LAST UPDATE :   APRIL : 18 : 2019 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

ประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ประจำปีพุทธศักราช 2562

ณ วัดสัทธาธรรม เมืองแซนแอนโตนิโอ เท็กซัส

30-31 พฤษภาคม 2562

 

HOW TO MAKE THE WORLD PEACE

 

สัมมนาผู้นำศาสนาระดับอินเตอร์

ณ วัดพุทธมงคลนิมิต นิวแม๊กซิโก

4-5 พฤษภาคม 2562

 

จำคุก 39 ปี !

พระครูกิตติ-อดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน

ข้อหาโกงเงินวัดรายแรก

ที่เหลือทยอยหวยออก

ส่วนนพรัตน์ลอยลำ เพราะไม่มีใครไปตามกลับ

 

 

 

พระครูกิตติพัชรคุณ อดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน

 

 

อ่วม ! คุก 39 ปี "พระครูกิตติฯ" ฟอกเงินทอนวัดสำนวนแรก

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษา "พระครูกิตติฯ" เจ้าคณะอำเภอชนแดน ผิดฟอกเงินทอนวัด ตจว. 12 แห่ง รวม 13 กระทง คำให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ศาลลดโทษเหลือคุก 26 ปี ทนายรอยื่นประกันทั้งผ้าเหลือง ขณะที่ 27 มิ.ย. รอตัดสินคดีอนาจารเด็กหญิงอีก 18 เม.ย.62 - ที่ห้องพิจารณาคดี 8 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี เวลา 09.30 น. ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีฟอกเงินทอนวัด สำนวนแรกคดีดำหมายเลข อท.38/2561 พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต ยื่นฟ้อง "พระครูกิตติพัชรคุณ" เจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าอาวาสวัดลาดแค หรือ นายสมเกียรติ ขันทอง หรื อายุ 55 ปี เป็นจำเลย

ในความผิดฐานฟอกเงินโดยสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินนั้น ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ 2542 มาตรา 3 , 5 (1) (2) (3) , 9 , 60

กรณีที่ "พระครูกิตติ" ร่วมกับ "นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์" อายุ 60 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. ซึ่งตัวยังหลบหนีตั้งแต่ชั้นสอบสวนของ ปปป. (อัยการมีความเห็นสั่งให้ฟ้องไว้แล้ว พร้อมให้ออกหมายจับติดตามตัวมาดำเนินคดีภายในอายุความ 20 ปี ซึ่งคดีจะขาดอายุความในวันที่ 21 ม.ค.79) วางแผนยักย้าย-ถ่ายโอนเงินทอนวัดราว 24 ล้านบาทเศษ ที่ได้เบียดบังจากการทุจริตจัดสรรงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ที่เป็นเงินอุดหนุนให้ 12 วัด13 รายการจำนวน 28 ล้านบาท ในการบูรณะซ่อมแซมวัด หรือเพื่อโครงการศึกษาพระปริยัติธรรม หรือโครงการเผยแผ่กิจกรรมทางศาสนา โดยพวกจำเลย ร่วมกันเบียดบังเงินส่วนที่ให้กับวัดในเขต จ.เพชรบูรณ์ , ตาก , นครสวรรค์ , ชุมพรไป ด้วยการแบ่งส่วนเงินงบประมาณเพียงเล็กน้อยประมาณ 50,000 บาท ถึงหลักแสนบาท จูงใจให้วัดยินยอมนำเงินงบประมาณฯ ที่จะถูกจัดสรรมานั้นเข้าบัญชีวัด แล้วให้โอนคืนเงินนั้นกลับให้พวกตนโดยใช้บัญชีธนาคารของวัดเป็นเครื่องมือปกปิดอำพรางการกระทำความผิดของพวกตน ให้ดูเสมือนว่าเงินที่โอนและถอนออกจากบัญชีวัดเป็นเงินที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย

ขณะที่เงินซึ่งถูกทอนมานั้นจะนำเข้าบัญชีหรือส่งมอบเป็นเงินสดให้แก่ "พระครูกิตติฯ" เพื่อรวบรวมมอบให้ "นายนพรัตน์" อดีต ผอ.พศ. อันเป็นการกระทำผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งอัยการฟ้องเมื่อวันที่ 22 ก.พ.61 ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธ พร้อมต่อสู้คดี โดยระหว่างการพิจารณาได้ประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์มูลค่า 1.5 ล้านบาท ซึ่งศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักริเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล โดยให้เก็บรักษาหนังสือเดินทางของจำเลยไว้และให้คืนเมื่อสิ้นสุดสัญญาประกันแล้วด้วย

เมื่อถึงเวลานัด วันนี้ "พระครูกิตติฯ" ยังอยู่ในสมณเพศ สวมจีวร ได้เดินทางมาพร้อมกับลูกศิษย์ประมาณ 5-6 คนโดยเดินทางมาถึงศาลตั้งแต่ก่อน 08.00 น. โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว มีทั้งเจ้าหน้าที่ ปปง. , นิติกรของ พศ.จ.เพชรบูรณ์, พระในวัดต่างๆ ที่นำบัญชีของวัดให้จำเลยรับโอนเงิน ซึ่งรับรู้การโอนและถอนเงิน รวมทั้งลูกศิษย์คนสนิทของพระครูกิตติ เบิกความสอดคล้องกัน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ร่วมกับนายนพรัตน์ ที่ได้จัดสรรงบ พศ. มาให้กับ 12 วัดใน จ.เพชรบูรณ์ , นครสวรรค์ , ตาก และชุมพร โดยที่แต่ละวัดไม่ได้ทำคำของบแต่อย่างใด แต่นายนพรัตน์ ให้นำบัญชีของวัดมาเพื่อจะโอนเงินให้แต่ละวัดนับล้านบาท โดยเมื่อโอนเงินแล้วให้แต่ละวัดโอนเงินกลับส่งคืนให้จำเลย เพื่อส่งต่อให้นายนพรัตน์ อ้างว่าจะนำไปให้วัดจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่ไม่มีการนำไปดำเนินการดังกล่าวจริง และได้นำมาแบ่งปันกัน และบางส่วนจำเลยนำมาให้จ่ายส่วนตัว เช่นที่อ้างว่าได้พาพระและสามเณรไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย ซึ่งการกระทำนั้นเป็นการจัดสรรงบโดยมิชอบและหลักเกณฑ์ที่ พศ.ยึดถือปฏิบัติ ซึ่งงบที่อ้างว่าที่จะใช้บูรณะปฏิสังขรวัดจะต้องมีคำขอจากวัด ไม่ใช่ พศ.ดำเนินการจัดสรร ซึ่งการที่จำเลยอ้างว่าเข้าใจว่าการที่มีเจ้าหน้าที่ พศ.มาแจ้งและรับเงินคืน แต่งชุดราชการและนั่งรถตู้ตราสัญลักษณ์ จึงเชื่อว่าเป็นการจัดสรรงบโดยชอบนั้น เป็นการกล่าวอ้างง่ายเกินไป เพราะจำเลยได้รับการแต่งตั้งเป็นพระชั้นปกครอง ย่อมทราบถึงระเบียบหลักเกณฑ์ที่ได้ปฏิบัติมา จะอ้างวิธีการคนหมู่มากนำมาปฏิบัติใช้นั้นก็ย่อมจะไม่ชอบ ซึ่งขณะกระทำผิดจำเลยเป็นเจ้าคณะอำเภอถือเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ ก็จะต้องรับโทษ 2 เท่า

จึงพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ลงโทษ 13 กระทง กระทงละ 3 ปี แต่ทางนำสืบของจำเลยมีประโยชน์อยู่บ้าง ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 คงจำคุก 26 ปี ส่วนคำขออื่นให้ยก โดยทนายความของพระครูกิตติฯ ได้เปิดเผยแพร่สั้นๆว่าขณะนี้กำลังเตรียมคำร้องและหลักทรัพย์เพื่อจะยื่นขอประกันตัวสู้คดีในชั้นอุทธรณ์

ทั้งนี้ภายหลัง ศาลมีคำพิพากษาแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ก็ได้ควบคุมตัว "พระครูกิตติฯ" จำเลยไปยังห้องคุมขังชั้นใต้ถุนศาล ระหว่างรอฟังผบการขอประกันตัวสู้คดีชั้นอุทธรณ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ "พระครูกิตติฯ นั้น" ยังถูกอัยการฟ้องคดีอนาจารเด็กหญิง 3 คน อายุไม่เกิน 15 ปีฯ ซึ่งถูกล่อลวงไปยังกุฏิที่พักของ "อดีตพระครูกิตติ" เมื่อช่วงปี 2548-2549 ไว้ต่อศาลอาญาด้วยโดย "พระครูกิตติฯ" ได้ประกันตัวไปวงเงิน 200,000 บาทขณะที่ศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศเช่นกัน

ส่วนคดี ศาลอาญาสืบพยานเสร็จสิ้นแล้วกำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีอนาจารเด็กหญิง ในวันที่ 27 มิ.ย. นี้ เวลา 09.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับการร่วมฟอกเงิน การทุจริตงบประมาณของ พ.ศ.ราว 150 ล้านบาท ที่เป็นเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม ตั้งแต่ปี 2557 และโครงการศูนย์กลางเผยแพร่พระพุทธศาสนา และโครงการของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงฯ ของวัดสระเกศฯ จำนวน 63,700,000 บาท มีคดีที่อัยการสำนักงานคดีปราบปราบการทุจริต ได้ยื่นฟ้อง อดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในวัดเขต กทม. อย่างวัดสามพระยาและวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กับกลุ่มฆราวาสชาย-หญิง รวม 10 ราย ที่ร่วมรับเงิน ฐานฟอกเงินและปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไว้แล้วต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง รวม 3 สำนวน คดีหมายเลขดำ อท.196/2561 , อท.197/2561 , อท.205/2561 โดยทั้งหมดถูกขังในเรือนจำ ไม่ได้รับการประกันตัวชั้นพิจารณา ซึ่งคดีอยู่ระหว่างรอไต่สวนพยาน ส่วนกลุ่มอดีตข้าราชการ พศ. ระดับริหารนั้น ได้แก่ นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ. กับพวกรวม 4 คน อัยการก็ได้ยื่นฟ้องคดีไว้แล้วต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 เป็นคดีหมายเลขดำ อท.3/2562 ซึ่งคดีอยู่ระหว่างรอไต่สวนพยานเช่นกัน

 

ที่มา : เนชั่น : 19 เมษายน 2562

 

ประกาศใช้ พรบ.พระปริยัติธรรมใหม่

 

ให้มีงบประมาณรัฐอุดหนุนอย่างพอเพียง

และให้มีคณะกรรมการบริหารโดยมหาเถรสมาคม

 

 

ราชกิจจานุเบกษาประกาศใช้ พรบ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่

เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2562 เป็นต้นไป

 

อา..ก็คงต้องบอกว่า "สมกับการรอคอย" ของบรรดาผู้บริหารการศึกษาของคณะสงฆ์ คงเหนื่อยยากกับการหาเงินมาบริหารด้านนี้อย่างสุดๆ เพราะคนไทยเรานั้นบอกบุญได้แค่ "สร้างโบสถ์ วิหาร การเปรียญ" เป็นหลัก ส่วนด้านการศึกษานั้นไม่ใคร่จะสนใจเท่าใดนัก เพราะเชื่อว่าพระสงฆ์บวชมาปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น จะร่ำเรียนไปทำไมให้มากความ ยิ่งพระรูปไหนออกเหรียญเยอะก็กลายเป็นพระอริยะในสายตาของประชาชนไปทันที ชาวพุทธนิยมทำบุญกับพระปฏิบัติ ส่วนพระปริยัตินั้นอดอยากปากแห้ง เหมือนฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล งานการศึกษาของคณะสงฆ์ซึ่งลำพังจะเดินเองก็แย่อยู่แล้ว แถมยังมีคู่แข่งเป็นการศึกษาจากด้านอื่นๆ เข้ามาแย่งและแข่งขันกันอีก มันก็เลยทรุดกับทรุด แค่จะทรงยังไม่อยู่เลย ยิ่งเมื่อรัฐบาลเข้มงวดเรื่องการใช้เงินวัด ก็ยิ่งหาเงินยาก ดังนั้น ไหนๆ ก็ไหนๆ โอนภาระค่าใช้จ่ายบริหารการศึกษาไปให้แก่รัฐบาลและงบประมาณของรัฐดีกว่า ต่อไปนี้ขาดเหลือสิ่งใดก็แจ้งไปให้คณะกรรมการการศึกษา เพื่อขอต่อรัฐต่อไป หัวใจของ พรบ.พระปริยัติธรรมฉบับใหม่นี้มันอยู่ตรงนี้ ซึ่งเมื่อดูแล้วก็คล้ายๆ กับ พรบ.มหาวิทยาลัยสงฆ์ (มจร-มมร) สมัยก่อนนั่นแหละ ได้ทั้งศักดิ์สิทธิ์และงบประมาณมาบริหาร ใครได้เป็นอธิการบดี มจร-มมร ก็สบายตัว เพราะมีเงินใช้สบายมือ

ส่วนว่า มาตราอื่นใดใน พรบ.ฉบับนี้ อ่านไปแล้วก็ดูงั้นๆ แหละ ไม่มีอะไรในกอไผ่ เขาเขียนไว้สวยหรูว่า "เพื่อให้การศึกษาพระปริยัติธรรม เป็นไปตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก โบราณราชประเพณี และสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ" แค่นี้ก็ตีความกันวุ่นวายแล้วว่า จะเอา 3 หลักการเหล่านี้มาผสมกันได้อย่างไร สุดท้ายก็คงจะเข้าอีหรอบเดิม นั่นคือ ก็สอนแบบที่ๆ เคยทำกันมา ตามโบราณราชประเพณี อาจจะเพิ่มเติมได้บ้าง โดยอ้างว่า "เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ"

 

 

เจ้าคุณประยูรจ่อนั่งเก้าอี้ใหญ่

"ประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม"

 

 

 

พระพรหมบัณฑิต

(ประยูร ธมฺมจิตฺโต ศ.ดร. ป.ธ.9 พธ.บ.)

อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร.

กรรมการมหาเถรสมาคม รก.เจ้าคณะภาค 2

เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส

 

หัวใจสำคัญในพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้น อยู่ที่มาตรา 8 ที่ระบุว่า "ให้มีคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ประธาน รองประธาน และคณะกรรมการทั้งโดยตำแหน่งและแต่งตั้ง"

พอล้วงเข้าไปในส่วนลึกของมาตราเหล่านี้แล้ว ก็จะพบว่า ทั้งแม่กองบาลี แม่กองธรรม ประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา อธิการบดี มจร. อธิการบดี มมร. ล้วนแต่ถูกแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ..โดยตำแหน่ง หวยก็เลยไปออกที่..พระพรหมบัณฑิต หรือท่านเจ้าคุณประยูร อดีตอธิการบดี มจร. ซึ่งเพิ่งจะเออลี่รีไทร์ คือเกษียนอายุราชการออกไปก่อนกำหนด ทั้งๆ ที่ยังสามารถอยู่ต่อได้อีกยาว

ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นวิสัยทัศน์อันยาวไกลหรือไม่อย่างไร ทำให้การตัดสินใจ "ยุติบทบาทในตำแหน่งอธิการบดี มจร. ยกเก้าอี้ให้เจ้าคุณสมจินต์ไปเมื่อปีกลาย" ของท่านเจ้าคุณประยูร กลับส่งผลให้ได้ตำแหน่งใหญ่กว่า เพราะถ้าได้ตำแหน่งประธานคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ก็จะคุมทั้ง นักธรรม-บาลี และปริยัติสามัญ หนำซ้ำยังได้อธิการบดี มจร-มมร และประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา มาเป็นกรรมการชุดใหม่นี้ด้วย ความหมายก็คือ ทุกรูปทุกองค์จะต้องมาเป็นลูกน้องเจ้าคุณประยูร ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ นี่คือเจ้าพ่อองค์ใหม่ในวงการสงฆ์ไทย

ว่าโดยชื่อชั้นแล้ว ท่านเจ้าคุณประยูรนั้น ก็ต้องถือว่าเป็นสุดยอดนักการศึกษาและนักบริหารการศึกษา แบบว่าครบเครื่อง ได้ทั้งบู๊ทั้งบุ๋น แถมยังมีบริวารเป็นกองทัพ เครือข่ายหรือคอนเน็กชั่นกว้างไกลทั้งในและต่างประเทศ ถือว่าเป็นพระสงฆ์ไทยอินเตอร์ที่เพอร์เฟคสุดๆ เพียงหนึ่งเดียวในยุคปัจจุบัน

 

คุณวุฒิการศึกษานั้น จบ ป.ธ.9 ขณะเป็นสามเณร คว้าปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเดลี เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

ตำแหน่งในทางบริหารการศึกษาก็ผ่านมาหมด ทั้งอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย คณบดี รองอธิการบดี และอธิการบดี ไม่มีอะไรในประเทศไทยเจ้าคุณประยูรไม่เคยเป็น ยกเว้นตำแหน่งสังฆราช ปัจจุบันเป็นทั้ง เจ้าอาวาสพระอารามหลวง เจ้าคณะภาค และกรรมการมหาเถรสมาคม

และจังหวะก็สวยสุด เมื่อตัดใจลุกจากตำแหน่งอธิการบดี มจร. เมื่อเดือนกรกฎาคม ปีกลาย (2561) ผ่านไปได้ไม่ถึงปี กลับกลายเป็นว่า การตกงาน หรือการว่างงาน กลายเป็นโอกาสทองของท่านเจ้าคุณประยูร เพราะเมื่อไม่ได้เป็นอธิการบดี มจร. ก็ไม่ต้องเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ซึ่งก็เข้าในคุณสมบัติที่ต้องการในตำแหน่ง "ประธานคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม" ตาม พรบ.ใหม่ ที่เพิ่งประกาศใช้ในวันนี้

เพราะมองไปในบรรดากรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูปทุกองค์ในวันนี้ ก็ไม่เห็นมีใครมีคุณสมบัติ ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ เหมาะสมเท่ากับพระพรหมบัณฑิตอีกแล้ว ส่วนพระนักบริหารการศึกษาทั่วประเทศไทยในวันนี้ ก็ล้วนแต่เคยเป็น "ผู้ใต้บังคับบัญชา" ของท่านเจ้าคุณประยูรทั้งสิ้น แล้วถามว่า จะมีอะไรไม่เหมาะสม หรือเหมาะสมไปกว่านี้ เจ้าคุณประยูรนั่งนิ่งสบายๆ เก้าอี้ใหญก็วิ่งมาหา ไม่ต้องวิ่งเต้นเส้นสายให้เหนื่อย เพราะใครก็เป็นสู้ท่านไม่ได้ใน พ.ศ. นี้ แต่ถ้าขาดท่านไปในคณะกรรมการชุดนี้สิ ไม่รู้ว่าจะไปทิศทางไหน ฉลากใหญ่ระดับ "ซูเปอร์ล็อตโต้" จึงออกที่วัดประยูรเหมือนถูกล็อกเลข

พรบ.พระปริยัติธรรม ฉบับใหม่นี้ จะต้องเริ่มตรงจุดนี้ คือ หาประธานให้ได้ก่อน จะโดยกรรมการโดยตำแหน่งมาประชุมปรึกษาหารือกันแล้วรายงานให้มหาเถรสมาคม "สรรหา" ตัวประธาน หรือมหาเถรสมาคมดำเนินการเอง และสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง เมื่อได้ประธานแล้ว งานการบริหารการศึกษา ทั้งนักธรรม บาลี และปริยัติสามัญ จึงจะเริ่มต้น "นับหนึ่ง" ตามกฎหมายใหม่

มองไปทั่วกรุงเทพมหานครแล้ว ท้องฟ้าเหนือวัดประยูรวงศ์นั้น สดใสและสวยงามเหลือเกิน คนเรานั้น บทบุญจะพา วาสนาจะส่ง อะไรก็หยุดไม่อยู่

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 16 เมษายน 2562

 

เงินทอนวัดเริ่มออกฤทธิ์

พระสังฆาธิการไทยไม่ทำเรื่องเบิกนิตยภัต

ต่างประเทศ 105 รูป

สำนักพุทธฯ ต้องออกหนังสือแจ้งเตือน

"ขอให้ทำเรื่องเบิก"

 

อา..โบราณว่า เคร่งมักนักขาด ผลของการทำนุบำรุงพระศาสนาของประเทศไทยนับตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์มา นับเวลาร่วมๆ 200 ปี พบว่ามีเหตุการณ์สำคัญอยู่ 2-3 ครั้ง

 

ครั้งที่ 1 : พ.ศ.2397 จากสาเหตุของการ "ตั้งนิกายใหม่" โดยพระภิกษุวชิรญาณ หรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ส่งผลให้พระราชาคณะ (พระเจ้าคุณ) ในนิกายเดิม (มหานิกาย) น้อยใจ จึงพร้อมใจกันลาสิกขามากมายถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ถือว่ามากมายจนน่าตกใจ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้มาตรการเด็ดขาด ออกประกาศ "ห้ามพระสึก" เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ถึงขนาดว่าทรงตราโทษ "ให้เป็นไพร่หลวง" แลกกับการเป็นเจ้าคุณ

 

 

 

ร.4 ห้ามพระสึก

 


 

ครั้งที่ 2 : พ.ศ.2456 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศวิหาร ได้รับการสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ด้วยพระกิตติศัพท์ความเคร่งในพระธรรมวินัยมาก เมื่อคราวเสด็จตรวจการณ์คณะสงฆ์ในหนเหนือ ผ่านจังหวัดนครสวรรค์ นั้น ปรากฏว่า "มีพระมาถวายการต้อนรับกะหรอมกะแหรม" ถึงกับทรงบันทึกสาเหตุไว้ในตรวจการณ์คณะสงฆ์ด้วย

 

 

พระนครสวรรค์ไม่รับเสด็จสมเด็จพระสังฆราช

 


 

 

ครั้งที่ 3 : พ.ศ.2562 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งตั้งกรรมาธิการศาสนาขึ้นมาตรวจสอบบัญชีวัด หนักเข้าถึงขั้นจะออกกฎหมายห้ามพระสงฆ์รับเงินทองและรับมรดก แถมยังดำเนินการ "จับกุมคุมขัง" พระสงฆ์เจ้าอาวาสที่รับเงินอุดหนุนวัดไปจากรัฐบาลอ้างว่าใช้เงินผิดประเภท ก็ปรากฏว่า พระสังฆาธิการจำนวนมาก ไม่ยอมทำเรื่องเบิกเงินค่านิตยภัตตามปกติ ส่งผลให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถึงกับต้องทำหนังสือแจ้งไปยังต้นสังกัดทั่วประเทศและทั่วโลก ขอให้พระสังฆาธิการทำเรื่องเบิกนิตยภัตตามระเบียบ ซึ่งในเอกสารจากสำนักพุทธฯ ยังระบุด้วยว่า พระสังฆาธิการไทยในต่างประเทศที่มิได้เบิกเงินในปีงบประมาณ พ.ศ.2562 นั้น มีมากมายถึง 105 รูป นับว่าสูดสุดเป็นประวัติการณ์กว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ปัญหาน่าจะรุนแรงพอๆ กับสมัย ร.4

 

 

 

พระสังฆาธิการไทยไม่ยอมเบิกนิตยภัต

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 15 เมษายน 2562

 

 

มหาสงกรานต์ 2562

บิ๊กตู่ปิดทำเนียบทำบุญใหญ่

 

 

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ในงานสืบสานวัฒนธรรม ประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2562 และเป็นประธานในพิธีตักบาตรพระสงฆ์ 62 รูป

วันนี้ (11 เมษายน 2562) เวลา 07.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ในงานสืบสานวัฒนธรรมประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2562 และเป็นประธานในพิธีตักบาตรพระสงฆ์ 62 รูป ณ บริเวณสนามหญ้า ข้างตึกไทยคู่ฟ้า โดยมีรองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี คณะผู้บริหาร ข้าราชการสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลร่วมพิธีด้วย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีสรงน้ำพระพุทธรูป พิธีรดน้ำขอพร ณ บริเวณโถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พร้อมด้วยพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี  

นายกรัฐมนตรีกล่าวอวยพรเนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ประจำปี 2562 ตอนหนึ่งว่า วันนี้เป็นวันมงคล เป็นปีใหม่ไทย ของคนไทยที่ยึดถือเป็นประเพณีที่ดีงามมาตลอด เป็นอัตลักษณ์ที่แสดงถึงความงอกงามทางวัฒนธรรม วันนี้เรากำลังเดินหน้าสู่อนาคต ประเทศไทยเปรียบเสมือนครอบครัวที่รัฐบาลต้องดูแลให้ความรัก ความอบอุ่นเกื้อกูลกัน  ขอบคุณทุกท่านที่ทำงานร่วมกันพัฒนาประเทศชาติทำให้บ้านเมืองมีความมั่นคงและมีความเจริญ ทุกคนเปรียบเสมือนพี่น้อง สิ่งสำคัญคือ ขอให้มีกำลังใจ เชื่อมั่นศรัทธาซึ่งกันและกัน พัฒนาประเทศชาติให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ กราบอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย  เดชะพระบารมีอันแผ่ไพศาลแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาล ที่ 10  สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ ได้โปรดดลบันดาลประทานพรให้ทุกคนประสบความสำเร็จ มีสุขภาพแข็งแรงตลอดไป สิ่งใดที่เคยก้าวล่วงไปขออโหสิกรรมและขอขอบคุณทุกท่านด้วย

 

ที่มา : ทำเนียบรัฐบาล : 11 เมษายน 2562

 

เงียบ เหงา เศร้า !

บรรยากาศตรวจข้อสอบบาลีสนามหลวง

ปีนี้ ที่วัดสามพระยา

 

 

 

สอบบาลี งานของคณะสงฆ์ หรืองานของใคร ?

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม สำรวจสนามสอบบาลี ประจำปี 2562 พบว่ามีเหตุการณ์ "หลายอย่าง" ผิดปรกติ ไม่เป็นเหมือนเคย และไม่เคยเป็นมาก่อน ในรอบหลายสิบปีของสำนักเรียนคณะสงฆ์ส่วนกลางสามพระยา ซึ่งมีอดีตเจ้าอาวาสนามว่า "อาจารย์เอื้อน"

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ เดินเข้าวัดสามพระยา สำรวจความพร้อมในการเตรียมสถานที่สำหรับตรวจข้อสอบบาลี ระหว่างวันที่ 22-26 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยทางเราได้เข้าไปสำรวจในวันที่ 21 มีนา เวลาบ่าย ก็พบว่า บรรยากาศเงียบเหงา ไม่คึกคักเหมือนสมัยเจ้าคุณเอื้อนเป็นเจ้าอาวาสวัดสามพระยา พบเพียงพระเณร "วัดโมฬีโลกยาราม" ประมาณ 20 รูป ซึ่งมาช่วยจัดสถานที่ ไม่ถึงบ่าย 4 โมง ก็ลากลับ ส่วนพระเณรวัดสามพระยานั้นเก็บตัวกันเงียบเชียบ แทบไม่ปรากฏกายให้เห็นนอกกุฏิเลย

 




 

วัดสามพระยาในสมัยอาจารย์เอื้อนเป็นเจ้าอาวาสนั้น ยิ่งใหญ่ คึกคัก เป็นประดุจศูนย์กลางของคณะสงฆ์ไทยในสายมหานิกาย เพราะนอกจากจะเป็นวัดของเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอีกหลายตำแหน่ง ตั้งแต่กรรมการมหาเถรสมาคม รองสมเด็จพระราชาคณะ รองแม่กองบาลีสนามหลวง แถมยังเป็นที่ตั้งของสำนักเรียนส่วนกลางคณะสงฆ์ไทย ซึ่งเปิดสอนวิชาการชั้นสูง ระดับเปรียญเอก 7-8-9 เป็นทั้งที่เรียน เป็นสนามสอบ และเป็นศูนย์การประชุมของคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล การดำรงตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. ของเจ้าคุณเอื้อน จึงเป็นทั้งอำนาจ วาสนา และบารมี เป็นที่สุดแห่งที่สุด ประดุจสมัย "พระพิมลธรรม-อาจ" แห่งวัดมหาธาตุ ในยุคกึ่งกลางพุทธกาล ก่อนการล่มสลายในรัฐบาลเผด็จการ "สฤษดิ์ ธนะรัชต์" อันกลายเป็นตำนานในวงการพระพุทธศาสนา ตราบถึงปัจจุบัน

 


 

การเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม "ชั้นสูง" ของคณะสงฆ์ไทยในวัดสามพระยานั้น ก็เทียบเท่าได้กับ "โรงเรียนนายร้อย จปร." เพราะพระเณรที่เรียนจบจากสถาบันแห่งนี้ ได้รับการยกย่องว่ามีความรู้ความสามารถ "ระดับสูงสุด" ในกระบวนการการศึกษาพระพุทธศาสนา ถึงกับได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯ ให้เข้ารับการประสาทปริญญา เรียกว่า "พิธีทรงตั้งเปรียญ" ในพระบรมมหาราชวัง นับตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จนกระทั่งรัชกาลปัจจุบัน

พระเณรเปรียญเหล่านั้น เมื่อเรียนจบก็ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาบริหารกิจการคณะสงฆ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะพระสังฆาธิการ และได้รับการปูนบำเหน็จเป็นยศถาบรรดาศักดิ์ ประหนึ่งแม่ทัพนายกอง ดำรงตำแหน่งตั้งแต่เจ้าอาวาสพระอารามหลวง เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค เจ้าคณะหน ไปจนถึงกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นคณะรัฐมนตรีของคณะสงฆ์ไทย ซึ่งทุกรูปทุกองค์ ล้วนแต่ผ่านการศึกษาจากวัดสามพระยาแห่งนี้ วัดสามพระยาสำคัญฉะนี้

 


 

แล้วถามว่า ใครเป็นเจ้าของวัดสามพระยา ?

ก็ตอบได้ว่า อาจารย์เอื้อน หรือพระพรหมดิลก ศิษย์เอกของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) อดีตพระสังฆราชในฝ่ายมหานิกาย ซึ่งครองอำนาจมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ พ.ศ.2503 ถึง 2539 ก่อนจะส่งมอบอำนาจประหนึ่งมรดกตกทอดให้แก่ "เจ้าคุณเอื้อน" หรือพระศรีปริยัติบดี (สมณศักดิ์ในสมัยนั้น) และต่อจากนั้น เจ้าคุณเอื้อนก็กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการสงฆ์ ดำรงตำแหน่งและเลื่อนสมณศักดิ์พุ่งพรวดๆ เหมือนสมัย พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ในวันเติบใหญ่ ทั้งในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 14 เจ้าคณะ กทม. กรรมการ มส. และยศระดับ "รองสมเด็จ" เหลืออีกเพียง "ก้าวเดียว" ก็จะกลายเป็นดาวค้างฟ้าในตำแหน่ง "สมเด็จ" แล้ว ถ้าไม่มาสะดุดในคดีเงินทอนวัด ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สร้างขึ้นมา หลังจากไม่สามารถทำอะไร "ธรรมกาย" ได้ ทั้งๆ ที่ใช้ ม.44 ปิดล้อมวัดอยู่นานนับเดือน

 



 

 

แต่แล้วทุกอย่างก็พังครืน เมื่อรัฐบาลเปิดปฏิบัติการ "กวาดลานวัด" ส่งกองกำลังเจ้าหน้าที่กองปราบเข้าทำการ "จุกช่องล้อมวง" ปิดล้อมวัดพระอารามหลวงหลายแห่ง ตั้งแต่หัวค่ำวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ตกรุ่งเช้าจึงเข้าชาร์จ จับกุมตัวไปสึกยัดห้องขัง ขังลืมจนกระทั่งปัจจุบัน ใกล้ครบขวบปี กว่าจะจบคดีก็คงหง่อม เผลอๆ ตายเสียก่อนจะได้ออกจากคุก

 

 

พระเทพวิสุทธิดิลก (เจ้าคุณละเอียด)

รักษาการเจ้าอาวาสวัดสามพระยา

 

สรุปว่า ระยะนี้ วัดสามพระยา ยังไม่มีเจ้าอาวาส อาจารย์ละเอียด (พระเทพวิสุทธิดิลก) ได้เป็นเพียง "รักษาการเจ้าอาวาส" ยังไม่มีอำนาจเต็ม แถมอดีตเจ้าอาวาสก็ต้องคดีเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ จึงต้องระมัดระวังในการใช้จ่าย ไม่งั้นก็เกรงจะซ้ำรอยเดิม

เมื่อเทียบกับสมัยอาจารย์เอื้อนเป็นสมภารวัดสามพระยา ซึ่งมีพร้อมทั้งยศ ทรัพย์ และอำนาจ ส่งผลให้วัดสามพระยากลายเป็นตลาดนัด ทั้งด้านการศึกษา การปกครอง และการเมือง ใครอยากเรียนจบสูงๆ ต้องมาวัดสามพระยา ใครอยากเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การเงินและสมณศักดิ์ ก็ต้องมาวัดสามพระยา เวลามาจะมามือเปล่าก็อย่าหวังว่าจะได้อะไรกลับไป จึงต้องหาอะไรติดไม้ติดมือมาฝากจนกลายเป็นธรรมเนียม ของกินเครื่องใช้แทบว่าจะล้นวัดสามพระยา กินใช้ไม่ทัน พระเณรอ้วนท้วนสมบูรณ์ ต้องเข้าโปรแกรมลดน้ำหนัก ไม่งั้นลำบาก

 


 

ครั้นมาถึงปัจจุบัน ขณะที่อาจารย์เอื้อนยังติดคดีอยู่ในคุก ถือว่ามีมลทิน ทำให้ญาติโยมพุทธศาสนิกชนลดถอยศรัทธาเข้าวัดน้อยลง อาจารย์เอียดก็ไม่มีอำนาจวาสนาและบารมีเหมือนอาจารย์เอื้อน เพราะไม่ได้เตรียมตัวจะเป็นเจ้าอาวาสมาก่อน ได้รับตำแหน่งมาอย่างฉุกละหุก ตามมาด้วยข้อห้ามสารพัด จะทำอะไรก็ไม่ถนัด กล้าๆ กลัวๆ แค่ไปเยี่ยมอาจารย์เอื้อนก็เกรงจะมีเจ้าหน้าที่ตามมาส่งถึงกุฏิ ส่งผลให้วัดสามพระยาที่เคยคึกคักกลับโหรงเหรงไปในพริบตา เพราะว่าใครก็ไม่กล้ามาวัดสามพระยา กลัวถูกข้อหา "เป็นพวกอาจารย์เอื้อน" แล้วถามว่า อาจารย์ละเอียดจะทำอะไรดี

สมัยนี้ ใช่แต่พระวัดสามพระยาเท่านั้นที่ระมัดระวังตัว แต่พระสงฆ์องค์เณรทั่วประเทศก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ขนาดระดับกรรมการ มส. ยังถูกสอยทีละสาม แล้วคุณเป็นใครจะไปสู้กับอำนาจรัฐ ดังนั้น อยู่นิ่งๆ เป็นดีที่สุด กระตุกกระติกเป็นอันตราย รอให้ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยเสียก่อนค่อยออกมายืดเส้น อาจารย์เอียดซึ่งเป็นหนักแหล่มืออาชีพ ช่วงนี้ทำได้เพียงคลอเสียงเบาๆ กลัวเสียงหลุดออกนอกกำแพง

 


 

แต่เมื่อวัดสามพระยาเป็นสนามสอบและตรวจบาลีมายาวนาน แถมยังตั้งอยู่กลางกรุงเทพฯ มีสถานที่พรักพร้อม ถึงคนหรืออะไรๆ จะไม่พร้อม ก็จำเป็นต้องมาสอบและมาตรวจข้อสอบกันที่วัดสามพระยา ถ้าย้ายไปที่อื่นก็จะยิ่งทำให้วัดเศร้าหมอง อาคารสถานที่ โต๊ะตั่งม้านั่ง นับร้อยนับพัน ที่เคยใช้ในสมัยอาจารย์เอื้อนนั้น ก็จะชำรุดทรุดโทรมไวยิ่งขึ้น งานตรวจข้อสอบบาลีปีนี้จึงเป็นปีที่เงียบเชียบที่สุดในประวัติศาสตร์วัดสามพระยา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2503 เป็นต้นมา จะว่าตกต่ำที่สุดก็คงว่าได้ สภาพของวัดสามพระยาวันนี้ ก็คงคล้ายกับวัดมหาธาตุ สมัยพระพิมลธรรม (อาจ) เจ้าอาวาส ถูกรัฐบาลทหารจับสึกและคุมขังในปี พ.ศ.2505 แทบว่าไม่ต่างกัน คือไม่มีใครไป

 


 

บรรยากาศของงานตรวจข้อสอบบาลีสนามหลวงปีนี้ จึงไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีใครกล้าพูดเล่นพูดจริง พูดเล่นก็จะหาว่าลบหลู่ ไม่ให้เกียรติแก่เจ้าของสถานที่ซึ่งติดคุกตะราง ถึงกระนั้นลูกศิษย์ลูกหาของท่านก็ยังคงอยู่ล้นวัด พูดจริงก็จะหมิ่นเหม่ต่อตัวบทกฎหมาย พระกรรมการตรวจข้อสอบจึงแทบว่าจะเดินกันตัวลีบเมื่อย่างเข้าสู่วัดสามพระยา ตรวจเสร็จก็รีบแยกย้ายกันกลับวัด ไม่มีใครรอสวดโอ้เอ้วิหารรายเหมือนสมัยอาจารย์เอื้อนอยู่ ว่ากันว่าไล่ก็ยังไม่ยอมกลับ ปานนั้น

 

 

 

สิ่งสำคัญที่พบเห็นก็คือ ตลอดงานตรวจข้อสอบบาลีปีนี้ ไม่มีพระมหาเถระระดับสมเด็จพระราชาคณะไปร่วมงานเลย ไม่ว่าฝ่ายธรรมยุตหรือมหานิกาย ผอ.สำนักพุทธฯ ก็ไม่ไป ส่งไปเพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ปล่อยงานอันสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา ให้เป็นภาระหน้าที่ของพระระดับรองสมเด็จฯลงมาว่ากันเอง ก็เอวัง !

เอวัง เพราะว่า ถ้าผู้นำทั้งในมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาภาษาบาลี อันเป็นกุญแจไขพระไตรปิฎก นั่นก็เท่ากับปล่อยให้รากฐานของพระพุทธศาสนาคลอนแคลน อาจจะผุพังและล้มครืนได้ในอีกไม่นาน ขนาดทุกวันนี้มีมหาเปรียญอยู่เต็มเมือง ก็ยังมีคนอุตริสอนผิดพระไตรปิฎกบาลีอยู่มากมาย ถ้าไม่มีบาลี พระพุทธศาสนาก็คงสูญสลายไปโดยง่าย ไม่ต้องทำลายก็ตายสิ้น

 

 

ว่าไปแล้ว สื่อต่างๆ ยังให้ความสำคัญกับผลการสอบบาลีปีนี้มากกว่ากรรมการ มส. และ ผอ.สำนักพุทธฯ เสียอีก เพราะเสนอข่าวผลการสอบอย่างทั่วหน้า หลายสื่อถึงกับใช้ศัพท์กับสามเณรที่สอบได้ ป.ธ.9 ว่า "สามเณรสมองเพชร" นั่นเพราะเชื่อว่า ผู้ที่สอบผ่านบาลีชั้นสูงสุด คือ ป.ธ.9 เป็นคนสมองดีเป็นเลิศ ระดับเพชรเม็ดงาม

แต่ถามว่า บรรดาพระผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่ในสำนักพุทธ หายไปไหน ทำไมไม่มาช่วยกันเจียระไนเพชรประดับวงการพระศาสนา มัวไปงมหาก้อนอิฐก้อนดินอยู่ที่ไหน ?

 

 

จริงอยู่ จะอ้างว่า ก็ตั้งแม่กองบาลีให้มีอำนาจในการทำงานเต็มแล้วนี่ แต่ถามว่า ในฐานะผู้นำขององค์กร งานสำคัญระดับชาติ ซึ่งปีหนึ่งมีเพียงครั้ง ทำไมไม่ให้ความสนใจ ขนาดเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน สมัยก่อนถึงกับเสด็จทอดพระเนตรการสอบและพระราชทานรางวัลทันทีด้วยซ้ำ ถึงปัจจุบันก็ยังเสด็จตั้งเปรียญในพระบรมมหาราชวังเป็นประจำทุกปี แบบอย่างอันดีเหล่านี้ทำไมไม่เห็นพระผู้ใหญ่และข้าราชการผู้ใหญ่นำมาใช้ หรือว่ามองไม่เห็นความสำคัญ

เพราะถ้าไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ก็ถือว่าล้มเหลว การดำรงตำแหน่งระดับสูงในองค์กรสงฆ์และหน่วยงานศาสนา ก็ถือว่าล้มเหลวเช่นเดียวกัน

มันเหมือนกับว่า เวลานี้ วงการศาสนาของเราไร้ผู้นำเสียแล้ว มีก็เหมือนไม่มี

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 1 เมษายน 2562

 

ผลสอบบาลีปี 62

ป.ธ.9 ทั่วประเทศ สอบได้ 40

 


 

ที่มา : เฟสบุ๊ควัดสามพระยา : 27 มีนาคม 2562

 

 

อาจารย์เอื้อนยังไม่ลาสิกขา !

 

ศิษย์วัดสามพระยาประกาศสถานะพระอาจารย์ใหญ่

จัดโปรแกรม "เดินเท้าเข้าคุก-เยี่ยมหลวงพ่อ" อย่างต่อเนื่อง

จนกว่า..ศาลจะมีคำพิพากษา

 

 

 

หลังจากศาลได้เปิดบัลลังก์ไต่สวน "คดีเงินทอนวัด" ของอดีตพระพรหมดิลก หรือท่านเจ้าคุณเอื้อน อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม อดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ทายาททางธรรมของอดีตสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) ซึ่งกล่าวขานกันว่า เป็นประหนึ่งสมเด็จพระสังฆราชในฝ่ายมหานิกาย ภายหลังจากอดีตพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ ป.ธ.8) อดีตอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ ถูกรัฐบาลเผด็จการ "สฤษดิ์ ธนะรัชต์" ล้มล้าง จับกุม คุมขัง สั่งถอดยศ ปลดจากตำแหน่ง และขังลืมไว้นานถึง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2505 ถึง 2509 ซึ่งหนึ่งในข้อหาอมตะนั้นก็คือ "มีพฤติกรรมเป็นคอมมิวนิสต์"

 

พอพระพิมลธรรมล้ม ก็เท่ากับสำนักวัดมหาธาตุล้ม ศูนย์อำนาจแห่งใหม่ของคณะสงฆ์ไทยจึงย้ายไปอยู่ที่ "วัดสามพระยา" มาตั้งแต่นั้น จนกระทั่งสมเด็จฟื้น ท่านสามารถสร้างศาสนทายาทระดับ "ซูเปอร์สตาร์" ได้หลายรุ่น รุ่นแรกๆ เรียกนาม "ห้าเสือ" ได้อย่างเหมาะเจาะว่า "นิยม เกี่ยว พลอย ช้อย ช่วง" ซึ่งทั้งห้าท่านเหล่านี้ ได้เข้ามากุมอำนาจบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทย แทนสมเด็จฟื้น ต่อบอลรับลูกกันมาในทีมสามทหารเสือ "นิยม-เกี่ยว-ช่วง" พอมาถึงช่วง น่าจะเป็นช่วงต่อไป กลับกลายเป็นช่วงสุดท้าย เพราะถูกสกัดกั้นไม่ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สาเหตุก็นิดเดียว คือเป็นอุปัชฌาย์ของ "ธัมมชโย" คนโตแห่งคลองสาม ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีก็ปีกกล้าขาแข็ง สยายปีก "ธรรมกาย" ไปทั่วประเทศ แถมยังได้ "แม้ว" มาเป็นศิษย์เอก เลยถูกรัฐบาลทหารขึ้นบัญชีดำ "ไม่ไว้วางใจ" เลยเกิดยุทธการ "ม.44" ปิดล้อมวัดพระธรรมกาย ส่งผลให้ "หลงพ่อ" ต้องแสดงฤทธิ์ หายตัวไป ไม่ปรากฏกายให้เห็นจนบัดนี้

ส่วนอาจารย์เอื้อน หน่อเนื้อเชื้อไขของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ฟื้นนั้น กลับเชื่อมั่นในทฤษฎีที่ว่า "สีเหลืองสีแดงมิใช่ปัญหา เพราะว่าทุกสีย่อมจะมีความจงรักภักดีไม่ต่างกัน" จึงประกาศหนุนธรรมกาย และเชียร์แม้ว ผ่านสื่อมายาวนาน อีกด้านในฐานะ "เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร" ก็ระดมพระสงฆ์สังฆาธิการ "ทั่วกรุง" เข้าไปเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรแด่พระบาทเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่ 10

แต่แล้วสุดท้าย พลังแห่งความจงรักภักดี ก็ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองอาจารย์เอื้อนได้ เพราะถูกมองว่า "เป็นสายธรรมกายในมหาเถร" เป็นบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ อยู่ในกลุ่มที่จะต้องถูก "กวาดล้าง" ออกจากมหาเถรสมาคม ซึ่งประกอบด้วย พระพรหมสิทธิ (ธงชัย) วัดสระเกศ พระพรหมเมธี (จำนงค์) วัดสัมพันธวงศ์ และพระพรหมดิลก (เอื้อน) วัดสามพระยา ซึ่งถูกฟ้าผ่าในวัน-เวลาเดียวกัน คือเช้าตรู่วันที่ 24 พฤษภาคม 2561

 

 

 

พระพรหมสิทธิ-พระพรหมดิลก-พระพรหมเมธี

 

 

พระพรหมจำนงค์ กระโดดข้ามโขงและวิ่งไกลไปถึงเยอรมนี จนบัดนี้ยังไม่ยอมกลับ บิ๊กแป๊ะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เบิกเบี้ยเลี้ยงรอบพิเศษ บินไปรับตัวถึง 2 รอบ ได้แห้วกลับมาเต็มลำ เพราะทางการเยอรมนีไม่ยอมให้ตัว

พระพรหมธงชัย หนีไปได้ 3 วัน ข่าวว่าน่าจะไปไกลถึงลอนดอน แต่สุดท้ายกลายเป็น "ห่วงคนอื่นมากว่าตัวเอง" หันหลังกลับมายอมมอบตัวเจ้าหน้าที่-ต่อหน้าพระประธานในโบสถ์วัดสระเกศ เสร็จ คสช. ไปอีกราย ท่องตำรามาตั้งนาน "สงครามไม่มีคำว่าปรานี" แต่เพราะเป็นพระจึงใช้เมตตานำหน้า คงไม่ต่างจากนาลันทาในวันล่มสลาย หลังมอบตัวไปแล้ว กองเชียร์เจ้าคุณธงชัยบ่นกันพึมพัมเป็นหมีกินผึ้งว่า "กลับมาทำไม ไปถึงไหนแล้ว อะไรไปดลใจให้กลับมา ฯลฯ"

ส่วนพระพรหมดิลก-เอื้อนนั้น กลับทำใจดีสู้เสือ เพราะเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า "ตัวเองไม่ผิดอะไร" ถึงใครจะจับก็ไม่หนี จะสู้ตรงนี้ สู้ที่นี่ สู้จนตาย เลยได้เข้าคุก ถูกจับนุ่งกางเกงก่อนเพื่อน ทั้งๆ ที่ว่ากันว่า ถ้าคิดจะหนีแล้ว ก็น่าจะไปได้ไวและไกลกว่าพระพรหมจำนงค์ด้วยซ้ำไป เพราะเส้นสายของเจ้าคุณเอื้อนทั้งในและต่างประเทศนั้น แน่นหนาและกว้างไกลมาก หากแต่ไม่ยอมใช้เอง เป็นการลิขิตชะตาชีวิตให้เป็นเช่นนั้นเอง..ตถตา ก็ไม่น่าเชื่อ เพราะว่าโดยอุปนิสัยนั้น เจ้าคุณเอื้อนเลือดนักเลงอยุธยา ครบเครื่องทั้งเหลี่ยมทั้งคู บทสู้แล้วไม่เคยถอยและไม่ยอมแพ้ แต่บทจะยอมก็ยอมเสียดื้อๆ จนคนที่คุ้นเคยก็ยังงง ว่าเจ้าคุณเอื้อนเป็นอะไร ทำไมไม่หนี !

แต่การที่พระพรหมดิลก-เอื้อน ไม่หนีคดีนั้น ก็กลายเป็น "จุดดี" คือได้รับการพิจารณาคดี "ก่อน" อาจจะได้รับความเมตตาจากศาล ในฐานะที่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่หนี (มีกรณีพระพรหมเมธีเปรียบเทียบ) มาตรว่าผิดก็ย่อมจะได้รับการผ่อนโทษ จากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นบาง อย่างน้อยก็เชื่อว่า คดีของพระพรหมดิลกจะสิ้นสุดไวกว่าทุกรูป

16 พฤษภาคม 2562 เป็นวันแรก ที่ศาลอาญานัดพิพากษาคดีความของอดีตพระพรหมดิลก ซึ่งศิษยานุศิษย์วัดสามพระยา มีความเชื่ออย่างสนิทใจ "หลวงพ่อของเขาไม่ได้ทำความผิด" และมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่า "ศาลคงจะให้ความยุติธรรมแก่หลวงพ่อของเขา" ซึ่งคงไม่ขออะไรมาก แค่ขอให้ "หลวงพ่อเอื้อน" ยังคงสถานะเป็นพระภิกษุ ได้กลับวัดสามพระยาทั้งผ้าเหลือง

ส่วนในบั้นปลายนั้น ทางศิษยานุศิษย์คงจะมุ่งมั่นดูแล "หลวงพ่อเอื้อน" ของเขาไป..จนกว่าชีวิตจะหาไม่ เพราะคุณงามความดี ที่หลวงพ่อเอื้อนได้สร้างไว้ ในช่วงเวลาแห่งชีวิตที่ผ่านมานั้น มากมายมหาศาล จึงมีคนรักมากมายดังที่เห็น

 

เป็นทั้งเรื่องกรรม เรื่องเวร และเรื่องบุญ เรื่องคุณ

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 17 มีนาคม 2562

 

ขังลืมเกือบปี เพิ่งขึ้นศาลวันนี้ !

 

 

 

คดีเงินทอนวัดเริ่มการสอบสวน

 

อดีตกรรมการ มส. ขึ้นศาลนัดแรก

 

 

 

 

 

อดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย) : อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน)

 

 

 

อา..เรื่อง "จับสึกไว-ไต่สวนช้า" ถ้าจะวัดระยะกันแล้ว คดีเงินทอนวัด ล็อต 3 ของ 2 อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม คือ อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และอดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และอดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ อดีตเจ้าคณะภาค 10 และอดีตประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศไทย ถือว่า ชนะทุกคดี ทั้งเรื่องไวและเรื่องช้า

 

 

 

 

 

 

เรื่องไว : 24 พฤษภา 2561 เวลาเช้า ข้าวปลายังมิทันตกถึงท้อง กองปราบซึ่งสนธิกำลังกัน "ปิดล้อม" พระอารามหลวงทั้ง 3 แห่ง (วัดสามพระยา-วัดสระเกศ และวัดสัมพันธวงศ์) ไว้ตลอดทั้งคืน ก็กรูกันเข้าชาร์จพระมหาเถระ กรรมการมหาเถรสมาคม ทั้ง 3 รูป มีเพียงพระพรหมเมธี  (จำนงค์ ธมฺมจารี) วัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งออกไปกิจนิมนต์ต่างจังหวัด จึงไหวตัวหลบหนีพ้นเงื้อมมือเจ้าหน้าที่ไปได้ จนป่านนี้ก็ยังมิมีทีท่าว่ารัฐบาลจะสามารถนำตัวมาขึ้นศาล เหมือนอดีตกรรมการ มส. อีก 2 ท่าน

 

ส่วน 2 ท่านที่เหลือ ท่านแรก พระพรหมดิลก หรือท่านเจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา นั้น พอทราบว่าเจ้าหน้าที่จะมาจับกุม ก็ทำใจดีสู้เสือ รีบครองผ้าออกมาหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกับสั่งพระเณรในวัดให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย ด้วยความหวังว่า "การมอบตัวโดยละมุนละม่อม คงจะสามารถกลับมาวัดสามพระยาทั้งผ้าเหลืองได้" แล้วก็เดินขึ้นรถเจ้าหน้าที่กองปราบ "ไปไม่กลับ" จนป่านนี้ยังถูก "ขังลืม" อยู่ในคุก

 

 

ท่านต่อมาก็คือ พระพรหมสิทธิ หรือเจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ ท่านนี้ ช่วงหัวค่ำ วันที่ 23 พฤษภา 2561 สายรายงานว่า มีอะไรผิดสังเกต "ผลุบๆ โผล่ๆ" อยู่แถวแนวกำแพงวัด ดูไม่คุ้นหน้าและไม่น่าไว้วางใจ เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน จึงต้องเร้นกายออกจากที่พักกลางดึก ตกเช้า เจ้าหน้าที่เข้าชาร์จจึงพบแต่ความว่างเปล่า ไม่เห็นแม้แต่เงาเจ้าคุณธงชัย

 

เล่ากันว่า เจ้าคุณธงชัย มีญาณพิเศษ ชื่อว่า "ญาณเกลือกองปราบเป็นหนอน" มีคนมีสีกระซิบให้ทราบก่อนเจ้าหน้าที่เข้าวัดไม่กี่นาที หลบหนีไปได้ถึง 3 วัน เจ้าคุณธงชัย ชั่งใจแล้ว ทั้งพระลูกศิษย์ ทั้งโยมที่ใกล้ชิด ล้วนแต่ติดคุกติดตะรางกันเป็นแถว ชาตินี้ อายุเพียงนี้ อะไรๆ ก็เป็นมาหมดแล้ว ทั้งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ทั้งกรรมการ มส. ทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศของพระสงฆ์ไทย เหลือเพียงตำแหน่ง "สังฆราช" เท่านั้น ที่ยังไปไม่ถึง แต่กลับมีตำแหน่งใหม่ "นักโทษของรัฐบาลเผด็จการ" แหมมันเท่ห์พอๆ กับพระพิมลธรรม (อาจ) แห่งวัดมหาธาตุในอดีต เป็นแล้วเท่ห์อย่าบอกใคร

 

เจ้าคุณธงชัยซึ่งว่ากันว่าเป็นคนมีนิสัยนักเลง กล้าได้กล้าเสีย จึงตัดสินใจ "ติดต่อขอเข้ามอบตัวต่อหน้าพระประธานในโบสถ์วัดสระเกศ" ยืดอกเดินเข้าคุกอย่างสง่างาม ไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่ใช้ค้อนทุบประตูตั้ง 2 ชั้น เอาปืนจี้หน้าผาก ลากแขนออกจากมุ้ง ในสภาพล่อนจ้อน "ไม่มีผ้าผ่อนติดตัวแม้แต่ผืนเดียว" ขนาดเจ้าหน้าที่อ่านหมายศาลก็ยังมัวนุ่งสบงอยู่ เหมือนวีรบุรุษบางคน สาวกสาวิกาเห็นแล้วประสานเสียงเพลง "สีทนไม่ได้" ทำกันเกินไป ไม่ไว้หน้าพระอริยะของพวกเราเลย หมดลายราชสีห์ที่เคยคุยโวเอาไว้เสียสิ้น ร้อนถึง "บิ๊กตู่" นายกรัฐมนตรี ต้องออกมา "ขอโทษ" ผ่านสื่อ ชื่ออะไรคงไม่ต้องบอก และสุดท้ายรัฐบาลทหารก็ปลอบใจด้วยการ "ให้ประกันตัว" ออกคุกมาก่อนเพื่อน รู้หรือยังว่าไผเป็นไผ

 

ยุทธการ "สึกสายฟ้าแล่บ 2 พรหม" นั้น รวดเร็วเหมือนฟ้าผ่า ตั้งแต่ ปิดล้อม-จับกุม-สอบสวน-น้ำตัวไปฟ้องศาลอาญา-ศาลพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต ซึ่งศาลก็อ้างว่า คดีมีโทษสูง และกระทบต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชน จึงไม่อนุญาตให้ประกันตัว หมายถึงว่า ทั้งพระพรหมดิลก ทั้งพระพรหมสิทธิ รวมทั้งพระเลขาระดับเจ้าคุณทุกรูปทุกองค์ ต้องสึกสถานเดียว ไม่สึกเองก็ต้องบังคับให้สึก เพราะมีปืนจี้อยู่ข้างหลังคำสั่งศาลอาญา ถือว่าเป็นการประหารชีวิต ก่อนจะพิจารณาคดีความด้วยซ้ำไป

 

 

 

 

 

ยังไม่หมดสิ้น เพราะนอกศาลนั้น คล้อยหลังพระพรหมดิลกขึ้นรถเจ้าหน้าที่ตำรวจออกจากวัดสามพระยาเดินทางไปยังกองปราบได้ไม่กี่นาที กระบวนการ "ถอดยศ-ปลดจากตำแหน่ง" ก็วิ่งแข่งเหมือนคู่ขนาน ข่าวดังติดๆ กันมาหน้าจอทีวีว่า "สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระบัญชาปลดกรรมการมหาเถรสมาคม-มีพระบรมราชโองการถอดยศพระราชาคณะชั้นพรหม" ดังนั้น เมื่อเวลาบ่าย 3 โมง ซึ่งเป็นเวลาที่จะนำตัวไปฝากขังต่อศาลอาญา ก็ปรากฏว่า พระพรหมดิลก ได้กลายเป็น "พระเอื้อน" หรือ "หลวงตาเอื้อน" ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรเหลือเลย ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหรือยศถาบรรดาศักดิ์ เหลือสิ่งสุดท้ายติดตัวก็คือ "ผ้าเหลือง" เท่านั้น ที่ยังต้องลุ้นว่าศาลจะให้ครองต่อไปอีกหรือไม่

 

และแล้วสุดท้ายก็ดังที่ทราบ เวลา 3 ทุ่ม หรือ 19.00 น. ก็มีคำพิพากษา "ประหารชีวิตในผ้าเหลือง" สั่งเปลื้องจีวรพระพรหมดิลก ให้เป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ เพราะศาลท่านบอกว่า "คดีมีอัตราโทษสูง กระทบต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชน และจำเลยอาจจะเข้าไปยุ่งกับพยานหลักฐานได้ จึงไม่อนุญาตให้ประกันตัว"

 

ไม่กี่นาทีถัดมา อาจารย์เอื้อนในชุดนักโทษอุกฉกรรจ์ ก็ถูกนำตัวส่งไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถนนงามวงวาน จนป่านนี้ เกือบจะครบขวบปีแล้ว เพิ่งจะมีข่าวว่า "อดีตเจ้าคุณเอื้อนจะถูกนำตัวขึ้นศาลนัดแรกในวันพรุ่งนี้-28 กุมภา 2562" ส่วนอดีตเจ้าคุณพรหมสิทธิคงจะเป็นคิวต่อไป เพราะมอบตัวช้ากว่า ส่วนพระเลขาของทั้งสองวัดนั้น ก็คงจะทราบข่าวพร้อมๆ กัน

 

แนวทางการสู้คดีนั้น ก็คงต้องเริ่มที่ "หมายจับ" เพราะต้องวิเคราะห์น้ำหนักว่า รูปคดีเป็นคดีร้ายแรงอุกฉกรรจ์จริงหรือไม่อย่างไร ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่ออกหมายเรียก หากเรียกแล้วไม่ไปแสดงตัวจึงค่อยออกหมายจับ ตามหลักสากล เพราะพระทุกรูปล้วนแต่มียศสูงและมีตำแหน่งสำคัญ ถึงจะอ้างว่า "กลัวหนีเหมือนเจ้าคุณจำนงค์" แต่ก็คงไม่สามารถนำมาเป็นบรรทัดฐานได้ ไม่งั้นก็ไม่ต้องมีหมายเรียกอีกต่อไป

 

ยิ่งถ้ามีการสืบหาหลักฐานพยานแล้ว ฟังได้ว่าจำเลยมิได้โกง แต่เป็นการใช้เงินผิดประเภท แบบนี้ คำอ้างของศาลอาญาที่ไม่ให้ประกันตัว แถมยังบอกว่า "เป็นคดีอุกฉกรรจ์" ก็จะเป็นการย้อนแย้งไปในตัว พ้นโทษออกคุกมาวันไหน เป็นได้เป็น "มวลมหาประชาชน" ไปรอต้อนรับอาจารย์เอื้อนและคณะ ยิ่งกว่างานบวชวัดสิงห์

 

อีกด้านหนึ่งนั้น ทางเจ้าหน้าที่กองปราบ ได้ปูดข่าวว่า "มีสีกาเข้ามาพัวพันกับอดีตพระพรหมทั้งสองรูป" รูปแรกคือ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย) ซึ่งมีการปล่อยข่าวว่าพัวพันกับ "สีกาจุ๋ม" โดยมีการโอนเงินผ่านแม่บ้านเป็นการตบตา  แต่เมื่อสืบค้นลึกเข้าไป ก็พบว่า สีกาจุ๋มเคยนำเอาลูกชายไปบวชเป็นพระที่วัดสระเกศ โดยมีพระพรหมสิทธิเป็นพระอุปัชฌาย์ คำครหาว่าด้วยปัญหา "ชู้สาว" ซึ่งเป็นเป้าหมายแรกของเจ้าหน้าที่จึงอ่อนระทวยลงทันใด เพราะการนำลูกชายไปบวช ก็แสดงว่าต้องมีศรัทธา และเคารพนับถือในตัวพระอุปัชฌาย์เป็นอย่างสูง

 

 

 

 

เหลือเพียงประเด็นสุดท้ายก็คือ เรื่องเงิน ถ้าเคลียร์เรื่องเงินได้ ก็น่าจะไม่มีปัญหา ปัญหาก็คือ การบริหารจัดการแบบวัดๆ ที่ผ่านมา จะสามารถทำให้ศาลเชื่อหรือไม่นั่นต่างหาก

 

ส่วนอดีตพระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) ก็โดนแบบเดียวกัน นั่นคือ สตรีกับสตางค์ เข้ามาพัวพันเหมือนกันเด๊ะ โดยสีกาคนดังกล่าวถูกระบุว่า เป็นเจ้าของร้านสังฆภัณฑ์อยู่แถวๆ บางกรวย นนทบุรี และมีการโอนถ่ายเงินคล้ายๆ  กับกรณีเจ้าคุณธงชัยวัดสระเกศ แต่สืบลึกลงไปก็ยิ่งคล้าย เพราะสีกาคนดังกล่าวนอกจากจะมีสามีอยู่เป็นตัวเป็นตนแล้ว ก็ยังเคยนำเอาลูกชายไปบวชพระที่วัดสามพระยา จะว่ามีอะไรในทางชู้สาวอย่างนั้นหรือ ?

 

การข่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังปูดอีกว่า "อดีตเจ้าคุณรูปหนึ่ง นิยมชมชอบการอาบอบนวด ถึงกับไปได้หมอนวดคนหนึ่งมาเป็นคู่ขา อายุ 50 ปี เด็กเชียร์แขกแนะนำให้รู้จัก ชอบใส่ชุดซาฟารีสวมหมวกแก๊ปมาเที่ยวคนเดียว ให้เรียกว่าเฮีย และจ่ายเงินค่ามีอะไรกันถึงครั้งละหลายหมื่น" หมอนวดคนนี้ประวัติเหมือนละครน้ำเน่าในทีวี คือครอบครัวมีปัญหาสามีทิ้ง แถมลูกชายก็พิการ ต้องจำยอมทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด ปิดท้ายรายการด้วยการส่งเสียให้ไปเรียนเสริมสวย

 

กรณีนี้ เซียนพระชี้ว่า ถ้าอดีตเจ้าคุณที่ถูกเพ่งเล็งถึงนั้น มีกึ๋นเพียงแค่ไปใส่หมวกแก๊ปไปเที่ยวอาบอบนวดและได้หมอนวดผ่านเด็กเชียร์แขกดังกล่าว ก็ถือว่าสมน้ำหน้าแล้ว แต่ฟังดูแล้วยังไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ เพราะกรณีนี้ไม่มีการจับกุมแบบคาหนังคาเขา แถมผู้หญิงชื่ออะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเป็นการ "หาพยาน" มาให้การเพื่อปรักปรำ ซึ่งสามารถแก้ตัวได้ง่ายๆ เพียงแค่ว่า "จำหน้าผิด" แต่คนติดคุกนั้นเขาตายไปแล้วทั้งเป็น

 

อย่าลืมว่า ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ คดีพระพิมลธรรมในอดีต ก็ตำรวจไทยทั้งสิ้น ที่ปั้นเรื่องราวสร้างหลักฐานพยานเท็จ ใส่ร้ายป้ายสี จนท่านต้องถูกจับกุมคุมขังอยู่นานถึง 5 ปี สุดท้ายศาลทหารก็พิพากษาว่า "ไม่ปรากฏว่าจำเลยทำผิดตามที่ฟ้องเลย แต่ถูกกลั่นแกล้ง" แถมยังขอให้จำเลยอโหสิกรรมให้ เพราะผู้ที่รุมสะกรัมทำร้ายจำเลยนั้น มีตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชลงมา ถ้าจะเอาผิดติดคุกก็คงมากมายมหาศาล

 

พ.ศ.นี้ จะเป็นการพิสูจน์อีกครั้งหนึ่งว่า ที่ว่า "ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้"

 

วันนี้ จะเริ่มสืบคดีเป็นนัดแรกแล้ว หนทางยังอีกยาวไกล ที่เล่าตั้งแต่ปฏิบัติการจับกุมมาจนถึงขึ้นศาลนัดแรกในวันนี้ เป็นเรื่องของ "ความล่าช้า" ของกระบวนการยุติธรรมในการให้ความยุติธรรม แต่สำหรับการเร่งรัดจับกุมและลิดรอนอิสรภาพนั้นกลับไวยิ่งกว่าใครในโลก ซึ่งก็ไม่แน่ว่า ในบรรดาผู้ต้องหานับสิบเหล่านั้น บางท่าน อาจจะไปไม่ถึงปลายกระบวนการยุติธรรม เพราะอะไรก็ไม่แน่

 

ไม่รู้สินะว่า วันนี้ พระเณรวัดสามพระยา จะเปลี่ยนเส้นทาง จาก "เดินเท้าเข้าคุก" เป็น "เดินเท้าไปศาล" ไปเป็นกำลังใจให้แก่อดีตเจ้าอาวาส หรือไม่

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 28 กุมภาพันธ์ 2562

 

วัดสามพระยาเหงา

สอบบาลีปีนี้ ไม่มีอาจารย์เอื้อน

 


 

 

วัดสามพระยา

 

เป็นทั้งสำนักเรียน และโรงเรียนพระปริยัติธรรมส่วนกลางของคณะสงฆ์ ดำเนินการโดยมหาเถรสมาคม มีผู้บริหารสูงสุดคือ คือ อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ.9 Ph.D) อดีตเจ้าอาวาส ผู้ต้องมลทินเพราะนำเงินไปใช้สร้างอาคารที่พักสำหรับพระภิกษุสามเณร โดยถูกกล่าวหาว่า "ฟอกเงิน" ถูกจับกุมคุมขัง สั่งปลด-ถอดยศ และสั่งจำคุก ภายในวันเดียว เป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดสำหรับพระพุทธศาสนาในรอบ 2500 ปี ที่พระมหาเถระระดับ "รองสมเด็จพระราชาคณะ-กรรมการมหาเถรสมาคม" ถูกรัฐบาลเผด็จการ ดำเนินการอย่างเด็ดขาดและรุนแรงยิ่งกว่าฆาตกร

 

 

 

 

เดินเท้าเข้าคุก เยี่ยมครูบาอาจารย์

 

พระภิกษุสามเณรวัดสามพระยา ยังคงศรัทธาในตัวหลวงพ่อเอื้อนไม่เสื่อมคลาย ชวนกันนั่งรถเมล์-เดินเท้า เข้าคุก เพื่อเยี่ยมเยือน กราบไหว้ ถวายกำลังใจ เพราะพวกเขามีวันนี้ได้ ก็เพราะ..หลวงพ่อ

 

 

 

 

 

พระภิกษุสามเณร สำนักเรียนวัดสามพระยา

 

แสดงความห่วงใยในตัวหลวงพ่อเอื้อน อดีตเจ้าอาวาส

 

ขาดท่านไป เหมือนขาดร่มโพธิ์ร่มไทร

เพราะเมื่อหลวงพ่อติดคุก ลูกพระลูกเณรก็เหมือนติดคุกไปด้วย

วัดสามพระยาเหมือนอยู่ในคุกทั้งวัดในวันนี้

วันที่..ไม่มีเสาหลัก "หลวงพ่อเอื้อน" เหมือนดังเคย

 

 

 

 

ภาพ/ข่าว : โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดสามพระยา

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 14 กุมภาพันธ์ 2562

 

ปิดปากนอกศาล !

 

 

 

สาวกวัดนาป่าพงยกคำสั่งศาลขู่สื่อ

หยุดเสนอข่าวลบเกี่ยวกับคึกฤทธิ์

 

ไม่งั้นจะฟ้องหมิ่น !

 

 

 

 

คึกฤทธิ์ คิดไม่ลึก !

 

 

อา..หลังจากขอต่อศาล "ให้พิจารณาคดีเป็นความลับ" แต่ไม่สำเร็จ วันนี้ คึกฤทธิ์ดิ้นอีกเพลง ให้สาวกออกมาส่งเสียงขู่ "สื่อทุกประเภท" มิให้เสนอข่าวในทางลบกับตัวเอง ยกเว้นข่าวดี ก็เป็นเรื่องที่เรียกว่า พุทธวจน แนวใหม่ ใครฝ่าฝืนก็จะฟ้องหมิ่นประมาท เอ้า ! ไหนล่ะคุณคึกฤทธิ์ เห็นประกาศปาวๆ มาตั้งแต่เริ่มตั้งตัวเป็นศาสดาว่า ให้ซื่อตรงต่อพระธรรมคำสอน สิ่งใดไม่ใช่พุทธวจนก็อย่าไปเชื่อ อย่าไปฟัง อย่าไปทำตาม ดังเช่นพุทธพจน์บทว่า "สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ ความบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตัว" ถ้าแน่ใจว่าตัวเองบริสุทธิ์ก็จะเดือดร้อนอะไร ใครว่าไปก็เป็นเวรกรรมของเขา แล้วทำไมจึงไปอ้างว่า "ตราบใดศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าผิด คึกฤทธิ์ก็ยังบริสุทธิ์"

 

ถามว่า ศาลคือพระศาสดาองค์ใหม่ของลัทธิพุทธวจนอย่างนั้นหรือ จึงสามารถการันตีความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ และถ้าใครไม่ยอมตาม ก็จะฟ้องหมิ่นประมาทเขาน่ะ อยู่ในพุทธวจนข้อไหน เชื่อหรือไม่ว่า มาตรว่าศาลจะพิพากษาว่าผิด คึกฤทธิ์และสาวกก็ยังคงดื้อถือว่าตัวเองบริสุทธิ์อยู่ต่อไป ไม่ต่างจากธัมมชโย

 

ถามด้วยว่า มีพุทธวจนบทไหน บรรทัดใด ที่อนุญาตให้ "ตั้งทีมทนายสู้คดี" ในเวลามีปัญหามาพัวพันตัวเอง

 

นะคุณคึกฤทธิ์นะ ไหนๆ ก็ชอบอ้าง "พุทธวจน" ก็ช่วยอ้างอีกที ว่าที่จะฟ้องร้องน่ะ อยู่ในพุทธวจนเล่มไหน เล่มใหม่หรือเล่มเก่า ?

 

 

 

 

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562


เรื่อง คำสั่งศาลห้ามรายงาน หรือเผยแพร่ข้อความ ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง


เรียน ท่านผู้สื่อข่าว / สื่อมวลชน


สิ่งที่ส่งมาด้วย รายงานกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดธัญบุรี ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 จำนวน 2 ฉบับ

 

ตามที่ มีกลุ่มบุคคล หรือบุคคลภายนอก กระทำการนำภาพและหรือข้อความอันเป็นเท็จ มาโพสต์เผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ประเภทต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ต เวปไซต์ ช่องทางเฟสบุ๊ค และเผยแพร่ช่องทางสื่อมวลชนอื่นๆ แบบสาธารณะ ที่มีข้อความว่า "พระคึกฤทธิ์ ฉ้อโกงเงินกว่า 500 ล้านบาท" และ "อดีตศิษย์แฉ พระคึกฤทธิ์ ฮุบเงิน บริจาค 515 ล้านบาท ..." และข้อความอื่นๆ นั้น

 

ขอเรียนว่า ข้อความดังกล่าวนั้น เป็นเท็จ และเป็นข้อความที่บิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวให้ร้ายแก่ พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถือเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ที่กระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามอันเป็นข้อกำหนดที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ตามคดีหมายเลขดำที่ อ.2098/2560 และ คดีหมายเลขดำที่ อ.2364/2560 ซึ่งศาลได้ออกข้อกำหนดห้ามไว้ใน รายงานกระบวนพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 ว่า

 

"เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และเพื่อให้การดำเนินการบวนพิจารณาของศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงเห็นสมควรออกข้อกำหนดห้ามมิให้คู่ความ และกลุ่มบุคคล ที่มาฟังการพิจาณาคดี หรือบุคคลภายนอก กระทำการดังนี้

 

(1) ห้ามถ่ายภาพคู่ความทั้งฝ่ายโจทย์และจำเลยในบริเวณศาล


(2)
ห้ามถ่ายภาพเคลื่อนไหว เผยแพร่หรือถ่ายทอดภาพเคลื่อนไหวของคู่ความทั้่งสองฝ่ายในบริเวณศาล


(3)
ห้ามรายงาน หรือเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาของศาล โดยไม่ถูกต้อง  หรือเพิ่มเนื้อหา หรือข้อความในลักษณะเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวให้ร้ายคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือใช้ถ้อยคำหยาบคาย เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเสียชื่อเสียง ไม่ว่าจะเผยแพร่โดยผ่านสื่อประเภทใด

 

หากมีการกระทำฝ่าฝืนข้อห้ามอันเป็นข้อกำหนดดังกล่าว ศาลจะถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล"

 

ดังนั้น จึงเรียนมายัง ผู้สื่อข่าว / สื่อมวลชน อย่าหลงเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามบุคคลอื่นที่ให้ข่าวอันเป็นเท็จ ท่านสามารถตรวจสอบความจริง

ในคดีได้ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา และยังถือว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้มีความผิดใดๆ จึงขอความกรุณามายัง ผู้สื่อข่าว / สื่อมวลชน ได้โปรดให้ความเป็นธรรมแก่ พระคึกฤทธิ์ โสตผโล และได้โปรดลบโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จที่โพสต์ไว้ดังกล่าวเสีย และหยุดเสนอข่าวให้ร้ายคู่ความ และได้มีการฟ้องกลับผู้ฟ้องเท็จต่อศาล และจะดำเนินคดีผู้หมิ่นประมาท เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาต่อไป

 

จึงเรียนชี้แจงมาเพื่อทราบ และเพื่อมิให้เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามอันเป็นข้อกำหนดของศาล

 

ขอแสดงความนับถือ

คณะทำงานกฎหมาย วัดนาป่าพง

 

 

 

วัดนาป่าพงร่อนเอกสาร ขอความเป็นธรรมให้พระคึกฤทธิ์

 

คณะทำงานกฎหมายวัดนาป่าพง ได้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง ขอความเป็นธรรมให้ "พระคึกฤทธิ์" โต้ถูกกล่าวหาด้วยข้อมูลเท็จ คดียังอยู่ในการพิจารณาของศาลจำเลยยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

 

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. คณะทำงานกฎหมายวัดนาป่าพง ได้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงมายังสื่อมวลชน ว่า ตามที่มีกลุ่มบุคคล หรือบุคคลภายนอกกระทำการนำภาพ และหรือ ข้อความอันเป็นเท็จ มาโพสต์เผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ ประเภทต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ เฟสบุ๊ค และเผยแพร่ช่องทางสื่อมวลชนอื่นๆ แบบสาธารณะ ที่ข้อความว่า "พระคึกฤทธิ์ ฉ้อโกงเงินกว่า 500 ล้านบาท" และ "อดีตศิษย์แฉ พระคึกฤทธิ์ฮุบเงินบริจาค 515 ล้านบาท ...." และข้อความอื่นๆ นั้น ขอเรียนว่า ข้อความดังกล่าวนั้นเป็นเท็จ และบิดเบือนเบือนข้อเท็จจริง กล่าวให้ร้ายแก่ พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถือเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลที่กระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามอันเป็นข้อกำหนดที่ศาลจังหวัดธัญบุรีตามคดีหมายเลขดำ ที่อ.2098/2560 และ คดีหมายเลขดำ ที่อ.2364/2560 ซึ่งศาลออกข้อกำหนดห้ามไว้ ในรายงานกระบวนพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2562 ว่า

"เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึง เห็นสมควรออกข้อกำหนดห้ามมิให้คู่ความ และกลุ่มบุคคลที่มาฟังการพิจารณาคดี หรือบุคคลภายนอก กระทำการ ดังนี้

 1.ห้ามถ่ายภาพคู่ความทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยในบริเวณศาล 2.ห้ามถ่ายภาพเคลื่อนไหว เผยแพร่หรือถ่ายทอดภาพเคลื่อนไหวของคู่ความทั้งสองฝ่ายในบริเวณศาล 3.ห้ามรายงานหรือเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาของศาลโดยไม่ถูกต้อง หรือเพิ่มเนื้อหา หรือข้อความในลักษณะเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวให้ร้ายคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือใช้ถ้อยคำหยาบคาย เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเสื่อมเสียชื่อเสียง ไม่ว่าจะเผยแพร่โดยผ่านสื่อประเภทใด หากมีการกระทำฝ่าฝืนข้อห้ามอันเป็นข้อกำหนดดังกล่าว ศาลจะถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล จึงเรียนมายังสื่อมวลชน อย่าหลงเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามบุคคลอื่นที่ให้ข่าวอันเป็นเท็จ ท่านสามารถตรวจสอบความจริงในคดีได้ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี

ทั้งนี้ ในเอกสารชี้แจงยังระบุอีกว่า ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา และยังถือว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้มีความผิดใดๆ จึงขอความกรุณาให้ความเป็นธรรมแก่พระคึกฤทธิ์ และขอให้ลบโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ ที่โพสต์ไว้ดังกล่าวและหยุดเสนอข่าวให้ร้ายแก่คู่ความ และได้ดำเนินคดีฟ้องกลับผู้ฟ้องเท็จต่อศาลแล้ว และจะดำเนินคดีผู้หมิ่นประมาท เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาต่อไป

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 14 กุมภาพันธ์ 2562

 

ไก่..ก็ไม่เอาคึกฤทธิ์ !

 

 

ไก่ มีสุข สารภาพบาป

 

เคยเลื่อมใส พาคนเข้าไปหาคึกฤทธิ์

พอเห็นฤทธิ์แล้วแม่เปิดแน่บ

ไม่ไปมาหาสู่ตั้งแต่ปีมะโว้แล้วค่ะ เจ็บแล้วจำ

 

 

 

 

 

ไก่ มีสุข อดีตสาวกสายพุทธวจน

วันนี้ตาสว่าง หันกลับมาหาพระไตรปิฎกตามเดิม

 

 

 

อา..น้ำลด ตอเริ่มผุด ขี้ตมใต้น้ำก็เริ่มเหม็นกระทบจมูกชาวบ้าน ประเดี๋ยวคงมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาเรื่อยๆ เผลอๆ คนในจะออกมาแฉ ก็เตรียมห้อยเหรียญ "เสือเผ่น" ของหลวงพ่อสุด วัดกาหลง เอาไว้ให้ดีนะคุณคึกฤทธิ์นะ รุ่นนี้กำลังมาแรง แพ้คดีคราวนี้ใช่แค่ผ้าเหลืองหลุด แต่ถึงคุกถึงตะรางเชียว

 

ก็นั่นอีกแหละ สำหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทย ไม่เคยเฉลียวใจหรือไรว่า ลองกล้าท้าทายและพิสูจน์พระไตรปิฎกว่าผิดหรือถูกได้ แต่เหตุใดไม่กล้าพิสูจน์ลัทธิใหม่ๆ เช่น "ธรรมกาย-สันติอโศก-พุทธวจน" เป็นต้น ต่างพกพาเอาความมั่นใจเข้าลองของแปลกใหม่ เหมือนน้ำหมักป้าเช็งเมื่อหลายปีก่อน สุดท้ายก็ตายกันเป็นแถวๆ วันนี้รวมความเสียหายสายพุทธวจนปาเข้าไปตั้ง 500 ล้าน ถ้าอยู่นานๆ ก็อาจจะสู้ธัมมชโยได้สบาย นักการเมืองไทยก็เอาสถาบันมาหากิน นักการศาสนาก็เอาศาสดามาหากิน เป็นสูตรสำเร็จมาทุกยุค เจ็บไม่เคยจำซักทีเลยคนไทยหนอ

 

สำหรับ "ไก่ มีสุข" นั้น นั้นว่ามีสปิริตสูงส่งมาก กล้าออกมายอมรับผิดต่อสังคม และขออโหสิต่อทุกผู้คนที่เคยพาเขาไปผิดทาง จิตใจของเธองดงามและกล้าแข็งกว่าผู้ชายบางคนด้วยซ้ำไป เพราะมีผู้ชายบางคนที่เคยหลงผิดเช่นกัน แต่ยังไม่กล้าออกมาสารภาพต่อสังคมไทยจนป่านนี้ เสียทีที่เกิดเป็นชาย

 

 

 

 

 

ไก่ ประกาศลา ลัทธิพุทธวจน อย่างถาวร ไม่เอาแล้วค่ะ

 

 

"ไก่ มีสุข" ขออโหสิฯ หลังเคยหลงผิด เลื่อมใส "พระดัง" ฮุบเงิน 515 ล้าน

เป็นอีกหนึ่งคนที่ถือว่าเป็นสายบุญ สำหรับผู้ประกาศข่าว ไก่ มีสุข ที่มักเข้าวัดทำบุญ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ รวมทั้งเป็นศิษย์ที่เลื่อมใสในพระสงฆ์หลายรูป แต่ล่าสุด หลังมีข่าว พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ที่มีคดีฮุบเงินบริจาคกว่า 515 ล้านบาท รวมถึงอวดอุตริ บิดเบือนหลักธรรมคำสอน

ไก่ มีสุข ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของ พระคึกฤทธิ์ ก็ได้ออกมาเปิดเผยความในใจผ่านอินสตาแกรมอย่างชัดเจนว่า

"มีคนถามไก่มาตลอดเรื่องนี้..ขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ ร่วมชี้แจงนะคะ..เพราะเคยนำพาเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ใน Ig ไปร่วมบุญร่วมศรัทธาด้วย

อนุโมทนา กับ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐท่านนี้นะคะ @thairath ..ถูกต้องตามข่าว ทุกประการ ไก่ออกจากวัดนี้มาตั้งแต่กลางปี 58 ละค่ะ.. เลยถือโอกาสนี้ บอกกล่าวแก่ผู้เคยศรัทธา ที่ไก่นำพาไปบริจาคและเคยนำพาหลายๆท่านเข้าวัดนี้ไปกราบและปฏิบัติ(จากงานแต่งงาน) ว่าขออโหสิกรรมแก่ไก่ด้วยนะคะ..ขอน้อมรับความหลงผิดทุกประการ

พระธรรมที่ยังคงอยู่นั้นถูกต้องตรงจริง (แต่บางส่วน .. สำนัก พ.ท.ว.จ.น ก็สอนผิดนะคะ เราก็ต้องตรวจสอบพระธรรม ยึดจากพระไตรปิฎกเอา) หากแต่ลูกพระพุทธเจ้าท่านใด ถือพระธรรมนั้นไว้และปฏิบัติตนไม่สมควรแห่งการกราบไหว้ เราแค่ถอยออกมา และขอให้ท่านช่วยวางพระธรรมนั่นลง อย่านำมาเป็นหนทางหากินอีกเลย

แต่แม้เรื่องนี้เกิดขึ้นศรัทธาที่ยังคงอยู่อย่างเหนียวแน่นต่อพระศาสนา ของไก่และครอบครัวไม่เคยเสื่อมถอยเลย..ไม่มีท้อแท้ไม่ว่าจะเรื่องการทำบุญ ให้ทาน เจริญสมาธิ ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งเห็นชัดในทุกสิ่ง ที่สำคัญไม่เคยเสื่อมศรัทธาต่อคำสอนของพระพุทธองค์แม้แต่นิดเดียว

ขออนุโมทนาบุญ แก่ผู้เข้าใจและเปิดใจ ไม่หลงมัวเมาศรัทธาในตัวบุคคลมากกว่าพระธรรมของพระพุทธเจ้านะคะ..และขออโหสิกรรมแก่ท่านใดก็ตามที่ไม่รู้ข้อมูลแบบลึกๆเพียงพอ แล้วอาจสร้างกรรมทางความคิด ทางวาจา ทางการกระทำต่อไก่ทั้งในอดีต ในตอนนี้ และในอนาคต นะคะ.

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 13 กุมภาพันธ์ 2562

 

แฉซ้ำคึกฤทธิ์ !

 

 

ฟอกเงินกว่า 500 ล้าน

 

ทีมงานบางคนรวยอื้อ จ่ายโบนัสกันบาน

ปีละ 3 แสน - 5 แสน เห็นแล้วจะเป็นลม

 

 

 

 

พุทธวจน ลัทธิแห่งความรวย

แต่คนซวยคือคนเชื่อ เพราะเชื่อต้องจ่าย ไม่เชื่อไม่ต้องจ่าย

 

 

แฉเจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ฮุบเงินบริจาคญาติโยมกว่า 500 ล้านบาท

ประธานกลุ่มพุทธพจน์จากพระไตรปิฎก แฉ "พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล" เจ้าสำนักพุทธวจน เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ฮุบเงินบริจาคญาติโยมกว่า 515 ล้านบาท อ้างนำไปซื้อที่ดิน-พิมพ์หนังสือ แต่กลับโอนเข้าบัญชีพระคนสนิท กลุ่มอดีตศิษย์สุดทน ยื่นร้องศาลธัญบุรี อึ้งเจ้าหน้าที่วัดนาป่าพง มีโบนัส 300,000-500,000 บาท

เมื่อวันที่  12 ก.พ. นายมานพ บุญชื่น ประธานกลุ่มพุทธพจน์จากพระไตรปิฎก พร้อมด้วยนายจักร์กริช ทรัพย์ไพศาล อดีตศิษย์วัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี ได้เปิดเผยข้อมูลต่อผู้สื่อข่าวว่า  ตามที่ทางกลุ่มพุทธพจน์ฯ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง เจ้าสำนัก "พุทธวจน" คลอง 10 ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ได้มีการตัดทอนพระไตรปิฎก บิดเบือนพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า กล่าวอวดอุตริมนุสสธรรม อันไม่มีในตน และฉ้อโกงหลอกลวงเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา นำไปใช้ไม่ตรงตามความประสงค์ของผู้บริจาค โดยได้ร้องเรียนต่อเจ้าคณะผู้ปกครอง และแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจกองปราบปรามแล้วนั้น พร้อมกันนี้ยังได้ยื่นฟ้องพระคึกฤทธิ์ กับพวก ต่อศาลจังหวัดธัญบุรี เมื่อเดือนเม.ย. 2560 ในข้อหาฉ้อโกงเงินบริจาคค่าจัดพิมพ์หนังสือพุทธวจน และเงินบริจาคผ่อนซื้อที่ดินข้างวัดนาป่าพง ซึ่งศาลได้ประทับรับฟ้องเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2561 โดยศาลจังหวัดธัญบุรี ได้สอบคำให้การของพระคึกฤทธิ์ เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ซึ่งพระคึกฤทธิ์ให้การปฏิเสธ ทั้งนี้ศาลจึงนัดสืบพยานโจทก์ และพยานจำเลย ในช่วงเดือน พ.ค. และ มิ.ย. ต่อไป

นายจักร์กริช กล่าวว่า ตนได้เข้าไปเป็นลูกศิษย์พระคึกฤทธิ์ เมื่อประมาณปี 2557-2559 และได้ร่วมบริจาคเงินให้กับวัดนาป่าพงเป็นจำนวนมากถึงประมาณ 15 ล้านบาท  แต่ที่มาทำให้เกิดข้อสงสัยและนำไปสู่การยื่นฟ้องต่อศาล คือ พระคึกฤทธิ์ ได้ขอรับบริจาคเงินในการจัดพิมพ์หนังสือและซื้อที่ดิน แต่กลับพบว่าในการจัดพิมพ์หนังสือนั้น มีหนังสือที่จะจัดพิมพ์อยู่แล้วในโกดัง แต่พระคึกฤทธิ์ก็ยังบอกบุญคณะศิษย์ของบฯไปจัดพิมพ์หนังสือใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องที่ดินนั้นพบว่า ทางพระคึกฤทธิ์ได้บอกบุญคณะศิษย์ไปว่า จะขอรับบริจาคเพื่อที่ทางวัดจะซื้อที่ดินเพิ่มข้างวัดจำนวน 80 ไร่ แต่เมื่อมีการบริจาคไปแล้ว กลับพบว่าเงินไปเข้าบัญชีของมูลนิธิพุทธโฆษณ์ที่ทางพระคึกฤทธิ์ตั้งขึ้น ซึ่งเท่ากับว่าเมื่อมีการซื้อที่ดินไปจะเป็นที่ดินของมูลนิธิฯ ไม่ได้เป็นที่ดินของวัด

นายจักร์กริช กล่าวต่อไปว่า ตนและทางกลุ่มพุทธพจน์ฯ ยังตรวจพบหลักฐานสำคัญว่า พระคึกฤทธิ์ ได้เปิดบัญชีในนามวัดนาป่าพง กับ ธนาคารไทยพาณิชย์  สาขาคลอง  10 ธัญญบุรี และธนาคารกสิกรไทย สาขาคลอง 6 ธัญบุรี เพื่อรับเงินบริจาคจากญาติโยม แต่เมื่อมีการบริจาคผ่านทั้ง 2 บัญชีดังกล่าวแล้ว จะมีการโอนเงินเข้าบัญชีของพระผู้ช่วยของพระคึกฤทธิ์ทุกครั้ง โดยช่วงปี 2555-2559 มีการโอนจากธ.ไทยพาณิชย์ กว่า 272 ล้านบาท และจากธนาคารกสิกรไทย กว่า 243 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 515 ล้านบาท โดยที่ไม่มีหลักฐานการที่พระคึกฤทธิ์ นำเงินสดที่เบิกถอนดังกล่าว ไปใช้ตามความประสงค์ของญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาในการจัดพิมพ์หนังสือและซื้อที่ดินแต่อย่างใด ขณะเดียวกันยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า พระคึกฤทธิ์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปทำอะไรบ้าง แต่เท่าที่ทราบเจ้าหน้าที่ของวัดนาป่าพงบางคนมีโบนัสประจำปีสูงถึง 300,000-500,000 บาทต่อคน ขณะที่พระคึกฤทธิ์ ยังมีรถประจำตัวราคาสูงถึงคันละ 9-10 ล้านบาทด้วย  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง เป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการนำคำสอนตามพระธรรมวินัย มาทำให้เข้าใจง่าย โดยใช้คำว่า "พุทธวจน" ซึ่งทางพระคึกฤทธิ์ อ้างว่า เป็นคำสอนที่มาจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ไม่ผ่านการดัดแปลงใดๆ จนทำให้มีลูกศิษย์มากมาย รวมทั้งคนดังในวงการบันเทิง เช่น ไตรภพ ลิมปพัทธ์ เคยนิมนต์ไปออกรายการทูไนท์โชว์มาแล้ว รวมไปถึง "ไก่" มีสุข คุณดิลกชัยพัฒน์ พิธีกรรายข่าวชื่อดัง แต่เมื่อรู้ข้อเท็จจริงในการรับเงินบริจาคของวัดนาป่าพง ก็ได้ถอนตัวออกจากการเป็นศิษย์วัดนี้แล้ว

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 12 กุมภาพันธ์ 2562

 

 

คึกฤทธิ์ขึ้นศาล !

 

 

อดีตศิษย์ฟ้องอาญาข้อหาฉ้อโกง 500 ล้าน

 

อ้างว่าจะเอาไปทำโน่นนี่นั่น แต่ไม่ทำตามที่พูด เลยโดน

คึกฤทธิ์อาย ขอศาลพิจารณาลับ แต่ศาลไม่อนุญาต

 

 

อา..มาแล้วฮ่ะ มาแต่ของเขา ของเราไม่เห็นมา มาวันนี้ มิใช่ธรรมดา แต่ว่าเป็นระดับ "ศาสดาแห่งลัทธิพุทธวจน" เก่งกาจที่สุดในโลก รู้คนเดียวในโลก ขนาดคณะสงฆ์ไทยตั้งแต่สังฆราชลงไปยังรู้น้อยกว่าคึกฤทธิ์ เปรียญ 8 เปรียญ 9 มจร. มมร. และไม่ว่า ม.ไหน กลายเป็น "เดียรถีย์" ในสายตาของคึกฤทธิ์หมด ในโลกใบนี้มีสำนักวัดนาป่าพงเท่านั้น ที่สอนถูกต้องตามพุทธวจน ซึ่งคัดมาจากเสาอโศก อาทิเช่น สกิเทว เทวดาคราวเดียว ฮา !

 

แน่นอนว่า ถ้าสามารถเอาผิดคึกฤทธิ์ได้ ก็เท่ากับ "ล้มช้าง" จะเป็นผลงานอมตะไปอีกร้อยปี โดยสตรีเพียงคนเดียวคือ ครูนัท ณัฐนันท์ สุดประเสริฐ ผู้ซึ่งวันก่อนก็สอนมวย "อ้อยเตโช" เจ้าลัทธิเตโชวิปัสสนาให้หน้าแตกหน้าศาลมาแล้ว คึกฤทธิ์จึงเป็นรายต่อไป ถ้าแพ้ครูนัทละคึกฤทธิ์เอ๊ย เปลี่ยนไปนุ่งผ้าถุงเถอะ อย่านุ่งสบงทรงจีวรอีกต่อไปเลย เสียศักดิ์ศรีนายพันหมด

 

 

 

 

 

 

คึกฤทธิ์ พุทธวจน

ขอให้ศาลพิจารณาคดีลับ

พุทธวจนะหรือคำสอนของพระตถาคตนั้น ยิ่งเปิดเผยยิ่งรุ่งเรือง ปิดไว้ไม่รุ่งเรือง แต่คำสอนของเดียรถีย์นั้น ยิ่งปิดไว้ยิ่งรุ่งเรือง เปิดเผยไม่รุ่งเรือง ถามว่า คึกฤทธิ์ใช้หลักการอะไร ระหว่างพุทธกับเดียรถีย์ ในการสู้คดีครั้งนี้ โถถัง นึกว่าจะขอให้ศาลถ่ายทอดสด เหมือนตอนเดี่ยวไมโครโฟนในวัดนาป่าพง กลายเป็นกลัวอับอาย หมดลายศาสดาแห่งพุทธวจนหมดเลย

 

 

คึกฤทธิ์ คลานเข่าเข้าวัดปากน้ำ

เมื่อตอนมีข่าวจะโดนสอบครั้งแรก กลัวโดนจับสึก เลยเล่นการเมืองด้วยการวิ่งเต้นเข้าหาผู้มีอำนาจ ผู้ที่ตัวเองเคยประกาศประจานว่าเป็นเดียรถีย์ เพราะไม่สอนพุทธวจนะมาก่อนนั่นเอง พูดอย่างทำอย่าง ทำให้รู้ว่า อ้อ ! พอเกิดปัญหาขึ้นมา พุทธวจนเขามีวิธีการแก้ปัญหาแบบนี้นี่เอง เลอเลิศประเสริฐศรีไม่มีใครเทียม

 

 

 

คึกฤทธิ์ VS ครูนัท

 

ศาลฯไต่สวนคดี "พระคึกฤทธิ์" ฉ้อโกงเงินกว่า 500 ล้าน

 

ปทุมธานี 11 ก.พ. : ศาลจังหวัดธัญบุรี นัดพิจารณาสอบคำให้การ พระคึกฤทธิ์ เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง คดีฉ้อโกงเงินบริจาค 515 ล้านบาท นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ขณะที่อดีตลูกศิษย์ฝั่งโจทก์ยืนยันต่อสู้จนถึงที่สุด 

 

บ่ายวันนี้ (11 ก.พ.) ศาลจังหวัดธัญบุรี นัดสอบคำให้การในคดีฉ้อโกงคดีอาญา โจทก์ยื่นฟ้อง พระอธิการคึกฤทธิ์ โสตถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี กับพวก รวม 2 คดี คือ

 

1. กรณีนำเงินบริจาคของญาติโยมที่อ้างว่าจะนำไปจัดพิมพ์หนังสือ แต่กลับนำไปใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ 

2. กรณีฉ้อโกงเงินค่าซื้อที่ดินข้างวัด โดยในชั้นแรก ศาลชั้นต้น ได้นัดพิจารณาไต่สวนมูลฟ้อง ทั้ง 2 ฝ่าย 

 

โดยฝั่งโจทก์ นายจักรกริช ทรัพย์ไพศาล ผู้เสียหาย โจทก์ยื่นฟ้องพระอธิการคึกฤทธิ์ อดีตโยมอุปัฏฐาก เดินทางมาพร้อมนายมานพ บุญชื่น ประธานกลุ่มพุทธพจน์จากพระไตรปิฎก, และทีมทนายความ นายปรีชา เพชรล้อมทอง, นายเกรียงไกร โชคบุญนำมา ทนายความและเลขานุการกลุ่มพุทธพจน์จากพระไตรปิฎก เข้าให้การต่อศาลพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริง

 

นายจักรกริช ทรัพย์ไพศาล ผู้เสียหายหรือโจทก์ ยื่นฟ้องพระอธิการคึกฤทธิ์ อดีตโยมอุปัฏฐาก กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ปี 2556 พระคึกฤทธิ์ ได้ขอรับบริจาคเงินจากญาติโยมรวมถึงตน โดยอ้างว่าจะนำเงินไปจัดพิมพ์หนังสือพุทธวจนะเพื่อแจกฟรีให้กับญาติโยมที่มาวัด แต่พบหลักฐานภายหลังว่าไม่ได้นำไปจัดพิมพ์ตามที่เปิดรับบริจาค และอีก 1 คดี คือขอรับบริจาคเพื่อจัดซื้อที่ดินข้างวัดเพื่อขยายพื้นที่วัด แต่กลับพบว่านำไปใช้อย่างอื่น ตลอดระยะเวลาที่เปิดรับบริจาคเข้าทั้ง 2 บัญชี เป็นจำนวน 515 ล้านบาท โดยตนได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรี เมื่อเดือนเมษายน 2560 และศาลสั่งประทับฟ้องเนื่องจากทั้ง 2 คดี มีมูลความผิดอาญา จึงรับพิจารณาเป็นคดีอาญาในข้อหาฉ้อโกง หมายเลขดำที่ อ.2098/2560 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2364/2560 ทั้งนี้ฝ่ายผู้เสียหายยืนยันจะต่อสู้คดีถึงที่สุด 

 

ขณะที่ฝ่ายจำเลย พระอธิการคึกฤทธิ์ โสตถิผโล ปฏิเสธให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน พร้อมมอบให้ทนายยื่นคำร้องพิจารณาคดีลับหลัง

 

 

ที่มา : สำนักข่าวไทย : 12 กุมภาพันธ์ 2562


 

ยื่น ยุบ มูลนิธิธรรมกาย !

 

 

ดีเอสไอมอบของขวัญส่งท้ายปีเก่า

 

เล่นเอาธัมมชโยหมดตูด !

 

 


 

 

 

อา..ก็ถือว่าเซียนพระคาดไม่ผิด คือเห็นว่า ป่วยการเปล่าการกับส่งกองกำลังเข้าปิดล้อมวัดพระธรรมกาย หรือตามไล่ล่าท่านธัมมชโย เพราะจะไม่ได้ผลทั้งสองทาง แต่กำลังของธัมมชโยที่เห็นนั้น ก็มีอยู่เพียงในนาม "มูลนิธิ" ที่ตนเองตั้งขึ้นมาบริหารเป็นนอมินี มีมูลค่านับแสนล้าน !

 

อ่านแล้วจะตกใจ เงินในมูลนิธินั้นมิใช่เงินวัด แต่สามารถใช้ได้ครอบจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคให้วัด ให้องค์กรการกุศลอื่นใด ให้แก่สาธารณะ จัดกิจกรรมทั้งด้านศาสนาและวัฒนธรรม ฯลฯ ที่สำคัญก็คือ สามารถตั้งใครก็ได้ให้มาเป็นกรรมการมูลนิธิ โดยไม่ต้องผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถึงขนาดพูดกันว่า ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายนั้น ไม่ได้อยู่ในสายตาของธัมมชโย เพราะของรักของหวงตัวจริงนั้นอยู่ที่..มูลนิธิธรรมกายและมูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทน์ นั่นเอง

 

มูลนิธิธรรมกายและมูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทน์ จึงเปรียบเสมือน "แขนขา" ของธัมมชโยอย่างแท้จริง ถึงจะเอาขาจริงวิ่งหนีไปได้ แต่สุดท้ายก็..ไปไม่รอด เพราะถูกยุบมูลนิธิ ยึดทรัพย์เข้าหลวง หลวงพ่อเห็นทีจะได้อยู่ใน..ยูทู๊ป ไปตลอดกาล เอวัง ภันเต !

 

 

 

 


 

 

ภาพสุดท้ายของธัมมชโย ก่อนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

 

 

 

 

หนังสือดีเอสไอถึงอัยการสูงสุด

ขอให้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อมีคำสั่งยุบมูลนิธิธรรมกาย

 


 

ที่มา : รายการ เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ : 29 ธันวาคม 2561


 

สอน ว. อย่าตอแหล !

 

 

ศ.ดร.สมภาร พรหมทา ออกโรง

 

สอน ว. เรียนให้รู้ ไม่รู้จริงอย่าพูด !

 

 

 

 

อา..ก็บอกแล้วไงว่า คุณนายวอน่ะ เธอตอแหลมาตั้งนาน ขนาดประกาศว่า "ยศ ทรัพย์ อำนาจ ไม่ควรแก่พระ ใครไปรับก็ไม่ใช่พระ" สุดท้ายตัวเองก็คลานเข่าเข้าวัดปากน้ำ ไปรับตราตั้งจากสมเด็จช่วง ไอ้ที่เคยปรามาสธรรมกายว่าเป็น "ลัทธิอันตรายต่อพระพุทธศาสนาของไทย" ก็เลยกลายเป็น "ผู้สนับสนุนลัทธิธรรมกาย" ไปเสียงเอง มิใช่เพราะอะไร ก็แค่..อยากเป็นเจ้าคุณ เท่านั้นเอง พอถูกวิจารณ์ก็น่าจะสำเหนียกนำไปพิจารณาตามแบบปัญญาชน กลับออกสันดานดิบ "เขียนด่า" แถมยกในรั้วในวังมาอ้าง ว่าที่ตนเองต้อง "เสียสัตย์" ไปนั้น ก็เพราะในวังบังคับ บังคับให้ตอแหล !

 

 

 

 

โอม มะลึกกึ๊กกึ๋ย !

 

เดี๋ยวจะเสกคาถาให้คนไทยเลือกคนดีเข้าสภา ให้บิ๊กตู่เป็นนายกอีกสมัย

 

 


 

คบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง

 

 

ว. รอเป็นเจ้าคุณ "รุ่นฟ้าสั่ง" ตั้งหลายปี ทั้งๆ ที่คุณสมบัติ "ล้นแก้ว" แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีพระบรมราชโองการ "ตั้ง ว." เป็นเจ้าคุณ ทั้งๆ ที่ บิ๊กตู่เอย พงศ์พรเอย ล้วนแต่เคยเข้าไปในไร่เชิงตะกอนของ ว. มาแล้วทั้งสิ้น น่าจะใช้ "ม.44" ตั้ง ว. เป็นโฆษก คสช. ด้วยซ้ำไป สุดท้าย ว. ก็วิ่งไปรับตำแหน่งผู้อุปถัมภ์สันติภาพจากยูเอ็น ซึ่งหาใครที่ตอแหลเก่งไม่ได้ ก็เลยมาคว้าเอาวอไป จุดมุ่งหมายก็เพื่อให้พระไทยไปทะเลาะกับพระพม่า ให้พุทธหันมาด่ากันเอง เกี่ยวกับปัญหาโรฮิงญา หาเรื่องชัดๆ

 

 

 

 

วันก่อน ว. ก็ออกมาพ่นน้ำลาย "ให้เลือกคนมีศีลเข้าสภา อย่าเลือกนักการเมืองพันธุ์ศรีธนญชัย" บ๊ะ แบบนี้มันเหี้ยด่าเหี้ยนี่หว่า เพราะ ว. ก็ตัวแหลตัวพ่อ เป็นศรีธนญชัยรุ่นพี่ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ทุศีล แต่กลับไปแนะนำให้คนอื่นมีศีล ใครเชื่อก็โง่บรรลัย

 

วันนี้ ว. ก็สตอบอแหลอีก อ้างนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" ว่ายกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาสากล แต่กลับถูก "ศ.ดร.สมภาร พรมทา" ซึ่งเป็นทั้งอดีตนักศึกษาระดับแนวหน้าในมหาจุฬาฯ (มจร) วัดมหาธาตุ มาก่อน เป็นรุ่นครูบาอาจารย์ ออกมา "สั่งสอน" ว่าให้ศึกษาก่อนสะสม รู้ไม่จริงก็อย่าพูด พูดไปมันอายเขา นี่ถือว่าเบาๆ นะ แต่อย่าลืมว่า ระดับ ศ.สมภาร พรมทา ถ้าไม่เหลืออดเหลือทนแล้ว คงไม่ออกโรงให้เหนื่อยหรอก บอก "ละอ่อนเชียงราย" ให้อ่านเยอะๆ เรียนแยะๆ อย่าแก่แดด ก็ไม่รู้มันจะรู้เรื่องหรือเปล่า คนประเภทดื้อตาใส พูดไปก็ไลฟ์บอย

 

 

 

 

 

ศ.ดร.สมภาร พรมทา

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา : มติชน : 16 ธันวาคม 2561

 

สยบอ้อยเตโช !

 

 

ศาลอาญาพิพากษาสอนนุ่มๆ

 

ไม่หมิ่นประมาท คดีไม่มีมูล ยกฟ้อง !

 

 

อ้อย เตโช VS ณัฐนันท์ สุดประเสริฐ

 

 

 

 

 

 

อา..ถามว่า ที่ไปที่มาของเรื่องนี้เป็นอย่างไร ก็ขอเรียนว่า สืบเนื่องมาจากคำถามสาธารณะต่อ "วาทกรรม" ของนางอ้อยเตโช หรือนางอัจฉราวดี วงศ์สกล ผู้อาจหาญประกาศตนเองเป็น "ผู้บรรลุธรรม" ในรูปแบบใหม่ ปฏิบัติโดยใช้วิธี "เตโชวิปัสสนา" ซึ่งไม่เคยมีปรากฏในพระพุทธศาสนามาก่อน แต่นางคนนี้อ้างว่า "สมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง ได้มาสอนสั่งตนเองในเวลานั่งสมาธิ" จึงเรียกวิธีนี้ว่า เตโชวิปัสสนา แถมนางยังตั้งตัวเองเป็น "ศาสดา" ผู้บรรลุธรรมโดยที่ไม่ต้องออกบวช ออกหนังสือชื่อว่า "ฆราวาสบรรลุธรรม" ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะว่าใครๆ ก็อยากบรรลุธรรมง่ายๆ โดยไม่ต้องออกบวช จึงซื้อหนังสือไปอ่าน เหมือนหิวข้าวผัดกะเพราจนตาลาย อยากไปนิพพานจนตัวสั่น เลยเข้าทาง 18 มงกุฎยุคใหม่ ไม่ต่างไปจาก "เณรคำ" ที่อ้างว่า..ชาติหน้าไม่ขอมาเกิด

 

 


 

 

ต่อมา ปรากฏภาพและเสียงว่า นางอ้อยเตโช ได้สร้างวาทกรรม "ปรามาส" พระภิกษุสงฆ์สามเณร "ส่วนใหญ่" ในประเทศ ว่าไม่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ปฏิบัติสู้ตัวเองไม่ได้ ถึงกับออกแคมเปญ "ไม่ต้องไปวัด ไม่ต้องบริจาคให้วัด ฯลฯ" พร้อมกับการสร้างสำนักของตนเองขึ้นมา และทำการค้าขายสินค้า มีศาสนพิธีเหมือนวัดทั่วไป โดยใช้ให้พระสงฆ์มานั่งเป็นบริวารของนาง ที่สำคัญยังปรากฏภาพของการ "สอนพระสงฆ์" ว่าด้วยการปฏิบัติ และพยากรณ์มรรคผลนิพพานให้แก่สาวกของตัวเองไปมากมายหลายสิบรูป/คน มียศตั้งแต่พระโสดาบันไปจนกระทั่งพระอนาคา

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม เป็นหนึ่งในผู้ที่ตั้งคำถามต่อบทบาทของนางอ้อยเตโช ซึ่งนางได้ออกมาตอบโต้ว่า "เป็นกระบวนการของคนที่สูญเสียผลประโยชน์" และจะดำเนินการฟ้องร้องเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง โดยเล่นลิ้นสะบัดสำนวนว่า "กฎแห่งกรรมทำงานช้า ขอใช้กฎหมายทำงานก่อน" อดีตสาวกที่นางอ้อยประกาศฟ้องหมิ่นประมาทนั้นมีจำนวน 5 คนด้วยกัน โดยบางคนก็ไม่อยากเปลืองตัว ยินยอมขอโทษ ก็จบเรื่องไป ซึ่งนางอ้อยก็ประกาศชัยชนะไปแล้วด้วย แต่สำหรับ คุณเกศรา รัตนูปการ นั้น เด็ดเดี่ยว ตายเป็นตาย ไม่ยอมก้มหัวให้แก่นางอ้อย และโชคดีที่ได้อาจารย์ณัฐนันท์ สุดประเสริฐ ซึ่งเป็นนักต่อสู้เพื่อพระสงฆ์สามเณรลูกชาวบ้านมานาน มาเป็นทนายว่าความให้

 

สุดท้าย วันนี้ มีคำพิพากษาศาลอาญาออกมาแล้ว ปรากฏว่า ศาสดาอ้อยเตโช แพ้ราบคาบ ศาลพิพากษาเด็ดขาดว่า เห็นว่า ข้อความทั้งหมดเป็นการแสดงความคิดเห็นและระบายความรู้สึกของจำเลยที่มีต่อโจทก์ ที่สืบเนื่องมาจากหนังสือและวิจารณ์หลักคำสอนซึ่งเป็นเรื่องความเชื่อ ไม่ใช่สิ่งที่ชี้ชัดยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องถูกผิด กรณีจึงหาใช่เป็นการใส่ความให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังไม่ ไม่เป็นหมิ่นประมาท คดีไม่มีมูล และยกฟ้อง เล่นเอาศาสดาแห่งเตโชวิปัสสนา หมดราคาไปเลย

 

จบกันแล้วอ้อยเอ๋ย กฎหมายไม่ทำงาน รอกฎแห่งกรรมก็ทำงานช้า สงสัยต้องส่งมือปืนไปเก็บซะเองแล้วกระมัง ถึงจะได้ผลทันใจ !

 

 

 

 


คดีหมายเลขดำ ที่ อ.1433/2561

คดีหมายเลขแดง ที่ อ.3482/2561

ความ : อาญา

โจทก์ : นางสาวอัจฉราวดี วงศ์สกล

             โดยนายปิยะพงศ์ บุญสนอง ผู้รับมอบอำนาจ

จำเลย : นางเกศรา รัตนูปการ

ข้อหา : หมิ่นประมาท

 

วันที่รับฟ้อง 21/05/2561

วันที่ครบอุทธรณ์ 03/01/2562

วันที่ตัดสิน 03/12/2561

 

คำฟ้อง

ข้อ 1 : คดีนี้โจทก์มอบอำนาจให้ นายปิยะพงศ์ บุญสนอง เป็นผู้มีอำนาจฟ้องร้องและดำเนินดีนี้กับจำเลยแทนโจทก์  

ข้อ 2 : เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 เวลาใดไม่ปรากฏชัด ทั้งกลางวันและกลางคืนจำเลยบังอาจกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญา กล่าวคือ จำเลยได้เจตนาใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ด้วยการโฆษณาเผยแพร่ข้อความ แสดงความคิดเห็นอันเป็นเท็จลงไปในระบบคอมพิวเตอร์ คือ บัญชีผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ "Jaruvat Chanposri" ด้วยบัญชีผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ "เกศรา รัตนูปการ"  ซึ่งเป็นของจำเลย มีข้อความว่า

"อันนี้เป็นข้อบกพร่องอย่างแรงของเจ้าสำนัก (หมายถึงโจทก์) ที่แจกตำแหน่งพระอริยะให้กับศิษย์ทำให้หลายๆ คนเกิดความอยาก และหลงตัวเอง ถือทิฏฐิว่าธรรมสูงกว่าคนอื่น บางคนอายุน้อยแต่ลูบหัวคนแก่ เพราะตัวเองเป็นอนาคามี    แถมโสดาบันยังลักลอบเป็นชู้กับสกิทาคามี ก็มีนะคะ"

อันนี้เป็นจริงที่รู้และเห็นจากเจ้าตัวที่ออกมาจากสำนักแล้ว ซึ่งมีความหมายว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี เป็นคนบกพร่องไม่น่าเชื่อ แจกตำแหน่งพระอริยะซึ่งเป็นลำดับชั้นของผู้บรรลุธรรมให้แก่บรรดาผู้มาปฏิบัติธรรมในสำนักปฏิบัติธรรมของโจทก์ ด้วยการหลอกลวง ยกย่องว่ามีระดับในการปฏิบัติขั้นสูงกว่าผู้อื่นปลูกฝั่งให้ปฏิบัติตนไม่ดี ให้เป็นคนไม่มีสัมมาคารวะล่วงเกินผู้อาวุโส ปลูกฝังให้ผู้อื่นปฏิบัติตนขัดทำนองคลองธรรมหรือศีลธรรมอันดีมีแต่คนไม่ดีมารวมกันในสถานที่ของโจทก์ ซึ่งการใส่ความของจำเลยนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ทั้งนี้ โจทก์มิได้เป็นคนไม่ดี โจทก์ได้เผยแพร่หลักธรรมคำสอนตามศาสนาพุทธด้วยความสุจริต มิได้หลอกลวงแจกตำแหน่งพระอริยะหรือลำดับขั้น ในการปฏิบัติธรรมให้บรรดาผู้มาปฏิบัติธรรม และมิได้ส่งเสริมให้ปฏิบัติตนผิดศีลธรรมอันดี และสถานที่ของโจทก์เป็นสถานที่รวมผู้ปฏิบัติธรรมที่แสวงหาทางเจริญที่ดี ฉะนั้น การกระทำของจำเลยโดยประการดังกล่าว น่าจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติคุณ ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังจากบุคคลที่สามที่ได้พบเห็น อ่าน หรือเข้าถึงข้อมูลที่จำเลยได้เผยแพร่โฆษณาไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ของเฟสบุ๊คได้อย่างไม่จำกัด

ข้อ 3 : การกระทำของจำเลยดังกล่าวข้างต้น เป็นการใส่ความโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียง มีฐานะในทางสังคมวงกว้างและเป็นที่รู้จักของบุคคลในหลากหลายวงการด้วยกันโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสีย ถูกดูหมิ่น  ถูกเกลียดชัง  จากบุคคลที่สามผู้ที่พบเห็นข้อความ และ หรือเข้าถึงข้อมูลที่จำเลยได้เผยแพร่โฆษณาไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ของเฟสบุ๊ค อันเป็นความผิดต่อกฎหมาย

เหตุเกิดที่ : แขวงพระโขนง  เขตวัฒนา  กรุงเทพมหานคร

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328

คำพิพากษา

พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เห็นว่าข้อความที่โจทก์ระบุว่าจำเลยเขียน ตามเอกสารหมาย จ. 5 ในส่วนที่ระบายสีเขียว จะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงความรู้สึกของวิญญูชนทั่วๆ ไป เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าข้อความที่กล่าวนั้นถึงขั้นที่ทำให้ผู้ถูกหมิ่นประมาทน่าเสียชื่อเสียง บุคคลอื่นดูหมิ่นเกลียดชังหรือไม่ มิใช่พิจารณาตามความรู้สึกของผู้ถูกกล่าวถึง แต่ฝ่ายเดียว และจะพิจารณาแต่เพียงถ้อยคำเฉพาะส่วนใดแยกเป็นส่วนๆ ไม่ได้ เมื่อพิจารณาภาพรวมรายละเอียดของข้อความทั้งหมดตามเอกสารหมาย จ.5 ลักษณะของกระทู รวมทั้งประเด็นปัญหาและเป้าหมายที่ผู้กล่าวเขียนต้องการจะสื่อถึงผู้อ่านประกอบกัน เห็นว่า ข้อความทั้งหมดเป็นการแสดงความคิดเห็นและระบายความรู้สึกของจำเลยที่มีต่อโจทก์ ที่สืบเนื่องมาจากหนังสือและวิจารณ์หลักคำสอนซึ่งเป็นเรื่องความเชื่อ ไม่ใช่สิ่งที่ชี้ชัดยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องถูกผิด กรณีจึงหาใช่เป็นการใส่ความให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังไม่ ไม่เป็นหมิ่นประมาท คดีไม่มีมูล

พิพากษายกฟ้อง

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค แฉไลน์ฉาว คึกฤทธิ์ โสตถิผโล เจ้าสำนักวัดนาป่าพง : เว็บไซต์ศาลอาญากรุงเทพฯใต้

15 ธันวาคม 2561


 

จ่อยุบมูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ !

 

มูลนิธิอันดับหนึ่งของประเทศไทย

 

ในข้อหาฟอกเงิน ผิดวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

 

 

 

 

 

 

อา..วันนี้มีภาษาไทยวันละ 2 คำ มาเสนอท่านธัมมชโยและท่านทัตตชีโว นะจ๊ะ ได้แก่ "ยึด" กับ "ยุบ"

 

ยึดนั้น ยึดทรัพย์สินสมบัติประดามี ไปเป็นของหลวง

 

ส่วน "ยุบ" นั้น คือสั่งยกเลิกสถานะทางกฎหมาย หมายถึงว่า จะทำอะไรในนามของมูลนิธิไม่ได้อีกต่อไป ใช่แต่เท่านั้น ครั้นถูกยุบแล้ว ทรัพย์สินที่ยังคงเหลืออยู่ ก็จะถูกนำไปใช้หนี้สินที่ถูกฉ้อฉลมาเข้ามูลนิธิ ที่เหลือก็จะถูกยึดหลวงเป็นจุดสุดท้าย

 

สำหรับการ "ยุบ" มูลนิธิของธรรมกายนั้น บรรดากูรูหรือเซียนพระสายวัดปากน้ำ ก็คาดการณ์มาตั้งนานแล้วว่า ปัญหาธรรมกาย ถ้าจะใช้คีโมเข้ารักษา แบบว่าจำกัดฤทธิ์เดชไว้ไม่ให้เติบใหญ่ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากการ "สั่งยุบมูลนิธิ" ของธรรมกายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิธรรมกาย มูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทร์ ฯลฯ

 

สาเหตุของปัญหานั้นก็มาจากบรรดามูลนิธิเหล่านี้แหละ เป็นแหล่งทำกิจกรรมของวัด เหมือนแยกเงินออกเป็น 2 ส่วน หรือ 2 กระเป๋า แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ในนามมูลนิธิ ที่ใช้ในนามของวัดนั้นมีน้อยมาก สัดส่วนแทบจะอยู่ที่ 80/20 เลยทีเดียว เป็นปัญหา "ลับลวงพราง" ให้ประชาชนคนไทยไขว้เขว เข้าใจไปว่า กิจกรรมที่ทำในนามมูลนิธินั้นเป็นกิจกรรมของวัด ซึ่งก็ใช่ แต่ไม่ใช่

 

แม้แต่ตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย" ก็มิได้ยิ่งใหญ่ในสายตาของท่านธัมมชโย จึงยอมสละออกไปก่อนเพื่อน แต่ธัมมชโยเชื่อว่า "มูลนิธิสำคัญกว่า" เพราะสามารถระดมทุนและทำงานได้ โดยไม่ต้องรายงานผ่านมหาเถรสมาคมหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถมยังสามารถ จำหน่าย จ่ายโอน ทรัพย์สินได้สะดวกกว่าวัดเป็นไหนๆ แล้วเรื่องอะไรจะสนใจวัด สนใจมูลนิธิไม่ดีกว่าหรือ

 

การที่รัฐบาล "โฟกัส" ปัญหาธรรมกายไปที่ "มูลนิธิ" จึงถือว่า "เข้าใจถูกต้อง" และเดินทางถูกทาง ถ้าหากสั่งยุบมูลนิธิที่ว่านี้ลงไปได้ ก็จะเป็นการ "สลายกำลัง" ของธรรมกายออกไป เหลือแต่เพียง "ตัววัด" ให้พระเณรปัดกวาดกันต่อไป ถือได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ฉลาดและเป็น เมื่อไม่ต้องการเห็นการทำร้ายระหว่างชาวพุทธด้วยกัน แม้จะต่างลัทธิ ซึ่งเป็นเพียงความเชื่อ ก็ต้องดำเนินการ "ควบคุม" ให้อยู่ในความพอดี

 

 

ดูไปแล้ว "ฝีมือ" ของบิ๊กตู่ก็ไม่ธรรมดา ถึงออกอาวุธช้า แต่ก็ชัวร์ ลงดาบแต่ละทีเล่นเอาธัมมชโยสะท้าน ทั้งหนีตาย แถมทรัพย์สินมูลนิธิ "แหว่ง" ไปทีละแถบๆ ละหลายหมื่นล้าน

 

 

 

 



 

ดีเอสไอชงอัยการสูงสุดเสนอศาลยุบมูลนิธิจันทร์ ขนนกยูง นำทรัพย์เฉลี่ยคืนสหกรณ์คลองจั่น

ดีเอสไอเตรียมชงอัยการสูงสุด ยื่นฟ้องศาล ยกเลิกมูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เอี่ยวฟอกเงินทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น นำทรัพย์สินเฉลี่ยคืนสมาชิกสหกรณ์ฯ

วันนี้ (29 พ.ย.) เวลา 10.30 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผอ.กองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน และนายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้า คดีพิเศษที่ 24/2560 กรณีการกล่าวโทษมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (พระธัมมชโย) และกรรมการ ในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวว่า ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาต่อนายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหลอกลวงให้นำเงินมาฝากที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด โดยอ้างว่าจะได้ผลตอบแทนสูง และเมื่อประชาชนหลงเชื่อและได้นำเงินมาฝากแล้วได้มีการกระทำการทุจริตในสหกรณ์ มีการนำเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ไปโดยไม่ชอบ ความเสียหาย 20,000 กว่าล้านบาท สมาชิกเสียหายประมาณ 50,000 คน สามารถติดตามทรัพย์คืนสหกรณ์ฯ ไปแล้วทั้งเงินสด 1,500 ล้านบาท และ รายการทรัพย์ 299 รายการ มูลค่า 3,800 ล้านบาท ตามคำสั่งทางศาลแพ่ง โดยดีเอสไอได้ดำเนินคดีฟอกเงินต่อเนื่องอีกหลายคดี รวมถึงคดีวัดพระธรรมกายที่ได้สรุปสำนวนส่งสำนักงานอัยการคดีพิเศษและอัยการคดีพิเศษได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาไปแล้วนั้น

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวอีกว่า การดำเนินคดีเกี่ยวกับการฟอกเงินได้สอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2560 กรณี นายธรรมนูญ อัตโชติ กับพวก ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีฟอกเงินกับ มูลนิธิมหารัตนอุบาสิกา จันทร์ขนนกยูง ในพระอุปถัมภ์พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (พระธัมมชโย) และกรรมการมูลนิธิฯ ที่ได้รับเงินจำนวน 125 ล้านบาท จาก นายศุภชัย โดยทางการสอบสวนมีข้อมูลเพียงพอแจ้งข้อกล่าวหาต่อนางวรรณา จิรกิติ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ และ น.ส.อารีพันธุ์ ตรีอนุสรณ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิฯ ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (3), 5, 9 และ 60

ทั้งนี้ นางวรรณา ผู้ถูกกล่าวหาได้เข้าชี้แจงต่อสู้ข้อกล่าวหาและยื่นพยานหลักฐานต่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ซึ่งการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงได้สรุปสำนวนการสอบสวนและมีความเห็นทางคดี เพื่อจะได้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ถูกกล่าวหาไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวว่า ดีเอสไอยังตรวจพบเส้นทางการเงิน นายศุภชัยได้สั่งจ่ายเช็คในนามสหกรณ์ฯ คลองจั่นอีก 11 ฉบับ เข้าบัญชีพระธัมมชโยโดยตรงกว่า 530 ล้านบาท และสั่งจ่ายเช็คเข้าบัญชีวัดพระธรรมกายอีก 700 ล้านบาท เพื่อนำไปสร้างอาคารลูกโลกและวิหารคต รวมเงินทั้งสิ้นเกือบ 1,500 ล้านบาท ซึ่งทาง ปปง.ได้มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินชั่วคราวทั้งเงินสดและอาคาร 2 หลังแล้ว

นอกจากนี้ ในส่วนการติดตามตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการติดตามทั้งในและนอกประเทศซึ่งมีเบาะแสเข้ามาตลอด สำหรับกิจการในวัดพระธรรมกายให้ 4 ฝ่าย ทั้ง จังหวัดปทุมธานี เจ้าคณะจังหวัด สำนักพุทธศานา และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วยกันดูแล อย่างไรก็ตาม คดีฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ฯ คลองจั่น ขณะนี้มีทั้งหมด 23 คดี เสร็จสิ้นแล้ว 12 คดี หากพบเส้นทางการเงินเพิ่มจะขยายผลสอบเพิ่มคดีต่อไป

ด้านนายขจรศักดิ์กล่าวว่า วัดพระธรรมกายรวมถึงวัดสาขาในต่างจังหวัดมีเฉพาะที่ดินที่เป็นของวัดเท่านั้นโดยวัดพระธรรมกายที่ จ.ปทุมธานี มีที่ดิน 196 ไร่ ส่วนที่เหลือทั้งหมดถือครองในชื่อมูลนิธิฯ ทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่ามูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ฯ กระทำความผิดในคดีฟอกเงินเนื่องจากหลักฐานในทางอาญาพบว่าเงินในสหกรณ์เข้ามาในมูลนิธิฯ และขยายออกไป อัยการสำนักสอบสวนฯ จึงเสนอให้ดีเอสไอส่งคำร้องถึงอัยการสูงสุดขอให้ดำเนินการในทางแพ่งโดยร้องต่อศาลให้มีคำสั่งยกเลิกมูลนิธิฯ และให้ทรัพย์สินของมูลนิธิตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมาย ป.แพ่ง มาตรา 134 เนื่องจากเงินที่ออกจากสหกรณ์ฯ ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเช็ค 27 ใบ แต่ยังออกมาในรูปแบบเงินสดและทรัพย์สินอื่นอีกจำนวนมากเพื่อกวาดล้างคดีที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ฯ ให้จบในคราวเดียว เนื่องจากวัดพระธรรมการยังมีมูลนิธิที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกันอีกหลายแห่งทั้งนี้ การสอบสวนทุกคดี

ทำอย่างต่อเนื่องและมีความเคลื่อนไหว แต่จากหลักฐานที่ปรากฏเป็นผลให้ต้องขยายผลการสอบสวนไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 30 พฤศจิกายน 2561


 

ผ่านกะรุ่งกะริ่ง !

 

ครม. บิ๊กตู่ ผ่าน พรบ.การศึกษาสงฆ์

 

หลังตัดมาตราสำคัญทิ้งไป

 

 

อา..ปัญหาประหลาดสำหรับประเทศไทย ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพากันเมินเฉยมานาน เลยทำให้ประเทศสาละวันเตี้ยลง ไปไม่ถึงไหน ก็ไม่มีอะไรมาก มีเพียง 2 ปัญหา คือ ครูโง่กับพระโง่

 

พระกับครูนั้น ถือว่าเป็นผู้ปั้นทายาทให้แก่สังคม ครูให้ความรู้ พระให้ความดี แต่ทั้งครูและพระนั้น ปัจจุบันกลับมีความรู้น้อย แต่ก็ยังมีหน้าที่อันสำคัญอยู่เช่นเดิม เยาวชนในชาติจึงขาดทั้ง "ความรู้และความดี"

 

ไม่ว่าจะกี่รัฐบาลที่ผ่านมา ก็ไม่มีใครใส่ใจปัญหานี้อย่างจริงจัง ปล่อยทิ้งปล่อยขว้าง แก้ปัญหาแบบปัดสวะไปวันๆ มุ่งมั่นก็แต่ "หาเสียง" เอาเงินเป็นหมื่นล้านแสนบ้านไปหว่านโปรยในฤดูเลือกตั้ง ปัญหา "ครูโง่-พระโง่" ก็โตมาจากปัญหา "ผู้นำโง่" นี่ไงปัญหาของประเทศไทย ไม่แก้วันนี้แล้วจะแก้วันไหน

 

แก้ยังไง ? ก็ไม่มีทางอื่นนอกจาก "เอาคนที่มีความรู้และเก่งมาเป็นครู" ส่วนพระนั้นก็เอาคนดีและเก่งมาเป็น ดีอย่างเดียวก็ไม่พอ การจะได้คนดีและคนเก่ง รัฐก็ต้อง "ทุ่มเท" สรรพกำลังในการสร้างคนขึ้นมา มิใช่ปล่อยปละละเลยดังที่เห็นและเป็นอยู่ สั่งประชาชนให้ท่องกลอนอยู่ทุกวี่วันว่า "สถาบันหลักของประเทศไทยมี 3 คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์" แต่กลับให้ "ศาสนา" ทำการศึกษากันเอง แบมือขอเงินรัฐบาลเหมือนขอทาน น่าสงสารสถาบันหลักของประเทศเสียจริง อยู่นานหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหา แต่อยู่แล้วทำอะไรที่เป็นประโยชน์ยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติพระศาสนาบ้าง อยู่แบบนี้สิ ดีกว่าเยอะ !

 

 

 

ใส่แต่ข้าวปลา แต่ไม่ใส่สติปัญญาให้พระสงฆ์

 

คงรอให้ตรัสรู้เอาเองมั๊ง ?

 

 

ครม.ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.การศึกษาสงฆ์

คณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม ขณะที่คณะสงฆ์อนุโมทนารัฐบาลหนุนการเรียนพระ-เณร มีกฎหมายรองรับ ทำงานคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ชี้ การศึกษาสงฆ์ เป็นการสร้างคนดีให้แก่สังคม


วันนี้ (26 พ.ย.) นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการ พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.... แล้ว โดยหลังจากนี้ จะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณา ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป


พระราชวรมุนี (พล อาภากโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม ในฐานะคณะกรรมการประสานงานแผนยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา (คปพ.) กล่าวว่า พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม เป็นอีกเรื่องที่อยู่ในแนวทางการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา และเมื่อ ครม. ให้ความเห็นชอบ พ.ร.บ. ดังกล่าว เชื่อว่าสร้างความยินดีให้แก่คณะสงฆ์ทั่วประเทศแน่นอน เพราะถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ด้านการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย และจะทำให้การบริการการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ทั้งแผนกธรรม-บาลี และแผนกสามัญศึกษา เป็นระบบ มั่นคง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากทางรัฐบาล ที่สำคัญจะทำให้พระภิกษุสามเณรได้รับการศึกษาที่ครบถ้วนสมบูรณ

พระราชวัชราภรณ์ (สมพงษ์ ฐิตวํโส) เจ้าอาวาสวัดชูจิตธรรมาราม ประธานกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่มที่ 3 กล่าวว่า ขออนุโมทนาต่อ ครม. ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการ พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.... เพราะถือเป็นความหวังต่อคณะสงฆ์ทั้ง 3 ส่วน คือ  การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม -บาลี และแผนกสามัญศึกษา เมื่อมี พ.ร.บ.รับรอง การทำงานการศึกษาคณะสงฆ์ก็จะสะดวก เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และเกิดความมั่นคงต่อพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม การศึกษาถือเป็นพื้นฐานทุกส่วนของชาติ ซึ่งการศึกษาของคณะสงฆ์ก็เป็นหนึ่งในระบบการศึกษาชาติ ที่เน้นส่งเสริมพระภิกษุ สามเณร ที่อยู่ในระบบคณะสงฆ์ให้ได้รับการศึกษาควบคู่กับศึกษาพระธรรมวินัย เชื่อว่า หลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ สามารถพัฒนาคุณภาพของคนได้ดี เนื่องจากเด็กที่เป็นสามเณรเมื่อได้เรียนรู้ศีลธรรมจะเกิดการซึมซับ และหากอยู่ต่อเป็นพระภิกษุ ก็จะช่วยดูแลงานพระศาสนา และช่วยงานบ้านเมือง แต่หากลาสิกขาก็จะเป็นผู้ที่ผ่านการศึกษาทางธรรมเชื่อว่า จะเป็นคนดีให้แก่สังคมได้

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 27 พฤศจิกายน 2561


อายัด "รัตนะ" มหาวิหารคด

 

อาคารใหญ่ที่สุดในโลกของธรรมกาย

 

ไม่สามารถใช้เป็นฐานการเมืองได้อีกต่อไป

 

 

ชิตัง เม เอวัง !

 

 

 

 

 

 

อา..วิหารคด ชื่อแปลกๆ ของอาคารอันอลังการงานสร้างที่สุดของท่านธัมมชโย กลายเป็น "วิหารคด" ไม่ตรง เพราะถูก ปปง. อายัดไว้ในข้อหาคดโกง "เป็นสถานที่ฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น" เหมือนกรณี "อาคาร 100 ปี" ที่ถูกอายัดไปก่อนหน้า แบบว่า อาคารร้อยปี เป็นอาคารทันสมัยไฮเท็คที่สุด แต่สำหรับ "รัตนมหาวิหารคด" นั้น เป็นอาคารยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้ เพราะมีความยาวถึง 16 กิโลเมตร มีความจุรองรับคนได้ถึง 1,000,000 คน (อ่านว่า หนึ่ง-ล้าน)

 

รัตนมหาวิหารคดหลังนี้นี่แหละ ที่เป็น "จุดศูนย์กลาง" ทางกิจกรรมของโลก ที่ท่านธัมมชโยบรรจงสร้างขึ้นมา งานใหญ่ระดับโลกต่างๆ นานา ได้รับการจัดในมหาวิหารแห่งนี้ ทีนี้ว่า เมื่อถูกอายัดไว้ก็ไม่สามารถจะใช้งานได้อีกต่อไป กิจกรรมอะไรต่างๆ ก็ต้องหยุดชะงักหมด เดินหน้าต่อไปไม่ได้ สุดท้ายที่กรุงเทพเลยฮ่ะ

 

 

 

 

 

ใช่แต่เท่านั้นนะฮะ ถ้าดูในรูปแล้ว ความ "คด" ของอาคารหลังนี้ ยังกินเนื้อที่ "ตีรอบ" มหาธรรมกายเจดีย์ เจดีย์ทรงจานบิน อันลือลั่นในโลกนั้นไว้อีกด้วย ก็แปลว่า นอกจากจะทำกิจกรรมในมหาวิหารคตไม่ได้แล้ว มหาธรรมกายเจดีย์ที่อยู่ด้านใน ก็ถูกห้ามใช้-ห้ามเข้าไป อีกด้วย

 

ที่น่าสงสารก็คือ "พระพุทธรูปปางกาโม่" ที่ท่านธัมมชโย "บอกบุญ" ให้ญาติโยมสร้างเป็นพระประจำตัว ประดิษฐานไว้บนมหาธรรมกายเจดีย์ถึง "หนึ่งแสนองค์" เหล่านั้น ก็เหมือนถูกอายัดไปด้วยเช่นกัน เพราะอยู่ในบริเวณเดียวกัน เหมือนบริเวณรอบบ้านถูกยึด ตัวบ้านก็เท่ากับโดนยึด เพราะยึดโยงไว้ในบริเวณเดียวกัน

 

 

อยากจะบอกว่า นี่คือ "สุดท้ายของท่านธัมมชโย" อย่างแท้จริง เพราะเมื่อมหาวิหารคตถูกอายัด ก็เท่ากับถูก "ห้ามทำ" กิจกรรมระดับโลกทุกชนิด จะก่อสร้างใหม่ก็คงไม่ไหว แค่ค่าน้ำค่าไฟเดือนละเป็นร้อยๆ ล้านบาท ทุกวันนี้ก็แทบจะกินของเก่า ต้องบอกบุญญาติโยมให้ช่วยกัน "ช่วยเหลือวัด" ต่างกับสมัยทักษิณครองเมือง ตอนนั้นสยายปีก "ยึดครองประเทศไทย" คิดการณ์ใหญ่ระดับโลก วันนี้ถูก "ลดความซ่า" เหลือแค่กางเกงในตัวเดียว ภาษาอีสานเรียกว่า "เหลือแต่หำ" เวรกรรมอะไรหนอ !

 

 

 

 

 

 

 

ปปง.อายัดเพิ่ม อาคาร 800 ล้าน "รัตนวิหารคต" ธรรมกาย โยงทุจริตสหกรณ์คลองจั่น

 

ปปง.อายัดเพิ่ม อาคารมหารัตนวิหารคต วัดพระธรรมกาย มูลค่า 778 ล้านบาท ไว้ตรวจสอบเป็นเวลา 90 วัน หลังพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงการทุจริตเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ของ "ศุภชัย ศรีศุภอักษร" ศิษย์เอกธรรมกาย

รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เผยแพร่คำสั่ง คณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย.206/2561 เรื่องอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิดไว้ชั่วคราว โดยมีใจความสำคัญคือการสั่งอายัด อาคารมหารัตนวิหารคต ของวัดพระธรรมกาย ตั้งอยู่บนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 186,187,188 และ 189 เลขที่ดิน 7,8,9 และ 10 ตำบลคลองซอยที่ 2 ฝั่งตะวันออก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินคือมูลนิธิธรรมกาย มูลค่า 778,400,000 บาท มีกำหนดไม่เกิน 90 วันนับแต่วันที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติ กล่าวคือวันที่ 25 ก.ย.61 ถึงวันที่ 23 ธ.ค.61

ทั้งนี้สืบเนื่องจาก สํานักงาน ปปง.ได้รับรายงาน จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตามหนังสือที่ ยธ 0805/1863 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2561 เรื่อง ขอส่งเรื่อง เพื่อดําเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งเป็นกรณีมีพฤติการณ์แห่งการกระทํา ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกง หรือยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ กล่าวคือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดําเนินการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษที่ 27/2559 โดยผลการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าวัดพระธรรมกายได้รับเงินตามเช็ค สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จํากัด นําเข้าบัญชีเงินธนาคารของวัดพระธรรมกาย เป็นเงินรวม 778,400,000 บาท

และจากการขยายผลการตรวจสอบวิเคราะห์เส้นทางการเงินยังพบว่าวัดพระธรรมกายได้นําเงินดังกล่าวไปใช้ ในการก่อสร้างโครงการมหารัตนวิหารคด

โดยในสํานวนคดีพิเศษที่ 27/2559 มีการดําเนินคดีกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องหาที่ 1 พระเทพญาณมหามุนี หรือพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ในขณะนั้น) หรือพระธัมมชโย ผู้ต้องหาที่ 2 นางสาวศรัณยา มานหมัด ผู้ต้องหาที่ 3 นางทองพิน กันล้อม ผู้ต้องหาที่ 4 และนางสาวศศิธร โชคประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 5 ซึ่งได้นําเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จํากัด ไปโอนมอบให้บุคคลอื่นอีกหลายราย เป็นจํานวนหลายครั้ง โดยมีลักษณะของการโอนเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทําความผิด หลายวิธีการเพื่อซุกซ่อน ปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือปกปิดอําพรางการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับ การกระทําความผิดเหล่านั้นในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร

พฤติกรรม ของผู้ต้องหา กล่าวคือตามวันเวลาที่เกิดเหตุ ระหว่างปี พ.ศ. 2552 - พ.ศ. 2555 นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวก ได้เขียนเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จํากัด จํานวน 27 ฉบับ จํานวนเงิน 1,458,560,000 บาท สั่งจ่ายเงินให้กับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ในขณะนั้น) หรือพระธัมมชโย วัดพระธรรมกาย และนางสาวศศิธร โชคประสิทธิ์ โดยมีเจตนาทุจริตการกระทําเข้าข่ายความผิด ฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร อันเป็นความผิดมูลฐานตาม มาตรา 3 (3) มาตรา 5 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า นายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดดังกล่าว

ในการนี้ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 10/2559 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ที่ประชุม มีมติมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดําเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ประกอบกับคําสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ ม.255/2559 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2559 เรื่อง มอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับ การกระทําความผิด รายนายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก (กรณีนําเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จํากัด ไปมอบให้บุคคลอื่นหลายรายเป็นจํานวนหลายครั้ง) และคําสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน ที่ ม.302/2561 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 เรื่อง มอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด (เพิ่มเติม) รายคดี นายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก (กรณี วัดพระธรรมกายรับเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จํากัด เกี่ยวกับโครงการอาคารมหารัตนวิหารคด) พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการตรวจสอบรายงานการทําธุรกรรมหรือข้อมูลเกี่ยวกับการทําธุรกรรมของบุคคล ดังกล่าวแล้ว ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่านายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก (กรณีวัดพระธรรมกายรับเงินจาก สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จํากัด เกี่ยวกับโครงการอาคารมหารัตนวิหารคด) มีพฤติการณ์กระทําความผิด เกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกง หรือยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ หรือเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทํา ความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน และจากการตรวจสอบข้อมูลการทําธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด

รวมทั้งจากการรวบรวมพยานหลักฐาน ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการ กระทําความผิด จํานวน 1 รายการ พร้อมดอกผล และเนื่องจากทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดในคดีนี้ เป็นอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคาร ตามโครงการอาคารมหารัตนวิหารคด อันเป็นทรัพย์สินที่ปรากฏหลักฐานในทาง ทะเบียนในการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้มีสิทธิครอบครอง โดยผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้มีสิทธิครอบครอง อาจดําเนินการทางนิติกรรมโอนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือผู้มีสิทธิครอบครองในทางทะเบียนได้ หากมิได้มี การออกคําสั่งให้อายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ชั่วคราว เมื่อเจ้าของหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีสิทธิในทรัพย์สิน ดําเนินการโอน จําหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินดังกล่าวไปเสีย และหากต่อมาศาลได้มีคําสั่ง ให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน สํานักงาน ปปง. อาจไม่สามารถติดตามทรัพย์สินดังกล่าวกลับคืนมาได้ จึงเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่านายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด และอาจมีการโอน จําหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินดังกล่าว

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 34 (3) และมาตรา 48 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มติคณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 17/2561 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561 และระเบียบคณะกรรมการธุรกรรมว่าด้วยการรับเรื่อง การตรวจสอบ การพิจารณาดําเนินการ และการควบคุมตรวจสอบการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2556 ข้อ 25 คณะกรรมการธุรกรรม จึงมีคําสั่งอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดไว้ชั่วคราว จํานวน 1 รายการ พร้อมดอกผล คือ อาคาร ตามโครงการอาคารมหารัตนวิหารคด ตั้งอยู่บนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 186 ,187, 188 และ 189 เลขที่ดิน 7, 8, 9 และ 10 ตําบลคลองซอยที่ 2 ฝั่งตะวันออก อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน มูลนิธิธรรมกาย ในมูลค่าประมาณ 778,400,000 บาท (เจ็ดร้อยเจ็ดสิบแปดล้าน สี่แสนบาทถ้วน) มีกําหนดไม่เกิน 90 วัน (เก้าสิบวัน) นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติ กล่าวคือ นับตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2561 ถึงวันที่ 23 ธันวาคม 2561

ทั้งนี้ ให้รวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจําหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวหรือสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์หรือดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวด้วย

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการธุรกรรม ปปง.ได้ออกคำสั่งที่ ย.87/2561 อายัดอาคารตามโครงการ 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินจำนวน 91 แปลง อยู่ในชื่อมูลนิธิธรรมกาย มูลนิธิธรรมประสิทธิ์ หลังสอบสวนเส้นทางการเงินคดียักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด พบว่า มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย โดยมูลนิธิธรรมกายได้รับเงินจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผ่านเช็คจำนวน 27 ฉบับ รวมวงเงิน 1,458 ล้านบาท และนำเงินไปใช้ในการก่อสร้างโครงการ 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงด้วย

ปัจจุบันภายหลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานอื่นในกระบวนการยุติธรรม ได้เข้าตรวจสอบการกระทำความผิดของอดีตพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกายแล้ว ได้มีการดำเนินคดีต่อพระธัมมชโย กับพวกเป็นจำนวนกว่า 200 คดีแล้ว โดยอดีตพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อยู่ระหว่างหลบหนีคดีฐานความผิดร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน รับของโจร และถูกถอดถอนออกจากสมณศักดิ์ไปเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2560

สำหรับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ถูกคุมขังในเรือนจำ หลังศาลชั้นต้นตัดสินมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์วงเงิน 22 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 14 ปี ก่อนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลดโทษลงกึ่งหนึ่งเหลือ 7 ปี และยังมีคดีฟ้องร้องอีกหลายคดี รวมถึงคดีแพ่งที่ให้ชดใช้เงินคืนกว่า 9 พันล้านบาทด้วย

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 16 พฤศจิกายน 2561


 

เว้นวรรค !

พุทธะอิสระประกาศ : ไม่เป็นพระ 1 ปี

ยกพระบาลี สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง !

 

 

อา..รู้สึกว่า นายสุวิทย์ เอ๊ย คุณสุวิทย์ จะสับสน นะฮะ กับการยกพุทธพจน์ "สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง" ที่แปลว่า "ความบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์ นั้น รู้ได้เฉพาะตน" ซึ่งข้อนี้เป็นการพิจารณาตนเอง แต่สำหรับ "สถานภาพของพระ" นั้น เป็นคนละประเด็นกัน เพราะการจะเป็นพระนั้น ต้องมีหมู่สงฆ์รับรอง และตรวจสอบความบริสุทธิ์ ถึงจะอ้างว่าตัวเองบริสุทธิ์ แต่ถ้าหมู่สงฆ์ไม่ยอมรับ ก็เป็นพระไม่ได้ ไม่งั้นใครๆ ก็บวชเองได้หมด ไม่ต้องมีสังฆกรรมไว้ทำอะไรเลย

ยิ่งข้ออ้างที่ยกมาหาความชอบธรรมในการ "เว้นวรรค" ถึง 3 ข้อใหญ่ๆ นั้น ดูไปก็เหมือนว่าพุทธะอิสระไม่รู้ หรือรู้แต่แกล้งโง่ เพราะรวบเอาประเด็นจิปาถะมาปะปนกัน ทั้งคำพูดของคน ทั้งหลักการทางพระพุทธศาสนา ซึ่งถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว ก็มีเพียงประเด็นเดียว คือ "พุทธะอิสระต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่" นั่นต่างหาก

คือถ้าหาก คำพิพากษาศาลนั้น สามารถนำมาวินิจฉัยในพระวินัยได้ว่า "กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งความว่า ทรัพย์สินหายไปหลายหมื่นบาท และศาลพิพากษาจำคุกพุทธะอิสระ ถือว่าขาดจากความเป็นพระไปแล้ว" ถ้าศาลสงฆ์วินิจฉัยเช่นนี้ พุทธะอิสระก็ไม่มีสิทธิ์บวชใหม่ไปตลอดชีวิต แต่ถ้าศาลสงฆ์พิจารณาว่า "พุทธะอิสระยังไม่ขาดจากความเป็นพระในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์" พุทธะอิสระก็มีสิทธิ์เต็มร้อยในการบวชใหม่ได้ทันที จะใช้วิธีแบบอดีตพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) วัดมหาธาตุฯ ที่ขอให้พระสงฆ์สวดรับรองความบริสุทธิ์ หรือจะบวชใหม่อีกรอบ ก็ได้ทั้งนั้น ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงนี้

ดังนั้น ไม่ว่าพุทธะอิสระจะประกาศบวชในวันที่ 1 ธันวาคม ศกนี้ หรือรออีก 1 ปี 10 ปี หรือ  100 ข้างหน้า ก็ต้องมาว่ากันตรงนี้ ตรงที่ "คำพิพากษาและพระวินัย" อย่าเฉไฉไปอ้างเอาความปรองดองอะไรให้เสียเวลาเลย คนไทยไม่ได้กินแกลบ ทางมันตรงอยู่แล้ว ถ้ากล้าทำตรงๆ มันก็ตรง แต่ถ้าทำไม่ตรง มันก็ไม่ตรง ยิ่งไม่ตรงเท่าไหร่ก็จะยิ่งไกลออกจาก "ความเป็นสมณะ" มากขึ้นเท่านั้น ถ้าแน่จริงจะประกาศเว้นวรรคทำไมแค่ 1 ปี ประกาศไปเลย ไม่เป็นพระตลอดชีวิต รับรองว่าเสียงสาธุการจะดังกระหึ่ม

นะคุณสุวิทย์นะ ถ้าแน่จริงก็ "ยื่นศาลสงฆ์วัดราชบพิธ" ขอให้วินิจฉัยในกรณีนี้ไปเลย วัดดวง-วัดใจ ไม่ต้องรอปีหน้าหรอก แต่ถ้าดันทุรัง ก็จะต้องถูกยื่นตรวจสอบเสียเอง ไม่ช้าก็เร็ว ยื่นเองกับให้คนอื่นยื่น เหตุและผลมันต่างกันเยอะ นะคุณสุวิทย์นะ ก้าๆ หน่อย !

 

 

อดีต พุทธะอิสระ ลั่น! ไม่ห่มผ้าเหลือง 1 ปี เผย ความบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์รู้ได้เฉพาะตน

พุทธะอิสระ  จากกรณีที่ เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ศาลมีคำพิพากษา จำคุก นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ (พุทธะอิสระ) 3 ปี ในคดีความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร หน่วงเหนี่ยวกักขังฯ โดยจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น อันเป็นบทหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 และ 310 นั้น

ทั้งนี้ พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะฯ แล้วเห็นว่า จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน ประกอบกับจำเลยได้บรรเทาผลร้ายในคดีจนผู้เสียหายพอใจ และไม่ติดใจเอาความ จึงให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นคนดี โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 1 ปี ส่วนที่อัยการโจทก์ ขอให้ศาลนับโทษต่อคดีร่วมกันก่อการกบฏนั้น

เนื่องจากคดีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษา จึงให้ยกคำขอ ภายหลังฟังคำพิพากษาผู้ที่ยังศรัทธาพระพุทธอิสระ ซึ่งเข้าร่วมฟังคำพิพากษาในห้องพิจารณามีอาการดีใจ และกล่าวคำว่า สาธุๆๆ

โดยหลังจากคำพิพากษา เมื่อวันที่ 29 ต.ค. พุทธะอิสระ กล่าวภายหลังถึงผลคำพิพากษาของศาล ว่า เป็นความเมตตาของศาล ก็ยังมีอาการป่วยอยู่ ส่วนจะที่จะกลับเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ก็เป็นความจริง ตนเตรียมจะบวชในวันที่ 1 ธ.ค. นี้ แต่จะเป็นวัดอ้อน้อยหรือวัดใดนั้น ยังปฏิเสธที่จะตอบ ส่วนเรื่องการเมืองให้ฝ่ายการเมืองดูแลจัดการไป

พระธรรมกิตติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส และประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า  แต่ในกรณีดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาจำคุกแต่ให้รอลงอาญา ดังนั้น อดีตพระพุทธอิสระจึงยังไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้

ล่าสุด นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ (พุทธะอิสระ) ได้ออกมาเปิดเผยว่า

 

 

อะไรก็ได้ ขอให้บ้านเมืองสงบสุข

ไม่สร้างประเด็น ให้เกิดความแตกแยก

พุทธะอิสระทำได้ทั้งนั้น

 

3 พฤศจิกายน 2561

 

หลังจากให้สัมภาษณ์สื่อ ตอนออกจากศาลอาญา ว่า วันที่ 1 ธันวาคม 2561 จะกลับไปห่มผ้าเหลือง

ก็มีกองเชียร์และกองแช่ง ออกมาแสดงความเห็นด้วยและเห็นต่างกันมากมาย จนกลายเป็นประเด็นให้เกิดการถกเถียงในวงกว้าง

ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า การกลับไปห่มผ้าเหลืองใหม่ ของพุทธะอิสระทำไมถึงกลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันได้

 

บ้างก็ว่า ห่มผ้าเหลืองได้เลย เพราะพุทธะอิสระมิได้เคยกล่าวคำลาสิกขา

บ้างก็ว่า ต้องไปขอบวชใหม่

บ้างก็ว่า ยังบวชใหม่ไม่ได้ เพราะยังเป็นผู้ต้องอาญาแผ่นดินอยู่

 

งั้นก็เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และเพื่อยุติข้อถกเถียงกันในสังคม เพื่อรักษาบรรยากาศของความปรองดองในชาติ

 

พุทธะอิสระ ขอประกาศตรงนี้เลยว่า จักยังไม่กลับไปห่มผ้าเหลืองจนกว่าจะหมดเวลา 1 ปี ที่ต้องอาญาแผ่นดิน แม้ศาลท่านจะเมตตาบรรเทาโทษ รอลงอาญาเอาไว้ก็ตาม

 

ระหว่าง 1 ปี ต่อไปนี้ ก็ขอปฏิบัติตัวเป็นชีปะขาว ถือศีล 227 ดุจดังพระภิกษุ ไปจนครบ 1 ปี แล้วขอโอกาสคณะสงฆ์แสดงปาริสุทธิศีลต่อหน้าหมู่สงฆ์ เพื่อห่มผ้ากาสาวพัสตร์สืบไป

 

ขอบคุณทุกคนที่ห่วงใย คอยให้กำลังใจ

พระอยู่ในใจพุทธะอิสระเสมอ

สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง

ความบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์รู้ได้เฉพาะตน

บุคคลผู้อื่นจักมารู้ว่า พุทธะอิสระบริสุทธิ์ หามีไม่

สู้เพื่อบ้านเมือง มาถึงขนาดนี้ หากจะสู้อีกซัก 1 ปี จะเป็นไรไป

 

พุทธะอิสระ

 

ที่มา : ข่าวสด-เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 4 พฤศจิกายน 2561

 

ขวางคลอง !

เจ้าคุณเกษมชี้พุทธะอิสระไม่มีสิทธิ์บวช

เหตุถูกศาลตัดสินว่าผิด

พระอุปัชฌาย์รูปใดขืนบวชให้เป็นมีโทษ

 

 

พระธรรมกิตติเมธี (เกษม สญฺญโต ป.ธ.9 Ph.D)

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส

เจ้าคณะภาค 16-17-18 ธรรมยุต

ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

 

อา..จ๊ะเอ๋นักเลงโตเข้าทันทีเลยนะคุณพุทธะอิสระ หลังจากศาลตัดสิน "จำคุก-รอลงอาญา ถือว่าผิด" แต่พุทธะอิสระกลับประกาศสวนทางปืนว่า "จะกลับไปบวชใหม่ในวันที่ 1 ธันวาคม ศกนี้ ดีเดย์" พอเจ้าคุณเกษมวัดราชาได้ยิน ก็สวมบทอัศวินพิทักษ์พุทธศาสตร์ ประกาศว่า "บวชไม่ได้ ใครบวชให้ถือว่ามีความผิด" แต่เป็นความผิดที่เรียกว่า "จริยาพระสังฆาธิการ" มิได้ต้องอาบัติปาราชิกเลย

ก็เลยกลายเป็นว่า ถ้าจะมีพระดันทุรังบวชให้พุทธะอิสระจริงๆ จะมีใครไหนในประเทศไทย "กล้า" เอาผิดกับพุทธะอิสระ ซึ่งมีบารมีนอกวัดพอๆ กับ "ธัมมชโย" คนโตระดับนี้ ถ้ามีใครกล้าก็คงไม่รอให้ "คสช" ส่งคอมมานโดบุกกุฏิ หิ้วปีกออกมาในสภาพล่อนจ้อนดังที่เห็น

 

 

แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ เวลานี้ ฝ่ายธรรมยุตเป็นสังฆราช กุมอำนาจสังฆมณฑล ใครจะกล้าลูบคมสมเด็จพระสังฆราชก็ลองดู เพราะตำแหน่งนี้ระบุว่า "สกลมหาสังฆปริณายก" แปลว่า "เป็นหัวหน้าพระสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล" มิได้จำกัดเฉพาะฝ่ายธรรมยุตเท่านั้น ดังนั้น ไม่ว่าธรรมยุตหรือมหานิกาย หากละเมิดฝ่าฝืนโดยไม่ดูดำดูดี ก็เท่ากับลองดีสมเด็จพระสังฆราช แถมอำนาจในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ทั้งหมด ก็ถูกโอนไปยัง "สำนักพระราชวัง" หมดแล้ว ทำอะไรเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ขืนทำเป็นละเมิดพระราชอำนาจ อยากลองของก็ลองดู เดี๋ยวก็รู้..หมู่หรือจ่า !

 

 

 

ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาชี้ พุทธะอิสระบวชใหม่ไม่ได้ เหตุศาลตัดสินจำคุก

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 พระธรรมกิตติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส และประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีอดีตพระพุทธะอิสระเตรียมกลับมาบวชใหม่ ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำคุกรอลงอาญานั้น หากศาลตัดสินว่าไม่มีความผิด หรือศาลยกฟ้อง อดีตพระพุทธะอิสระสามารถกลับมาบวชใหม่ได้ แต่ในกรณีดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาจำคุกแต่ให้รอลงอาญา ดังนั้น อดีตพระพุทธะอิสระจึงยังไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ หากมีพระอุปัชฌาย์รูปใดประกอบพิธีอุปสมบทให้กับอดีตพระรูปนั้นๆ ก็จะมีความผิด ถือเป็นการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ ในที่นี้คือพระอุปัชฌาย์ ซึ่งจะมีความผิดถูกเจ้าคณะปกครองในสังกัดสั่งลงโทษ

 

ที่มา : มติชน : 29 ตุลาคม 2561


 

คุก 3 ปี พุทธะอิสระ !

ศาลลงอาญาข้อหาทำร้ายเจ้าหน้าที่

คดีสิ้นสุด !

 

อา..คดีพุทธะอิสระ คดีแรกนั้น สิ้นสุดลงไปแล้ว พุทธะอิสระ ได้รับคำพิพากษา "ให้จำคุก" เต็มตัวแล้ว จึงถือว่า "สิ้นสุดความเป็นพระ" ไปโดยปริยาย ไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ เว้นเสียแต่จะมีความพยายาม "ตีความ" ว่าการให้รอการลงโทษไว้นั้น ถือว่าเป็นการจำคุกด้วยหรือไม่ ซึ่งก็คงต้องให้ศาลพิพากษาอีกเช่นกัน มันหลายแง่มุม ดังนั้น เรื่องนี้น่าจะยังไม่ยุติเพียงแค่นี้ ต้องมียกต่อไป แต่ถ้าศาลลงโทษคดีอื่นเข้าไปอีกก็ไม่แน่ โดนหลายคดีเข้าก็อาจจะไม่รอการลงโทษ แค่เอาเข้าคุกซัก 3 วัน ก็ถือว่าหมดสภาพเต็มฟอร์มแล้ว

 

 

ศาลสั่งคุก 1 ปี 6 เดือน พุทธะอิสระ คดีการ์ด กปปส. ซ้อม ตร.สันติบาล

 

29 ต.ค. 61 - ที่ห้องพิจารณา 814 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.2499/2561 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อายุ 59 ปี หรือ อดีตพระพุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อ.สามพราน จ.นครปฐม และอดีตแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร หน่วงเหนี่ยวกักขังฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309, 310

 

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 23 พ.ย. 2556  - 1 พ.ค. 2557  ต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมีพฤติการณ์เป็นอั้งยี่ซ่องโจร เป็นหัวหน้าผู้สั่งการกลุ่ม กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ หน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยปลุกระดม ยุยง ชักชวนประชาชน และแนวร่วมเพื่อขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขัดขวางการเลือกตั้ง ส.ส. เข้ายึดหน่วยงานและสถานที่ราชการหลายแห่ง โดยร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ใช้กำลังประทุษร้าย ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล กับ ด.ต.วชิรพงศ์ อุ่นนวลบูรพงศ์ 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลได้รับบาดเจ็บสาหัส และทรัพย์สินรวม 8 รายการมูลค่า 60,900 บาทสูญหาย เหตุเกิดแขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. โดยจำเลยให้การรับสารภาพ

 

วันนี้ อดีตพระพุทธะอิสระ จำเลย ซึ่งได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาล 

 

โดยศาลได้พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 309 วรรค 2 และวรรค 3 กับมาตรา 310 วรรค 2 ซึ่งเป็นความผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ เป็นโทษหนักสุดให้จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และเมื่อพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะพินิจแล้ว เห็นว่าคดีนี้จำเลยได้วางเงินชดใช้ให้กับผู้เสียหายทั้งสองแล้ว จำนวน 40,000 บาท ผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อไป ขณะที่จำเลยไม่เคยได้รับโทษคดีอาญามาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ส่วนที่อัยการขอให้นับโทษต่อจากคดีกบฏ กปปส. นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงให้ยกคำร้อง

 

ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว กลุ่มลูกศิษย์ที่เดินทางมาให้กำลังใจประมาณ 30 คน ได้พนมมือกล่าวสาธุพร้อมกันในห้องพิจารณาคดี

 

ที่มา : ไทยโพสต์ : 29 ตุลาคม 2561

 

หนกลางวุ่น !

รองภาคไม่กล้ารักษาการ

ตบเท้า "ลาออก" เป็นแถว

สมเด็จสมศักดิ์แก้เกม ตั้งใหม่ กลับไปกลับมา

 

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม)

เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

 

อา..ก็ถือว่าเป็นการ "ลองของ"  เจ้าคณะใหญ่หนกลาง "อย่างแรง" ที่บรรดา "รองภาค" ในเขตหนกลาง ไม่ไว้หน้า "สมเด็จพระพุทธชินวงศ์" ซึ่งทรงอิทธิพลสูงสุดในปัจจุบัน

อดีตนั้น เมื่อผู้ใหญ่ "ชี้ให้" ใครเป็น คนนั้นก็..ต้องเป็น ไม่มีการอิดเอื้อนใดๆ ดูอย่าง "มหาสายชล" สิ "ทุกอย่างขึ้นกับหลวงพ่อสมเด็จ" หลวงพ่อให้เป็นก็เป็น หลวงพ่อไม่ให้เป็นก็..ไม่เป็น เป็นทั้งข้ออ้างและเป็นทั้งเกราะกำบังหาความชอบธรรมให้แก่ตนเอง ในการเกาะติดเก้าอี้ที่มีกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด

แต่สมเด็จสมศักดิ์ท่านก็คิดผิดไป มองไม่ทะลุว่า การตั้งให้ "รองภาค" ขึ้นรักษาการภาค "พร้อมๆ กัน" นั่นก็เท่ากับว่าเป็นการ "ปลดภาค" ออกทั้งหมด มันก็เหมือนกับการ "ปลดเจ้าอาวาส" และให้ "รองเจ้าอาวาส" ขึ้นรักษาการแทน โดยทั้ง "อดีตเจ้าอาวาส" ก็ยังอยู่ แถมยังอยู่อย่างผู้มีบารมีภายในวัด แล้วถามว่า "รองเจ้าอาวาส" จะทำงานได้อย่างไร เพราะบารมีมันข่มกันเห็นๆ

กรณี "ตั้งรองภาคขึ้นรักษาการพร้อมกัน" ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน สมเด็จสมศักดิ์อาจจะเพ่งเล็งไปที่ "ภาคหนึ่ง" ของมหาสายชล ว่าสมควร "ว่างไว้" ไม่ให้เกิดคำครหาเพราะว่าเป็นหนังหน้าไฟ จึงให้ "เจ้าคุณมีชัย-รองภาค" ขึ้นมารักษาการ จนกว่าจะได้เจ้าคณะภาครูปใหม่ แต่ในเมื่อจะใช้สูตรนี้แล้ว ก็ต้องใช้ "ทั้งหน" จึงโดนโละหมด ไม่ว่าจะเป็น ภาค 1-2-3-13-14-15 ซึ่งถ้าแค่ "ภาคหนึ่ง" ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ภาคอื่นๆ นั้น มีผู้ใหญ่ระดับ "กรรมการ มส." และผู้ทรงอิทธิพลมากมาย แทบว่าไม่ด้อยบารมีไปกว่าสมเด็จสมศักดิ์เจ้าคณะใหญ่ด้วยซ้ำไป ได้แก่

ภาค 2 ของพระพรหมบัณฑิต หรือท่านเจ้าคุณประยูร ซึ่งปัจจุบันนี้ก็บารมีคับเมือง ขนาดว่า "กล้าลุก" จากเก้าอี้อธิการบดี มจร. แต่ตำแหน่งภาคก็ดี กรรมการ มส. ก็ดี ก็ยังอยู่ครบ แล้วจะมาปลดให้รองภาคขึ้นทำงานแทน มันไม่เกินไปหน่อยหรือ

ภาค 3 ของพระธรรมปริยัติโมลี หรือเจ้าคุณอาทร วัดบพิตรพิมุข นี่ก็อยู่ในตำแหน่งมายาวนาน แบบว่าฐานการเมืองแน่นปั๋ง โดนงัดราก ทั้งต้นทั้งโคนก็ล้มทับคนอยู่ใกล้

ภาค 13 ของพระพรหมกวี หรือเจ้าคุณประกอบ เพื่อนร่วมรุ่นของเจ้าคุณประยูร และรุ่นน้องของสมเด็จสมศักดิ์ สั่งปลดเขาแบบไม่ไว้หน้าแบบนี้มันก็เกินไป จะมองหน้ากันติดได้อย่างไร

ภาค 14 ของพระธรรมโพธิมงคล หรือเจ้าคุณสมควร วัดนิมมานรดี ภาคนี้ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเจ้าคุณสมควรเพิ่งจะเป็นภาคได้ไม่นาน แต่ความใหม่ก็ยังไม่อยากเก่า จึงเดาว่าคงไม่พอใจอีกเช่นกัน

ภาค 15 ของพระพรหมเวที หรือเจ้าคุณสุเทพ วัดพระปฐมเจดีย์ นี่ก็สุดยอดผู้ยิ่งใหญ่ เงินเยอะเพราะวัดใหญ่ ไม่ได้ขอใครกิน ตำแหน่งที่ได้มาก็เพราะวาสนาบารมี ไม่มีการวิ่งเต้นเส้นสาย แต่จู่ๆ จะมาปลดกันนั้น นักเลงเขายอมความกันไม่ได้

บรรดา "เจ้าคณะภาค" เหล่านั้น ท่านคงมองว่า สมเด็จสมศักดิ์จะ "ล้างขี้" ที่ก้นของตนเอง เพราะตั้งมหาสายชลเป็นเจ้าคณะภาคอย่างผิดฝาผิดตัว ก็ถือว่าเป็นเรื่องของสมเด็จสมศักดิ์ เพราะตั้งกันในกุฏิตัวเอง คนอื่นไม่ได้เกี่ยว แล้วจะให้เขาไปเกี่ยวข้องในตอน "ปลด" ได้อย่างไร มันไม่แฟร์ ที่แน่ๆ ก็คือ "หนอื่นๆ ทำไมเขาไม่ทำเหมือนหนกลาง" นั่นคือปัญหาคาใจ

ทั้งหมดทั้งมวลนั้น เลยกลายเป็นแรงกดดันไปที่ "รองภาค" ให้ต้องทำหนังสือ "ขอลาออก" จากรักษาการภาคทั้งหนกลาง เป็นการ "ตบหน้า" เจ้าคณะใหญ่แรงที่สุดในประวัติศาสตร์การปกครองของคณะสงฆ์ไทย

เหตุผลที่สมเด็จสมศักดิ์ "อ้างไว้" ในคำสั่งหลังสุดก็คือ "รองภาคขอลาออกจากรักษาการ" จึงตั้งให้ "อดีตเจ้าคณะภาค" เป็นผู้รักษาการ "เพื่อให้กิจการคณะสงฆ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย" นั่นหมายถึงว่า ถ้าอดีตเจ้าคณะภาคไม่ได้เป็น กิจการคณะสงฆ์ก็คง..ไม่เรียบร้อย อย่างน้อยที่สุดมันได้แสดงออกแล้วว่า รองภาคไม่มีอำนาจ และไม่กล้า

ถามว่า ปัญหาใหญ่ครั้งนี้เป็นความรับผิดชอบของใคร ก็เห็นจะไม่ต้องตอบ เพราะผู้รับผิดชอบก็คือคนตั้ง ส่วนใครตั้งก็ขอให้ "อ่าน" ในท้ายคำสั่งเอาเอง

ดังที่ เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ได้วิเคราะห์ไปก่อนหน้านี้แล้วว่า "การตั้งรองภาคขึ้นรักษาการของเจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ขณะที่หนอื่นๆ เขาตั้งอดีตเจ้าคณะภาคทั้งหมดนั้น เป็นการเล่น "ล้ำหน้า" ของสมเด็จสมศักดิ์ไปเพียงรูปเดียว เจ้าคณะใหญ่อีก 3 รูปเขาไม่เล่นด้วย จึงต้องรอดู "ผลลัพธ์" ว่าจะออกมาอย่างไร สุดท้ายก็ไปไม่ถึงดวงดาว สมเด็จสมศักดิ์ต้อง "กลับลำ" กลับมาตั้ง "อดีตภาค" ขึ้นเป็นรักษาการเหมือนหนอื่นๆ กลืนน้ำลายตัวเองต่อหน้าสาธารณชน จนแต้มกลางกระดาน

ซึ่งก็เป็นคำตอบได้อย่างดีว่า ที่มีปัญหาในคณะสงฆ์ไทยมายาวนานหลายปี ตั้งแต่กรณีธรรมกาย มาจนถึงกรณี "รักษาการภาค" ลาออกทั้งหมดครั้งนี้ ปัญหาใหญ่นั้นอยู่ที่ "สมเด็จสมศักดิ์" นั่นเอง ที่ไม่มีกึ๋น ไร้บารมี ไม่มีความเด็ดขาด และไร้วิสัยทัศน์โดยสิ้นเชิง ในการดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

ไม่เปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งนี้ รับรองว่าคณะสงฆ์ไทย "เละต่อไป" อีกร้อยปี

 

 

ชักเข้า-ชักออก

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 28 ตุลาคม 2561


 

ชีแก้วจำได้แล้ว  !

เบลอเผลอคิดไปว่ามีคนบุกรุกห้องพัก

มือไวกระจายข่าวไปทั่วโลก

รู้ตัวว่าพลาดผิดไป กลับใจขอขมาสงฆ์

พระสงฆ์ก็อนุโมทนา..สาธุ !

 


 

แม่ชีแก้ว หรือแก้วเสียงธรรม

ทำพิธีขอขมาพระสงฆ์วัดป่าพุทธคยา

กรณีมีข่าวเสียหายเมื่อเดือนมีนาคมศกนี้ที่ผ่านมา

 

อาจารย์จิ๋ว : พระโพธินันทมุนี

 

(พนมศักดิ์ พุทฺธญาโณ)

 

เจ้าอาวาสผู้ก่อตั้งวัดป่าพุทธคยา อินเดีย

 

ผู้มีบารมีทั้งในไทยและอินเดีย

 

 

อา..ฝนซาฟ้าใสกันเสียที สำหรับ "วัดป่าพุทธคยา" ในวันนี้ วันที่มี "มรสุมชีแก้ว" รุมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง แค่คืนเดียวก็เสียหายร้ายแรงไปทั่วโลก โดยเฉพาะ "หลวงพ่อจิ๋ว" เจ้าอาวาสนั้น นอกจากปัญหาแม่ชีแล้ว ก็ยังมีปัญหา "อาจารย์จำนงค์" วัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งลี้ภัยไปเยอรมนี ตีตั๋วเข้ามาสมทบร่วมเรือลำเดียวกันอีก สุมอกสุมใจ ผู้หลักผู้ใหญ่หาว่าอาจารย์จิ๋วสนิทกับหลวงพ่อจำนงค์ คงจะสามารถ "กล่อมอาจารย์จำนงค์" ให้ใจอ่อนยอมกลับประเทศได้ ทั้งที่มันไม่ง่ายอย่างนั้น ถ้าขอทุกอย่างได้จริง ป่านนี้อาจารย์จิ๋วเป็นรองสมเด็จไปแล้ว เจอทีละสองกระแส "ทั้งหนักทั้งเอียง" หลวงพ่อจิ๋วถึงกับตัดสินใจ "ปิดมือถือ" ปลีกวิเวก "เดินทางไกลไปอเมริกาหน้าซัมเมอร์" นานเป็นเดือน เพราะทั้งอินเดียทั้งไทยร้อนตับแทบไหม้ ใครไม่เป็น "อาจารย์จิ๋ว" คงไม่รู้ว่ามันร้อนแค่ไหน อะไรๆ ก็..อาจารย์จิ๋ว !

และแล้วยุทธวิธี "ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว" ก็ได้ผล ยังไม่พ้นพรรษา ก็มีข่าวดีว่า "ชีแก้วสำนึกผิด" ที่มือไวไปโพสต์ข่าวบนเฟสบุ๊ค ทำให้วัดป่าฯเสียหาย จึงตัดสินใจ "ขอขมาสงฆ์" ลงเอยด้วยดี เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ ถึงเกิดขึ้นแล้ว จะผิดพ้องหมองใจกันไปบ้าง แต่พระท่านก็ยังมีเมตตา เมื่อแม่ชีขอขมาก็มิได้ติดใจอันใด

กรณีชีแก้วสำนึกผิดและรับผิดชอบการกระทำด้วยการ "ขอขมาสงฆ์" ครั้งนี้นั้น ดูไปเหมือนแม่ชีผิด แต่ความจริงแล้ว ถือเป็น "สปิริต" อันสูงส่ง เมื่อรู้ตัวว่าทำผิด จะด้วยตั้งใจหรือมิตั้งใจก็ตาม "อารยชน" ก็ย่อมจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการ "ขอขมาอภัย" แม่ชีก็ไม่ได้เสียหาย วัดป่าก็ไม่บอบช้ำ แก้ปัญหาเป็นก็รักษาได้ทั้งตัวเองและวัดวาอารามงามสง่า เชื่อว่า พระสงฆ์วัดป่าพุทธคยา อันมี "หลวงพ่อจิ๋ว" เป็นประธาน ก็คงอยากจะให้เรื่องราวมันจบสงบลงด้วยดี ไม่มีใครต้องติดคุกติดตะราง หาทางออกด้วยกันด้วยดี แบ่งทางกันเดิน ย่อมจะดีกว่าการบีบกันให้ยอมจำนน

และเชื่อว่า ด้วยเมตตาธรรม พระอาจารย์จิ๋ว และคณะสงฆ์ วัดป่าพุทธคยา ก็คงยินดีต้อนรับ "แม่ชีแก้ว" เป็นอาคันตุกะ เหมือนเดิม นะคะ Welcome !

 

 

 

คำขอขมาของแม่ชีแก้ว

 


 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง :

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 22 ตุลาคม 2561

 

 

กฎเดียวกัน !

สำนักพุทธฯแจงสี่เบี้ย

กรณีตั้งรักษาการเจ้าคณะภาคต่างกัน

 

 

จากซ้ายไปขวา

1. สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

2. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยาราม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก

3. พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) วัดปากน้ำ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ

4. พระพรหมจริยาจารย์ (สงัด ปญฺญาวุโธ) วัดกะพังสุรินทร์ (ตรัง) เจ้าคณะใหญ่หนใต้

 

 

เสียงแตก

 

อา.. ถ้าเป็นดังที่ "คุณสิปป์บวร แก้วงาม" โฆษกสำนักพุทธฯ ชี้แจงมานั้น เป็นความจริง ก็แสดงว่า กฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 23 มีความหมายต่างกัน หรือต่างมาตรฐาน เพราะมีการ "แต่งตั้ง" แตกต่างกัน เพราะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้แต่งตั้ง "รองเจ้าคณะภาค" ขึ้นรักษาการแทนเจ้าคณะภาคทั้งหมด แต่หนอื่นๆ หาได้ทำตามเจ้าคณะใหญ่หนกลางไม่ ทุกท่านได้ให้ "เจ้าคณะภาคองค์เก่า" เขารักษาการไปพลางก่อน ถ้าคุณสิปป์บวรอ้างว่าเป็นการใช้กฎมหาเถรสมาคม "โดยเคร่งครัด" ก็อยากจะถามว่า เคร่งยังไง ครัดยังไง ทำไมถึงได้ต่างกัน ?

กรณี สมเด็จสมศักดิ์-เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้แต่งตั้ง "รองเจ้าคณะภาค" ขึ้นรักษาการแทนเจ้าคณะภาคในหนกลาง "ทั้งหมด" นั้น ดูไปก็เหมือนจะเป็นการ "ส่งสัญญาณ" ให้แก่ทางรัฐบาลและสำนักพระราชวัง "ได้ใช้ดุลพินิจ" ในการแต่งตั้ง "เจ้าคณะภาค" ชุดใหม่ โดยไม่ต้องเกรงใจ "ชุดเก่า" ซึ่งต้องใช้ "พระบรมราชโองการ" ในการแต่งตั้ง แบบว่าเป็นการช่วย "เคลียร์พื้นที่" ตรงนี้เป็นท่าทีที่ "ดีมาก" ของสมเด็จสมศักดิ์ ถือว่าเป็น "ผลงาน" ที่น่าชื่นชมที่สุดในชีวิตของสมเด็จสมศักดิ์เลยทีเดียว อย่างอื่นโหลยโท่ย

แต่ถ้ามองต่างมุม โดยเปรียบเทียบกับกรณีเจ้าคณะใหญ่อีก 3 ภาค ก็ดูเหมือนว่า "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" จะถลำตัว ล้ำหน้าไปคนเดียว เหลียวหาใครไม่เจอ เพราะเขาไม่เอาด้วย ทุกภาคยังคง "รักษาฐานอำนาจ" ไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ต่างกับหนกลางที่ "ฐานอำนาจหลุด" จากเจ้าคณะภาคไปจนหมดสิ้น ย้ายไปอยู่กับ "รองภาค" แทน จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคชุดใหม่

ก็ต้องมองต่อไปว่า "เกมนี้ใครจะเดินหมากได้เหนือกว่าใคร" ในระหว่าง "หนึ่ง : เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" กับ "สาม : เจ้าใหญ่หนเหนือ-ใต้-ตะวันออก" หวยจะออกก็ต่อเมื่อ "มีพระบรมราชโองการ" เท่านั้น แต่ที่แน่ๆ นับตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมานั้น "มหาสายชล-หลานรักของสมเด็จนิยมวัดชนะสงคราม" ได้กลายเป็น "อดีตเจ้าคณะภาคหนึ่ง" ไปอย่างเต็มตัวแล้ว และคงจะ "ไปแล้วไปลับ" ไม่กลับมา ชั่วนิจนิรันดร..ซาโยนาระ นะ..มหาสายชล !

 

 

มหาสายชล อดีตเจ้าคณะภาค 1

 

 

มส. ยึดกฎ มส. ฉบับ 23 ตั้งรักษาการเจ้าคณะภาค

มหาเถรสมาคม รับทราบการแต่งตั้งรักษาเจ้าคณะภาคทั้ง 3 เขตปกครองคณะสงฆ์ หนเหนือ หนตะวันออก หนใต้ ให้เจ้าคณะภาคเดิม เป็นรักษาการเจ้าคณะภาคไปก่อน ยึดตามกฎ มส. ฉบับที่ 23 อย่างเคร่งครัด

วันนี้ (19 ต.ค.) ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ในฐานะรองโฆษกพศ. กล่าวภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) ว่า ตามที่เจ้าคณะภาคที่หมดวาระลงทั้งประเทศตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. 2561 นั้น ที่ประชุม มส. ได้รับทราบการแต่งตั้งรักษาการเจ้าคณะภาค ของ 3 หนการปกครอง ได้แก่ หนใต้ หนเหนือ และหนตะวันออก โดยทั้ง 3 หน ตั้งเจ้าคณะภาครูปเดิมขึ้นเป็นรักษาการเจ้าคณะภาค โดยอาศัยอำนาจตามความในหมวดที่ 3 ข้อ 11 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 23 พ.ศ. 2541 ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ ระบุว่า เมื่อไม่มีเจ้าคณะภาคหรือเจ้าคณะภาคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้เจ้าคณะใหญ่แต่งตั้งรองเจ้าคณะภาครักษาการแทนเจ้าคณะภาค ถ้าไม่มีรองเจ้าคณะภาคหรือรองเจ้าคณะภาคไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้แต่งตั้งพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่เห็นสมควรรักษาการแทนเจ้าคณะภาคแล้วรายงานให้ มส. รับทราบ

เมื่อถามว่า ในส่วนของคณะสงฆ์หนกลาง ที่มีการแต่งตั้งรองเจ้าคณะภาคแทนเจ้าคณะภาคนั้น นายสิปป์บวร กล่าวว่า ก็ถือว่าเข้าตามกฎ มส. ข้อดังกล่าวเช่นกัน ทั้งนี้ ยืนยันว่า การแต่งตั้งรักษาการเจ้าคณะภาค ของเขตการปกครองคณะสงฆ์เป็นการปฏิบัติตามกฎ มส. ฉบับที่ 23 พ.ศ.2541 อย่างเคร่งครัด

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 20 ตุลาคม 2561

 

หมดอายุ เอ๊ย หมดวาระ !

สมเด็จสมศักดิ์ตั้งรักษาการ 6 เจ้าคณะภาค

ภาค 1-2-3-13-14-15

มหาสายชล "พ้น" เจ้าคณะภาค 1

 

 

สมเด็จระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม)

วัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

 

 

พระเทพสุธี (สายชล ฐานวุฑฺโฒ)

วัดชนะสงคราม "อดีต" เจ้าคณะภาค 1

 

อา..ถามว่า บรรดาเจ้าคณะภาคในเขตปกครอง "หนกลาง" ที่ถูกคำสั่ง "แต่งตั้งรักษาการแทน" ไปนั้น ได้แก่ภาคไหนและใครบ้าง ก็ขอเฉลยว่า ในเขตการปกครอง "หนกลาง" มีทั้งหมด 6 ภาคด้วยกัน ได้แก่

1. ภาค 1 ของมหาสายชล หรือพระเทพสุธี วัดชนะสงคราม ซึ่งเป็นเจ้าคณะภาค "ห่วยแตกที่สุด" ในประเทศไทย เจ้าของโมฆวาทะ "ผมตัวคนเดียว จะไปทำอะไรธรรมกายเขาได้"

2. ภาค 2 ของพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) วัดประยุรวงศาวาส กรรมการมหาเถรสมาคม อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. ซึ่งเพิ่งจะสละตำแหน่งให้แก่เจ้าคุณสมจินต์ วัดปากน้ำ ไปได้ไม่นาน

3. ภาค 3 ของพระธรรมปริยัติโมลี หรือเจ้าคุณอาทร วัดบพิตรพิมุข

4. ภาค 13 ของพระพรหมกวี (ประกอบ ธมฺมเสฏฺโฐ) เจ้าคุณประกอบเป็นเณรนาคหลวงรุ่นเดียวกับเจ้าคุณประยูร แต่ยังไม่ได้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

5. ภาค 14 ของพระธรรมโพธิมงคล หรือเจ้าคุณสมควร วัดนิมมานรดี

6. ภาค 15 ของพระพรหมเวที หรือเจ้าคุณสุเทพ วัดพระปฐมเจดีย์

แต่ละรูปและละองค์ก็ "ใหญ่ล้นฟ้าล้นแผ่นดิน" กันทั้งสิ้น

ว่ากันตามกฎหมายใหม่แล้ว เมื่อกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่ หรือเจ้าคณะภาค หมดวาระ หรือสิ้นสุดตำแหน่งลงไปไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม การแต่งตั้งนั้น "ต้องเป็นพระบรมราชโองการ" จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เท่านั้น สมเด็จพระสังฆราช หรือมหาเถรสมาคม ไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งอีกต่อไป

สาเหตุนั้นก็ดังที่รู้ คือมีการเล่นเส้นเล่นสายภายในวงการสงฆ์ ส่งคนของตนเองไปเข้าแถวกินตำแหน่งมาอย่างยาวนาน สร้างฐานอำนาจขึ้นมา แรกๆ ก็ไม่ใหญ่ แต่นานไปกลับใหญ่กว่าแม่ ซึ่งได้แก่อำนาจรัฐ ซึ่งพระในมหาเถรสมาคมได้รับผ่านพระราชอำนาจไปนั่นเอง "วัดพระธรรมกาย" ของธัมมชโย ซึ่งโดนข้อหา "เป็นภัยต่อความมั่นคง" เป็นเชื้อไฟชั้นดีให้รัฐบาลชงเรื่องผ่าน สนช. แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์เสียใหม่ "ยึดอำนาจพระสังฆราชและมหาเถรสมาคม" ไม่ให้มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งใหญ่ๆ ไล่ตั้งแต่กรรมการมหาเถรสมาคมไปยันเจ้าคณะภาค ดังนั้น วันนี้ เมื่อตำแหน่งเจ้าคณะภาค "สิ้นสุดลง" ตามวาระ เจ้าคณะใหญ่ก็ไม่มีอำนาจแต่งตั้ง ขืนแต่งตั้งไปก็เข้าในข้อหา "ละเมิดพระราชอำนาจ" อาจจะได้ไปจำวัดในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เหมือนอดีตกรรมการ มส. ก่อนหน้านี้ก็ได้

ก็สรุปว่า ตำแหน่งเจ้าคณะภาคในเขตปกครองหนกลาง "ได้ว่างลง" หมดแล้ว และเชื่อว่า ภาคอื่นๆ ก็น่าจะหมดลงไปไม่น้อยเช่นเดียวกัน แต่ถึงกระนั้น การตั้ง "รักษาการ" ก็ใช่ว่าจะมีอำนาจเต็ม นับจากวันแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ไปเมื่อต้นเดือนกรกฎา มาจนถึงวันนี้ ก็เลยไตรมาสไปแล้ว ยังไม่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งกรรมการ มส. ชุดใหม่ แถมเจ้าคณะภาคก็มาหมดวาระลงไปอีก ตำแหน่งการปกครองของคณะสงฆ์ไทยไล่ตั้งแต่ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะหน และเจ้าคณะภาค จึงตกอยู่ในสภาวะ "ทั้งแก่ ทั้งหมดสมรรถภาพ และหมดวาระ" ลงอย่างมโหฬาร เหมือนเรือลำใหญ่ แต่ไม่มีน้ำมัน ปล่อยลอยเคว้งอยู่กลางทะเล ไม่มีทีท่าว่าจะเป็นฝั่ง ถามว่า เราเดินมาถึงวันนี้ได้อย่างไร ?

ว่าแต่สมเด็จสมศักดิ์ ก็ทำทีตั้งคนอื่น ตะทีตัวเองนั้นไม่เห็นจะหมดวาระลงเมื่อไหร่ สงสัย "รอ" พระบรมราชโองการ

 

 

 

ที่มา : มติชน : 16 ตุลาคม 2561

 

 

หลวงพ่อสมนึก วัดหนองตาบุญ

อดีตพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริการุ่นแรก

มรณภาพ !

 

 

หลวงพ่อพระครูวินัยธรสมนึก จิตฺตนนฺโท

เจ้าอาวาสวัดหนองตาบุญ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี

อดีตพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริการุ่นแรก

 

ข่าวจากวัดหนองตาบุญ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี รายงานว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2561 เวลา 14.04 น. หลวงพ่อพระครูวินัยธรสมนึก จิตฺตนนฺโท เจ้าอาวาสวัดหนองตาบุญ ได้ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบ ณ โรงพยาบาลเปาโล กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้จะมีพิธีรดน้ำศพในวันที่ 16 ตุลาคม ศกนี้ ที่วัดหนองตาบุญ เวลา 13.00 น.

 

 

หลวงพ่อสมนึกนั้น มีประวัติเคยเดินทางมาสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2519 และได้เข้าร่วมการประชุมก่อตั้งสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ที่วัดพุทธวราราม นครเดนเวอร์ ในวันที่ 20-24 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2519 หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับเมืองไทย ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหนองตาบุญ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี และไม่เคยกลับมาสหรัฐอเมริกาอีกเลย จนกระทั่งได้ถึงแก่มรณภาพลงในวันนี้

พระมหาจวน จริตธมฺโม ซึ่งเป็นพระรุ่นเดียวกันกับหลวงพ่อสมนึก ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งเดินทางจากแอลเอไปโคโลราโด้นั้น พระมหาจวนเป็นพลขับรถ ส่วนหลวงพ่อสมนึกเป็นช่างเครื่อง คอยเช็คเครื่องยนต์ว่าปรกติดีหรือเปล่า เดินทางไหวไหม เสียหายตรงไหนก็ให้หลวงพ่อสมนึกดูแลรักษา หลวงพ่อสมนึกจึงเป็นพระวิศวกรรูปแรกในสหรัฐอเมริกา ถ้าไม่มีหลวงพ่อสมนึก พระทั้งคณะก็คงจะเดินทางไปไม่ถึง และการก่อตั้งสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาก็อาจจะล่าช้าออกไป

คุณสมบัติสำคัญของหลวงพ่อสมนึกนั้น ว่ากันว่าท่านเป็นโหราจารย์ที่ทำนายทายทักและวางลัคนาได้แม่นยำยิ่งนัก เป็นที่ปรึกษาทางด้านฤกษ์ยามของหลวงพ่อกิตติวุฑโฒแห่งสำนักจิตตภาวันอันเกรียงไกรในอดีต จึงมีทั้งมิตรสหายและศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ ถือได้ว่าเป็นผู้กว้างขวางและมากบารมีรูปหนึ่งเลยทีเดียว

การเดินทางมาสหรัฐอเมริกาในครั้งนั้นของหลวงพ่อสมนึก ได้ถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของคณะสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ว่าท่านเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเวลานั้นมีวัดอยู่เพียง 5 วัด มีพระเพียง 11 รูป แต่ปัจจุบันวันนี้ มีมากมายถึง 200 กว่าวัด และจำนวนพระเณรไทยในสหรัฐอเมริกาก็ทะลุหลักพันไปแล้ว

วันนี้ หลวงพ่อพระครูวินัยธรสมนึก ได้ถึงแก่มรณภาพลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งผลงานและประวัติศาสตร์อันสำคัญให้พระเณรลูกหลานได้ศึกษา อย่างทรงคุณค่า อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ขอถวายความไว้อาลัยแด่ "หลวงพ่อพระครูวินัยธรสมนึก จิตฺตนนฺโท" ด้วยความเคารพอย่างสูง มา ณ โอกาสนี้

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 13 ตุลาคม 2561

 

 

 

วัดปากน้ำกินรวบ !

 

คุมอำนาจการศึกษาสงฆ์เด็ดขาด

ทั้งแม่กองบาลีและอธิการบดี มจร.

 

 

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรรมการมหาเถรสมาคม

 

 

สามเสือวัดปากน้ำ

 

ซ้าย : พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ ป.ธ.9) รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กรรมการมหาเถรสมาคม

กลาง : พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เจ้าคณะภาค 5 แม่กองบาลีสนามหลวง กรรมการมหาเถรสมาคม

ขวา : พระราชปริยัติกวี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ ป.ธ.9 Ph.D.) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร.

 

 

อา..โบราณว่า บุญวาสนานั้น แข่งกันไม่ได้ ในวันนี้ เห็นทีจะเป็นเรื่องจริง ดังมีนิทานสาธกยกเอา "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" เป็นตัวอย่างของ..คนมีบุญ

คือถ้ามองดู "ภาพรวม" ของวัดปากน้ำ อันมี "หลวงปู่สมเด็จช่วง" เป็นเจ้าอาวาสแล้ว หลังจากขึ้นนั่งเก้าอี้ "ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" เมื่อเดือน สิงหาคม 2556 หลังการมรณภาพของ "สมเด็จพระพุฒาจารย์-เกี่ยว" วัดสระเกศ เรื่อยมาจนถึงการสิ้นพระชนม์ของ "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช" เมื่อเดือนตุลาคม ีเดียวกัน ช่วงนั้นเป็นช่วง "ขาขึ้น" ของวัดปากน้ำ แบบสูงสุดในประวัติศาสตร์ กล่าวได้ว่า "ถนนทางศาสนาทุกสายในประเทศไทยมุ่งไปวัดปากน้ำ"

แต่ครั้นพอสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชไปแล้ว จุดสูงสุดก็เริ่มหยุด กลายเป็นจุดตกต่ำ ประวัติ-พฤติกรรม ต่างๆ นานา ของสมเด็จช่วง ถูกขุดคุ้ยไปในทางเสียๆ หายๆ จนสุดท้ายรัฐบาลไทยก็ตัดสินใจ "แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์" ปลดล็อกทางการศาสนา ส่งผลให้สมเด็จช่วง "ร่วง" จากเก้าอี้สมเด็จพระสังฆราช ไปตลอดกาล ในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา แบบว่าสดๆ ร้อนๆ

แต่ความร้อนยังมิหยุดเพียงเท่านั้น แม้ว่าจะได้สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่แล้ว กระแสเสียยังถาโถมโรมรันมหาเถรสมาคมอยู่อย่างต่อเนื่อง และแล้วในวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 รัฐบาลก็ได้ชงลูกให้ สนช. ทำการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ทำการ "ปลดล็อก" กรรมการมหาเถรสมาคม "โดยสมณศักดิ์" ว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไม่มีกรรมการ มส. โดยสมณศักดิ์อีกต่อไปแล้ว ทุกตำแหน่งต้องมาจากพระบรมราชโองการแต่งตั้ง สมเด็จพระราชาคณะ "อาจจะ" ไม่ได้เป็นกรรมการ มส. ก็เป็นได้ และอาจจะได้เป็น..ก็เป็นได้ แต่จะไม่ได้เป็น "โดยตำแหน่ง" เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

ผู้คนก็จ้องตาเขม็งไปที่ "วัดปากน้ำ" ว่าคงต้องถูก "เซ็ตซีโร่" ไปในวาระกรรมที่จะมาถึงในไม่ช้าข้างหน้านี้อีก..แน่ๆ และเชื่อว่า บรรดาพระเถระในวัดปากน้ำ ตั้งแต่สมเด็จช่วงลงมา ก็คงจะทำใจเอาไว้แล้ว ตามบุญตามกรรมเถิด

แต่..แต่ครั้น ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2561 ซึ่งมีพิธี "รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร." ของเจ้าคุณสมจินต์ (พระราชปริยัติกวี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ก็เกิดปรากฏการณ์ใหม่ ในรอบพันปี นั่นคือ วัดปากน้ำกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาของพระสงฆ์ไทย ทั้งสายบาลีและมหาวิทยาลัยไปอย่างช็อกซีนีม่าร์ !

ที่ว่าช็อกนั้น ก็เพราะว่า บัดนี้ ตำแหน่งอันทรงอิทธิพลสูงสุดทางการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยนั้น ไหลไปรวมกันอยู่ในวัดปากน้ำหมด ได้แก่

1. ตำแหน่ง-แม่กองบาลีสนามหลวง ถือว่าเป็นตำแหน่งอันขลังที่สุดในบรรดาตำแหน่งทางการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย เพราะภาษาบาลีเป็นภาษาที่รักษาไว้ซึ่งพุทธวจนะ จะเรียนรู้พระพุทธพจน์ได้หมดจดสดใสไร้ข้อกังขา ก็ต้องมาศึกษาภาษาบาลี ผู้ที่เรียนจบในสายบาลี จึงได้รับการยอมรับอย่างสูงสุดมาแต่โบราณกาล ถึงกับมีพระราชพิธี "ตั้งเปรียญ" ขึ้นในสำนักพระราชวัง และผู้ที่ผ่านพิธีนี้มาจะได้รับ "ราชทินนาม" นำหน้าว่า "พระมหา" แถมเมื่อเรียนสำเร็จชั้นใดชั้นหนึ่งจนได้เป็นมหาเปรียญแล้ว เมื่อเข้าทำการงานในตำแหน่งพระสังฆาธิการของคณะสงฆ์ ก็จะได้รับการสนับสนุนให้เจริญเติบโตในหน้าที่การงานและสมณศักดิ์เป็นพิเศษ ตำแหน่ง "แม่กองบาลี" จึงมีอิทธิพลทั้งด้านการศึกษาและการปกครองของคณะสงฆ์ไทยอย่างที่เรียกว่า "สูงสุด" ซึ่งตำแหน่งนี้ ปัจจุบันเป็นของ "พระพรหมโมลี-สุชาติ" ศิษย์เอกของสมเด็จช่วง วัดปากน้ำ ซึ่งก็รับตำแหน่งต่อจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์มาอีกทอดหนึ่ง

2. ตำแหน่ง-อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. แต่ก่อนนั้น ตำแหน่งนี้เหมือนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเถื่อน เพราะทางการไม่รับรอง ใบปริญญาที่จบมาแล้วเอาไปสมัครงานไม่ได้ ก.พ. ไม่มีอัตราเงินเดือนให้ ใครเรียน มจร-มมร ก็เลยกลายเป็นนักวิจัยฝุ่นไปโดยปริยาย แต่ครั้นมีการยกระดับมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง (มจร-มมร) ให้เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ในปี พ.ศ.2540 และต่อมาก็มีการย้ายศูนย์การศึกษา จากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ท่าพระจันทร์ ไปอยู่ที่อำเภอวังน้อย พระนครศรีอยุธยา ในปี 2551 นับตั้งแต่นั้น มหาจุฬาฯ เลยกลายเป็นเสือติดปีก อธิการบดี มจร. คือ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ศ.ดร. ป.ธ.9 Ph.D) มีบทบาทระดับโลก

ครั้นมองลงไปใน "เครือข่าย" ของมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. แห่งนี้ ก็จะพบว่ามี "วิทยาเขต-วิทยาลัยสงฆ์-ห้องเรียน และหน่วยวิทยบริการ" กระจายอยู่ทั่วประเทศ นับได้ถึง 40 แห่ง แถมด้วยสถาบันสมทบ ทำนอง "พันธมิตรทางการศึกษา" อีก 6 แห่ง ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา สามารถผลิตบัณฑิตออกไปรับใช้สังคมได้มากมายถึง 50,000 รูป/คน มีตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ไปจนถึง Ph.D. หรือด๊อกเตอร์ อันเป็นจุดสูงสุดทางการศึกษาของทุกคนบนโลก

ใช่แต่เท่านั้น ปัจจุบันนั้น มีวัดไทยในต่างประเทศทั่วโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ยุโรป อินเดีย-เนปาล และออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ร่วมๆ 300 วัด มีการส่งพระธรรมทูตไปปฏิบัติงานอยู่ไม่ต่ำกว่า 1000 รูป ทั้งไปอยู่ประจำและอยู่ชั่วคราว บรรดาพระธรรมทูตเหล่านั้น ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาไปจาก มจร. แถม มจร. ยังได้รับการมอบหมายให้ทำการอบรมพระธรรมทูต มาตั้งแต่ พ.ศ.2538 ถึงปัจจุบัน ผลิตพระธรรมทูตไปแล้วกว่า 1,500 รูป ซึ่งได้กระจายกันปฏิบัติงานอยู่ทั่วโลก เป็นตั้งแต่เจ้าอาวาสไปถึงภารโรง

เป็นต้นเหล่านี้ ส่งผลให้ "มหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร." มีอิทธิพลสูงสุดทางด้านการศึกษา เพราะในสมัยปัจจุบันนั้น มหาวิทยาลัยถือว่าเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตอย่างเป็นทางการที่สุด

ครั้นเมื่อ ตำแหน่งอธิการบดี มจร. ตกเป็นของพระราชปริยัติกวี หรือเจ้าคุณสมจินต์ ซึ่งเป็นพระวัดปากน้ำ ก็เลยทำให้เก้าอี้อันทรงอิทธิพลสูงสุดทั้งด้านการศึกษาและการปกครองของคณะสงฆ์ไทย ไหลไปรวมกันอยู่ที่วัดปากน้ำของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพียงแห่งเดียว !

ยิ่งเมื่อนับดูเก้าอี้สำคัญของพระวัดปากน้ำทั้งหมด ก็จะพบว่า

1. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ถือพัดยศชั้นสุพรรณบัฏ (สมเด็จ) และเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม โดยตำแหน่ง

2. พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร) ถือพัดยศชั้นหิรัณยบัฏ (รองสมเด็จ) เป็นเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และกรรมการมหาเถรสมาคม (โดยแต่งตั้ง)

3. พระพรหมโมลี (สุชาติ) ถือพัดยศชั้นหิรัณยบัฏ (รองสมเด็จ) เป็นเจ้าคณะภาค 5 แม่กองบาลีสนามหลวง และกรรมการมหาเถรสมาคม (โดยแต่งตั้ง)

4. พระราชปริยัติกวี (สมจินต์) ถือพัดยศชั้นราช ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหิวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)

ยังมีพระเถรานุเถระ ระดับรองๆ ลงไป อีกมากมายในวัดปากน้ำ

ดังนั้น ที่เก็งๆ กันว่า "วัดปากน้ำคงจะโดนเซ็ตซีโร่คราวนี้จนเกลี้ยงวัด" นั้น ก็คงฝันค้าง เพราะถึงจะเซ็ตซีโร่ "กรรมการมหาเถรสมาคม" ได้ แต่ตำแหน่ง "แม่กองบาลี" เอย "อธิการบดี" เอย นั้น พรบ.คณะสงฆ์ปัจจุบัน ไม่สามารถเซ็ตซีโร่ได้ เพราะไม่ใช่ตำแหน่งในมหาเถรสมาคม

ทั้งๆ ที่ตำแหน่งทั้งสองนี้ (แม่กองบาลี-อธิการบดี) มีความสำคัญกว่าตำแหน่ง "สมเด็จพระสังฆราช" ด้วยซ้ำไป เพราะควบคุมการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยได้อย่างกว้างขวางและยาวนาน ดังนั้น ถึงไม่ได้เป็นสังฆราช แต่ถ้าสามารถคุมทั้งบาลีและมจร. ไว้ในมือ ก็ถือว่า..ทรงอิทธิพลยิ่งกว่าสังฆราช !

แต่น่าแปลกใจว่า รัฐบาลไทย มุ่งมั่นจะทำการอภิวัฒน์คณะสงฆ์ไทย ที่เข้าใจว่าตกอยู่ในสภาวะ "ตกต่ำ" ให้ดีขึ้นสูงขึ้น แต่ก็ไม่เห็นทำอะไร ที่ทำๆ ไปก็แค่

1. แก้กฎหมาย ไม่ให้สมเด็จช่วงเป็นสังฆราช

2. แก้กฎหมาย ไม่ให้สายธรรมกายครองอำนาจในมหาเถรสมาคม

โดยหารู้ไม่ว่า ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง เพราะสายธรรมกายเขาคุมการศึกษาไว้ทั้งหมด สายอื่นต่างหากที่ไม่ได้เรื่อง เพราะเอาแต่ตำแหน่ง แต่ไม่สนใจการศึกษาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในโลก

แต่กระบวนการซึ่งทรงพลังในการ "สร้างฐานอำนาจ" ในคณะสงฆ์ อันได้แก่ ตำแหน่งแม่กองบาลีและอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์นั้น กลับไม่เห็นปฏิรูปอะไร นี่ก็เห็นรีบประกาศ "เลือกตั้ง" ในเดือนกุมภา ปีหน้า คงกลัวว่า ทุนจีนจะหนีไปเวียตนามและกัมพูชา เพราะถูกทรัมป์ทำสงครามการค้า ไทยเราคงได้แค่มองตาปริบๆ เหมือนหมูวิ่งผ่านหน้า กลัวถูกประณามว่า "เสียของ"

 

 

ว่าแต่บิ๊กตู่ไม่รู้จริงๆ หรือ หรือว่าแกล้งโง่ หรือว่า..โง่จริงๆ ???

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 17 กันยายน 2561

 

100 เปอร์เซ็นต์ !

แบงค์อิสลามเป็นของรัฐ

หลังออกกฎหมายให้รัฐถือหุ้นได้เกินครึ่ง

ล่าสุด ครม. สั่งคลังทุ่มอีก 18,000 ล้าน

แต่ยังไม่รู้ว่าเพิ่มทุนหรือเพิ่มการขาดทุน

 

อา..ถือว่ามาเหนือเมฆเลยทีเดียว กับกลยุทธ์ "ขาดทุน เพื่อผลักให้รัฐต้องเข้ามาอุ้ม" อุ้มไปอุ้มมา ปรากฏว่า ไอแบงค์ หรือธนาคารอิสลาม กลายเป็น "รัฐวิสาหกิจ ชนิดพิเศษ" เพราะมาจากการ "เข้าไปถือหุ้น" โดยผู้ถือหุ้นเดิม "ทิ้งหุ้น" ให้แก่รัฐหมด จนหุ้นในมือของรัฐนั้นมีอัตราที่ 99.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็คือ 100 เปอร์เซ็นต์ นั่นแหละ อีก 00.3 เปอร์เซ็นต์นั้น น่าจะเป็น "ค่าป้ายอิสลาม" ที่ยังเปลี่ยนไม่ได้ สรุปว่า ต่อนี้ไป ไอแบงค์ตกเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล จึงไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะล้มหรือไม่ เพราะใช้เงินรัฐบริหาร ไอแบงค์ล้มก็เท่ากับรัฐบาลล้ม

ที่น่าแปลกใจก็คือว่า รัฐดูเหมือนมั่นอกมั่นใจในกิจการของไอแบงค์ นอกจากจะเข้าไปถือหุ้นเพิ่มจนเต็มร้อยแล้ว ก็ยังสั่งเพิ่มทุนอีกสองหมื่นล้าน ยิ่งกว่าเปิดแบงค์ใหม่ ทั้งๆ ที่ก็มีแบงค์ในความดูแลของรัฐตั้งหลายแห่ง เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) เป็นต้น ถ้ารัฐบาลมีเงินเหลือเฟือ ก็น่าจะไปเพิ่มทุนในธนาคารเหล่านี้มากกว่า แต่เหตุไฉนจึงตัดสินใจ "ทุ่มไป" ในไอแบงค์ ซึ่งมีประวัติ "ขาดทุน" ตั้งแต่เริ่มต้น

ถ้ารัฐ "กล้าทุ่ม" เป็นหมื่นๆ ล้าน เพื่อรักษาสถานภาพของธนาคารอิสลามไว้ไม่ให้ล้ม ก็ต้องถามด้วยว่า แล้วตะที "บีแบงค์" หรือธนาคารพุทธ ซึ่งชงไว้ตั้งแต่ปีมะโว้ เห็นว่าจะใช้เงินเริ่มตั้งแค่ 5,000 ล้าน เหตุไฉนรัฐบาลไทยให้ไม่ได้ !

วันนั้น ธนาคารพุทธ ขอแค่ 5 พันล้าน รัฐบอก "ไม่มีตังค์" แต่สำหรับธนาคารอิสลาม ขาดทุนมหาศาลถึง 5 หมื่นล้าน รัฐรีบอุ้ม แถมสั่งเพิ่มทุนอีกเกือบ 2 หมื่นล้าน ถามว่า รัฐบาลนี้ใช้ตรรกะอะไรในการบริหาร หรือจะเป็นดังคำกล่าวว่า "ลูกเมียน้อยย่อมได้ดีกว่าลูกเมียหลวง"

 

 

รัฐอัดอีก 1.6 หมื่นล้าน เร่งหาคนร่วมทุน ฟื้นอิสลามแบงก์

มรดกหนี้เสียต้องเคลียร์ ! ครม.อนุมัติใส่เงินเพิ่มทุนธนาคารอิสลามฯ หรือไอแบงก์ อีก 1.6 หมื่นล้าน รวม 1.8 หมื่นล้าน พร้อมสั่งเร่งหาพันธมิตรปรับปรุงการบริหาร เผย ณ ​สิ้นเดือน มี.ค. มีกำไร 724 ล้าน

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. วันนี้ (4 ก.ย.) มีมติอนุมัตินำเงิน 16,100 ล้านบาท ของกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ไปเพิ่มทุนของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ ไอแบงก์ จากก่อนหน้านี้ใช้งบประมาณ

เพิ่มทุนไปแล้ว 2,000 ล้านบาท รวมเป็นการเพิ่มทุน 18,100 ล้านบาท ตามแผนการฟื้นฟูกิจการไอแบงก์

ขณะเดียวกันให้เร่งเจรจาหาพันธมิตรให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้พันธมิตรร่วมลงทุน และร่วมปรับปรุงการบริหารจัดการภายในของไอแบงก์

หลังจากกระทรวงการคลังเพิ่มทุน ทำให้คลังมีสัดส่วนการถือหุ้นในไอแบงก์ 99.7% และในอนาคตเมื่อหาพันธมิตรร่วมทุนได้ คลังก็จะลดสัดส่วนการถือหุ้นลง

ทั้งนี้ฐานะการเงินของไอแบงก์ที่รายงานต่อคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561 มีเงินรับฝากประมาณ 78,510 ล้านบาท สินทรัพย์​รวม 71,293 ล้านบาท มีหนี้สิน (รวมเงินรับฝาก) 90,187 ล้านบาท มีรายได้จากการดำเนินงาน 798 ล้านบาท มีหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญ 352 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 724 ล้านบาท

ตลอดช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ไอแบงก์ต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการของ คนร. หลังจากมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูงถึงประมาณ 50,000 ล้านบาทมานาน เพราะนอกจากปล่อยกู้ตามนโยบายรัฐแล้ว ยังปล่อยกู้ให้โครงการที่มีนักการเมืองบางกลุ่มเกี่ยวข้อง โดยปี 2560 ได้โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนี้ให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยแล้ว

 

ี่มา : ไทยรัฐ : 5 กันยายน 2561

 

หั่นงบพุทธ-เพิ่มงบอิสลาม

 

สถานการณ์พระพุทธศาสนาประเทศไทย

มองมุมไหนเห็นแต่สาละวันเตี้ยลง

 

 

หลังจาก สนช. ได้ผ่านร่าง พรบ.งบประมาณ ประจำปี พ.ศ.2562 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยใช้เวลาพิจารณางบประมาณจำนวน 3 ล้านล้านบาท เพียงแค่ 3 ชั่วโมง ตกชั่วโมงละ 1 ล้านล้านบาท โดยที่ไม่มีสมาชิกท่านใดคัดค้านเลยนั้น ส่งผลให้พระราชบัญญัติงบประมาณดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ทันทีที่ทรงลงพระปรมาภิไธย

เมื่อตรวจในรายละเอียดของร่าง พรบ.งบประมาณดังกล่าว ก็พบว่า งบประมาณในส่วนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีภาระในการดูแลพระพุทธศาสนาทั้งในและต่างประเทศนั้น ลดลงจากปีก่อน จาก 5,022.3 ล้าน (ห้าพันยี่สิบสองล้านสามแสนบาท) เหลือเพียง 4,935.7 ล้าน (สี่พันเก้าร้อยสามสิบห้าล้านเจ็ดแสนบาท) หรือลดลงจำนวน 86.6 ล้าน (แปดสิบหกล้านหกแสนบาท)

 

 

 

แต่ยังมีที่น่าแปลกใจด้วยว่า ในส่วนของรัฐวิสาหกิจนั้น มีงบประมาณ "บริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จำกัด" จำนวน 775.2 ล้าน เพิ่มเข้ามาด้วย โดยในปี พ.ศ.2561 นั้น ไม่มีงบประมาณดังกล่าวนี้ ทั้งนี้คงจะเนื่องมาจาก สนช. เพิ่งจะผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติม พรบ.ธนาคารอิสลาม ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา มีเนื้อหาสาระให้กระทรวงการคลังเข้าไปถือหุ้นในธนาคารอิสลามได้เกินร้อยละ 49 เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เสียของธนาคารแห่งนี้

ณ วันนี้ สถานะของธนาคารอิสลาม ได้ปรากฏใน พรบ.งบประมาณของประเทศไทยว่ามีสถานะเป็น "รัฐวิสาหกิจ" ไปแล้ว และได้รับงบประมาณอุดหนุนปีแรก จำนวน 775.2 ล้านบาท

 

 

ก็เลยเกิดการเปรียบเทียบว่า กับงานพระพุทธศาสนา ซึ่งมีชาวไทยนับถือเป็นส่วนใหญ่ มีวัดมากมายถึง 40,000 วัด และมีพระภิกษุสามเณรถึง 300,000 กว่ารูป รัฐบาลกลับ "ตัดลด" งบประมาณลงเป็นจำนวนมากถึง 86.6 ล้าน ขณะที่ธนาคารอิสลามนั้น กลับมีการตั้งงบประมาณใหม่เข้าไปถึง 775.2 ล้าน สวนทางกันอย่างชัดเจน

แน่นอนว่า กับภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาในปีที่ผ่านมานั้น ถือว่าอยู่ในสภาพถดถอย แต่รัฐบาลจะโยนให้เป็นความผิดหรือภาระของพระภิกษุสามเณรเท่านั้นได้อย่างไร ในเมื่อนโยบายอะไรต่างๆ ของคณะสงฆ์ไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ก็ล้วนแต่มาจากรัฐบาล เริ่มมาจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์โน่นเลย เพราะไม่เคยมีพระเณรรูปไหนเป็นผู้ร่างนโยบายหรือพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไทย มีแต่รัฐบาลซึ่งเป็นฆราวาสหัวดำทำกันทั้งสิ้น จะบอกว่าพระภิกษุสามเณรไทย ล้วนแต่เป็นผลผลิตของสังคมไทยและของรัฐบาลไทย ก็คงว่าได้ไม่ผิด

ดังนั้น เมื่อภาพพจน์ของพระพุทธศาสนาอยู่ในสภาวะตกต่ำดังที่เห็น และรัฐบาลก็อ้างเหตุผลในการเข้ามาดำเนินคดีกับพระผู้ใหญ่หลายรูปว่า "เพราะต้องการเข้ามาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง" แต่กลับตัดลดงบประมาณลง ถามว่า รัฐบาลจะกอบกู้และทำนุบำรุงอย่างไร จะใช้อะไรในการขับเคลื่อนทำงานพระพุทธศาสนา ?

 

 

ไม่เพิ่มให้ไม่พอ ยังตัดงบประมาณลงไป ช่างน่าน้อยใจนัก !

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 31 สิงหาคม 2561


เปิด พรบ.การศึกษาสงฆ์

ฉบับ ป.ธ.9 ไม่เทียบเท่า Ph.D.


 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน พรบ.การศึกษาสงฆ์ ฉบับใหม่

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม