


คืบหน้าเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา ก่อนการเริ่มพิจารณา ศาลได้ไกล่เกลี่ย คู่ความแถลงว่า คดีสามารถตกลงกันได้ โดยโจทก์ที่ 1 เต็มใจยอมรับว่า จำเลยทั้งสามมิได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามคำฟ้องในคดีนี้ ความผิดดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นจริง การดำเนินคดีทุกเรื่องเกิดจากความเข้าใจผิดของโจทก์ทั้งสองเอง โจทก์ทั้งสองจึงประสงค์ขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสามทุกคดี และจะไม่นำคดีใดๆ มาฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามอีก นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองจะไปถอนเรื่องที่ยื่นร้องเรียนต่อหน่วยงานต่างๆ ทั้งทางโลกและทางธรรมทั้งหมด และโจทก์ทั้งสองจะทำพิธีขอขมาจำเลยที่ 1 ที่ศาลนี้ในนัดหน้า โดยเชิญสื่อมวลชนมาเป็นสักขีพยานด้วย จำเลยทั้งสามและทนายจำเลยทั้งสามแถลงว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองถอนฟ้อง และดำเนินการตามที่แถลงต่อศาลข้างต้นแล้ว จำเลยทั้งสามก็จะถอนฟ้องคดีทั้งหมดที่จำเลยทั้งสามยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาลนี้และศาลอื่นด้วย


ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อคู่ความสามารถตกลงกันได้ จึงเห็นสมควรให้ดำเนินการตามที่ตกลงกัน โดยให้เลื่อนคดีไปนัดพร้อมถอนฟ้องในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ เวลา 09.30 น.


ขณะที่คณะทำงานฝ่ายกฎหมายวัดนาป่าพง ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังสื่อมวลชนว่า บัดนี้ นายนันทน อินทนนท์ นายวงศ์สกร รอดแก้ว และนายภูมิกิติ ทองอร่าม ทีมทนายวัดนาป่าพง ได้พิสูจน์ความจริงเป็นที่ประจักษ์แล้ว โดยนายจักร์กริช ทรัพย์ไพศาล กับพวก ได้มาขอเจรจาให้ศาลไกล่เกลี่ย และนายจักร์กริช ได้แถลงต่อหน้าศาลว่า เต็มใจยอมรับว่า พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล มิได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง ความผิดดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นจริง ตกลงยินยอมขอถอนฟ้องคดีทั้งหมด และขอถอนเรื่องที่ได้ยื่นร้องเรียนต่อหน่วยงานต่างๆ และนายจักร์กริช จะทำพิธีขอขมาต่อพระคึกฤทธิ์ ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ในวันที่ 13 มิ.ย. เวลา 09.30น. ตลอดระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา พระคึกฤทธิ์ ถูกให้ข่าวบิดเบือน ใส่ร้าย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง แต่ท่านมิได้ตอบโต้ จึงเชิญสื่อมวลชนมารับฟัง และเป็นสักขีพยานในพิธีขอขมาดังกล่าว    

สำหรับ พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง เป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการนำคำสอนตามพระธรรมวินัย มาทำให้เข้าใจง่าย โดยใช้คำว่า "พุทธวจน" ซึ่งทางพระคึกฤทธิ์ ระบุว่า เป็นคำสอนที่มาจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ไม่ผ่านการดัดแปลงใดๆ จนทำให้มีลูกศิษย์มากมาย รวมทั้งคนดังในวงการบันเทิงให้ความเคารพศรัทธา

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 11 มิถุนายน 2562

 

ให้นโยบายศาสนา !

 

องคมนตรี "ไพบูลย์" เข้าพุทธมณฑล

ระดม ผอ.พศจ. ทั่วประเทศเข้ารับฟังโอวาท

ประกาศนโยบายองคมนตรีคุมสำนักพุทธฯ

 

 

อา..ก็ถือว่าเป็นภาพประวัติศาสตร์นะครับท่านพระครู เพราะดูข่าวแต่ไหนแต่ไรมา ก็จะพบว่ามีแต่ "รองนายกรัฐมนตรี" หรือ "รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ" เป็นผู้ให้แนวทางการทำงานแก่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แต่วันนี้ ท่านองคมนตรี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ได้ออกหน้าแสดงวิสัยทัศน์ในการทำงาน ให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เมื่อรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ตำแหน่งพระสังฆาธิการระดับสูง คือ เจ้าคณะภาค ไปจนถึงกรรมการมหาเถรสมาคม ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากสำนักพระราชวัง จึงอาจจะมีการบัญชาการผ่านสำนักงานองคมนตรีก็เป็นได้ และท่าน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ก็น่าจะเป็นองคมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้ วันนี้จึงออกงานแรก ให้นโยบายก่อน ถ้าเป็นเช่นนั้น หลังจากนี้ไป พระสงฆ์องค์เณรและชาวพุทธทั่วไทย คงจะได้เห็นบทบาทขององคมนตรีท่านนี้มากยิ่งขึ้น จึงขอกล่าวคำว่า Welcome !

 

























 

 

พศ. โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะสู่การปฏิบัติงาน

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน 2562 เวลา 09.00 น. พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2562 โดยมี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทั่วประเทศ ให้การต้อนรับ-เข้าอบรบรมโครงการดังกล่าว  ณ หอประชุมพุทธมณฑล ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

 

ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ : 11 มิถุนายน 2562

 

หมดลายเสือ !

 

คึกฤทธิ์พักพุทธวจน

หันมาใช้กฎหมายจัดการแทน

ฟ้องครูนัทหมิ่นประมาท

 

 

 

สบง VS ผ้าถุง

หมู่หรือจ่า ถ้าคึกฤทธิ์แพ้ ก็คงต้องหันไปนุ่งผ้าถุงแทนสบง

แม้แต่กางเกงก็หมดสิทธิ์ใช้ เพราะอายให้อิสตรี

 

อา..เห็นไหมล่ะครับท่านพระครู ที่คุยโวโอหังเอาไว้น่ะ "ลำพังพุทธวจนเพียงอย่างเดียวก็แก้ปัญหาชีวิตได้หมดสิ้น ไม่ต้องพึ่งพาอะไรในโลกใบนี้เลย แม้แต่อรรถกถาก็ไม่ต้องสนใจ เพราะมิใช่คำของพระพุทธเจ้า แต่เป็นเดียรถีย์ ฯลฯ" แล้ววันนี้ คึกฤทธิ์จอมอหังการณ์ก็หมดลาย ยอมหันไปใช้ "กฎหมาย" และ "ทนายความ" แทนพุทธวจน หนักกว่าไม่ยอมใช้อรรถกถาเสียอีก เฮ้อ ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนกลายเป็นบ้องกัญชา ฯลฯ

 

 

คึกฤทธ์ : เจ้าของวาทะ "ใช้พุทธวจนเพียงอย่างเดียว แม้แต่อรรถกถาก็ไม่ต้องสนใจ" แต่สุดท้ายหันไปใช้กฎหมายเล่นงานคนที่วิจารณ์ตนเอง ด้วยข้อหาหมิ่นประมาท

อ้อย อัจฉราวดี : เจ้าของทฤษฎี "ใช้ไฟเผากิเลสโดยตรง โดยไม่ต้องใช้หลักธรรมคำสอนอื่นใด" และเจ้าของวาทกรรม "กฎแห่งกรรมทำงานช้า ขอใช้กฎหมายทำงานก่อน" ฟ้องผู้ที่เห็นต่างและวิจารณ์ตนเอง ด้วยข้อหาหมิ่นประมาท

เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่า ทั้งสองคนนี้ เป็นคนตลบแตลง พูดอย่างทำอย่าง เป็นคนลวงโลก แรกๆ ก็มอมเมาผู้คนว่าขอให้เชื่อทฤษฎีของตนเองเท่านั้น จะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างในชีวิตได้ แต่ครั้นตนเองเจอปัญหาเข้าบ้าง กลับวิ่งไปขอใช้บริการจากสำนักงานทนายความ สับปลับเสียไม่มี แต่ก็ดีฮ่ะ พฤติกรรมมันจะส่อฟ้องกำพืดให้คนรู้ ว่าพวกนี้คือนักบุญหรือคนบาป

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค ครูนัท หนอนพระไตรปิฎก : 9 มิถุนายน 2562

 

บาลีคือหัวใจพระพุทธศาสนาอย่าสงสัย

อยากให้พระพุทธศาสนามั่นคง ต้องเรียนบาลี

พระสังฆราชทรงสำทับกับนักเรียนบาลี

 

 

อา..ฟังไว้นะครับ คุณนายคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง ซึ่งกำลังนำชาวพุทธฯ กลุ่มหนึ่ง "เข้ารกเข้าพง" ไม่ศึกษาพระพุทธศาสนาจากต้นกำเนิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่ลัดขั้นตอน ตัดเอาโน่นนิดนี่หน่อย แปะหน้าว่า "พุทธวจน" คนโง่ได้ฟังก็หลงเชื่อ คิดว่านี่คือทางลัดเข้าสู่พระนิพพาน ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นทางทำลายพระศาสนาอย่างย่อยยับอัปราที่สุด เสียดายแต่ว่า เวลาเกิดปัญหาขึ้นมานั้น บรรดาผู้รู้เกี่ยวกับพระศาสนาและภาษาบาลี รวมทั้งผู้มีอำนาจทั้งหลวงทั้งปวง กลับพากันทอดอาลัย ไม่เอาธุระ ไม่ลุกขึ้นมาจัดการแก้ปัญหา ปล่อยปละละเลย จนกระทั่งปัญหามันบานปลาย กลายเป็นมวลชน ทีนี้ละจะทำอะไรก็ลำบาก กลายเป็นดินพอกหางหมู

 

 

"เรียนนักธรรม- เรียนบาลี คือเดียรถีย์"

วาทกรรมทำลายพระพุทธศาสนาของคึกฤทธิ์

 

 

วิ่งโร่เข้าวัดปากน้ำ สมเด็จช่วงยิ้มร่า คิดว่าข้ามีบารมี

ที่ไหนได้ ออกจากวัดปากน้ำก็เดินสายด่านักธรรม-บาลีต่อ

เล่นเอาพระเณรทั่วไทยพูดไม่ออก

 

 

สมเด็จพระสังฆราชทรงเตือนสติพระ-เณรเรียนบาลี

สมเด็จพระสังฆราช เสด็จประทานพัดยศและประกาศนียบัตรในพิธีตั้งเปรียญธรรม 3 ประโยค พระภิกษุสามเณรในเขตปกครองคณะสงฆ์กรุงเทพฯ ทรงแนะอย่ามัวตั้งคำถามเรียนบาลีไปทำไม ขอให้มุ่งมั่นตั้งใจการศึกษาสงฆ์

วันนี้ (8 มิ.ย.) สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร)  เสด็จไปวัดพระศรีมหาธาตุ เขตบางเขน กรุงเทพฯ ประทานพัดยศและประกาศนียบัตร ในพิธีทรงตั้งเปรียญธรรม 3 ประโยค พระภิกษุสามเณรในเขตปกครองคณะสงฆ์กรุงเทพฯ จากนั้นทรงมีพระโอวาทว่า พระปริยัติธรรมแผนกบาลี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เพราะเป็นภาษาที่ใช้จารึกในพระไตรปิฎก จัดเป็นสัมพุทธโวหารภาสา คือภาษาอันเป็นโวหารของพระพุทธเจ้า และเป็นอริยโวหารภาสา คือภาษาอันเป็นโวหารของพระอริยะ การศึกษาพระพุทธศาสนาให้ถูกต้องเที่ยงตรง ต้องมีความเข้าใจภาษามคธ ให้กระจ่าง เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนผิดพลาดไป ท่านทั้งหลายเข้ามาบวชเรียน และเล่าเรียนพระบาลีตามหน้าที่ของพระภิกษุสามเณร นับว่าเดินมาถูกต้องตรงวิถีทางของการศึกษาคณะสงฆ์ไทย ตามที่บูรพาจารย์ได้อุตสาหะวางรากฐาน และพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า ขอให้ขยันหมั่นเพียร และมุ่งมั่นศึกษาให้มีความรู้ยิ่งขึ้นไป ขณะเดียวกันขอให้ทบทวนถึงปณิธานที่แท้จริงของการเรียนพระบาลี ซึ่งบูรพาจารย์มุ่งหมายให้เป็นอุปกรณ์สำหรับสืบอายุพระพุทธศาสนามิให้เสื่อมสูญ เป็นเครื่องพิทักษ์รักษาพระธรรมวินัยให้บริสุทธิ์บริบูรณ์มิผิดเพี้ยน

สมเด็จพระสังฆราช มีพระโอวาทต่อไปว่า ถ้าเรียนด้วยปณิธานอันแน่วแน่ที่จะรักษาและสืบทอดพระศาสนา ท่านจะเกิดฉันทะ คือ ความพอใจในการศึกษา ก่อให้เกิดความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสืบทอดและเผยแผ่พระธรรม แต่หากท่านฝืนทนเรียนไป มัวตั้งคำถามวกวนอยู่แค่ว่า เรียนบาลีไปทำไม เรียนแล้วไม่เห็นได้อะไร เรียนแล้วจะเอาไปทำอะไรได้ ย่อมเกิดความเบื่อหน่าย ท้อถอย และละทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย จึงขอให้ท่านทุกรูป ฉุกคิด ตั้งสติ แล้วหวนกลับมาที่อุดมการณ์ของการเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนา ทบทวนดูให้ดีว่าท่านมีหน้าที่อย่างไร แล้วท่านจะตระหนักว่า การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เป็นวิถีทางของพระสงฆ์ไทย และเป็นหนทางสนับสนุนให้ท่านทำหน้าที่ตามสมณเพศที่ท่านดำรงอยู่นี้ได้อย่างสมบูรณ์

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 9 มิถุนายน 2562


 

เปิดวัดสัทธาธรรม เมืองแซน !

 

สถานที่จัดประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

พุทธศักราช 2562 ของท่านพระครู ดร.วิญ !

 

 

วัดสัทธาธรรม 2562

 

 

จากวันนั้น..วันที่มีเพียงแค่ทุ่งหญ้าราคาถูก ทรุดๆ โทรมๆ

 ถึงวันนี้..วันที่มีพระอุโบสถทรงไทยสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง

วิจิตร ตระการตา มูลค่ามหาศาล สวยงามปานสวรรค์เมืองแซน

 

 

 

เป็นโบสถ์ไม้เบญจมุข (ห้าหน้า) ถือว่าอลังการงานสร้างที่สุดในโลก

 

 

ผลงานการสร้างของท่านพระครู ดร.พระมหาวิญญ์ วิญญู ผู้เรืองนาม

 

 

ลำพังโบสถ์ 3 หน้า 4 หน้า ก็ถือว่าโหด เพราะหน้าละร้อยล้าน

แต่ท่านพระครู ดร.พระมหาวิญญ์ บอกว่า น้อยไป เพราะที่ดินเยอะมาก

เลยต้องสร้างไว้หลายหน้าหน่อย เอาไว้คอยต้อนรับญาติโยมให้ทั่วถึง

 

 

จึงออกมาเป็น "โบสถ์เบญจมุข" ทำเอาวัดเบญจมบพิตรอาย

 

แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับว่า

โบสถ์ทั้งหลังนี้ สร้างด้วยฝีมือของท่านพระครู ดร.พระมหาวิญญ์ ล้วนๆ

จริงๆ นะครับท่านพระครู ไม่ได้โม้ !

 

 

ตั้งแต่ออกแบบ เขียนแบบ วางโครงสร้าง โครงเหล็ก โครงไม้ ไล่ไปจนถึงการประดับตกแต่ง ตั้งแต่พื้นดินไปจนถึงยอดโบสถ์ และช่อฟ้าใบระกา รวมถึงการตกแต่งภายใน ทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น พระสงฆ์และญาติโยมชาวเมืองแซนยืนยันได้ว่า ท่านพระครู ดร.พระมหาวิญญ์ สร้างเอง ทำเอง ด้วยมือของท่านเอง จนสำเร็จดังที่เห็น เป็นโบสถ์ไม้ทั้งหลัง ฝรั่งเห็นยังงงว่า ทำได้ไง ไอไม่อยากเชื่อ !?

 

 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่านี่คือ โบสถ์พระทำจริงๆ

วันนี้ อภิมหาโบสถ์สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว

ท่านพระครู ดร.พระมหาวิญญ์ เลยจัดฉลองให้คนทั้งโลกได้เห็นเป็นบุญตา

 

 

ประกาศพระศาสนาในสหรัฐอเมริกา ในนามของพระธรรมทูตไทย

ถ้ามีศรัทธามั่นคงแล้ว ไม่มีอะไรที่พระไทยจะทำไม่ได้

 

 

หลวงพ่อพระประธานอันสวยงามและศักดิ์สิทธิ์

 

 

ท่านพระครู ดร.พระมหาวิญญ์ เจ้าอาวาสวัดสัทธาธรรม เมืองแซน

 

 

 

สร้างโบสถ์เสร็จ จะฉลองแค่เมืองเท็กซัสมันก็น้อยไป

ท่าน ดร.พระมหาวิญญ์ เลยจัดใหญ่ จัดประชุมสมัชชาสงฆ์ไทย

นิมนต์พระธรรมทูตจากทั่วโลกมาฉันลาบและส้มตำเมืองแซน

จะได้รู้ว่าลาบและส้มตำที่ไหนอร่อยที่สุดในโลก

 

 

คัตเอ๊าท์ใหญ่ระดับแอ๊ดเทวดา ขี่เครื่องบินผ่านก็ยังเห็น

 

 

 

บัดนี้ เมืองแซน กลายเป็นเมืองพุทธแล้ว

เพราะพรุ่งนี้จะมีพระ "ครึ่งพัน" มาประชุมกันที่วัดสัทธาธรรม

 

 

25 ปี สร้างได้เพียงนี้ ไม่ธรรมดา

ถามว่า ไม่มีโควต้าเจ้าคุณว่างหรือฮะ ?

 


 

 

พระเถรานุเถระจากประเทศไทย

 

 

พระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

 

 

พระธรรมทูตไทยในสิงคโปร์และมาเลเซีย

 

 

 

สายข่าวเมืองแซนรายงานว่า

ท่านเจ้าคุณอธิการบดี มจร. (พระราชปริยัติกวี ศ.ดร.) บินลงที่สนามบินเมืองแซน สำรวจพื้นที่ล่วงหน้าแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ถือเป็นการออกงานในต่างประเทศเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่รับตำแหน่งอธิการบดี มจร. เป็นต้นมา อยากรู้ว่า สำนวนดัง "ใจถึง พึ่งได้" นั้นเป็นอย่างไร พบกับบทบาทของท่านอธิการองค์ใหม่ได้ ณ วัดสัทธาธรรม เมืองแซน

 

 

 

ขอบอกกล่าวนับพันครั้ง

"ยินดีต้อนรับ สู่วัดสัทธาธรรม เมืองแซน"

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

28 พฤษภาคม 2562


เปิดเต็ม ไม่เซ็นเซอร์
!

 

คำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์

พระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) วัดสามพระยา

16 พฤษภาคม 2562

 

 

กดที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด/อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

26 พฤษภาคม 2562

 

ป๋าเปรม อสัญกรรม !

 

จากไปในวัย 99 ปี

อย่างสงบและยิ่งใหญ่

 

 

"ป๋าเปรม" ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 99 ปี ปิดฉากประธานองคมนตรี 2 แผ่นดิน

 

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ปธ.องคมนตรีและรัฐบุรุษ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว เมื่อเช้าที่ผ่านมา ที่ รพ.พระมงกุฎฯ หลังเพิ่งผ่านการเป็น ปธ.องคมนตรี 2 แผ่นดิน สิริอายุ 99 ปี

วันนี้ (26 พ.ค.) รายงานข่าวเปิดเผยว่า พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ป่วยหมดสติอยู่ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์เวลา 05.00 น. วันนี้ ทางคนในบ้านจึงได้แจ้งที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ก่อนจะส่งรถพยาบาลพร้อมแพทย์และพยาบาลมายังบ้านพัก เมื่อมาถึงพบว่าพล.อ.เปรม หมดสติ จึงทำการปฐมพยาบาล และปั๊มหัวใจ ใส่เครื่องช่วยหายใจ ก่อนนำขึ้นรถพยาบาล มายังโรงพยาบาลทันที 


เมื่อมาถึงโรงพยาบาล รีบนำเข้าห้อง CCU (ห้องผู้ป่วยวิกฤตหัวใจ) ชั้น 3 อาคารสมเด็จย่า ก่อนระดมทีมแพทย์ ทำซีพีอาร์ (ปั๊มหัวใจ) อยู่ประมาณ 3 ชั่วโมง ร่างกายไม่ตอบสนอง ก่อนที่พล.อ.เปรม จะสิ้น ในเวลาประมาณ 08.00 น. วันนี้

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 26 พฤษภาคม 2562

 

เปิด : คำให้การของเจ้าคุณเอื้อน

ในคดีเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

เจ้าคุณเอื้อนไม่รอด !

 

ศาลพิพากษาว่าผิดแรง

สั่งจำคุกนาน 6 ปี ไม่มีรอลงอาญา

 

 

ไร้ปาฏิหาริย์ !

 

 

 

คุก 6 ปี อดีต "พระพรหมดิลก" ฟอกเงินคดีเงินทอนวัด

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาคดีเงินทอนวัด สั่งจำคุกอดีตพระพรหมดิลก และเจ้าอาวาสวัดสามพระยา เป็นเวลา 6 ปี ฐานฟอกเงิน ขณะที่อดีตเลขานุการเจ้าคณะกรุงเทพ วัดสามพระยา ให้จำคุก 3 ปี

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบกลาง ถนนนครไชยศรี ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีทุจริตเงินทอนวัด สำนวนที่ 2 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเอื้อน กลิ่นสาลี หรืออดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และอดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กับ นายสมทรง อรรถกฤษณ์  หรืออดีตพระอรรถกิจโสภณ อดีตเลขานุการเจ้าคณะกรุงเทพ วัดสามพระยา ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีพวกจำเลยร่วมกันทุจริตเงินทอนวัด ในส่วนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม เบิกตัวจำเลยทั้งสองจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้ว เห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง

พิพากษา จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานฟอกเงิน กระทงละ 3 ปี 2 กระทง รวมจำคุก 6 ปี 

และให้จำคุกจำเลยที่ 2 ฐานฟอกเงิน กระทงละ 1 ปี 6 เดือน 2 กระทง รวมจำคุก 3 ปี

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 16 พฤษภาคม 2562

 

 

ศาลสั่งจำคุก "อดีตพระพรหมดิลก" ฟอกเงินทุจริตเงินทอนวัด 6 ปี

ศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาคดีทุจริตเงินทอนวัด สั่งจำคุกอดีตพระพรหมดิลก 6 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และ อดีตพระอรรถกิจโสภณ 3 ปี ในข้อหาผิด ม.157 และ พ.ร.บ.ฟอกเงิน...

ที่ห้องพิจารณาคดี 7 ศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบกลาง ถนนนครไชยศรี เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 พ.ค.2562 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีทุจริตเงินทอนวัด ที่พนักงานอัยการ สำนักงานปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเอื้อน กลิ่นสาลี หรืออดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และอดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กับ นายสมทรง อรรถกฤษณ์ หรืออดีตพระอรรถกิจโสภณ อดีตเลขานุการเจ้าคณะกรุงเทพ วัดสามพระยา ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐาน เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ 2542


กรณีเมื่อปลายปี 2556 -2557 จำเลยร่วมกันทุจริต เงินทอนวัด ในส่วนการศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวจำเลยทั้งสองมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยจำเลยทั้งสองอยู่ในชุดนุ่งขาวห่มขาว โดยมีญาติสนิทและโยมที่ยังเคารพบูชามาร่วมฟังคำพิพากษา รวมถึงพระลูกวัดสามพระยาที่มาร่วมฟังพิจารณาการพิพากษาครั้งนี้นับ 10 รูป

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าสำนักพระพุทธศาสนาอนุมัติเงินเบิกจ่ายให้แก่วัด 9 วัด จำนวน 72 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญโดยวัดสามพระยาได้รับเงินจำนวน 5 ล้านบาท ในการสนับสนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นลำดับที่ 6 ทั้งที่วัดสามพระยาไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยจำเลยทั้งสองนำเงินดังกล่าวไปใช้ก่อสร้างอาคารร่มธรรมและบูรณะอาคารพักสงฆ์ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ในการมอบเงินของสำนักพระพุทธศาสนา ซึ่งจำเลยควรนำเงินดังกล่าวคืนสำนักพระพุทธศาสนา แต่กลับนำเงินไปก่อสร้างอาคาร ทั้งที่ก่อนหน้านั้นในปี 2556 สำนักพระพุทธศาสนาเคยมอบเงินเพื่อเป็นการบูรณะอาคารร่มธรรมและอาคารพักสงฆ์แก่วัดสามพระยา แต่จำเลยทั้งสองกับนำเงินไปฝากเพื่อรับดอกเบี้ยจากธนาคาร แล้วนำเงินที่ได้รับการสนับสนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมไปเป็นเงินในการบูรณะก่อสร้างอาคารแทน โดยถอนออกจากบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อยตลาดบางกรวย 2 ครั้ง

จำเลยทั้งสองมีพฤติกรรม โอน เปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน และการกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิด หรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการ อันเป็นการฟอกเงิน พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินพุทธศักราช 2542 มาตรา 5 (1 )(2) และมาตรา 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานฟอกเงินต้องรับโทษเป็น 2 เท่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ ลงโทษความผิดฐานฟอกเงินจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 2 กระทง ลงโทษกระทงละ 3 ปี รวมจำคุกเป็นเวลา 6 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 รวม 2 กระทง กระทงละ 1 ปี 6 เดือนรวมจำคุก 3 ปี

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 16 พฤษภาคม 2562

 

The day after tomorrow !

 

พระไทยทั่วโลกจับตาคดีเจ้าคุณเอื้อน

ศาลนัดพิพากษา มะรืนนี้ มีผลอย่างแรง

 

 


 

อา..ที่ว่ามีผลอย่างใหญ่หลวงนั้น เซียนพระเจ้าคุณเขาแยกออกเป็น 2 ทาง ได้แก่

ทางที่หนึ่ง : ถ้าเจ้าคุณเอื้อนแพ้คดี หมายถึงว่า ถูกศาลพิพากษาว่าผิด ในคดี "สนับสนุนเจ้าพนักงาน ให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต และฟอกเงิน" ผลก็คงมิใช่เพียงแค่เจ้าคุณเอื้อนเท่านั้นที่ต้องรับกรรม แต่บรรดาพระที่ถูกฟ้องร้องมาก่อนหน้านี้ก็ดี ที่กำลังถูก ปปช. ชี้มูลก็ดี ก็ย่อมจะหนาวจับใจ ในเมื่อรูปคดีที่สำนักพุทธฯ ฟ้องร้องไปนั้น เหมือนๆ กัน จะติดคนหนึ่งรอดคนหนึ่งนั้น คงเป็นไปได้ยาก ถ้าหากออกในรูปนี้ จะมีผลกระทบต่อพระสังฆาธิการไทยอย่างใหญ่หลวง แทบจะไม่มีใครกล้าขอหรือกล้าใช้เงินหลวงไปพัฒนาวัดอีกเลย เพราะพลาดนิดเดียวเป็นตายคาคุก

ทางที่สอง : ถ้าเจ้าคุณเอื้อนหลุดคดี ศาลพิพากษาว่าไม่ผิด จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามแต่ ทางพระสังฆาธิการที่ถูกฟ้องร้องมากมายก็คงสบายใจ เพราะมีตัวอย่างในทางปลอดภัยให้เห็น แต่..แต่มันจะเป็นบูมเมอแรงตีกลับกระทบไปยัง "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ของคุณพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. โดยใช้ ม.44 ข้ามห้วยมาจากดีเอสไอ เพื่อจะมาดำเนินการ "พิฆาตพระ" ในเรื่องเงินๆ ทองๆ โดยเฉพาะ เพราะถ้าพระไม่ผิด ก็แสดงว่าสำนักพุทธฯ ต้องผิด ถึงจะไม่ผิดกฎหมาย เพราะเจ้าพนักงานย่อมจะได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย ยกเว้นจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จงใจกลั่นแกล้งจำเลยให้ได้รับความเสียหาย นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีคนฟ้องด้วย ศาลถึงจะรับพิจารณา แต่กรณีที่พงศ์พรและรัฐบาล คสช. จะกระทบกระเทือนนั้น เป็นเรื่องของ "ศรัทธา" ต่อรัฐบาล และหน่วยงานของรัฐ ในการเข้ามาบริหารพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า "ทำนุบำรุง" แต่ถ้าฟ้องร้องแล้วพระไม่ผิด ก็จะกลายเป็นว่า รัฐบาล คสช. เข้ามาทำลายพระศาสนาเสียเอง และอาจจะกลายเป็นประเด็นพิพาท พระภิกษุสามเณรทั่วประเทศ อาจจะรวมตัวกันเรียกร้องให้ "นายพงศ์พร" ลาออกจากตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธฯ สะเทือนถึงรัฐบาลทหารอย่างเลี่ยงไม่ได้ จะกลายเป็นประเด็นการเมืองอย่างใหญ่เลยทีเดียว ถ้าเจอปัญหานี้ในวันมะรืนนี้ รัฐบาล คสช. ก็เท่ากับว่า "เรือล่มเมื่อจอด" เพราะจะพ้นอำนาจรอมร่ออยู่แล้ว ดันมาแพ้คดีเจ้าคุณเอื้อนเข้า มันก็เอวังซีคะท่านพระครู

ทีนี้ว่า ถ้ารูปคดีเป็นเช่นนี้ ก็ดูทีว่าเจ้าคุณเอื้อนคงจะรอดยาก เหมือนกับว่ามีใบสั่งให้ "ผิด" มาตั้งแต่ต้น แต่จะผิดมากหรือผิดน้อยนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าเทียบดูคดีในช่วงที่รัฐบาลทหารเข้ามาปกครองประเทศนั้น แทบไม่มีคดีใดเลยที่ศาลจะไม่เห็นตามเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือตามที่รัฐบาลดำเนินการฟ้องร้องไป ไม่เว้นแม้แต่กติกาการเลือกตั้ง ซึ่งให้รัฐบาลทหารเป็นต่อ เหมือนมัดมือชก ถึงจะชนะเลือกตั้ง ได้ ส.ส. มากที่สุด ก็ไม่มีสิทธิ์เป็นรัฐบาล ต่อให้เป็น "เพื่อนโชค" ยังไงก็สู้ "เป็นพวกตู่" ไม่ได้

อย่าลืมด้วยว่า ณ เวลานี้ (วันที่ 14-16 พ.ค. 2562) แม้จะมีความเคลื่อนไหวตั้งรัฐบาลใหม่กันฝุ่นตลบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยยังคงอยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร คสช. กฎหมายพิเศษ ม.44 ก็ยังคงมีผลใช้เต็มร้อย รัฐบาลทหารและ ผอ.พศ. ก็ยังคงมีเอกสิทธิ์คุ้มครองอย่างเต็มร้อย ไม่มีทางผิดและผิดไม่ได้ ผิดกับทางเจ้าคุณเอื้อน ซึ่งศาลพิพากษาในเวลาที่ คสช. ยังคงมีอำนาจอยู่ ดูยังไงก็เสียเปรียบทุกประตู เพราะจำต้องผิด และผิดฝ่ายเดียว ตามหลักการ ส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรม ขนาดออกบวช นุ่งเหลืองห่มเหลือง เป็นถึงรองสมเด็จพระราชาคณะ ยังเจอกระบวนการยุติธรรมเยี่ยงนี้ พระเณรที่เหลือคงไม่ต้องมุ่งหวังอะไร เขาไม่ไล่ออกจากวัดก็บุญโขแล้วมั๊ง

สามวันจากนี้ไป เจ้าคุณเอื้อนและบรรดาผู้ที่ยังเคารพรักและศรัทธา คงต้องนั่งภาวนาให้นิ่งนาน ถึงไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย แต่แง่กฎหมายหรือรูปคดีแล้ว มันส่อแววว่าจะแพ้ตั้งแต่ถูกล้อมจับแต่รุ่งสาง ถูกรัฐบาลสั่งจับ ไม่ต้องถึงโรงถึงศาลก็แพ้แบบหมดทางสู้แล้ว เชื่อไหม ยังไงก็..ไม่ชนะ ?

 

 

 

เจ้าคุณเอื้อนวันที่ถูกเจ้าหน้าที่กองปราบล้อมจับ (24 พฤษภา 61)

 


 

มะรืนนี้ จะได้เห็นเจ้าคุณเอื้อนในภาพนี้อีกหรือไม่

ปาฏิหาริย์เท่านั้น คือคำตอบ

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 14 พฤษภาคม 2561

 

ลาปริยัติสามัญ !

 

สมเด็จวันรัต ลาประธาน ปริยัติสามัญ

ข้ามชั้นขึ้นเป็นประธานการศึกษาสงฆ์

คุมทั้งบาลี นักธรรม และปริยัติสามัญ

 

 

อา..ถ้าดูข่าวสารการเมือง ก็จะเห็นตัวอย่าง เช่น รัฐมนตรีและ สนช. ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเตรียมตัวรับตำแหน่ง "สมาชิกวุฒิสภา" หรือ ส.ว. คือลุกจากเก้าอี้นี้ก่อน จึงค่อยยกก้นไปนั่งเก้าอี้ใหม่

แต่ในคณะสงฆ์ไทยนั้น กลับตรงกันข้าม คือ สมเด็จพระวันรัต (จุณฑ์) กลับแสดงหนังตัวอย่างสวนทางพระนิพพาน คือ เอาเท้าเข้าวางเก้าอี้ตัวใหม่ ก่อนจะค่อยๆ ย้ายก้นจากเก้าอี้ตัวเก่า คือไปรับตำแหน่งใหม่ก่อน ค่อยย้อนกลับมาลาออกจากตำแหน่งเดิม ถามว่า เป็นตัวอย่างที่ดีไหม ?

 

 

 


 

ชงเอง กินเอง

สมเด็จวันรัต เป็นประธานการประชุม มส. นัดวันที่ 30 มี.ค. 62 แต่งตั้งตนเองเป็นประธานการศึกษาสงฆ์

 


 

 

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน 2562 เวลา 14.00 น.

เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงลาการประชุม

 

ทรงมีบัญชาให้ สมเด็จพระวันรัต ปฏิบัติหน้าที่ เป็นประธานการประชุมมหาเถรสมาคม แทน ครั้งที่ 10/2562 โดยมีกรรมการมหาเถรสมาคม เข้าร่วมประชุม และ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กราบทูลถวายเปิดการประชุม พร้อมด้วยนายสมเกียรติ ธงศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนายสาโรจน์ กาลศิลป์ ผู้อำนวยสำนักงานมหาเถรสมาคม เข้าร่วมการประชุม ณ อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

 

ภาพ/ข่าว ประชาสัมพันธ์พุทธมณฑล

 

พงศ์พร รับรู้ รับทราบ ถูกต้องทุกขั้นตอน

ก่อนนั้น ในการตั้งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี สมเด็จพระวันรัต ก็เคยเก้าอี้ดนตรีมาแล้ว โดยการตั้งให้เจ้าคุณวงศ์ไทยเด็กปั้นวัดบวรข้ามห้วยไปเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ แต่โดนพระป่าต่อต้าน เลยทำการ "นุ่งกางเกงนอกก่อนกางเกงใน" ให้วงศ์ไทยเป็นเจ้าคณะจังหวัด ก่อนเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ทุกวันนี้อยู่ดีกินดี เพราะลูกพี่ใหญ่ เป็นธรรมยุต นิกายเจ้า ซะอย่าง ทำอะไรก็ถูกไปหมด ว่าแต่ คุณพงศ์พร ไม่ลาออกจาก ผอ.พศ. ไปเป็น สว. กับเขาบ้างหรือฮะ จะ..ชะยันโต !

 

สมเด็จพระวันรัตลาออก ประธาน กก.ศึกษาปริยัติสามัญฯ

พศ.ส่งหนังสือ เรื่อง ประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แจ้งไปยังประธานกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา สมเด็จพระวันรัต ได้ขอลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญฯ เนื่องจาก มติ มส. ตั้งสมเด็จพระวันรัต เป็นประธานคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ตาม พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2562 แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสิทธา มูลหงษ์ ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้มีหนังสือ เรื่อง ประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แจ้งไปยังประธานกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ระบุว่า ตามที่มหาเถรสมาคม (มส.) มีมติครั้งที่ 10/2562 เรื่อง สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กรรมการ มส. ขอลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญฯ ความว่า

ในการประชุม มส. ครั้งที่ 10/2562 เมื่อวันที่ 30 เม.ย. สมเด็จพระวันรัต ได้ขอลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญฯ โดย มส. พิจารณาแล้ว มีมติอนุมัติ และให้ดำเนินการทันที โดยไม่ต้องรอรับรองรายงานการประชุม

ในการนี้ กองพุทธศาสนศึกษา พิจารณาเห็นว่า ตำแหน่งประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญฯ มีความสำคัญยิ่ง ในการกำหนดนโยบาย มาตรฐาน และแผนการจัดการศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญฯ พิจารณา วินิจฉัย ชี้ขาดปัญหาข้อขัดข้อง ให้คำแนะนำ รวมถึงให้ความเห็นชอบในการตั้ง ขยายชั้นเรียน ยุบรวม เลิกดำเนินการโรงเรียน และบัดนี้ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง จึงขอความเมตตาอนุเคราะห์ พิจารณาเสนอรายชื่อพระเถรานุเถระที่มีความเหมาะสม เพื่อมาดูแลงานด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญฯ ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การที่สมเด็จพระวันรัต ลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญฯ เนื่องจากในการประชุม มส. เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ได้มีมติแต่งตั้งสมเด็จพระวันรัต เป็นประธานคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ตาม พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2562

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 10 พฤษภาคม 2562

 

หลังอาน !

 

นพรัตน์โดน 80 คดีเงินวัด

ทั้งทอนและไม่ทอน ทั้งในและต่างประเทศ

ล่าสุด วัดพระพุทธบาทตากผ้า ลำพูน

แต่..ทำอะไรไม่ได้ เพราะเจ้าตัวไม่อยู่ในประเทศ

 

 

 

หนีตายสุดขอบฟ้า นพรัตน์ Where are you ?

 

 

นพรัตน์ ตักบาตรสมเด็จวันรัต ที่วัดพุทธดัลลัส รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา อยากรู้นพรัตน์อยู่ไหน ถามสมเด็จจุณฑ์สิคะ ถ้าไม่รู้ก็มุสา !

 

นพรัตน์โดนอีก ! ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาพันคดีเงินทอน 2 แห่ง - วัดพระพุทธบาทตากผ้าด้วย

ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาพันคดีทุจริตเงินทอนวัดกับนายนาพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ อีก 2 แห่ง ปี56 วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน ปี57-58 วัดห้วยตะแกละ จ.เพชรบุรี พฤติการณ์เบียดบังเงินงบประมาณ ปลายปี61 โดนอีก 2 วัด ยังถูกไต่สวนอีกหลายสำนวน

แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งสำนักข่าวอิศรา ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติแจ้งข้อกล่าวนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานนท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กรณีกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีดำเนินโครงการเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัดอีก 2 สำนวน ได้แก่
 

1. กรณีเมื่อปี 2556 มีพฤติการณ์ใช้อำนาจในตำแหน่ง โดยทุจริตเบียดบังเงินงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ จัดสรรให้วัดพระพุทธบาทตากผ้า ต.มะกอก อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ไปเป็นประโยชน์สำหรับตนเองและผู้อื่นโดยทุจริต
 

2. กรณีเมื่อปี 2557-2558 มีพฤติการณ์ร่วมกันทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด จัดสรรให้ วัดห้วยตะแกละ ต.ท่าแลง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี
 

โดยทั้ง 2 สำนวนดังกล่าว สำนักงาน ป.ป.ช. มีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาส่งไปยังที่อยู่ของนายนพรัตน์ตามทะเบียนราษฎรแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดมารับหมาย


 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ช่วงปลายปี 2561 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติแจ้งข้อกล่าวหานายนพรัตน์ กรณีถูกกล่าวหาทุจริตคดีเงินทอนวัดอย่างน้อยในวัด 2 แห่ง จ.อำนาจเจริญ ได้แก่ วัดโพธิ์ศรี และวัดโคกเลาะ


 

ทั้งนี้ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาคดีเงินทอนวัดในชั้นการไต่สวนของ ป.ป.ช. หลายคดี มีทั้งคดีที่ถูกชี้มูลความผิดไปแล้ว และคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวน ปัจจุบันมีจำนวน 80 เรื่อง ทำเสร็จแล้ว 19 เรื่อง อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง 17 เรื่อง และแสวงหาข้อเท็จจริง 44 เรื่อง

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา : 6 พฤษภาคม 2562

 

บิ๊กเซอร์ไพรซ์ !

มส.ลงมติตั้งสมเด็จจุณฑ์

เป็นประธานกรรมการปริยัติธรรม

ตามพระราชบัญญัติใหม่

ถามว่า ผิดฝาผิดตัวหรือไม่ ?

 

 

 

สมเด็จพระวันรัต (จุณฑ์ พฺรหมคุตฺโต ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร

ประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม

 

 

อา..ไม่อยากตีปลาหน้าไซ หรือหมิ่นประมาทความเห็นของมหาเถรสมาคม หรอกนะฮะ แต่ทว่าการตั้ง "สมเด็จจุณฑ์" มาเป็นประธานนั้น มองยังไงมันก็เป็นเพียงเกมการ "กินโควต้า" ในส่วนของธรรมยุต/มหานิกาย เสียมากกว่า เหมือนๆ กับว่า ตำแหน่งใหญ่ กูเอา แต่การทำงานนั้น โยนให้มหานิกายทำ

ก็ดูสิว่า เมื่อเอาเจ้าคุณจุณฑ์ มานั่งหัวโต๊ะแล้ว กลางโต๊ะและหางโต๊ะ ล้วนแต่เป็นกรรมการในส่วนของ มจร. ซึ่งเป็นมหานิกายเสียเป็นส่วนใหญ่ ไล่ตั้งแต่ พระพรหมบัณฑิต อดีตอธิการบดี มจร. พระราชปริยติกวี (สมจินต์) อธิการบดี มจร. และ พระราชวรมุนี (พล) รองอธิการบดี มจร. ยังไม่พอ พ่อยังไปลากเอา "เจ้าคุณชัยวัฒน์" วัดพระปฐมเจดีย์ เข้ามาอีกหนึ่งพระหน่อ ในขณะที่ฝ่ายธรรมยุตนั้นมีเพียง "อธิการบดี มมร." เพียงพระหน่อเดียว ที่เข้ามาในสภาใหม่แห่งนี้ แล้วถามว่า นี่หรือคือระบบการทำงานของคณะสงฆ์ไทย โดยเฉพาะในด้านการศึกษา ซึ่งต้องการการทำงานที่ไร้การเมืองมากที่สุด มิใช่เรื่องระหว่างธรรมยุตกับมหานิกาย แต่ต้องการหลักการ "Put the right man on the right job" มากที่สุด มิใช่เรื่องของ "มือใครยาวสาวได้สาวเอา" ดังที่เห็น

อย่างกรณี "เจ้าคุณพล" นั้น ก็เป็นรองอธิการบดี มจร. อยู่แล้ว แล้วถามว่าเอาเข้ามาทำไมในกรรมการชุดนี้ อาจจะอ้างว่า "เพราะเจ้าคุณพลคือคนทำงาน หรือคนวิ่งงาน จน พรบ.ฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี" ถ้างั้นก็แสดงว่า งานนี้ธรรมยุต "ตีกิน" งานไม่ทำ แต่พอตำแหน่งมา "กูคว้า" ทำนองชุบมือเปิป

ดูไปเถิดว่า ต่อไป สมเด็จจุณฑ์ จะทำงานสไตล์ไหน เชื่อไหมว่า อะไรๆ ก็คงจะ "โยน" ให้พระพรหมบัณฑิตทำ เพราะว่าว่าง ไม่มีงานใน มจร. อีกต่อไปแล้ว นี่ไงที่ว่า เอาตำแหน่ง แต่ไม่เอางาน หรือคนทำงานไม่ให้ตำแหน่งเขา น่าเศร้าไหมครับท่านพระครู ?

 




 

มหานิกาย/ มจร. ล้นห้อง !

ภาพข้างต้นนี้ เป็นการประชุมเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา พิจารณาแนวทางการทำอนุบัญญัติเกี่ยวกับ พรบ.การศึกษา ที่ว่านี้แหละ เป็นรอบสุดท้าย ปรากฏว่า ทางมหาจุฬาฯ ตั้งแต่อธิการบดี ไปยันเจ้าหน้าที่ทุกแผนก ต่างขนกำลังพลไปจนล้นห้องประชุมพุทธมณฑล (รวมทั้งเจ้าคุณพลและเจ้าคณะในฝ่ายมหานิกายหลายรูปด้วย) ประธานการประชุมก็ยกให้ "เจ้าคุณมีชัย" รองเจ้าคณะภาค 1 ขึ้นนั่งทำงาน ฝ่ายธรรมยุตแทบไม่มีใครไป ถามว่า สมเด็จพระวันรัต หายไปไหน ทำไมไม่ไปประชุม ?

แล้ววันนี้ พอมีการพิจารณาตำแหน่ง สมเด็จพระวันรัต กลับคว้าเก้าอี้ไปนั่งเฉย แบบนี้มันหมายความว่ายังไง จะขับเคลื่อนการศึกษาแบบเฉโกกันตั้งแต่แรกเลยหรือ ?

พูดได้เลยว่า การตั้งกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมครั้งนี้ "อั๊กลี่" ที่สุด ในรอบสิบปี เอ้า ! ใครที่เกี่ยวข้อง จะชี้แจงยังไงก็ว่ามา เดี๋ยวจะหาว่าอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะลำเอียง ไม่ได้ดังใจ หรือเชียร์ใคร พอคนนั้นไม่ได้เป็นก็ตีโพยตีพาย แสดงหลักการและเหตุผลมา ให้มันโปร่งใส อย่าทำลับๆ ล่อๆ 

 

 

ตั้ง "สมเด็จพระวันรัต" ปธ.กก.การศึกษาพระปริยัติธรรม

มส. มีมติแต่งตั้ง "สมเด็จพระวันรัต" เจ้าอาวาสวัดบวรฯ เป็นประธานคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม พร้อมแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม

วันนี้ (1 พ.ค.) นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. กล่าวว่า จากการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งประธาน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ประกอบด้วย สมเด็จพระวันรัต กรรมการ มส. เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานคณะกรรมการฯ

ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย พระพรหมบัณฑิต กรรมการ มส. เจ้าอาวาสวัดประยุวงศาวาส พระเทพมหาเจติยาจารย์ รองเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์  เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง พระราชวรมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม เลขานุการคณะกรรมการด้านศาสนศึกษาของ มส. ศ.ธงทอง จันทรางศุ นางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และตน เป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
 
นายณรงค์ กล่าวต่อไปว่า การดำเนินการแต่งตั้งดังกล่าวเป็นไปตาม พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2562 มาตรา 8 ที่ระบุว่า ให้มีคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมคณะหนึ่ง โดยมาตรา 8 (1) ระบุว่า ประธานกรรมการรูปหนึ่ง ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของ มส. และมาตรา 8 (4) ที่ระบุว่า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 6 รูปหรือคน ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของ มส. ซึ่งหลังจากนี้จะต้องมีพิธีรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชต่อไป

สำหรับในส่วนของคณะกรรมการ กำหนดไว้ในมาตรา 8(3) ระบุว่า กรรมการโดยตำแหน่งได้แก่ แม่กองบาลีสนามหลวง แม่กองธรรมสนามหลวง ประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ผอ.สำนักงบประมาณ และเลขาธิการ ก.ค.ศ. โดยให้ ผอ.พศ. เป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 1 พฤษภาคม 2562

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

INTERFAITH 2018

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพและบรรยากาศของงาน

ภาพการประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดศรีรัตนาราม เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

18 AUGUST 2018

 


กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 6000 PC

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 

 

 

 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264