LAST UPDATE :   FEBRUARY : 25 : 2021 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 


 

เปิดเต็ม

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีพระพรหมดิลก วัดสามพระยา

ก่อนศาลฎีกาจะปิดสำนวน

ให้พระพรหมดิลกเป็นผู้บริสุทธิ์

 


 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่านสำนวนศาลอุทธรณ์เต็มฉบับ

 

 

สำนวนศาลอุทธรณ์

คดีพระพรหมดิลก วัดสามพระยา

(เฉพาะคำตัดสินของศาลอุทธรณ์)

 

หมายเหตุ : บางท่านไม่ถนัดอ่านไฟล์ PDF

เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม จึงนำเสนอในแบบออนไลน์ ดังนี้

 








 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

25 กุมภาพันธ์ 2564

 


 

วัดไทยลาสเวกัส..ในวิกฤตโควิด-19

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

มุมมองของพระมหานรินทร์ ครั้งที่ 174

 

 

สวนทางพระนิพพาน

เจ้าคุณเอื้อนพ้นคุก-พุทธะอิสระเข้าคุก

ถูกศาลอาญาลงโทษจำคุก 4 ปี 8 เดือน

พร้อมกับกำนันสุเทพ

 

 

พุทธะอิสระ-เจ้าคุณเอื้อน

 

 

คู่สร้างบารมีในทางโลกและทางธรรม

ก่อนนำไปสู่ประตูตะรางในที่สุด

 

 

สุวิทย์และสุเทพนั้น เคยบวชใส่ผ้าเหลือง

แต่ตัดการเมืองไม่ขาด จึงถลำออกนอกกำแพงวัด

สุดท้ายก็ติด..ตะราง

เหตุผลก็คือ ละเมิดกฎหมายและพระธรรมวินัย

 

 

พุทธะอิสระถูกจับกุมครั้งแรกแบบสงคราม

เป็นพระไทยรูปแรกที่ถูกทางการยกคอมมานโดเข้าชาร์จตัวถึงในกุฏิ

 

 

วันนี้ ได้เข้าคุกรอบสอง นานกว่าเดิม

 

 

พุทธะอิสระในวันไร้อิสระ

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

24 กุมภาพันธ์ 2564

 


 

ศิษย์เจ้าคุณเอื้อนเฮ !

ศาลฎีกาสั่งยุติคดีเงินทอนวัด

หลังรัฐบาลไม่ฎีกา แสดงว่าสิ้นสุดเพียงชั้นอุทธรณ์

และเจ้าคุณเอื้อนนั้น บริสุทธิ์ ทุกประการ

เหลือประการสุดท้าย

คือ การคืนความเป็นธรรม จะทำอย่างไร

จะเหมือนอดีตพระพิมลธรรมหรือไม่ ?

 

 


 

It's over

 

ถามว่า การที่ศาลฎีกา "ออกหนังสือรับรองให้คดีสิ้นสุด" นั้น หมายความว่าอย่างไร ? ก็ตอบได้ว่า หมายถึงว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ฎีกา คือเมื่อคดีผ่านศาลอุทธรณ์แล้ว ฝ่ายโจทก์คือรัฐบาลและสำนักพุทธฯ ยังมีสิทธิ์อุทธรณ์ แต่ทางรัฐบาลและสำนักพุทธฯ เห็นแล้วว่า ขืนอุทธรณ์ไปก็คงไม่ชนะ ถึงแม้ว่าชนะคดีก็ไม่ชนะใจชาวพุทธทั่วไทย เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง ก็เลยยอมความเสียเอง เป็นการยอมรับว่า รัฐบาลทหาร (คสช) ได้กระทำการผิดพลาด จับพระสงฆ์ผู้บริสุทธิ์เข้าคุกเข้าตะราง กระทั่งศาลยังเห็นต่างกับรัฐบาล พิพากษาว่า "ข้อหาที่รัฐบาลประยุทธ์ประเคนให้แก่พระพรหมดิลกและพระเลขานั้น ไม่ชอบธรรม"

กรณีนี้ มีการชี้ทางจากผู้รู้หลายท่าน ว่ารัฐบาลอย่าทำบุ่มบ่าม ประเดี๋ยวจะเข้าเค้า "การทำสงครามยาเสพติด" ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ซึ่งแรกนั้นก็ตั้งใจทำดี แต่พอเฮโลกันเข้าไป ก็เลยเปิดทางให้พวกมิจฉาชีพเข้าสวมรอย ทำร้ายทำลายผู้บริสุทธิ์ กลั่นแกล้งทำลายกัน จนมีคนถูกวิสามัญฆาตกรรมตายไปหลายพัน กระทั่งในหลวง ร.9 ทรงร้อนพระทัย ถึงกับออกมาตรัสเตือนว่า "อย่าทำแบบเหวี่ยงแห" ให้อิงหลักนิติธรรมเข้าไว้ จะไปได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่กลายเป็นตราบาปในภายหลัง ถ้ารัฐบาลทหาร "หัดฟัง" มั่ง ก็คงไม่มีวันนี้ วันที่ความปราชัยในเกมยุติธรรมเดินทางมาถึง

วันนี้ คดีของอดีตพระพรหมดิลก หรือเจ้าคุณเอื้อน และอดีตพระเลขา เดินทางมาถึงปลายทาง (Distination) แล้ว ผลของการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลทหารกับพระสงฆ์ที่ไร้อาวุธในมือ ได้ออกมาแล้ว ผลก็คือ รัฐบาลทหารแพ้ เหมือนคดีพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) วัดมหาธาตุ ในอดีต ซึ่งรัฐบาลไทยในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ บงการตำรวจไทยในสมัยนั้น ให้ตั้งข้อหาสารพัด (รวมทั้งข้อหาเป็นคอมมูนิสต์) จับกุมคุมขังและสั่งสึกนานถึง 5 ปี สุดท้ายศาลทหารได้พิพากษาว่า พระพิมลธรรม เป็นพระผู้มีคุณูปการต่อพระศาสนา แต่ว่าถูกทั้งฝ่ายสงฆ์และทางการบ้านเมือง "รวมหัวกัน" ทำร้ายทำลาย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ที่เป็นมารผจญพระพิมลธรรมนั้น เป็นถึง "สังฆราช" แท็กทีมกับตำรวจ กลั่นแกล้งด้วยความอิจฉาในความเด่นความดังและกลัวจะดังกว่าตัวเอง จึงใช้ยุทธการ "ดับดาวรุ่ง" ตั้งข้อหาและจับสึกไว้ก่อน กว่าจะออกคุกมาก็พิกลพิการ แต่การจะดำเนินคดีกับระดับสังฆราชและพระสงฆ์อีกมากมายนั้น เป็นเรื่องใหญ่ จะเสียหายไปทั้งประเทศ ศาลทหารจึงขอให้พระพิมลธรรม "อโหสิกรรม" ให้แก่มารผจญเหล่านั้น ปลงเสียว่า "มารไม่มี บารมีไม่เกิด"

อดีตพระพรหมดิลกในวันนี้ ก็คงต้องคิดเช่นเดียวกันว่า รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นมารผจญ เข้ามาสร้างภูมิคุ้มกันในเส้นทางแห่งนักบุญ  รวมถึง "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีต ผอ.พศ. นั้น ก็อย่าถือสาหาความ พงศ์พรก็เป็นแค่ "มือปืนรับจ้าง" ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว แต่ได้รับคำสั่งและเบี้ยเลี้ยงบำเหน็จบำนาญ ก็ทำตามไปตามความอยากของปุถุชน ส่วนบาปกรรมจะเป็นอย่างไรก็ให้เป็นเรื่องของ..วัฏสงสาร

นั่นหมายถึงว่า ถ้าหากพระพรหมดิลกจะ "ฟ้องกลับ" สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งการฟ้องร้องและสูญเสียสถานะทุกอย่าง เพื่อเรียกร้องความชอบธรรมคืนมาให้แก่ตนเอง ก็ย่อมทำได้ แต่นั่นก็มิใช่วิสัยของสมณะ งานนี้จึงจบลงตรงที่ "อโหสิกรรม" คือเจ็บฟรี

หรือนี่จะเป็นวิถีของพระไทย ถูกรัฐบาลทำร้ายทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายยุคสมัย เหมือนไม่จำว่าทำกับพระจะประสบวิบัติกรรมอย่างไรบ้าง

ถ้ารัฐบาลไม่คืนความชอบธรรม ก็จะกลายเป็นตราบาปให้แก่รัฐบาลประยุทธ์ ไปตลอดกาล

เป็นโจทย์ใหญ่ให้รัฐบาลประยุทธ์และคณะ ต้องนำไปคิดแก้ไข เพื่อมิให้เป็นตราบาปแก่ตนเองตลอดไป

ส่วนพระพรหมดิลกและพระเลขานั้น ก็คงไม่ต้องทำอะไร เพราะ..ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม แม้จะถูกกลั่นแกล้งทำร้ายทำลายอย่างไร ขอเพียงยึดมั่นในธรรม ธรรมะก็ย่อมคุ้มครองป้องกัน และย่อมจะ..ชนะมาร ได้ในที่สุด ดังคำสั่งศาลฎีกาที่ออกมาในวันนี้

 

ภาพ : THE BUDDH

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

23 กุมภาพันธ์ 2564

 

เปิดเต็ม ไม่เซ็นเซอร์ !

 

คำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์

พระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) วัดสามพระยา

16 พฤษภาคม 2562

 

 

กดที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด/อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

26 พฤษภาคม 2562

 

เปิด : คำให้การของเจ้าคุณเอื้อน

ในคดีเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

ข่าวเกี่ยวข้อง :

 

 

 


 

NO MAKHA BUCHA DAY

มหาเถรสมาคมลงมติ

ปีนี้ ไม่มีพิธีสำคัญ วันมาฆบูชา

 


 

ที่มา : มหาเถรสมาคม

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 16 กุมภาพันธ์ 2564

 


 

ปิดวัดสระเกศ

ไม่รับตรุษจีน และ ไม่รับม็อบแดง

BIG CLEANING ล้างซวย

จู่ๆ ม็อบก็ประกาศ..ห่มผ้าแดงภูเขาทอง

งานเข้า ปิดวัดสิฮะ รออะไร !

 

 

อา..ถามว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ วัดสระเกศ ศูนย์กลางของชาวจีนกลางกรุง ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมานั้น ต้องเตรียมต้อนรับขับสู้ในฤดูทำเงินทำทอง นั่นคือ ตรุษจีน ไม่ว่าจะเป็นวันเตรียม วันไหว้ หรือวันอะไรก็ตาม วัดสระเกศมีความพร้อมเสมอในการต้อนรับ..เทศกาลจีน ยิ่งช่วงนี้ คนจีนมีเงิน ไปไหนก็เอาเงินไปด้วย ไม่ต้อนรับคนจีนแล้วจะต้อนรับใคร จริงไหม

คาดกันว่า ตรุษจีนปีนี้ วัดสระเกศ จะมีเงินเข้าวัดอย่างน้อยก็ 100 ล้าน เพราะเคยได้กว่านี้มากมายในสมัยสมเด็จเกี่ยว ตรุษจีนจึงถือเป็นฤดูทำเงินทำทองของวัดสระเกศ นอกจากจะไม่ปิดแล้ว ยังต้องเปิดทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อให้ผู้คนได้มาทำบุญกันสะดวก ยิ่งในวิกฤติโควิดด้วยแล้ว โอกาสเงินโอกาสทองเช่นนี้หาได้ยาก พอรัฐบาลผ่อนปรนปุ๊ป ตรุษจีนก็มาปั๊ป ตามมาติดๆ ด้วยมาฆบูชาและวาเลนไทน์ เหมือนแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า แล้วถามว่า..จะรออะไร เงินทองมาจ่อหน้าประตูวัดแล้ว แค่แง้มเบาๆ ก็เข้าย่ามตุงๆ ไม่เปิดวัดตอนนี้แล้วจะเปิดตอนไหน จริงไหมครับ เจ้าคุณสุรชัย สมบัติเจริญ

 

 

แต่..แต่แล้วก็เหมือนระเบิดลงวัดสระเกศ เมื่อคณะราษฎรมูเตลู จู่ๆ ก็ประกาศ "แห่ผ้าแดงไปวัดสระเกศ" ดีเดย์ 14 กุมภา วาเลนไทน์ และตรุษจีน โดยไม่ถามไม่ไถ่ว่าพระในวัดยินดีต้อนรับหรือไม่ เล่นเอาพระเณรวัดสระเกศตกอกตกใจ รีบประชุมแล้วออกมติด่วน "ปิดวัดทันที" ไม่มีเหตุผลอะไรก็ยัดข้อหาให้..โควิด-19 เอาไว้ก่อน เหมือนรัฐบาลบิ๊กตู่นั่นแหละ "เพื่อความปลอดภัยของพ่อแม่พี่น้อง จึงต้องต่อ พรก.ฉุกเฉิน ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน" ว่าไป ผลที่ได้ก็คือ บ่อนพนันเต็มเมือง

 




 

 

ความจริงแล้ว ประเพณีห่มผ้าแดงให้แก่พระธาตุเจดีย์ต่างๆ นั้น นิยมทำทั่วไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ อย่างน้อยสมัยอยุธยา มาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังสืบสานกันเรื่อยมา ห่มผ้าอะไรก็ไม่สวยงามเท่ากับ "ห่มผ้าแดง" ถวายเป็นพระพุทธบูชา

แต่..แต่ครั้นมาถึงสมัย "สมเด็จเกี่ยว" เป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศและผู้ปฏิบัติหน้าที่พระสังฆราช ประเทศไทยเราเริ่มมีมหกรรม "กีฬาสี" ซึ่งก็มีเพียง 2 สี คือ สีแดงกับสีเหลือง โดยสีเหลืองเป็นสีนิยมเจ้าและเผด็จการทหาร ส่วนสีแดงเป็นสีประชาธิปไตยจ๋า ถ้าแดงจัดหรือแดงเข้ม ก็ถึงกับ..ไม่เอาเจ้า ซึ่งก็ไปเข้ากับทฤษฎีของคณะราษฎร ซึ่งมีนโยบายปฏิรูปสถาบัน และบางส่วนก็ประกาศ..ไม่เอาเจ้า

 


 

วัดสระเกศในสมัยสมเด็จเกี่ยว เรื่อยมาจนถึงสมัยเจ้าคุณธงชัย เป็นเจ้าอาวาส กลายเป็นจุดศูนย์กลางของ..คนเสื้อแดง ระดับบิ๊กๆ เช่น ยิ่งลักษณ์ เจ๊หน่อย ฯลฯ ล้วนแต่เข้าวัดสระเกศเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันนั้น ยิ่งลักษณ์ลี้ภัยไปอังกฤษ ส่วนเจ้าคุณพรหมสิทธิ (ธงชัย) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ถูกรัฐบาลประยุทธ์จับสึก และยัดข้อหา "ฟอกเงิน" ถึงขนาดศาลอาญาต้องระบุว่า "จับพระท่านมาขังไว้ไม่เป็นประโยชน์" จึงให้ปล่อยออกไป จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติพระศาสนามากกว่า

สาเหตุที่พระสงฆ์ "สายเสื้อแดง" หรือสายธรรมกาย ไม่ว่าจะเป็น "เจ้าคุณเอื้อน" เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เจ้าคุณจำนงค์ วัดสัมพันธวงศ์ และเจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ ถูกรัฐบาลทหาร คสช. "เช็คบิล" นั้น เรื่องเงินเป็นเรื่องเล็ก เพราะรับกันหลายวัด แต่โดนคดีเพียง 2-3 วัดเท่านั้น เป้าหมายจริงก็คือ กวาดล้างพระจีวรแดงระดับบิ๊กในวงการสงฆ์ ไม่ต่างจากสมัยพระพิมลธรรม (อาจ) วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ที่ถูกรัฐบาลจอมพลผ้าขาวม้าแดงกวาดล้างด้วยข้อหา "คอมมิวนิสต์" ขณะที่ "ท่านกิตติวุฑฺโฒ" พระวัดเดียวกันแต่นิยมเจ้าและเข้ากับรัฐบาลเผด็จการทหาร กลับอยู่ดีกินดี มีความเจริญก้าวหน้าในผ้าเหลือง ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น..ชั้นเทพ

 

 

วัดสระเกศเปลี่ยนสี

 

 

วัดสระเกศหลังยุคสมเด็จเกี่ยว เข้าสู่วิกฤติการณ์ซ้ำซ้อน คือการต่อสู้ระหว่าง เจ้าคุณเสนาะ กับ เจ้าคุณธงชัย เจ้าคุณเสนาะแพ้ ถึงกับปลิดชีพตัวเองลงอย่างที่โลกต้องตะลึง ขณะที่ต่อมา เจ้าคุณธงชัย ก็ถูกรัฐบาลทหารกวาดล้าง ด้วยข้อหาลับลวงพราง ซึ่งก็คือ คดีการเมืองนั่นเอง ปัจจุบันนี้เจ้าคุณธงชัยก็ยังคงไม่สามารถกลับมาห่มผ้าเหลืองได้ ตราบใด "บิ๊กตู่" ยังอยู่ เจ้าคุณธงชัยก็อย่าหวังว่าจะได้กลับมาห่มผ้าแดง

เจ้าคุณสุรชัยนั้น ปัจจุบันก็ยังไม่ได้นั่งเก้าอี้เจ้าอาวาสเต็มตัว ยังเป็นเพียง "รักษาการ" แถมยังรักษาการทั้งเจ้าคณะภาค 12 และล่าสุดก็ได้รักษาการ "วัดโสธรวราราม" อันใหญ่บะละฮึ่ม ระดับเจ้าพ่อในภาคตะวันออก การปล่อยให้ "คณะราษฎร" ขึ้นไปห่มผ้าแดงภูเขาทอง และทำกิจกรรมทางการเมือง ย่อมจะสุ่มเสี่ยงต่อการ "ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ" ซึ่งจะกระทบถึงเจ้าคณะภาค 12 อีกด้วย แบบว่ามีสิทธิ์หลุดทั้งยวง ยิ่งมีการแก้กฎ มส. ให้การแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง "ต้องผ่านสำนักพระราชวัง" ด้วย ก็ยิ่งเสียว เกิดใครไปประกาศ "ไม่เอาเจ้า" บนภูเขาทอง รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้อย่างไร นี่ไง สาเหตุที่เจ้าคุณสุรชัยต้องรีบประกาศ..ปิดวัด ในวันนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วัดสระเกศภูเขาทอง ซึ่งก็ต้องเห็นใจ ไม่มีใครอยากเล่นเกมเสี่ยง เพราะมันไม่คุ้ม

 





 

 

นางพญายิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงหนึ่งเดียวของไทย เคยแสดงบทบาทสำคัญคือ "ร้องไห้ต่อหน้าภูเขาทอง" เนื่องในวันคล้ายวันเกิด 50 ปี เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2560 ผลต่อมาก็คือว่า ไม่มีการปรานีจากรัฐบาลทหาร ยังคงตามล้างตามเช็ดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เหมือนบุญไม่ช่วย

หากไม่ปิดวัดสระเกศในวันที่ 14 นี้ ผู้ที่จะต้องร้องไห้เป็นรายต่อไป ก็คงไม่ใช่ใคร นอกจาก..เจ้าคุณสุรชัย-พระเทพรัตนมุนี รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ นั่นเอง ไม่ตายก็ไม่โต อีแบบนี้ ปีนี้อาจจะไม่มีประเพณี "ห่มผ้าแดงภูเขาทอง" อีกต่อไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าแดงแท้หรือแดงเทียม

เฮ้อหนอ..เงินทองกำลังจะเข้าวัด จู่ๆ ก็มีดาวหางฮัลเล่ย์ ลัดวงโคจรเข้ามาตัดหน้าตรุษจีน เล่นเอาเจ้าคุณสุรชัยถึงกับต้องประกาศ "ปิดวัด" ปัดเคราะห์ปัดนามให้พ้นวัดสระเกศ ไม่งั้นจะซวยกันทั้งวัด

แต่ถามว่า ถ้าเข้าวัดสระเกศไม่ได้ คณะราษฎรน่าจะไปวัดไหน คำตอบก็น่าจะเป็น "วัดสร้อยทอง" ของเจ้าคุณอุทัย เพราะทั้งเจ้าคุณอุทัยก็เป็นสายธรรมกายกลางกรุงเทพ แถมพระมหาไพรวัลย์ก็เคยออกทีวีสนับสนุน "แก๊งค์แครอท" ซึ่งบางส่วนได้ลี้ภัยไปยุโรปก่อนหน้านี้แล้ว ไปวัดสร้อยทอง รับรองว่า..ไม่ผิดหวัง

 

 

เจ้าคุณสุรชัย รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

 

ราษฎรอกหัก วัดสระเกศประกาศปิดวัด วันที่ 14 ก.พ.

ระบุเพื่อทำความสะอาด "Big Cleaning" ป้องกันการระบาดโควิด-19 หลังจากเปิดวัดแล้วมีพุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยวเข้ามาภายในวัดจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ "ราษฎร" ซึ่งเป็นสื่อกลางรายงานความเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร ได้แชร์ภาพและข้อความจากเพจ "ราษฎรมูเตลู" พร้อมระบุข้อความว่า เชิญชวนมวลชนให้ไปร่วมทำบุญให้วีรชนเดือนตุลา ในงาน "รฤกคุณคนดีมีค่า แห่งประชาธิปไตย" ครั้งที่ 2 ในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.พ. 2564 เวลา 15.00-17.00 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา จากนั้นจะเคลื่อนขบวนผ้าแดงไปยังบรมบรรพต วัดสระเกศ (ภูเขาทอง) เพื่อห่มเจดีย์ด้วยผ้าแดง และระลึกถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเรียกร้องทั้งปัญหาปากท้อง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม รัฐบาลทหาร และชนชั้นศักดินานั้น

ต่อมาเวลาประมาณ 17.00 น. เฟซบุ๊ก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ได้เผยแพร่ ประกาศวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เรื่อง ปิดวัดชั่วคราว เพื่อทำความสะอาด (Big Cleaning) ระบุว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ยังมีการแพร่ระบาดและมีความเสี่ยงสูง และได้มีพุทธศาสนิกชน นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดนั้น คณะสงฆ์วัดสระเกศ จึงปิดวัดชั่วคราว เพื่อทำความสะอาดใหญ่ (Big Cleaning) ในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.พ. 2564

 

ข่าว : เดลินิวส์

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 12 กุมภาพันธ์ 2564

 


 

ผลงานอมตะของมหาเถรสมาคม

3 ปี 4 เดือน ประชุมกว่า 120 ครั้ง

แต่ไม่สามารถตั้งเจ้าคณะภาคได้แม้แต่ภาคเดียว

เสียหายเกินเยียวยา

 



 

 

มหาเถรสมาคม ประชุมกันเดือนละ 3 ครั้ง ทุกวันที่ 10-20-30 เลื่อนได้ถ้ามีเหตุจำเป็น ตำแหน่งเจ้าคณะภาค ว่างลงกว่า 3 ปี 4 เดือน รวมการประชุมในแต่ละปีก็ 12x3 = 36 ครั้ง 3 ปี ก็ 108 ครั้ง บวกอีก 4 เดือน คือ 12 ครั้ง ก็จะพบว่ามหาเถรสมาคมประชุมกันกว่า 120 ครั้ง แต่ไม่น่าเชื่อว่ากว่า 120 ครั้งเหล่านี้ มหาเถรสมาคม ภายใต้การบังคับบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชวัดราชบพิธ ไม่สามารถสรรหาเจ้าคณะภาคเพียงแค่ 18 ภาคได้ ปล่อยคณะสงฆ์ไทยให้ตกอยู่ภายใต้สุญญากาศมานานถึง 3 ปี แถมวันนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ของนายณรงค์ ทรงอารมณ์ ภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาบอกว่า จำเป็นต้องเลื่อนการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคออกไปอีก เพราะมีปัญหาใหม่เพิ่มเติมเข้ามา นั่นคือ การแบ่งเขตปกครองระดับภาคของคณะธรรมยุต

แปลกมาก ไม่ว่าสำนักนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่สำนักพระราชวัง จะไม่เฉียวใจเลยหรือว่า สาเหตุอันใด การปกครองคณะสงฆ์ไทย ในสมัยรัชกาลที่ 10 จึงผิดปกติ ไม่เรียบร้อย เหมือนในรัชกาลก่อน เหมือนในรัฐบาลก่อน

 

 

ข้างต้นนี้ คือตัวอย่างมติมหาเถรสมาคม ซึ่งผ่านการประชุมในรอบต่างๆ ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ถ้านับสถิติก็น่าจะเกินพันเรื่อง ซึ่งจะเห็นว่ามีเรื่องราวต่างๆ เข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคมตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การเดินทางของพระธรรมทูต การเปลี่ยนชื่อวัด พระมรณภาพ ฯลฯ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ ของบ้านเมือง เรียกได้ว่าตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ สามารถนำเข้าไปปรึกษาหารือในมหาเถรสมาคมได้ จะว่ามหาเถรสมาคมไม่ทำงานก็คงว่าไม่ได้ คือยังมีการประชุมมหาเถรสมาคมตามปกติ แต่ที่ผิดปกติก็คือว่า ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคได้เลยแม้แต่ภาคเดียว

ที่น่าแปลกใจก็คือว่า ในบรรดากรรมการมหาเถรสมาคมนั้น เกินครึ่ง หรือเกือบทั้งหมด เคยเป็นเจ้าคณะภาค และปัจจุบันยังรักษาการเจ้าคณะภาค อยู่ด้วยซี

ปัญหามันอยู่ที่ว่า สาเหตุอันใด มหาเถรสมาคม จึงไม่สามารถตั้งเจ้าคณะภาค ซึ่งมีเพียงแค่ 18+11 = 29 รูปได้ (มหานิกาย 18 รูป ธรรมยุต 11 รูป)

ถ้าเทียบกับการตั้งสมเด็จพระสังฆราช และเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ที่ผ่านมา จะพบว่า มีการดำเนินการอย่างรวดเร็วผิดปกติ กว่าจะรู้ก็เสร็จไปแล้ว คือแบบว่าถ้าผู้มีอำนาจจะตั้งใครก็จะมีการกระทำแบบเฉียบพลัน แต่ถ้าไม่คิดจะตั้งหรือไม่อยากตั้ง ก็จะรั้งรอไปเรื่อยๆ

แต่ตำแหน่งเจ้าคณะภาคนั้น เป็นพระผู้ปกครอง ซึ่งต้องสนองงานมหาเถรสมาคม ส่งผลไปยังพระเณรในสังกัดเป็นวงกว้าง ต่างจากการตั้งเจ้าคุณ ซึ่งเป็นคุณสมบัติส่วนตัว ถ้าจะเอาเจ้าคณะภาคไปเป็นเหมือนเจ้าคุณแล้ว ก็น่าหัวในสายตาปัญญาชน เหมือนแยกไม่ออกว่า การเป็นกำนันกับเป็นสามีนั้น หน้าที่ต่างกันอย่างไร

"บ้านเมืองไร้ขื่อแป" เป็นสำนวนไทยที่ใช้สำหรับบ้านเมืองที่ตกอยู่ในสภาวะจลาจล ไม่มีคนผู้มีอำนาจในการบังคับบัญชาการ โบราณจึงสอนว่า ถ้าในบ้านเมืองใดไม่มี 1. ผู้ปกครอง 2. หมอยาหรือโรงพยาบาล ก็อย่าอยู่นานเกิน 1 ราตรี เพราะเกิดเหตุอะไรขึ้นมาก็อันตราย ไม่ตายก็ป่วยหนัก

ถามว่า 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทย คณะสงฆ์ไทย มีผู้นำคือ พระเจ้าอยู่หัว นายกรัฐมนตรี และสมเด็จพระสังฆราช ไหม ? ก็ตอบได้ว่า มีครบทุกตำแหน่ง

แต่ถามว่า เหตุใดจึงไม่สามารถตั้งเจ้าคณะภาคได้ ?

ก็คงไม่สามารถตอบแทนตัวแทนองค์กรแห่งอำนาจทั้งสามเหล่านั้นได้ เพราะไม่มีใครกล้า..สอนสังฆราช

แต่ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณชนแน่นอนก็คือ กระบวนการทำงานขององค์กรเหล่านั้นไม่เวิร์ค เพราะถ้าเวิร์คก็ต้องตั้งเสร็จไปแล้ว ไม่สามารถตอบเป็นอื่นใดไปได้

การออกมาแถลงสาเหตุของการไม่ยอมตั้งเจ้าคณะภาค ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อวานนี้ เป็นการยอมรับว่ายังไม่มีความพร้อม (พร้อมรับตำแหน่ง แต่ไม่พร้อมทำงาน) จึงต้องหาเหตุผลใหม่มาสนับสนุน คือซื้อเวลาต่อไปอีก ต่างกับเรื่องอื่นๆ แม้เล็กๆ น้อยๆ มหาเถรสมาคมก็จะลงมติให้ผ่าน และส่วนใหญ่ "ไม่ต้องรอรับรองการประชุม" ด้วยซ้ำไป  แต่เรื่องใหญ่เช่นเจ้าคณะภาคนี้ กลับปล่อยทิ้งมานานกว่า 3 ปี ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ ก็น่าจะมีการแต่งตั้งโดยเรียบร้อย

การปล่อยให้เจ้าคณะภาคทั่วประเทศ มีแต่เพียง "รักษาการ" นั้น นอกจากจะไม่มีอำนาจเต็มแล้ว ก็ยังมองเห็นว่า มหาเถรสมาคม หรือรัฐบาล ไม่มีแผนงานการทำนุบำรุงและเผยแผ่พระพุทธศาสนาอะไรใหม่ จึงไม่มีการวางตัวบุคคลากรสงฆ์ในระดับภาคให้เต็ม เหมือนทหารตำรวจ ซึ่งจะออกรบหรือไม่ก็ต้องมีความพร้อมเข้าไว้ ไม่งั้นเกิดปึงปังขึ้นมาจะหาใครมาทัน

นั่นแหละคือสิ่งที่แลเห็น เป็นผลพวงของการ "ไม่ยอมตั้งเจ้าคณะภาค" แถมปล่อยไว้นานกว่า 3 ปี ถ้าเป็นในระบอบประชาธิปไตยแล้ว เรื่องนี้ต้องถึงกับ..อภิปรายไม่ไว้วางใจ กันเลยทีเดียว

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 9 กุมภาพันธ์ 2564


 

เหตุผล 108

สำนักพุทธฯ อ้างเหตุผลใหม่

ยังไม่ตั้งเจ้าคณะภาค

เพราะต้องรอธรรมยุตแบ่งเขตปกครองให้เสร็จก่อน

ไม่เสร็จก็ตั้งไม่ได้ ที่ตายก็ตายไป ตัวใครตัวมัน

 

 

 

สิปป์บวร อีกแล้วครับทั่น

พูดได้ทุกเรื่องต้อง..สิปป์บวร !

 

อา..ยังจำได้ไหม ถึงใครคนหนึ่ง เอ๊ย ครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 สิปป์บวร เคยออกมาแจ้งข่าวว่า ณ บัดนี้ (บัดนั้น) โผเจ้าคณะภาคทั้งธรรมยุตและมหานิกาย ทั่วประเทศ ซึ่งว่างมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 และมีข่าวจากสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช (สมเด็จชิน) ว่า โผเจ้าคณะภาคผ่านการเห็นชอบจากสำนักพระราชวังแล้ว กำลังอยู่ในระหว่างออกพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แถมยังมีโผหลุดออกมาสู่สาธารณชนให้เห็นทั้งกระบิ เป็นโผเก่าทั้งชุด (ชุดสมเด็จเกี่ยว-สมเด็จช่วง) เลยถูกรุมถล่มซะยับเยินว่า อ๋อ เนี่ยนะ รัฐบาลทหาร ยึดอำนาจรัฐบาลประชาธิปไตยยิ่งลักษณ์ แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ตั้งสมเด็จอัมพรเป็นสังฆราชข้ามสมเด็จช่วง ก็เพื่อเอาสังฆราชเพียงเก้าอี้เดียว ที่เหลือก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน เป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่ ไม่ว่าพระสังฆราชจะเป็นใคร สุดท้ายเจ้าคณะภาคก็พวกเก่า มันน่าเศร้าไหมล่ะ ฯลฯ เจอคลื่นซัดโครมครามจนกระแสตั้งเจ้าคณะภาคจมดิ่งเงียบหลาย สุดท้าย วันที่ 10 ธันวาคม 62 สิปป์บวรจึงออกมาแก้ข่าวว่า "โผกำลังอยู่ในขั้นตอนแต่งตั้ง แต่ที่ต้องล่าช้าเพราะว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายใหม่อย่างเคร่งครัด ฯลฯ"

ก็ผ่านไปอีกเป็นปีโดยไม่มีการตั้งเจ้าคณะภาค ตกวันที่ 31 สิงหาคม 2563 สิปป์บวร ก็ออกมาให้ข่าวว่า บัดนี้ มหาเถรสมาคม ได้พิจารณารายชื่อเจ้าคณะใหญ่หนกลางเสร็จเรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระสังฆราช ได้เสนอไปยังราชเลขานุการในพระองค์ เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฝ่าพระบาทแล้ว ซึ่งเป็นอันรู้กันว่า พระเถระที่มหาเถรสมาคมลงมติเห็นชอบให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางนั้น มีเพียงชื่อเดียว คือ พระพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส ซึ่งเวลานั้นเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางอีกด้วย

แต่แล้วก็มีฟ้าฝ่า 10 ตุลาคม 2563 มีข่าวลือสนั่นวงการสงฆ์ว่า โผเจ้าคณะภาคซึ่งผ่านการพิจารณาของมหาเถรสมาคมและสมเด็จพระสังฆราชไปแล้ว เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 63 นั้น เมื่อไปถึงสำนักพระราชวังแล้ว "ไม่โปรด"  แต่ทรงโปรดให้ "สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี" หรือ เจ้าคุณธงชัยวัดไตรมิตร ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน และสุดท้ายก็เรียบร้อยโรงเรียนวัดสามจีน สมเด็จธงชัยได้เข้ารับพระบัญชา แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ผ่านไปด้วยดี ไม่มีใครกล้าคัดค้านหรือเห็นต่าง เพราะนั่นเป็น..พระบรมราชโองการ

เวลานั้น พระเณรทั่วประเทศและทั่วโลก ก็มัวแต่สนใจ "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ซึ่งพลิกโผอย่างพิลึกพิลั่น กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ กล่าวขานกันไม่รู้จบ ว่าเซียนอยู่รู หมูอยู่ตึก ระดับ "พรหมบัณฑิต-ราชบัณฑิต" เสียทีให้แก่เจ้าคุณธงชัยสายเกจิได้อย่างไร เรื่องราวเล่ากันเป็นปีก็ไม่มีจบ แต่ก็จบลงตรงที่ว่า..มันส์ พ่ะย่ะค่ะ

ความมันในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางดังกล่าว กลบกระแส "โผเจ้าคณะภาค" ไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ถึงกระนั้น พระเณรก็คาดคิดว่า ในเมื่อได้เจ้าคณะใหญ่ครบทุกหนแล้ว การแต่งตั้งเจ้าคณะภาค อย่างเป็นทางการคงจะตามมาไวๆ ไม่เกินปีใหม่ 2564 หรือสิ้นปี 63 เราน่าจะมีเจ้าคณะภาคชุดใหม่กันแล้ว

แต่จากเดือนตุลา 63 ก็ลากข้ามมาปี 64 ก็เงียบฉี่ ไม่มีแอ๊คชั่นอะไรออกมา ตกวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา ก็มีข่าวว่า ทางคณะธรรมยุต โดยสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ขอปรับเปลี่ยนเขตการปกครองระดับภาคเสียใหม่ ด้วยเหตุผลว่า มีวัดในสังกัดธรรมยุตเพิ่มมากขึ้น จึงต้องปรับปรุงให้ทันสมัย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอันใด ในเมื่อมันเป็นการปรับในส่วนของธรรมยุต ไม่ได้เกี่ยวกับมหานิกาย จะปรับยังไงก็ไม่เกี่ยวกันอยู่แล้ว แถมการปรับก็ยังคงอยู่ในระดับ 18 ภาคเหมือนเดิม มิได้เพิ่มเติมอะไรใหม่

แต่แล้ววันนี้ (8 ก.พ. 4) จู่ๆ นายสิปป์บวร กลับออกมาคว้าเอาเรื่องนี้ไปต่อเข้ากับการตั้งเจ้าคณะภาค โดยบอกแก่พระเณรและชาวพุทธทั่วประเทศว่า "สาเหตุที่การแต่งตั้งเจ้าคณะภาคล่าช้ามานานถึง 3 ปีนั้น เพราะต้องรอให้ทางฝ่ายธรรมยุตปรับปรุงเขตการปกครองให้เสร็จเสียก่อน ไม่งั้นไม่เรียบร้อย ฯลฯ" นั่นเท่ากับบอกว่า โผเจ้าคณะภาคต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีกมาเป็นเวลากว่า 3 ปีนั้น ก็เพื่อรอให้ธรรมยุตแบ่งเขตการปกครองครั้งนี้นี่เอง

โถถังกาละมัง พระสงฆ์องค์เณรและชาวพุทธทั่วโลก เมื่อได้อ่านข่าวก็งงเป็นไก่ตาแตก เหมือนโดนสิปป์บวรแหกตา ว่ามันเกี่ยวอะไรระหว่างการตั้งเจ้าคณะภาคกับการปรับปรุงเขตการปกครองของธรรมยุต โดยเฉพาะที่ "ลากเอา" มหานิกายเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะมันคนละนิกายกัน

ถามสิปป์บวรว่าใครสอนให้ออกมาพูดเช่นนี้ ?

นี่ถ้าเป็นการสอบธรรมศึกษาวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรมแล้ว ขอบอกว่า สำนักพุทธฯสอบตก เพราะเชื่อมกระทู้ไม่สนิท ผิดฝาผิดตัว เดี๋ยวพูดเรื่องแกะ เดี๋ยวพูดเรื่องแพะ เดี๋ยวบอกว่าลา ต้องไล่ไปเรียนใหม่ให้สอบซ้ำชั้น ไม่งั้นจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะไป เชื่อถือไม่ได้

ดูสิว่า ถ้ากลับไปฟัง "เหตุผล" ของสิปป์บวรก่อนหน้านี้ ก็ยิ่งเหมือน "ไปไหนมาสามวาสองศอก" เดี๋ยวบอก "ต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัด" เดี๋ยวบอก "ต้องรอให้ธรรมยุตแบ่งเขตเจ้าคณะภาค" เปลี่ยนเหตุผลไปเรื่อยๆ พรุ่งนี้ก็อาจจะอ้างใหม่ว่า "ต้องรอให้มหาสายชลตายเสียก่อน" จึงค่อยตั้งเจ้าคณะภาคได้ เพราะมหาสายชลเป็นรัชทายาทของสมเด็จนิยม อดีตเจ้าคณะใหญ่หนกลาง หรือไม่ก็ต้องเป็น "พ่อ" ของบิ๊กตู่ จึงไม่มีใครกล้าปลด

ผลงานของมหาสายชลนั้น "ค้ำคอ" สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถึงขั้นจะปั้นให้เป็นสังฆราชองค์ต่อไป ว่าด้วยเรื่อง "ธัมมชโย" ถึงกับรัฐบาลทหาร คสช. ต้องใช้ ม.44 เข้าปิดล้อมวัดพระธรรมกายนานนับเดือน เพื่อตามล่าพระธัมมชโย จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ตัว แบบว่าหน้าแตกยับเยิน ขณะที่ "มหาสายชล-เจ้าคณะภาคหนึ่ง" นั้น ล่องหนไปพร้อมๆ กับธัมมชโย ไม่มีบทบาทในการทำงานใดๆ ในตำแหน่งเข้าคณะภาคหนึ่งเลย แต่กรณีธัมมชโยนั้น ถูกนำมาเล่นงาน "สมเด็จช่วง" ไม่ให้ขึ้นเป็นพระสังฆราช แปลง่ายๆว่า ปลดสมเด็จช่วง แต่ไม่ปลดมหาสายชล ผู้คนเลยงงว่า พวกคุณเล่นตลกอะไร ?

นี่ไงที่ใครเขาว่า อยู่เปล่าๆ ไม่ทำอะไร ชั่วไม่มี ดีไม่ปรากฏ ก็จะได้ดีในบั้นปลาย ใครขืนออกหน้าทำงานให้แก่ประเทศชาติพระศาสนา ก็จะกลายเป็นหมาตัวหนึ่ง สู้พวกอีแอบไม่ได้ สังคมสงฆ์ไทยจึงกลายเป็นสังคมขันที มีแต่พวกหลังม่าน คอยค่อนแคะนินทา เวลามีปัญหาก็มุดหัว แต่พอมีตำแหน่งก็แย่งกัน

สรุปว่า ตำแหน่งเจ้าคณะภาคทั้ง 2 นิกาย ทั่วประเทศไทย ว่างลงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 ถึงปัจจุบันก็นับได้นานถึง 3 ปี 4 เดือน แล้ว ยังไม่มีการแต่งตั้งใหม่ มีแต่รักษาการ จนหลายรักษาการก็มรณภาพลงไปแล้วด้วย

และพระเณรทั่วไทยนั้น เวลานี้ไม่มีใครสนใจในตำแหน่งเหล่านี้แล้ว จะตั้งหรือไม่ตั้ง จะตั้งช้าตั้งไวหรือยุบทิ้งไป ก็ไม่มีใครติดใจ เพราะผ่านมา 3 ปีกว่า ก็ยังอยู่กันมาได้ ไม่มีใครตายเพราะไม่มีเจ้าคณะภาค ถึงจะไม่ตั้งสังฆราชก็คงไม่มีใครติดใจเช่นกัน ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจะเอายังไงก็ตามสบาย เพราะพระเณรนั้นเป็นเพียง "ผู้อาศัย" เขาจะตั้งใครมาปกครองก็ไม่เคยบอกกันเลย อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็สึก ง่ายจะตายพระไทย พระศาสนาไม่ใช่ของเราคนเดียว

แต่ที่น่าสนใจก็คือว่า ถ้าปล่อยปละละเลยไว้ไม่ยอมตั้ง ก็จะเสียขนบธรรมเนียมของบ้านเมือง อันเป็นหลักการทางการปกครอง จะส่งผลเสียหายไปถึงเกียรติประวัติของผู้บริหารราชการแผ่นดิน ว่าผิดพลาดบกพร่อง ไม่ต้องตามโบราณราชประเพณี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ให้ลูกหลานได้อ่านเล่น พวกท่านเป็นผู้มีอำนาจ ถ้าไม่ทำหน้าที่ก็เหมือนกำลังเขียนประวัติตัวเองให้ประชาชน..ไม่ไว้วางใจ

สำนักพุทธฯ คงจะมองว่า พระเณรทั้งประเทศไทยนั้นไม่ประสีประสาทางการเมือง จึงจะอ้างมั่วๆ ซั่วๆ อย่างไรก็ได้ ซึ่งก็คงจะจริง เพราะก็ไม่เห็นว่าจะมีใครในประเทศไทยออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ ซึ่งมีข้อผิดสังเกตอยู่โต้งๆ ในคำพูดของสิปป์บวรในเรื่องเดียวกันตลอดมานั่นเองว่า คำก่อนกับคำหลัง ไม่ตรงกัน เหตุผลใหม่กับเหตุผลเก่าไม่เข้ากัน เป็นคนละเรื่อง เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีหลักการ

ถ้าเป็นนักการเมืองพูดแบบนี้ ก็คงอนุโลมให้ผ่านไปได้ (เพราะนักการเมืองเชื่อไม่ได้อยู่แล้ว) แต่นี่ นายสิปป์บวร เป็นข้าราชการในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ในการสนองงานคณะสงฆ์ เป็นองค์กรทางศีลธรรม จะต้องมีเหตุผลที่สาธารณชนฟังว่าน่าเชื่อถือ มิใช่นึกอยากจะพูดอะไรก็พูด อยากจะอ้างอะไรก็อ้าง มันเสียหายถึงพระพุทธศาสนา นะฮะ คุณณรงค์

 

 

 

ใช่หรือครับท่าน มันไม่น่าจะเข้ากันนะผมว่า..กากับหงส์

 

 

 

แจงเหตุ มส. ยังไม่พิจารณาตั้งเจ้าคณะภาค

"สิปป์บวร แก้วงาม" โฆษกสำนักพุทธฯ ยันที่ประชุมมหาเถรสมาคมยังไม่ได้พิจารณาแต่งตั้งเจ้าคณะภาค ชี้ต้องรอการแบ่งเขตปกครองระดับภาคใหม่ของคณะธรรมยุตให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแต่งตั้งเจ้าคณะภาค ว่า เนื่องจากที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ได้มติเห็นชอบให้มีการแบ่งเขตการปกครองระดับภาคของคณะธรรมยุตใหม่ โดยมติดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เมื่อมีการประกาศลงในแถลงการณ์คณะสงฆ์แล้ว จากนั้นกระบวนการต่อไปจึงจะเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตพิจารณาแต่งตั้งเจ้าคณะภาคตามเขตปกครองระดับภาคที่มีการแบ่งใหม่ ดังนั้นจึงต้องรอการแบ่งเขตการปกครองระดับภาคใหม่ของคณะธรรมยุตให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการก่อน ทางคณะธรรมยุตจึงจะสามารถดำเนินการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคตามการแบ่งเขตปกครองระดับภาคใหม่ได้ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคทั้งฝ่ายมหานิกาย และธรรมยุตได้ผ่านการพิจารณาของ มส.ไปแล้วนั้น ยืนยันว่า มส.ยังไม่มีการพิจารณาในเรื่องเจ้าคณะภาคแต่อย่างใด เพราะต้องรอการดำเนินการในส่วนของคณะธรรมยุตให้แล้วเสร็จก่อน จากนั้นจึงจะมีการดำเนินการพิจารณาเสนอเข้า มส.ในคราวเดียวกันทั้งการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคของฝ่ายมหานิกาย และฝ่ายธรรมยุต ซึ่งอำนาจในการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคเป็นของเจ้าคณะใหญ่ในแต่ละหนในการพิจารณาก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ มส.

นายสิปป์บวร กล่าวต่อไปว่า สำหรับการแบ่งเขตปกครองคณะสงฆ์ระดับภาคใหม่ของคณะธรรมยุตนั้น เฉพาะภาค 1-2-3 และ 12-13  ภาค 4-5-6-7 และภาค 16-17-18  โดยมีเขตการปกครองดังนี้ 1.ภาค 1 กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ภาค 2 พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สระบุรี และภาค 3 ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า ภาค 1-2-3 (ธรรมยุต) 2.ภาค 4 นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ และภาค พิษณุโลก สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า ภาค 4-5 (ธรรมยุต) 3.ภาค ลำปาง พะเยา เชียงราย แพร่ น่าน และภาค 7 เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า ภาค 6-7 (ธรรมยุต) 4.ภาค 12 ปราจีนบุรี สระแก้ว นครนายก ฉะเชิงเทรา และภาค 13 ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า ภาค 12-13 (ธรรมยุต) 5.ภาค 16 นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า ภาค 16 (ธรรมยุต) 6.ภาค 17 ภูเก็ต ตรัง พังงา กระบี่ ระนอง และภาค 18 สงขลา พัทลุง สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า ภาค 17-18 (ธรรมยุต)

 

ข่าว : เดลินิวส์

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 8 กุมภาพันธ์ 2564

 


 

หมดท่า !

สำนักพุทธฯ อ้าง

มีคนคัดค้านการจ่ายเงินเยียวยาพระเณร

สำนักพุทธก็หมดปัญญาจะหาเหตุผลช่วย

พระเณรเลยอดกันทั้งประเทศ

 

 

 

บิ๊กตู่ นายกรัฐมนตรี

 

 

 (เก่า) เทวัญ ลิปตพัลลภ : (ใหม่) อนุชา นาคาศัย

รัฐมนตรีดูแลสำนักพุทธฯยุคโควิด

 

 

อา..ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรนะฮะ พระคุณเจ้าทั้งประเทศไทย ในเมื่อรัฐบาลเขาไม่มีศรัทธาจะเยียวยาพระเณร จะเรียกร้องไปก็ไม่เหมาะไม่สมกับสมณสารูป พระเณรไทยทำได้เพียงนิ่ง และเงียบ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องนิ่งและเงียบ ไม่งั้นเขาหาว่าไม่ใช่พระ และบวชไม่เสียสละ จะบวชทำไม ?

แต่..แต่ในความเป็นจริงอีกด้านหนึ่งนั้น พระเณรไทยก็คือประชาชนคนไทย ที่เข้ามาบวช เพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่จึงบวชตามประเพณี มีจำนวนน้อยที่บวชเพื่อมุ่งมั่นบรรลุพระนิพพาน ขนาดองค์พระประมุขของชาติก็ทรงบวช "เพื่อบำเพ็ญเนกขัมมบารมี" โดยที่ตอนบวชนั้นก็ "มิได้สละราชสมบัติ" แต่อย่างใด มิได้หย่าพระมเหสีด้วยซ้ำไป ยังทรงตั้ง "ผู้สำเร็จราชการแทน" แถมยังใช้ราชาศัพท์ตลอดเวลาเป็นพระด้วย ครั้นทรงครบกำหนดก็ปริวัตร (ลาสิกขา) ออกมาครองราชย์ดังเดิม แบบนี้ไม่เห็นมีใครบอกว่า "บวชไม่เสียสละ" เลย มีใครเคยเห็นบ้างล่ะว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงผนวชแล้วไม่ลาสิกขาน่ะ

ที่ยกพระมหากษัตริย์มาเป็นตัวอย่าง ก็เพราะพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นำชาวพุทธ ดำรงตำแหน่ง "องค์อัครศาสนูปถัมภก" เมื่อทรงปฏิบัติเป็นตัวอย่าง ชาวไทยทุกระดับจึงปฏิบัติตามพระบรมราโชบาย "บวชตามประเพณี" ซึ่งชาวไทยก็ยินดียอมรับเรื่อยมา

เพิ่งจะมา 4-5 ปีให้หลังนี่แหละ ที่เริ่มมีการใช้วาทกรรมกับพระเณรว่า "บวชไม่เสียสละ บวชทำไม-พระเณรรับเงินทอง ผิดพระวินัย ใครถวายหรือสนับสนุน ก็เท่ากับทำลายพระพุทธศาสนา ฯลฯ" โดยยกพระไตรปิฎกมาอ้าง ปรากฏว่ามีคนเถรตรงมากมาย "เห็นด้วย" กับวาทกรรมดังกล่าว จึงรวมหัวกันหาวิธีการ "ห้ามปรามพระเณรไม่ให้รับเงินทอง" และมองไกลไปถึงขั้น "ออกกฎหมาย" ห้ามมิให้พระเณรรับเงินทอง รวมทั้งมรดกตกทอดของบิดามารดาหรือญาติ เพื่อบังคับเส้นทางให้พระเณรไทยทุกรูป "ต้องเดินทางไปสู่ประตูพระนิพพาน" เท่านั้น

ขาดเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ที่คนเหล่านั้นไม่เคยคิดจะทำก็คือ ออกบวชด้วยตนเองเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง โดยประกาศ "ไม่สึก" ตลอดชีวิต

คนพวกนี้กล้าที่จะออกกติกาเพื่อผู้อื่น แต่ไม่กล้าปฏิบัติตามกติกานั้น ว่าทำได้หรือไม่ และถ้าสามารถทำได้ดังฝัน นั่นแสดงว่า คนพวกนี้เก่งกว่าพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้ายังไม่สามารถออกกฎบังคับให้พระเณรต้องบรรลุธรรม จึงปรากฏหลักฐานว่า ในสมัยพุทธกาล (ตอนที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่) มีผู้ปฏิบัติผิดเป็นอันมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทมากมาย ถ้ายังทรงพระชนม์มาถึงปัจจุบัน ก็เชื่อว่าสิกขาบทอาจจะมากนับแสนนับล้านข้อ และเมื่อนั้นก็คงไม่มีใครบวชแล้ว เพราะกลัวว่าจะปฏิบัติตามไม่ไหว

เชื่อไหมว่า แนวความคิด "บวชเสียสละ-ไม่จับต้องเงินทอง" นั้น มีคนระดับ "องคมนตรี" ไปรับทราบกับเขาด้วย แถมองคมนตรีท่านนั้นยังมีอิทธิพลต่ออดีต ผอ.พศ. ผู้ตงฉิน อีกด้วย ซึ่งบุคคลเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ของนายณรงค์ ทรงอารมณ์ ซึ่งเป็นลูกน้อง ในปัจจุบัน และมันส่งผลมาถึง "เรื่องเงินเยียวยาโควิด" สำหรับพระเณรในปัจจุบัน

แต่เราจะไม่พูดถึง "ผู้นำคนสำคัญ" ไม่ได้เลย เขาคนนั้นคือ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และเป็นผู้นำในการบริหารกิจการบ้านเมือง ย่อมจะเลี่ยงความรับผิดชอบไปไม่พ้น

ปรากฏการณ์ที่เห็นก็คือ นายกรัฐมนตรี ไม่มีความเด็ดขาด ไม่ชัดเจน ในบทบาทการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา แบบว่ามีงานวัดวาอารามก็ทำไป..พอเป็นพิธี ถึงวันสำคัญครั้งหนึ่งก็ทำบุญตักบาตรเสียครั้งหนึ่ง ถึงขนาดเกิดโรคระบาดทั่วบ้านเมือง รัฐบาลกู้เงินมาใช้จ่ายเยียวยาประชาชนนับล้านๆ บาท แบบว่ากินกันทั้งบ้านทั้งเมือง ท่านผู้นำน่าจะมีความคิดว่า "เออพวกเรากินกันทั้งบ้านทั้งเมือง น่าจะหาอะไรไปถวายพระท่านบ้าง ท่านจะรับหรือไม่รับก็สุดแต่ท่าน"

แต่ไม่, ไอเดียการถวายเงินค่าภัตตาหารพระในสถานการณ์โควิดนั้น เริ่มมาจาก นายเทวัญ ลิปตพัลลภ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งต้องหลุดจากตำแหน่งไปเพราะปัจจัยทางการเมือง ส่งไม้ต่อมายัง นายอนุชา นาคาศัย แต่ผ่านมาปีกว่าแล้ว ประชาชนได้เงินเยียวยาไปหลายรอบ แถมรอบใหม่ "จ่ายคนละครึ่ง" ก็กำลังแย่งกันสนุก แต่เงินเยียวยาสำหรับพระเณรยังเงียบหาย ไม่เคยได้ แถมมีแววว่า..จะไม่ได้ อีกต่างหาก

ถามว่า บทบาทของผู้นำหายไปไหน ?

พระศาสนาจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าผู้นำไม่ใส่ใจ ?

หรือจะใช้วาทกรรมว่า "ต่อให้มีอีก 100 นายก ก็แก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าประชาชนไม่ช่วยกัน" ซึ่งผิดถนัด เพราะคนพูดมิใช่ตาสีตาสา หากแต่เป็นผู้อาสามาทำงานเพื่อประชาชน และเป็นถึง..นายกรัฐมนตรี

ถ้าคุณไม่มีสติปัญญาความสามารถจะบริหารบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อยและดีงามได้ ก็ง่ายจะตาย แค่..ลาออกไป จะอยู่ให้ประชาชนสาปแช่งไปทำไม ?

โฆษกสำนักพุทธฯ ฟ้องต่อสื่อว่า "มีกรรมการบางท่านคัดค้านการถวายเงินเยียวยาโควิดพระ" โดยอ้างว่า "คณะสงฆ์มีความพร้อมและได้รับปัจจัยต่างๆ อยู่แล้ว" ซึ่งเป็นสาเหตุให้เรื่องนี้ต้องชะงัก เพราะสำนักพุทธฯ ไร้เชาว์ปัญญาจะหาเหตุผลที่ดีกว่านี้ได้

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มาตรว่าคณะสงฆ์จะมีความพร้อมอยู่บ้าง (ในบางแห่งหรือหลายแห่ง) ถึงกับเปิดโรงทานเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ขัดสน แต่ถ้าท่านได้รับเงินเยียวยาเพิ่มเติมจากรัฐบาล ท่านก็ย่อมจะนำไปเพิ่มเติมในการช่วยเหลือชาวบ้าน ก็จะเป็นการดียิ่งขึ้นไปอีก ถือเป็นการช่วยเหลือประชาชนในทางอ้อมไปด้วย ส่วนวัดที่ขัดสนจริงๆ ก็จะได้นำปัจจัยไปใช้ตามวัตถุประสงค์ต่อไป

ถามว่า มีเหตุผลอันใดรัฐบาลจึงไม่ยอมถวายเงินเยียวยาโควิดสำหรับพระเณร ?

ในประเทศใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา นั้น เขาไม่เคยถามว่า ใครมีความสามารถดูแลตัวเองบ้าง รัฐบาลจะไม่จ่ายเงินแก่คนเหล่านั้น แต่จะให้แก่คนที่ขัดสนจริงๆ เท่านั้น ดังนี้เลย พอเขามีนโยบายเยียวยาปุ๊ป ก็กำหนดคุณสมบัติพื้นฐานขึ้นมา แล้วก็สั่งจ่ายไปทั่วหน้า ไม่เคยถามว่า "คุณมีเงินมากนี่ ดูแลตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องเอาเงินหรอกนะ" ดังนี้เลย

ถ้าท่านผู้นำ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เชื่อเหตุผลของกรรมการดังกล่าว แล้วไม่ยอมจ่ายเงินเยียวยาพระเณร ก็เท่ากับว่า นายกรัฐมนตรีปัญญาอ่อนหรือบ้องตื้น ไม่มีกึ๋นในการแก้ไขปัญหาประเทศชาติพระศาสนาในเวลาวิกฤติ แถมยังสร้างวิกฤติซ้อนวิกฤติขึ้นมา ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ ทำลายความมั่นคงในพระพุทธศาสนา เพราะเมื่อพระเณรไม่ได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐ ก็จะพลอยหมดอุตสาหะในการบำเพ็ญศาสนกิจ จะท้อและลาสิกขา ที่ยังไม่บวชก็จะไม่คิดบวช เพราะคงมองเห็นแล้วว่า อยู่บ้านดีกว่า จะไปบวชเป็นพระไทยให้ลำบากทำไม

 

 

 

มาถึง "มหาเถรสมาคมชุดพระราชทาน" อันมี "พระสังฆราชอัมพร" เป็นประธานบ้าง นับตั้งแต่ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเดือนตุลาคม 2562 มาถึงปัจจุบันนั้น ไม่ทราบว่ากรรมการมหาเถรสมาคมชุดนี้ ได้ทำหน้าที่ "เป็นปากเป็นเสียง" แทนพระเณรอย่างไรบ้าง นอกจากออกคำสั่งห้าม ห้าม และห้าม !

คงไม่บอกนะครับว่า อำนาจหน้าที่ของท่านคือการออกกฎปกครองสงฆ์เท่านั้น ส่วนการช่วยเหลือเกื้อกูลอื่นใด รวมทั้งการบอกบุญกับ "รัฐบาล" ในการช่วยเหลือเยียวยาพระเณรในเหตุการณ์เช่นนี้ ไม่มีอยู่ในอำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคม !

 

 

 

รออีกนิดครับหลวงพ่อ พอได้วัคซีนมาเงินก็หมดพอดี

 

 

แต่ที่ทราบก็คือ พระเณรไทยทั่วประเทศ ไม่เคยรู้ว่ามหาเถรสมาคมมีบทบาทในเรื่องนี้แต่อย่างใดเลย !

แต่ถามว่า ถ้ารัฐบาลถวายเงินมาใครจะได้ก่อน ? อ๋อแน่นอน พระผู้ใหญ่ก็ต้องได้ก่อนพระผู้น้อยอยู่วันยังค่ำ ตามกฎนักเลง กว่าพระบ้านนอกจะได้เงิน พระในกรุงก็ใช้หมดไปตั้งนานแล้ว

จึงอยากจะถามว่า เรามีมหาเถรสมาคมไว้ทำไม เพื่ออะไร ?

ขอประทานกราบเรียนถาม "สมเด็จพระสังฆราชอัมพรมหาเถร" ด้วยขอรับครับผม ว่าพระองค์ไม่ทรงสงสารพระเณรลูกหลานของท่านหรือครับ

หรือพระพุทธศาสนาในประเทศไทย จะไร้ผู้นำ ทั้งทางโลกและทางธรรมเสียแล้ว !

เพราะทั้งรัฐบาลบิ๊กตู่ และมหาเถรสมาคมของพระสังฆราชอัมพร ล้วนแต่นิ่งเฉย

ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญ และมีผลกระทบต่อพระภิกษุสามเณรทั่วประเทศ

เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ แม้ไม่อยากเขียน แต่ก็จำเป็นต้องเขียน

เพราะถ้าไม่เขียนเรื่องนี้ ก็ไม่ควรเขียนอะไรอีก นั่นมันแค่เศษหมึก

รอดูต่อไปว่า วันนี้ เงินค่าอาหารเยียวยาสำหรับพระเณร ผ่านมาปีกว่าก็ยังไม่ได้รับ ถึงคิวฉีดวัคซีนบ้าง พระเณรจะได้ฉีดกับเขาไหม ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็จ่อเข้ามาแทรก ซึ่งก็ยังไม่ได้ยินเสียงจากมหาเถรสมาคมเลยว่า "จะขอบิณฑบาตวัคซีนจากรัฐบาล เพื่อนำไปฉีดป้องกันโควิดให้แก่พระเณร" ดังนี้เลย

นั่งเข้าฌานกันเป็นแถว ประชุมกันแต่ละครั้งก็ไม่เห็นวาระอันมีสาระอะไรดังที่กล่าวมา อดีตไม่ว่ากัน แต่วันนี้วันพรุ่ง ถ้ามหาเถรสมาคมไม่พูดถึงเรื่องเงินเยียวยาพระเณรและวัคซีนโควิด-19 ก็นิมนต์ "เลิกประชุมมหาเถรสมาคมตลอดไป" เสียเถิด เพราะประชุมไปก็เท่านั้น ไม่มีประโยชน์อันใด

 

 

ณรงค์ ทรงอารมณ์

กับนโยบายปฏิบัติศาสนกิจแนวใหม่

 

แจ้งงดรับกิจนิมนต์ 5 จ.พื้นที่สีแดง สำนักพุทธฯ ยันพระต้องได้เงินเยียวยาโควิด

วันนี้ - นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า มาตรการป้องกันโรคโควิด-19 สำหรับพระสงฆ์ ในการระบาดระลอกใหม่นี้ ยอมรับว่า จะต้องเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม ต่างจากการระบาดระลอกแรกไม่พบพระสงฆ์ติดโควิด-19 แต่การระบาดระลอกที่สองนี้ พบพระสงฆ์ของวัดใน จ.นนทบุรีติดโควิดแล้ว 4 รูป เป็นระดับเจ้าอาวาส 1 รูป และพระลูกวัด 3 รูป ซึ่งพระทั้ง 4 รูป มีรับกิจนิมนต์ไปในพื้นที่ควบคุมการระบาดสูงสุด ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 ในคณะสงฆ์ พศ.ได้มีหนังสือแจ้งไปที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) และคณะสงฆ์ทั่วประเทศ ขอให้งดรับกิจนิมนต์ไปในพื้นที่จังหวัดควบคุมสูงสุด คือ สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ทั้งนี้ การระบาดของโรคโควิด-19 รอบใหม่นี้ ไม่ถึงกับทำให้การปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์ทำไม่ได้ แต่การปฏิบัติศาสนกิจจะต้องทำตามมาตรการการควบคุมการระบาดของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อย่างเคร่งครัด  เช่น งดกิจกรรมที่รวมคนจำนวนมาก เป็นต้น ขณะเดียวกันจะเห็นได้ว่า พระสงฆ์เข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ทั้งยังมีหลายวัดในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร พร้อมให้เปิดพื้นที่วัดใช้จัดตั้งโรงพยาบาลสนามด้วย

 

นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการ พศ. ในฐานะโฆษก พศ. กล่าวว่า กรณีเงินเยียวยาพระสงฆ์จากการระบาดของโรคโควิด-19 นั้น นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล พศ. มีความห่วงใยและสั่งการมายัง ผอ.พศ.แล้ว และ ผอ.พศ.ได้มอบหมายให้ตนดูในรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร เนื่องจากการขอรับเงินเยียวยาในการระบาดระลอกแรกจำนวน 60 บาทต่อรูปต่อวันนั้นยังไม่ได้รับ เพราะทางคณะกรรมการที่พิจารณาเรื่องนี้ตั้งข้อสังเกตว่า คณะสงฆ์มีความพร้อมและได้รับปัจจัยต่างๆ อยู่แล้ว ทั้งที่ความจริงมีเพียงไม่กี่วัดที่มีความพร้อมในเรื่องดังกล่าว ยืนยันว่า พศ.ไม่ได้นิ่งนอนใจและเข้าใจความลำบากของพระสงฆ์ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ขณะนี้ทาง พศ. ได้ทำรายละเอียดชี้แจงยืนยันถึงความจำเป็นให้กับนายอนุชาแล้ว

 

ข่าว : ไทยโพสต์

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 1 กุมภาพันธ์ 2564

 


 

โปรดฯ เลื่อนสมณศักดิ์

พระราชปริยัติกวี อธิการบดี มจร.

เป็น..พระเทพวัชรบัณฑิต

 

 

พระเทพวัชรบัณฑิต

ศาสตราจารย์ ดร. พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญ ป.ธ.9

อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร.

 

 

 

ข่าว : ราชกิจจานุเบกษา

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 27 มกราคม 2564

 


 

ตั้งเจ้าคุณสุรชัยวัดสระเกศ

รักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม

สมเด็จสนิท วัดไตรมิตร บัญชาการ

 

 


 

 

ภาพ : มติชน

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 26 มกราคม 2564

 


 

หลวงตาประยงค์มรณภาพ

เจ้าคุณอมรจ่อควบตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสธร

โดยชอบธรรม

 

 

ท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิด-19 ก็มีข่าวสำคัญ นั่นคือ การมรณภาพของพระธรรมมังคลาจารย์ (ประยงค์ ปิยวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม ซึ่งถือว่าเป็นวัดสำคัญที่สุดในภาคตะวันออก และระดับประเทศ เหตุเกิดวันที่ 24 มกราคม เวลา 18.10 น. (หกโมงเย็น) เป็นการจากไปตามธรรมชาติ พระธรรมมังคลาจารย์มีสิริอายุ 95 ปี ก็ต้องขออโหสิกรรมกันตามธรรมเนียม

 

 

 

พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสนฺโน)

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม

เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

 

 

สำหรับตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดโสธร" นั้น สำคัญยิ่ง เพราะมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ระดับประเทศประดิษฐานอยู่ คือหลวงพ่อโสธร อันเป็นนามเดียวกับของวัดด้วย วัดใหญ่ คนไปเยอะ ผลประโยชน์ก็มากมายมหาศาล ถึงกับเคยฟ้องร้องกันมาหลายยกแล้ว ล่าสุดก็ในปี 2560 ซึ่งมีการเสนอชื่อ "พระราชปริยัติสุนทร-อมรภิรักษ์ ปสนฺโน" ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ปรากฏว่าถูกเจ้าอาวาสวัดโสธรและอดีตเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราฟ้องร้องต่อสมเด็จพระสังฆราช "คัดค้าน" มติมหาเถรสมาคม แต่ผลสุดท้าย สมเด็จพระสังฆราชทรงรับรองมติมหาเถรสมาคมว่าถูกต้อง ส่งผลให้เจ้าคุณอมรได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรามาถึงปัจจุบัน

แต่สำหรับตำแหน่งในวัดโสธรนั้น เจ้าคุณอมร ถึงจะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่ยังเป็นเพียง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร" มาจนบัดนี้ วันที่ตำแหน่งเจ้าอาวาสได้ว่างลงโดยธรรมชาติ

ทั้งผลงานด้านการศึกษาและการปกครอง เกียรติคุณอะไรต่างๆ ที่ผ่านมานั้น ย่อมจะการันตี "เกียรติประวัติ" ของพระราชปริยัติสุนทร ว่าเหมาะสมทุกประการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม ซึ่งถ้าหากว่าเป็นจริง ก็จะทำให้การบริหารกิจการคณะสงฆ์จังหวัดฉะเชิงเทรา ก้าวไกลไปอยู่ในระดับ "แนวหน้า" ของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันนั้น วัดไร่ขิง ของเจ้าคุณแย้ม กำลังมาแรง อะไรๆ ก็ไปวัดไร่ขิง ยิ่งวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวาราวดี ยิ่งตีข่าวบ่อย แทบจะแซงหน้ามหาจุฬาฯวังน้อยซึ่งเป็นแม่ไปแล้ว ถ้าเจ้าคุณอมรได้เป็นเจ้าอาวาสวัดโสธร คงได้เห็นกิจกรรมของคณะสงฆ์หลายด้าน สวิงขั้วกลับมาทางฝั่งสุวรรณภูมิบ้าง ไม่งั้นฝั่งพุทธมณฑลกินรวบหมด กรุงศรีอยุธยาน่าจะไม่สิ้นคนดี

ซึ่งเท่าที่ทราบนั้น ท่านเจ้าคุณอมรก็มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับผู้ใหญ่ในวัดไตรมิตร ทั้งสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือท่านเจ้าคุณธงชัย เจ้าคณะใหญ่หนกลาง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราที่ได้มานั้น ก็สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตร เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ต้องไปการันตีกับสมเด็จพระสังฆราช ส่งผลให้เจ้าคุณอมรผ่านมหาเถรสมาคมมาจนบัดนี้ เส้นสายของท่านเจ้าคุณอมรทั้งในหนกลางและหนตะวันออก จึงเข้าถึงได้เหมือนเป็นวัดเดียวกันกับวัดไตรมิตร ศูนย์กลางอำนาจมหานิกายในปัจจุบัน

แต่การจะขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสธรในปัจจุบันนั้น ต้องผ่านการพิจารณาของ "สำนักพระราชวัง" ตามการแก้ไขกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า การแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการระดับสูง นับตั้งแต่เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าอาวาสพระอารามหลวง เมื่อผ่านมหาเถรสมาคมแล้ว ให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท เมื่อทรงมีพระราชดำริประการใดแล้ว ให้มหาเถรสมาคมมีมติให้มีพระบัญชาแต่งตั้ง ตามพระราชดำรินั้น

การแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ของสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) วัดไตรมิตรวิทยาราม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการดำเนินการตามการแก้ไขกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 เป็นครั้งแรก และโดยเรียบร้อย

การดำเนินการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดโสธรพระอารามหลวง ก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น เพราะอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน

ซึ่งในช่วงนี้ วัดโสธรคงจะต้องมี "รักษาการ" ไปพลางก่อน เหมือนเจ้าอาวาสวัดสระเกศและวัดสามพระยา จนกว่าจะมีมติมหาเถรสมาคม ซึ่งผ่านการรับสนองพระราชดำริโดยสมบูรณ์แล้ว

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 24 มกราคม 2564

 

 

NEW NORMAL

สำนักพุทธฯเข้าสู่ยุคใหม่

ไม่มีเงินเยียวยาค่าอาหารพระ

แต่มีเงินจ่ายทำเตาเผาศพทั่วประเทศ

เตาละ 1,200,000 บาท

จ่ายรวดงวดเดียว 60 ล้าน มหาศาลเลยฮ่ะ

 

 

 

อา..โบราณว่า ภารกิจสำคัญเร่งด่วนของบ้านเมืองนั้น มี 5 ประการ ได้แก่ อภิเษกกษัตริย์ กำจัดศัตรู เรียนรู้วิชา แสวงหาทรัพย์ และ..ระงับป่วยไข้ ทั้งหมดนี้ถือว่าต้องรีบเร่งและรีบทำ จะปล่อยไว้ช้านานนั้นอันตราย และอันตรายจากมหันตภัย "โควิด-19" นั้น ก็เข้าในข่าย "เร่งด่วน 5 ประการ" ข้างต้น ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล เอกชน หรือประชาชน ต่างก็ต้องทุ่มเทสรรพกำลังเข้าแก้ไขมหันตภัยในครั้งนี้ ถึงกับกู้หนี้ยืมสินจากต่างประเทศเป็นกรณีฉุกเฉินนับล้านๆๆ บาท เพื่อนำเงินไปป้องกันรักษาและเยียวยาในเรื่องนี้โดยเฉพาะ

กล่าวทาง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ภายใต้การบริหารของรัฐบาลไทย มีที่ปรึกษานามว่า "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" และผู้จัดการนามว่า "ณรงค์ ทรงอารมณ์" แรกนั้นก็ดูเหมือนจะมุ่งมั่นในภารกิจจำเพาะครั้งนี้เหมือนรัฐบาลประยุทธ์ ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนในทุกวิถีทางเช่นกัน แม้ว่าจะทำการ "ล้วงย่ามพระสังฆาธิการทั่วประเทศ" ไปเป็นเงินเยียวยาพระสงฆ์ตามวัดวาอารามต่างๆ ที่ขาดแคลน พระที่ถูกล้วงย่ามก็..ยอม

พ.ศ.2561 หลังจากรัฐบาลส่ง "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" มือปราบตงฉินจากดีเอสไอ เข้ามาล้างบางการทุจริตในสำนักงานพระพุทธศาสนา ภายใต้ปฏิบัติการ "เงินทอนวัด" จับเจ้าคุณสึกยัดคุกไปหลายรูป ก็ได้เปลี่ยนนโยบายใหม่ในการให้เงินอุดหนุนและบูรณะวัด โดยตัดไม่ให้สำนักพุทธฯ มีอำนาจในการอนุมัติเงินงบประมาณในส่วนนี้ แต่ให้มีหน้าที่เพียง "ไปรษณีย์" นำคำขอของวัดต่างๆ ส่งผ่านไปยังกรรมาธิการงบประมาณของรัฐสภา เท่านั้น ก็เท่ากับว่า งบประมาณในส่วนนี้ไม่มีอีกแล้ว ใครอยากจะได้เงินอุดหนุนบูรณะวัดก็ไปขอ ส.ส. เอาเอง

ในเอกสารงบประมาณของรัฐบาลไทย ประจำปี พ.ศ.2563 ปรากฏว่า งบประมาณในส่วนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถูกตัดลงไป 76.35 ล้านบาท

24 พฤษภาคม 2563 มีข่าวว่า รัฐบาลได้ขอให้หน่วยงานภาครัฐต่างๆ "โอนงบประมาณคืนในส่วนที่ไม่จำเป็น" ก็ปรากฏว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ตัดงบส่งคืนหลวงไปอีกเป็นจำนวนถึง 177 ล้านบาท (จากที่ถูกตัดไปก่อนหน้า 76.35 ล้าน)

22 กันยายน 2563 มีการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า รัฐบาลไทย ปฏิเสธเพิ่มงบประมาณด้านนิตยภัต สำหรับพระภิกษุสามเณรที่เรียนจบเปรียญมา 3-4 ปีแล้ว ทำให้ไม่มีเงินค่านิตยภัตพระเปรียญที่สอบได้เพิ่มเติม ต้องใช้วิธีการ "หมุน" แบบจับฉลากว่าใครมาก่อนก็ได้ก่อน ซึ่งช่วงหลังมานี้จะมีวิธีการ "งดตั้งพระสมณศักดิ์" เพื่อนำเอางบประมาณของรูปเก่าๆ ที่ทยอยมรณภาพไปแล้วนั้น มาจ่ายทดแทนให้แก่รูปที่ตั้งใหม่ ไม่บอกก็ไม่รู้

พอต่อมา ได้ข่าวว่าจะมีการขอเงินเยียวยาจากรัฐบาล มาถวายค่าภัตตาอาหารพระเณรเป็นรายหัว รูปละ 60 บาท พระเณรก็ตั้งความหวังว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะได้รีบประสานงานให้ได้เงินเยียวยาทันการณ์ แต่ถึงวันนี้ ข้ามปีมาแล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววว่าพระเณรทั่วประเทศจะได้รับเงินค่าอาหารแล้วกี่รูปกี่องค์และกี่บาท ? รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนตัวไปแล้วถึง 2 คน ทุกอย่างยังย่ำเท้าอยู่ที่เดิม และดูเหมือนจะไม่พูดกันแล้วในตอนนี้ วันที่รัฐบาลไทยไปไกลถึงโปรเจ็ค "จ่ายคนละครึ่ง"

แต่สำหรับเงินเยียวยาพระสงฆ์องค์เณรนั้น เงียบฉี่เหมือนป่าช้าวัดดอน

เงียบหาย กลายเป็น..คุณหลอกดาว

สรุปว่า ของใหม่ก็ไม่ให้ ของเก่าก็เอาคืน !

ก็จำอดจำทนเอาได้ เพราะพระไทยของเราเก่ง บวชมาเพื่อเสียสละ จะเรียกร้องอะไรได้ล่ะ ขืนเรียกร้องก็จะถูก "ยายสุจินต์มาณวิกา" จิกถามว่า "บวชมาไม่เสียสละ บวชทำไม อยากได้เงินก็สึกมาสิ"

พอหันไปดูสถิติพระเณรประจำปีนี้ ก็ปรากฏว่า ลดวูบวาบ หายไปเป็นแสน

อ้อ..ผลการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาของรัฐบาลไทย ได้ผลเยี่ยงนี้นี่เอง

คงอยากจะคัดเฉพาะคุณภาพระดับอรหันต์ไว้ในเมืองไทยกระมัง จึงไล่พระที่บวชตามประเพณีสึกเสียให้หมด เปลืองงบเลี้ยงพระที่บวชไม่เสียสละ

 

 


 

แต่มาวันนี้ ต้องขยี้ตาอย่างแรง เมื่อได้เห็น "เอกสารการเบิกจ่ายงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ในโครงการก่อสร้างและปรับปรุง "เตาเผาศพ" ปลอดมลพิษ ของวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นจำนวน 50 วัด วัดละ 1,200,000 บาท (หนึ่งล้านสองแสนบาท) รวมแล้วถึง 60 ล้านบาท !

พระเณรทั่วไทยได้เห็นก็ต้องอึ้งและทึ่งว่า ไหนว่า สำนักพุทธฯ ไม่มีเงินงบประมาณในการจ่ายค่านิตยภัต และค่าอะไรอื่นอีกแล้ว แต่ทำไมจึงมีเงินจ่ายค่าทำเตาเผาผีมหาศาล วัดละล้านสอง ถึง 50 วัดด้วยกัน เอาเงินมาจากไหน และมันจำเป็นอะไร ?

ถามสั้นๆว่า เงินคนเป็นสำนักพุทธฯบอกไม่มี แต่เงินเผาผีนั้น มีให้มากมายก่ายกอง จะเอาไว้เผาศพพระเณรที่อดตายหรือไง ?

บริหารกิจการพระศาสนาแบบนี้ ถามทีว่า พวกคุณเอาอะไรคิด ?

มันรีบด่วนอะไรต้องเอาเงินมหาศาลไปสร้างเมรุทั่วประเทศ ?

หรือว่า ณรงค์-พงศ์พร เตรียมเตาไว้เผาตัวเอง ?

ขอบอกกับ คุณณรงค์-คุณพงศ์พร ว่า ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องรอเผาตอนตายหรอก วันนี้แหละ พวกคุณเตรียมโดนชาวพุทธทั่วประเทศเผาได้เลย

 

ที่มาเอกสาร : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 24 มกราคม 2564

 

 

 

 

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561 : 2562

2563 :

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264