LAST UPDATE :   DECEMBER : 04 : 2018 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 


 

ขวางยึดจานบิน !

 

สุชาติ สาวกธัมมชโย ออกโรงโต้รัฐ

 

"พระรับบาตรไม่ต้องถามที่มาของอาหาร"

 

ดังนั้น ธัมมชโย จึงไม่ผิด

 

 

 

 

 

 

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช

อดีตรัฐมนตรีคลังและศึกษาธิการ สังกัดพรรคเพื่อไทย

สาวกธรรมกายตัวเอ้

 

 

 

อา..ถ้าว่าตามหลักการเบื้องต้นแล้วก็ถือว่า "ถูกต้อง" เหมือนคุณสุชาติอ้างนั่นแหละ แต่กรณีธรรมกายนั้น มันมิใช่แค่ "บาทเดียว" หากแต่เป็น ร้อยล้านบาท พันล้านบาท จะประกาศว่า "หลงพ่อไม่รู้" ทั้งๆ ทั้งออกทีวี "รู้ทุกเรื่อง" ตั้งแต่สวรรค์ยันนิพพาน มันฟังไม่ขึ้น จริงไหม ไหนมีฤทธิ์มาก ปัดระเบิดปรมาณูได้ไง ทำไมปัดเคราะห์ปัดนามไม่ได้

 

นายสุชาติ ไม่ต้องโวยวายมากหรอก ปัญหาธรรมกายง่ายนิดเดียว แค่ไปนิมนต์ธัมมชโย ทัตตชีโว หรือมหาสมชาย ให้แสดงฤทธิ์ "เสกหนังควายเข้าท้องบิ๊กตู่" ให้ท้องป่องดิ้นทุรนทุราย "ตายภายในสามวันเจ็ดวัน" แค่นี้ก็รับรองว่า ดีเอสไอทั้งกรมจะรีบคืนสมบัติของวัดพระธรรมกายให้หมด ภายในพริบตา ทำได้หรือเปล่าล่ะ ?

 

 

 

 

 

ที่มา : มติชน : 5 ธันวาคม 2561


 

ศาลพิจิตสั่งเด็ดขาด !

 

ห้าม อดีตเจ้าอาวาส วัดหลวงพ่อเงิน

 

มิให้ยุ่งกับเงินทองของวัดอีกต่อไป

 

ไม่งั้นมีสิทธิ์ติดคุกหัวโต

 

 

อา..็เคยบอกท่านพระครูไปแล้ว ตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ ว่าอย่าไปสู้หรือขัดขืนเลย ลงเอยแบบสวยงามดีกว่า ตอนนั้นทางผู้เกี่ยวข้องก็แค่ "เคลียร์พื้นที่" หวังจะให้เปลี่ยนแปลงด้วยดี เพราะลงขนาดว่าพระผู้ใหญ่ทุกระดับนับตั้งแต่ "ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" ลงมา วินิจฉัยว่าเราผิด ก็จะมีประโยชน์อันใดที่จะไปสู้ สู้ก็แพ้ ไม่สู้ก็แพ้ สู้ยอมแพ้เสียโดยดีไม่ดีกว่าหรือ แต่พระครูก็ไม่เชื่อดันทุรังสู้ สุดท้ายก็..พ่ายแพ้

 

การแพ้แบบจนแต้มนั้น มันแสดงให้เห็นว่า การเป็นเจ้าอาวาสวัดขนาดใหญ่ มิได้ช่วยให้พระบางรูปมีความรับผิดชอบต่อองค์กร อ้างแต่ "กูถูก-มึงผิด" เลยไม่คิดยอมความกันในทางสร้างสรรค์ ดันทุรังมันทุกวิถีทาง ต่อนี้ไป ถ้าขืนยังสู้ ก็อาจจะถูกศาลสั่งจำคุก ซึ่งนั่นหมายถึงว่าผ้าเหลืองหลุด อาจจะตรอมใจตายในห้องขัง ทรมานทรกรรม เฮ้อ !

 

 

 

 

 

 

พระครูพิสุทธิวรากร

รักษาการเจ้าอาวาสวัดบางคลาน

โชว์คำสั่งศาลห้ามพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ยุ่งกับวัดอีกต่อไป

 

 

 

 

 

พระครูวิสิฐสีลาภรณ์

 

อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคลาน

ถูกคำสั่งศาลห้ามยุ่งกับวัดอีกต่อไป

 

 

ศาลสั่ง อดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อเงิน ห้ามยุยงปลุกปั่น-ขวางตรวจทรัพย์สิน

29 พ.ย.61 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าปัญหาภายในวัดหิรัญญาราม หรือ วัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ตำบลบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร กรณี พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาส ถูกร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมทางด้านความประพฤติและการบริหารการเงินของวัดจนถูกมหาเถรสมาคมและพระชั้นผู้ใหญ่ระดับปกครองของคณะสงฆ์ได้สั่งปลดอดีตเจ้าอาวาส

จากนั้นแต่งตั้ง พระครูพิสุทธิวรากร ให้รักษาการเจ้าอาวาสเพื่อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินของวัด แต่ปรากฏว่าอดีตเจ้าอาวาสพร้อมทั้งลูกศิษย์และอดีตกรรมการวัดระดับแกนนำจำนวน 10 คน กลับไม่ยอมรับคำสั่งของมหาเถรสมาคม ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงมีการต่อต้านขัดขวางรักษาการเจ้าอาวาสปฏิบัติหน้าที่หรือทำกิจของสงฆ์ภายในวัด อีกทั้งมีคดีฟ้องร้องที่ยังคาราคาซังอยู่นับ 10 คดี จนกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายสำหรับผู้ที่จะเข้าไปทำบุญหรือกราบไหว้หลวงพ่อเงิน สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลประโยชน์และเงินบริจาคที่มีอยู่จำนวนนับ 100 ล้านบาท

ล่าสุด พ.อ.วีรวัฒน์ วิวัฒน์วานิช รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร ได้เข้านมัสการและสอบถามถึงเรื่องความสงบเรียบร้อยของวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ซึ่ง พระครูพิสุทธิวรากร รักษาการเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม ได้จำวัดอยู่ที่วัดหนองดง ต.ท่าเสา อ.โพทะเล เนื่องจากช่วงหลังจากที่เกิดความวุ่นวายภายในวัดหลวงพ่อเงินก็ปลีกตัวมาจำวัดอยู่ที่วัดแห่งนี้

โดยพระครูพิสุทธิวรากร ได้แสดงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5558/2561 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2561 ที่ศาลจังหวัดพิจิตร อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2561 ในคดีแพ่งระหว่าง พระครูพิสุทธิวรากร เป็นโจทก์ และมีฝ่ายจำเลยประกอบด้วย พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาส พร้อมทั้งลูกศิษย์ และอดีตกรรมการวัด รวมแล้ว 10 คน

นายกิจชัย บุญปู่ ทนายความ ที่ปรึกษากฎหมายของรักษาการเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม เปิดเผยถึงคำพิพากษาศาลฎีกาในครั้งนี้ว่า ศาลยุติธรรมจังหวัดพิจิตรได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยพระครูพิสุทธิวรากร เป็นโจทก์ฟ้อง ให้อดีตเจ้าอาวาสส่งมอบบัญชีรายรับ-รายจ่าย สมุดบัญชีธนาคารทุกฉบับและบัญชีจำหน่ายวัตถุมงคล พร้อมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามอดีตเจ้าอาวาส ไวยาวัจกร และคณะกรรมการวัดที่ถูกฟ้องในคดีนี้ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของวัด ห้ามขัดขวางการดำเนินงานกิจการของวัด ห้ามเปิดตู้บริจาครวมถึงต้องส่งมอบบัญชีดังกล่าวตามหลักวิธีปฏิบัติ

โจทก์ก็จะต้องแจ้งคำพิพากษาให้กับจำเลยได้ทราบ ซึ่งวันอ่านคำพิพากษาก็มีจำเลยหลายคนเข้าร่วมรับฟังและทราบคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว หากไม่ปฏิบัติหรือขัดคำสั่งศาล ฝ่าฝืนรักษาการเจ้าอาวาสหรือทางวัดก็มีสิทธิที่จะต้องรายงานให้ศาลทราบถึงพฤติกรรมของฝ่ายจำเลย ซึ่งถ้าฝ่าฝืนศาลก็มีสิทธิใช้อำนาจเรียกตัวเพื่อไต่สวนหรือจับกุมบุคคลที่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลได้อีกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บรรยากาศภายในวัดหิรัญญาราม ขณะนี้กลุ่มบุคคลซึ่งมีรายชื่อเป็นจำเลยอยู่ในคดีนี้ยังคงปักหลักกางเต็นท์ชุมนุมกันอยู่ที่ภายในบริเวณวัด ส่วนที่บริเวณกุฏิของรักษาการเจ้าอาวาสมีกุญแจถึง 3 ดอก ที่ฝ่ายอดีตเจ้าอาวาสและกลุ่มลูกศิษย์เอากุญแจมาล็อกประตู เพื่อขัดขวางไม่ให้รักษาการเจ้าอาวาสวัดเข้าปฏิบัติกิจของสงฆ์ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เคารพต่อคำสั่งศาลฎีกาอย่างเห็นได้ชัด ก็คงต้องรอดูท่าทีของฝ่ายบ้านเมืองว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 30 พฤศจิกายน 2561


 

จ่อยุบมูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ !

 

มูลนิธิอันดับหนึ่งของประเทศไทย

 

ในข้อหาฟอกเงิน ผิดวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

 

 

 

 

 

 

อา..วันนี้มีภาษาไทยวันละ 2 คำ มาเสนอท่านธัมมชโยและท่านทัตตชีโว นะจ๊ะ ได้แก่ "ยึด" กับ "ยุบ"

 

ยึดนั้น ยึดทรัพย์สินสมบัติประดามี ไปเป็นของหลวง

 

ส่วน "ยุบ" นั้น คือสั่งยกเลิกสถานะทางกฎหมาย หมายถึงว่า จะทำอะไรในนามของมูลนิธิไม่ได้อีกต่อไป ใช่แต่เท่านั้น ครั้นถูกยุบแล้ว ทรัพย์สินที่ยังคงเหลืออยู่ ก็จะถูกนำไปใช้หนี้สินที่ถูกฉ้อฉลมาเข้ามูลนิธิ ที่เหลือก็จะถูกยึดหลวงเป็นจุดสุดท้าย

 

สำหรับการ "ยุบ" มูลนิธิของธรรมกายนั้น บรรดากูรูหรือเซียนพระสายวัดปากน้ำ ก็คาดการณ์มาตั้งนานแล้วว่า ปัญหาธรรมกาย ถ้าจะใช้คีโมเข้ารักษา แบบว่าจำกัดฤทธิ์เดชไว้ไม่ให้เติบใหญ่ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากการ "สั่งยุบมูลนิธิ" ของธรรมกายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิธรรมกาย มูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทร์ ฯลฯ

 

สาเหตุของปัญหานั้นก็มาจากบรรดามูลนิธิเหล่านี้แหละ เป็นแหล่งทำกิจกรรมของวัด เหมือนแยกเงินออกเป็น 2 ส่วน หรือ 2 กระเป๋า แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ในนามมูลนิธิ ที่ใช้ในนามของวัดนั้นมีน้อยมาก สัดส่วนแทบจะอยู่ที่ 80/20 เลยทีเดียว เป็นปัญหา "ลับลวงพราง" ให้ประชาชนคนไทยไขว้เขว เข้าใจไปว่า กิจกรรมที่ทำในนามมูลนิธินั้นเป็นกิจกรรมของวัด ซึ่งก็ใช่ แต่ไม่ใช่

 

แม้แต่ตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย" ก็มิได้ยิ่งใหญ่ในสายตาของท่านธัมมชโย จึงยอมสละออกไปก่อนเพื่อน แต่ธัมมชโยเชื่อว่า "มูลนิธิสำคัญกว่า" เพราะสามารถระดมทุนและทำงานได้ โดยไม่ต้องรายงานผ่านมหาเถรสมาคมหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถมยังสามารถ จำหน่าย จ่ายโอน ทรัพย์สินได้สะดวกกว่าวัดเป็นไหนๆ แล้วเรื่องอะไรจะสนใจวัด สนใจมูลนิธิไม่ดีกว่าหรือ

 

การที่รัฐบาล "โฟกัส" ปัญหาธรรมกายไปที่ "มูลนิธิ" จึงถือว่า "เข้าใจถูกต้อง" และเดินทางถูกทาง ถ้าหากสั่งยุบมูลนิธิที่ว่านี้ลงไปได้ ก็จะเป็นการ "สลายกำลัง" ของธรรมกายออกไป เหลือแต่เพียง "ตัววัด" ให้พระเณรปัดกวาดกันต่อไป ถือได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ฉลาดและเป็น เมื่อไม่ต้องการเห็นการทำร้ายระหว่างชาวพุทธด้วยกัน แม้จะต่างลัทธิ ซึ่งเป็นเพียงความเชื่อ ก็ต้องดำเนินการ "ควบคุม" ให้อยู่ในความพอดี

 

 

ดูไปแล้ว "ฝีมือ" ของบิ๊กตู่ก็ไม่ธรรมดา ถึงออกอาวุธช้า แต่ก็ชัวร์ ลงดาบแต่ละทีเล่นเอาธัมมชโยสะท้าน ทั้งหนีตาย แถมทรัพย์สินมูลนิธิ "แหว่ง" ไปทีละแถบๆ ละหลายหมื่นล้าน

 

 

 

 



 

ดีเอสไอชงอัยการสูงสุดเสนอศาลยุบมูลนิธิจันทร์ ขนนกยูง นำทรัพย์เฉลี่ยคืนสหกรณ์คลองจั่น

ดีเอสไอเตรียมชงอัยการสูงสุด ยื่นฟ้องศาล ยกเลิกมูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เอี่ยวฟอกเงินทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น นำทรัพย์สินเฉลี่ยคืนสมาชิกสหกรณ์ฯ

วันนี้ (29 พ.ย.) เวลา 10.30 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผอ.กองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน และนายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้า คดีพิเศษที่ 24/2560 กรณีการกล่าวโทษมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (พระธัมมชโย) และกรรมการ ในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวว่า ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาต่อนายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหลอกลวงให้นำเงินมาฝากที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด โดยอ้างว่าจะได้ผลตอบแทนสูง และเมื่อประชาชนหลงเชื่อและได้นำเงินมาฝากแล้วได้มีการกระทำการทุจริตในสหกรณ์ มีการนำเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ไปโดยไม่ชอบ ความเสียหาย 20,000 กว่าล้านบาท สมาชิกเสียหายประมาณ 50,000 คน สามารถติดตามทรัพย์คืนสหกรณ์ฯ ไปแล้วทั้งเงินสด 1,500 ล้านบาท และ รายการทรัพย์ 299 รายการ มูลค่า 3,800 ล้านบาท ตามคำสั่งทางศาลแพ่ง โดยดีเอสไอได้ดำเนินคดีฟอกเงินต่อเนื่องอีกหลายคดี รวมถึงคดีวัดพระธรรมกายที่ได้สรุปสำนวนส่งสำนักงานอัยการคดีพิเศษและอัยการคดีพิเศษได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาไปแล้วนั้น

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวอีกว่า การดำเนินคดีเกี่ยวกับการฟอกเงินได้สอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2560 กรณี นายธรรมนูญ อัตโชติ กับพวก ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีฟอกเงินกับ มูลนิธิมหารัตนอุบาสิกา จันทร์ขนนกยูง ในพระอุปถัมภ์พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (พระธัมมชโย) และกรรมการมูลนิธิฯ ที่ได้รับเงินจำนวน 125 ล้านบาท จาก นายศุภชัย โดยทางการสอบสวนมีข้อมูลเพียงพอแจ้งข้อกล่าวหาต่อนางวรรณา จิรกิติ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ และ น.ส.อารีพันธุ์ ตรีอนุสรณ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิฯ ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (3), 5, 9 และ 60

ทั้งนี้ นางวรรณา ผู้ถูกกล่าวหาได้เข้าชี้แจงต่อสู้ข้อกล่าวหาและยื่นพยานหลักฐานต่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ซึ่งการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงได้สรุปสำนวนการสอบสวนและมีความเห็นทางคดี เพื่อจะได้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ถูกกล่าวหาไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวว่า ดีเอสไอยังตรวจพบเส้นทางการเงิน นายศุภชัยได้สั่งจ่ายเช็คในนามสหกรณ์ฯ คลองจั่นอีก 11 ฉบับ เข้าบัญชีพระธัมมชโยโดยตรงกว่า 530 ล้านบาท และสั่งจ่ายเช็คเข้าบัญชีวัดพระธรรมกายอีก 700 ล้านบาท เพื่อนำไปสร้างอาคารลูกโลกและวิหารคต รวมเงินทั้งสิ้นเกือบ 1,500 ล้านบาท ซึ่งทาง ปปง.ได้มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินชั่วคราวทั้งเงินสดและอาคาร 2 หลังแล้ว

นอกจากนี้ ในส่วนการติดตามตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการติดตามทั้งในและนอกประเทศซึ่งมีเบาะแสเข้ามาตลอด สำหรับกิจการในวัดพระธรรมกายให้ 4 ฝ่าย ทั้ง จังหวัดปทุมธานี เจ้าคณะจังหวัด สำนักพุทธศานา และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วยกันดูแล อย่างไรก็ตาม คดีฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ฯ คลองจั่น ขณะนี้มีทั้งหมด 23 คดี เสร็จสิ้นแล้ว 12 คดี หากพบเส้นทางการเงินเพิ่มจะขยายผลสอบเพิ่มคดีต่อไป

ด้านนายขจรศักดิ์กล่าวว่า วัดพระธรรมกายรวมถึงวัดสาขาในต่างจังหวัดมีเฉพาะที่ดินที่เป็นของวัดเท่านั้นโดยวัดพระธรรมกายที่ จ.ปทุมธานี มีที่ดิน 196 ไร่ ส่วนที่เหลือทั้งหมดถือครองในชื่อมูลนิธิฯ ทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่ามูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ฯ กระทำความผิดในคดีฟอกเงินเนื่องจากหลักฐานในทางอาญาพบว่าเงินในสหกรณ์เข้ามาในมูลนิธิฯ และขยายออกไป อัยการสำนักสอบสวนฯ จึงเสนอให้ดีเอสไอส่งคำร้องถึงอัยการสูงสุดขอให้ดำเนินการในทางแพ่งโดยร้องต่อศาลให้มีคำสั่งยกเลิกมูลนิธิฯ และให้ทรัพย์สินของมูลนิธิตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมาย ป.แพ่ง มาตรา 134 เนื่องจากเงินที่ออกจากสหกรณ์ฯ ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเช็ค 27 ใบ แต่ยังออกมาในรูปแบบเงินสดและทรัพย์สินอื่นอีกจำนวนมากเพื่อกวาดล้างคดีที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ฯ ให้จบในคราวเดียว เนื่องจากวัดพระธรรมการยังมีมูลนิธิที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกันอีกหลายแห่งทั้งนี้ การสอบสวนทุกคดี

ทำอย่างต่อเนื่องและมีความเคลื่อนไหว แต่จากหลักฐานที่ปรากฏเป็นผลให้ต้องขยายผลการสอบสวนไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 30 พฤศจิกายน 2561


 

ผ่านกะรุ่งกะริ่ง !

 

ครม. บิ๊กตู่ ผ่าน พรบ.การศึกษาสงฆ์

 

หลังตัดมาตราสำคัญทิ้งไป

 

 

อา..ปัญหาประหลาดสำหรับประเทศไทย ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพากันเมินเฉยมานาน เลยทำให้ประเทศสาละวันเตี้ยลง ไปไม่ถึงไหน ก็ไม่มีอะไรมาก มีเพียง 2 ปัญหา คือ ครูโง่กับพระโง่

 

พระกับครูนั้น ถือว่าเป็นผู้ปั้นทายาทให้แก่สังคม ครูให้ความรู้ พระให้ความดี แต่ทั้งครูและพระนั้น ปัจจุบันกลับมีความรู้น้อย แต่ก็ยังมีหน้าที่อันสำคัญอยู่เช่นเดิม เยาวชนในชาติจึงขาดทั้ง "ความรู้และความดี"

 

ไม่ว่าจะกี่รัฐบาลที่ผ่านมา ก็ไม่มีใครใส่ใจปัญหานี้อย่างจริงจัง ปล่อยทิ้งปล่อยขว้าง แก้ปัญหาแบบปัดสวะไปวันๆ มุ่งมั่นก็แต่ "หาเสียง" เอาเงินเป็นหมื่นล้านแสนบ้านไปหว่านโปรยในฤดูเลือกตั้ง ปัญหา "ครูโง่-พระโง่" ก็โตมาจากปัญหา "ผู้นำโง่" นี่ไงปัญหาของประเทศไทย ไม่แก้วันนี้แล้วจะแก้วันไหน

 

แก้ยังไง ? ก็ไม่มีทางอื่นนอกจาก "เอาคนที่มีความรู้และเก่งมาเป็นครู" ส่วนพระนั้นก็เอาคนดีและเก่งมาเป็น ดีอย่างเดียวก็ไม่พอ การจะได้คนดีและคนเก่ง รัฐก็ต้อง "ทุ่มเท" สรรพกำลังในการสร้างคนขึ้นมา มิใช่ปล่อยปละละเลยดังที่เห็นและเป็นอยู่ สั่งประชาชนให้ท่องกลอนอยู่ทุกวี่วันว่า "สถาบันหลักของประเทศไทยมี 3 คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์" แต่กลับให้ "ศาสนา" ทำการศึกษากันเอง แบมือขอเงินรัฐบาลเหมือนขอทาน น่าสงสารสถาบันหลักของประเทศเสียจริง อยู่นานหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหา แต่อยู่แล้วทำอะไรที่เป็นประโยชน์ยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติพระศาสนาบ้าง อยู่แบบนี้สิ ดีกว่าเยอะ !

 

 

 

ใส่แต่ข้าวปลา แต่ไม่ใส่สติปัญญาให้พระสงฆ์

 

คงรอให้ตรัสรู้เอาเองมั๊ง ?

 

 

ครม.ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.การศึกษาสงฆ์

คณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม ขณะที่คณะสงฆ์อนุโมทนารัฐบาลหนุนการเรียนพระ-เณร มีกฎหมายรองรับ ทำงานคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ชี้ การศึกษาสงฆ์ เป็นการสร้างคนดีให้แก่สังคม


วันนี้ (26 พ.ย.) นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการ พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.... แล้ว โดยหลังจากนี้ จะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณา ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป


พระราชวรมุนี (พล อาภากโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม ในฐานะคณะกรรมการประสานงานแผนยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา (คปพ.) กล่าวว่า พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม เป็นอีกเรื่องที่อยู่ในแนวทางการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา และเมื่อ ครม. ให้ความเห็นชอบ พ.ร.บ. ดังกล่าว เชื่อว่าสร้างความยินดีให้แก่คณะสงฆ์ทั่วประเทศแน่นอน เพราะถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ด้านการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย และจะทำให้การบริการการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ทั้งแผนกธรรม-บาลี และแผนกสามัญศึกษา เป็นระบบ มั่นคง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากทางรัฐบาล ที่สำคัญจะทำให้พระภิกษุสามเณรได้รับการศึกษาที่ครบถ้วนสมบูรณ

พระราชวัชราภรณ์ (สมพงษ์ ฐิตวํโส) เจ้าอาวาสวัดชูจิตธรรมาราม ประธานกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่มที่ 3 กล่าวว่า ขออนุโมทนาต่อ ครม. ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการ พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.... เพราะถือเป็นความหวังต่อคณะสงฆ์ทั้ง 3 ส่วน คือ  การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม -บาลี และแผนกสามัญศึกษา เมื่อมี พ.ร.บ.รับรอง การทำงานการศึกษาคณะสงฆ์ก็จะสะดวก เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และเกิดความมั่นคงต่อพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม การศึกษาถือเป็นพื้นฐานทุกส่วนของชาติ ซึ่งการศึกษาของคณะสงฆ์ก็เป็นหนึ่งในระบบการศึกษาชาติ ที่เน้นส่งเสริมพระภิกษุ สามเณร ที่อยู่ในระบบคณะสงฆ์ให้ได้รับการศึกษาควบคู่กับศึกษาพระธรรมวินัย เชื่อว่า หลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ สามารถพัฒนาคุณภาพของคนได้ดี เนื่องจากเด็กที่เป็นสามเณรเมื่อได้เรียนรู้ศีลธรรมจะเกิดการซึมซับ และหากอยู่ต่อเป็นพระภิกษุ ก็จะช่วยดูแลงานพระศาสนา และช่วยงานบ้านเมือง แต่หากลาสิกขาก็จะเป็นผู้ที่ผ่านการศึกษาทางธรรมเชื่อว่า จะเป็นคนดีให้แก่สังคมได้

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 27 พฤศจิกายน 2561

จาก..ดาราอารมณ์ร้าย

กลายเป็น..คนอารมณ์ดี

 

ป้าตุ๊ก เล่าชีวิตในอดีตที่ผิดพลาด

 

สุดท้าย พบแสงสว่าง คือทางธรรม

 

 

 

 

 

 

ป้าตุ๊ก ดวงตา ตุงคะมณี

ดาราผู้มีประสบการณ์ทั้งทางโลกและทางธรรม

 

 

 



ชีวิตสุดขั้วของ ตุ๊ก-ดวงตา ตุงคะมณี
จากทุกข์ กลายเป็นสุขได้เพราะธรรมะ

บอกตามตรง ดิฉัน (ตุ๊ก-ดวงตา ตุงคะมณี) ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสนั่งเล่าเรื่องราวของตัวเองให้ใครฟัง เพราะมองไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์อันใดกับใคร และไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นตัวอย่างในเรื่องอะไรให้ใครได้ แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อเกิดวิกฤติ ชีวิตก็พลิกเปลี่ยน ทำให้ดิฉันได้เข้าใจอะไรๆ ในชีวิตมากขึ้น และมากเพียงพอที่จะเล่าให้คนอื่นฟัง

ชีวิตของดิฉันผ่านอะไรต่ออะไรมาเยอะมาก โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงกว่า 30 ปี ผ่านการแต่งงาน หย่าร้าง ได้รู้จักผู้คนมากหน้าหลายตา จนคิดว่าตัวเองรู้จักโลกนี้ดีพอแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงดิฉันกลับไม่รู้อะไรเลย

ดิฉันเติบโตมาอย่างมีความสุข แม้ว่าคุณพ่อจะมีภรรยาสองคน แต่ความรักที่ท่านมีให้ดิฉันนั้นเต็มเปี่ยม ดิฉันเป็นลูกสาวคนที่สองในจำนวนพี่น้องสี่คน ด้วยความที่อายุไล่เลี่ยกับน้องชายคนที่สาม ทำให้มีเพื่อนเล่นส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชาย นิสัยของดิฉันจึงทโมนมากถึงมากที่สุด ไม่ชอบเล่นตุ๊กตา แต่ชอบกระโดดน้ำ ปีนต้นไม้ เรื่องเย็บปักถักร้อย ทำกับข้าว เรียกว่าเป็นศูนย์ ส่วนเรื่องเรียนคิดว่าถ้าตั้งใจเรียนมากกว่านี้ก็น่าจะทำได้ดี

ช่วงที่เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ห้า จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แผนกศิลป์-ฝรั่งเศส ดิฉันไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษเกี่ยวกับเดรสเมคกิ้งแอนด์แฟชั่นดีไซน์ พอกลับจากเมืองนอกก็แต่งงานตอนอายุ 21 ปี เป็นการแต่งงานที่เปลี่ยนแปลงชีวิตไปในทันที จากเด็กนักเรียนกลายเป็นแม่บ้านเต็มตัว ดิฉันไม่ได้ใช้ชีวิตเป็นสาวเลยก็ว่าได้ แถมมีโลกทัศน์ที่แคบมาก

ความจริงแล้วดิฉันเริ่มเห็นปัญหาในชีวิตคู่ของตัวเองตั้งแต่ตอนตั้งท้องแล้ว แม้สามีจะอายุห่างจากดิฉัน 9 ปี แต่ด้วยความที่ดิฉันยังเด็ก ความอดทนยังน้อย ชอบเอาแต่ใจตัวเอง ถือตัวเองเป็นใหญ่ จึงไม่ค่อยฟังเขาสักเท่าไร ส่วนเขาก็มีข้อบกพร่องหลายอย่างที่ดิฉันรับไม่ได้ ทั้งความเจ้าชู้และอื่นๆ

แม้คุณแม่จะคอยสอนว่าการครองคู่เป็นครอบครัวนั้น ต้องเผชิญปัญหากันทั้งนั้น ตัวคุณแม่เองก็เจอปัญหาจากคุณพ่อมาเยอะ เพราะความเจ้าชู้ของท่าน ทำให้คุณแม่ต้องต่อสู้กับผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เข้ามาข้องแวะกับคุณพ่อตลอด มีทั้งเลือดตกยางออก และน้ำตาตกในไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร แต่ก็ยังครองคู่อยู่ด้วยกันได้

แต่ที่สุดดิฉันและพ่อของลูกก็ไม่สามารถประคับประคองชีวิตคู่ได้อีกต่อไป หลังแต่งงานได้ประมาณ 7 ปี ในขณะที่ลูกชายคนเดียว น้องพัตเตอร์-รุจโรจน์ ตุงคะมณี อายุได้ 4 ขวบ เราก็แยกทางกัน ครั้งนั้นถือเป็นความทุกข์ครั้งใหญ่ ดิฉันร้องไห้เป็นเดือนๆ กินไม่ได้นอนไม่หลับ หันไปเป็นลูกที่นอนอยู่ข้างๆ เมื่อไรก็น้ำตาตกในเมื่อนั้น คิดไปสารพัด ไม่รู้ว่าจะเลี้ยงลูกได้ดีแค่ไหน อนาคตของลูกจะเป็นอย่างไร อนาคตของเราจะเป็นอย่างไร ค่อนข้างวิตกกังวล คิดว่าถ้าเรียนจบแล้วทำงานคงไม่เป็นไร แต่นี่เรียนจบแล้วแต่งงานเลย จึงไม่รู้ว่าโลกข้างนอกเป็นอย่างไร

แต่โชคดีที่มีคุณพ่อเป็นกำลังใจและมีคุณแม่ช่วยเลี้ยงลูก ทำให้ผ่านพ้นช่วงเวลานั้นมาได้ โดยเฉพาะคุณพ่อ ดิฉันคิดว่าได้รับเลือดนักสู้มาจากท่านเยอะ คุณพ่อหาเงินเลี้ยงลูกสองบ้านถึงเก้าคน คุณพ่อคนเดียวเท่านั้นที่แก้ปัญหาอย่างเด็ดเดี่ยวมาตลอด ท่านสอนให้ดิฉันรู้จักอดทน และบอกเสมอว่าเอาชนะใจตัวเองให้ได้ก่อน จึงจะชนะใจคนอื่นได้

ดิฉันลุกขึ้นสู้ด้วยการหางานทำ ที่แรกคือที่โรงแรมอินทรารีเจ้นท์ เป็นคอมเมอร์เชียลเรพรีเซนเทชั่น มีหน้าที่ขายห้องพัก ขายงานจัดเลี้ยงสัมมนา ที่นี่เองที่เปิดโลกของดิฉันให้กว้างขึ้น การที่ได้พบปะผู้คน เห็นปัญหาชีวิตของคนอื่น ทำให้รู้ว่าไม่ใช่เราคนเดียวเท่านั้นที่ต้องเผชิญกับเรื่องร้ายๆ

จนวันหนึ่งมีคนชวนไปเดินแฟชั่นโชว์ หลังจากนั้นมาดิฉันก็มีอาชีพเสริมเป็นนางแบบอีกอาชีพหนึ่ง หลังจากเป็นนางแบบได้พักหนึ่ง พี่ก้อย-ทาริกา ธิดาทิตย์ ก็ชวนไปเล่นละครเป็นตัวประกอบ เรื่อง ไฟอารมณ์ ที่สถานีโทรทัศน์สีช่อง 3ในขณะที่เล่นเรื่องนี้ สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ก็เรียกไปเล่นละครเป็นนางเอกเรื่องแรก มันนิมนตรา ได้แต่งตัวเป็นเจ้าหญิงแขกออกมาจากดอกบัว สมัยนั้นเพลงประกอบเพราะมาก มี คุณกุ้ง-กิตติคุณ เชียรสงค์ เป็นคนร้อง

เมื่อโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงก็ชักสนุก คราวนี้เลยไปลาออกจากงานที่โรงแรม จำได้ว่าเจ้านายใจดีมาก บอกว่าถ้าไม่เวิร์คก็กลับมาทำงานที่นี่ได้เหมือนเดิม แต่จนแล้วจนรอด ดิฉันก็ไม่เคยหวนกลับไปสู่อาชีพแรกอีกเลย

ตอนนั้นดิฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้รับโอกาสให้เป็นนางเอก ทั้งที่ในช่วงที่เป็นนางเอกละครดิฉันอายุ 24-25 ปีแล้ว ในขณะที่นางเอกคนอื่นๆ อายุ 17-18 กันทั้งนั้น เช่น คุณอุทุมพร ศิลาพันธุ์ คุณนวลปราง ตรีชิต คุณมยุรา ธนะบุตร แถมตัวเองยังเป็นแม่ม่ายลูกติดอีกต่างหาก

ดิฉันทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วย หากจะว่าไปแล้ว ลูกชายของดิฉันเติบโตมาด้วยความรักอย่างเหลือล้นจากคนรอบข้าง ทั้งคุณตา คุณยาย คุณปู่ คุณย่า และน้าๆ อาๆ ไม่ได้ขาดความรักเลยสักนิด เพียงแต่พ่อกับแม่ของเขาไม่ได้อยู่ด้วยกันเท่านั้น

ในขณะที่หน้าที่การงานก้าวหน้า ได้เป็นพิธีกรมีชื่อเสียงโด่งดังคู่กับ คุณวิทวัส สุนทรวิเนตร ในรายการ สี่ทุ่มสแควร์ แต่เรื่องความรักดิฉันกลับดิ่งลงเหว ลัคกี้อินเกมแต่อันลัคกี้อินเลิฟมาโดยตลอด ไม่ว่าจะมีแฟนกี่คนๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ รู้ตัวดีว่ามาจากนิสัยของตัวเองที่เป็นคนใจร้อน ร้อนถึงขนาดที่คุณแม่ไม่ยอมให้เดินเฉียดใกล้ต้นไม้ที่ท่านปลูกไว้ เพราะกลัวต้นไม้จะตาย ขี้โมโห ทำอะไรก็สุดๆ ไม่เอียงซ้ายก็เอียงขวา มีอัตตาตัวตนสูงมาก ยึดตัวเองเป็นใหญ่ ความคิดของดิฉันถูกเสมอ และขี้หึงเป็นที่สุด เวลามีแฟน ดิฉันจะคิดว่าเขาต้องปรับตัวเข้าหาดิฉันสักแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนตัวเองปรับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เมื่อคิดแบบนี้ความรักที่ผ่านมาจึงไม่ยืนยาวเลยสักครั้ง

ทุกวันนี้ดิฉันเห็นแล้วว่าความรักคือทุกข์ เห็นชัดๆ ว่าทุกข์ มองไม่เห็นความสุขในความรักอีกต่อไป เพราะในขณะที่มีความรักเรามีความสุข รักกันเหลือเกิน เราก็จะมีความทุกข์จ่อมาติดๆ ทุกข์เพราะเราอยากยึดผู้ชายคนนี้ไว้เป็นของเราคนเดียว อยากให้เขาอยู่กับเราตลอดเวลา ไม่อยากแบ่งปันให้ใคร และไม่อยากให้มองคนอื่น ความรักของดิฉันเป็นความยึดติดอย่างแน่นหนา เป็นความรักที่ทำให้คนตาบอดจริงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ รักแล้วลุ่มหลง พอผิดหวังขึ้นมาก็ตีอกชกหัว ฟูมฟาย เหมือนไฟเผาใจ

ช่วงแรกๆ ที่คบเป็นแฟนก็ดีทุกคน อาจเป็นเพราะแรกๆ ตัวตนของเรายังไม่ออกมา เรายังดีกับเขา พออยู่ไปนานๆ ฤทธิ์เดชก็ออก ทุกครั้งที่เลิกกับแฟนดิฉันจึงไม่โทษใคร ไม่มีใครดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรือเลวร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะส่วนหนึ่งของความล้มเหลวก็มาจากเรา

แต่ต่อให้ผิดหวังอกหักสักกี่ครั้ง ดวงตา ตุงคะมณี ก็ไม่คิดว่าจะหาทางดับทุกข์ด้วยการหันหน้าเข้าวัดปฏิบัติธรรมเลยสักครั้ง เพื่อนๆ ต่างรู้ดีว่าเรามีธรรมชาติเป็นอีกอย่างคือเป็นคนใช้ชีวิตเสเพลมาก สำมะเลเทเมา กินเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวเต้นระบำรำฟ้อน ฟุ้งเฟ้อ ใช้ชีวิตทางโลกมากๆ แต่แล้ววิกฤติครั้งสำคัญในชีวิตก็ผลักดันให้ดิฉันหาทางออกให้ตัวเอง ด้วยการบอกเพื่อนซึ่งเป็นกัลยาณมิตรว่า "ฉันอยากทำกรรมฐานบ้างแล้ว พาไปหน่อยสิ" ทุกข์ครั้งนี้ของดิฉันหนักหนาสาหัสขนาดไหน เกิดจากอะไร เห็นทีต้องเล่ากันยาวค่ะ

ดิฉันยอมรับว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมองเห็นตัวเองเลย เวลาทำอะไรแรงๆ แล้วไปกระทบใจคนอื่นจะรู้สึกแค่เพียงว่า ไม่น่าทำอย่างนั้นเลย ถ้าพูดกับเขาดีๆ ก็คงไม่มีเรื่อง รู้สึกอย่างนี้ทุกครั้ง แต่ไม่เคยคิดว่าต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทั้งที่คุณพ่อคุณแม่ก็เตือนมาโดยตลอดให้ใจเย็นๆ แต่เหมือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวามากกว่า

จะว่าไปแล้ว ความผิดพลาดในชีวิตดิฉันมาจาก "วาจา" เยอะมาก ทั้งพูดจาหยาบคาย พูดด้วยความโมโห สารพัดจะพูด ยกเว้นพูดโกหกจะน้อย เพราะเป็นคนที่ชอบพูดตรงๆ ถูกก็ว่าถูก ผิดก็ว่าผิด ไม่มีอ้อมค้อม

ถ้าใครทำอะไรให้ไม่พอใจ ดิฉัน "ว้าก" ตรงนั้นเลย ไม่มีการเรียกมาต่อว่ากันสองคน ว่าก็ว่ากันตรงนั้นท่ามกลางผู้คนมากมาย หรือเวลาขับรถ ใครบีบแตรปุ๊บต้องขับตามไปบีบแตรเขากลับ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน เอาเรื่องมากๆ แล้วเวลาใครมาเล่าอะไรให้ฟังก็จะเออออห่อหมกกับเขาไปด้วย เรียกว่าไปทุกข์ร้อนกับเรื่องชาวบ้านแบบขาดสติก็เยอะ ชีวิตนี้ไม่เคยได้สงบนิ่งหรือลิ้มรสพระธรรมอย่างแท้จริงมาก่อน จนกระทั่งความทุกข์ครั้งใหญ่ถาโถมเข้ามาจึงได้คิด

ต้นปี 2549 ดิฉันนำทุกข์เข้าวัด ทุกข์ของดิฉันเกิดจากการว่างงาน เพราะงานพิธีกรที่เคยทำแทบกลายเป็นศูนย์ ช่วงนั้นบางรายการก็เลิกทำ บางรายการก็ถูกดึงเวลากลับคืนไป ยิ่งไปกว่านั้นงานละครก็ไม่มีสักเรื่อง ดิฉันว่างงานอยู่หกเดือนเต็มๆ ในชีวิตไม่เคยว่างงานนานขนาดนั้นมาก่อน ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออก แล้วคิดไม่ถูกทางด้วย มัวไปฟุ้งซ่านว่า "ตอนนี้เราจะตกแล้วเหรอ ชื่อเสียงเราจะดับแล้วใช่ไหม เราไม่มีความสามารถแล้วเหรอ ทำไมผู้จัดไม่เห็นความสามารถของเราแล้ว เราคงจะหลุดไปจากวงโคจรบันเทิงแล้วแน่ๆ" คิดคิดไปสารพัด แล้วเอาเรื่องนี้ไปรวมกับเรื่องเลิกกับแฟนที่คบอยู่ด้วย เลยยิ่งทำให้เครียดจัด

ที่ผ่านมาเคยบ่นกับตัวเองตลอดว่า ทำไมเราถึงทำแต่งานงาน ไม่เคยได้หยุดพักเลย แต่พอได้พักจริงๆ กลับตั้งตัวไม่ทัน อย่างไรก็ตาม พอมีสติคิดได้ ดิฉันก็เรียกช่วงเวลานี้ของชีวิตว่าเป็นช่วง "ธรรมะจัดสรร" จัดสรรให้ดิฉันได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างถึงแก่น ไม่ใช่แค่เปลือกอีกต่อไป

เมื่อบอกกัลยาณมิตร ให้ช่วยหาสถานที่สำหรับทำกรรมฐาน ดิฉันมีข้อแม้ให้เขาด้วยว่า ต้องเป็นคอร์สสองคืนสามวัน ไม่เอาเจ็ดคืนแปดวันเด็ดขาด เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะมีความอดทนมากพอ หาไปหามาก็ยังไม่ได้ จนวันหนึ่งดิฉันมีโอกาสได้พบกับ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถเข้าใจหลักธรรมอย่างลึกซึ้ง ท่านนอนป่วยอยู่โรงพยาบาล ดิฉันไปเยี่ยมพร้อมกัลยาณมิตร ท่านก็แนะนำว่า ถ้าสนใจไปปฏิบัติธรรม ให้ไปหาหลวงพ่อของท่านที่วัดป่าธรรมอุทยาน จังหวัดขอนแก่น ที่นั่นเป็นวัดที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบ จะไปปฏิบัติกี่วันก็ได้ จะกินข้าวกี่มื้อก็ไม่ว่า จะนุ่งขาวห่มขาวหรือไม่ก็ได้ และจะค้างคืนหรือไม่ค้างคืนก็ได้

ตอนแรกที่ฟังดิฉันเกิดความสงสัยว่า เอ๊ะแบบนี้เขาเรียกว่าไปปฏิบัติธรรมะเหรอ เพราะภาพที่เราเข้าใจคือคนไปปฏิบัติธรรมต้องนุ่งขาวห่มขาว นั่งสมาธิพร้อมกัน ไปเดินจงกรมยกหนอย่างหนอพร้อมกัน

ครั้งแรกที่ตัดสินใจว่าจะไปปฏิบัติธรรม ดิฉันกลับมีมารมาผจญ เป็นความลังเลหวาดวิตกกังวลของตัวเองที่เข้ามารบกวนจิตใจว่า ไปแล้วเราจะอยู่ได้ไหมนะ ที่นั่นมีน้ำอุ่นให้อาบหรือเปล่า มีแอร์ไหม มีงูหรือเปล่า ผีดุไหม ฯลฯ คำถามสารพัดเข้ามาเล่นงานดิฉัน จนต้องยกหูโทรศัพท์ไปบอกเลิกนัดกับกัลยาณมิตรก่อนวันเดินทางแค่วันเดียว

แต่แล้วเมื่อกัลยาณมิตรท่านนั้นกลับมาเล่าให้ฟังว่า ปฏิบัติแล้วดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ คราวนี้ดิฉันตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่ายังไงก็ต้องไป สองวันหนึ่งคืนที่นั่นเปลี่ยนแปลงชีวิตดิฉันเลยก็ว่าได้ ฟังดูเหมือนโอเวอร์ใช่ไหมคะ ที่เวลาสั้นๆ เพียงแค่นี้จะมาเปลี่ยนอะไรชีวิตคน แต่สำหรับดิฉันมันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ดิฉันไปที่นั่นแบบสดมาก ไม่รู้เรื่องการปฏิบัติเลย หลวงพ่อกล้วยซึ่งเป็นเจ้าอาวาสให้ดูลมหายใจ ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าดูอย่างไร ดูไปเพื่ออะไร ซักถามหลวงพ่อเสียจนท่านบอกว่า "หยุดซักได้แล้ว ปัญญาทางโลกมีเยอะแล้ว แต่ปัญญาทางธรรมไม่มี ไม่ต้องซักแล้ว ให้มาเอาปัญญาทางธรรมด้วยการปฏิบัตินะ ให้ดับทุกข์ด้วยการดูลมหายใจ เอาแค่นี้ก่อน เป็นการปฏิบัติเบื้องต้น"

ดิฉันรู้สึกว่าตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น หลวงพ่อเมตตาเรามาก ทั้งที่ความจริงแล้วท่านก็มีเมตตากับทุกคน กลับมาจากวัด จิตก็มีสติมากขึ้น เพราะดิฉันพยายามตามดูลมหายใจตัวเองให้ทัน ทำให้ความฟุ้งซ่านแวบเข้ามาในสมองน้อยมาก เมื่อก่อนพอว่างปุ๊บก็คิดปั๊บแล้วดีดไม่ออก ปรุงแต่งคิดไปเรื่อยจนตัวเองแย่

ตอนนี้พอคิดปุ๊บ มีสติรู้ทัน ทุกข์ก็ดับไป ใจก็นิ่งขึ้น เบาขึ้น ไม่อยากสะกดคำว่า "ทุกข์" อีกแล้ว ว่างเมื่อไรก็อยากไปปฏิบัติธรรมที่ขอนแก่น และตั้งแต่ปฏิบัติธรรมมาก็คุยกับลูกอย่างเข้าใจมากขึ้น เมื่อก่อนเขาแรงมาเราก็แรงกลับไป กลายเป็นเสียใจทั้งแม่ทั้งลูก ส่วนที่เคยปลูกต้นไม้แล้วตาย เดี๋ยวนี้หน้าบ้านต้นไม้ใบหญ้าแข่งกันเขียวชอุ่ม เห็นแล้วชื่นใจ

กับคนรอบข้างดิฉันยึดขันติและอดทนมากขึ้น หลวงพ่อกล้วยสอนว่า ก่อนเพ่งโทษคนอื่นให้มองตัวเองก่อน จากที่เคยต่อว่าคนอื่นอย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นการก่อภพก่อชาติ สร้างเวรสร้างกรรมให้ตัวเองไม่รู้จักจบสิ้น ต้องรู้จักปล่อยวาง รู้จัก "ช่างมันเถอะ" เสียบ้าง ตอนนี้ดิฉันเริ่มรู้จักตรงกลางแล้วว่าเป็นอย่างไร ทางที่ไม่สุดไปข้างใดข้างหนึ่งช่างนำพาความสงบมาให้หัวจิตหัวใจอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้นการเรียนรู้ธรรมะอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ยังน้อมนำใจดิฉันให้อยากไปเยือนยังถิ่นที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน

ดิฉันมีโอกาสไปพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ได้เห็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ สังเวชนียสถาน ที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตั้งอยู่ติดกับพระเจดีย์พุทธคยาทางด้านทิศตะวันตก ห่างจากแม่น้ำเนรัญชราไม่มากนัก พระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ชาวอินเดียเรียกว่า "อัศวัตถ์" หรือ "อัสสัตถะ" หรือ "ปิปปละ" เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ภายใต้ต้นไม้ชนิดนี้ จึงได้ชื่อว่า ต้นโพธิ์ หรือโพธิรุกขะ ซึ่งเป็นนามเรียกต้นไม้ตรัสรู้

ดิฉันได้ทั้งความรู้และความปลื้มปีติเต็มตื้นอยู่ในใจ กลับมาจากที่นั่นรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย นับถือศาสนาพุทธ ได้อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของในหลวงกับพระราชินี และขอตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอเกิดเป็นคนไทย และขอให้ได้พบพระพุทธศาสนาทุกชาติไป

แค่คิดถึงเรื่องนี้ดิฉันก็น้ำตารื้นขึ้นมาทุกครั้ง เป็นความรู้สึกสุขใจอย่างยากที่จะอธิบาย ซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ได้ไปเห็นซากกุฏิของพระพุทธเจ้าที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันนอกจากจะปรักหักพังแล้วยังแคบนิดเดียว เห็นแล้วสะท้อนใจว่า ท่านเป็นถึงลูกกษัตริย์ แต่กลับสละทุกอย่างเพื่อมาอยู่ในป่า ณ ตรงนี้ที่ดิฉันยืนอยู่ดิฉันร้องไห้ตรงนั้น ยืนร้องอยู่ตั้งนาน คิดว่าตัวเราสบายกว่าพระองค์ตั้งเยอะ ท่านได้เด็ดยอดธรรมะมาให้เราแล้ว แล้วทำไมเราถึงจะปฏิบัติไม่ได้ อย่างน้อยๆ เราก็น่าจะถือศีล 5 ให้ได้

แม้ทุกวันนี้ ดิฉันจะไม่สามารถละโลภ โกรธ หลง ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อไรที่มีเวลาว่าง ดิฉันจะปฏิบัติธรรมที่บ้าน หรือหาเวลาว่างไปทำกรรมฐานที่วัดป่าธรรมอุทยาน จังหวัดขอนแก่น สิ่งที่ได้รับทุกครั้ง เป็นความสุขใจ ที่ทำให้ดิฉันเข้าใกล้ความสงบมากขึ้น ทีละนิดทีละนิด

ที่มา : Goodlife

 

 

 

ที่มา : มติชน-เพจ goodlife : 23 พฤศจิกายน 2561


อายัด "รัตนะ" มหาวิหารคด

 

อาคารใหญ่ที่สุดในโลกของธรรมกาย

 

ไม่สามารถใช้เป็นฐานการเมืองได้อีกต่อไป

 

 

ชิตัง เม เอวัง !

 

 

 

 

 

 

อา..วิหารคด ชื่อแปลกๆ ของอาคารอันอลังการงานสร้างที่สุดของท่านธัมมชโย กลายเป็น "วิหารคด" ไม่ตรง เพราะถูก ปปง. อายัดไว้ในข้อหาคดโกง "เป็นสถานที่ฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น" เหมือนกรณี "อาคาร 100 ปี" ที่ถูกอายัดไปก่อนหน้า แบบว่า อาคารร้อยปี เป็นอาคารทันสมัยไฮเท็คที่สุด แต่สำหรับ "รัตนมหาวิหารคด" นั้น เป็นอาคารยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้ เพราะมีความยาวถึง 16 กิโลเมตร มีความจุรองรับคนได้ถึง 1,000,000 คน (อ่านว่า หนึ่ง-ล้าน)

 

รัตนมหาวิหารคดหลังนี้นี่แหละ ที่เป็น "จุดศูนย์กลาง" ทางกิจกรรมของโลก ที่ท่านธัมมชโยบรรจงสร้างขึ้นมา งานใหญ่ระดับโลกต่างๆ นานา ได้รับการจัดในมหาวิหารแห่งนี้ ทีนี้ว่า เมื่อถูกอายัดไว้ก็ไม่สามารถจะใช้งานได้อีกต่อไป กิจกรรมอะไรต่างๆ ก็ต้องหยุดชะงักหมด เดินหน้าต่อไปไม่ได้ สุดท้ายที่กรุงเทพเลยฮ่ะ

 

 

 

 

 

ใช่แต่เท่านั้นนะฮะ ถ้าดูในรูปแล้ว ความ "คด" ของอาคารหลังนี้ ยังกินเนื้อที่ "ตีรอบ" มหาธรรมกายเจดีย์ เจดีย์ทรงจานบิน อันลือลั่นในโลกนั้นไว้อีกด้วย ก็แปลว่า นอกจากจะทำกิจกรรมในมหาวิหารคตไม่ได้แล้ว มหาธรรมกายเจดีย์ที่อยู่ด้านใน ก็ถูกห้ามใช้-ห้ามเข้าไป อีกด้วย

 

ที่น่าสงสารก็คือ "พระพุทธรูปปางกาโม่" ที่ท่านธัมมชโย "บอกบุญ" ให้ญาติโยมสร้างเป็นพระประจำตัว ประดิษฐานไว้บนมหาธรรมกายเจดีย์ถึง "หนึ่งแสนองค์" เหล่านั้น ก็เหมือนถูกอายัดไปด้วยเช่นกัน เพราะอยู่ในบริเวณเดียวกัน เหมือนบริเวณรอบบ้านถูกยึด ตัวบ้านก็เท่ากับโดนยึด เพราะยึดโยงไว้ในบริเวณเดียวกัน

 

 

อยากจะบอกว่า นี่คือ "สุดท้ายของท่านธัมมชโย" อย่างแท้จริง เพราะเมื่อมหาวิหารคตถูกอายัด ก็เท่ากับถูก "ห้ามทำ" กิจกรรมระดับโลกทุกชนิด จะก่อสร้างใหม่ก็คงไม่ไหว แค่ค่าน้ำค่าไฟเดือนละเป็นร้อยๆ ล้านบาท ทุกวันนี้ก็แทบจะกินของเก่า ต้องบอกบุญญาติโยมให้ช่วยกัน "ช่วยเหลือวัด" ต่างกับสมัยทักษิณครองเมือง ตอนนั้นสยายปี "ยึดครองประเทศไทย" คิดการณ์ใหญ่ระดับโลก วันนี้ถูก "ลดความซ่า" เหลือแค่กางเกงในตัวเดียว ภาษาอีสานเรียกว่า "เหลือแต่หำ" เวรกรรมอะไรหนอ !

 

 

 

 

 

 

 

ปปง.อายัดเพิ่ม อาคาร 800 ล้าน "รัตนวิหารคต" ธรรมกาย โยงทุจริตสหกรณ์คลองจั่น

 

ปปง.อายัดเพิ่ม อาคารมหารัตนวิหารคต วัดพระธรรมกาย มูลค่า 778 ล้านบาท ไว้ตรวจสอบเป็นเวลา 90 วัน หลังพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงการทุจริตเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ของ "ศุภชัย ศรีศุภอักษร" ศิษย์เอกธรรมกาย

รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เผยแพร่คำสั่ง คณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย.206/2561 เรื่องอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิดไว้ชั่วคราว โดยมีใจความสำคัญคือการสั่งอายัด อาคารมหารัตนวิหารคต ของวัดพระธรรมกาย ตั้งอยู่บนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 186,187,188 และ 189 เลขที่ดิน 7,8,9 และ 10 ตำบลคลองซอยที่ 2 ฝั่งตะวันออก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินคือมูลนิธิธรรมกาย มูลค่า 778,400,000 บาท มีกำหนดไม่เกิน 90 วันนับแต่วันที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติ กล่าวคือวันที่ 25 ก.ย.61 ถึงวันที่ 23 ธ.ค.61

ทั้งนี้สืบเนื่องจาก สํานักงาน ปปง.ได้รับรายงาน จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตามหนังสือที่ ยธ 0805/1863 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2561 เรื่อง ขอส่งเรื่อง เพื่อดําเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งเป็นกรณีมีพฤติการณ์แห่งการกระทํา ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกง หรือยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ กล่าวคือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดําเนินการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษที่ 27/2559 โดยผลการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าวัดพระธรรมกายได้รับเงินตามเช็ค สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จํากัด นําเข้าบัญชีเงินธนาคารของวัดพระธรรมกาย เป็นเงินรวม 778,400,000 บาท

และจากการขยายผลการตรวจสอบวิเคราะห์เส้นทางการเงินยังพบว่าวัดพระธรรมกายได้นําเงินดังกล่าวไปใช้ ในการก่อสร้างโครงการมหารัตนวิหารคด

โดยในสํานวนคดีพิเศษที่ 27/2559 มีการดําเนินคดีกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องหาที่ 1 พระเทพญาณมหามุนี หรือพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ในขณะนั้น) หรือพระธัมมชโย ผู้ต้องหาที่ 2 นางสาวศรัณยา มานหมัด ผู้ต้องหาที่ 3 นางทองพิน กันล้อม ผู้ต้องหาที่ 4 และนางสาวศศิธร โชคประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 5 ซึ่งได้นําเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จํากัด ไปโอนมอบให้บุคคลอื่นอีกหลายราย เป็นจํานวนหลายครั้ง โดยมีลักษณะของการโอนเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทําความผิด หลายวิธีการเพื่อซุกซ่อน ปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือปกปิดอําพรางการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับ การกระทําความผิดเหล่านั้นในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร

พฤติกรรม ของผู้ต้องหา กล่าวคือตามวันเวลาที่เกิดเหตุ ระหว่างปี พ.ศ. 2552 - พ.ศ. 2555 นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวก ได้เขียนเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จํากัด จํานวน 27 ฉบับ จํานวนเงิน 1,458,560,000 บาท สั่งจ่ายเงินให้กับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ในขณะนั้น) หรือพระธัมมชโย วัดพระธรรมกาย และนางสาวศศิธร โชคประสิทธิ์ โดยมีเจตนาทุจริตการกระทําเข้าข่ายความผิด ฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร อันเป็นความผิดมูลฐานตาม มาตรา 3 (3) มาตรา 5 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า นายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดดังกล่าว

ในการนี้ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 10/2559 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ที่ประชุม มีมติมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดําเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ประกอบกับคําสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ ม.255/2559 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2559 เรื่อง มอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับ การกระทําความผิด รายนายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก (กรณีนําเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จํากัด ไปมอบให้บุคคลอื่นหลายรายเป็นจํานวนหลายครั้ง) และคําสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน ที่ ม.302/2561 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 เรื่อง มอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด (เพิ่มเติม) รายคดี นายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก (กรณี วัดพระธรรมกายรับเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จํากัด เกี่ยวกับโครงการอาคารมหารัตนวิหารคด) พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการตรวจสอบรายงานการทําธุรกรรมหรือข้อมูลเกี่ยวกับการทําธุรกรรมของบุคคล ดังกล่าวแล้ว ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่านายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก (กรณีวัดพระธรรมกายรับเงินจาก สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จํากัด เกี่ยวกับโครงการอาคารมหารัตนวิหารคด) มีพฤติการณ์กระทําความผิด เกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกง หรือยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ หรือเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทํา ความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน และจากการตรวจสอบข้อมูลการทําธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด

รวมทั้งจากการรวบรวมพยานหลักฐาน ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการ กระทําความผิด จํานวน 1 รายการ พร้อมดอกผล และเนื่องจากทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดในคดีนี้ เป็นอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคาร ตามโครงการอาคารมหารัตนวิหารคด อันเป็นทรัพย์สินที่ปรากฏหลักฐานในทาง ทะเบียนในการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้มีสิทธิครอบครอง โดยผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้มีสิทธิครอบครอง อาจดําเนินการทางนิติกรรมโอนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือผู้มีสิทธิครอบครองในทางทะเบียนได้ หากมิได้มี การออกคําสั่งให้อายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ชั่วคราว เมื่อเจ้าของหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีสิทธิในทรัพย์สิน ดําเนินการโอน จําหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินดังกล่าวไปเสีย และหากต่อมาศาลได้มีคําสั่ง ให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน สํานักงาน ปปง. อาจไม่สามารถติดตามทรัพย์สินดังกล่าวกลับคืนมาได้ จึงเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่านายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด และอาจมีการโอน จําหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินดังกล่าว

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 34 (3) และมาตรา 48 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มติคณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 17/2561 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561 และระเบียบคณะกรรมการธุรกรรมว่าด้วยการรับเรื่อง การตรวจสอบ การพิจารณาดําเนินการ และการควบคุมตรวจสอบการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2556 ข้อ 25 คณะกรรมการธุรกรรม จึงมีคําสั่งอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดไว้ชั่วคราว จํานวน 1 รายการ พร้อมดอกผล คือ อาคาร ตามโครงการอาคารมหารัตนวิหารคด ตั้งอยู่บนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 186 ,187, 188 และ 189 เลขที่ดิน 7, 8, 9 และ 10 ตําบลคลองซอยที่ 2 ฝั่งตะวันออก อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน มูลนิธิธรรมกาย ในมูลค่าประมาณ 778,400,000 บาท (เจ็ดร้อยเจ็ดสิบแปดล้าน สี่แสนบาทถ้วน) มีกําหนดไม่เกิน 90 วัน (เก้าสิบวัน) นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติ กล่าวคือ นับตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2561 ถึงวันที่ 23 ธันวาคม 2561

ทั้งนี้ ให้รวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจําหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวหรือสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์หรือดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวด้วย

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการธุรกรรม ปปง.ได้ออกคำสั่งที่ ย.87/2561 อายัดอาคารตามโครงการ 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินจำนวน 91 แปลง อยู่ในชื่อมูลนิธิธรรมกาย มูลนิธิธรรมประสิทธิ์ หลังสอบสวนเส้นทางการเงินคดียักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด พบว่า มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย โดยมูลนิธิธรรมกายได้รับเงินจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผ่านเช็คจำนวน 27 ฉบับ รวมวงเงิน 1,458 ล้านบาท และนำเงินไปใช้ในการก่อสร้างโครงการ 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงด้วย

ปัจจุบันภายหลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานอื่นในกระบวนการยุติธรรม ได้เข้าตรวจสอบการกระทำความผิดของอดีตพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกายแล้ว ได้มีการดำเนินคดีต่อพระธัมมชโย กับพวกเป็นจำนวนกว่า 200 คดีแล้ว โดยอดีตพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อยู่ระหว่างหลบหนีคดีฐานความผิดร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน รับของโจร และถูกถอดถอนออกจากสมณศักดิ์ไปเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2560

สำหรับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ถูกคุมขังในเรือนจำ หลังศาลชั้นต้นตัดสินมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์วงเงิน 22 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 14 ปี ก่อนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลดโทษลงกึ่งหนึ่งเหลือ 7 ปี และยังมีคดีฟ้องร้องอีกหลายคดี รวมถึงคดีแพ่งที่ให้ชดใช้เงินคืนกว่า 9 พันล้านบาทด้วย

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 16 พฤศจิกายน 2561


 

ทึ่ง ! มุสลิมแห่เคารพศพพระเทพญาณโมลี

 

แสดงว่าเป็นพระดีในสายตาของมุสลิมด้วย

 

พระแบบนี้สิ..หาได้ยาก

 

 

พระเทพญาณโมลี (ผัน ปสนฺโน)

อดีตเจ้าอาวาสวัดทรายขาว จังหวัดสงขลา

 



 

 

พี่น้องไทยมุสลิมร่วมสรงน้ำศพพระเทพญาณโมลี

พี่น้องชาวไทยมุสลิม เดินทางไปร่วมไว้อาลัย และร่วมพิธีถวายน้ำสรงศพ พระเทพญาณโมลี ผู้นำผู้ทำศาสนสัมพันธ์ที่แท้จริง

พี่น้องชาวไทยมุสลิม เดินทางไปร่วมไว้อาลัย และร่วมพิธีถวายน้ำสรงศพ พระเทพญาณโมลี (ท่านอาจารย์ผัน) แห่งวัดทรายขาว ทุ่งหวัง สงขลา ร่วมกับพุทธศาสนิกชน

เพจ เฟซบุ๊ก "คลิปธรรมะจากทั่วโลก" เป็นผู้นำภาพมาเผยแพร่ พร้อมระบุว่า ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้เพราะบารมี คุณงามความดีของท่าน พระเทพญาณโมลี ที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันกับพี่น้องมุสลิมตลอดมา #นี่แหละผู้นำผู้ทำศาสนสัมพันธ์ที่แท้จริง

สำหรับพระเทพญาณโมลี นามเดิม ผัน นามสกุล ทองอร่าม อายุ 86 ปี 65 พรรษา เป็นบุตรของ นายแอ และนางเขียว ทองอร่าม เกิดเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2475 ที่บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 6 ต.ทุ่งหวัง อ.เมืองสงขลา ก่อนจะบวชในวันที่ 17 เม.ย.2496 ณ วัดทรายขาว ต.ทุ่งหวัง โดยมีพระอธิการอ่อน จนฺทสุวณฺโณ วัดทุ่งหวังใน ต.ทุ่งหวัง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา เป็นพระอุปัชฌาย์

พระเทพญาณโมลี เกจิอาจารย์ ปลุกเสกหลวงปู่ทวดรุ่นหัวมวย และก่อตั้งพุทธมณฑลประจำ จ.สงขลา ต.น้ำน้อย อ.หาดใหญ่ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาภายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงประเทศมาเลเซีย โดยการสร้างวัดและส่งพระภิกษุเข้าจำพรรษาเป็นประจำทุกปี เช่น วัดปิเหล็ง อ.สุคิรินทร์ จ.นราธิวาส วัดเขาแก้ว (บ้านแชะ) อ.เทพา จ.สงขลา วัดป่าแจ้งแก้ว (ทวดเสือ) อ.จะนะ จ.สงขลา วัดเกาะลังกาวี-วนาราม รัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย

พระเทพญาณโมลี ได้รับการถวายปริญญาโท พุทธศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (พธ.ม.) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถวายปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการพัฒนาชุมชน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา รับการถวายปริญญาเอก การศึกษาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยทักษิณ

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ : 16 พฤศจิกายน 2561


 

ยกเว้นสังฆราช !

 

ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน

แม้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์

รวมทั้งพระสงฆ์รูปอื่นๆ

ปปช. อ้าง เจตนารมณ์ของกฎหมาย

ใช้กับฆราวาสเท่านั้น !

 

 

 

 

 

 

สมเด็จพระสังฆราชไม่ต้อง ! ป.ป.ช.ถกขยายเวลา จนท.รัฐยื่นทรัพย์สิน

สำนักกฎหมายชงที่ประชุม กก.ป.ป.ช. ขยายเวลา จนท.รัฐยื่นบัญชีทรัพย์สิน หลังถูกค้านหนัก คาด สมเด็จพระสังฆราชไม่ต้องยื่น แม้เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยมกุฎราชวิทยาลัย เหตุเจตนารมณ์ต้องการบังคับใช้แก่ฆราวาส

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2561 รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า ในวันที่ 13 พ.ย. 2561 สำนักกฎหมาย ป.ป.ช. จะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินตามประกาศ ป.ป.ช. ตามมาตรา 102 แห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช. เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้พิจารณาประเด็นการขยายกรอบระยะเวลาเพิ่มเติม จากเดิมครบกำหนดยื่นในวันที่ 2 ธ.ค. 2561 ออกไปก่อน เพื่อให้ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินได้เตรียมความพร้อมมากขึ้น ขณะเดียวกันดำเนินการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อจะมาพิจารณาในข้อกฎหมายด้วย
 

รายงานข่าวระบุอีกว่า ส่วนกรณีกรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งรวมถึงสมเด็จพระสังฆราช ในฐานะนายกสภาการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย รวมถึงพระเถระชั้นผู้ใหญ่รูปอื่น ที่เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยสงฆ์ต่างๆ นั้น เจตนารมณ์ของประกาศ ป.ป.ช. ฉบับนี้ คือการบังคับใช้กับฆราวาส สำหรับพระชั้นผู้ใหญ่ใช้กฎหมายที่แตกต่างกัน จึงต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.สงฆ์ฯ และ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยสงฆ์ฯ ด้วยว่า จะดำเนินการอย่างไรให้สอดคล้องกัน อย่างไรก็ดี ต้องรอมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. อีกครั้ง ว่าจะพิจารณาผลออกมาเป็นอย่างไร

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา : 12 พฤศจิกายน 2561


 

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ มรณภาพ

สิริชนมายุ 100 พรรษา

 

 

 

สิ้นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ สิริอายุ 100 ปี

 

ลูกศิษย์อาลัย !! สิ้น "สมเด็จพระมหาวีรวงศ์" เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ "พระกัมมัฏฐานกลางกรุง" สิริรวมอายุ 100 ปี 81 พรรษา มรณภาพลงอย่างสงบด้วยความชราภาพ

 

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ในฐานะประธานกรรมการวัดสัมพันธวงศาราม กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม ว่า สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม กรรมการ มส. ได้มรณภาพลงอย่างสงบด้วยความชราภาพ ที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ สิริรวมอายุ 100 ปี 81 พรรษา ส่วนกำหนดการต่างๆ จะมีการประชุมกับทาง พระเทพสังวรญาณ (จิรพล อธิจิตโต) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม และคณะกรรมการวัดสัมพันธวงศาราม เบื้องต้นคาดว่าจะมีพิธีสรงน้ำในวันที่ 12 พ.ย. หรือวันที่ 13 พ.ย.นี้

ทั้งนี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่มีอายุถึง 100 ปี เป็นรูปที่ 4 ในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีวัตรปฏิบัติเรียบง่าย งดงาม น่าเลื่อมใส เปรียบได้กับพระกัมมัฏฐานกลางกรุง ครั้งหนึ่งเคยเดินธุดงค์ไปบนเส้นทางเดียวกับพระกัมมัฏฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต นอกจากนี้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ยังเน้นการปฏิบัติภาวนาพร้อมกับการปฏิบัติเคร่งครัดตามพระธรรมวินัย ยึดถือแนวปฏิบัติของหลวงปู่ขาว อนาลโย และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต 2 พระสายวิปัสสนากรรมฐานชื่อดังมาโดยตลอด

สำหรับประวัติ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เกิดวันที่ 29 ธ.ค. 2460 ที่บ้านบ่อชะเนง ต.หนองแก้ว อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็น จ.อำนาจเจริญ) บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปี 2472 ที่วัดบ้านบ่อชะเนง และได้ออกเดินธุดงค์ติดตามพระธุดงค์กรรมฐานสายพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ปี 2473 เดินธุดงค์กรรมฐานพร้อมกับคณะโดยผ่าน จ.ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น และจำพรรษาที่วัดป่าช้าเหล่างา ปัจจุบันคือ วัดป่าวิเวกธรรม ต.พระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น และได้ญัตติเป็นสามเณรธรรมยุต ต่อมาได้เดินทางมาเรียนนักธรรม บาลี ที่วัดสัมพันธวงศาราม และอุปสมบทเมื่อปี 2480 ที่วัดสัมพันธวงศาราม ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่างๆ ภายในวัด จนต่อมาปี 2514 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม ส่วนลำดับสมณศักดิ์ ปี 2499 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระอริยเมธี ปี 2507 เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชกวี ปี 2514 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพปัญญามุนี ปี 2519 เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมบัณฑิต ปี 2532 ได้รับการสถาปนาเป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่พระอุดมญาณโมลี และปี 2544 ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 10 พฤศจิกายน 2561


 

เว้นวรรค !

พุทธะอิสระประกาศ : ไม่เป็นพระ 1 ปี

ยกพระบาลี สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง !

 

 

อา..รู้สึกว่า นายสุวิทย์ เอ๊ย คุณสุวิทย์ จะสับสน นะฮะ กับการยกพุทธพจน์ "สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง" ที่แปลว่า "ความบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์ นั้น รู้ได้เฉพาะตน" ซึ่งข้อนี้เป็นการพิจารณาตนเอง แต่สำหรับ "สถานภาพของพระ" นั้น เป็นคนละประเด็นกัน เพราะการจะเป็นพระนั้น ต้องมีหมู่สงฆ์รับรอง และตรวจสอบความบริสุทธิ์ ถึงจะอ้างว่าตัวเองบริสุทธิ์ แต่ถ้าหมู่สงฆ์ไม่ยอมรับ ก็เป็นพระไม่ได้ ไม่งั้นใครๆ ก็บวชเองได้หมด ไม่ต้องมีสังฆกรรมไว้ทำอะไรเลย

ยิ่งข้ออ้างที่ยกมาหาความชอบธรรมในการ "เว้นวรรค" ถึง 3 ข้อใหญ่ๆ นั้น ดูไปก็เหมือนว่าพุทธะอิสระไม่รู้ หรือรู้แต่แกล้งโง่ เพราะรวบเอาประเด็นจิปาถะมาปะปนกัน ทั้งคำพูดของคน ทั้งหลักการทางพระพุทธศาสนา ซึ่งถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว ก็มีเพียงประเด็นเดียว คือ "พุทธะอิสระต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่" นั่นต่างหาก

คือถ้าหาก คำพิพากษาศาลนั้น สามารถนำมาวินิจฉัยในพระวินัยได้ว่า "กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งความว่า ทรัพย์สินหายไปหลายหมื่นบาท และศาลพิพากษาจำคุกพุทธะอิสระ ถือว่าขาดจากความเป็นพระไปแล้ว" ถ้าศาลสงฆ์วินิจฉัยเช่นนี้ พุทธะอิสระก็ไม่มีสิทธิ์บวชใหม่ไปตลอดชีวิต แต่ถ้าศาลสงฆ์พิจารณาว่า "พุทธะอิสระยังไม่ขาดจากความเป็นพระในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์" พุทธะอิสระก็มีสิทธิ์เต็มร้อยในการบวชใหม่ได้ทันที จะใช้วิธีแบบอดีตพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) วัดมหาธาตุฯ ที่ขอให้พระสงฆ์สวดรับรองความบริสุทธิ์ หรือจะบวชใหม่อีกรอบ ก็ได้ทั้งนั้น ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงนี้

ดังนั้น ไม่ว่าพุทธะอิสระจะประกาศบวชในวันที่ 1 ธันวาคม ศกนี้ หรือรออีก 1 ปี 10 ปี หรือ  100 ข้างหน้า ก็ต้องมาว่ากันตรงนี้ ตรงที่ "คำพิพากษาและพระวินัย" อย่าเฉไฉไปอ้างเอาความปรองดองอะไรให้เสียเวลาเลย คนไทยไม่ได้กินแกลบ ทางมันตรงอยู่แล้ว ถ้ากล้าทำตรงๆ มันก็ตรง แต่ถ้าทำไม่ตรง มันก็ไม่ตรง ยิ่งไม่ตรงเท่าไหร่ก็จะยิ่งไกลออกจาก "ความเป็นสมณะ" มากขึ้นเท่านั้น ถ้าแน่จริงจะประกาศเว้นวรรคทำไมแค่ 1 ปี ประกาศไปเลย ไม่เป็นพระตลอดชีวิต รับรองว่าเสียงสาธุการจะดังกระหึ่ม

นะคุณสุวิทย์นะ ถ้าแน่จริงก็ "ยื่นศาลสงฆ์วัดราชบพิธ" ขอให้วินิจฉัยในกรณีนี้ไปเลย วัดดวง-วัดใจ ไม่ต้องรอปีหน้าหรอก แต่ถ้าดันทุรัง ก็จะต้องถูกยื่นตรวจสอบเสียเอง ไม่ช้าก็เร็ว ยื่นเองกับให้คนอื่นยื่น เหตุและผลมันต่างกันเยอะ นะคุณสุวิทย์นะ ก้าๆ หน่อย !

 

 

อดีต พุทธะอิสระ ลั่น! ไม่ห่มผ้าเหลือง 1 ปี เผย ความบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์รู้ได้เฉพาะตน

พุทธะอิสระ  จากกรณีที่ เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ศาลมีคำพิพากษา จำคุก นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ (พุทธะอิสระ) 3 ปี ในคดีความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร หน่วงเหนี่ยวกักขังฯ โดยจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น อันเป็นบทหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 และ 310 นั้น

ทั้งนี้ พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะฯ แล้วเห็นว่า จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน ประกอบกับจำเลยได้บรรเทาผลร้ายในคดีจนผู้เสียหายพอใจ และไม่ติดใจเอาความ จึงให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นคนดี โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 1 ปี ส่วนที่อัยการโจทก์ ขอให้ศาลนับโทษต่อคดีร่วมกันก่อการกบฏนั้น

เนื่องจากคดีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษา จึงให้ยกคำขอ ภายหลังฟังคำพิพากษาผู้ที่ยังศรัทธาพระพุทธอิสระ ซึ่งเข้าร่วมฟังคำพิพากษาในห้องพิจารณามีอาการดีใจ และกล่าวคำว่า สาธุๆๆ

โดยหลังจากคำพิพากษา เมื่อวันที่ 29 ต.ค. พุทธะอิสระ กล่าวภายหลังถึงผลคำพิพากษาของศาล ว่า เป็นความเมตตาของศาล ก็ยังมีอาการป่วยอยู่ ส่วนจะที่จะกลับเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ก็เป็นความจริง ตนเตรียมจะบวชในวันที่ 1 ธ.ค. นี้ แต่จะเป็นวัดอ้อน้อยหรือวัดใดนั้น ยังปฏิเสธที่จะตอบ ส่วนเรื่องการเมืองให้ฝ่ายการเมืองดูแลจัดการไป

พระธรรมกิตติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส และประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า  แต่ในกรณีดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาจำคุกแต่ให้รอลงอาญา ดังนั้น อดีตพระพุทธอิสระจึงยังไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้

ล่าสุด นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ (พุทธะอิสระ) ได้ออกมาเปิดเผยว่า

 

 

อะไรก็ได้ ขอให้บ้านเมืองสงบสุข

ไม่สร้างประเด็น ให้เกิดความแตกแยก

พุทธะอิสระทำได้ทั้งนั้น

 

3 พฤศจิกายน 2561

 

หลังจากให้สัมภาษณ์สื่อ ตอนออกจากศาลอาญา ว่า วันที่ 1 ธันวาคม 2561 จะกลับไปห่มผ้าเหลือง

ก็มีกองเชียร์และกองแช่ง ออกมาแสดงความเห็นด้วยและเห็นต่างกันมากมาย จนกลายเป็นประเด็นให้เกิดการถกเถียงในวงกว้าง

ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า การกลับไปห่มผ้าเหลืองใหม่ ของพุทธะอิสระทำไมถึงกลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันได้

 

บ้างก็ว่า ห่มผ้าเหลืองได้เลย เพราะพุทธะอิสระมิได้เคยกล่าวคำลาสิกขา

บ้างก็ว่า ต้องไปขอบวชใหม่

บ้างก็ว่า ยังบวชใหม่ไม่ได้ เพราะยังเป็นผู้ต้องอาญาแผ่นดินอยู่

 

งั้นก็เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และเพื่อยุติข้อถกเถียงกันในสังคม เพื่อรักษาบรรยากาศของความปรองดองในชาติ

 

พุทธะอิสระ ขอประกาศตรงนี้เลยว่า จักยังไม่กลับไปห่มผ้าเหลืองจนกว่าจะหมดเวลา 1 ปี ที่ต้องอาญาแผ่นดิน แม้ศาลท่านจะเมตตาบรรเทาโทษ รอลงอาญาเอาไว้ก็ตาม

 

ระหว่าง 1 ปี ต่อไปนี้ ก็ขอปฏิบัติตัวเป็นชีปะขาว ถือศีล 227 ดุจดังพระภิกษุ ไปจนครบ 1 ปี แล้วขอโอกาสคณะสงฆ์แสดงปาริสุทธิศีลต่อหน้าหมู่สงฆ์ เพื่อห่มผ้ากาสาวพัสตร์สืบไป

 

ขอบคุณทุกคนที่ห่วงใย คอยให้กำลังใจ

พระอยู่ในใจพุทธะอิสระเสมอ

สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง

ความบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์รู้ได้เฉพาะตน

บุคคลผู้อื่นจักมารู้ว่า พุทธะอิสระบริสุทธิ์ หามีไม่

สู้เพื่อบ้านเมือง มาถึงขนาดนี้ หากจะสู้อีกซัก 1 ปี จะเป็นไรไป

 

พุทธะอิสระ

 

ที่มา : ข่าวสด-เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 4 พฤศจิกายน 2561


 

ว. ไม่เกี่ยว !

ทีมงาน ว. เล่นเกมไว

ไม่ให้ ว. เกี่ยว กรณีเบี้ยวเงินชาวนา

กลายเป็นว่า พี่ ว. มีแต่ช่วย !

 

อา..ลีลาวดีเช่นนี้ ในทางรูปคดีท่านเรียกว่า "กันไว้เป็นพยาน" แบบว่าซัดทอดเพื่อนร่วมอุดมการณ์ให้ "รับเคราะห์" ไปคนเดียว ส่วนคนที่รอดก็คือ "คนซัดทอด" นั่นเอง

โครงการนี้ก็เห็นกันโทนโท่ทั่วบ้านทั่วเมืองว่า "เจ๊ ว. เป็นต้นคิด" แต่ปิดเกมไม่ลง โอนไปให้ "เลขา" เล่นต่อ เล่นไปเล่นมาปรากฏว่า "เจ๊ง" ธรรมะติดปีกหักเป็นหนี้บักโกรกหลายล้าน หมดปัญญาจ่าย ดูไปก็คล้ายๆ กับโครงการ "จำนำข้าวชาวนา" ของรัฐบาลก่อนหน้านั้นนั่นเอง โครงการแบบนี้ถ้าไม่มี "ทุนหนา" ระดับ "ภาษีของคนทั้งชาติ" เป็นต้นทุน ก็ต้องดำเนินการแบบ "เข้าไวออกไว" เพราะการตลาดนั้นผันผวนสุดหยั่งคาด ต่อให้เทวดาก็ไม่มีทางกำหนดทิศทางได้ตลอดไป แต่ใครคิดทำแบบ "ประเดี๋ยวประด๋าว" ก็ถือว่า "หลอกชาวบ้าน" เพราะนั่นมิใช่แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงแบบ "ยั่งยืน" แต่เป็นแบบ "ล้มลุก" แต่ลุกไม่ขึ้น เพราะไม่มีเรี่ยวแรง คนที่เป็นต้นคิดนั้นทำกันแบบ "ฉาบฉวย" สุกเอาเผากิน

อย่าลืมว่า ชาวนาเขาแห่เข้าโครงการก็เพราะใช้ "ชื่อเสียง" ของ "ว.วชิรเมธี" มาเป็นตัวหลอกล่อ แต่พอทำไปซักระยะ กลับมีการ "ถอนตัว" ของคุณนาย ว. แต่กลับไม่ "ยุติโครงการอย่างเป็นทางการ" ยังคงให้ "เลขา" ดำเนินการต่อ แถมยังใช้ชื่อโครงการและอะไรๆ เหมือนเดิมทุกประการ ถามว่า จะให้ชาวนาเขาเข้าใจอย่างไร ?

ในการแก้หน้าเมื่อวานนั้น ทางมหาวอก็บอกว่า "มหาวอต้องควักประเป๋าเอาเงินส่วนตัวออกช่วยถึง 500,000 บาท" ถามว่า ถ้าไม่เกี่ยวข้องจะเข้ามายุ่งเรื่องการเงินทำไม และทำไม เมื่อจะช่วย ก็ทำไมไม่ช่วยให้หมด เงินแค่ 4 ล้าน ระดับ ว. ขนหน้าแข้งไม่หล่นหลอก เห็นว่ามีเป็นพันล้านมิใช่หรือ ไร่ไหนในประเทศไทยจะรวยเท่า..ไร่เชิญตะวัน เพราะขายสวรรค์นิพพานไปยันข้าวในนา

วันนี้ มีการยกระดับ "แต่งหน้ามหาวอ" จากปากไปจมูก อ้างว่า "ท่าน ว. มีแต่เมตตาช่วยเหลือ จึงไม่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของเลขาไปทำกันเอง" เห็นไหมว่าคนตอแหลนั้นแถได้ทุกเรื่อง ถ้าหัวหน้าคนมีพฤติกรรมเยี่ยงนี้ ที่ไหนๆ เขาก็เรียกว่า "หน้าตัวเมีย" ไม่มีความรับผิดชอบอะไร มีแต่ปัดสวะให้คนอื่น ให้เขาล้างขี้ที่ตัวเองถ่ายมูลเอาไว้

อย่างไรก็ตาม ตามข่าวแล้ว เรื่องยังไม่ยุติ เพราะยังไม่มีการชำระเงินแม้แต่บาทเดียว มีแต่คำสัญญาว่า "จะให้" ในเดือนหน้าไปจนถึงปีหน้า แบ่งออกเป็นงวดๆ งวดละเป็นล้าน ถามว่า ทางโครงการจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย เพราะถ้ามีก็คงจ่ายไปแล้ว นี่เห็นมีแต่หนี้ นี่แหละที่มันไม่มีทางจบหรอก เห็นๆ อยู่ว่า ข่าวที่ออกมานั้น เป็นการ "ซื้อเวลา" ไปถึงปีหน้า สงสัยว่าต้องให้ "บิ๊กตู่" ลงมาเคลียร์เองซะแล้ว

เอ้า ! แมงเม่าที่เหลือ เตรียมตัวเข้าโครงการใหม่ใน "ไร่เชิงตะกอน" ได้ รับรองว่า นอนแน่ๆ นะจ๊ะ หลวงเจ๊ !

 

 

หลวงเจ๊-หลงจู๊

ว. เคลียร์ เคลียร์เฉพาะตัว ว.

ส่วนคนอื่นนั้นยังไม่เคลียร์

 

 

เคลียร์แล้ว ! ไม่เกี่ยว ว.วชิรเมธี ติดเงินค่าข้าว 3 ล้าน ชาวนา

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ห้องเวียงกาหลง ศาลากลาง จ.เชียงราย นายลิขิต มีเสรี ผู้อำนวยการสำนักงานศูนย์ดำรงธรรม จ.เชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดให้มีการประชุมไกล่เกลี่ยระหว่างกลุ่มชาวบ้านจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์บ้านป่าเปา หมู่ 4 ต.เจริญเมือง อ.พาน จ.เชียงราย นำโดย นายจันทร์ติ๊บ คำอ้าย ประธานกลุ่ม และ น.ส.เกษลักษณ์ หาราชัย ประธานวิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวัน โดยมีพระภิกษุและว่าที่ร้อยโททัศน์ไชย ไชยทน เลขาธิการมูลนิธิวิมุตตยาลัย ไปร่วมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชาวนา

หลังจากก่อนหน้านี้ ชาวนากลุ่มเดียวกันนี้ เคยไปร้องเรียนต่อหลายหน่วยงานว่า ได้รวมตัวจำนวน 69 ราย เข้ารับการส่งเสริมให้ปลูกข้าวอินทรีย์ จากโรงเรียนชาวนาโดย น.ส.เกษลักษณ์ ให้การสนับสนุน และมีการรับซื้อข้าวจากชาวนา ซึ่งปีที่ 1-3 ไม่มีปัญหา แต่งวดที่ 4 งวด วันที่ 21 ธ.ค.2560 ชาวบ้านระบุว่าคงค้าง ยังไม่ได้จ่ายรวมกัน 3,728,555 บาท ทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักติดต่อกันมาเกือบ 1 ปี ล่าสุดยังไปร้องต่อการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.เชียงราย มาแล้วด้วย

ซึ่งการหารือครั้งนี้ ทางพระภิกษุจากไร่เชิญตะวัน และร้อยโททัศน์ไชย ได้ชี้แจง โดยมีเนื้อหาว่า วิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวันเคยไปช่วยซื้อข้าวจากชาวนาเพียง 3 ปีเท่านั้น แต่เมื่อพ้นจากนั้นถือว่าจบโครงการโดยไม่มีปัญหาใดๆ

แต่ น.ส.เกษลักษณ์ ซึ่งเป็นอดีตผู้ประสานโครงการ ได้ไปก่อตั้งบริษัทเอง และอบรมชาวนาให้ทำข้าวอินทรีย์กันเอง กระทั่งปี 2560 ได้ซื้อข้าวจากชาวนาเอง โดยยังคงใช้ชื่อวิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวันอยู่ ดังนั้น ไร่เชิญตะวันจึงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลยกระทั่งเรื่องบานปลาย เพราะไม่สื่อสารให้ชาวบ้านเข้าใจ

ว่าที่ร้อยโททัศน์ไชย กล่าวว่า ไร่เชิญตะวัน โดยความเมตตาของ พระอาจารย์วุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกลุ่มและอบรมโรงเรียนชาวนา มีภาครัฐและเอกชนร่วมสนับสนุน เมื่อดำเนินการในช่วง 3 ปีแรก จนประสบความสำเร็จ จึงยุติโครงการ เพราะต้องการให้ชาวบ้านออกไปจัดตั้งกลุ่มกันเอง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเอง

โดยพระอาจารย์แนะนำให้ไปยกเลิกวิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวันเสีย แต่ปรากฏว่าปีต่อมาไม่มีการยกเลิก แต่มีการปรับโครงสร้างกรรมการภายในเท่านั้น รวมทั้งเมื่อไปทำข้อตกลงกับชาวบ้าน ก็กลับยังใช้หัวหนังสือของวิสาหกิจชุมชนเดิมอยู่จนมาเกิดปัญหาในครั้งนี้ กระนั้นแม้ไม่เกี่ยวข้อง พระอาจารย์ก็เมตตาช่วยเหลือ และแนะนำมาโดยตลอด ในฐานะครูอาจารย์ กระทั่งเรื่องราวยืดเยื้อมาถึงศูนย์ดำรงค์ธรรมดังกล่าว สำหรับในครั้งนี้ ก็ยังคงแจ้งให้ไปจดแจ้งชื่อวิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวันเช่นเดิม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีกต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า หลังการเจรจาไกล่เกลี่ยพักใหญ่ ชาวนาก็ได้รับทราบจาก น.ส.เกษลักษณ์ ว่า สาเหตุที่ค้างชำระ เพราะมีปัญหาทางการเงิน และราคาข้าวในตลาดตกต่ำ ไม่ได้รับใบรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์นานาชาติ ทั้งนี้ น.ส.เกษลักษณ์ ยืนยันว่า ตั้งใจจริงที่อยากให้เกษตรกรมีชีวิตที่ดีขึ้น และต้องการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแข็งขันมาโดยตลอด จนบางครั้งประสบภาวะขาดทุนไปกว่า 20 ล้านบาท เพราะมีการจ่ายค่าต้นทุน และซื้อข้าวราคาแพงกว่าตลาดถึง 50%

หลังการประชุมไกล่เกลี่ย นายจันทร์ติ๊บ กล่าวว่า หลังการเจรจา ได้มีการทำข้อตกลงกันว่า ในเวลา 13.15 น. วันเดียวกันนี้ นัดจะมีการทำข้อตกลงเพื่อจ่ายเงินให้กับชาวนาด้วยดี

งวดแรก วันที่ 1 ธ.ค.นี้ จำนวน 1 ล้านบาท

งวดที่ 2 วันที่ 1 ม.ค.2562 จำนวน 1 ล้านบาท

งวดที่ 3 วันที่ 1 ก.พ.2562 จำนวน 1 ล้านบาท

และที่เหลืออีกประมาณ 200,000 บาท ก็จะจ่ายเสร็จภายในเดือนสุดท้ายดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยที่มีส่วนลดให้ด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ชาวนาก็ถือว่าพอใจ เพราะรอมานานกว่า 1 ปีแล้ว และครั้งนี้ หากว่าไม่เป็นไปตามที่ไกล่เกลี่ยกันไว้ ก็ต้องมีการฟ้องร้องกัน แต่ใจจริงแล้วชาวบ้านไม่อยากให้ถึงจุดนั้น อยากให้จบลงด้วยดี

 

ที่มา : มติชน : 3 พฤศจิกายน 2561


 

เจ๊ ว. โดน !

ประท้วงเบี้ยวค่าข้าวชาวนาเกือบ 4 ล้าน

ค้างมานานเป็นปี ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย

กลายเป็น..ดื้อตาใส !

 

 

เมื่อ..ธรรมะติดปีก กลายเป็น ธรรมะติดหนี้

สมเด็จช่วง-บิ๊กตู่ จะมีรางวัลอะไรให้เอ่ย ?

 

 

อา..โดนถลกสบงเสียแล้ว สำหรับ "หลวงเจ๊ ว. คนดีศรีเชียงราย" ในวันนี้ วันที่อะไรๆ มันโผล่จากใต้น้ำขึ้นมาเหนือน้ำทั้งตะกอนและขี้โคลน ที่เคยคุยโวโอ้อวด "อาตมารังเกียจ ไม่เอากับยศ-ทรัพย์-อำนาจ เหมือนพระทั่วๆ ไป ทิ้งไปหมดแล้ว ไม่ใยดี" สุดท้ายก็ "ขี้เต็มก้น" ก็ได้เห็นกันทั่วโลกแล้วว่า ฉายา "ว.ตอแหล" นั้น มิได้มาโดยง่าย ต้องลงทุน "เป่าหัว" คนโง่ตั้งแต่ระดับ "ดารา" ยันชาวบ้านตาดำๆ ให้หลงใหลได้ปลื้มกับ "ธรรมะติดปีก" ติดไปติดมา "ติดหนี้" กันเป็นแถวๆ เฮ้อ..ธัมโม สังโฆ !

 

 

ชาวนาโวยเบี้ยวค่าข้าว 3.7 ล้าน บุกร้องขอ ผวจ. ช่วยทวงหนี้ วิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวัน

ชาวนาโวย ขายข้าวให้วิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวัน มีอดีตเลขานุการฝ่ายฆราวาสพระนักเทศน์ดัง ว.วชิรเมธี เป็นประธาน แล้วถูกเบี้ยวค่าข้าวร่วม 4 ล้านบาท เข้าร้องเรียน ผวจ.เชียงราย และศูนย์ดำรงธรรม ช่วยทวงหนี้ ระบุเข้าอบรมศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ไร่เชิญตะวันของพระชื่อดัง แล้วออกมาตั้งวิสาหกิจฯ ซื้อข้าวชาวบ้านไปขายแล้ว เบี้ยวไม่จ่ายเงินนานเกือบปี "ว.วชิรเมธี" แจงชาวนาจะมากดดัน "ไร่เชิญตะวัน" ให้ช่วยไม่ได้ เพราะแค่ให้ความรู้ ไม่ได้เกี่ยวข้องทำสัญญาด้วย

ชาวนาโวยถูกเบี้ยวค่าข้าวร่วม 4 ล้านบาทรายนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 ต.ค. ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายจันทร์ติ๊บ คำอ้าย ผู้ใหญ่บ้านป่าเป้า หมู่ 4 ต.เจริญเมือง อ.พาน จ.เชียงราย นำชาวบ้านกว่า 100 คน เป็นเกษตรกรปลูกข้าวอินทรีย์ มาปักหลักเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อนายประจญ ปรัชญ์สกุล ผวจ.เชียงราย และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงราย เนื่องจากได้ขายข้าวอินทรีย์ให้ "วิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวัน" ตั้งแต่ปี 60 ยังไม่ได้รับเงิน 3,728,855 บาท สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวนา ต้องกู้หนี้ยืมสินทั้ง ธ.ก.ส.และเงินนอกระบบมาใช้จ่ายในครอบครัว ติดค้างค่างวดรถไถ ค่าแรงจ้างทำนา ค่าเทอมลูก ถูกเจ้าหนี้ติดตามทวงหนี้ทุกวัน จนทนไม่ไหว

นายลิขิต มีเสรี ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงราย มารับหนังสือร้องเรียน เชิญตัวแทนผู้ชุมนุมร่วมพูดคุยหาข้อมูลและแนวทางแก้ไข โดยนายจันทร์ติ๊บกล่าวว่า ชาวบ้านป่าเป้าได้เข้าอบรมตามโครงการ "ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ไร่เชิญตะวัน" ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี พระนักเทศน์ นักเขียน และนักวิชาการทางศาสนาชื่อดัง เมื่อปี 57 จากนั้นชาวบ้านรวมตัวจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวัน มี น.ส.เกษลักษณ์ หาราชัย อดีตเลขานุการฝ่ายฆราวาสของ ว.วชิรเมธี เป็นประธานวิสาหกิจฯ รับซื้อข้าวอินทรีย์จากชาวบ้านไปขายต่อ ที่ผ่านมา 3 ปีไม่มีปัญหาอะไร แต่งวดล่าสุด พ.ย.60 ชาวบ้านส่งมอบข้าวให้วิสาหกิจฯ เป็นเงิน 6,095,829 บาท รับเงินงวดแรกมา 2,367,274 บาท คงค้าง 3,728,555 บาท ผ่านไปเกือบ 1 ปียังไม่ได้รับเงินส่วนที่เหลือ เมื่อทวงถามถูกผัดผ่อนมาตลอด ขอให้ช่วยทวงหนี้ค่าข้าวให้ด้วย

จากนั้น นายลิขิต โทรศัพท์ติดต่อไปที่ศูนย์ปฏิบัติธรรม "ไร่เชิญตะวัน" ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ทราบว่า เมื่อเดือน ต.ค.61 พระมหาวุฒิชัย รู้ปัญหา ได้นำเงินส่วนตัว 500,000 บาท ช่วยชาวบ้านไปก่อน โดยตกลงว่าเมื่อชาวบ้านได้เงินค่าข้าวจากวิสาหกิจฯ ให้นำส่งคืน นัดผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายร่วมเจรจาเพื่อหาข้อสรุปในวันที่ 1 พ.ย. ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย

ด้าน พระมหาสันทัด โสตถิวังโส เลขานุการพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า "โครงการศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ไร่เชิญตะวัน" เป็นโครงการของ ว.วชิรเมธี จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งศักยภาพเชิงธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายข้าวอินทรีย์ สามารถพึ่งพาตนเองได้ และสร้างรายได้ที่มั่นคง มีเกษตรกรหลายอำเภอเข้าอบรมในโรงเรียนชาวนาที่ไร่เชิญตะวัน หลังจากเกษตรกรป่าเป้ากลับจากอบรมได้ไปจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวันกันเอง ทางไร่เชิญตะวันและท่าน ว.วชิรเมธี ไม่มีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้อง เพียงสนับสนุนส่งเสริมให้ชาวนามีความรู้ในการปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์

ส่วนพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของนักธุรกิจกับเกษตรกรทำสัญญาซื้อขายกันเอง ทางไร่เชิญตะวันเป็นเพียงสถาบันการศึกษา "โรงเรียนชาวนา" ให้ความรู้ทางวิชาการแก่เกษตรกรตามศาสตร์พระราชา เกษตรกรจะมากดดันทางไร่เชิญตะวันให้ช่วย แต่เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไปร่วมเซ็นสัญญาด้วย ต้องไปดำเนินการกับนักธุรกิจตามสัญญาที่ทำไว้แก่กันทั้ง 2 ฝ่าย อย่าให้ทางไร่เชิญตะวันมีผลกระทบ

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อ น.ส.เกษลักษณ์ หาราชัย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวัน เพื่อสอบถามถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น แต่โทรศัพท์มือถือของ น.ส.เกษลักษณ์ ปิดเครื่องไม่สามารถติดต่อได้

 

ที่มา : ไทยรัฐ-ข่าวสด : 2 พฤศจิกายน 2561

 

ขวางคลอง !

เจ้าคุณเกษมชี้พุทธะอิสระไม่มีสิทธิ์บวช

เหตุถูกศาลตัดสินว่าผิด

พระอุปัชฌาย์รูปใดขืนบวชให้เป็นมีโทษ

 

 

พระธรรมกิตติเมธี (เกษม สญฺญโต ป.ธ.9 Ph.D)

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส

เจ้าคณะภาค 16-17-18 ธรรมยุต

ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

 

อา..จ๊ะเอ๋นักเลงโตเข้าทันทีเลยนะคุณพุทธะอิสระ หลังจากศาลตัดสิน "จำคุก-รอลงอาญา ถือว่าผิด" แต่พุทธะอิสระกลับประกาศสวนทางปืนว่า "จะกลับไปบวชใหม่ในวันที่ 1 ธันวาคม ศกนี้ ดีเดย์" พอเจ้าคุณเกษมวัดราชาได้ยิน ก็สวมบทอัศวินพิทักษ์พุทธศาสตร์ ประกาศว่า "บวชไม่ได้ ใครบวชให้ถือว่ามีความผิด" แต่เป็นความผิดที่เรียกว่า "จริยาพระสังฆาธิการ" มิได้ต้องอาบัติปาราชิกเลย

ก็เลยกลายเป็นว่า ถ้าจะมีพระดันทุรังบวชให้พุทธะอิสระจริงๆ จะมีใครไหนในประเทศไทย "กล้า" เอาผิดกับพุทธะอิสระ ซึ่งมีบารมีนอกวัดพอๆ กับ "ธัมมชโย" คนโตระดับนี้ ถ้ามีใครกล้าก็คงไม่รอให้ "คสช" ส่งคอมมานโดบุกกุฏิ หิ้วปีกออกมาในสภาพล่อนจ้อนดังที่เห็น

 

 

แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ เวลานี้ ฝ่ายธรรมยุตเป็นสังฆราช กุมอำนาจสังฆมณฑล ใครจะกล้าลูบคมสมเด็จพระสังฆราชก็ลองดู เพราะตำแหน่งนี้ระบุว่า "สกลมหาสังฆปริณายก" แปลว่า "เป็นหัวหน้าพระสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล" มิได้จำกัดเฉพาะฝ่ายธรรมยุตเท่านั้น ดังนั้น ไม่ว่าธรรมยุตหรือมหานิกาย หากละเมิดฝ่าฝืนโดยไม่ดูดำดูดี ก็เท่ากับลองดีสมเด็จพระสังฆราช แถมอำนาจในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ทั้งหมด ก็ถูกโอนไปยัง "สำนักพระราชวัง" หมดแล้ว ทำอะไรเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ขืนทำเป็นละเมิดพระราชอำนาจ อยากลองของก็ลองดู เดี๋ยวก็รู้..หมู่หรือจ่า !

 

 

 

ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาชี้ พุทธะอิสระบวชใหม่ไม่ได้ เหตุศาลตัดสินจำคุก

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 พระธรรมกิตติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส และประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีอดีตพระพุทธะอิสระเตรียมกลับมาบวชใหม่ ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำคุกรอลงอาญานั้น หากศาลตัดสินว่าไม่มีความผิด หรือศาลยกฟ้อง อดีตพระพุทธะอิสระสามารถกลับมาบวชใหม่ได้ แต่ในกรณีดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาจำคุกแต่ให้รอลงอาญา ดังนั้น อดีตพระพุทธะอิสระจึงยังไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ หากมีพระอุปัชฌาย์รูปใดประกอบพิธีอุปสมบทให้กับอดีตพระรูปนั้นๆ ก็จะมีความผิด ถือเป็นการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ ในที่นี้คือพระอุปัชฌาย์ ซึ่งจะมีความผิดถูกเจ้าคณะปกครองในสังกัดสั่งลงโทษ

 

ที่มา : มติชน : 29 ตุลาคม 2561


 

คุก 3 ปี พุทธะอิสระ !

ศาลลงอาญาข้อหาทำร้ายเจ้าหน้าที่

คดีสิ้นสุด !

 

อา..คดีพุทธะอิสระ คดีแรกนั้น สิ้นสุดลงไปแล้ว พุทธะอิสระ ได้รับคำพิพากษา "ให้จำคุก" เต็มตัวแล้ว จึงถือว่า "สิ้นสุดความเป็นพระ" ไปโดยปริยาย ไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ เว้นเสียแต่จะมีความพยายาม "ตีความ" ว่าการให้รอการลงโทษไว้นั้น ถือว่าเป็นการจำคุกด้วยหรือไม่ ซึ่งก็คงต้องให้ศาลพิพากษาอีกเช่นกัน มันหลายแง่มุม ดังนั้น เรื่องนี้น่าจะยังไม่ยุติเพียงแค่นี้ ต้องมียกต่อไป แต่ถ้าศาลลงโทษคดีอื่นเข้าไปอีกก็ไม่แน่ โดนหลายคดีเข้าก็อาจจะไม่รอการลงโทษ แค่เอาเข้าคุกซัก 3 วัน ก็ถือว่าหมดสภาพเต็มฟอร์มแล้ว

 

 

ศาลสั่งคุก 1 ปี 6 เดือน พุทธะอิสระ คดีการ์ด กปปส. ซ้อม ตร.สันติบาล

 

29 ต.ค. 61 - ที่ห้องพิจารณา 814 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.2499/2561 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อายุ 59 ปี หรือ อดีตพระพุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อ.สามพราน จ.นครปฐม และอดีตแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร หน่วงเหนี่ยวกักขังฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309, 310

 

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 23 พ.ย. 2556  - 1 พ.ค. 2557  ต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมีพฤติการณ์เป็นอั้งยี่ซ่องโจร เป็นหัวหน้าผู้สั่งการกลุ่ม กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ หน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยปลุกระดม ยุยง ชักชวนประชาชน และแนวร่วมเพื่อขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขัดขวางการเลือกตั้ง ส.ส. เข้ายึดหน่วยงานและสถานที่ราชการหลายแห่ง โดยร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ใช้กำลังประทุษร้าย ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล กับ ด.ต.วชิรพงศ์ อุ่นนวลบูรพงศ์ 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลได้รับบาดเจ็บสาหัส และทรัพย์สินรวม 8 รายการมูลค่า 60,900 บาทสูญหาย เหตุเกิดแขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. โดยจำเลยให้การรับสารภาพ

 

วันนี้ อดีตพระพุทธะอิสระ จำเลย ซึ่งได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาล 

 

โดยศาลได้พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 309 วรรค 2 และวรรค 3 กับมาตรา 310 วรรค 2 ซึ่งเป็นความผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ เป็นโทษหนักสุดให้จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และเมื่อพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะพินิจแล้ว เห็นว่าคดีนี้จำเลยได้วางเงินชดใช้ให้กับผู้เสียหายทั้งสองแล้ว จำนวน 40,000 บาท ผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อไป ขณะที่จำเลยไม่เคยได้รับโทษคดีอาญามาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ส่วนที่อัยการขอให้นับโทษต่อจากคดีกบฏ กปปส. นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงให้ยกคำร้อง

 

ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว กลุ่มลูกศิษย์ที่เดินทางมาให้กำลังใจประมาณ 30 คน ได้พนมมือกล่าวสาธุพร้อมกันในห้องพิจารณาคดี

 

ที่มา : ไทยโพสต์ : 29 ตุลาคม 2561

 

หนกลางวุ่น !

รองภาคไม่กล้ารักษาการ

ตบเท้า "ลาออก" เป็นแถว

สมเด็จสมศักดิ์แก้เกม ตั้งใหม่ กลับไปกลับมา

 

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม)

เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

 

อา..ก็ถือว่าเป็นการ "ลองของ"  เจ้าคณะใหญ่หนกลาง "อย่างแรง" ที่บรรดา "รองภาค" ในเขตหนกลาง ไม่ไว้หน้า "สมเด็จพระพุทธชินวงศ์" ซึ่งทรงอิทธิพลสูงสุดในปัจจุบัน

อดีตนั้น เมื่อผู้ใหญ่ "ชี้ให้" ใครเป็น คนนั้นก็..ต้องเป็น ไม่มีการอิดเอื้อนใดๆ ดูอย่าง "มหาสายชล" สิ "ทุกอย่างขึ้นกับหลวงพ่อสมเด็จ" หลวงพ่อให้เป็นก็เป็น หลวงพ่อไม่ให้เป็นก็..ไม่เป็น เป็นทั้งข้ออ้างและเป็นทั้งเกราะกำบังหาความชอบธรรมให้แก่ตนเอง ในการเกาะติดเก้าอี้ที่มีกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด

แต่สมเด็จสมศักดิ์ท่านก็คิดผิดไป มองไม่ทะลุว่า การตั้งให้ "รองภาค" ขึ้นรักษาการภาค "พร้อมๆ กัน" นั่นก็เท่ากับว่าเป็นการ "ปลดภาค" ออกทั้งหมด มันก็เหมือนกับการ "ปลดเจ้าอาวาส" และให้ "รองเจ้าอาวาส" ขึ้นรักษาการแทน โดยทั้ง "อดีตเจ้าอาวาส" ก็ยังอยู่ แถมยังอยู่อย่างผู้มีบารมีภายในวัด แล้วถามว่า "รองเจ้าอาวาส" จะทำงานได้อย่างไร เพราะบารมีมันข่มกันเห็นๆ

กรณี "ตั้งรองภาคขึ้นรักษาการพร้อมกัน" ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน สมเด็จสมศักดิ์อาจจะเพ่งเล็งไปที่ "ภาคหนึ่ง" ของมหาสายชล ว่าสมควร "ว่างไว้" ไม่ให้เกิดคำครหาเพราะว่าเป็นหนังหน้าไฟ จึงให้ "เจ้าคุณมีชัย-รองภาค" ขึ้นมารักษาการ จนกว่าจะได้เจ้าคณะภาครูปใหม่ แต่ในเมื่อจะใช้สูตรนี้แล้ว ก็ต้องใช้ "ทั้งหน" จึงโดนโละหมด ไม่ว่าจะเป็น ภาค 1-2-3-13-14-15 ซึ่งถ้าแค่ "ภาคหนึ่ง" ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ภาคอื่นๆ นั้น มีผู้ใหญ่ระดับ "กรรมการ มส." และผู้ทรงอิทธิพลมากมาย แทบว่าไม่ด้อยบารมีไปกว่าสมเด็จสมศักดิ์เจ้าคณะใหญ่ด้วยซ้ำไป ได้แก่

ภาค 2 ของพระพรหมบัณฑิต หรือท่านเจ้าคุณประยูร ซึ่งปัจจุบันนี้ก็บารมีคับเมือง ขนาดว่า "กล้าลุก" จากเก้าอี้อธิการบดี มจร. แต่ตำแหน่งภาคก็ดี กรรมการ มส. ก็ดี ก็ยังอยู่ครบ แล้วจะมาปลดให้รองภาคขึ้นทำงานแทน มันไม่เกินไปหน่อยหรือ

ภาค 3 ของพระธรรมปริยัติโมลี หรือเจ้าคุณอาทร วัดบพิตรพิมุข นี่ก็อยู่ในตำแหน่งมายาวนาน แบบว่าฐานการเมืองแน่นปั๋ง โดนงัดราก ทั้งต้นทั้งโคนก็ล้มทับคนอยู่ใกล้

ภาค 13 ของพระพรหมกวี หรือเจ้าคุณประกอบ เพื่อนร่วมรุ่นของเจ้าคุณประยูร และรุ่นน้องของสมเด็จสมศักดิ์ สั่งปลดเขาแบบไม่ไว้หน้าแบบนี้มันก็เกินไป จะมองหน้ากันติดได้อย่างไร

ภาค 14 ของพระธรรมโพธิมงคล หรือเจ้าคุณสมควร วัดนิมมานรดี ภาคนี้ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเจ้าคุณสมควรเพิ่งจะเป็นภาคได้ไม่นาน แต่ความใหม่ก็ยังไม่อยากเก่า จึงเดาว่าคงไม่พอใจอีกเช่นกัน

ภาค 15 ของพระพรหมเวที หรือเจ้าคุณสุเทพ วัดพระปฐมเจดีย์ นี่ก็สุดยอดผู้ยิ่งใหญ่ เงินเยอะเพราะวัดใหญ่ ไม่ได้ขอใครกิน ตำแหน่งที่ได้มาก็เพราะวาสนาบารมี ไม่มีการวิ่งเต้นเส้นสาย แต่จู่ๆ จะมาปลดกันนั้น นักเลงเขายอมความกันไม่ได้

บรรดา "เจ้าคณะภาค" เหล่านั้น ท่านคงมองว่า สมเด็จสมศักดิ์จะ "ล้างขี้" ที่ก้นของตนเอง เพราะตั้งมหาสายชลเป็นเจ้าคณะภาคอย่างผิดฝาผิดตัว ก็ถือว่าเป็นเรื่องของสมเด็จสมศักดิ์ เพราะตั้งกันในกุฏิตัวเอง คนอื่นไม่ได้เกี่ยว แล้วจะให้เขาไปเกี่ยวข้องในตอน "ปลด" ได้อย่างไร มันไม่แฟร์ ที่แน่ๆ ก็คือ "หนอื่นๆ ทำไมเขาไม่ทำเหมือนหนกลาง" นั่นคือปัญหาคาใจ

ทั้งหมดทั้งมวลนั้น เลยกลายเป็นแรงกดดันไปที่ "รองภาค" ให้ต้องทำหนังสือ "ขอลาออก" จากรักษาการภาคทั้งหนกลาง เป็นการ "ตบหน้า" เจ้าคณะใหญ่แรงที่สุดในประวัติศาสตร์การปกครองของคณะสงฆ์ไทย

เหตุผลที่สมเด็จสมศักดิ์ "อ้างไว้" ในคำสั่งหลังสุดก็คือ "รองภาคขอลาออกจากรักษาการ" จึงตั้งให้ "อดีตเจ้าคณะภาค" เป็นผู้รักษาการ "เพื่อให้กิจการคณะสงฆ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย" นั่นหมายถึงว่า ถ้าอดีตเจ้าคณะภาคไม่ได้เป็น กิจการคณะสงฆ์ก็คง..ไม่เรียบร้อย อย่างน้อยที่สุดมันได้แสดงออกแล้วว่า รองภาคไม่มีอำนาจ และไม่กล้า

ถามว่า ปัญหาใหญ่ครั้งนี้เป็นความรับผิดชอบของใคร ก็เห็นจะไม่ต้องตอบ เพราะผู้รับผิดชอบก็คือคนตั้ง ส่วนใครตั้งก็ขอให้ "อ่าน" ในท้ายคำสั่งเอาเอง

ดังที่ เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ได้วิเคราะห์ไปก่อนหน้านี้แล้วว่า "การตั้งรองภาคขึ้นรักษาการของเจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ขณะที่หนอื่นๆ เขาตั้งอดีตเจ้าคณะภาคทั้งหมดนั้น เป็นการเล่น "ล้ำหน้า" ของสมเด็จสมศักดิ์ไปเพียงรูปเดียว เจ้าคณะใหญ่อีก 3 รูปเขาไม่เล่นด้วย จึงต้องรอดู "ผลลัพธ์" ว่าจะออกมาอย่างไร สุดท้ายก็ไปไม่ถึงดวงดาว สมเด็จสมศักดิ์ต้อง "กลับลำ" กลับมาตั้ง "อดีตภาค" ขึ้นเป็นรักษาการเหมือนหนอื่นๆ กลืนน้ำลายตัวเองต่อหน้าสาธารณชน จนแต้มกลางกระดาน

ซึ่งก็เป็นคำตอบได้อย่างดีว่า ที่มีปัญหาในคณะสงฆ์ไทยมายาวนานหลายปี ตั้งแต่กรณีธรรมกาย มาจนถึงกรณี "รักษาการภาค" ลาออกทั้งหมดครั้งนี้ ปัญหาใหญ่นั้นอยู่ที่ "สมเด็จสมศักดิ์" นั่นเอง ที่ไม่มีกึ๋น ไร้บารมี ไม่มีความเด็ดขาด และไร้วิสัยทัศน์โดยสิ้นเชิง ในการดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

ไม่เปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งนี้ รับรองว่าคณะสงฆ์ไทย "เละต่อไป" อีกร้อยปี

 

 

ชักเข้า-ชักออก

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 28 ตุลาคม 2561


 

ชีแก้วจำได้แล้ว  !

เบลอเผลอคิดไปว่ามีคนบุกรุกห้องพัก

มือไวกระจายข่าวไปทั่วโลก

รู้ตัวว่าพลาดผิดไป กลับใจขอขมาสงฆ์

พระสงฆ์ก็อนุโมทนา..สาธุ !

 


 

แม่ชีแก้ว หรือแก้วเสียงธรรม

ทำพิธีขอขมาพระสงฆ์วัดป่าพุทธคยา

กรณีมีข่าวเสียหายเมื่อเดือนมีนาคมศกนี้ที่ผ่านมา

 

อาจารย์จิ๋ว : พระโพธินันทมุนี

 

(พนมศักดิ์ พุทฺธญาโณ)

 

เจ้าอาวาสผู้ก่อตั้งวัดป่าพุทธคยา อินเดีย

 

ผู้มีบารมีทั้งในไทยและอินเดีย

 

 

อา..ฝนซาฟ้าใสกันเสียที สำหรับ "วัดป่าพุทธคยา" ในวันนี้ วันที่มี "มรสุมชีแก้ว" รุมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง แค่คืนเดียวก็เสียหายร้ายแรงไปทั่วโลก โดยเฉพาะ "หลวงพ่อจิ๋ว" เจ้าอาวาสนั้น นอกจากปัญหาแม่ชีแล้ว ก็ยังมีปัญหา "อาจารย์จำนงค์" วัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งลี้ภัยไปเยอรมนี ตีตั๋วเข้ามาสมทบร่วมเรือลำเดียวกันอีก สุมอกสุมใจ ผู้หลักผู้ใหญ่หาว่าอาจารย์จิ๋วสนิทกับหลวงพ่อจำนงค์ คงจะสามารถ "กล่อมอาจารย์จำนงค์" ให้ใจอ่อนยอมกลับประเทศได้ ทั้งที่มันไม่ง่ายอย่างนั้น ถ้าขอทุกอย่างได้จริง ป่านนี้อาจารย์จิ๋วเป็นรองสมเด็จไปแล้ว เจอทีละสองกระแส "ทั้งหนักทั้งเอียง" หลวงพ่อจิ๋วถึงกับตัดสินใจ "ปิดมือถือ" ปลีกวิเวก "เดินทางไกลไปอเมริกาหน้าซัมเมอร์" นานเป็นเดือน เพราะทั้งอินเดียทั้งไทยร้อนตับแทบไหม้ ใครไม่เป็น "อาจารย์จิ๋ว" คงไม่รู้ว่ามันร้อนแค่ไหน อะไรๆ ก็..อาจารย์จิ๋ว !

และแล้วยุทธวิธี "ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว" ก็ได้ผล ยังไม่พ้นพรรษา ก็มีข่าวดีว่า "ชีแก้วสำนึกผิด" ที่มือไวไปโพสต์ข่าวบนเฟสบุ๊ค ทำให้วัดป่าฯเสียหาย จึงตัดสินใจ "ขอขมาสงฆ์" ลงเอยด้วยดี เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ ถึงเกิดขึ้นแล้ว จะผิดพ้องหมองใจกันไปบ้าง แต่พระท่านก็ยังมีเมตตา เมื่อแม่ชีขอขมาก็มิได้ติดใจอันใด

กรณีชีแก้วสำนึกผิดและรับผิดชอบการกระทำด้วยการ "ขอขมาสงฆ์" ครั้งนี้นั้น ดูไปเหมือนแม่ชีผิด แต่ความจริงแล้ว ถือเป็น "สปิริต" อันสูงส่ง เมื่อรู้ตัวว่าทำผิด จะด้วยตั้งใจหรือมิตั้งใจก็ตาม "อารยชน" ก็ย่อมจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการ "ขอขมาอภัย" แม่ชีก็ไม่ได้เสียหาย วัดป่าก็ไม่บอบช้ำ แก้ปัญหาเป็นก็รักษาได้ทั้งตัวเองและวัดวาอารามงามสง่า เชื่อว่า พระสงฆ์วัดป่าพุทธคยา อันมี "หลวงพ่อจิ๋ว" เป็นประธาน ก็คงอยากจะให้เรื่องราวมันจบสงบลงด้วยดี ไม่มีใครต้องติดคุกติดตะราง หาทางออกด้วยกันด้วยดี แบ่งทางกันเดิน ย่อมจะดีกว่าการบีบกันให้ยอมจำนน

และเชื่อว่า ด้วยเมตตาธรรม พระอาจารย์จิ๋ว และคณะสงฆ์ วัดป่าพุทธคยา ก็คงยินดีต้อนรับ "แม่ชีแก้ว" เป็นอาคันตุกะ เหมือนเดิม นะคะ Welcome !

 

 

 

คำขอขมาของแม่ชีแก้ว

 


 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง :

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 22 ตุลาคม 2561


 

แตกดังโพละ  !

ธรรมกายแตกเป็น 2 ก๊ก

ก๊กมหาสมชายยึดครองวัดเบ็ดเสร็จ

ก๊กอัยย์ขับไล่มหาสมชายพ้นวัด

ยังไม่รู้ "ทัตตชีโว" อยู่ก๊กไหน ?

 

 

มวยคู่ใหม่ในธรรมกาย

พระมหาสมชาย กับ อัยย์ เพชรทอง

 

 

อา..จำได้ไหมเอ่ย หลงพ่อเคยประกาศว่า "จะมอบตัวก็ต่อเมื่อประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น" วันนี้ มีสัญญาณจากรัฐบาล คสช. จะให้มีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาปีหน้า ซึ่งก็น่าจะเป็นเวลาที่ "หลงพ่อ" จะเข้ามอบตัวสู้คดี

แต่ยังมิทันถึงวันมอบตัว ก็เกิดรายการ "แตกภายในธรรมกาย" เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว แต่ละฝ่ายก็เล่นกันหนักๆ ทั้งนั้น ต่างฝ่ายต่างไล่กันพ้นวัด ไม่มีใครให้ "ที่ยืน" แก่ใครอีกต่อไป ไม่น่าเชื่อว่า ม.44 ทำลายธรรมกายไม่ได้ แต่ "ความแตกสามัคคีภายใน" กลับเป็นตัวการทำลายธรรมกายเสียเอง

ต่างคนก็ต่างอ้าง "ความชอบธรรม" และ "ทำงานให้แก่หลวงพ่อ" แต่ว่า "แนวทางของตนเองเท่านั้นที่ถูกต้อง ของอีกพวกนั้นไม่ใช่" นั่นไง ที่เป็นช่องโหว่ในธรรมกาย ที่ทำร้ายกันเองจนยากจะประสานในวันนี้

นี่ยังแค่ "ยกแรก" ว่ากันว่า ถ้าถึงยกห้า รับรองว่า "ธรรมกายแตก" เป็นเสี่ยงๆ แม้แต่ "ทัตตชีโว" คนโตนัมเบอร์ทู ก็ยังเอาไม่อยู่ !

 

 

อัยย์ เพชรทอง คะนองฤทธิ์

เปิดหน้าชนพระมหาสมชาย นัมเบอร์ 3 ของธรรมกาย

 

 

อัยย์ยกพวก ขับไล่พระมหาสมชาย

วัดพระธรรมกายรับศึก 2 ด้าน อัยย์ เพชรทอง ยกขบวนชูป้ายขับไล่พระมหาสมชาย ผู้กุมอำนาจตัวจริงในวัดพระธรรมกาย ถึงที่พักอารามปริสุทโธ ประกาศจะทำต่อไปจนกว่าจะออกไปจากวัด พร้อมตั้งข้อสงสัยบ้านหลังใหญ่อุบาสิกาด้านการเงินของวัด แถมมาเจอกรณีพระมหาวีระชัยไล่พระขั้วอัยย์ออกจากวัดในระหว่างพรรษา พร้อมสั่งห้ามทุกสาขาทั้งในและต่างประเทศรับเข้าสังกัด จนเรื่องปูดออกสู่ภายนอกและทำท่าบานปลาย จึงหาทางยุติเรื่องนี้ภายในวัด จับตาสายวัดเอาคืนจ่อฟ้องอัยย์และพวก

แม้ว่าทางวัดพระธรรมกายจะได้เจ้าอาวาสรูปใหม่ในช่วงปลายปี 2560 ที่ได้พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทธิจินตโก สายคุณยายจันทร์ ขนนกยูง ผู้อำนวยการกองงานวัดพระธรรมกาย ที่ดูแลด้านงานหล่อทองของวัด ทำหน้าที่แทนพระธัมมชโยที่หลบหนีคดีร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร

ในทางปฏิบัติแล้ว เป็นที่ทราบกันดีว่า พระครูสังฆรักษ์รังสฤษฏิ์ เป็นเพียงเจ้าอาวาสแค่ตำแหน่ง แต่ผู้นำของวัดตัวจริงคือ พระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาส เบอร์ 2 ของวัดรองจากพระธัมมชโย ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นประธานในพิธีกรรมใหญ่ๆ ของทางวัด

แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่า กว่าจะได้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มีปฏิบัติการต้านตัวเต็งอย่าง พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสรายนี้อย่างหนัก จนต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นเวลานาน และสุดท้ายเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ จึงมาลงเอยที่ พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทธิจินตโก

 

 


พระมหาสมชายกุมอำนาจตัวจริง

แม้พระมหาสมชายจะถูกสกัด ไม่ได้ขึ้นตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย แต่พระในระนาบเดียวกันต่างกุมอำนาจการบริหารในวัดพระธรรมกายไว้เกือบทั้งหมด และเดินไปในแนวทางเดียวกับพระมหาสมชายแทบทั้งสิ้น

พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ นามเดิมนายแพทย์สมชาย วัชรศรีโรจน์ แพทย์ศาสตร์บัณฑิต รุ่นที่ 35 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นน้องชายของนายสอง วัชรศรีโรจน์ หรือรู้จักกันดีในนามเสี่ยสอง อดีตเซียนหุ้นชื่อดังที่มีบทบาทสูงในตลาดหุ้นไทยและเป็นศิษย์ของวัดพระธรรมกายและเคยเป็นผู้บริจาคเงินคนสำคัญให้กับวัดพระธรรมกาย

จนถูกเชื่อมโยงไปต่างๆ นานา ว่าเงินบางส่วนของการซื้อขายหุ้นจากเสี่ยสอง อาจจะมาจากวัดในย่านปทุมธานี แต่ยังไมมีใครที่จะพิสูจน์ในเรื่องนี้ได้

พระมหาสมชาย ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย ดูแลงานการศึกษาและเผยแผ่ธรรมะ เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย และเป็นผู้ก่อตั้งวัดไทยในโตเกียว โอซาก้า นางาโน่ โทชิหวิ คานากาว่า อิบาราขิ และไซตามะ และเป็นประธานสงฆ์ วัดพระธรรมกาย ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีผู้ติดตามข้อคิดและแสดงธรรมผ่านเฟสบุ๊กมากถึง 4.9 ล้านราย


ดังนั้นเมื่อพระธัมมชโยหลบหนีคดีความ ดุลอำนาจจึงมารวมศูนย์ที่สายของพระมหาสมชาย แต่ถูกสกัดกั้นเสียก่อน ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร อัยย์ เพชรทอง ลูกศิษย์คนดังอีกรายที่ออกมาปกป้องพระธัมมชโยอย่างแข็งขันในช่วงที่เกิดวิกฤติมาตรา 44 พร้อม ๆ กับการตั้งข้อสงสัยถึงทีมงานที่กุมอำนาจในวัดว่าทำงานไม่เต็มที่ในการปกป้องหลวงพ่อธัมมชโย จนทำให้ต้องถูกดำเนินคดี
 
ช่วงที่เกิดคดีความตั้งแต่ปี 2559 พระสุธรรม สุธัมโม เข้ามาทำหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย แต่ก็ไม่สามารถสั่งการอะไรได้ สุดท้ายก็ต้องกลับไปที่ออสเตรเลีย หลวงน้าหรือพระสุธรรมนั้นอัยย์ เพชรทอง ให้ความเคารพนับถือมาก จึงเป็นปมคาใจมาถึงอัยย์ เพชรทอง ต่อทีมกฎหมายของวัดพระธรรมกายในขณะนั้น จากนั้นจึงมีการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนทีมทนายความของวัดพระธรรมกาย จนมีการปะทะกับศิษย์ของพระมหาสมชายกันผ่านทางไลน์ ที่พระและศิษย์วัดพระธรรมกายทราบกันดี

ท่านทัตตชีโว แม้จะเสมือนประธานของวัดในเวลานี้ มีอาวุโสและบารมีอยู่ไม่น้อย แต่กลไลที่บริหารงานในวัดพระธรรมกายขณะนี้อยู่ในสายของพระมหาสมชายแทบทั้งสิ้น ดังนั้น การเคลื่อนไหวของ อัยย์ เพชรทอง และทีมงาน หากดำเนินการไปแล้วอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของวัด ฝ่ายสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย จะออกมาปฏิเสธความไม่เกี่ยวข้องแทบทุกครั้ง

ไม่ต่างไปจากการตัดสายของอัยย์ออกจากความเป็นศิษย์วัดพระธรรมกาย เห็นได้จากข้อความที่ระบุว่าเป็นการกระทำส่วนตัว ทางวัดไม่เกี่ยวข้องทั้งที่ผ่านมาและที่จะทำต่อไป



6 รูปกุมอำนาจทั้งวัด

ความครุกรุ่นของความขัดแย้งขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เดิมมีการประกาศห้าม 3 บุคคลเข้ามาในพื้นที่วัดพระธรรมกาย แต่การเจรจาภายในและคำขอจากพระผู้ใหญ่ในวัดขอให้ยกเว้นชื่อของอัยย์ เพชรทอง ไว้ 1 ราย 2 รายที่เหลือแม้จะมีความพยายามเข้าวัดพระธรรมกาย สุดท้ายก็ถูกเชิญตัวออกมา

นั่นจึงเป็นที่มาของการเสนอเรื่องต่อพระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทธิจินตโก เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและทำสำเนาถึงพระทัตตชีโว ขอให้สอบอธิกรณ์พระ 6 รูปในวัดพระธรรมกาย โดยอัยย์ เพชรทอง

เบอร์ใหญ่สุดคือพระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย พระถวัลย์ศักดิ์ ยติสักโก ผู้ดูแลการเงินของวัด พระครูใบฎีกาอำนวยศักดิ์ มุนิสโก ผู้อำนวยการสำนักองค์ประธาน พระครูสังฆรักษ์อนุรักษ์ โสตถิโก ผู้ดูแลทีมงานกองพลจักรพรรดิหัตถ์สวรรค์ นักรบไซเบอร์ของวัด พระแสนพล เทพเทพา หรือสิบเอกแสนพล เทพเทพา ที่ดูแลงานด้านรักษาความปลอดภัย พระทวี พรหมเทโว ผู้ช่วยเจ้าอาวาสอีกรายของวัดพระธรรมกาย

นี่คือขุมกำลังหลักในสายงานของพระมหาสมชาย ที่ครอบคลุมการทำงานแทบทุกด้านภายในวัดพระธรรมกาย

 

 




ปะทุพระสายอัยย์ถูกไล่พ้นวัด

เรื่องสอบอธิกรณ์พระ 6 รูปนั้น แม้จะส่งเรื่องให้เจ้าอาวาสและพระทัตตชีโว แต่เจ้าอาวาสบารมียังไม่ถึง ส่วนพระทัตตชีโวออกลูกประนีประนอมและออกเอียงๆ มาทางพระมหาสมชาย ดังนั้นโอกาสของอัยย์ที่จะใช้แนวทางนี้จึงเป็นไปได้ยาก

ขณะเดียวกันยังเกิดกรณีของคณะกรรมการบริหารงานบุคคล มีคำสั่งไล่ พระตะวัน วริฎฐชโย ให้สิ้นสุดสมาชิกภาพถาวร เมื่อ 28 กันยายน 2561 ห้ามศูนย์สาขาภายในและต่างประเทศรับเข้าสังกัด แม้จะมีการยื่นเรื่องขออุทธรณ์คำสั่งต่อดังกล่าวต่อเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และต่อพระมหาวีระชัย วีรชโย กองบุคคลสำนักบุคคลกลาง

คู่กรณีของพระตะวันคือ พระมหาวีระชัย วีรชโย ถือเป็นสายของพระทัตตชีโว เคยมีวีรกรรมขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หญิงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งปัดกล้องและเข้าล็อคคอ ในช่วงที่มีการบังคับใช้มาตรา 44


"ไม่มีความชัดเจนเรื่องการกระทำความผิดของพระตะวัน แต่การขับพระออกจากวัดช่วงเข้าพรรษาโดยไม่แจ้งการกระทำผิดที่ชัดเจนนั้นในทางปฏิบัติแล้วไม่มีวัดไหนทำกัน เรื่องนี้จะถูกร้องมาที่สื่อสังคมออนไลน์ภายนอก เมื่อเรื่องราวทำท่าจะบานปลายขยายวงมากขึ้น ในเบื้องต้นมีการเรียกพระมหาวีระชัยไปตักเตือน โดยถือเป็นการกระทำส่วนบุคคล วัดไม่ได้เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่วัดพระธรรมกายใช้วิธีนี้มาตลอดเมื่อเรื่องเสียหายจะมาถึงวัด"

ทั้งนี้ พระตะวัน มาทางสายของ พระสุธรรม สุธัมโม อดีตรักษาการเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ที่ อัยย์ เพชรทอง ให้ความเคารพนับถือ แน่นอนว่าไม่ใช่สายที่กุมอำนาจในวัดพระธรรมกาย เรื่องนี้จึงกลายเป็นอีกปมเหตุหนึ่งที่สายของอัยย์เดินเครื่องชนกับ พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ รอบใหม่

 

 



นำขบวนขับไล่พระมหาสมชาย

เมื่อการยื่นเรื่องสอบอธิกรณ์เมื่อ 11 กันยายน 2561 มีแนวโน้มว่าจะเงียบ ไม่มีการตอบสนองใดๆ จากภายในวัดพระธรรมกาย ประกอบกับเกิดเหตุไล่พระในสายของพระสุธรรมออกจากวัดพระธรรมกายโดยไม่แจ้งสาเหตุ ทำให้ทีมของอัยย์ ไม่รอเรื่องผลการขอให้มีการสอบอธิกรณ์พระผู้ใหญ่ 6 รูป เดินเครื่องไปชูป้ายขับไล่พระมหาด็อกเตอร์ที่อารามปริสุทโธที่ครอบครัววัชรศรีโรจน์สร้างถวาย เมื่อ 16 ตุลาคม 2561 พร้อมทั้งประกาศว่า จะทำอย่างนี้ จนกว่าพระรูปดังกล่าวจะออกไปจากวัดพระธรรมกาย

พร้อมทั้งมาที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง โดยระบุว่า เป็นบ้านของอุบาสิการายหนึ่ง ที่ทำงานด้านการเงินให้กับวัด ได้รับเงินตอบแทนราว 3-5 พันบาทต่อเดือน แต่กลับมีบ้านมูลค่าหลายล้านบาท และตั้งข้อสงสัยว่ามีเรื่องของการทุจริตเงินบริจาคจากทางวัดที่พวกเขาทำบุญกันมาด้วยหรือไม่

สถานการณ์ของวัดพระธรรมกายในเวลานี้น่าจะถึงจุดแตกหักกันระหว่างลูกศิษย์อย่างอัยย์ เพชรทอง กับคณะสงฆ์ที่กุมอำนาจบริหารภายในวัด ที่ทุกวันนี้กิจกรรมต่างๆ ที่กลุ่มของอัยย์ ดำเนินการอยู่ถูกสกัดหลายๆ ครั้ง และต้องจับตาดูมาตรการตอบโต้ของฝ่ายกุมอำนาจในวัดที่คงไม่ปล่อยให้ฝ่ายของตนตกเป็นฝ่ายรับเพียงข้างเดียว ด้วยการเตรียมฟ้องกลุ่มอัยย์กลับฐานส่งข้อมูลอันเป็นเท็จ

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 20 ตุลาคม 2561

 

 

กฎเดียวกัน !

สำนักพุทธฯแจงสี่เบี้ย

กรณีตั้งรักษาการเจ้าคณะภาคต่างกัน

 

 

จากซ้ายไปขวา

1. สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

2. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยาราม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก

3. พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) วัดปากน้ำ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ

4. พระพรหมจริยาจารย์ (สงัด ปญฺญาวุโธ) วัดกะพังสุรินทร์ (ตรัง) เจ้าคณะใหญ่หนใต้

 

 

เสียงแตก

 

อา.. ถ้าเป็นดังที่ "คุณสิปป์บวร แก้วงาม" โฆษกสำนักพุทธฯ ชี้แจงมานั้น เป็นความจริง ก็แสดงว่า กฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 23 มีความหมายต่างกัน หรือต่างมาตรฐาน เพราะมีการ "แต่งตั้ง" แตกต่างกัน เพราะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้แต่งตั้ง "รองเจ้าคณะภาค" ขึ้นรักษาการแทนเจ้าคณะภาคทั้งหมด แต่หนอื่นๆ หาได้ทำตามเจ้าคณะใหญ่หนกลางไม่ ทุกท่านได้ให้ "เจ้าคณะภาคองค์เก่า" เขารักษาการไปพลางก่อน ถ้าคุณสิปป์บวรอ้างว่าเป็นการใช้กฎมหาเถรสมาคม "โดยเคร่งครัด" ก็อยากจะถามว่า เคร่งยังไง ครัดยังไง ทำไมถึงได้ต่างกัน ?

กรณี สมเด็จสมศักดิ์-เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้แต่งตั้ง "รองเจ้าคณะภาค" ขึ้นรักษาการแทนเจ้าคณะภาคในหนกลาง "ทั้งหมด" นั้น ดูไปก็เหมือนจะเป็นการ "ส่งสัญญาณ" ให้แก่ทางรัฐบาลและสำนักพระราชวัง "ได้ใช้ดุลพินิจ" ในการแต่งตั้ง "เจ้าคณะภาค" ชุดใหม่ โดยไม่ต้องเกรงใจ "ชุดเก่า" ซึ่งต้องใช้ "พระบรมราชโองการ" ในการแต่งตั้ง แบบว่าเป็นการช่วย "เคลียร์พื้นที่" ตรงนี้เป็นท่าทีที่ "ดีมาก" ของสมเด็จสมศักดิ์ ถือว่าเป็น "ผลงาน" ที่น่าชื่นชมที่สุดในชีวิตของสมเด็จสมศักดิ์เลยทีเดียว อย่างอื่นโหลยโท่ย

แต่ถ้ามองต่างมุม โดยเปรียบเทียบกับกรณีเจ้าคณะใหญ่อีก 3 ภาค ก็ดูเหมือนว่า "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" จะถลำตัว ล้ำหน้าไปคนเดียว เหลียวหาใครไม่เจอ เพราะเขาไม่เอาด้วย ทุกภาคยังคง "รักษาฐานอำนาจ" ไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ต่างกับหนกลางที่ "ฐานอำนาจหลุด" จากเจ้าคณะภาคไปจนหมดสิ้น ย้ายไปอยู่กับ "รองภาค" แทน จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคชุดใหม่

ก็ต้องมองต่อไปว่า "เกมนี้ใครจะเดินหมากได้เหนือกว่าใคร" ในระหว่าง "หนึ่ง : เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" กับ "สาม : เจ้าใหญ่หนเหนือ-ใต้-ตะวันออก" หวยจะออกก็ต่อเมื่อ "มีพระบรมราชโองการ" เท่านั้น แต่ที่แน่ๆ นับตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมานั้น "มหาสายชล-หลานรักของสมเด็จนิยมวัดชนะสงคราม" ได้กลายเป็น "อดีตเจ้าคณะภาคหนึ่ง" ไปอย่างเต็มตัวแล้ว และคงจะ "ไปแล้วไปลับ" ไม่กลับมา ชั่วนิจนิรันดร..ซาโยนาระ นะ..มหาสายชล !

 

 

มหาสายชล อดีตเจ้าคณะภาค 1

 

 

มส. ยึดกฎ มส. ฉบับ 23 ตั้งรักษาการเจ้าคณะภาค

มหาเถรสมาคม รับทราบการแต่งตั้งรักษาเจ้าคณะภาคทั้ง 3 เขตปกครองคณะสงฆ์ หนเหนือ หนตะวันออก หนใต้ ให้เจ้าคณะภาคเดิม เป็นรักษาการเจ้าคณะภาคไปก่อน ยึดตามกฎ มส. ฉบับที่ 23 อย่างเคร่งครัด

วันนี้ (19 ต.ค.) ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ในฐานะรองโฆษกพศ. กล่าวภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) ว่า ตามที่เจ้าคณะภาคที่หมดวาระลงทั้งประเทศตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. 2561 นั้น ที่ประชุม มส. ได้รับทราบการแต่งตั้งรักษาการเจ้าคณะภาค ของ 3 หนการปกครอง ได้แก่ หนใต้ หนเหนือ และหนตะวันออก โดยทั้ง 3 หน ตั้งเจ้าคณะภาครูปเดิมขึ้นเป็นรักษาการเจ้าคณะภาค โดยอาศัยอำนาจตามความในหมวดที่ 3 ข้อ 11 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 23 พ.ศ. 2541 ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ ระบุว่า เมื่อไม่มีเจ้าคณะภาคหรือเจ้าคณะภาคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้เจ้าคณะใหญ่แต่งตั้งรองเจ้าคณะภาครักษาการแทนเจ้าคณะภาค ถ้าไม่มีรองเจ้าคณะภาคหรือรองเจ้าคณะภาคไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้แต่งตั้งพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่เห็นสมควรรักษาการแทนเจ้าคณะภาคแล้วรายงานให้ มส. รับทราบ

เมื่อถามว่า ในส่วนของคณะสงฆ์หนกลาง ที่มีการแต่งตั้งรองเจ้าคณะภาคแทนเจ้าคณะภาคนั้น นายสิปป์บวร กล่าวว่า ก็ถือว่าเข้าตามกฎ มส. ข้อดังกล่าวเช่นกัน ทั้งนี้ ยืนยันว่า การแต่งตั้งรักษาการเจ้าคณะภาค ของเขตการปกครองคณะสงฆ์เป็นการปฏิบัติตามกฎ มส. ฉบับที่ 23 พ.ศ.2541 อย่างเคร่งครัด

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 20 ตุลาคม 2561

 

หมดอายุ เอ๊ย หมดวาระ !

สมเด็จสมศักดิ์ตั้งรักษาการ 6 เจ้าคณะภาค

ภาค 1-2-3-13-14-15

มหาสายชล "พ้น" เจ้าคณะภาค 1

 

 

สมเด็จระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม)

วัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

 

 

พระเทพสุธี (สายชล ฐานวุฑฺโฒ)

วัดชนะสงคราม "อดีต" เจ้าคณะภาค 1

 

อา..ถามว่า บรรดาเจ้าคณะภาคในเขตปกครอง "หนกลาง" ที่ถูกคำสั่ง "แต่งตั้งรักษาการแทน" ไปนั้น ได้แก่ภาคไหนและใครบ้าง ก็ขอเฉลยว่า ในเขตการปกครอง "หนกลาง" มีทั้งหมด 6 ภาคด้วยกัน ได้แก่

1. ภาค 1 ของมหาสายชล หรือพระเทพสุธี วัดชนะสงคราม ซึ่งเป็นเจ้าคณะภาค "ห่วยแตกที่สุด" ในประเทศไทย เจ้าของโมฆวาทะ "ผมตัวคนเดียว จะไปทำอะไรธรรมกายเขาได้"

2. ภาค 2 ของพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) วัดประยุรวงศาวาส กรรมการมหาเถรสมาคม อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. ซึ่งเพิ่งจะสละตำแหน่งให้แก่เจ้าคุณสมจินต์ วัดปากน้ำ ไปได้ไม่นาน

3. ภาค 3 ของพระธรรมปริยัติโมลี หรือเจ้าคุณอาทร วัดบพิตรพิมุข

4. ภาค 13 ของพระพรหมกวี (ประกอบ ธมฺมเสฏฺโฐ) เจ้าคุณประกอบเป็นเณรนาคหลวงรุ่นเดียวกับเจ้าคุณประยูร แต่ยังไม่ได้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

5. ภาค 14 ของพระธรรมโพธิมงคล หรือเจ้าคุณสมควร วัดนิมมานรดี

6. ภาค 15 ของพระพรหมเวที หรือเจ้าคุณสุเทพ วัดพระปฐมเจดีย์

แต่ละรูปและละองค์ก็ "ใหญ่ล้นฟ้าล้นแผ่นดิน" กันทั้งสิ้น

ว่ากันตามกฎหมายใหม่แล้ว เมื่อกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่ หรือเจ้าคณะภาค หมดวาระ หรือสิ้นสุดตำแหน่งลงไปไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม การแต่งตั้งนั้น "ต้องเป็นพระบรมราชโองการ" จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เท่านั้น สมเด็จพระสังฆราช หรือมหาเถรสมาคม ไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งอีกต่อไป

สาเหตุนั้นก็ดังที่รู้ คือมีการเล่นเส้นเล่นสายภายในวงการสงฆ์ ส่งคนของตนเองไปเข้าแถวกินตำแหน่งมาอย่างยาวนาน สร้างฐานอำนาจขึ้นมา แรกๆ ก็ไม่ใหญ่ แต่นานไปกลับใหญ่กว่าแม่ ซึ่งได้แก่อำนาจรัฐ ซึ่งพระในมหาเถรสมาคมได้รับผ่านพระราชอำนาจไปนั่นเอง "วัดพระธรรมกาย" ของธัมมชโย ซึ่งโดนข้อหา "เป็นภัยต่อความมั่นคง" เป็นเชื้อไฟชั้นดีให้รัฐบาลชงเรื่องผ่าน สนช. แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์เสียใหม่ "ยึดอำนาจพระสังฆราชและมหาเถรสมาคม" ไม่ให้มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งใหญ่ๆ ไล่ตั้งแต่กรรมการมหาเถรสมาคมไปยันเจ้าคณะภาค ดังนั้น วันนี้ เมื่อตำแหน่งเจ้าคณะภาค "สิ้นสุดลง" ตามวาระ เจ้าคณะใหญ่ก็ไม่มีอำนาจแต่งตั้ง ขืนแต่งตั้งไปก็เข้าในข้อหา "ละเมิดพระราชอำนาจ" อาจจะได้ไปจำวัดในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เหมือนอดีตกรรมการ มส. ก่อนหน้านี้ก็ได้

ก็สรุปว่า ตำแหน่งเจ้าคณะภาคในเขตปกครองหนกลาง "ได้ว่างลง" หมดแล้ว และเชื่อว่า ภาคอื่นๆ ก็น่าจะหมดลงไปไม่น้อยเช่นเดียวกัน แต่ถึงกระนั้น การตั้ง "รักษาการ" ก็ใช่ว่าจะมีอำนาจเต็ม นับจากวันแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ไปเมื่อต้นเดือนกรกฎา มาจนถึงวันนี้ ก็เลยไตรมาสไปแล้ว ยังไม่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งกรรมการ มส. ชุดใหม่ แถมเจ้าคณะภาคก็มาหมดวาระลงไปอีก ตำแหน่งการปกครองของคณะสงฆ์ไทยไล่ตั้งแต่ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะหน และเจ้าคณะภาค จึงตกอยู่ในสภาวะ "ทั้งแก่ ทั้งหมดสมรรถภาพ และหมดวาระ" ลงอย่างมโหฬาร เหมือนเรือลำใหญ่ แต่ไม่มีน้ำมัน ปล่อยลอยเคว้งอยู่กลางทะเล ไม่มีทีท่าว่าจะเป็นฝั่ง ถามว่า เราเดินมาถึงวันนี้ได้อย่างไร ?

ว่าแต่สมเด็จสมศักดิ์ ก็ทำทีตั้งคนอื่น ตะทีตัวเองนั้นไม่เห็นจะหมดวาระลงเมื่อไหร่ สงสัย "รอ" พระบรมราชโองการ

 

 

 

ที่มา : มติชน : 16 ตุลาคม 2561

 

 

หลวงพ่อสมนึก วัดหนองตาบุญ

อดีตพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริการุ่นแรก

มรณภาพ !

 

 

หลวงพ่อพระครูวินัยธรสมนึก จิตฺตนนฺโท

เจ้าอาวาสวัดหนองตาบุญ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี

อดีตพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริการุ่นแรก

 

ข่าวจากวัดหนองตาบุญ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี รายงานว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2561 เวลา 14.04 น. หลวงพ่อพระครูวินัยธรสมนึก จิตฺตนนฺโท เจ้าอาวาสวัดหนองตาบุญ ได้ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบ ณ โรงพยาบาลเปาโล กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้จะมีพิธีรดน้ำศพในวันที่ 16 ตุลาคม ศกนี้ ที่วัดหนองตาบุญ เวลา 13.00 น.

 

 

หลวงพ่อสมนึกนั้น มีประวัติเคยเดินทางมาสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2519 และได้เข้าร่วมการประชุมก่อตั้งสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ที่วัดพุทธวราราม นครเดนเวอร์ ในวันที่ 20-24 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2519 หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับเมืองไทย ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหนองตาบุญ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี และไม่เคยกลับมาสหรัฐอเมริกาอีกเลย จนกระทั่งได้ถึงแก่มรณภาพลงในวันนี้

พระมหาจวน จริตธมฺโม ซึ่งเป็นพระรุ่นเดียวกันกับหลวงพ่อสมนึก ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งเดินทางจากแอลเอไปโคโลราโด้นั้น พระมหาจวนเป็นพลขับรถ ส่วนหลวงพ่อสมนึกเป็นช่างเครื่อง คอยเช็คเครื่องยนต์ว่าปรกติดีหรือเปล่า เดินทางไหวไหม เสียหายตรงไหนก็ให้หลวงพ่อสมนึกดูแลรักษา หลวงพ่อสมนึกจึงเป็นพระวิศวกรรูปแรกในสหรัฐอเมริกา ถ้าไม่มีหลวงพ่อสมนึก พระทั้งคณะก็คงจะเดินทางไปไม่ถึง และการก่อตั้งสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาก็อาจจะล่าช้าออกไป

คุณสมบัติสำคัญของหลวงพ่อสมนึกนั้น ว่ากันว่าท่านเป็นโหราจารย์ที่ทำนายทายทักและวางลัคนาได้แม่นยำยิ่งนัก เป็นที่ปรึกษาทางด้านฤกษ์ยามของหลวงพ่อกิตติวุฑโฒแห่งสำนักจิตตภาวันอันเกรียงไกรในอดีต จึงมีทั้งมิตรสหายและศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ ถือได้ว่าเป็นผู้กว้างขวางและมากบารมีรูปหนึ่งเลยทีเดียว

การเดินทางมาสหรัฐอเมริกาในครั้งนั้นของหลวงพ่อสมนึก ได้ถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของคณะสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ว่าท่านเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเวลานั้นมีวัดอยู่เพียง 5 วัด มีพระเพียง 11 รูป แต่ปัจจุบันวันนี้ มีมากมายถึง 200 กว่าวัด และจำนวนพระเณรไทยในสหรัฐอเมริกาก็ทะลุหลักพันไปแล้ว

วันนี้ หลวงพ่อพระครูวินัยธรสมนึก ได้ถึงแก่มรณภาพลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งผลงานและประวัติศาสตร์อันสำคัญให้พระเณรลูกหลานได้ศึกษา อย่างทรงคุณค่า อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ขอถวายความไว้อาลัยแด่ "หลวงพ่อพระครูวินัยธรสมนึก จิตฺตนนฺโท" ด้วยความเคารพอย่างสูง มา ณ โอกาสนี้

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 13 ตุลาคม 2561

 

 

พระร่วง !

ตลาดพระเครื่องซบเซาหนัก

หลักล้านเหลือแสน หลักแสนเหลือหมื่น

หลักอื่นๆ แทบไม่เหลืออะไร !

 

 

พระพรหมวชิรญาณ วัดยานนาวา มาแรง

 

อา..ก็ขอเรียนว่า ใช่แต่ "ตลาดพระเครื่อง" เท่านั้น ที่อยู่ในช่วง "ขาลง" ซึมเซายาวนาน แม้แต่ "ตลาดพระราชาคณะ" ตั้งแต่สมเด็จยันพระครู ก็อยู่ในช่วง "ขาลง" เช่นเดียวกัน ยกเว้นแต่ "สำนักวัดยานนาวา" ที่เห็นว่ากำลังอยู่ในช่วง "ขาขึ้น" เซียนพระเจ้าคุณหันไปเล่นหุ้น "วัดยานนาวา" เป็นแถวๆ วันก่อน "พระพรหมวชิรญาณ" ท่านบินไปเป็นประธานประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร ที่เมืองแมนเชสเตอร์ เมื่อวาน มีงานรดน้ำศพ "หลวงป๋า" วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ราชบุรี พระพรหมวชิรญาณก็ได้รับบัญชาจาก "สมเด็จพระสังฆราช" ให้ไปเป็นประธานในงาน ในฐานะ "ตัวแทนสมเด็จพระสังฆราช" ออร่าจับยิ่งกว่าดารา

กรณีตลาดพระเครื่องซบเซานั้น ก็ถือว่าธรรมดา เพราะไม่ว่าตลาดไหนๆ ทั่วไทยและทั่วโลก ก็โดนพิษสงครามระหว่าง 2 อภิมหาอำนาจ "จีน-อเมริกา" ฟาดหางเข้าใส่ไม่เว้น เป็นผลของสงครามระหว่าง 2 นโยบายหลัก อันได้แก่ นโยบายทางสายไหมใหม่ของสีจิ้นผิง กับนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ของทรัมป์ นี่ยังเพียงแค่ "ยกแรก" หญ้าแพรกก็แหลกลาญไปมหาศาลแล้ว ขืนเล่นกันนานๆ จะแหลกลาญปานไหนก็ไม่อยากคิด เพราะคิดไปก็ไม่ได้ประโยชน์อันใด ในเมื่อไม่สามารถทำอะไรได้ มากกว่าการใช้นโยบาย "เศรษฐกิจพอเพียง" ของในหลวง ร.9

ตลาดพระเครื่องซึ่งซบเซาลงไปนั้น เซียนพระชี้ไปที่ "ประธานาธิบดีทรัมป์" แห่งสหรัฐอเมริกา ว่าเป็นสาเหตุ ส่วนตลาดพระเจ้าคุณที่ซบเซาลงไปนั้น เซียนพระก็ชี้ไปที่ "พงศพร พราหมณ์เสน่ห์" เชื่อว่าเข้ามาเพื่อหาเรื่องพระโดยเฉพาะ เพราะถ้าไม่มีพงศพร ก็คงไม่มีวันนี้ วันที่ "บัญชีสมณศักดิ์" เงียบหายมาหลายรอบแล้ว แม้แต่บัญชีกรรมการ มส. ก็เงียบ

 

 

มือทุบตลาดพระ

ซ้าย : พ.ต.ท.พงศพร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักพุทธฯ

ขวา :  ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐอเมริกา

 

 

 

ตลาดพระเครื่องซบเซา ราคาเช่าตกวูบ พระดังหลักแสนเหลือแค่หมื่น

ความนิยมในการสะสมพระเครื่อง ทำให้เกิดธุรกิจให้เช่า หรือรับเช่า พระเครื่อง-พระบูชาอย่างกว้างขวาง และมีธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกหลากหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสร้างพระเครื่องวัตถุมงคล การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ถ่ายรูปพระเครื่อง รับจำนำพระเครื่อง รับจ้างอัดกรอบพระ เลี่ยมพระ ทำสายสร้อยคล้องพระ ธุรกิจหนังสือพระ เป็นต้น แต่ความเฟื่องฟูและซบเซาของวงการพระเครื่อง ค่อนข้างจะผูกติดหรือไปในทิศทางเดียวกันกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

โดยเฉพาะในยามนี้ ที่บรรยากาศตามสนามพระเครื่องต่างๆ ที่หลายคนประสบพบเห็น บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่คึกคักเหมือนดังแต่ก่อน

ตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ตลาดพระที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ที่บรรดาเซียนพระและนักสะสมให้ความสนใจ แต่จากการสำรวจของ "ข่าวสดออนไลน์" พบว่า บรรยากาศ ยังมีคนมาเดินเช่าหาพระเครื่องกันอยู่ แต่ก็ไม่มากเหมือนแต่ก่อน

เซียนคนหนึ่งที่ตั้งแผงในตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์ กล่าวว่า "การเช่าพระนั้นก็ยังมีอยู่ แต่ปริมาณราคาจากเดิม จะรับเช่าพระเครื่องต่อวัน หัวเฉลี่ยหลักแสนจะปล่อยเช่าสัก 2 หรือ 3 องค์ กลายเป็นว่าหลักแสนจะเหลือวันละองค์ พระหลักหมื่นจะเช่าได้มากขึ้น เพราะว่าคนเช่าระวังการใช้เงิน ถึงแม้ว่าการเช่าพระจะเป็นเงินออม แต่ก็ระวังตัวขึ้น เพราะการเช่าพระ ไม่ได้เป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน หรือมีความจำเป็น แต่ยอมรับว่าบรรยากาศเงียบ ด้วยเศรษฐกิจไม่ดี คนต้องการใช้เงิน บางคนก็เอาพระมาขาย แต่ราคามันถูกลง คนที่พอมีเงินหรือหมุนได้ ก็ต้องซื้อเก็บไว้"

"เราเป็นคนขายมีผลกระทบมั้ย พระหลักหมื่น แต่กำไรแค่ 2-3 พันบาท เราก็เพียงขายพระหลักหมื่น 4-5 องค์ ก็พอมีรายได้ สามารถอยู่ได้ ส่วนตัวผมคิดว่าคนขายพระไม่ค่อยมีผมกระทบเท่าไร เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาได้ประมาณ 4-5 ปีแล้ว เพราะคนระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน แต่ว่าถ้าถึงกับขายไม่ได้เลย ก็ไม่ใช่ เพราะคนที่มีพระเครื่องในครอบครอง แต่ไม่มีเงินก็จะเอาพระมาขาย คนมีเงินก็ซื้อเอาไป แต่เราเป็นคนกลาง ก็พอมีรายได้ ไม่กระทบมากเท่าไร"

"สำหรับพระเครื่องแล้ว ถามว่าราคาลงไหน ก็ลงแทบทุกอย่าง บางอย่างขึ้นไปสูงๆ มามาก อาจจะขึ้นไปเพราะราคาปั่น พระประเภทนี้ราคาจะลงกว่าร้อยละ 50 บางอย่างก็ลงเป็นเท่าตัวก็มี แต่นั่นอาจจะมาจากสาเหตุที่พระถูกปั่นราคาขึ้นไป เช่น หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ตอนนี้ก็ลงไปเยอะเหมือนกัน พระหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ ก็ราคาลงเช่นกัน แต่ว่ามาจากสาเหตุที่หลวงปู่ทิมและหลวงพ่อคูณมรณภาพไปแล้ว"

เมื่อถามว่าสถานการณ์ที่ซบเซาของตลาดพระที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ มีมากแค่ไหน เซียนพระคนเดิม ระบุว่า "โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เคยรู้สึกว่าลดลง คนที่มาเช่าพระ ส่วนใหญ่คือ คนที่มีความประสงค์จะมาเช่าพระ เพื่อนำไปบูชาจริงๆ แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่ใช่คนที่อยากเช่าพระไปบูชา เสียเงินไปเปล่าๆ จะไม่เห็นประโยชน์ที่จะมาเช่าพระ ดังนั้นในบางปัจจัย ไม่ใช่ว่าจะมาจากสภาวะเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยกตัวอย่างปี 2554 ตอนน้ำท่วมนั้น ผมว่าแย่กว่านี้อีก ตอนนั้นแทบไม่มีการซื้อขายเลย บางแห่งน้ำท่วม ต้องหยุดทำการลงชั่วคราว ณ วันนี้ ถ้าถามว่าลดลงไปหรือเปล่า สินค้าอื่นทั่วไปก็เป็นเหมือนกันหมด คือได้รับผลกระทบเช่นกัน"

 

ต่อมาผู้ข่าวข่าวสดมาสำรวจตลาดพระเครื่องพันธุ์ทิพย์งามวงศ์วานกันบ้าง

 

บรรยากาศการซื้อขาย ก็ยังมีอยู่ แต่ไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากไม่ใช่เป็นวันนัดใหญ่ หรือตลาดนัดพระเครื่อง

เซียนพระคนหนึ่งในห้างพันธุ์ทิพย์งามวงศ์วาน ว่า "ตลาดช่วงเวลานี้ เงียบทั้งสนามเล็กและสนามใหญ่ พระใหญ่หรือพระเก่าที่มีราคาแพงก็ยังปล่อยเช่าได้ แต่เช่าในราคาที่ทรงๆ ซึ่งปัจจุบันพระเครื่องราคาลดมามากกว่าร้อยละ 40 ทำให้ดูเหมือนตลาดซบเซา แต่ถ้าเป็นพระสวย พระเก่า พระกรุ ราคาก็ยังแพงอยู่ ซึ่งเป็นพระที่หายาก แต่ถ้าตลาดล่างหรือพระเครื่องย่อยทั่วไป ก็ยังมีการซื้อขายกันอยู่"

ส่วนสนามพระเครื่องโลตัสปิ่นเกล้า เซียนพระคนหนึ่งที่เปิดแผงพระ กล่าวถึงสถานการณ์ของตลาดพระเครื่องในปัจจุบัน ว่า "เงียบมากถึงมากที่สุด อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นมาตั้งแต่เปลี่ยนรัฐบาล หลังรัฐประหารก็ค่อยๆ เงียบ ซบเซามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน"

"เมื่อก่อน พระเครื่ององค์ละ 2-3 แสนบาท เดือนหนึ่งขายได้เยอะมากในสมัยที่ยังไม่เกิดรัฐประหาร พอเกิดรัฐประหาร ธุรกิจต่างๆ ก็เริ่มซบเซาลง คือ คนกลัวอนาคต ไม่รู้ว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร คนก็ไม่กล้าซื้อ ไม่กล้าขาย ไม่กล้าเก็บ จากองค์หนึ่งที่เคยขายได้ในราคา 2 แสนบาท ก็เหลือแสนห้า ลดลงมาอีกเหลือประมาณหนึ่งแสน แต่ปัจจุบัน เหลือหลักหมื่น เป็นทั้งพระเก่าและพระใหม่เป็นเหมือนกันหมด"

เซียนพระคนดังกล่าว ระบุอีกว่า "เมื่อก่อนคนที่มีเงินเยอะ จะเก็บพระเครื่อง แต่ปัจจุบัน คนที่มีเงินเยอะไม่กล้าเก็บพระ จะเก็บเงินสด หรือทองคำ หรือบางคนอาจจะมองอีกมุมหนึ่ง แต่ว่าเป็นส่วนน้อยมาก คือ ซื้อพระช่วงราคาไม่แพงและนำมาเก็บ เป็นส่วนน้อยมาก จนแทบจะไม่มี แต่ส่วนใหญ่แล้ว นักนิยมสะสมพระเครื่องจะซื้อมาขายไป บวกส่วนต่างเล็กน้อย เป็นส่วนต่าง ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันกับเมื่อก่อน ไม่เหมือนกัน"

"อย่างเมื่อวาน ผมขายพระไปจากราคา 3-4 แสนบาท ผมขายไปแสนต้นเอง เราก็ต้องยอมรับ ปัจจุบันเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้จริงๆ คือ คนกลัว ไม่เชื่อมั่น มันจึงมีผมกระทบไปทั่ว ทุกวันนี้เศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ ธุรกิจ-การค้า ก็ไม่ดี ต่อให้เปิดร้านขายของกิน ยังขายลำบาก"

 

ที่มา : ข่าวสด : 11 ตุลาคม 2561

 

เหยียบถิ่นเสือ  !

เจ้าคุณธรณิศยกทีมเยือนวังน้อย

แสดงความยินดีกับอธิการบดี มจร. รูปใหม่

 

 

 

อา..็ต้องถือว่าเป็น "ภาพประวัติศาสตร์" ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ซึ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ.นี้ แบบว่าไม่เคยมีมาก่อน แต่ไหนแต่ไร สองมหาวิทยาลัยสงฆ์ล้วนแต่ "ไม่ร่วมสังฆกรรม" ต่างคนต่างทำ ม.หนึ่งจะพาคนไปสวรรค์ ม.หนึ่งจะพาคนไปนิพพาน อุดมการณ์ไม่เคยตรงกัน เทียบกับ "2 ม. ทางโลก" คือ จุฬา-ธรรมศาสตร์แล้ว เขายังดูสามัคคีกว่าพระไทย เพราะมีการแข่งขัน "ฟุตบอลประเพณี" เป็นประจำทุกปี แต่ ม.สงฆ์ กลับไม่เคยมีอะไรทำร่วมกันเลย

วันนี้ ถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ ที่เจ้าคุณธรณิศ กล้าคิด กล้านำ และกล้าทำ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่า ถ้าวัดพละกำลังกันแล้ว มจร. ย่อมเป็นต่อ มมร. อย่างเทียบไม่ติด แต่อย่าไปคิดอย่างนั้น ดูแต่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชสิ เจ้าคุณประสาร "ขนพระเณรอีสาน" มาปิดพุทธมณฑลจนล้นลานพระประธาน แต่สุดท้าย "สมเด็จช่วง" ก็ร่วง ฝ่ายไหนคว้าแชมป์ไปครอง ของอย่างนี้มันมีอุทาหรณ์ ตัวใหญ่ก็จริง แต่ถ้าวิ่งไม่เป็น ก็เห็นจะกลายเป็น..หมูในอวย อู๊ดๆ !

 

 

ประชุมซัมมิต 2 ทีมมหาวิทยาลัยสงฆ์ เหมือนรัฐบาลต่อรัฐบาล

 

 

 

เสียดายว่า มมร. บุกฉุกละหุกไปหน่อย ฝ่าย มจร. เลยตั้งรับไม่ทัน ไม่เห็นหน้ารองอธิการบดีตั้งหลายฝ่ายเลย เจ้าคุณสมจินต์โดนทีม มมร. ประกบซ้ายขวาหน้าหลัง แทบเล่นไม่ออก กร่อยสนิทศิษย์ส่ายหน้า

 

ม.สงฆ์สานพระราชปณิธานร่วมจัดศึกษาพุทธตอบโจทย์นานาชาติ
วันที่ 27 กันยายน 2561 ที่ห้องสัมมาปัญญา สำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา พระเทพบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร) ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูง ประกอบด้วยรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร และรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ เป็นต้น เข้าพบและแสดงมุทิตาธรรมแก่พระราชปริยัติกวี,ศ.ดร. อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในโอกาสที่ได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ให้ดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีต่อจากพระเดชพระคุณพระพรหมบัณฑิต,ศ.ดร. กรรมการเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส กรุงเทพมหานคร  

ทั้งนี้ อธิการบดี มมร และ มจร ได้ร่วมสนทนาธรรมและปรึกษาหารือแนวทางในการร่วมมือและผนึกกำลังกันพัฒนามหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งให้เป็นสถาบันการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาเพื่อตอบโจทย์ของสังคมทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ ทั้งการแลกเปลี่ยนนิสิต คณาจารย์ รวมถึงการวิจัย และจัดสัมมนาทางวิชาการทั้งในระดับระดับชาติและนานาชาติร่วมกัน 

แนวทางดังกล่าว จะเป็นการสานต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่ทรงสถาปนาให้มหามกุฏราชวิทยาลัยให้เป็นแหล่งเรียนรู้พระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งจะสอดรับกับที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในฐานะพระโอรสของรัชกาลที่ 4 ที่ทรงสถาปนาให้มหาจุฬาฯ เป็นแหล่งเรียนรู้พระไตรปิฏกและวิชาชั้นสูง

ความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ในการนำมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง มาลงนามความร่วมมือ เพื่อแสวงหาแนวทางในการร่วมสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์ การวิจัย การปฏิบัติ การเผยแผ่ และนำพระพุทธศาสนาไปตอบโจทย์ของสังคมไทย และสังคมโลกในพุทธศตวรรษที่ 26 อย่างมีประสิทธิผลต่อไป

 

ที่มา : บ้านเมือง : 29 กันยายน 2561

 

น้ำฝนเงิบ  !

ศาลไม่รับฟ้องผู้จัดการหมิ่น

บอกติชมด้วยความชอบธรรม

 

 

หลงเพ่น้ำฝน !

 

 

อา..โบราณว่า "กินขี้ดีกว่าค้าความ" น้ำฝน-คนมาหาเฮีย ได้ก้าวเข้าไปสู่กับดักแห่งการค้าความไปเรียบร้อยแล้ว แถมค้าแล้วขาดทุน ฟ้องแล้วแพ้ ก็เสียสองต่อ คือเสียความชอบธรรม ลามไปถึง..เสียความเป็นพระ เพราะพระนั้น ใช่แค่นุ่งเหลืองห่มเหลือง แต่เป็นทั้ง "พุทธบุตร" และเป็น "บุคคลสาธารณะ" เมื่อบวชเข้ามาแล้ว ก็เป็นคนของประชาชน เพราะกินข้าว-อยู่อาศัยในที่ที่ประชาชนเขาถวาย จะอ้างสิทธิใดๆ ในการป้องกันตัวเองนั้นทำได้ประการเดียวก็คือ "อยู่ในพระธรรมวินัย" มิใช่การใช้กฎหมายปกป้อง ดังที่น้ำฝนกระทำไป แถมเมื่อทำไปแล้วแพ้ ก็เสียผู้เสียคน จะเอาอะไรไปสอนญาติโยม ในเมื่อตัวเองก็ยังไม่เข้าใจแม้กระทั่ง "สิทธิพื้นฐาน" ของการเป็นพระ

 


 

จับมือ "เสี่ยแป๊ะ" วัดปากน้ำ แจกรถสำนักพุทธฯ

 

การทำพิธีนอกรีตนอกรอย แล้วนำเอาปัจจัยเงินทองที่ได้มาโดยไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยนั้น มาช่วยเหลือประชาชนรวมทั้งหน่วยงานราชการบางแห่ง โดยอ้างว่าเป็นการสร้างสาธารณะกุศล ก็เป็นความเข้าใจผิดของสังคมไทยเอง ที่เชื่อว่าการทำเช่นนี้คือหน้าที่ของพระสงฆ์ แล้วทีนี้ เมื่อพระธรรมวินัยอันเป็นหลักการของพระพุทธศาสนา ถูกพระพวกนี้ย่ำยี ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปตรวจสอบ เพราะตกอยู่ภายใต้อามิสสินจ้างเสียแล้ว

เชื่อเถิดว่า ถึงจะแพ้คดีความหนักแตกยับ แต่น้ำฝนก็ไม่ยอมหยุดแน่ เพราะมองเห็นทางแล้วว่า ถ้ามีเงินเสียอย่าง อะไรก็ซื้อได้ แม้แต่..สมณศักดิ์ และกรรมการมหาเถรสมาคม !

 

 

ไม่ต้องทำตัวให้ใครชมว่าดี แต่ใครว่าไม่ดี กูฟ้อง !

ปั้นวาทกรรมหรู พอๆ กับ ว.ตอแหล

 

 

ศาลยกฟ้อง ผู้จัดการ 360 แฉหลวงพี่น้ำฝนปลุกเสกวัตถุมงล ชี้ติชมโดยชอบธรรม

ศาลมีคำพิพากษาในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ยกฟ้องคดีพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง "ผู้จัดการ 360" ฐานหมิ่นประมาท กรณีเสนอข่าวปลุกเสกวัตถุมงคลจนถูกพระชั้นผู้ใหญ่ตำหนิ ชี้เป็นการติชมโดยธรรม

วันนี้ (25 ก.ย.) ที่ห้องพิจารณาคดี 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1156/2560 ที่พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน อายุ 45 ปี เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม อ.เมืองฯ จ.นครปฐม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ผู้จัดการ 360 จำกัด, นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทผู้จัดการฯ, นายสุวิชชา เพียราษฎร์ บรรณาธิการบริหารบริษัท ผู้จัดการฯ, นายวริษฐ์ ลิ้มทองกุล เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,326 และ 328

คำฟ้องโจทก์สรุปว่า เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2561 เวลากลางวันและกลางคืน จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันตีพิมพ์ลงบทความเผยแพร่ทางเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ต่อบุคคลทั่วไป ทำนองว่า นับตั้งแต่ปี 2561 พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม ได้ออกสิ่งของมงคลโดยผ่านพิธีปลุกเสกมาแล้ว 4 รายการ ประกอบด้วย กระเป๋ามหามงคล ขณะเมื่อ 30 ก.ย. 2560 เจ้าคณะใหญ่ทุกหนได้มีคำสั่งให้พระสงฆ์และสามเณรเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ให้ระงับเรื่องป้ายประกาศเกี่ยวกับพิธีการปลุกเสกวัตถุมงคล เครื่องราง ของขลัง โดยบรรดาเกจิอาจารย์ อันเป็นการมอมเมาประชาชน มิใช่วิถีพุทธ มิใช่วิถีสมณะ สุ่มเสี่ยงต่อการต้องอาบัติอันติมวัตถุ และในอุโบสถต้องไม่ทำเป็นที่จำหน่ายวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังภายในอุโบสถ และกำชับให้พระสังฆาธิการ สอดส่องดูแลกวดขัน แต่วัดไผ่ล้อมยังคงออกสั่งของวัตถุมงคลตามหลังประกาศถึง 4 รายการ

โดยการปลุกเสกของทางวัดไผ่ล้อม ดำเนินการเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2560 หลังจากที่พระปกครองมีคำสั่งออกมาแล้ว ไม่มีเสียงทักท้วงใดๆ จากพระชั้นปกครอง แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องกระเป๋ามหามงคลสินค้าตัวแรกที่ออกมา แต่เรื่องก็เงียบไปในระดับชั้นเจ้าคณะจังหวัด ที่ชี้แจงว่าทางวัดไผ่ล้อมดำเนินการเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาล จากนั้นผ้ายันต์พันคอ เหรียญพระวิสุทธิเทพ และย่ามยันต์หรูก็ออกมามาโดยไร้เสียงทักท้วง ท่ามกลางข้อสงสัยของคนทั่วไปว่า ทำไมวัดไผ่ล้อมทำสิ่งของมงคลเหล่านี้ออกมาได้ ทั้งๆ ที่หมิ่นเหม่ต่อการขัดคำสั่งของเจ้าคณะใหญ่ทุกหน

ทั้งนี้ การเผยแพร่ข้อความดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายถูกดูหมิ่นจากบุคคลทั่วไป ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษตามกฎหมายและสั่งให้จำเลยร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ และหนังสือพิมพ์อื่น 7 ฉบับ เป็นเวลาติดต่อกัน 15 วัน

ศาลชั้นต้นตรวจพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเบื้องต้นว่า บทความ หรือข้อความ ที่ลงในเว็บไซต์ดังกล่าว เป็นบทความที่หมิ่นประมาทโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อความ หรือบทความ ที่โจทก์ฟ้องและเบิกความว่าเป็นบทความหรือข้อความที่ใส่ความโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชังนั้น โจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงตามฟ้อง และที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความเป็นพยานต่อศาล ก็มิได้เบิกความให้เห็นว่าที่วัดไผ่ล้อม ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้น ไม่มีการทำพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังแต่อย่างใด ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความจากเจ้าคณะใหญ่หนกลาง มีคำสั่งที่ 8/2560 ห้ามวัดวาอารามต่างๆ ทำการให้เช่า หรือจำหน่าย วัตถุมงคล ในพระอุโบสถของวัดไผ่ล้อม จะมีการกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวนั้นหรือไม่ กรณีเป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่จะต้องดำเนินการตามกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายต่างหาก แต่หากวัดไผ่ล้อมมีการปลุกเสกวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังโดยบรรดาพระเกจิอาจารย์ทั้งหลายจริง กรณีก็เป็นความเชื่อหรือความศรัทธาของประชาชนแต่ละหมู่แต่ละเหล่าไป ตามแต่ความเชื่อและความศรัทธาของแต่ละคน ข้อความ หรือบทความใด จะเป็นหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงความรู้สึกของวิญญูชนทั่วๆ ไป เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่า ข้อความที่กล่าวนั้น ถึงขั้นที่จะทำให้ผู้ถูกหมิ่นประมาท น่าจะเสียชื่อเสียง บุคคลอื่นดูหมิ่น หรือเกลียดชังหรือไม่ มิใช่พิจารณาตามความรู้สึกของผู้ถูกหมิ่นประมาทแต่ฝ่ายเดียว

การที่มีพระเถรชั้นผู้ใหญ่ ระดับชั้นพระราชาคณะ เดินทางไปที่วัดไผ่ล้อมจำนวนมาก กรณีก็มิใช่เป็นเรื่องผิดปกติวิสัย ที่จะทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจ หรือเชื่อว่า โจทก์เป็นพระภิกษุที่ไม่ดีแต่อย่างใด แต่ในทางกลับกัน อาจทำให้บุคคลหรือสังคมเลื่อมใสและศรัทธาโจทก์มากยิ่งขึ้นว่าเป็นพระที่มีคุณงามความดี ประพฤติดีประพฤติชอบ ขนาดพระเถรชั้นผู้ใหญ่ยังเดินทางไปที่วัดที่โจทก์ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสจำนวนมากมายเสียด้วยซ้ำ

เมื่อโจทก์มิได้ปฏิเสธว่า ที่วัดไผ่ล้อม ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าอาวาส ไม่มีการปลุกเสกวัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสื่อมวลชนแขนงหนึ่ง นำบทความดังกล่าวออกเผยแพร่ในเว็บไซต์ หากเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 จริง บทความตามคำฟ้องที่โจทก์อ้างว่าเป็นบทความที่ใส่ความอันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์นั้น เป็นการลงบทความ หรือข้อความ ตามข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริง จึงเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งอยู่ในวิสัยของบุคคลทั่วไป หรือประชาชน สามารถวิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อเท็จจริงที่ปรากฏหรือมีอยู่จริงนั้นได้ บทความที่ลงในเว็บไซต์ดังกล่าว ไม่เป็นบทความที่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ตามคำฟ้อง คดีโจทก์ไม่มีมูลที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณา พิพากษายกฟ้อง

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 26 กันยายน 2561

 

เรียกวรรณา  !

รับทราบข้อหาฟอกเงินคลองจั่น

หลังยึดอาคาร 100 ปีคุณยายจันทร์

 

 

วรรณา จิรกิติ

ประธานมูลนิธิคุณยายมหาอุบาสิกาจันทร์

มูลนิธิใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

 





 

 

อา..วรรณาคือใคร ใครคือวรรณา และถามว่า "ทำไมต้องเรียกวรรณาไปรับทราบข้อหาฟอกเงินคลองจั่น เกี่ยวอะไรกันกับวรรณา" ฯลฯ ก็ขอเฉลยปัญหาตามลำดับว่า

วรรณานั้น เดิมนามสกุล "เบญจรงคกุล" และมีพี่ชายชื่อว่า "บุญชัย เบญจรงคกุล" หรือเจ้าสัวบุญชัย เจ้าพ่อดีแท็ก อภิมหาเศรษฐีระดับหมื่นล้าน แถมยังเป็น "ศิษย์เอก" ของท่านธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งปัจจุบันครองตำแหน่ง "พระที่มีคดีติดตัวมากที่สุดในโลก" แถมล่องหนหายตัวได้อีกด้วย

ต่อมา วรรณา เปลี่ยนนามสกุลเป็น "จิรกิติ" เพราะสมรสกับ ดร.ประกอบ จิรกิติ ซึ่งเป็นทั้งนักธุรกิจและนักการเมืองเรืองนาม ก่อร่างสร้างฐานะจนร่ำรวยมหาศาล ซึ่งทั้งคู่ก็จูงมือกันเข้าวัด "พระธรรมกาย" เป็นศิษย์เอกของสายนี้ในระดับแนวหน้า

ต่อมา วรรณา ได้รับความไว้วางใจจากหลวงพ่อใหญ่ "ธัมมชโย" ให้ขึ้นนั่งเก้าอี้ "ประธานมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง" ซึ่งเป็นมูลนิธิใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพราะมีทรัพย์สินมหาศาลถึงระดับ "หลายหมื่นล้าน" แถมยังมีกรรมการมีฐานะระดับ "อภิมหาเศรษฐี" มากที่สุดในประเทศไทย ก็ต้องเรียกว่า ใหญ่ยิ่งกว่าใหญ่ ขนนกยูงแต่ละเส้นนั้นแพงเป็นล้านๆ

และเมื่อเส้นทางการเงิน ที่ผันผ่าน "สหกรณ์คลองจั่น" ของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร มันพัวพันไปถึง "ท่านธัมมชโย" ซึ่งได้รับเงินมาแล้วก็ "สั่งจ่าย" ไปยังมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ซึ่งมี "วรรณา" รับตำแหน่ง "ประธาน" อีกต่อหนึ่ง จึงเกี่ยวก้อยกัน ด้วยประการฉะนี้

ก่อนหน้านี้ วันที่ 29 มิถุนายน ศกนี้ ที่ผ่านมา ทาง ปปง. ได้สั่งยึดหรืออายัด "อาคาร 100 ปี มหาอุบาสิกาจันทร์" มูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท (ห้าพันล้านบาท) ซึ่งถือว่าเป็นอาคารที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย ในวันนี้ ดีเอสไอ จึงมีหมายเรียกให้ "นางวรรณา จิรกิติ" ประธานมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ไปรับทราบข้อหาฟอกเงิน เพราะถ้าไม่เรียกไปดำเนินคดี ก็จะมีผลให้การอายัดอาคาร 100 ปีนั้น ขาดการดำเนินการขั้นสำคัญไป อาจจะถูกฟ้องกลับได้เช่นกัน อย่างน้อยก็ข้อหา "ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่"

 

สถานภาพของบุคคลสำคัญในวัดพระธรรมกาย สหกรณ์คลองจั่น นั้น มีดังนี้

 


 

1. อดีตพระเทพญาณมหามุนี (ธัมมชโย) หนีคดีหายตัวไป ไม่สามารถตามจับได้

 


 

2. อดีตพระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) วัดสัมพันธวงศ์ อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม ธรรมยุตสายธรรมกาย หนีคดีไปอยู่ที่ประเทศเยอรมนี

 

 


 

3. นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งเป็นต้นปัญหาฟอกเงิน ถูกศาลพิพากษาจำคุก 14 ปี ลดโทษให้ครึ่งหนึ่งเหลือ 7 ปี ปัจจุบันอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ส่วน "วรรณา จิรกิติ" นั้น ยังไม่รู้ผีรู้คน เพราะถ้าเอาการดำเนินคดีของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร มาเทียบแล้ว ก็หวั่นใจยังไงชอบกล มันอาจจะถึงคุกถึงตะราง เพียงแค่ศาลไม่ให้ประกันตัว !

 

 

ธัมมชโย - อุบาสิกาจันทร์ - ทัตตชีโว

สามผู้ก่อตั้งอาณาจักรธรรมกาย

 

 

แจ้งข้อหาน้องบุญชัย

ดีเอสไอเรียกน้องสาวเจ้าสัวบุญชัย แจ้งข้อหาฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น 4 ต.ค. นี้

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ดีเอสไอได้ส่งหมายเรียกให้ นางวรรณา จิรกิติ ประธานมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และเลขานุการมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นน้องสาว นายบุญชัย เบญจรงคกุล นักธุรกิจชื่อดัง และมีกรรมการอีก 6 คน ประกอบด้วย นางพิศมัย แสงหิรัญ นางคำนวณ คงศุภลักษณ์ น.ส.เมตตา สุวชิตวงศ์ น.ส.อุบลทิพย์ สุพรรณนานนท์ น.ส.เสาวนีย์ สิริพงศ์บุญสิทธิ และ น.ส.อารีพันธุ์ ตรีอนุสรณ์ เข้ารับทราบข้อคดีฟอกเงินในวันที่ 4 ต.ค. นี้

พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวอีกว่า ก่อนส่งหมายเรียกนางวรรณาพร้อมพวกเข้ารับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว พนักงานสอบสวนพบหลักฐานที่มีความเชื่อมโยง นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น สั่งจ่ายเช็คบริจาคให้พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และมีเส้นทางการเงินผ่านเข้าไปถึงมูลนิธิฯ จึงได้ดำเนินการสอบสวนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้พยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว จึงส่งหมายเรียกทั้งหมดมารับทราบข้อกล่าวหา

ด้านเครือข่ายพระวัดพระธรรมกาย ซึ่งรับเช็คจากนายศุภชัยไปซื้อที่ดินในจังหวัดต่างๆ ที่ผ่านมาดีเอสไอได้ทยอยแจ้งข้อกล่าวหาในคดีฟอกเงินแล้ว ส่วนของธุรกรรมการเงินที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับนายอนันต์ อัศวโภคิน และ น.ส.อลิสา อัศวโภคิน บุตรสาว อยู่ระหว่างสอบสวน โดยก่อนหน้านี้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งอายัดอาคาร 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ใช้ชื่อมูลนิธิฯ โฉนดที่ดิน 91 แปลง

นอกจากนี้ หลังดีเอสไอสอบสวนเส้นทางการเงินคดียักยอกเงินสหกรณ์เครดิตฯ พบว่ามูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ฯ และพระธัมมชโยได้รับเงินจากนายศุภชัย ผ่านเช็ค 27 ฉบับ รวมวงเงิน 1,458 ล้านบาท และนำเงินไปใช้ ก่อสร้างโครงการ 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ด้วย

 

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ : 25 กันยายน 2561

 

มส. ชุดเก่าไม่หมดอายุ !

 

กฤษฎีกาชี้

มีกฎหมายสงฆ์ฉบับใหม่แทนแล้ว

 

 

5 กรรมการ มส. ถูกต่ออายุโดย พรบ.ฉบับใหม่

 

 

อา..แล้วกฎหมายสงฆ์ "ฉบับใหม่" ว่าไว้อย่างไร ก็ไขความได้ว่า ว่าไว้ดังนี้

 

 

นี่แหละที่เรา อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม อมเมนต์ไปตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมาว่า

แต่ยังมีปัญหาให้ต้องตีความต่อไปอีกว่า ในมาตรา 11 แห่ง พรบ. คณะสงฆ์ฉบับใหม่ กำหนดไว้ว่า "ให้กรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป จนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมขึ้นใหม่ ฯลฯ"

ซึ่งอาจจะหมายความว่า "ให้กรรมการ มส. ทั้งหมด ที่เหลืออยู่ ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ยังคงเป็นกรรมการ มส. อยู่ต่อไป จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการใหม่"

หมายความด้วยว่า ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการตั้งกรรมการ มส. ชุดใหม่ กรรมการ มส. ชุดเก่า ก็ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไป ตามมาตราที่ 11 ข้างต้น

เพราะเมื่อ พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับใหม่ บังคับใช้ พรบ.คณะสงฆ์ฉบับเก่า ก็เป็นอันยกเลิก และต้องใช้ของใหม่แทน เมื่อของใหม่ให้ "ชุดเก่า" ยังคงอยู่ ก็ต้องคงอยู่ต่อไป

 

 

เพราะตามหลักกฎหมายแล้ว เมื่อออกกฎหมายใหม่มาใช้ในมาตราและเนื้อหาเดียวกัน กฎหมายเก่าก็เป็นอันยกเลิก ดังนั้น กฎหมายคณะสงฆ์ฉบับ คสช. ที่แก้ไขและได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ศกนี้ ที่ผ่านมา จึงถือว่ามีผล ทั้งระงับยับยั้งหรือยกเลิก "มาตราเก่า" ใน พรบ.คณะสงฆ์ฉบับเก่า แต่ให้ใช้มาตรา 11 ในฉบับใหม่แทน

แต่..แต่ที่มันสับสนก็เพราะว่า มีเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ (เป็นใครก็ขี้เกียจจะเอ่ยชื่อ) ได้ออกมาให้ข่าวไปก่อนหน้านี้ว่า "ต่อจากนี้ไปไม่นาน จะมีกรรมการ มส. หมดวาระลงถึง 2 ชุดด้วยกัน วันที่ 17 กันยา ชุดหนึ่ง ต่อไปอีกชุดหนึ่งในต้นปีหน้า ฯลฯ" เป็นการพูดชี้นำให้สังคมไทยเข้าใจไปทางนั้น โดยที่ไม่ยอมนำเอา พรบ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่ มาศึกษาเทียบเคียงและพิเคราะห์ในเนื้อหาของมาตรา 11 และพูดให้เคลียร์ในทุกขั้นตอนของกฎหมาย แปลง่ายๆ ว่า สำนักพุทธฯ ปล่อยไก่ให้ชาวเมืองเห็นกันทั่ว

วันนี้ กฤษฎีกาตีความชัดเจนแล้ว ว่า พรบ.ฉบับเก่าไม่มีผล และให้ใช้ ม.11 ในฉบับใหม่แทน ส่งผลให้กรรมการ มส. ที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน กลายเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ตามความในมาตรา 11 จะดำรงตำแหน่งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่เข้ามาแทน เข้ามาวันไหนก็ไปวันนั้น

แต่..แต่ตราบใดที่ยังไม่มีชุดใหม่ ชุดเก่าก็จะอยู่ไปเรื่อยๆ อาจจะเป็น 1 ปี 2 ปี 3 ปี หรือ 100 ปี ก็ไม่รู้ล่ะ เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะโปรดเกล้าฯ เมื่อไหร่ ซึ่งก็เท่ากับว่า การแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ของรัฐบาล คสช.นั้น กลายเป็นการ "ต่ออายุ" ให้แก่กรรมการ มส. ชุดเก่าไปโดยอัตโนมัติ จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า มันเป็นไปแล้วครับ เจ้านาย

อ้าว ! แล้วไหนล่ะ "หลักการ" ของรัฐบาล ในการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ โดยอ้างว่า "มีพระระดับสมเด็จหลายรูป ชราภาพมาก อาพาธ ทำงานไม่ไหว จึงต้องแก้ไขให้มีการแต่งตั้งแบบใหม่ โดยกรรมการ มส. ต้องทำงานได้" แต่แก้มานานตั้ง 2 เดือนกว่า ก็ยังไม่เห็นหน้าชุดใหม่ ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่า "ต่ออายุให้กรรมการ มส. ชุดชรา" ไปเสียฉิบ คราวก่อนก็ปล่อยให้วัดปากน้ำ "กินรวบ" ประเทศไทย ได้ตำแหน่งสูงสุดทางการศึกษาไปคุมไว้ในมือ วันนี้ยังต่ออายุให้สายวัดปากน้ำ "ครองเสียงข้างมาก" ในมหาเถรสมาคมอีก เยี่ยมจริงๆ เลย การปฏิรูปพระศาสนาของบิ๊กตู่นี่

 

 


 

ที่มา : มติชน : 21 กันยายน 2561

 

ไม่เกี่ยว คนละกลุ่ม !

 

เก้าอี้อธิการบดี มมร. ไม่สะเทือน

เพราะเป็น ม.นอกระบบ !

 

 

พระเทพบัณฑิต (ธรณิศ ชาคโร)

วัดเฉลิมกาญจนาภิเษก จ.อ่างทอง

อธิการบดีมหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร)

 


 

จากกรณีที่ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม นำเสนอข่าวไปในวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา เกี่ยวกับตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. หรือมหามกุฏราชวิทยาลัย ของนิกายธรรมยุต ซึ่งปัจจุบันมี "พระเทพบัณฑิต" เป็นอธิการบดี และมีอายุเกิน 60 ปี ว่าน่าจะมีปัญหา เพราะว่าเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ

แต่วันนี้ มีข่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยได้ตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่า มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) และมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ มิใช่มหาวิทยาลัยในระบบ ดังนั้น คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่กำหนดให้อธิการบดี มหาวิทยาลัยของรัฐ ต้องเกษียณอายุเมื่อครบ 60 ปี นั้น จึงไม่มีผลต่อสองมหาวิทยาลัยสงฆ์

ดังนั้น พระเทพบัณฑิต จึงยังไม่หมดคุณสมบัติ และมิต้องลาออกตามคำพิพากษาของศาลปกครองแต่อย่างใด เพราะมิใช่มหาวิทยาลัยของรัฐ แถมยังสามารถนั่งเก้าอี้ไปเรื่อยๆ จนเบื่อเหมือนพระพรหมบัณฑิต หรือเมื่อพ้นตำแหน่งตามวาระและมีผู้สมัครแข่งขันได้รับเลือกแทน แบบว่าแพ้เลือกตั้ง

แต่อย่างไรก็ตาม ในธรรมนูญของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งนั้น มีข้อความสำคัญว่า "ให้มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ" ก็ไม่ทราบว่าจะตีความไปทางไหน ?

 



 

ที่มา : มติชน : 19 กันยายน 2561

 

 

วัดปากน้ำกินรวบ !

 

คุมอำนาจการศึกษาสงฆ์เด็ดขาด

ทั้งแม่กองบาลีและอธิการบดี มจร.

 

 

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรรมการมหาเถรสมาคม

 

 

สามเสือวัดปากน้ำ

 

ซ้าย : พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ ป.ธ.9) รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กรรมการมหาเถรสมาคม

กลาง : พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เจ้าคณะภาค 5 แม่กองบาลีสนามหลวง กรรมการมหาเถรสมาคม

ขวา : พระราชปริยัติกวี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ ป.ธ.9 Ph.D.) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร.

 

 

อา..โบราณว่า บุญวาสนานั้น แข่งกันไม่ได้ ในวันนี้ เห็นทีจะเป็นเรื่องจริง ดังมีนิทานสาธกยกเอา "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" เป็นตัวอย่างของ..คนมีบุญ

คือถ้ามองดู "ภาพรวม" ของวัดปากน้ำ อันมี "หลวงปู่สมเด็จช่วง" เป็นเจ้าอาวาสแล้ว หลังจากขึ้นนั่งเก้าอี้ "ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" เมื่อเดือน สิงหาคม 2556 หลังการมรณภาพของ "สมเด็จพระพุฒาจารย์-เกี่ยว" วัดสระเกศ เรื่อยมาจนถึงการสิ้นพระชนม์ของ "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช" เมื่อเดือนตุลาคม ีเดียวกัน ช่วงนั้นเป็นช่วง "ขาขึ้น" ของวัดปากน้ำ แบบสูงสุดในประวัติศาสตร์ กล่าวได้ว่า "ถนนทางศาสนาทุกสายในประเทศไทยมุ่งไปวัดปากน้ำ"

แต่ครั้นพอสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชไปแล้ว จุดสูงสุดก็เริ่มหยุด กลายเป็นจุดตกต่ำ ประวัติ-พฤติกรรม ต่างๆ นานา ของสมเด็จช่วง ถูกขุดคุ้ยไปในทางเสียๆ หายๆ จนสุดท้ายรัฐบาลไทยก็ตัดสินใจ "แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์" ปลดล็อกทางการศาสนา ส่งผลให้สมเด็จช่วง "ร่วง" จากเก้าอี้สมเด็จพระสังฆราช ไปตลอดกาล ในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา แบบว่าสดๆ ร้อนๆ

แต่ความร้อนยังมิหยุดเพียงเท่านั้น แม้ว่าจะได้สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่แล้ว กระแสเสียยังถาโถมโรมรันมหาเถรสมาคมอยู่อย่างต่อเนื่อง และแล้วในวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 รัฐบาลก็ได้ชงลูกให้ สนช. ทำการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ทำการ "ปลดล็อก" กรรมการมหาเถรสมาคม "โดยสมณศักดิ์" ว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไม่มีกรรมการ มส. โดยสมณศักดิ์อีกต่อไปแล้ว ทุกตำแหน่งต้องมาจากพระบรมราชโองการแต่งตั้ง สมเด็จพระราชาคณะ "อาจจะ" ไม่ได้เป็นกรรมการ มส. ก็เป็นได้ และอาจจะได้เป็น..ก็เป็นได้ แต่จะไม่ได้เป็น "โดยตำแหน่ง" เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

ผู้คนก็จ้องตาเขม็งไปที่ "วัดปากน้ำ" ว่าคงต้องถูก "เซ็ตซีโร่" ไปในวาระกรรมที่จะมาถึงในไม่ช้าข้างหน้านี้อีก..แน่ๆ และเชื่อว่า บรรดาพระเถระในวัดปากน้ำ ตั้งแต่สมเด็จช่วงลงมา ก็คงจะทำใจเอาไว้แล้ว ตามบุญตามกรรมเถิด

แต่..แต่ครั้น ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2561 ซึ่งมีพิธี "รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร." ของเจ้าคุณสมจินต์ (พระราชปริยัติกวี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ก็เกิดปรากฏการณ์ใหม่ ในรอบพันปี นั่นคือ วัดปากน้ำกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาของพระสงฆ์ไทย ทั้งสายบาลีและมหาวิทยาลัยไปอย่างช็อกซีนีม่าร์ !

ที่ว่าช็อกนั้น ก็เพราะว่า บัดนี้ ตำแหน่งอันทรงอิทธิพลสูงสุดทางการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยนั้น ไหลไปรวมกันอยู่ในวัดปากน้ำหมด ได้แก่

1. ตำแหน่ง-แม่กองบาลีสนามหลวง ถือว่าเป็นตำแหน่งอันขลังที่สุดในบรรดาตำแหน่งทางการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย เพราะภาษาบาลีเป็นภาษาที่รักษาไว้ซึ่งพุทธวจนะ จะเรียนรู้พระพุทธพจน์ได้หมดจดสดใสไร้ข้อกังขา ก็ต้องมาศึกษาภาษาบาลี ผู้ที่เรียนจบในสายบาลี จึงได้รับการยอมรับอย่างสูงสุดมาแต่โบราณกาล ถึงกับมีพระราชพิธี "ตั้งเปรียญ" ขึ้นในสำนักพระราชวัง และผู้ที่ผ่านพิธีนี้มาจะได้รับ "ราชทินนาม" นำหน้าว่า "พระมหา" แถมเมื่อเรียนสำเร็จชั้นใดชั้นหนึ่งจนได้เป็นมหาเปรียญแล้ว เมื่อเข้าทำการงานในตำแหน่งพระสังฆาธิการของคณะสงฆ์ ก็จะได้รับการสนับสนุนให้เจริญเติบโตในหน้าที่การงานและสมณศักดิ์เป็นพิเศษ ตำแหน่ง "แม่กองบาลี" จึงมีอิทธิพลทั้งด้านการศึกษาและการปกครองของคณะสงฆ์ไทยอย่างที่เรียกว่า "สูงสุด" ซึ่งตำแหน่งนี้ ปัจจุบันเป็นของ "พระพรหมโมลี-สุชาติ" ศิษย์เอกของสมเด็จช่วง วัดปากน้ำ ซึ่งก็รับตำแหน่งต่อจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์มาอีกทอดหนึ่ง

2. ตำแหน่ง-อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. แต่ก่อนนั้น ตำแหน่งนี้เหมือนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเถื่อน เพราะทางการไม่รับรอง ใบปริญญาที่จบมาแล้วเอาไปสมัครงานไม่ได้ ก.พ. ไม่มีอัตราเงินเดือนให้ ใครเรียน มจร-มมร ก็เลยกลายเป็นนักวิจัยฝุ่นไปโดยปริยาย แต่ครั้นมีการยกระดับมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง (มจร-มมร) ให้เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ในปี พ.ศ.2540 และต่อมาก็มีการย้ายศูนย์การศึกษา จากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ท่าพระจันทร์ ไปอยู่ที่อำเภอวังน้อย พระนครศรีอยุธยา ในปี 2551 นับตั้งแต่นั้น มหาจุฬาฯ เลยกลายเป็นเสือติดปีก อธิการบดี มจร. คือ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ศ.ดร. ป.ธ.9 Ph.D) มีบทบาทระดับโลก

ครั้นมองลงไปใน "เครือข่าย" ของมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. แห่งนี้ ก็จะพบว่ามี "วิทยาเขต-วิทยาลัยสงฆ์-ห้องเรียน และหน่วยวิทยบริการ" กระจายอยู่ทั่วประเทศ นับได้ถึง 40 แห่ง แถมด้วยสถาบันสมทบ ทำนอง "พันธมิตรทางการศึกษา" อีก 6 แห่ง ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา สามารถผลิตบัณฑิตออกไปรับใช้สังคมได้มากมายถึง 50,000 รูป/คน มีตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ไปจนถึง Ph.D. หรือด๊อกเตอร์ อันเป็นจุดสูงสุดทางการศึกษาของทุกคนบนโลก

ใช่แต่เท่านั้น ปัจจุบันนั้น มีวัดไทยในต่างประเทศทั่วโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ยุโรป อินเดีย-เนปาล และออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ร่วมๆ 300 วัด มีการส่งพระธรรมทูตไปปฏิบัติงานอยู่ไม่ต่ำกว่า 1000 รูป ทั้งไปอยู่ประจำและอยู่ชั่วคราว บรรดาพระธรรมทูตเหล่านั้น ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาไปจาก มจร. แถม มจร. ยังได้รับการมอบหมายให้ทำการอบรมพระธรรมทูต มาตั้งแต่ พ.ศ.2538 ถึงปัจจุบัน ผลิตพระธรรมทูตไปแล้วกว่า 1,500 รูป ซึ่งได้กระจายกันปฏิบัติงานอยู่ทั่วโลก เป็นตั้งแต่เจ้าอาวาสไปถึงภารโรง

เป็นต้นเหล่านี้ ส่งผลให้ "มหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร." มีอิทธิพลสูงสุดทางด้านการศึกษา เพราะในสมัยปัจจุบันนั้น มหาวิทยาลัยถือว่าเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตอย่างเป็นทางการที่สุด

ครั้นเมื่อ ตำแหน่งอธิการบดี มจร. ตกเป็นของพระราชปริยัติกวี หรือเจ้าคุณสมจินต์ ซึ่งเป็นพระวัดปากน้ำ ก็เลยทำให้เก้าอี้อันทรงอิทธิพลสูงสุดทั้งด้านการศึกษาและการปกครองของคณะสงฆ์ไทย ไหลไปรวมกันอยู่ที่วัดปากน้ำของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพียงแห่งเดียว !

ยิ่งเมื่อนับดูเก้าอี้สำคัญของพระวัดปากน้ำทั้งหมด ก็จะพบว่า

1. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ถือพัดยศชั้นสุพรรณบัฏ (สมเด็จ) และเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม โดยตำแหน่ง

2. พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร) ถือพัดยศชั้นหิรัณยบัฏ (รองสมเด็จ) เป็นเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และกรรมการมหาเถรสมาคม (โดยแต่งตั้ง)

3. พระพรหมโมลี (สุชาติ) ถือพัดยศชั้นหิรัณยบัฏ (รองสมเด็จ) เป็นเจ้าคณะภาค 5 แม่กองบาลีสนามหลวง และกรรมการมหาเถรสมาคม (โดยแต่งตั้ง)

4. พระราชปริยัติกวี (สมจินต์) ถือพัดยศชั้นราช ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหิวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)

ยังมีพระเถรานุเถระ ระดับรองๆ ลงไป อีกมากมายในวัดปากน้ำ

ดังนั้น ที่เก็งๆ กันว่า "วัดปากน้ำคงจะโดนเซ็ตซีโร่คราวนี้จนเกลี้ยงวัด" นั้น ก็คงฝันค้าง เพราะถึงจะเซ็ตซีโร่ "กรรมการมหาเถรสมาคม" ได้ แต่ตำแหน่ง "แม่กองบาลี" เอย "อธิการบดี" เอย นั้น พรบ.คณะสงฆ์ปัจจุบัน ไม่สามารถเซ็ตซีโร่ได้ เพราะไม่ใช่ตำแหน่งในมหาเถรสมาคม

ทั้งๆ ที่ตำแหน่งทั้งสองนี้ (แม่กองบาลี-อธิการบดี) มีความสำคัญกว่าตำแหน่ง "สมเด็จพระสังฆราช" ด้วยซ้ำไป เพราะควบคุมการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยได้อย่างกว้างขวางและยาวนาน ดังนั้น ถึงไม่ได้เป็นสังฆราช แต่ถ้าสามารถคุมทั้งบาลีและมจร. ไว้ในมือ ก็ถือว่า..ทรงอิทธิพลยิ่งกว่าสังฆราช !

แต่น่าแปลกใจว่า รัฐบาลไทย มุ่งมั่นจะทำการอภิวัฒน์คณะสงฆ์ไทย ที่เข้าใจว่าตกอยู่ในสภาวะ "ตกต่ำ" ให้ดีขึ้นสูงขึ้น แต่ก็ไม่เห็นทำอะไร ที่ทำๆ ไปก็แค่

1. แก้กฎหมาย ไม่ให้สมเด็จช่วงเป็นสังฆราช

2. แก้กฎหมาย ไม่ให้สายธรรมกายครองอำนาจในมหาเถรสมาคม

โดยหารู้ไม่ว่า ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง เพราะสายธรรมกายเขาคุมการศึกษาไว้ทั้งหมด สายอื่นต่างหากที่ไม่ได้เรื่อง เพราะเอาแต่ตำแหน่ง แต่ไม่สนใจการศึกษาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในโลก

แต่กระบวนการซึ่งทรงพลังในการ "สร้างฐานอำนาจ" ในคณะสงฆ์ อันได้แก่ ตำแหน่งแม่กองบาลีและอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์นั้น กลับไม่เห็นปฏิรูปอะไร นี่ก็เห็นรีบประกาศ "เลือกตั้ง" ในเดือนกุมภา ปีหน้า คงกลัวว่า ทุนจีนจะหนีไปเวียตนามและกัมพูชา เพราะถูกทรัมป์ทำสงครามการค้า ไทยเราคงได้แค่มองตาปริบๆ เหมือนหมูวิ่งผ่านหน้า กลัวถูกประณามว่า "เสียของ"

 

 

ว่าแต่บิ๊กตู่ไม่รู้จริงๆ หรือ หรือว่าแกล้งโง่ หรือว่า..โง่จริงๆ ???

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 17 กันยายน 2561

 

โรงเรียนวัดนวลนรดิศร้าว !

 

บิ๊กตู่กร้าวเอาผิดประธานมูลนิธิฯ

อ้างชื่อไปขอเงินหลวงไปสร้างวัด-โรงเรียน

 

 

อา..นวลจะงาม นามจะดี ก็ที่ศิษย์ นวลในที่นี้ก็คือ "นวลนรดิศ" ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมของวัดนวลนรดิศ ใกล้ชิดกับวัดปากน้ำภาษีเจริญ ของหลวงพ่อสด และวัดประดู่ฉิมพลีของหลวงปู่โต๊ะ วัดแห่งนี้มีศิษย์เอกเป็นถึง "รัฏฐาธิปัตย์-นายกรัฐมนตรี" เขามีชื่อว่า "ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นักเรียนชายรุ่นที่ 77

เมื่อนักเรียนชายประยุทธ์วันนั้น ผันตัวเองมาเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ มีหรือที่ทั้งครูและศิษย์ ทั้งรุ่นพี่ รุ่นเพื่อน และรุ่นน้อง จะไม่ภาคอกภูมิใจ และเมื่อ "ท่านนายกฯประยุทธ์" มีอำนาจวาสนาบารมี ก็ย่อมจะเป็นที่มุ่งหวังใช้อำนาจวาสนาและบารมีนั้น "ช่วยเหลือ" สำนักเก่า ที่ไหนเขาก็อาศัยจังหวะนี้กันทั้งนั้น

แต่ไม่ทราบว่าไปคุยกันอีท่าไหน โครงการสร้างวัดนวลและโรงเรียนวัดนวล ต้องมาสะดุด เพราะอดีตนักเรียนประยุทธ์บอก "ผมไม่รู้เรื่อง มีคนแอบอ้าง" ก็เลยกลายเป็นเหตุให้ต้องแจ้งความเอาผิด แทบมองหน้ากันไม่ติด

"ผิด-ถูก" นั้น มันแยกกันไม่ยาก แต่ "สายสัมพันธ์" ระหว่าง "คนกันเอง" ในรั้วโรงเรียนวัดนวลนี่ซิ "ยากพอๆ กับตัดสายบัว" ถึงท่านประยุทธ์จะบอก "ผมไม่รู้ ใครแอบอ้างก็ถือว่าผิด" แต่ในทางโลกและทางธรรมนั้น ยังมีการกระทำที่เรียกว่า "วิสาสะ" เป็นการทำไปด้วยความคุ้นเคย ถึงจะผิด แต่ถ้าชี้แจงได้ ก็ไม่ถือว่าผิด

ดังนั้น กรณีวัดนวลนรดิศและโรงเรียนวัดนวลครั้งนี้ ก็หวังว่าคงจะลงเอย ด้วยดี ด้วยวิสาสะ ขออย่าลงท้ายแบบ "คนอื่น" ความชื่นมื่นครั้ง "บิ๊กตู่" ได้เป็นนายกใหม่ๆ ก็จะกลายเป็นความขมขื่นไป นะ..นวลจะงาม นามจะดี ก็ที่ศิษย์ ผิดนั้นครูยังอภัยได้ แล้วเหตุไฉน นักเรียนไม่อภัยบ้าง

ดังนั้น เชื่อเหอะว่า เรื่องนี้จะแฮปปี้เอ็นดิ้ง เพราะคนเอาผิดได้คือ "บิ๊กตู่" คนเดียว สั่งถอนเรื่องก็จบ ง่ายๆ ดูแต่ "ชื่อมูลนิธิ" สิ ยังไม่กล้าบอกนักข่าว กลัวครูและศิษย์เก่าวัดนวลน้อยใจ ทำเป็นเล่นไป !

 

 

บิ๊กตู่แจ้งจับประธานชมรม ปลอมชื่อตบทรัพย์คลังสร้างวัดนวลฯ สั่งจับตาคนแอบอ้าง

14 ก.ย. 61 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้ฝ่ายกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการนายกฯ ดำเนินการแจ้งความเอาผิดประธานชมรมแห่งหนึ่ง ปลอมลายมือชื่อนายกฯในเอกสารขอทุนกระทรวงการคลัง ในการก่อสร้างวัดนวลนรดิศ และโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ เป็นศิษย์เก่ารุ่นที่ 77 ว่า นายกฯเคยชี้แจงเรื่องการนำชื่อของท่านไปแอบอ้างในหลายวาระ ว่า หากมีใครนำชื่อท่านไปแอบอ้าง ขอให้ตรวจสอบให้ดีก่อน

"กรณีอย่างนี้ถ้าตั้งใจจะนำชื่อท่านไปทำอะไร ขอให้พูดคุยและประสานมา เพราะการทำแบบนี้ถือว่าไม่เหมาะสม ท่านไม่ยอมให้มีแอบอ้างชื่อท่านไปทำแบบนี้ กรณีดังกล่าวผมไม่ทราบว่าเป็นบุคคลใดที่นำชื่อนายกฯไปแอบอ้าง" พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

เมื่อถามว่า นายกฯ ทราบได้อย่างไรว่ามีการนำชื่อไปแอบอ้าง

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า โดยปกติ นายกฯมีโอกาสได้รับรู้ ข้อมูลข่าวสารจากหลายที่ และในทุกที่ นายกฯก็จะมีคนที่ท่านติดต่อจากหลายส่วน เมื่อเขารับนโยบายไปแล้ว เมื่อมีเหตุ หรือมีข้อสันนิฐาน ก็จะแจ้งกลับมายังนายกฯ ให้รับทราบ จึงทำให้มีข้อมูลเหล่านี้มาถึง

"เชื่อว่ากรณีดังกล่าวไม่ใช่กรณีแรกที่มีการนำชื่อนายกฯไปทำในลักษณะแบบนี้ แต่อาจจะไม่เป็นข่าว บางคนเดินผ่านกันก็บอกว่าได้พูดคุยกับนายกฯแล้ว นายกฯรับทราบ แต่จริงๆแล้วท่านยังไม่ได้รับทราบเลยว่าเรื่องอะไร" พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า น.ส.อัจฉรา พรหมกระแสง ฝ่ายกฎหมายสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้รับมอบอำนาจจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ เพื่อเอาผิดกับประธานชมรมแห่งหนึ่ง ในข้อหาความผิดปลอมและใช้เอกสารปลอม หลังจากพบพฤติการณ์ปลอมลายมือชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และตราประทับมียศ ชื่อ สกุล นายกรัฐมนตรี ประทับลงในหนังสือที่ มส. พิเศษ/2561 ลงวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา ถึงปลัดกระทรวงการคลัง โดยกล่าวอ้างถึงการก่อสร้าง วัดนวลนรดิศ และโรงเรียนวัดนวลนรดิศ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นศิษย์เก่ารุ่นที่ 77 ได้ให้การสนับสนุนมูลนิธิ ในท้ายหนังสือดังกล่าวปรากฏลายมือชื่อนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อุปการะมูลนิธิดังกล่าว

ต่อมาวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือด่วนที่ นร 0103/555 ถึงสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ท้ายหนังสือฉบับดังกล่าวปรากฏลายมือชื่อของนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อุปการะและสนับสนุนมูลนิธิ แต่จากการตรวจสอบ ไม่ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีได้ให้การสนับสนุนตามที่กล่าวอ้าง และมิได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อตามที่ปรากฏในท้ายหนังสือดังกล่าว

 

ี่มา : แนวหน้า : 14 กันยายน 2561

 

100 เปอร์เซ็นต์ !

แบงค์อิสลามเป็นของรัฐ

หลังออกกฎหมายให้รัฐถือหุ้นได้เกินครึ่ง

ล่าสุด ครม. สั่งคลังทุ่มอีก 18,000 ล้าน

แต่ยังไม่รู้ว่าเพิ่มทุนหรือเพิ่มการขาดทุน

 

อา..ถือว่ามาเหนือเมฆเลยทีเดียว กับกลยุทธ์ "ขาดทุน เพื่อผลักให้รัฐต้องเข้ามาอุ้ม" อุ้มไปอุ้มมา ปรากฏว่า ไอแบงค์ หรือธนาคารอิสลาม กลายเป็น "รัฐวิสาหกิจ ชนิดพิเศษ" เพราะมาจากการ "เข้าไปถือหุ้น" โดยผู้ถือหุ้นเดิม "ทิ้งหุ้น" ให้แก่รัฐหมด จนหุ้นในมือของรัฐนั้นมีอัตราที่ 99.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็คือ 100 เปอร์เซ็นต์ นั่นแหละ อีก 00.3 เปอร์เซ็นต์นั้น น่าจะเป็น "ค่าป้ายอิสลาม" ที่ยังเปลี่ยนไม่ได้ สรุปว่า ต่อนี้ไป ไอแบงค์ตกเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล จึงไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะล้มหรือไม่ เพราะใช้เงินรัฐบริหาร ไอแบงค์ล้มก็เท่ากับรัฐบาลล้ม

ที่น่าแปลกใจก็คือว่า รัฐดูเหมือนมั่นอกมั่นใจในกิจการของไอแบงค์ นอกจากจะเข้าไปถือหุ้นเพิ่มจนเต็มร้อยแล้ว ก็ยังสั่งเพิ่มทุนอีกสองหมื่นล้าน ยิ่งกว่าเปิดแบงค์ใหม่ ทั้งๆ ที่ก็มีแบงค์ในความดูแลของรัฐตั้งหลายแห่ง เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) เป็นต้น ถ้ารัฐบาลมีเงินเหลือเฟือ ก็น่าจะไปเพิ่มทุนในธนาคารเหล่านี้มากกว่า แต่เหตุไฉนจึงตัดสินใจ "ทุ่มไป" ในไอแบงค์ ซึ่งมีประวัติ "ขาดทุน" ตั้งแต่เริ่มต้น

ถ้ารัฐ "กล้าทุ่ม" เป็นหมื่นๆ ล้าน เพื่อรักษาสถานภาพของธนาคารอิสลามไว้ไม่ให้ล้ม ก็ต้องถามด้วยว่า แล้วตะที "บีแบงค์" หรือธนาคารพุทธ ซึ่งชงไว้ตั้งแต่ปีมะโว้ เห็นว่าจะใช้เงินเริ่มตั้งแค่ 5,000 ล้าน เหตุไฉนรัฐบาลไทยให้ไม่ได้ !

วันนั้น ธนาคารพุทธ ขอแค่ 5 พันล้าน รัฐบอก "ไม่มีตังค์" แต่สำหรับธนาคารอิสลาม ขาดทุนมหาศาลถึง 5 หมื่นล้าน รัฐรีบอุ้ม แถมสั่งเพิ่มทุนอีกเกือบ 2 หมื่นล้าน ถามว่า รัฐบาลนี้ใช้ตรรกะอะไรในการ&#