LAST UPDATE :   DECEMBER : 04 : 2019 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

 

 

หลวงพ่อชุ้น วัดวังตะกู มรณภาพ

สิ้นมือปั้นพุทธะอิสระเข้าวงการสงฆ์

 

 

พระธรรมเสนานี (ชุ้น กิตฺติวณฺโณ)

อดีตเจ้าอาวาสวัดวังตะกู อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม

และอดีตผู้ปั้นพุทธะอิสระขึ้นมาในดงขมิ้น

 

อา..อนิจจา วต สังขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง รูปํ ชีรติ มัจจานัง นามะโคตตํ น ชีรติ คนเราตายไปก็แต่ร่างกาย ส่วนชื่อเสียงเรืองนามนั้น หาตายไปด้วยไม่

วันนี้ คณะสงฆ์ไทย โดยเฉพาะในจังหวัดนครปฐม ต้องสูญเสียพระมหาเถระ พระผู้ใหญ่ ผู้มีบทบาทสำคัญในหลายด้าน ทั้งด้านการปกครอง การศึกษา การเผยแผ่ และการสาธารณูปการ ท่านคือ หลวงพ่อชุ้นห์ แห่งวัดวังตะกู อำเภอเมือง นครปฐม ปฐมผู้ให้กำเนิดแก่ "พระสุวิทย์ ทองประเสริฐ" หรือ พุทธะอิสระ

เรื่องมีอยู่ว่า แรกนั้น พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม บวชพระที่วัดคลองเตยใน เขตกรุงเทพฯ ก่อนจะสึกไปเป็นทหารแล้วกับมาบวชใหม่ ที่จังหวัดพัทลุง ในปี 2526 จากนั้นจึงย้ายมาทำการก่อสร้าง "วัดอ้อน้อย" ขึ้นในท้องที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ในปี 2532 โดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสในปี 2538

ต่อมานปี 2544 พระสุวิทย์ ได้รับความเมตตาจาก "พระเทพคุณาภรณ์ (พระธรรมเสนานี)" หรือหลวงพ่อชุ้นห์ เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เจ้าอาวาสวัดวังตะกู ให้ดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะตำบลห้วยขวาง" อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

แต่แล้วก็เกิดเรื่อง เมื่อมีคนพบว่า ในหนังสือแต่งตั้งเจ้าคณะตำบลของพระสุวิทย์นั้น "ตัวเลขอายุพรรษา" ผิดไปจากความเป็นจริง พระสุวิทย์จึงถูกโจทย์ฟ้องว่า "โกงอายุพรรษา" แต่พุทธะอิสระกลับโต้ว่า "เป็นกระบวนการสกัดกั้นตนเองไม่ให้เป็นเจ้าคณะตำบล" คือเห็นเป็นเรื่องการเมือง จึงประชดด้วยการ "สึกแล้วบวชใหม่" ภายในวันเดียว และประกาศตัวเองเป็น "พุทธะอิสระ" ไม่ขึ้นกับใครอีกต่อไป แต่จะไปตามทางของตัวเอง ทำนอง "เมื่อเขาไม่อยากให้เราอยู่ เราก็ไม่อยู่ เราจะออกไปเคลื่อนไหวนอกสภา" อะไรทำนองนั้น

จากนั้นจนบัดนี้ ชื่อเสียงและชื่อเสียของ "พุทธะอิสระ" ก็ติดท็อป ติดชาร์ต ทุกครั้งที่มีข่าวพระไปเกี่ยวข้องกับการเมือง

หลวงพ่อชุ้นห์ จึงเป็นผู้มีบุญคุณต่อพุทธะอิสระ เพราะเป็นผู้เมตตาให้โอกาสเป็นคนแรก

แต่ถ้าจะย้อนประวัติกลับไปอีกก็จะพบว่า "หลวงพ่อชุ้นห์" เองนั้น ก่อนจะมาเป็นเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม และแต่งตั้งพระสุวิทย์ให้เป็นทั้ง "เจ้าอาวาส" และ "เจ้าคณะตำบล" นั้น ท่านได้ไปศึกษาในสำนัก "วัดปากน้ำภาษีเจริญ" จนจบนักธรรมชั้นเอก โดยมีอายุพรรษา "เท่ากับ" สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ สืบต่อจาก "หลวงพ่อสด" อีกต่างหากด้วย

 


 

วัดปากน้ำภาษีเจริญ สมัยหลวงพ่อสดครองวัดนั้น เจริญรุ่งเรืองระดับแนวหน้า มีพระเณรจากทั้งในและต่างประเทศ เดินทางมาพึ่งบารมี "หลวงพ่อสด" เป็นจำนวนมาก ทั้ง "สมเด็จช่วง-สมุทรปราการ" ทั้ง "พระธรรมวโรดม (บุญมา) นครปฐม" ทั้ง "พระเทพกิตติปัญญาคุณ (กิตติวุฑโฒ) นครปฐม" ทั้ง "พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร) สุพรรณบุรี" ทั้ง "พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี) กำแพงเพชร" รวมทั้ง "พระธรรมเสนานี (ชุ้นห์) นครปฐม" ที่สำคัญก็คือ สองสหายแห่งธรรมกาย อันได้แก่ "ธัมมชโย-ทัตตชีโว" แม้ว่าจะไปไม่ทันหลวงพ่อสด ก็ยังทันบวชกับหลวงพ่อช่วง เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน

วัดปากน้ำ ยังเป็น "ศูนย์พระเครื่อง" แห่งแรกๆ ของกรุงเทพฯ  เพราะเป็นที่สถิตของ "ท่านลภ" หรือ พระมหาพัลลภ ผ่องผดุงพงศ์ เจ้าของ "รังพระ" ระดับตำนาน ว่ากันว่า ท่านลภ นอกจากจะเป็นนักแต่งพระมือเยี่ยม "ยุคแรก" ของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นเซียนพระตัวยง มีพระระดับตำนาน "ผ่านมือ" ท่านลภ มากมายก่ายกอง กุฏิของท่านลภ จึงเป็นแหล่งชุมนุมเซียนพระระดับแนวหน้าของไทยในยุคนั้น เรื่องราวในวัดปากน้ำ เล่ากันเป็นปีก็ไม่จบ

 

 

หลวงพ่อช่วง สหายของ หลวงพ่อชุ้นห์

ศิษย์ผู้ใหญ่ในหลวงพ่อสด

 

 

โดยนัยยะนี้ เมื่อพุทธะอิสระ ทำการต่อต้าน "สมเด็จช่วง" ไม่ให้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ทั้งๆ ที่พุทธะอิสระก็ได้รับการสนับสนุนจาก "หลวงพ่อชุ้นห์" ศิษย์สายวัดปากน้ำของสมเด็จช่วง ก็เท่ากับว่า "คนกันเอง" มาขัดแย้งกัน ทำนอง "ขุยไผ่ฆ่าไผ่" ฉะนั้น เพราะธรรมกายก็แตกหน่อออกไปจากวัดปากน้ำเช่นกัน หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ ด่าธรรมกายก็กระทบหลวงพ่อสด มันทำใจลำบาก ใครไม่ใช่ "ศิษย์วัดปากน้ำ" คงไม่เข้าใจอารมณ์กรรมฐานแบบสายธรรมกาย ที่ใช้คาถาบริกรรมว่า "สัมมา อะระหัง" กลับกันกับคำว่า "อะระหัง สัมมา"

เคยมีคนพูดว่า จะให้พุทธะอิสระหยุดต่อต้านสมเด็จช่วง ก็คงไม่ยาก หากมีใครไปกราบเรียน "หลวงพ่อชุ้นห์" วัดวังตะกู ให้ช่วยพูดกับพุทธะอิสระ รับรองว่าจะสำเร็จ เพราะพุทธะอิสระก็ท่องคาถา "กตัญญู" คนหนึ่ง ยกเว้นแต่จะหลุดโลกไปจนกู่ไม่กลับแล้วเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่มีใครไปขอหลวงพ่อชุ้นห์ หรือขอแล้ว แต่ท่านคงเห็นว่า "พูดลำบาก เป็นเรื่องกรรมเวรของแต่ละคนที่เลือกทางเดินของชีวิต" จึงสู้ปล่อยไปไม่ยุ่งเกี่ยว

วันนี้ วันสุดท้ายของ "หลวงพ่อชุ้นห์" มาถึงแล้ว ทางเกียรติยศนั้นท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นถึง "พระธรรมเสนานี" มีโกศประดับเกียรติยศในวันมรณภาพ ผลงานอื่นๆ ก็มากมาย กลายเป็น "อมตะเถราจารย์" องค์สำคัญรูปหนึ่งของจังหวัดนครปฐม ผลงานสำคัญที่โลกไม่ลืมก็คือ "ท่านคือมือปั้นพุทธะอิสระ" ให้แจ้งเกิดในวงการสงฆ์ยุคปัจจุบัน เพราะพุทธะอิสระถือกำเนิดมาจากตำแหน่ง "เจ้าคณะตำบลห้วยขวาง" ที่หลวงพ่อชุ้นห์มอบหมายให้นั่นเอง เอวัง !

 


 

สิ้น..อาจารย์ชุ้น อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.20 น. วันที่ 4 ธันวาคม พระธรรมเสนานี หรืออาจารย์ชุ้น (ชุณห์ กิตฺติวณฺโณ) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เจ้าอาวาสวัดวังตะกู อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสหศึกษาบาลี องค์พระปฐมเจดีย์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม มรณภาพอย่างสงบ ที่ห้องวีไอพี1 หอผู้ป่วยพิเศษ-สงฆ์ ตึกสงฆ์ โรงพยาบาลนครปฐม อายุ 94 ปี พรรษา 74 คณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม และศิษยานุศิษย์ ต่างเศร้าเสียใจในการจากไปของท่านพระเดชพระคุณพระธรรมเสนานี โดยร่างของพระเดชพระคุณพระธรรมเสนานี ได้พักไว้ที่โรงพยาบาลก่อน และจะมีการเคลื่อนย้ายกลับสัดวังตะกูในวันที่ 6 ธันวาคม เวลา 17.00 น. รดน้ำศพ โดยนายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธาน

ทั้งนี้ พระธรรมเสนานี (ชุณห์ กิตฺติวณฺโณ) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เจ้าอาวาสวัดวังตะกู อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสหศึกษาบาลี องค์พระปฐมเจดีย์ มีนามเดิม ชื่อ ชุณห์ ภูศรี เกิดเมื่อ วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2468 เกิดที่บ้านวังตะกู หมู่ที่ 8 ต.วังตะกู อ.เมือง จ.นครปฐม เคยรับราชการเป็นครูสอนที่โรงเรียนประชาบาลบ้านบ่อด่าน วัดทัพยายท้าว กระทั่งเมื่ออายุครบเกณฑ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันพุธ ที่ 11 ก.ค. 2488 ณ วัดทัพหลวง โดยมีพระราชธรรมาภรณ์ วัดดอนยายหอม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระวิหารการโกวิท วัดทัพหลวง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการไข่ วัดม่วงตารศ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา กิตฺติวณฺโณ มีความหมายว่า ผู้มีชื่อเสียงดีงาม

หลังอุปสมบท มุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ จากสำนักเรียนวัดปากน้ำภาษีเจริญ สร้างคุณูปการต่อชาวเมืองนครปฐมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะงานด้านการศึกษา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2494 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการคุมสอบธรรมสนามหลวง เป็นเจ้าสำนักเรียนวัดวังตะกู เป็นกรรมการตรวจประโยคธรรมสนามหลวงนักธรรมชั้นตรี

ปัจจุบัน ยังเป็นกรรมการอบรมบาลีก่อนสอบสนามหลวงที่วัดไร่ขิง และที่สำคัญงานศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี ในสำนักเรียนมีนักเรียนสอบบาลีได้ทุกปี โดยเฉพาะประโยค ป.ธ.9 นอกจากนี้ ยังมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านภาษาจีน พูดและเขียนได้ อ่านและเขียนอักษรขอมก็ได้

งานเผยแผ่ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระธรรมทูตประจำจังหวัดนครปฐม เป็นวิทยากรอบรมและบรรยายธรรมแก่ข้าราชการตำรวจสถานีภูธรจังหวัดนครปฐม เป็นวิทยากรอบรมและบรรยายธรรมแก่นักโทษในเรือนจำกลางประจำจังหวัดนครปฐม ส่งเสริมกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ท่านได้อบรมศีลธรรมแก่ประชาชนในวันธรรมสวนะเป็นประจำ รวมทั้งนำข้าราชการคณะครู นักเรียน ตลอดถึงพุทธศาสนิกชน เวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นประจำทุกปี 

งานสาธารณูปการ ท่านได้สร้างกำแพงรอบวัด ห้องสุขา ห้องสมุด ห้องอบรมพระวิปัสสนาจารย์จังหวัดนครปฐม โรงครัวของวัด ซ่อมอุโบสถหลังเก่าทำเป็นวิหาร งานสาธารณสงเคราะห์ บริจาคเงินส่วนตัวเข้ามูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ร่วมสร้างหอประชุมของอำเภอเมืองนครปฐม ตั้งทุนมูลนิธิโรงพยาบาลกำแพงแสน เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ทอดผ้าป่าสามัคคี หาเงินเข้าชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีน ซึ่งมีวัดอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน 30 กว่าวัด อีกทั้งเป็นประธานจัดให้มีการอบรมเรื่องโภชนาการแก่ประชาชนตำบลวังตะกู ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลวังตะกู

ส่วนงานในตำแหน่งหน้าที่ จัดประชุมพระสังฆาธิการทุกระดับในเขตปกครอง ตามมติมหาเถรสมาคมทุกปี คอยหมั่นตรวจเยี่ยมวัดต่างๆ ในเขตพื้นที่ปกครอง จัดปฏิบัติธรรมแนวมหาสติปัฏฐาน จัดสัมมนาเพิ่มความรู้ความสามารถแก่พระสังฆาธิการทุกระดับในปกครองทุกปี กวดขันเรื่องระเบียบวินัยแก่พระสังฆาธิการทุกระดับในเขตปกครองให้อยู่กันด้วยความเรียบร้อย

ท่านมีแนวความคิดส่งเสริมการสวดมนต์ให้สวดถูกอักขรวิธี ถูกสังโยค และใช้บทสวดมนต์ ให้ตรงกับงานบุญต่างๆ มีการจัดอบรมซ้อมสวดพระกรรมวาจาจารย์ ก่อนการแต่งตั้งเป็นพระคู่สวด จัดอบรมกวดวิชานักธรรมชั้นเอก ก่อนสอบสนามหลวง ปีละ 15 วัน เป็นเวลานาน กว่า 20 ปี เน้นให้พระภิกษุ-สามเณรในจังหวัดนครปฐมทุกรูปทำอุโบสถกรรม สวดพระปาติโมกข์ตลอดปี

 

ที่มา : มติชน : 5 ธันวาคม 2562

 

จาก..ธัมมชโย ถึง..ปารีณา

คดีรุกป่าสงวนพัวพันอนาคต

ไร่เชิญตะวันของ ว. ส่อเดินตามรอยรุ่นพี่

รอก็แต่..การตรวจสอบ

 

 

อา.. "พระดัง-นักการเมือง" กับเรื่องที่ดิน ไม่ทราบว่าคู่กันมาแต่ปีไหน อย่างกรณี "กิตติวุฑโฒ" แห่งสำนักจิตตภาวันอันโด่งดังในอดีต ล่าสุดก็ฆ่ากันตายกลางศาลจันทบุรี มีท่านกิตติวุฑโฒเข้าไปเกี่ยวข้อง แม้ว่าจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม

นัมเบอร์วันของไทย "ธัมมชโย" เจ้าพ่อทั้งด้านการศาสนาและการเมือง นอกจากเรื่องบิดเบือนพระธรรมคำสอนแล้ว ก็เจอทั้งเรื่องเงินและที่ดิน มูลค่าว่ากันถึงพันล้าน คดีความยาวเป็นว่าวจุฬา แต่ว่า..หาตัวไม่เจอ !

ปารีณา ไกรคุปต์ ก็กำลังเป็นดาราหน้าจอ ถามว่า "วอ" แห่งไร่เชิญตะวัน จะเข้าข่ายรุกป่าสงวนกับเขาด้วยหรือไม่ ? มีคำเฉลยจาก ดร.โสภณ พรโชคชัย ว่า "ไม่น่าจะรอด" เพราะเป็นพื้นที่ บท.5 อันเป็นศัพท์ที่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้อธิบายว่า "เป็นใบเสร็จ" ใครเอาใบนี้มายืนยันก็..ประหาร สถานเดียว ถามด้วยว่า ดร.โสภณ รู้จากไหน ก็ไม่เห็นยาก เชิญ ดร.โสภณ มาเป็นพยาน งานสืบสวนก็ก้าวหน้าไว

แต่จะเกี่ยวหรือไม่อย่างไร ก็ต้องว่ากันไปตามหลักตามฐาน จะว่าตามใจฉันนั้นหาได้ไม่ งานนี้ คงต้องวาน "ท่านพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีต ผอ.พศ. ผู้ตงฉิน และปัจจุบันเป็น "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านกิจการพระพุทธศาสนา" ผู้มีอุดมการณ์อันสูงส่ง ทำทุกอย่างเพื่อปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์สะอาด ซึ่งจุดสำคัญนั้นอยู่ที่ "พระสงฆ์ไทย" ต้องบริสุทธิ์สะอาด มีศีล สมาธิ และปัญญา ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ด้วยความสนิทใจ แม้แต่เรื่องเงินๆ ทองๆ ก็ต้องมือสะอาด และในฐานะที่ท่านพงศ์พร "ไปไร่เชิญตะวัน" บ่อยๆ ก็ต้องรู้ที่รู้ทางเป็นอย่างดี แถมยังสืบสวนง่ายกว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ เพราะที่ดินนั้นดิ้นไม่ได้ ใช้แค่ภาพถ่ายดาวเทียมและเอกสารสิทธิ์มายืนยัน ก็การันตีได้แล้ว

นะ ท่านพงศ์พร นะ อย่าให้ท่านนายกรัฐมนตรีเสียความตั้งใจเสียล่ะ สู้อุตส่าห์ส่งท่านมาช่วยชำระสะสางพระพุทธศาสนา ภาคกลางก็เห็นว่าเสร็จไปแล้ว ช่วยไปดูทางเหนือด้วย อย่าให้ "คุณวอ" เธอรอนาน

 

 

ธัมมชโย โดน !

ปารีณา โดน !

ว.วชิรเมธี ?

 

 

ข่าว "ธัมมชโย" รุกป่าพังงา

 

ศาลพังงาออกหมายจับ "พระธัมมชโย" สร้างมุกตะวันรุกที่ป่า

ความคืบหน้าดำเนินคดีกับสถานที่ปฏิบัติธรรมมุกตะวันของวัดพระธรรมกาย ที่เกาะยาว จังหวัดพังงา ซึ่งบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติฯ ล่าสุดศาลจังหวัดพังงาได้ออกหมายจับพระธัมมชโยแล้ว ขณะที่ตำรวจเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี

วันนี้ (26 ม.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลจังหวัดพังงา ได้ออกหมายจับ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาติฯ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ กรณีสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมโครงการมุกตะวัน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.เกาะยาวน้อย อ.เกาะยาว จ.พังงา หลังเจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบว่ามีการบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ ป่าควนจุก ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะดังกล่าวและเป็นสถานปฏิบัติธรรมในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าควนจุก" เนื้อที่จำนวนหลายไร่  คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 5 ล้านบาท  ซึ่งจากการสืบสวนหาข่าวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังพบว่าเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพร้อมเร่งติดตามจับกุมตัวพระธัมชโยมาดำเนินคดีต่อไป

 

 

สั่งอายัดเงินสาวกธรรมกาย 3.8 แสน คดีรุกป่าสร้างสำนักสงฆ์ 11 แห่ง จัดฝึกปฏิบัติธรรม

ปปง.สั่งอายัดเงินบัญชี สาวกธรรมกาย 2 รายการ รวมวงเงินกว่า 3.8 แสน เอี่ยวเส้นทางเงินคดีบุกรุกพื้นที่ป่า สร้างสำนักสงฆ์ 11 คดีทั่วประเทศ ใช้ประโยชน์ทำการค้าจัดโครงการปฏิบัติธรรม เก็บค่าบริการ โอนต่อเข้าบัญชีวัดต่อ เผยข้อมูลหมายจับธัมมชโย

จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติอายัดทรัพย์สินบัญชีเงินสดของพระธัมมชโยและเครือข่ายมูลนิธิของวัดพระธรรมกายรวม 4 บัญชี มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2559 นายอธิคม อินทุภูติ ประธานกรรมการธุรกรรม ปปง. ได้ลงนามในคำสั่งอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องกับวัดธรรมกาย เพิ่มเติม 2 รายการ คือ 1.เงินในบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาคลองหลวง ของ น.ส.วัชรินทร์ จรัสมาธุสร และน.ส.สุวรรณา ฤทธิชัยพงศ์ จำนวนเงิน 276,278.56 บาท ยอดเงิน ณ วันที่ 19 ส.ค.2559 และ 2.เงินในบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาคลองหลวง ชื่อบัญชี น.ส.วัชรินทร์ จรัสมาธุสร จำนวน 109,248.22 บาท ยอดเงินณ วันที่ 19 ส.ค.2559 (รวมวงเงินทั้งสิ้น 385,526.78 บาท) 

โดยเปิดโอกาสให้แสดงหลักฐานโต้แย้งคำสั่งอายัดได้ภายใน 30 วัน  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ การออกคำสั่งอายัดทรัพย์ครั้งนี้ เป็นผลมาจาก ปปง.ได้รับรายงานจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ที่ตรวจสอบพบว่า มีการสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และมีลักษณะเป็นการค้า จำนวน 11 คดี ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวัดพระธรรมกาย ได้แก่ 

1. โครงการเวิลด์พีชวัลเลย์เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา 

2. วัดป่าหิมวันต์ จ.เลย

3. วัดถ้ำเขาวง จ.นครราชสีมา 

4. ศูนย์ปฏิบัติธรรมจ.บุรีรัมย์ 

5. วัดหนองกินเพล จ.อุบลราชธานี 

6. วัดบ้านขุน จ.เชียงใหม่ 

7. วัดแม่ลายเตียนอาง จ.เชียงใหม่ 

8. ศูนย์อบรมเยาวชนดอยโมคคัลลานะ จ.เชียงใหม่ 

9. วัดพระธาตุกองลอย จ.เชียงใหม่ 

10. ศูนย์อบรมเยาวชนอุ้มผาง จ.ตาก 

11. วัดถ้ำเนรมิต จ.กาญจนบุรี 

ปปง.ยังระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีและศาลจังหวัดเลยได้อนุมัติหมายจับที่ 174-175/2559 ลงวันที่ 15 ส.ค.2559 ให้จับตัวพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิด ร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้างแผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า และเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งให้ดำเนินคดี มูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์ของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ โดย นางวรรณา จิรกิติ และบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล กับพวก ในข้อหา บุกรุก ก่อสร้าง แผ้วทาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่า 

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลการเชิญชวนประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรม ณ เวิลด์พีช เขาใหญ่, เวิลด์พีช มุกตะวัน , สวนป่าหิมวันต์ จ.เลย , สวนพนาวัฒน์จังหวัดเชียงใหม่

โดยให้ผู้สนใจโอนเงินค่าลงทะเบียนเข้าบัญชี ซึ่งบัญชีที่ใช้รับโอนเงินค่าลงทะเบียนในโครงการดังกล่าว มีการทำธุรกรรม รับโอนเงินจากบัญชีต่างๆ เมื่อมียอดเงินคงเหลือจำนวนมากก็จะโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย ของวัดพระธรรมกาย  

กรณีนี้มีเหตุอันควรเชื่อว่ากลุ่มบุคคลสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าหลายแห่งทั่วประเทศ กับพวก เป็นผู้มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการยึดถือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือการแสวงหาประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ อันมีลักษณะเป็นการค้า ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ตามมาตรา 3 (15) แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากลุ่มบุคคลสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าหลายแห่งทั่วประเทศกับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา/PPTV : 4 ธันวาคม 2562

 

จริงหรือไม่ ?

ไร่เชิญตะวันก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์

เหมือนที่ดินของปารีณา

 

 

ไร่เชิญตะวัน 207 ไร่ เป็นที่อะไร ?

 

มีข้อเขียนของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ในเฟสบุ๊ค ระบุว่า ที่ดินไร่เชิญตะวัน ของพระดัง "ว.วชิรเมธี" ก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่ได้มาโดยการซื้อใบ ภบท.5 (ภาษีบำรุงท้องที่) และทราบว่า ที่ดินไร่เชิญตะวันนั้นกว้างขวางถึง 207 ในเวลาเริ่มต้น ป่านนี้ไม่รู้ว่าซื้อเพิ่มเติมไปด้วยหรือไม่

จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า เมื่อเกิดกรณี "ฟาร์มไก่ ส.ส.ปารีณา" ข่าวว่า รุกป่าสงวน-พื้นที่ สปก. ได้เอกสารสิทธิ์มาโดยมิชอบ ถือว่าผิดกฎหมาย และอาจจะส่งผลให้ผู้ครอบครองต้องติดคุกติดตะราง ก็เลยมีคำถามว่า พื้นที่ 207 ไร่ ที่ชื่อ "ไร่เชิญตะวัน" ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หรือว่าได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ?

ก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองควรเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่าปล่อยไว้ให้เป็นปัญหาคาราคาซัง เหมือนที่ดินของนักการเมืองที่กำลังเป็นข่าว

 


 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค ดร.โสภณ พรโชคชัย : 3 ธันวาคม 2562

 

FINAL !

คดีธรรมกายใกล้จบ

 

ดีเอสไอส่งฟ้องเอง

หลังอัยการไม่ฟ้องรอบแรก

รอบนี้มีผลขั้นสุดท้าย

 

 

 

THE CAVE อาย ธรรมกาย ยึดโรง

ขอฉายไตเติ้ลของหนังอมตะ "ธรรมกาย" ดังนี้

 

 

สองสังฆราช

ซ้าย : สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ) วัดบวรนิเวศวิหาร

ขวา : สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร) วัดราชบพิธ

 

ธรรมกาย หนังใหญ่ ระดับอินเตอร์ เปิดกล้องในปี 2542 โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ทรงมีพระลิขิตให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) ขาดจากความเป็นพระ เพราะถือครองที่ดินของวัดไว้ในชื่อของตัวเองมากมายหลายพันไร่ ไม่ยอมโอนให้เป็นของวัด ส่อเจตนาจะครอบครองเสียเอง โดยทรงมีพระบัญชาให้มหาเถรสมาคมดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายคณะสงฆ์ คดียืดเยื้อมาจนถึงถึงปี 2549 อัยการสูงสุดได้สั่ง "ไม่ฟ้อง" พระธัมมชโย โดยอ้างเหตุผล "เพื่อความสมานฉันท์ของคนในชาติ" ส่งผลให้คดีความต่างๆ ตกไปหมด พระธัมมชโยกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ และได้รับการเลื่อนสมณศักดิเป็น "พระเทพญาณมหามุนี" ในปี พ.ศ.2554

นี่ถือว่าเป็น "ภาคแรก" ของหนังดังเรื่องธรรมกาย

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สิ้นพระชนม์ในวันที่ 24 ตุลาคม 2556 ถือว่าหมดยุคสมเด็จพระญาณสังวร

 

 

สองผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราช

ซ้าย : สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ

ขวา : สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) วัดปากน้ำ

 

 

ต่อมาในปี พ.ศ.2558 เกิดคดีดังขึ้น คือ การทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น อันมี นายศุภชัย ศรีศุภอักษร เป็นประธาน ข่าวรายงานว่า มีการโกงอย่างมโหฬาร วงเงินกว่า 11,000 ล้านบาท (หนึ่งหมื่นหนึ่งพันล้าน)

และต่อมาก็มีข่าวเชิงลึกรายงานว่า เงินจำนวนหลายพันล้านนั้น ถูกโอนย้ายถ่ายเทไปยังมูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทน์ ของวัดพระธรรมกาย ผ่านบุคคลมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ก็ได้รับเช็คจากสหกรณ์คลองจั่น กับเขาด้วย

ช่วงที่ 2 นี้ เป็นยุคที่ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์-ช่วง" วัดปากน้ำ ได้ขึ้นเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช สืบต่อจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ เพราะรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้ตั้งให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แทนสมเด็จพระญาณสังวร ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2547 จนกระทั่งสมเด็จพระพุฒาจารย์มรณภาพลงในวันที่ 10 สิงหาคม 2556 มหาเถรสมาคม จึงโหวตให้ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์-ช่วง" วัดปากน้ำ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ซึ่งตอนนั้น แม้ว่าสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช จะยังมิทันสิ้นพระชนม์ แต่ก็ทรงชราภาพเกินไปแล้ว เสด็จไปประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นานนับสิบปี จึงถือว่า ช่วงปลายแห่งพระชนม์ชีพนั้น ทรงมิได้บัญชาการคณะสงฆ์ แต่อำนาจการบัญชาการตกไปอยู่ที่ "สมเด็จเกี่ยว" วัดสระเกศ และ "สมเด็จช่วง" วัดปากน้ำ อย่างต่อเนื่องแทน จนกระทั่งพระองค์สิ้นพระชนม์ สมเด็จช่วงจึงขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชอย่างเต็มตัว เพราะไม่มีพระสังฆราชแล้ว รอเพียงการตั้งพระสังฆราชพระองค์ใหม่

ภาพยนตร์เรื่อง "ธรรมกาย ภาค 2" จึงถือว่า เปิดกล้องในสมัย "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์-ช่วง" ขึ้นเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และช่วงนี้เอง ที่เกิดคดีสหกรณ์คลองจั่น พัวพันถึงวัดพระธรรมกาย ซึ่งครั้งหนึ่ง สมเด็จช่วงเคยประกาศผ่านโทรทัศน์ว่า "วัดปากน้ำกับวัดพระธรรมกาย เป็นวัดพี่วัดน้องกัน มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกัน" ครั้นเกิดคดีสหกรณ์คลองจั่นขึ้นในสมัยสมเด็จช่วงเป็นรักษาการสังฆราช และจ่อจะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชเต็มตัว กรณีธรรมกาย ภาค 2 จึงเหมือนไฟป่า ลามมาจากวัดพระธรรมกายไหม้วัดปากน้ำ จนกระทั่ง "สมเด็จช่วง" ถูกต่อต้านไม่ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช และรัฐบาลไทย ได้แก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์ มาตรา 7 ส่งผลให้ "สมเด็จพระมหามุนีวงศ์-อัมพร อมฺพโร" วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ฝ่ายธรรมยุต ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 แทน และสมเด็จช่วง ก็ร่วงจากระบบพระสังฆราชไทยไปตั้งแต่บัดนั้น

ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นมา ถือว่า กรณีธรรมกาย ได้เข้าสู่ยุคพระสังฆราชอัมพร อันเป็นพระองค์ที่ 2 ต่อจากสมเด็จพระญาณสังวร มาจนถึงปัจจุบัน คดีก็ยังไม่สิ้นสุด

 

 

ศุภชัย ศรีศุภอักษร

ผู้ให้กำเนิดกรณีธรรมกาย ภาค 2

 

 

หนังดัง "ธรรมกาย" ถ่ายทำกันยาวจากปี 42 มาจนถึงปีนี้ ปี 62 ต้องเรียกว่ายาวนานที่สุดในโลก มีหลายบทหลายตอน ตอนสำคัญที่เรียกว่า "ไฮไลต์" ของหนัง ก็คือ ฉากที่ดีเอสไอ ระดมสรรพกำลังเข้าปิดล้อมวัดพระธรรมกาย ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 รัฐบาลไทย ได้ประกาศให้ "วัดพระธรรมกายและพื้นที่โดยรอบ" เป็นเขตควบคุมพิเศษ โดยใช้อำนาจคณะปฏิวัติ ตามมาตรา 44

 

 

สองนายกรัฐมนตรี

ซ้าย : ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23

ขวา : ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนที่ 29

 

ความจริงแล้ว หนังธรรมกาย ภาคแรกนั้น เริ่มต้นในสมัย "นายชวน หลีกภัย" เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังไม่มีสีสันต์อะไรมาก เป็นเพียงเรื่องที่ดินและคำสอนเรื่อง "พระนิพพานเป็นอัตตา" เท่านั้น ยังไม่มีการเมืองเข้ามาแทรก หนังเรื่องนี้จึงฉายยาวผ่านมาจนเข้าสู่ "รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร" และปิดกล้องภาคแรก ลงในปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ.2549 เมื่ออัยการสูงสุดในสมัยนั้น ได้ทำการ "ขอถอนฟ้อง" พระธัมมชโย จากศาลอาญา โดยอ้างเหตุผลว่า เพื่อความปรองดองของคนในชาติ อีกทั้งพระธัมมชโยได้คืนเงินที่ยักยอกไปให้แก่วัดพระธรรมกายนับพันล้านบาทนั้นหมดสิ้นแล้ว

ทักษิณ ชินวัตร จึงขี่ม้าขาวเข้าฉาก "เดอะฮีโร่" ของชาวธรรมกาย ในฉากสุดท้าย ปลายเดือนสิงหา 2549 โดยก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเป็นประธานการในงาน "รวมใจทุกศาสนา พัฒนาท้องถิ่นไทย ถวายองค์ราชา ครองราชย์ 60 ปี" ที่สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย ดีเดย์จัดงานใหญ่ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2549 จากนั้นอีกเพียง 1 เดือน อัยการสูงสุดก็ทำการ "ถอนฟ้องธัมมชโย" ทุกข้อหา

 

 

ธัมมชโย หลุดทุกข้อหา กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ในสมัย "ทักษิณ ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรี และหลังจากนั้นมา ก็มีภาพของ "ทักษิณ ชินวัตร" และครอบครัว สวมชุดขาวของธรรมกาย ไปนั่งสมาธิภาวนาและทำบุญในวัดพระธรรมกาย และวัดสาขาในต่างประเทศบ่อยๆ จนถูกจับตามองว่า วัดพระธรรมกาย จะเป็นหุ้นส่วนทางการเมืองของทักษิณด้วยหรือไม่ ?

การเมืองกับการศาสนา ไหลมาบรรจบกัน ณ บัดนั้น ตรงที่ ศรัทธาความเชื่อ บทบาท ภาพลักษณ์ ของ "ทักษิณ ชินวัตร" ได้กลายเป็นอุบาสกสายวัดพระธรรมกายไปแล้ว นั่นเอง !!

 

 

 

ปฏิวัติทักษิณ 2549

 

19 กันยายน 2549 ขณะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีภารกิจที่ยูเอ็น รัฐนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ทางด้านประเทศไทย คณะนายทหารอันมี พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้า ได้นำกำลังเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศไทยไว้ทั้งหมด ส่งผลให้ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" สิ้นอำนาจ และได้ลี้ภัยไปยังประเทศอังกฤษ ซึ่งช่วงนี้ คดีธรรมกาย ภาคหนึ่ง ได้จบไปแล้ว แต่ทางการเมืองยังไม่จบ การปฏิวัติครั้งนี้เรียกว่า "ปฏิวัติพี่"

 

 

 

ปฏิวัติยิ่งลักษณ์ 2557

 

22 พฤษภาคม 2557 หลังจากผ่านการปฏิวัติทักษิณ ในปี 49 มานั้น ฝ่ายทหารก็ปล่อยให้รัฐบาลร่างทรงของทักษิณเข้ามาครองอำนาจอีกหลายสมัย ได้แก่ รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช (พรรคพลังประชาชน) รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของทักษิณ (พรรคพลังประชาชน) และ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของทักษิณ (พรรคเพื่อไทย) ตกวันที่ 22 พ.ค. 2557 คณะนายทหารอันมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้า ได้เข้ายึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์อีกครั้ง และครองอำนาจยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน การยึดอำนาจครั้งหลังนี้ เรียกได้ว่า "ปฏิวัติน้อง"

และในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นี่เอง ที่เกิดคดีฉ้อโกงเงินสหกรณ์คลองจั่นขึ้น เมื่อพระธัมมชโยไม่ยอมมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอตามหมายสั่งของศาล รัฐบาล คสช. จึงออกคำสั่งพิเศษ "ม.44" ส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อมและตรวจค้นวัดพระธรรมกาย ปรากฏว่า "หาตัวพระธัมมชโยไม่เจอ" ไม่รู้หายไปไหน และอยู่ไหน จวบจนบัดนี้ รัฐบาลทหารทำได้แค่เพียง "ขอมีพระบรมราชโองการถอดยศพระธัมมชโย" ลงเป็นเพียง "พระไชยบูลย์" เท่ากับสามัญชนคนธรรมดา เท่านั้น ส่วนในวงการสงฆ์ ก็ยังไม่มีใครกล้า "สั่งสึกพระธัมมชโย" เพราะล้วนแต่กลัวบารมีของสมเด็จช่วง องค์พระอุปัชฌาย์ของธัมมชโย แม้แต่พระสังฆราชองค์ใหม่ก็ไม่กล้า

 

 

สามเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

ซ้าย : สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม) วัดชนะสงคราม

กลาง : สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) วัดพิชัยญาติ

ขวา : พระพรหมบัณฑิต (ประยูร) วัดประยุรวงศาวาส

 

ความจริงแล้ว ตั้งแต่เกิดกรณีธรรมกายขึ้นมาในปี 2542 นั้น เวลานั้น พระฝ่ายปกครองที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลวัดพระธรรมกายโดยตรงและสูงสุดในเวลานั้น ก็คือ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) วัดชนะสงคราม บางลำพู ซึ่งว่ากันว่าเป็นคนเถรตรงและเฉียบขาด แต่สุดท้ายก็ทำอะไรธรรมกายไม่ได้ ปล่อยเรื่องให้เรื้อรังจนกระทั่งมรณภาพลงไปในเดือนมีนาคม 2554

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชัยญาติ ลูกศิษย์สายวัดชนะสงครามของสมเด็จนิยม ก้าวขึ้นครองตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางแทน และดึงแขน "มหาสายชล" จากวัดชนะสงคราม ให้เข้ามานั่งเก้าอี้เจ้าคณะภาค 1 แทนตนเอง แต่ก็ทำอะไรธรรมกายไม่ได้อีก ปล่อยเรื่องให้เรื้อรังมาเหมือนเดิม จนกระทั่งสมเด็จสมศักดิ์มรณภาพลงไปในวันที่ 28 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา

คราวนี้ อำนาจในหนกลางเปลี่ยนไปอยู่ในสายวัดประยูร โดยพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าคณะภาค 2 ได้ข้ามหัวเจ้าคณะภาค 1 (มหาสายชล) ขึ้นไปกินตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางอย่างเหลือเชื่อ และปัจจุบัน คดีธรรมกายและพระธัมมชโย อันเป็นหนังภาค 2 ได้มากองอยู่บนหน้าตัก "เจ้าคุณประยูร" เจ้าคณะใหญ่หนกลางรูปปัจจุบัน ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย

 

 

สามเจ้าคณะภาคหนึ่ง

ซ้าย : พระพรหมโมลี (วิลาศ) วัดยานนาวา

กลาง : สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) วัดพิชัยญาติ

ขวา : พระเทพสุธี (สายชล) วัดชนะสงคราม

 

ความจริงแล้ว ตั้งแต่เกิดกรณีธรรมกายขึ้นมาในปี 2542 นั้น ยังมีพระผู้ปกครองในระดับภาค ที่เรียกว่า "เจ้าคณะภาค" มีบทบาทอย่างสำคัญตามกฎหมายคณะสงฆ์ด้วย และเมื่อวัดพระธรรมกายอยู่ในเขตจังหวัดปทุมธานี และจังหวัดปทุมธานีถูกจัดให้อยู่ในเขต "ภาค 1" จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งในปี 42 นั้น เจ้าคณะภาค 1 ก็คือ พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) วัดยานนาวา ท่านดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

เมื่อเกิดกรณีธรรมกาย และศาลสงฆ์สั่งลงโทษสถานเบา "แค่ไล่ให้ไปเรียนอภิธรรม" ไปแล้ว ก็ยังมีคนไม่พอใจในคำตัดสิน จึงรวมตัวกันจะเข้าฟ้อง แต่ทางเจ้าคณะภาค 1 ปัดไม่ยอมรับฟ้อง ผู้ฟ้องจึงไปร้องต่อมหาเถรสมาคมๆ โดยการเสนอของ "สมเด็จพระมหาธีราจารย์-นิยม" วัดชนะสงคราม ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง จึงออกคำสั่ง "สั่งปลด" พระพรหมโมลี (วิลาศ) ออกจากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 และตั้งให้พระเทพสุธี (เอื้อน หาสธมฺโม) วัดสามพระยา รองเจ้าคณะภาค 1 ให้ขึ้นมารักษาการแทน

แต่เจ้าคุณเอื้อนรักษาการอยู่ได้ไม่นานก็ขอลาออก สมเด็จนิยมจึงโยกเจ้าคุณเอื้อนไปเป็นเจ้าคณะภาค 14 และให้พระธรรมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชัยญาติ เจ้าคณะภาค 15 เข้ามารักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาคอย่างเต็มตัวในปี 2544 และเมื่อสมเด็จนิยมมรณภาพลงในปี 2554 พระธรรมโมลี จึงได้เป็นทั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลางและเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น "พระพรหมโมลี" อันเป็นยศเดิมของพระพรหมโมลี-วิลาศ อดีตเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งมรณภาพลงไปก่อนหน้านั้น

เมื่อพระพรหมโมลี (สมศักดิ์) วัดพิชัยญาติ เจ้าคณะภาค 1 ได้ขึ้นเป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง (และเลื่อนยศเป็นสมเด็จพระพุทธชินวงศ์) ก็ยกตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ให้แก่ พระโสภณปริยัติเวที (สายชล ฐานวุฑฺโฒ) พระเด็กๆ ศิษย์ก้นกุฏิในวัดชนะสงคราม ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ในขณะมีอายุเพียง 46 ปี ตำแหน่งในวัดเป็นแค่ผู้ช่วยเจ้าอาวาส มือใหม่ ไร้ประสบการณ์ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญเอกอุในคณะสงฆ์ไทย และในท่ามกลาง "ปัญหาใหญ่ระดับสหัสวรรษ" นั่นคือ ธรรมกาย ซึ่งตั้งเค้าทะมึนรออยู่ตรงหน้า เหมือนระเบิดปรมาณูแห่งฮิโรชิม่า

เมื่อเกิดคดีคลองจั่นและปัญหาธรรมกาย (รวมทั้งคดีความพระธัมมชโย) รอบสอง ในปี 2558 จนรัฐบาลใช้ ม.44 ปิดล้อมวัดพระธรรมกาย กลับไม่ปรากฏบทบาทของ "มหาสายชล" ในฐานะเจ้าคณะภาค 1 ในกรณีนี้เลย ไม่รู้ไปมุดหัวอยู่ไหน ?

มีคำอ้างของพุทธะอิสระ (สุวิทย์ ทองประเสริฐ) แห่งวัดอ้อน้อยว่า ได้เคยบุกเข้าไปพบมหาสายชล เจ้าคณะภาค 1 เพื่อขอทราบถึงการดำเนินการกับพระธัมมชโย แต่มหาสายชลกลับบอกว่า

"ผมประชุมแล้ว สั่งการให้ออกมามอบตัวแล้วเป็นนับสิบๆ ครั้ง แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับจากธรรมกาย แล้วจะให้ผมทำอย่างไร ผมตัวคนเดียว จะไปสู้รบปรบมืออะไรกับเขาได้ ฯลฯ" (ที่มา เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ 25 ก.พ. 2560)

 

 



 

ฉลองยศ "ชั้นเทพ" ของมหาสายชล

"5 ปี ได้ 3 ขั้น" ทำรายงานเท็จต่อราชสำนัก อ้างว่ามีผลงานดีเด่น เป็นเจ้าคณะภาค 1 จึงเหมาะสมจะได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ พอได้มาแล้วก็เปิดกุฏิเลี้ยงฉลองกันเอิกเกริก พอเกิดปัญหาธรรมกายขึ้นมา กลับปิดกุฏิหนีหน้าไม่ยอมออกมาให้เห็น สันดานเยี่ยงนี้ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ยังตั้งให้เป็นเจ้าคณะภาค 1 ต่อไปอีก สงสัยคงจะเป็นบิดามาแต่ชาติก่อนหรือเปล่า จึงไม่กล้าปลดย้าย ?

 

 

DO NOTHING !

ไม่ทำอะไรเลย คือผลงานของมหาสายชล

จนผู้ใหญ่เห็นแววว่าดื้อด้านตาใสไร้เทียมทาน สมควรแก่ตำแหน่ง

 

 

อืม ! พูดได้นะว่า "ตัวผมคนเดียว จะไปสู้รบปรบมืออะไรกับเขาได้" ก็แสดงว่า มหาสายชลก็รู้ตัวว่าไม่มีบารมีพอที่จะทำงานในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 แต่ก็ยังอยากจะเป็น แถมเมื่อเป็นแล้วทำงานไม่ได้ ก็ไม่มีสปิริตจะลาออกเพื่อให้คนอื่นเขาเข้ามาทำงาน สันดานเยี่ยงนี้นี่เอง ที่ประเทศชาติพระศาสนาเสียหายย่อยยับ กินเบี้ยเลี้ยงเงินเดือนและยศถาบรรดาศักดิ์จากหลวง ซึ่งเป็นเงินของประชาชน แต่ไม่ยอมทำงาน แถมยังหน้าด้านอยู่ในตำแหน่งอย่างไม่รู้สึกรู้สา

เจ้าคณะผู้ปกครองระดับสูงขึ้นไปก็คงนิสัยคล้ายกัน จึงไม่มีความคิดจะปลดหรือย้ายมหาสายชลออกไปจากภาค 1 ก็เรียกว่าตั้งแก๊งสุมหัวกันหากินบนความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน (มีตำแหน่งกูเอา แถมเอาให้พวกกู แต่ถ้ามีปัญหาก็โยนให้รัฐบาลและราชสำนักช่วยแก้ไข) ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่ควรมีตำแหน่งทางการปกครองสงฆ์ รวมทั้งไม่ควรมีมหาเถรสมาคมอะไรไว้ด้วย มีไว้ก็รกศาสนาเสียเปล่า ต่างคนต่างอยู่เป็นดีที่สุด เพราะไม่ได้ทำงานเพื่อปกป้องพระธรรมวินัย เอาแต่ปกป้องพวกพ้องและผลประโยชน์ของพวกตน ทำนองเป็นนักการเมืองในผ้าเหลือง เก่งก็แต่ไล่จับพระหนุ่มเณรน้อยหรือหลวงตาบ้านนอกสึก ส่วนพวกตัวใหญ่ๆ กลับไม่กล้าแตะ ทำนอง "คุกมีไว้ขังหมากับคนจน" อย่างนั้นแหละ เปลี่ยนกรรมการ มส. มาไม่รู้กี่รุ่น กิจการพระศาสนาก็ไม่เห็นดีขึ้น มีแต่ปัญหาเก่าๆ ซ้ำๆ ซากๆ พระเณรดีๆ มีการศึกษาและมีอุดมการณ์เขาสึกหนีไปหมดแล้ว เพราะเบื่อระบบวงการสงฆ์นี่เอง

เคยมีความเคลื่อนไหว "จะปลด" มหาสายชล จากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 มาแล้ว 2 ครั้ง

ครั้งที่ 1 : หลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะภาค 1 ใหม่ๆ ก็มีข่าวว่า จะมีการย้าย "พระโสภณปริยัติเวที - สายชล" ให้พ้นจากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 แล้วให้ "พระพรหมบัณฑิต - ประยูร" จากวัดประยุรวงศาวาส ซึ่งเป็นเจ้าคณะภาค 2 เข้ามาครองตำแหน่งแทน แต่สุดท้ายก็เงียบหายไป เพราะอะไรก็ไม่ทราบ

ครั้งที่ 2 : เมื่อบรรดาเจ้าคณะภาคในเขตหนกลาง "ว่างลง" ทุกตำแหน่ง ในเดือนตุลาคม 2561 สมเด็จสมศักดิ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง จึงออกคำสั่ง "ตั้งรองภาค" ขึ้นรักษาการแทนในทุกภาค ทำให้เจ้าคณะภาคในหนกลางกลายเป็นอดีต ไม่มีอำนาจ ต่อมาจึงปรากฏว่า มีสัญญาณก่อกวน ส่งผลให้บรรดารักษาการเจ้าคณะภาคเกรงกลัว จึงเข้าไปขอ "ลาออก" จากสมเด็จสมศักดิ์ๆ จึงตวัดปากกาอีกครั้ง ตั้งให้ "อดีตเจ้าคณะภาค" กลับมารักษาการตามเดิม การปลดมหาสายชลจากภาค 1 จึงเป็นหมันอีก แสดงว่าต้องห้อยพระดี จึงไม่มีใครย้ายได้

แต่กระนั้น เมื่อมีการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ใหม่ ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 โอนอำนาจการแต่งตั้ง "เจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาค" ให้เป็นอำนาจของสำนักพระราชวัง จึงมีการ "รอคอย" เรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 28 พ.ย. 2562 ที่ผ่านมา โผเจ้าคณะภาคชุดแรก (หลังแก้ไขกฎหมาย) จึงคลอดออกมาอย่างเป็นทางการ

และปรากฏว่า ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ยังคงเป็นของ "มหาสายชล - พระโสภณปริยัติสุธี-พระราชปริยัติเวที หรือพระเทพสุธี คนเดียวกัน" ทั้งนี้ มีสาระของคำสั่งระบุว่า "เป็นการแต่งตั้งตามที่เจ้าคณะใหญ่เสนอมา" นั่นหมายถึงว่า พระพรหมบัณฑิต (ประยูร) เป็นผู้เสนอรายชื่อเจ้าคณะภาคชุดใหม่ทั้งหมด สมเด็จพระสังฆราชจึงโปรดให้เป็นไปตามนั้น

 

 

รอดหรือตายด้วยกัน

ซ้าย : นายอนันต์ อัศวโภคิน สาวกของธัมมชโย

ขวา : ธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้หนีคดีไป

 

แต่ครั้นตั้งเจ้าคณะภาค 1 ได้เพียงวันเดียว ก็มีข่าวทางสื่อว่า "ดีเอสไอได้ตัดสินใจสั่งฟ้องนายอนันต์ อัศวโภคิน ในข้อหาฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่นเอง"

สาเหตุก็เพราะ วันที่ 31 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา มีข่าวว่า ทางอัยการพิเศษ โดยนายธนวรรษ ว่องไวทวีวงศ์ มีคำสั่ง "ไม่ฟ้อง" นายอนันต์ อัศวโภคิน ศิษย์เอกธรรมกาย ในข้อหาฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น ที่ดีเอสไอเป็นผู้ทำสำนวนยื่นคำร้องไป

ซึ่งตามข่าวนั้น ถ้าหากดีเอสไอเห็นว่ามีพยานหลักฐานมัดแน่นและแน่ใจว่านายอนันต์ทำผิดจริง ดีเอสไอก็สามารถจะ "ยื่นฟ้อง" ได้เอง ทำนองอุทธรณ์ต่อ "อัยการสูงสุด" ถ้าอัยการสูงสุด (นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์) สั่งฟ้อง เรื่องก็จะขึ้นสู่ศาลอาญา แต่ถ้าอัยการสูงสุดเห็นว่าหลักฐานอ่อน ก็อาจจะ "สั่งไม่ฟ้อง" อีกครั้ง และเมื่อนั้น ก็จะมีผลให้คดีสหกรณ์คลองจั่นของนายอนันต์ตกไปอย่างถาวร ไม่สามารถรื้อคดีได้

และเมื่อนั้น คดีธรรมกาย ภาค 2 นี้ ก็จะเข้าอีหรอบเดิมกับภาคแรกในปี 2549 คือจบก่อนถึงศาล หรือไปไม่ถึงศาล ถูกอัยการตัดตอนเสียก่อน ทั้งนายอนันต์ ทั้งท่านธัมมชโย และมูลนิธิธรรมกายทั้งหมด ก็จะหมดจดสดในไร้มลทิน จะกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิม และจะเป็นอมตะตลอดกาล เพราะคงจะไม่พลาดอีกเป็นครั้งที่ 3 งานข้างหน้าต้องวางแผนให้ลึกซึ่งกว่าเดิม แบบว่าวัดบวรนิเวศวิหาร และวัดราชบพิธตั้งพระกาโม่เป็นประธานกลางโบสถ์เสร็จเมื่อไหร่ ค่อยประกาศข่าวว่า เราชนะแล้ว ชิตํ เม !

ณ นาทีนี้ อนาคตของคดีนี้ อยู่ในมือของอัยการสูงสุด เพียงแห่งเดียว

ใช่แต่เท่านั้น ถ้าหากว่าอัยการสูงสุดเห็นแย้งกับดีเอสไอสั่งไม่ฟ้องนายอนันต์ ก็จะส่งผลให้ "การยึดทรัพย์" ในมูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทน์เป็นหมัน เพราะคดีของนายอนันต์เกี่ยวข้องกับพระธัมมชโยและมูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทน์ ซึ่งทางดีเอสไอก็กำลังดำเนินคดีกับพระธัมมชโยและฟ้องร้องต่อศาลให้ดำเนินการ "ยึดทรัพย์" ในมูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทน์ มัดรวมเป็น 3 เส้าเข้าไว้ด้วยกัน

ทีนี้ว่า ถ้านายอนันต์หลุดคดีนี้ ก็จะมีผลให้การยึดทรัพย์ในมูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทน์ไม่สำเร็จ แถมด้วยคดีความของพระธัมมชโยก็จะเดินไปเฉกเช่นเดียวกับคดีของนายอนันต์ อัศวโภคิน ซึ่งจะฝ่าด่านหินออกไปเป็นคนแรก

คือถ้านายอนันต์หลุด ก็หลุดหมด ทั้งธัมมชโยและมูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทน์

แต่ถ้าติดก็ติดร่างแหหมด หมดสิ้นธรรมกายแน่

 

 

ทีนี้ก็จะมาเปรียบเทียบ "บทบาท" ระหว่าง "สองสังฆราช-สองนายก-สองเจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ว่าจะโน้มเอียงไปทางใด ได้หรือเสีย

บทบาทระหว่างสองสังฆราช ในกรณีธรรมกาย ก็คือ

1. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร สมัยรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นทั้งผู้จุดประเด็นคดีอาญาของพระธัมมชโย รวมทั้งการบิดเบือนพระธรรมคำสอน ว่าด้วยการสอนว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา" ของวัดพระธรรมกาย จนกลายเป็นชนักให้สำนักใหญ่แห่งนี้ต้องมีปัญหามาโดยตลอด แถมในอดีต สมเด็จพระญาณสังวร ก็ทรงเคยดำเนินการกับ "โพธิรักษ์" แห่งสันติอโศก จนกลายเป็นสำนักเถื่อนมาจนบัดนี้ สมเด็จพระญาณสังวร จึงนับว่าทรงเป็นพระสังฆราชผู้ทรงเด็ดขาดในการรักษาพระธรรมวินัย ไม่หวั่นเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ส่งผลให้พระธัมมโยผู้มากบารมีที่สุดในประเทศไทย ต้องถูกถอดยศและระเห็จหนีหน้าไปหาไม่เจอมาจนทุกวันนี้

2. สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร) วัดราชบพิธ สมัยรัชกาลที่ 10 เพิ่งขึ้นครองตำแหน่งใหม่ๆ ยังไม่ปรากฏบทบาทอันเด่นชัด ว่าจะทรงเด็ดขาดหรืออ่อนแอ ปล่อยให้ธรรมกายกลับมาใหญ่เหมือนเดิมหรือยิ่งกว่าเดิม ก็อยู่ที่บทบาทของพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน

 

 

มือปล่อย VS มือจับ

 

1. อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ภาพลักษณ์ส่วนตัวนั้น ยินยอมพร้อมใจเข้าไปเป็นสาวกของวัดพระธรรมกาย รวมทั้งครอบครัว และรวมทั้งอดีตนายกหญิงยิ่งลักษณ์ ชินวัตรด้วย โดยโครงการต่างๆ ของวัดพระธรรมกาย ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ อย่างเต็มที่ จนสามารถสยายอาณาจักรธรรมกายให้ยิ่งใหญ่แทบว่าจะกลืนประเทศไทยได้หมดสิ้น ส่วนในด้านคดีความนั้น เป็นอันประจักษ์ชัดว่า พระธัมมชโย หลุดคดี ในสมัยที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

2. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน มีบทบาท "ตรงกันข้าม" กับอดีตนายกทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ อย่างชัดเจน โดยส่วนตัวนั้นไม่ปรากฏว่าได้เลื่อมใสศรัทธาในวัดพระธรรมกาย ไม่เคยร่วมงานหรือร่วมมือวัดพระธรรมกายในการจัดกิจกรรมต่างๆ ในหน้าที่การงานนั้น การดำเนินคดีคลองจั่นต่อทั้ง "พระธัมมชโย-มูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทน์-นายอนันต์ อัศวโภคิน" ล้วนแต่เกิดในยุค คสช. ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น

ถ้าทักษิณเป็นมือปล่อยธัมมชโยให้รอด ประยุทธ์ก็คือมือจับธัมมชโย ให้ติดบ่วงแหอีกครั้ง แต่จะปล่อยให้รอดไปในตอนท้ายนี้หรือเปล่า ก็ยังไม่รู้ว่า..หมู่หรือจ่า

เส้นทางเดินของประยุทธ์จะบรรจบกับทักษิณ หรือจะแยกกันไปคนละทาง ก็มีคดีใหญ่ "ธรรมกาย" เป็นเส้นแบ่งทางศีลธรรมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ให้ลูกหลานเล่ากันสืบไปตราบนานเท่านาน

 

 

พระพรหมบัณฑิต เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

ได้รับฉายา "อัจฉริยะ" แห่งยุค

หวังว่าคงไม่ดีแต่พูด !

 

 

ต่อมา ที่น่าจับตาก็คือ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง รูปใหม่ และใหม่ซิงๆ ตำแหน่งนี้ว่างลงทันทีเมื่อ "สมเด็จพระพุทธชินวงศ์-สมศักดิ์" วัดพิชัยญาติ มรณภาพลงในวันที่ 28 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา และต่อมา มหาเถรสมาคม ก็ตั้งให้ "พระพรหมบัณฑิต-ประยูร" วัดประยุรวงศาวาส เจ้าคณะภาค 2 ข้ามหัวมหาสายชล เจ้าคณะภาค 1 ขึ้นเป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลางแทน

ซึ่งก็ดังที่ทราบว่า ตอนเจ้าคณะภาค 1 ว่างลงเมื่อสมเด็จสมศักดิ์เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ในปี 2554 นั้น ตอนนั้นพระสงฆ์สามเณรทั่วประเทศ ก็เก็งกันว่า ผู้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ก็คือ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร) ซึ่งเป็นเจ้าคณะภาค 2 สมควรจะย้ายมานั่งบัญชาการ "ภาค 1" เพราะมีคุณสมบัติเอกอุ

แต่กลับมีการเล่นเส้นเล่นสาย กั๊กตำแหน่งเอาไว้ในกลุ่มอยุธยา มหาสายชลจึงถูกเข็นให้เป็น "กุมารทอง" ขึ้นมานั่งเก้าอี้ดนตรี แต่อำนาจนั้นตกอยู่ที่ "เจ้าคุณเอื้อน" วัดสามพระยา และสมเด็จสมศักดิ์ วัดพิชัยญาติ

ครั้นเมื่อสมเด็จสมศักดิ์มรณภาพลงไปในปีนี้ ตามประเพณีแล้ว เมื่อเจ้าคณะใหญ่หนกลางว่าง ก็จะมีการเลื่อน "เจ้าคณะภาค 1" ให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน แต่หวยกลับไปออกที่ "เจ้าคณะภาค 2" คือพระพรหมบัณฑิตแทน

พระพรหมบัณฑิต เจ้าคณะภาค 2 จึงข้ามหัว "มหาสายชล" เจ้าคณะภาค 1 อย่างที่โลกต้องตะลึงเลยทีเดียว

แต่แฟนเพลงต้องตะลึงซ้ำ เมื่อโผเจ้าคณะภาคออกมาในวันก่อน กลับปรากฏว่า "เจ้าคุณประยูร เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นผู้เสนอมหาสายชลให้กลับมานั่งในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 เหมือนเดิมอีก"

ทีนี้ว่า เมื่อปัญหาธรรมกาย กำลังจ่อจะเป็นคลื่นใหญ่เข้ามาอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบก็คือ เจ้าคณะใหญ่หนกลางและเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งก็คือ เจ้าคุณประยูรและมหาสายชล คนที่เคยพูดว่า "ผมตัวคนเดียว จะทำอะไรเขาได้" นั่นเอง ยังไม่รู้ว่า การวางตัว "มหาสายชล" ให้ร่วมทีมสอบสวนธรรมกายอีกรอบนั้น จะสำเร็จหรือไม่

เพราะนี่คือการ วัดกึ๋น ของพระพรหมบัณฑิต ที่ใครๆ ก็คาดคิดว่า คงจะเป็นบัณฑิต "ระดับพรหม" แต่การตัดสินใจเลือก "มหาสายชล" ให้กลับมาเป็นเจ้าคณะภาค 1 ซ้ำกับบทบาทเดิมของ "สมเด็จสมศักดิ์" วัดพิชัยญาติ ซึ่งมรณภาพลงไปอย่างที่เรียกว่า "อับเศร้าหมองศรี" นี่ก็คงจะพอมองเห็นกึ๋นและอนาคตของพระพรหมบัณฑิตได้กระมังว่า ว่าจะรุ่งเรืองหรือว่ารุ่งริ่ง ยังไม่เจอของจริงก็อย่าเพิ่งประมาท นะเจ้าคุณประยูรนะ สงครามไม่มีคำว่าปรานี เปรียบมวยแบบนี้ ดูสมเด็จสมศักดิ์ซี หมดตูดไปกี่รอบแล้ว !

 

 

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ร่างทรงของ ณรงค์ ทรงอารมณ์

 

ที่มองข้ามไปไม่ได้เลยเด็ดขาด ก็คือ บทบาทของ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีต ผอ.พศ. ซึ่งเกษียนอายุราชการไปในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมกับการตั้ง "รักษาการ ผอ.พศ." มาอย่างยาวนาน แต่งานก็ไม่สะดุด เพราะได้ผู้ช่วยคนใหม่ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านกิจการพระพุทธศาสนา นามว่า "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" มีอำนาจครอบจักรวาล สามารถครอบงำ "บทบาท" ของนายณรงค์ ทรงอารมณ์ รักษาการ ผอ.พศ. จนแทบมิด เหมือนราหูบังพระอาทิตย์

พงศ์พร โด่งดังมาก ในบทบาท "มือปราบเงินทอนวัด" ส่งพระระดับ "เจ้าคุณ-รองสมเด็จ-กรรมการ มส." เข้าคุกพร้อมกัน "ทีละ 7" ระเห็จออกนอกประเทศไทยก็มี พุทธะอิสระผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่เว้น แต่ความจริงแล้ว พงศ์พรมีงานใหญ่กว่านั้น นั่นคือ คดีสหกรณ์คลองจั่น ซึ่งพงศ์พรเกาะติดมาตั้งแต่ยังอยู่ที่ดีเอสไอ การได้มาอยู่สำนักพุทธฯ ก็เพราะเรื่องสหกรณ์ มิใช่เรื่องเงินทอน

วันนี้ ใครๆ ก็คิดว่า พงศ์พรไปแล้ว แต่ความเป็นจริงแล้ว พงศ์พรยังอยู่ ยังไม่ไปไหน ยังใหญ่คับพุทธมณฑล แม้จะอยู่หลังม่านบัญชาการเหมือนขันที แต่ก็มีอำนาจมากกว่า "รักษาการ ผอ.พศ." ซึ่งเคยเป็นลูกน้อง และว่ากันว่า "ใหญ่กว่า" เทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีสำนักนายก ผู้ดูแลสำนักพุทธฯ อีกด้วย เพราะปล่อยให้ "เทวัญ-ณรงค์" ให้ออกงานจนเหงื่อโทรมกาย พงศ์พรแต่งสูทรพูดจ๊ะจ๋าอยู่ในห้องแอร์ก็ไม่มีใครกล้าว่า แสดงว่าต้องเส้นใหญ่ระดับ "เหนือ คสช." ไม่งั้นไม่ได้เป็น "ที่ปรึกษาพิเศษ" ของบิ๊กตู่หรอก

การที่พระสังฆราชอยู่วัดราชบพิธ การที่บิ๊กตู่ยังเป็นนายกรัฐมนตรี การที่พระพรหมบัณฑิตขึ้นมาเป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และการที่ "พงศ์พร" ยังคงคุมพุทธมณฑล ทั้งสิ้นทั้งปวงนี้ ก็น่าจะเป็นดัชนี "บ่งชี้" ว่า คดีสหกรณ์คลองจั่น (รวมทั้งธรรมกาย) จะไปทางไหน

เชื่อว่า คงไม่มีใครอยากได้ฉายา "โมฆบุรุษ" ด้วยการปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยจรเข้ลงน้ำ ในตอนท้ายของเรื่อง ที่เรียกว่า "ตายตอนจบ"

แบบนี้ แฟนหนังแฟนเพลงเขาเรียกว่า "ต้องปูเสื่อรอ" เพราะอีกไม่นาน อัยการก็จะแจ้งข่าวด่วนแล้ว

 

 

อนันต์ อัศวโภคิน

เจ้าพ่อแลนด์แอนด์เฮาส์ อภิมหาเศรษฐีแสนล้าน

ศิษย์เอกธัมมชโย สำนักวัดพระธรรมกาย

จะใช้อภินิหารฝ่าด่านอัยการไปได้หรือไม่ ?

 

อนันต์ อัศวโภคิน ระทึก ! DSI ทำความแย้ง อสส. สั่งฟ้องคดีฟอกเงินซื้อที่ดินศุภชัยแล้ว

"...ก่อนหน้านี้ พนักงานอัยการคดีพิเศษ ได้ส่งสำนวนการไต่สวนคดีนี้ กลับมาให้ดีเอสไอรับทราบ พร้อมสรุปความเห็นว่า เห็นสมควรสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้ ซึ่ง ทางดีเอสไอ ได้พิจารณาสำนวนคดีแล้ว มีความเห็นแย้งกับ อสส. โดยยืนยันความเห็นให้มีการสั่งฟ้องคดีนี้ เนื่องจากหลักฐานเส้นทางการเงิน ที่ได้รับทราบจาก ปปง. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) มีความชัดเจน เพียงพอแล้ว ซึ่งตามขั้นตอนต่อไป ถ้า อสส. เห็นด้วยกับดีเอสไอ ก็จะมีการสั่งฟ้องคดีต่อไป แต่ถ้าไม่เห็นด้วย คดีนี้ ก็จะถือเป็นการยุติ"... "

หากสาธารณชนยังจำกันได้ 

ในช่วงปลายเดือน ต.ค. 2562 ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ปรากฎขึ้นว่า พนักงานอัยการ สำนักงานดคีพิเศษซึ่งมีนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ เป็นอธิบดีในขณะนั้น(ปัจจจบันนายวงศ์สกุล ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด(อสส.)) ได้ส่งสำนวนการไต่สวนคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากการขายที่ดินต่อให้กับ นายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง กลับคืนมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)แล้ว

พร้อมสรุปความเห็นว่า  เห็นสมควรสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้  หลังจากที่ใช้ระยะเวลาตรวจสอบสำนวนการไต่สวนคดีมายาวนานพอสมควร 

ขณะที่ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวระดับสูงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับทราบเรื่องที่พนักงานอัยการส่งสำนวนการไต่สวนคดีนี้กลับคืนมาให้ดีเอสไอแล้ว

เบื้องต้น ทางดีเอสไอจะมีการพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน เพื่อหาข้อสรุปว่าทางดีเอสไอจะทำความเห็นแย้งเพื่อขอให้อัยการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อหรือเห็นชอบตามความเห็นของอัยการที่ไม่สั่งฟ้องคดีนี้

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ได้รับการยืนยันข้อมูลเป็นทางการจากแหล่งข่าวระดับสูงในดีเอสไอ ว่า  เมื่อเร็วๆ นี้ พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามในหนังสือถึงนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อสส. เพื่อทำความเห็นแย้ง ขอให้สั่งฟ้อง นายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง คดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากการขายที่ดินดังกล่าวแล้ว เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าหลักฐานเส้นทางการเงินมีความชัดเจน เพียงพอแล้ว

"หลังจากที่ก่อนหน้านี้พนักงานอัยการคดีพิเศษได้ส่งสำนวนการไต่สวนคดีนี้ กลับมาให้ดีเอสไอรับทราบ พร้อมสรุปความเห็นว่า เห็นสมควรสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้ ซึ่ง ทางดีเอสไอ ได้พิจารณาสำนวนคดีแล้ว มีความเห็นแย้งกับ อสส. โดยยืนยันความเห็นให้มีการสั่งฟ้องคดีนี้ เนื่องจากหลักฐานเส้นทางการเงิน ที่ได้รับทราบจาก ปปง. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) มีความชัดเจน เพียงพอแล้ว ซึ่งตามขั้นตอนต่อไป ถ้า อสส. เห็นด้วยกับดีเอสไอ ก็จะมีการสั่งฟ้องคดีต่อไป แต่ถ้าไม่เห็นด้วย คดีนี้ ก็จะถือเป็นการยุติ" แหล่งข่าวจากดีเอสไอระบุ 

สำหรับรายละเอียดเส้นทางการเงินในคดีนี้ สำนักข่าวอิศรา เคยตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกมานำเสนอให้สาธารณชนได้รับกันไปแล้วว่า มีรายละเอียดปรากฎตามรายละเอียดตามคำสั่งอายัดทรัพย์สิน ของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดราย นายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก (คดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น) ในส่วนของที่ดิน ที่โอนขายที่ดินให้กับ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ (พี่ชายบญธรรม คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) และนายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังซึ่งเป็นผลจากการตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินของ นายศุภชัย ที่มีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการยักยอกเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด และนำเงินไปลงทุนซื้อที่ดินจำนวน 3 แปลง โฉนดที่ดินเลขที่ 31343 , 31344 และ 31345 ตั้งอยู่ตำบลคลองสอง (คลอง 2 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่รวม 312 ไร่ 1 งาน 17.6 ตารางวา และหุ้นของบริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด โดยวิธีการสั่งจ่ายเช็คจำนวน 11 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 321,400,000 บาท

โดยในส่วนคดีของ นายอนันต์ อัศวโภคิน นั้น ปปง. ระบุในคำสั่งอายัดทรัพย์ว่า ภายหลังจากบริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด ได้รับเงินลงทุนของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวกแล้ว บริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดิน โฉนดเลขที่ 31344 ให้กับนายอนันต์ อัศวโภคิน ที่ดินเนื้อที่ 46-3-56.2 ไร่ ราคาไร่ละ 2,000,000 บาท เป็นเงิน 93,781,000 บาท

จากนั้น ได้ปรากฏว่า มีการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาถวายที่ดินของนายศุภชัย ให้กับ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) เป็นการส่วนตัว

โดยมีนายอนันต์ อัศวโภคิน ลงลายมือชื่อ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนพระเทพญาณมหามุนี และมีพยานลงลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าว เว้นแต่นายศุภชัย ไม่ได้ลงลายมือชื่อ

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2558 นายอนันต์ ได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บริษัทไทย แอ็กโกร เอ็กซ์เชนจ์ จำกัด ในราคา 492,350,250 บาท และได้รับเงินที่เหลือจากการขายที่ดิน จำนวน 468,731,250 บาท นำไปชำระหนี้ให้บริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด และหนี้อื่นบางส่วน โดยนำเงินส่วนใหญ่จำนวน 303,000,000 บาท ไปบริจาคให้มูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เพื่อนำไปก่อสร้างอาคาร บุญรักษา

นอกจากนี้ สำนักข่าวอิศรา ยังมีข้อมูลเบื้องลึกการขายที่ดินจำนวน 8 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 57 ไร่ ในตำบลคลอง 3 อำเภอคลองหลวง ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดพระธรรมกาย ของ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ให้กับ นางสาว อลิสา อัศวโภคิน ที่สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบเพิ่มเติมในภายหลังด้วย

โดยมีรายละเอียดว่า ในช่วงต้นเดือน มิ.ย.56 หลังจากที่ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ถูกคณะกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ในข้อหายักยอกทรัพย์และฉ้อโกง กรณีที่มีการนำเงินของสหกรณ์ไปลงทุนหุ้น ที่ดิน รวมทั้งนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ฯ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2556

นายศุภชัย ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดินจำนวน 8 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 57 ไร่ ในตำบลคลอง 3 อำเภอคลองหลวง ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดพระธรรมกาย ให้กับ นางสาวอลิสา อัศวโภคิน ลูกสาวนายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของไทย โดยหนังสือสัญญาฉบับดังกล่าว ลงวันที่ 7 มิ.ย.56

จากการตรวจสอบหนังสือสัญญาขายที่ดิน ดังกล่าว มีการระบุเลขที่โฉนดที่ดิน จำนวน 8 แปลง ที่มีการตกลงซื้อขายกัน คือ 101460 ,101461 , 101462 , 152624 ,4519 ,101455 , 101456 และ 152626 โดยปรากฎชื่อนายวสินธุ์ เหมือนเกียรติ ทำหน้าที่เป็นตัวแทน ทั้งฝ่าย นายศุภชัย "ผู้ขาย" กับ นางสาวอลิสา "ผู้ซื้อ"

โดยตกลงราคาซื้อขายกันเป็นเงิน 298 ล้านบาท ระบุว่าผู้ซื้อได้ชำระเงินค่าที่ดินให้ผู้ขายเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยที่ดินทั้งหมด ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ไม่มีการเช่า ไม่ค้างชำระภาษีบำรุงท้องที่

ขณะที่ นายศุภชัย "ผู้ขาย" ได้ที่ดินเหล่านี้มาโดยการซื้อเมื่อ พ.ศ.2552

โดย พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา5 กำหนดว่า ผู้ใด

(1) โอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะหรือหลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน หรือ

(2) กระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาแหล่งที่ตั้งการจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใดๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันข้อมูลเป็นทางการว่า การขายที่ดินจำนวน 8 แปลง ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดพระธรรมกาย ของ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร  ให้กับ นางสาว อลิสา อัศวโภคิน ดังกล่าว มีการสอบสวนทางคดีเกี่ยวกับเรื่องการฟอกเงินเพิ่มเติมด้วยหรือไม่ 

ตามที่เคยนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณชนไปแล้วก่อนหน้านี้เช่นเดิม

 

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา : : 1 ธันวาคม 2562

 

เหล้าเก่าในขวดใหม่ !

 

มหาเถรตั้งเจ้าคณะภาคชุดเดิม

แถมบางรูปเคยถูกศาลตัดสินจำคุก

เข้าวังไม่ได้ !

 

อา..สมค่ากับการรอคอยหรือไม่ ? ใครไม่เคยเห็น "มหาเถรสมาคมชุดดรีมทีมทำงาน" ก็กรุณาดูซะ จะได้รู้ว่า ไอ้ที่รัฐบาลทหารสู้อุตส่าห์ปฏิวัติ ฉีกรัฐธรรมนูญ ฉีกกฎหมายคณะสงฆ์ทิ้ง อ้างโน่นอ้างนี้สารพัด สุดท้ายก็เพื่อให้มี "พระสังฆราชจากธรรมยุต" เพียงตำแหน่งเดียว นอกนั้นไม่มีอะไรใหม่เลย แถมยังหันไปใช้ของเก่าเขาอีกด้วย แบบนี้ก็เลยงงว่าทำไปเพื่ออะไร เพราะสังฆราชก็ทำอะไรไม่ได้ !

ยกตัวอย่าง..

 

 

1. เจ้าคณะภาค 1 ของมหาสายชล (พระเทพสุธี) ซึ่งมีอำนาจในการปกครองในท้องที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี และวัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ก็อยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าคณะภาค 1

เมื่อเกิดกรณีธรรมกาย (ครั้งที่ 1) ในปี พ.ศ.2542 นั้น ตอนนั้น พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9) วัดยานนาวา เป็นเจ้าคณะภาค 1 และเป็นประธานศาลสงฆ์ในคดีนี้ แต่พระพรหมโมลีไม่ยอมรับฟ้องจากฆราวาส ส่งผลให้สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) วัดชนะสงคราม เสนอมหาเถรสมาคมให้ปลดพระพรหมโมลีออกจากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 และตั้งให้พระเทพสุธี (เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ.9) วัดสามพระยา เข้ามารักษาการ แต่ไม่นาน เจ้าคุณเอื้อนก็ขอลาออกจากตำแหน่งประธานศาลสงฆ์ ส่งผลให้สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม) โยกเจ้าคุณเอื้อนไปเป็นเจ้าคณะภาค 14 แล้วโยกพระธรรมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) วัดพิชัยญาติ จากเจ้าคณะภาค 15 ข้ามมารักษาการเจ้าคณะภาค 1 ก่อนจะตั้งให้เป็นเจ้าคณะภาคอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งได้เป็นเจ้าคณะหน และมรณภาพลงไปเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา ยังไม่ได้พระราชทานเพลิงศพ

เมื่อสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม) มรณภาพไปในวันที่ 11 มีนาคม 2544 นั้น สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) ได้ขึ้นเป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลางแทน และได้ตั้งให้ "พระโสภณปริยัติเวที - สายชล ฐานวุฑฺโฒ ป.ธ.9" วัดชนะสงคราม รองเจ้าคณะภาค 1 ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 แทนตนเอง

แต่เมื่อเกิดกรณีธรรมกายขึ้นใหม่ ในปี 2560 และลากยาวมาจนบัดนี้ ธัมมชโยถูกแจ้งความกว่า 100 คดี และหนีไปไม่มีใครพบ ที่สำคัญก็คือ "ถูกถอดยศลงเป็นเพียงพระธรรมดา" ล่าสุดไปรับตำแหน่ง "ครูบาธัมมชโย" ที่ประเทศพม่า

ถามว่า ปัญหาธรรมกาย หรือปัญหาท่านธัมมชโย เป็นอำนาจหน้าที่ของ "มหาสายชล-เจ้าคณะภาค 1" หรือไม่ ?

เทียบกับกรณีพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) อดีตเจ้าคณะภาค 1 ที่ถูกสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม) ปรมาจารย์ของมหาสายชล ปลดออกไป จนกระทั่งตำแหน่งมาตกแก่  "มหาสายชล" อยู่จนบัดนี้ โดยไม่มีผลงานอะไรเลย นอกจากจะไม่โดนปลดแล้ว ก็ยังได้รับการปูนบำเหน็จให้ดำรงตำแหน่งต่อไป นั่นก็เท่ากับว่า คณะสงฆ์ไทยสิ้นไม้ไร้ตอก ไร้บุคคลากรที่จะมาทำงานให้แก่บ้านเมืองแล้ว จึงมีแค่คน "หยิบมือเดียว" เท่าที่เห็น เล่นเก้าอี้ดนตรี ไม่หนีไปไหน ปัญหาของประเทศไทย ปัญหาของพระศาสนา จึงย่ำเท้าเวียนวนอยู่กับวังวนเก่าๆ ไม่สิ้นสุด

เพราะเรามีสมเด็จพระสังฆราชผู้บริสุทธิ์แล้ว จะตั้งใครเป็นก็ย่อมจะบริสุทธิ์ไปด้วย ไชโยโห่ฮิ้ว !

 

 

2. เจ้าคณะภาค 13 ของเจ้าคุณประกอบ (พระพรหมกวี) อดีตพระวัดชนะสงคราม ศิษย์สายสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) อีกแล้วครับท่าน ชื่อวัดชนะ แต่ทำอะไรไม่เคยชนะเลย ไม่ว่าลูกศิษย์หรืออาจารย์

เจ้าคุณประกอบ ต้องคดีทุบทำลายโบราณสถาน ถูกฟ้องโดยกรมศิลปากร สุดท้าย ศาลสั่งตัดสิน "จำคุก 3 ปี แต่ให้รอลงอาญา 1 ปี" คำสั่งศาลอาญาออกมาในวันที่ 23 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ถึงเวลานี้ก็ยัง "ไม่สิ้นสุดเวลาลงอาญา" เจ้าคุณประกอบจึงถือว่าไม่บริสุทธิ์ เหมือนพุทธะอิสระหรืออดีตเจ้าคุณที่ต้องคดีเงินทอนวัด ไม่สามารถกลับมาห่มผ้าเหลืองได้จนบัดนี้ แม้จะเลยเวลารอลงอาญาแล้วก็ตาม แต่สำหรับเจ้าคุณประกอบแล้ว ไม่ทราบว่าได้รับการยกเว้นด้วยเหตุผลใด ?

ว่ากันด้วยว่า ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10 ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม ศกนี้ ที่ผ่านมานั้น เจ้าคุณประกอบ รองสมเด็จพระราชาคณะ แรกนั้นมีชื่อได้รับการอาราธนาเข้าร่วมพระราชพิธีในพระบรมมหาราชวังด้วย แต่เพราะถูกศาลอาญาสั่งลงโทษก่อนหน้าเพียง 10 วัน ส่งผลให้ชื่อของพระพรหมกวี "ถูกถอดออก" ไม่ได้เข้าวังครั้งประวัติศาสตร์

การไม่ได้เข้าวังในพระราชพิธีสำคัญก็ดี การที่ยังไม่สิ้นสุดการรอลงอาญาจากศาลอาญาก็ดี แต่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค ของเจ้าคุณประกอบ จึงถือว่าเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ ในการบริหารการปกครองของคณะสงฆ์ไทย ภายใต้กรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่ ชุดที่มีสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ เป็นประธาน

 

 

ระยะเวลาอันยาวนาน กว่า 1 ปี ที่ว่างการตั้งเจ้าคณะภาคทั่วประเทศ พระสงฆ์องค์เณรทั่วประเทศก็รอคอยว่ามหาเถรสมาคม จะใช้เวลานานนับปีนั้น คัดสรร เลือกสรร เลือกเฟ้น และวางตัวบุคคลากรให้สอดคล้องเหมาะสมแก่ตำแหน่งได้ดีเพียงใด และแล้ววันนี้ก็เห็นหน้าค่าตาแล้ว พระสงฆ์องค์เณรทั่วประเทศ คงจะนินทากันกระหึ่มเมืองว่า

"นอกจากจะไม่มีอะไรใหม่แล้ว ยังแย่กว่าเดิม"

 


 

มหาเถรฯ ตั้งเจ้าคณะภาค 26 รูป

มหาเถรสมาคม แต่งตั้งเจ้าคณะภาคทั่วประเทศ มหานิกาย 18 รูป ธรรมยุต 8 รูป

วันนี้ (28 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 28/2562 เมื่อวันที่ 20 พ.ย. มีมติแต่งตั้งเจ้าคณะภาค ในส่วนของมหานิกาย จำนวน 18 รูป คือ

พระเทพสุธี (สายชล ฐานวุฑโฒ) วัดชนะสงคราม เป็นเจ้าคณะภาค 1

พระเทพวิสุทธิโสภณ (เฉลา เตชวันโต) วัดราชคฤห์ เป็นเจ้าคณะภาค 2

พระธรรมปริยัติโมลี (อาทร อินทปัญโญ) วัดบพิตรพิมุข เป็นเจ้าคณะภาค 3

พระวิสุทธาธิบดี (เชิด จิตตคุตโต) วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นเจ้าคณะภาค 4

พระพรหมโมลี (สุชาติ ธัมมรตโน) วัดปากน้ำ เป็นเจ้าคณะภาค 5

พระเทพเวที (พล อาภากโร) เป็นเจ้าคณะภาค 6

พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ฐาณวีโร) วัดปทุมคงคา เป็นเจ้าคณะภาค 7

พระธรรมคุณาภรณ์ (เก็ง อาสโภ) วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นเจ้าคณะภาค 8

พระธรรมรัตนดิลก (สมเกียรติ โกวิโท) วัดอรุณราชวราราม เป็นเจ้าคณะภาค 9

พระเทพวิสุทธิโมลี (พรหมา สปฺปญฺโญ) วัดจักรวรรดิราชาวาส เป็นเจ้าคณะภาค 10

พระธรรมเจดีย์ (สมคิด เขมจารี) วัดทองนพคุณ  เป็นเจ้าคณะภาค 11

พระเทพรัตนมุนี (สุรชัย สุรชโย) วัดสระเกศฯ เป็นเจ้าคณะภาค 12

พระพรหมกวี (พงศ์สันต์ ธัมมเสฏโญ) วัดกัลยาณมิตร เป็นเจ้าคณะภาค 13

พระธรรมโพธิมงคล (สมควร ปิยสีโล) วัดนิมมานรดี เป็นเจ้าคณะภาค 14

พระพรหมเวที (สุเทพ ผุสสธัมโม) วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม เป็นเจ้าคณะภาค 15

พระธรรมวิมลโมลี (พงศ์สรร อสิญาโณ) วัดไตรธรรมาราม จ.สุราษฎร์ธานี เป็น เจ้าคณะภาค 16

พระเทพกิตติเวที (ฉ่ำ ปุญฺญชโย) วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เป็นเจ้าคณะภาค 17

พระเทพสิทธิมุนี (บุญสิน อุตตมชาโต) วัดดุสิดาราม เป็นเจ้าคณะภาค 18


คณะสงฆ์คณะธรรมยุต จำนวน 8 รูป คือ

สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) วัดเทพศิรินทราวาส เป็นเจ้าคณะภาค 1-2-3 และ 12-13

 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เจ้าคณะภาค 4-5-6-7

พระเทพสารเมธี (บัวศรี ชุตินธโร) วัดประชานิยม จ.กาฬสินธุ์ เป็น เจ้าคณะภาค 8

พระเทพดิลก (วัชรพันธ์ นันทิโย) วัดปทุมวนาราม เป็นเจ้าคณะภาค 9

พระธรรมธัชมุนี (อมร ญาโณทโย) วัดปทุมวนาราม เป็น เจ้าคณะภาค 10

พระพรหมวิสุทธาจารย์ (มนตรี คณิสสโร) วัดเครือวัลย์ เป็นเจ้าคณะภาค 11

พระเทพเจติยาจารย์ (ยุทธศักดิ์ กิตติยุตโต) วัดโสมนัสวิหาร เป็นเจ้าคณะภาค 14-15

พระธรรมกิตติเมธี (เกษม สญฺญโต) วัดราชาธิวาสวิหาร เป็นเจ้าคณะภาค 16-17-18

 

ที่มา : ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย/เดลินิวส์

: 28 พฤศจิกายน 2562

 

"กู้เงินเรียน (ไม่) ต้องเปลี่ยนศาสนา"

 

ผจก. กยศ ชี้แจง

กรณีมีข่าวล่อเด็กกู้เงินเรียนผ่านธนาคารอิสลาม

โดยต้องยอมเปลี่ยนศาสนา

 

 

อา..ฟังคำชี้แจงของ "คุณชัยณรงค์" ผจก.กยศ. แล้วเป็นไงบ้าง ? มันรู้เห็นเช่นชาติอะไรอีกมากมาย ทำนองว่า เรื่องขายชาติรู้สึกจะล้าหลังไปซะแล้ว ขายศาสนากำลังมาแรง แถมยังเอาเงินหลวงไปจ้างคนออกจากศาสนาพุทธด้วย แบบนี้ไม่รู้ว่า กรรมการ มส. ชุดพระราชทาน จะอ่านเกมทันหรือเปล่า ?

จากข่าว "รัฐบาลทหาร สั่งกระทรวงการคลัง ให้เพิ่มทุนแก่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นเงิน 20,000 ล้าน อ่านว่า "สองหมื่นล้านบาท" โดยอ้างว่าเป็นการเพิ่มทุน แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นการฟื้นฟู เพราะธนาคารอิสลามขาดทุนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มตั้ง

จากการเพิ่มทุน "สองหมื่นล้าน" นี่เอง ที่ส่งผลให้ รัฐบาลหรือกระทรวงการคลัง กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธนาคารอิสลาม ในอัตราส่วนถึง 99.7 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 0.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ตรงนี้เลยกลายเป็นว่า ธนาคารอิสลาม ได้กลายเป็นธนาคารของรัฐบาลไปเต็มตัว เหมือนธนาคารกรุงไทย

นั่นคือ สุดยอดยุทธวิธี "นำธนาคารอิสลามเข้าไปเป็นรัฐวิสาหกิจ ใช้เงินหลวงมาบริหารล้วนๆ" โดยเริ่มจากการผลักดันให้สามารถตั้งธนาคารได้ก่อน โดยไม่สนว่าจะไปรอดหรือไม่ เพราะเล็งออกว่า ยังไงเสีย รัฐบาลต้องไม่ยอมให้ธนาคารล้ม ต้องเอาเงินเข้ามาอุ้ม แรกนั้นก็ทำทีเซ เพื่อให้รัฐบาลเข้ากอด พอรัฐบาลโผเข้ากอดก็แกล้งล้มเลย ปล่อยให้รัฐบาล "อุ้มยาว" เข้าไปถือหุ้น 99.7 ปอร์เซ็นต์ เป็นแบงค์ของรัฐสมบูรณ์แบบ แม้ว่าจะไม่สามารถสร้างมัสยิดในพระบรมมหาราชวังได้ แต่อิสลามก็สามารถ "ตั้งแบงค์อิสลามแห่งชาติไทย" ได้ก่อนแบงค์พุทธเสียอีก น้อยแต่มีคุณภาพ ย่อมจะชนะมากปริมาณ แต่ด้อยคุณภาพ เห็นๆ เงินของใครนั้นไม่สำคัญ สำคัญแต่ว่า จะเอามาใช้ในกิจการอิสลามได้อย่างไร

เหตุผลที่นายชัยณรงค์บอกมานั้น ทำให้รู้ว่า ธนาคารอิสลาม มีฐานะเท่ากับ ธนาคารกรุงไทย จึงใช้เป็นแหล่งกระจายเงินกู้ของ กยศ. ผ่านธนาคารสองแห่งนี้เท่านั้น ทั้งๆ ที่ในประเทศไทยก็มีธนาคารอีกมากมาย เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส) เป็นต้น แต่ถามว่า ทำไม กยศ. ไม่ใช้ธนาคารเหล่านั้นด้วย ทำไมเจาะจงเฉพาะ "กรุงไทย-อิสลาม" เท่านั้น ใครไม่เข้าใจก็กรุณา "กลับไปอ่านข้างต้นซ้ำอีก"

ขอย้ำว่า ธนาคารอิสลาม ซึ่งแต่แรกนั้นตั้งขึ้นเป็นธนาคารอิสระ แต่บัดนี้ ได้กลายเป็น ธนาคารของรัฐบาลไทย เต็มตัวแล้ว เพราะรัฐเป็นผู้ถือหุ้นถึงเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

เรื่องมันเกิดขึ้นไม่นานมานี้ ตั้งในสมัยใครเป็นนายกฯ ใครเป็นรัฐมนตรีคลัง และรัฐบาลใครเข้าไปอุ้ม และอุ้มยังไงถึงได้กลายเป็น "ธนาคารของรัฐ" ไปเต็มตัว ? หาข้อมูลได้ไม่ยาก

เมื่อวาน ข่าวจากรัฐสภา ก็มีรายงานว่า พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี กรณีมีข่าวว่า วัดบางแห่ง เจ้าอาวาสใช้อำนาจ ให้เช่าที่ดินวัดอย่างไม่โปร่งใส รัฐมนตรีเทวัญ กำกับดูแลสำนักพุทธฯ ก็รีบรับมุก จะแก้ไขกฎหมายใช้ทันที

นี่คือ พฤติกรรมของคนที่อ้างว่า เป็นชาวพุทธฯ แต่มีพฤติกรรมบ่อนทำลายวัดวาอารามศาสนา ครั้นพอถึงเรื่องอิสลามบ้าง มุสลิมบ้าง กลับมุดหัวกันหมด ไม่มีใครคิดจะตั้งธนาคารพุทธ ไม่มีใครคิดจะเข้าไปสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงและแก้ไข ในกรณีที่มีข่าวว่ามีการใช้อามิสล่อให้ชาวพุทธเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม ผ่านธนาคารของรัฐ ไม่มีใครกล้าเข้าไปทำการสำรวจว่า เหตุใด จึงมีชาวมุสลิมกระจายอยู่ทั่วภาคเหนือและอีสาน ในระยะเวลา 10 ที่ผ่านมา จนกระทั่งสามารถสร้างมัสยิดได้แทบจะทั่วทุกตำบล เผลอๆ ก็เงินของชาวพุทธฯ นี่แหละ ที่ใช้สร้างมัสยิดน่ะ พวกมึงมันโง่เองนี่ มีคนมีเงิน แต่ไม่มีหัว ไม่ตั้งธนาคารพุทธฯ แต่พวกเราคนก็น้อย เงินก็น้อย แต่เรามีหัว ก็ตั้งธนาคารขึ้นมา เพื่อเอาเงินภาษีของชาวพุทธมาใช้ อัฐยายซื้อขนมยาย ซื้อไปซื้อมา ซื้อได้ทั้งประเทศเลยเชียว

ถ้าจะหวั่นวิตกว่า พระพุทธศาสนาเสื่อม ก็ยังไม่น่ากลัวเท่ากับ นักการเมืองชาวพุทธ ขายชาติ ขายศาสนา นี่แหละ น่ากลัวมากกว่า

 

ปล. ไหนบิ๊กตู่ ตั้งพงศ์พร เป็นที่ปรึกษานายกฯ ด้านพระพุทธศาสนา แล้วมิใช่หรือ อยากเห็นอัจฉริยภาพของพงศ์พรจัง ว่าจะเป่าหัวบิ๊กตู่อย่างไร ไม่ให้พระพุทธศาสนาต้องตกเป็นเบี้ยล่างดังที่เห็น

 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

 

 

กยศ. ชี้แจงกรณีมีผู้กล่าวอ้างว่าเงินกู้เรียนไม่ต้องจ่ายคืน ถ้ายอมเปลี่ยนศาสนา ไม่เป็นความจริง

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. เปิดเผยว่า "จากกรณีที่มี ผู้เผยแพร่คลิปในสื่อออนไลน์ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมผู้กู้ยืม กยศ. ต้องกู้ยืมผ่านธนาคารอิสลาม ทำไมไม่กู้ผ่านธนาคารออมสิน และหากยอมเปลี่ยนศาสนา แล้วกยศ. จะยกหนี้ให้ จริงหรือไม่" นั้น

กองทุน กยศ. ขอเรียนชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง กองทุนเป็นหน่วยงานของรัฐในกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยได้ว่าจ้าง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่บริหารจัดการเงินให้กู้ยืม

ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมสามารถเลือกใช้บริการจากธนาคารกรุงไทยหรือธนาคารอิสลามได้ โดยไม่ได้มีการบังคับแต่อย่างใด ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้กู้ยืม โดยกองทุนได้ว่าจ้างธนาคารกรุงไทย เป็นผู้บริหารจัดการเงินกู้ยืม ตั้งแต่ปี 2539 และต่อมาได้เพิ่ม "ธนาคารอิสลาม" เป็นผู้บริหารจัดการเงินกู้ยืมตั้งแต่ปี 2553 เพื่อเพิ่มช่องทางในการให้บริการแก่ผู้กู้ยืม ซึ่งจากผู้กู้ยืมประมาณ 5.7 ล้านคนนั้น ใช้บริการผ่านธนาคารกรุงไทย 97% และผ่านธนาคารอิสลาม 3%

"กรณีที่มีการกล่าวว่าหากมีการเปลี่ยนศาสนาจะได้รับการยกหนี้นั้น กองทุนขอยืนยันว่าไม่มีข้อกำหนดในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และอาจจะทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความสับสน ทางกองทุนจึงขอเรียนมาเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบโดยทั่วกัน" ผู้จัดการกองทุน กยศ. กล่าว

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ : 27 พฤศจิกายน 2562

 

ลุ้นระทึก เจ้าคณะหน-เจ้าคณะภาค

ในหลวงทรงเห็นชอบแล้ว

รอพระสังฆราชลงพระบัญชา

ไม่เกินสัปดาห์หน้าก็น่าจะ...จบ

 

อา..โบราณถือว่า การตีปลาหน้าไซมักจะไม่ค่อยสวย จะให้สวยก็ต้องตีในไซ แต่ในปัจจุบันนั้น การตีปลาในไซทำได้ยาก เพราะติดตัวบทกฎหมายมากมาย ก็เลยต้องขอ..ตีปลาหน้าไซ ไว้ล่วงหน้า เกี่ยวกับการแต่งตั้งกรรมการ มส. ครั้งที่ผ่านมา ก่อนจะมาถึงรายการตั้ง "เจ้าคณะภาค-เจ้าคณะหน" ในวันพรุ่งนี้

ตามบัญชีแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมครั้งล่าสุดที่เรียกว่า "โดยพระบรมราชโองการ" นั้น ภาพรวมก็จะเห็นได้ว่า กรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูปที่ได้รับแต่งตั้ง ล้วนแต่เป็นพระที่มีวัดอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครทั้งสิ้น แม้แต่ปริมณฑล เช่น นครปฐม ก็มิได้หลุดลอดออกไปแม้แต่ตำแหน่งเดียว นั่นแสดงให้เป็นว่า โผกรรมการ มส. ครั้งที่ผ่านมา ยังคงยึดอยู่กับธรรมเนียมโบราณ หรือข้ออ้างเก่าๆ ที่เราท่านเคยได้ฟังกันมาว่า "การแต่งตั้งพระต่างจังหวัดเป็นกรรมการ มส. นั้น จะยุ่งยาก เพราะมาประชุมในกรุงเทพฯ ได้ยาก เพราะอยู่ห่างไกล" ก็เลยใช้เหตุผลนี้มาตั้งแต่ปีมะโว้ จนถึงยุค "บินเช้าไป-เย็นกลับ" ระหว่างเชียงราย-กรุงเทพ-เชียงราย หรือ หาดใหญ่-กรุงเทพ-หาดใหญ่ เป็นต้น ความคิดโบร่ำโบราณก็ยังไม่พัฒนา เพราะว่า ปัจจุบัน มหาเถรสมาคมก็มิได้ประชุมในกรุงเทพฯ มาตั้งนานหลายปีแล้ว แต่ไปประชุมที่พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม แทน ถ้าเอาเหตุผลเรื่องการเดินทางเป็นหลัก ก็ต้องตั้งพระในนครปฐมเป็นกรรมการ มส. ให้มากที่สุด สรุปได้ว่า กรรมการ มส. "กระจุก" อยู่แต่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น พูดง่ายๆ ว่า พระต่างจังหวัด แม้จะมีความรู้ความสามารถเพียงใด ก็ไม่สามารถจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในทางคณะสงฆ์ได้ เพราะไม่มีสังกัดอยู่ในกรุงเทพฯ เพียงเหตุผลเดียว

แต่ก็แปลกอีก ในการพระราชทานสมณศักดิ์ครั้งล่าสุดนั้น ปรากฏว่า พระป่าหลายรูปในต่างจังหวัด ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ด้วย ก็แสดงว่า ในหลวงยังทรงมีพระราชศรัทธาในพระต่างจังหวัด ซึ่งย่อมจะต้องทรงเชื่อว่า พระต่างจังหวัดเหล่านั้น ท่านคงจะมีความรู้ในทางพระศาสนาอย่างดี และปฏิบัติดีด้วย จึงได้รับสมณศักดิ์ดังกล่าว แต่ในบัญชีกรรมการ มส. แล้ว กลับตาลปัตร ผิดฝาผิดตัวไปสิ้น นี้ประการแรก

ทีนี้ก็จะมาถึง "โควต้าเจ้าคณะหน-เจ้าคณะภาค" ที่สำนักนักพุทธแพลมว่า จะคลอดออกมาในไม่ช้านี้ ถ้าเป็นไปดังคำที่เล่ากันในวงการสงฆ์มานานนับปีที่ว่า "จะแต่งตั้งให้พระสงฆ์ที่ดำรงตำแหน่งภาค จะต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตภาคนั้นๆ" นั้นก็แสดงว่า จะมีเจ้าคณะภาคมากมายหลายรูป ต้องหลุดจากตำแหน่ง เพราะส่วนใหญ่เจ้าคณะภาคจะกระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ เหมือนๆ กรรมการมหาเถรสมาคม นั่นแหละ

แต่นั้นยังไม่สำคัญเท่ากับว่า กรรมการ มส. ส่วนใหญ่ จะดำรงตำแหน่งซ้ำซ้อนกันหลายตำแหน่ง ส่งผลให้ตำแหน่งส่วนใหญ่ในวงการสงฆ์ "กระจุก" อยู่แต่ในวัดหรือในกลุ่มของเจ้าคณะหนทั้งสิ้น

บัดนี้ เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์ โอนอำนาจในการพิจารณาแต่งตั้งเจ้าคณะภาค-เจ้าคณะหน ไปไว้ที่สำนักพระราชวังแล้ว ก็คิดว่า น่าจะมุ่งแก้ไขในปัญหาการกระจายอำนาจในวงการสงฆ์ที่ว่านี้เป็นหลัก เพราะหากมิตั้งหลักในการพิจารณาแต่งตั้งแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะตอบโจทย์ต่อปัญหาพระศาสนาอย่างไร

การปฏิวัติยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน ของคณะ คสช. ในปี พ.ศ.2557 ก็ดี การแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ในปี พ.ศ.2561 ก็ดี จะมีผลดีต่อพระพุทธศาสนาหรือไม่ ก็เหลือผลงานสุดท้ายที่จะโชว์แล้ว นั่นคือ โผเจ้าคณะภาค-เจ้าคณะหน ที่จะคลอดออกมาในไม่ช้านี้ จะร้องยี้หรือร้องเย้ ก็ต้องรอดู !

 

 

เผยทรงมีพระราชดำริตั้งเจ้าคณะใหญ่-เจ้าคณะภาคแล้ว

นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะรองโฆษก พศ. กล่าวว่า ในการประชุมมหาเถรสมาคม  เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรรมการ มส. เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้แจ้งต่อที่ประชุม มส. ว่า การแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ และเจ้าคณะภาคนั้น ซึ่งตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 ระบุว่า การแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาค หากมีพระราชดำริเป็นประการใด ให้ดำเนินการไปตามพระราชดำรินั้น ซึ่งขณะนี้ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบแล้ว และอยู่ในระหว่างนำรายชื่อกราบทูลรายงานเสนอสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) เพื่อออกเป็นพระบัญชาแต่งตั้งต่อไป

 

ที่มา : ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย : 22 พฤศจิกายน 2562

 

กิตติวุฑโฒโผล่แจม !

คดีที่ดินยิงกันกลางศาลเมืองจันทน์

เบื้องหลังเป็นที่ดินของมูลนิธิกิตติวุฑโฒ

 

 

NEVER DIE !

 

อา..นึกว่าเป็นที่ดินเล้าไก่ของปารีณา แต่ทว่ากลับเป็นที่ดินของ "อดีตพระกิตติวุฑโฒ" พระดังในยุค 14 ตุลา ผู้มีวาทกรรมสะท้านยุทธจักรว่า "ฆ่าคอมมูนิสต์ไม่บาป" ซึ่งปัจจุบันกลายพันธุ์เป็น "ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน" นั่นแหละ สำนวนคล้ายๆ กัน เป็นวาทกรรมท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ผู้พูดแต่ละคนล้วนแต่ได้รับการปูนบำเหน็จจากผู้มีอำนาจให้เป็น "เจ้าคุณ" ไปหมดแล้ว รุ่นหลังก็มีหวังไปถึง "ชั้นเทพ" เผลอๆ อาจจะได้เป็น "พระเทพกิตติปัญญาคุณ" ตามรอยองค์เก่าด้วยก็ได้

ท่านกิตติวุฑโฒนั้น ได้ถึงแก่มรณภาพตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2548 คือเมื่อ 14 ปี ล่วงไปแล้ว แต่ยังคงมีบทบาทระดับ "ดารา" หน้าปกหนังสือพิมพ์ใน พ.ศ. นี้ อย่างไม่น่าเชื่อว่าท่านจะรีเทิร์นได้ เพราะมรณภาพไปนานแล้ว

ประเด็นที่ "ท่านกิตติวุฑโฒ" กลับเข้ามาในกระแสข่าวนั้น ก็สืบเนื่องมาจากคดีฆาตกรรมกลางศาลจังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา แรกนั้นข่าวรายงานว่า "เป็นคดีพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างพี่ๆ น้องๆ" แต่นานไป กลับกลายเป็นการแย่งที่ดินของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ของอดีตพระชื่อดัง กิตติวุทโฒ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ และเจ้าของจิตตภาวันวิทยาลัย อันโด่งดังในอดีต ซึ่งต้องจับตามองกันต่อไปว่า คดีนี้จะจบลงในรูปแบบใด

 

 

ที่แท้ที่ดินเลือด 3,800 ไร่ เมืองจันทบุรี เป็นที่ของมูลนิธิอภิธรรมฯ ไม่ใช่ของคู่กรณีทั้งสอง กองปราบฯ ลุยทวงคืน พร้อมดำเนินคดีผู้อ้างสิทธิ

MGR Online - ผู้การกองปราบฯ สั่งยึดคืนที่ดินเลือด 3,800 ไร่ เมืองจันทบุรี หลังตรวจสอบพบเป็นที่ดินของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ที่ซื้อมาเพื่อกิจการของสงฆ์ ไม่ใช่ของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายตามที่อ้างสิทธิ ระบุเข้าทำคดีมาปีเศษหลังมูลนิธิฯ เข้าร้องเรียน ล่าสุดคดีคืบหน้าไปกว่า 80% เตรียมหารือในข้อกฎหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีต่อผู้อ้างสิทธิอย่างเด็ดขาด

วันนี้ (16 พ.ย.) ที่กองปราบปราม พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. กล่าวถึงคดีข้อพิพาทที่ดินจำนวน 3,800 ไร่ ในจังหวัดจันทบุรีว่า คดีนี้ มูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริง ได้มาแจ้งความดำเนินคดีต่อนายบุญช่วย เจริญสถาพร อายุ 78 ปี ฐานยักยอกทรัพย์ตั้งแต่ปี 2561 หลังจากนั้นกองปราบปรามได้รับคดีไว้เป็นคดีอาญาที่ 21/2561 และได้มีการสืบสวนสอบสวนเรื่อยมาจนขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว โดยตนได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. ให้เข้าไปควบคุมดูแลคดีเป็นกรณีพิเศษ พร้อมกับตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนขึ้นมาดูแลคดีด้วย เนื่องจากเป็นคดีที่มีความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน จนเชื่อได้ว่าเจ้าของที่ดินน่าจะเป็นของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย เพราะพระกิตติวุฒโฑ พระชื่อดังในอดีต ประธานมูลนิธิในสมัยนั้น ได้รวบรวมเงินบริจาคของชาวบ้านซื้อมาเพื่อกิจของสงฆ์ ไม่ได้ซื้อมาเพื่อมอบให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ

"ผมได้กำชับให้พนักงานสอบสวนทำคดีนี้ตามกรอบของกฎหมาย เพราะอยากให้ความจริงปรากฏต่อสังคมว่าที่ดินผืนนี้ใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง เพราะแนวทางสืบสวนพบว่าที่ดินที่ซื้อมานั้นมาจากเงินของขาวบ้านที่มีจิตศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ใครจะเอาครอบครองไม่ได้ มีวัตถุประสงฆ์เพื่อพุทธศาสนาเท่านั้น" พล.ต.ต.จิรภพกล่าว

พล.ต.ต.จิรภพ กล่าวต่อว่า กองปราบปรามพร้อมที่จะทวงผืนดินกลับคืนมาให้ศาสนาพุทธตามข้อกฎหมายที่สามารถทำได้ ขณะเดียวกัน สังคมต้องช่วยกันกดดันให้แผ่นดินที่ได้มาจากแรงศรัทธาของชาวบ้านได้นำมาใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ คดีนี้กองปราบฯ ไม่มีนอกมีใน แต่พร้อมที่จะทำให้ทุกอย่างหมดข้อสงสัย

ด้าน พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า พล.ต.ต.จิรภพได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีนี้เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาพร้อมกับกำชับให้ทำคดีด้วยความเป็นธรรมและพยายามเรียกคืนที่ดินให้กลับมาเป็นเจ้าของที่ที่แท้จริง โดยขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปแล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นคดีที่ผู้เสียหายคือมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย แจ้งความดำเนินคดีกับ นายบุญช่วย โดยคดีนี้มูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ได้มาแจ้งความกับกองปราบฯหลังจากรู้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของมูลนิธิแต่ถูกสวมสิทธิการครอบครองและนำไปออกโฉนดโดยมิชอบ

ทั้งนี้ ตามแนวทางสืบสวนและสอบปากคำพยานหลายสิบปากพบว่า ที่ดินผืนนี้พระกิตติวุฒโฑได้รวบรวมเงินบริจาคของชาวบ้านไปซื้อที่ดินเพื่อปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ของพระสงฆ์จำนวน 3,800 ไร่ จาก นายสมพล โกศลานันท์ ซึ่งเป็นที่ดิน ส.ป.ก.ในตำบลพลวง ตำบลตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชณกูฏ และบางส่วนในอำเภอท่าใหม่ จ.จันทบุรี ในราคา 12 ล้านบาท แต่จ่ายเงินไปเพียง 8 ล้านบาท อีก 4 ล้านบาทยังไม่ได้ชำระ

พ.ต.อ.เอนก กล่าวต่อว่า หลังจากที่ได้ที่ดินมาแล้วพระกิตติวุฒโฑได้มอบหมายให้นายบุญช่วย น้องชายของตัวเองเป็นผู้ดูแลที่ดิน โดยมีพระสงฆ์จำนวนหนึ่งเข้าไปทำกิจกรรมทางศาสนาและปรับปรุงพื้นที่เพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรม นอกจากนี้ พระกิตติวุฒโฑยังได้บริจาคที่ดินในพื้นที่แห่งนี้จำนวน 50 ไร่ ให้แก่โรงเรียนบ้านตาเรียว เพื่อกิจกรรมทางด้านการศึกษาโดยยกให้รัฐเป็นเจ้าของและออกโฉนดไว้พร้อมมีหนังสือยืนยันการบริจาคชัดเจน

"นี่เป็นหลักฐานส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าที่ดินเป็นของพระกิตติวุฒโฑที่ซื้อมาเพื่อทำกิจกรรมสาธารณกุศล แต่ปัจจุบันกลับไปอยู่ในความครอบครองของนายบุญช่วย ที่ขณะนี้ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากเมื่อปี 2548 พระกิตติวุฒโฑได้มรณภาพ ต่อมาปี 2550 นายบุญช่วยได้ไปยื่นเรื่องฟ้องร้อง นายเรวัฒิ โกศลานันท์ ลูกชายของ นายสมพล ในฐานะเป็นผู้รับมรดกให้โอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของตัวเอง โดยมีนายบัญชาเป็นทีมทนายความ กระทั่งศาลจังหวัดจันทบุรีมีคำพิพากษาให้ทายาทของนายสมพล โอนที่ดินดังกล่าวไปเป็นชื่อของนายบุญช่วยตามที่ร้องขอ

พ.ต.อ.เอนก กล่าวต่ออีกว่า หลังจากนั้นปี 2554-2555 นายบุญช่วยได้ไปยื่นขอเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนดที่ดิน ทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น และที่ผ่านมาไม่ได้ทำกิจกรรมทางศาสนาตามวัตถุประสงค์ของที่ดินแต่อย่างใด จนกระทั่งต่อมามีเรื่องฟ้องร้องกับ น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท และ พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ ทายาทรุ่นหลานของนายสมพล ที่ต้องการฟ้องร้องให้ที่ดินกลับมาเป็นของทายาท แต่ฝ่ายทายาทก็แพ้คดีมาโดยตลอดและยังมีคดีที่ฟ้องร้องกันเรื่อยมาจนปัจจุบัน น.ส.เขมจิรา และ พล.ต.ต.ธารินทร์ ถูกนายบุญช่วยและทีมทนายความฟ้องร้องมากถึง 12 คดี กระทั่งทางมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัยทราบว่าพระกิตติวุฒโฑได้ซื้อที่ดินผืนนี้ไว้ให้กับมูลนิธิจึงได้มาแจ้งความดำเนินคดีที่กองปราบปรามเพื่อดำเนินคดีต่อนายบุญช่วย และจะได้ฟ้องร้องให้ที่ดินกลับมาเพื่อดำเนินกิจการของพระสงฆ์ต่อไป

"
การสืบสวนค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดว่าที่ดินควรจะเป็นของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์การซื้อมาเพื่อกิจการของสงฆ์ เป็นเงินบริจาคของประชาชน ไม่ได้มีเจตนาที่จะมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด ขณะนี้กำลังรวบรวมหลักฐานทั้งหมดและสอบปากคำพยานเพิ่มเติม รวมทั้งหารือในข้อกฎหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาอย่างเด็ดขาด" พ.ต.อ.เอนกกล่าว

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 16 พฤศจิกายน 2562

 

ตั้งสมเด็จพระมหาธีราจารย์

เป็นประธานสำนักงานพระธรรมทูตสายต่างประเทศ

 

 

ตั้งสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ประธานดูแลพระธรรมทูตต่างประเทศ

วันนี้ (11 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการประชุมมหาเถรสมาคม  ครั้งที่ 26/2562  ที่ประชุม มส. ได้มีมติตามที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) ประธานที่ประชุม  ทรงปรารภว่า มส. ได้แต่งตั้งสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธิ์ เขมงฺกโร) เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรรมการ มส.  ที่ปรึกษาสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ให้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค. 2561 เป็นระยะเวลาพอสมควร และได้ปฏิบัติหน้าที่มาโดยเรียบร้อย จึงเสนอแต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ อายุ 82 พรรษา 61 ป.ธ.3 น.ธ.เอก วัดยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร กรรมการมส. และผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 12 พฤศจิกายน 2562

 

ไฟไหม้กระทรวงศึกษา !

คุณหญิงกัลยาโดนข้อหาเอื้อมุสลิม

ส่งเลขาวิ่งเข้ากองทัพบก ขอบิ๊กแดงช่วยสอบ

 

 

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

รัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ พรรคประชาธิปัตย์

 

อา..ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวอะไรก็ไม่แสลงใจเท่ากับ "ข่าวศาสนา" เพราะว่ามันสะเทือนจิตใจ โดยเฉพาะ "คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช" นั้น ท่านเป็นกุลสตรี มีการระบุตัวตนว่า "นับถือพระพุทธศาสนา" แถมยังเป็นถึงคุณหญิงคุณนาย ย่อมจะไม่ทำอะไรที่มันออกนอกจารีตประเพณีของไทยมาแต่เดิม แต่มาโดนข้อหาแบบนี้เข้ามันก็ย่อมเป็นอะไรที่ "ทนไม่ได้" จะมองหน้าพ่อแม่พี่น้องและผองเพื่อนได้ไง กับข้อหา "ทรยศศาสนา" น่ะ เจ็บจนตายเชียวนะจะบอกให้

ดังนั้น ข่าวที่ออกมา แม้ว่าบางทีจะมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ชาวพุทธตื่นรู้ และตามทันกระบวนการเผยแพร่ศาสนาผ่านการยัดไส้ในข้อกฎหมายก็ตาม แต่มันก็ถือว่า "แรงไป" เล่นไม่บันยะบันยัง ผลักมิตรให้เป็นศัตรูไปทุกวัน ดังนั้น ตรวจสอบข่าวบ้างก็ดี พวกใส่สีใส่ไข่จะได้ลดลงบ้าง

 

 

 

ทีมโฆษก สธ. บุกกองทัพบก ยื่นหนังสือถึง "บิ๊กแดง" ช่วยตรวจสอบเฟคนิวส์ หา "คุณหญิงกัลยา" บังคับเด็กไทยทั่วประเทศเรียนศาสนาอิสลาม

6 พ.ย 62 - ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน นายกันติพจน์ สิริภักดิสกุล ที่ปรึกษาและเลขานุการ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ และนายอุดมการณ์ วรกิจ ผู้ชำนาญการคนที่ 2 ของ รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยทีมโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมายื่นหนังสือถึงพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เรื่องขอความร่วมมือตรวจสอบและระงับข่าวปลอมเรื่องการบังคับใช้หลักสูตรอิสลามในโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด และกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยมี พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เป็นตัวแทนรับเอกสาร

นายกันติพจน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการแชร์ภาพและข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ โจมตีการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ และมีการเชิญชวนกันลงรายชื่อคัดค้านคุณหญิงกัลยา โดยอ้างว่า คุณหญิงกัลยาจะบรรจุหลักสูตรศาสนาอิสลามลงไปในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีการบังคับให้เด็กไทยทุกคนเรียนหลักสูตรศาสนาอิสลามทุกคน ซึ่งเป็นข้อมูลที่บิดเบือน โดยมีการนำเอกสารหนังสือที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องการสำรวจโรงเรียนที่สอนศาสนาอิสลามเพื่อนำมาประกอบการทำงานงบประมาณปีต่อไป เพื่อต้องการทราบว่ามีทั้งหมดกี่โรงเรียน ในส่วนนี้ได้ทำการสำรวจโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สังกัด สพฐ. โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้ามีนักเรียนมุสลิมเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ให้ห้องเรียนสอนศาสนาอิสลามโดยเฉพาะให้กับเด็ก โดยให้เฉพาะนักเรียนที่เป็นมุสลิมมาเรียนเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับนักเรียนที่เป็นไทยพุทธ แต่มีการนำไปเผยแพร่ว่าคุณหญิงกัลยาบังคับให้เรียน และยุยุงปลุกปั่นให้คนที่นับถือศาสนาพุทธมาร่วมลงชื่อคัดค้าน ซึ่งสิ่งที่กระทำนี้ถือว่าเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 

"เรามองว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง เพราะจะมีการสร้างความแตกแยกระหว่างสองศาสนา ทางคณะทำงานฯอยากขอความร่วมมือกองทัพบกช่วยตรวจสอบต้นตอข้อมูลบุคคลผู้นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และดำเนินคดีกับผู้นำเข้าข้อมูลและส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จนี้โดยเจตนาตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม จากนี้ทางทีมโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายกระทรวงศึกษาธิการ จะเดินทางไปยื่นหนังสือที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ต่อไปด้วย"

 

ที่มา : ไทยโพสต์ : 7 พฤศจิกายน 2562

 

งัดข้อกฎหมาย !

พุทธะอิสระจะชงแก้กฎหมายคณะสงฆ์

มาตราห้ามตัวเองบวชหลังต้องคดี

 

 

พุทธะอิสระ ว่าที่ประธานแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับไม่เป็นธรรม

 

อา..นาทีนี้คงไม่มีใครหรืออะไรจะไปห้ามยอดคนที่ชื่อ "พุทธะอิสระ" ได้ วันก่อนโน้นก็ประกาศว่า "ตนเองเป็นอะไรก็ได้ ไม่สำคัญ" วันวานก็เพิ่มอัตตาเข้าไปอีกว่า "ตนเองจะห่มเหลืองหรือไม่ก็ไม่สำคัญ" วันนี้ ก็ออกไอเดียอีกว่า "กฎหมายใดที่ขัดกับพระธรรมวินัย กฎหมายนั้นต้องรื้อทิ้ง"

แต่ความเป็นจริงก็คือ กฎหมายมาตราที่ว่านั้น ใช้บังคับมานานแล้ว มีพระถูกศาลสั่งถอดผ้าเหลืองมานาน อย่างน้อยก็สมัย "พระพิมลธรรม-อาจ" วัดมหาธาตุฯ พ.ศ.2505 ซึ่งพุทธะอิสระยกขึ้นมาเป็น "ตัวอย่างของตัวเอง" อยู่เห็นๆ

ก็ไม่เห็นว่า หลวงพ่ออาจ หลังจากถูกศาลสั่งสึกก่อนเข้าคุกนานถึง 5 ปี ครั้นพ้นโทษออกมาแล้ว ท่านจะหันมารณรงค์แก้ไขกฎหมาย และพระอีกมากมายหลายร้อยรูปก็ถูกมาตรานี้ดำเนินการเช่นเดียวกับพุทธะอิสระ รวมทั้งอดีตเจ้าคุณวัดสระเกศกับวัดสามพระยาในเวลานี้ด้วย

ถูก-ผิด เป็นเรื่องที่ต้องใช้กฎหมายเป็นบรรทัดฐานในการตัดสิน มิใช่การแก้ไขกฎหมายให้เป็นไปตามใจฉัน ดังที่พุทธะอิสระกำลังทำอยู่

วันก่อนก็อ้างว่า มติคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนวัดอ้อน้อยนั้น ถึงจะถูกต้องตามพระธรรมวินัย แต่ไม่ถูกใจตน ตนเองจึงตกลงจะทำตามที่ "นายเปลว สีเงิน" เสนอแนะ คือจะกลับไปบวชใหม่ ไม่ห่มผ้าเหลืองโดยพลการอีกแล้ว

วันนี้ก็อ้างอีกว่า กฎหมายใดๆ ที่ขัดกับพระธรรมวินัย (ที่จะทำให้ตนเองไม่สามารถกลับมาห่มผ้าเหลืองหรือบวชใหม่ได้) กฎหมายนั้นต้องแก้ไข

แม้พุทธะอิสระจะอ้างว่า "มิได้แก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเอง" ก็ตาม แต่ตามรูปการแล้ว ก็เชื่อว่า ผู้ที่จะได้รับอานิสงส์จากการแก้เป็นคนแรกๆ ก็คงหนีไม่พ้นอดีตนักโทษอาญาที่ชื่อว่า "นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ" แน่ๆ เพราะกว่าจะแก้ไขเสร็จ นายสุวิทย์ก็คงพ้นคดีต่างๆ อย่างบังเอิญเลย

ที่น่าหัวก็คือว่า พุทธะอิสระคุยโขมงว่า "ทนอ่านกันหน่อยนะจ๊ะ จะได้มีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมวินัยกันมากขึ้น" แต่ครั้นพอพูดเรื่อง "คณะสงฆ์ที่ทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้ทำการอุปสมบทพระภิกษุได้" พุทธะอิสระประกาศว่า "ต้องใช้พระภิกษุ 25 รูปขึ้นไป" เล่นเอาพระนวกะวัดอ้อน้อยหัวเราะลั่น

เพราะในความเป็นจริงแล้ว พระบรมพุทธานุญาต ในเรื่องจำนวนพระสงฆ์ที่จะทำอุปสัมปทากรรมได้นั้น ในพระวินัยปิฎก กำหนดไว้ 2 ประเภท คือ

1. ถ้าให้การอุปสมบทในเขตเมืองเจริญ (มัชฌิมประเทศ) กำหนดไว้ที่ 10 รูปขึ้นไป (ปฐมบัญญัติ)

2. ถ้าให้การอุปสมบทในถิ่นทุรกันดาร (ปัจจันตชนบท) กำหนดไว้ที่ 5 รูปขึ้นไป (อนุบัญญัติ ผ่อนปรนตามที่ท่านพระมหากัจจายนะ พระอัครสาวก กราบทูลขอผ่านพระโสณกุฏิกัณณะ ซึ่งเป็นพระลูกศิษย์ได้เข้าเฝ้าพระบรมศาสดา)

ส่วนกรณีที่ต้องใช้พระสงฆ์ จำนวน 20 รูป ขึ้นไปนั้น ทรงกำหนดไว้ในกรณีเดียว คือ การสวดอัพภาณเพื่อออกจากอาบัติสังฆาทิเสส

นี่จึงกลายเป็นว่า คนที่ไม่รู้พระธรรมวินัยนั้นหาใช่ใคร แต่เป็น นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือพุทธะอิสระ เสียเองนั่นแหละ

อุตริจะสอนคนอื่น แต่ตนเองกลับไม่มีความรู้ โง่เง่าก็ยังจะสอนเขาอีก

อีแบบนี้แหละที่บ้านเมืองและพระศาสนาจะพากันเละตุ้มเป๊ะ เพราะเอาคนที่ไม่มีความรู้ทางพระศาสนามาเป็นหัวหน้า

 

(พรบ.คณะสงฆ์ 2505 มาตรา 29-30 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2561)

 

 

(รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 29)

 

 

 

(กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 พ.ศ.2538 ้อ 4 วรรค 3)

 

และถ้าจะอ้างว่า กฎหมายคณะสงฆ์ มาตรา 29 ขัดต่อพระธรรมวินัย และกฎหมายรัฐธรรมนูญ ข้อที่ว่า "ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลย ไม่มีความผิด ฯลฯ" ก็ต้องนำมาเทียบเคียงกับ "กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21" ซึ่งมีบทบัญญัติ "ให้มหาเถรสมาคมมีอำนาจสั่งสึกพระภิกษุลับหลัง หรือที่เรียกว่า สึกกลางอากาศได้" ซึ่งผู้ที่ถูกมาตรานี้ลงอาญาเป็นคนแรกก็คือ อดีตพระอาจารย์ยันตระ อมโรภิกขุ ผู้โด่งดัง พระยันตระ มิได้ผ่านกระบวนการศาลสงฆ์ตามปกติ แต่ถูกอำนาจพิเศษมาตรา 21 นี้แหละลงโทษ และผู้ที่ออกกฎหมายอาญาสงฆ์ฉบับนี้มาก็มิใช่ใคร หากแต่ใช่ "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช" วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งคุณสุวิทย์เคารพยกย่องเป็นที่สุด และอ้างว่า "สมเด็จพระญาณสังวร ทรงเสด็จไปหาตนเอง-พุทธะอิสระ หลายครั้ง ทรงขอร้องให้เข้ามาจัดการกับธรรมกาย"

ถามว่า กฎหมายหลายมาตรา เขาออกมานมนามกาเล มีคนถูกลงโทษไปมากมาย ทำไมไม่เห็น "นายสุวิทย์คิดแก้ไข" กลับกัน เมื่อกฎหมายเหล่านั้นจะมีผลมากระทบตนเอง นายสุวิทย์เพิ่งคิดได้ว่า "ไม่เป็นธรรม" กระเหี้ยนกระหือรือจะรื้อทิ้ง โดยอ้างว่า "ขัดกับพระธรรมวินัย"

 

 

ถ้าสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงดำรงตำแหน่งประธานมหาเถรสมาคม ออกกฎหมายเหล่านี้มาอย่าง "ผิดพระธรรมวินัย" แล้ว สิ่งที่ทรงร้องขอต่อนายสุวิทย์ให้เข้ามาดำเนินการกับธรรมกาย ก็อาจจะกลายเป็น "ผิดพระธรรมวินัย" ไปด้วย

กรณีนี้มิต่างไปจาก "การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช" ซึ่งกฎหมายคณะสงฆ์ มาตราว่าด้วยการ "ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ได้รับการทูลเกล้าฯ เป็นสมเด็จพระสังฆราช" นั้น ก็ออกมาใช้ในสมัยสมเด็จพระญาณสังวรทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช หรือพูดง่ายๆ ว่า สมเด็จพระญาณสังวร ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช "ข้ามอาวุโสโดยพรรษา"

ครั้นสิ้นสมเด็จพระญาณสังวรไปแล้ว พุทธะอิสระ ก็เรียกร้องให้ทำการ "รื้อ" กฎหมายนั้นทิ้ง จนมาสำเร็จในรัฐบาล คสช. และได้พระสังฆราชใหม่ ตามกฎหมายฉบับใหม่ ถูกใจฉันจังเลย

ก็เอาเถิด จะทำอย่างไรก็ได้ ในเมื่อคิดว่าพรรคพวกกูอยู่ในรัฐบาล และรัฐสภา จะแก้ไขอย่างไรก็ไม่มีปัญหา พระเณรส่วนใหญ่เขาปฏิบัติตามได้ทั้งนั้นแหละ ทนไม่ไหวก็ลาสิกขาออกไปเท่านั้น มันไม่ยาก

แต่..แต่ว่า ประวัติศาสตร์นั้น ลบไม่ได้ ใครทำสิ่งใดไว้ ก็จะถูกจารึกไป ชั่วลูก ชั่วหลาน คุณนายพุทธะอิสระ จะจารึกชื่อไว้ในบัญชีไหนล่ะ ?

 

 

ทนอ่านกันหน่อยนะจ๊ะ

จักได้มีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมวินัยกันมากขึ้น


5 พฤศจิกายน 2562

 

คงจักถึงเวลาได้แล้วกระมัง ที่คณะกรรมาธิการด้านศาสนาจักหันมาให้ความสำคัญต่อพระธรรมวินัย พิจารณาปรับแก้กฎหมายใด ที่ใช้บังคับแก่คณะสงฆ์ไทย ทั้งที่กฎหมายนั้นๆ ขัดแย้งต่อหลักพระธรรมวินัยและไม่เอื้อเฟื้อ ต่อสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเอาไว้

ตัวอย่างกรณี มีภิกษุต้องคดีของฝ่ายอาณาจักรทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของภิกษุนั้น กลับถูกเจ้าหน้าที่รัฐบังคับให้เปลื้องจีวร โดยที่เจ้าตัวมิได้กล่าวคำลาสิกขา
ซึ่งถ้าว่าโดยหลักพระธรรมวินัยแล้ว กว่าจักได้เป็นภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ต้องผ่านกระบวนการคัดกรองจากหลักพระธรรมวินัยถึง 3 ขั้นตอน คือ


ผู้ปวารณาจักบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ จักต้องปฏิบัติดังนี้คือ

 

1. นำตัวเองเข้ามาสมัคร แสดงตนต่อหน้าพระอุปัชฌาย์ผู้นำเข้าหมู่สงฆ์

พระอุปัชฌาย์ จักต้องพิจารณา กาย วาจา ใจ และพฤติกรรมของผู้ขอบรรพชาอุปสมบทนั้นว่า เป็นผู้มีความศรัทธา ปสาทะ ต่อหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างถูกต้องจริงหรือไม่ เป็นบุคคลต้องห้าม ตามหลักพระธรรมวินัย หรือไม่

เมื่อพระอุปัชฌาย์เล็งเห็นว่า ผู้สมัครตนขอเข้าหมู่สงฆ์ผู้นั้น เป็นผู้มีกาย วาจา ใจ เป็นสัมมาปฏิบัติ หรือพร้อมที่จักปรับตัวให้เข้ากับการอบรมสั่งสอนของคณะสงฆ์ได้ และมิได้มีลักษณะต้องห้าม

พระอุปัชฌาย์ จึงอนุญาตให้ลองเข้ามาฝึกอบรมปฎิบัติ กาย วาจา ใจ ด้วยการถือศีล 8 นุ่งขาวห่มขาว แล้วปฎิบัติให้อ่อนน้อมถ่อมตน พร้อมแก่การรับการอบรมสั่งสอน
วิธีดังกล่าวมานี้ เรียกว่า บุพกิจเบื้องต้น ของการขอเข้าหมู่สงฆ์ โดยกระบวนการเหล่านี้ ต้องอยู่ในสายตาของคณะสงฆ์และพระอุปัชฌาย์
 

2. เมื่อคณะสงฆ์ พระอุปัชฌาย์ เห็นว่าผู้ขอเข้าหมู่ผู้นั้นจักได้รับอนุญาตให้โกนผม โกนคิ้ว ขอบรรพชาเป็นสามเณร ด้วยการกล่าวคำขอบรรพชาที่เริ่มต้นจากการแสดงตนเป็นผู้ขอมีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง ที่สักการะแล้วจึงขอศีล 10 จากพระอุปัชฌาย์ วิธีนี้เรียกว่า การขอบรรพชาหรือบวชเณร

3. เมื่อผ่านกระบวนการเป็นสามเณรในพระธรรมวินัยนี้สมบูรณ์ดีแล้ว พระอุปัชฌาย์และคณะสงฆ์ในหมู่นั้นๆ จึงอนุญาตให้เธออุปสมบทขอบวชเป็นพระภิกษุด้วยการกล่าวคำขอบวช ด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรมวาจา
ต่อหน้าหมู่สงฆ์ไม่ต่ำกว่า 25 รูป


เมื่อผู้ขอบวชได้รับการสวดญัตติจากพระคู่สวดและถูกสอบถาม ถึงสิ่งที่จักเป็นอันตรายต่อพระธรรมวินัยและพรหมจรรย์ผ่านพ้นแล้ว พระอุปัชฌาย์จึงสอนถึงสิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำพร้อมทั้งสอนพระกรรมฐานสืบไป

อธิบายถึงวิธีการว่ากว่าจะมาเป็นพระภิกษุได้นั้น ต้องผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง ให้ท่านทั้งหลายได้เห็นพอสังเขป เพื่อจักให้ท่านทั้งหลายได้รู้ว่า สมณภาวะ หรือภิกษุภาวะ มิใช่ได้มาจากความเห็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องเป็นความเห็นชอบของหมู่คณะพระภิกษุสงฆ์ซึ่งต้องมีไม่ต่ำกว่า
25 รูป

 

อีกทั้งพระบรมศาสดาอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระบรมพุทธานุญาต เอาไว้ว่า

 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ จักพ้นจากความเป็นสมณภาวะหรือภิกษุภาวะได้นั้น จักมีมูลเหตุ 3 กรณี คือ

1. มรณภาพ (ตาย)

2. ต้องอาบัติปาราชิก หรืออาบัติที่ต้องแล้วจักทำให้ภิกษุผู้ต้องผู้นั้น ขาดจากความเป็นภิกษุภาวะ ซึ่งมี 4 มูลเหตุ คือ  1. เสพเมถุน 2. ฆ่ามนุษย์ 3. ลักทรัพย์เกินกว่า 5 มาสก 4. พูดอวดอุตริมนุสธรรม ที่ไม่มีในตนเอง

3. กล่าวคำลาสิกขา ต่อหน้าพระภิกษุหรือหมู่สงฆ์


แต่กฎหมาย บางมาตรา กลับขัดแย้งต่อหลักธรรมวินัยอย่างสิ้นเชิง เช่น มาตรา 29 ความว่า


พระภิกษุใดถูกจับโดยต้องหาว่า กระทำความผิดอาญา เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว และเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัด ไม่รับมอบตัวไว้ถามคุม หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม หรือพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจักดำเนินการ ให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้

หากพิเคราะห์ดูอย่างละเอียดแล้ว ท่านทั้งหลายจักเห็นว่า มาตรา 29 นี้ เมื่อภิกษุถูกกล่าวหา โดยยังมิได้ตรวจสอบพิสูจน์ตนเองตามหลัก ป.วิ อาญาที่เชื่อไว้ก่อนว่า "ผู้ถูกกล่าวหา ยังเป็นผู้บริสุทธิ์" หากศาลยังมิได้พิพากษา


แม้ในหลักพระธรรมวินัย พระบรมศาสดาก็ทรงยังต้องให้ตรวจสอบ พิสูจน์ทราบเสียก่อนว่าภิกษุนั้นผิดจริง ดังที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ จึงจักลงโทษ วิธีนี้เรียกว่า การระงับอธิกรณ์ด้วยวิธี 7 ประการ

ที่เขียนอธิบายมาเสียยืดยาวเช่นนี้ หาได้ต้องการเรียกร้องเพื่อประโยชน์ของพุทธะอิสระผู้ซึ่งกำลังต้องคดีไม่ เพราะยังไงๆ พุทธะอิสระ ก็ต้องรอให้คดีกบฏถึงที่สุดแล้วจึงกลับมาขอบวชใหม่อยู่แล้ว

แต่ต้องการเรียกร้อง ให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย หรือกฎระเบียบใด ที่ขัดแย้งต่อหลักธรรมวินัย เพื่อการแก้ไขปรับปรุง ให้ตรงต่อหลักธรรมวินัยเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่พระพุทธศาสนาและพุทธบริษัททั้ง 4


พุทธะอิสระ

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 5 พฤศจิกายน 2562

 

ห่มผ้าเหลืองหรือไม่ก็ไม่สำคัญ !

พุทธะอิสระลั่นอาสภิวาจากลางงานกฐิน

ยกก้นตนเอง ห่มสีอะไร ก็ไม่เคยเปลี่ยน

 

 

ALL THE SAME : เหมือนกันทุกสี

 



 

ผ้าเหลืองชุดสุดท้ายของนายสุวิทย์ เพราะปีต่อไป กฐินสามัคคีวัดอ้อน้อย คงจะไม่ทอดผ้าเหลืองอีกต่อไปแล้ว อาจจะหันไปทอดผ้าขาวแทน เพราะนายสุวิทย์บอกทั้งพระทั้งโยมว่า "ห่มผ้าสีอะไรก็ไม่สำคัญ" แล้วจะทอดกฐินผ้าเหลืองไปทำไม ?

 

 

องุ่นเปรี้ยว !

 

"สำหรับหลวงปู่แล้ว ห่มเหลืองหรือไม่ห่มเหลือง ก็มีค่าเท่ากัน"

พุทธะอิสระ

3 พฤศจิกายน 2562

 

อา..และแล้ว "ภูมิปัญญา" ของคนที่ประกาศตัวเองเป็นนักสู้ "เพื่อชาติ ศาสตร์ กษัตริย์" ก็เผยออกมาจนได้ในวันนี้ วันที่พุทธะอิสระประกาศอาสภิวาจาว่า "ห่มเหลืองหรือไม่ห่มเหลือง ก็มีค่าเท่ากัน" ถือว่าเป็นการ "ให้คุณค่าแก่ผ้าเหลืองและผ้าขาวเท่าๆ กัน"

แน่นอนว่า ย่อมจะสวนกระแสต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไทย ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เห็นว่า "ผ้ากาสาวพัสตร์ หรือผ้าเหลืองนั้น เป็นธงชัยของพระอรหันต์ เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา ถ้าไม่มีผ้าเหลือง ก็ไม่มีเพศพระภิกษุสามเณร ก็เป็นอันสูญสิ้นพระพุทธศาสนาที่เป็นสถาบัน" พระพุทธศาสนาอันตรธานไป ก็เพราะไม่มีใครนุ่งห่มผ้าเหลืองของพระพุทธเจ้าอีกแล้ว

ขนาดโบราณยังบอกว่า "มาตรว่าพระภิกษุจะแปลงเพศไปไกล ถึงขนาดนุ่งห่มแบบคฤหัสถ์ แต่ยังมีผ้าเหลืองชิ้นน้อยห้อยหูหรือผูกอยู่ที่คอ ถ้าทำบุญกับพระประเภทนี้ก็ยังมีอานิสงส์นับไม่ถ้วน" เพราะยังถือว่า "มีสัญลักษณ์" ของพระพุทธศาสนาติดอยู่

แต่ดูทีหรือว่า ความคิด สติปัญญา ของคุณพุทธะอิสระ จะไม่ปรกติเสียแล้ว วิปริตผิดเพี้ยนถึงกับประกาศว่า "ห่มผ้าสีอะไรก็ไม่สำคัญ" มันเป็นการดูหมิ่นผ้ากาสาวพัสต์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตัวเองถือเป็นบ่อเกิดจนเติบใหญ่มาในปัจจุบัน ถ้าไม่มีผ้าเหลือง คุณจะโตมาจนป่านนี้หรือ ?

จริงอยู่ แม้ว่าจะถูกผู้เห็นต่าง "ต่อต้าน" หรือ "คัดค้าน" ต่อการกลับมาห่มผ้าเหลืองประการใดก็ตาม ถ้าหากเป็นนักปราชญ์หรือครูบาอาจารย์ ผู้อาจหาญตั้งตัวเองเป็นครูสอนคน และไม่มีอัตตาตัวตนสูงจนไม่ยอมก้มหัวให้ใครแล้ว ท่านก็ต้องแสดงออกซึ่งอาการ "อ่อนน้อมถ่อมตน" ยกย่องสถาบันหลักให้เป็นธงชัย มิใช่การ "ยกตนข่มท่าน" ดังที่เห็น

แต่สิ่งที่นายสุวิทย์แสดงออกในวันนี้นั้น มันเป็นการประชดต่อสังคมไทยว่า ถ้าไม่ให้ฉันห่มผ้าเหลือง ฉันก็จะไม่ให้คุณค่าแก่ผ้าเหลืองอีกต่อไป เหมือนในนิทานอีสปเรื่อง "องุ่นเปรี้ยว" แบบว่าพอตัวเองกินไม่ได้ ทั้งๆ ที่องุ่นมีรสหวาน ก็หันไปบอกคนอื่นว่า "เปรี้ยว ไม่อร่อย อย่ากินเลยเพื่อน" ซึ่งพระเอกของเรื่องก็คือ หมาจิ้งจอก สัญลักษณ์แห่งความเจ้าเล่ห์เพทุบาย นั่นเอง

สิ่งที่ได้เห็นตามลำดับมา ก็คือว่า แรกนั้น พุทธะอิสระประกาศจะกลับมาห่มผ้าเหลือง โดยอ้างเอาความชอบธรรมมากมาย แต่พอถูกใครต่อใครทักว่าไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง ก็อ้างอีกว่า ไม่อยากให้สังคมเกิดความวุ่นวาย ตนเองเป็นอะไรก็ได้ ไม่สำคัญว่าจะต้องกลับมาห่มผ้าเหลือง นั่นก็เป็นเรื่องของนายสุวิทย์ เพราะการบวชหรือไม่บวช ห่มผ้าสีอะไรมันเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่มีใครก้าวล่วงหรือบังคับ

แต่..แต่การออกมาพูดวันนี้ที่ว่า "สำหรับหลวงปู่แล้ว ห่มเหลืองหรือไม่ห่มเหลือง ก็มีค่าเท่ากัน" มันเป็นการดูหมิ่น "ผ้ากาสาวพัสตร์" ที่เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา ว่ามีค่าไม่แตกต่างจากผ้าอื่นๆ จึงจะห่มก็ได้ ไม่ห่มก็ได้ ผ้าไม่มีผล

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ต้องถามว่า "แล้วคุณมาบวชทำไม" การบวชนั้น เริ่มต้นสุดก็คือ การห่มผ้าเหลือง เมื่อห่มผ้าเหลืองแล้ว วัตรปฏิบัติ และการยอมรับจากพุทธศาสนิกชนจึงจะเริ่มต้น เริ่มชีวิตของพระ ผ้าเหลืองจึงเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์และพระพุทธศาสนา หากไม่มีผ้าเหลืองเสียแล้ว ก็ไม่มีพระพุทธศาสนา ใครดูถูกคุณค่าของผ้าเหลือง ก็คือดูหมิ่นพระพุทธศาสนา ดีๆ นี่เอง

โบราณยังถือว่าด้วยว่า "ไหว้ผ้าเหลือง แม้ไม่เลื่อมใสในตัวพระ" บางคนเอาลูกหลานไปบวช บางคนเป็นครูบาอาจารย์ที่ไปสอนหนังสือพระ ก็ยังต้อง "ยกมือไหว้พระ" เพราะเห็นแก่ผ้าเหลือง เรื่องนี้มิน่าเชื่อว่า พุทธะอิสระ ที่อุตริสอนคนออกทีวีจะไม่มีความรู้ หรือรู้แล้วยังฝืนทำ นั่นก็หมายความว่า ที่อ้างว่า "บวชเพื่อละอีโก้ อัตตาตัวตน" นั้น มันเป็นคำโกหก

วันนี้ นายสุวิทย์ พุทธะอิสระ มาไกลแล้ว ไกลกว่าการบอกว่า "ตนเองเป็นอะไรก็ได้ ไม่สำคัญ" แต่ไปไกลถึงขั้นว่า "ตนเองห่มผ้าสีอะไรก็ไม่สำคัญ ผ้าเหลืองกับผ้าลายไม่มีความหมายอีกต่อไป" และไม่แน่ ถ้ายังถูกต่อต้านไปเรื่อย นายสุวิทย์ก็อาจจะประกาศว่า "ตนเองจะนับถือศาสนาอะไรก็ได้ ไม่สำคัญ" เพราะตนเองดีเลิศประเสริฐศรีแล้ว อะไรไม่สำคัญเท่ากับตัวเอง นั่นก็เท่ากับว่า นายสุวิทย์กำลังตั้งลัทธิใหม่ขึ้นมา อาจจะใช้ชื่อว่า "เศวตัมภรณ์ : นิกายผ้าขาว"

ก็ตามสบายนะนายสุวิทย์นะ ทำเพื่อชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ มาตั้งนาน ไม่มีใครเห็นความดี ก็ต้องทำเพื่อตัวเองเสียบ้าง แต่รู้ไหมว่า การกระทำแบบนายสุวิทย์ในวันนี้นั้น โบราณท่านเรียกว่า "บวชเสียผ้าเหลือง"

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 3 พฤศจิกายน 2562

 

อุ้มแม่เข้าโบสถ์ !

พุทธะอิสระลงทุนหนัก

หมดหน้าตักถึงกับต้องอุ้มแม่เข้าโบสถ์

ไม่เคยโทษตัวเอง !

 

 

ฝ่าด่านอรหันต์

 

 

อา..จอมยึกยัก "ชักเข้า-ชักออก" ในยุคนี้ เห็นจะไม่มีใครไวเท่า "สุวิทย์-พุทธะอิสระ" อีกแล้วครับท่าน เพราะตั้งแต่ออกมาประกาศ "จะกลับมาห่มผ้าเหลืองอีกครั้ง" ในวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา ผ่านไปแค่ 10 กว่าวัน นายสุวิทย์พลิกลิ้นไปแล้วหลายร้อยรอบ อ้างสารพัดอ้าง ทั้งพระธรรมวินัย กฎหมายบ้านเมือง แม่ ญาติโยม รวมทั้งความในอกในใจอะไรอีกร้อยแปดสาแหรกขาด เป้าหมายก็เพื่อ "ห่มผ้าเหลือง" เพียงหนึ่งเดียว

แรกนั้น สุวิทย์ตั้งด่านป้องกันกำแพงโบสถ์วัดอ้อน้อยไว้ 3 ชั้น ได้แก่

1. อ้างว่าจะบวชเพื่อถวายพระราชกุศลแด่ในหลวง ร.9

2. อ้างว่า บวชเพื่อทดแทนคุณแม่

3. อ้างว่า ญาติโยมเรียกร้องให้กลับมาเป็นพระ จึงต้องห่มจีวรตามเสียงเรียกร้องนั้น

"ด้วยหลักการและเหตุผล ดังกล่าวมานี้แหละ พุทธะอิสระจึงมีศักดิ์และสิทธิ์อันชอบธรรม ที่จักกลับมาห่มผ้าไตรจีวรได้อีก ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562"

คือคำสรุปที่พุทธะอิสระ "ตระเตรียมมาเป็นปี" เพื่อใช้ในวันนี้

แต่ภายในวันเดียวกันนั่นเอง (17 ตุลา) ปรากฏว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาตีปลาหน้าไซว่า "พุทธะอิสระถูกทางการจับสึก จึงไม่ถือว่าเป็นพระสงฆ์อีกต่อไป"

เล่นเอาพุทธะอิสระหัวคะมำตกท่อ !

เพราะก็รู้กันดีว่า วิษณุ เป็นใคร เก่งทางไหนอย่างไร ไม่แน่จริงไม่กุมสมองของบิ๊กตู่อยู่มาจนบัดนี้

และนับจากนั้น ก็เริ่มเห็นลีลา "เลี่ยงบาลี" ของพุทธะอิสระ โดยแรกนั้นทำทีเป็น "แข็ง" จะเดินหน้าห่มผ้าเหลืองตามกำหนดการเดิม ระดมพระเณรวัดอ้อน้อยและญาติโยมมาประชุมกันในวันที่ 27 ตุลา ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก หวังจะประกาศชัยชนะในสภาวัดอ้อน้อยให้ฝ่ายค้านหวาดหวั่นไม่กล้าขวางทางผู้ยิ่งใหญ่

ปรากฏว่า ทั้งสภาล่างและสภาบน เทคะแนนเสียงให้พุทธะอิสระ อย่างท่วมท้น

แต่ทางรัฐบาลและคณะสงฆ์ เฉยเมย ไม่หือไม่อือ ไม่ตื่นเต้นตกใจในคะแนนนิยมดังกล่าวเลย

แหมลงทุนจัดหนักระดับ "ชุดใหญ่ไฟกะพริบ" ทั้งที แต่กลับไม่มีคนดู คนที่เดินผ่านยังโห่ฮาป่าว่าเล่นจำอวดอะไร เล่นเอาพุทธะอิสระใจฝ่อ ไม่รู้จะออกทางไหน หาทางไปไม่ถูก

แต่ก็เหมือนโชคช่วย เมื่อ "เปลว สีเงิน" สหายในผ้าลายของพุทธะอิสระ เห็นสภาพจนตรอกของสหายในผ้าขาวเข้าเช่นนั้นก็สงสาร จึงชี้ทางสวรรค์ว่า "อย่าห่มเลยผ้าเหลือง กลับไปขอบวชใหม่เถอะ" พุทธะอิสระจึงรีบตะครุบเอาคำแนะนำนั้นทันที

ทิ้งมติที่ประชุมสภาวัดอ้อน้อยไปอย่างไร้ค่า

แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่พ้นคำครหา เพราะจะเอาคำแนะนำของนายเปลวสีเงินมาเทียบกับมติคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนวัดอ้อน้อยได้อย่างไร นายเปลวเป็นใคร สำคัญกว่าคณะสงฆ์อย่างนั้นหรือ ?

นี่คือประเด็นใหม่ที่บานปลายมาจากความไร้เดียงสาของนายสุวิทย์ คิดไม่ถึงว่าจะเดินเหยียบกับที่ตัวเองวางเอาไว้

ในวันนี้ เราจึงเห็น "นายสุวิทย์" คิดแก้เกม โดยการ "อุ้มแม่เข้าโบสถ์" นำเอาภาพของมารดามาหาคะแนนสงสารจากบรรดาแม่ยก โดยหวังว่าจะสามารถ "แหกด่านอรหันต์" เข้าไปห่มผ้าเหลืองในโบสถ์ได้อีกครั้ง

ซึ่งเมื่อได้เห็นแล้วก็ยิ่งสงสารปนสมเพช

สงสาร : เพราะไม่เชื่อว่า คนที่ชื่อพุทธะอิสระ จะสิ้นไม้ไร้ตอก ถึงกับต้องอุ้มเอาแม่ออกมาหากิน

สมเพช : เพราะไม่เชื่อว่า คนที่ชื่อพุทธะอิสระ จะไร้สติปัญญาในการพิจารณาอรรถ-ธรรม แค่เรื่องของตัวเองก็ยังเอาไม่รอด

อธิบายให้ทราบว่า กรณีที่พุทธะอิสระ ยกเอามารดามาอ้าง เพื่อหาความชอบธรรมในการกลับมาห่มผ้าเหลืองนั้น มันเป็นแค่เหตุผลของเด็ก เพราะใครๆ ก็อ้างได้ อ้างพ่อแม่พี่น้องต้องการให้บวช แต่จะบวชได้หรือไม่ได้นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ ที่มีองค์พระอุปัชฌาย์จะพิจารณาคุณสมบัติ ตามหลักการในพระธรรมวินัย

มิใช่อ้างแม่แล้วก็จะผ่านฉลุย

ดังนั้น ระหว่าง "ความตั้งใจดี" กับ "กระบวนวิธีการบวช" ถือว่าเป็นคนละส่วนกัน

คนที่เอาสองเรื่องเหล่านี้มาปนกัน ก็แสดงว่ามั่ว !

พุทธะอิสระมีเวลาเป็นปี ในการพิจารณาหาเหตุผลมาอ้างและอธิบายให้สาธารณชนฟัง ในการจะกลับมาครองผ้าเหลืองของตน

แต่กลับได้เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเลยแม้แต่ข้อเดียว !

ยิ่งเมื่อไม่เอากับมติคณะสงฆ์วัดอ้อน้อย แต่กลับไปคล้อยตามคำแนะนำของ "นายเปลว สีเงิน" ก็ยิ่งเหลวไหลไปใหญ่

เปลวเป็นใคร ทำไมจึงเชื่อเปลวมากว่าคณะสงฆ์ ?

แถมเหตุผลที่ยกมาสนับสนุนแนวทางของเปลวก็เหลวแหลก เพราะพุทธะอิสระอ้างว่า "ตรงกับใจของตนเองแต่แรก"

ดูสิ คณะสงฆ์ลงมติ แต่ไม่เอา เพราะไม่ตรงกับใจตน

แต่ไปคว้าเอาคำแนะนำของนายเปลวมาเป็นศาสดา โดยอ้างว่าถูกใจตน

แล้วไอ้ที่ทำทีพินอบพิเทาคณะสงฆ์ ว่าเคารพนบนอบอย่างโน้นอย่างนี้ที่ผ่านมาล่ะ เอาไปถิ่มไส ?

วันนี้ ก็เห็นแล้วว่า นายสุวิทย์ เห็นนายเปลวดีกว่าคณะสงฆ์ จึงไม่เอากับมติคณะสงฆ์

เมื่อไม่เอากับคณะสงฆ์ ก็ต้องหาทาง "แก้ไข" ในสิ่งที่ตนเองได้ทำผิดไป เพราะดันไปประกาศให้สาธารณชนทราบผ่านสื่อ

สุวิทย์จึงลงทุนไปเข็นเอา "แม่" ซึ่งทั้งแก่ทั้งป่วย ให้มาช่วยตนเอง

เลยกลายเป็นภาพ "สงสารแม่ สมเพชลูก"

ถ้าการอ้างแม่ของพุทธะอิสระในครั้งนี้มีผล คณะสงฆ์ที่จะทำการบวชให้นายสุวิทย์ โดยเฉพาะพระคู่สวด ก็เห็นทีจะต้อง "ถามอันตรายิกธรรมเพิ่ม" นอกจากข้อ "อนุญาโตสิ๊ มาตาปิตูหิ : พ่อแม่อนุญาตแล้วหรือยัง" ก็เพิ่มข้อใหม่เข้าไปว่า "บวชเพื่อแม่สิ๊ : บวชเพื่อแม่ใช่ไหม"

รับรองว่า พระสงฆ์หัตถบาสฮากันลั่น

นั่นมันบวชกำมะลอ !

 

 

 

 

ขออนุญาต อธิบายให้เข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง นะจ๊ะ


1 พฤศจิกายน 2562

 

หลังจากได้แสดงเจตนาไปว่า พุทธะอิสระจักรอให้จบคดีกบฏเสียก่อนจึงจักกลับมาบวชถือพรรษาใหม่ ก็มีบรรดากองเชียร์และกองซ้ำทั้งหลาย ต่างโจษจันไปในทางไม่เห็นด้วย บ้างแสดงความกังขาต่างๆ นานา ซึ่งก็แยกเป็นข้อๆ ได้ประมาณนี้ เช่น


-
ก็ไหนๆ จักบวชใหม่แล้ว ทำไมต้องรอให้คดีกบฏจบก่อน

- ทำไมไม่บวชเสียเลย ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 ตามกำหนดการเดิม

อธิบายได้ดังนี้ว่า มูลเหตุที่พุทธะอิสระยังไม่สามารถบวชใหม่ได้ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 ก็ด้วยเพราะติดข้อกฎมหาเถรสมาคม ปี 2536 ในหมวดที่ 3 ที่ว่าด้วยหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ในข้อที่ 14 ความว่า พระอุปัชฌาย์ ต้องงดเว้นการให้บรรพชาอุปสมบทแก่คนต้องห้ามดังต่อไปนี้


1. คนทำความผิด หลบหนีอาญาแผ่นดิน

2. คนหลบหนีราชการ

3. คนต้องหาในคดีอาญา

4. คนเคยถูกตัดสินจำคุกโดยฐานเป็นผู้ร้ายสำคัญ

5. คนถูกห้ามอุปสมบทเด็ดขาดในพระพุทธศาสนา

6. คนมีโรคติดต่อเป็นที่น่ารังเกียจ เช่นวัณโรคในระยะอันตราย

7. คนมีอวัยวะพิการจนไม่สามารถปฏิบัติต่อพระศาสนาได้


ซึ่งในกรณีของพุทธะอิสระ หากจะบวชใหม่ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 คงจักต้องทำผิดกฎมหาเถรสมาคม ข้อที่ 14 (3) และอาจจะเข้าข่ายความผิดใน (4) ด้วย เหตุนี้ พุทธะอิสระ จึงต้องรอให้พ้นในคดีอาญาเสียก่อน จึงจักขอบวชใหม่จากคณะสงฆ์และพระอุปัชฌาย์ได้


แต่ถ้าพุทธะอิสระไม่ขอบวชใหม่ล่ะ พอถึงเวลาสิ้นสุดคดีอาญาแล้วกลับมาห่มผ้าเหลืองเลย เช่นนี้ก็อาจจักกลายเป็นประเด็นให้สังคมต้องถกกัน
จนอาจเป็นเรื่องที่ศาลสถิตยุติธรรมต้องมาเสียเวลาชี้ขาดว่า พุทธะอิสระมีสิทธิกลับมาห่มผ้าโดยไม่ต้องบวชใหม่ได้หรือไม่

ซึ่งก็ไม่ใช่ความต้องการของพุทธะอิสระ ไม่ต้องการให้การห่มผ้าเหลืองของตน มาเป็นประเด็นแตกแยกทางสังคม หากจะกลับมาห่มผ้าเหลืองแล้วต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อนเช่นนี้ พุทธะอิสระคงไม่สบายใจที่ต้องกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว

หากมีคำถามแทรกขึ้นมาว่า แล้วอะไรเป็นเหตุผลในครั้งแรก ที่พุทธะอิสระหยิบยกมาอ้างว่า จักกลับมาห่มผ้าเหลืองใหม่ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 เล่า


เป็นเพราะแม่ ต้องการเห็นลูกชายคนนี้กลับไปห่มผ้าเหลือง ก่อนที่แม่จักตาย


ในฐานะของความเป็นลูก ที่ตลอดเวลา แม่อยู่กับเราตลอด ไม่เคยไปอยู่กับลูกคนใดเลย แม่จึงผูกพันกับเรามาก ขนาดเงินก้อนสุดท้าย ที่แม่ต้องเก็บเอาไว้ใช้ในงานศพแม่

พอแม่รู้ว่า ลูกชายคนนี้จักออกไปสู้ที่เวทีแจ้งวัฒนะ
แม่ถึงกับแบ่งเงินก้อนนั้น 300,000 บาท มาให้ลูกชายคนนี้ใช้เป็นทุนในการต่อสู้จนลูกชายคนนี้ได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้จนสำเร็จดังที่ปรากฏ

พระบรมศาสดา ทรงตรัสไว้ว่า

นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา : เครื่องหมายของคนดี ต้องกตัญญู รู้คุณ กตเวทิตา ตอบแทนคุณ

ด้วยความเชื่อเช่นนี้ พุทธะอิสระจึงพยายามมาชั่วชีวิต
ที่จักตอบแทนพระคุณของแม่ ทั้งทางกายและทางใจ
อะไรที่จะทำให้แม่สบายใจได้ ลูกชายคนนี้ก็จักพยายามทำ

จึงกำหนดวันกลับไปห่มผ้าเหลือง ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 ดังที่ปรากฏเป็นข่าว

แต่หากการกระทำนั้น ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของแม่และส่วนตนแล้วจักทำลายประโยชน์ชาติ ประโยชน์ศาสนา และประโยชน์ สถาบันอันเป็นที่รักยิ่ง เช่นนี้ พุทธะอิสระคงต้องยอมที่จะละทิ้งประโยชน์ตน ประโยชน์แม่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ส่วนรวม

เหล่านี้แหละคือ มูลเหตุว่า ทำไม พุทธะอิสระ จึงต้องเลื่อนการห่มผ้าเหลืองไปจากเดิมวันที่ 5 ธันวาคม 2562 ไปจนกว่าคดีกบฏจะยุติ

 

อีกทั้งเมื่อพิจารณา ถึงเหตุผลฝ่าย ศาสนจักร และ อาณาจักรอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว


เราสู้มาถึงวันนี้ จนมีสภาพเช่นนี้ ทั้งหมดก็เพื่อชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วทำไมจึงมาเห็นแก่ประโยชน์ตนประโยชน์พวกพ้อง แล้วไปทำให้ประโยชน์ส่วนรวมเสียหายเล่า

 
นี้คือจิตวิญญาณของ พุทธะอิสระ


หวังว่าท่านทั้งหลายคงจักไม่เห็นว่า พุทธะอิสระกำลังดราม่า มากเกินไปดอกนะจ๊ะ



พุทธะอิสระ

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 1 พฤศจิกายน 2562

 

เริ่มหลุด !

อนันต์ ศิษย์เอกธัมมชโย หลุดคดีฟอกเงิน

อัยการสั่งไม่ฟ้อง อีกแล้วครับท่าน !

 


 

ประเทศไทย การเมืองไทย ยังไม่ไปไหน

ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนสามคน

 

อา..คราวก่อนก็อัยการ คราวนี้ก็อัยการ อัยการสมัยทักษิณนั้น "สั่งไม่ฟ้องธัมมชโย" แต่อัยการสมัยประยุทธ์ "สั่งไม่ฟ้องอนันต์ อัศวโภคิน ศิษย์เอกธัมมชโย" ซึ่งต่อไปก็เชื่อว่า จะกลายเป็นเกมโดมิโน "ล้มคดีหลวงพ่อธัมมชโย" จนเกลี้ยงระบบ เพื่อแปลงคะแนนนิยมจากชาวธรรมกายมาไว้ในพรรคบิ๊กตู่ เป็นอีกหนึ่งในกลยุทธ์ "ดูดกลืน" พลพรรคทักษิณ ให้เข้ามาเป็นฐานคะแนนเสียง

ก็อยากจะรู้ว่า "ท่านพุทธะอิสระ" จะว่าอย่างไร ในเมื่อ "ทักษิณสั่งปล่อยธัมมชโย" ถูกต่อต้านจากพุทธะอิสระ แต่ถ้า "ประยุทธ์" สั่งปล่อยธัมมโยบ้าง พุทธะอิสระคงไม่กล้าต้าน เพราะกลัวถูกคอมมานโดบุกหิ้วปีกจากกุฏิ-จับยัดคุก ห่มผ้าเหลืองไม่ได้มาจนบัดนี้

 

 

รวมทั้ง "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ซึ่งได้รับการโหวตให้เป็น "มือปราบพระ" ชนะใจบิ๊กตู่ ตั้งให้เป็นทั้ง ผอ.พศ. และที่ปรึกษารัฐมนตรีด้านพระพุทธศาสนา เป็นกรณีพิเศษ ก็คงจะเข้ากระบวนการ "สมานฉันท์" ยอมรับกับการ "แปลงทรัพย์สินธรรมกายให้เป็นทุนทางการเมืองของพรรคบิ๊กตู่" ในทางการเมืองนั้น "ปล่อยทักษิณไป-ยึดพลพรรคทักษิณเอาไว้เป็นของเรา" จะเดินคู่กับทางการศาสนา "ปล่อยธัมมชโยไป-ยึดพลพรรคธรรมกายเอาไว้เป็นของเรา"

ตามรูปคดีแล้ว ถ้าหากมีการสั่งไม่ฟ้องไปจริงๆ ก็จะมาถึงประเด็น "ยึดทรัพย์มูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทร์" ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงสุดท้าย แต่หากนายอนันต์พ้นมลทินจริง ก็จะเป็นเงื่อนไขไปสู่การ "คืนทรัพย์สิน" คือจะไม่มีการยุบมูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทร์ นั่นก็เท่ากับการ "คืนทรัพย์สิน" ให้ท่านธัมมชโย เอาไปสร้างเป็นฐานเพื่อยึดครองประเทศไทยต่อไป

แต่จะเป็นไรไป พระพุทธศาสนาและประเทศไทย มิใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ทุกคนล้วนแต่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการทำหน้าที่พลเมืองดี ยิ่งหนึ่งปีมานี้ มีการโอนอำนาจในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไปให้สำนักพระราชวังรับผิดชอบ ก็ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว เหมือนพุทธะอิสระว่าไว้นั่นแหละ สบายอกสบายใจ คิดมากไปทำไม ไม่มีใครอยู่เกินร้อย สมเด็จช่วงไม่ได้เป็นสังฆราช สมเด็จอัมพรได้เป็นสังฆราช ธัมมชโยถูกแจ้งความจับ พุทธะอิสระถูกคอมมานโดบุกจับคาห้องนอน ฯลฯ มันก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตามเหตุและปัจจัย ไปฉันเพลดีกว่า หิวแล้วโยม !

 

 

จริงหรือ ? อัยการสั่งไม่ฟ้อง คดีฟอกเงิน อนันต์ อัศวโภคิน ซื้อที่ดินศุภชัย ขายต่อ 492 ล.

"...ภายหลังจากบริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด ได้รับเงินลงทุนของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวกแล้ว บริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดิน โฉนดเลขที่ 31344 ให้กับนายอนันต์ อัศวโภคิน ที่ดินเนื้อที่ 46-3-56.2 ไร่ ราคาไร่ละ 2,000,000 บาท เป็นเงิน 93,781,000 บาท จากนั้น ได้ปรากฎว่ามีการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาถวายที่ดินของนายศุภชัย ให้กับพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) เป็นการส่วนตัว โดยมีนายอนันต์ อัศวโภคิน ลงลายมือชื่อ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนพระเทพญาณมหามุนี และมีพยานลงลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าว เว้นแต่นายศุภชัย ไม่ได้ลงลายมือชื่อ..."

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที 

หลังมีกระแสข่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้  สำนักงานอัยการสูงสูด (อสส.) ได้ส่งสำนวนการไต่สวนคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากการขายที่ดินต่อให้กับ นายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง กลับคืนมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)แล้ว

พร้อมสรุปความเห็นว่า  เห็นสมควรสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้  หลังจากที่ใช้ระยะเวลาตรวจสอบสำนวนการไต่สวนคดีมายาวนานพอสมควร 

เบื้องต้น ยังไม่มีการยืนยันข้อมูลออกมาจากทาง สำนักงานอัยการสูงสูด (อสส.) ออกมาเป็นทางการ ว่า มีเหตุผลอะไร ถึงไม่สั่งฟ้องคดีนี้ 

รวมไปถึงท่าทีของ พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า จะเห็นแย้ง และส่งสำนวนไต่สวนกลับไปให้ สำนักงานอัยการสูงสูด (อสส.) เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องคดีอีกครั้งหรือไม่

อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับคดีนี้ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org เคยตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกมานำเสนอให้สาธารณชนได้รับกันไปแล้ว

ปรากฎตามรายละเอียดตามคำสั่งอายัดทรัพย์สิน ของ  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดราย นายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก (คดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น) ในส่วนของที่ดิน ที่โอนขายที่ดินให้กับ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ (พี่ชายบญธรรม คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) และนายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังซึ่งเป็นผลจากการตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินของ นายศุภชัย ที่มีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการยักยอกเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด และนำเงินไปลงทุนซื้อที่ดินจำนวน 3 แปลง โฉนดที่ดินเลขที่ 31343 ,31344 และ 31345 ตั้งอยู่ตำบลคลองสอง (คลอง 2 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่รวม 312 ไร่ 1 งาน 17.6 ตารางวา และหุ้นของบริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด โดยวิธีการสั่งจ่ายเช็คจำนวน 11 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 321,400,000 บาท

โดยในส่วนคดีของ นายอนันต์ อัศวโภคิน นั้น   ปปง. ระบุในคำสั่งอายัดทรัพย์ว่า ภายหลังจากบริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด ได้รับเงินลงทุนของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวกแล้ว บริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดิน โฉนดเลขที่ 31344 ให้กับนายอนันต์ อัศวโภคิน ที่ดินเนื้อที่ 46-3-56.2 ไร่ ราคาไร่ละ 2,000,000 บาท เป็นเงิน 93,781,000 บาท

จากนั้น ได้ปรากฎว่ามีการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาถวายที่ดินของนายศุภชัย ให้กับพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) เป็นการส่วนตัว

โดยมีนายอนันต์ อัศวโภคิน ลงลายมือชื่อ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนพระเทพญาณมหามุนี และมีพยานลงลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าว เว้นแต่นายศุภชัย ไม่ได้ลงลายมือชื่อ

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2558 นายอนันต์ ได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บริษัทไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด ในราคา 492,350,250 บาท และได้รับเงินที่เหลือจากการขายที่ดิน จำนวน 468,731,250 บาท นำไปชำระหนี้ให้บริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด และหนี้อื่นบางส่วน โดยนำเงินส่วนใหญ่จำนวน 303,000,000 บาท ไปบริจาคให้มูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เพื่อนำไปก่อสร้างอาคาร บุญรักษา

นี่ยังไม่นับรวม ถึงข้อมูลเบื้องลึกการขายที่ดินจำนวน 8 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 57 ไร่ ในตำบลคลอง 3 อำเภอคลองหลวง ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดพระธรรมกาย ของ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร  ให้กับ นางสาว อลิสา อัศวโภคิน ที่สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบเพิ่มเติมในภายหลังด้วย 

โดยมีรายละเอียดว่า ในช่วงต้นเดือน มิ.ย.56 หลังจากที่ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ถูกคณะกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ในข้อหายักยอกทรัพย์และฉ้อโกง กรณีที่มีการนำเงินของสหกรณ์ไปลงทุนหุ้น ที่ดิน รวมทั้งนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ฯ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2556

นายศุภชัย ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดินจำนวน 8 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 57 ไร่ ในตำบลคลอง 3 อำเภอคลองหลวง ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดพระธรรมกาย ให้กับ นางสาวอลิสา อัศวโภคิน  ลูกสาวนายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของไทย โดยหนังสือสัญญาฉบับดังกล่าว ลงวันที่ 7 มิ.ย.56

จากการตรวจสอบหนังสือสัญญาขายที่ดิน ดังกล่าว มีการระบุเลขที่โฉนดที่ดิน จำนวน 8 แปลง ที่มีการตกลงซื้อขายกัน คือ 101460 ,101461 , 101462 , 152624 ,4519 ,101455  , 101456 และ 152626 โดยปรากฎชื่อนายวสินธุ์ เหมือนเกียรติ ทำหน้าที่เป็นตัวแทน ทั้งฝ่าย นายศุภชัย "ผู้ขาย" กับ นางสาวอลิสา  "ผู้ซื้อ"

โดยตกลงราคาซื้อขายกันเป็นเงิน 298 ล้านบาท ระบุว่าผู้ซื้อได้ชำระเงินค่าที่ดินให้ผู้ขายเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยที่ดินทั้งหมด ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ไม่มีการเช่า ไม่ค้างชำระภาษีบำรุงท้องที่

ขณะที่ นายศุภชัย "ผู้ขาย" ได้ที่ดินเหล่านี้มาโดยการซื้อเมื่อ พ.ศ.2552

โดย พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา5 กำหนดว่า ผู้ใด

(1) โอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะหรือหลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน หรือ

(2) กระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาแหล่งที่ตั้งการจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใดๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันข้อมูลเป็นทางการว่า การขายที่ดินจำนวน 8 แปลง ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดพระธรรมกาย ของ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร  ให้กับ นางสาว อลิสา อัศวโภคิน ดังกล่าว มีการสอบสวนทางคดีเกี่ยวกับเรื่องการฟอกเงินเพิ่มเติมด้วยหรือไม่ 

ทั้งหมดนี่ เป็นข้อเท็จจริง ที่ยังคงต้องรอหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ออกมาชี้แจงเพื่อทำความกระจ่างชัดเจนให้สังคมได้รับทราบกันต่อไป

เช่นเดียวกับข้อมูลของ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) ที่ปัจจุบันหลบหนีการจับกุมตัวไปอยู่ที่ไหน ก็ยังไม่มีใครล่วงรู้ด้วยเช่นกัน ?

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา : 31 ตุลาคม 2562

เปิดเต็ม !

 

เอกสารสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผันงบประมาณให้หน่วยงานรัฐอื่น ทั้งศาลยุติธรรม ปปช. ฯลฯ

 

ปปช. ขอเงินสำนักพุทธ

ศาลยุติธรรมขอเงินสำนักพุทธ

หนังสือตอบรับจากสำนักพุทธ

กรมบัญชีกลาง ตอบคำถาม

เอ็นซี ฮอลิเดย์ ฟ้องสำนักพุทธ

กดที่ภาพเพื่อชม

ภาพประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 28/2019

ณ วัดธรรมภาวนา อลาสก้า วันที่ 17 สิงหาคม 2562

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

 

นิพพาน ปจฺจโย โหตุ


เปิดเต็ม ไม่เซ็นเซอร์
!

 

คำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์

พระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) วัดสามพระยา

16 พฤษภาคม 2562

 

 

กดที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด/อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

26 พฤษภาคม 2562

 

เปิด : คำให้การของเจ้าคุณเอื้อน

ในคดีเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

INTERFAITH 2018

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพและบรรยากาศของงาน

ภาพการประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดศรีรัตนาราม เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

18 AUGUST 2018

 


กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 6000 PC

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 

 

 

 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264