LAST UPDATE :   NOVEMBER : 14 : 2017 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 


 

ผู้จัดการรับลูกพุทธะอิสระ !

ซัดเจ้าคุณประยูรทำผิดกฎมหาเถรสมาคมเสียเอง

กรณีเซ็นเอ็มโอยูกรรมการเลือกตั้งพ่วงเจ้าคุณประสาร

เรียกร้องพงศ์พรให้ไปดูด่วน !

 

อา..ยังมิทันที่บิ๊กตู่จะตั้งพรรคการเมือง สีเหลืองสีแดงในผ้าเหลืองก็เปิดสนามตะลุมบอนกันแล้ว วันก่อน พุทธะอิสระออกโรงวิจารณ์การทำ MOU ระหว่าง มจร-กกต ว่ามีปัญหาแน่ เพราะมี "เจ้าคุณประสาร" ไปนั่งทำหน้าเครียดเซ็นอะไรร่วมด้วย วันนี้ ผู้จัดการ คอลัมน์ "ข่าวปนคน-คนปนข่าว" ก็รับลูกพุทธะอิสระ ออกโรงเรียกร้องให้ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ผอ.พศ. จาก ม.44 ให้ช่วยไปดู "เอ็มโอยู" ของ กกต. ว่าเซ็นกันไว้อย่างไร รวมทั้งช่วยไปทบทวน "มติ มส" ข้อที่ว่า "ห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง" ว่าจะสามารถระงับยับยั้งเอ็มโอยูสีแดงฉบับนี้ได้หรือไม่ และถ้าเป็นไปได้ก็จะขอบคุณมาก นั่นคือ ยกเลิกเอ็มโอยูฉบับนี้เสียที มันบาดตาบาดใจพุทธะอิสระเหลือเกิน เฮ้อ !

 

 

 

ปลุกผีพระเสื้อแดง !!  กกต.ทิ้งทวนก่อนลาโรง ดึง มจร. ปลุกสำนึกประชาธิปไตย เข้าข่ายดึงสงฆ์ยุ่งการเมืองเต็มๆ เปิดฟลอร์ "เจ้าคุณประสาร" สอนประชาธิปไตย สำนักพุทธฯ น่าจะมาดูแลซะหน่อยแล้ว

จวนจะได้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่อีกไม่กี่อึกใจ ส่งผลให้ 5 เสือ กกต.มีอันต้องตกงาน หลังถูกหมายหัว เซตซีโร ก่อนใครเพื่อน .. แต่ สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ที่ฟาดงวงฟาดงาตั้งแต่วันแรก และเรื่อยมา .. ล่าสุดออกมาสวมบท ซือแป๋ สอนกฎหมายเลือกตั้งให้ บิ๊กตู่ ที่โยน 6 คำถามออกมา ซือแป๋จำเป็น เตือนว่า จะขัด ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง แต่ดูแล้วคงไม่มีใครฟัง เพราะภาพลักษณ์ปัจจุบันของตัวเอง ต่อให้ข้อท้วงติงมีเหตุผล และหลักการ ก็เหอะ .. เนื่องจากทุกคนมองว่า เป็นการ เอาคืน ที่ถูกเขี่ยออกเท่านั้น .. จะว่าไป กกต. ชุดนี้ที่มี ศุภชัย สมเจริญ เป็นประธาน ในช่วงท้ายๆ การดำรงตำแหน่ง มีเรื่องอะไรแปลกๆทำ ออกมาเสมอ อย่างไม่กี่วันก่อน ประวิช รัตนเพียร ส่งรองเลขาธิการ กกต. ไปลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กกต. กับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มจร.) ตามนโยบายการสร้างพลเมืองดีวิถีประชาธิปไตย .. จนถูกคนนินทาหมาดูถูกว่า ไม่มีอะไรทำกันหรืออย่างไร? เพราะโดยหลักการ พระสงฆ์ นั้นไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลก แต่อยู่ๆ กกต. ไปดึงเข้ามา โดยอ้างว่าพระสงฆ์มีความสำคัญในการรณรงค์การใช้สิทธิเลือกตั้ง .. อย่างนี้ยิ่งไม่เหมาะ ไม่ควร อย่างยิ่ง เพราะ พระสงฆ์ แต่ละพื้นที่ ล้วนมีอิทธิพลทางความคิดต่อชาวบ้าน สามารถโน้มน้าวให้เชื่อง่ายกว่าบุคคลธรรมดา ถ้าไปเจอพระที่ เอียงกระเท่เร่ ทำผิดวัตถุประสงค์ จากที่รณรงค์ให้คนไปเลือกตั้ง กลัวท่านเจ้าคุณจะแนะนำว่า เบอร์นี้ดีนะโยมน่ะสิเจ้าคะ  

อีกอย่างใน คำสั่งพระสังฆาธิการ ของเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สั่งห้าม ภิกษุ-สามเณร เกี่ยวข้องกับการเมือง .. แต่สิ่งที่ มจร. กำลังทำนี่ เข้าการเมืองเต็มๆ ยิ่งในยุคที่การเมืองมีความขัดแย้งสูง เหมือนเป็นการนิมนต์ พระสงฆ์ มาร่วมวงด้วย .. ก็ไม่รู้ว่า คิดอะไรกันอยู่ แต่ดูชื่อ ผู้บริหารมจร.แล้วก็ถึงบางอ้อ บางรูปก็ชอบธุดงค์เข้าดงม็อบบ่อยๆ โดยเฉพาะเจ้าคุณประสารพระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดี มจร. ที่ชัดเจนว่า แดงแจ๋ เลยล่ะคุณโยม .. แล้วก็ไม่รู้ว่า พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มจร. ไม่ได้คิดเรื่องนี้หรืออย่างไร .. เพราะ เจ้าประคุณทั่น น่าจะเป็นคนที่รู้เรื่องคำสั่งพระสังฆาธิการมากที่สุดว่า มีข้อห้ามพระภิกษุ-สามเณร เกี่ยวข้องกับการเมือง ในฐานะที่เป็นกรรมการ มส. แต่ไฉน นำทีมมาลงนามเรื่อง ทางโลก กับเขา ส่วนเจ้าภาพฝั่ง กกต. ที่เป็นต้นเรื่องอย่าง ประวิช นี่ก็นอกจากโปรไฟล์อดีตรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยแล้ว เขาว่ากันว่า ตัวพ่อจานบิน เหมือนกัน .. อ้าววว พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมห์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อยู่หนายยยย ไปดูหน่อย

 

 

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 15 พฤศจิกายน 2560


ย้ายปลายแถว
!

พงศ์พรเล่นเก้าอี้ดนตรีรอบสอง

สั่งย้าย พศจ.-นักวิชาการศาสนา อีก 15 ตำแหน่ง

ล้วนแต่ลูกกระจ๊อก !

 

 

 

อา..แบบว่า "ปลด-ย้าย" ธัมมชโย ไม่ได้ คึกฤทธิ์-นาป่าพง ก็ไม่กล้าแตะ ก็แทบไม่มีงานอะไรให้ทำ เพราะทำไม่เป็น ไม่กล้าแม้แต่จะให้สัมภาษณ์นักข่าว ผิดจากสมัยแรกที่ "จรว. จ้อรายวัน" สุดท้าย นายพงศ์พร ก็หันมาเล่นเก้าอี้ดนตรีภายในสำนักพุทธฯ โชว์ออฟว่าตัวเองมีอำนาจ "กวาดพื้น" แถวๆ รอบเมือง แต่ภายในเมืองตัวจริงนั้นเว้นไว้ใหญ่บะเริ่มเทิ่ม เข้าตำรา "ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น" ยิ่งอยากเป็น แต่ทำไม่เป็น มันก็เป็นเรื่องหัวร่อไม่ได้ ร่ำไห้ไม่ออก สำหรับงานพระศาสนาในเวลานี้ มีกรณีเดียวเท่านั้นที่เห็นว่าน่าจะไปได้ ก็คือ พงศ์พร สั่งตั้ง "พุทธะอิสระ" เป็นประธานที่ปรึกษา ผอ.พศ. ซะ จะได้จบข่าว เพราะไม่ต้องเสียเวลาให้คุณพุทธะอิสระวิ่งไปร้องเรียนที่โน่นที่นี่ให้จู้จี้หัวใจ เอาเข้ามานั่งบริหารกลางสำนักพุทธฯ นี่แหละ จะได้รู้ว่า..ไผเป็นไผ กล้าหรือไม่ล่ะ ?

วันก่อน พงศ์พร ไม่ยอมเข้าประชุม มส. แต่ทำหนังสือเวียนแจ้งให้กรรมการ มส. ทราบ จากนั้นก็รวบรัด "สรุปเป็นมติ" แล้วลงลายมือเซ็นประกาศเป็น "มติ มส. ครั้งพิเศษ" เสียเอง แบบว่าตั้งตัวเป็นผู้สำเร็จราชการงานพระศาสนาเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยึดอำนาจศาสนา แต่ถามว่า ถ้าเช่นนั้นทำไมไม่บวชมาเป็นสังฆราชเสียเลย พระสงฆ์ไทยอ่านลายเซ็นแล้วจะได้ไม่สงสัยในความบริสุทธิ์ของ..สมเด็จพระพงศ์พร !

 

 

เตมีย์ใบ้ยุคใหม่ !

 

 

วันนี้ นอกจากพงศ์พรจะสวมบท "พระเตมีย์ใบ้" ประจำพุทธมณฑลแล้ว ก็ยังไม่แคล้วคนตาบอด เพราะไม่รู้จะขับเคลื่อนงานพระศาสนาไปในทิศทางใด มืดไปแปดทิศ เพราะชั่วชีวิตเคยแต่ "อ่านหนังสือธรรมะ" แต่งานพระศาสนาซึ่งมีภารกิจมากมายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านการปกครอง ด้านการศึกษา ด้านการเผยแผ่ และสาธารณูปการ พงศ์พรไม่เคยเรียนรู้ เพราะไม่อยู่ในหนังสือธรรมะธัมโม แต่ทั้งหมดทั้งปวงมันอยู่ใน "หลักการบริหารพระศาสนา" แถมเมื่อสวมบทอันธพาล ระรานพระสงฆ์องค์เณรไปทั่วบ้านทั่วเมือง ถึงกับองค์กรพระสังฆาธิการแห่งประเทศไทย "ประกาศบอยคอต" ไม่ร่วมสังฆกรรม-ไม่เชิญไปร่วมงาน แบบว่าอารยะขัดขืน ก็ทำให้ไปไม่เป็น ไม่รู้จะจับงานอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน ก็เลยหันไปย้ายเด็กๆ ในสำนักพุทธฯ นั่นแหละ แก้เซ็ง !

นี่แหละฮะ ที่โบราณว่า "ผลักมิตรให้เป็นศัตรู" หรือ "สร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น" เพราะคิดจะเล่นบทพระเอกคนเดียว โดยไม่มองดูคนรอบข้างว่าไปกันได้หรือไม่ สุดท้ายงานพระศาสนาก็มาถึง "ทางตัน" ตันเพราะมีอำนาจ แต่ทำงานไม่ได้ ทำงานไม่เป็น พงศ์พรเล่นเก้าอี้ดนตรีมา 2 รอบแล้ว ย้ายใหญ่ ย้ายใหญ่ กลัวว่าถ้าย้ายรอบสองแล้วยังไม่ไปไหน สุดท้ายอาจจะต้องสั่งย้าย..ตัวเอง !

 

 

 

เก้าอี้ดนตรีชุดใหม่ของพงศ์พร

 

 

พงศ์พรสั่งย้าย 15 บิ๊กข้าราชการ ผอ.พศจ.

พงศ์พรจัดทัพโยกคนใหม่เข้าทำงาน พศ. ประเดิมสั่งย้าย 15 ข้าราชการระดับ ผอ.พศจ.-นักวิชาการศาสนา มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

13 พ.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีคำสั่ง พศ. เรื่องย้ายข้าราชการ ตำแหน่งอำนวยการระดับสูง ในตำแหน่ง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) จำนวน 9 ตำแหน่ง ดังนี้ 

1. นายสุทธิรักษ์ หนูฉ้ง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ราชบุรี เป็น ผอ.พศจ.ฉะเชิงเทรา

2. นายสนทยา เสนเอี่ยม ผอ.พศจ.สงขลา เป็น ผอ.พศจ. ราชบุรี

3. นายถมยา ศรีประสม ผอ.พศจ.ปัตตานี เป็น ผอ.พศจ.สงขลา

4. นายจรัญ มารัตน์ ผอ.พศจ.นครศรีธรรมราช เป็น ผอ.พศจ.ปัตตานี

5. นายประพันธ์ ตั้นวัฒนา ผอ.พศจ.พิจิตร เป็น ผอ.พศจ.จันทบุรี

6. นายอัครชัย ได้ผลธัญญา ผอ.พศจ.เพชรบูรณ์ เป็น ผอ.พศจ.พิจิตร

7. นายสุริยันต์ สาระบุตร ผอ.พศจ.ศรีสะเกษ เป็น ผอ.พศจ.ชลบุรี

8. นายประพันธ์ คำจ้อย ผอ.พศจ.ลำพูน เป็น ผอ.พศจ.เชียงราย

9. นายณัฐสิทธิ์ วงศ์ตลาด ผอ.พศจ.หนองคาย เป็น ผอ.พศจ.สุพรรณบุรี

 

นอกจากนี้ ยังได้มีคำสั่งย้ายข้าราชการในระดับวิชาการ และทั่วไป จำนวน 6 ตำแหน่ง ดังนี้

 

1. นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี นักวิชาการศาสนา พศจ.นครปฐม เป็นนักวิชาการศาสนา พศจ.นครราชสีมา

2. นายสุขพิชัย เชาวกุล นักประชาสัมพันธ์ สำนักเลขานุการกรม เป็นนักวิชาการศาสนา พศจ.นครปฐม

3.นางศุภิสรา บัวงาม นักทรัพยากรบุคคล ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต เป็นนักวิชาการศาสนา พศจ.สระบุรี

4. นางหนึ่งฤทัย พูลลาภ นักวิชาการศาสนากองพุทธศาสนศึกษา เป็นนักทรัพยากรบุคคลศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต

5. นางจุไรรัตน์ มีศิริ เจ้าพนักงานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สำนักเลขานุการกรม เป็น เจ้าพนักงานธุรการ พศจ. สมุทรสาคร และ

6. นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา ผอ.พศจ.อ่างทอง มาช่วยรายการที่ พศ. ให้กลับไปดำรงตำแหน่ง ผอ.พศจ.อ่างทอง เช่นเดิม 

ซึ่งคำสั่งดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

ที่มา : คมชัดลึก : 14 พฤศจิกายน 2560


พระธรรมทูตมรณภาพ !

 

 

พระมหาดิเรก พุทฺธยานนฺโท เจ้าอาวาสวัดแพร่แสงเทียน

อดีตเจ้าอาวาส วัดป่าพุทธยานันทาราม ลาสเวกัส

 

 

 

รายงานข่าวจากวัดป่าพุทธยานันทาราม เมืองลาสเวกัส แจ้งว่า เมื่อเวลา 18 นาฬิกา (หกโมงเย็น) วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา พระมหาดิเรก พุทฺธยานนฺโท วัดแพร่แสงเทียน ต.ไทยย้อย อ.เด่นชัย จ.แพร่ และอดีตเจ้าอาวาสวัดป่าพุทธยานันทาราม เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา วัย 65 ปี ได้ถึงแก่มรณภาพลงอย่างกะทันหัน ด้วยอุบัติเหตุตกลงไปในแท๊งค์น้ำภายในวัดพระธาตุแสงเทียน อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ศิษยานุศิษย์ได้นำส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย แต่ปรากฏว่าเมื่อไปถึงโรงพยาบาล พระอาจารย์ดิเรกได้สิ้นใจไปแล้ว

พระมหาดิเรกนั้น เป็นศิษย์ในสาย หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ซึ่งเป็นผู้นำในการปฏิบัติธรรมแนวเคลื่อนไหว ได้เข้ารับการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 4/2541 และได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจ เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าพุทธยานันทราม เมืองลาสเวกัส ได้ระยะหนึ่ง จึงเดินทางกลับเมืองไทย แต่ก็ยังคงไปๆ มาๆ จนกระทั่งได้ถึงแก่มรณภาพลงอย่างกะทันหันในวันนี้

ส่วนพิธีกรรมบำเพ็ญกุศลศพ พระมหาดิเรก พุทฺธยานนฺโท นั้น ทางวัดแพร่แสงเทียน คงจะได้แจ้งให้แก่ศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนที่เคารพนับถือ ได้ทราบต่อไป

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 12 พฤศจิกายน 2560


 

จัดเต็ม !

พุทธะอิสระมาตามนัด

ซัดเจ้าคุณประยูรว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

เป็นกรรมการมหาเถร ห้ามพระเณรยุ่งการเมือง

แต่ตัวเองลงไปคุมเกมการเมืองเสียเอง

แถมหนีบเจ้าคุณประสารนั่งเอ้เต้กลาง กกต.

บีบหัวใจพุทธะอิสระเหลือเกิน เกินห้ามใจไหว

ก็เลยต้องลุยไล่ ให้มันแหลกไปข้าง !

 

อา..บิ๊กตู่ยังมิทันปลดล็อกการเมือง ผ้าเหลืองผ้าแดงก็เริ่มตะลุมบอนกันแล้ว นี่แหละคือรายการ "มาตามนัด" ขนาดไม่ได้นัดก็ยังต้องมา ประมาณว่า ที่ไหนมีจีวรแดง ที่นั่นเป็นต้องมี "พุทธะอิสระ" พุทธะอิสระแนมเหน็บให้เจ็บใจไปถึง "เจ้าคุณประยูร" อธิการบดี มจร. แม่ทัพใหญ่ในค่ายวังน้อยเวลานี้ ว่ามีพฤติกรรมอำพราง นั่งเก้าอี้ มส. ออกกฎห้ามพระเณรยุ่งการเมือง แต่ตัวเองตีเนียนไปเซ็นเอ็มโอยูดูการเมืองอยู่บนชั้นวีไอพีชี้เป็นชี้ตาย แบบนี้มันต้องมีบัตรเสือกถึงจะได้เข้าไปในสนามกับเขาบ้าง อิอิ !

แต่..แต่คุณพุทธะอิสระก็มิใช่ย่อย หยอดสำนวนยิ่งกว่าตะกร้อไทย ได้ทีเป็นเตะใส่หน้า แบบว่า "พระเสื้อแดง พระจีวรแดง" มองเห็นเป็นศัตรูคู่อาฆาต อ้างว่า "จีวรแดงไม่ควรยุ่งการเมือง" แต่ถามว่า "จีวรเหลืองควรยุ่งการเมืองไหม" ไอ้ที่ว่าแต่เขาก็อิเหนาเป็นเองพอๆ กัน พอ มจร. เข้า กกต. พุทธะอิสระก็เบียดแทรกเข้าไปในสนามทันที ออกทีวีหนุนบิ๊กตู่เป็นนายกฯต่อ ผ่านคำถาม 6 ข้อ หัวใจของคำถามก็รู้ๆ กันอยู่ คือการตั้งพรรคทหารหนุน คสช. สืบทอดอำนาจทางการเมือง โชว์กลางจอชัดเจนซะขนาดนี้ แบบว่าไม่มีขัดไม่มีเขินเลย ก็คงยิ่งกว่า..สมาชิกพรรค คสช. กิตติมศักดิ์ !

 

 

MOU ข้อที่ 1. ห้ามพุทธะอิสระยุ่งการเมือง เด็ดขาด ถ้าว่าไม่ฟัง ก็ให้เจ้าคุณประสารจัดม็อบออกต้าน ให้มันรู้กันไปว่าไผเป็นไผ !

 

 

บุพเพอาละวาด !

 

 

พุทธะอิสระสวด กกต.-มจร. เซ็น MOU เปิดช่องนักบวชเสื้อแดงจุ้นการเมือง

10 พ.ย. 60 : พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือ หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า มีข่าว กกต. ไปเซ็นเอ็มโอยู กับมหาลัยสงฆ์ชื่อดังคือ มจร. โดยมีอธิการบดีท่านเจ้าคุณประยูร เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหารและกรรมการมหาเถระสมาคม ร่วมกับนักบวชจีวรแดง อย่างเจ้าคุณประสารดูจะเป็นข่าววิปริตส่งท้ายปี ในวงการสงฆ์อีกช่วงหนึ่ง ทั้งที่มหาเถระสมาคม มีกฎห้ามพระเณรยุ่งการเมือง

"แต่วันนี้ สังคมไทย ได้เห็นกรรมการมหาเถร ที่มีดีกรีระดับอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์มาเป็นแกนนำ ทำเอ็มโอยู กับหน่วยงานเลือกตั้งของประเทศและที่ผู้คนอีกฟากฝั่ง เขาเป็นห่วงก็ตรงมีนักบวชจีวรแดงมาร่วมแจมด้วยนี่ซิ เพราะด้วยพฤติกรรมที่ผ่านมาของท่านอธิการบดีและรองอธิการบดีกลุ่มนี้ล้วนแสดงออกชัดเจนว่า เป็นผู้ฝักใฝ่ลัทธิสื้อแดง มาโดยตลอด ชาวบ้านเขาจึงเป็นห่วงว่า หากข้อตกลงระหว่างกรรมการการเลือกตั้งกับ มจร. มีผลตามกฎหมายและนำมาปฏิบัติได้จริงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

เขาก็กลัวว่า จะมีนักบวชเสื้อแดงแฝงเข้าไปฝังซึมการเมืองแบบผิดๆ ประมาณว่า โกงได้หากเอามาแบ่งกัน ซึ่งอะไรมันก็เกิดขึ้นได้ในกลุ่มนักบวชเสื้อแดง หากมันเป็นเช่นนี้ ฝ่ายที่ตรงกันข้ามกับกลุ่มเสื้อแดง คงจะไม่ยอมรับเป็นแน่"

อย่างไรก็ตาม อาตมานั้น ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายกับเอ็มโอยูในครั้งนี้ ด้วยเพราะ กกต. ชุดนี้จะพ้นวาระไปอีกไม่นานสภา สนช. กำลังเลือกคณะกรรมการ กกต. ชุดใหม่ เมื่อมีคณะกรรมการชุดใหม่แล้ว เอ็มโอยูของชุดเก่าก็คงจะถูกเก็บเข้าลิ้นชักไปและอยากบอกกรรมการเลือกตั้ง ต้องการจะเผยแผ่ประชาธิปไตยที่ไม่ใช่เอาแต่เรียกร้องสิทธิ แต่ควรมีสำนึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ ที่ตนต้องทำด้วย กกต. ควรจักเข้าไปเซ็นเอ็มโอยูกับกระทรวงศึกษาธิการและสภามหาวิทยาลัยของประเทศ ไม่ใช่มาใช้พระเณรอย่างที่ทำอยู่

หลวงปู่พุทธะอิสระ ระบุว่าดูว่าไม่จะไกลเกินเอื้อม ประมาณว่าปวดท้องกลับหายาแดงมาทาหัว ประมาณนั้น เหล่านี้คือเหตุผลที่พุทธะอิสระ ต้องเขียนอธิบายความให้บรรดากองเชียร์ทั้งหลายได้เข้าใจ แต่ที่จะตะขิดตะขวงใจ และให้สงสัยก็คือ เจ้าคุณประยูร เป็นถึงกรรมการมหาเถร เป็นถึงระดับผู้คุมกฎ กลับออกมารับลูกเล่นในสนามการเมืองเสียเอง ต่อไปพระทั้งประเทศคงจะได้เป็นหัวคะแนนได้ ดีไม่ดีอาจลงเลือกตั้งได้ดังที่ ฝ่ายนักวิชาการเสื้อแดงเรียกร้องมาตลอด

สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเซ็นเอ็มโอยูระหว่างกรรมการการเลือกตั้ง กับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) มีขึ้นที่สำนักงาน กกต. เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

 

ที่มา : ไทยโพสต์ : 11 พฤศจิกายน 2560


ดองเค็ม
!

สำนักพุทธแจงข่าวคึกฤทธิ์พ้นมลทิน

บอกมอบให้เจ้าคณะปทุมธานีไปจัดการแล้ว

แล้วแต่พระคุณเจ้าจะจัดการ

สำนักพุทธฯ ไม่รู้เรื่องไปถึงไหน ไม่เคยใส่ใจ

สนใจก็แต่เรื่อง..เงิน !

 


 

 

อา..ก็สรุปว่า ทั้งธัมมชโย-วัดพระธรรมกาย ทั้งคึกฤทธิ์-วัดนาป่าพง ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดปทุมธานีทั้งคู่ ก็ลอยตัวอยู่เหนือกฎหมายสบายๆ เพราะรัฐบาลและคณะสงฆ์ไทย ไม่มีปัญญาจะจัดการ ทำได้อย่างมากที่สุดก็แค่ "ถอดยศ" ธัมมชโย-ทัตตชีโว ซึ่งลูกศิษย์ก็ประกาศสวนควันปืนว่า "นับถือหลวงพ่อที่ตัวท่าน มิได้นับถือเพราะยศถาบรรดาศักดิ์" งานนี้เล่นเอารัฐบาลบิ๊กตู่หน้าหงาย เพราะคิดง่ายๆ ว่า ถ้าถอดยศธัมมชโยแล้ว คงไม่มีใครเข้าวัดธรรมกาย ที่ไหนได้ เข้ามากกว่าเดิมเสียอีก เดือนหน้า วันเกิดทัตตชีโว เห็นว่าจะมีลูกศิษย์จากทั่วโลก ไปถวายมุทิตา..เป็นล้าน !

 

 

กรณีคึกฤทธิ์ก็เช่นกัน ทั้งรัฐบาลและมหาเถรสมาคม ไม่ได้ทำอะไรเลย ปล่อยปละละเลยให้เติบใหญ่ขึ้นทุกวัน มีเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ 2-3 คน ออกมาต่อสู้เพื่อพระศาสนา มันน่าอายใจแทนพระไทยทั้งประเทศ ทั้งๆ ที่คึกฤทธิ์นั้น "ด่ากราด" ทั้งมหานิกาย-ธรรมยุต ก็รวมทั้งพระสมเด็จพระสังฆราชโน่นล่ะ ว่าศึกษาวิชาการไม่ว่าจะเป็นด้าน นักธรรม-บาลี หรือ มจร.-มมร. ก็ล้วนแต่เป็นเดียรถีย์ เพราะมิได้เรียนพุทธวจนะโดยตรง แต่แปลก ! มหาเถรสมาคมได้ยินก็เฉย ไม่เจ็บ ไม่คัน ไม่จั๊กกะเดียม วางอุเบกขาเวลาไฟไหม้บ้าน หนำซ้ำ "สมเด็จช่วง" ผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราชในสมัยนั้น ยังเปิดประตูวัดปากน้ำอ้าซ่า ปล่อยให้คึกฤทธิ์เข้าไปหาถึงในกุฏิ แบบนี้ไงล่ะ พระศาสนาถึงพังดังที่เห็น

 

 

วันนี้ เราได้สังฆราชใหม่แล้ว เราได้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคนใหม่แล้ว แบบว่าได้ดรีมทีม ที่กองเชียร์คุยโวโอ้อวดว่า "นี่แหละคือขุนศึกที่จะมาชำระสะสางกิจการพระศาสนาที่ยุ่งเหยิงมานาน ให้สะอาดเหมือนสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช" ที่ไหนได้ ไม่เห็นใครทำอะไรเลย ธัมมชโยก็ลอยนวล คึกฤทธิ์ก็ยังคงเดินสายด่าพระสงฆ์องค์เณรทั่วประเทศได้ตามปกติ ถามว่า เรามีมหาเถรสมาคมไปทำไม เรามีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไปทำไม เรามีเจ้าคณะใหญ่หนกลางไปทำไม เรามีเจ้าคณะภาค 1 ไปทำไม และเรามีเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ไปทำไม ทำไมไม่มีใครทำอะไรกับปัญหาพระศาสนาที่เห็นอยู่ตำตา ปล่อยเวลาให้ผ่านไปวันๆ ดังหนังสือจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ด้านล่างสุดนี้ ซึ่งชี้ว่า พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ซึ่งมาด้วย ม.44 ก็ไม่มีฝีมืออะไร ไม่ต่างจากคนก่อนๆ เลย ยิ่งมาด้วยอำนาจพิเศษ แต่ทำได้พอๆ กับเขา มันก็ยิ่งห่วยกว่าเขาไม่รู้เท่าไหร่ ใช่ไม่ใช่ !

 

 

สมเด็จสมศักดิ์ นั่งเหงาอยู่บนเก้าอี้เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

นอกจากปัญหา "วัดพระธรรมกาย-วัดน่าป่าพง" จะไม่ได้รับการชำระสะสางแล้ว ไฟยังไหม้มาลามถึงกุฏิในวัดพิชัยญาติ เพราะเจ้าคุณบุญเทียม เลขาสมเด็จสมศักดิ์ ดันไปต้องคดีเงินทอนวัด มีสิทธิ์ติดคุกอีกต่างหากด้วย

 

 

 

มหาสายชล กินตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 มานานหลายปี

เคยทำคุณงามความดีอะไรให้สมกับตำแหน่งบ้าง ?

 

 

 

เจ้าคุณสมศักดิ์ วัดเขียนเขต เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ชุมทางปัญหาพระศาสนาของประเทศไทย มุมหนึ่งก็สงสาร เพราะไม่มีอำนาจจัดการเจ้าพ่อ แต่มุมหนึ่งก็ไม่น่าสงสาร เพราะถ้าสงสารพระศาสนาจริง แต่ทำอะไรไม่ได้ ก็ควรพิจารณาตัวเองด้วยการ..ลาออกไป !

 

 

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ.

ไหนเห็นใครเขาว่า พงศ์พรเป็นกล้า ตัวเองก็ประกาศว่า อยากทำงานในสำนักพุทธฯ ไม่อยากย้ายไปสำนักนายกฯ วันนี้ ได้รับโอกาสเงินโอกาสทองของชีวิตแล้ว ทำไมไม่เห็นทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน แน่จริงก็เชิญเดินเข้าไปสำรวจ "อาณาจักรนาป่าพง" ของคึกฤทธิ์บ้างเป็นไร เอาให้รู้ดำรู้แดง ว่าไอ้ที่ด่าๆ บรรดามหาเปรียญทั้งประเทศ (รวมทั้งสมเด็จพระสังฆราช ป.ธ.6) แล้วขโมยพระไตรปิฎกที่บรรดามหาเปรียญเขาแปลไว้น่ะ ไปทำรูปเล่มใหม่ขาย มันถูกกฎหมายและพระธรรมวินัยหรือไม่อย่างไร นะคุณพงศพรนะ คิดจะเป็นใหญ่ใจต้องกล้า !

 

 

 

ครูนัท : ณัฐนันท์ สุดประเสริฐ

ผู้หญิงตัวเล็ก แต่ใจใหญ่เกินร้อย กล้าชนแม้กระทั่ง "นายพันคึกฤทธิ์" ชนด้วยสปิริต หัวจิตหัวใจมีเท่าไหร่ทุ่มไม่อั้น ทั้งสู้ด้วยกึ๋น ด้วยความรู้ความสามารถ มิใช่ด่ากราดหรือถลกผ้าถุงสู้ ส่งจดหมายไปท้าคึกฤทธิ์หลายครั้ง ให้มาสู้กันต่อหน้า ปรากฏว่าคึกฤทธิ์มุดหัว กลัวผู้หญิง ! 

 

 


 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค ครูนัท หนอนพระไตรปิฎก : 9 พฤศจิกายน 2560


มจร. เอ็มโอยู กกต. !

เผยแพร่ประชาธิปไตย ใช้ศาสนานำการเมือง

เจ้าคุณประสารแจม

ไหวเร้อ !

 

 

ก้าวใหม่ ของ มจร. ก้าวหน้าหรือก้าวหลังก็ไม่รู้

 

 

อา..ก็ไม่อยากวิจารณ์มาก เพราะเขาเพิ่งจะเริ่มเซ็นสัญญา ยังไม่ทันได้ทำอะไร จะไปติเรือทั้งโกลนมันก็เกินไป บางทีอาจจะมีเซอร์ไพรซ์อะไรก็ได้ ของอย่างนี้มันบ่แน่ดอกนาย โบราณว่า "คนล้มอย่าข้าม" แต่นี่ยังมิทันล้มจะถล่มกันแล้ว มันก็หมิ่นเชิงชายกันเกินไป จริงไหมครับ ท่านเจ้าคุณประยูร-ท่านประสาร ?

แต่..แต่ลองมองตามเนื้อผ้าแล้ว หลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่าย มจร. ก็ล้วนแต่เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างเต็มตัว ไล่ตั้งแต่ กรณีตั้งสมเด็จพระสังฆราชผ่าน มส. กรณีตั้งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมทั้งการที่ "พระพรหมบัณฑิต" อธิการบดี มจร. ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "กรรมการมหาเถรสมาคม" แต่ก็เหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเลย ยิ่งอยู่นาน ภาพลักษณ์ของ มส. ก็สาละวันเตี้ยลงไปทุกที แล้วนี่ยังจะไปช่วยงานการเมืองอีก แค่เรื่องศาสนาวัดวาอารามก็อ่วมอรทัยแบบไปไม่ถูกแล้ว

การที่ มจร. ร่วมทำเอ็มโอยู กับ กกต. นั้น มองแล้วมีทั้งมุมดีและมุมเสีย มุมดีก็คือว่า ถ้าทำได้ ก็จะสามารถนำเอาหลักธรรมคำสอนทางพระศาสนา และวิชาการในทางมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทยแห่งนี้ เข้าไปมีบทบาทช่วยชาติได้อย่างฉกาจฉกรรจ์ แต่ถ้าทำไม่สำเร็จ มันก็จะกลายเป็นบูมเมอแรงเหวี่ยงกลับมาหา มจร. อย่างน่ากลัว น่ากลัวว่าจะเสียหายย่อยยับ อาจจะถึงกับ "ล้มละลาย" ทางวิชาการ ไปเลย เพราะกลเกมการเมืองเรื่องผลประโยชน์นั้น มันลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนและยุ่งเหยิง ยิ่งกว่าเรื่องศาสนาวัดวาอาราม ถ้าหากไม่ชำนิชำนาญจริงๆ แล้ว ก็น่ากลัวว่ามีดจะบาดมือ เพราะอย่าลืมว่า นักการเมืองคือคนที่ทำได้ทุกอย่างเพื่ออำนาจ ทำได้แม้กระทั่ง..หลอกพระ ่ากลัวกว่าผีเลยล่ะฮ่ะ !

 

 

เมื่อ กกต. หันหน้าพึ่งพระ จะสมหวังหรือไม่ ?

 

 

เซ็นสัญญาทางวิชาการ

ถามว่า การเมืองมีวิชาการด้วยหรือ ?

 

 

 

เจ้าคุณประยูร-เจ้าคุณประสาร

สองผู้นำทางวิชาการการเมืองไทยใน พ.ศ. นี้

 

 

เมื่อการเมืองไทยอยู่ภายใต้การสอนของ มจร.

 

 

พระพรหมบัณฑิต ราชบัณฑิต

ติดเรื่องเดียว ช่วยสมเด็จช่วงเป็นสังฆราชไม่ได้

หมายถึงว่า มจร. พ่ายทางการเมืองเรื่องอำนาจในวัด

แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ไม่ลองหรือจะรู้ ?

 

 

 

"รวมผลงานวิชาการการเมือง ที่อาตมาวิจัยมานานกว่า 4 ปี ลุยมาแล้วทุกที่ ตั้งแต่สนามหลวงยันพุทธมณฑล รับรองว่าทันสมัยโดยไม่ต้องใช้ยันต์เจ้าคุณธงชัย"

 

และต่อไปนี้ คือรวมผลงานวิชาการการเมือง ของเจ้าคุณประสาร

 



 

จะปลดล็อกการเมืองได้ ก็ต้อง "ล็อกคอทหาร" เอาไว้

โปรดใช้วิชาการของ มจร. ตามตำราเจ้าคุณประสาร

รับรองว่าประชาธิปไตยจะ..ไปโลด !

 

 

กกต.เซ็น MOU มจร.เผยแพร่ประชาธิปไตย หวังทำเลือกตั้งศักดิ์สิทธิ์ ชูใช้ศาสนาละลายสี

กกต. ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สร้างพลเมืองดี เผยแพร่ความรู้ประชาธิปไตย พระพรหมบัณฑิตชี้ การร่วมมือหวังทำเลือกตั้งมีความศักดิ์สิทธิ์ ด้าน รองอธิการบดี มจร. ชูกิจกรรมทางศาสนาทำความแบ่งแยกสีหมด
       
วันนี้ (6 พ.ย.) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กกต. และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) โดย นายประวิช รัตนเพียร กกต. ด้านการมีส่วนร่วม พร้อมด้วยพระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และผู้บริหารทั้ง 2 องค์กร ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ
 

นายประวิช กล่าวว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ เป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการสร้างพลเมืองดีและขยายเครือข่าย โดย กกต. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของสื่อบุคคลที่จะเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการสร้างพลเมืองดีวิถีประชาธิปไตย
 

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีเครือข่ายและนักศึกษาอยู่ทั่วประเทศ โดยมีสหวิทยาเขต จำนวน 27 แห่ง และสหวิทยาเขตในแต่ละพื้นที่มีพระสงฆ์ทำหน้าที่สอนวิชาพระพุทธศาสนาในระดับชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 17,000 รูป ซึ่งนับเป็นการสร้างเครือข่ายในเชิงวิชาการ โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะเป็นหน่วยงานที่กำหนดเนื้อหาหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับวิชาพระพุทธศาสนา เช่น การซื้อสิทธิขายเสียงไม่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา หรือการสร้างพลเมืองดีวิถีประชาธิปไตย เป็นต้นส่วนสำนักงาน กกต. จะเป็นหน่วยงานดำเนินการจัดทำคู่มือการเรียนการสอน และจัดอบรมถ่ายทอดเนื้อหาหลักสูตรดังกล่าวให้กับผู้สอน
       
ขณะที่ พระพรหมบัณฑิต เทศนาตอนหนึ่งว่า กกต. เห็นว่า พระสงฆ์มีความสำคัญในการรณรงค์การใช้สิทธิเลือกตั้ง จึงได้มีการร่วมมือกันในครั้งนี้ เพื่อทำให้การเลือกตั้งมีความศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น สามารถใช้สิทธิได้อย่างถูกต้อง ทำให้เกิดสำนึก โดยจะต้องมีความร่วมมือกันทุกภาคส่วน โดยจะเกิดสำนึกได้จะต้องมีทั้ง 1. จะต้องมีคุณธรรม มีความรับผิดชอบ รักประเทศ และรักประชาธิปไตย 2. มีจริยธรรม ทั้งทางกาย วาจา เพื่อความดีงามของสังคม
       
รศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม รองอธิการบดี มจร. กล่าวว่า การร่วมมือครั้งนี้เป็นการปลูกจิตสำนึกที่จะช่วยงาน กกต. โดยทาง มจร. อาจจะมีการทำหลักสูตรที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการมีส่วนร่วม ซึ่งหากมีการทำหลักสูตรสำเร็จจะมีการอบรมในแต่ละภูมิภาค และจะมีการบรรจุหลักสูตรใน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเชื่อว่าหลักสูตรที่เกี่ยวกับศาสนาประชาชนน่าจะให้การตอบรับได้ดี เพราะศาสนาจะทำให้คนกลมเกลียวกันง่าย เห็นได้จากพรรคการเมืองที่ต่างสี มีความแตกต่างกัน แต่เมื่อได้มีการทำกิจกรรมทางศาสนาความแบ่งแยกในเรื่องต่างๆ ก็จะหมดไป ซึ่งทางเรายินดีดำเนินการให้ทันกับการเลือกตั้งช่วงนี้ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ ทั้งนี้ ยืนยันว่า หลักสูตรดังกล่าวจะไม่มีการแตะเรื่องการเมือง

 

ที่มา : ผู้จัดการ-เฟสบุ๊คเจ้าคุณประสาร : 8 พฤศจิกายน 2560


เผยภาพล่าสุดของเจ้าคุณธงชัย
!

เช็คพิกัดได้ ณ พระธาตุจอมกิตติ

อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ผ้าเหลืองยังอยู่พร้อม !

 

 

ที่มา : รายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ : 7 พฤศจิกายน 2560

 


ยังไม่สึก !

ศิษย์ยันเจ้าคุณธงชัยยังอยู่ในผ้าเหลือง

แต่อยู่อย่างเงียบๆ ไม่อยากเป็นข่าว

เกรงว่าจะ..ดังเกินไป !

 

 

โอม..จะลาไกล ไม่หวนกลับมา

ไม่สัก ไม่เสก ไม่เลข ไม่ยันต์ ไม่หัน ไม่เห

เอ เอ่ เอ้ เอ๊ เอ๋ เอวัง !

 

 

กุฏิใหญ่วัดไตรมิตรของเจ้าคุณธงชัย

 

ศิษย์ยันเจ้าคุณธงชัยยังไม่สึก

วัดไตรมิตรฯ 6 พ.ย.-ลูกศิษย์วัดไตรมิตรฯ ยืนยันเจ้าคุณธงชัย ยังไม่ลาสิกขา แต่ขอปลีกวิเวก มุ่งสู่ทางธรรมอย่างจริงจัง จะพบได้เฉพาะวันสำคัญทางศาสนาเท่านั้น

หลังมีข่าวลืออย่างหนักว่า พระพรหมมังคลาจารย์ หรือเจ้าคุณธงชัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม ลาสิกขา ทีมข่าวสำนักข่าวไทย เดินทางไปที่วัดไตรมิตรวิทยาราม พบว่าที่กุฏิเจ้าคุณธงชัยถูกปิดเงียบ ไม่เปิดไฟ  มีเพียงรองเท้า 1 คู่ วางอยู่บริเวณประตูทางเข้ากุฏิและบริเวณห้องสำนักเลขาฯ ประตูถูกล็อกกลอนไว้เช่นกัน

จากการสอบถามพระลูกวัดที่อยู่กุฏิติดกัน ยืนยันเจ้าคุณธงชัยยังจำพรรษาอยู่ภายในวัด แต่ไม่ทราบว่ารับกิจนิมนต์หรือเดินทางไปไหนมาไหนบ้าง ส่วนใหญ่จะแจ้งกับลูกศิษย์คนสนิทเท่านั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ภายในวัดและร้านค้า ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา เจ้าคุณธงชัย ยังลงรับถวายพระกฐินที่พระอุโบสถอยู่ ข่าวลือที่ออกมาเชื่อว่าเป็นข่าวมั่ว แต่วันนี้ยังไม่พบและกุฏิปิดเงียบ ทุกคนในวัดต่างทราบดีว่า เจ้าคุณธงชัย ขอปลีกวิเวก และวางมือทุกอย่าง เพื่อขอมุ่งสู่พระศาสนาอย่างเดียว จึงยังไม่อนุญาตให้ญาติโยมภายนอกเข้าพบช่วงนี้ เพราะต้องการความสงบ จะออกมาเฉพาะช่วงวันสำคัญทางศาสนาเท่านั้น

ทีมข่าวสำนักข่าวไทย พยายามติดต่อไปที่ลูกศิษย์เจ้าคุณธงชัยเปิดเผยว่า ในช่วง 3-4 วัน ที่ผ่านมา เจ้าคุณธงชัยเดินทางไปไหว้พระธาตุจอมกิติ  อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จากนั้นแวะไปพักที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อไปกราบมุทิตาจิต หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล วัดอนาลโยทิพยาราม จ.พะเยา และเดินทางกลับวัดไตรมิตรฯ

ขณะที่บรรยากาศที่วัดไตรมิตรวิทยาราม วันนี้มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้ากราบสักการะพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หลวงพ่อทองคำ บนพระมหามณฑป โดยหลังเจ้าคณะ กทม. ออกประกาศห้ามติดแผ่นป้ายโฆษณาพระพุทธรูป พระเครื่องวัตถุมงคลและเทวรูปในที่ต่างๆ และห้ามจำหน่ายวัตถุมงคลต่างๆ ภายในพระอุโบสถ มีผลตั้งแต่ 26 กันยายน เป็นต้นมา ทำให้บรรยากาศที่วัดไตรมิตรฯ เงียบเหงาไปอย่างถนัดตา ป้ายต่างๆ ถูกปลดออกไปเก็บ 

เจ้าหน้าที่วัดเผยว่า เพิ่งเริ่มมีร้านเช่าวัตถุมงคลทยอยมาเปิด เนื่องจากไม่ได้ทำผิดกฎ ไม่มีการติดป้ายโฆษณาและไม่ได้เปิดให้เช่าบูชาในโบสถ์  แต่ไม่คึกคักเท่าที่ผ่านมา เนื่องจากคนส่วนใหญ่เดินทางมาไหว้พระมากกว่า

 

ที่มา : สำนักข่าวไทย : 7 พฤศจิกายน 2560


 

ลือลั่นทุ่ง !

เจ้าคุณธงชัยสึกเงียบ

ตามรอยหลวงตาจันทร์ วัดป่าชัยรังษี

จริงหรือไม่ ? ไม่มีใครคอนเฟิร์ม

 

 

 

"อาตมา..หมดหน้าที่แล้ว"

เจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร

ลาออกจากพระเกจิเป็นรูปแรกของเมืองไทย

ถ้าจะลาสิกขาก็มิใช่เรื่องใหญ่ เพราะใหญ่กว่านี้ก็ลามาแล้ว

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชมข่าว

 

 

สลายสรีรธาตุหลวงพ่อปัญญานันทะ

กลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างเป็นธรรมชาติ

 




 

5 พ.ย.60 เมื่อเวลา 17.30 น.ที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ พระพรหมมังคลาจารย์ หรือหลวงพ่อปัญญานันนทมหาเถระ หรือหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

 

















 

 

ภาพ-ข่าว : เนชั่น-แนวหน้า : 6 พฤศจิกายน 2560

 

ช็อกอเมริกา !

กราดยิงกลางโบสถ์โปรเตสแตนท์-เท็กซัส

สังเวย 27 ชีวิต !

 

 

สหรัฐฯ มือปืนคลั่ง บุกยิงในโบสถ์ ดับ เจ็บ เพียบ ทรัมป์ ขอพระเจ้าคุ้มครอง

สลด ! มือปืนคลั่ง คาดก่อการร้าย บุกยิงกราดในโบสถ์แห่งหนึ่ง รัฐเท็กซัส ดับ 27 ราย บาดเจ็บอีกเพียบ! ก่อนคนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรม ด้าน "ทรัมป์" ทวิตเตอร์ ขอพระเจ้าคุ้มครอง กำลังติดตามสถานการณ์อยู่ญี่ปุ่น

วันที่ 6 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 03.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย)  สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน ว่า เกิดเหตุยิงกราดในโบสถ์ของชุมชนเล็กๆ ที่เขตวิลสัน เมืองซัตเธอร์แลนด์ สปริง รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เบื้องต้น มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น แจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย บาดเจ็บ 20 ราย ก่อนมือปืนถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรม เพื่อระงับเหตุ

เจ้าหน้าที่เขตวิลสัน เผยว่า มือปืนเดินตรงดิ่งไปยังโบสถ์แบปติสต์ (โปรเตสแตนต์) และเปิดฉากยิงทันที ช่วงเวลาราว 11.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น เหตุการณ์นี้ ช็อกผู้คนในชุมชนมาก เพราะปกติอยู่กันเงียบสงบ ทั้งนี้ จากภาพวิดีโอของสื่อ เผยให้เห็นรถตำรวจหลายคันจอดอยู่หน้าโบสถ์ และมีเฮลิคอปเตอร์มานำผู้บาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาล

ด้านนายเกรก แอ็บบ็อต ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส กล่าวปลอบขวัญแก่ผู้ประสบเหตุและญาติที่ถูกกระทำด้วยวิธีการชั่วร้าย และขอบคุณเจ้าหน้าที่ในปฏิบัติการรับมือ

ขณะที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนเอเชีย ที่ญี่ปุ่น ส่งข้อความทางทวิตเตอร์ว่า "ขอให้พระเจ้าคุ้มครองชาวเมืองซัตเธอร์ สปริง รัฐเท็กซัส เจ้าหน้าที่เอฟบีไอและตำรวจอยู่ในที่เกิดเหตุ แล้ว ผมติดตามสถานการณ์อยู่ที่ญี่ปุ่น"

 

ข่าว : ไทยรัฐ : 6 พฤศจิกายน 2560

 


พิลึก !

พงศ์พรรวบอำนาจมหาเถรสมาคม

ทำหนังสือเวียนเปลี่ยนเป็น มติ มส. ครั้งพิเศษ

โดยไม่ยอมนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม มส. !

 

 

มติ มส. ที่ไม่ผ่านการประชุม มส.

 

 

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

ฤษีแปลงสาร : ประธานมหาเถรสมาคมคนใหม่

จาก..พงศ์พร ผอ.พศ. ไม่เข้าประชุม มส. 3 รอบ

สู่..พงศ์พร ออกมติ มส. ได้เอง โดยไม่ต้องประชุม มส.

 

อา..วาทกรรมที่ว่า "ตำแหน่ง ผอ.พศ. ไม่ใช่เด็กวัด" นั้น คงจะเป็นจริงซะแล้ว เพราะจากผลงานการแปลงสารครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า พงศ์พรมิใช่แค่เด็กวัด แต่เป็นระดับ "อภิสังฆราช" ไปเลยเชียวล่ะ เพราะขนาดสังฆราชยังไม่สามารถออกมติ มส. ได้เอง ต้องเสด็จไปนั่งประชุมจึงจะสามารถผ่าน มส. ได้ แต่พงศ์พรมีอำนาจมากกว่า จึงสามารถ "ทำหนังสือเวียน" เปลี่ยนแปลง มติ มส. ได้เอง ด้วยเหตุผลว่า "กรรมการ มส. ทุกรูป ไม่มีความเห็นเป็นอื่น" ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเพียง "ข้ออ้าง" อย่างไม่สมเหตุสมผล เพราะถ้าจะถามถึง "ธรรมเนียมปฏิบัติ" ของมหาเถรสมาคม มองยังไงมันก็ไม่ถูกหลักการ ถึงจะอ้างว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ดูแล้วก็ไม่ได้ด่วนอะไร เพราะถ้านำเข้าประชุม มส. ในต้นเดือนพฤศจิกายนก็ผ่านอย่างถูกครรลองคลองธรรมแล้ว ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนไปกว่านั้น แถมเรื่องนี้ยังเป็นการ "เปลี่ยนชื่อโครงการ" จากสวดพระพุทธมนต์ถวายในหลวง ร.9 มาเป็นเจริญพระพุทธมนต์ ถวายในหลวง ร.10 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์บรมราชินีนาถเท่านั้น นอกนั้นก็ยังเหมือนเดิม จึงไม่เห็นว่าจะต้องทำเป็นเรื่องด่วนอะไรเลย ยกเว้นแต่ว่า..ร้อนอำนาจ

ที่คุณพงศ์พรอ้างว่า "เป็นเรื่องสำคัญ" เพราะเกี่ยวเนื่องกับองค์พระประมุขของชาติ ก็ต้องถามว่า การจะทำพิธีให้สมพระเกียรตินั้นควรทำอย่างไร ทำแบบ "ผ่านมติมหาเถรสมาคมอย่างครบองค์ประชุม มีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธาน" กับทำแบบ "พงศ์พรทำหนังสือเวียนแล้วอ้างว่าไม่มีใครคัดค้าน ก็ผ่านเป็นมติ มส. ครั้งพิเศษ" แบบไหนจะสมพระเกียรติมากกว่ากัน ?

ถ้าลองขนาด "พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์บรมราชินีนาถ" พงศ์พรยังกล้าออกมติ มส. ครั้งพิเศษ โดยใช้หนังสือเวียนได้ แล้วต่อไปจะเหลืออะไรล่ะ ก็คงไม่ต้องมีการประชุม มส. แล้ว นึกอยากจะออกมติอะไรก็ทำเป็นหนังสือเวียน ก็เสร็จเป็น "มติ มส." เหมือน มติ ครม. แล้ว แล้วถามว่า จะมีมหาเถรสมาคมเอาไว้ทำไม ?

 

 



 

ที่มา : ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย : 5 พฤศจิกายน 2560


 

มาตามนัด !

ปปง. ชงเชือดเรียงตัว

4 พระ 15 ข้าราชการ สำนักงาน พศ.

เจ้าคุณบุญเทียม ก็ไม่รอด !

 

 

 

 

เชือดเงินทอนวัดล็อตสอง ยึดทรัพย์สงฆ์คณะราชชั้นผู้ใหญ่ 19 ราย


ปปง.ร้องทุกข์ ปปป. เอาผิดทุจริตเครือข่ายเงินทอนวัดอีก 12 ราย ล็อตที่ 2 พบผู้กระทำผิดระดับบิ๊ก พระครูอุดม ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดราชพระราชรัตนมุนี เลขาฯ พระราชพุทธิวราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดกวิศรารามราชวรวิหาร จ.ลพบุรี และเจ้าคณะอำเภอชนแดน ตกเป็นข่าวถูกประชาชนในพื้นที่เดินขบวนขับไล่อยู่ในขณะนี้ และนายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ.

วันนี้ (1 พ.ย.) เวลา 10.30 น. ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายสุนทรา พลไตร ผอ.ส่วนข้อมูลคดีและมาตรการพิเศษทางกฎหมาย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมเจ้าหน้าที่ ปปง.เดินทางยื่นหนังสือต่อ พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีทุจริตเงินทอนวัด ล็อตที่ 2 จำนวน 19 ราย และประชุมความคืบหน้าคดี โดยมี พ.ต.อ.วรายุทธ สุขวัฒน์ พ.ต.อ.จักษ์ เพ็งสาธร พ.ต.อ.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รอง ผบก.ปปป. และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป.เข้าร่วม

พล.ต.ต.กมล เปิดเผยหลังการประชุมว่า วันนี้ได้ข้อสรุปหลังหารือร่วมกับ ปปง. โดยล็อตที่ 2 มีผู้กระทำผิด 19 ราย แบ่งออกเป็น 4 คดี 1. คดีทุจริต 12 วัด ผู้กระทำผิด 3 ราย 2. คดีทุจริต 6 วัด ผู้กระทำผิด 8 ราย 3. คดีทุจริต 4 วัด ผู้กระทำผิด 8 ราย และ 4. คดีทุจริต 1 วัด ผู้กระทำผิด 5 ราย บางคนมีการกระทำความผิดซ้ำหลายคดี ซึ่งการแบ่งคดีดังกล่าวนั้นคดีที่ 1-3 เกี่ยวกับงบบูรณะปฏิสังขรณ์วัดและเผยแพร่ศาสนา ส่วนคดีที่ 4 เรื่องงบศึกษาพระปริยัติธรรม โดยทุกคดีทำเป็นเครือข่าย หลังจากนี้จะออกหมายเรียกผู้ต้องหาต่อไป ส่วนการยึดอายัด ทรัพย์สินผู้กระทำผิดนั้นเป็นคดีทางแพ่ง ปปง.จะประชุมคณะกรรมการธุรกรรมเพื่อพิจารณาดำเนินการ

"สำหรับคดีทุจริตเงินทอนวัดล็อตแรก จำนวน 9 ราย บก.ปปป. ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ดำเนินการ และได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งบางรายเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว แต่บางส่วนยังขอเลื่อน ทั้งนี้ หากไม่มาจะดำเนินการออกหมายจับ ภายในสิ้นเดือน พ.ย. 60 นอกจากนี้ คดีเงินทอนวัดล็อตที่ 3 ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จะเป็นหน่วยงานหลักและอยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการร่วมกันของ พศ.กับ บก.ปปป. เพื่อพิจารณาตรวจสอบงบประมาณตั้งแต่ปี 2550 ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง" พล.ต.ต.กมลกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ต้องหาล็อตที่ 2 จำนวน 19 ราย เป็นข้าราชการ 13 คน พระ 4 รูป และประชาชนอีก 2 คน ประกอบด้วย

1. พระครูวิสุทธิวัฒนกิจ (อุดม สุระกาพย์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ

2. พระราชรัตนมุนี (บุญเทียม มุสุ หรือบุญเทียม ญานินโท) เลขานุการสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพิชยญาติการาม เขตคลองสาน กทม.

3. พระเทพเสนาบดี (พระราชพุทธิวราภรณ์) เจ้าอาวาสวัดกวิศรารามราชวรวิหาร ต.ท่าหิน อ.เมือง จ.ลพบุรี และเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี

4. พระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าอาวาสวัดลาดแค ต.ลาดแค อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าคณะอำเภอชนแดน ตกเป็นข่าวถูกประชาชนในพื้นที่เดินขบวนขับไล่อยู่ในขณะนี้

5. นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ.

6. นายณรงค์เดช ชัยเนตร ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) สิงห์บุรี

7. นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี นักวิชาการ พศ.

8. นายบุญเลิศ โสภา อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา เป็นผู้อำนวยการสำนักงาน พระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ลำปาง

9. นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร ผอ.กลุ่มการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ พศ.

10. นายฉัตรชัย ชูเชื้อ ผอ.กองพุทธศาสนสถาน พศ.

11. นายพยงค์ สีเหลือง นายช่างโยธา ชำนาญงาน พศ.

12. นายวิโรจน์ อุ่นทรัพย์ ผู้ตรวจ ราชการ พศ.

13. นายแก้ว ชิดตะขบ ผอ.การสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดสมุทรสงคราม

14. นายไพฑูรย์ กรรณโม (ไม่ทราบตำแหน่ง )

ส่วนผู้ต้องหาอีก 5 คน เคยตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตเงินทอนวัดล็อตแรก และมีชื่อในล็อตที่ 2 ด้วย คือ

15. นายนพรัตน์ เบญจวัฒนะ อดีต ผอ.พศ.(ปัจจุบันหนีไปต่างประเทศ)

16. นายวสวัสดิ์ กิตติธีระสิทธิ์ ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ พศ.

17. นางประนอม คงพิกุล รอง ผอ.พศ.

18. นางณัฐฐาวดี ตันตยาวิสาส นักวิชาการ พศ.

19. นายศิวโรจน์ ปิยรัตน์เสรี (ไม่ใช่ข้าราชการ)

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 3 พฤศจิกายน 2560


 

ยกเลิกรางวัลนำจับเจ้าคุณนิมิต !

เจ้าของเงินอ้างเข้ามอบตัวเอง

ถือว่าผิดเงื่อนไข ไม่สามารถจ่ายได้

 

 

 

ผู้เปิดโปงเจ้าอาวาสวัดสวนดอก ยกเลิกรางวัลนำจับ เหตุมามอบตัวเอง น้องชายเผยจะแถลงข่าวเมื่อพร้อม

 

กรณีพระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก พระอารามหลวง ต.สุเทพ ในฐานะเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ แสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน โดยสวมบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักของ ด.ช.ดวงดี เวียงดินดำ บ้านหนองดินดำ ต.บ้านแก้ง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2538 ทั้งที่พระราชมนุี ไม่ได้มีสัญชาติไทย คือ บิดามารดา เป็นชาวไทใหญ่ ไม่ใช่เมียนมา อาศัยอยู่แนวชายแดนติดกับ อ.แม่อาย ต่อมาพระราชรัชมุนี ได้เข้ามอบตัว เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา พร้อมให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สภ.แม่อาย เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม หรือ 5 วัน ที่ผ่านมานั้น

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 นายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข ผู้ออกมาเปิดโปงพระราชรัชมนุี กล่าวว่า ไม่ทราบว่าพระราชรัชมุนีออกมามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สภ.แม่อาย ในฐานะอะไร ยังมีสถานะเป็นผู้พลัดถิ่น ที่หลบหนีเข้าเมือง ยังไม่ได้เป็นคนไทยที่ถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมาย หลังพระราชรัชมุนีให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนถูกปล่อยตัวไป จึงตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่เลือกปฏิบัติหรือไม่ เพราะเป็นผู้กระทำผิดตามที่ปลัด อ.แม่อาย แจ้งความดำเนินคดี ฐานแจ้งความเท็จ และปลอมแปลงเอกสารทางราชการ ที่ไปขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ครั้งแรก เมื่อปี 2552 หรือ 8 ปี ที่ผ่านมาแล้ว

"ในทางกลับกลับ มีพระต่างด้าวบางรูปที่เชียงใหม่ ไปสวมบัตรประชาชนแทนพระตัวจริง ที่กรุงเทพฯ กลับถูกสึก และถูกตำรวจจับดำเนินคดีทันที ทำไมพระราชรัชมุนี ถึงถูกปล่อยตัว ไม่ถูกจับกุม แม้มีความผิดซึ่งหน้า ต้องถูกจับกุมตามกฎหมาย ไม่สามารถอ้างว่ายังไม่ได้ส่งหมายเรียก หรือมีหมายจับได้ ส่วนสินบนหรือเงินรางวัล จำนวน 155,000 บาท ที่เคยประกาศ ให้กับผู้แจ้งเบาะแสที่อยู่พระราชรัชมุนี ขอยกเลิก ไม่จำเป็นต้องจ่ายแล้ว เพราะพระราชรัชมุนี ไปมอบตัวเอง ไม่ใช่การชี้ช่องเบาะแสอย่างใด" นายกิตติศักดิ์ กล่าว

ด้านนายชาญชัย ศรีวิชรพันธ์ อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอนอ.แม่อาย ในฐานะน้องชายพระราชรัชมุนี เผยว่า พระราชรัชมุนี ได้ให้ปากคำพนักงานสอบสวน ที่ สภ.แม่อาย แล้ว แต่เจ้าหน้าที่บอกว่า จะขอสอบปากคำเพิ่มอีก 1 ครั้ง เพื่อประกอบสำนวนคดี แต่ยังไม่กำหนดวันเวลาเมื่อใด ส่วนแนวทางต่อสู้คดีของพระราชรัชมุนี ต้องขอปรึกษาทนายความก่อน ต้องรอดูพนักงานสอบสวน สรุปสำนวนคดีที่ส่งให้อัยการ พิจารณาเป็นเช่นไร แต่พระราชรัชมุนี พร้อมต่อสู้คดีในชั้นศาล เพราะเกิดบนผืนแผ่นดินไทย มีญาติพี่น้องที่ได้รับสัญชาติหมดแล้ว เพียงไม่ได้ไปลงทะเบียนขอสัญชาติเท่านั้น

"พระราชรัชมุนี ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ อ.แม่อาย แต่กลับไปอยู่ที่วัดสวนดอก พระอารามหลวง ในตัวเมืองเชียงใหม่แล้ว แต่ไม่ออกมาพบญาติโยมหรือสื่อเท่านั้น เนื่องจากไม่สะดวกและไม่พร้อม จนกว่าพนักงานสอบสวนจะส่งสำนวนคดีดังกล่าวไปให้อัยการพิจารณาเท่านั้น ถึงตอนนั้น ท่านคงพร้อมชี้แจงแล้ว อาจเปิดแถลงข่าวเป็นทางการต่อไป" นายชาญชัย กล่าว

 

ที่มา : มติชน : 3 พฤศจิกายน 2560


 

เจ้าคุณนิมิตโผล่แล้ว !

ย่องเงียบเข้าให้การกับตำรวจแม่อาย

ปัดพัลวัน ไม่รู้เรื่อง มีคนจัดให้ ฯลฯ

 

 

โอม..จะเสกคาถามหาระรวย !

 

 

อา..และแล้วดาราดังสายเหนือ ก็โผล่เหนือน้ำขึ้นมาแล้ว "เจ้าคุณนิมิต" หรือ "ตุ๊ปี้ยี่" ของหนานจิ่ง ผู้ที่นักข่าวทุกสำนักต่างต้องการฟังเสียงยิ่งกว่าใครในหล้า แต่หนีหลบหน้าไปตั้งแต่วันที่ 5 ตุลา เพิ่งโผล่มาตอนสิ้นเดือน ขนาดกฐินหลวงยังไม่ยอมรับ แต่ตั้งใจไปรับข้อกล่าวหา ก็แสดงว่า..หนีไม่ออก

ไปฟังเหตุผลของท่านนิมิตกันหน่อยเป็นไร รวมๆ ที่ให้การกับตำรวจทั้งหมดน่ะ เหมือนๆ กับที่ "หนานจิ่ง" เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ไม่มีผิด นั่นแสดงว่า มีการเตี๊ยมคำให้การของทีมทนายและบรรดาที่ปรึกษา แบบว่า ที่หนีหน้าไปนานนับเดือนนั้น มิได้หนีแบบเลื่อนลอย แต่ใช้จังหวะหนีนั้นทำการบ้านไปในตัวด้วย แต่แก้มวยสวยหรือไม่สวย ถูกทางมวยหรือไม่ ก็ต้อง..ตามไปดู

เรื่องรู้ไม่รู้นั้นก็ยกเอาไว้ เพราะสุดท้ายพยานหลักฐานก็จะสำแดงออกมาเอง แต่ที่เจ้าคุณยี่อ้างว่า "มีคนจัดให้" นั้น เท่ากับบอกเจ้าหน้าที่ว่า "มีกระบวนการรับจ้างสวมบัตรประชาชนคนตาย" แต่จะมีกี่ฝ่าย กี่คน และต้องจ่ายโสหุ้ยเป็นจำนวนเท่าใด ก็ต้องสืบสาวราวเรื่องกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้มันยาว เพราะพัวพันกันทั้งกฎหมาย พระธรรมวินัย และ..อะแฮ่ม ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ใหญ่บะเริ่มเทิ่ม เงินรางวัลนำจับ "แสนห้า" คิดว่ายังน้อยไป ถ้ายังไม่ถึงใจพระเดชพระคุณฯ ฝ่ายตรงข้ามก็อาจจะเกทับเป็น..ล้านห้า ถ้าใครเอาเจ้าคุณนิมิตเข้าคุกได้ ไปรับเงินทอนได้ที่..กาดหลวง !

 

 

 

มหานิมิตร วัดสวนดอก ดอดพบตำรวจ ให้การภาคเสธ เป็นพม่าสวมบัตรคนตาย

ญาติเผยพา "มหานิมิตร" เจ้าอาวาสวัดสวนดอกพบ พงส.แล้ว ให้การภาคเสธ กรณีถูกกล่าวหา เป็นพม่าสวมบัตรคนตายที่ชัยภูมิ ยอมรับทำบัตรจริง แต่ไม่ได้ดำเนินการเอง มีคนอื่นทำให้..

วันที่ 31 ต.ค. พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.5 ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวกรณีพระราชรัชมุนี อายุ 52 ปี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก พระอารามหลวง และเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ ถูกกล่าวหาว่าสวมบัตรประจำตัวประชาชนคนตาย ที่ จ.ชัยภูมิ โดยที่ตัวเองเป็นชาวพม่าพลัดถิ่น ว่า ในคดีนี้ถือว่าเป็นคดีที่จะต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาโดยให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ ผู้บังคับการสอบสวนสืบสวนตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมกันในการดำเนินการภายใต้การควบคุมของ พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า รอง ผบช.ภ.5 เพราะที่ผ่านมาให้ ผกก.สภ.แม่อาย ดูแลทั้งการสืบสวนสอบสวน ทำงานแบบกดดันของทุกฝ่าย ทำให้การทำงานไม่กว้างขวาง แต่หากใช้เป็นคณะทำงานจะดำเนินการอย่างคล่องตัว

คดีนี้ไม่ซับซ้อน เป็นการกระทำผิดส่วนบุคคลไม่ใช่องค์กร จึงต้องมีการสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐานบุคคลที่เข้าเกี่ยวข้อง และการที่พระราชรัชมุนีมาพบพนักงานสอบสวนแล้ว และพนักงานสอบสวนก็ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธก็ต้องปล่อยตัวไปก่อน เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานได้เพียงพอแล้ว ก็จะเรียกตัวมาพบเพื่อนำส่งอัยการ ผิดก็ว่าไปตามคำผิดไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาส เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย คดีก็ถือเป็นคดีปกติธรรมดาคดีหนึ่ง เพียงแต่ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดนั้นเป็นพระเท่านั้น"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้จากการที่ได้เดินทางไปที่บ้านร่มไทย ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จ.เชียงใหม่ ขอพบกับนายชาญชัย ศรีวชิรพันธ์ หรือ หนานจิ่ง ที่เป็นน้องร่วมสายโลหิตของพระราชรัชมุนี เพื่อขอความกระจ่างหลังจากที่สื่อเสนอข่าวว่ามีการมามอบตัวของพระราชรัชมุนี

นายชาญชัย กล่าวว่า ในวันที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา ช่วงบ่าย พระราชรัชมุนี พร้อมด้วยตนเองและญาติพี่น้องและพระมหานิคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดท่าตอนได้เดินทางเข้าพบ พันตำรวจโทสัมพันธ์ โยธิน หัวหน้าพนักงานสอบสวนและร้อยตำรวจเอกสิทธิ์ศักดิ์ คำใส พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ว่าตามที่เป็นข่าวว่าพระราชรัชมุนี หลังเกิดเหตุได้มีการหลบหนีไปโผล่ที่นั้น ที่นี้บ้าง ในวันนี้จึงมาพบพนักงานสอบสวน ขณะที่ยังไม่มีหมายเรียก หรือหมายจับ ซึ่งทางพนักงานสอบสวนเมื่อเจ้าตัวมาแสดงตัวตนที่แท้จริง จึงแจ้งข้อกล่าวหา ตามที่นายวิเศษ ผงนอก ปลัดอำเภอ(เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) มาร้องทุกข์กล่าวโทษพระราชรัชมุนี (นิมิตร ทิพย์ปัญญาเมธี) ในความผิด "ยื่นคำขอมีบัตรโดยมิได้มีสัญชาติไทย ด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ตาม ป.อาญา มาตรา 137 และแจ้งเจ้าพนักงานผู้กระทำตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชน หรือเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน" ตาม ป.อาญา มาตรา 267

"จากการตรวจสอบทางฝ่ายทะเบียนอำเภอแม่อายพบว่าพระราชรัชมุนี มาขอทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกที่อำเภอแม่อาย หลังจากทางพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ทางพระราชรัชมุนีได้รับทราบข้อกล่าวหา แต่ได้ให้การภาคเสธ โดยรับว่าได้ทำจริง แต่ไม่ได้ทำเอง มีผู้ดำเนินการให้ ยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ พร้อมจะให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนที่มีการร้องขอ เวลานี้ก็ไม่ได้หลบหนีไปไหน ยังอยู่ที่วัด นายชาญชัย กล่าว.

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 31 ตุลาคม 2560


 

รุงรังพันเต !

เผยนาทีแตกหักในวัดพระเจ้าเม็งราย

ก่อนอาจารย์สมานเข้ายึดอำนาจเด็ดขาด !

 

กรรมการสงฆ์อ้าง ท่านรวีวัฒน์ส่งหนังสือชี้แจงช้าไป นัดหมายประชุมไม่ทัน จึงไม่สามารถพิจารณาคำชี้แจงดังกล่าวได้ ท่านรวีวัฒน์ก็ถือว่าได้ชี้แจงไปแล้ว แต่กรรมการไม่ยอมรับพิจารณา แสดงว่ากรรมการไม่เป็นกลาง ก็เลยประกาศ "ไม่ยอมย้ายไปไหน" จนกว่า..เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่จะสั่งปลด แล้วก็โดนปลดจริงๆ ท่านรวีวัฒน์ก็ยอมไปจริงๆ แต่ไม่ไปเปล่า เอามือดึงจีวรของอาจารย์สมานและเจ้าคุณนิมิตออกจากวัดสวนดอกไปด้วย เลยไม่มีใครได้รับกฐินเลย ไม่ว่าวัดพระยาเม็งรายหรือวัดสวนดอก

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 


 

มาเป็นร้อย !

อาจารย์สมานจัดให้

ระดมพลออกเสียงให้เจ้าคุณนิมิตเป็นคนไทย

ไล่ตั้งแต่อาจารย์อนันต์ยันอาจารย์สมเจตน์

ไม่ใช่คนไทยก็ให้มันรู้ไปสิ อิอิ !

 

 

รวมพลคนรักเจ้าคุณนิมิต

 

 

ภาพตอนบวชเณร ปี 25

 

 

เรียนอยู่ ป.5 ปี 23

 

 

อา..ูท่าว่าจะกลายเป็นปัญหา "มวลชน" ไปซะแล้ว สำหรับสัญชาติของเจ้าคุณนิมิต หรือตุ๊ปี้ยี่ของหนานจิ่ง หลังจากวิ่งกระเจิงออกวัดสวนดอกไปนานหลายวัน วันนี้ตั้งหลักได้แล้ว ระดมพลออกมาส่งเสียงรับรองว่า "ผมเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์" ไม่เชื่อก็ลองถามพี่น้องผองเพื่อนและครูบาอาจารย์ดูสิ

ดูตามเนื้อผ้าแล้ว ถ้าลองระดับ "อดีตพระมหาอนันต์ มูลวอ" อดีตอาจารย์ใหญ่วัดราชสิงขร เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ ศิษย์รุ่นใหญ่ของวัดท่าตอน และ อาจารย์สมเจตน์ ชัยราช อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์งาม-ฝาง ของอาจารย์บุญเลิศ และอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทธวราราม เดนเวอร์ รัฐโคโลราโด้ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเพื่อนบวชเรียนรุ่นเดียวกับอาจารย์สมาน รวมทั้งเพื่อนเรียนร่วมชั้น สนธิกำลังกันออกมารับรอง "เจ้าคุณนิมิต" ว่าเป็นคนไทย ดังที่เห็นเช่นนี้ ก็คงมากันหมด ทั้งบ้านน้ำยอน ทั้งวัดท่าตอน ทั้งอำเภอแม่อายแล้ว ยกเว้นแต่เจ้าคุณนิมิตจะมีญาติสาย "ชัยภูมิ" อยู่ด้วย จึงจะมีกองหนุนจากทางอื่น

 

 

ความจริงก็คือความจริง ความจริงก็คือ เจ้าคุณนิมิต ถ้าเข้ามาจากเมืองยอน ในปี 2514 ก็ 40 กว่าปีเข้าไปแล้ว สมควรจะได้สัญชาติไทยไปตั้งนาน การออกมารับรองของครูบาอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นเรียนเรือนร้อยนั้น ถือว่าเป็นพยานบุคคลชั้นดี มีปัญหาแต่เพียงว่า เจ้าคุณนิมิตไปสวมสิทธิ์คนตายทำไม ถ้าเป็นคนไทยมาแต่เดิม ?

ปัญหาข้อนี้ เป็นปัญหาทั้ง "อัตนัย" และ "ปรนัย" คือต้องใช้ทั้งคนอื่นช่วยตอบ และตัวเองก็ต้องตอบได้ด้วย กรณีที่มีคนมาช่วยนั้นถือว่าเป็นปรนัย ฟังได้ ใช้ได้ หมายถึงว่า เจ้าคุณนิมิต มีสิทธิ์ที่จะได้รับสัญชาติไทย แต่โดยอัตนัยนั้น เจ้าคุณนิมิตก็ต้องตอบคำถามเจ้าหน้าที่ให้ได้ว่า "เพราะเหตุใด จึงไปสวมสิทธิ์คนตาย" หากอัตนัยไม่ผ่าน ปรนัยก็คงช่วยไม่ได้ เห็นไหมว่ามันติดตรงที่ "ตัวเจ้าคุณนิมิต" นั่นแหละ ว่าทำไปทำไม ?

เฮ้อ ! ขนกันมามายมายขนาดนี้ ถ้ายังไปไม่รอด ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว ?

 

 

 

หนังสือสุทธิ สามเณรนิมิต ยอดคำ ออกปี 25

ระบุ เกิดวันที่ 2 เมษายน 2508 ที่ท่าตอน

 

 

ญาติโชว์หลักฐาน ยันเจ้าคุณนิมิตร วัดสวนดอก คนไทย ไม่ใช่พม่าพลัดถิ่น

ญาติและเพื่อนมหานิมิตร วัดสวนดอก เขียงใหม่ ที่ตกเป็นข่าวฉาว ถูกร้องเรียนว่าเป็นชาวพม่า สวมบัตรคนตายที่ชัยภูมิ รวมตัวออกมายืนยันว่าพระราชรัชมุนี เป็นคนไทย เกิดในตระกูลใหญ่ บรรพชาที่วัดท่าตอน มีเพื่อนเป็นพันโท เรียนหนังสือด้วยกันมา...

เช้าวันที่ 21 ต.ค. ที่ศาลารวมใจพระอารามหลวงวัดท่าตอน ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จ.เชียงใหม่ ได้มีกลุ่มญาติพี่น้องของ พระราชรัชมุนี หรือมหานิมิตร เจ้าอาวาสวัดสวนดอก อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูกนายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข ชาว จ.ชัยภูมิ เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในเชียงใหม่ ให้ตรวจสอบเรื่องมีการสวมสิทธิ์ หรือสวมบัตรประชาชน ของเด็กชายดวงดี เวียงดินดำ ซึ่งเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งตั้งแต่ปี 2538

ในวันนี้ทางญาติของทางพระราชรัชมุนี ที่มีภูมิลำเนาเกิดในตำบลท่าตอน และพื้นที่หลายหมู่บ้านในอำเภอแม่อาย ได้มารวมตัวกันในบริเวณศาลารวมใจ พร้อมกับนำหลักฐานเป็นแผนผังลำดับเครือญาติ ตลอดจนภาพถ่ายของเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนหนังสือมาด้วยกัน โดยในแผนผังเครือญาติพระราชรัชมุนี อยู่ในตระกูลมหาวัน ต้นตระกูลคือนายมหาวัน นางใส่ ปัจจุบันมีลูกหลานรวมกัน 159 คน อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอแม่อาย มีทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนักการเมืองท้องถิ่น พระราชรัชมุนีนั้นเป็นบุตรของนายนายนามแสง นางอิ่ง ยอดคำ เป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน ดังนี้

1. นางศรีนวล มูลเมือง อายุ 63 ปี ถือบัตรประจำตัวอยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ 14 ตำบลท่าตอน 

2. นายนาม เสียชีวิต 

3. นางเป็ง นันแก้ว อายุ 58 ปี ถือบัตรประจำตัวอยู่บ้านเลขที่ 142 หมู่ 14 ตำบลท่าตอน 

4. นางจันฟอง ปัญญาเรือง อายุ 55 ปี ถือบัตรประจำตัวอยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 14 ตำบลท่าตอน 

5. นายนิมิตร ยอดคำ หรือ พระราชรัชมุนี ที่กำลังตกเป็นข่าว 

6. นายชาญชัย หรือคนทั่วไปเรียก หนานจิ่ง ศรีวชิรพันธ์ อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 14 ตำบลท่าตอน

7. นายวรวิทย์ เสียชิวิต 

สำหรับนายชาญชัย คนที่ 6 ของครอบครัวนั้น อดีตที่ผ่านมาเคยเป็นพระเปรียญธรรม 7 วัดไตรมิตร กรุงเทพมหานคร อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน อดีตเลขานายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน และอดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน ยังมี พันโทบุญโรจน์ กองแก้ว ผู้บังคับกองร้อยรบพิเศษที่ 3 กองพันรบพิเศษที่ 2 ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นชั้นเรียนมหานิมิตร ขั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่อปีพุทธศักราช 2519 และชั้นเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 เมื่อปีพุทธศักราช 2523 ที่โรงเรียนเพียงหลวง 1 เดิมคือโรงเรียนบ้านท่าตอน โดยที่โรงเรียนเพียงหลวง 1 ได้รับพระราชทานเป็นโรงเรียนในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา

พันโทบุญโรจน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีกระแสที่สื่อต่างๆ ว่าเจ้าคุณนิมิตร หรือพระราชรัชมุนี เป็นบุคลคลไร้สัญชาติ หรือพม่าพลัดถิ่น ตนในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นชั้นเรียนกันตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 ถึง 6 ขอยืนยันว่า ท่านเป็นคนบ้านท่าตอน สมัยนั้นในอดีตที่ผ่านมาปัญหาการทำบัตรประจำตัวประชาชน ได้บ้างไม่ได้บ้าง แถมยังมีที่ว่าการอำเภอถูกไฟไหม้

"เจ้าคุณนิมิตร นั้นมีญาติพี่น้องร้อยกว่าคน หลักฐานภาพถ่ายที่นำมาให้ดูนี้ก็ชัดเจนแล้ว ภาพถ่ายมีคนรู้จักมีเจ้าตัวยืนยันได้ ผมขอยืนยันว่าท่านเป็นคนไทย ไม่ใช่พม่าพลัดถิ่น หรือคนไร้สัญชาติ" พันโทบุญโรจน์ กล่าว

 

 

ขณะที่ นายทัศนพล ก่ำบุตร อยู่บ้านเลขที่ 189 หมู่ 2 ตำบลท่าตอน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านห้วยมะเฟือง หมู่ 2 ออกมายืนยันพร้อมให้ข้อมูลเพื่อคลายข้อสงสัยว่า เดิมท่านเป็นคนบ้านร่มไทย หมู่ 14 บวชเรียนที่วัดท่าตอน ซึ่งในเวลานั้นยังไม่ได้เป็นพระอารามหลวง เป็นรุ่นพี่มีความคุ้นเคยกันและอยู่หมู่บ้านเดียวกัน คลุกคลีกับทางญาติของท่านเจ้าคุณนิมิตรมาตลอด ตนขอยืนยันว่าเจ้าคุณนิมิตรมิได้เป็นต่างด้าว หรือพม่าพลัดถิ่นแต่อย่างใด เป็นคนในตระกูลเก่าแก่ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกกมาแต่ดั้งเดิม

นายอนันต์ มูลวอ อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 222 หมู่ 1 ตำบลท่าตอน อดีตพระมหาอนันต์ เปรียญ 8 มหาวิทยาลัยเดลลี กล่าวว่า พระมหานิมิตร หรือพระราชรัชมุนี เป็นสามเณรบวชที่วัดท่าตอน ในเวลานั้นยังไม่ได้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวง การศึกษาของลูกศิษย์ลูกหาทางหลวงพ่อจะส่งไปเรียนที่เวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงรายเป็นรุ่นแรก จากนั้นไปต่อยังในกรุงเทพมหานคร กลับมาจึงมาตั้งสำนักเรียนที่วัดท่าตอน โดยมหานิมิตรเองนั้นจบเปรียญธรรม 9 เป็นรุ่นแรกของวัดท่าตอน

ส่วนประเด็นที่สื่อระบุว่า พระเทพมังคลาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ของพระราชรัชมุนีหรือมหานิมิตรนั้น ตนขอยืนยันว่า ผู้ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ของสามเณรนิมิตร ในเวลานั้นคือพระครูญาณพิสิทธิ์ หรือพระครูวิลาส ขณะนั้นเป็นเจ้าอาวาสวัดปัณนาราม (ต้นหนุน) เจ้าคณะอำเภอแม่อาย ตนเองเป็นพระกรรมวาจาคู่สวด ร่วมกับพระมหาจรูญ จันทร์มาลัย เปรียญธรรม 9 เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และขอยืนยันว่าตนเป็นคนสอนภาษาบาลีให้กับมหานิมิตร จนได้เปรียญธรรม 4-5 และเดินทางไปศึกษาจนเปรียญธรรม 9 ที่วัดราชสิงขรที่ตนเป็นอาจารย์ใหญ่เวลานั้น จนจบเปรียญธรรม 9 วัดบางคอแหลม หรือวัดยานนาวาขอย้ำอีกครั้งว่า ผู้ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ของพระราชรัชมุนี ไม่ใช่พระเทพมังคลาจารย์ตามที่สื่อบางสื่อกล่าวถึงแต่อย่างใด เพราะขณะนั้นตนเป็นพระคู่สวด ร่วมกับพระมหาจรูญ จันทรมาลัย เปรียญธรรม 9 องค์แรกของวัดท่าตอน

นายสมเจตน์ ชัยราช หรืออดีตพระมหาสมเจตน์ เปรียญธรรม ปัจจุบันเป็นผู้ดูแล และที่ปรึกษามูลนิธิสมพร บ้านท่าตอน เป็นอีกคนหนึ่งที่ขอยืนยันว่า ตนเองเป็นพระบวชรุ่นเดียวกับพระเทพมังคลาจารย์ ที่วัดท่าตอน เห็นมหานิมิตรมาตั้งแต่เด็ก และขอยืนยันท่านเป็นคนไทย ไม่ใช่พม่าพลัดถิ่น หรือคนไร้สัญชาติ สื่อลงข่าวใหญ่โต ลองมาดูแผนผังเครือญาติที่มีอยู่ร่วม 200 คนบ้าง 

"ทุกคนที่มาในวันนี้ มาเพื่อยืนยันว่า มหานิมิตร หรือพระราชรัชมุนี เป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ เกิดที่บ้านท่าตอน มีการศึกษา มีภาพ และเอกสารการบรรพชา ใบสุทธิมายืนยันได้จบโรงเรียนบ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ สอบไล่ได้ชั้นประถมปีที่ 6 เมื่อ 15 มีนาคม 2525จบ และยังมีเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นนายทหาร มีญาติที่เคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่น รวมทั้งญาติสนิทที่เป็นผู้นำหมู่บ้าน กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ส่วนในเรื่องสวมตัวหรือสวมบัตรเป็นเรื่องที่จะต้องสืบสวนสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อไป เน้นย้ำอีกครั้ง" นายสมเจตน์กล่าว

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 22 ตุลาคม 2560

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

มหาวอ ยก "วัด-วัง" บังสัจจะ !

ต้องยอมตระบัดสัตย์รับตำแหน่ง ผช.จล.

ทำนอง..เสียสัตย์เพื่อชาติ !

 

ว.วชิรเมธี อ้าง "ในวัง" บังคับ ต้องยอมรับ "ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ทั้งๆ ไม่อยากรับ และเคยประกาศต่อสาธารณะว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แถมยกตัวอย่าง "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปยุตฺตมหาเถร" รับพระราชทานสมณศักดิ์ ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มีแต่คนสรรเสริญ

 

แล้วทำไม ว.วชิรเมธี จะรับไม่ได้ ผิดตรงไหน ?

 

อา..ว่าไงครับ หลวงพ่อช่วงโปรดทราบ มหาวอบอกว่า "ตัวเองถูกขืนใจให้รับตำแหน่ง" ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับ ถึงได้มาก็มิได้ภูมิอกภูมใจอะไรอีกด้วย แบบว่า เสียสัตย์เพราะผู้ใหญ่ นี่ถ้าได้เป็นเจ้าคุณ สงสัยมหาวอคงจะฆ่าตัวตาย เพราะรับไม่ได้

เชิญปัญญาชน "ทัศนา" ทัศนะ ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คนดีศรีแผ่นดิน !

 

Take a look !

 

 

ว.วชิรเมธี ฤษีกินเหี้ย !

ถูกบังคับให้เป็นคนเลว โดยการรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 

 

"ยศช้าง ขุนนางพระ ไม่เคยมองหา แต่เบื้องบนท่านมองเห็น"

ว.วชิรเมธี

 


หลายเดือนก่อน หลังจากมีภาพไปรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อดำรงตำแหน่งเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ก็มีใครบางคน จรดปากกาเขียนถึงอาตมภาพในทางเสียหายว่า การรับตำแหน่งนั้น เป็นการแสดงถึงความกลับกลอกเหมือนศรีธนญชัย (เพราะแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องตำแหน่งแห่งที่ในทางคณะสงฆ์เลย ซึ่งเรื่องนี้ แม้จนบัดนี้ ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่)

ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ไปรับตำแหน่งทำไม ?

ขออธิบายสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลถึงสหรัฐอเมริกา (ต้นเรื่องที่กล่าวหา) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยรู้ความจริงว่า

"อาตมาอยู่วัดพระสิงห์มาแต่อายุเพียง ๑๖ ปี เรียนธรรมะบาลีที่วัดนี้ จนได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค, บวชพระก็บวชที่วัดนี้

หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เป็นพระอุปัชฌาย์ อาตมาก็เคยเป็นพระเลขานุการของท่านมาตั้งแต่ต้นแต่อายุ ๑๘ ปี ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรจนถึงบวชเป็นพระภิกษุ


เมื่อจบเปรียญ ๙ ที่กรุงเทพฯ อาตมาย้ายกลับมาเชียงราย ก็มาอยู่ในสังกัดเดิม ซ้ำยังเป็นเปรียญธรรม ๙ รูปแรกของวัด คือวัดพระสิงห์ (พระอารามหลวง)
ไม่ได้เหาะข้ามห้วยมาจากที่อื่น

เมื่อกลับมาแล้ว หลวงพ่อเคยขอให้มาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสแต่เมื่อปี ๒๕๕๕ อาตมายังไม่อยากรับ ประวิงเวลาไว้ เพราะใจอยากทำงานเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนามากกว่างานปกครองของคณะสงฆ์ ครูบาอาจารย์ท่านก็เข้าใจลูกศิษย์ซึ่งท่านรักเหมือนลูก


มาถึงปีนี้ ผู้ใหญ่ใน
"เบื้องบน" ถามมาอีก เพราะอายุ ๔๓ พรรษา ๒๓ อยู่พระอารามหลวงมา ๒๖ ปีแล้ว เป็นมหาเถระแล้ว ไม่ใช่พระเด็กๆ อีกต่อไป ควรมอบหมายให้รับภาระธุระพระศาสนาอย่างเป็นทางการ ทั้งผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่น้อยๆ (ว่าตามคำของท่าน)


ทั้งครู ทั้งศิษย์ จึงยอมอนุวัตร ตามทางการ


อาตมาจึงรับตำแหน่งของทางการ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ
"ฝ่ายเผยแผ่" เหมือนเดิม


และเมื่อเป็นแล้ว ก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ไม่ได้ย้ายไปไหน ยังพอใจกับนามปากกา ว.วชิรเมธี ธรรมดาๆ ยังคงอยู่ทำงานเผยแผ่ต่อไปที่ไร่เชิญตะวันตามปกติ

ตำแหน่งแห่งที่ ที่ท่านประทานมา ก็เพราะฟ้าบันดาล ทั้ง "วัง" และ "วัด" ท่านประสานเสียง แกมกำชับขอให้รับไว้ ไม่ใช่ไปกราบกรานอยากได้ อย่างที่มี "พระอลัชชี" บางรูปพยายามกล่าวหาด้วยข้อความรุนแรง


เรื่องนี้ เข้าใจได้ง่ายมาก


ดูอย่างท่าน
ป.อ.ปยุตฺโต หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ องค์ใหม่ก็ได้ ท่านก็ทำงานของท่านไป ไม่เคยอยากจะได้ใคร่จะมีอะไร ปิดทองหลังพระไป เมื่อทองล้นออกมาหน้าพระ วันดีคืนดี
"หลวง" หรือราชการก็โปรดให้ท่านเป็นสมเด็จฯ เมื่อเป็นแล้ว ท่านก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ดังท่านกล่าวความในใจว่า

"พระนั้น จะแต่งตั้งไปชั้นไหน ชั้นไหน ก็ยังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม ทางพระพุทธศาสนา ท่านไม่นิยมถามว่า "จะเป็นอะไร" แต่สำคัญที่ว่า "จะทำอะไร" ให้เรื่อง "เป็น" มาเกื้อหนุนเรื่อง "ทำ" ให้ได้ ท่านจึงว่า "ให้เป็นนั่นเป็นนี่" เพื่อจะได้ "ทำนั่นทำนี่" ได้สะดวก"

เพราะฉะนั้น คนที่ "รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" มองการรับตำแหน่งของอาตมา เป็นเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ หรือมองไปว่าได้มาเพราะเข้าหาผู้ใหญ่ ทั้งยังพยายามกล่าวหาอาตมาเลื่อนลอยด้วยคำใหญ่คำโตนั้น ก็ขอโปรดเข้าใจเสียให้ถูกต้องตามนี้ อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ


หยุดการปรุงแต่งแบบเด็กๆ เสียทีเถิดพ่อคุณเอ๋ย


ดีร้าย หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ระวังปาก จะกลายเป็นการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เสียเปล่าๆ


ส่วนที่มีภาพไปกราบหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ แล้วเอามาเขียนว่าไปประจบท่านนั้น ก็ขอเตือนว่า เวลาจะเขียนอะไร ดูคำอธิบายใต้ภาพด้วย

เพราะภาพพวกนั้น มีปรากฏอยู่ในเฟซบุ๊คของอาตมาเอง มีคำอธิบายกำกับด้วยว่าไปทำอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน

ภาพคู่สมเด็จฯที่เห็น คืองานไปรับรางวัล "วัดที่จัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จัดที่ มจร.วังน้อยเมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ และครั้งที่สอง หลวงพ่อสมเด็จฯ นิมนต์ไปพบเมื่อเดือนเมษายน เพื่อแจ้ง "พระราชดำริ" ด้านการศึกษาภาษาบาลีที่ทรงฝากมา โดยขอให้ช่วยรับเป็นภาระธุระ เพราะอาตมาสื่อสารกับสังคมได้ง่าย มีคนฟังเยอะ

ทั้ง "เบื้องบน" ท่านก็ทรงกำชับมาหลายครั้ง เรื่องการศึกษาภาษาบาลีในโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะเห็นว่า ท่าน ว.วชิรเมธี นี้ เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค และได้เขียนหนังสือเรื่อง "เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" เพื่อเป็นแนวทางฟื้นฟูการศึกษาภาษาบาลีตามพระราชประสงค์

และที่สำคัญจะต้องขอพระราชทานคำนำเป็นกรณีพิเศษ หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ในฐานะประมุขสงฆ์ และแม่กองบาลีสนามหลวง ก็อยู่ในฐานะที่จะต้องเขียนสัมโมทนียพจน์ด้วย

คนเขาไปปรึกษาหารือเรื่องงานพระศาสนาล้วนๆ มีพยานเป็นร้อย เป็นพัน ต่อหน้าธารกำนัล อย่างโปร่งใส แต่คนเขลาบางคน เอาไปเขียนข่าวเชิงเสียหาย ว่าผู้เขียนไปประจบพระผู้ใหญ่ขอยศศักดิ์ ช่างน่าละอายเหลือเกิน ที่คิด ที่เขียน อะไรออกมา โดยไม่สนใจหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีอยู่ดาดดื่น มีอยู่ในคำอธิบายใต้ภาพที่ตัวยกมาด่านั่นเองเสียด้วยซ้ำ

จึงขอแจ้งญาติโยมทั้งหลายได้ทราบ ว่าอย่าได้หลงเชื่ออย่างผิดๆ ตามที่มีคนเขียนข่าวเลอะเทอะเผยแพร่ออกไป


(ว.วชิรเมธี)

 

 

(หมายเหตุ.


๑.ตามปกติ ตั้งใจจะไม่เขียนตอบอะไรในประเด็นระดับ
"โลกธรรม" เหล่านี้เลย เพราะถือว่าเป็นธรรมดาโลกที่ย่อมมีคนเข้าใจผิดบ้าง เข้าใจถูกบ้าง แต่เรื่องนี้ มีคน "เดือดร้อน" แทนหลายคน แต่ละคนก็ไม่ใช่ตาสีตาสา ทั้งอาจส่งผลกระทบหลายฝ่าย จึงจำใจต้องเขียนออกมา เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อเข้าใจข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะได้เพลาๆ การแชร์ การส่งข้อความโกหกทั้งหลายลงบ้าง ไม่เช่นนั้น พระดีๆ ทั้งหลาย ทั้งพระบ้านพระป่าสายกรรมฐาน สายวิชาการบริสุทธิ์ สายพัฒนาสังคม ที่ "หลวง" ท่านเมตตาถวายสมณศักดิ์เพื่อส่งเสริมการทำงาน ก็จะพานถูกกล่าวหาไปเสียทั้งหมด


๒.มีภาพอาตมาคู่กับหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ บางคนเอาไปตีความในทางเสียหาย ขออธิบาย
"ข้างหลังภาพ" สั้นๆ ตามข้อเท็จจริง


๒.๑ ภาพที่เห็นอยู่บนเวที คือ วันที่ไปรับรางวัล
"วัดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จากหลวงพ่อสมเด็จฯ จัดโดยกรมควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับรางวัลเสร็จ หลวงพ่อสมเด็จฯ ก็ขอให้เล่าให้ที่ประชุมฟังทั้งห้อง ว่าบริหารจัดการไร่เชิญตะวันอย่างไร จึงกลายเป็น
Eco Temple ที่ร่มรื่น เรื่องก็มีเท่านี้ มีคนอยู่ในงานหลายร้อยคน ภาพนิ่ง ภาพวีดิโอ บันทึกไว้พร้อมสรรพ แต่มีบางคนไม่เข้าใจ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ที่อยู่สหรัฐอเมริกา เอาไปเขียนว่า อาตมาไปประจบพระผู้ใหญ่ นี่คือ ความน่าอนาถของคนที่เรียกตัวเองว่า สื่อมวลชน


๒.๒ อีกครั้งหนึ่ง ได้รับนิมนต์ไปหารือข้อราชการของคณะสงฆ์ เนื่องจากได้รับการขอร้องให้เข้ามาช่วยเรื่องการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์
ซึ่งขอร้องมาจากทั้งฝ่ายวัง และฝ่ายวัด เพราะผู้เขียนเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค วังและวัดเห็นว่า พอจะมีพื้นฐานภาษาบาลีอยู่บ้าง จึงขอให้มาช่วยเรื่องนี้ จึงได้ปฏิรูปการศึกษานำร่องที่วัดบ้านเกิด/เชียงของ/เชียงราย จนปี ๒๕๕๘ สามเณรเก่งทั้งทางโลกและทางธรรม สามารถบรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษจนชนะเลิศระดับประเทศ ได้เข้ารับพระราชทานทุนและผ้าไตร และได้ลองเทศน์ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่จังหวัดน่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นี่เป็นข่าวดี ที่หลวงพ่อสมเด็จฯ เห็นว่าก้าวหน้า และพอเป็นความหวังของคณะสงฆ์ไทยในฝ่ายการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ จึงขอให้ไปเล่าถวาย พร้อมกันนั้น ก็ได้นำเสนอต้นฉบับหนังสือ "๙ เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" ซึ่งได้นักเขียนฝีมือดีคือระดับประเทศ คือ คุณอรสม สุทธิสาคร คุณวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง มาช่วยเรียบเรียง หมายใจว่า เล่มนี้จะเป็นหนังสือ "สร้างแรงบันดาลใจ" ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยรุ่นใหม่ ใฝ่เรียนธรรมะบาลีมากขึ้น เพราะเป็นชีวประวัติของพระและโยมที่จบเปรียญ ๙ แล้วประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม เช่น ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก
, ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ, ป.อ.ปยุตฺโต เป็นต้น


ความจริงที่ได้ไปกราบสมเด็จฯ ก็มีแค่นี้
แต่แล้วคนที่มือดีมากกว่าสมอง ก็เอาไปเขียนในทางลบว่า ผู้เขียนไปพบผู้ใหญ่เพื่อหวังยศศักดิ์อัครฐาน ถ้าหวังจริงอย่างว่า จะอยู่ในพระอารามหลวงมา ๒๖ ปี โดยเป็นพระธรรมดามาจนป่านนี้ได้อย่างไร คุณสมบัติก็ใช่จะไม่ครบ
ครบจนล้นเสียด้วยซ้ำ


การ
"รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" แบบนี้แล้วก็นำมาเขียนข่าวนั้นสร้างความเสียหายใหญ่หลวงมาก เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ก็ไม่สนใจ นึกจะเขียนอะไรก็เขียน พลอยทำให้คณะสงฆ์เสียหาย เสียทั้งหลวงพ่อสมเด็จฯ เสียทั้งเบื้องบน เสียทั้งผู้เขียน งานที่ทำกันมาด้วยเจตนาแสนดีถูกมองในทางเสียหายหมด ดังนั้น ใครรู้ผิด เข้าใจผิด ขอความกรุณา เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องตามนี้เทอญ. (ว.วชิรเมธี)

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : 15 ธันวาคม 2559

 

อ่านบทความ โดย พระมหานรินทร์ นรินฺโท

 

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

ลัทธิธรรมกาย กับบทบาท ของสังคมไทย

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 


 

มหากาพย์วัดโสธร

 

 

จริงหรือไม่ มส. ไม่มีสิทธิ์สึกพระธัมมชโย

 


 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264