LAST UPDATE :   APRIL :  19 : 2018 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

YEAR 2018 CALENDAR

 

 

ประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

 

 

 

ระชุมพระธรรมทูต 4 ทวีป ณ วัดอานันทเมตยาราม สิงคโปร์

กดที่ภาพเพื่ออ่านกำหนดการประชุม

 

ระพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัย ก็ร้าย

แต่ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ร้ายยิ่งกว่า

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

ชยสาโร ภิกขุ ตอบคำถาม

 

 

ถาม : โยมได้พบหลายคนที่เขาบอกว่า เขาสนใจศึกษาแต่พุทธวจนะเท่านั้น ไม่ยอมฟังคำสอนของอาจารย์องค์อื่นเพราะต้องการศึกษาธรรมะ ที่มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ก็เลยบอกเขาว่า ถ้าเป็นธรรมะที่ออกจากโอษฐ์พระพุทธเจ้า คุณก็ต้องเกิดในสมัยพุทธกาล เพราะที่คุณฟังก็เป็นธรรมะที่ถ่ายทอดมาอีกที เราควรอธิบายเค้าอย่างไรดีคะ หรือว่าปล่อยเขาไปตามบุญตามกรรม

 

ท่านชยสาโรตอบ :

นอกจากว่าจะฟังจากโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าแล้ว ถึงแม้ว่ามี Time Machine กลับไปอยู่ในสมัยพุทธกาลได้ คลานเข้าไปฟังพระพุทธองค์ ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะไม่รู้ภาษาท่าน มันไม่ง่ายอย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้น ที่พูดว่าพุทธวจนะ ชอบพุทธวจนะ เขาหมายถึงพุทธวจนะที่แปลเป็นภาษาไทยไม่ใช่หรือ ?

อันนั้นก็ไม่ใช่พุทธวจนะอยู่แล้ว

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

จับตา..บ่ายนี้ !

 

จะมีกรรมการ มส. เข้าร่วมประชุมหรือไม่

พงศ์พร เลขาฯ มส. ก็ไม่แน่

อาจจะติดภารกิจเร่งด่วน

เหมือนตอนเกิดเหตุเจ้าคณะฉะเชิงเทรา

 

 

 

หนึ่ง-สอง สอง-หนึ่ง โป้ง โป้ง ชึ่ง

 

 

อา..เวลานี้ถือว่าอยู่ในช่วง "ชิงพริบชิงเหลี่ยม" ระหว่างกรรมการ มส. กับเลขาธิการ มส. ว่าใครจะคุมใคร ต่างฝ่ายต่างมีทั้งได้เปรียบและเสียเปรียบ

ฝ่ายกรรมการ มส. เป็นพระผู้ใหญ่ ระดับรองสมเด็จ ถ้าถูกเด็ดจากตำแหน่ง ก็จะกลายเป็น "พระธรรมดา" เหมือนป๋าเหนาะภูเขาทอง ชีวิตก็จะตกต่ำย่ำแย่ ที่เคยมีคนมากราบทุกเมื่อเชื่อวัน ก็จะกลายเป็นโดดเดี่ยวผู้น่ารัก คิดมาก นอนไม่หลับ สุดท้ายก็พึ่งยานอนหลับ จนอยากจะหลับไม่ตื่น ดังนั้น พระกรรมการ มส. จึงแพ้ไม่ได้ ฝ่ายนี้ได้เปรียบเพราะมีเพื่อนทั้งมหานิกายและธรรมยุต ฐานเสียงแน่นทั้งในกรุงและนอกกรุง โดยเฉพาะ "กรุงเทพมหานคร" ของอาจารย์เอื้อนนั้น วันที่ 19 ที่ผ่านมา ดูก็รู้ว่า "แน่นหนา" แค่ไหน ไม่มีวัดไหนขาด ขืนขาดเป็นคอขาด พงศ์พรพลาดตรงที่ "ไม่ดูตารางการประชุมพระสังฆาธิการวัดสามพระยา" ทะเล่อทะล่าจะไปแจ้งความ เลยโดนม็อบพระขู่ขับไล่ ขืนไป ปปป. ก็ตายซีคะ จะกลายเป็น ผอ.พศ. คนแรก ที่ถูกม็อบพระขับไล่ เป็นเกียรติประวัติของวงศ์ตระกูลทีเดียวเชียวค่ะ ดังนั้น ที่คุณพงศ์พรตัดสินใจ "นาทีสุดท้าย" ไม่ไปแจ้งความเพิ่ม ก็ถือว่าถูกต้อง ทำงานต้องปลอดภัย ไม่ปลอดภัยก็อย่าเพิ่งทำ

ฝ่ายพงศ์พรนั้น หยั่งเสียงล่าสุดแล้ว ก็ยังคงมีแรงหนุนจาก "รัฐบาล" อย่างเต็มๆ แต่ก็ไม่แน่ ของอย่างนี้มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้าม็อบพระบาน จะใช้กำลังสลายมันเสียหายหนัก รัฐบาลก็อาจจะยอม "เสียพงศ์พร" เพื่อรักษาพระศาสนาโดยส่วนรวมเอาไว้ จากนั้นก็ให้ ผอ.พศ. คนใหม่ ดำเนินคดีความเก่า ที่พงศ์พรเริ่มต้นไว้นั้น ก็ยังคงรักษา "เป้าหมาย" ไว้ได้ ถึงจะเสียกำลังพลไป แต่ก็ถือว่าเป็นธรรมดา สงครามย่อมมีการสูญเสีย จะไม่เสียอะไรเลยนั้น ก็จะไม่ได้อะไรเลยเช่นกัน

ดังนั้น บ่ายวันนี้ ต้องจับตาดูให้ดี ว่าที่ประชุมมหาเถรสมาคม พุทธมณฑล จะมีกรรมการ มส. ทั้งสามรูป เข้าร่วมประชุมด้วยหรือไม่ เลขาธิการ มส. คือ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ก็เช่นกัน จะเข้าประชุมด้วยหรือไม่ อาจจะมีฝ่ายหนึ่งไป ฝ่ายหนึ่งไม่ไป ไปทั้งสองฝ่าย หรือไม่ไปทั้งสองฝ่าย แบบว่าหลบออกมาอยู่นอกวง มส. ชั่วคราว เพื่อวัดกระแส ขืนเข้าไปก็จะกลายเป็นหนังเรื่องยาว เช่นว่า

พงศ์พรจะรายงาน มส. กรณีเงินทอนล็อต 3/1 หรือไม่ ถ้ารายการก็จะต้องติดตามผลว่า มส.จะลงมติเช่นไร สมเด็จพระสังฆราชจะทรงมีพระบัญชา "ปลด" กรรมการ มส. ไหม ฯลฯ

ส่วนพระกรรมการ มส. ทั้ง 3 รูป ก็จะถูกสังคม โดยเฉพาะสื่อ จับตาเป็นพิเศษ ป้อนคำถามเด็ดๆ "ไม่แสดงสปิริตให้เป็นตัวอย่างหรือ" เพราะว่าเป็นพระ ย่อมต้องมีคุณธรรมจริยธรรม "เหนือกว่า" นักการเองและข้าราชการ ขืนอ้างว่า "มีใครแสดงสปิริตบ้าง" ก็จะนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาต่อพระสงฆ์องค์เณร เรื่องนี้จะกลายเป็นเป็น "กรณีตัวอย่าง" ให้อนุชนรุ่นหลังได้นำไปใช้อ้างกันต่อไป

 

จับตา ! มหาเถรฯถกพระผู้ใหญ่ เอี่ยวทุจริต พงศ์พรหายเงียบ ไม่ร่วมประชุมสังฆาธิการ

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่วัดสามพระยาวรวิหาร มีการจัดการประชุมพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาส ในเขตปกครองคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2561 เป็นวันที่สอง ซึ่งตามกำหนดการ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จะต้องมาร่วมบรรยายในหัวข้อ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับการสนองงานคณะสงฆ์ อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลา ปรากฏว่า พ.ต.ท.พงศ์พร ได้มอบหมายให้ นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม มาเป็นผู้บรรยายแทน

โดย นายสิปป์บวร เปิดเผยว่า พ.ต.ท.พงศ์พร ติดภารกิจคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด จึงได้มอบหมายให้ตนมาบรรยายแทน ซึ่งหากเสร็จภารกิจดังกล่าวก็จะเดินทางไปร่วมประชุมกับมหาเถรสมาคม (มส.) ในเวลา 14.00 น. ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการประชุมมหาเถรสมาคมวันนี้ เป็นที่น่าจับตาว่าที่ประชุมจะมีการหารือปัญหาการทุจริตเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.พงศ์พร ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษผู้ชั้นผู้ใหญ่ 5 รูปเกี่ยวกับกรณีความผิดดังกล่าว โดย 3 ใน 5 เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมด้วยเช่นกัน

 

 ที่มา : แนวหน้า : 20 เมษายน 2561

 

 

อาจารย์เอื้อนโชว์  !

 

ยืนสู้ไมค์นักข่าว แก้ข้อกล่าวหานิ่มๆ

ลบภาพนักเลงกรุงเก่าที่ใครเขาว่า

ขณะที่พงศ์พรหายตัวจ้อย

เลยไม่รู้ใครรุกใครรับ

 

 

อา..โบราณว่า "สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ" สถานการณ์ที่วัดสามพระยาเมื่อวานนี้ (19 เมษา) ได้สร้างวีรบุรุษขึ้นมาอีกหนึ่งท่านแล้ว ท่านมีนามว่า "อาจารย์เอื้อน" หรือพระพรหมดิลก เป็นหนึ่งเดียวในบรรดาผู้ต้องหา ที่ออกมา "ร้องสู้ไมค์" จนได้ใจ ได้คะแนนนิยมจากแฟนานุแฟนไปนับล้านโหวต ยิ่งกว่าไมค์ทองคำรอบสุดท้าย

อาจารย์เอื้อนไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ครองผ้าอย่างเรียบร้อย ยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายเป็นกันเองกับนักข่าว ตอบคำถามอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่โวยวายใส่ความใคร แค่นี้ก็ "ลบภาพเก่า" ที่เคยถูกสื่อรุมสร้างให้อาจารย์เอื้อนเป็น "นักเลง" ท้าตีท้าต่อย ฝากถ้อยฝากความไปถึงพงศ์พร ฯลฯ ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีใครได้ยินถ้อยคำที่ว่านั้นเลย นอกจาก..พงศ์พร ตอนนั้น ภาพของอาจารย์เอื้อน "ติดลบ" อย่างหนัก แก้อย่างไรก็ไม่ขึ้น จนถูกขึ้นบัญชีสาธารณะเป็น "พระมาเฟีย" ไปโน่น

แต่เมื่อวาน อาจารย์เอื้อนมามาดใหม่ เหมือนใช้ "บรีสสูตรใหม่" ขัดคราบทั้งในและนอก เปิดวัดสามพระยา ให้บรรดานักข่าวกรูเข้าไปอย่างเสรีเหมือนมหกรรมกีฬาสี แถมเจ้าสำนักเองก็เป็นกันเอง ยืนหน้าไมค์ให้นักข่าวถามอย่างจุใจ ถึงจะไม่เผ็ดไม่ร้อน แต่ก็ถือว่าน่าพอใจ เพราะก่อนหน้านี้ สื่อหลายสำนักบุกไปทั้งสามวัด ปรากฏว่าไม่พบตัวเจ้าอาวาสเลย การออกมาพบนักข่าวของเจ้าคุณเอื้อน จึงถือว่ามาถูกจังหวะ สามารถพลิกสถานการณ์จาก "รับ" มาเป็น "รุก" ได้อย่างน่าทึ่ง สมกับตำแหน่ง "สังฆราชน้อย-เจ้าคณะ กทม." อย่างสง่างาม

ตัดภาพไปที่ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ผอ.พศ. ซึ่งก่อนหน้านี้ เล่นบท "ราชสีห์ล่าเนื้อ" หันหน้าไปทางไหน ทางนั้นก็ "แตกยะย่าย พ่ายจะแจ" แต่..แต่เมื่อวาน พงศ์พรกลับพลิกบทบาท กลายเป็น "ผู้ถูกล่า" ไม่กล้าสู้หน้านักข่าว ไม่กล้าเข้าแจ้งความดำเนินคดีล็อต 3/2 จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครเห็นหน้า ไม่ทราบว่าไปอยู่ที่แห่งใด ในพุทธมณฑลก็ไม่มีคนเห็น

ภาพจึงกลายเป็นว่า ฝ่ายพระที่ถูกกล่าวหา กล้าออกมาสู้กระแสสังคม โดยไม่สะทกสะท้านต่อการตรวจสอบ กลับกัน ฝ่ายกล่าวหากลับไม่กล้าสู้หน้า ไม่ยอมแถลงไขให้กระจ่างชัด ทำลับๆ ล่อๆ ต่อพระต่อเจ้า มันฟ้องพฤติกรรมไปในตัวว่า "สุจริตใจหรือไม่"

ชาวพุทธไทยนั้น ทำบุญมานมนาน ไม่เคยมีใครทวงบุญทวงคุณ เงินทองข้าวของเครื่องใช้ เมื่อถวายสังฆทานไปแล้ว พระจะเอาไปทำอะไรก็เป็นเรื่องของพระ แต่รัฐบาลบิ๊กตู่กลับใช้อุบายหลอกล่อ ให้ พศ. ถวายเงินพระ แล้วตลบหลังมาตั้งข้อหาเอากับพระว่าโกง จะปรับอาบัติ "ปาราชิก" แบบนี้มันก็วิปริตผิดประเพณี น่าจะหาทางทำให้มันถูก กลับจะมาเอาผิดพระ หาเรื่องเรียกแขกเห็นๆ ณ เวลานี้ ศรัทธาในรัฐบาลต่อความเป็น "พุทธศาสนิกชน" นั้น ลดน้อยถอยลงจนแทบเหลือศูนย์ ไม่เชื่อก็ลองไปถามชาวบ้านเขาดู

ในทางการเมืองนั้น ถ้าไม่สามารถ "สร้างศรัทธา" ในประชาชนได้ เมื่อไร้ความนิยมก็ถือว่าล้มเหลว ทำงานไม่สำเร็จ รัฐบาล-สำนักพุทธฯ ที่สนธิกำลังกันเล่นงาน "กรรมการ มส." อยู่ในขณะนี้ ถือว่าพลาดอย่างจังตั้งแต่ต้น ล็อตแรกกินไม่ลง ล็อต 3/2 เลยค้างเติ่ง ไม่รู้จะประกาศชื่อได้วันไหน ในเมื่อวันนี้ จากผู้ไล่กลายเป็นผู้ถูกไล่เสียเอง เล่นกับใครไม่เล่นกับอาจารย์เอื้อน ศิษย์เอกสมเด็จฟื้น ฟังชื่อให้ดีนะบิ๊กตู่ อาจารย์เอื้อนเรียนวิชามาจากหลวงพ่อ "ฟื้น"

 

 

 

ภาพอาจารย์เอื้อน (พระพรหมดิลก) กลางสนามข่าว

 

 

"พระพรหมดิลก" พร้อมชี้แจงหากรู้ข้อมูลถูกกล่าวหา

เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ยังไม่รู้ข้อมูลถูกกล่าวหา หากรู้แน่ชัดพร้อมชี้แจง ย้ำวัดสามพระยาเป็นสำนักเรียนจัดอบรมพระทั้งกทม.-ต่างจังหวัด ขณะที่เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธ ชี้ผอ.พศ.กล่าวหา3เถระไม่สมควรเป็นกรรมการมส. เป็นการกดดันพระอำนาจสมเด็จพระสังฆราช ทำเกินหน้าที่ พฤหัสบดีที่ 19 เมษายน 2561 เวลา 16.27 น.

วันนี้(19เม.ย.)ที่วัดสามพระยา กรุงเทพฯ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์(สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธานเปิดการประชุมเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ในเขตกรุงเทพฯ ตามมติมส. โดยมีพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมส. ในฐานะเจ้าคณะกรุงเทพฯ ร่วมประชุม อย่างไรก็ตามหลังจากที่มีข่าวออกไปว่าพระพรหมดิลก ได้เข้าร่วมประชุมเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ก็มีผู้สื่อข่าวจำนวนมากมาดักรอสัมภาษณ์พระพรหมดิลก ทางพระพรหมดิลก จึงให้ลูกศิษย์มาแจ้งกับผู้สื่อข่าวว่า จะให้สัมภาษณ์หลังจากฉันภัตตาหารเพลเสร็จแล้ว ในเวลา 12.25น. พระพรหมดิลก ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ข้อมูลยังไม่มี จึงยังไม่สามารถให้สัมภาษณ์ข้อมูลอะไรได้ และหากทราบข้อมูลที่ชัดเจนแล้วก็พร้อมที่จะชี้แจง

เมื่อถามว่า ได้เตรียมข้อมูลที่จะชี้แจงแล้วหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโรงเรียนพระปริยัติธรรม

พระพรหมดิลก ตอบว่า โรงเรียนพระปริยัติธรรมก็มีอยู่แล้ว ที่วัดสามพระยาเป็นสำนักเรียนที่จัดอบรม จัดสอบ สำหรับนักเรียนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เป็นประจำทุกปี

 

 

 ที่มา : เดลินิวส์ : 20 เมษายน 2561

 

เลื่อน ไม่มีกำหนด  !

 

รองนายกฯเรียก รมต-ผอ.พศ. คุยเครียด

อ้างทำตามนโยบายนายกรัฐมนตรี

ดีเลย์ไปก่อน ก่อนม็อบผ้าเหลืองจะล้อมพุทธมณฑล

ข่าวโฟกัส "อาจารย์เอื้อน" ขึ้นแท่นแม่ทัพ

ฐานพระสังฆาธิการกรุงเทพฯแน่นปั๋ง

สั่งตูมรับรอง ใครไม่มาก็อย่าหาว่าไม่เตือน

 

 

อา..แน่เสียยิ่งกว่าแน่อีกน้อง น้องนะซิพี่กลัวไม่แน่ ณ บัดนี้ คนจริงที่ชื่อ "พงศ์พร" เมื่อเจอคนจริงที่ชื่อ "อาจารย์เอื้อน" ก็เหมือนนักเลงโตเจอกันกลางซอย ถ้าไม่มีใครถอยก็ชนกันยับ ยิ่งกว่ารถสิบล้อประสานงา ชาวประชาพากันปิดประตู "ชะแง้มดู" ทางหน้าต่าง กลัวโดนลูกหลง อีกทางก็อยากรู้ว่า หมู่หรือจ่า ?

อาการที่บ่งบอกว่า "รัฐบาล" เริ่มจะยกระดับปัญหาเงินทอนวัดเป็นเรื่องการเมือง เพราะมีเสียงชะยันโตจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น "ฝ่ายนักวิชาการ" ซึ่งถือว่ามีความเห็นเป็นกลาง (แต่ไม่เข้าข้างรัฐบาลในกรณีนี้) ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย นปช. รวมทั้งฝ่ายธรรมกาย ซึ่งรอขยายแผล "รัฐบาลทหาร" เพราะเจ็บช้ำจากการถูก "รัฐบาลทหาร" ทำกันอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อรัฐบาล "เปิดคาง" ก็เท่ากับ "เรียกแขก" ให้ขึ้นหัวกระไดอย่างไม่จำเป็น เห็นๆ อยู่ว่า ยังไงก็ต้องเลือกตั้ง แต่เลือกแล้วจะมีคนเลือกหรือไม่ เป็นเรื่องใหญ่ที่นักการเมืองใหญ่นามว่า "นายประยุทธ์ จันทร์โอชา" ซึ่งเมื่อวาน เพิ่งจะตั้งคนนามสกุลใหญ่ในเมืองชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี งานนี้ "เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส" เหมือนผู้วิเศษ มองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าว่า "การจับกำนันเป๊าะก็คือการปล่อยกำนันเปาะ เพราะต้องการจับลูกกำนันเป๊าะ มาเป็นตัวประกันทางการเมือง" ถ้าบิ๊กตู่เป็นนักการเมืองจริง ก็ต้องคิดเรื่องนี้ก่อน เรื่องอื่นเป็นเรื่องรอง นอกจากนี้ไปไม่ใช่นักการเมือง

อ๋อ ! แน่นอนว่า การเมืองย่อมอยู่เหนือทุกอย่าง รวมทั้งงานในตำแหน่ง "ผอ.พศ." ด้วย ทหารเก่ง แต่ไม่มีระเบียบวินัยนั้น ไม่ได้จัดเป็นทหารดี แต่ท่านตีเป็นทหารเลว รวมทั้งประเภท "เหาะเกินลงกา" ถือว่าทำเกินหน้าที่ พวกดีเกินนั้น อยู่ด้วยกันยาก งานนี้ถ้า "พงศ์พร" ว่าไม่ฟัง ก็เตรียมตัวเก็บของออกจากพุทธมณฑลได้ รัฐบาลคงไม่เลี้ยง เพราะไม่เชื่อง

งานนี้ ชื่อของ "อาจารย์เอื้อน" ขึ้นชั้นระดับเดียวกับ "พระอาจารย์ธรรมโชติ" แห่งค่ายบางระจัน ที่กล้าออกมาประจันบานกับรัฐบาลทหาร มองเห็น "พงศ์พร" แค่ตัวประกอบ เมื่อรัฐบาลกล้าดันพงศ์พรออกหน้าชนกับพระมหาเถระ ก็ต้องเจอคาถามหาอุดเป่ากระเด็น งานนี้ไม่มีเล่น อาจารย์เอื้อนเอาจริง เพราะไม่มีอะไรจะเสียแล้ว

ณ เวลานี้ สองทัพได้ถอยกลับเข้าค่ายชั่วคราว รอฤกษ์ใหม่ คงได้เห็นการรณรงค์ศึกใหญ่ เพราะถึงอย่างไร "รัฐบาลทหาร" ก็ไม่ยอมปล่อยให้ "ธรรมกาย" กลายเป็น "ฐานการเมืองแม้ว" ซึ่งจะขุดรากถอนโคนธัมมชโยได้นั้น ก็มีเพียงทางเดียว คือ รื้อมหาเถรสมาคม จัดวางกำลังใหม่หมด แม้จะไม่ถึงกับ "เซ็ตซีโร่" เพราะยังต้องการคงกำลังฝ่ายธรรมยุตเอาไว้ ส่วนฝ่ายมหานิกายนั้น มองยังไงก็ไม่พ้น "ซีโร่" งานนี้จึงมีรายการ "มองข้ามช็อต" ไปว่า อย่างไหนจะมาถึงไวกว่ากัน ระหว่าง "เปลี่ยนรัฐบาลทหาร" กับ "เปลี่ยนกรรมการ มส." ก็ต้องรอดูกันต่อไป

"สงครามมิทันจบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร" โบราณว่า ถามว่า เวลานี้ใครเป็นต่อ ใครเป็นรอง ? ก็ต้องตอบว่า รัฐบาลยังคงถือไพ่เหนือกว่าอยู่วันยังค่ำ การเลื่อนแจ้งความออกไป ไม่ได้เสียงาน แต่เลี่ยงเส้นทางเพื่อบรรลุเป้าหมายใหญ่อย่างใจเย็น ยุทธวิธีมีเป็นร้อย ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ฝ่ายกรรมการ มส. เสียอีก ที่ตกเป็นรอง เพราะถึงจะรุกกลับได้ ก็แค่เล่นใน "บ้านของตัวเอง" ไม่ได้รุกข้ามเขตไปเลย เล่นแบบนี้ ยิ่งยาวก็ยิ่งลำบาก ชนะยาก !

 

 

 

อาจารย์เอื้อน วัดสามพระยา

แม่ทัพใหญ่ฝ่ายมหานิกาย

 

 

เงินทอนวัดสะดุดตอ ? พงศ์พรเลื่อนแจ้งจับเพิ่ม 7 วัด/ เจ้าคุณเอื้อนปัดชี้แจง

ผอ.พศ.อ้างติดภารกิจ เลื่อนแจ้งความจับ "แก๊งโกงเงินทอนวัด" ล็อต 3 อีก 7 วัดที่เหลือ สะพัด ! หลบม็อบผ้าเหลืองบุกต้านถึง ปปป. ชาวเน็ตตั้งข้อสังเกตสงสัย "สะดุดตอ" ขณะที่ "เจ้าคุณเอื้อน" วัดสามพระยา 1 ใน 5 พระเถระที่ถูกกล่าวโทษ ปัดชี้แจงเหตุยังไม่ได้รับทราบข้อกล่าวหา

เมื่อวันที่ 19 เม.ย.61 ที่กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสื่อมวลชนจำนวนมาก ได้มาเฝ้าติดตามรายงานความเคลื่อนไหวการเข้าแจ้งความกล่าวโทษผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัดล็อต 3 เพิ่มอีก 7 วัดที่เหลือ ซึ่ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) มีกำหนดเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ในเวลา 10.00 น.หลังเข้าแจ้งความกล่าวหาพระเถระผู้ใหญ่ไปแล้ว 3 วัด 5 รูป เมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา

 

เลื่อนยาวฟ้อง 7 วัดโยง เงินทอนวัด

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงกำหนดนัด พ.ต.ท.พงศ์พรไม่ได้เดินทางมา ซึ่งผู้สื่อข่าวได้สอบถาม พ.ต.อ.ปัญญา กล้าประเสริฐ ผกก. (สอบสวน) กก.1 บก.ปปป. ซึ่งเปิดเผยว่า พ.ต.ท.พงศ์พร ประสานมาขอเลื่อนเข้าแจ้งความคดีเงินทอนวัดล็อต 3 ที่เหลือ เนื่องจากติดภารกิจด่วน ไม่สามารถมาได้ตามนัด โดยแจ้งอีกว่าถ้าเสร็จธุระอาจเดินทางมาช่วงบ่าย

กระทั่งเวลา 14.00 น. ผอ.พศ. ประสานมายังพนักงานสอบสวน ขอเลื่อนเข้าให้ปากคำ โดยไม่ได้แจ้งว่าจะเข้าให้ปากคำอีกครั้งเมื่อใด

 

สะพัด ! หลบม็อบผ้าเหลืองบุก ปปป.

สำหรับการเข้าแจ้งความ บก.ปปป. เมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อขอให้เอาผิดพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป ประกอบด้วย

1.พระพรหมดิลก(เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

2.พระพรหมเมธี (จำนงค์ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 4-7

3.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 10

รวมทั้งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ อีก 2 รูป ฐานทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม ทำให้การแจ้งความร้องทุกข์กรณีทุจริตเงินทอนวัดลอตที่ 3 ครั้งนี้ ได้รับความสนใจและการจับตาว่าอาจมีรายชื่อวัดดังใน กทม. รวมถึงพระชั้นผู้ใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาด้วย

นอกจากนี้ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา มีรายงานความเคลื่อนไหวของคณะสงฆ์บางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการแจ้งความเอาผิดคดีเงินทอนวัดกับพระเถระใน มส. และนัดหมายไป บก.ปปป. ย่านแจ้งวัฒนะ เพื่อแสดงพลังคัดค้านการที่ ผอ.พศ. จะเข้าแจ้งความอีก 7 วัดที่เหลือในวันนี้ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ผอ.พศ. เลื่อนการเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าว เพื่อไม่ต้องการให้เกิดปัญหาบานปลาย

ชาวเน็ตสงสัยสะดุดตอ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังมีข่าวการเลื่อนเข้าแจ้งความกล่าวโทษผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัดล็อต 3 เพิ่มเติม ปรากฏว่าบรรดาผู้ที่ติดตามข่าวดังกล่าวต่างออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ "แนวหน้า" ในหลายแง่มุม แต่ส่วนใหญ่เป็นการให้กำลังใจการทำหน้าที่ของ ผอ.พศ. และตั้งข้อสังเกตถึงการเลื่อนการเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าว เช่น "มาแล้วไงไอ้พวก รมต. ปากว่าตาขยิบ ขวางการตรวจสอบอีกสิ ซุกไว้ใต้พรมเหมือนเดิม คนที่ออกมาพูดว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แสดงว่าให้เก็บเรื่องซุกไว้อีก บ้านเมืองถึงไม่ไปไหนสักที เพราะผู้บริหารขี้ขึ้นสมอง เอาตัวรอดไปวันๆ อย่ามานั่งกินเงินเดือนให้เปลืองภาษีเลย ถ้าอยู่แล้วคอยขัดขา ขรก. ที่ทำตามหน้าที่แบบตรงไปตรงมา"

"ว่าแล้ว แสดงอิทธิฤทธิ์จนได้??? เห็นทีต้องถามท่านนายกฯแล้วล่ะครับ ว่าจะทำอย่างไรต่อ???? หยุดตามอิทธิฤทธิ์ หรือจะสั่งเดินหน้าต่อ??ตรวจสอบสำนึกนายกฯกันตอนนี้แหละครับ?????"

"นั้นไง ว่าแล้ว ผอ.เจออุบัติเหตุเข้าให้แล้ว เหตเกิดจากการที่ทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต เสียใจด้วยน่ะท่าน ท่านดีแล้วแต่ดีไม่พอเจอเบรคหัวทิ่มแบบนี้ คนที่จะเสียคือท่านเอง"

"เจอตอจนได้...แก้งค์อุ้มอลัชชี แผลงฤทธิ์../..ที่ออกมาให้ข่าว ประเภท จะแจ้ง ข้อหา ต้องดูให้รอบคอบนั่นแหละ ตัวดี..งานนี้เห็น หน้าฉาก รมต หงอกหนุน เต็มที่ ..ไม่รู้ว่าหลังฉาก คอยฉุดขาเอาไว้หรือเปล่า..สงสัยว่า การครั้งนี้ เห็นที ผอ.พงศ์พร คงต้องขอพรจากฟ้า..เพื่อฝ่าอุปสรรค.." เป็นต้น

 

สุวพันธุ์-ฉัตรชัย ถกด่วน 3 ประเด็น

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวธรรนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล พศ. เปิดเผยว่า ได้หารือกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี 3 ประเด็น คือ

1.การดำเนินคดีทุจริต

2.เงินทอนวัด เงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม และ

3.เงินเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนาที่ พศ. ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ บก.ปปป. คดีทุจริตเงินทอนวัดรอบ 3 แล้ว และกำชับให้ ผอ.พศ. ยึดหลักที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) สั่งการไว้ให้ทำทุกเรื่องอย่างละเอียดรอบคอบ

 

ยัน ผอ.พศ. ทำตามหน้าที่

นายสุวพันธุ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา พศ. ตรวจพบทุจริตการใช้งบประมาณของรัฐ ตั้งแต่เดือน ก.ย. 60 จึงส่งเรื่องให้ บก.ปปป. สืบสวนสอบสวน กระทั่งต้นเดือน เม.ย. จึงพบมีข้าราชการระดับสูง เช่น อดีต ผอ.พศ. ข้าราชการและวัด มีส่วนเกี่ยวข้อง ตำรวจสอบสวนกลางจึงมีหนังสือถึง ผอ.พศ.ให้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ทำให้ ผอ.พศ. ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ตามขั้นตอนกฎหมาย จึงขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่พิจารณาตามหลักฐาน

"กรณีทุจริตทั้ง 3 เรื่องเกี่ยวพันทั้งข้าราชการ พระสงฆ์และเอกชน จึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สอบ และ ป.ป.ช.เร่งแสวงหาข้อเท็จจริงอยู่ เมื่อเรื่องเข้ากระบวนการยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมจะเป็นผู้ตอบได้ดีที่สุด ให้เป็นไปตามกฎหมาย ถ้ากฎหมายบอกว่าชอบก็ชอบแล้ว ถ้ากฎหมายบอกไม่ชอบก็ไม่ชอบ เรื่องนี้ผมว่าไม่ยาก" นายสุวพันธุ์ กล่าว

 

รอผลสอบฟันอลัชชีล็อตใหม่

นายสุวพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนพระสงฆ์เป็นเรื่องของมหาเถรสมาคม(มส.) ยืนยันว่ารัฐบาลนี้ยึดหลักความถูกต้อง ตรงไปตรงมา โปร่งใส  แต่จะให้ตอบแบบฟันธงไปเลยไม่ได้ว่าถ้าพบพระผู้ใหญ่ทำผิดจริง ก็ไม่ละเว้น ยืนยันทุกอย่างว่าตามกฎหมาย พยานหลักฐาน ส่วนจะมีผู้เกี่ยวข้องล็อตใหม่อีกหรือไม่ ต้องรอการสอบสวนของตำรวจ เพราะอยู่ระหว่างสอบสวนส่วนที่เหลือ

 

เจ้าคุณวัดสามพระยาถกพระสังฆาธิการ

อีกด้านหนึ่ง มีความเคลื่อนไหวของพระพรหมดิลก หรือเจ้าคุณเอื้อน เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร 1 ในพระผู้ใหญ่ที่ถูก ผอ.พศ.ร้องทุกข์กล่าวโทษคดีเงินทอนวัดต่อ บก.ปปป. ว่า เจ้าคุณเอื้อนได้เรียกพระสังฆาธิการทุกวัดใน กทม.มาประชุมที่วัดสามพระยา คาดว่าเกี่ยวกับเงินทอนวัดที่ ผอ.พศ. จะเข้าร้องทุกข์เพิ่ม

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวไปตรวจสอบที่วัดสามพระยา เขตพระนคร ปรากฏว่ามีการประชุมพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาส ในเขตปกครองคณะสงฆ์ กทม.ระหว่างวันที่ 19-20 เมษายน ซึ่งเป็นการประชุมประจำปี 2561 โดยเจ้าคุณเอื้อน กล่าวให้โอวาทสั้นๆขอให้พระสงฆ์มุ่งปฏิรูปพระพุทธศาสนา เพื่อขับเคลื่อนสู่ความเจริญรุ่งเรืองต่อไป

 

ปัดยังไม่ได้รับทราบข้อหา

หลังประชุมพระพรหมดิลก กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ยังไม่ได้รับทราบข้อกล่าวหา จึงไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ พร้อมระบุว่าโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ถูกกล่าวหามีการทุจริตเงินทอนนั้น อย่างที่ผู้สื่อข่าวเห็นเป็นเพียงโรงเรียนสอนเรื่องหลักธรรมคำสอนตามหลักพระพุทธศาสนาแก่ภิกษุและสามเณรตามปกติทั่วไป ไม่มีอะไรผิดปกติ

 

ศิษย์แจงประชุมสงฆ์ไม่เกี่ยวคดี

เมื่อสัมภาษณ์เสร็จ ลูกศิษย์นิมนต์พระพรหมดิลกขึ้นรถโดยแจ้งว่า มีภารกิจต้องไปประชุมต่อ ขณะเดียวกัน บรรดาลูกศิษย์พยายามชี้แจงกับสื่อว่าการประชุมครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับกระแสข่าวฟ้องคดีทุจริตเงินทอนวัด ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับรายละเอียดร้องทุกข์กล่าวโทษแต่อย่างใด

 

 ที่มา : แนวหน้า : 19 เมษายน 2561

 

เลื่อน พ่ะย่ะค่ะ  !

พงศ์พรติดประชุมด่วน

เลื่อนเข้าแจ้งความเงินทอนวัดล็อต 3/2

ขณะที่วัดสามพระยาของเจ้าคุณเอื้อน

มีประชุมเจ้าอาวาสทั่วกรุงเทพมหานคร

เหมือนนัดกันไว้

 

อา..ก็ไม่รู้ว่า "คุณพงศ์พร" จะเจอรายการ "ตชด.ขอร้อง" จากทางผู้ใหญ่ในรัฐบาลหรือเปล่า ถึงได้เหยียบเบรคกะทันหัน เลื่อนวาระสำคัญของคดีเงินทอนวัดไปตอนบ่าย ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่า "บ่ายไหน" ถ้าบ่ายวันนี้ไม่ทัน ก็อาจจะเป็น "บ่ายพรุ่งนี้ บ่ายมะรืนนี้ หรือชาติหน้าตอนบ่าย" ก็ไม่มีใครทราบ

ทราบก็แต่ว่า คดีเงินทอนวัดของกรรมการ มส. ทั้งสามรูปนั้น สั่นสะเทือนไปทั่วประเทศไทยแล้ว และคงไม่หยุดง่ายๆ ถึงคุณพงศ์พรจะหยุด แต่ทางสามกรรมการ มส. คงหยุดไม่ได้แล้ว มันเกินขีดจำกัดที่จะยอมรับพงศ์พรในตำแหน่ง "ผอ.พศ." อีกต่อไป ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่บอก ปปช. ว่า "ปาราชิก" ทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการทางสงฆ์ ก็คงอยู่ด้วยกันไม่ได้ ถ้าวันนี้ พงศ์พร ไม่ไป กรรมการ มส. ก็ต้องไป แต่ถ้ากรรมการ มส. ไม่ไป ใครเอ่ยที่จะต้อง..ไป

 

 

คิดหนัก แลกหนัก  !

 

 

พงศ์พรติดภารกิจ เลื่อนแจ้งจับแก๊งเปรตไปช่วงบ่าย จับตาวัดดัง-พระผู้ใหญ่ติดร่างแหอื้อ

 

วันที่ 19 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จะเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปรามปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อเอาผิดกรณีทุจริตเงินทอดวัดลอต 3 ที่เหลืออีก 7 วัด

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีบรรดาสื่อมวลชนเดินทางมายัง บก.ปปป. เพื่อเฝ้ารอติดตามข่าวและรายงานเคลื่อนไหว แต่ปรากฏว่า เมื่อถึงเวลานัดหมาย 10.00 น. พ.ต.ท.พงศ์พร ก็ยังไม่ได้เดินทางมายัง บก.ปปป. แต่จากการประสานเบื้องต้น ได้รับการชี้แจงจาก พ.ต.ท.พงศ์พร ว่า มีภารกิจต้องเข้าประชุมในช่วงเช้า จึงอาจต้องเลื่อนการแจ้งความร้องทุกข์มาเป็นช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่นอนว่าจะเสร็จภารกิจทันเวลาหรือไม่ ซึ่งจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

 

 

 ที่มา : แนวหน้า : 19 เมษายน 2561

 

การเมือง  !

ธิดา นปช. อุ้มสามกรรมการ มส.

ชี้เป้าทหารจงใจทำลายพระสงฆ์

พฤติกรรมไม่เปลี่ยน

จาก..ธัมมชโย สมเด็จช่วง ถึง 3 กรรมการ มส.

ล้วนแต่ตกเป็นเป้าทำลายต่อเนื่อง

 

 

อา..และแล้วคดีเงินทอนวัด ก็ยกระดับขึ้นเป็น "คดีการเมือง" ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อ "นางธิดา ถาวรเศรษฐ" อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ได้ลุกขึ้นมาชี้หน้า "ทหาร" ว่าเป็นมารผจญพระสงฆ์องค์เณร ซึ่งไร้ศาสตราอาวุธในมือ ถือว่าไม่เป็นธรรมตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล งานนี้เรียกเสียงฮือฮากว่าประธาน กสม. พูดเสียอีก

ก่อนหน้านี้ "สามีของธิดา" คือ หมอเหวง โตจิราการ ได้ออกมาพูดในช่วงเหตุการณ์ทหารปิดล้อมวัดพระธรรมกายว่า "วัดพระธรรมกายนั้น เป็นฐานกำลังสำคัญของคนเสื้อแดง นปช. และอดีตนายกทักษิณ เป็นการพุ่งหอกเพื่อทำลายล้างพระสงฆ์ ที่ถือว่าเป็นฐานกำลังสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายคนเสื้อแดง ฝ่าย นปช. ฝ่ายอดีตนายกทักษิณ อย่างชัดแจ้ง"

และเมื่อได้ฟัง "ธิดา" พูดในวันนี้ ก็ครบครอบครัว "ทั้งผัวและเมีย" ได้ออกมายืนยันว่า "วัดปากน้ำ-วัดพระธรรมกาย-วัดสระเกศ-วัดสามพระยา-วัดสัมพันธวงศ์" เป็นฐานกำลังของคนเสื้อแดง นปช. และอะแฮ่ม "อดีตนายกทักษิณ" โดยมิต้องแปล

ถามว่า วิธีเอาการเมืองเข้าวัด หรือดึงวัดเข้าวังวนการเมือง จะแก้ปัญหาได้ไหม ก็ตอบว่า ไม่รู้ซีฮะ เพราะไม่รู้ว่าทางรัฐบาลทหารจะเอาอย่างไร ในกรณีที่ "ฝ่ายการเมือง" ได้อ้างพระทั้ง 5 วัดไปเป็นแนวร่วม ซึ่งยังไม่รู้เลยว่า ร่วมเป็นหรือร่วมตาย !

 

 

 

 

นางธิดา ถาวรเศรษฐ

อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

 

 

ทหารแทรกแซงสงฆ์ "ธิดา" ชี้เปรี้ยงเป้า ที่ 3 ต่อจากสมเด็จช่วง-ธรรมกาย !

19 เม.ย. 61 - UDD News เผยแพร่ความเห็น นางธิดา ถาวรเศรษฐ ที่ปรึกษาแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ต่อกรณีการทุจริตเงินทอนวัดว่าเป็นเรื่องใหญ่นั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องเงินทอนถ้าจะเปรียบเงินทอนวัดก็เหมือนเงินทอนคนไร้ที่พึ่งเงินทอนกระทรวงพัฒนาสังคมฯก็เหมือน เงินทอนกระทรวงศึกษาธิการ

นางธิดา กล่าวต่อว่า แต่ทั้ง 2 กระทรวง ตัวด้านหลักก็คือข้าราชการ ใช่ไหมคะ เป็นตัวตั้งเรื่องต้นเรื่องทำเรื่องสุดท้ายก็เป็นคนที่ได้ผลประโยชน์แต่ถามว่าในสำนักงานพุทธศาสนาทำไมเรื่องราวไม่ได้ดำเนินไปแบบเดียวกันเหมือนกระทรวงอื่นๆ นั่นก็คือเรื่องเงินทอน

"ดูเหมือนจะทำให้ข้าราชการในสำนักพุทธศาสนาบริสุทธิ์ผุดผ่องหรืออย่างไร ไม่พูดถึงเลยว่ามีความเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงกันอย่างไร อย่าลืมว่าข้าราชการเป็นด้านหลัก พระตามวัดต่างๆ เป็นปลายเหตุทั้งนั้น การจัดการกับพระนั้นดูประหนึ่งเป็นเจตนาให้พระทั้ง 5 รูป (3 ใน 5 รูปนั้นเป็นถึงพระราชาคณะ) เสียชื่อและถูกกล่าวหาไปก่อน หรือเป้านี้จะเป็นเป้าที่ 3 นับจาก สมเด็จช่วง มา วัดธรรมกาย แล้วก็มาพระราชาคณะทั้ง 3 รูป" นางธิดา กล่าว และตั้งข้อสังเกตว่าการจะเจตนาหรือไม่ก็ตามที่เล่นงานสมเด็จพระราชาคณะทั้ง 3 รูป ดูประหนึ่งมีนัยยะทางการเมืองเรื่องของสงฆ์หรือไม่ 

เธอ กล่าวด้วยว่าเอาประโยชน์ประเทศชาติ ประชาชน และพระพุทธศาสนา เป็นหลักอย่าเอาประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ถ้าเอาแก่นพุทธศาสนาเอาความถูกต้องเป็นหลัก ก็จะเดินหน้าไปได้ แต่ถ้าจงใจจะใช้วิธีการจัดการ "กำจัด" ประหนึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตแบบฆราวาส มันจะยิ่งหนักเข้าไปอีก

"ปกติในทางการเมืองเราบอกว่า อย่าใช้การทหารมาจัดการกับการเมืองตอนนี้เรามีเรื่องการสงฆ์...คุณจะเอาการทหาร คุณจะเอาการเมือง ไปจัดการเรื่องของสงฆ์ไม่ได้" นางธิดากล่าว

 

 ที่มา : ไทยโพสต์ : 19 เมษายน 2561

 

 

กรรมการ มส. เริ่มส่งเสียง  !

ทั้งศิษย์วัด นักวิชาการ ออกมาโต้

ตั้งข้อสังเกต "วีรกรรม" พงศ์พร

เหมาะสมกับตำแหน่งเลขามหาเถรหรือไม่

หรือมีอะไรแอบแฝง ?

 

 

 

สงครามสามทัพ  !

 


 

อา..บอกแล้วไงว่า "ไม่ง่าย" แค่ค่ายภูเขาทองเพียงแห่งเดียว กะจะตีให้ตายทั้งแม่ทัพ รองแม่ทัพ ผู้ช่วยแม่ทัพ แบบว่าตายทั้งค่ายนั้น มันโหดร้ายเกินไป เข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม อย่าลืมว่า ค่ายใหญ่แห่งนี้เคยมีแม่ทัพเป็นถึงระดับ "สังฆราช-ผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราช" คลุกคลีตีโมงอยู่ในแวดวงการเมืองมาอย่างยาวนาน ตีเสียว่าก่อนบิ๊กตู่เกิดด้วยซ้ำไป ดังนั้นก็อย่าคิดว่าหมู ถึงหมูก็หมูเขี้ยวตัน บ่ยั่นแม้แต่เสือ ไม่เคยได้ยินหรือไรว่า  "แมลงวันย่อมไม่กินเลือดแมลงวัน" เทียบกับสำนวนของ "ว.ตอแหล" แล้ว ว. ก็แค่เด็กๆ ชิลๆ

ใช่แต่เป็นชุมทางนักการเมืองในผ้าเหลืองเท่านั้น ค่ายภูเขาทองนั้น ยังเป็นที่ชุมนุมของ "นักการเมือง" จากหลายพรรคหลายค่าย แต่พักหลังมานี้ รู้สึกว่า "ค่ายแม้ว" จะเข้าไปใช้บริการมากที่สุด ก็เลยกลายเป็น "จุดที่ต้องจับตา" และยกระดับเป็น "จุดที่ต้องจับตาย" ไปด้วยประการฉะนี้ ดังนั้น ที่พระลูกวัดภูเขาทองออกมาสวนกระแสว่า "การดำเนินการของ ผอ.พศ. เป็นการดิสเครดิตกรรมการ มส. มุ่งจะล้มล้างการปกครองของคณะสงฆ์ในระบอบปัจจุบัน" มันก็การเมืองซีคะ กระทบชิ่งรัฐบาลเห็นๆ อ่านยังไงไม่เข้าเกณฑ์

 

 

ค่ายต่อไป "สามพระยา" ชื่อก็รู้ว่าเกรียงไกรมาตั้งแต่ "สมเด็จฟื้น" อดีต "สังฆราช" ในฝ่ายมหานิกาย ผู้สามารถล้มค่าย "ท่าพระจันทร์" จับ "สมเด็จอาจ" ถอดผ้าเหลือง-ยัดคุก อยู่นานเกือบ 5 ปี ถึงทุกวันนี้ วัดมหาธาตุกลายเป็น "วัดเล็ก วัดกิ่ง วัดดอน" อยากจะได้อะไรต้องวิ่งไปขอจากค่ายภูเขาทอง และศิษย์เก่าสาย มจร. นอกวัด ไม่งั้นก็อาจจะไม่มีพัดยศประดับวัดเลย

สมเด็จฟื้น ยิ่งยงและสูงส่ง ถึงระดับ "ฤษีลิงดำ" ยังยอมซูฮก ยกเป็นพ่อ เพราะถ้าไม่มีสมเด็จฟื้นยื่นมือช่วยในคดีอวดอุตริ ก็อาจจะถึงกับผ้าเหลืองหลุด ห้าเสือมหานิกาย "นิยม เกี่ยว พลอย ช้อย ช่วง" บิ๊กคอนเน็กชั่นก่อนหน้านี้ ก็มีต้นกำเนิดมาจากวัดสามพระยา เพราะว่าเป็นศิษย์สมเด็จฟื้น ก่อนจะแยกย้ายกันออกไปตั้งค่ายใหญ่เป็นของตัวเอง

อาจารย์เอื้อนนั้น สืบเชื้อมาจากกรุงเก่า เป็นก้นกุฏิสมเด็จฟื้น เรื่องเหลี่ยมคูการเมืองจึงได้มาเกินร้อย ยุค  2520-40 ถามว่า ถนนทุกสายของคณะสงฆ์ไทยมุ่งไปที่แห่งใด ถ้ามิใช่ "วัดสามพระยา" เจ้าคุณรุ่นถึงกับประกาศว่า "เมืองไทยผมไหว้พระอยู่ 2 รูป หนึ่งคือสมเด็จฟื้น วัดสามพระยา สองคือเจ้าคุณบุญมา วัดเบญจฯ เพราะสองรูปนี้เป็นผู้ชี้เป็นชี้ตายในการเลื่อนสมณศักดิ์ของพระไทยทั้งประเทศ" การกระโดดข้ามห้วยจาก "ภาค 14" มากินตำแหน่ง "ผู้ว่า กทม." ของอาจารย์เอื้อน ย่อมจะการันตีถึง "ฝีไม้ลายมือ" ในทางการเมือง ว่าอย่าคิดว่าหมู

หลังจาก "อาจารย์เหนาะ นักเลงภูเขาทอง" ถูกลูกน้องล้มลงไป สาย อย. ก็หันไปชุมนุมกันที่ "วัดสามพระยา" เพราะว่าหน้าตักหนา สมเด็จสมศักดิ์ วัดพิชัยญาติ หัวเรือใหญ่นั้น "ไม่เวิร์ค" เพราะมัวแต่สร้างภาพ แถมควักยาก ใจไม่นักเลง อาจารย์เอื้อนเลยยึดอำนาจ "ประธานสาย อย." มาโดยอัตโนมัติ การจะกำจัดอาจารย์เอื้อน จึงกระเทือนถึงสายอยุธยา เห็นไหมว่า "รากลึก" พวกสาย "สพ.-สุพรรณ" นั้น ก็แค่ "สายสอพลอ" รอส้มหล่น ไม่กล้าลงทุนเหมือนสายอยุธยาซึ่งกล้าเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายและรักกันตาย คิดจะมานั่งเก้าอี้แทนก็ต้องลงทุนหน่อย ฆ่าช้างอย่าเสียดายเกลือ

 

 

 

วัดเกาะ-สัมพันธวงศ์ เจ้าคุณจำนงค์ เจ้าของสมญา "ธรรมยุตนอกคอก" นั้น ใช่ได้มาโดยง่าย แต่ต้องลอกคราบตั้งสองชั้น ชั้นแรก "ลอกนิกาย" ชั้นสอง "นอกครูบาอาจารย์" อาจารย์จำนงค์ทำได้อย่างแนบเนียนจนปลาไหลเรียกพี่ ขนาด "ธัมมชโย" ซึ่งขี้ระแวงที่สุดในโลกยังตายใจ ยกให้เป็น "พันธมิตรนอกนาโต้" เชิญไปโชว์ตัวถึงต่างประเทศ แบบว่าเทใจให้กันอย่างสุดๆ ฟังเสียงสวดในงานวัดพระธรรมกายแล้ว คล้ายๆ กับเพลง "เราไม่ทอดทิ้งกัน" ยังไงยังงั้น

ครั้น ณ วันนี้ ทั้งสามค่ายใหญ่ ถูกตีพร้อมๆ กัน โดยทุกค่ายนั้นมีเส้นสายใยโยงอยู่กับ "อำนาจเก่า" และ "ค่ายใหญ่คลองสาม" ทั้งสิ้น มองยังไงก็ไม่พ้น "การเมืองเรื่องตัณหา" แน่นอนว่า ทั้งสามค่ายคงไม่นั่งรอให้ตัดคอเล่นเหมือนพระนาลันทา แต่ว่าต้องสนธิกำลังกันสู้อย่างถึงที่สุด เพราะถ้าพ่ายศึกครั้งนี้ ก็จะถูกขุดรากถอนโคนล้มล้างอย่างยาวนานไปอีกนับร้อยปี มีอะไรที่พอจะใช้เป็น "อาวุธ" ได้ ก็ต้องขนออกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น ฆ้อง กลอง ฉิ่ง ฉาบ ระนาดเอก ระนาดโท ระดมตีโต้เพื่อข่มขวัญข้าศึก

 

 

พงศ์พร งานนี้ ไล่พระ หรือไล่ตัวเอง ?

 

 

การออกมา "จี้จุดตาย" ของพงศ์พร ตอนว่าด้วย "เหาะเลยลงกา" แบบว่าทำเกินหน้าที่ ไม่รายงาน มส. แต่ไปรายงาน ปปช. ว่า "กรรมการ มส. ทั้งสามรูป ต้องปาราชิก ไม่ควรครองสมณศักดิ์และดำรงตำแหน่งกรรมการ มส." ก็เพียงพอสำหรับการ "ทะลวงทวารพงศ์พร" เปลี่ยนเป็นสำนวนใหม่ "ไม่เอาพงศ์พรในตำแหน่ง ผอ.พศ. เพราะมีพฤติกรรมล้มล้างการปกครองคณะสงฆ์ไทย" สร้างกระแสไปทั่วประเทศ ซึ่งบิ๊กตู่ก็คงจะได้กลิ่น จึงออกมาปรามหน้าไมค์แต่ไก่โห่ แต่จะห้ามไหวหรือไม่อย่างไร 3 วันจากนี้ แฟน "เหลือง-แดง" ต้องจ้องตาอย่ากะพริบ ถ้าพงศ์พรไม่ไปพ้นจากพุทธมณฑล เจ้าคุณพรหมทั้งสามรูปก็เข้าพุทธมณฑลไม่ได้ ดังนั้น ไม่ใครก็ใครต้องไป โลกใบนี้อยู่ด้วยกันไม่ได้ซะแล้ว ก็เล่นประกาศ "ปรับอาบัติปาราชิก" ผ่าน ปปช. มันก็รับไม่ได้ซีคะ สำนวนละคร "บุพเพสันนิวาส" ประกาศว่า "พม่าประชิดเมืองแล้ว พ่ะย่ะค่ะ"

ย้ำอีกนิดว่า ศึกนี้ไม่จบง่าย เรียกเป็นภาษานักมวยว่า "ถึงฎีกา" อย่าลืมว่า พระผู้ใหญ่ทั้งสามรูป ล้วนแต่มีลูกศิษย์ลูกหาและสายสัมพันธ์ "เต็มบ้านเต็มเมือง" จะนอนตายแบบสิ้นไม้ไร้ตอกนั้นเป็นไปไม่ได้ ลำพัง "เจ้าคุณนิมิต-วัดสวนดอก" ยังเจรจาความเมืองผ่านฉลุย เป่าคาถามหานิยม "พัวะเดียว" คดีความเงียบหาย ทุกวันนี้ออกงานนอกวัดได้สบาย ต่อสายไหนไม่ต้องบอก ถ้าสามเจ้าคุณพรหมกระจอกกว่าเจ้าคุณนิมิต ก็คิดว่า..สมควรตาย !

 

 

 

กรณ์ มีดี : ดร.บรรจบ บรรณรุจิ

ประธานและเลขาฯสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

 

ติง ผอ.พศ. ฟ้องพระเถระชอบมาพากล ทั้งที่ต้นทางงบฯ มาจาก พศ.

นักวิชาการ เตือนชาวพุทธตั้งสติ อย่าตีตราพระเถระทั้งที่เป็นเพียงข้อกล่าวเงินทอนวัด เข้าข่ายใช้เงินผิดประเภท ไม่เห็นด้วยฆราวาสปรับปาราชิกพระ พร้อมติง ผอ.พศ. ทำงานชอบมาพากล นั่งตำแหน่งเลขาธิการมหาเถรสมาคม กลับฟ้องพระเสียเอง ขณะที่งบฯต้นทางมาจาก พศ. แปลงงบฯ ก่อนมาถึงพระ เชื่อพระส่วนใหญ่ไม่ทราบเรื่อง หวั่นพศ.ทำภาพรวมพุทธศาสนาเสียหาย

วันนี้ (18 เม.ย.) ผศ.ร.ท. ดร. บรรจบ บรรณรุจิ ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ได้เขียนข้อความเผยแพร่ผ่าน เฟสบุ๊กสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ระบุว่า จากเหตุการณ์ที่มีการยื่นฟ้องพระมหาเถระและพระเถระรวม 5 รูปนั้น ขอให้ชาวพุทธตั้งสติและศึกษาสถานการณ์ให้รอบคอบ  เพราะยังเป็นเพียงข้อกล่าวหา โดยส่วนตัวแล้วเมื่อพิจารณาตามสถานการณ์ท่านอาจอยู่ในข่ายใช้เงินผิดประเภท ซึ่งผลของการใช้เงินก็เห็นอยู่ว่าเป็นประโยชน์แก่พระศาสนาในภาพรวม เช่น สร้างศาสนสถาน ส่งพระธรรมทูตไปต่างประเทศ  ในกฎหมายจะพิจารณาอย่างไรตนไม่ทราบ แต่ที่เห็นในหน่วยงานบ้านเรามีการพูดถึงการโยกงบฯไปใช้ในส่วนต่างๆ ซึ่งทำกันเป็นล่ำเป็นสัน และก็ผ่านไปด้วยดี  แต่ในทางพระศาสนาจะให้ปรับเป็นอาบัติปาราชิกนั้นยังไม่เห็นด้วย แต่เสนอให้ตั้งคณะพระวินัยธร (ผู้เชี่ยวชาญพระวินัย) ขึ้นเป็นคณะเต็มรูปแล้วพิจารรณา ประเด็นที่ต้องเน้นคือ ท่านมีไถยจิต (จิตที่คิดจะขโมย) หรือไม่ จึงใคร่ขอร้องให้ทุกฝ่ายได้ใช้ความรอบคอบ และความเป็นธรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

นายสรณา อนุสรณ์ทรางกูร อดีตรองคณบดี ฝ่ายวิชาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี ในฐานะนักวิชาการอิสระด้านพระพุทธศาสนา กล่าวว่า เท่าที่มองการดำเนินการของ ปปป. และ ผอ.พศ. มีการดำเนินการที่รวบรัดเป็นอย่างมาก และที่สำคัญการระบุว่าพระเถระที่ถูกกล่าวหามีความผิดถึงขั้นอาบัติปาราชิกนั้น ยิ่งไม่สามารถทำได้ เพราะตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ระบุไว้ว่า ฆราวาสไม่สามารถปรับอาบัติพระสงฆ์ได้ ขณะที่สิ่งที่ ผอ.พศ. ดำเนินการก็ไม่ชอบมาพากล เพราะ ผอ.พศ. เป็นข้าราชการพลเรือน ตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551  ในหมวด 6 มาตรา 82 ,83 มีการระบุถึงการทำงานของข้าราชการพลเรือนที่ต้องรายงานผู้บังคับบัญชา ซึ่งตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ กำหนดให้ ผอ.พศ. เป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม ขณะที่ พศ. ก็เป็นสำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม ดังนั้น การดำเนินงานของ ผอ.พศ. จึงต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชานั่นคือ มหาเถรสมาคม ก่อนที่จะร้องทุกข์กล่าวโทษ ถือว่า ผอ.พศ. ทำหน้าที่โดยส่วนตัว และมีเจตนาแอบแฝงหรือไม่
 
"การที่ ผอ.พศ. ทำแบบนี้ ย่อมส่งผลต่อความเสียหายภาพรวมของคณะสงฆ์ ทั้งที่หากพิจารณากันแล้ว งบฯที่ผอ.พศ.นำมาเป็นข้อกล่าวหานั้น เป็นงบฯอุดหนุนจากทางรัฐบาล ขั้นตอนที่จะนำงบฯมาใช้ได้ พศ. จะต้องเป็นผู้นำออกมาโอนไปยังวัด จึงเชื่อว่า พระเถระทั้ง 5 รูป ท่านไม่ทราบแน่นอนว่า พศ. จะนำงบฯมาจากส่วนใด ในทางกลับกันถือว่าเป็นความผิดทาง พศ. เองด้วยซ้ำ ที่ไม่อธิบายว่านำงบฯมาจากส่วนใด ทำไมถึงไม่ชี้แจงให้พระทราบก่อน จึงเชื่อมั่นว่ากรณีทุจริตเงินทอนวัดนั้น พระสงฆ์ส่วนใหญ่ไม่ทราบเรื่องแน่นอน แต่เกิดจากการทำงานที่ขาดธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรงของ พศ. ที่มีการแปลงงบฯแต่ละประเภท แล้วนำมาให้วัดต่างๆ" นักวิชาการอิสระด้านพระพุทธศาสนา กล่าว

 

 ที่มา : เดลินิวส์ : 19 เมษายน 2561

 

 

ไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม  !

นายกฯ-ประธาน ปปช. ประสานเสียง

สอบกรรมการมหาเถรสมาคม

ปปช.ง้างดาบรอ อ้างมีอำนาจสอบผ้าเหลือง

 

 

 

นายกรัฐมนตรี : ประธาน ปปช.

 

 

อา..อาการน่าเป็นห่วงเสียแล้วค่ะ สำหรับท่านเจ้าคุณพรหมทั้งสามรูป ที่ถูกฟ้องในคดีเงินทอนวัด "ล็อตสาม" เพราะเสียงจาก "นายกรัฐมนตรี" เป็นคีย์เดียวกับ "ประธาน ปปช." ลงร่องเดียวกันเป๊ะ ไม่มีรายการแผ่นเสียงตกร่องเลย ลงเอยอีแบบนี้ ก็ชี้ได้ว่า "อาการน่าเป็นห่วง" เป็นห่วงว่า วันที่ 20 เมษายน ศกนี้ จะมีปรากฏการณ์อะไรในที่ประชุม มส. หรือเปล่า ?

เริ่มต้นจาก "เลขาธิการมหาเถรสมาคม" แจ้งต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม ถึงการแจ้งความดำเนินคดีกับกรรมการมหาเถรสมาคมทั้ง 3 รูป ส่วนจะระบุโทษถึงระดับ "ปาราชิก" และ "ไม่ควรดำรงสมณศักดิ์และอยู่ในตำแหน่งกรรมการ มส." ด้วยหรือไม่นั้น ก็ต้องรอดูการทำงานของคุณพงศ์พร

แต่ที่เห็นแน่ๆ ก็คือ ผู้นำสูงสุด คือ นายกรัฐมนตรี มีทีท่าเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการ "ล้างบางกรรมการ มส. สายธรรมกาย" จัดระเบียบใหม่ ก่อนปล่อยเข้าสู่โหมด "เลือกตั้ง" นำสังฆมณฑลขึ้นสู่ถนนประชาธิปไตย เพราะมีใครบางคนกล่าวว่า "หลงพ่อจะมอบตัวก็ต่อเมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตย"

 



 

หนังสือตัวอย่าง

 

 

 

 

ประธาน ปปช. สั่งเช็คข้อมูลอมเงินวัด

ความคืบหน้าตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัด ที่มีข้อมูลเชื่อมโยงถึงพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูปนั้น พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ตาม พรป. ว่าด้วย ป.ป.ช. ฉบับใหม่ ระบุไว้ ป.ป.ช. มีอำนาจตรวจสอบบุคคลทั้ง รัฐ พระและเอกชน ที่เข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการทุจริต ถ้าพบมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นตัวการหลักในการทุจริต และมีบุคคลใดเกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ก็เข้าข่ายป.ป.ช.มีอำนาจตรวจสอบได้ โดยกรณีข้อกล่าวหาทุจริตเงินทอนวัดที่มีพระชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วยนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบของสำนักไต่สวนภาครัฐ 1 (สตร.1) ซึ่งสั่งให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบแล้ว ถ้ามีข้อมูลพอสามารถตั้งอนุกรรมการไต่สวนได้ โดยการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.วันนี้ ตนจะกำชับเลขาธิการ ป.ป.ช. ให้เร่งดำเนินการ เพราะมีอำนาจพิจารณาว่า ข้อมูลที่ยื่นมาเพียงพอตั้งอนุกรรมการไต่สวนหรือไม่ ถ้ายังไม่สมบูรณ์ สามารถสั่งให้ไปแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มได้

นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ส่งสำนวนคดีเงินทอนวัดล็อต 3 ที่มีพระผู้ใหญ่ 5 รูป ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษให้ ป.ป.ช.ว่า ก่อนหน้านี้ ปปป.ส่งสำนวนทุจริตเงินทอนวัด มายัง ป.ป.ช. แล้ว 34 เรื่อง และตั้งอนุกรรมการไต่สวนไปแล้ว 11 เรื่อง อยู่ระหว่างแสวงหาข้อเท็จจริงอีก 23 เรื่อง ส่วนล็อต 3 นั้น เพิ่งมาถึงป.ป.ช.เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา และวันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้วพบว่าเป็นเรื่องที่ บก.ปปป. รับเรื่องซึ่งมีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐไว้ และอยู่ในอำนาจ ป.ป.ช. จึงส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช. ภายใน 30 วันตามกฎหมายระบุ เข้าใจว่าครบกำหนดแล้วจึงส่งมาพร้อมหลักฐาน และวันเดียวกันนี้ ได้รายงานให้ที่ประชุม คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบแล้ว

นายวรวิทย์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ตนในฐานะเลขาธิการ ป.ป.ช. มอบให้สำนักไต่สวนภาครัฐ 1 (สตร.1) เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ โดยตั้งเป็นคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริง เป็นขั้นตอนแรกของการทำงานคือ การตรวจรับคำกล่าวหา ถ้าอยู่ในอำนาจ ป.ป.ช. จะแสวงหาข้อเท็จจริง และถ้าดูพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนดำเนินการมาว่ามีมูลก็จะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนต่อไป อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเบื้องต้นตำรวจยังรวบรวมพยานหลักฐานไม่ได้มาก เพราะมีเวลาเพียง 30 วันก่อนส่งให้ ป.ป.ช. ตนจึงกำชับเจ้าหน้าที่ให้เร่งดำเนินการ

 

ไต่สวนได้ถ้าเป็นตัวการ-ผู้ใช้-หนุนหลัง

ส่วนกรณีนี้มีการกล่าวหาพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม (มส.) ถือว่าอยู่ในอำนาจ ป.ป.ช. หรือไม่นั้น ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการในขั้นตอนแสวงหาข้อเท็จจริง ถ้าพบมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเป็นตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ถือว่าอยู่ในอำนาจ ป.ป.ช. ทั้งหมด ส่วนเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจรับเรื่องของ ป.ป.ช. และให้คณะทำงานไปแสวงหาข้อเท็จจริงก่อนว่ามีมูลพอรับไว้ดำเนินการไต่สวนหรือไม่ ขอเวลาตรวจสอบก่อน เพราะเรื่องนี้เพิ่งมาถึงมือ ป.ป.ช. สดๆ ร้อนๆ

 

 ที่มา : แนวหน้า : 18 เมษายน 2561

 

ตชด. ขอร้อง  !

ขอความกรุณา..อย่าเคลื่อนไหว

 

นายกรัฐมนตรีตีปลาหน้าไซ

หลังได้กลิ่นมีพระจะเคลื่อนไหว

กรณีเงินทอนวัดล็อตสาม

สายไหนบ้างก็ไม่ทราบ

 

 

อา..ก็ม่รู้สินะว่าพระรูปไหนจะเคลื่อนไหว เพราะเท่าที่เห็น ยังไม่เคยเห็นรูปไหนออกมาเคลื่อนไหว และคิดว่าคงไม่มีใครเคลื่อนไหวอะไรหรอก ยิ่งออกก็ยิ่งเปลืองตัว ผิดน้อยก็จะกลายเป็นผิดมาก สู้อยู่นิ่งๆ ดีกว่า ตามหลักการโบราณว่า "พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง" แต่ขนาดว่านิ่ง ก็ยังเอาแทบไม่อยู่ ว่ากันว่า "ผ้าเหลืองจะปลิว" ด้วยซ้ำไป พระผู้ใหญ่วันนี้กลายเป็นพระผู้เด็กไปแล้ว มีอำนาจ แต่ไม่มีปากมีเสียง !

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ชี้ว่า การดำเนินการด้านกฎหมายกับกรรมการมหาเถรสมาคมทั้ง 3 รูปนั้น ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มิได้ดำเนินการโดยลำพัง แต่มีการรายงานไปทางผู้บังคับบัญชาสูงสุด คือสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับทราบ และเปิดไฟเขียวให้ดำเนินการได้ หมายความว่า ทาง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ นำเสนอพยานหลักฐานอันมั่นคง จึงได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินการ มิใช่ทำอย่างตัวเดียวเปลี่ยวดาย มิเช่นนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีคงไม่ออกมาพูดในเชิงสนับสนุนดังกล่าว

 

ฟังท่านนายกฯพูดแล้ว ก็หนาวซีคะ ขั้นตอนต่อไปก็คงต้องไปลุ้นกันว่า

1. จะมีบัญชาสมเด็จพระสังฆราช "ปลด" กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้เกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัด ทั้งสามรูป เมื่อไหร่

2. จะมีรายการ "ถอดยศ" ด้วยหรือไม่

3. เรื่องจะไปไกลถึงระดับ "ปาราชิก" ดังที่คุณพงศ์พรจั่วหัวไว้ในสำนวน ปปช. ด้วยหรือไม่

หวยออกเบอร์ไหนก็ระดับ "ซูเปอร์ล็อตโต้" ทั้งน้าน.. ท่านพระครู !

 


 

 

นายกรัฐมนตรีขอพระสงฆ์อย่าเคลื่อนไหวปมทุจริตเงินทอนวัด

พล.อ.ประยุทธ์ ตอบคำถามสื่อ กรณีพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป ในกรรมการมหาเถรสมาคม ถูกโยงทุจริตเงินทอนวัด ยืนยันทำตามพยานและขั้นตอนกฎหมาย เช่นความผิดกรณีอื่น ขอร้องพระสงฆ์อย่าเคลื่อนไหว

วันนี้ (17 เม.ย. 2561) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. ตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัด พบมีการเชื่อมโยงถึงพระชั้นผู้ใหญ่ ในกรรมการมหาเถรสมาคม โดยระบุว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามหลักฐาน วัตถุพยาน และพยานบุคคล

พร้อมกับระบุว่า ข้อมูลทั้งหมดนั้น ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. จะดำเนินการตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และขอร้อง หากฝ่ายใดเป็นห่วงกับกรณีที่เกิดขึ้น พระสงฆ์ก็ควรอยู่ในความสงบเรียบร้อย ไม่ควรมีการเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้น เพราะเป็นการทำให้เกิดชัดเจนขึ้น

"การออกมาเคลื่อนไหวนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย เนื่องจากพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่คนไทยร้อยละ 90 นับถือ จึงต้องช่วยกัน และผมขอยืนยันว่า จะดำเนินการไปตามหลักฐานทั้งวัตถุพยาน และพยานบุคคลที่ปรากฏ เช่นเดียวกับความผิดกรณีอื่น"

 

ตรวจสอบวัดสระเกศปมโยงเงินทอนวัด 

นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับสำนวนคดีจาก บก.ป.ป.ป. ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวม 34 เรื่องนั้น ตั้งอนุกรรมการไต่สวนแล้ว 11 เรื่อง และอยู่ระหว่างแสวงหาข้อเท็จจริง 23 เรื่อง รวมทั้งเรื่องใหม่อีก 4 เรื่อง ที่มีชื่อพระชั้นผู้ใหญ่เกี่ยวข้อง 5 รูปด้วย

ขณะที่ทีมข่าวไทยพีบีเอส ลงพื้นที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เพื่อติดต่อและสอบถามข้อเท็จจริงกับพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 10 พระเมธีสุทธิกร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และพระวิจิตรธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรณีมีชื่อว่าเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตงบประมาณบูรณะและปฏิสังขรณ์วัด ในส่วนของงบประมาณการศึกษาโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรมและงบประมาณเผยแพร่ศาสนา แต่ไม่พบพระสงฆ์ทั้ง 3 รูป

 

 

 ที่มา : ThaiPBS : 17 เมษายน 2561

 

 

เป็นอำนาจของพระสังฆราช !

 

พศ. ระบุ อำนาจในการปลดกรรมการ มส.

จะปลดหรือไม่ก็อยู่ที่สมเด็จพระสังฆราช

 

 

 

การประชุม มส. ครั้งล่าสุด เมื่อ 10 เมษายน 2561

 

 

อา..ก็นั่นนะสิ เมื่อตัวบทกฎหมายระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "กรรมการมหาเถรสมาคมพ้นจากตำแหน่งเมื่อ 1.มรณภาพ 2.ลาสิกขา 3.ลาออก 4.พระสังฆราชมีพระบัญชาให้ออก" ดังนั้น อำนาจในการแต่งตั้งและปลดกรรมการ มส. ประเภทแต่งตั้ง จึงอยู่ที่สมเด็จพระสังฆราชเพียงพระองค์เดียว

แต่..แต่ว่า ทำไม พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งรู้เรื่องนี้ดีแท้ๆ แต่กลับไปเขียนเพิ่มเติมในสำนวนฟ้องต่อ ปปช. ว่า พระเถระทั้ง 5 รูป ต้องอาบัติปาราชิก ไม่ควรดำรงสมณศักดิ์และอยู่ในตำแหน่งกรรมการ มส. อีกต่อไป นี่ไงที่มันกลายเป็นการ "เหาะเลยลงกา" แบบว่าเก่งเกินไป ทำอะไรเกินตัว เรื่องที่น่าจะลงตัวก็เลยลงไม่เป็น

อย่างไรก็ตาม ถึงกรรมการ มส. ทั้ง 3 รูป ยังมิถูกปลดจากตำแหน่งใดๆ แต่ตามมารยาทแล้ว ถ้าถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ก็ต้องแสดงสปิริต "งดเข้าประชุม มส." ซึ่งจะเริ่มเมื่อใดก็อยู่ที่เงื่อนไข คือ "เวลาประทับรับฟ้องของศาลอาญา" นั่นหมายถึงว่า กรรมการ มส. ทั้งสามรูป ยังพอจะมีเวลาเคลียร์บัญชีที่ยังคั่งค้าง หาไม่ก็อาจจะไม่ได้เหยียบพุทธมณฑลอีกเลย เหมือนเจ้าคุณเสนาะ เพราะงานนี้ "พงศ์พร" เล่นเร็ว แบบว่าไม่ให้ทันรู้ตัวเลย

 

แต่แค่ว่าเจ้าหน้าที่ ปปช. รับฟ้อง สามกรรมการมหาเถรสมาคม ก็แทบจะสิ้นความชอบธรรมที่จะเหยียบเข้าไปในห้องประชุมพุทธมณฑลแล้ว แถมจะต้องไป "พบ" กับ พ.ต.ท.พงศ์พร ผอ.พศ. ก็จะมองหน้ากันไม่ติด เพราะฝ่ายหนึ่งเป็นโจทก์ อีกฝ่ายเป็นจำเลย จะมานั่งประชุมทำงานร่วมกันได้อย่างไร

 

เห็นไหมว่าผลกระทบมันไวนะ ตัวคุณพงศ์พรเอง ยังจะกราบไว้พระทั้งสามรูปได้อย่างสนิทใจอีกหรือ ในเมื่อตัวเองเป็นคนฟ้องร้องเอาผิดกับท่านเหล่านั้น มันก็ทำใจลำบาก ดังนั้น เชื่อว่า การประชุม มส. ในวันที่ 20 เมษายน คืออีก 3 วัน ต่อจากนี้ไป อาจจะไม่มีกรรมการ มส. ทั้งสามรูปเข้าร่วมประชุม จะโหรงเหรงปานใดก็ไม่รู้ อาจจะตั้งชื่อการประชุมนัดนั้นว่า "นัดผีหลอกกลางวัน" เพราะห้องประชุมว่างไปเกือบครึ่ง

 

 

ชี้อำนาจสังฆราชถอดกรรมการมหาเถรถูกกล่าวโทษเอี่ยวทุจริตเงินวัด

โฆษก พศ. เผย สมเด็จพระสังฆราช พระองค์เดียวเท่านั้น ที่สามารถถอดกรรมการมหาเถรสมาคมออกจากตำแหน่งได้

นายสมบัติ พิมพ์สอน โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า การที่พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ระดับกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ถูกกล่าวโทษเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม คือ พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา พระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม และพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร จะทำให้ถูกปลดหรือไม่นั้น อยู่ที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะมีพระบัญชาออกมา เพราะเป็นพระอำนาจของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณฯ พระองค์เดียวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ความผิดของพระทั้ง 5 รูป ที่ถูกกล่าวโทษเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมนั้นยังไม่ทราบรายละเอียด และยังไม่มีการพูดคุยใน พศ. เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น

ด้าน พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) กล่าวว่า ได้ส่ง 4 สำนวนคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งมีพระชั้นผู้ใหญ่ถูกกล่าวโทษรวม 5 รูป คือ 1.พระพรหมดิลก 2.พระพรหมเมธี 3.พระพรหมสิทธิ 4.พระเมธีสุทธิกร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และ 5.พระวิจิตรธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบสวนแล้ว

นอกจากนี้ ตำรวจจะเชิญ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการ พศ. ที่ร้องทุกข์พระสงฆ์ทั้ง 5 รูป มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตเงินทอนวัดในวันที่ 19 เม.ย.นี้ ซึ่งจะเป็นการขอข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณของวัดแต่ละแห่ง

 

แพลมความผิดเรื่องเงินของ 3 กรรมการ มส.

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า สาเหตุที่พระทั้ง 5 รูป ถูกกล่าวโทษในการกระทำความผิดอาญาคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม เพราะที่ผ่านมา พศ. ได้ส่งเงินอุดหนุนการศึกษาไปให้วัดทั้ง 3 แห่ง แต่พบว่า

วัดสัมพันธวงศาราม ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม ทางวัดจึงนำเงินไปสร้างกุฏิ

ขณะที่วัดสระเกศฯ มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แต่นำเงินไปใช้เพื่ออุดหนุนพระธรรมทูตไทยในต่างประเทศ

รวมถึงวัดสามพระยาที่ใช้เงินผิดประเภทเช่นกัน

สาเหตุดังกล่าวจึงนำไปสู่การกล่าวโทษ

 

 

 ที่มา : โพสต์ทูเดย์ : 17 เมษายน 2561

 

ปาราชิก !

ไม่ควรดำรงสมณศักดิ์ และ มส. อีกต่อไป

 

พงศ์พรคอมเมนต์ผ่าน ปปช.

ก่อกระแสปลด "สามกรรมการ" มหาเถรสมาคม

 

 

 

เจ้าคุณเอื้อน : เจ้าคุณจำนงค์ :  เจ้าคุณธงชัย

 

ศุกร์เข้า เสาร์แทรก

สามกรรมการ มส. ถูกฟ้องคดีเงินทอนวัด ล็อต 3

 

อา..ต้องถือว่าเป็นการจัดหนักระดับ "ชุดใหญ่ไฟกะพริบ" เลยทีเดียว สำหรับความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของ "พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" มือปราบเงินทอนวัด สายตรงจากดีเอสไอ ที่รัฐบาลบิ๊กตู่เฟ้นเน้นๆ ให้มาเป็น ผอ.พศ. ทั้งคุมมหาเถรสมาคมและนั่งค้นนอนค้นเอกสารอยู่ภายในพุทธมณฑล จนกระทั่งมาถึงจุดระเบิด "ล็อตสาม" ที่รอคอย ซึ่งพงศ์พรก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง ครั้งนี้คิดบัญชีทีเดียว 3 วัดรวด แต่ละวัดก็ระดับ "พันล้าน" เพราะมีตำแหน่งระดับบิ๊กของประเทศไทยค้ำฐานะอยู่ทุกวัด ขอลำดับความสำคัญดังนี้

 

 

 

1. เจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา

ใหญ่บะเริ่มเทิ่ม เพราะครองตำแหน่ง "เจ้าคณะ กทม." อันเทียบเท่า "ผู้ว่า กทม." ซึ่งบางทีก็เรียกว่า "นายกน้อย" คือมีอำนาจรองจากนายกรัฐมนตรี ถ้าในทางสงฆ์ก็เป็นรองสมเด็จพระสังฆราช มีอำนาจคุมเมืองหลวงของประเทศไทยไว้ในมือ ใหญ่ไม่ใหญ่ก็ให้มันรู้ไป พอนั่งเก้าอี้ผู้ว่า กทม. ปั๊ป ตำแหน่ง "กรรมการมหาเถรสมาคม" อันเป็นรัฐมนตรีของคณะสงฆ์ไทย ก็ลอยมาหาอีกตำแหน่งหนึ่ง

ถามว่า สาเหตุอะไรที่ทำให้หวยเงินทอนวัด "ล็อตสาม" ไปลงที่วัดสามพระยา ก็ตอบว่า เรื่องก็จะมาจาก หลายปีมาแล้วล่ะ อาจารย์เอื้อนเคยเป็นแกนน้ำจัดงานอะไรซักอย่าง และมีการ "โฟนอิน" ไปถึงชาวเขาเผ่าแม้วพลัดถิ่นในลอนดอน โดยในครั้งนั้น "อาจารย์เอื้อน" ได้ออดอ้อนเป็นบทกลอนว่า "ถึงอาตมาจะห่มจีวรสีเหลือง แต่หัวใจสีแดง" เจ้าพ่อม็อบแถวๆ นครปฐมได้ยินแล้วถึงกับคันมือคันเท้า อยากจะยกกำลังปิดประตูวัดสามพระยามาตั้งแต่นั้น

ยังไม่หมด วีรกรรมของอาจารย์เอื้อน ใช่แค่ "เป็นสหายกับแม้ว" เท่านั้น แต่ท่านยัง "ซี้แหง๋" กับ "ท่านธัมมชโย" คนโตแห่งคลองสาม จนวัดสามพระยาแทบจะกลายเป็นศูนย์กลางธรรมกายในเมืองหลวงไปแล้ว ขนาดญาติโยมจะมาปฏิบัติธรรมยังต้อง "สวมชุดธรรมกาย" ในวัดของอดีตสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) ผู้เกรียงไกร สมัยจอมพลผ้าขาวม้าแดงครองเมือง ผู้กล่าวอมตะวาจา "คิดว่าเลือดก้อนหนึ่งมันตกทะเลไปก็แล้วกัน" เรื่องอะไรนั้นขอให้ไปสืบกันเอาเอง

ในบรรดาบิ๊กๆ พระสงฆ์ไทย สายมหานิกาย ถ้ายกเว้น "อาจารย์ทองดี-พระมหาโพธิวงศาจารย์" วัดราชโอรส เสียรูปหนึ่ง ก็เห็นจะเป็น "อาจารย์เอื้อน" นี่แหละ ที่ทุ่มเทให้กับธรรมกายมากที่สุด ดูได้จากตารางการบินนอก ไปร่วมงานกับสาขาวัดพระธรรมกาย "ทั่วโลก" อาจารย์เอื้อนบินถี่ยิบ ค่าตั๋วเครื่องบินน่าจะหลายสิบล้าน ดังนั้น นอกจากหัวใจจะสีแดงแล้ว อาจารย์เอื้อนยังภาวนาด้วยคาถา "สัมมา อะระหัง" อยู่ทุกลมหายใจ ต่อไปก็คงเหมือน "อาจารย์ทองดี" ถึงไม่มีตำแหน่ง แต่อยู่ได้สบาย เพราะธรรมกายเขาไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลังอยู่แล้ว จะพิสูจน์มิตรแท้ก็ให้ดูกันในยามตกยาก สำนวน "บุพเพสันนิวาส" เขาว่ากันอย่างนั้น ดังนั้นก็ต้อง..รอดูละครตอนต่อไป ใกล้เลือกตั้งแล้ว อะไรๆ ก็ใกล้เข้าไปทุกที

 

 

 

2. เจ้าคุณจำนงค์ วัดสัมพันธวงศ์

ผู้คนคงงง ว่าธรรมยุตมีทุจริตด้วยหรือ หรือว่ามีสาเหตุอะไรอื่น จึงส่งผลให้ "วัดเกาะ" ได้เกาะบัญชีเงินทอนวัด "ล็อตสาม" เข้าไปอยู่ในสำนวนกองปราบกับวัดใหญ่ "สามพระยา-สระเกศ" กับเขาด้วย คำตอบก็คือ ชัวร์ฮ่ะ เพราะวัดแห่งนี้ ถึงจะมีเจ้าอาวาสคือสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ แต่ท่านมีพรรษายุกาล "เกินร้อยปี" ไปแล้ว ถือว่าเป็น "ปาปวิมุติ" หลุดพ้นจากความดีความชั่วทั้งปวง ผู้มากบารมีในวัดสัมพันธวงศ์ "ตัวจริง" ก็คือ พระพรหมเมธี หรือเจ้าคุณจำนงค์ นี่แหละ เป็นทั้งเจ้าคณะภาค 4-5-6-7 และกรรมการมหาเถรสมาคม พ่วงตำแหน่ง "โฆษก มส." อีกต่างหาก แบบว่าดาวล้นบ่าล้นไหล่

แต่ว่าบรรดาตำแหน่งอะไรต่างๆ นานาเหล่านั้น ก็มิได้ทำให้ "ท่านจำนงค์" โดดเด่นขึ้นมามากมาย เพราะวัดเกาะหรือวัดสัมพันธวงศ์นั้น เป็นวัดเล็กในสายธรรมยุต ตำแหน่งที่ได้จึงไม่มีทางเกินหน้า "วัดบวรนิเวศ-วัดราชบพิธ-วัดเทพศิรินทร์" อะไรเหล่านี้เลย แต่ด้วยอัจฉริยภาพจึงทำให้วัดเกาะ "แซงหน้า" วัดใหญ่เหล่านั้น โดยท่านจำนงค์ได้นำเอาวัดเกาะไปเป็น "สาขาวัดพระธรรมกายในฝ่ายธรรมยุต" เรียกเป็นสำนวนว่า "ธรรมยุตนอกคอก" แถมยังใช้ไมค์ของมหาเถรสมาคมไปโปรโมตโครงการ "ธุดงค์ธรรมชัย" ให้แก่วัดพระธรรมกาย จนได้รับรางวัล "เดินธุดงค์บนกลีบกุหลาบยาวที่สุดในโลก" ให้คนทั้งโลกอิจฉา ปรากฏว่า เจ้าคุณจำนงค์ โดนหมายหัวมาตั้งแต่นั้น รอวันโดนเขี่ยออกจากมหาเถรสมาคม เพราะสมาคมธรรมยุตคงไม่มีใครเขาเอาด้วยแล้ว

และแล้ว "วันนี้ที่รอคอย" ของท่านจำนงค์ก็มาถึง ดูเถิดว่า เป็นแค่ "ผู้ช่วยเจ้าอาวาส" แต่..โดนคนเดียว ต่างกับวัดสระเกศกับวัดสามพระยาที่ "เจ้าอาวาส" โดนทั้งคู่ แต่ถามว่า ทำไมเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ไม่โดน ไม่โดนเพราะหลวงปู่ท่านไม่รู้อะไร คนที่รู้และจัดการภายในวัดสัมพันธวงศ์ก็คือ "ท่านจำนงค์" ชื่อ "จำนงค์" เลยโดนขึ้นบัญชีดำของพงศ์พรก่อนเพื่อน ไม่ต้องแปลกใจว่าชื่อนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

การมีชื่อ "เจ้าคุณจำนงค์" แทรกอยู่กลางระหว่าง "เจ้าคุณเอื้อน-เจ้าคุณธงชัย" กลายเป็นการ "เจือจาง" ลดโทนสี ไม่ให้มีการมองว่า "รัฐบาลจ้องเล่นงานมหานิกายฝ่ายเดียว" ถือว่าเป็นศิลปะชั้นครูที่เล่นกันระดับ "ตาดีได้ ตาร้ายเสีย" ยิงทีเดียวได้นกสองตัว ทั้งมหานิกายและธรรมกาย

 

 

3. เจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ

ชื่อนี้ในทางสงฆ์ถือว่าใหญ่ไม่เบา เข้ามาครองบัลลังก์แห่งอำนาจ เป็นเจ้าของ "ภูเขาทอง" หนึ่งเดียวของประเทศไทย มีตำแหน่งใหญ่มากมาย ไล่ตั้งแต่ เจ้าคณะภาค 10 กรรมการมหาเถรสมาคม และประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ซึ่งตำแหน่งหลังนี้ ทำให้มีคอนเน็กชั่นกว้างไกลไปทั่วโลก ระดับเดียวกับรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งในต่างประเทศนั้น จะให้เครดิตตำแหน่งนี้สอง รองจาก "ประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรี" เลยทีเดียว

ยังไม่หมดครับท่าน อำนาจของ "ท่านธงชัย" นั้น นอกจากจะใหญ่คับวัดสระเกศและภาค 10 แล้ว ก็ยังล้ำเส้นเข้าไปในภาค 12 ของอดีตเจ้าคุณเสนาะอีกด้วย โดยเมื่อเกิดกรณีแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราครั้งที่ผ่านมา ซึ่งตำแหน่งนี้จะชี้เป็นชี้ตายตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อโสธร" วัดใหญ่และรวยอันดับหนึ่งในภาคตะวันออก ก็ปรากฏชื่อ "เจ้าคุณธงชัย" โผล่เขามาชี้เป็นชี้ตายแทน "เจ้าคุณสุรชัย-พระเทพรัตนมุนี" ซึ่งถึงจะมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะภาค 12 แต่มีฐานะเป็นเพียง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ" ซึ่งก็คือ "ช่วยงานเจ้าคุณธงชัย" นั่นเอง ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาว่าด้วยเจ้าคณะจังหวัดแปดริ้ว คิ้วของผู้สนใจน่าจะเหล่ไปที่ "เจ้าคุณสุรชัย" แต่ไม่ สายตาทุกคู่กลับจ้องไปที่ "กุฏิใหญ่วัดสระเกศ" ของเจ้าคุณธงชัยแทน ทำนองมองเจ้าคุณธงชัยเป็นราหูที่ "อำ" หรือ "บดบัง" รัศมีของเจ้าคุณสุรชัยอยู่ตลอดเวลา ไม่เชื่อว่าเจ้าคุณสุรชัยจะคิดทำเพียงคนเดียว ถ้าไม่ได้ไฟเขียวจากเจ้านาย มีหรือจะกล้า

ถ้ามองดูบทบาท "ภายนอก" ของสำนักวัดสระเกศ ต่อกรณีธรรมกาย ก็แทบจะมองไม่เห็นว่า สำนักใหญ่ของสมเด็จเกี่ยว (สมเด็จพระพุฒาจารย์) อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช สมัยรัฐบาลทักษิณ จะเกี่ยวข้องกันอย่างไร แต่ถ้าดูให้ลึกแล้วก็จะเห็นว่า "ไม่ธรรมดา" แบบว่าลึกซึ้ง ถึงขนาดว่า ในงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จเกี่ยวนั้น ธรรมกายขนคนมาช่วยงานเป็นพัน เจ้าคุณเสนาะ ถึงกับต้อง "ตอบแทนน้ำใจ" ด้วยการไปเยือน "วัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย" ถึงสหรัฐอเมริกา ก่อนจะเป็นที่มาของการเสนอชื่อพระสายธรรมกายเข้ารับพัดยศ "เจ้าคุณ" ปีเดียวถึง 4 รูปซ้อน ในปี พ.ศ.2557 ซึ่งบัญชีนั้นชงผ่านมือ "เจ้าอาวาสวัดสระเกศ" ในสมัยนั้นนั่นเอง

 

พอสิ้นเจ้าคุณเสนาะ ตำแหน่งต่างๆ ก็ถูกถ่ายโอนมายัง "เจ้าคุณธงชัย" ถึงเจ้าคุณธงชัยจะระมัดระวังตัว ไม่ปรากฏตัวในงานต่างๆ ของธรรมกาย แต่ผู้คนก็เชื่อว่า "วัดสระเกศ" ยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับวัดพระธรรมกายอยู่ รอเพียงจังหวะเหมาะสมเท่านั้น ก็อาจจะได้เห็นฉาก "เลิฟซีน" ที่สวยงามระหว่างเจ้าสำนักใหญ่ทั้งสอง สรุปว่า บทบาทต่อกรณีธรรมกายของวัดสระเกศ สมัยเจ้าคุณธงชัย ยังเป็นกลางๆ ไม่ออกนอกหน้า แต่ว่าก็ไม่ต่อต้าน ถือเป็นแนวร่วมได้ แบบว่าถึงไม่ไปวัดธรรมกายโดยตรง แต่ก็สนับสนุนผ่านวัดพี่วัดน้อง เพราะมีอะไรๆ ก็ต้องช่วยเหลือกัน

แต่วัดสระเกศของเจ้าคุณธงชัย กลับไปมีบทบาทโดดเด่นในทางการเมืองเรื่อง "สี" แทน นับตั้งแต่ "แม้ว" บินไปนอกไม่ยอมกลับ จนถึง "ปู" ได้เป็นนายกฯ บทบาทของวัดสระเกศ กลายเป็น "แหล่งชุมนุมของแกนนำคนเสื้อแดง" ไม่ว่าจะเป็น "ปู-ยิ่งลักษณ์" "สุดารัตน์-เจ๊หน่อย" และใครต่อใคร ต่างอาศัย "งานบุญวัดสระเกศ" ไปร่วมงานกันคับคั่ง ถึงขนาด "ยิ่งลักษณ์" ไปนั่งร้องไห้ต่อหน้าภูเขาทอง ก่อนจะเดินรอยตามแม้วไปอยู่ที่ลอนดอนจนถึงทุกวันนี้

บทบาทที่ว่านี้ เจ้าคุณธงชัย ไม่ได้ปกปิด แต่ทำอย่างเปิดเผย โดยอาจจะมองว่า "เป็นการมาทำบุญของคนคุ้นเคย เพราะวัดไม่สามารถเลือกสีได้" แต่การที่ "สีแดง" ไปงานวัดสระเกศอย่างต่อเนื่อง แถมมีแต่ตัวโตๆ ทั้งนั้น มันก็ทำให้เป็นข่าวเด่นข่าวดัง ฝ่ายตรงข้ามย่อมจะมองตาเป๋ง ครั้นพอได้ฤกษ์ "เคลียร์พื้นที่สีแดง" ถามว่าวัดสระเกศจะได้รับการยกเว้นหรือไม่ ?

นี่คือคำตอบว่า ทำไม ? วัดสระเกศโดนระนาว ตั้งแต่เจ้าอาวาสไปยันลูกวัด แบบว่าเอาทีเดียวให้เกลี้ยงวัดเลย ล้มยอดภูเขาทองสงกรานต์ปีนี้ คงอีกหลายสิบปี กว่าสำนักใหญ่แห่งนี้จะกลับมามีอำนาจดังเดิมได้อีก

อีกสองรูปในวัดสระเกศนั้นไม่วิจารณ์แล้วค่ะ เพราะแค่..เด็กๆ

 

แต่ตามกระแสข่าวนั้น ก็น่าแปลกใจว่า คุณพงศ์พร ไปแจ้งความดำเนินคดีกับพระเถระทั้ง 3 รูป พ่วงด้วยข้อหา "ปาราชิก" อธิบายว่า ไม่ควรทรงสมณศักดิ์และดำรงตำแหน่งกรรมการ มส. จึงขอถามว่า ถูกต้องหรือไม่ ?

เพราะข้อหาปาราชิกและการดำรงตำแหน่งกรรมการ มส. นั้น เป็นกระบวนการทางสงฆ์ เกี่ยวข้องกับพระธรรมวินัยและการปกครองทางสงฆ์ มิได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางบ้านเมือง เมื่อเป็นเช่นนั้น การที่ พ.ต.ท.พงศ์พร แจ้งข้อกล่าวหาไปเช่นนั้น ถือว่าทำถูกหรือไม่ ?

กรณีนี้ ทาง พ.ต.ท.พงศ์พร จะอ้างว่าไม่รู้ก็คงไม่ได้ เพราะแจ้งอย่างเป็นทางการ แต่ในฐานะที่ตนเองดำรงตำแหน่ง "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ถือว่ามีหน้าที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์โดยตรง จะปฏิเสธว่าไม่รู้ก็คงไม่ได้

คำถามจึงมีว่า เหตุใด พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ในฐานะ "เลขาธิการมหาเถรสมาคม" ไม่แจ้งข้อกล่าวหาผ่านมหาเถรสมาคมและสมเด็จพระสังฆราช ดังกรณีเจ้าคุณเสนาะ ซึ่งทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ได้แจ้งแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จนนำไปสู่การ "ปลด" จากตำแหน่งกรรมการ มส. เจ้าคณะภาค และเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เป็นตัวอย่าง ส่วนเรื่องสมณศักดิ์นั้น เป็นพระราชอำนาจ ซึ่งผู้ที่มีอำนาจในการนำความขึ้นกราบบังคมทูลก็คือ "นายกรัฐมนตรี" มิใช่ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผอ.พศ. มีอำนาจเพียง "รายงานนายกรัฐมนตรี" ผ่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็จะรายงานผ่าน "รองนายกรัฐมนตรี" อีกทอดหนึ่ง ตามลำดับการบังคับบัญชา หาได้มีอำนาจในการแจ้งผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใดไม่ เพราะแจ้งไปก็ไม่มีผล แต่มันไม่เหมาะสม

ทำงานแบบนี้ ก็สุ่มเสี่ยงว่าจะ "ล้ำเส้น" ทำเกินหน้าที่ ก็อาจจะมีปัญหาว่าด้วยตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธฯ ของคุณพงศ์พร ด้วย เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ จะทำอะไรก็ควรระมัดระวัง

 

 

 

 

ตำรวจ ปปป.ส่ง 4 สำนวนพระผู้ใหญ่ 5 รูปจากวัดดังกรุงเทพฯ เอี่ยวทุจริตเงินทอนวัดให้ ป.ป.ช.แล้ว นัด ผอ.สำนักพุทธฯ ให้ข้อมูลทุจริตเงินงบประมาณวัดล็อตใหม่อีก 19 เม.ย.นี้

ความคืบหน้า กรณี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ยื่นร้องทุกข์ต่อกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา เพื่อกล่าวโทษต่อพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป ในคดีทุจริตเงินทอนวัดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 3 แห่ง 4 คดี ประกอบด้วย

1. พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

2. พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม กรรมการ มส.

3. พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 10

4. พระเมธีสุทธิกร (สังคม ญาณวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และ

5. พระวิจิตรธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ในข้อหากระทำความผิดอาญาคดี ทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม

ล่าสุด ช่วงบ่ายวันนี้ (16 เม.ย.) พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ บก.ปปป. ได้ส่งสำนวนทั้งหมด 4 สำนวน ที่มีพระชั้นผู้ใหญ่เกี่ยวข้อง 5 รูป ดังกล่าว ไปให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วเมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา ดังนั้น อำนาจการสอบสวน จึงอยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช. ที่จะต้องตรวจสอบต่อไป ส่วนกรณีของการฟอกเงินนั้น จะเป็นหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)


สำหรับการดำเนินคดีทุจริตเงินทอนวัดครั้งนี้ ถือเป็นลอตที่ 3 มีทั้งหมด 10 วัด พ.ต.ท.พงศ์พร แจ้งความดำเนินคดีแล้ว 3 วัด ส่วนอีก 7 วัดนั้น ได้มีการประสาน ผอ.พศ. มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในวันที่ 19 เม.ย. ซึ่งจะเป็นคดีใหม่ บางประเด็นจะมีการเจาะลึกลงไปถึงงบประมาณในแต่ละวัดที่เหลือ ซึ่งไม่เกี่ยวกับ 4 สำนวนที่ส่งไปยัง ป.ป.ช. แล้ว

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการแจ้งความดำเนินคดีพระชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 5 รูป เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา พ.ต.ท.พงศ์พรยังได้ระบุในข้อหาตอนหนึ่งว่า

"การกระทำของผู้ต้องหาที่ 1-3 นอกจากกระทำผิดทางอาญาแล้ว ยังเข้าข่ายอาบัติปาราชิก ตามพระธรรมวินัย ไม่สมควรครองสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรอง และดำรงตำแหน่งกรรมการ มส."

ซึ่งภายหลังจาก พ.ต.ท.พงศ์พร ให้ปากคำเสร็จ พ.ต.อ.จักษ์ เพ็งสาธร รองผู้บังคับการ ปปป.ได้นำพนักงานสอบสวน พร้อมสำนวนคดี 4 แฟ้มใหญ่ ไปส่งให้ ป.ป.ช. ทันที

สำหรับคดีเงินทอนวัด เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีไปก่อนแล้ว 2 ล็อต ล็อตแรก บก.ปปป. ได้ส่งสำนวนการตรวจสอบกรณีการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัด ไปให้สำนักงาน ป.ป.ช. ไต่สวนทั้งสิ้น 12 คดี อาทิ วัดในจังหวัดอำนาจเจริญ พระนครศรีอยุธยา ลำพูน ซึ่งต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิดมูลความผิด นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการ พศ., นายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการ พศ., น.ส.ประนอม คงพิกุล รองผู้อำนวยการ พศ. กับพวกฐานทุจริตงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด กรณีวัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับงบฯ อุดหนุนในปี 2557-2558

นอกจากนี้ เมื่อต้นปี 2561 ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิด น.ส.ประนอม, นายพนม และข้าราชการ พศ. รวม 9 คน ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต กรณีอนุมัติจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนแก่วัด 3 แห่ง ใน จ.สงขลา ยะลา นราธิวาส วัดละ 4 ล้านบาท เมื่อปี 2558

ส่วนล็อตที่ 2 มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 19 ราย เป็นการทุจริตเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดและพัฒนาวัด จำนวน 23 วัด ตั้งแต่ปี 2555-2560 ความเสียหายประมาณ 140 ล้านบาท แยกเป็น 21 สำนวน 33 แฟ้ม รวมเอกสารกว่า 13,000 แผ่น ซึ่ง บก.ปปป. ได้นำสำนวนยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2560

 

 

 ที่มา : ผู้จัดการ : 17 เมษายน 2561

 

 

ร้อนฉ่ามหาสงกรานต์ !

 

พงศ์พรแจ้งความเอาผิดกรรมการ มส.

เจ้าคุณเอื้อน-เจ้าคุณจำนงค์-เจ้าคุณธงชัย

ข้อหาอะไรยังไม่แจ้งชัด

แต่ที่แน่ๆ วัดสระเกศโดนระนาว

 

 

อา..มาแล้วครับท่าน อาหารจานเด็ด ที่คุณพงศ์พร "ซุ่มเงียบ" ปรุงเครื่องอยู่นานหลายเดือน จนถูกตราหน้าว่า "ดีแต่พูด" แต่วันนี้ พงศ์พรโชว์ของดีแล้ว เป็นรายชื่อกรรมการ มส. ไล่ตั้งแต่วัดสามพระยา-วัดสระเกศ ไม่เว้นแม้แต่ "วัดสัมพันธงศ์" ซึ่งมีฉายาว่า "ธรรมยุตนอกคอก" ก็ไม่พ้น "ล็อตสาม" ไปได้

ที่เล่นกันแบบ "ถอนรากถอนโคน" ก็คือ วัดสระเกศ โดนตั้งแต่เจ้าอาวาสยันผู้ช่วย เรียงเบอร์บัญชีเดียวมากมายถึง 3 รูป ทั้งๆ ที่ถ้าเจ้าอาวาสโดนแล้ว พระลูกวัดก็น่าจะไม่โดน แต่นี่โดนกินรวบ ก็ถือว่าน่าห่วงว่า ถ้าคดีมีมูลจริง ตำแหน่งต่างๆ ของพระวัดสระเกศจะ "ว่างระนาว" ยิ่งกว่ายุบสภา แต่ถ้า "โดนทั้งห้า" ตามบัญชีที่เป็นข่าว ก็เท่ากับ "ล้างบาง" สายธรรมกาย ซึ่งมีทั้งมหานิกายและธรรมยุต ถือเป็นข่าวดังสุดยอดแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ยิ่งกว่าคดีเจ้าคุณเสนาะเลยทีเดียว

แต่..แต่นะ ถ้าข่าวไม่เป็นจริง หรือถ้าหลักฐานไม่แน่น "คุณพงศ์พร" ก็เตรียมตัวเอาไว้ให้ดี งานนี้ไม่มีมวยล้มแน่ เพราะถ้าแจ้งความแต่เอาผิดไม่ได้ ตัวคุณพงศ์พรก็ "อยู่ไม่ได้" เช่นกัน เดิมพันมันสูงมาก ไม่ใครก็ใคร ไม่อยู่ก็ต้องไป แต่ใครจะอยู่ใครจะไป ก็ต้องรอดูกันต่อไป แปลกใจนิดเดียวก็คือ "สายวัดปากน้ำ" และวัดกรรมการมหาเถรอื่นๆ ไม่มีใครโดนเลย สงสัยไม่เคยรับเงินอุดหนุนจากรัฐเลย แม้แต่บาทเดียว

 

 

 

1. พระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เจ้าคณะ กทม. กรรมการมหาเถรสมาคม

 

 

2. พระพรหมเมธี (เจ้าคุณจำนงค์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม เจ้าคณะภาค4-5-6-7 (ธรรมยุต) กรรมการมหาเถรสมาคม (โฆษก มส.)

 

 

 

3. พระพรหมสิทธิ (เจ้าคุณธงชัย) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เจ้าคณะภาค 10 กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ

 

 

4. พระราชอุปเสณาภรณ์ (พระเมธีสุทธิกร-เจ้าคุณสังคม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เลขานุการสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

 

 

 

5. พระราชกิจจาภรณ์ (พระวิจิตรธรรมาภรณ์-เจ้าคุณเทอด) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เลขานุการสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ

 

 

มหาเถรสะเทือน พงศ์พรร้อง ปปป. เอาผิดพระชั้นผู้ใหญ่ 3 รูปเข้าข่ายปาราชิก

 

สะเทือนมหาเถรสมาคม "ผอ.พศ." แจ้งความต่อ ปปป.ตร. เอาผิดแก๊งเงินทอนวัดล็อต 3 หึ่ง "พระผู้ใหญ่" 3 วัดดังกรุงเทพฯ มีเอี่ยวทุจริตเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม อึ้งเข้าข่ายอาบัติปาราชิกด้วย 
 

มีรายงานแจ้งว่า ก่อนวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้เดินทางไปร้องทุกข์กล่าวโทษคดีทุจริตเงินทอนวัดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 3 แห่ง 4 คดี ต่อกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยแบ่งเป็นการทุจริตเกี่ยวกับการทุจริตงบการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แผนกธรรม และแผนกบาลี และงบเผยแพร่ศาสนา มีความเสียหายทั้งสิ้น 70 ล้านบาท
 

รายงานแจ้งว่า ในวันที่ 11 เม.ย. ที่ผู้อำนวยการ พศ. ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ปปป. ให้ดำเนินคดีกับพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป ประกอบด้วย

1. พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

2. พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 4-7

3. พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 10

4. พระเมธีสุทธิกร (สังคม ญาณวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และ

5. พระวิจิตรธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ

 

กระทำความผิดอาญาคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม
 

"การกระทำของผู้ต้องหาที่ 1-3 นอกจากกระทำผิดทางอาญาแล้ว ยังเข้าข่ายอาบัติปาราชิกตามพระธรรมวินัย ไม่สมควรครองสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นเจ้า คณะรอง และดำรงตำแหน่งกรรมการ มส." รายงานระบุข้อหาที่ พ.ต.ท.พงศ์พรแจ้งความไว้
 

ทั้งนี้ การแจ้งความร้องทุกข์เพื่อเอาผิดผู้กระผิดในคดีเงินทอนวัดครั้งนี้ ถือเป็นล็อตที่ 3 แล้ว โดยมีทั้งหมด 10 วัด แต่ พ.ต.ท.พงศ์พร ได้แจ้งความเอาไว้ก่อน 3 วัด ส่วนอีก 7 วัด ทาง ปปป. ได้นัดผู้อำนวยการ พศ. มาสอบปากคำในวันที่ 19 เม.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม 3 วัดดังกล่าว หลังสอบปากคำเสร็จ ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.จักษ์ เพ็งสาธร รองผู้บังคับการ ปปป. นำพนักงานสอบสวน พร้อมสำนวน 4 แฟ้มใหญ่ ไปส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทันที
 

สำหรับคดีเงินทอนวัด ก่อนหน้านี้มีการดำเนินคดีไปแล้ว 2 ล็อต โดยล็อตแรก ปปป.ได้นำสำนวนการตรวจสอบกรณีการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัด ไปให้สำนักงาน ป.ป.ช.ไต่สวนทั้งสิ้น 12 คดี อาทิ วัดในจังหวัดอำนาจเจริญ พระนครศรีอยุธยา ลำพูน และที่ผ่านมาคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดมูลความ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการ พศ., นายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการ พศ., น.ส.ประนอม คงพิกุล รองผู้อำนวยการ พศ. กับพวกทุจริตงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด กรณีวัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับงบฯ อุดหนุนในปี  2557-2558 ไปแล้ว
 

นอกจากนี้ เมื่อต้นปี 2561 ยังได้ชี้มูลความผิด น.ส.ประนอม, นายพนม และข้าราชการ พศ. รวม 9 คน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต กรณีอนุมัติจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนแก่วัด 3 แห่ง ใน จ.สงขลา ยะลา นราธิวาส วัดละ 4 ล้านบาท เมื่อปี 2558
 

ในส่วนของล็อตที่ 2 มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 19 ราย โดยเป็นการทุจริตเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดและพัฒนาวัด จำนวน 23 วัด ตั้งแต่ปี 2555-2560 ความเสียหายประมาณ 140 ล้านบาท แยกเป็น 21 สำนวน 33 แฟ้ม รวมเอกสารกว่า 13,000 แผ่น โดย ปปป. ได้นำสำนวนยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2560. 

 

 ที่มา : ไทยโพสต์ : 16 เมษายน 2561

 

 

ตบะแตก !

พุทธะอิสระไม่พอใจอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

วิจารณ์จดหมายเจ้าคุณเบอร์ลิน

แบบว่าหมูเขาจะหาม แต่เอาคานเข้ามาสอด

มันก็เซ็งเป็นมะเร็งในอารมณ์ซีคะ

จะอะไรกันนักหนา !

 

 

อา..เมื่อคิดให้ดีโลกนี้ประหลาด บุพเพสันนิวาส ที่ประสาทความรักภิรมย์ คู่ใครคู่เขา รักยังคอยเฝ้าชม คอยภิรมย์เรื่อยมา ฯลฯ

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ขอเรียนท่านพุทธะอิสระ "ด้วยความนับถือ" ว่า กรุณาเก็บความอยากเอาไว้ในใจให้มิดชิดหน่อย อย่ากระดี๊กระด๊าออกนอกหน้าจนเกินงาม ประเดี๋ยว"กุลสตรีไทย" ในหนัง "บุพเพสันนิวาส" จะกลายเป็น "แพศยา" ไป

กรณีที่ "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ" วิจารณ์จดหมายของเจ้าคุณเบอร์ลินไปนั้น อ่านยังไงก็ไม่เกี่ยวกับพุทธะอิสระ ถึงจะพาดพิงถึงบ้าง แต่ก็ไม่ได้วิจารณ์อะไรไปที่พุทธะอิสระเลย ดังนั้น ผู้ที่ควรจะร้อนตัวและออกมาตอบโต้ก็ควรจะเป็น "เจ้าคุณเบอร์ลิน" นั่นแหละ จึงจะถูกตัว แต่ไหงกลับกลายเป็น "พุทธะอิสระ" ไป ไม่ผิดฝาผิดตัวดอกหรือ สูเจ้า

เท้าความกลับไป สมัยยังพิพาทกันอยู่ ขอถามว่า "ยังจำได้ไหม" ใครเอ่ย ? ที่เคยพูดจา "ดูหมิ่น" เจ้าอาวาสวัดใหญ่ที่มีอิทธิพลในภาคตะวันออก เมื่อเกิดปัญหา "เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา" คราวนั้น พุทธะอิสระประกาศว่า "ผู้อยู่เบื้องหลังคือ ผัวอีหน่อย" ก็ไม่รู้หน่อยไหน และใครเป็นผัว แต่ที่แน่ๆ การพูดแบบนี้คือการโยนข้อหา "ปาราชิก" ให้แก่เจ้าอาวาสวัดที่ว่านั้น เพราะการเป็นผัวอีหน่อยคงไม่ใช่ "ปาจิตตีย์" แน่ๆ เลย

ครั้น ณ วันนี้ พุทธะอิสระกลับทำเป็นมีมารยาท ประกาศ "แยกวัดออกจากตัวบุคคล" อธิบายโน้มน้าวยาวยืด ว่าตัวบุคคลมีทั้งดีและเลว ส่วนวัดนั้นเป็นเพียงสถานที่ ไม่มีดีไม่มีเลว ว่าไปโน่น สาวกสายออเจ้าก็เข้าไปอวยเจ้ากันเป็นแถวๆ แบบว่าอาจารย์พูดอะไรก็ถูกไปหมด เห็นแล้วก็สงสารสาวกสายอ้อน้อย ดูจะกลายเป็นสายปัญญาอ่อนไปแล้ว

ก็กรณีที่ เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ให้ความสำคัญแก่ "วัดสระเกศ" นั้น ก็เนื่องเพราะว่า เป็นวัดที่สถิตของอดีตสมเด็จพระสังฆราช และเจ้าอาวาสทุกรูปก็ล้วนแต่มีคุณวุฒิและมีตำแหน่งสูงส่ง ย่อมจะการันตีถึง "มาตรฐาน" ทั้งด้านการศึกษาและวัตรปฏิบัติ ว่าพระเณรที่ผ่านสำนักใหญ่แห่งนี้ ย่อมจะมีความรู้ความสามารถ "สูง" กว่าวัดอื่นๆ มากมายหลายร้อยหลายพันวัดในราชอาณาจักร รวมทั้งวัดอ้อน้อยด้วย

ก็ยกตัวอย่าง "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" กับ "โรงเรียนบ้านหนองหมาว้อ" ก็คงพอทราบว่า สถานที่แห่งไหนจะได้รับการยอมรับเรื่องคุณภาพการศึกษามากกว่ากัน ดังนั้น การอ้างชื่อ "สถาบัน" จึงเป็นสากลนิยมมากกว่าตัวบุคคล แต่พุทธะอิสระกลับตระบัดสำนวน อ้าง "ตัวบุคคล" สำคัญกว่าวัด มันก็ประหลาดแล้ว

แต่ดูอีกที พุทธะอิสระก็ "อ้างกลับไปกลับมา" คือก่อนหน้านี้ "ตราหน้าเจ้าอาวาสวัดสระเกศ" ก็ทำนองด่าพ่อเขานั่นแหละ แต่กลับมายกย่อง "เจ้าคุณเบอร์ลิน" ซึ่งเป็นลูก เรียกเป็นท่านอย่างโน้นท่านอย่างนี้ นี่ก็ทำตลกอีก มีอย่างหรือ พ่อเลว แต่ลูกดี ด่าพ่อ แต่ยกย่องลูก ถ้าลูกคนไหนรับได้ ก็คงเป็นลูกจัญไรหรือลูกทรพี

ทีนี้ ก็ต้องมองว่า เหตุใด "พุทธะอิสระ" จึงร้อนตัวออกมาตอบโต้แทนเจ้าคุณเบอร์ลิน คำตอบที่ได้ก็คือ "อ๋อ พุทธะอิสระกำลังวางกับดักเจ้าคุณเบอร์ลิน" ด้วยสำนวน "น้ำผึ้งผสมยาพิษ" ล่อให้เข้าไปติดกับดัก ถึงในถ้ำเสือวัดอ้อน้อย เพื่อจะได้ยำให้หนำใจ เพราะการชนะในศาลกับการที่เห็น "เจ้าคุณเบอร์ลิน" กราบกรานแบบหมอบราบคาบแก้วในวัดอ้อน้อยนั้น มันชนะต่างกันไกล ไม่สะใจเท่า ดูแต่ตอนได้รับจดหมายจากเจ้าคุณเบอร์ลินสิ ถ้าพุทธะอิสระอยากรักษาหน้าตาเจ้าคุณเบอร์ลินไว้บ้าง ก็ไม่ควรนำออกมาประจานต่อสังคม ทั้งยังทำซ้ำกันถึงสองครั้งแล้วด้วย

แต่เมื่อ "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ" วิจารณ์เนื้อผ้าออกไป ก็อาจจะทำให้ทางวัดสระเกศ "ติดเบรก" ให้เจ้าคุณเบอร์ลิน ก็อาจจะไม่ได้เห็นเจ้าคุณจิตติก์ไปกราบพุทธะอิสระ ภาพประวัติศาสตร์ที่อยากเห็นก็อาจจะเป็นหมัน มันก็เลยกลายเป็นที่มาของการ "เคืองอย่างแรง" ให้แก่อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ พาโลว่า ตะทีเจ้าคุณเบอร์ลินด่าพุทธะอิสระเป็นมึงเป็นกู ทำไมเราไม่ห้าม ตะที่เจ้าคุณจิตติก์จะมากราบมากราน มาขอขมาอภัย กลับไปห้าม ว่าไปโน่น  ทั้งๆ ที่จริงแล้ว คนอย่างเจ้าคุณจิตติก์ หรือแม้แต่พุทธะอิสระเอง เราคงไม่สามารถห้ามได้หรอก ดังนั้น ที่พูดถึงการห้ามหรือไม่ห้ามนั้น จึงเห็นว่าพุทธะอิสระไม่เข้าใจ ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

อีกอย่าง ถ้าไม่อยากให้ใครวิจารณ์ ก็ง่ายๆ คือ เก็บจดหมายเจ้าคุณเบอร์ลินฉบับนั้นไว้อ่านคนเดียวในกุฏิ ไม่นำไปโพสต์ผ่านสื่อสาธารณะให้คนเห็น แต่พุทธะอิสระกลับนำไปโพสต์ พอถูกวิจารณ์ก็ไม่พอใจ เป็นงั้นไป ก็เลยกลายเป็นว่า ที่ควรทำก็ไม่ทำ ที่ไม่ควรทำกลับทำ ใครได้เห็นคุณสุวิทย์เล่นละครฉากนี้แล้วก็ยิ้มแก้มปริ หัวเราะกันคิกคัก

มีนิทานเมืองเหนือว่า ผัวเมียคู่หนึ่ง มีลูกสาวสองคน แต่เป็นผัวเมียอาละวาด ทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่เรื่อย ถึงลูกเต้าโตเป็นสาวแล้วก็ตาม สุดท้ายก็ต้องแยกทางกัน แต่ครั้นแยกแล้ว พ่อก็หนีไปอยู่ที่อื่น ปล่อยให้เมียอยู่กับลูกสาว หลังจากพ่อแยกบ้านไปแล้ว ลูกสาวคนโตสังเกตเห็นว่าแม่จะดูเหงาๆ ซึมเศร้าอยู่บ่อยๆ ก็คิดว่า น่าจะคิดถึงพ่อ ก็เลยพูดกับน้องสาวว่า "พี่คิดว่าเราน่าจะไปขอร้องให้พ่อกลับมาอยู่กับแม่ นะ เธอว่าจะดีไหม" น้องสาวซึ่งยังซื่อใสไร้เดียงสาก็ตอบว่า "พ่อคงไม่กลับมาหรอกพี่ ไม่งั้นจะหนีไปทำไม แกคงเบื่อแม่ที่ขี้บ่น" แม่ซึ่งนั่งอยู่ในห้องนอน ได้ยินลูกสาวคนเล็กตอบเช่นนั้น ก็ตะโกนออกมาหาลูกสาวทั้งคู่ในห้องโถงว่า "อีเอ้ย ช่วยเอาตีนถีบปากอีหล้าให้ซักทีซิ พูดไม่เข้าหู" แค่นี้ แฟนละครบุพเพสันนิวาสก็ฮาตรึม

ก็เอางี้สิ ท่านพุทธะอิสระ ไหนๆ ก็ไหนๆ อยากจะให้เจ้าคุณจิตติก์มาหาถึงวัดอ้อน้อย และเจ้าคุณจิตติก์ก็ได้เขียนจดหมายรักอย่างหยาดเยิ้มมาก่อนหน้าแล้ว ถ้าจะให้สมบทบาทดังที่ท่าน "อยากยื่นไมตรีตอบ" ก็น่าจะ "ทำจดหมายตอบรัก" เอ๊ย "ตอบรับ" เหมือนเจ้าคุณจิตติก์ทำ ทำนองเป็นการ "เปิดทางสันถวะไมตรี" ให้แก่ละคร "บุพเพสันนิวาส ฉากสุดท้าย" ซึ่งจะใช้ "วัดอ้อน้อย" เป็นสถานที่ถ่ายทำ จะได้ไม่มีใครเสียศักดิ์ศรี ดังที่พุทธะอิสระต้องการ

แต่..ในความจริงนั้น มองเห็นว่า นี่คือการวางกับดักของพุทธะอิสระ ล่อให้เจ้าคุณเบอร์ลินมาเข้าถ้ำ จะได้ขยำทั้งภาพทั้งเสียงให้จมเขี้ยว เพราะถ้าพุทธะอิสระอยากจะประนีประนอมจริง แค่ได้อ่านจดหมายเจ้าคุณเบอร์ลินถึงสองรอบ ก็คงพอจะทราบถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนของเจ้าคุณจิตติก์แล้ว ถ้าไม่ติดใจเอาความจริง ทำไมพุทธะอิสระไม่ประกาศ "ถอนฟ้องกลางอากาศ" ไปเลย ได้ใจเห็นๆ แต่ที่ไม่ทำ แถมยังพูดหลอกล่อให้เจ้าคุณเบอร์ลิน "รีบไปหา" นั้น ถามว่า เจตนาอะไร !

 

 

 

ออเจ้าเอย จะอะไรกันนักหนา !

พุทธะอิสระ - เจ้าคุณเบอร์ลิน

คู่พระคู่นาง ในบุพเพสันนิวาส ฉากสุดท้าย

ไม่รู้ว่าใครจะกราบใคร

ระหว่าง เจ้าคุณเบอร์ลินกับพุทธะอิสระ

แฟนๆ รอชมฉากสุดท้ายใจจะขาด

 

 

จะอะไรกันนักหนา

ทีเวลาเจ้าคุณเบอร์ลินโกหก นำความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ใส่ร้ายผู้หญิงสูงศักดิ์คนหนึ่ง ให้เสียหายทั้งที่ไม่เป็นความจริง

ด่าว่าพุทธะอิสระเหย่งๆ ถึงขนาดขึ้นมึง ขึ้นกูว่า กูไม่กลัวมึง ประกาศท้าตีท้าต่อยพุทธะอิสระมาสองปี ประมาณว่า กูมีปลอกคอ กูมีเจ้านาย กูอยู่ต่างประเทศ ใครก็ทำอะไรกูไม่ได้ มีกฎหมายของเยอรมันคุ้มครอง

มิหนำซ้ำยังเสนอหน้าออกมาปกป้องเจ้าลัทธิธรรมกาย ผู้ย่ำยีพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ ทั้งที่เป็นผู้หนีคดีไม่กล้าเผชิญต่อความจริงอีกต่างหาก

ไม่เห็นมีใครโผล่หน้าออกมาเตือนเจ้าคุณเบอร์ลินเลย ว่าเป็นผู้มีอายุพรรษา มียศ มาจากสำนักที่ทรงเกียรติ อย่าทำตัวเยี่ยงคนพาลไม่แยกแยะดีชั่วถูกผิด

ถึงตอนนี้พอพุทธะอิสระเอาจริง ดำเนินการตามกฎหมายจนศาลออกหมายเรียก

เจ้าคุณเบอร์ลินเห็นจวนตัว ท่าจะไม่รอดหรือจะสำนึกตนเองว่าผิด จึงยอมอ่อนน้อมที่จะขอเข้าพบเพื่อเจรจา

มันผิดพระธรรมวินัยตรงไหน

ในพระธรรมวินัยนี้ ท่านยกย่องผู้มีคุณธรรม มิใช่ยกย่องคนมีอายุ

หากมีอายุพรรษาแก่ แต่หาแกนสารของคุณธรรมไม่ได้ ไม่แยกดีแยกชั่ว เช่นนี้ต่อให้อยู่มาร้อยปี ก็มีค่าเท่าผู้มีอายุพรรษาปีเดียวที่รู้ดีรู้ชั่วไม่ได้

คุณนี่ก็แปลก ทีตอนเจ้าคุณเบอร์ลินทำผิดคุณไม่เตือน

พอเขาสำนึกผิดจะมาขอเจรจา ดันมาเตือน

สรุปว่าอยากเห็นเจ้าคุณเบอร์ลินติดคุกว่างั้น

ส่วนเรื่องที่เขียนถึงวัดที่เจ้าคุณเบอร์ลิน สังกัดอยู่เสียเลอเลิศ

ประหนึ่งว่า หากใครสังกัดวัดนี้ จะต้องเลอเลิศตามไปด้วยนั้น

พุทธะอิสระก็เพิ่งจะรู้ว่า วัดคือถิ่นที่อยู่อาศัยที่มันสามารถทำให้ผู้อาศัยเลอเลิศไปด้วย

พุทธะอิสระก็ไม่รู้ดอกนะว่า วัดนี้เลอเลิศขนาดไหน

รู้แต่ว่าในอดีตวัดนี้ยังมีพระมหาเถระผู้มีวัตรปฏิบัติเรียบง่าย ทั้งที่เป็นถึงสมเด็จพระสังฆราช จนเป็นที่ศรัทธาของตายาย ต้องไปทำบุญที่วัดนี้เสมอๆ

ต่อมาก็รู้ว่าคนระดับอดีตกรรมการมหาเถระ อย่างเจ้าคุณเสนาะที่ผูกคอตาย เหตุที่ต้องคดีทุจริตเงินอุดหนุนพระศาสนาก็อยู่วัดนี้

และรู้ว่าก่อนที่คดีความของเจ้าคุณเสนาะจะถูกตรวจสอบ ภิกษุภายในวัดนี้ ๒ รูปท่าทางคงแก่เรียนมาขอพบพุทธะอิสระเพื่อนำเอาหลักฐานการกระทำผิด และความร่ำรวยผิดปกติของเจ้าคุณเสนาะมายื่นให้

พุทธะอิสระก็นำเอาหลักฐานเหล่านั้น ไปยื่นให้ผู้ว่า สนง. ตรวจสอบ จนนำมาซึ่งการสอบ ผลปรากฏว่าเจ้าคุณเสนาะผิดจริง

ฉะนั้น ทึ่คุณเขียน ยกยอวัดนี้เสียจนคนอ่านเคลิ้ม

ทั้งที่ความจริงแล้ว วัดก็แค่ที่อาศัยของภิกษุผู้ศึกษา หาได้ทำให้ใครดี ใครเลวไม่

จะดีจะเลว มันอยู่ที่บุคคลมิใช่หรือ

ที่พุทธะอิสระเขียนมานี้ ก็หาได้ต้องการดูถูกหรือย่ำยีวัดใดๆ ไม่ เพียงแต่ไม่อยากให้ใครในสังคมตัดสินคนดีคนเลว จากปัจจัยเครื่องอาศัย ถือว่าเป็นการชี้นำสังคมไปในทางที่ผิดๆ

หากพุทธะอิสระเขียนมาแล้วทำให้ผู้อยู่อาศัยในวัดใดๆ เดือดร้อนเสียหายก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

แค่ต้องการจักชี้ให้สังคมได้เห็นความจริงเท่านั้นว่า อะไรถูก อะไรผิด ส่วนกรณีเจ้าคุณเบอร์ลินจะมาขอพบ

พุทธะอิสระก็มิได้มีความคิดจะปิดโอกาส

หากเพื่อนภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ รู้สำนึกแยกแยะดีชั่วถูกผิดแล้ว รับผิดชอบในสิ่งที่ตนทำอย่างกล้าหาญ ภิกษุเช่นนี้ดอกเหล่าที่ควรจักสนับสนุนยกย่อง

ดีกว่าพวกอีแอบ หลบๆ ซ่อนๆ ไม่กล้าเผชิญความจริง

แล้วให้บริวารมาจ้องทำร้าย ทำลาย ผู้รักษาความจริงอย่างพวกธรรมกาย

อยากบอกเจ้าคุณเบอร์ลินว่า หากท่านสำนึกผิดจริง ก็ไม่ควรจักใช้คำว่า พุทธะอิสระเป็นคู่พิพาท

พุทธะอิสระมิได้พิพาทต่อท่าน มีแต่ท่านเข้ามาด่าว่า ใส่ร้าย ท้าทายพุทธะอิสระ จะด้วยเหตุผลใด โดนยุหรือไม่ก็แล้วแต่

แต่สิ่งที่ท่านเจ้าคุณเบอร์ลินทำ มันไม่สมกับสรรพนามนำหน้าว่า เจ้าคุณเลย

อีกทั้งยังทำให้พุทธะอิสระเสียหาย ถูกเกลียดชัง จากพฤติกรรมโกหกของท่าน

ฉะนั้นหากต้องการให้พุทธะอิสระนัดพบ

ท่านเจ้าคุณก็ควรจักใช้ถ้อยคำที่ถูกต้องตามความเป็นจริง เช่นนี้จึงจะถือว่า ท่านมีความจริงใจที่จะสำนึกผิด

คนอย่างพุทธะอิสระ กล้าทำ กล้ารับ และชมชอบเจอะเจอกับผู้กล้าเสมอ

พุทธะอิสระยิ่งชื่นชอบ

 

พุทธะอิสระ

 

 

 ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 12 เมษายน 2561

 

จี้สำนักพุทธดำเนินการบังโต

กรณีพูดจาดูหมิ่นพระพุทธปฏิมา

อย่าให้ผ่านไปเหมือนไม่มีอะไร

เพราะผลกระทบต่อจิตใจนั้น..ยาวนาน

 

 

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

เจ้าของฉายา "มือปราบ" เงินทอนวัด

 

อา..ถ้าจะตอบแทน "พงศ์พร" ผอ.สำนักพุทธฯ ก็คงได้คำตอบว่า "ยังไม่ว่าง ผมกำลังสอบเงินทอนวัดอยู่" เพราะดูมานานหลายวันแล้ว เรื่องราวบานปลายใหญ่โตไปทั่วโลก ขนาด "จุฬาราชมนตรี" ยังต้องออกโรง "ตำหนิ" บังโต แต่สำนักพุทธฯเอย กรมการศาสนาเอย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลงานศาสนาโดยตรงทั้งประเทศ กลับเงียบฉี่ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอนดูข่าวเหมือนชาวบ้านคนหนึ่ง มันจึงน่าประหลาดว่าเรามีหน่วยงานเหล่านี้ไว้ทำไม ถ้าเรื่องนี้ไม่ทำ แล้วทำเรื่องอะไร ก็เป็นเรื่องที่ชาวพุทธไทยทั่วประเทศต้องช่วยกันค้นหาคำตอบ ไหนๆ ก็เอาคำว่า "ชั่วชั่งชี ดีชั่งสงฆ์" ออกจากใจไปแล้ว ก็ควรจะเอาคำว่า "บ้านเมืองเรื่องของเจ้าของนาย บ้านนี้เมืองนี้มีผู้รับผิดชอบ" ออกจากใจไปด้วย

บิ๊กตู่-นายกรัฐมนตรีเอง ก็เรียกร้องครั้งแล้วครั้งเล่า ให้ประชาชน "เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปกิจการบ้านเมือง มิใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของนักการเมืองแย่งอำนาจกับทหาร" การลุกขึ้นขององค์กรพุทธ จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และที่ถูกไปกว่านั้นก็คือ "การจี้ไปที่สำนักพุทธฯ" ให้ออกมาแสดงบทบาทให้ชัดเจน ว่าสิ่งที่ "บังโต" กระทำลงไปนั้น มันเหมาะสมหรือไม่อย่างไร เพราะถ้าไม่ทำอะไร ก็ไม่ควรมีสำนักพุทธฯ ยุบทิ้งไปซะ นะคุณพงศ์พร นะ Do something อย่านิ่งดูดาย !

 

 




 

 

 อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 10 เมษายน 2561

 

 

ยิ่งกว่ามหาโชว์

พุทธะอิสระ "โชว์จดหมาย" เจ้าคุณเบอร์ลิน

กราบเรียน ขอความเมตตานุเคราะห์ ด้วยความเคารพอย่างสูง

 

อา..ถ้านับอายุพรรษาแล้ว เชื่อว่า "เจ้าคุณเบอร์ลิน" น่าจะอาวุโสกว่า "พุทธะอิสระ" เพราะมีประวัติว่า พุทธะอิสระ "เคยสึก" และบวช "ภายในวันเดียว" ในปี พ.ศ.2544 นับถึงปีนี้ (2561) พุทธะอิสระเพิ่งจะมีพรรษาเพียง 17 พรรษา แต่ว่าเจ้าคุณเบอร์ลิน (พระโสภณพุทธิวิเทศ : จิตติก์ ญาณชโย น.ธ.เอก ป.ธ.3) นั้น ปัจจุบันน่าจะมีอายุพรรษาเกิน 30 ไปแล้ว เรียกว่าอาวุโสสูงกว่าตั้งครึ่ง ดังนั้น ถ้าหากจะใช้ "สรรพนาม" ในการเขียนจดหมายให้ถูกต้อง ตามหลักการเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชนั้น ตัวเจ้าคุณเบอร์ลินควรจะใช้คำขึ้นต้นว่า "เรียน" และลงท้ายด้วยคำว่า "เรียนมาด้วยความนับถือ" ส่วนคำขึ้นต้นและลงท้ายว่า "กราบเรียน-กราบเรียนมาด้วยความเคารพ" นั้น ควรจะเป็นสำนวนของ "พุทธะอิสระ" เสียมากกว่า

แต่..แต่ว่าทำไมเจ้าคุณเบอร์ลินเขียนจดหมายไปเช่นนั้น มันไม่ผิดหลักการเขียนจดหมายดอกหรือ หรือว่าเจ้าคุณเบอร์ลินไม่เคยเรียนวิชาเลขา ไม่เคยเขียนจดหมายหาเจ้าหานาย จึงไม่รู้ว่าควรใช้ถ้อยคำสำนวนใดกับใคร แต่ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะเจ้าคุณเบอร์ลินนั้น เรียบจบ ป.ธ.3 ถือว่าผ่านวิชา "บูรพภาค" ซึ่งเป็นวิชาเขียนจดหมายในทางสงฆ์ แถมตัวเองเคยสังกัด "วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร" ซึ่งเป็นวัดของอดีตสมเด็จพระสังฆราช จึงเคยผ่านงานพวกนี้มามากมาย ดังนั้น จะว่าไม่มีความรู้ก็คงไม่ใช่ ถ้าเรื่องแค่นี้ยังไม่รู้ ก็ไม่สมควรเป็นพระราชาคณะเสียด้วยซ้ำ

แต่ถามว่า เหตุใด เจ้าคุณเบอร์ลิน (จิตติก์) จึงเขียนจดหมายด้วยสำนวนอันบิดเบี้ยวไปเช่นนั้น คำตอบก็น่าจะเป็น "เพราะเห็นว่าเพลี่ยงพล้ำในด้านกฎหมาย" หมายถึงว่า น่าจะแพ้คดีที่พุทธะอิสระฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท ก็เลยจำยอมต้อง "อ่อนข้อให้" โดยการอ้อนวอนผ่านจดหมายฉบับดังกล่าว ด้วยถ้อยคำแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างสุด เรียกว่า "หมอบราบคาบแก้ว" กันเลยทีเดียว

กรณีนี้จึงไม่เกี่ยวกับอายุพรรษา (ตามพระธรรมวินัยและธรรมเนียมคณะสงฆ์) แต่เป็นการสมยอมกันระหว่างเจ้าคุณจิตติก์กับพุทธะอิสระ เป็นจดหมายพิเศษที่อาจจะไม่เคยมีใครเขียนขึ้นมาก่อนเลยในรอบ 2000 ปี มีเจ้าคุณเบอร์ลินเขียนขึ้นเป็นคนแรก จึงถือได้ว่าเป็นจดหมายประวัติศาสตร์ (ผิดหลักการเขียนจดหมาย ไม่อาจใช้อย่างเป็นทางการได้) ใครไม่อ่านถือว่าตกประวัติศาสตร์อย่างแรงเชียว

มองดูแล้วก็น่าเห็นใจในชะตากรรมของเจ้าคุณเบอร์ลิน เพราะตัวเจ้าคุณจิตติก์เองคงไม่อยากเล่นบทนี้ ที่ให้เลือกระหว่าง "แพ้ในศาล-ผ้าเหลืองหลุด ติดคุก" กับ "ยอมแพ้นอกศาล ยอมกราบพุทธะอิสระก่อนถึงแดนประหาร" แต่เจ้าคุณจิตติก์คงคิดแล้วว่า ระหว่าง "ผ้าเหลืองหลุด" กับ "ศักดิ์ศรีหลุด" มันหลุดต่างกัน ศักดิ์ศรีหลุด-ผ้าเหลืองยังอยู่ ก็น่าจะมีโอกาส "กู้ศักดิ์ศรีคืน" ได้บ้าง แต่ถ้าผ้าเหลืองหลุด ติดคุกติดตะราง ก็คงไม่เหลืออะไรเลย นอกจากความเป็น "ขี้คุก"

แต่ถ้ามองย้อนหลังกลับไป ในวันที่เจ้าคุณจิตติก์ "อาสา" ออกหน้า นำทัพสายภูเขาทอง เข้าชนกับ "พุทธะอิสระ" ตอนนั้น จะเห็นว่า เจ้าคุณจิตติก์อวดอ้างตัวเอง สำนักวัดสระเกศ ครูบาอาจารย์ที่อบรมบ่มสอน รวมทั้งอ้างว่า "มีผู้ใหญ่ในแผ่นดินสนับสนุนให้ข้อมูลเพื่อต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม" นับรวมทั้งพุทธะอิสระด้วย แบบว่าอ้างทั้งเมือง แต่วันนี้ส่อแววแพ้ ยอมศิโรราบกราบกรานพุทธะอิสระ ก็เท่ากับลากเอา "คนทั้งเมือง" ที่ตัวเองเคยอ้างเหล่านั้น น้อมเกล้าน้อมเศียรเข้าไปกราบเท้าพุทธะอิสระด้วย

เรื่องเกียรติยศและศักดิ์ศรี ที่เจ้าคุณจิตติก์คิดว่า "จะยอมเสีย เพื่อรักษาผ้าเหลือง" นั้น จึงเป็นการแลกที่ "แพงแสนแพง" ยิ่งกว่า..คำแพง เพราะเท่ากับว่า ยอมทำทุกอย่าง เพื่อรักษาชีวิตรอด โดยไม่สนใจแม้กระทั่งพระธรรมวินัย เกียรติยศศักดิ์ของวงศ์ตระกูลหรือของสำนักวัดสระเกศ ที่เคยอ้างอย่างอลังการมาก่อนเลย ถามว่า คุ้มหรือไม่ คงไม่มีใครให้คำตอบได้ นอกจากบุคคลที่เกี่ยวข้องดังกล่าว !

 

 


 

 

 ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 8 เมษายน 2561

 

บังโตโร่พบจุฬาราชมนตรี

สารภาพบาป ขอโอกาสกลับตัว

ถูกสอน อย่าเกรียน เป็นบทเรียนราคาแพง

 


 

อ้างไม่มีเจตนา แต่ว่า..สะเพร่า รู้เท่าไม่ถึงการณ์

อ่านแต่คำสอน แต่ไม่ดูปฏิปทาศาสดา

สอนศาสนาเพื่อสันติโดยวิธีทำสงครามน้ำลาย

ขืนปล่อยไปก็จะกลายเป็น..สงครามอาวุธ

 

 

 

"บังโต" เข้าพบจุฬาราชมนตรี พร้อมขอโทษพี่น้องชาวไทยพุทธ ยันไม่ได้มีเจตนาร้าย

ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - "บังโต" โร่เข้าพบจุฬาราชมนตรี พร้อมกล่าวขอโทษพี่น้องชาวไทยพุทธที่ได้ทำให้ไม่สบายใจในคำพูด เผยไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงแต่ตอบคำถามที่มีคนถามมาเท่านั้น

จากกรณีนายวีรชน ศรัทธายิ่ง หรือโต อดีตนักร้องนำวง "ซิลลี่ฟูล" ได้จัดรายการโต-ตาล กับพิธีกรคู่หู และมีการตอบคำถามจากทางบ้าน "ทำไมอิสลามไม่มีรูปปั้นของพระเจ้า เหมือนชาวพุทธไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ" โดย "โต" ได้ตอบคำถามตอนหนึ่งว่า

"การเป็นพระเจ้า 1 ข้อแม้คือ ต้องไม่เหมือนสิ่งใดที่พระองค์สร้าง ทุกสิ่งที่ท่านปั้นไม่มีทางเหมือนพระองค์ พระองค์ยิ่งใหญ่เกินจินตนาการของมนุษย์ที่จะสามารถจับพระองค์ได้ นี่คือพระเจ้า ในฐานะผู้ศรัทธา ผมจะไม่กราบสิ่งใดที่ต่ำเท่าผม หรือต่ำกว่าผม รูปปั้นผลักก็ตกแตกแล้ว มันต่ำกว่าผม และมันไม่มีชีวิต มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ ผมจะไหว้ทำไมกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต"

ล่าสุด ในวันนี้ (5 เม.ย.) ที่มัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา นายวีรชน ศรัทธายิ่ง หรือโต และนายนภศูล รามบุตร หรือตาล เข้าพบ นายอาศีส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา เพื่อขอโทษจุฬาราชมนตรี และพี่น้องชาวพุทธที่ได้ทำให้ไม่สบายใจในคำพูด

นายอาศีส กล่าวว่า แสดงความดีใจที่ นายวีรชน มีการเผยแผ่ศาสนา แต่ไม่ควรไปวิพากษ์ศาสนาอื่นโดยไม่รู้จริง เพราะจะนำไปสู่ความแตกแยก และดีใจที่ได้ขอโทษขอโพยในคำพูดไปแล้ว

ด้าน นายวีรชน หรือโต กล่าวว่า ตนขอโทษ และเสียใจมากที่พูดไปกระทบกับศาสนาอื่น โดยไม่มีเจตนาร้าย เพียงแต่ตอบคำถามที่มีคนถามมาเท่านั้น หากมีการติดตามรายการของตน ตนจะยกคำสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้ตลอด และส่วนตัวก็ปฏิบัติตามหลักการของพระพุทธเจ้า

บังโต กล่าวต่อไปอีกว่า ตนไม่มีการแบ่งแยกศาสนา และต่อไปจะพูดเฉพาะศาสนาของตนเองที่นับถือเท่านั้น จะไม่ขอพูดถึงศาสนาอื่น ไม่พูดถึงความเชื่อของศาสนาอื่น และจะไม่พูดถึงใคร

ขณะที่ ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ ผู้ประสานงานสำนักจุฬาราชมนตรีภาคใต้ กล่าวว่า คำสอนของศาสดาในศาสนาอิสลาม สอนไม่ให้เบียดเบียนศาสนาอื่น พวกเราอยู่ด้วยกันด้วยความปรองดองมาตลอด ไม่ว่าการกล่าววิพากษ์ในสิ่งที่เชื่อถือ ตนคิดว่าจะไม่เป็นรอยร้าว และแตกแยกในสังคมของประเทศ ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนที่ดีในการเผยแผ่ศาสนา ซึ่งไม่ควรวิพากษ์ศาสนาอื่น

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 6 เมษายน 2561

 

 

ร้อนเก้าอี้ !

 

จุฬาราชมนตรีออกทีวี

ปรามนักการศาสนาอิสลามล้ำเส้น

วิพากษ์วิจารณ์ลามศาสนาอื่น

"ผิดทั้งต่อศาสนาอื่นและผิดต่ออิสลาม"

 

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

 

ตั้งโต๊ะสู้ !

 

แม่ทัพภาค 4 หงายไพ่

ไม่ได้เจตนากลั่นแกล้งปอเนาะบากง

แต่มีพยานหลักฐานมัดแน่นดิ้นไม่หลุด

จำเป็นต้องพูดเพราะเป็นหน้าที่ !

 

 

 

แม่ทัพ 4 งัดหลักฐานชี้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนามีการทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของรัฐ

ปัตตานี - แม่ทัพภาคที่ 4 จัดแถลงข่าวการดำเนินการตรวจสอบ การทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของรัฐ  พร้อมทั้งนำพยานหลักฐานมายืนยัน ว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาบางแห่ง มีความเกี่ยวโยงกับการทุจริต

วันนี้ (3 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่มณฑลทหารบกที่ 46 ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วย พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี และ พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ร่วมแถลงข่าว การดำเนินการตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของรัฐ พร้อมทั้งนำพยานหลักฐานมายืนยันว่า โรงเรียนบากงพิทยา มีความเกี่ยวโยงกับการทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของรัฐ

หลังจากที่เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ได้ร่วมกันเข้าทำการตรวจสอบภายในโรงเรียนบากงพิทยา บ้านบากง ต.บางเขา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ผลการดำเนินการตรวจพบเอกสารปลุกระดมมวลชน เพื่อสร้างความวุ่นวายและก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน ถังดับเพลิงและถังแก๊สปิกนิก ที่เก็บไว้ในลักษณะอำพรางซุกซ่อน ไม่ได้อยู่ในที่ที่ควรอยู่อาจมีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ที่น่าสงสัย และตรวจพบหลักฐานการทุจริตงบประมาณในการอุดหนุนการศึกษาของรัฐ การให้การสนับสนุนผู้ก่อเหตุรุนแรงที่อำพรางเป็นบุคลากรทางการศึกษาอยู่ในโรงเรียน

ด้าน พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี เปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโรงเรียนบากงพิทยา มีพฤติกรรมการทุจริตงบประมาณของรัฐในการให้การสนับสนุนการศึกษา ซึ่งประกอบไปด้วย

1.
บัญชีรายนักเรียนที่ไม่ตรงกับจำนวนที่เข้าเรียนจริง เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีนักเรียนที่มิได้เข้าเรียนจริงจำนวนหนึ่ง ในจำนวนนี้ พิสูจน์แล้วยืนยันว่าไม่ได้เข้าเรียน จำนวน 3 คนที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจสอบ

2.
ใบเสร็จรับเงินที่จัดซื้อหนังสือเรียนที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ตรวจสอบแล้วเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนที่เกี่ยวข้องยอมรับว่าได้จัดซื้อจริงเพียง ร้อยละ 20 ส่วนที่เหลือให้ร้านค้าเขียนใบเสร็จเต็มจำนวน เพื่อให้ได้ประโยชน์จากส่วนต่าง

3.
มีการจ่ายค่าตอบแทนครูน้อยกว่าที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด กล่าวคือ กระทรวงศึกษาธิการจ่ายค่าตอบแทนรายเดือน ให้ครูที่บรรจุตามวุฒิ รายละ15,000 บาท แต่โรงเรียนจ่ายให้ประมาณ 7,000-8,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นความสมัครใจของครู เพื่อนำเงินส่วนต่างมาเฉลี่ยจ่ายให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้บรรจุตามวุฒิ

4.
มีการจ่ายค่าเสี่ยงภัยของครู น้อยกว่าที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด กล่าวคือ กระทรวงศึกษาธิการจ่ายค่าเสี่ยงภัยให้ครู รายละ 2,500 บาทต่อเดือน แต่โรงเรียนจ่ายให้เพียง 1,000-1,500 บาท โดยอ้างว่าต้องนำมาเฉลี่ยให้ครูที่ไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว

และข้อ 5.หลักฐานที่ใช้เพื่อเบิกงบประมาณของรัฐ พบว่ามีสถานประกอบการห้างร้านที่เกี่ยวข้องร่วมกระทำความผิดในฐานะผู้ให้การสนับสนุนอีกหลายแห่ง จึงทำการตรวจสอบ พบหลักฐานการเขียนใบเสร็จเกินจริงโดย ร้านเจ๊ะฆูฟาฏอนี พบหลักฐานใบเสร็จ และเอกสารสั่งให้ดำเนินการออกใบเสร็จให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่ง แนบอยู่กับใบเสร็จดังกล่าวด้วยว่าให้ซื้อสินค้ามูลค่า 720,258.52 บาท ยอดเขียนใบเสร็จ 1,772,495 บาท ส่วนต่าง 1,052,236.48 ค่าบิล 84,158.90 บาท แสดงให้เห็นว่า มีการร่วมกันกระทำการปลอมแปลงเอกสารอันเป็นเท็จเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเบิกงบประมาณจากรัฐและเมื่อทำการตรวจสอบไปยังโรงเรียนดังกล่าวก็พบหลักฐานที่ตรงกันกับที่ร้านเจ๊ะฆูฟาฏอนีออกให้จริง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานและสอบปากคำไว้แล้ว

ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี เปิดเผยอีกว่า นอกจากนี้ยังพบว่า โรงเรียนบากงพิทยายังได้มีพฤติกรรมให้การสนับสนุนผู้ก่อเหตุรุนแรง โดยจากการตรวจค้นพบว่า โรงเรียนบากงพิทยา ได้จ่ายเงินรายเดือนให้กับ นายซาการียา หัดสมัด ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรงและเป็นผู้ก่อเหตุร้ายหลายคดี ประกอบด้วย การก่อเหตุเผาหัวจ่ายน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท.ดอนยางเมื่อ 2 ก.พ.59 ก่อเหตุกราดยิงบ้านเรือราษฎรที่ริมถนนหมายเลข 43 แยกดอนยาง อ.หนองจิก เป็นเหตุให้ราษฎรบาดเจ็บ8 ราย เมื่อ 15 ก.ค.59 และก่อเหตุระเบิด/เผาสถานีบริการน้ำมัน ปตท.ดอนยางเมื่อ 2 พ.ย.59 โดยถูกจับกุมเมื่อ พ.ย.60 ปัจจุบันถูกควบคุมตัวในเรือนจำอยู่ระหว่างดำเนินคดี ปรากฏหลักฐานว่าโรงเรียนได้จ่ายค่าตอบแทนรายเดือนให้กับ นายซาการียา หัดสมัด ตั้งแต่ ปี 54 เรื่อยมาทุกเดือนจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ พบพฤติกรรมอำพรางในการสนับสนุนเงินผ่านบุคคลากรทางการศึกษาที่เป็นเครือญาติของ นายเมาลานา สาเมาะ แกนนำสั่งการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ ต.ท่ากำชำและ นายอับดุลสะตอปา สุหลง แกนนำสั่งการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ ต.ตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี สำหรับนายเมาลานา สาเมาะ เป็นบุคคลที่ถูกสำนักงาน ปปง.ขึ้นบัญชีประกาศรายชื่อ เป็นบุคคลที่ถูกกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายอีกด้วย และน่าเชื่อว่ามีการให้การสนับสนุนผู้ก่อเหตุรุนแรงรายอื่นๆ อีกหลายคน โดยทำธุรกรรมอำพรางผ่านผู้ที่ถูกแอบอ้างเป็นบุคคลากรทางการศึกษา

บางคนในโรงเรียนหน่วยที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบเฉพาะพื้นที่จังหวัดปัตตานี พบหลักฐานที่น่าเชื่อว่า มีโรงเรียนบางแห่งที่มีพฤติกรรมทุจริตงบประมาณของรัฐ เป็นมูลค่าความเสียหายของรัฐประมาณปีละไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท ทำให้เยาวชนที่อยู่ในวัยการศึกษาตามระบบการศึกษาภาคบังคับเสียโอกาสทางการศึกษา หรือเสียประโยชน์อันพึงได้ประมาณปีละ 101,000 คน คน จากนักเรียนทั้งหมด 165,072 คน มีครูที่ได้รับการการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐเป็นค่าตอบแทนรายเดือน เสียประโยชน์อันพึงได้ ประมาณ 4,000 คน

ทั้งนี้ ประมาณการจากหลักฐานที่ปรากฏและการสอบสวนผู้เกี่ยวข้อง พบว่างบประมาณของรัฐได้ถูกใช้จริงเพียงร้อยละ 40 มีการทุจริตประมาณร้อยละ 60 จากเงินอุดหนุนการศึกษาของจังหวัดปัตตานี ปีละประมาณ 1,260 ล้านบาท ถูกเบียดบังไปเพื่อประโยชน์โดยทุจริตประมาณ ปีละ 760 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งน่าเชื่อว่าอำพรางด้วยรายชื่อของบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีคุณวุฒิด้านใดและมีความเหมาะสมอย่างไร ทั้งนี้พบว่าโรงเรียนบางแห่งมีพฤติกรรมให้การสนับสนุนการก่อเหตุรุนแรงอีกด้วย

ต่อข้อถามเกี่ยวกับโรงเรียนในพื้นที่ขณะนี้มีกี่โรงนั้น พล.ต.จตุพร ระบุว่า จากการตรวจสอบขณะนี้พบว่าโรงเรียนที่เหมือนลักษณะเดียวกันและเป็นแหล่งบ่มเพาะมีจำนวน 6 แห่งที่เข้าข่ายทุจริตและเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรง ทางกองทัพจะดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมให้ชัดเจน ทาง ฉก.ปัตตานี ขอความร่วมมือบุคลากร ทางการศึกษาที่ถูกแอบอ้างชื่อเพื่อเป็นเส้นทางสนับสนุนความรุนแรง และถูกริดรอนสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับขอให้แจ้งมาทางเจ้าหน้าที่หรือตนโดยตรง ตนจะเร่งเข้าช่วยเหลือโดยทันที ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาฯ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงโดยร่วมมือกับ ฉก.ปัตตานี

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 3 เมษายน 2561

 

 

ชิญสุวพันธ์โม้กฎหมายให้พระฟัง !

มส. สั่งพระสังฆาธิการทั่วประเทศไทยไปนั่งฟัง

ฟังวันเดียวได้สองงาน !

 

 

สุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ

สุดยอดมือกฎหมายคณะสงฆ์คนใหม่

 

อา..ระบบ "2 IN 1" มาอีกแล้วครับท่าน กับมติ มส. ครั้งล่าสุด ที่สั่งให้พระสังฆาธิการตั้งแต่ระดับ "รอง จจ." (รองจังหวัด) ไปจนถึง "จห" หรือ "จญ." (เจ้าคณะใหญ่ (หน) ไปรับฟังนโยบายจากรัฐบาลทหาร ผ่านการใช้อำนาจทาง มส. โดยการเชิญ "นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ" รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นองค์ปาฐก บรรยายให้พระสังฆาธิการ "ทั่วไทย" ได้รับฟังแบบ "วงใหญ่" ให้แล้วเสร็จ "ภายในวันเดียว"

ข่าวพาดหัวก็ระบุว่า "ติวเข้ม" ซึ่งก็เชื่อว่าน่าจะเข้มจริงๆ เพราะคงได้แค่หัวข้อ หรือ "หัวกะทิ" เท่านั้น ส่วนหางกะทินั้น พระเดินทาง "ไป-กลับ" ทั่วประเทศ จะเอาเวลาที่ไหนไปนั่งฟังการพ่นน้ำลาย แบบน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง แค่ลงทะเบียนรายงานตัวก็คงกินเวลาไป "ครึ่งวัน" แล้ว ไม่ต่างจากการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทย แถมยังจัดคิวให้ รมต. "ตอนบ่าย" ซึ่งเป็นช่วง "ง่วงที่สุด" เพราะเพิ่งฉันเสร็จ คงได้ทั้งน้ำทั้งเนื้อรวมทั้ง "ความฝัน" ไปด้วยล่ะ ตื่นแต่เช้า ไปให้ทันลงทะเบียน ไม่ง่วงก็ให้มันรู้ไปซี มีคนบ่นว่า การประชุมน่าเบื่อที่สุดในโลก ก็คือการประชุมสงฆ์ ไม่รู้ว่ากรรมการมหาเถรสมาคม จะเคยได้ยินไหม ?

ตอนบ่าย กว่าจะเรียก เอ๊ย นิมนต์กลับเข้าห้องประชุม ก็คงตะโกนกันเหงือกแห้ง เพราะพระแต่ละรูปนั้นเป็นระดับ "เถระ" หูตาฝ้าฟาง ไม่ตะโกนไม่มีทางได้ยิน เมื่อไม่ได้ยินก็คงจะตรงเวลาแบบว่ายากมากๆ แถมแต่ละรูปแต่ละองค์ก็ทรงเครื่อง มีศิษย์เดินตาม มีย่ามหนักๆ แถมมีมาดมีท่วงท่าการเดินการเหินของ "เถระ" ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จะให้ไปรวมกันไวๆ แบบเณรน้อยนั้นทำไม่ได้ ไม่รู้ว่าบ่ายโมงครึ่งจะได้เริ่มประชุมหรือเปล่า เว้นเสียแต่ว่าจะขังไว้ไม่ให้ไปไหน แบบว่าฉันเพลเสร็จก็ประกาศ "ห้ามออกนอกประตู" แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่ เห็นไหมว่าถ้าไม่มีแผนสำรอง รับรองว่ายุ่งตายห่า

ทีนี้ พอเกิน "บ่ายสอง" ก็รับรองว่า กระวนกระวายกันทั้งห้องประชุม เพราะต้องเตรียมตัวกลับ โทรศัพท์จะดังลั่นพุทธมณฑล ทั้งพระ ทั้งคนขับรถ ทั้งเด็กวัด จะระดมกดสายหากัน ไม่รู้ใครเป็นใคร ยิ่งหลายรูปหลายองค์มา "เครื่องบิน" ก็ต้องเช็คไฟรท์-ไปให้ทัน ไม่งั้นตกเครื่อง วัดระยะทางจากพุทธมณฑลไปดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิ ซึ่งอยู่คนละมุมของ กทม. ก็อ่วมอรทัย ถึงตอนนั้นจะรู้ว่า ที่ว่าสภาวะ "ตลาดแตก" นั้น มันเป็นยังไง และการประชุมแบบ "เข้ม แต่..ไร้สาระ" นั้น มันคุ้มค่าไหม แสดงอำนาจแล้วได้อะไร ?

คำถามจึงมีว่า "ผิดฝาผิดตัวหรือเปล่า" กับการวางตัว "สุวพันธ์" เป็นผู้บรรยายวิชากฎหมายให้พระไทยฟัง เออถ้าเป็น "บิ๊กตู่" พูดสิ ถึงจะมีคนฟัง เพราะฟังคนมีอำนาจพูดมันก็ทนฟังได้ แต่คนไม่มีอำนาจแถมยังไม่มีความรู้ พูดไปก็ไม่เวิร์ค เอาหนัง "บุพเพสันนิวาส" ไปฉายให้พระดู ยังจะได้ความร่วมมือมากกว่าเสียอีก เพราะคนนิยมเข้าวัดเพราะหนังเรื่องนี้

ทีนี้ว่า ถ้าจะ "จัดประชุม" แก้ปัญหาพระสงฆ์ไทย โดยเฉพาะด้าน "ตัวบทกฎหมาย" ให้ครอบคลุมทั้งทางโลกทางธรรมนั้น เห็นว่า ถ้าจัดแบบ "มส.-มหาเถรสมาคม" ก็คงแค่เล่นปาหี่ให้ คสช. ดูว่า ทางคณะสงฆ์โอนอ่อนผ่อนตามรัฐบาล และพร้อมรับคำสั่งในทุกเวอร์ชั่น อะไรทำนองนั้น นั่นแสดงให้เห็นว่า "เป็นเกมต่อรองเพื่อไม่ให้ คสช. รื้อโครงสร้าง มส." ก็เลยจัดให้ แต่บอกแล้วไงว่า ไม่ถูกใจโก๋ ถ้าอยากได้แบบจุใจ ประเดี๋ยว "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ" จะจัดถวาย รับรองว่า "ชุดใหญ่ไฟกะพริบ" เลยทีเดียวเชียวล่ะ ท่านเจ้าประคุณ พูดแล้วจะหาว่าคุย ลองดูซักชุดเป็นไร !

 

 

 

รวมกูรู โคตรเซียนกฎหมายพระสงฆ์ไทย

จัดให้โดย..อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม !

 

องค์ปาฐก หัวข้อ : TOPIC

ธัมมชโย

เมื่อโดน คสช. ปิดล้อมวัด โดย ม.44 ทำอย่างไรจะหนีรอดและปลอดภัย

 

สมเด็จสมศักดิ์

วางแผนอย่างไร แย่งตำแหน่งภาค 1 มาจากหลวงพ่อวิลาศ วัดยานนาวา พาสชั้นขึ้นเป็นสมเด็จและเจ้าคณะใหญ่ ได้อย่างแนบเนียน แถมวางกำลังคุมภาคกลางไว้ตลอดไป โดยที่ไม่ได้ทำอะไรกับธรรมกายเลย แถมสังฆราชก็ไม่กล้าปลด คสช. ก็ทำได้แค่..มองตาปริบๆ

พุทธะอิสระ

ก่อม็อบไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างไร จึงไม่ถูก มส. สั่งสึก และบุกรุกวัดปากน้ำอย่างไร จึงไม่ถูกแม่ชีวัดปากน้ำ ใช้วิชชาธรรมกายปัดกระเด็นไปญี่ปุ่น เหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

เจ้าคุณสมศักดิ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี

ใช้สาลิกาลิ้นทองหลวงพ่อองค์ไหน จึงกล่อม "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ให้งงงวย ปล่อยให้ธรรมกาย ตกอยู่ภายใต้การดูแลของหลวงพ่อ และออกธุดงค์ธรรมชัยได้ โดยไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงอีกต่อไป

สมเด็จจุณฑ์ วัดบวร

ทำอย่างไร จึงได้เป็นสมเด็จฯ ขณะยังเป็นเพียงผู้ช่วยเจ้าอาวาส และวางแผนอย่างไร จึงให้ "เจ้าคุณวงศ์ไทย" ไปเป็นเจ้าคณะจังหวัดอุดร ก่อนเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์

เจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร เกจิบอล

เสกคาถาอะไร จึงสามารถ "ตระบัดสัตย์" กลับมาปลุกเสกได้ โดยไม่เสื่อม

หลวงตาประยงค์ เจ้าอาวาสวัดโสธร

ตีรวนมติ มส. อย่างไร จึงไม่โดนสอบวินัยเหมือนเจ้าคุณอมรภิรักษ์ แถมยังได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาโครงการหมู่บ้านศีลห้า

มหาโชว์ มจร.

ขึ้นเวทีม็อบอย่างไร ด่าป๋าเสียๆ หายๆ แต่กลับได้รับการปูนบำเหน็จ ให้เป็นเจ้าคุณ

เจ้าคุณประสาร มจร.

จัดม็อบอย่างไร ให้ คสช. เกรงใจ ไม่กล้าดำเนินคดี แถมเชิญไปคุยที่ทำเนียบรัฐบาล

มหาสายชล วัดชนะสงคราม

ทำบุญอย่างไร ถึงได้เกิดเป็นหลานสมเด็จนิยม ได้มาอยู่วัดชนะสงคราม สืบทอดทายาทสาย อย. ครองตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ทั้งๆ ที่คุณสมบัติไม่ครบ แถมเป็นแล้วไม่ต้องทำห่าอะไร ใครก็ไม่กล้าปลด

เจ้าคุณพิพิธ (สุนทร) วัดสุทัศน์

ใช้โวหารอะไร เทศน์ทำนองไหน จึงสามารถกล่อมพุทธะอิสระ ให้ยินยอมถอนฟ้อง ไม่ติดใจเอาความ

น้ำฝน วัดไผ่ล้อม

ใช้กลยุทธ์อะไร จึงสามารถเปิดตลาดกระเป๋าและสินค้าแบรนด์ใหม่ในวัดได้ โดยที่ มส. ก็ไม่กล้าแตะ

วงศ์ไทย วัดบวร

ปรนนิบัติพระผู้ใหญ่อย่างไร จึงได้ใจ ได้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวร ควบรักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี และได้เป็นเจ้าคณะจังหวัดก่อนเจ้าอาวาส

เจ้าคุณแวว วัดพนัญเชิง อยุธยา

บริหารคดีอย่างไร โดนเปิดประเด็นทอนเงินเป็นนัมเบอร์วัน แต่กลับยังไม่ถูกดำเนินคดีจนป่านนี้ พลิกจากที่หนึ่งเป็นที่โหล่

เจ้าคุณรวม วัดไร่ขิง

ใช้วิชาอะไร จึงไม่มีแผล เมื่อโดนตำรวจตรวจค้นกุฏิและเต๊นท์รถ

บุญเทียม วัดพิชัยญาติ

ใช้วิชาเลขาสาขาไหน จึงไม่โดนปลดในกรณีถูกคดีเงินทอนวัดอันโด่งดัง

ว.วชิรเมธี

ตอแหลอย่างไร คนไทยถึงเชื่อ มองเห็นเหี้ยเป็นตัวเงินตัวทอง

ตุ๊แป๊ะ เลขาส่วนตัวสมเด็จวัดปากน้ำ

บริหารคดีอย่างไร รถโบราณถึงวิ่งผ่านคดีไปเฉียดฉิว ที่เก็งกันว่า "ผ้าเหลืองปลิว" ก็ผิดคาด

เจ้าคุณเบอร์ลิน (จิตติก์) วัดสระเกศ

เขียนจดหมายสำนวนอะไร พุทธะอิสระถึงได้ใจอ่อน ยอมให้เข้าไปกราบเท้าถึงในวัดอ้อน้อย

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

สร้างภาพอย่างไร ให้คนไทยเชื่อว่า "เป็นคนดี ตงฉินที่สุด" จึงสามารถง้าง "งาช้าง" กลับมานั่งพุทธมณฑล จนป่านนี้ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หลอกได้แม้กระทั่ง "บิ๊กตู่" ผู้นำสูงสุดในไทยแลนด์

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ขอรับรองว่า ถ้าจัดประชุม หรือทอล์คโชว์ ตามรายการที่เสนอมานี้ อย่านับแต่พระสังฆาธิการทั่วประเทศจะตั้งใจฟังเลย แม้แต่คนไทยทุกกลุ่ม ไม่ว่าผ้าเหลืองผ้าลาย จะแย่งกันตีตั๋วเข้าชมกันจนวิกแตก ลองดูสิฮะ ท่านกรรมการ มส. อยากให้คนสนใจพระศาสนามิใช่หรือ จัดให้ตรงกับใจ รับรองว่าไม่ผิดหวัง

 

 

มส.ติวเข้มกฎหมายสงฆ์สังฆาธิการทั่วประเทศ

หาเถรสมาคม เห็นชอบจัดประชุมพระสังฆาธิการทั่วประเทศครั้งใหญ่ หวังติงเข้มกฎหมายสงฆ์ พร้อมสั่งการคุมเข้มอาจาระพระสงฆ์ในปกครอง การบวชระยะสั้น 15 วัน 30 วัน มุ่งพระพุทธศาสนางดงามเข้มแข็ง

 

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. นายสิปป์บวร แก้วงาม ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  ในฐานะโฆษก พศ. คนที่ 2 แถลงผลการประชุมมหาเถรสมาคม ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พุทธมณฑล จ.นครปฐม ว่า มส. เห็นชอบจัดการประชุมพระสังฆาธิการทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด และรองเจ้าคณะจังหวัด ในวันที่ 7 พฤษภาคม นี้ ที่หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับกฎหมายต่างๆ ของคณะสงฆ์ กฎ มส. มติ มส. ที่เชื่อมโยงกับการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา รวมไปถึงชี้แจงแนวทางในการดำเนินการตามหลักสูตรการบวชระยะสั้น และติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ทั้ง 6+1 ด้านด้วย โดยจะเชิญ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล พศ. มาบรรยายในการประชุมดังกล่าวด้วย

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 31 มีนาคม 2561

 

อาจารย์จิ๋วเฉียบ !

สั่งแสกนพื้นที่ทุกอณูวัดป่าพุทธคยา

หาตัวคนร้ายบุกรุกห้องอุบาสิกาในเวลาวิกาล

พร้อมกับตั้งทนายสอบอุบาสิกาแก้ว

กรณีให้การวกไปเวียนมา หาตัวคนร้ายไม่เจอ

แต่ที่เสียหายคือวัดป่า ราคาพันล้าน !

 

อาจารย์จิ๋ว : พระโพธินันทมุนี

(พนมศักดิ์ พุทฺธญาโณ)

เจ้าอาวาสผู้ก่อตั้งวัดป่าพุทธคยา อินเดีย

 

 

อา..บานปลายเสียแล้วไหมล่ะ กรณี "อุบาสิกาแก้ว" แจ้งข่าวร้ายผ่าน "เฟสบุ๊ค" ซึ่งออนไลน์ไปทั่วโลก ว่าถูกพระรูปหนึ่งในวัดป่าพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย "บุกรุกห้องนอน" ในเวลาวิกาล ประมาณ "ตีสอง" จำหน้าค่าตาได้หมด แต่..ไม่อยากเอาเรื่อง ขออโหสิกรรมให้ ถือเสียว่าฟาดเคราะห์และเป็นกรรมเก่า

แต่..แต่ที่มันจบไม่ลงก็คือ "ภาพลักษณ์" ของวัดป่าพุทธคยา ซึ่งพระอาจารย์จิ๋วสร้างขึ้นมาด้วยชีวิต พลีทั้งกายใจและเงินทองลงไปนับ "พันล้าน" กลับต้องมากลายเป็น "รอยมลทิน" ไปในพริบตา ซึ่งถ้าอุบาสิกาแก้วให้ความร่วมมือกับทางวัด ดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทั้งด้านตัวบทกฎหมายและอัธยาศัยไมตรี ดังที่วัดมีให้ มันก็คงแก้ไขได้ ถึงจะช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะที่ไหนๆ มันก็มีโอกาสเกิดกรณีนี้ได้เช่นกัน

แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้ว น่าที่อุบาสิกาจะแจ้งให้เจ้าหน้าที่วัดดำเนินการอย่างทันท่วงที กลับไม่ทำ สิ่งที่ทำก็คือ ส่งข่าวผ่านเฟสบุ๊คไปทั่วโลก เพียงพริบตาเดียว ภาพลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ของวัดป่าพุทธคยา ถูกสังคมโซเชียลมีเดีย "พิพากษา" ว่ามัวหมองไปเรียบร้อยแล้ว

หนำซ้ำ อุบาสิกาแก้ว ยังให้การกลับไปกลับมา เดี๋ยวบอกว่า "จำหน้าคนร้ายได้" เดี๋ยวบอกว่า "จำไม่ได้แล้ว" แบบนี้ ขืนปล่อยไป วัดฉิบหายแน่ เพราะใครได้ข่าวแล้วจะกล้าเข้าพักที่วัดป่าพุทธคยา ซึ่งมีข่าวว่ามีปัญหา และยังไม่ได้รับการแก้ไขให้โปร่งใส

ปัญหาในใจของอาจารย์จิ๋วจึงต้องแก้ไขใน 2 กระบวนการ คือ

1. กระบวนการทางสงฆ์ ต้องรายงานให้พระผู้ใหญ่ ระดับสมเด็จพระราชาคณะ ได้รับทราบ ถึงปัญหาและขั้นตอนการดำเนินการแก้ไขอย่างถูกต้องและทันเวลา เพราะว่าวัดป่าพุทธคยา เป็นศูนย์กลางของคณะพระธรรมยุตทั้งประเทศไทยในอินเดีย วัดป่าพุทธคยาเสียหาย ก็เท่ากับเสียหายทั้งคณะธรรมยุต นี่คือเดิมพันอันสูงสุด จะปล่อยให้ผ่านไปง่ายๆ เหมือนอุบาสิกาแก้วประกาศอโหสิกรรมไปเพียงคนเดียวนั้น ไม่คุ้มค่าแน่ๆ พูดได้ว่า "เสียหายไปถึงสมเด็จพระสังฆราช"

2. กระบวนการทางกฎหมาย เมื่อตัวคนร้ายยังไม่ถูกจับกุม และอุบาสิกาแก้วอ้างว่า "จำไม่ได้" ทั้งๆ ที่เคยประกาศว่าจำได้ ก็จำเป็นต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายเข้าดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในสถานการณ์รวมทั้งหมด ไม่ว่าฝ่ายใด เมื่อสงสัยก็ต้องสอบ รวมทั้งอุบาสิกาแก้วซึ่งถือว่าเป็นผู้เสียหาย แต่เมื่อให้การไม่สอดคล้องกัน ก็จำต้องถูกตั้งข้อสงสัยเช่นกัน ว่ามีเจตนาอะไร จึงไปโพนทะนาให้รู้กันทั่วโลก แต่สุดท้ายกลับประกาศ "ไม่ติดใจ" เพราะถ้าจะอ้างว่า "ความปลอดภัยของแขกคือความสำคัญสูงสุดสำหรับวัดป่าพุทธคยา" นั่นก็จริง แต่ภาพพจน์ของวัดป่ามีมูลค่านับอนันต์นั้น ก็สำคัญไม่ด้อยไปกว่ากัน จะปล่อยให้ผ่านไปแบบขอกันกินนั้น ถ้าเจ้าอาวาสวัดป่าพุทธคยายินยอม ก็คงปัญญาอ่อน และไม่สมควรดำรงตำแหน่งอีกต่อไป

เสียอะไรไม่ว่า เสียศรัทธานั้นถือว่าเสียหายสูงสุดในทางศาสนา ดังนั้น เพื่อกู้ภาพพจน์ของวัดป่าพุทธคยาคืนมาอย่างสง่างาม อาจารย์จิ๋วจึงต้องดำเนินการ แม้ว่า อุบาสิกาแก้ว จะอโหสิกรรม แต่วัดป่าพุทธคยาอโหสิกรรมให้ไม่ได้ บอกแล้วไงว่า เดิมมันพันสูง

 

 

หนังสือรายงานของพระอาจารย์จิ๋ว

ต่อ..สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส

กรรมการมหาเถรสมาคม

 

 

 

 

วัดป่าพุทธคยา ตั้งคำถาม 7 ข้อ ต่ออุบาสิกาแก้ว

 







 

แหล่งข่าว : วัดป่าพุทธคยา อินเดีย : 26 มีนาคม 2561

 

เตือนภัยในอินเดีย !

พระวัดป่าพุทธคยา ย่องเข้าห้องโยมกลางดึก

ดีที่โยมรู้สึกตัวก่อน ไม่งั้น ?

 

 

อา..ถามว่ามันเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อ "วัดป่าพุทธคยา" นั้น เป็นวัดหลักของธรรมยุตในอินเดีย เป็นวัดสวยที่สุดและแพงที่สุด ว่ากันว่าเป็นวัดเจ้าวัดนาย ตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชไปจนถึงสมเด็จสายธรรมยุต ล้วนแต่เคยเสด็จและเคยไปปฏิบัติศาสนกิจในวัดป่าพุทธคยา ซึ่งมี "หลวงพ่อจิ๋ว" เป็นเจ้าอาวาส แต่ไม่น่าพลาด ปล่อยให้เกิดเหตุเสื่อมแบบนี้

ระยะหลังมานี้ "อินเดีย" โดยเฉพาะ "พุทธคยา" กลายเป็นแห่งขุดทองของพระไทยมากมาย ที่มุ่งหวังไปเพื่อ "แสวงหาลาภ มากกว่าแสวงบุญ" จึงไปกันอย่างที่เรียกว่า "ทุกสาย" ว่ากันว่า ทั้งพระที่มีสังกัดและไร้สังกัด ต่างตีตั๋วมุ่งตรงไปยัง "พุทธคยา" เพราะค่าเครื่องบินไม่กี่พัน ที่มีสังกัดก็เข้าพำนักในวัดที่มีหลักฐานเป็นหลักแหล่ง ที่ไร้สังกัดก็หาโรงแรมเอย ห้องพักเอย เช่าอยู่ชั่วครู่ชั่วคราว พ้นฤดูแสวงหาลาภแล้วก็โบยบินไป รอฤดูกาลใหม่จึงหวนกลับมาอีก แม้ว่าทางพระผู้ปกครองจะพยายามเข้มงวดกวดขันอย่างไร แต่ก็ไม่สามารถจะแสกนได้หมด เพราะเราไม่ใช่เจ้าของประเทศ ส่วน ศตภ. วัดสังเวชนั้น ก็มีหน้าที่ "ตรวจเอกสาร-ปล่อยผ่าน" ไม่ได้ตามไปดูถึงเมืองนอกเมืองนา ว่าพระแต่ละรูปที่ "ขอผ่าน" ไปนั้น ไปทำอะไรไว้บ้าง ดีหรือร้าย

แต่อะไรก็ไม่เท่ากับว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ ดันมาเกิดที่ "วัดป่าพุทธคยา" อันเป็นวัดหลักของธรรมยุต เจ้าอาวาสก็เป็นถึงพระราชาคณะ แถมยังตั้งอยู่ใกล้กับพระเจดีย์พุทธคยามากที่สุดอีกด้วย อาจารย์จิ๋วคงจะปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปแบบ "ขอบิณฑบาต" ไม่ได้แน่ เพราะมันอันตราย ต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวให้ชัดเจน ไม่งั้นลำบาก ถึงไม่อยากทำก็ต้องทำ เพราะมันสั่นสะเทือนวงการพระธรรมทูตไทยในอินเดียอย่างเลี่ยงไม่ได้ นิ้วไหนร้าย ก็ต้องตัดนิ้วนั้นทิ้ง !

 

 

 

พระโพธินันทมุนี

(พนมศักดิ์ พุทฺธญาโณ - อาจารย์จิ๋ว)

เจ้าอาวาสผู้ก่อตั้งวัดป่าพุทธคยา อินเดีย

 

เตือนภัย ! สำหรับโยมสาวมาปฏิบัติธรรม

มีพระปีนเข้าห้องพระโยมตอนดึก วัดป่าพุทธคยา อินเดีย

 

23 มีนาคม เพจเฟซบุ๊ก แก้วเสียงธรรม แจ้งเตือนภัย ! สำหรับนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายว่า   มีพระปีนเข้าห้องพระโยมตอนดึก ที่วัดป่าพุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยโพสต์ระบุว่า.... 

 

#แก้วแจ้งเตือนภัยที่วัดป่าพุทธคยาค่ะ

 

เหตุเกิดเมื่อครู่นี้... เวลาตี 2 กว่าๆ #มีพระปีนเข้ามาในห้องนอนค่ะ เรื่องมีอยู่ว่าแก้วนอนในห้องคนเดียว นอนเปิดไฟทุกคืน ระหว่างที่นอนหลับ อยู่ๆ ก็รู้สึกว่าไฟในห้องดับจึงลืมตาตื่น ปรากฏว่า "มีพระรูปหนึ่ง" (มารศาสนา) ยืนอยู่ตรงสวิตไฟในห้องของแก้ว!!

แก้วจึงตั้งสติดู เห็นว่าเป็นคนจริงๆ คือเป็นพระที่ไม่ได้ห่มจีวร

แก้วตกใจถามว่าเข้ามาได้ยังไง ???

เค้าบอกว่า กุญแจห้องวางอยู่หน้าห้องจึงเข้ามาได้ ซึ่งเป็นคำโกหก !!

เพราะแก้วล็อกห้องนอนอย่างดี และกุญแจห้องก็วางอยู่ข้างตัวแก้ว

แก้วรีบไล่คนๆ นี้ให้ออกจากห้องไป !! จากนั้นจึงหันไปเห็นว่าหน้าต่างห้องถูกเปิดอยู่เพราะปีนมาทางหน้าต่าง แก้วจึงถามว่านี่ปีนเข้ามาทางนี้หรอ ??? เค้าก็รีบหมุนที่ล็อกประตูในห้องแก้ว ซึ่งเปิดยาก เพราะแก้วบิดล็อกอย่างดี

แต่ระหว่างนั้นเค้าก็ทำชวนแก้วคุยว่ามากับคณะไหน ? แต่แก้วไม่ตอบ รีบไล่ออกไป เค้าบอกไม่รู้ว่ามีคน (จะไม่รู้ได้ยังไง ??? แก้วเปิดไฟสว่าง และนอนฟังธรรมะในมือถืออยู่)

 

แก้วจำหน้าตาและลักษณะได้ !!

พรุ่งนี้เช้า... แก้วจะแจ้งเรื่องนี้กับทางวัด เพราะตอนนี้ทุกคนนอนกันหมดแล้ว ไม่ว่าจะได้เรื่องยังไง

 

#แก้วขอแจ้งเตือนภัยอย่ามาพักที่นี่นะคะ

 

ปล. แก้วปลอดภัยดีค่ะ และแก้วไม่กลัวที่เขียนโพสต์นี้ขึ้นมา ไม่ว่าทางวัดจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ แก้วขอแจ้งบริษัททัวร์ / ผู้ปฏิบัติธรรมที่คิดจะมาพักวัดนี้ ให้พิจารณาความปลอดภัยด้วยค่ะ

#แก้วเสียงธรรม

 

ต่อมาทางเพจฯ ได้โพสท์ความคืบหน้าล่าสุดสุดระบุว่า #ทำบุญเยอะเจ้าหนี้เลยมาทวงตอนนี้แก้ว ok ขอบคุณทุกๆคนที่เป็นห่วงค่ะ พรุ่งนี้ครบกำหนดลาศีล 8 กลับเมืองไทยพอดี (#^_^#)

แก้วมองด้านบวกว่าเมื่อวานนี้แก้วโพสต์รูปใบอนุโมทนาบุญ 30 รายการ คือ ช่วงนี้ทำบุญเยอะจึงมีเหตุได้ "ใช้หนี้กรรม" แต่จากหนักก็เป็นเบา แก้วลืมตาตื่นขึ้นมาพอดี จึงไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างที่ควรจะเป็น

เหตุการณ์นี้... สอนแก้วไม่ให้ประมาท และอาจจะต้องการให้แก้วเป็น "กระบอกเสียง" บอกเตือนกัลยาณมิตรใน FB ของแก้วด้วยว่า "สิ่งที่เราเคยอ่านเจอในข่าวมันยังมีอยู่นะ สถานที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดอาจเป็นที่ๆ อันตรายที่สุด"

เช้านี้... เรื่องนี้เป็นที่พูดถึงกันในวัดพอสมควร พระที่ดูแลสำนักงาน ท่านเมตตาพาดูวงจรปิด และผลปรากฏคือ "กล้องดูไม่ได้ค่ะ" มันดูได้แค่ปัจจุบัน แต่ย้อนไปดูตอนตี 2 กว่าๆ ที่เกิดเรื่องไม่ได้

พระบางรูปเข้าใจแก้ว... แต่พระบางรูปก็ "ห่วงชื่อเสียงวัด" จนลืมไปว่า "โลกธรรม" ไม่ได้สำคัญเท่า "คุณธรรม" เรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับแม่, น้องสาว, ลูกสาวของท่าน ท่านจึงไม่เข้าใจ ห่วงแต่ชื่อวัด

แก้วจบเรื่องนี้ด้วยความคิดที่บอกพระทั้งวัดไปว่า "ไม่เป็นไรค่ะ โยมไม่โกรธคนๆ นั้น เพราะโยมเคยทำไว้ เค้าจึงมาเอาคืนในเหตุการณ์นี้ แต่โยมอยากให้ทางวัดไปดำเนินมาตรการความปลอดภัย เพราะถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่น อาจไม่จบแบบนี้ก็ได้"

แก้วบอกว่า "ที่ขึ้น FB รู้อยู่ทางวัดต้องไม่พอใจ เกรงเสียผลประโยชน์ แต่ที่โยมมาพัก โยมไม่ได้พักฟรี โยมเสียเงินเป็นหมื่น และคนที่คิดทำร้ายกัน ไม่ใช่คนอื่น คนไทยด้วยกันเอง โยมขึ้นเป็นเป็นการเตือนภัยให้กัลยาณมิตรของโยมทราบว่ามีเรื่องแบบนี้ จะได้ไม่ประมาท"

ท่านเจ้าอาวาสวัดเมตตาแก้วมากเช้านี้ ท่านห่วงความรู้สึก และขอบคุณแก้วที่ไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เงียบ ท่านจะได้สอดส่องดูแลพระในวัดหรือพระที่มาพักต่อไป...

 

 

 

ที่มา : พันทิป-โพสต์จัง : 24 มีนาคม 2561

 

มส. เพิ่งตื่น !

เรียกประชุมเจ้าอาวาสทั่วประเทศ

กระชับอำนาจ

หลังออกคำสั่งเจ้าคณะใหญ่ไปแล้วไม่เวิร์ค

ธรรมกายออกธุดงค์ธรรมชัยรอบที่ 6

เจ้าคุณธงชัยตระบัดสัตย์กลับมาปลุกเสก

เจ้าคุณบุญเทียมยังลอยนวล

น้ำฝนยังขายกระเป๋าได้เหมือนเดิม

น้อง ว. วิจารณ์การเมือง โดนพุทธะอิสระถีบหน้าหงาย

สุดท้าย..ใครเจ็บ ?

 


 

เจ้าพ่อเจ้าแม่เมืองไทย

 

 

อา..บอกแล้วไงว่า กฎระเบียบนั้น ถ้าหากละเมิดได้เพียงครั้งเดียว ก็ไร้ความศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป ในกรณีคำสั่งเจ้าคณะใหญ่ที่ให้เข้มงวดกวดขันตั้งแต่เรื่องวัตรปฏิบัติ ไปจนถึงวัตถุมงคล แต่สุดท้ายก็กลายเป็นหมัน ไม่มีใครให้ความสำคัญจะปฏิบัติตาม ทุกคนเห็นแก่ "เงินและอำนาจ" ซึ่งลอยอยู่ตรงหน้า มากกว่าจะรักษาพระธรรมวินัยให้ยืนยงคงมั่นต่อไปในอนาคต ซึ่งนั่นคือการ "บั่นทอนอายุพระพุทธศาสนา" ให้สั้นลงในอัตราเร่ง เหมือนอินเดียและศรีลังกาในอดีต

เมื่อวาน มีคำกล่าวว่า "ทำอย่างไรให้ประชาชนหายโง่" วันนี้ก็คงจะมีคำทำนองเดียวกันว่า "ทำอย่างไรให้พระไทยหายโง่" คำตอบก็คงคล้ายๆ กัน นั่นคือ ขอเพียงผู้นำฉลาด และไม่ทำอะไรโง่ๆ แค่นั้น รับรองว่าพระไทยหายโง่ทั่วประเทศ

กรณีการออกคำสั่งเจ้าคณะใหญ่แบบ "ทิ้งๆ ขว้างๆ" ครอบจักรวาล (เขียนกฎหมายด้วยสำนวนนักเทศน์) นั้น คือการทำแบบ "โง่ๆ" เพราะชุ่ย สั่งแล้วไม่ติดตามผล มีคนฝ่าฝืนลองดีก็ไม่มีมาตรการอะไรไปดำเนินการกำราบปราบปรามเอาผิด ลงโทษลงทัณฑ์ ให้เป็นเยี่ยงอย่าง โดยเฉพาะตัวใหญ่ ระดับเจ้าคุณ เจ้าพ่อ มาเฟีย ในวงการผ้าเหลือง ถ้าจับเชือดซัก 2-3 พระหน่อ รับรองว่า "พระไทยทุกสีจีวร" เดินแถวตรงพร้อมเพรียงเรียงหน้า ยิ่งกว่านักเรียน ร.ด. แต่พอไม่ทำอะไร ปล่อยไป ปล่อยไป พอความเสียหายมันบานปลาย จึงค่อยเรียกประชุมชี้แจงกันอีก เลยกลายเป็น "ทำโง่รอบสอง" ทำนอง "วัวหายล้อมคอก" เพราะสิ่งที่ควรก็ไม่ทำ สิ่งที่ไม่ควรทำกลับทำ พูดไปก็หาว่าด่า บ้าอำนาจเหลือเกิน คอยดูเถอะ ประชุมเสร็จก็ไม่มีอะไรหรอก แค่นัดหมายกันกินข้าว เล่าเรื่องไร้สาระ

ณ วันนี้ เวลานี้ ถ้าไม่กล้า "ปลด-ปรับ-เปลี่ยน" กรรมการมหาเถรสมาคมแบบ "ยกแผง" ต่อให้ประชุมอีกล้านรอบก็ไร้ประโยชน์ ให้บิ๊กตู่ตายไปแล้วก็ยังแก้ปัญหาพระศาสนาไม่ได้ เพราะไม่กล้าแตะมหาเถรสมาคม ไม่กล้าแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ซึ่งทั้งสองประการนี้ คือจุดชี้เป็นชี้ตายของพระศาสนา แก้ปัญหาไม่ถูกจุด ปฏิวัติอีกพันรอบ ประชาชนคนไทย พระสงฆ์ไทย ก็ยังคงโง่ต่อไป เพราะอะไร ? เพราะผู้นำมันโง่ไง !

 

 

 

 

มส.สั่งประชุมพระสังฆาธิการระดับบนทั่วประเทศ ทบทวนกฎ-ระเบียบ-คำสั่ง เข้มงวดให้พระสงฆ์สามเณรถือปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน

ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พุทธมณฑล จ.นครปฐม นายสมเกียรติ ธงศรี รอง ผอ.พศ. ในฐานะโฆษก พศ.  คนที่ 1 กล่าวภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) และการประชุมนอกรอบกับพระพรหมมุนี พระพรหมบัณฑิต และพระพรหมโมลี ว่า มส. ได้มีมติให้จัดประชุมพระสังฆาธิการทั่วประเทศตั้งแต่ระดับเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ เจ้าคณะภาค และเจ้าคณะจังหวัด เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจในกฎ ระเบียบ และคำสั่งต่างๆที่สำคัญ ซึ่งมส.ได้มีมติในช่วงที่ผ่านมา เช่น เรื่องหลักเกณฑ์และหลักสูตรการบวช รวมไปถึงคำสั่งเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ ที่มีคำสั่งออกมาหลายฉบับเพื่อควบคุมพฤติกรรมพระภิกษุ สามเณร และแนวทางการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ไม่คลาดเคลื่อน และจะได้นำไปถ่ายทอดสู่พระสังฆาธิการผู้ใต้บังคับบัญชา รวมทั้งให้พระสงฆ์สามเณรถือปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้พุทธศาสนิกชนมีความศรัทธามั่นคงศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา

 

นายสมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า จากการประชุมนอกรอบเกี่ยวกับการประชุมดังกล่าว ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า จะมีการจัดการประชุมในช่วงต้นเดือนพ.ค. โดยจะกราบทูลเชิญ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก(อัมพร อมฺพโร) เสด็จเป็นประธานเปิดการประชุมด้วย อย่างไรก็ตามในวันที่ 30 มี.ค.นี้ จะมีการประชุมเพื่อกำหนดรายละเอียดในการจัดประชุมนี้อีกครั้ง

 

ที่มา : Thairnews : 21 มีนาคม 2561

 

พรรคแผ่นดินธรรมส่อแท๊งค์ !

ดร.บรรจบประกาศถอนตัว ไม่ไปการเมือง

อ้าง..ครอบครัวไม่พร้อม

ขอเป็นแค่..นักวิชาการศาสนา

 

อา..แปลว่า พรรคแผ่นดินธรรมนั้น นอกจากจะหา "กระเป๋าพรรคใบใหญ่ๆ" ไม่เจอแล้ว ก็ยัง "ไร้สมอง" เพราะมันสมองระดับ "หัวหน้า" ได้ประกาศลาการเมืองไปก่อนเลือกตั้งซะแล้ว แล้วจะเข้าสู่สนามรบได้ยังไง ในเมื่อไร้แม่ทัพและไร้เสบียง กองทัพใดไร้แม่ทัพ-ไร้เสบียง ก็มีสภาพแค่ "มดปลวก" ให้เหยี่ยวหรือกาจิกตีกินอย่างเบิกบานสำราญใจ แล้วจะรบทำไม ในเมื่อรู้ผลล่วงหน้าแล้วว่า "แพ้แน่"

ถ้าจะรบเพื่อแพ้ ก็ถามว่า มันเป็นเหตุผลที่สมควรจะนำมาเสนอต่อสาธารณชนหรือไม่ ดังนั้น นอกจากตัวเองจะ "ไม่ไป" แล้ว ดร.บรรจบ ยังมีภาระสำคัญ คือ ต้องชี้แจงต่อสาธารณชน ว่าเหตุผลใดจึงปล่อยให้ผู้ที่ตัวเองชักชวนเข้าสู่สนามรบนั้น เดินหน้าไปต่อ ทั้งๆ ที่รู้แน่แก่ใจว่า ไม่มีทางชนะ

ถ้าตัวเองไม่สู้ แล้วจะปลุกคนอื่นขึ้นสู้ไปทำไม ถ้าตัวเรายังไม่ตื่น แต่จะปลุกคนอื่นให้ตื่นนั้น ทำได้อย่างไร วิถีแห่งพุทธที่แท้จริงคืออะไร คนระดับ รศ.ดร.รท.+ ป.ธ.9 คงไม่ตอบง่ายๆ แค่เพียง "ครอบครัวไม่พร้อม" ไม่พร้อมตอนอายุเกิน 60 เนี่ยนะ เหลือเชื่อเหลือเกิน เพราะมันเกินวันฮันนีมูนมานานแล้ว หรือ ดร.บรรจบ มีกิ๊กใหม่ จึงมีอะไรให้ห่วงใยอีก

เฮ้อ ! ชั่งน่าสงสารพระพุทธศาสนาในประเทศไทยเหลือเกิน ขนาดระดับ "อดีต ป.ธ.9" ที่อาจารย์ดวงใจ ป.ธ.8 เชื่อมั่นเหลือเกินว่าเป็น "อัจฉริยะบุคคล" แถมสูงส่งด้วยคุณธรรม พรั่งพร้อมด้วยความเสียสละ จึงสู้ประกาศให้เป็น "แถวหน้า" นำทัพพรรคไทยสาธุชน หวังจะพลิกแผ่นดินไทยที่แห้งแล้ง ให้กลับเป็นแผ่นดินทองอีกหน แต่เมื่อ "อาจารย์บรรจบ ป.ธ.9" ประกาศถอนตัว ด้วยเหตุผลส่วนตัว มั่นก็มั่วซีคะ จะเหลืออะไร

ทำไม  ? ก่อนจะออกมาอาสาทำงานเพื่อศาสนาและบ้านเมือง ไม่คุยกับเมียให้เคลียร์เสียก่อน

ทำไมถึงเพิ่งมาให้คำตอบในตอนนี้

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ทำไมอาจารย์ทำอย่างนี้ ?

 

 

 

รศ.ดร.รท.บรรจบ บรรณรุจิ ป.ธ.9

ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

หัวหน้าพรรคแผ่นดินธรรม

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คบรรจบ บรรณรุจิ : 17 มีนาคม 2561

 

พุทธะอิสระสอนน้อง ว. !

ตอนบ้านเมืองวุ่นวายเพราะนักการเมือง

ไปมุดหัวอยู่ไหน ทำไมไม่โชว์ตัว

มัวแต่ประดิษฐ์วาทกรรมหลอกเด็กไปวันๆ

 

อา..บอกแล้วไงว่า คุณนาย ว. เธอน่ะ เรื่องตอแหลแล้วไม่เป็นสองรองใคร แต่สังคมไทยชอบคนตอแหลไง คนเช่น ว. จึงได้ดิบได้ดี เหมือนศรีธนญชัย

เรื่องที่ท่านพุทธะอิสระตอกกลับว่า ปาก ว. บอกว่านิยมประชาธิปไตย แต่ทำไมจึงรับการอุดหนุนจากรัฐบาลเผด็จการ แหมข้อนี้มันก็เหมือน "กรณีธรรมกาย" นั่นแหละ ทำสำอางเขียนวิทยานิพนธ์ "ธรรมกายแย่อย่างโน้น เลวอย่างนี้" ทำทีเดินตามรอยเท้า "ป.อ.ปยุตฺโต" แต่สุดท้ายก็คลานเข่า "เข้าวัดพี่วัดน้อง" ของธรรมกาย ไปรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" อย่างหน้าด้านหน้าทน

 




 

 

เพิ่งจะรู้ว่า ว.โลกสวย ก็สนใจการเมืองกับเขาเหมือนกัน

 

คำพูดตอนหนึ่งของ ว.โลกสวย พูดในงานรำลึกถึง 14 ตุลา ว่า ชนชั้นกลางในเมืองอย่างกรุงเทพมหานคร อยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตยได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ถือว่าเป็นผู้มีการศึกษาที่สุดในประเทศ

 

แต่แล้วทำไมกลุ่มคนที่ถือว่า มีการศึกษาที่ดีที่สุดในประเทศไทย ถึงอยู่ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตย

 

ฟังลีลา ว.โลกสวย แล้วคิดอย่างไรกันบ้างหละพี่น้อง

 

ไม่รู้ว่าตอนรัฐบาลประชาธิปไตยของน้อง ว.โลกสวย ลักหลับออกกฎหมายนิรโทษกรรมยกเข่ง มีใครเห็นน้อง ว.โลกสวยบ้าง

 

รัฐบาลประชาธิปไตย ผลาญงบประมาณแผ่นดินไปรับจำนำข้าวมาเก็บไว้ให้เน่าเต็มหลายสิบโกดัง ผลาญเงินไป 5-6 แสนล้านบาท จนเกิดวิกฤตทางการคลังของประเทศ ว.โลกสวยไปซุกอยู่ที่ไหน

 

รัฐบาลประชาธิปไตย รับจำนำข้าวของชาวนา ชาวนาได้แต่ตั๋วจำนำแต่เบิกเงินไม่ได้ รัฐไม่มีเงินจ่าย ทำให้ชาวนาต้องฆ่าตัวตาย ว.โลกสวย มัวไปเฉิดฉายอยู่ที่ไหนมา

 

มีการทุจริตโครงการบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาท ในรัฐบาลประชาธิปไตย แต่น้ำก็ยังท่วมจนเดือดร้อนไปทั่ว ตอนนั้น ว.โลกสวย คงจะสุขสบายดีกระมัง

 

สถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกลิ่วล้อของรัฐบาลประชาธิปไตยย่ำยี น้อง ว.โลกสวยไปจัดอีเว้นท์เดินสายประดิษฐ์คำสวยอยู่ที่เขาไหนเล่า

 

พระธรรมวินัยถูกนักบวชเผ่าพันธุ์ธรรมกาย พวกพ้องของรัฐบาลประชาธิปไตยย่ำยี ทำให้วิปริต น้อง ว.โลกสวย ทำอะไรอยู่

 

นี่คือตัวอย่างผลงานของรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งถ้าจะขุดคุ้ย ก็สุดจะคณานับเกินบรรยาย ด้วยเหตุนี้แหละ คนมีสมอง มีสติปัญญาแยกแยะ อะไรดี อะไรชั่ว ได้ชัดเจน

 

พวกเขาจึงเลือกสิ่งที่ควรทำ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูป เพียงเพื่อต้องการให้บ้านเมืองมั่นคง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ปลอดภัย

 

ตอนที่บ้านเมืองนี้เหลวแหลก มีการลดแลกแจกแถมเงินภาษีสมบัติของชาติ จนร่ำรวยเป็นตระกูลๆ จนกระจายทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากรัฐบาลประชาธิปไตย

 

น้อง ว.โลกสวย มัวแต่นั่งคิดประดิษฐ์คำพูดสวยๆ อยู่หรือไง

 

ในฐานะที่พอจะมีอายุในพระศาสนานี้อยู่บ้าง จึงอยากจะบอกน้อง ว.โลกสวยว่า

 

พระธรรมวินัยนี้แยกแยะชัดเจน ดีคือดี ชั่วคือชั่ว กุศลคือกุศล อกุศลคืออกุศล

 

พระบรมศาสดาทรงสอนให้มองโลกตามความเป็นจริง มิใช่มองแต่ความเท็จ และเชื่อว่าเป็นความจริง อย่าโลกสวยจนลืมบุญบาป กุศล อกุศล

 

ตื่นเสียทีเถิดน้อง ว.โลกสวย

 

อย่าเอาแต่มานั่งลอยหน้าลอยตา ประดิษฐ์คำสวยๆ อวดสาวกอยู่เลยมันให้ประโยชน์

 

ได้แค่ การฉาบฉวยทาปะหน้าได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว มันไม่ได้สวยอย่างที่น้อง ว.โลกสวยประดิษฐ์คำดอก

 

การที่คนชั้นกลางและคนสารพัดชนชั้น เขาเบื่อพวกนักการเมือง เบื่อประชาธิปไตย

 

ก็เพราะเขาเห็นความเหลวแหลกที่มีอยู่ในพวกประชาธิปไตย

 

คนชั้นกลาง และคนสารพัดชั้น ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปบ้านเมืองไปสู่ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์อันสมบูรณ์

 

แต่ก็ไม่ได้รับการแยแสจากรัฐบาลประชาธิปไตย หนำซ้ำยังปล่อยให้ลิ่วล้อ บริวารมาลอบทำร้าย ลอบฆ่า ลอบยิง จนมีคนบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก

 

ส่วนที่รอดตายก็ต้องมาถูกกล่าวหาว่าเป็น กบฏ

 

ถามน้อง ว.โลกสวยว่า พวกเขาได้อะไร

 

เห็นมีแต่น้อง ว. ได้รับการอุปถัมภ์บำรุงจากรัฐบาลเผด็จการ โดยมีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองไม่เว้นแม้แต่ ผอ.สำนักพุทธ เข้าไปเยี่ยมจนกระไดเปียกแฉะ หนำซ้ำยังได้ยินมาว่าน้อง ว.โลกสวย เคยขอรับการช่วยเหลือจากสำนักพุทธ ให้ช่วยโปรโมทหนัง ละคร อะไรที่น้อง ว. สร้างขึ้นมิใช่หรือ

 

ไม่ชอบรัฐบาลเผด็จการแล้วดันมาใช้บริการเขาทำไมหละ

 

ที่น้อง ว. กล่าวหาคนชนชั้นกลางตรงข้ามกับประชาธิปไตยนั้น

พุทธะอิสระ อยากจะบอกออเจ้าว่า

 

คนชนชั้นกลาง เขาไม่ได้รังเกียจประชาธิปไตย ไม่ได้อยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย แต่เขารังเกียจคนที่อาศัยประชาธิปไตยเข้ามาโกงเงินภาษีประชาชน เขาอยู่ตรงกันข้ามกับคนที่อ้างสิทธิตามหลักประชาธิปไตย โดยไม่ใส่ใจหน้าที่ที่ควรจักทำและรับผิดชอบ

 

ฉะนั้น คนชนชั้นกลางเขามีสมอง แยกแยะถูกผิดได้

 

เขาไม่ได้มืดบอด แล้วนั่งมโนโลกสวยอยู่อย่างเดียวดอกนะออเจ้า

 

พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุ หากจะดับธรรมนั้นก็ต้องดับที่ต้นเหตุ

 

ไม่ใช่โลกสวยอย่างน้องออเจ้า ที่เอะอะอะไรก็ประดิษฐ์คำสวยๆ ออกมาบอกให้เมตตา เมตตา แม้แต่คนฆ่าเสือดำก็ให้เมตตา

 

ถ้าเช่นนั้นภิกษุปาราชิกก็ต้องเมตตาด้วยหละสิ

 

 

พุทธะอิสระ

 

 

ที่มา : ฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 16 มีนาคม 2561

 


เปิด พรบ.การศึกษาสงฆ์

ฉบับ ป.ธ.9 ไม่เทียบเท่า Ph.D.


 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน พรบ.การศึกษาสงฆ์ ฉบับใหม่

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

มหาวอ ยก "วัด-วัง" บังสัจจะ !

ต้องยอมตระบัดสัตย์รับตำแหน่ง ผช.จล.

ทำนอง..เสียสัตย์เพื่อชาติ !

 

ว.วชิรเมธี อ้าง "ในวัง" บังคับ ต้องยอมรับ "ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ทั้งๆ ไม่อยากรับ และเคยประกาศต่อสาธารณะว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แถมยกตัวอย่าง "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปยุตฺตมหาเถร" รับพระราชทานสมณศักดิ์ ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มีแต่คนสรรเสริญ

 

แล้วทำไม ว.วชิรเมธี จะรับไม่ได้ ผิดตรงไหน ?

 

อา..ว่าไงครับ หลวงพ่อช่วงโปรดทราบ มหาวอบอกว่า "ตัวเองถูกขืนใจให้รับตำแหน่ง" ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับ ถึงได้มาก็มิได้ภูมิอกภูมใจอะไรอีกด้วย แบบว่า เสียสัตย์เพราะผู้ใหญ่ นี่ถ้าได้เป็นเจ้าคุณ สงสัยมหาวอคงจะฆ่าตัวตาย เพราะรับไม่ได้

เชิญปัญญาชน "ทัศนา" ทัศนะ ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คนดีศรีแผ่นดิน !

 

Take a look !

 

 

ว.วชิรเมธี ฤษีกินเหี้ย !

ถูกบังคับให้เป็นคนเลว โดยการรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 

 

"ยศช้าง ขุนนางพระ ไม่เคยมองหา แต่เบื้องบนท่านมองเห็น"

ว.วชิรเมธี

 


หลายเดือนก่อน หลังจากมีภาพไปรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อดำรงตำแหน่งเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ก็มีใครบางคน จรดปากกาเขียนถึงอาตมภาพในทางเสียหายว่า การรับตำแหน่งนั้น เป็นการแสดงถึงความกลับกลอกเหมือนศรีธนญชัย (เพราะแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องตำแหน่งแห่งที่ในทางคณะสงฆ์เลย ซึ่งเรื่องนี้ แม้จนบัดนี้ ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่)

ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ไปรับตำแหน่งทำไม ?

ขออธิบายสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลถึงสหรัฐอเมริกา (ต้นเรื่องที่กล่าวหา) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยรู้ความจริงว่า

"อาตมาอยู่วัดพระสิงห์มาแต่อายุเพียง 16 ปี เรียนธรรมะบาลีที่วัดนี้ จนได้เปรียญธรรม 6 ประโยค, บวชพระก็บวชที่วัดนี้

หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เป็นพระอุปัชฌาย์ อาตมาก็เคยเป็นพระเลขานุการของท่านมาตั้งแต่ต้นแต่อายุ 18 ปี ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรจนถึงบวชเป็นพระภิกษุ


เมื่อจบเปรียญ
9 ที่กรุงเทพฯ อาตมาย้ายกลับมาเชียงราย ก็มาอยู่ในสังกัดเดิม ซ้ำยังเป็นเปรียญธรรม 9 รูปแรกของวัด คือวัดพระสิงห์ (พระอารามหลวง) ไม่ได้เหาะข้ามห้วยมาจากที่อื่น

เมื่อกลับมาแล้ว หลวงพ่อเคยขอให้มาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสแต่เมื่อปี 2555 อาตมายังไม่อยากรับ ประวิงเวลาไว้ เพราะใจอยากทำงานเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนามากกว่างานปกครองของคณะสงฆ์ ครูบาอาจารย์ท่านก็เข้าใจลูกศิษย์ซึ่งท่านรักเหมือนลูก


มาถึงปีนี้ ผู้ใหญ่ใน
"เบื้องบน" ถามมาอีก เพราะอายุ 43 พรรษา 23 อยู่พระอารามหลวงมา 26 ปีแล้ว เป็นมหาเถระแล้ว ไม่ใช่พระเด็กๆ อีกต่อไป ควรมอบหมายให้รับภาระธุระพระศาสนาอย่างเป็นทางการ ทั้งผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่น้อยๆ (ว่าตามคำของท่าน)


ทั้งครู ทั้งศิษย์ จึงยอมอนุวัตร ตามทางการ


อาตมาจึงรับตำแหน่งของทางการ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ
"ฝ่ายเผยแผ่" เหมือนเดิม


และเมื่อเป็นแล้ว ก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ไม่ได้ย้ายไปไหน ยังพอใจกับนามปากกา ว.วชิรเมธี ธรรมดาๆ ยังคงอยู่ทำงานเผยแผ่ต่อไปที่ไร่เชิญตะวันตามปกติ

ตำแหน่งแห่งที่ ที่ท่านประทานมา ก็เพราะฟ้าบันดาล ทั้ง "วัง" และ "วัด" ท่านประสานเสียง แกมกำชับขอให้รับไว้ ไม่ใช่ไปกราบกรานอยากได้ อย่างที่มี "พระอลัชชี" บางรูปพยายามกล่าวหาด้วยข้อความรุนแรง


เรื่องนี้ เข้าใจได้ง่ายมาก


ดูอย่างท่าน
ป.อ.ปยุตฺโต หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ องค์ใหม่ก็ได้ ท่านก็ทำงานของท่านไป ไม่เคยอยากจะได้ใคร่จะมีอะไร ปิดทองหลังพระไป เมื่อทองล้นออกมาหน้าพระ วันดีคืนดี
"หลวง" หรือราชการก็โปรดให้ท่านเป็นสมเด็จฯ เมื่อเป็นแล้ว ท่านก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ดังท่านกล่าวความในใจว่า

"พระนั้น จะแต่งตั้งไปชั้นไหน ชั้นไหน ก็ยังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม ทางพระพุทธศาสนา ท่านไม่นิยมถามว่า "จะเป็นอะไร" แต่สำคัญที่ว่า "จะทำอะไร" ให้เรื่อง "เป็น" มาเกื้อหนุนเรื่อง "ทำ" ให้ได้ ท่านจึงว่า "ให้เป็นนั่นเป็นนี่" เพื่อจะได้ "ทำนั่นทำนี่" ได้สะดวก"

เพราะฉะนั้น คนที่ "รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" มองการรับตำแหน่งของอาตมา เป็นเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ หรือมองไปว่าได้มาเพราะเข้าหาผู้ใหญ่ ทั้งยังพยายามกล่าวหาอาตมาเลื่อนลอยด้วยคำใหญ่คำโตนั้น ก็ขอโปรดเข้าใจเสียให้ถูกต้องตามนี้ อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ


หยุดการปรุงแต่งแบบเด็กๆ เสียทีเถิดพ่อคุณเอ๋ย


ดีร้าย หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ระวังปาก จะกลายเป็นการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เสียเปล่าๆ


ส่วนที่มีภาพไปกราบหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ แล้วเอามาเขียนว่าไปประจบท่านนั้น ก็ขอเตือนว่า เวลาจะเขียนอะไร ดูคำอธิบายใต้ภาพด้วย

เพราะภาพพวกนั้น มีปรากฏอยู่ในเฟซบุ๊คของอาตมาเอง มีคำอธิบายกำกับด้วยว่าไปทำอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน

ภาพคู่สมเด็จฯที่เห็น คืองานไปรับรางวัล "วัดที่จัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จัดที่ มจร.วังน้อยเมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ และครั้งที่สอง หลวงพ่อสมเด็จฯ นิมนต์ไปพบเมื่อเดือนเมษายน เพื่อแจ้ง "พระราชดำริ" ด้านการศึกษาภาษาบาลีที่ทรงฝากมา โดยขอให้ช่วยรับเป็นภาระธุระ เพราะอาตมาสื่อสารกับสังคมได้ง่าย มีคนฟังเยอะ

ทั้ง "เบื้องบน" ท่านก็ทรงกำชับมาหลายครั้ง เรื่องการศึกษาภาษาบาลีในโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะเห็นว่า ท่าน ว.วชิรเมธี นี้ เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค และได้เขียนหนังสือเรื่อง "เปรียญ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" เพื่อเป็นแนวทางฟื้นฟูการศึกษาภาษาบาลีตามพระราชประสงค์

และที่สำคัญจะต้องขอพระราชทานคำนำเป็นกรณีพิเศษ หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ในฐานะประมุขสงฆ์ และแม่กองบาลีสนามหลวง ก็อยู่ในฐานะที่จะต้องเขียนสัมโมทนียพจน์ด้วย

คนเขาไปปรึกษาหารือเรื่องงานพระศาสนาล้วนๆ มีพยานเป็นร้อย เป็นพัน ต่อหน้าธารกำนัล อย่างโปร่งใส แต่คนเขลาบางคน เอาไปเขียนข่าวเชิงเสียหาย ว่าผู้เขียนไปประจบพระผู้ใหญ่ขอยศศักดิ์ ช่างน่าละอายเหลือเกิน ที่คิด ที่เขียน อะไรออกมา โดยไม่สนใจหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีอยู่ดาดดื่น มีอยู่ในคำอธิบายใต้ภาพที่ตัวยกมาด่านั่นเองเสียด้วยซ้ำ

จึงขอแจ้งญาติโยมทั้งหลายได้ทราบ ว่าอย่าได้หลงเชื่ออย่างผิดๆ ตามที่มีคนเขียนข่าวเลอะเทอะเผยแพร่ออกไป


(ว.วชิรเมธี)

 

 

(หมายเหตุ.


1. ตามปกติ ตั้งใจจะไม่เขียนตอบอะไรในประเด็นระดับ "โลกธรรม" เหล่านี้เลย เพราะถือว่าเป็นธรรมดาโลกที่ย่อมมีคนเข้าใจผิดบ้าง เข้าใจถูกบ้าง แต่เรื่องนี้ มีคน "เดือดร้อน" แทนหลายคน แต่ละคนก็ไม่ใช่ตาสีตาสา ทั้งอาจส่งผลกระทบหลายฝ่าย จึงจำใจต้องเขียนออกมา เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อเข้าใจข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะได้เพลาๆ การแชร์ การส่งข้อความโกหกทั้งหลายลงบ้าง ไม่เช่นนั้น พระดีๆ ทั้งหลาย ทั้งพระบ้านพระป่าสายกรรมฐาน สายวิชาการบริสุทธิ์ สายพัฒนาสังคม ที่ "หลวง" ท่านเมตตาถวายสมณศักดิ์เพื่อส่งเสริมการทำงาน ก็จะพานถูกกล่าวหาไปเสียทั้งหมด


2. มีภาพอาตมาคู่กับหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ บางคนเอาไปตีความในทางเสียหาย ขออธิบาย "ข้างหลังภาพ" สั้นๆ ตามข้อเท็จจริง


2.1 ภาพที่เห็นอยู่บนเวที คือ วันที่ไปรับรางวัล "วัดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จากหลวงพ่อสมเด็จฯ จัดโดยกรมควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับรางวัลเสร็จ หลวงพ่อสมเด็จฯ ก็ขอให้เล่าให้ที่ประชุมฟังทั้งห้อง ว่าบริหารจัดการไร่เชิญตะวันอย่างไร จึงกลายเป็น
Eco Temple ที่ร่มรื่น เรื่องก็มีเท่านี้ มีคนอยู่ในงานหลายร้อยคน ภาพนิ่ง ภาพวีดิโอ บันทึกไว้พร้อมสรรพ แต่มีบางคนไม่เข้าใจ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ที่อยู่สหรัฐอเมริกา เอาไปเขียนว่า อาตมาไปประจบพระผู้ใหญ่ นี่คือ ความน่าอนาถของคนที่เรียกตัวเองว่า สื่อมวลชน


2.2 อีกครั้งหนึ่ง ได้รับนิมนต์ไปหารือข้อราชการของคณะสงฆ์ เนื่องจากได้รับการขอร้องให้เข้ามาช่วยเรื่องการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์ ซึ่งขอร้องมาจากทั้งฝ่ายวัง และฝ่ายวัด เพราะผู้เขียนเป็นเปรียญธรรม 9 ประโยค วังและวัดเห็นว่า พอจะมีพื้นฐานภาษาบาลีอยู่บ้าง จึงขอให้มาช่วยเรื่องนี้ จึงได้ปฏิรูปการศึกษานำร่องที่วัดบ้านเกิด/เชียงของ/เชียงราย จนปี 2558 สามเณรเก่งทั้งทางโลกและทางธรรม สามารถบรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษจนชนะเลิศระดับประเทศ ได้เข้ารับพระราชทานทุนและผ้าไตร และได้ลองเทศน์ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่จังหวัดน่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นี่เป็นข่าวดี ที่หลวงพ่อสมเด็จฯ เห็นว่าก้าวหน้า และพอเป็นความหวังของคณะสงฆ์ไทยในฝ่ายการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ จึงขอให้ไปเล่าถวาย พร้อมกันนั้น ก็ได้นำเสนอต้นฉบับหนังสือ "9 เปรียญ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" ซึ่งได้นักเขียนฝีมือดีคือระดับประเทศ คือ คุณอรสม สุทธิสาคร คุณวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง มาช่วยเรียบเรียง หมายใจว่า เล่มนี้จะเป็นหนังสือ "สร้างแรงบันดาลใจ" ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยรุ่นใหม่ ใฝ่เรียนธรรมะบาลีมากขึ้น เพราะเป็นชีวประวัติของพระและโยมที่จบเปรียญ 9 แล้วประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม เช่น ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก
, ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ, ป.อ.ปยุตฺโต เป็นต้น


ความจริงที่ได้ไปกราบสมเด็จฯ ก็มีแค่นี้
แต่แล้วคนที่มือดีมากกว่าสมอง ก็เอาไปเขียนในทางลบว่า ผู้เขียนไปพบผู้ใหญ่เพื่อหวังยศศักดิ์อัครฐาน ถ้าหวังจริงอย่างว่า จะอยู่ในพระอารามหลวงมา 26 ปี โดยเป็นพระธรรมดามาจนป่านนี้ได้อย่างไร คุณสมบัติก็ใช่จะไม่ครบ
ครบจนล้นเสียด้วยซ้ำ


การ
"รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" แบบนี้แล้วก็นำมาเขียนข่าวนั้นสร้างความเสียหายใหญ่หลวงมาก เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ก็ไม่สนใจ นึกจะเขียนอะไรก็เขียน พลอยทำให้คณะสงฆ์เสียหาย เสียทั้งหลวงพ่อสมเด็จฯ เสียทั้งเบื้องบน เสียทั้งผู้เขียน งานที่ทำกันมาด้วยเจตนาแสนดีถูกมองในทางเสียหายหมด ดังนั้น ใครรู้ผิด เข้าใจผิด ขอความกรุณา เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องตามนี้เทอญ. (ว.วชิรเมธี)

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : 15 ธันวาคม 2559

 

อ่านบทความ โดย พระมหานรินทร์ นรินฺโท

 

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม