LAST UPDATE :   JUNE : 05 : 2020 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 



 

FIRST TIME IN THE WORLD

APIDHAMMA ONLINE CHANTING

สวดพระอภิธรรมออนไลน์ครั้งแรกของโลก

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)

 

60 บาท น้อยไป !

เทพไทบอกตองวันละ 100 ถึงจะพอฉัน

พระเณรทั่วประเทศแค่ 2.5 รูป

ไม่เหลือบ่ากว่าแรงรัฐบาลไทยจะดูแล

 

อา..ขออนุโมทนาและบอกตามตรงว่า เพิ่งจะเห็น ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ พูดดี พูดถูก พูดเหมาะ พูดสม พูดเป็นบุญเป็นกุศล ฯลฯ สารพัดดี ก็วันนี้แหละ ที่ท่าน ส.ส.เทพไท เสนพงศ์ ได้แย้งความเห็นของ คุณเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ซึ่งดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งประกาศว่า "จะช่วยเยียวยาพระสงฆ์สามเณรทั่วประเทศ วันละ 60 บาท" ซึ่งถึงแม้พระเณรจะเห็นว่า "มันน้อยไป ไม่เพียงพอ" แต่ก็พูดไม่ได้ เพราะพูดไปก็จะหาว่าพระเณรไม่สำรวม อยากได้ใคร่มี ฯลฯ จึงต้องนิ่งไว้

ครั้นคุณเทพไทได้ออกมาพูดวันนี้ ก็เท่ากับเอาความในใจของพระเณรไปบอกแก่รัฐบาล ทั้งด้านความเหมาะสมของราคาเงิน ทั้งความสามารถของรัฐบาลที่จะทำได้ เพราะจำนวนพระเณรไทยทั่วประเทศ แค่ 2.5 แสนรูป/องค์ เทียบกับจำนวนประชาชนคนไทยตั้ง 70-80 ล้าน และวงเงินงบประมาณหลายแสนล้าน ที่รัฐบาลขอกู้มาเยียวยาประชาชนหัวละ 5,000 ตั้ง 3 เดือน รวมคนละหมื่นห้า ก็ถือว่า..น้อยมาก หากจะเบียดแบ่งมาถวายพระ แค่วันละ 100 บาท

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าคุณเทวัญหรือคุณเทพไทจะร่วมรัฐบาลเดียวกัน แต่ความคิดความอ่านในการบริหารจัดการต่อกิจการพระศาสนานั้น ต่างกันลิบลับ เทวัญเคยเผยว่า ตนเองเคยบวชวัดสระเกศมาก่อน แต่ทำได้แค่นี้ก็น่าผิดหวัง เพราะดีแต่พูด ขณะที่คุณเทพไทนั้น แม้ไม่เคยเป็นรัฐมนตรี แต่ความคิดความอ่านต่อการพระศาสนา ถือว่าเยี่ยม เหนือกว่าคุณเทวัญหลายขุม มีมุมมองที่เป็นบวกต่อพระเณร และมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ จำแนกแจกแจงได้ทุกระดับ ตั้งแต่ค่าอาหารคาวหวานน้ำดื่มในแต่ละมื้อ ไปจนถึงการทำบุญกุศลของรัฐบาล เพราะการถวายค่าอาหารแค่พระสงฆ์องค์เณรนั้น มิใช่การเยียวยา แต่เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เป็นหน้าที่อันสูงสุดที่ชาวพุทธจะพึงกระทำ ภูมิธรรมของพรรคประชาธิปัตย์สูงกว่าพรรคชาติพัฒนาและพลังประชารัฐก็ตรงนี้แหละ ทั้งๆ ที่ก็กินข้าวด้วยกันแท้ๆ แต่วิสัยทัศน์ต่างกันลิบลับ

ถามพระเณรทั่วไทยก็คงจะได้ความว่า อยากได้คุณเทพไทมาเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แทนคุณเทวัญ ลิปตพัลลภ ท่วมท้นแน่นอน ท่านนายกฯตู่ ทราบแล้ว ถ้าจะเปลี่ยนหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็อย่าลืมเปลี่ยนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกด้วยนะ เจริญพร..

 

 

 

เทพไท เสนพงศ์ VS เทวัญ ลิปตพัลลภ

 

 

ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เสนอ เยียวยาพระวันละ 100 บาท ชี้ 60 บาทต่อวันน้อยไป ไม่สอดคล้องค่าครองชีพ

เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง การที่ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมาตรการเยียวยาพระสงฆ์ที่บิณฑบาตไม่ได้ เพราะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่า ได้เสนอให้เยียวยาพระสงฆ์วันละ 60 บาทต่อรูป โดยจะส่งเงินไปให้วัดแต่ละแห่งเป็นผู้บริหารเงิน เบื้องต้นจะจ่ายเงินให้ตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย. รวม 3 เดือน หรือ 91 วัน นั้น ตนไม่ทราบว่ารัฐบาลมีหลักเกณฑ์ในการเยียวยาพระภิกษุสงฆ์อย่างไรบ้าง หรือใช้หลักเกณฑ์อะไรในการเยียวยา ส่วนตัวเห็นว่าการเยียวยาให้แก่พระภิกษุสงฆ์วันละ 60 บาทนั้น เป็นจำนวนเงินที่น้อยเกินไป สำหรับค่าครองชีพในยุคปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับการเยียวยาให้แก่ประชาชนทั่วไป เดือนละ 5,000 บาท ตกเฉลี่ยวันละ167บาท แต่พระภิกษุสงฆ์กลับได้รับค่าเยียวยาน้อยกว่า3เท่า คิดเป็นเงินเดือนละ 1,800 บาทเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอกับค่าภัตตาหารในการฉันเช้า ฉันเพลแต่ละมื้อ ตกเฉลี่ยมื้อละ 30 บาท ไม่พอแม้แต่จะซื้อก๋วยเตี๋ยว หรือข้าวกระเพราไก่ไข่ดาว และน้ำดื่มได้ ซึ่งในสถานการณ์ขณะนี้ พระภิกษุสงฆ์ สามเณร ก็ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่นเดียวกัน เพราะมีการงดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา กิจนิมนต์ลดน้อยลง ทำให้ขาดแคลนจตุปัจจัย ที่ฆราวาส ญาติโยมทำบุญถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ตามประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมา

ดังนั้นเพื่อให้มาตรการเยียวยาที่ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ สามเณร เป็นไปด้วยความเหมาะสมตามฐานานุรูป จึงขอเสนอให้รัฐบาลถวายเงินเยียวยาแก่พระภิกษุสงฆ์ สามเณร รูปละ 100 บาทต่อวัน หรือประมาณเดือนละ 3000 บาท แก่พระภิกษุสงฆ์ สามเณร ที่มีจำนวน 250,000 รูปเท่านั้น ซึ่งใช้เงินงบประมาณจำนวนไม่มากเลย เมื่อเทียบกับวงเงินการเยียวยาให้แก่ฆราวาส หรือประชาชนทุกกลุ่มจำนวน 44-48ล้านคน และการถวายปัจจัยเยียวยาให้แก่พระภิกษุสงฆ์ในครั้งนี้ ถือว่ารัฐบาลได้ใช้โอกาสนี้สร้างบุญกุศลให้กับประเทศชาติอีกด้วย

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ : 5 มิถุนายน 2563

 

ศาล สำนักพุทธ เถรสมาคม

สามอำนาจรุมกินโต๊ะเจ้าอาวาสวัดทุ่งเคล็ด

บดขยี้ยิ่งกว่าไข่มดแดง

บอกตามตรงว่า..รอดยากส์ !

 

 

 

จาก..วัดบาทเดียว กลายเป็น "วัดร้อยล้าน"

คดีความสะท้านบ้านเมือง ท้าทายสายตาปัญญาชนให้จ้องมอง

 

 

อา..เงิน เงิน เงิน เงินหนอ ทองหนอ วันก่อนเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาดก็ถูกไฟคลอกตาย สำรวจพบทองในกุฏิ ต้องรีบเผาภายใน 3 วันเหมือนอนาถา ตัดปัญหาสารพัด รักษาภาพลักษณ์วัดป่าของพระอรหันต์ให้ยังคงบริสุทธิ์อยู่ต่อไป เพราะโครงการใหญ่ยังไม่เสร็จ

กรณีของวัดโบสถ์บาทเดียว หรือวัดทุ่งเคล็ด ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก ประจวบคีรีขันธ์ ก็ฉันนั้น ว่ากันแบบแฟร์ๆ นะ ไม่เข้าใครออกใคร เพราะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรด้วย ก็ต้องขอบอกว่า มันเป็นความบกพร่องของทุกฝ่าย โดยเฉพาะก็คือ มหาเถรสมาคม ซึ่งปล่อยปละละเลยให้มีการก่อสร้างถาวรวัตถุอย่างบ้าคลั่ง เจ้าคณะผู้ปกครองระดับสูงเอาแต่กินส่วย รอรับผลประโยชน์จากวัดเหล่านั้น เหมือนมีผู้มีบารมีหนุนหลัง สุดท้ายก็กลายเป็นผู้มีอิทธิพล เป็นเจ้าพ่อ ก่อให้เกิดปัญหาแก่พระศาสนาในวงกว้างขึ้นมา ประชาชน พุทธศาสนิกชน ต้องแตกแยกออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอ้างพระธรรมวินัย จะเอาผิดกับเจ้าอาวาสผู้ริเริ่มก่อสร้าง อีกฝ่ายอ้างผลงานการพัฒนา แบบว่าท่านเจ้าอาวาสเป็นผู้เสียสละ ทำให้วัดวาอารามเจริญรุ่งเรือง มีชื่อเสียงระดับประเทศ เกิดอีกสิบชาติก็ไม่มีใครทำได้เท่ากับเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ดังนั้น จึงต้องปกป้องเจ้าอาวาสของเรา ปัญหาโลกแตกแบบนี้เถียงกันจนตายก็ไม่จบ

ก็ถ้ามหาเถรสมาคม มีการตรวจสอบที่เข้มงวด ก่อนจะมีโครงการก่อสร้างโบสถ์เงินหรือถาวรวัตถุใหญ่โตอะไรก็ตามในประเทศไทย ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคมๆ ก็ต้องขอดูรูปแบบ-รายละเอียด และวัตถุประสงค์ของการก่อสร้าง รวมทั้งการบริหารจัดการทั้งในช่วงของการก่อสร้างและภายหลังก่อสร้างเสร็จ ถ้าเห็นว่าผู้ขอสร้างมีความพร้อม รูปแบบก็เหมาะสม วัตถุประสงค์ก็ดี เช่นนี้ จึงค่อยอนุญาต แต่ก็ต้องตั้งคณะกรรมการเข้าไปตรวจตราดูแลตั้งแต่เริ่ม มิให้ผิดไปจากที่ได้ยื่นขออนุญาตมาตั้งแต่ต้น เช่นนี้ ก็จะสามารถระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหายในโครงการใหญ่ๆ ได้ และยังสามารถควบคุมโครงการต่างๆ ไม่ให้ผิดไปจากแนวทางของมหาเถรสมาคม

เมื่อมหาเถรสมาคมไม่มีมาตรการบริหารจัดการในส่วนนี้ ปล่อยให้วัดต่างๆ ดำเนินการกันเอง พอเกิดปัญหาขึ้นมาจึงค่อยเข้าไปแก้ไข มันก็สายเกินไป ไม่ว่าจะปลดเจ้าอาวาสได้หรือไม่ โครงการก็มีมลทินเสียแล้ว สิ่งปลูกสร้างอันอลังการนั้น น่าจะก่อให้เกิดศรัทธาแก่ผู้ไปเยี่ยมชม กลับกลายเป็นอนุสรณ์แห่งความเสื่อมทรุดเศร้าหมอง เป็นตราบาปที่ลบออกได้ยาก

ผู้คนส่วนใหญ่จะมองไปแต่ที่ "เจ้าอาวาส" ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา แต่ว่าความเป็นจริงแล้ว มันมีเบื้องลึกอยู่อีกมากมาย โบสถ์หลังใหญ่แพงขนาดนี้ จะมีแค่เจ้าอาวาสทำคนเดียว ยังไงก็ไม่สำเร็จ ต้องมีทฤษฎีสมคบคิด

 

 

เริ่มแรก เมื่อมีโครงการก่อสร้างโบสถ์เหรียญบาทเป็นแห่งแรกที่วัดทุ่งเคล็ดนั้น ทางโจทก์คือผู้ฟ้องร้องเจ้าอาวาส กับเจ้าอาวาส คือหุ้นส่วน คิดฝันร่วมกันที่จะทำงานใหญ่ สร้างโบสถ์เหรียญบาทขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ในท้องที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้โด่งดังพอๆ กับหลวงปู่ทวด วัดห้วยมงคล อำเภอหัวหิน จังหวัดเดียวกัน ซึ่งหลวงปู่ทวดองค์นี้ก็สร้างขึ้นมา ภายหลังจากมหาเถรสมาคมได้ออกคำสั่ง "ห้ามมิให้สร้างรูปเหมือนพระสงฆ์ใหญ่กว่าพระพุทธรูป" แต่สุดท้ายก็มีอิทธิพลเข้าไปช่วยเหลือ จนมติมหาเถรสมาคมกลายเป็นเศษกระดาษ และเป็นจุดเขื่อนแตก ปล่อยให้วัดต่างๆ ทั่วไทย นำไปเป็นตัวอย่างของการสร้างรูปเหมือนพระเกจิใหญ่กว่าพระพุทธรูป ซึ่งแต่ละโครงการก็มีกรรมการมหาเถรสมาคมระดับสมเด็จ-รองสมเด็จฯ เข้าไปเป็นที่ปรึกษา จนมาถึงปัญหาโบสถ์เหรียญบาทในวันนี้

พอโครงการดำเนินไปได้ไม่นาน ก็เริ่มมีปัญหาระหว่างเจ้าอาวาสกับนายช่างผู้รับเหมาก่อสร้าง ทั้งเรื่องเงินและอื่นๆ สุดท้ายทั้งสองฝ่ายจึงเกิดภาวะทางใจหันหลังให้กัน นายช่างก็ถ่วงงาน โดยมองว่าถ้าไม่มีตนเอง โครงการก็คงไปไม่รอด และแน่นอนว่าต้องบานปลายจ่ายไม่ไหว ฝ่ายเจ้าอาวาสก็มองว่า ถ้ายังเอาช่างคนเดิมไว้ปัญหาก็ไม่จบสิ้น จึงหานายช่างคนใหม่เข้ามาสานงานต่อ ไม่รีรอที่จะประนีประนอมกับนายช่างคนเดิม ทั้งที่เรื่องเงินก็ยังคาราคาซังกันอยู่

 

 

พระเทพสิทธิวิมล เจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

กับ

พระสมุห์อาทิตย์ อิสฺสรญาโณ เจ้าอาวาสวัดทุ่งเคล็ด

 

 

ซึ่งจุดนี้ดูจะเป็น "แตกหัก" ระหว่างนายช่างกับเจ้าอาวาสวัดทุ่งเคล็ด นายช่างคงมองว่า ถ้าตนเองถูกตัดออกจากโครงการ ฝีไม้ลายมือของตนเอง ก็จะถูกช่างคนใหม่สวมเอาไป ร่วมทั้งชื่อเสียงเกียรติยศที่มุ่งหวังจะได้รับหลังจากเสร็จโครงการนี้ ก็จะโบยบินไปด้วย ดังนั้น เมื่อเจ้าอาวาสกล้าเขี่ยตนออกจากโครงการ (ที่ริเริ่มมาด้วยกัน) มันก็ต้องดับเครื่องชน คือต้องเอาเจ้าอาวาสออกจากตำแหน่งให้ได้ ทุกวิถีทาง เพราะตนเองก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว

โจทก์ฟ้องแม้กระทั่ง สำนักพระราชวัง เพื่อหวังจะเอาผิดเหนือกว่าอาญา

เพราะเชื่อว่า ถ้าทำผิดต่อรั้วต่อวัง ร้อยทั้งร้อย ไม่ตายก็ไม่โต

รูปการณ์ของคดีความวัดโบสถ์เหรียญบาทมันเป็นเช่นนี้แหละครับ ท่านพระครู ดูได้จาก การฟ้องร้องต่อศาลก็ดี การฟ้องร้องต่อเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ก็ดี การฟ้องร้องไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในส่วนกลางก็ดี ผู้ฟ้องคือ คนเดียวกัน ฟ้องยันตั้งแต่เรื่องเงินทองไปถึงพระธรรมวินัย รู้แม้กระทั่งจริยาพระสังฆาธิการ ไม่ปฏิบัติตามกฎมหาเถรสมาคมและพระไตรปิฎก ชี้เป้าต้องอาบัติ "ปาราชิก" ต้องขาดจากความเป็นพระไปในที่สุด สงสัยว่าคนฟ้องจะจบประโยค 11 มาหรือเปล่า ถึงได้รู้ลึกซึ้งปานนี้ แบบนี้ถึงไม่มี "วิษณุ" พวกเราก็คงอยู่ได้ เพราะมีเจ้าปัญญาคนใหม่แล้ว

ความจริงแล้ว นายช่างผู้เป็นโจทก์ในคดีนี้ น่าจะไปเอาดีทางกฎหมายหรือทนายความนะ ขอยกย่องว่าฝีมือสุดยอดคนหนึ่งในบู๊ลิ้ม

ใช่แต่เท่านั้น ยังมีกระบวนการ "ประจาน" ไปทางสื่อ เพื่อหวังจะใช้โซเชี่ยลให้เข้ามาบีบคณะสงฆ์ให้เข้ามาดำเนินการในเรื่องนี้ อีกทางหนึ่งด้วย เรียกได้ว่า เปิดศึกทุกทาง เป็นมวยก็ถือว่าครบเครื่อง เป็นสุดยอดฝีมือเลยเชียวล่ะ ถ้าพระอาทิตย์รอดตายไปได้ก็ยิ่งกว่าเซียน เพราะได้ครูดีฝีมือขั้นเทพ

 



 

ส่วนท่าทีของคณะสงฆ์ ตั้งแต่เจ้าคณะอำเภอไปจนถึงเจ้าคณะจังหวัดประจวบฯ ซึ่งมีหลักฐานยืนยันว่า ทุกรูปทุกองค์เคยได้รับนิมนต์ให้มา "รับซอง" ในงานของวัดทุ่งเคล็ดอยู่บ่อยครั้ง จนคุ้นเคยเป็นกันเอง เผลอๆ จะรับเป็นที่ปรึกษาโครงการด้วยล่ะ แสดงว่าพระอาทิตย์ก็เล่นเป็น ไม่กินคนเดียว แต่เอาคนอื่นมากินด้วย ตามหลักการ "เนกาสี ลภเต สุขํ" ที่แปลว่า กินคนเดียวไม่อร่อย นั่นแหละ

ดังนั้น เมื่อถูกโจทย์ฟ้องมายังเจ้าคณะอำเภอ-เจ้าคณะจังหวัด จึงปรากฏร่องรอยของการ "ดองเรื่อง" แต่ภาษาพระท่านเรียกว่า "ให้โอกาสชี้แจง" แก่เจ้าอาวาสวัดทุ่งเคล็ด นานไปเรื่องก็เงียบ โจทก์เห็นว่าไม่ได้ผล จึงเล่นของสูงกว่า คือฟ้องไปยังส่วนกลาง อันได้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งการฟ้องร้องคณะสงฆ์ก็ดี ร้องสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ดี เกิดขึ้นในช่วงที่คดีความยังอยู่ในชั้นศาล ถึงศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่า "พระอาทิตย์ผิด ต้องชดใช้เงินแก่นายช่าง" ก็ยังมีศาลอุทธรณ์และฎีกาให้พระอาทิตย์ได้ยืดระยะการจ่ายเงินออกไปอีกหลายกิโล

ดังนั้น การที่โจทก์ซึ่งมีคดีเดียวกันค้างศาลอยู่ แต่กลับหันไปฟ้องเพิ่มเติมทั้งทางคณะสงฆ์ผู้ปกครองและสำนักพุทธฯส่วนกลาง นั่นก็แสดงให้เห็นว่า นอกจากเรื่องเงินที่อยากได้คืนแล้ว ยังอยากจะให้เจ้าอาวาสพินาศลงไป ไม่ต้องอยู่และทำโครงการนี้ให้สำเร็จ แบบว่าองุ่นเปรี้ยว คือเมื่อกูไม่ได้ มึงก็อย่าหวังว่าจะได้ มันกลายเป็นความเคียดแค้นชิงชังไปเสียแล้ว ถึงแม้ว่าพระอาทิตย์จะยอมถอยไปหนึ่งก้าว คือยอมลาออกจากตำแหน่งเจ้าตำบลนาหูกวาง ไปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2563 ก็ฝ่ายโจทก์ก็ยังคงรุกต่อไป เพราะยังมิใช่เป้าหมายที่ต้องการ

 

 

 

เป้าหมายของโจทก์ที่เห็นครั้งสุดท้ายจึงมิใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องต้องการให้พระอาทิตย์หลุดจากตำแหน่งเจ้าอาวาสและผ้าเหลือง เพียงแต่เงินเป็นตัวเดินเรื่องเท่านั้น

เป็นการต้อนกันให้จนตรอก แบบตายไปข้าง !

แน่นอนว่าพระอาทิตย์ก็คงไม่ยอม เพราะหลังพิงฝา ผ้าเหลืองติดตัว เช่นกัน !

ดังนั้น จึงปรากฏว่ามีมวลชนที่เลื่อมใสในตัวพระอาทิตย์ เดินทางไปคัดค้านการปลดพระอาทิตย์ถึงวัดคลองวาฬของเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรื่องราวบานปลายกลายเป็นม็อบไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม คงไม่สามารถจะตัดประเด็นไปได้ว่า พระอาทิตย์ไปทำอย่างไร จึงทำให้นายช่างที่เคยร่วมงานกันนั้น เคียดแค้นชิงชังถึงกับจะเอาให้หลุดจากทุกตำแหน่ง ถึงกับหมายจะเอาหลุดจากผ้าเหลืองด้วย เป็นพระก็ต้องเมตตา ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องทำใจว่า..เป็นกรรมของตนเอง อย่าโทษใคร รวมทั้งความผิดพลาดที่ไม่ยอมเอาเงินทองเข้าบัญชีวัดนั้น จะอ้างว่าไม่ทราบก็คงไม่พ้นผิด เพราะอุตริจะทำงานใหญ่ระดับชาติ แต่มาพลาดเรื่องบัญชี ถือว่าเหยียบสบงล้มหัวฟาดพื้น ไม่สมเหตุสมผล ควรจะเป็นเพียงเจ้าอาวาสวัดทุ่งเคล็ด แต่ไม่ควรเป็นเจ้าอาวาสวัดโบสถ์เหรียญบาทแล้วล่ะ

 

 

ถ้าดูอายุพรรษาของพระอาทิตย์นั้น ขณะริเริ่มโครงการสร้างโบสถ์เหรียญบาท ในต้นปี พ.ศ.2557 มีอายุเพียง 39 ปี ถือว่ายังเด็กมาก ยังขาดประสบการณ์การบริหารจัดการทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก อ่อนด้อยในด้านมนุษยสัมพันธ์ จึงทำให้เกิดปัญหาทั้งด้านการเงินและกับผู้ร่วมงาน แม้จะมีความตั้งใจดี แต่เมื่อโครงการมันใหญ่มาก รับมือไม่ไหว ไม่มีทีมงานที่ดีพร้อม จึงต้องถอยร่นแทบจะชนกำแพงดังที่เห็น เป็นเรื่องน่าเศร้าใจ

หันไปดูทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน ก็รีบดำเนินการ "สั่งการ" ไปยังเจ้าคณะจังหวัดประจวบฯให้สอบสวน คือว่า สำนักพุทธฯ ก็ทำงาน "บนแผ่นกระดาษ" ขาดข้อมูลในเชิงลึก มีแต่ชงเรื่องแทงเรื่องตามแนวถนัดของข้าราชการ ปัญหามันเลยบานปลาย เพราะมีอำนาจ แต่ขาดความรู้ความเข้าใจ น่าจะสร้างสรรค์ก็กลายเป็นทำลาย เพราะถ้าวัดทุ่งเคล็ดและพระอาทิตย์แพ้ พวกเราชาวพุทธก็แพ้ แม้ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

กล่าวทางศาล ตามเอกสารระบุว่า ศาลฎีกาเพิ่งจะยกคำร้อง ไม่ยอมให้พระอาทิตย์ฎีกาต่อไป และมีหนังสือแจ้งให้พระอาทิตย์รับทราบในวันที่ 16 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมานี่เอง และพระอาทิตย์ก็ยังหลวมตัวไปสารภาพกับเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีกว่า จะเจรจากับเจ้าหนี้ ภายในวันที่ 1-7 มิถุนายน ศกนี้

การเจรจาของพระอาทิตย์นั้น มองยังไงก็ไม่สำเร็จ เพราะโจทก์มีเป้าประสงค์คือ กำจัดพระอาทิตย์ออกจากวัดถึงกับสิกขาลาเพศไปเลย วันนี้เขาได้ทีแล้ว คงไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดรอดไป

 

 

เรื่องเงินนั้น ในสภาวะบ้านเมืองที่รุมด้วยไวรัสโควิด-19 เช่นที่เห็น ไม่มีใครสามารถจะชำระหนี้ได้ แม้แต่รัฐบาลไทยก็ไม่มีปัญญา ต้องกู้หนี้ยืมสินเป็นการฉุกเฉินเป็นล้านๆๆ การไม่สามารถชำระหนี้ได้ในช่วงนี้ จึงไม่ถือว่าเป็นความผิด เพราะไม่มีใครในโลกที่จะหาเงินมาชำระหนี้ในวิกฤตการณ์เช่นนี้ได้ แม้แต่ศาลเองก็ตาม ดังนั้น การจะปฏิบัติตามคำสั่งศาลโดยเคร่งครัด จึงถือว่าไม่ฉลาด แต่ควรจะอารยะขัดขืน ทำเรื่องขอประนีประนอมต่อศาล โดยอ้างวิกฤตไวรัสโควิด-19 ดูทีศาลจะว่าอย่างไร หรือศาลจะจับกุมคุมขังก็ให้มันรู้ไป ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียเช่นกัน วัดใจว่าพระอาทิตย์จะกล้าไหม ถ้าไม่อยากเป็น..พระจันทร์

 

 

จุดสุดท้ายที่น่าห่วงก็คือ สัมพันธภาพระหว่าง พระอาทิตย์กับเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเคยเคารพนับถือช่วยเหลือเกื้อกูลกันมานาน และเชื่อว่าหลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดก็คงจะรักท่านอาทิตย์ จึงสู้ดึงเรื่องและเอาใจช่วยมาโดยตลอด แต่เมื่อมีมวลชนไปคุกคามหลวงพ่อถึงกับขึ้นมึงขึ้นกู ก็เท่ากับว่า พระอาทิตย์คุมมวลชนไม่อยู่ ลุแก่โทสะ ไม่เห็นหัวผู้หลักผู้ใหญ่อีกต่อไป พระเทพสิทธิวิมลซึ่งเคยมีเมตตาต่อท่านอาทิตย์ จึงต้องเปลี่ยนกระแสจิตเป็น "กรุณา" คือว่ากรุณาไปไกลๆ เสียเถิด อย่ามายุ่งกับผมเลย ช่วยยังไงก็ไม่ไหวแล้ว ฤทธิ์เดชมากเกินไป จึงเท่ากับว่า พระอาทิตย์ถูกตัดหางปล่อยวัด ไร้ที่พึ่งทางธรรมอีกต่อไปแล้ว จบไม่สวยเลย สึกไม่สึกก็ไม่สวย

มหากาพย์เรื่อง โบสถ์เหรียญบาท ซึ่งกลายเป็นคดีพิพาทตั้งแต่ระดับวัดไปจนถึงวังครั้งนี้ เป็นกรณีที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง และคงจะเป็นคดีอมตะไปอีกคดีหนึ่ง ของคณะสงฆ์ไทย

 







 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 4 มิถุนายน 2563

 

วัดละ 1,000 ปอนด์ !

องค์กรพระธรรมทูตไทยใน UK จ่ายเยียวยาวัดในเครือ

เห็นแล้วอยากย้ายไปอยู่..UK

 


 

ข่าวจากองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร โดยพระราชวิเทศปัญญาคุณ (เจ้าคุณเหลา) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร และรองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร แจ้งว่า

สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้เกิดผลกระทบกับชีวิตของผู้คนทั่วโลก รวมทั้งพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา ซึ่งองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร มีวัดและพระภิกษุ (พระธรรมทูต) ในสังกัดอยู่เป็นจำนวนมาก ได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่สามารถจะจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาได้ ต้องเว้นระยะห่างทางสังคมให้ปลอดภัย

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา ทางองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรได้นัดประชุมออนไลน์ ผ่านโปรแกรม ZOOM ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบให้องค์กรฯ ได้เยียวยาช่วยเหลือวัดในสังกัด วัดละ 1,000 ปอนด์

ทั้งนี้ ปัจจุบัน องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ มีวัดในสังกัดทั้งสิ้น 17 วัด และทุกวัดได้รับเงินเยียวยาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ที่มา : องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร : 4 มิถุนายน 2563

 

ต้านปลดเจ้าอาวาส !

แพ้คดีในศาล แต่ชนะใจชาวบ้าน

เพราะท่านสร้างไว้ให้ประเทศชาติศาสนา มิใช่เพื่อตัวเอง

แล้วจะปลดท่านทำไม ?

 

 

 

อา..เรียนไปยังท่านเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่ากรุณาดู "มหาเถรสมาคม" เป็นตัวอย่าง ดังต่อไปนี้

 

 

1. เจ้าคุณประกอบ (พระพรหมกวี) เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร เจ้าคณะภาค 13 ถูกกรมศิลป์ฟ้องร้องข้อหาทุบทำลายโบราณสถานโดยใช้อำนาจของเจ้าอาวาส ปรากฏว่าแพ้คดี ถูกศาลตัดสินให้จำคุก 3 ปี แต่รอลงอาญา 1 ปี ปรากฏว่าถึงปัจจุบันยังไม่ถูกปลดจากตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น แถมยังมีชื่อติดโผเจ้าคณะภาคชุดพระราชทานผ่านมหาเถรสมาคมอีกด้วย

 

 

2. มหาสายชล (พระเทพสุธี) เจ้าคณะภาค 1 วัดชนะสงคราม ทำงานในคดีพระธัมมชโยจนบานทะโร่ ถึงปัจจุบันยังไม่รู้ว่าธัมมชโยอยู่ไหน แต่ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในตำแหน่งได้อย่างสบายๆ แถมมีชื่อติดโผเจ้าคณะภาคชุดใหม่ ภายใต้การกำกับดูแลของสมเด็จพระสังฆราชอัมพรอีกด้วย ทุกวันนี้ท่านสายชลก็ยังสุขสบายดี ขณะที่พระศาสนานั้นเละตุ้มเป๊ะ พระเณรทั่วประเทศแทบจะอดตาย ได้ค่าเยียวยาโควิดหัวละ 40-60 บาท ขาดตัว

เอาแค่นี้ก็เหลือกินเหลือใช้แล้ว ตัวอย่างอันดีมีเห็นชัด มหาเถรสมาคมชื่นชมในผลงาน ไม่ยอมปลดปล่อย มีงานก็นิมนต์ไปกินใช้ร่วมกัน ไม่รังเกียจรังงอนอะไรเลย เป็นนักการเมืองก็ผสมพันธุ์ได้ไม่เลือก ดี-เลวพอกันทั้งธรรมยุตและมหานิกาย

ถ้าจะเทียบผลงานระหว่างเจ้าอาวาสวัดทุ่งเคล็ด ที่สร้างโบสถ์เหรียญบาทเป็นหลังแรกของประเทศไทย กับมหาสายชลเจ้าคณะภาค 1 แล้ว รับรองว่าเจ้าอาวาสวัดทุ่งเคล็ดมีผลงานดีเด่นกว่ามากมาย จึงไม่ควรปลดท่าน น่าจะเสนอเลื่อนสมณศักดิ์ให้ด้วยซ้ำไป  ประเดี๋ยวคนจะหาว่าท่านเจ้าคณะจังหวัดไม่เคยก่อสร้างและไม่เคยเป็นหนี้ ทั้งๆ ที่หนี้เขาก็หาใช้เอง แล้วจะไปยุ่งกับท่านเพื่ออะไร ดังนั้น ท่านเจ้าคณะจังหวัดประจวบ จะล้ำหน้ามหาเถรสมาคมท่านไปทำไม เดินตามผู้ใหญ่ดีกว่า หมาไม่กัด เชื่อหรือไม่ก็ตามใจ อิอิ !

 

 

ค้านปลดเจ้าอาวาสวัดดังทับสะแก หลังแพ้คดีแพ่งค่าก่อสร้างโบสถ์เหรียญบาท 4.4 ล้าน

วันที่ 1 มิ.ย. 63 ชาวบ้านราว 100 คน จากหมู่ 3 บ้านทุ่งเคล็ด ต.นาหูกวาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ และญาติธรรมจาก กทม. เดินทางมารวมตัวที่ด้านหน้าสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายในวัดคลองวาฬ พระอารามหลวง เขตเทศบาลตำบลคลองวาฬ อ.เมืองฯ เพื่อติดตามผลการประชุมของเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีผู้ปกครองคณะสงฆ์ลงนามในคำสั่งพิจารณาให้ พระสมุห์อาทิตย์ อิสระปัญโญ อายุ 45 ปี เจ้าอาวาสวัดทุ่งเคล็ด หรือวัดโบสถ์เหรียญบาท อ.ทับสะแก ออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส ให้ย้ายออกจากวัดโบสถ์เหรียญบาท ให้แต่งตั้งกรรมการวัดชุดใหม่แทนชุดเดิม และให้ผู้รับเหมาก่อสร้างโบสถ์เหรียญบาท มีส่วนร่วมในการบริหารทรัพย์สินภายในวัดจนกว่าเจ้าอาวาสจะชำระหนี้ครบถ้วนตามที่ผู้รับเหมารายหนึ่งยื่นหนังสือร้องเรียนถึงเจ้าคณะจังหวัด ฝ่ายมหานิกาย

มีรายงานว่าก่อนหน้านี้เจ้าคณะจังหวัด มีคำสั่งให้พระสมุห์อาทิตย์พ้นจากตำแหน่งเจ้าคณะตำบลนาหูกวาง เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 63 หลังจากผู้รับเหมาก่อสร้างโบสถ์เหรียญบาทเป็นโจทย์ยื่นฟ้องแพ่งเจ้าอาวาสวัดกับพวกเป็นจำเลยเมื่อปี 2559 ต่อมามีคำสั่งศาลให้เจ้าอาวาสแพ้คดี ต้องชดใช้ค่าก่อสร้าง 4.4 ล้านบาท ทำให้ชาวบ้านที่มารวมตัวเพื่อรอฟังผลการพิจารณาหน้าห้องประชุมไม่พอใจเป็นอย่างมาก และบางรายได้เตรียมโฉนดที่ดินเพื่อมอบให้วัดนำไปชดใช้ค่าเสียหายจากการฟ้องร้องทางแพ่ง

นายภูวนารถ แช่มเจิมปฐม คนขับรถในฐานะคนสนิทของเจ้าอาวาสวัดโบสถ์เหรียญบาท กล่าวว่า พระสมุห์อาทิตย์ เดิมเป็นชาว จ.ราชบุรี เข้ามาพัฒนาวัดนานกว่า 15 ปีกระทั่งวัดมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งประเทศ ขณะนี้วัดเป็นหนี้ทั้งหมด 8.4 ล้านบาท ขณะที่การสร้างโบสถ์เหรียญบาทตั้งแต่ปี 2559 ใช้งบกว่า 9.5 ล้านบาท ปัจจุบันก่อสร้างแล้วกว่า 90 % แต่มีปัญหาวัดถูกฟ้องร้องและแพ้คดี ทำให้เป็นหนี้ผู้รับเหมาตามคำสั่งศาลอีก 4.4 ล้านบาท โดยบุคคลภายนอกจะมองว่าวัดมีรายได้จากการท่องเที่ยวหลังจากการก่อสร้างโบสถ์เหรียญบาท ทำให้วัดมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวและต้องการเข้าไปหาผลประโยชน์ ขณะที่ปัจจุบันวัดมีเงินเหลือในบัญชีเงินฝากไม่ถึง 1,000 บาท และส่วนตัวแปลกใจกับคำสั่งของคณะผู้ปกครองสงฆ์ที่ดำเนินการตามข้อเรียกร้องทั้งหมดของผู้รับเหมาที่ชนะคดี

มีรายงานว่า การประชุมเพื่อพิจารณาตามข้อร้องเรียนของผู้รับหมาใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมงยังไม่มีข้อยุติ ขณะที่ชาวบ้านยังปักหลักรอผลการประชุมโดยยืนยันว่า จะไม่ยอมให้ย้ายพระสมุห์อาทิตย์ออกจากวัดโบสถ์เหรียญบาท หรือ ปลดออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสอย่างเด็ดขาด สำหรับวัดโบสถ์เหรียญบาทที่ผ่านมา เป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังได้รับความนิยมด้านการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เนื่องจากภายในและภายนอกอุโบสถมีการใช้เหรียญบาทประดับฝาผนังโบสถ์ กว่า 3 ล้านเหรียญ เป็นวัดแรกในประเทศไทย

 

ที่มา : สยามรัฐ : 3 มิถุนายน 2563

 

ว่างระนาว !

ตำแหน่งในสำนักพุทธฯว่างมานาน

ทั้ง ผอ.พศจ. และผู้บริหารส่วนกลาง

ว่างมากมายเหมือนเจ้าคณะภาค

ถามคุณณรงค์ว่าทำไมถึงไม่ตั้ง ?

 

 

ณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ

 

 

อา..ถามคุณณรงค์ว่า ตำแหน่ง "รอง ผอ.พศ.-เลขานุการกรม" ไปจนถึง "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดต่างๆ ทั่วไทย" ทำไมยังไม่ตั้ง ผ่านมาตั้ง 8 เดือน คือตั้งแต่ตุลาคมปีกลาย ถึงมิถุนาปีนี้ ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีการแต่งตั้ง

สันนิษฐานได้หลายทาง

1. เอาอย่างมหาเถรสมาคม ที่มีปัญหาตัวบุคคลบางคนในตำแหน่งเจ้าคณะภาค ก็เลยไม่กล้าตั้งทั้งหมด เพราะกลัวโดนด่าว่าซี้ซั้วตั้ง มันจะเสียหายถึงผู้ตั้ง ปล่อยไว้ให้ "ว่าง" ข้ามเดือนข้ามปี มีมหาเถรสมาคมก็เหมือนไม่มี

2. ไม่มีเงิน คือเงินงบประมาณในส่วนของสำนักพุทธฯ ตั้งแต่สมัย "พงศ์พร" เป็นต้นมา ก็กระเบียดกระเสียนอยู่แล้ว ถึงกับต้องออกนโยบาย "ปลูกผักสวนครัว" เป็นอาหารเสริม ซ้ำร้าย พอเกิดไวรัสระบาด รัฐบาลก็สั่งให้สำนักพุทธฯ "ตัดงบประมาณส่งคืนส่วนกลาง ไปอีกถึง 177 ล้าน" ถามว่าจะเอาเงินที่ไหนบริหาร ตำแหน่ง ผอ.พศ. ของคุณณรงค์วันนี้ มีค่าพอกับภารโรงบ้านนอกเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เลย..เอาไว้ก่อน

3. ไม่มีตัวบุคคลจะดำรงตำแหน่ง หมายถึงว่า ไม่มีบุคคลากรที่เหมาะสมกับตำแหน่ง ซึ่งถ้าเป็นจริงก็จะเป็นเรื่องน่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานบริหารกิจการพระศาสนาที่มีประชาชนคนไทยมากมายกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นฐานรองรับ แต่กลับไม่มีบุคคลากรที่จะทำงานให้พระศาสนา มันอับอายขายหน้า แต่ถ้าว่าบุคคลากรนั้นมี แต่ผู้บริหารไม่มีวิสัยทัศน์ ปล่อยปละละเลยไม่ยอมตั้ง แบบนี้ก็ไม่สมควรดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. อีกต่อไป เพราะเขาให้มาทำงาน มิใช่ให้มาโม้

ก็ส่งถามตรงไปยัง "คุณณรงค์ ทรงอารมณ์" ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนปัจจุบัน ว่ากรุณาหันมาปรับปรุงทีมงานภายในสำนักพุทธฯ ให้พร้อม เพราะถ้าคนไม่พร้อม อะไรก็ไม่พร้อม การจะเป็นผู้นำนั้น ต้องนำคน มิใช่นำควาย ตะที "พงศ์พร" ละก็ ตั้งเช้าตั้งเย็นตั้งซ้ำตั้งซ้อน เหมือนกลัวตกงาน ทำงานคุ้มค่าจ้างหรือเปล่าล่ะ

 

 

(บน) ผังผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งว่างระนาว ตั้งแต่ รอง ผอ.พศ. 2 ตำแหน่ง เลขานุการกรม 1 ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองอีก 2 ตำแหน่ง รวมแล้ว ส่วนกลางว่างถึง 5 ตำแหน่ง

(ล่าง) ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (ผอ.พศจ.) ตั้งแต่เหนือจดใต้มากมายถึง 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พิษณุโลก หนองคาย สกลนคร ศรีสะเกษ มหาสารคาม สงขลา ยะลา และอุดรธานี

ตำแหน่งเหล่านี้ ว่างมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 จนถึงเดือนมิถุนายนปีนี้ ก็เป็นเวลานานถึง 8 เดือน ยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งให้ใครเข้าไปดำรงตำแหน่ง เพื่อขับเคลื่อนงานพระให้เดินหน้าเหมือนจังหวัดอื่นๆ เลย

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 1 มิถุนายน 2563

 

 

ตั้งพร้อมกัน !

พระราชปริยัติ เจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ พะเยา

พระรัตนมุนี เจ้าอาวาสวัดพระแก้ว เชียงราย

 

 

ซ้าย : พระรัตนมี (ปุณณมี วิสารโท) เจ้าอาวาสวัดพระแก้ว เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย

ขวา : พระราชปริยัติ (สายัณห์ อรินฺทโม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา

 

ข่าวจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รายงานว่า วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ได้มีมติ "แต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงสำคัญในภาคเหนือ" คือ วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย และวัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองทั้งสองวัด

โดยวัดพระแก้วเชียงรายนั้น หลังการมรณภาพของพระธรรมราชานุวัตร (สุทัศน์ สุทสฺสโน) เจ้าอาวาสวัดพระแก้วและเจ้าคณะภาค 6 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 และมีพิธีพระราชทานเพลิงศพไปในวันที่ 22 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยพระรัตนมุนี วัดพระแก้ว ได้เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระแก้ว และดำเนินงานพระราชทานเพลิงศพพระธรรมราชานุวัตรสำเร็จโดยสมบูรณ์ทุกประการ วันนี้ มหาเถรสมาคมจึงได้แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระแก้ว พระอารามหลวงคู่บ้านคู่เมืองเชียงราย อย่างเป็นทางการ

พระรัตนมุนีนั้น ถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญ เพราะขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย ต่อจากหลวงพ่อพระเทพสิทธินายก (ชื่น) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์และเจ้าคณะจังหวัดเชียงรายองค์ก่อนหน้า และหลวงพ่อพระธรรมราชานุวัตร (สุทัศน์ สุทสฺสโน) ยังได้มอบหมายพระรัตนมุนีให้เป็นผู้บริหารวิทยาลัยสงฆ์ มจร. จังหวัดเชียงราย ในตำแหน่งผู้อำนวยการอีกด้วย ปัจจุบัน พระรัตนมุนี มีอายุ 61 พรรษา 41

ส่วนวัดศรีโคมคำจังหวัดพะเยานั้น เมื่อหลวงพ่อพระอุบาลีคุณุปมาจารย์ (หลวงปู่ปวง ธมฺมปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ อายุพรรษา 102 ปี พระมหาเถระผู้อาวุโสสูงสุดในภาคเหนือ ได้ละสังขารลงเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2562 และได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพไปในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 โดยในช่วงนั้น เจ้าคณะภาค 6 ได้แต่งตั้งให้ "พระสุนทรกิตติคุณ (เดชา อินทปญฺโญ) รองเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ ให้ขึ้นรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ จนกระทั่งเสร็จงานพระราชทานเพลิงศพ จึงได้มีมติมหาเถรสมาคมตั้งเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำตัวจริงในวันนี้

ทั้งนี้ การแต่งตั้งพระราชปริยัติให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำนั้น ถือได้ว่าเป็นการแหกโผอย่างแรง เพราะเจ้าคุณสุนทรถือว่าเป็นพระอาวุโสวัดศรีโคมคำ ได้เป็นรองเจ้าอาวาส รักษาการเจ้าอาวาส แต่ก็ไปไม่ถึงดวงดาว เมื่อมหาเถรสมาคมตัดสินใจให้เจ้าคุณสายัณห์ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน เพราะคงจะเห็นว่า การที่ให้พระราชปริยัติดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดเพียงตำแหน่งเดียว โดยมิได้มีตำแหน่งเจ้าอาวาสรองรับ ทำให้ทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาภายในวัด แต่ถ้ามีตำแหน่งเจ้าอาวาสด้วย ก็จะทำให้ทำงานได้ดีขึ้น

สำหรับประวัติของพระราชปริยัตินั้น ถือได้ว่าไม่ธรรมดา เพราะว่าสำเร็จเปรียญธรรม 9 ประโยคขณะเป็นสามเณร ในปี พ.ศ.2536 ในสำนักเรียนวัดบพิตรพิมุข กรุงเทพมหานคร จึงได้รับพระบรมราชูปถัมภ์เป็นเณรนาคหลวง อุปสมบทในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในรัชกาลที่ 9 ก่อนจะขอย้ายกลับไปช่วยงานคณะสงฆ์ที่สำนักเดิม คือวัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา ขณะขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดพะเยานั้น พระราชปริยัติมีอายุพรรษาเพียง 45 ปี ถือได้ว่าเป็นเจ้าคณะจังหวัดหนุ่มน้อยที่สุดในคณะสงฆ์ไทย ปัจจุบัน พระราชปริยัติมีอายุ 50 พรรษา 28

พ.ศ.2547 เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดพะเยา

พ.ศ.2549 เป็นพระศรีสุทธิเวที

พ.ศ.2554 เป็นพระราชปริยัติ

พ.ศ.2558 เป็นเจ้าคณะจังหวัดพะเยา

พ.ศ.2561 เป็นรองอธิการบดี มจร. วิทยาเขตพะเยา

พ.ศ.2563 เป็นเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง

เป็นที่น่าสังเกตว่า มติมหาเถรสมาคมครั้งนี้ ได้แต่งตั้งพระสังฆาธิการให้ดำรงตำแหน่งคู่กันทั้งสองจังหวัด ส่งผลให้พระที่ได้รับการแต่งตั้งทั้งคู่มีตำแหน่งควบถึง 3 ตำแหน่ง ทั้งเจ้าคณะจังหวัดและเจ้าอาวาสพระอารามหลวง รวมทั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์ในตำแหน่งรองอธิการบดีและผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์อีกด้วย

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 29 พฤษภาคม 2563

 

ฝนตกทั่วฟ้า !

เทวัญแถลงต่อสภา

จ่อเยียวยาพระสงฆ์ทั่วประเทศ 2.5 แสนรูป

รูปละ 60 บาท ขาดตัว

 

อา..ก็ต้องขออนุโมทนาต่อรัฐบาลไทย ที่ยังเห็นว่าพระเณรยังคงฉันข้าวอยู่ ถึงจะฉันวันละ 40-60 บาท ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรให้เลย ในฐานะพระเณรที่มีชีวิตอยู่ด้วยผู้อื่น จะมากจะน้อยก็ต้องทำใจ ไม่ยินดีและยินร้าย แต่ก็ต้องอนุโมทนาขอบคุณ เหมือนดังท่านพระสารีบุตรมหาเถรที่ได้ข้าวจากท่านราธะพราหมณ์เพียงทัพพีเดียว ก็ยังสำนึกบุญคุณไม่เคยลืม

แต่อย่างไรก็ตาม น่าสงสัยว่า พระเณรไทยทั่วประเทศมีตั้ง 3.5 แสนรูป แต่เหตุใดรัฐบาลถวายเงินเยียวยาแค่ 2.5 แสนรูป หรือว่าพระเณรอีก 100,000 รูป ท่านไม่ฉันข้าว หรือว่าปัจจุบัน พระเณรไทยลดจำนวนลงเหลือแค่ 2.5 แสนรูปเท่านั้น ?!

 

 

ณรงค์ ทรงอารมณ์ ผอ.พศ. : เทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี

 

เทวัญยัน เยียวยาพระสงฆ์ใช้เงินกองทุน "วัดช่วยวัด" ซื้ออุปกรณ์ป้องโควิด-19

"เทวัญ" แจงกลางสภาหลัง ส.ส.ตั้งข้อสังเกตเรื่องการเยียวยาพระสงฆ์ ชี้ใช้เงินจากกองทุน "วัดช่วยวัด" ยันแม้เศรษฐกิจจะร้ายแรง แต่พระยังเป็นที่พึ่งของประชาชน

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 รัฐสภา นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงกรณีการช่วยเหลือพระภิกษุสงฆ์ในสถานการณ์ไวรัสโควิด - 19 แพร่ระบาด โดยมีการตั้งข้อสังเกตของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับการเยียวยาพระสงฆ์ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 รูปละ 40 บาท จำนวน 2 หมื่นรูป เป็นระยะเวลา 30 วันว่า  เงินที่ใช้เยียวยาดังกล่าวไม่ใช่เงินของรัฐบาล หรือเงินของสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ แต่เป็นเงินจากกองทุนวัดช่วยวัด ซึ่งเป็นการใช้เงินเดือนของพระตั้งขึ้น เพื่อช่วยเหลือพระสงฆ์ด้วยกัน ส่วนความช่วยเหลือจากรัฐบาล เบื้องต้นได้จ่ายเงินสดให้วัดศูนย์กลางระดับจังหวัดจำนวน 92 วัด ๆ ละ 5 หมื่นบาท และวัดในระดับอำเภอ 901 วัด ๆ ละ 20,000 บาท เพื่อจับจ่ายซื้ออุปกรณ์ป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19
 

ล่าสุด ได้ทำเรื่องถึงกระทรวงคลัง เสนอมาตรการเยียวยาพระสงฆ์ทั้งหมด 2.5 แสนรูป ที่ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีที่ประชาชนทำบุญที่วัดน้อยลง และจากมาตรการงดเว้นกิจกรรมทางพุทธศาสนา โดยให้มีการจ่ายเงินเยียวยาพระสงฆ์ เช่นเดียวกับมาตรการเยียวยาพระสงฆ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ไม่สามารถออกบิณฑบาตได้จากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ โดยที่คณะรัฐมนตรี ปี 2552 มีมติจ่ายเงินค่าบิณฑบาตและค่าอาหารพระวันละ 100 บาทต่อ 1 รูป ทางสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงจะใช้โมเดลนี้ แต่จะลดลงจำนวนเงินลงเหลือเพียงวันละ 60 บาทต่อรูป โดยจะโอนเงินให้วัดไปบริหารจัดการเองตามจำนวนพระที่มี เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าอาหารหรือค่าใช้จ่ายภายในวัด ยืนยันว่าแม้เศรษฐกิจจะร้ายแรง แต่พระยังเป็นที่พึ่งของประชาชน

 

ที่มา : แนวหน้า : 29 พฤษภาคม 2563

 

ตัดงบสำนักพุทธ 177 ล้าน

นำไปโปะเงินเยียวยาโควิด-19 ของรัฐบาล

สำนักพุทธ รณรงค์วัดทั่วประเทศ ปลูกผักกิน

เราเข้าสู่ยุคใหม่ NEW NORMAL แล้ว !

 

อา..จะให้อนุโมทนาสาธุว่าอย่างไรดีล่ะ นึกคาถาไม่ออกเลย เมื่อเจอไอเดียอันเลอเริ่ดของ "ณรงค์ ทรงอารมณ์" ภายใต้ที่ปรึกษาฝ่ายพระพุทธศาสนา ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" รณรงค์ให้ข้าราชการสำนักพุทธฯ และพระทั่วประเทศ หันไปปลูกผักปลูกหญ้า ใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ปรับเนื้อปรับตัวรับสถานการณ์ใหม่ ที่เรียกว่า New Normal

คุณณรงค์ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ผอ.พศ. เมื่อวิกฤติโควิดเริ่มต้นนั้น ก็รับบท "เสือรงค์" สั่งลูกสมุน "ล้วงย่ามพระ" เอาเงินเดือนพระสังฆาธิการไปเน็ต "รูปละ 2 เดือน" พอพระโวยวายว่าไม่ได้ยินยอม ก็หันไปล้วงผ่านมหาเถรสมาคมจากกองทุน "วัดช่วยวัด" กวาดไปได้ถึง 24 ล้าน แถมยังเอาเงินพระสังฆราชไปซื้อหน้ากากแจกอีก 2 ล้าน ก็นึกว่าจะหมดจะสิ้นเคราะห์กรรมกับณรงค์แล้ว ที่ไหนได้ วันนี้ เปิดบัญชีงบประมาณของรัฐบาลผ่านรัฐสภา ปรากฏว่า สำนักพุทธฯ ถูกตัดงบไปถึง 177 ล้าน เป็นงบประมาณทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

ชัดว่า รัฐบาลประยุทธ นอกจากจะไม่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญก้าวหน้าแล้ว ยังตัดกำลังลงทุกวิถีทาง ทั้งทางตรงและทางอ้อม  งบบูรณะปฏิสังขรณ์วัดก็ตัดออกอย่างถาวร วันก่อนหันมาควักย่ามพระสังฆราชและพระสังฆาธิการทั่วประเทศ ไปสร้างผลงานเยียวยาโควิด วันนี้แอบตัดงบส่วนกลางไปอีก 177 ล้าน ไม่ให้ไม่พอ ยังยึด ยังตัด ทุกวิถีทาง มันน่าเศร้าใจไหม ชาวพุทธไทยทั่วประเทศ

นอกจากจะไม่มีหัวหาเงินแล้ว รัฐบาลประยุทธ์ยังให้สำนักพุทธฯ ออกนโยบายใหม่ "ให้วัดทั่วประเทศไทยหันไปปลุกผักสวนครัว เพื่อเอาตัวรอดในสภาวะวิกฤติ" คือว่าอย่าหวังพึ่งรัฐบาลเลย รัฐบาลก็แทบจะไปไม่รอดเหมือนกัน ไม่งั้นไม่หันมาล้วงย่ามพระหรอก

ฟังดูก็ดูดีนะ เหมือนหวังดี ปลอบอกปลอบใจ ให้กำลังใจ แต่ในฐานะเป็นผู้นำของประชาชนทั่วประเทศ อาสาเข้ามาบริหารประเทศชาติพระศาสนา ถ้าว่ามีความคิดแค่นี้ก็ถือว่ากระจอกมาก เด็กอนุบาลก็ทำได้ ไม่ต้องมีพวกคุณ ประเทศชาติอาจจะไปได้ดีกว่านี้

ดังนั้น จึงขอเจริญพรบอกไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า ถ้าจะบริหารประเทศชาติศาสนาเยี่ยงนี้ ไม่ต้องมีพวกท่านก็ได้ ประเทศไทยไม่ไร้เท่าใบพุทรา กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี เชิญพวกท่านลาออกไปซะ อย่าอยู่ให้ประเทศชาติศาสนาล้าหลังอีกต่อไปเลย

 

ปล. นี่ไม่ได้เกลียดชังอะไรในรัฐบาล แต่ให้โอกาสทำงานเสมอมา ทำดีก็อนุโมทนา ทำแย่ก็ต้องว่ากล่าวติติง หวังจะให้ได้สติ ทุกรัฐบาล และผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

 

สำนักพุทธฯเข้าสู่ยุคปลูกผักยังชีพ

 

 

พวกเรา..มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?

 

 

โอ้หนอ พ่อแม่สู้อุตส่าห์ส่งเรียน

หวังจะให้ได้ดี กินเบี้ยหวัดเงินเดือน มีชีวิตที่มั่นคง

แต่วันนี้ ต้องกลับไปปลูกผักกินเหมือนอยู่บ้านนอก

อยากจะบอกว่า..คิดผิดหรือเปล่าเรา ?

 

 

ไม่เด่นไม่ดัง จะไม่หันหลังกลับไป

ทุกวันคืนนอนร้องไห้ อีกเมื่อไหร่จะโชคดี

 

 

 

WE WILL SURVIVE

 

 

เปิดรายชื่อองค์กรรัฐและองค์กรอิสระ ถูกและไม่ถูกตัดงบไปโปะโควิด-19 ของรัฐบาล

 

สภาผู้แทนราษฎร เตรียมเปิดประชุมสมัยสามัญปีที่ 2 โดยจะบรรจุวาระการพิจารณา "ร่าง พ.ร.บ.โอนงบ ปี 63" วงเงิน 8.8 หมื่นล้าน "ส.ส.-ส.ว." ไม่ถูกหั่นงบ ช่วยโควิด-19

 

หลังจากที่ประชุม ครม. เห็นชอบ ร่าง พ...โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 จากเดิมกำหนดกรอบวงเงินไว้ 100,395 ล้านบาท ลดลงเหลือ 88,452 ล้านบาท หรือลดลง 11,942 ล้านบาท

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาผู้แทนราษฎร ได้บรรจุ "ร่าง พ...โอนงบ ปี 63" ไว้ในระเบียบวาระ ซึ่งต่อจากการพิจารณา 4 พระราชกำหนด (...) ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎร จะมีการพิจารณา ร่าง พ...โอนงบประมาณฯ ปี 2563 ในวาระที่ 1, 2 และ 3 ในวันที่ 28 พฤษภาคม จากนั้นจะเสนอวุฒิสภาเพื่อพิจารณา และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย คาดว่าจะประกาศบังคับใช้ได้ภายในกลางเดือนมิถุนายน

 

สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฉบับดังกล่าว จะตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ร้องขอให้หน่วยงานโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จัดสรรคืนเพื่อนำไปใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหา เยียวยา ผู้ไดัรับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หลังจากที่การแก้ปัญหาไวรัสโคโรนา และการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และสาธารณภัยที่ผ่านมาทำให้งบกลางที่จัดสรรไว้ ตาม พ.ร.บ.งบฯ 63 จำนวน 9.6 หมื่นล้านบาท นั้นไม่เพียงพอ

 

ทั้งนี้ การจัดสรรเงินคืนของแต่ละหน่วยงานนั้นมีรายละเอียดที่น่าสนใจ คือ รายการงบประมาณของหน่วยงานและแผนงานที่ส่งคืนรัฐบาล ครบทั้งจำนวน 20 กระทรวง โดยเรียงตามลำดับกระทรวงที่โอนคืนงบประมาณ ได้แก่ 

 

1. กระทรวงกลาโหม จำนวน 17,700 ล้านบาท

2. กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 4,746 ล้านบาท

3. กระทรวงคมนาคม จำนวน 3,427 ล้านบาท

4. กระทรวงมหาดไทย จำนวน 2,957 ล้านบาท

5. กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 1,356 ล้านบาท

6. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จำนวน 1,254 ล้านบาท

7.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 1,153 ล้านบาท

8.สำนักนายรัฐมนตรี จำนวน 1,069 ล้านบาท

9.กระทรวงการคลัง จำนวน 778 ล้านบาท

10. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จำนวน 641 ล้านบาท

11.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 571 ล้านบาท

12.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวม 506 ล้านบาท

13.กระทรวงยุติธรรม จำนวน 384 ล้านบาท

14.กระทรวงพาณิชย์ จำนวน 277 ล้านบาท

15.กระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 203 ล้านบาท

16.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จำนวน 192 ล้านบาท

17. กระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 139 ล้านบาท

18. กระทรวงพลังงาน จำนวน 37 ล้านบาท

19.กระทรวงแรงงาน จำนวน 22 ล้านบาท

20. กระทรวงการต่างประเทศ จำนวน 1.5 ล้านบาท

 

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นอกจากนั้นยังมีการโอนงบประมาณคือของหน่วยงานอื่นๆ ได้แก่ ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง รวม 775 ล้านบาท อาทิ

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 544 ล้านบาท ในแผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาบริการประชาชนและการพัฒนาประสิทธิภาพของรัฐ-แผนยุทธศาสตร์รักษาความสงบภายในประเทศ

 

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จำนวน 177 ล้านบาท

 

สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง จำนวน 8.8 ล้านบาท

 

งบของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด จำนวนรวม 2,537 ล้านบาท

 

งบจากแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้ง 12 ด้าน โอนงบคืนรวมกันทั้งสิ้น 13,047 ล้านบาท

 

และแผนงานบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ จำนวน 35,303 ล้านบาท

 

ได้ตัดส่วนของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะออกทั้งหมด

 

นอกจากนั้นยังพบว่า ในร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ไม่ปรากฏรายการโอนงบประมาณคืนงบกลางของหลายหน่วยงาน อาทิ รัฐวิสาหกิจ 21 แห่ง, ศาล, องค์กรอิสระ, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 76 จังหวัด, งบบุคลากรของทุกหน่วยงาน และ หน่วยงานของรัฐสภา ทั้งฝั่งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

 

สำหรับงบประมาณของรัฐสภานั้น ก่อนหน้านั้นมีข่าวจากคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา รับทราบการโอนงบคืน จำนวน 93 ล้านบาท เป็นส่วนของงบศึกษาดูงานต่างประเทศ และงบประมาณของข้าราชการแลกเปลี่ยน ขณะที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯ แจ้งว่าได้คืนงบให้รัฐบาล 336 ล้านบาท โดยเป็นงบศึกษาดูงานของกรรมาธิการ (กมธ.) และเบี้ยประชุมของ กมธ.ฯ เพื่อให้รัฐบาลนำไปแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ : 24 พฤษภาคม 2563


อื้ออึง !

สงสัยสาเหตุมรณภาพของพระอาจารย์สุดใจ

รวมทั้ง ทำไม ถึงรีบเผา ?

 

 

อา..อาสีวิโส อานันทะ ถ้าถึงระดับ "หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ" ซึ่งเจ้าของนับถือหลวงตามหาบัว เจ้าของวัดป่าบ้านตาด เป็นถึงระดับ "พ่อแม่ครูอาจารย์" ตั้งคำถามต่อสาธารณชน ต่อวัดใหญ่เสาหลักของนิกายธรรมยุตในภาคอีสานแห่งนี้ เชื่อว่าคงไม่มีใครคลางแคลงใจในเจตนาว่าบริสุทธิ์หรือไม่ เพราะทุกวันนี้ รูปปั้นหลวงตามหาบัวก็ยังคงเป็น "ปูชนียบุคคล" ประจำห้องข่าวของ..สนธิ ลิ้มทองกุล

 

 

 

TIGER AND THE GOLD

ของอันตรายสำหรับบรรพชิตในพระพุทธศาสนา

แต่ว่าพระสายหลวงตาบัวเก่งกว่าพระพุทธเจ้า จึงเข้าไปจับต้องเล่น

เลยโดนเสือและทองคำเล่นงานจนล้มหายตายจากไปอย่างอเน็จอนาถ

ในสายตาของ..ปัญญาชน

 

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้คำนิยามในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่อวัดในสายของหลวงตามหาบัวแล้ว ก็เห็นจะต้องบอกว่า "จากเสือถึงทองคำ" นำมาซึ่งความพินาศอย่างย่อยยับ ต่อสถาบันพระป่าสายหลวงปู่มั่น ให้หวั่นไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

 


 



 

 

เริ่มจาก "วัดเสือหลวงตามหาบัว" กาญจนบุรี ซึ่งมีเสียงท้วงติงว่า "สัตว์หน้าขน คนหน้าทะเล้น" อย่าเอามาเล่นเป็นเพื่อน แต่หลวงตาจันทร์ ศิษย์โปรดหลวงตาบัว กลับไม่ฟัง เถียงข้างๆ คูๆ อวดอ้างอิทธิฤทธิ์ว่า "เสือวัดนี้ไม่กัดคน" ทำนองว่าเอาอยู่ กูเก่ง หรือ กูแน่ ถึงกับเปิดรายการ "โชว์เสือ" อวดชาวโลก เรียกเงินเข้าวัดได้เป็นล่ำเป็นสัน

 

 

และแล้วชาวโลกก็ต้องตะลึง เมื่อเสือที่หลวงตาจันทร์เลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออก เหมือนลูกในไส้ ได้ทำร้ายอย่างสาหัสเกือบตาย ต่อจากนั้น อะไรๆ ที่ซุกไว้ใต้พรมก็เปิดเผยออกมา กลายเป็นว่า วัดเสือแห่งนี้ มีปัญหาว่าด้วยการค้าสัตว์ต้องห้าม ตามมาด้วยผลประโยชน์มหาศาล ที่ใครๆ ก็กระหายอยากและยื้อแย่ง ใครอยากรู้ก็ไปดูข่าวเก่าๆ ภาพหลวงตาจันทร์ถูกเสือตะปบเพียงภาพเดียว ก็ตอบคำถามได้ล้านคำ

 

 

แต่เรื่องเสือดูจะชิดซ้ายไปเลย เมื่อเทียบกับ "อภิมหาโปรเจ็คบิณฑบาตทองคำช่วยชาติ" ซึ่งริเริ่มด้วยดำริของหลวงตามหาบัว จนกระทั่งหลวงตาบัวมรณภาพ ก็ผ่องถ่ายมรดกชิ้นนี้ให้แก่ศิษย์สายวัดป่าบ้านตาด ยังคงบิณฑบาตเงินทองช่วยชาติเรื่อยมา แถมต่อยอดด้วยโครงการสร้างอภิมหามณฑป บนเนื้อที่ร่วมๆ 200 ไร่ ที่เรียกว่า "พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล" อลังการงานสร้างที่สุดในภาคอีสาน มูลค่าน่าจะทะลุ 1000 ล้าน บนยอดพระเจดีย์นั้นท่านจะหล่อด้วย "ทองคำ" น้ำหนักถึง 120 กิโล !

 

 

แต่แล้วเงินและทองคำของหลวงตามหาบัวก็เข้าฉาก "ไฟไหม้วัดป่าบ้านตาด" อันเป็นสาเหตุแห่งความตายของ "พระอาจารย์สุดใจ" เจ้าอาวาส ผู้สืบทอดตำแหน่งของหลวงตามหาบัว อย่างไม่น่าเป็นไปได้ เพราะคงไม่มีใครสงสัยอะไรในวัดป่าที่มีพระอรหันต์เคยเป็นเจ้าอาวาสแห่งนี้

แต่ที่มีข่าวก็เพราะ "เจ้าหน้าที่ตำรวจ" ได้เปิดเผยว่า "ยังไม่สามารถให้ใครเข้าไปในกุฏิที่ถูกไฟไหม้นั้นได้ เพราะยังมีเงินและทองคำที่จะนำไปสร้างพิพิธภัณฑ์หลวงตาบัวเก็บไว้" หมายความว่า ?

ก็หมายถึงว่า

1. พระอาจารย์สุดใจ ได้เก็บรักษาเงินทองจำนวนมากไว้ในกุฏิ มิได้นำไปเข้าธนาคารหรือตู้เซฟของธนาคาร

2. เพื่อจะให้เกิดความปลอดภัย จึงทำการ "เสริมความแข็งแรง" ให้แก่กุฏิไม้เก่าๆ นั้น รวมทั้งเหล็กดัดที่หน้าต่างนั้นด้วย

3. และเมื่อพระภิกษุจะเข้าไปช่วยพระอาจารย์สุดใจก็ทำไม่ได้ เพราะติดปัญหาเหล็กดัดที่หน้าต่างนั่นเอง เป็นประเด็นว่า กุฏิพระกรรมฐานในวัดป่า จะติดเหล็กดัดไปทำไม ถ้าไม่มีทรัพย์สินมีค่าเก็บรักษาเอาไว้และไม่กลัวหายหรือถูกขโมย

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเงื่อนงำต่อคำสงสัยของพุทธศาสนิกชนมากมาย ผู้คาใจว่า เหตุไฉน พระอาจารย์สุดใจ เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด อันเป็นวัดหลักของพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น จึงถูกไฟคลอกมรณภาพบนกุฏิกลางวันแสกๆ ทั้งๆ ที่ภายในวัดก็มีพระเณรอยู่เป็นจำนวนมาก หากแต่ไม่มีใครช่วยได้ ต้องทนเห็นท่านถูกไฟไหม้ตายไปต่อหน้าต่อตา

 

ถามว่า

ท่านตายเพราะไฟ หรือว่า ท่านตายเพราะทองคำ ?

 

 

 

สลด ! เพลิงไหม้กุฏิ "หลวงพ่อสุดใจ" เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด มรณภาพ หลายฝ่ายคาใจทำไมรีบเผา !


เมื่อวันที่ 22 พ.ค. เวลา 13.50 น. ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้กุฏิหลวงพ่อสุดใจ ทนฺตมโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี หลังเกิดเหตุ หน่วยบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลตำบลบ้านตาด ได้นำรถดับเพลิงออกไปช่วยดับไฟ ด้านเจ้าหน้าที่ได้เร่งนำตัวหลวงพ่อสุดใจ ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากไฟคลอกส่งโรงพยาบาลอุดรธานี อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อสุดใจทนพิษบาดแผลไม่ไหว ได้มรณภาพระหว่างทาง

ทั้งนี้ นายรุ่งชัย วิริยะบัณฑิตกุล ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า จากการสอบสวนพระสิทธิชัย สุขิโต อายุ 40 ปี พระลูกวัดวัดป่าบ้านตาด เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ พระอาจารย์นอนอยู่ในกุฎิ มีศิษยานุศิษย์เห็นไฟลุกไหม้บริเวณบันได และลุกลามอย่างรวดเร็ว จึงรีบแจ้งพระลูกวัดเข้าไปช่วย แต่ขึ้นบันไดไม่ได้ เพราะไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง จึงพากันปีนหน้าต่าง พบพระอาจารย์นั่งที่พื้น หน้าฟุบอยู่กับเตียง จึงช่วยกันใช้ไม้งัดเหล็กดัด แต่งัดไม่ได้ เพราะเหล็กแข็ง จึงลงมาตามพระมาช่วยกันอีกหลายคน พอส่องดูก็พบพระอาจารย์ลงไปนอนที่พื้นแล้ว แต่ทำอะไรไม่ได้ จึงช่วยกันฉีดน้ำดับไฟ และรอจนรถดับเพลิงมาถึง และฉีดน้ำดับไฟด้านหน้า เมื่อเพลิงเบาบางลง พระได้ช่วยกันงัดเหล็กดัดเข้าไปอุ้มร่างพระอาจารย์ที่หมดสติ และร่างกายถูกไฟลวกจากศีรษะถึงเท้า ออกมาทางหน้าต่าง ส่งโรงพยาบาล


พระพงษ์ศักดิ์ บัณฑิโต พระลูกวัดที่เข้าไปช่วยอีกรูป เล่าว่า เมื่อมาถึงกุฎิเจ้าอาวาส ก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยได้ เพราะไฟลุกโหมอย่างรุนแรง บริเวณจุดตั้งพัดลมแอร์ เห็นพระอาจารย์สุดใจถูกไฟลวก ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า คาดว่าจะสำลักควันไฟ พอดับเพลิงฉีดน้ำจนไฟสงบ จึงช่วยกันงัดเหล็กดัดหน้าต่างออก และอุ้มร่างออกมาทางหน้าต่าง ซึ่งพระอาจารย์ถูกไฟลวกจนผิวหนังหลุด และร่างกายแข็งหมดแล้ว

ขณะที่ นายกอบเกียรติ กาญจนะ ไวยาวัจกร และอดีตรองผู้ว่าฯ อุดรธานี เผยว่า พระอาจารย์สุดใจ ป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน แต่จะปฏิบัติกิจของสงฆ์ทุกวัน เสร็จแล้ว จะกลับเข้ามานอนพักผ่อนที่กุฎิ เวลา 14.00 น. จะลุกขึ้นมาฉันยา เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้จนมรณภาพ จะแจ้งให้พระผู้ใหญ่รวมทั้งพระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก เจ้าอาวาสวัดป่านาคำน้อย รับทราบและจะเดินทางมาให้คำปรึกษา ในการจัดพิธีตามแนวทางของพระวัดป่า ทั้งนี้ได้เสนอตั้งคณะกรรมการ ดูแลเรื่องการจัดพิธีงานฌาปนกิจศพ


โดยมีรายงานว่า คณะสงฆ์และฆราวาส ประชุมหารือเรื่องการจัดพิธีศพพระอาจารย์สุดใจแล้ว ต่างเห็นพ้องกำหนดให้มีพิธีขอขมาสรีระสังขารองค์พระอาจารย์สุดใจ และประชุมเพลิงสรีระสังขารฯ ในวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. นี้ เวลา 16.00 น. บริเวณลานข้าวเปลือก ด้านข้างศาลาใหญ่ วัดป่าบ้านตาด


สำหรับสถานการณ์ที่วัดป่าบ้านตาดในวันนี้ (23 พ.ค.) พระเถรานุเถระ และคณะสงฆ์วัดป่าบ้านตาด โดยการนำของพระราชสารโกศล เจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี (ธ) เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ พระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก เจ้าอาวาสวัดป่านาคำน้อย ได้ประกอบพิธีแต่งตั้ง พระอธิการสุธรรม สุธัมโม วัดป่าหนองไผ่ จ.สกลนคร เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ซึ่งพิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเรียบง่าย และประชาชนที่มาร่วมในพิธีรับทราบโดยทั่วกัน นอกจากนี้รักษาการเจ้าอาวาสได้มีการแต่งตั้งรักษาการไวยาวัจกรด้วย

พระราชสารโกศล เจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี (ธ) กล่าวว่า การแต่งตั้งรักษาการเจ้าอาวาส เป็นมติของมหาเถรสมาคม ที่ตั้งเพื่อปฏิบัติภารกิจงานศพของหลวงพ่อสุดใจ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หลังจากเสร็จสิ้นงาน คณะก็จะมีการประชุมของคณะสงฆ์ เพื่อสรรหาเจ้าอาวาสต่อไป


ส่วนข้อสงสัยที่ญาติโยมถามมาเยอะว่า ทำไมรีบเผาหลวงพ่อสุดใจ

พระราชสารโกศล กล่าวว่า การที่รีบเผา เพราะขณะนี้มีการระบาดของโรคโควิด-19 ส่วนราชการและคณะสงฆ์จึงมีมติ ไม่ให้มีการชุมนุมของศรัทธาญาติโยมกันมากระหว่างงาน เพื่อรักษาระยะห่างทางสังคม และเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ จึงเห็นชอบให้เผาโดยเร็ว

ด้าน พ.ต.อ.หญิง สุธิสา ใครอุบล นวท. (สบ 4) พฐ.จว.อุดรธานี ได้นำเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบกุฏิพระอาจารย์สุดใจที่เกิดเหตุ เพื่อหาสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ ซึ่งกุฏิเป็นไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูง ได้ถูกไฟไหม้บริเวณด้านหน้าจากบันไดถึงห้องนอน หลังคาได้รับความเสียหายหมดทั้งหลัง โดยตำรวจสืบสวนภูธรจังหวัดอุดรธานี ได้นำกล้องวงจรปิดมาติดตั้งทั้ง 4 ด้านของกุฏิ และมีตำรวจเข้าเวรรักษาความปลอดภัย ไม่ให้บุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาในกุฏิ เพราะภายในกุฏิมีเงิน ทองคำ ซึ่งเป็นปัจจัย ที่ศิษยานุศิษย์ถวายสมทบทุนสร้างเจดีย์หลวงตามหาบัว

พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี ผบก.ภ.จ.อุดรธานี เผยว่า เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว เพื่อเก็บพยานหลักฐานทุกสิ่ง โดยเฉพาะวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ ขออย่าเข้าไปยุ่งในพยานและหลักฐาน ขณะนี้ตำรวจได้กั้นพื้นที่ด้วยโปลิศไลน์ไว้ เพื่อแสวงหาความจริง ส่วนความขัดแย้งในวัด ตำรวจไม่สามารถตอบได้ ขอให้เป็นความลับของการสอบสวน ซึ่งจะต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เบื้องต้นได้รับแจ้งจากทางนิติเวชว่า พบเขม่าควันไฟอยู่ในหลอดลมหลวงพ่อสุดใจ ร่องรอยการถูกทำร้ายขณะนี้ยังไม่ปรากฏ ส่วนการสอบพยานบุคคล ได้สอบพยานที่สำคัญ ซึ่งยังไม่บ่งชี้ไปในทิศทางใด ตำรวจยังเปิดกว้างในทุกประเด็น เพราะเสียชีวิตผิดทำธรรมชาติ


มีรายงานว่า พระอาจารย์อินทร์ถวาย เจ้าอาวาสวัดป่านาคำน้อย เผยหลังประชุมหารือเรื่องพระอาจารย์สุดใจ ว่า จะส่งสรีรสังขารพระอาจารย์สุดใจ ไปผ่าชันสูตรที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น ในวันนี้ (23 พ.ค.)


สำหรับพระอาจารย์สุดใจ ทนฺตมโน เป็นพระที่ทำงานใกล้ชิดกับพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ผู้ริเริ่มโครงการผ้าป่าช่วยชาติ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 พระอาจารย์สุดใจ มีนามเดิมว่า สุดใจ เชาว์สมุทร เกิดเมื่อวันที่ 14 ต.ค.2487 ที่ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรปราการ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี เศรษฐศาสตรบัณฑิต คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิตทางพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)


นายสุดใจได้เข้าอุปสมบทเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2516 ที่วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมืองฯ จ.สมุทรปราการ ได้รับฉายาว่า ทนฺตมโน ในพรรษาแรกได้อยู่ศึกษาอบรมกับหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี จากนั้นในพรรษาที่ 3 ได้มาอยู่ศึกษาอบรมกับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี


พระอาจารย์สุดใจ ได้รับความไว้วางใจจาก หลวงตามหาบัว ให้ดูแลเรื่องหนังสือธรรมะต่างๆ โดยหนังสือของหลวงตามหาบัวเกือบทุกเล่ม ตลอดถึงการเทศน์ต่างๆ ที่ลงในเว็บไซต์หลวงตาดอตคอม จะต้องผ่านการตรวจจากพระอาจารย์สุดใจทั้งหมด โดยพระอาจารย์สุดใจดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค. 2554 เป็นต้นมา กระทั่งมรณภาพ หลังเกิดเพลิงไหม้กุฏิ รวมอายุได้ 76 ปี

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 23 พฤษภาคม 2563

 

ฮา..ศาลบอกว่า..

"จำคุกเจ้าคุณธงชัยและคณะ"

ไม่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคม

คนฟังงง ตกลงไปจับเขาขังทำไม ?

 

 

เมื่อศาลยุติธรรม พ่ายแพ้ แก่ความเป็นธรรม

 

 

อา..ก็ต้องถือว่า "เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง" ของศาลไทย ซึ่งวินิจฉัยว่า แม้ว่าอดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จะถูกรัฐบาลทหาร คสช. ส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าล้อมจับ ประหนึ่งอาชญากรสงคราม ตามมาด้วยการ "สั่งสึก-คุมขัง" อย่างไร้ข้อต่อสู้ใดๆ ในทางกฎหมาย สุดท้าย เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว ก็ไม่พบว่าอดีตเจ้าคุณทั้งหลาย ที่ถูกสำนักพุทธฯ ยุค "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" กล่าวหาว่าฟอกเงินนั้น แต่ละท่านฟอกไปไหนอย่างไร และใครได้เงินไปคนละเท่าไหร่ ในเมื่อเอาโทษทางนี้ไม่ได้ ก็หันไปเอาทาง "เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" โน่น เป็นข้อหาครอบจักรวาลเลย และในเมื่อได้ลงโทษตามประสงค์ของคนฟ้องแล้ว ศาลอาญาก็ทำทีเป็นเมตตา "ให้รอลงอาญา" เป็นเวลาเท่านั้นเท่านี้ แบบว่าผิด แต่ไม่เอาโทษ แต่ก็ไม่ยกโทษ เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ถามว่าศาลกลัวอะไร ถ้าจะวินิจฉัยไปตามความจริง ?

ยังไม่พอ วันนี้ ศาลอาญาเมตตาพิพากษาเพิ่มเติมอีกว่า "การลงโทษจำคุก จำเลยที่ 1-4 และ 7 อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคม และควรให้โอกาสทำงานเพื่อประเทศชาติและสังคมไทยต่อไป" เล่นเอาตาแตกกันทั้งภูเขาทอง เพราะมองว่า ก็ท่านทำงานของท่านอยู่ดีๆ ก็มีรัฐบาลไทยส่งเจ้าหน้าที่จากดีเอสไอไปฟ้องร้อง จับเขาเข้าคุกเข้าตะราง เหมือนหาเรื่องหาราวเอากับผู้บริสุทธิ์ ยิ่งผ่านกระบวนการทางศาลแล้ว ไม่มีหลักฐานประจักษ์ว่าท่านได้โกงเงินหลวงเอาไปใช้ส่วนตัวอย่างไร ก็ยิ่งน่าสงสัยในพฤติกรรมของรัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมากยิ่งขึ้น ว่ามีเจตนาจะส่งเสริมหรือว่าทำลาย เพราะศาลอาญาเห็นว่า จำเลยทั้งหมดยังมีคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคมไทย ไม่ควรจับกุมคุมขังหรือทำลายให้ตายไปจากพระศาสนา หวังว่ารัฐบาลไทยและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะได้นำเอาคำพิพากษาของศาลมาพิจารณาบทบาทของตนเองอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ดี ถ้าถือเอาตามที่ศาลเมตตามานั้น เพื่อจะให้อดีตเจ้าคุณธงชัยและพระวัดสระเกศที่ต้องคดีทั้งหมด (รวมทั้ง เจ้าคุณเอื้อน-เจ้าคุณสมทรง วัดสามพระยา) ได้กลับมาทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ก็เห็นควร "คืนสมณเพศและสมณศักดิ์" รวมทั้งตำแหน่งต่างๆ ที่ถูกปลดไปในวันต้องคดีความนั้นด้วย จึงจะถือว่าเป็นการคืนความยุติธรรมอย่างสมบูรณ์

ซึ่งก็หวังว่า ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามที่ศาลได้พิจารณาเอาไว้

ถามบิ๊กตู่กับพงศ์พรว่า ตกลงไปจับพระท่านสึกและคุมขังทำไม ในเมื่อท่านไม่ผิดและที่ทำไปก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคม ซึ่งอาจจะมองได้ด้วยว่า รัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้ทำร้ายประเทศชาติและพระศาสนาเสียเอง

 

 

 

ศาลปรานีรอลงโทษ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศและพวก ให้กลับตัวทำประโยชน์ต่อสังคม

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุกอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ 4 ปี 16 เดือน กับพวก 2 ปี 8 เดือน ผิดฐานฟอกเงินคดีเงินทอนวัด แต่ปรานีให้รอการลงโทษ 2 ปี เพราะไม่เคยถูกจำคุก ให้กลับตัวไปทำประโยชน์แก่สังคม

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง วันที่ 19 พ.ค.63 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อท.197/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายธงชัย สุขโข อดีตพระพรหมสิทธิ หรือ ธงชัย สุขญาโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, นายบุญทวี คำมา อดีตพระศรีคุณาภรณ์ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ, นายสมจิตร จันทร์ศรี อดีตพระครูสิริวิหารการ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ, นายเทอด วงศ์ชอุ่ม อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือเจ้าคุณเทอด อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ, น.ส.นุชรา สิทธินอก แม่บ้านร่วมรับโอนเงิน 25 ล้านบาท, นายธีระพงศ์ พันธ์ุศรี, นายทวิช สังข์อยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บริษัท ดีดีทวีคูณ ที่รับผลิตสื่อให้กับวัดสระเกศ และ น.ส.ฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา เป็นจำเลยที่ 1-8

เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5),มาตรา 5 (1)(2)(3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 กรณีร่วมกันฟอกเงิน การทุจริตเงินทอนวัดในส่วนโครงการศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนาฯ2559 จำนวน 32,500,000 บาทเเละเงินอุดหนุนโครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ประชาชนและข้าราชการเพื่อความมั่นคง ของสถาบันชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ฯ 2559 จำนวน 37,200,000 บาท

พิพากษาว่าจำเลยที่ 1-4 และที่ 7 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (2),60 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1-4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 4 ปี และปรับกระทงละ 84,000 บาท รวม 2 กระทง จำคุกจำเลยที่ 2 ถึง 4 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 42,000 บาทรวมคนละ 2 กระทง จำคุกจำเลยที่ 7 เป็นเวลา 2 ปี และปรับ 40,000 บาท

โดยลดโทษ 1 ใน 3 ให้จำเลยที่ 1-4 และที่ 7 รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 4 ปี 16 เดือนปรับ 112,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2-4 คนละ 2 ปี 8 เดือนปรับคนละ 56,000 บาทและจำคุกจำเลยที่ 7 เป็นเวลา 1 ปี 4 เดือนปรับ 28,000 บาท

 

การลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1-4 และที่ 7

อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคม

 

ทั้งจำเลยที่ 1-4 และที่ 7 ไม่เคยมีประวัติต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถึง 4 และที่ 7 ได้ดำรงตนเป็นบุคลากรที่มีประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติต่อไป จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 20 พฤษภาคม 2563

 

จาก..ธัมมชโย ถึง..ปารีณา

คดีรุกป่าสงวนพัวพันอนาคต

ไร่เชิญตะวันของ ว. ส่อเดินตามรอยรุ่นพี่

รอก็แต่..การตรวจสอบ

 

 

อา.. "พระดัง-นักการเมือง" กับเรื่องที่ดิน ไม่ทราบว่าคู่กันมาแต่ปีไหน อย่างกรณี "กิตติวุฑโฒ" แห่งสำนักจิตตภาวันอันโด่งดังในอดีต ล่าสุดก็ฆ่ากันตายกลางศาลจันทบุรี มีท่านกิตติวุฑโฒเข้าไปเกี่ยวข้อง แม้ว่าจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม

นัมเบอร์วันของไทย "ธัมมชโย" เจ้าพ่อทั้งด้านการศาสนาและการเมือง นอกจากเรื่องบิดเบือนพระธรรมคำสอนแล้ว ก็เจอทั้งเรื่องเงินและที่ดิน มูลค่าว่ากันถึงพันล้าน คดีความยาวเป็นว่าวจุฬา แต่ว่า..หาตัวไม่เจอ !

ปารีณา ไกรคุปต์ ก็กำลังเป็นดาราหน้าจอ ถามว่า "วอ" แห่งไร่เชิญตะวัน จะเข้าข่ายรุกป่าสงวนกับเขาด้วยหรือไม่ ? มีคำเฉลยจาก ดร.โสภณ พรโชคชัย ว่า "ไม่น่าจะรอด" เพราะเป็นพื้นที่ บท.5 อันเป็นศัพท์ที่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้อธิบายว่า "เป็นใบเสร็จ" ใครเอาใบนี้มายืนยันก็..ประหาร สถานเดียว ถามด้วยว่า ดร.โสภณ รู้จากไหน ก็ไม่เห็นยาก เชิญ ดร.โสภณ มาเป็นพยาน งานสืบสวนก็ก้าวหน้าไว

แต่จะเกี่ยวหรือไม่อย่างไร ก็ต้องว่ากันไปตามหลักตามฐาน จะว่าตามใจฉันนั้นหาได้ไม่ งานนี้ คงต้องวาน "ท่านพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีต ผอ.พศ. ผู้ตงฉิน และปัจจุบันเป็น "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านกิจการพระพุทธศาสนา" ผู้มีอุดมการณ์อันสูงส่ง ทำทุกอย่างเพื่อปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์สะอาด ซึ่งจุดสำคัญนั้นอยู่ที่ "พระสงฆ์ไทย" ต้องบริสุทธิ์สะอาด มีศีล สมาธิ และปัญญา ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ด้วยความสนิทใจ แม้แต่เรื่องเงินๆ ทองๆ ก็ต้องมือสะอาด และในฐานะที่ท่านพงศ์พร "ไปไร่เชิญตะวัน" บ่อยๆ ก็ต้องรู้ที่รู้ทางเป็นอย่างดี แถมยังสืบสวนง่ายกว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ เพราะที่ดินนั้นดิ้นไม่ได้ ใช้แค่ภาพถ่ายดาวเทียมและเอกสารสิทธิ์มายืนยัน ก็การันตีได้แล้ว

นะ ท่านพงศ์พร นะ อย่าให้ท่านนายกรัฐมนตรีเสียความตั้งใจเสียล่ะ สู้อุตส่าห์ส่งท่านมาช่วยชำระสะสางพระพุทธศาสนา ภาคกลางก็เห็นว่าเสร็จไปแล้ว ช่วยไปดูทางเหนือด้วย อย่าให้ "คุณวอ" เธอรอนาน

 

 

ธัมมชโย โดน !

ปารีณา โดน !

ว.วชิรเมธี ?

 

 

ข่าว "ธัมมชโย" รุกป่าพังงา

 

ศาลพังงาออกหมายจับ "พระธัมมชโย" สร้างมุกตะวันรุกที่ป่า

ความคืบหน้าดำเนินคดีกับสถานที่ปฏิบัติธรรมมุกตะวันของวัดพระธรรมกาย ที่เกาะยาว จังหวัดพังงา ซึ่งบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติฯ ล่าสุดศาลจังหวัดพังงาได้ออกหมายจับพระธัมมชโยแล้ว ขณะที่ตำรวจเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี

วันนี้ (26 ม.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลจังหวัดพังงา ได้ออกหมายจับ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาติฯ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ กรณีสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมโครงการมุกตะวัน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.เกาะยาวน้อย อ.เกาะยาว จ.พังงา หลังเจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบว่ามีการบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ ป่าควนจุก ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะดังกล่าวและเป็นสถานปฏิบัติธรรมในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าควนจุก" เนื้อที่จำนวนหลายไร่  คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 5 ล้านบาท  ซึ่งจากการสืบสวนหาข่าวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังพบว่าเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพร้อมเร่งติดตามจับกุมตัวพระธัมชโยมาดำเนินคดีต่อไป

 

 

สั่งอายัดเงินสาวกธรรมกาย 3.8 แสน คดีรุกป่าสร้างสำนักสงฆ์ 11 แห่ง จัดฝึกปฏิบัติธรรม

ปปง.สั่งอายัดเงินบัญชี สาวกธรรมกาย 2 รายการ รวมวงเงินกว่า 3.8 แสน เอี่ยวเส้นทางเงินคดีบุกรุกพื้นที่ป่า สร้างสำนักสงฆ์ 11 คดีทั่วประเทศ ใช้ประโยชน์ทำการค้าจัดโครงการปฏิบัติธรรม เก็บค่าบริการ โอนต่อเข้าบัญชีวัดต่อ เผยข้อมูลหมายจับธัมมชโย

จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติอายัดทรัพย์สินบัญชีเงินสดของพระธัมมชโยและเครือข่ายมูลนิธิของวัดพระธรรมกายรวม 4 บัญชี มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2559 นายอธิคม อินทุภูติ ประธานกรรมการธุรกรรม ปปง. ได้ลงนามในคำสั่งอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องกับวัดธรรมกาย เพิ่มเติม 2 รายการ คือ 1.เงินในบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาคลองหลวง ของ น.ส.วัชรินทร์ จรัสมาธุสร และน.ส.สุวรรณา ฤทธิชัยพงศ์ จำนวนเงิน 276,278.56 บาท ยอดเงิน ณ วันที่ 19 ส.ค.2559 และ 2.เงินในบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาคลองหลวง ชื่อบัญชี น.ส.วัชรินทร์ จรัสมาธุสร จำนวน 109,248.22 บาท ยอดเงินณ วันที่ 19 ส.ค.2559 (รวมวงเงินทั้งสิ้น 385,526.78 บาท) 

โดยเปิดโอกาสให้แสดงหลักฐานโต้แย้งคำสั่งอายัดได้ภายใน 30 วัน  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ การออกคำสั่งอายัดทรัพย์ครั้งนี้ เป็นผลมาจาก ปปง.ได้รับรายงานจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ที่ตรวจสอบพบว่า มีการสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และมีลักษณะเป็นการค้า จำนวน 11 คดี ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวัดพระธรรมกาย ได้แก่ 

1. โครงการเวิลด์พีชวัลเลย์เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา 

2. วัดป่าหิมวันต์ จ.เลย

3. วัดถ้ำเขาวง จ.นครราชสีมา 

4. ศูนย์ปฏิบัติธรรมจ.บุรีรัมย์ 

5. วัดหนองกินเพล จ.อุบลราชธานี 

6. วัดบ้านขุน จ.เชียงใหม่ 

7. วัดแม่ลายเตียนอาง จ.เชียงใหม่ 

8. ศูนย์อบรมเยาวชนดอยโมคคัลลานะ จ.เชียงใหม่ 

9. วัดพระธาตุกองลอย จ.เชียงใหม่ 

10. ศูนย์อบรมเยาวชนอุ้มผาง จ.ตาก 

11. วัดถ้ำเนรมิต จ.กาญจนบุรี 

ปปง.ยังระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีและศาลจังหวัดเลยได้อนุมัติหมายจับที่ 174-175/2559 ลงวันที่ 15 ส.ค.2559 ให้จับตัวพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิด ร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้างแผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า และเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งให้ดำเนินคดี มูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์ของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ โดย นางวรรณา จิรกิติ และบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล กับพวก ในข้อหา บุกรุก ก่อสร้าง แผ้วทาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่า 

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลการเชิญชวนประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรม ณ เวิลด์พีช เขาใหญ่, เวิลด์พีช มุกตะวัน , สวนป่าหิมวันต์ จ.เลย , สวนพนาวัฒน์จังหวัดเชียงใหม่

โดยให้ผู้สนใจโอนเงินค่าลงทะเบียนเข้าบัญชี ซึ่งบัญชีที่ใช้รับโอนเงินค่าลงทะเบียนในโครงการดังกล่าว มีการทำธุรกรรม รับโอนเงินจากบัญชีต่างๆ เมื่อมียอดเงินคงเหลือจำนวนมากก็จะโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย ของวัดพระธรรมกาย  

กรณีนี้มีเหตุอันควรเชื่อว่ากลุ่มบุคคลสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าหลายแห่งทั่วประเทศ กับพวก เป็นผู้มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการยึดถือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือการแสวงหาประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ อันมีลักษณะเป็นการค้า ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ตามมาตรา 3 (15) แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากลุ่มบุคคลสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าหลายแห่งทั่วประเทศกับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา/PPTV : 4 ธันวาคม 2562

เปิดเต็ม !

 

เอกสารสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผันงบประมาณให้หน่วยงานรัฐอื่น ทั้งศาลยุติธรรม ปปช. ฯลฯ

 

ปปช. ขอเงินสำนักพุทธ

ศาลยุติธรรมขอเงินสำนักพุทธ

หนังสือตอบรับจากสำนักพุทธ

กรมบัญชีกลาง ตอบคำถาม

เอ็นซี ฮอลิเดย์ ฟ้องสำนักพุทธ

กดที่ภาพเพื่อชม

ภาพประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 28/2019

ณ วัดธรรมภาวนา อลาสก้า วันที่ 17 สิงหาคม 2562

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่


เปิดเต็ม ไม่เซ็นเซอร์
!

 

คำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์

พระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) วัดสามพระยา

16 พฤษภาคม 2562

 

 

กดที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด/อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

26 พฤษภาคม 2562

 

เปิด : คำให้การของเจ้าคุณเอื้อน

ในคดีเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

INTERFAITH 2018

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพและบรรยากาศของงาน

ภาพการประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดศรีรัตนาราม เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

18 AUGUST 2018

 


กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 6000 PC

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561 : 2562

2563 :

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264