LAST UPDATE :   SEPTEMBER : 20 : 2018 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร จัดงานศาสนิกสัมพันธ์ ประจำปี

30 กันยายน 2561


ายุวัฒนมงคล 81 ปี พระเทพพุทธิวิเทศ

ประธานสมัชชาสงฆ์ไทย ศิษยานุศิษย์จัดงานบุญใหญ่

6-7 ตุลาคม 2561

ณ วัดพุทธาวาส นครฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส

 

มส. ไม่หมดอายุ !

 

กฤษฎีกาชี้

ใช้กฎหมายสงฆ์ฉบับใหม่แทนแล้ว !

 

 

5 กรรมการ มส. ถูกต่ออายุโดย พรบ.ฉบับใหม่

 

 

อา..แล้วกฎหมายสงฆ์ "ฉบับใหม่" ว่าไว้อย่างไร ก็ไขความได้ว่า ว่าไว้ดังนี้

 

 

นี่แหละที่เรา อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม อมเมนต์ไปตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมาว่า

แต่ยังมีปัญหาให้ต้องตีความต่อไปอีกว่า ในมาตรา 11 แห่ง พรบ. คณะสงฆ์ฉบับใหม่ กำหนดไว้ว่า "ให้กรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป จนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมขึ้นใหม่ ฯลฯ"

ซึ่งอาจจะหมายความว่า "ให้กรรมการ มส. ทั้งหมด ที่เหลืออยู่ ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ยังคงเป็นกรรมการ มส. อยู่ต่อไป จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการใหม่"

หมายความด้วยว่า ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการตั้งกรรมการ มส. ชุดใหม่ กรรมการ มส. ชุดเก่า ก็ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไป ตามมาตราที่ 11 ข้างต้น

เพราะเมื่อ พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับใหม่ บังคับใช้ พรบ.คณะสงฆ์ฉบับเก่า ก็เป็นอันยกเลิก และต้องใช้ของใหม่แทน เมื่อของใหม่ให้ "ชุดเก่า" ยังคงอยู่ ก็ต้องคงอยู่ต่อไป

 

 

เพราะตามหลักกฎหมายแล้ว เมื่อออกกฎหมายใหม่มาใช้ในมาตราและเนื้อหาเดียวกัน กฎหมายเก่าก็เป็นอันยกเลิก ดังนั้น กฎหมายคณะสงฆ์ฉบับ คสช. ที่แก้ไขและได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ศกนี้ ที่ผ่านมา จึงถือว่ามีผล ทั้งระงับยับยั้งหรือยกเลิก "มาตราเก่า" ใน พรบ.คณะสงฆ์ฉบับเก่า แต่ให้ใช้มาตรา 11 ในฉบับใหม่แทน

แต่..แต่ที่มันสับสนก็เพราะว่า มีเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ (เป็นใครก็ขี้เกียจจะเอ่ยชื่อ) ได้ออกมาให้ข่าวไปก่อนหน้านี้ว่า "ต่อจากนี้ไปไม่นาน จะมีกรรมการ มส. หมดวาระลงถึง 2 ชุดด้วยกัน วันที่ 17 กันยา ชุดหนึ่ง ต่อไปอีกชุดหนึ่งในต้นปีหน้า ฯลฯ" เป็นการพูดชี้นำให้สังคมไทยเข้าใจไปทางนั้น โดยที่ไม่ยอมนำเอา พรบ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่ มาศึกษาเทียบเคียงและพิเคราะห์ในเนื้อหาของมาตรา 11 และพูดให้เคลียร์ในทุกขั้นตอนของกฎหมาย แปลง่ายๆ ว่า สำนักพุทธฯโง่เอง ปล่อยไก่ให้ชาวเมืองเห็นกันทั่ว

วันนี้ กฤษฎีกาตีความชัดเจนแล้ว ว่า พรบ.ฉบับเก่าไม่มีผล และให้ใช้ ม.11 ในฉบับใหม่แทน ส่งผลให้กรรมการ มส. ที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน กลายเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ตามความในมาตรา 11 จะดำรงตำแหน่งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่เข้ามาแทน เข้ามาวันไหนก็ไปวันนั้น

แต่..แต่ตราบใดที่ยังไม่มีชุดใหม่ ชุดเก่าก็จะอยู่ไปเรื่อยๆ อาจจะเป็น 1 ปี 2 ปี 3 ปี หรือ 100 ปี ก็ไม่รู้ล่ะ เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะโปรดเกล้าฯ เมื่อไหร่ ซึ่งก็เท่ากับว่า การแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ของรัฐบาล คสช.นั้น กลายเป็นการ "ต่ออายุ" ให้แก่กรรมการ มส. ชุดเก่าไปโดยอัตโนมัติ จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า มันเป็นไปแล้วครับ เจ้านาย

อ้าว ! แล้วไหนล่ะ "หลักการ" ของรัฐบาล ในการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ โดยอ้างว่า "มีพระระดับสมเด็จหลายรูป ชราภาพมาก อาพาธ ทำงานไม่ไหว จึงต้องแก้ไขให้มีการแต่งตั้งแบบใหม่ โดยกรรมการ มส. ต้องทำงานได้" แต่แก้มานานตั้ง 2 เดือนกว่า ก็ยังไม่เห็นหน้าชุดใหม่ ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่า "ต่ออายุให้กรรมการ มส. ชุดทำงานไม่ได้" ไปเสียฉิบ

 

 


 

ที่มา : มติชน : 21 กันยายน 2561

 

ไม่เกี่ยว คนละกลุ่ม !

 

เก้าอี้อธิการบดี มมร. ไม่สะเทือน

เพราะเป็น ม.นอกระบบ !

 

 

พระเทพบัณฑิต (ธรณิศ ชาคโร)

วัดเฉลิมกาญจนาภิเษก จ.อ่างทอง

อธิการบดีมหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร)

 


 

จากกรณีที่ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม นำเสนอข่าวไปในวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา เกี่ยวกับตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. หรือมหามกุฏราชวิทยาลัย ของนิกายธรรมยุต ซึ่งปัจจุบันมี "พระเทพบัณฑิต" เป็นอธิการบดี และมีอายุเกิน 60 ปี ว่าน่าจะมีปัญหา เพราะว่าเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ

แต่วันนี้ มีข่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยได้ตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่า มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) และมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ มิใช่มหาวิทยาลัยในระบบ ดังนั้น คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่กำหนดให้อธิการบดี มหาวิทยาลัยของรัฐ ต้องเกษียณอายุเมื่อครบ 60 ปี นั้น จึงไม่มีผลต่อสองมหาวิทยาลัยสงฆ์

ดังนั้น พระเทพบัณฑิต จึงยังไม่หมดคุณสมบัติ และมิต้องลาออกตามคำพิพากษาของศาลปกครองแต่อย่างใด เพราะมิใช่มหาวิทยาลัยของรัฐ แถมยังสามารถนั่งเก้าอี้ไปเรื่อยๆ จนเบื่อเหมือนพระพรหมบัณฑิต หรือเมื่อพ้นตำแหน่งตามวาระและมีผู้สมัครแข่งขันได้รับเลือกแทน แบบว่าแพ้เลือกตั้ง

แต่อย่างไรก็ตาม ในธรรมนูญของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งนั้น มีข้อความสำคัญว่า "ให้มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ" ก็ไม่ทราบว่าจะตีความไปทางไหน ?

 



 

ที่มา : มติชน : 19 กันยายน 2561

 

 

วัดปากน้ำกินรวบ !

 

คุมอำนาจการศึกษาสงฆ์เด็ดขาด

ทั้งแม่กองบาลีและอธิการบดี มจร.

 

 

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรรมการมหาเถรสมาคม

 

 

สามเสือวัดปากน้ำ

 

ซ้าย : พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ ป.ธ.9) รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กรรมการมหาเถรสมาคม

กลาง : พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เจ้าคณะภาค 5 แม่กองบาลีสนามหลวง กรรมการมหาเถรสมาคม

ขวา : พระราชปริยัติกวี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ ป.ธ.9 Ph.D.) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร.

 

 

อา..โบราณว่า บุญวาสนานั้น แข่งกันไม่ได้ ในวันนี้ เห็นทีจะเป็นเรื่องจริง ดังมีนิทานสาธกยกเอา "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" เป็นตัวอย่างของ..คนมีบุญ

คือถ้ามองดู "ภาพรวม" ของวัดปากน้ำ อันมี "หลวงปู่สมเด็จช่วง" เป็นเจ้าอาวาสแล้ว หลังจากขึ้นนั่งเก้าอี้ "ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" เมื่อเดือน สิงหาคม 2556 หลังการมรณภาพของ "สมเด็จพระพุฒาจารย์-เกี่ยว" วัดสระเกศ เรื่อยมาจนถึงการสิ้นพระชนม์ของ "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช" เมื่อเดือนตุลาคม ีเดียวกัน ช่วงนั้นเป็นช่วง "ขาขึ้น" ของวัดปากน้ำ แบบสูงสุดในประวัติศาสตร์ กล่าวได้ว่า "ถนนทางศาสนาทุกสายในประเทศไทยมุ่งไปวัดปากน้ำ"

แต่ครั้นพอสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชไปแล้ว จุดสูงสุดก็เริ่มหยุด กลายเป็นจุดตกต่ำ ประวัติ-พฤติกรรม ต่างๆ นานา ของสมเด็จช่วง ถูกขุดคุ้ยไปในทางเสียๆ หายๆ จนสุดท้ายรัฐบาลไทยก็ตัดสินใจ "แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์" ปลดล็อกทางการศาสนา ส่งผลให้สมเด็จช่วง "ร่วง" จากเก้าอี้สมเด็จพระสังฆราช ไปตลอดกาล ในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา แบบว่าสดๆ ร้อนๆ

แต่ความร้อนยังมิหยุดเพียงเท่านั้น แม้ว่าจะได้สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่แล้ว กระแสเสียยังถาโถมโรมรันมหาเถรสมาคมอยู่อย่างต่อเนื่อง และแล้วในวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 รัฐบาลก็ได้ชงลูกให้ สนช. ทำการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ทำการ "ปลดล็อก" กรรมการมหาเถรสมาคม "โดยสมณศักดิ์" ว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไม่มีกรรมการ มส. โดยสมณศักดิ์อีกต่อไปแล้ว ทุกตำแหน่งต้องมาจากพระบรมราชโองการแต่งตั้ง สมเด็จพระราชาคณะ "อาจจะ" ไม่ได้เป็นกรรมการ มส. ก็เป็นได้ และอาจจะได้เป็น..ก็เป็นได้ แต่จะไม่ได้เป็น "โดยตำแหน่ง" เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

ผู้คนก็จ้องตาเขม็งไปที่ "วัดปากน้ำ" ว่าคงต้องถูก "เซ็ตซีโร่" ไปในวาระกรรมที่จะมาถึงในไม่ช้าข้างหน้านี้อีก..แน่ๆ และเชื่อว่า บรรดาพระเถระในวัดปากน้ำ ตั้งแต่สมเด็จช่วงลงมา ก็คงจะทำใจเอาไว้แล้ว ตามบุญตามกรรมเถิด

แต่..แต่ครั้น ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2561 ซึ่งมีพิธี "รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร." ของเจ้าคุณสมจินต์ (พระราชปริยัติกวี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ก็เกิดปรากฏการณ์ใหม่ ในรอบพันปี นั่นคือ วัดปากน้ำกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาของพระสงฆ์ไทย ทั้งสายบาลีและมหาวิทยาลัยไปอย่างช็อกซีนีม่าร์ !

ที่ว่าช็อกนั้น ก็เพราะว่า บัดนี้ ตำแหน่งอันทรงอิทธิพลสูงสุดทางการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยนั้น ไหลไปรวมกันอยู่ในวัดปากน้ำหมด ได้แก่

1. ตำแหน่ง-แม่กองบาลีสนามหลวง ถือว่าเป็นตำแหน่งอันขลังที่สุดในบรรดาตำแหน่งทางการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย เพราะภาษาบาลีเป็นภาษาที่รักษาไว้ซึ่งพุทธวจนะ จะเรียนรู้พระพุทธพจน์ได้หมดจดสดใสไร้ข้อกังขา ก็ต้องมาศึกษาภาษาบาลี ผู้ที่เรียนจบในสายบาลี จึงได้รับการยอมรับอย่างสูงสุดมาแต่โบราณกาล ถึงกับมีพระราชพิธี "ตั้งเปรียญ" ขึ้นในสำนักพระราชวัง และผู้ที่ผ่านพิธีนี้มาจะได้รับ "ราชทินนาม" นำหน้าว่า "พระมหา" แถมเมื่อเรียนสำเร็จชั้นใดชั้นหนึ่งจนได้เป็นมหาเปรียญแล้ว เมื่อเข้าทำการงานในตำแหน่งพระสังฆาธิการของคณะสงฆ์ ก็จะได้รับการสนับสนุนให้เจริญเติบโตในหน้าที่การงานและสมณศักดิ์เป็นพิเศษ ตำแหน่ง "แม่กองบาลี" จึงมีอิทธิพลทั้งด้านการศึกษาและการปกครองของคณะสงฆ์ไทยอย่างที่เรียกว่า "สูงสุด" ซึ่งตำแหน่งนี้ ปัจจุบันเป็นของ "พระพรหมโมลี-สุชาติ" ศิษย์เอกของสมเด็จช่วง วัดปากน้ำ ซึ่งก็รับตำแหน่งต่อจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์มาอีกทอดหนึ่ง

2. ตำแหน่ง-อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. แต่ก่อนนั้น ตำแหน่งนี้เหมือนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเถื่อน เพราะทางการไม่รับรอง ใบปริญญาที่จบมาแล้วเอาไปสมัครงานไม่ได้ ก.พ. ไม่มีอัตราเงินเดือนให้ ใครเรียน มจร-มมร ก็เลยกลายเป็นนักวิจัยฝุ่นไปโดยปริยาย แต่ครั้นมีการยกระดับมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง (มจร-มมร) ให้เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ในปี พ.ศ.2540 และต่อมาก็มีการย้ายศูนย์การศึกษา จากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ท่าพระจันทร์ ไปอยู่ที่อำเภอวังน้อย พระนครศรีอยุธยา ในปี 2551 นับตั้งแต่นั้น มหาจุฬาฯ เลยกลายเป็นเสือติดปีก อธิการบดี มจร. คือ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ศ.ดร. ป.ธ.9 Ph.D) มีบทบาทระดับโลก

ครั้นมองลงไปใน "เครือข่าย" ของมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. แห่งนี้ ก็จะพบว่ามี "วิทยาเขต-วิทยาลัยสงฆ์-ห้องเรียน และหน่วยวิทยบริการ" กระจายอยู่ทั่วประเทศ นับได้ถึง 40 แห่ง แถมด้วยสถาบันสมทบ ทำนอง "พันธมิตรทางการศึกษา" อีก 6 แห่ง ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา สามารถผลิตบัณฑิตออกไปรับใช้สังคมได้มากมายถึง 50,000 รูป/คน มีตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ไปจนถึง Ph.D. หรือด๊อกเตอร์ อันเป็นจุดสูงสุดทางการศึกษาของทุกคนบนโลก

ใช่แต่เท่านั้น ปัจจุบันนั้น มีวัดไทยในต่างประเทศทั่วโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ยุโรป อินเดีย-เนปาล และออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ร่วมๆ 300 วัด มีการส่งพระธรรมทูตไปปฏิบัติงานอยู่ไม่ต่ำกว่า 1000 รูป ทั้งไปอยู่ประจำและอยู่ชั่วคราว บรรดาพระธรรมทูตเหล่านั้น ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาไปจาก มจร. แถม มจร. ยังได้รับการมอบหมายให้ทำการอบรมพระธรรมทูต มาตั้งแต่ พ.ศ.2538 ถึงปัจจุบัน ผลิตพระธรรมทูตไปแล้วกว่า 1,500 รูป ซึ่งได้กระจายกันปฏิบัติงานอยู่ทั่วโลก เป็นตั้งแต่เจ้าอาวาสไปถึงภารโรง

เป็นต้นเหล่านี้ ส่งผลให้ "มหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร." มีอิทธิพลสูงสุดทางด้านการศึกษา เพราะในสมัยปัจจุบันนั้น มหาวิทยาลัยถือว่าเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตอย่างเป็นทางการที่สุด

ครั้นเมื่อ ตำแหน่งอธิการบดี มจร. ตกเป็นของพระราชปริยัติกวี หรือเจ้าคุณสมจินต์ ซึ่งเป็นพระวัดปากน้ำ ก็เลยทำให้เก้าอี้อันทรงอิทธิพลสูงสุดทั้งด้านการศึกษาและการปกครองของคณะสงฆ์ไทย ไหลไปรวมกันอยู่ที่วัดปากน้ำของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพียงแห่งเดียว !

ยิ่งเมื่อนับดูเก้าอี้สำคัญของพระวัดปากน้ำทั้งหมด ก็จะพบว่า

1. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ถือพัดยศชั้นสุพรรณบัฏ (สมเด็จ) และเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม โดยตำแหน่ง

2. พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร) ถือพัดยศชั้นหิรัณยบัฏ (รองสมเด็จ) เป็นเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และกรรมการมหาเถรสมาคม (โดยแต่งตั้ง)

3. พระพรหมโมลี (สุชาติ) ถือพัดยศชั้นหิรัณยบัฏ (รองสมเด็จ) เป็นเจ้าคณะภาค 5 แม่กองบาลีสนามหลวง และกรรมการมหาเถรสมาคม (โดยแต่งตั้ง)

4. พระราชปริยัติกวี (สมจินต์) ถือพัดยศชั้นราช ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหิวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)

ยังมีพระเถรานุเถระ ระดับรองๆ ลงไป อีกมากมายในวัดปากน้ำ

ดังนั้น ที่เก็งๆ กันว่า "วัดปากน้ำคงจะโดนเซ็ตซีโร่คราวนี้จนเกลี้ยงวัด" นั้น ก็คงฝันค้าง เพราะถึงจะเซ็ตซีโร่ "กรรมการมหาเถรสมาคม" ได้ แต่ตำแหน่ง "แม่กองบาลี" เอย "อธิการบดี" เอย นั้น พรบ.คณะสงฆ์ปัจจุบัน ไม่สามารถเซ็ตซีโร่ได้ เพราะไม่ใช่ตำแหน่งในมหาเถรสมาคม

ทั้งๆ ที่ตำแหน่งทั้งสองนี้ (แม่กองบาลี-อธิการบดี) มีความสำคัญกว่าตำแหน่ง "สมเด็จพระสังฆราช" ด้วยซ้ำไป เพราะควบคุมการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยได้อย่างกว้างขวางและยาวนาน ดังนั้น ถึงไม่ได้เป็นสังฆราช แต่ถ้าสามารถคุมทั้งบาลีและมจร. ไว้ในมือ ก็ถือว่า..ทรงอิทธิพลยิ่งกว่าสังฆราช !

แต่น่าแปลกใจว่า รัฐบาลไทย มุ่งมั่นจะทำการอภิวัฒน์คณะสงฆ์ไทย ที่เข้าใจว่าตกอยู่ในสภาวะ "ตกต่ำ" ให้ดีขึ้นสูงขึ้น แต่ก็ไม่เห็นทำอะไร ที่ทำๆ ไปก็แค่

1. แก้กฎหมาย ไม่ให้สมเด็จช่วงเป็นสังฆราช

2. แก้กฎหมาย ไม่ให้สายธรรมกายครองอำนาจในมหาเถรสมาคม

โดยหารู้ไม่ว่า ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง เพราะสายธรรมกายเขาคุมการศึกษาไว้ทั้งหมด สายอื่นต่างหากที่ไม่ได้เรื่อง เพราะเอาแต่ตำแหน่ง แต่ไม่สนใจการศึกษาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในโลก

แต่กระบวนการซึ่งทรงพลังในการ "สร้างฐานอำนาจ" ในคณะสงฆ์ อันได้แก่ ตำแหน่งแม่กองบาลีและอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์นั้น กลับไม่เห็นปฏิรูปอะไร นี่ก็เห็นรีบประกาศ "เลือกตั้ง" ในเดือนกุมภา ปีหน้า คงกลัวว่า ทุนจีนจะหนีไปเวียตนามและกัมพูชา เพราะถูกทรัมป์ทำสงครามการค้า ไทยเราคงได้แค่มองตาปริบๆ เหมือนหมูวิ่งผ่านหน้า กลัวถูกประณามว่า "เสียของ"

 

 

ว่าแต่บิ๊กตู่ไม่รู้จริงๆ หรือ หรือว่าแกล้งโง่ หรือว่า..โง่จริงๆ ???

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 17 กันยายน 2561

 

เก้าอี้อธิการบดี มมร. สะเทือน !

 

ศาลปกครองพิพากษาอายุราชการ

อธิการบดีต้องไม่เกิน 60 ปี !

 

 

ซ้าย : พระราชปริยัติกวี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) วัดปากน้ำ อธิการบดีมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) มหานิกาย

ขวา : พระเทพบัณฑิต (ธรณิศ ชาคโร) วัดเฉลิมกาญจนาภิเษก จ.อ่างทอง อธิการบดีมหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) ธรรมยุต

 

กรอบข่าว "ศาลปกครองสูงสุด ห้ามอายุเกิน 60 ปีเป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ" ส่งผลกระทบในวงกว้าง เพราะมีมหาวิทยาลัยประเภทนี้อยู่ถึง 40 แห่ง ถ้ารวมทั้งสาขาของมหาวิทยาลัยราชภัฏ อีก 38 แห่ง ก็ร่วมๆ 80 แห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) และมหาวิทยาลัย มหามกุกราชวิทยาลัย (มมร) อีกด้วย

มจร. นั้น เพิ่งผลัดเปลี่ยนอธิการบดีไปหยกๆ จากพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) วัดประยุรวงศาวาส มาเป็นพระราชปริยัติกวี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) วัดปากน้ำ ซึ่งเจ้าคุณสมจินต์นั้น ปัจจุบันมีอายุ 57 ปี (เกิด 28 กันยายน 2503) จึงยังมีอายุราชการเหลืออยู่อีก 3 ปี ก็ถือว่าครบ 1 เทอม พอดี สิ้นสุดวาระ 4 ปีแล้วก็เกษียนอายุไปเลย

ส่วนเจ้าคุณธรณิศอธิการบดี มมร. นั้น ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ วันที่ 22 กรกฎาคม 2558 ปัจจุบันอายุ 61 ปี (เกิด 2 กรกฎาคม 2500) จึงถือว่ามีอายุราชการเกินกำหนดตามที่ศาลปกครองชี้ขาดแล้ว

ตามข่าว "ที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย" จะดำเนินการแจ้งให้สภามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ได้ทราบถึงคำพิพากษาของศาลปกครองดังกล่าว เพื่อให้อธิการบดีซึ่งมีอายุเกิน 60 ปี ต้องลาออก มิเช่นนั้นก็จะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของศาล อาจจะมีการฟ้องร้องและผิดกฎหมายได้ ซึ่งคาดว่าไม่ช้าก็เร็ว มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐทุกแห่ง ต้องได้รับหนังสือดังกล่าว

และเมื่อ อธิการบดี มหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) ซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราช ทรงดำรงตำแหน่ง "นายกสภามหาวิทยาลัย" อยู่ด้วยนั้น มีอายุเกิน 60 ปี ถือว่าต้องแสดงสปิริต "ลาออก" เพื่อมิให้มีผลกระทบทางกฎหมาย และกระทบพระเกียรติยศของสมเด็จพระสังฆราชด้วย

ว่าไปแล้วก็ถือว่าเดิมพันสูง เพราะตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ เป็นทั้งพระราชาคณะ แถมยังมีสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยอีก ถ้าหากมีปัญหาทางกฎหมาย พลาดนิดเดียวก็อาจจะถึงคุกตะรางได้ งานนี้เห็นทีต้องปิดห้องประชุมกันเครียด !

 

 

รายนามมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

 

 

อธิการอายุไม่เกิน 60 สะเทือน 20 มหาวิทยาลัยราชภัฏ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ห้ามอายุเกิน 60 ปีเป็น อธิการ

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ เป็นกรณีที่อาจารย์คนหนึ่งยื่นฟ้องสภามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ที่เห็นชอบให้แต่งตั้งรักษาการอธิการบดีจากผู้ที่เกษียณอายุราชการแล้ว ซึ่งก็คืออายุเกิน 60 ปี โดยศาลเห็นว่าเป็นการแต่งตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการบริหารงานบุคคลและงบประมาณของมหาวิทยาลัยรัฐ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย 3 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยนั้นๆ และพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ฉะนั้น ผู้ที่ดำรงตำแหน่งบริหาร ทั้งอธิการบดี รักษาการอธิการบดี และตำแหน่งอื่นๆ ต้องมีสถานะเป็นข้าราชการ คืออายุไม่เกิน 60 ปี แม้จะมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 372560 เปิดช่องให้ตั้ง "คนนอก" ที่ไม่ใช่ข้าราชการในมหาวิทยาลัยเป็นอธิการบดีได้ แต่ก็ไม่ได้มีข้อยกเว้นให้อายุเกิน 60 ปี

โดยหลังมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดออกมา ได้มีการเคลื่อนไหวจากแกนนำคณาจารย์ในเครือข่าย "ที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย" หรือ ทปสท. ยื่นหนังสือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ. ให้ประกาศเป็น "บรรทัดฐานร่วมกัน" ว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดีในมหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่ง ต้องเป็นบุคคลที่มีอายุไม่เกิน 60 ปี เพราะแม้คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดจะผูกพันเฉพาะคู่ความ คือผู้ฟ้อง กับสภามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรีเท่านั้น แต่มหาวิทยาราชภัฏทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่ 38 แห่ง มี "กฎหมายกลาง" ที่ใช้ร่วมกัน จึงต้องบริหารภายใต้กติกาเดียวกัน ซึ่งในแง่นี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ที่มีอยู่ 9 แห่ง ก็มี "กฎหมายกลาง" คล้ายๆ กัน

ล่าสุดแกนนำคณาจารย์ใน ทปสท. ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิริยะ ศิริชานนท์ ประธาน ทปสท. อาจารย์จิตเจริญ ศรขวัญ และ ดอกเตอร์ เชษฐา ทรัพย์เย็น ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือเพิ่มเติมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายแพทย์ ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ และเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ดร.สุภัทร จำปาทอง โดยมีข้อเรียกร้องเพิ่มเติมคือ

1. ขอให้รัฐมนตรีศึกษาฯ สั่งการไปยังสภามหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่ง ให้ดำเนินการถอดถอนอธิการบดีที่เกษียณอายุแล้ว เพราะถือว่าขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย และตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด และ

2. นายกสภามหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่ง ตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบต่อหลักนิติรัฐและธรรมาภิบาล ด้วยการถอดถอนอธิการบดี หรือรักษาการอธิการบดีที่อายุเกิน 60 ปีแล้วทั้งหมด ทุกมหาวิทยาลัย

 

ี่มา : กรุงเทพธุรกิจ : 15 กันยายน 2561

 

โรงเรียนวัดนวลนรดิศร้าว !

 

บิ๊กตู่กร้าวเอาผิดประธานมูลนิธิฯ

อ้างชื่อไปขอเงินหลวงไปสร้างวัด-โรงเรียน

 

 

อา..นวลจะงาม นามจะดี ก็ที่ศิษย์ นวลในที่นี้ก็คือ "นวลนรดิศ" ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมของวัดนวลนรดิศ ใกล้ชิดกับวัดปากน้ำภาษีเจริญ ของหลวงพ่อสด และวัดประดู่ฉิมพลีของหลวงปู่โต๊ะ วัดแห่งนี้มีศิษย์เอกเป็นถึง "รัฏฐาธิปัตย์-นายกรัฐมนตรี" เขามีชื่อว่า "ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นักเรียนชายรุ่นที่ 77

เมื่อนักเรียนชายประยุทธ์วันนั้น ผันตัวเองมาเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ มีหรือที่ทั้งครูและศิษย์ ทั้งรุ่นพี่ รุ่นเพื่อน และรุ่นน้อง จะไม่ภาคอกภูมิใจ และเมื่อ "ท่านนายกฯประยุทธ์" มีอำนาจวาสนาบารมี ก็ย่อมจะเป็นที่มุ่งหวังใช้อำนาจวาสนาและบารมีนั้น "ช่วยเหลือ" สำนักเก่า ที่ไหนเขาก็อาศัยจังหวะนี้กันทั้งนั้น

แต่ไม่ทราบว่าไปคุยกันอีท่าไหน โครงการสร้างวัดนวลและโรงเรียนวัดนวล ต้องมาสะดุด เพราะอดีตนักเรียนประยุทธ์บอก "ผมไม่รู้เรื่อง มีคนแอบอ้าง" ก็เลยกลายเป็นเหตุให้ต้องแจ้งความเอาผิด แทบมองหน้ากันไม่ติด

"ผิด-ถูก" นั้น มันแยกกันไม่ยาก แต่ "สายสัมพันธ์" ระหว่าง "คนกันเอง" ในรั้วโรงเรียนวัดนวลนี่ซิ "ยากพอๆ กับตัดสายบัว" ถึงท่านประยุทธ์จะบอก "ผมไม่รู้ ใครแอบอ้างก็ถือว่าผิด" แต่ในทางโลกและทางธรรมนั้น ยังมีการกระทำที่เรียกว่า "วิสาสะ" เป็นการทำไปด้วยความคุ้นเคย ถึงจะผิด แต่ถ้าชี้แจงได้ ก็ไม่ถือว่าผิด

ดังนั้น กรณีวัดนวลนรดิศและโรงเรียนวัดนวลครั้งนี้ ก็หวังว่าคงจะลงเอย ด้วยดี ด้วยวิสาสะ ขออย่าลงท้ายแบบ "คนอื่น" ความชื่นมื่นครั้ง "บิ๊กตู่" ได้เป็นนายกใหม่ๆ ก็จะกลายเป็นความขมขื่นไป นะ..นวลจะงาม นามจะดี ก็ที่ศิษย์ ผิดนั้นครูยังอภัยได้ แล้วเหตุไฉน นักเรียนไม่อภัยบ้าง

ดังนั้น เชื่อเหอะว่า เรื่องนี้จะแฮปปี้เอ็นดิ้ง เพราะคนเอาผิดได้คือ "บิ๊กตู่" คนเดียว สั่งถอนเรื่องก็จบ ง่ายๆ ดูแต่ "ชื่อมูลนิธิ" สิ ยังไม่กล้าบอกนักข่าว กลัวครูและศิษย์เก่าวัดนวลน้อยใจ ทำเป็นเล่นไป !

 

 

บิ๊กตู่แจ้งจับประธานชมรม ปลอมชื่อตบทรัพย์คลังสร้างวัดนวลฯ สั่งจับตาคนแอบอ้าง

14 ก.ย. 61 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้ฝ่ายกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการนายกฯ ดำเนินการแจ้งความเอาผิดประธานชมรมแห่งหนึ่ง ปลอมลายมือชื่อนายกฯในเอกสารขอทุนกระทรวงการคลัง ในการก่อสร้างวัดนวลนรดิศ และโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ เป็นศิษย์เก่ารุ่นที่ 77 ว่า นายกฯเคยชี้แจงเรื่องการนำชื่อของท่านไปแอบอ้างในหลายวาระ ว่า หากมีใครนำชื่อท่านไปแอบอ้าง ขอให้ตรวจสอบให้ดีก่อน

"กรณีอย่างนี้ถ้าตั้งใจจะนำชื่อท่านไปทำอะไร ขอให้พูดคุยและประสานมา เพราะการทำแบบนี้ถือว่าไม่เหมาะสม ท่านไม่ยอมให้มีแอบอ้างชื่อท่านไปทำแบบนี้ กรณีดังกล่าวผมไม่ทราบว่าเป็นบุคคลใดที่นำชื่อนายกฯไปแอบอ้าง" พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

เมื่อถามว่า นายกฯ ทราบได้อย่างไรว่ามีการนำชื่อไปแอบอ้าง

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า โดยปกติ นายกฯมีโอกาสได้รับรู้ ข้อมูลข่าวสารจากหลายที่ และในทุกที่ นายกฯก็จะมีคนที่ท่านติดต่อจากหลายส่วน เมื่อเขารับนโยบายไปแล้ว เมื่อมีเหตุ หรือมีข้อสันนิฐาน ก็จะแจ้งกลับมายังนายกฯ ให้รับทราบ จึงทำให้มีข้อมูลเหล่านี้มาถึง

"เชื่อว่ากรณีดังกล่าวไม่ใช่กรณีแรกที่มีการนำชื่อนายกฯไปทำในลักษณะแบบนี้ แต่อาจจะไม่เป็นข่าว บางคนเดินผ่านกันก็บอกว่าได้พูดคุยกับนายกฯแล้ว นายกฯรับทราบ แต่จริงๆแล้วท่านยังไม่ได้รับทราบเลยว่าเรื่องอะไร" พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า น.ส.อัจฉรา พรหมกระแสง ฝ่ายกฎหมายสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้รับมอบอำนาจจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ เพื่อเอาผิดกับประธานชมรมแห่งหนึ่ง ในข้อหาความผิดปลอมและใช้เอกสารปลอม หลังจากพบพฤติการณ์ปลอมลายมือชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และตราประทับมียศ ชื่อ สกุล นายกรัฐมนตรี ประทับลงในหนังสือที่ มส. พิเศษ/2561 ลงวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา ถึงปลัดกระทรวงการคลัง โดยกล่าวอ้างถึงการก่อสร้าง วัดนวลนรดิศ และโรงเรียนวัดนวลนรดิศ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นศิษย์เก่ารุ่นที่ 77 ได้ให้การสนับสนุนมูลนิธิ ในท้ายหนังสือดังกล่าวปรากฏลายมือชื่อนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อุปการะมูลนิธิดังกล่าว

ต่อมาวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือด่วนที่ นร 0103/555 ถึงสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ท้ายหนังสือฉบับดังกล่าวปรากฏลายมือชื่อของนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อุปการะและสนับสนุนมูลนิธิ แต่จากการตรวจสอบ ไม่ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีได้ให้การสนับสนุนตามที่กล่าวอ้าง และมิได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อตามที่ปรากฏในท้ายหนังสือดังกล่าว

 

ี่มา : แนวหน้า : 14 กันยายน 2561

 

สมาคมสภาองค์กรพุทธวุ่น !

 

แอบอ้างนาม-ส่งชื่อ เข้าเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ไร้สิทธิ์

ส่อผิดกฎหมายหลายสมาคม

 

 

 

ซ้าย : นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ อดีตนักวิชาการกรมการศาสนา

ขวา : ผศ.สุพิน ทองธานี ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

 

 

ผู้แทนมูลนิธิและองค์กรชาวพุทธที่เข้าร่วมเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่

 

 

 

กรรมการสมาคมสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยชุดเก่า

 

 

 

พุทธบริษัท 4 ปกป้องพระพุทธศาสนา

 

พระพุทธศาสนาในประเทศไทย อยู่กับอุบาสกอุบาสิกาคนไทยมายาวนาน ทั้งทางวิชาการพระพุทธศาสนาและการปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบันมีมูลนิธิ สมาคม องค์กรเครือข่ายที่เป็นนิติบุคคล และกลุ่มจัดตั้งเป็น กลุ่มชมรม จำนวนมากมาย แต่ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ความเข้มข้นทางกฎหมาย เพื่อให้การก่อตั้งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และมีพุทธบริษัทที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมือง มีจิตใจพร้อมจะทำงานถวายเป็นพุทธบูชาในวันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา และวันวิสาขบูชา วันสำคัญทางพุทธศาสนา เพื่อให้ประชาชนพุทธบริษัทมีจุดศูนย์รวมในการทำกิจกรรมไม่ต้องเดินทางไกล

สมาคมสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เดิมเป็นแค่สภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เป็นแม่งานหลักในการจัดงานวันมาฆบูชา ที่สนามหลวงซึ่งผู้ที่ทำงานก็ประสบปัญหาไม่มีทุนในการทำงาน ผู้ที่ทำงานหลักๆต่างถอยหนี เช่น ศรัทธากลุ่มโรงพยาบาลวิชัยยุทธ  ด้วยปัญหาสภาพเศรษฐกิจ และปัญหากลุ่มบุคคลที่ก่อปัญหา

ต่อมา นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์  อดีตนักวิชาการของกรมการศาสนา ถนัดงานเขียนหนังสือแบบเดิมๆมักจะอ้างถึง เป็นประจำ พระพรหมคุณาภรณ์ (.อ.ปยุตฺโต) กรรมการชุดเดิม ไปเรียนเชิญ พลเอกจรัล  กุลละวณิชย์ ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความเคารพนับถือวงกว้าง ให้ช่วยทำงานสมาคมฯ ด้วยความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาท่านจึงรับเป็นประธานสมาคมสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และจดแจ้งเป็นสมาคมสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ถูกต้องตามกฎหมายในปัจจุบัน วัตถุประสงค์การดำเนินงานจัดงานวันมาฆบูชา ในช่วงที่มีการบริหารของกรรมการชุดนี้ ประสบความสำเร็จสร้างศรัทธาให้อุบาสก อุบาสิกา ในกิจกรรมวันมาฆบูชา เป็นไปตามวัตถุประสงค์

เมื่อครบวาระของสมาคมสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย  โดยมติที่ประชุมให้ตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2561 ที่ ห้องประชุมบุณยคุปต์  โรงพยาบาลวิชัยยุทธ กทม.

หลักของการการเลือกตั้งทั่วไป จะต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องของ สถานะมูลนิธิ สมาคม ตัวแทนองค์กร แต่ ผศ.สุพิน ทองธานี ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เห็นว่า สมาคมสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา บุคคลที่เข้ามา ล้วนมีศีล มีคุณธรรม จริยธรรม บางเรียนจบถึงอภิธรรมบัณฑิต เรียกว่าเสมอด้วยศีล การกระทำย่อมมีเจตนาดี จึงไม่ได้เข้มงวดในหลักนิติศาสตร์ว่าด้วยกฎหมาย ระเบียบ ต่อมาผู้เข้าร่วมประชุมที่อยู่ในวงการพระพุทธศาสนาสงสัย ในบางมูลนิธิ บางโครงการที่มีพระประคุณระดับสมเด็จฯ เป็นเจ้าของโครงการ มีผู้ร่วมประชุมจึงนำเรียนไปกราบ สอบถามพระที่เกี่ยวเจ้าของโครงการ "เตปิฏกสุเตสีบัณฑิต" หลักสูตรเตปิฏกสุเตสนศึกษา เป็นโครงการเรียนการสอนวิชาบาลีใหญ่ ของ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์  และผู้ที่ไปลงนามเป็นตัวแทนองค์ พบว่า บุคคลที่มาเซ็นเป็นตัวแทนไม่รู้จักโครงการฯไม่รู้จักพระ ไม่เคยเรียนหรือทำกิจกรรมใดๆ ร่วมกับโครงการเลย ซึ่งโดยปกติมูลนิธิจะมีระเบียบที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายแห่งที่ตรวจสอบพบพบความผิดปกติ เช่น มูลนิธิศิษย์เก่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มูลนิธิจำนง ทองประเสริฐ  มูลนิธิเสฐียร พันธรังษี ซึ่งอยู่ในสังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มูลนิธิพระอาจารย์ฟั่น อาจาโร  ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เบื้องต้นไม่รู้จักบุคคลที่ไปมีรายชื่อ ทั้งตัวแทนร่วมประชุม และผู้แทนองค์กรรับสมัครเลือกตั้งในครั้งนี้

ผศ.สุพิน ทองธานี ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งนี้ กล่าวอย่าผิดหวังว่า "การกระทำแบบนี้ไม่คิดว่าจะเกิดในแวดวงการศาสนา ซึ่งกรรมการชุดเดิมก็ไม่ยึดติดใดๆพร้อมสนับสนุนคนดี มีศีลธรรมมาช่วยกันทำงาน  แต่การที่ คุณวรเดช ซึ่งเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญวิชาการอนุกรรมการศาสนา จะมาใช้วิธีที่ขาดทั้ง ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ด้วยการไปบอกพระอย่างหนึ่ง แต่นำไปใช้อย่างหนึ่งนำไปสู่การละเมิดมูลนิธิ สุดท้ายทำให้เกิดการแจ้งเท็จกับนายทะเบียนมูลนิธิ สมาคม ที่ต้องไปจดแจ้ง ซึ่งอยากจะเรียกร้องสังคมพระพุทธศาสนาออกมาช่วยกันเรียกร้อง หากจะทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาจะต้องใช้วิธีที่ถูกต้อง แค่นำศีล 5 มาตรวจสอบ ก็ผิดหมดแล้ว ขอให้ มูลนิธิสมาคม องค์กร ออกมาทำให้ถูกต้องทั้งทางโลกและทางธรรมต่อไป" ผศ.สุพิน ทองธานี กล่าวต่อว่า "ภัยพระพุทธศาสนา ไม่ได้เกิดจากใครเลยแต่เกิดจากคนพุทธด้วยกันนี่แหละ ขอสื่อมวลชนช่วยกันนำเสนอข่าวด้วย"

 

กรณีการเลือกตั้งคณะกรรมการของสมาคมสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

1. องค์กรนิติบุคคล เช่น สมาคม มูลนิธิ วัด

2. องค์กรร่วมไม่ใช่นิติบุคคล เช่น กองทุนฯ ชมรม สถาบัน โครงการฯ

 

เอกสารหลักฐานที่พบในที่ประชุม

กรรมการพบเอกสารระบุลำดับรายชื่อ ผู้แทนที่เสนอเข้ารับการเลือกตั้งเป็นกรรมการใหม่ เรียงตามอักษร

ประเด็น

1. องค์ที่ส่งผู้เข้าร่วมประชุม เป็นบุคคลที่ผู้บริหารและมีอำนาจลงนาม มีการดำเนินการตามระเบียบสมาคม มูลนิธิ ขององค์กรนั้นหรือไม่

2. ชื่อบุคคลที่ส่งมาเป็นผู้แทนองค์กรรับการเลือกตั้งเป็นกรรมการ รู้ตัวและมีการทำหนังสือแจ้งเพื่อขออนุญาตบุคคลนั้นหรือไม่

3. สถานะ โครงสร้าง การบริหารจัดการขององค์กร ที่ลงนามเข้าร่วมประชุม มีอยู่จริงถูกต้องหรือไม่

4. เอกสารที่มูลนิธิ สมาคมลงนามส่งผู้เข้าร่วมประชุม เป็นผู้แทนองค์กรมอบหมายอย่างเป็นทางการ เพื่อลงคะแนนและรับเลือกตั้งเป็นกรรมการ เป็นบุคคลที่ รู้จักและเคยทำงานร่วมกับองค์กรนั้นหรือไม่

5. ผู้เข้าร่วมประชุมที่มารู้วัตถุประสงค์การประชุมหรือไม่ และรู้ความผิดในข้อกฎหมายหรือไม่หากไม่ใช่ตัวแทนที่ แท้จริงขององค์กรนั้นๆ

 

ข้อเท็จจริงเบื้องต้น

ทีมได้ลงซุ่มตรวจในช่องที่ต่างๆพบว่า จำนวนมูลนิธิ สมาคม และเอกชน ที่มีรายชื่อ 35 แห่ง พบข้อมูลดังนี้

มูลนิธิที่ยังมีอยู่ในระบบราชการ 33 แห่ง ทั้งนี้ต้องตามดูการจดเปลี่ยนแปลงสถานะของคณะกรรมการผู้มีอำนาจว่าเป็นผู้ใดเป็นประธาน  มูลนิธิที่ใช้คำนำหน้า 2 แห่ง * ไม่มีอยู่ในระบบราชการ

มูลนิธิบางแห่ง ประธานกรรมการ ตาย หรือ มรณภาพ ผู้ลงนามไม่มีอำนาจลง เช่น มูลนิธิวัดประชาศรัทธาธรรม (เสาหิน)

มูลนิธิในสังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 3 แห่ง

1. มูลนิธิศิษย์เก่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประธานกรรมการ นายจำนง ทองประเสริฐ

กรณีมีผู้ที่อ้างตัวลงลายมือชื่อในการเอกสารเป็นตัวแทน ในลำดับที่ 23 ได้แก่ นายธรณินทร์ คะโรรัมย์ และนายศักรินทร์ วันภักดี เป็นผู้แทนขององค์กรเข้าร่วมประชุม และส่งผู้แทนลงสมัครเลือกตั้ง 2 คน รศ.ประภาภัทร นิยม และแม่ชีศันสนีย์ ทางมูลนิธิฯ ซึ่งจดแจ้งชื่อมูลนิธิใหม่เป็น "มูลนิธิศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" ไม่เคยรู้จักบุคคลในลำดับที่ 23  ทั้ง 2 ราย และใส่ชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยมิได้แจ้งให้รับทราบเพื่อส่งเข้าไปสมัครลงรับเลือกตั้ง

2. มูลนิธิจำนง ทองประเสริฐ  ประธานกรรมการ พระเทพโสภณ

3. มูลนิธิเสฐียร พันธรังษี      ประธานกรรมการ นายจำนง ทองประเสริฐ

 

มูลนิธิวัดวิมุตยาราม    

ประธานกรรมการ พระครูวิมุตตาธรรมมาภรณ์ ท่านเล่าดังนี้ นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ เคยนำเอกสารไปให้เซ็นหลายครั้ง  เอกสารที่นำไปให้เซ็นชื่ออย่างเดียว และบอกว่าจะช่วยให้องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนากำลังมีภัย ไม่ได้บอกจะนำไปใช้เพื่อการเลือกตั้งของสมาคมฯ ท่านจึงเซ็นโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง ท่านทำเรื่องตอบถึงประธานสมาคมสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยเป็นทางการแล้ว

มูลนิธิพระอาจารย์ฟั่น อาจาโร  ก่อตั้งเมือ 23 กุมภาพันธ์ 2523

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร) ประธานกรรมการ

นายวิโรจน์ ตังคะเดชะหิรัญ กรรมการและเหรัญญิก บอกว่า นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ นำเอกสารไปให้เซ็นหลังจากหายไป 4-5 ปี เพราะเรื่องการเงิน เพิ่งติดต่อมาให้เซ็นเอกสารดังกล่าว ไม่รู้จักบุคคลที่มีรายชื่อและผู้เข้าร่วมประชุม และที่เสนอชื่อ นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ เขียนเพิ่มเติมภายหลัง

มูลนิธิแนบมหานีรานนท์

ปัจจุบัน 8 ตุลาคม 2564

1. นางสาวปราโมช น้อยวัฒน์              ประธานกรรมการ

2. นายปราโมทย์ อิทธิกุล                   รองประธานกรรมการ คนที่ 1

3. นายเทพฤทธิ์ สาธิตการมณี             รองประธานกรรมการ คนที่ 2

4. นางสาววรวรรณ ศุภจรรยา              กรรมการ

5. นางสาวพูนศรี นนทการ                 กรรมการ

6. นางสุภาพร อัศว์ศิวะกุล                 กรรมการ

7.นางสุดา ปิ่นทอง                          กรรมการ

8.นางสาวณัฐเมธวี แก้วนาค               กรรมการ

9. นางสุนีย์ ธุระงาน                         กรรมการและเหรัญญิก

10. นางอุไรพรรณ พิพัฒน์ไพบูลย์         กรรมการและเลขานุการ

แจ้งว่าไม่ได้ส่งใครมาในนามมูลนิธิ

 

มูลนิธิวัดประชาศรัทธาธรรม (เสาหิน)

ใช้วิธีการเดียวกับมูลนิธิวัดวิมุตยาราม  ผู้ลงนาม พระประสงค์ ฐานวุฑฺโฒ กรรมการและเลขานุการ

สาระสำคัญการจัดตั้งมูลนิธิเริ่มแรก มี พระครูกิตติเวที เจ้าคณะเขตดุสิต เป็นประธานกรรมการ ปัจจุบันมรณภาพแล้ว จดแจ้งเปลี่ยนทะเบียนกรรมการ 25 พฤษภาคม 2533 โดยพระเทพวิสุทธิโสภณ ประธานกรรมการ ยังไม่มีการจดแจ้งใหม่ให้ "พระครูธีระปัญญากร เจ้าอาวาสเป็นประธานกรรมการ" และท่านพระครูฯแจ้งว่า ไม่รู้จักบุคคลที่เสนอชื่อเข้าร่วมประชุม และผู้แทนองค์กร ทั้งหมดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมูลนิธิวัดประชาศรัทธาธรรม (เสาหิน)  เท่ากับแอบอ้างละเมิดมูลนิธิฯอีกราย

ผลดำเนินการ :

กราบเรียนพระครูธีรปัญญากร เจ้าอาวาสและรักษาการประธานมูลนิธิทราบแล้ว เพราะหากมีการตรวจสอบต่อจะนำไปสู่การยื่นเอกสารเท็จจดแจ้งนายทะเบียน

 

ส่วนองค์กรไม่ใช่นิติบุคคล

บุคคลที่เข้าร่วมประชุมรู้เพียงว่า มีการเซ็นมอบอำนาจไว้แล้ว เช่น กรณีชื่อโครงการเตปิฏกสุเตสีบัณฑิต หลักสูตรเตปิฏกสุเตสนศึกษา เป็นโครงการเรียนการสอนวิชาบาลีใหญ่ ของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์  เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสวัดพิชยติการาม ไปแอบอ้างในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ.2561  และอ้างเป็นสมาชิกของสมาคมฯ  เพื่อสรรหากรรมการสมาคมสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย โดยผู้รับผิดชอบโครงการฯได้ติดต่อสอบถาม  นางอริสา วิเศษสุนทร ผู้มีชื่อไปลงนามและกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษ ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม นางอริสาเล่าว่าได้รับการชักขวนจากนายศรีมงคล วิเศษสุนทร น้องชายมีอาชีพขับรถแท็กซี่ มาโดยไม่รู้วัตถุประสงค์ในการเข้าร่วมประชุมดังกล่าว

กองทุนเผยแผ่ธรรมะ อาจารย์นิศา เชนะกุล บุคคลที่ใส่ชื่อมาลูกศิษย์เก่า อาจารย์ไม่รู้จัก โทรไปสอบถามอ้างว่ามีการมอบอำนาจมาแล้ว

อนึ่งในการประชุมเพื่อเตรียมตั้งสมาคมฯ ของ พลเอกธงชัย เกื้อสกุล คุณพูนศักดิ์ มีโต้ สถาบันพุทธทาสเพื่อสันติของโลก ซึ่งเป็นเครือข่ายของสมาคมฯ ได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ เข้าร่วมประชุม และประกาศว่าจะเปลี่ยนแปลงกรรมการชุดใหม่ ของสมาคมสภาองค์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ในที่ประชุมด้วย

 

ข้อสังเกต 

การประชุมให้ลงคะแนน 1 องค์กร 2 คน สมาคม มูลนิธิ และเอกชนจะมีการตรวจสอบได้จากราชการ แต่ขององค์กรไม่ใช่นิติบุคคล จะไม่มีโครงสร้าง บางแห่งตั้งเองไม่มีสมาชิก ทำให้ไม่รู้ว่าใครมีอำนาจเซ็นในการเข้าร่วมประชุม สมาชิกส่วนใหญ่มาจากการร่วมออกเต็นท์ในยุคก่อนๆแล้วจับชื่อมาร่วมองค์กรโดยไม่มีการกรอกแบบสมัครสมาชิกที่เป็นมาตรฐาน

การลงชื่อของคนที่ไม่ใส่เบอร์โทรศัพท์มีข้อสงสัยว่าผู้ร่วมประชุมกลัวจะต้องมีการตรวจสอบย้อนหลังก็ได้ การไม่มีสำเนาบัตรประชาชนทำให้ถิ่นฐานที่แน่นอน

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว

หมายเหตุ

* พรบ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ..2499

 

 

หมายเหตุ : เอกสารข้างต้นนี้ ทางเรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ได้รับมาจากผู้อ่านท่านหนึ่ง เห็นว่ามีความสำคัญ จึงนำเสนอ แต่ทั้งนี้มิใช่การชี้ผิดหรือชี้ถูกแต่อย่างใด ข้อมูลทั้งหมดยังต้องมีการพิสูจน์ให้ถูกต้องอย่างเป็นทางการ ทั้งจากองค์กรที่ถูกพาดพิงถึงและกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 12 กันยายน 2561

 

นุ่งขาวขึ้นศาล !

 

พุทธะอิสระโผล่ขึ้นศาล

หลังได้รับประกันตัวเมื่อกลางเดือนก่อน

 








 

 

พุทธะอิสระรับสารภาพคดีทำร้ายตำรวจสันติบาลในม็อบ กปปส.

12 ก.ย.61 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การจำเลย คดีทำร้ายตำรวจสันติบาลในที่ชุมนุม  กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ หมายเลขดำ อ.2498/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อายุ 59 ปี หรืออดีตพระพุทธอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม และแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำด้วยการใดให้เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ฯ ให้รับอันตรายสาหัส, ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายฯ หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 310 ประกอบมาตรา 83

คดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2557 เวลากลางวัน ขณะนั้นมีการตั้งเวทีปราศรัยของกลุ่ม กปปส. ที่ ถ.แจ้งวัฒนะ บริเวณหน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมีจำเลยเป็นหัวหน้าผู้นำกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณเวทีดังกล่าวทั้งหมด

โดยจำเลยกับกลุ่มบุคคลไม่ทราบชื่อจำนวนมากกว่า 5 คนขึ้นไป ซึ่งทำหน้าที่เป็นการ์ดคอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณเวทีปราศรัยที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้บังอาจร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล และ ด.ต.วชิรพงศ์ อุ่นนวลบูรพงศ์ ผู้เสียหายที่ 1-2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลที่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้เข้าไปทำหน้าที่สืบสวนหาข่าว

จำเลยกับพวกได้ใช้กำลังจับผู้เสียหายทั้งสองปิดตา มัดมือไพล่หลัง ใช้กำลังประทุษร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส กระดูกซี่โครงหักและตับฉีกขาด บาดแผลใช้เวลารักษาตัวประมาณ 6 สัปดาห์ ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย มีบาดแผลฟกช้ำหลายแห่ง ฟันซ้ายล่างหัก ใช้เวลา

รักษาตัวประมาณ 10 วัน และเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสองถูกประทุษร้ายสูญหายมูลค่ารวม 60,900 บาท

นอกจากนี้ จำเลยกับพวกยังร่วมกันข่มขู่ให้ผู้เสียหายทั้งสอง บอกรหัสปลดล็อคโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหาย ให้บอกว่าตนเป็นผู้ใด เข้ามาบริเวณที่ชุมนุมเพื่ออะไร เมื่อไม่ยอมบอกพวกของจำเลยจึงใช้กำลังประทุษร้ายและข่มขู่จนผู้เสียหายทั้งสองต่างจำยอมตามที่พวกของจำเลยข่มขู่ ซึ่งจำเลยเป็นผู้ควบคุมการชุมนุมมีอำนาจสั่งการให้พวกของจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งของตนได้ จำเลยทราบว่าพวกของจำเลยได้หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสองไว้ แต่กลับเพิกเฉยไม่สั่งให้ปล่อยตัวไป และสั่งการพวกของจำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสองไว้เป็นเวลาหลายชั่วโมง

เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ทั้งนี้อัยการได้ขอให้ศาลนับโทษจำเลยต่อจากคดีหมายเลขดำ อ.247/2561 (คดีกบฏ กปปส.) ด้วย

ซึ่งจำเลยได้รับการประกันตัวในภายหลัง โดยศาลตีราคาประกัน 200,000 บาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นได้รับอนุญาตจากศาล

ในการเดินทางมาในวันนี้ อดีตพระพุทธะอิสระเดินทางมาด้วยรถตู้สีขาว เข้ามาจอดบริเวณด้านหลังอาคารศาล ระหว่างลงจากรถต้องให้ลูกศิษย์ช่วยพยุงลงมาก่อนนั่งรถเข็น พร้อมถือร่มกางให้ เนื่องจากสภาพร่างกายอ่อนแรง มีผ้าปิดตาข้างขวา ก่อนเข้าไปยังห้องเวรชี้ใต้ถุนศาลอาญาเพื่อสอบคำให้การ

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความ เผยว่า อดีตพระพุทธะอิสระมีอาการป่วยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท และต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หลังจากถูกปล่อยชั่วคราว โดยแพทย์วินิจฉัยระบุว่าอาการป่วยหมอนรองกระดูกรุนแรง และต้องทำการรักษาและพักฟื้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ต่อมาศาลออกนั่งบัลลังก์พร้อมทั้งอ่านอธิบายคำฟ้องให้จำเลย พร้อมทนายความจำเลยฟังจนเข้าใจ พร้อมถามคำให้การจำเลยว่าจะรับสารภาพหรือปฏิเสธ โดยปรากฏว่า อดีตพระพุทธะอิสระให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลมีคำสั่งให้สำนักงานคุมประพฤติสืบเสาะประวัติและพฤติการณ์ของอดีตพระพุทธะอิสระประกอบทำคำพิพากษา และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 29 ต.ค. นี้ เวลา 9.00 น.

ต่อมาเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่จึงได้ให้อดีตพระพุทธะอิสระ ซึ่งนั่งรถเข็นเนื่องจากปัญหาข้อเข่าเสื่อม และเพิ่งผ่าตัดดวงตาข้างขวา ไปรายงานตัวที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน

น.ส.วิทยารัตน์ ชาติปรีชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 เปิดเผยว่า คดีนี้ศาลสอบคำให้การจำเลยแล้วให้การรับสารภาพ ศาลจึงสั่งให้จำเลยเข้าสู่กระบวนการสืบเสาะและพินิจ  โดยให้สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 ทำหน้าที่สืบเสาะดูรายละเอียดทุกอย่างตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ทั้งประวัติ สุขภาพ และพฤติการณ์ทางคดี  แล้วรายงานเพื่อประกอบการพิพากษาของศาล

ขณะเดียวภายหลังเข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติแล้ว อดีตพระพุทธะอิสระได้แถลงเป็นเอกสารต่อสื่อมวลชนว่า เนื่องด้วยอาตมาภาพในฐานะผู้นำการชุมนุมของประชาชนเวทีแจ้งวัฒนะ ขอแถลงต่อศาลว่า การที่มีชาย 2 คนที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลถูกการ์ดจิตอาสารุมทำร้ายจนบาดเจ็บ แม้อาตมาจะไม่รู้เห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ผู้อื่นจะเป็นผู้กระทำก็ตาม อาตมาจึงขอแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดทั้งมวลที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ได้เป็นผู้กระทำก็ตามและพร้อมที่จะช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้เสียหายตามกำลังความสามารถที่ตนมี จึงกราบเรียนข้อความข้างต้นต่อศาลที่เคารพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับขั้นตอนการสืบเสาะก่อนมีคำพิพากษานั้น ทางสำนักงานคุมประพฤติจะทำการสืบเสาะจำเลยที่ให้การรับสารภาพถึงประวัติการกระทำผิด พฤติการณ์กระทำผิด อายุ อาชีพ นำมาเพื่อให้ศาลพิจารณาประกอบคำวินิจฉัยในการเขียนคำพิพากษาว่าจะมีบทลงโทษอย่างไรกับจำเลย ซึ่งกรณีการสืบเสาะจะมีด้วยกัน 2 แบบ คือคู่ความร้องขอ หรือผู้พิพากษาเห็นควรสืบเสาะเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกรณีที่ศาลเห็นว่าควรมีการสืบเสาะก่อนมีคำพิพากษา เนื่องด้วยคดีของอดีตพระพุทธะอิสระไม่ได้มีการสืบพยานในชั้นศาล การที่จะรู้รายละเอียดในพฤติการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็จะมีข้อเท็จจริงจากการคุมประพฤติไปสืบเสาะด้วย

 

ี่มา : แนวหน้า-ผู้จัดการ : 12 กันยายน 2561

 

 

THE LAST MEETING !

 

การประชุมครั้งสุดท้ายของ 5 กรรมการ มส.

วันพรุ่งนี้ ที่ 10 กันยา 2561

 

 

พระพรหมเมธาจารย์ : พระพรหมบัณฑิต

 

 

พระธรรมบัณฑิต : พระพรหมวิสุทธาจารย์ : พระธรรมธัชมุนี

 

วันที่ 17 กันยายน ศกนี้ จะมีกรรมการมหาเถรสมาคม จำนวน 5 ท่าน สิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่ง ถ้าไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ก็จะถือว่าสิ้นสุดไปไม่กลับมา เพราะว่าเป็นกรรมการโดยแต่งตั้ง แต่ถ้าหากว่าเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ก็จะดำรงตำแหน่งต่อไปไม่มีการหมดวาระ นี้ว่าตาม พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ฉบับเดิม

แต่ตาม พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ที่แก้ไขใหม่ (ครั้งที่ 3) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา กำหนดไว้ว่า "กรรมการมหาเถรสมาคมต้องมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่สมเด็จพระราชาคณะ" หมายถึงว่า กรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง หรือโดยสมณศักดิ์ ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าพระชั้นไหน (ยกเว้นสมเด็จพระสังฆราช) ก็ต้องได้รับการแต่งตั้ง จึงจะเป็นกรรมการ มส. ได้ แถมการแต่งตั้งนั้น มิใช่อำนาจของสมเด็จพระสังฆราชอีกต่อไป แต่จะเป็นไปโดย "พระราชอำนาจ" ของพระมหากษัตริย์เท่านั้น

และตามระเบียบของมหาเถรสมาคมนั้น จะประชุมเพียงเดือนละ 3 ครั้ง ในวันที่ 10-20-30 ของทุกเดือน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นก็จะเลื่อนการประชุม "เข้า-ออก" ตามแต่สมควร แต่ถึงกระนั้น วันที่ 10-20-30 ก็ยังถือเป็นวันประชุม มส. ตามปกติเช่นเดิม

และทีนี้ เมื่อกรรมการมหาเถรสมาคม จำนวน 5 รูป อันได้แก่

1. พระพรหมเมธาจารย์ วัดบูรณศิริมาตยาราม กรุงเทพฯ (ธรรมยุต)

2. พระพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส กรุงเทพฯ (มหานิกาย)

3. พระพรหมวิสุทธาจารย์ วัดเครือวัลย์ กรุงเทพฯ (ธรรมยุต)

4. พระธรรมบัณฑิต วัดพระราชเก้ากาญจนาภิเษก กรุงเทพฯ (ธรรมยุต)

5. พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ (ธรรมยุต)

ต้องหมดวาระลงในวันที่ 17 ก็หมายถึงว่า กรรมการทั้ง 5 รูปเหล่านี้ จะมีโอกาสเข้าร่วมประชุมมหาเถรสมาคมในวันพรุ่งนี้ (10 กันยา) เป็นครั้งสุดท้าย เพราะวันที่ 17 เดือนนี้ก็จะหมดอายุลงแล้ว ไม่สามารถเข้าประชุมในวันที่ 20 กันยายน ศกนี้ ได้

วันที่ 10 กันยายน 2561 เป็นวันประชุมวันสุดท้าย

วันที่ 17 กันยายน 2561 เป็นวันสุดท้ายแห่งการดำรงตำแหน่ง

เว้นแต่จะมีการเรียกประชุมมหาเถรสมาคม "นัดพิเศษ" ซึ่งก็สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชเท่านั้น ถึงกระนั้น ทุกอย่างต้องอยู่ภายใน 7 วัน นับจากวันนี้เป็นต้นไป เท่านั้น

 

 

อดีตพระพรหมสิทธิ : อดีตพระพรหมดิลก : อดีตพระพรหมเมธี

 

ใช่แต่เท่านั้น เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีกรรมการมหาเถรสมาคม จำนวน 3 รูป ถูกบัญชาสมเด็จพระสังฆราช "ให้พ้นจากตำแหน่ง" ประกอบด้วย

 

1. พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) วัดสัมพันธวงศ์ (ธรรมยุต)

2. พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) วัดสามพระยา (มหานิกาย)

3. พระพรหมสิทธิ วัดสระเกศ (มหานิกาย)

เมื่อรวมกับอีก 5 กรรมการ มส. ข้างต้น ก็จะเป็นจำนวน 8 ท่านด้วยกัน ที่หมดวาระลงไป ทั้งก่อนหน้าและในวันที่ 17 เดือนนี้

 

 

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ : สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ : สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

 

ใช่แต่เท่านั้น ก่อนหน้านั้น ยังมีกรรมการมหาเถรสมาคมระดับ "สมเด็จพระราชาคณะ" อีก 3 รูป ได้แก่

1. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรโร) วัดสัมพันธวงศ์ อายุ 100 ปี

2. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรธมฺโม) วัดปากน้ำ อายุ 93 ปี

3. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน อายุ 80 ปี

สมเด็จฯ ทั้งสามรูปข้างต้น บางรูปอายุมาก ไม่สามารถเข้าประชุม มส. ได้ และบางรูปก็ป่วยมานาน ก่อนจะได้เป็นสมเด็จฯ ครั้นได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จฯ แล้ว ก็ไม่สามารถเข้าประชุมได้ แถมเมื่อสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ได้สิ้นพระชนม์ลง และมีการสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพรมหาเถร) วัดราชบพิธ ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คราวนั้นมิได้มีการสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะแทนตำแหน่งที่ว่างลงด้วย และยังคงว่างอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งวันนี้

 

จึงสรุปว่า มีตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม จะว่างลงในวันที่ 17 กันยายน ศกนี้ เป็นจำนวนถึง 12 รูปด้วยกัน

ครั้นนำเอาจำนวนกรรมการมหาเถรสมาคมมาดู ก็พบว่า กรรมการมหาเถรสมาคมมีทั้งสิ้น 21 ตำแหน่ง แบ่งออกเป็นธรรมยุตและมหานิกาย ฝ่ายละ 10 ตำแหน่ง และสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคมอีก 1 พระองค์ รวมเป็น 21 ดังกล่าว

ครั้นเมื่อกรรมการ มส. ว่างลงถึง 12 รูป ก็จะเหลือกรรมการ มส. เพียง 9 รูป ที่จะทำหน้าที่ได้ต่อไป แต่ถึงกระนั้นก็ดูเหมือนว่า กรรมการ มส. ที่ยังเหลืออยู่นั้น จะกลายเป็น "เสียงข้างน้อย" ไปเสียแล้ว เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ถูกปลด-หมดอายุ และเข้าประชุมไม่ได้ ในอัตรา 12/9

การแต่งตั้งกรรมการ มส. ตาม พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับใหม่นั้น ต้องเป็นไปโดยพระบรมราชโองการ มิใช่พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชเหมือนเดิม ดังนั้น วันนี้ พระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนชาวพุทธไทยทั่วโลก จึงต่างรอคอยและลุ้น "รายชื่อ" กรรมการมหาเถรสมาคม ชุดใหม่ ชุดประวัติศาสตร์ ชุดแรกที่มาจากการทรงคัดเลือกและโปรดเกล้าฯแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ ยิ่งกว่าลุ้นโผคณะรัฐมนตรี

 

 

แต่ยังมีปัญหาให้ต้องตีความต่อไปอีกว่า ในมาตรา 11 แห่ง พรบ. คณะสงฆ์ฉบับใหม่ กำหนดไว้ว่า "ให้กรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป จนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมขึ้นใหม่ ฯลฯ"

ซึ่งอาจจะหมายความว่า "ให้กรรมการ มส. ทั้งหมด ที่เหลืออยู่ ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ยังคงเป็นกรรมการ มส. อยู่ต่อไป จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการใหม่" หมายความด้วยว่า ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการตั้งกรรมการ มส. ชุดใหม่ กรรมการ มส. ชุดเก่า ก็ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไป ตามมาตราที่ 11 ข้างต้น เพราะเมื่อ พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับใหม่ บังคับใช้ พรบ.คณะสงฆ์ฉบับเก่า ก็เป็นอันยกเลิก และต้องใช้ของใหม่แทน เมื่อของใหม่ให้ "ชุดเก่า" ยังคงอยู่ ก็ต้องคงอยู่ต่อไป

ดังนั้น วันพรุ่งนี้ (10 กันยา) จึงอาจจะไม่ใช่ "วันสุดท้าย" ของกรรมการ มส. จำนวน 5 รูป ดังกล่าว ก็เป็นได้

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 9 กันยายน 2561

 

 

พระธรรมทูตไทยรับใช้ชาติ !

 

ติดยศทหารในกองทัพสหรัฐอเมริกาเป็นนายที่ 6

จ่อเดินตามรุ่นพี่อีกเพียบ !

 

 

งานบวชใหม่ของอดีตพระสายัญ ทองพิมพ์

 

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ สถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนาแห่งอเมริกา (Institude for Buddhist Studies U.S.A.) เมืองไอน่าไฮม์ (Anaheim) รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้มีพิธีสำคัญสำหรับอดีตพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกา นั่นคือ การรับเข้าเป็นสาวกหรือสมาชิกของสถาบันแห่งนี้

อดีตพระธรรมทูตไทยที่ได้เข้ารับการ "บวชใหม่" ในนิกายเกาหลีครั้งนี้ มีนามว่า สายัญ ทองพิมพ์ หรืออดีต พระสายัญ ธมฺมสุนฺทโร พระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 14 ปรากฏว่ามีบรรดาพระธรรมทูตผู้รู้จักมักคุ้นไปร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น นับว่าเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในการเดินสู่เส้นทาง "ทหาร-นักบวชมหายาน" ของพระไทย

 


 

ความจริงแล้ว ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีอดีตพระธรรมทูตไทยที่ลาสิกขาแล้วได้เข้ารับการบวชใหม่ในนิกายมหายาน ทั้งจากประเทศเกาหลีและจีน ด้วยเหตุผล "หาองค์กรรองรับในการเข้ารับราชการทหาร" ตามระเบียบของกองทัพที่วางเอาไว้ และในเมื่อองค์กรทางพระพุทธศาสนาของไทยไม่สามารถรองรับได้ พระธรรมทูตไทยจึงต้อง "ลาสิกขา" แล้วไปขอรับการ "บวชใหม่" ในนิกายมหายานของเกาหลีและจีนดังกล่าว นับจำนวนถึงปัจจุบันมีถึง 6 นายด้วยกัน ได้แก่

 

 

อดีตพระมหาสมญา สมญาโณ ปัจจุบัน รอ.สมญา มาลาศรี

 

1. นายร้อยเอก สมญา มาลาศรี หรืออดีตพระมหาสมญา สมญาโณ น.ธ.เอก ป.ธ.4 พธ.บ. พระธรรมทูตรุ่นที่ 7/2544 เดิมนั้นสังกัดวัดโพธิ์นิมิต เขตธนบุรี กรุงเทพฯ เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจเป็นพระธรรมทูตในสังกัดวัดสันติธรรม เมืองโคโลราโด้ สปริงส์ รัฐโคโลราโด้ เป็นอดีตพระธรรมทูตไทย "คนแรก" ที่เข้าไปดำรงตำแหน่ง "นายทหารสัญญาบัตร" ในกองทัพสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2553 (ค.ศ.2010)

 

 

อดีตพระมหาสงกรานต์ โชติปาโล ปัจจุบัน รท.สงกรานต์ ไวยกา

 

 

ภาพสองมิติของอดีตพระมหาสงกรานต์

 

 

ร้อยโทสงกรานต์ ช่วยงานประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยปีนี้ ที่ซีแอ๊ตเติ้ล

 

2. นายร้อยโท สงกรานต์ ไวยกา หรืออดีตพระมหาสงกรานต์ โชติปาโล น.ธ.เอก ป.ธ.7 พธ.บ. สังกัดพระธรรมทูตรุ่นที่ 3/2540 เดิมสังกัดวัดราชนัดดาราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจที่วัดพุทธานุสรณ์ เมืองฟรีมอนท์ รัฐแคลิฟอร์เนีย นับเป็นนายทหารคนที่สองของกองทัพ

 

อดีตพระมหาพิสิทธิ์ มณิวํโส ปัจจุบัน รท.พิสิทธิ์ มณีวงศ์

 

 

อดีตพระมหาพิสิทธิ์บวชในนิกายจีน เมื่อปี 2560

 

กิจกรรมและภาระหน้าที่ทหาร

 

 

3. นายร้อยโท พิสิทธิ์ มณีวงศ์ หรืออดีตพระมหาพิสิทธิ์ มณิวํโส น.ธ.เอก ป.ธ.6 พธ.บ. พระธรรมทูตรุ่นที่ 15/2552 เดิมสังกัดวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจ ณ วัดพุทธมงคลนิมิต เมืองอัลบูเคอร์กี้ รัฐนิวแม๊กซิโก

 

อดีตพระสายัญ ธมฺมสุนฺทโร ปัจจุบัน รท.สายัญ ทองพิมพ์

 

 

พิธีบวชของนายร้อยโทสายัญ

 

สาบานตัวรับตำแหน่งอนุศาสนาจารย์กองทัพบกสหรัฐ

 

 

ปฏิบัติหน้าที่ในยูนิฟอร์มของพระเกาหลีเต็มรูปแบบ

 

 

4. นายร้อยโท สายัญ ทองพิมพ์ หรืออดีตพระสายัญ ธมฺมสุนฺทโร น.ธ.เอก ประโยค 1-2 พระธรรมทูตรุ่นที่ 14/2551 สังกัดเดิมวัดนายโรง เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจ ณ วัดมหาธาตุเจติยาราม เมืองเวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริด้า

ข้างต้นนี้เป็นอดีตพระธรรมทูตสายมหานิกาย ส่วนในสายธรรมยุตก็มีจำนวน 2 ท่าน ได้แก่

 

ร้อยเอกนิพนธ์ สุขอ้วน และ เรือเอกอรุณ สีดา

 

1. นายร้อยเอก นิพนธ์ สุขอ้วน หรืออดีตพระมหานิพนธ์ ฐิตวีรคุโณ น.ธ.เอก ป.ธ.6 ศน.บ. ศศ.บ. สังกัดเดิมวัดธรรมมงคล เขตพระโขนง กรุงเทพฯ เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจที่วัดพุทธไทยถาวรวนาราม รัฐนิวยอร์ค

2. เรือเอก อรุณ สีดา หรืออดีตพระอรุณ ปภากโร น.ธ.เอก ศน.บ. วท.ม. สังกัดเดิมวัดมกุฏกษัตริยาราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจที่วัดพุทธนิมิต เมืองพาซาเดน่า รัฐแคลิฟอร์เนีย

อดีตพระธรรมทูตไทยส่วนใหญ่ จะเข้ารับการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและเอก ที่มหาวิทยาลัยชีไหล (University of the West) รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของวัดชีไหล (Hsi Lai Temple) สาขาของวัดเฝอกวางซาน (Fo Guang Shan) จากประเทศไต้หวัน ตั้งอยู่ที่เมืองโรสมีด (Rossemead) รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งจะมีทุนการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาให้แก่นักศึกษาโดยไม่จำกัดเชื้อชาติและนิกายศาสนา เมื่อจบมาแล้วจึงจะสามารถนำเอาวุฒิการศึกษาเข้าไปรับรองการบรรจุเป็นนายทหารได้ แต่ทั้งนี้ยังต้องมีการรับรองจาก Buddhist Churches of America (BCA) ซึ่งเป็นนิกายของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่มหานครซานฟรานซิสโก รับรองอีกต่างหากด้วย

 

 

ถามว่า น่าแปลกใจไหม ที่พระไทยไปเป็นพระเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน ?

แน่นอนว่า คนไทยที่ได้อ่านข่าวก็คงงง แต่ความจริงแล้ว พระไทยเหล่านั้นก็ไปบวช "เพียงเป็นพิธี" ให้มีฐานะทางกฎหมายรองรับเท่านั้น วิถีชีวิตในทุกวันนั้นก็อยู่ในสังคมไทย ช่วยเหลือพระและวัดไทย เป็นศิษย์วัดไทยโดยสายเลือด โดยไม่รู้สึกตัวว่าเป็นพระเหมือนที่เคยเป็น คือยังเคารพยกย่องพระไทยยิ่งกว่าพระมหายาน แถมรักพระไทยมากกว่าเดิม เพราะพระใหม่ในนิกายเกาหลีนี้มีครอบครัวได้

 

 

สำหรับพิธีการบวชของนิกายเกาหลีนั้น ร้อยโทสายัญ เล่าให้ฟังว่า ก็มีพิธีเหมือนพระไทย โดยพระอุปัชฌาย์คือ มาสเตอร์ จงเหม เคนเนธ ปาร์ค (Master Kenneth Park) ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนาแห่งสหรัฐอเมริกา (Institude for Buddhist Studies U.S.A.) และสังฆนายกแห่งนิกายเตียโก (Sr.Bishop of Korean Taego Order A.E. Parish) ซึ่งเป็นนิกายใหญ่เป็นอันดับสองของเกาหลีอีกด้วย

สำหรับชื่อและฉายาใหม่ที่พระอุปัชฌาย์ให้แก่ร้อยโทสายัญนั้น คือ Hea Daang Sunim หรือเรียกสั้นๆ ว่า "Sunim-สุนิม" ก็เป็นอันรู้กันดี

ณ บัดนี้ มีพระธรรมทูตไทย เดินทางไกลไปถึง "กองทัพสหรัฐอเมริกา" และ "นิกายมหายาน" จำนวนมากแล้ว ทราบอีกว่า ยังมีพระธรรมทูตไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยชีไหล มุ่งหน้าเดินเส้นทางเดียวกับรุ่นพี่ที่ก้าวนำไปทั้งหกท่านอยู่รำไร

 

 

 

ศาสตราจารย์พิเศษ เสถียร พันธรังษี

อดีตเลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน

อดีตนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

 

 

ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยบันทึกไว้ว่า ศาสตราจารย์พิเศษ เสถียร พันธรังษี หรืออดีตพระมหาเสถียร ประโยค 5 แห่งวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ซึ่งเป็นชาวบางบาลอยุธยานั้น ช่วงหนึ่ง ท่านเคยเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ด้วยเหตุผลบางประการ จึงเดินทางกลับมาลาสิกขาที่เมืองไทยแล้วกลับไปบวชใหม่ในนิกายพระญี่ปุ่น ซึ่งนิกายนี้มีเมียได้ จึงได้ทั้งเมียและลูก

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เสถียร พันธรังษี เรียนจบปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยโอตานิ (Otani University) ประเทศญี่ปุ่น แล้วจึงเดินทางกลับเมืองไทย และได้เริ่มเข้าช่วยฟื้นฟูมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ในปี พ.ศ.2490 จนกระทั่งสามารถผลิตบัณฑิต "รุ่นแรก" ออกมาได้ จำนวน 4 รูป ได้แก่

1. พระมหาจำนงค์ ชุตินฺธโร ป.ธ. 9 (ศ.พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ)

2. พระมหาสนั่น กมโล ป.ธ.6

3. พระมหาแสง ธมฺมรํสี ป.ธ.7

4. พระมหาเสรี สุกฺกธมฺโม ป.ธ.5

 

 

สติปัญญาและความสามารถของ "ศาสตราจารย์เสถียร พันธรังษี" นั้น ว่ากันว่าอัจฉริยะเรียกพี่ เพราะมีผลงานทางวิชาการอย่างหาตัวเปรียบได้ยากทั่วฟ้าเมืองไทย แม้แต่ "คึกฤทธิ์ ปราโมช" ก็ยังกินไม่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลงานประพันธ์เกี่ยวกับ "ญี่ปุ่น" และ "มหายาน" นั้น ต้องถือว่าเป็นระดับ "เพชรน้ำเอก" เลยทีเดียว ทั้งหมดนี้ก็คงจะมีผลมาจากการบวชเป็นพระมหายาน และเรียนจบที่ญี่ปุ่น และแม้กระทั่ง "มีเมียญี่ปุ่น" จึงรู้ซึ้งถึงญี่ปุ่นและมหายานจริงๆ แต่ต่อไปก็ไม่แน่ เพราะเวลานี้เรามีพระมหายานซึ่งเป็นอดีตพระธรรมทูตแล้วถึง 6 รูป มีทั้งพระเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน แถมเป็นทหารในกองทัพสหรัฐอเมริกาอีก ไม่เก่งกว่าอาจารย์เสถียรก็ให้มันรู้ไปสิ

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 6 กันยายน 2561

 

100 เปอร์เซ็นต์ !

แบงค์อิสลามเป็นของรัฐ

หลังออกกฎหมายให้รัฐถือหุ้นได้เกินครึ่ง

ล่าสุด ครม. สั่งคลังทุ่มอีก 18,000 ล้าน

แต่ยังไม่รู้ว่าเพิ่มทุนหรือเพิ่มการขาดทุน

 

อา..ถือว่ามาเหนือเมฆเลยทีเดียว กับกลยุทธ์ "ขาดทุน เพื่อผลักให้รัฐต้องเข้ามาอุ้ม" อุ้มไปอุ้มมา ปรากฏว่า ไอแบงค์ หรือธนาคารอิสลาม กลายเป็น "รัฐวิสาหกิจ ชนิดพิเศษ" เพราะมาจากการ "เข้าไปถือหุ้น" โดยผู้ถือหุ้นเดิม "ทิ้งหุ้น" ให้แก่รัฐหมด จนหุ้นในมือของรัฐนั้นมีอัตราที่ 99.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็คือ 100 เปอร์เซ็นต์ นั่นแหละ อีก 00.3 เปอร์เซ็นต์นั้น น่าจะเป็น "ค่าป้ายอิสลาม" ที่ยังเปลี่ยนไม่ได้ สรุปว่า ต่อนี้ไป ไอแบงค์ตกเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล จึงไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะล้มหรือไม่ เพราะใช้เงินรัฐบริหาร ไอแบงค์ล้มก็เท่ากับรัฐบาลล้ม

ที่น่าแปลกใจก็คือว่า รัฐดูเหมือนมั่นอกมั่นใจในกิจการของไอแบงค์ นอกจากจะเข้าไปถือหุ้นเพิ่มจนเต็มร้อยแล้ว ก็ยังสั่งเพิ่มทุนอีกสองหมื่นล้าน ยิ่งกว่าเปิดแบงค์ใหม่ ทั้งๆ ที่ก็มีแบงค์ในความดูแลของรัฐตั้งหลายแห่ง เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) เป็นต้น ถ้ารัฐบาลมีเงินเหลือเฟือ ก็น่าจะไปเพิ่มทุนในธนาคารเหล่านี้มากกว่า แต่เหตุไฉนจึงตัดสินใจ "ทุ่มไป" ในไอแบงค์ ซึ่งมีประวัติ "ขาดทุน" ตั้งแต่เริ่มต้น

ถ้ารัฐ "กล้าทุ่ม" เป็นหมื่นๆ ล้าน เพื่อรักษาสถานภาพของธนาคารอิสลามไว้ไม่ให้ล้ม ก็ต้องถามด้วยว่า แล้วตะที "บีแบงค์" หรือธนาคารพุทธ ซึ่งชงไว้ตั้งแต่ปีมะโว้ เห็นว่าจะใช้เงินเริ่มตั้งแค่ 5,000 ล้าน เหตุไฉนรัฐบาลไทยให้ไม่ได้ !

วันนั้น ธนาคารพุทธ ขอแค่ 5 พันล้าน รัฐบอก "ไม่มีตังค์" แต่สำหรับธนาคารอิสลาม ขาดทุนมหาศาลถึง 5 หมื่นล้าน รัฐรีบอุ้ม แถมสั่งเพิ่มทุนอีกเกือบ 2 หมื่นล้าน ถามว่า รัฐบาลนี้ใช้ตรรกะอะไรในการบริหาร หรือจะเป็นดังคำกล่าวว่า "ลูกเมียน้อยย่อมได้ดีกว่าลูกเมียหลวง"

 

 

รัฐอัดอีก 1.6 หมื่นล้าน เร่งหาคนร่วมทุน ฟื้นอิสลามแบงก์

มรดกหนี้เสียต้องเคลียร์ ! ครม.อนุมัติใส่เงินเพิ่มทุนธนาคารอิสลามฯ หรือไอแบงก์ อีก 1.6 หมื่นล้าน รวม 1.8 หมื่นล้าน พร้อมสั่งเร่งหาพันธมิตรปรับปรุงการบริหาร เผย ณ ​สิ้นเดือน มี.ค. มีกำไร 724 ล้าน

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. วันนี้ (4 ก.ย.) มีมติอนุมัตินำเงิน 16,100 ล้านบาท ของกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ไปเพิ่มทุนของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ ไอแบงก์ จากก่อนหน้านี้ใช้งบประมาณ

เพิ่มทุนไปแล้ว 2,000 ล้านบาท รวมเป็นการเพิ่มทุน 18,100 ล้านบาท ตามแผนการฟื้นฟูกิจการไอแบงก์

ขณะเดียวกันให้เร่งเจรจาหาพันธมิตรให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้พันธมิตรร่วมลงทุน และร่วมปรับปรุงการบริหารจัดการภายในของไอแบงก์

หลังจากกระทรวงการคลังเพิ่มทุน ทำให้คลังมีสัดส่วนการถือหุ้นในไอแบงก์ 99.7% และในอนาคตเมื่อหาพันธมิตรร่วมทุนได้ คลังก็จะลดสัดส่วนการถือหุ้นลง

ทั้งนี้ฐานะการเงินของไอแบงก์ที่รายงานต่อคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561 มีเงินรับฝากประมาณ 78,510 ล้านบาท สินทรัพย์​รวม 71,293 ล้านบาท มีหนี้สิน (รวมเงินรับฝาก) 90,187 ล้านบาท มีรายได้จากการดำเนินงาน 798 ล้านบาท มีหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญ 352 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 724 ล้านบาท

ตลอดช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ไอแบงก์ต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการของ คนร. หลังจากมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูงถึงประมาณ 50,000 ล้านบาทมานาน เพราะนอกจากปล่อยกู้ตามนโยบายรัฐแล้ว ยังปล่อยกู้ให้โครงการที่มีนักการเมืองบางกลุ่มเกี่ยวข้อง โดยปี 2560 ได้โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนี้ให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยแล้ว

 

ี่มา : ไทยรัฐ : 5 กันยายน 2561

 

 

จ่อปลด-ถอดยศ เจ้าอาวาสวัดธรรมิการาม !

 

ตัดต้นพระศรีมหาโพธิ์ ร.9 ทรงปลูกโดยพลการ

งานเข้าฝ่ายธรรมยุต !

 


 

 

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ของในหลวง ร.9

ที่ถูกเจ้าอาวาสวัดธรรมิการามตัดโดยพลการ

 

 

พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน)

 วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

เจ้าคณะภาค 14-15 ฝ่ายธรรมยุต

เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

 

อา..งานนี้ถือว่าสำคัญยิ่งนัก จะปล่อยไว้นานไปนั้นอันตราย อาจจะลามเป็นบาดทะยักไปถึงพระผู้ใหญ่ระดับ "ภาค-หน" ไปโน่นเลย ดังนั้น ต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม อย่าให้ลุกลามไปไกล เพราะเจ้าคณะภาค 14-15 นั้น หาใช่ใครไหนอื่น แต่คือ "พระพรหมมุนี" หรือเจ้าคุณสุชิน เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช นั่นเอง

ความจริงแล้ว เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ก็ติดตามข่าวมาตั้งแต่แรก แต่ยังไม่อยากจะเล่นข่าว เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องของพระผู้ใหญ่ในฝ่ายธรรมยุต ซึ่งใกล้ชิดติดรั้ววังอยู่แล้ว คงจะมีการดำเนินการโดยไว แต่ที่ไหนได้ ผ่านมาร่วมๆ อาทิตย์ น่าที่พระผู้ใหญ่จะได้รีบเข้าไปรำงับเหตุ โดยการตั้งกรรมการสอบสวนพฤติกรรมของ "เจ้าอาวาสวัดธรรมิการาม" กลับได้ข่าวจากปากของเจ้าคุณสุทินว่า "พระผู้ใหญ่บอกให้เงียบๆ" นั่นแสดงว่ามีการอุ้มสมกันไว้ ไม่เกรงในรั้วในวังมั่งเลย

พระราชสุทธิโมลีนั้น เป็นทั้งพระราชาคณะชั้นสูง เป็นเจ้าอาวาสวัดพระอารามหลวง และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถือว่าสูงสุดในภูธร อายุพรรษาก็มากกว่า 60 ปี ทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่า "มิใช่คนไร้เดียงสา" จะอ้างเพียง "ไม่เจตนา" เท่านั้นก็ฟังไม่ขึ้น เมื่อทำลงไปแล้วก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ ถ้าไม่แสดงสปิริตก็ถือว่าสิ้นไร้ความเป็นผู้นำ ก็ต้องถูกขับไล่ในที่สุด

วันนี้ ที่ประชุมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็ประกาศชัดออกมาแล้วว่า "พระราชสุทธิโมลีไม่สมควรดำรงสมณศักดิ์" เลขาสมเด็จพระสังฆราช ได้อ่านข่าวแล้ว หวังว่าคงไม่รอให้เขาแจ้งความจับเสียก่อนจึงค่อยตั้งกรรมการสอบสวนนะฮะ เพราะถึงตอนนั้นคงเอาไม่อยู่ !

 

 

พระราชสุทธิโมลี (สุทิน กโตภาโส ป.ธ.5)

เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหาร

เจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ธรรมยุต

มือตัดต้นพระศรีมหาโพธิ์ของในหลวง ร.9

 

ไม่สมมีสมณศักดิ์ ! แจ้งพระปกครองเจ้าวัดดังกระทำไม่บังควร ปมตัดต้นพระศรีมหาโพธิ์

จากกรณีต้นพระศรีมหาโพธิ์ขนาดใหญ่ อายุเก่าแก่กว่า 60 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงปลูกไว้เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเจดีย์บนยอดเขาช่องกระจก เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2501 ถูกตัดโค่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการฟื้นฟู รวมถึงตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 4 ก.ย.61 นายพัลลภ สิงหเสนี ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงผลสรุปจากการประชุมคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด , ปลัดจังหวัด , ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด(พศ.จ.) , หัวหน้าสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.จ.) , หัวน้าสำนักงานโยธาธิการจังหวัด ร่วมในการแถลงดังกล่าว 

นายพัลลภ ระบุว่า ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีอาญากับผู้ใดที่ตัดโค่นต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงเจตนา สำหรับการร้องทุกข์จะต้องมีข้อเท็จจริงที่ชัดเจน รวมทั้งการดำเนินการสอบข้อเท็จจริงกรณีหน่วยงานราชการที่ใช้งบประมาณก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบนยอดเขาช่องกระจก ว่าขออนุญาตใช้จากหน่วยงานใด เพื่อรายงานให้กระทรวงมหาดไทยรับทราบ หลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอใช้พื้นที่จากวัดธรรมิการาม เนื่องจากเชื่อว่าวัดเป็นผู้ครองครองพื้นที่ดังกล่าว ส่วนการฟื้นฟูสภาพตอของต้นพระศรีมหาโพธิ์ถูกขุดขณะนี้มีแนวโน้มค่อนข้างดี สำหรับกิ่งต้นไม้ทั้งหมดจะนำไปเก็บรักษาอย่างสมพระเกียรติ

"ขณะนี้ได้รายงานการกระทำของเจ้าอาวาสวัดธรรมิการาม กราบนมัสการพระพรหมมุนี ผู้ปกครองคณะสงฆ์เจ้าคณะภาค 14 ภาค15 ทราบแล้วว่า เป็นการกระทำที่ไม่บังควร ขาดความละเอียดรอบคอบที่พระสมณศักดิ์พึงมีพึงปฏิบัติ สำหรับต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ถูกตัดโค่น จังหวัดเห็นว่าเป็นความบกพร่องของทุกฝ่าย จึงทำหนังสือถึงสำนักพระราชวังขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว และสั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องสำรวจและจัดทำรายงานต้นไม้ทรงปลูกในจังหวัดทั้งหมดเพื่อวางแผนในการดูแลรักษา" นายพัลลภ กล่าว

 

ี่มา : แนวหน้า : 5 กันยายน 2561

 

หั่นงบพุทธ-เพิ่มงบอิสลาม

 

สถานการณ์พระพุทธศาสนาประเทศไทย

มองมุมไหนเห็นแต่สาละวันเตี้ยลง

 

 

หลังจาก สนช. ได้ผ่านร่าง พรบ.งบประมาณ ประจำปี พ.ศ.2562 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยใช้เวลาพิจารณางบประมาณจำนวน 3 ล้านล้านบาท เพียงแค่ 3 ชั่วโมง ตกชั่วโมงละ 1 ล้านล้านบาท โดยที่ไม่มีสมาชิกท่านใดคัดค้านเลยนั้น ส่งผลให้พระราชบัญญัติงบประมาณดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ทันทีที่ทรงลงพระปรมาภิไธย

เมื่อตรวจในรายละเอียดของร่าง พรบ.งบประมาณดังกล่าว ก็พบว่า งบประมาณในส่วนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีภาระในการดูแลพระพุทธศาสนาทั้งในและต่างประเทศนั้น ลดลงจากปีก่อน จาก 5,022.3 ล้าน (ห้าพันยี่สิบสองล้านสามแสนบาท) เหลือเพียง 4,935.7 ล้าน (สี่พันเก้าร้อยสามสิบห้าล้านเจ็ดแสนบาท) หรือลดลงจำนวน 86.6 ล้าน (แปดสิบหกล้านหกแสนบาท)

 

 

 

แต่ยังมีที่น่าแปลกใจด้วยว่า ในส่วนของรัฐวิสาหกิจนั้น มีงบประมาณ "บริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จำกัด" จำนวน 775.2 ล้าน เพิ่มเข้ามาด้วย โดยในปี พ.ศ.2561 นั้น ไม่มีงบประมาณดังกล่าวนี้ ทั้งนี้คงจะเนื่องมาจาก สนช. เพิ่งจะผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติม พรบ.ธนาคารอิสลาม ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา มีเนื้อหาสาระให้กระทรวงการคลังเข้าไปถือหุ้นในธนาคารอิสลามได้เกินร้อยละ 49 เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เสียของธนาคารแห่งนี้

ณ วันนี้ สถานะของธนาคารอิสลาม ได้ปรากฏใน พรบ.งบประมาณของประเทศไทยว่ามีสถานะเป็น "รัฐวิสาหกิจ" ไปแล้ว และได้รับงบประมาณอุดหนุนปีแรก จำนวน 775.2 ล้านบาท

 

 

ก็เลยเกิดการเปรียบเทียบว่า กับงานพระพุทธศาสนา ซึ่งมีชาวไทยนับถือเป็นส่วนใหญ่ มีวัดมากมายถึง 40,000 วัด และมีพระภิกษุสามเณรถึง 300,000 กว่ารูป รัฐบาลกลับ "ตัดลด" งบประมาณลงเป็นจำนวนมากถึง 86.6 ล้าน ขณะที่ธนาคารอิสลามนั้น กลับมีการตั้งงบประมาณใหม่เข้าไปถึง 775.2 ล้าน สวนทางกันอย่างชัดเจน

แน่นอนว่า กับภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาในปีที่ผ่านมานั้น ถือว่าอยู่ในสภาพถดถอย แต่รัฐบาลจะโยนให้เป็นความผิดหรือภาระของพระภิกษุสามเณรเท่านั้นได้อย่างไร ในเมื่อนโยบายอะไรต่างๆ ของคณะสงฆ์ไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ก็ล้วนแต่มาจากรัฐบาล เริ่มมาจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์โน่นเลย เพราะไม่เคยมีพระเณรรูปไหนเป็นผู้ร่างนโยบายหรือพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไทย มีแต่รัฐบาลซึ่งเป็นฆราวาสหัวดำทำกันทั้งสิ้น จะบอกว่าพระภิกษุสามเณรไทย ล้วนแต่เป็นผลผลิตของสังคมไทยและของรัฐบาลไทย ก็คงว่าได้ไม่ผิด

ดังนั้น เมื่อภาพพจน์ของพระพุทธศาสนาอยู่ในสภาวะตกต่ำดังที่เห็น และรัฐบาลก็อ้างเหตุผลในการเข้ามาดำเนินคดีกับพระผู้ใหญ่หลายรูปว่า "เพราะต้องการเข้ามาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง" แต่กลับตัดลดงบประมาณลง ถามว่า รัฐบาลจะกอบกู้และทำนุบำรุงอย่างไร จะใช้อะไรในการขับเคลื่อนทำงานพระพุทธศาสนา ?

 

 

ไม่เพิ่มให้ไม่พอ ยังตัดงบประมาณลงไป ช่างน่าน้อยใจนัก !

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 31 สิงหาคม 2561

 

สั่งซ้ำ !

 

มส. ออกประกาศคำสั่ง ครั้งที่ 2

ห้ามวัด-พระสงฆ์ ยุ่งการเมือง

ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น

 

อา..แสดงว่าต้องมีอะไรที่ทาง "รัฐบาล" หนักใจ ไม่อยากให้ใช้ "วัด" เป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งดูไปแล้วคงจะไม่เป็นคุณแก่ทางรัฐบาล แต่ดูท่าว่าจะเป็นคุณให้แก่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล ดังนั้น จึงต้อง "กระซิบ" ไปทางมหาเถรสมาคม ให้ออกประกาศเตือนอีกรอบ แถมยังขยายคำสั่งให้ครอบคลุม "กิจกรรมการเมือง" ทุกประเภท ย้ำไปที่ "เจ้าอาวาส" หากละเมิดก็มีสิทธิ์ "โดนฟัน" แบบโดดๆ

กระแสการเลือกตั้งกำลังมาแรง รัฐบาลก็ประกาศว่า "จะมีการเลือกตั้งภายในต้นปีหน้า 2562" และเมื่อมองดู "สภาพปัญหาของพระศาสนาโดยรวม" ในช่วงที่รัฐบาล คสช. เข้ามาบริหารประเทศ มองว่า "เป็นคุณ" แก่วัดและพระเณรส่วนใหญ่หรือไม่ เอาหูฟังทั่วประเทศไทยก็ได้ยินเป็นเสียงเดียวว่า "ไม่" ถามต่อไปว่า พระเณรส่วนใหญ่ "ชอบรัฐบาลนี้" หรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีเสียงตอบ ได้ยินแต่เพียงว่า อยากรู้ว่าชอบหรือไม่ ก็ลองลงเลือกตั้งดูสิ แล้วจะรู้ หมู่หรือจ่า อิอิ !

 

 

ี่มา : ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย : 31 สิงหาคม 2561


เปิด พรบ.การศึกษาสงฆ์

ฉบับ ป.ธ.9 ไม่เทียบเท่า Ph.D.


 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน พรบ.การศึกษาสงฆ์ ฉบับใหม่

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

ภาพการประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดศรีรัตนาราม เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

18 AUGUST 2018

 


กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 6000 PC

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 

 

 

 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264