LAST UPDATE :   AUGUST : 20 : 2019 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

ภาพประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 28/2019

ณ วัดธรรมภาวนา อลาสก้า วันที่ 17 สิงหาคม 2562

 

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

 

คุก 7 ปี !

ศาลฎีกาตัดสินสิ้นสุด คดีสหกรณ์คลองจั่น

อานิสงส์กฐิน 100 ปี คุณยาย มากมายมหาศาล

 

 

"ปิดบัญชีโลก เปิดบัญชีนรก"

ทำบุญใดจะยิ่งใหญ่เท่ากับธรรมกาย

ใครไม่เชื่อก็เชิญดู "มหาอุบาสกศุภชัย" เป็นตัวอย่าง

 

ศาลฎีกายืนจำคุก 7 ปี "ศุภชัย" ยักยอก "22 ล้าน" คดีสหกรณ์คลองจั่น

คดีโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจบแล้ว ฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ สั่งจำคุก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานฯ ตามความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 8 กระทง กระทงละ 1-2 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 14 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 7 ปี หลังฟังคำพิพากษาเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวผู้ต้องหากลับไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯทันที

คดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นถึงฎีกา เปิดเผยขึ้นที่ห้องพิจารณา 711 ศาลอาญา เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 20 ส.ค. ศาลอ่านคำพิพากษาฎีกาคดีพนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อายุ 62 ปี อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เป็นจำเลยความผิดฐานยักยอกทรัพย์ คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 พ.ค.2558 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2556 สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 ที่ประชุมมีมติเลือกจำเลยเป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ 29 อยู่ในตำแหน่ง 2 ปี ต่อมานายทะเบียนสหกรณ์ฯตรวจสอบพบว่าการเรียกประชุมใหญ่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับและกฎหมาย มีหนังสือลงวันที่ 23 เม.ย.2556 ไม่รับรองตำแหน่งประธานกรรมการจากการประชุมดังกล่าว

หลังจากนั้นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯประชุมใหญ่วิสามัญ และมีมติให้การรับรองนายศุภชัยจำเลย เป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์อีกครั้ง และยังเปิดประชุมคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 2 สมัยสามัญ ครั้งที่ 1/2556 มีมติแต่งตั้งนายศุภชัย จำเลย ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการสหกรณ์ฯอีกตำแหน่ง กระทั่งวันที่ 10 เม.ย. ถึง 8 ต.ค.2556 จำเลยกระทำการทุจริต ให้เจ้าหน้าที่บัญชีเบิกเงินสดของสหกรณ์ซึ่งเป็นผู้เสียหายหลายครั้งหลายหนรวม 8 ครั้ง ครั้งละ 184,000-6,000,000 บาท รวม 22,132,000 บาท เข้าบัญชีจำเลย หรือบุคคลที่ 3 โดยทุจริต เหตุเกิดที่ทำการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม.จำเลยให้การปฏิเสธ

ต่อมาวันที่ 8 มี.ค.2559 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคแรก มาตรา 353 และมาตรา 354 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 8 กระทง จำคุกกระทงละระหว่าง 3-5 ปี รวมจำคุก 32 ปี คำให้การจำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 16 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วนับเป็นเรื่องร้ายแรง โทษจำคุกจึงไม่มีเหตุให้รอลงอาญา จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 มาตรา 354 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 8 กระทง กระทงละ 1-2 ปี รวมจำคุก 14 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลย 7 ปี

วันนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวนายศุภชัย จำเลย ซึ่งถูกคุมขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมาศาล ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ฎีกาคัดค้านของจำเลยมีเหตุตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์จำคุกจำเลย 7 ปี

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 21 สิงหาคม 2562



 

 

เปิดวัดธรรมภาวนา อลาสก้า

สถานที่ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทย สมัยวิสามัญ

ครั้งที่ 28/2562

 

พระมหาสมปอง และญาติโยมชาวอลาสก้า

ยินดีต้อนรับ : Welcome to Alaska

 

 

ข้าวปลาอาหารสถานที่ ทุกอย่างพร้อมแล้ว สำหรับการต้อนรับแขกจากทั่วทุกรัฐในสหรัฐอเมริกา ชาววัดธรรมภาวนา อลาสก้า ขอประกาศว่า "ยินดีต้อนรับ" ด้วยความอบอุ่นใจยิ่ง

 

 

ทีมพ่อครัวแม่ครัว พร้อมสุดๆ เช้านี้ เสิร์ฟด้วย "ข้าวต้มกุ้งสด" หมดไปหลายร้อยถ้วย บางรูปบอก "เมื่อวานเดินทาง ฉันไม่สะดวก วันนี้ขอ 3 ชามเลยโยม" ท่านอาจารย์สมปองบอก "จัดให้ๆ ไม่อั้น"

 

 

เต๊นท์โรงทานอีกนับร้อย รอคอยวัน "เสาร์-อาทิตย์" พรุ่งนี้ มะรืนนี้ รับรองว่ายิ่งกว่างานหมู่บ้านศีลห้า ใครไม่มาอลาสก้าปีนี้ จะเสียใจไปอีกนาน เพราะอาจารย์สมปองบอก จะจัดอีกครั้งก็ต้องฉลองอายุ 80 ปี เหมือนหลวงตาชี แห่งวัดไทยดีซี

 

 

 

ขอบอกอีกครั้ง

"ยินดีต้อนรับ สู่วัดธรรมภาวนา อลาสก้า"

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน จากวัดธรรมภาวนา อลาสก้า
16 สิงหาคม 2562

 

พ้นคุก !

ศาลให้ประกันตัวเจ้าคุณธงชัย

พร้อมเจ้าคุณเทอดและเจ้าคุณสังคม

ที่เหลือกำลังตามมา

 

 

อดีตพระพรหมสิทธิ์ (เจ้าคุณธงชัย)

อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ และอีกหลายตำแหน่ง

ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

 

 

 

เจ้าคุณเอื้อน อดีตสมภารวัดสามพระยา ซวย

ถูกศาลตัดสิน "จำคุก" ไปก่อนหน้า ไม่มีโอกาสได้เห็นดาวเห็นเดือน ทั้งๆ ที่ยอมมอบตัวก่อนใคร ความยุติธรรมของประเทศไทยยังต้องรอการสังคายนา

 

ศาลให้ประกันอดีตพระพรหมสิทธิ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

ศาลอุทธรณ์ให้ประกัน "อดีตพระพรหมสิทธิ" อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ กับ 2 อดีตพระ ผช.เจ้าอาวาส คดีทุจริตงบ พศ. ตีราคาประกัน 2-2.5 ล้าน ให้รายงานตัวศาลเดือนละครั้ง ห้ามออกนอกประเทศ ส่วนฆราวาสอีกคนยังชวดประกัน

 

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งเรื่องการปล่อยชั่วคราว นายธงชัย สุขโข หรือ พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข อายุ 63 ปี อดีตพระราชาคณะเจ้าคณะรอง อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม จำเลยที่ 5 คดีหมายเลขดำ อท.257/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กับพวกรวม 5 คน ซึ่งมีทั้งพระเถระชั้นผู้ใหญ่ กับฆราวาส เป็นจำเลยที่ 1-5

โดย "พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข" จำเลยที่ 5 นี้ ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี

ขณะที่ "ศาลอุทธรณ์" พิเคราะห์แล้วก็มีคำสั่งว่า คดีนี้การสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และ "พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข" จำเลยที่ 5 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอดซึ่งขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 5 เป็นพระภิกษุอยู่ในพระธรรมวินัย กรณีนี้ที่จำเลยที่ 5 ไม่น่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน อีกทั้งในชั้นนี้ยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่ส่อว่าจำเลยที่ 5 จะหลบหนี ประกอบกับอัยการโจทก์ไม่คัดค้าน ซึ่งแม้ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวนมาแล้วก็ตาม แต่เมื่อพฤติการณ์แห่งคดี มีเหตุเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ จึงมีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว "พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข" จำเลยที่ 5 ในระหว่างพิจาณาคดีนี้ และโดยที่คดีนี้มีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก จึงให้ตีราคาหลักประกัน 2.5 ล้านบาท และห้ามจำเลยที่ 5 เดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาต โดยให้ศาลชั้นต้นแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็วก่อนปล่อยตัวจำเลยที่ 5 พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยที่ 5 มารายงานตัวต่อศาลชั้นต้นทุก 1 เดือน ตามวันเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไปจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา

ทั้งนี้ หากมีพฤติการณ์ว่า จำเลยที่ 5 จะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน หรือข่มขู่พยานหรือมีพฤติการณ์อันใดที่อาจทำให้เสียหาย หรือเกิดความไม่เป็นธรรมในรูปคดี ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งถอนประกันตัวจำเลยที่ 5 ทันที


ขณะที่ส่วนของ "พระเมธีสุทธิกร หรือ พระราชอุปเสณาภรณ์" หรือพระมหาสังคม หรือสังคม ญาณวฑฒโน หรือนายสังคม สังฆะพัฒน์ อายุ 48 ปี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือเจ้าคุณเทอด หรือนายเทอด วงศ์ชอุ่ม อายุ 48 ปี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และ "นายทวิช สังข์อยู่" อายุ 44 ปี ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บริษัท ดีดีทวีคูณ ที่รับผลิตสื่อให้กับวัดสระเกศฯ จำเลยที่ 1-3 ที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการคดีปราบปรามการทุจริต 4 ยื่นฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ อท.205/2561 (คดีร่วมกันฟอกเงินทุจริตเงินงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. ในการจัดสรรเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา 10 ล้านบาท ให้วัดสระเกศฯ จากงบประมาณปี 2557 ทั้งหมด 72 ล้านบาท) ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น เรื่องปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาเช่นกัน

"
ศาลอุทธรณ์" ก็มีคำสั่งเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมาเช่นกัน โดยพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้การสอบสวนสร็จสิ้นแล้ว "พระมหาสังคมหรือสังคม ญาณวฑฒโน" จำเลยที่ 1 และ พระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือเจ้าคุณเทอด จำเลยที่ 2 ทั้งสองเป็นอดีต ผช.เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ซึ่งขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1-2 เป็นพระภิกษุอยู่ในพระธรรมวินัย กรณีไม่น่าที่จำเลยที่ 1-2 จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ประกอบกับในชั้นนี้ยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่ส่อว่าจำเลยที่ 1-2 จะหลบหนี แม้โจทก์คัดค้านการปล่อยชั่วคราวและศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวนมาแล้วก็ตาม แต่เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ จึงมีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อย "พระมหาสังคมหรือสังคม ญาณวฑฒโน" และ พระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือเจ้าคุณเทอด จำเลยที่ 1-2 ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดีนี้ และโดยที่คดีนี้มีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก จึงให้ตีราคาหลักประกันคนละ 2 ล้านบาท พร้อมห้ามจำเลยที่ 1-2 เดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และให้ศาลชั้นต้นแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็วก่อนปล่อยตัวจำเลยที่ 1-2 พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยที่ 1-2 มารายงานตัวต่อศาลชั้นต้นทุก 1 เดือน ตามวันเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไปจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาด้วย

ทั้งนี้ หากมีพฤติการณ์ว่า จำเลยที่ 1-2 คนใดจะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน หรือข่มขู่พยานหรือมีพฤติการณ์อันใดอันอาจทำให้เสียหายหรือเกิดความไม่เป็นธรรมในรูปคดี ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งถอนประกันตัวจำเลยคนนั้นทันที

ส่วน "นายทวิช สังข์อยู่" ฆราวาส ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บริษัท ดีดีทวีคูณ ผู้ผลิตสื่อให้วัดสระเกศฯ จำเลยที่ 3 ในชั้นนี้ยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณา ให้ยกคำร้อง โดยให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 3 (ตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ) ทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 16 สิงหาคม 2562

 

นิพพาน ปจฺจโย โหตุ

 

 

 

เจ้าคุณพล รักษาการภาค 6

แทนหลวงพ่อพระธรรมราชานุวัตร

เจ้าคณะใหญ่หนเหนือตั้งแล้ว

 

ปีชง เจ้าคุณพล ดวงดี ได้ 2 ขั้น

ได้เลื่อนเป็นชั้นเทพ ได้รักษาการภาค

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ : 10 สิงหาคม 2562

 

จูเลี่ยนจนแต้ม !

ถูกจับไต๋ได้ว่าเป็นพระแค่บางเวลา

ใช้ชีวิตเหมือนฆราวาส อยากกินเวลาไหนก็กิน

อยากทำอะไรก็ทำ ใส่จีวรเฉพาะตอนบิณฑบาต

แบบนี้ก็ขาดจากความเป็นพระ

 

 

 

พระจูเลียน รับแล้ว เสพเมถุนจริง เชื่อได้รับพลังพิเศษ พร้อมขอโทษคนไทย เตรียมสึกพรุ่งนี้

โลกออนไลน์แฉพระฝรั่งชื่อดังที่เคยออกรายการคนค้นฅน เสพเมถุนกับหญิงไทยหลายราย ทำศาสนาเสื่อมเสีย ล่าสุดออกมายอมรับผิด พร้อมขอโทษคนไทย เตรียมลาสิกขาในวันพรุ่งนี้

จากกรณีโซเชียลมีเดียแฉพระฝรั่งชื่อดัง ออกรายการคนค้นฅน เสพเมถุนกับหญิงไทย ผ่านมาแล้วกลับทอดทิ้งไปหาผู้หญิงที่รวยกว่า "เช็ค สุทธิพงษ์" ผู้ผลิตรายการอึ้ง ระบุได้ข่าวมานานแล้วแต่ไม่มีมูล วอนสังคมช่วยกันตรวจสอบ

ล่าสุด วันนี้ (9 ส.ค.) รายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ออกอากาศทางช่องไทยทีวีสีช่อง 3 นาทีที่ 50.28 น. เผยว่า พระจูเลียน พระฝรั่งที่ถูกกล่าวอ้าง ออกมายอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ซึ่งตอนนี้ตนอยู่บนดอย พรุ่งนี้จะเดินทางไปวัดเพื่อลาสิกขากับพระอุปัชฌาย์ พร้อมกับขอโทษคนไทยด้วย โดยมีนายสัตวแพทย์ สมชาย ศิริเทพทรงกลด ผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าวผ่านโซเชียลฯ เป็นรายแรก ยืนยันว่าเรื่องที่พระฝรั่งเสพเมถุน ตอนนั้นท่านยังไม่สึก และฝ่ายหญิงเองเคยไปร้องเรียนแล้วหลายที่ แต่เพราะอาจจะขาดความน่าเชื่อถือ โดยระบุเพิ่มเติมว่า ตนรู้จักพระจูเลียนซึ่งบวชเป็นพระภิกษุที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เป็นอย่างดี เนื่องจากเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาได้ออกค่ายอาสาร่วมสร้างบ้านให้ผู้ไร้บ้านในพื้นที่ทางภาคเหนือ จึงได้รู้จักกับพระจูเลียน กินนอนด้วยกัน ได้เห็นพฤติกรรมของพระรูปนี้กับการอยู่กินในวัดที่ปฏิบัติตัวที่ไม่เหมาะสม ทำกับข้าวกินเอง อยากกินตอนไหนก็หากิน ส่วนจีวรก็จะใส่เฉพาะช่วงออกบิณฑบาตเท่านั้น

นอกจากนี้ นายสัตวแพทย์ สมชายอ้างว่า ก่อนที่ตนจะโพสต์ภาพและข้อความลงโซเชียลฯ ได้ทราบข้อมูลจากเพื่อนที่ จ.จันทบุรี ว่าพระจูเลียนพาหญิงสาวชาวต่างชาติไปพักที่โฮมสเตย์เป็นเวลาหลายวัน ซึ่งก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม จึงได้ติดต่อพูดคุย และสอบถามความจริงกับพระรูปดังกล่าว พระก็ยอมรับว่ามีการเสพเมถุนกับสีกาจริง เป็นการเสริมพลังธรรม และพลังจักรวาล ทั้งยังบอกอีกว่าพระสงฆ์ทุกรูปที่บวชสามารถทำได้ ส่วนสีกาก็จะมีพลังพิเศษ เมื่อได้ยินก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่ยังไม่ได้ทำอะไร เพราะยังให้โอกาสพระรูปดังกล่าวอยู่

กระทั่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา มีหญิงไทยที่เป็นนักธุรกิจอยู่ต่างประเทศได้ติดต่อมาหา และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่า ได้มีอะไรกับพระจูเลียน โดยเชื่อว่าจะได้รับพลังวิเศษทำให้ชีวิตดีขึ้น และพระก็จะรับผิดชอบดูแล ไม่มีใครอื่นอีก แต่พระทำไม่ได้ เพราะยังคงมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นอีก จึงอยากแฉพฤติกรรมของพระรูปดังกล่าว

จากนั้นจึงได้ติดต่อกลับไปหาพระจูเลียนอีกครั้ง คราวนี้พระบอกว่าที่ผ่านมาได้ทำจริง แต่เป็นอดีตไปแล้ว กลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ และได้ลาสิกขาไปแล้ว จึงไม่เกี่ยวกัน ปัจจุบันบวชใหม่ เป็นคนใหม่ เป็นพระใหม่ จึงไม่มีความผิดใดๆอีก ตนฟังแล้วรู้สึกว่าประพฤติไม่ชอบ จึงออกมาโพสต์เรื่องลงโซเชียลฯ เพราะไม่อยากให้ศาสนามัวหมอง ทั้งที่รู้ว่า การออกมาแฉในครั้งนี้เสี่ยงกับความปลอดภัยในชีวิตของตัวเองก็ต้องทำ เพราะถ้าตนไม่ทำ คนอื่นก็ไม่กล้าทำ ส่วนพยานหลักฐานขณะพระเสพเมถุนนั้นไม่มี แต่พระก็ยอมรับว่าได้ทำกับหญิงสาวหลายคน ซึ่งคำพูดของพระ ก็น่าจะเป็นการยืนยันว่าพระเสพเมถุนจริง

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 10 สิงหาคม 2562

 

ช็อกวงการสงฆ์ภาคเหนือ !

พระธรรมราชานุวัตร เจ้าคณะภาค 6 วัดพระแก้ว

มรณภาพกะทันหัน

หลังพบมะเร็งระยะสุดท้ายไม่กี่วัน

 

 

พระธรรมราชานุวัตร วัดพระแก้ว

(ภาพสุดท้ายจากเฟสบุ๊ค พระธรรมราชานุวัตร)

 

ข่าวด่วน ! รายงานจากจังหวัดเชียงรายว่า หลวงพ่อพระธรรมราชานุวัตร (สุทัศน์ สุทสฺสโน ป.ธ.6) เจ้าอาวาสวัดพระแก้ว และเจ้าคณะภาค 6 พระมหาเถระรูปสำคัญของภาคเหนือ ได้ถึงแก่มรณภาพอย่างกะทันหัน หลังเข้ารับการรักษาด้วยโรคมะเร็ง ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ได้เพียง 10 วัน

การมรณภาพของพระธรรมราชานุวัตรในครั้งนี้ นับเป็นความสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ในวงการสงฆ์ภาคเหนือ ซ้ำๆ กันเป็นครั้งที่สาม  เหมือนแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ หลังการสูญเสีย พระเทพสิทธินายก (ชื่น) วัดพระสิงห์ เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย และพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง) วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งสรีรสังขารของหลวงปู่พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ยังตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่วัดศรีโคมคำ พระธรรมราชานุวัตรก็ถึงแก่มรณภาพอย่างกะทันหันกลางพรรษา ด้วยอายุพรรษาเพียง 74 ปี ถือว่ายังหนุ่มแน่นในวงการสงฆ์ สร้างความโกลาหลให้แก่วงการสงฆ์ภาคเหนือเป็นที่สุด

 

 

หลวงพ่อวัดพระแก้ว

เมื่อแรกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเชียงราย ยังดูสดใส

 

 

หลวงพ่อวัดพระแก้ว ภาพหลังสุด

พระเทพกิตติเวที (ฉ่ำ) เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร และคณะสงฆ์

เข้าเยี่ยมไข้สวดมนต์ถวายพรหลวงพ่อพระธรรมราชานุวัตร

 

 

พระธรรมราชานุวัตร ได้ถึงแก่มรณภาพ เมื่อเวลา 19.50 น. วันที่ 8 สิงหาคม 2562 ณ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สิริอายุ 74 ปี 54 พรรษา

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 8 สิงหาคม 2562

 

สบเมยสะอื้น !

เรียกสอบพระจูเลี่ยน

หลังมีคนฟ้องผ่านโซเชี่ยลมีเดีย

ข้อหา บวชๆ สึกๆ

โกงอายุพรรษา และ..โกงความเป็นสมณะ

ชี้เป้าเข้าแม่ฮ่องสอน

 

 

 

พระจูเลี่ยน

พระฝรั่งดัง หนึ่งเดียว ในแม่ฮ่องสอน

ถูกชี้เป้าจากสื่อว่ามีพฤติกรรมอำพราง

 

 



 

ในหลวงทรงมีพระราชศรัทธา ถวายการอุปถัมภ์

งานนี้ต้องทำให้ประจ่าง ไม่งั้นปัญหาใหญ่

ถ้าไม่จริง ท่านก็พ้นมลทิน

 

 

เจ้าคณะจังหวัดแม่ฮ่องสอน เตรียมเรียกพระฝรั่งฉาวสอบ


เจ้าคณะจังหวัดแม่ฮ่องสอน เตรียมเรียกตัว "พระฝรั่งนักรักฉาว" สอบหาความจริง หลับพบสึกแล้ว ย่องกลับมาบวชใหม่ กบดานในพื้นที่

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ "ร่วมด้วยช่วยกันนะครับ กับหมอสมชาย" หรือ "น.สพ.สมชาย ศิริเทพทรงกลด" จิตอาสาช่วยเหลือผู้ยากไร้ นักเขียน และเป็นคุณหมอเน็ตไอดอลชื่อดังออกมาแฉพฤติกรรมของพระฝรั่งที่บวชมานานในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งพบว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เพราะปรากฏว่าสวมใส่ชุดสีขาวออกเที่ยวฮันนีมูนกับแหม่มสาวเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งใน จ.จันทบุรี และยังอ้างว่าเคยเสพเมถุนกับสาวไทย ก่อนทิ้งไปแบบไม่มีเยื่อใยอีกด้วย ก่อนสึกแล้วกลับมาบวชใหม่ ในจ.แม่ฮ่องสอน

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 9 ส.ค. พระครุอนุรักษ์ พัฒนคุณ เจ้าคณะอำเภอสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผย ถึง กรณีมีข่าว พฤติกรรมฉาวผ้าเหลือง พระฝรั่งรูปดังเสพเมถุนสีกาแล้วทิ้งว่า  ขณะนี้ได้รับทราบข้อมูลบ้างแล้ว ในส่วนของอาตมาที่เป็นเจ้าคณะอำเภอสบเมย เบื้องต้นยังมิได้ดำเนินการใดๆ กับพระฝรั่งที่เป็นข่าว และไม่มีมีการแถลงข่าวตามที่มีกระแสข่าวเผยแพร่ออกไปตามสื่อโซเชียลต่างๆ ด้วย   เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทางเจ้าคณะจังหวัดจะพิจารณาและไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งทราบว่าจะเรียกเจ้าตัวมาสอบถามข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการในวันนี้

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 9 สิงหาคม 2562

 

ยึดอำนาจสำนักพุทธฯ !

รอง ผอ.พศ. แถลง

ต่อไปนี้ไม่มีอำนาจอนุมัติงบประมาณแล้ว

ถูกยึดไปให้สำนักงบประมาณเกลี้ยง

 

 

 

กรมการศาสนา กลายเป็น กรมไปรษณีย์ ฝีมือใคร ?

 

 

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ.

จอมรีดไถพระตัวจริงเสียงจริง

 

อา.. จะก็น่าจะถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่ง สำหรับ "พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ซึ่งเข้ามากุมอำนาจในสำนักพุทธฯ ด้วยวิธีพิเศษ ผ่าน ม.44 ของคณะปฏิวัติ แล้วก็ทำการปฏิวัติทั้งสำนักพุทธฯและมหาเถรสมาคมซะเกลี้ยง

ในส่วนของมหาเถรสมาคมนั้น ถูกยึดอำนาจไปหมด ไม่ให้มีอำนาจในการพิจารณาความดีความชอบ หรือแม้แต่แต่งตั้งพระสังฆาธิการระดับสูง ทุกอย่างถูกยึดไปให้ราชสำนักดูแลเอง โดยมีสำนักพุทธฯ เป็นคนชงเรื่อง และสำนักนายกฯ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ กรรมการมหาเถรสมาคมเลยไม่มีอะไรทำ จะนั่งตบยุงก็กลัวผิดศีล เลยหันไปทะเลาะกันเรื่องหมู่บ้านศีลห้าแทน ขนาดสมเด็จใหม่ยังเข้าประชุม มส. ไม่ได้ เพราะไม่ได้รับแต่งตั้ง มีแต่ยศ แต่ไร้อำนาจ ถามว่าจะให้บริหารกิจการพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ในเมื่อในตราตั้งนั้นระบุว่า "ขอพระคุณท่าน จงรับภาระธุระพระศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ ฯลฯ" แต่เมื่อไม่มีอำนาจ พูดไปใครจะฟัง สั่งไปใครจะเชื่อถือ เหมือนสั่งขี้มูก สุดท้ายสังฆมณฑลก็อลเวง ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีใครกลัวใคร กลัวพระเจ้าอยู่หัวเพียงพระองค์เดียว

ทีนี้ก็ส่วนของ "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมานั้น ทางรัฐบาลเขาให้เกียรติสำนักงานนี้อย่างสูง จึงโอนงบประมาณให้ก่อนทุกปี จะเอาไปทำอะไรก็ให้ "ผู้อำนวยการ" มีอำนาจ "สั่งจ่าย" ได้ โดยไม่ต้องขออนุมัติจากสำนักนายกฯ จะว่าไปแล้ว ตำแหน่ง ผอ.พศ. สมัยก่อนหน้านี้ มีอิทธิพลสูง เพราะมีงบประมาณประจำตำแหน่ง ไปเยี่ยมวัดไหน หรือร่วมงานอะไร ใครๆ ก็ยินดีต้อนรับ เพราะเชื่อว่าต้องมีซองมาร่วมงานด้วย

แต่พอมาถึงบทบาทของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ กลับเล่นสำนักพุทธฯซะเละตุ้มเป๊ะ งบประมาณส่วนบำรุงวัดวาอารามถูกยึดไปให้สำนักงบประมาณเกลี้ยง วัดไหนมีความจำเป็นต้องใช้ ให้ทำเรื่องผ่านสำนักพุทธฯ แล้วสำนักพุทธฯ ก็ทำเรื่องแจ้งไปให้สำนักงบประมาณๆ ก็จะพิจารณา โดยอาจจะนิมนต์พระเจ้าอาวาสหรือเรียกกรรมการวัดไปชี้แจง ส่วนจะให้มากให้น้อยหรือให้เท่าไหร่ ก็ไม่มีใครทราบ เพราะอำนาจอยู่ที่สำนักงบประมาณ

ตรงนี้จึงชี้ว่า สำนักพุทธฯ ซึ่งแต่เดิมมานั้น คือ กรมการศาสนา ซึ่งเมื่อยกระดับขึ้นเป็นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็ใหญ่กว่ากรมการศาสนาเดิม ขนาดอธิบดีกรมการศาสนายังอยากจะเป็น ผอ.พศ. ถึงกับสมัครเป็น ผอ.พศ. ตั้งหลายวาระ แต่กลับกลายเป็นว่า นายพงศ์พร ทำการลดบทบาท สำนักพุทธฯ ให้เหลือเพียง "กรมไปรษณีย์" เพราะมีหน้าที่เพียง "นำส่งเอกสาร" จากวัดไปยังสำนักงบประมาณเท่านั้น เพราะไม่มีเงินในกระเป๋าเหมือนเดิม

ว่ากันว่า ตุลาคม ศกนี้ คุณพงศ์พร ก็จะเกษียนอายุ กลับไปเลี้ยงหลานที่บ้านแล้ว แต่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ภายใต้ ผอ. คนใหม่ ก็คงจะดำเนินต่อไป แบบสิ้นไม้ไร้ตอก

ดูสิ เมื่อวาน พงศ์พร ก็ชงมหาเถรสมาคม ออกมติประวัติศาสตร์ "ให้วันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันทอดผ้าป่าสามัคคีของทุกวัดทั่วประเทศ" เพื่อนำเงินไปสมทบทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระเณร ซึ่งความจริงแล้วก็เก็บกันทุกปี ปีละหลายรอบ เดี๋ยวอำเภอ เดี๋ยวจังหวัด เดี๋ยวภาค เดี๋ยว มส. ขอโน่นขอนี่ แต่นั้นก็ทำกันแค่ประเพณี คือมาตามฤดูกาล มากบ้างน้อยบ้างก็เจือจานกันไป เงินเดือนพระสังฆาธิการก็หักเข้ากองทุน "วัดช่วยวัด" ช่วยที่ไหนอย่างไรไม่มีการเฉลย แต่การกำหนดวันทอดผ้าป่าไว้ตายตัวนั้น ถือว่าเป็นครั้งแรก พงศ์พร ชงเรื่องผ่าน มส. ได้ไม่กี่เดือนก็ไป แต่มตินี้จะอยู่ตลอดไป

โถ..พงศ์พร นึกว่าอัจฉริยะมาช่วยงานศาสนา หาเงินมาช่วยวัด ที่ไหนได้ จอมรีดไถดีๆ นี่เอง

เออ..เศรษฐกิจก็แย่ วัดทั่วประเทศก็ลำบาก เพราะถูกตรวจสอบจากทุกภาคส่วน จะใช้เงินใช้ทองก็ต้องระมัดระวัง พลาดเป็นก้าวเท้าเข้าตะรางเหมือนกรรมการ มส. ขอเงินมาทำนุบำรุงวัดก็แสนยาก เพราะต้องทำเรื่องผ่านตั้งแต่จังหวัด ภาค หน ไปจนถึงสำนักพุทธฯ แล้วสำนักพุทธฯ จึงจะ "ชงเรื่องต่อ" ไปให้สำนักงบประมาณพิจารณาว่าจะอนุมัติหรือไม่ !

เห็นไหมล่ะครับท่านพระครู ว่าอยู่เป็นพระไทยมันสบายซะที่ไหน ผู้หลักผู้ใหญ่รีดไถเอาตามใจฉัน ออกมติโดยไม่ถามพระเณรทั่วประเทศว่าเห็นด้วยหรือไม่ หรือว่ามีวิธีที่ดีกว่านั้น ทำไมในอดีตถึงไม่ทำ ทำไมเพิ่งจะมาทำในตอนนี้ นี่ตะทีจะเอาเงินละก็ออกกฎหมายรีดไถ ตะพอวัดจะขอเงินใช้บ้าง กลับให้ไปขอสำนักงบประมาณเอาเอง เรื่องเก็บเงินละง่าย แต่เรื่องขอเงินนั้นยาก วัดวาอารามทั่วไทยรับรอง ไม่ตายก็ไม่โต !

 

 

 

มีท่านจำนงค์องค์เดียว ที่พงศ์พรไล่ไม่ทัน

 

 

ปรับงบประมาณปฏิสังขรณ์วัดขจัดปัญหาเงินทอนวัด

 

สำนักพุทธฯ ปรับแนวทางอุดหนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัด ป้องกันปัญหาเงินทอน เริ่มตั้งแต่ปีงบฯ 2561 เป็นงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจ สำนักงบฯพิจารณาจัดสรรเงินให้วัดแทนสำนักพุทธฯ 

วันนี้ (6 ส.ค.) นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. เปิดเผยถึงการปรับแนวทางสนับสนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเงินทอนวัดขึ้นมาอีก ว่า  กรณีเรื่องเงินทอนวัดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากมีอดีตข้าราชการ พศ. ไปเรียกรับเงินทอนจากงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัดจากวัดต่างๆ ที่ทาง พศ. อนุมัติงบประมาณให้ไป โดยมีการไปอ้างว่าจะนำเงินที่ขอทอนมาไปจัดกิจกรรมต่างๆเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา จึงทำให้เกิดปัญหาเป็นคดีความขึ้นมานั้น จากนี้ไปปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน เพราะตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 เป็นต้นไป พศ. ได้มีการปรับแนวทางการสนับสนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัดแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะดังกล่าวขึ้นมาอีก 

นายณรงค์ กล่าวต่อไปว่า โดยตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 พศ.จัดให้งบประมาณบูรณปฎิสังขรณ์วัดเป็นงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจ โดยหากมีวัดที่ต้องการจะรับงบประมาณนี้ให้ทำเรื่องแจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) และเจ้าคณะผู้ปกครองในพื้นที่ ถึงเหตุผลและความจำเป็น จากนั้นจะมีการส่งเรื่องมายังกองพุทธศาสนสถาน พศ. เพื่อพิจารณาและส่งไปให้สำนักงบประมาณพิจารณาในการอนุมัติงบประมาณ เท่ากับว่าต่อไปนี้งบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัดทางสำนักงบประมาณจะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติงบประมาณให้กับวัดโดยตรง ซึ่งจะทำให้สามารถป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ข้าราชการ พศ. ไปเรียกรับเงินทอนจากวัดต่างๆได้

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 7 สิงหาคม 2562


รวยผิดปกติ !

อดีต ผอ.พศ. พนม ศรศิลป์

ปปช. ชี้มูล รวย 216 ล้าน

 

 

 

พนม ศรศิลป์

อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

 

ป.ป.ช.ชี้มูล "พนม ศรศิลป์" พร้อม 2 เมีย รวยผิดปกติ 216 ล้าน มอบ ออส. ฟ้องศาลยึดเป็นของแผ่นดิน

ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด "พนม ศรศิลป์" อดีต ผอ.สํานักพุทธฯ พร้อมภรรยาที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียน ร่ำรวยผิดปกติ 216 ล้านบาท ส่งอัยการสูงสุดฟ้องศาลอาญาคดีทุริตสั่งยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน

วันนี้ (6 ส.ค.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสํานักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายพนม ศรศิลป์ เมื่อครั้งดํารงตําแหน่งผู้อํานวยการสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์ ที่จัดสรรให้วัดพนัญเชิงวรวิหาร ประจําปีงบประมาณ 2557 และประจําปีงบประมาณ 2558 และจากการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ นายพนม ศรศิลป์ ที่ได้ยื่นไว้ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตําแหน่งผู้อํานวยการสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2557 พบว่าในช่วงปี พ.ศ.2552 - พ.ศ.2561 นายพนม ศรศิลป์ และนางนิสา ศรศิลป์ คู่สมรส มีการนําฝากเงินและซื้อหุ้นในสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ จํากัด สหกรณ์ออมทรัพย์ครู อุบลราชธานี จํากัด รวมทั้งมีการซื้อที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างและยานพาหนะเป็นจํานวนมาก


คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายพนม ศรศิลป์ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ จึงได้มีคําสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน โดยมี นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน อนุกรรมการไต่สวน คณะอนุกรรมการไต่สวนได้ดําเนินการรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว ผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่า พบเงินฝากและทรัพย์สินต่างๆ ของ นายพนม ศรศิลป์ และบุคคลใกล้ชิด ประกอบด้วย นางนิสา ศรศิลป์ (คู่สมรส) นางจรินรัตน์ แซ่ตั้ง และ นางสมพิศ สุทธิบุญ (ภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส) รวมทั้งบุตรและ ญาติพี่น้อง ซึ่งบุคคลดังกล่าวไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินดังกล่าวได้ ดังนี้


1. เงินฝาก จํานวน 16 แห่ง เป็นเงิน 163,022,595.05 บาท

2. เงินลงทุน จํานวน 8 แห่ง มูลค่า 22,470,000 บาท
3. ที่ดินตั้งอยู่ในท้องที่จังหวัดอุดรธานี จํานวน 7 แปลง มูลค่า 5,119,400 บาท

4. บ้าน พร้อมที่ดิน จํานวน 2 หลัง ตั้งอยู่ในจังหวัดอุดรธานี และจังหวัดนครปฐม รวมมูลค่า 805,919 บาท
5. ห้องชุดตั้งอยู่ในจังหวัดอุดรธานี 1 ห้อง และจังหวัดปทุมธานี 2 ห้อง รวม 3 ห้อง มูลค่า 3,960,000 บาท
6. รถยนต์ จํานวน 9 คัน รวมมูลค่า 4,931,200 บาท
7. กรมธรรม์ประกันชีวิต จํานวน 4 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 828,489 บาท
8. เงินที่นําไปชําระหนี้เงินกู้สถาบันการเงิน จํานวน 4 แห่ง เป็นเงิน 14,925,216.49 บาท

รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้นจํานวน 216,062,819.54 บาท (คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคําสั่งอายัด ทรัพย์สินไว้เป็นการชั่วคราว จํานวน 44,108,11329 บาท)


คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วมีมติให้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ยื่นคําร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบซึ่งมีเขตอํานาจพิจารณาพิพากษาคดี ให้มีคําพิพากษาหรือคําสั่ง เพื่อขอให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ต่อไป


สำหรับ นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีเงินทอนวัด และถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.61 เป็นต้นมา เนื่องจากศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 6 สิงหาคม 2562


เปิดภาพประวัติศาสตร์ !

สมเด็จพระสังฆราช จวน อุฏฐายี สิ้นพระชนม์

รถยนต์พระที่นั่งเกิดอุบัติเหตุที่บางนา

 

เว็บไซต์ ลานธรรมจักร นำภาพประวัติศาสตร์ "รถพระประเทียบ" สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายีมหาเถร) วัดมกุฏกษัตริยาราม เกิดอุบัติเหตุ ถึงสิ้นพระชนม์กะทันหัน เป็นเหตุการณ์ช็อคโลกของชาวพุทธทั่วโลก ถือเป็นภาพน่าสนใจ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม จึงนำเสนอท่านผู้อ่านได้ทัศนาในวันนี้

 

 

 

ภาพประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย

 

รถพระประเทียบ (รถประจำตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช) MERCEDES-BENZ (W110) 200D สีเหลือง เลขทะเบียน ร.ย.ล. 19 (ราชยานยนต์หลวง 19) เป็นรถที่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายี) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 16 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วัดมกุฏกษัตริยาราม ราชวรวิหาร ใช้ประทับแล้วเกิดอุบัติเหตุ เป็นเหตุให้พระองค์สิ้นพระชนม์

 

 

 

สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายี ป.ธ.9)

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 16 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 


วันสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ในเช้าวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2514

ทรงรับกิจนิมนต์เสด็จไปเสวยเช้าที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ พอตอนสายก็มีกิจต่อเนื่องเสด็จไปในงานศพอดีตเจ้าอาวาส วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ (วัดปิตุลาธิราช) อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา อันเป็นเหตุให้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์สิ้นพระชนม์ โดยในช่วงเย็นยังมีกำหนดที่จะเสด็จไปเผาศพญาติ ที่วัดเวฬุราชิน ย่านธนบุรี อีกด้วย


เหตุการณ์คราวสิ้นพระชนม์เกิดขึ้นขณะขบวนรถพระประเทียบ กำลังแล่นไปตามถนนสายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา บนทางหลวงแผ่นดินสาย 34 ในระหว่างขึ้นสะพานแถวๆ ถ.บางนา-ตราด

ระหว่างกิโลเมตรที่ 10-11 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ มีรถตำรวจทางหลวงแล่นนำขบวน และปิดท้ายขบวนดังเช่นเคย

ทันใดนั้นรถยนต์คันหนึ่งที่ขับสวนทางมาอย่างเร็ว ก็พุ่งเข้าชนรถพระประเทียบอย่างแรงจนตกถนน เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันเพราะเกิดขึ้นได้ยากมาก


รถพระประเทียบพลิกคว่ำในสภาพพังยับเยิน !


เจ้าประคุณสมเด็จฯ ถูกนำส่งโรงพยาบาลประจำจังหวัดสมุทรปราการ แต่เนื่องจากพระอาการหนักมากจึงต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลตำรวจ ที่กรุงเทพฯ ทันที แต่ก็ทรงสิ้นพระชนม์ลงในระหว่างทางนั้นเองเมื่อเวลา 10.05 น.

 
การสิ้นพระชนม์กะทันหันครั้งนั้น ทำให้พุทธบริษัททั่วโลกตกตะลึงและเสียดายอาลัยเป็นล้นพ้น

เจ้าประคุณสมเด็จฯ สิ้นพระชนม์โดยอุบัติเหตุ ณ วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2514 เวลา 10.05 น. ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีกุน ตรีศก จ.ศ. 1333 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

ทรงดำรงอยู่ในเพศคฤหัสถ์ 17 ปี

ทรงบรรพชาเป็นสามเณร 3 พรรษา

ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ 54 พรรษา

ทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยาราม 27 พรรษา

ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช 7 พรรษา (6 ปี กับ 22 วัน)

สิริพระชนมายุได้ 73 พรรษา 11 เดือน 2 วัน


องค์กรชาวพุทธทั่วโลกเมื่อทราบข่าวเศร้าสลดนี้ ได้ส่งคำไว้อาลัยมายังรัฐบาลและคณะสงฆ์ไทย รัฐบาลประกาศให้สถานที่ราชการลดธงลงครึ่งเสา 3 วัน และข้าราชการไว้ทุกข์ 15 วัน เพื่อถวายความอาลัย ในขณะที่พระราชสำนักประกาศไว้ทุกข์ 15 วัน ส่วนพระศพนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบำเพ็ญกุศล ณ พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร

เจ้าประคุณสมเด็จฯ ทรงได้รับพระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่ให้ทรงพระศพ และได้รับพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ สุสานหลวง วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2515

 

ที่มา : ลานธรรมจักร : 3 สิงหาคม 2562


 

ชกข้ามนิกาย !

สมเด็จจุณฑ์ตำหนิหมู่บ้านศีลห้า

หาว่าเอาแต่ปริมาณ ไร้คุณภาพ

เจ้าคุณพิมพ์หน้าแตกต่อหน้าธารกำนัน

 

 

 

มวยรุ่นใหญ่

ซ้าย : สมเด็จช่วง วัดปากน้ำ อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ประธานโครงการหมู่บ้านศีลห้า

ขวา : สมเด็จจุณฑ์ วัดบวรนิเวศ เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อบต)

 

 

หน้าแหก

เจ้าคุณพิมพ์ : พระพรหมเสนาบดี วัดปทุมคงคา

ประธานขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านศีลห้า

ไปเชิญเขามาด่าถึงในบ้าน งามหน้าซะไม่มี

 

 

อา..บบนี้เซียนสนุ๊กเรียกว่า "เล่นข้ามโต๊ะ" นะครับ ท่านเจ้าคุณ จะกินดำกินแดงน่ะไม่ว่า แต่อย่าเล่นข้ามโต๊ะ มันเสียมารยาทในการร่วมรัฐบาลซึ่งต้องทำงานร่วมกัน ็ไม่รู้ว่า "สมเด็จพระวันรัต" ท่านไม่พออกพอใจเรื่องอะไร ถึงได้ "ตำหนิซึ่งหน้า" ต่อหน้าแขกเหรื่อจนล้นวัดอย่างนั้น แถมยังเป็น "คำถาม" ระดับ "สอนหนังสือสังฆราช" เสียด้วย เพราะใครๆ ก็รู้ว่า โครงการหมู่บ้านศีลห้า เป็นของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งแน่นอนว่าต้องมียศและตำแหน่ง "สูงกว่า" สมเด็จพระวันรัตอยู่แล้ว "บัญชาเบื้องสูงย่อมระงับคำสั่งของผู้ที่ต่ำกว่าเสมอ" อดีตสมเด็จพระสังฆราชปลด วัดเบญจมบพิตร ประกาศิตอมตะวาจาไว้เช่นนี้ ดังนั้น ความเห็นของสมเด็จพระวันรัต ซึ่งมีฐานะ "ต่ำกว่า" สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ จะฟังความได้อย่างไร อีกอย่าง โครงการนี้เขาเริ่มมานานหลายปีดีดัก จนพระในโครงการ "เลื่อนยศศักดิ์" กันทั่วหน้า ถามว่า สมเด็จพระวันรัต ทำไมถึงเพิ่งจะมาพูดในวันนี้ ? หรือพอสมเด็จช่วงไร้เก้าอี้ ฝ่ายธรรมยุตก็ชิงความได้เปรียบทันที

 

 

ตุ๊แป๊ะ คีย์แมนสำคัญของโครงการหมู่บ้านศีลห้า



 

ใหญ่ไม่ใหญ่ เปิดป้ายศูนย์ประสานงานเองก็แล้วกัน

รองสมเด็จฯ สมัยนั้น ยังเป็นรองตุ๊แป๊ะ

 

 

โครงการนี้ (หมู่บ้านศีลห้า) ว่ากันตามความจริงแล้ว เป็นของมหานิกาย ฝ่ายธรรมยุตไม่ได้ให้ความสนับสนุนใดๆ ทั้งสิ้น ที่ให้พระเข้ามาร่วมงานก็เป็นเพียงพระเด็กๆ ส่วนระดับสมเด็จหรือเจ้าคณะใหญ่นั้น ไม่เคยสนใจ พูดแบบการเมืองก็คือ กลัวฝ่ายมหานิกายจะได้คะแนนเสียง ขนาดสมเด็จช่วงไม่ได้เป็นสังฆราช ก็เอาโครงการไปถวายสังฆราชๆ ก็ยกคืนให้มหานิกายอีก แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนอะไร แทบว่าไม่เคยเสด็จโครงการนี้ด้วยซ้ำ ระดับใหญ่สุดในธรรมยุตที่เข้ามาดูโครงการหมู่บ้านศีลห้าก็น่าจะเป็น "สมเด็จพระวันรัต" ในครั้งนี้แหละ แต่แค่ครั้งแรกก็ได้เรื่องเลย

ทีนี้ว่า เมื่อฝ่ายธรรมยุตเขาไม่เอาศีลห้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แล้วเหตุใด ฝ่ายมหานิกายถึงได้ไปเชิญ "สมเด็จพระวันรัต" มาดูงาน ซึ่งตามมารยาทแล้ว ไปบ้านเขา ก็ควรจะ "ชื่นชม" ไปตามน้ำตามเนื้อ แต่นี่เล่น "ตำหนิ" กันเป็นฉากๆ ทั้งๆ  ที่โครงการนี้เขาทำกันมานานหลายปี ทำไมเพิ่งจะมาบอกว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แสดงว่าที่ทำมาทั้งหมดนี้ยังไม่ถูกใช่หรือไม่ ? ก็เก่งนักทำไมไม่มาช่วยกันทำตั้งตอนแรก มาพูดต้อนนี้มันมีประโยชน์อันใด ไม่พูดเลยจะดีเสียกว่าไหม โตกันจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว จะต้องให้สอนมารยาทกันอีกหรือไร ?

 

 

สมเด็จช่วง สมัยเรืองอำนาจ ยิ่งใหญ่ ใครก็ไม่กล้าแตะ

แต่วันนี้ พระผู้ใหญ่ในฝ่ายธรรมยุต ออกมาตำหนิซึ่งหน้า

ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ?

 

 

แต่ก็อย่างว่าแหละนะ เวลานี้ "ธรรมยุตครองเมือง" พระมหานิกายไร้อำนาจ ก็เลยแสดงออกด้วยการประจบสอพลอต่อฝ่ายธรรมยุตซะออกหน้า ไปเชิญเขามาเยี่ยมวัด น่าจะได้คำชมเหมือนเคย กลับโดนด่าซะหน้าม้าน สะใจโก๋เลย งานนี้รับรอง "เจ้าคุณพิมพ์" โดนเฉ่ง ในฐานะที่ไปเชิญแขกมาด่ากลางลานวัด

ถามว่า สมเด็จพระวันรัต พูดความจริงไหม ? ก็ต้องตอบว่า จริงฮ่ะ ! คือดังที่ทราบมาแต่ต้นว่า โครงการนี้ เลียนแบบโครงการเอื้ออาทรของแม้ว วางแผนสำรวจประชากรคนจน เอ๊ย คนรักษาศีลห้า ทั่วประเทศ เพื่อจะเช็คดูยอดประชาชนคนไทยว่า "เป็นพุทธจริง" ซักกี่มากน้อย จะได้นำข้อมูลมาใช้อย่างเป็นระบบ ถือว่าเป็นการขึ้นทะเบียน "ชาวพุทธ" เป็นครั้งแรก เพราะแต่ไหนแต่ไรมาก็ได้แต่ "ประมาณ" ตามสำนักงานสถิติแห่งชาติ ว่ามีชาวพุทธเท่านั้นเท่านี้ ไม่มีใครรู้จริง เลยพูดกันแต่ปากว่า "พุทธตามทะเบียนบ้าน"

แน่นอนว่า โครงการนี้ เป็นการ "รุกคืบ" ลงไปในระดับรากหญ้าของฝ่ายมหานิกาย ถ้าเอามาใช้อย่างเป็นมรรคเป็นผลและต่อเนื่อง ก็จะส่งผลให้ฝ่ายธรรมยุตสะเทือนไปจนถึงระดับครอบครัว ใครจะว่าสมเด็จช่วงไร้กึ๋นก็คงรู้น้อยไปซะแล้ว

แต่..แต่ก็อย่างว่าแหละนะ มหานิกายนั้นมีประชากรมากถึง 3 แสนรูป ใครๆ ก็อยากจะได้หน้า ได้ยศ ได้ศักดิ์ จึงชิงพริบชิงเหลี่ยมกันเข้าหาผู้ใหญ่ในโครงการกันทุกสาย ขนาด "วอตอแหล" ยังลงทุน "คลานเข่าเข้าวัดปากน้ำ" เลย เมื่อวานก็ได้เป็น "พระศรีธนญชัย" ไปสมอกสมใจแล้ว

ครั้นพอเห็นเจ้าคุณพิมพ์ได้รองสมเด็จ ตุ๊แป๊ะได้เป็น "ท่านแป๊ะ" และองค์อื่นๆ ได้เลื่อนกันเป็นแผงเหมือนสาย จปร. 5 ในอดีต ก็เลยมีการทำงานแบบ "เอาใจนาย" พยายามจะปั้นตัวเลขให้เข้าเป้าที่ตั้งเอาไว้ เลยหันไปปั่นตัวเลขกันใหญ่ สุดท้าย งานหมู่บ้านศีลหน้าตกอยู่กับ "กองงานเลขา" ที่จะต้องปั้นตัวเลขให้อยู่ในเกณฑ์ดี ไม่งั้นก็จะส่งผลให้หัวหน้าแต่ละสายแต่ละจังหวัดต้องถูกตำหนิ มีผลกระทบไปถึงการพิจารณาความดีความชอบ คือ พัดยศ นั่นไง ด่านสุดท้ายของคณะสงฆ์ไทย ไล่ไปไล่มามันก็มาถึงหน้าประตูวังนี่เองแหละครับท่านพระครู

 


ใครเอ่ย ? เคยไปวัดปากน้ำ ลืมแล้วหรือไร ?

 

เรื่องนี้ "รู้กันทั้งบาง" แต่..ไม่กล้าพูด ขนาดโดนด่ากลางที่ประชุมก็ยังไม่กล้าพูด ปล่อยให้ผู้ใหญ่ "เถลิงอำนาจ" ไปก่อน หมดอำนาจวันไหนเป็นได้เห็นดี และสมเด็จพระวันรัต ก็คงจะระแคะระคายมาไม่น้อย ครั้นได้โอกาสเลย "ยำใหญ่" ในวันนี้

แต่ว่า การพูดความจริงต่อหน้าธารกำนันนั้น คนทำต้องระดับ "สังฆราช" จึงจะสามารถสะกดได้ด้วยพระคาถา มิเช่นนั้นก็จะถือว่าเสียมารยาทเช่นกัน เพราะคำตำหนิของเจ้าคุณจุณฑ์นั้น แม้จะว่าต่อหน้า "เจ้าคุณพิมพ์" ซึ่งเป็นเพียงรองสมเด็จฯ แต่ก็ตีกระทบไปถึง "สมเด็จช่วง" ประธานโครงการ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในสายมหานิกาย เล่นแบบนี้ ถามว่า ไม่กลัวพระมหานิกายทั้งประเทศ "เคืองให้" ดอกหรือ ?

ดูสิ พระวัดปากน้ำ ได้อ่านข่าวแล้ว พูดกันแซ่ด "ใครไปนิมนต์สมเด็จองค์นี้มา นิมนต์มาทำไม ต่อไปไม่ต้องนิมนต์ ฯลฯ" เฮ้อ วาจาเป็นพิษโดยแท้ !

 

 

 

จี้ "หมู่บ้านศีล 5-อปต." คำนึงถึงผลเป็นรูปธรรม

สมเด็จพระวันรัต ตรวจเยี่ยมโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5ต้นแบบ ที่วัดกุมภประดิษฐ์ จ.เชียงใหม่ จี้ หมู่บ้านศีล 5 ต้องทำงานคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม

วันนี้ (1 ส.ค.) สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ในฐานะประธานคณะกรรมการหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อปต.) พร้อมด้วยคณะกรรมการโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ส่วนกลาง และคณะกรรมการโครงการฯหนเหนือ  ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ต้นแบบ ที่วัดกุมภประดิษฐ์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

โดยสมเด็จพระวันรัต กล่าวให้โอวาทว่า อปต. และโครงการหมู่บ้านศีล 5 เป็นโครงการที่ดี และมีเป้าหมายในการทำงานเหมือนกัน คือ นำหลักพระพุทธศาสนามาให้ประชาชนได้ทราบ และนำไปปฏิบัติ เกิดประโยชน์ขึ้นแก่ตนเองและชุมชน และขอให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้สึกด้วยว่า การทำให้โครงการประสบความสำเร็จคือตรงไหน ไม่ใช่เพียงแต่อยู่ในกระดาษ ความรู้ที่นำไปบอกประชาชน ผลรูปธรรมคือมีการนำไปปฏิบัติ ดังนั้นจะทำอย่างไรจะให้ประชาชนนำความรู้จากทั้งสองโครงการไปปฏิบัติให้เกิดผล คือ คุณความดี

สมเด็จพระวันรัต กล่าวต่อไปว่า การดำเนินงานโครงการไม่ใช่ทำเป็นธรรมเนียม ประเพณี เราต้องคิด จะเอาแค่พิธีกับปริมาณเท่านั้น หรือจะเอาคุณภาพ ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงด้วย เพราะหากทำให้เกิดผลเชิงคุณภาพ โครงการนี้จะเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก และที่สำคัญจะเกิดประโยชน์ต่อพุทธศาสนาด้วย ซึ่งการทำให้เกิดผล เราต้องทำให้ประชาชนนำไปปฏิบัติเท่าที่สามารถปฏิบัติได้ และต้องทำให้เห็นผลด้วยว่าเมื่อทำแล้วจะได้อะไร ต้องชี้ให้เห็นว่าเมื่อรักษาศีล 5 แล้วจะได้อะไร

 
พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะภาค 7 ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการฯ ส่วนกลาง กล่าวว่า อปต. เป็นโครงการที่เริ่มต้นโดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  (ฟื้น ชุตินฺธโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และอดีตกรรมการ มส. เมื่อปี2518 เพื่อให้พระสงฆ์เป็นผู้นำในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดยใช้วัดเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เพื่อช่วยประชาชนให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในด้านต่างๆ 8 ด้าน คือ ศีลธรรมและวัฒนธรรม สุขภาพอนามัย สัมมาชีพ สันติสุข ศึกษาสงเคราะห์ สาธารณสงเคราะห์ กตัญญูกตเวทิตาธรรม และสามัคคีธรรม ซึ่งคณะสงฆ์ดำเนินการโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาประมาณปี 2557 ประเทศไทยต้องตกอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทำให้ประเทศต้องการความสมานฉันท์ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรรมการ มส. ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จึงริเริ่มโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 โดยเป็นการต่อยอดมาจาก อปต. เพื่อสร้างความสามัคคี สมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในประเทศ และเพื่อให้ทั้งสองโครงการเกิดความยั่งยืน ทางคณะสงฆ์จึงเห็นว่าควรจะนำทั้งสองโครงการมาบูรณาการร่วมกัน โดยบรรจุอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ด้วย

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 1 สิงหาคม 2562


 

เก่ายังไม่ไป ใหม่ยังไม่มา !

สำนักพุทธฯ แจงคุณสมบัติสมเด็จใหม่

ชุดเก่ายังอยู่ แต่ชุดใหม่ยังไม่ได้เป็น

 

 

ไผเป็นไผ ในสมเด็จใหม่ ปี 62

 

อา..ห็นไหมล่ะครับท่านพระครู ว่าแค่ประเดี๋ยว ก๋วยเตี๋ยวกลายเป็นเกาเหลาไปเสียแล้ว แต่ก่อนร่อนชะไร ใครได้เป็นสมเด็จก็ถือว่าสุดยอด ทั้งอำนาจวาสนาและบารมี แต่ครั้นมีปัญหาทางการเมืองเข้ามาแทรก รัฐบาลทหารจึงอ้าง "ความชรา" เข้ามาทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะสงฆ์ "ล้ม" พรบ. เก่า ไม่เอากรรมการโดยตำแหน่งหรือโดยสมณศักดิ์อีกต่อไป ใครจะได้เป็นหรือไม่ ก็ต้องรอ "พระบรมราชโองการ" เป็นการเฉพาะ ไอ้ที่จะได้เป็นแบบ "2 IN 1" เหมือนกาแฟสำเร็จรูปนั้น หมดหวังแล้ว

แล้ววันนี้ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบับแก้ไขใหม่ ก็ออกฤทธิ์ เมื่อมีการสถาปนา "สมเด็จใหม่" เพิ่มขึ้นถึง 4 รูปด้วยกัน โดยครึ่งหนึ่งนั้นเคยดำรงตำแหน่งกรรมการ มส. มาก่อน แต่อีกสองรูปยังไม่เคยเป็น ก็เลยเป็นประเด็นในทางกฎหมายว่า สมเด็จใหม่ได้เป็นกรรมการ มส. หรือไม่ หรือรูปเก่าจะต้องสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งไปด้วยหรือไม่ ในเมื่อได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จแล้ว

แล้ววันนี้ สำนักพุทธฯ ก็ออกมาพิจารณาคุณสมบัติว่า สมเด็จฯที่เคยดำรงตำแหน่งกรรมการ มส. ก็ยังคงเป็นต่อไป แต่สมเด็จใหม่ฯที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็ยังเป็นไม่ได้ เพราะไม่เคยเป็น

ก็สรุปดังนี้

 

 

สมเด็จประสฤษดิ์ วัดยานนาวา : สมเด็จสุชิน วัดราชบพิธ

ทั้งสองรูปนี้เคยดำรงตำแหน่งมาก่อน จึงดำรงตำแหน่งต่อไป ตามที่บทเฉพาะกาลใน พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับใหม่ ระบุไว้

 

 

 

สมเด็จพิจิตร วัดโสมนัส : สมเด็จธงชัย วัดไตรมิตร

ทั้งสองรูปนี้ไม่เคยดำรงตำแหน่งมาก่อน จึงยังไม่สามารถดำรงตำแหน่งกรรมการ มส. ได้ เพราะกฎหมายที่ให้สมเด็จเป็น มส. ได้ยกเลิกไปแล้ว และไม่มีบทเฉพาะกาลให้อำนาจไว้

 

พศ.แจงสถานะ 2 สมเด็จฯ ยังคงตำแหน่งกรรมการ มส.

สิปป์บวรเผย สถานะ พระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมงฺกโร) ที่ได้รับโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระมหาธีราจารย์ และพระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) เป็นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ยังอยู่ในกรรมการ มส.

นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะรองโฆษก พศ. กล่าวภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ)  พุทธมณฑล จ.นครปฐม ว่า จากกรณีที่ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 มีการกำหนดถึงการแต่งตั้งกรรมการ มส. ในมาตรา 5 ระบุว่า มส. ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 20 รูป ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ หรือพระภิกษุซึ่งมีพรรษาอันสมควร และมีจริยวัตรในพระธรรมวินัยที่เหมาะสมแก่การปกครองคณะสงฆ์ โดยการแต่งตั้งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยให้ยกเลิกมาตรา 12  พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ที่ระบุว่า มส. ประกอบด้วยสมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง สมเด็จพระราชาคณะทุกรูปเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และพระราชาคณะซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งมีจำนวนไม่เกิน 12 รูปเป็นกรรมการนั้น ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยว่า การที่กรรมการ มส. 2 รูป ได้แก่ พระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมงฺกโร) ได้รับโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระมหาธีราจารย์ และพระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) ได้รับโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ จะยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการ มส. อยู่หรือไม่นั้น


นายสิปป์บวร กล่าวต่อไปว่า ตามมาตรา 11 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ให้กรรมการ มส. ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการ มส. ต่อไป จนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งกรรมการ มส. ขึ้นใหม่ ซึ่งทั้งสมเด็จพระมหาธีราจารย์ และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ดำรงตำแหน่งกรรมการ มส. มาก่อนที่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 ประกาศใช้ และก่อนที่จะได้รับโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ดังนั้น สถานะกรรมการ มส.จะยังอยู่ตามที่ระบุในมาตราดังกล่าว

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 30 กรกฎาคม 2562

 

พรุ่งนี้ !

เมืองไทยจะมี 10 สมเด็จฯ

ธรรมยุต  มหานิกาย ฝ่ายละห้า

ถามว่า ฝ่ายไหนได้เพิ่ม ฝ่ายไหนเท่าเดิม ?

 

 

 

จากฎีกา "นิมนต์พระคุณเจ้าเข้าวัง" เพื่อรับการสถาปนา-แต่งตั้ง-เลื่อนสมณศักดิ์ ซึ่งออกโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎา ที่ผ่านมานั้น แรกนั้น ผู้คนที่สนใจก็จะโฟกัสไปที่รายชื่อ "สมเด็จใหม่" ทั้งมหานิกายและธรรมยุต ซึ่งตามบัญชีมีนิกายละ 2/2 รวมเป็น 4 สมเด็จใหม่ด้วยกัน อันได้แก่

1. พระพรหมวชิรญาณ ได้เป็น สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (มหานิกาย)

2. พระศาสนโสภณ ได้เป็น สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (ธรรมยุต)

3. พระพรหมมุนี ได้เป็น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ธรรมยุต)

4. พระพรหมมังคลาจารย์ ได้เป็น สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (มหานิกาย)

 

ตามที่เห็นมานี้ ก็ยอมรับว่า "แฟร์ดี" คือยุติธรรม ได้นิกาย 2 เท่ากัน แต่ครั้นนำเอาจำนวนสมเด็จใหม่ ไปรวมกับสมเด็จเก่า ก็จะพบว่า มีอัตตา เอ๊ย อัตรา ที่เปลี่ยนไป โดยมหานิกายจะมีพระสมเด็จทั้งสิ้น 5 รูป ขณะที่ฝ่ายธรรมยุต (รวมทั้งสมเด็จพระสังฆราช) ก็จะมี 5 รูปเช่นกัน ดังนี้

 


 

อัตราสมเด็จใหม่ฝ่ายธรรมยุต

 

 

1. มเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

2. สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร

3. สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส

4. สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดโสมนัสวิหาร

5. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

 

 


 

อัตราสมเด็จใหม่ฝ่ายมหานิกาย

 

 

1. มเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ

2. สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม

3. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดญาณเวศกวัน

4. สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดยานนาวา

5. สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี วัดไตรมิตรวิทยาราม

 

ตามที่กล่าวข้างต้นนี้ ย่อมจะมี "ตัวเลข" เคลื่อนไปจากเดิม คือจากเดิมนั้น จำนวนสมเด็จพระราชาคณะ มีนิกายละ 4 รูป รวมเป็น 8 รูป เมื่อรวมกับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นโควต้ากลาง (สามารถได้รับการสถาปนาจากทั้งสองนิกาย แต่ตั้งแต่ พ.ศ.2517 ถึงปี 2562 นี้ นับรวมได้ 45 ปี มีแต่พระฝ่ายธรรมยุตเท่านั้น ที่ได้รับการสถาปนาติดต่อกันนานถึง 3 พระองค์) จึงรวมเป็น 9 สมเด็จ ตามเลขอันเป็นมงคลของไทย

แต่ตั้งแต่พรุ่งนี้ (28 กรกฎาคม 2562) เมื่อมีพระราชาคณะ ได้รับการสถาปนาเพิ่มขึ้นอีก 4 รูป นิกายละ 2 (ทั้งทดแทนรูปที่มรณภาพไปและสถาปนาเพิ่มขึ้นใหม่) ก็จะทำให้มีสมเด็จพระราชาคณะ (รวมทั้งสมเด็จพระสังฆราช) เพิ่มจาก 9 เป็น 10 รูปด้วยกัน เป็นเลขคู่ คล้ายกับว่า จะให้เป็นเลขมงคล ตามลำดับรัชกาล

เมื่อศึกษาจาก พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ฉบับเดิม และแก้ไขเพิ่มเติมในปี พ.ศ.2535/2561 ก็พบว่า "ไม่มีการกำหนดอัตราพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฎ หรือสมเด็จไว้" หมายความว่า แต่เดิมมา การสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะที่อัตรา 8/8 และสมเด็จพระสังฆราชอีก 1 พระองค์นั้น เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

เคยมีข่าวเมื่อหลายปีก่อนว่า จะมีการสถาปนา "สมเด็จใหม่" เพิ่มขึ้นอีกนิกายละ 1 รูป แต่ก็ไม่มี มาครั้งนี้ ไม่มีข่าวมาก่อน แต่มี "ฎีกา" นิมนต์เข้าวัง อย่างเป็นหลักฐาน ซึ่งสามารถนำมาคำนวณหา "โควต้าพระสมเด็จ" ระหว่างนิกายได้ว่า

มหานิกาย มีสมเด็จพระราชาคณะ จำนวน 5 รูป

ธรรมยุติกนิกาย มีสมเด็จพระราชาคณะ จำนวน 5 รูป

ซึ่งถ้าถือว่า ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ต้องเป็นของฝ่ายธรรมยุตตลอดไป จึงกำหนดลงไปให้ตายตัวว่า "นิกายละ 5 รูป" ดังที่เห็น ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำใจ คือว่า มหานิกายมีอัตราพระสมเด็จ "เท่าเทียม" กับธรรมยุต แต่จะตกเป็นพระรองตลอดไป เพราะไม่มีสิทธิ์ได้เป็น "สมเด็จพระสังฆราช" อีกต่อไปเลย เพราะถ้าในโอกาสต่อไป พระในฝ่ายมหานิกาย ได้เป็นพระสังฆราช จำนวนก็จะมากกว่าธรรมยุตถึง 6 ต่อ 4 ซึ่งอีกฝ่ายคงไม่ยอม มันมิใช่เรื่องของกิเลสตัณหา แต่มันเป็นเกียติยศและศักดิ์ศรีระหว่างนิกาย

หรือมิฉะนั้น ในโอกาสต่อไป ก็อาจจะมีการสถาปนา "สมเด็จพระราชาคณะ" ในฝ่ายธรรมยุต เพิ่มขึ้นอีก 1 รูป เพื่อให้ตัวเลขกลับมาเป็น 5/5 ส่วนสมเด็จพระสังฆราช ก็ยังเป็นโควต้ากลางอยู่ตามเดิม

ทั้งหมดนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตราที่ 9 ซึ่งกำหนดเอาไว้ว่า "พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจ ที่จะสถาปนาและถอดถอนฐานันดรศักดิ์ และพระราชทานและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์"

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 26 กรกฎาคม 2562


 

ปฏิวัติ มมร. !

เจ้าคุณสมคิดล้างบางอธิการเก่า

ตั้งทีมบริหารใหม่ ไม่ต่างจากปฏิวัติ

 

 

 

เก่าไป-ใหม่มา

ผังผู้บริหาร มมร. ชุดเก่า ที่มีเจ้าคุณธรณิศร์เป็นอธิการบดี ยังมี "พระเมธาวินัยรส" ดำรงตำแหน่งรองอันดับหนึ่ง ซึ่งพอพลาด ก็หลุดผังไปเลย เจ้านายใหม่ (ลูกน้องเก่า) เขาไม่ยอมใช้งาน

 

 

 

พระอนิลมาน Come Back

ดร.อนิลมานนั้น ถูกอ้างว่า "เป็นหน่อเนื้อเชื้อไข" ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเหลืออยู่เพียงตระกูลเดียวในโลก ทางวัดบวรนิเวศวิหารเลยเอามาเลี้ยงขุนจนเติบใหญ่ ขายยี่ห้อ "เชื้อศากยวงศ์" จนกระทั่งสามารถไต่เต้าเป็นเจ้าคุณ แถมภายหลังยังยื่นขอสิทธิ์เป็น "คนไทย" อีกต่างหาก แสดงว่าเชื้อสายของพระพุทธเจ้านั้น ยังไม่สำคัญเท่ากับ "เจ้าคุณ" และ "ไทยซิติเซ่น" พอเป็นคนไทยแล้วก็ลืมเชื้อศากยวงศ์เสียสนิท ไม่โปรโมตโฆษณาอีกต่อไป

ก่อนหน้านั้น ดร.อนิลมาน ก็เคยมีตำแหน่งใน มมร. แต่ช่วงหลังกลับเงียบหายไป มาโผล่อีกทีก็วันนี้ วันที่มีอธิการบดีรูปใหม่ อาจจะเป็น "โควต้า" ของวัดบวร ในวันที่ "ไม่มีพระไทยผู้มีความรู้ความสามารถในวัดเลย" ก็เป็นได้ เลยต้องเอาพระแขกมาออกแขกแทน (เอ๊า ! เขาเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่พระแขกต่อไปแล้วนะ)

 

 

 

ดร.สมคิด ขี่รถม้าลำปางเข้าป้าย

เอาจริง เสียงเข้ม

ให้ปฐมโอวาทยังกะนักการเมือง !

 

 

อา..ก็ต้องนับว่า "ผิดคาด" ไปอีกครั้ง สำหรับ "คำวิจารณ์" ต้อนรับท่านอธิการบดี มมร. องค์ใหม่ ซึ่งแต่ไหนแต่ไรเคยเห็นก็แต่ภาพของ "พระอุปัฏฐากส่วนพระองค์" ของสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ มิคิดว่าจากคน "ถือย่าม-ตามก้น" จะสามารถ "เหาะเหินเกินลงกา" ได้ดังที่เห็น แต่ก็เป็นไปแล้ว หักปากกาเซียน เข้าตำรา "เซียนอยู่รู หมูอยู่ตึก"

ที่ว่าผิดคาดนั้น ก็เพราะมีการ "ปรับใหญ่" ใน มมร. ว่าโดยภาพรวมแล้วก็ต้องนับตั้งแต่ "หัว" ไปยัน..หาง คือตำแหน่งอธิการบดี รอง และผู้ช่วย ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค หรือทั้งประเทศ เป็นภาษาทหารก็ต้องเรียกว่า "นี่คือการปฏิวัติ" เลยทีเดียว

โดยเฉพาะ "สายแข็ง" หรือสายฮาร์ดคอร์ พระหน่อเดียว คือ "พระเมธาวินัยรส" เด็กปั้นของเจ้าคุณเกษม วัดราชาธิวาส นั้น ณ บัดนี้ ไม่มีที่ยืนใน มมร. แล้ว สายวัดราชบพิธเขาไม่เอามวยไทยสไตร์นี้ ยุคนี้ยุคพระกรรมฐานครองเมือง ต้องนิ่งๆ นิ่มๆ อย่าโฉ่งฉ่างโผงผาง ผู้ใหญ่ท่านไม่โปรด ดูได้จากโผสมณศักดิ์ล่าสุด ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย ถูกสายวัดป่าและพระเกจิกินเรียบ สายปกครองตกชั้นกันเป็นแถวๆ ยิ่งสายธรรมกาย สายปากน้ำ หรือสายศีลห้า ไม่ต้องพูดถึง "ชื่อหาย-ตายทั้งบาง" เหมือนโดนปฏิวัติยังไงยังงั้น

มจร. ยุคหลัง "ดร.ต่วน-ดร.สมชัย" ซึ่งเป็นรุ่นใหญ่ ก็ยังมีรุ่นกลาง คือ "ดร.โชว์-เจ้าคุณประสาร" เข้ามาแทนที่ ท่านเหล่านี้ทำตัวเป็น "เต่านอกกระดอง" ตัวไปทางเปลือกไปทาง เป็นกลุ่มอิสระภายในราชอาณาเขตวังน้อย ไม่ค่อยเข้ากับเจ้ากับนาย แต่ก็ทำให้มีสีสันต์ อธิการบดีต้องกินยาแก้ไข้ไปวันเว้นวัน เพราะเรียกแขกให้ มจร. ได้ไม่ขาด แต่ มมร. วันนี้ กลับไม่มีสายนี้แล้ว ไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็น "ศูนย์วิปัสสนา" หรืออย่างไร ?

เมื่อสถานการณ์ มมร. เป็นเช่นนี้ ก็ต้องชี้ว่า "นี่มิใช่การขึ้นดำรงตำแหน่งโดยฉับพลัน" ของเจ้าคุณสมคิด หากแต่มีการคิดหรือวางแผนมาก่อน เพราะแค่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ผังการบริหารฉบับใหม่ก็ถูกนำมาวางอย่างพร้อมหน้า จุกช่องล้อมวงไว้ทุกจุด (กันน็อตหลวม) ล้างบาง-วางตำแหน่งใหม่ไม่เหลือเค้า ฉีกฉบับเก่าเขาเสียยับเยิน นี่ไงที่เรียกว่า ปฏิวัติเงียบใน มมร. !

ไฮไลต์ของเจ้าคุณสมคิดนั้น ก็อยู่ที่ "ปฐมโอวาท" ซึ่งได้กล่าวกับผู้บริหาร มมร. ในวันแรกของการเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งท่านสมคิดพูดเหมือน "คนใหม่" ที่ไม่รู้จัก มมร. มาก่อน จึงร่ายยาวแบบครอบจักรวาล ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็น "ลูกหม้อ" ของ มมร. แท้ๆ แถมสมเด็จพระสังฆราช ก็ยังทรงดำรงตำแหน่ง "นายกสภามหาวิทยาลัย" อีกด้วย โบราณว่าจะพูดจะจาก็ควรมองหน้าผู้ใหญ่ไว้ด้วย แต่นี่ท่านสมคิดพูดเหมือนกำลังเขียนวิทยานิพนธ์ ป.เอก เลย เข้มๆ คิ้วๆ เสียงแบบนี้ คอการเมืองเงี่ยหู เหมือนฟัง ผบ.ทบ. ให้นโยบายแก่หน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ยังไงยังงั้น

เทียบกับ มจร. เมื่อเปลี่ยนอธิการบดี จากพระพรหมบัณฑิต มาเป็นเจ้าคุณสมจินต์คราวก่อนหน้านี้ พระราชปริยัติกวีดูเหมือน "เณรน้อย" ต้องคลานเข่าเข้ารับตราตั้งจากอธิการบดีองค์ก่อน แถมยังต้องนั่งพนมมือ "รับฟังโอวาท" อย่างยืดยาวจากเจ้าคุณประยูรด้วย คนใหม่ไม่ได้พูดซักแอะ เมื่อขึ้นนั่งเก้าอี้อธิการบดีแล้ว ถึงปัจจุบันก็ยังไม่กล้าแตะโครงสร้างการบริหาร สี่ทหารเสือสายเจ้าคุณประยูรยังยึดครองวังน้อย อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ขนาดว่ามาอเมริกา เจ้าคุณสมจินต์มีเพียง "พระเลขา" ติดตามมาเพียงพระหน่อเดียวอย่างเงียบเชียบ ขณะที่เจ้าคุณประยูรนั้น ยังมีเจ้าหน้าที่ มจร. ติดตามมาเป็นขบวน สรุปว่า อำนาจใน มจร. วังน้อย ยังไม่เปลี่ยน

สำหรับเจ้าคุณธรณิศร์นั้น ถือว่ามาได้ไกลโขแล้ว อยู่ไกลถึงอุทัย เทียวไล้เทียวขื่อ ขึ้นมาขัดตาทัพในช่วงที่ "แม่ทัพสองขั้ว" คือเจ้าคุณเกษมกับเจ้าคุณแสวง แย่งอำนาจกัน ได้พอประมาณก็ต้องโบกมืออำลาให้แก่ "เจ้าของอำนาจตัวจริง" ถือว่าเป็น "หมากกัน" ของวัดราชบพิธ เพื่อจะพิชิตทั้ง "วัดบวรนิเวศวิหาร-วัดราชาธิวาส" อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดฉกาจฉกรรจ์ ในวงการธรรมยุตนั้น เขาก็เล่นพระกันแค่ 3 วัดเท่านั้น คือ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธ และวัดราชาธิวาส นอกนั้นเป็นพระน้ำจิ้ม แต่วันนี้ วัดราชบพิธ "กินรวบ" ทุกอย่างในประเทศไทยแล้ว โผสมณศักดิ์ที่ออกมา วัดราชบพิธรวบไป "ทีละสาม" ของยิ่งมีน้อยอยู่แล้ว ผู้ใหญ่เอาไปตั้งค่อน ผู้น้อยก็ได้แค่ค้อนตามอง พูดก็ไม่ได้ เพราะอ้างว่าเป็นพระราชอำนาจ !

ดีฮะ ณ วันนี้ ทั้งสำนักพระราชวัง และสำนักสมเด็จพระสังฆราช เข้ามากุมอำนาจบริหารทุกอย่างในวงการสงฆ์แล้ว ตามโบราณประเพณี เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ท่านจะโปรดปรานสิ่งไหนอย่างไรก็ต้องน้อมถวาย อย่าได้คิดเป็นอื่นไกล ประชาธิปไตยหรือเผด็จการ สุดท้ายก็ต้องอยู่ด้วยกัน ใครไม่เอาก็ไม่ต้องอยู่ในประเทศไทย เอ๊ย ในคณะสงฆ์ไทย จริงหรือไม่ คุณพงศ์พร ?

 

 

 

Go Home : ไปด้วยกัน

เจ้าคุณสุเทพ (เมธาวินัยรส) ตกเก้าอี้พร้อมอธิการบดี

 

พระราชปฏิภาณโกศลปรับทัพ มมร.

พระราชปฏิภาณโกศล ปรับทัพ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ย้ำภารกิจจัดการศึกษาสัมพันธ์หลักคำสอน

วันนี้ (26 ก.ค.) พระราชปฏิภาณโกศล (สมคิด จินฺตามโย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร.) กล่าวในงานถวายสักการะ อธิการบดี มมร. ที่ มมร. ศาลายา จ.นครปฐม ว่า โอกาสที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมมร. ลำดับที่ 6 เกิดความรู้สึกยินดีเป็นที่สุด เพราะได้มีโอกาสเข้ามาสนองงาน มมร. ที่นับว่าเป็นองค์การที่สำคัญต่อการจัดการศึกษาสมัยใหม่ของคณะสงฆ์ไทย ฝ่ายธรรมยุต การขับเคลื่อน มมร. จะให้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล คือ เป็นองค์การแห่งคุณภาพคู่คุณธรรมได้นั้นต้องอาศัยความร่วมใจ ร่วมมือ ร่วมแรง จากบุคลากร ทุกรูป ทุกคน และหากมีข้อเสนอแนะดีๆ เพื่อทำให้ก้าวหน้าในวงการศึกษา อย่ารีรอ ได้โปรดมารีบบอกกล่าวกัน ในการบริหารจัดการ มมร. มีทั้งภารกิจหลัก และภารกิจทั่วไปที่ต้องดำเนินการ โดยภารกิจหลักนี้ มมร. ต้องดำเนินงานการศึกษาให้มีคุณภาพทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ชำนาญการ ของคณาจารย์ ส่วนภารกิจทั่วไป มมร. ต้องจัดการศึกษาให้สอดคล้อง และไปด้วยกันได้กับงานต่างๆของคณะสงฆ์ ตลอดถึงสาขาวิชาที่เปิดการเรียนการการสอน ก็ต้องมีความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์ กับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วย สืบเนื่องจากว่า อัตลักษณ์องค์การแห่งนี้มีรากเหง้ามาจากการที่ต้องการพัฒนาพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งเป็นองค์การแห่งการศึกษาวิทยาการสมัยใหม่ และเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปในตัวด้วย จึงขอฝากแนวทางในการบริหารจัดการองค์การแห่งนี้ให้เข้าใจร่วมกัน เพราะในที่สุดแล้วผลประโยชน์โดยรวมย่อมเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระราชปฏิภาณโกศล ยังได้แต่งตั้งรองอธิการบดีชุดใหม่ประกอบด้วย

พระมหาฉัตรชัย สุฉตฺตชโย  เป็นรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร

พระมหามฆวินทร์ ปุริสุตฺตโม เป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ เป็นรองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ

พระครูปลัดณัฐพงศ์ ยโส เป็นรองอธิการบดี ฝ่ายกิจการนักศึกษา

พระมงคลธรรมวิธาน เป็นรองอธิการบดีฝ่ายกิจการคณะสงฆ์

พระกิตติสารสุธี เป็นรองอธิการบดีวิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย

พระปริยัติธรรมเมธี เป็นรองอธิการบดีวิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย

พระครูสุธีจริยวัฒน์ เป็นรองอธิการบดีวิทยาเขตอีสาน

พระครูสุนทรมหาเจติยานุรักษ์ เป็นรองอธิการบดีวิทยาเขตล้านนา

พระครูสิริธรรมาภิรัต เป็นรองอธิการบดีวิทยาเขตศรีธรรมาโศกราช

พระครูวิจิตรปัญญาภรณ์ เป็นรองอธิการบดีวิทยาเขตร้อยเอ็ด

และ พระมหาวิเชียร ธมฺมวชิโร เป็นรองอธิการบดีวิทยาเขตศรีลช้านช้าง

 

พร้อมทั้งแต่งตั้งผู้ช่วยอธิการบดี ส่วนกลาง ประกอบด้วย

พระเตชินทร์ อินฺทเตโช

ผศ.ดร.เสถียร วิพรมหา

นายสัมฤทธิ์ เพชรแก้ว

นายพนมนคร มีราคา

 

ส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย  

ผศ.ดร.สำราญ ศรีคำมูล ผู้ช่วยอธิการบดีวิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย

ผศ.ดร.ภาษิต ผู้ช่วยอธิการบดีวิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย

นายเอกชาตรี สุขเสน ผู้ช่วยอธิการบดีวิทยาเขตอีสาน

ผศ.ดร.ตระกูล ชำนาญ ผู้ช่วยอธิการบดีวิทยาเขตล้านนา

รศ.ดร.เดชชาติ ตรีทรัพย์ ผู้ช่วยอธิการบดีวิทยาเขตศรีธรรมาโศกราช

ผศ.ดร.สุรสิทธิ์ ไกรสิน ผู้ช่วยอธิการบดีวิทยาเขตร้อยเอ็ด

และ ดร.จักรกฤษณ์ โพดาพล ผู้ช่วยอธิการบดีวิทยาเขตศรีล้านช้าง

 

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 26 กรกฎาคม 2562


 

สถาปนา 4 สมเด็จ !

มหานิกาย 2 ธรรมยุต 2

 

 

 

พระพรหมวชิรญาณ เป็น สมเด็จพระมหาธีราจารย์

 

 

 

พระพรหมมุนี เป็น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์

 

 

เจ้าคุณธงชัย เป็น สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี

 

 

พระศาสนโสภณ เป็น สมเด็จพระมหามุนีวงศ์

 

 

 

ว.ตอแหล เป็น พระเมธีวชิโรดม

เจ้าคุณตอแหลคนแรก

 

และอื่นๆ

 





 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 25 กรกฎาคม 2562


บรรจบเซย์กู๊ดบาย !

ไม่เอาแล้วพรรคแผ่นดินธรรม

ลาออกรวดเดียว

จาก..สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

องค์กรที่ตัวเองปั้นมากับมือ

อะไรคือปัญหาหรือสาเหตุ ?

 

 

จารย์'จบ

กดที่ภาพเพื่อฟังเพลง "กำลังใจ"

 

 

 

ศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ

อดีตผู้ก่อตั้งสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

ซึ่งต่อมาได้ยกระดับขึ้นเป็น..พรรคแผ่นดินธรรม

โพสต์คำอำลาไปโดยไม่หวนกลับ

 

 

อา..ต้องถือว่า "เบิ๊ดคำสิเว่า" ไปอีกราย สำหรับรายล่าสุด คือ ศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ อดีตเณรนาคหลวง ป.ธ.9 สำนักวัดแก้วฟ้า ราชบุรี ดีกรีจึงหนึ่งในแผ่นดินเช่นกัน ก่อนจะผันตัวเองมาเล่นการเมืองนั้น ท่านบรรจบสงบเสงี่ยมเจียมเนื้อเจียมตัว วางฟอร์มไว้น่ารักมาก ใครๆ ก็อยากจะเข้าหา แบบว่าเป็นที่ปรึกษาได้ไม่เคอะเขิน

แต่..แต่ครั้นพอย่างเข้าสู่โซนการเมือง อันมีทั้งเรื่องสีและศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมทั้งไฟใต้ที่ไหม้วัดอย่างแรง ดร.บรรจบ จากคนขรึมก็พลิกบทบาทเป็นกราดเกรี้ยว ออกเดินสายปลุกระดม "ชาวพุทธสู้ๆ ชาวพุทธสู้ตาย ชาวพุทธสู้ตาย ไว้ลาย สู้ๆ" ปรากฏว่าเรียกกองเชียร์ได้เยอะมาก จนกระทั่งยกระดับขึ้นเป็น "พรรคแผ่นดินธรรม" ก่อนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏว่า "สอบตกทั้งพรรค" ไม่มีใครได้เป็น ส.ส. เลย ไม่ว่าบัญชีไหน แสดงว่าไม่มีคนไทยสู้เพื่อพระพุทธศาสนาเลยหรือไม่ กะอีแค่ "คะแนนเดียว" ก็ยังให้กันไม่ได้ ครั้นจะให้หาเงินไปซื้อเสียงแข่งพรรคใหญ่ ก็ไม่ไหวอีก หัวอกมหาต้องอัดอั้นตันใจ ไม่แพ้เจ้าคุณธีร์แห่งเมืองลำดวน

 

 

ดวงใจ VS บรรจบ

 

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนการ "ลาออก" ของ ดร.บรรจบ ในวันนี้ สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ก็มีอาการ "แตก" มาแล้ว อย่างน้อยก็หนึ่งครั้ง นั่นคือการ "แยกตัว" ของอาจารย์ดวงใจ เชื้อคำเพ็ง รองประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ได้ขอแยกตัวออกไปตั้ง "กลุ่มพุทธภูมิอีสาน" ซึ่งพอตั้งก็เหมือนอวสานไปเลย เพราะไม่เคยมีบทบาทอะไรให้ได้ยิน

 

 

 

กรณ์ VS บรรจบ

 

ถึงตอนนั้นก็เหลือแต่ "บรรจบ-กรณ์" สองสหาย ร่วมหัวจมท้าย กินอุดมการณ์ ในสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ครั้นเสียงปี่เสียงกลองทางการเมืองดังเร้าใจ ก็รีบยกฐานะจาก "สมาพันธ์" ขึ้นเป็น "พรรคการเมือง" เพื่อขยายฐานการทำงานให้ครอบคลุมประเทศไทย เป้าหมายใหญ่คือการมีที่นั่งในรัฐสภา "ซัก 2-3 เสียง" แหมแค่นี้ก็เท่ห์แล้ว

แต่แล้วบรรจบก็ออกลีลา "ชิ่ง" พอตั้งพรรคแผ่นดินธรรมเสร็จ บรรจบก็ประกาศ "หยุดเดินแค่ขา 2" หรือ ไม้สอง ส่วนโค้งสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัยนั้น บรรจบยกให้ใครก็ได้ที่มีความพร้อมทั้งด้าน ฉลาด ดี มีคุณธรรม เข้มแข็ง และรวย ซึ่งคุณสมบัติหลังสุดนั้นยังพ่วงด้วยคำว่า "มีทุนหนา" อีกด้วย ซึ่งจนป่านนี้ก็ยังหาคนดีที่ว่านี้ไม่เจอ นอกจาก กรณ์ มีดี !

เมื่อเก้าอี้ "หัวหน้าพรรคแผ่นดินธรรม" ว่าง ส่วนบรรจบก็ไม่ยอมนั่ง เลยปล่อยให้ "กรณ์ มีดี" ขึ้นนั่งเก้าอี้ใหญ่ ในขณะที่กรณ์ก็ยังคงนั่งเก้าอี้ "เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย" ซึ่งมี "บรรจบ บรรณรุจิ" เป็นประธาน และยกตำแหน่ง "ที่ปรึกษาพรรรแผ่นดินธรรม" ให้บรรจบนั่งซ้อนท้าย งานนี้ก็เลยไม่รู้ว่าใครใหญ่กว่าใคร ก็ตีเสียว่า ในสมาพันธ์ฯนั้น บรรจบใหญ่ แต่ในพรรคแผ่นดินธรรมนั้น กรณ์ใหญ่ หรือต่างคนก็ต่างใหญ่ ไม่รู้ว่าเสือสองตัวจะอยู่ถ้ำเดียวกันได้หรือไม่ ?

ในวันนี้ เมื่อมีแถลงการณ์ "สละทุกตำแหน่ง" ทั้งในสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย และพรรคแผ่นดินธรรม ของอาจารย์บรรจบ ปรากฏในสื่อแล้ว ก็เกิดคำถามขึ้นมากมายก่ายกองว่า "แล้วอาจารย์บรรจบจะไปอยู่ไหน ในเมื่อไม่อยู่ทั้งในด้านการศาสนาและการเมือง" แฟนๆ ที่ยังคงรักและศรัทธาในตัวอาจารย์ก็เดากันไปไกลว่า "สงสัยจะเข้าป่าหาวิโมกข์"

อย่างไรก็ตาม บทบาทของอาจารย์บรรจบ ทั้งในสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย และพรรคแผ่นดินธรรม ที่ผ่านมานั้น ก็กล่าวได้คำเดียวว่า "ยังไม่เห็นความสำเร็จเป็นรูปธรรมเลย" เหมือนแค่ทดสอบหรือลองเชิงอะไรทำนองนั้น เรื่องที่เอามาโชว์ก็ไม่ถือว่าเป็นผลงานที่เหมาะสมกับองค์กรที่ก่อตั้ง การประกาศลาของอาจารย์บรรจบ จึงมองไม่ออกว่า "ออกเพราะอิ่ม หรือเพราะไม่มีทางไป"

ออกเพราะอิ่ม ก็คือ อิ่มอกอิ่มใจในวาสนา คือความสำเร็จในเนื้อหาของงาน แบบว่ามีผลงานมากมาย จึงพอ

ออกเพราะไม่มีทางไป ข้อนี้น่าเห็นใจ เพราะในเมื่อสังคมไทยยังไม่หนุนงานศาสนาในคราบผ้าลายอย่างเต็มที่ ที่เก็บได้ก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย จะเข็นต่อไปก็ไม่ไหว เพราะวัยก็เลยเกษียนแล้ว แต่จะโทษสังคมก็ไม่ได้ เพราะงานศาสนาและการเมืองเป็นเรื่องอาสา เมื่อเดินเข้ามาเองก็ต้องเดินออกเอง เป็นธรรมดา

เสียดายว่า หนึ่งในตำนานดงขมิ้น ต้องโบยบินจากไป ในขณะที่สถานการณ์ทางศาสนาและการเมือง ก็ยังคุกรุ่น ไม่รู้จะไปทางไหน แต่ตัวอาจารย์บรรจบ ซึ่งหลายคนฝากผีฝากไข้ไว้นั้น โบกมือลาจากไปไม่กลับแล้ว เหมือนจะซึ้งใจในวลีที่ว่า "ศาสนาไม่ใช่ของข้าคนเดียว"

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 24 กรกฎาคม 2562


 

เปิดหน้าสีกาดัง !

ชนวนสึกของพระราชธรรมสารสุธี

อดีตรองจังหวัดศรีสะเกษ

 

นางณัฐสวิตตา ธนาภัคฉัตรสิริ

ซึ่งถูกอ้างไว้ในหนังสือลาสิกขาของอดีตพระราชธรรมสารสุธี

สีกานัมเบอร์วันแห่งศรีสะเกษในเวลานี้

มีข่าวว่ามักจะไปไหนต่อไหนกับอดีตเจ้าคุณดังเหมือนเงาตามตัว

ผู้คนรอบวัดเลยสงสัยว่ามีอะไรกันหรือเปล่า

ตัวเจ้าคุณก็แอ่นอกปกป้องว่า "ไม่มี๊ไม่มี"

ผลก็คือ "ไม่มีจริงๆ" แต่..ไม่มีใครเชื่อ !

สีกาณัฐ แจ้งเกิดเป็นดาราจากบทบาทของพระราชธรรมสารสุธี

ในฉากใหญ่สุดระทึกใจ

"ทิ้งคนทั้งโลก เพื่อเธอคนเดียว"

 

 

 

สงครามทางใจในระหว่างคนกันเอง

 

ซ้าย : พระราชกิตติรังษี เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ

ขวา : พระราชธรรมสารสุธี อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ

สองน้องพี่ผู้นำในวงการสงฆ์ศรีสะเกษ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมานาน ระดับ "มองตาก็รู้ใจ" ก่อนจะกลายเป็นคู่ปรปักษ์ไปโดยปริยาย เมื่อมีจดหมายลาสิกขาของน้องชายสุดที่รัก ตัดพ้อต่อว่า "พี่ชาย" ว่าไม่ช่วยเหลือ "เชื่อคนอื่นมากกว่าน้องของพี่ที่อยู่กันมานาน ฯลฯ" ฟังแล้วทรมานหัวใจ ทั้งๆ ที่ภาพและเสียงของน้องก็ฟ้องอยู่ในตัวแล้วว่า "น้องเลือกจะเชื่อคนๆ เดียว มากกว่าพี่และคนอื่นอีกทั้งเมือง" แม้พี่จะปรารถนาดีเพียงใด ห้ามมิให้ไป แต่น้องชายก็ไม่ฟังเสียแล้ว ทิ้งคำพูดสุดท้าย "มันสายเกินไปเสียแล้ว"

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชมผลงานการแสดงของเจ้าคุณธีร์

 

 

เจ้าคุณธีร์เดี่ยวไมโครโฟน ดังสะท้านปัถพี หนึ่งไม่มีสอง

โน๊ต-อุดม แต้พานิช เตรียมดึงร่วมงานใหญ่

 

อา..ฝนซา ฟ้าน่าจะใส แต่ฟ้าในศรีสะเกษฤดูนี้กลับมีสีหมองหม่น เหมือนในเพลง "ช้ำรักจากอุบล" ทั้งพระทั้งโยม "เมืองลำดวน" วันนี้ ไม่มีใครไม่อ่าน "จดหมายรักฉบับสุดท้าย" จากอดีตเจ้าคุณ "พระราชธรรมสารสุธี" เพราะมีวลีถ้อยคำที่ "สะเด็ดสะเด่า" เอามาก ถ้าเป็นนักเขียนก็ต้องระดับ "ทมยันตี" บวก "ชาติ กอบจิตติ" หรือไม่ก็ถ้าเป็นในวงการมวยก็ต้องระดับ "สมรักษ์ คำสิงห์" บวก "สมจิตร จงจอหอ" พอจะเปรียบมวยได้บ้าง มิเช่นนั้น โปรโมเตอร์ "ทรงชัย รัตนสุบรรณ" ยังยอมแพ้ บอกว่า "ถ้าไม่ยอมลดน้ำหนัก ก็คงต้องแขวนนวม เพราะหาคู่ชกไม่ได้แล้ว"

ถามเจ้าคุณประสารว่าอ่านกี่รอบ ? ก็ตอบว่า อ่านกลับไปกลับมาจนน้ำตาซึม ถ้าเห็นฝีมือของท่านก่อนหน้านี้ซักปีสองปี รับรองไม่มีใครกล้าปลดท่านจาก "ผอ.วิทยาลัยสงฆ์ ศรีสะเกษ" แต่ก็..สายเกินไปเสียแล้ว คนดีที่เสียแล้ว

 

 

 

กินโต๊ะ ตีหัวทั่วเมือง  !

 

เซียนพระศรีสะเกษ ระบุว่า "ถ้าคิดแค่เอาตัวรอด ออกไปเงียบๆ ก็ได้ ไม่น่าถึงกับต้องออกแถลงการณ์ประณามตีหัวคนทั่วทั้งเมือง เหมือนๆ กับว่า มีตัวเองเก่งและถูกต้องอยู่คนเดียว คนอื่นๆ โง่หมด ไม่มีใครถูกเลย แบบนี้คงมิใช่วิสัยปราชญ์ แต่จะเป็นอะไรก็ดูเอา เพราะหลังจากจดหมายฉบับนี้ตีแผ่ออกไป ก็ไม่มีใครกล้าคบอดีตเจ้าคุณคนนี้แล้ว เพราะ..อันตราย ในอดีตก็เคยมีเจ้าคุณสึกตั้งหลายราย ไม่เคยเห็นใครทำเหมือนทิดคนนี้"

 

 

 

วิทยาลัยสงฆ์ มจร. ศรีสะเกษ

จุดเริ่มต้น "อัสดง" ของพระราชธรรมสารสุธี

คนดีที่โลกไม่ต้องการ ?

 

 

แหล่งข่าวหลายสาย รายงานว่า ความจริงแล้ว ปัญหาของเจ้าคุณรองฯ ศรีสะเกษ นั้น มันก็เริ่มมานานเป็นปีแล้ว เพียงแต่คนที่รู้และอยู่ใกล้ ไม่อยากให้เป็นข่าว ก็เลยช่วยๆ กันปกปิดเอาไว้ รวมทั้งพยายามหาทางออกให้ท่านได้อยู่ไปนานๆ แต่กลับตาลปัตร เพราะท่านแข็งขืน ยืนกระต่ายขาเดียวว่า "ข้าไม่ผิด" เอาแต่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่

ก็เริ่มจาก "ตำแหน่ง ผอ.มจร. ศรีสะเกษ" ซึ่งก็เทียบค่าได้กับ "รองอธิการบดี" ทีเดียว ปลายปี 61 ที่ผ่านมานั้น มีการสรรหา "ผอ.วิทยาลัยสงฆ์" ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องได้ "รูปเก่า" ให้เขาทำงานต่อไป แต่กลับกลายเป็นว่า "พระราชธรรมสารสุธี" ไม่มีชื่อติดโผเหมือนเดิม นั่นดูจะเป็นคำถามแรกที่ดังเงียบในวงการสงฆ์ทั่วประเทศ

เจ้าคุณธีร์เหลือเพียง "เจ้าของโรงเรียนวัดมหาพุทธาราม-วัดพระโต" ซึ่งตนเองเป็นเจ้าอาวาสอยู่เพียงตำแหน่งเดียว เมื่อหมดอำนาจในเวทีใหญ่ ก็เลยหันมาเล่นเวทีท้องถิ่น แต่ก็กลับพลาดซ้ำ เมื่อนำเอา "สีกาคนดัง" เข้ามาร่วมทีมด้วย

 

 

 

โรงเรียนวัดมหาพุทธาราม วัดพระโต

จุดสุดท้ายของพระราชธรรมสารสุธี

 

ดังความในใจของเจ้าคุณธีร์ ที่บรรยายไว้ในจดหมายลาสึกนั้น ก็ระบุว่า "ต้องการปรับปรุงการศึกษาในโรงเรียนวัดพระโตให้ก้าวไกลได้มาตรฐาน และมีคุณภาพ ฯลฯ" ก็เลยทำการปรับใหญ่ ทั้งนี้ต้องมีเงินทุน จึงลงทุนดึงสีกาคนดังกล่าวเข้ามาช่วยงาน แต่ช่วยนานๆ ไป น่าจะได้งานก็กลับกลายเป็น "ได้เรื่อง" แทน

ตัวเจ้าคุณเองก็ยอมรับว่า "ไปไหนมาไหน โดยมีสีกาคนดังกล่าวติดตามไปบ่อยๆ" ถึงแม้จะมีพระเณรติดตามไปหลายรูป แต่ถามว่า "เวลาอื่นๆ ล่ะ" ทั้งในวัดและนอกวัด มีใครเห็นหรือไม่ ? นี่คือเสียงซุบซิบนินทาที่ดังกระหึ่มศรีสะเกษ ก่อนอดีตเจ้าคุณธีร์จะทำฮาราคีรีกลางดงลำดวน

 

 

เบิ้ดคำสิเว่า !

 

แรกนั้น เมื่อมีเสียงกระซิบ มีบัตรสนเท่ห์ โจมตีเจ้าคุณธีร์ มาถึงหูของ "พระราชกิตติรังษี" พี่ชายที่รักและเคารพของเจ้าคุณธีร์ หลวงพ่อใหญ่ก็ทำทีเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะยังเชื่อใจใน "น้องชาย" ว่าคงไม่เป็นดังที่เขาว่า และคิดว่าอีกไม่นาน เสียงลือเสียงเล่าอ้าง ก็คงจะจางไป

แต่กลับกลายเป็นว่า ยิ่งนานก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ จากเสียงนินทาก็ยกระดับขึ้นเป็น "มวลชน" มีคนร้องเรียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นั่นหมายถึงว่า ถ้าไม่รับเรื่องและดำเนินสอบสวนแล้ว ตัวเจ้าคณะจังหวัดก็อาจจะเจอข้อหา "ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่" เสียเอง ม็อบจะมาหาทีละสองวัดเลยล่ะทีนี้

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การสอบสวนเจ้าคุณธีร์นัดที่ว่านั้น ก็ยังทำกันแบบ "เงียบๆ" และเพื่อเป็นการให้เกียรติเป็นอย่างยิ่ง ก็จึงเชิญทั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด ผอ.พศจ. ศรีสะเกศ ศึกษาธิการจังหวัด ปลัดจังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษด้วย เป็น 5 ผู้นำสูงสุดแห่งศรีสะเกษ ที่เข้าร่วมหารืออย่างเป็นทางการ "ตอนหัวค่ำ" วันนั้น วันที่ 26 มิถุนา 2562 เวลาหนึ่งทุ่ม

การเชิญผู้ใหญ่ในระดับสูงสุดของทุกฝ่าย มาร่วมหารือ โดยพร้อมเพรียงเรียงหน้านั้น เป้าหมายก็เพื่อ "หาทางออก" ให้แก่เจ้าคุณธีร์อย่างสวยงาม แต่กลับถูกเจ้าคุณธีร์มองว่า "โดนรุมกินโต๊ะ" เป็นงั้นไป ถ้าเชื่อว่าตัวเองบริสุทธิ์จริงดังอ้างก็จะกลัวอะไร เหตุใดจึงไม่ยอมรับผลการตัดสินของผู้ใหญ่ในคืนนั้น หันหลังกลับไป "เขียนจดหมายถล่ม" ทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ไปยันผู้น้อยในวัดมหาพุทธาราม ซึ่งเป็น "ลูกหลาน" ของตัวเอง ฝ่ายหนึ่งโดนข้อหาลำเอียง อีกฝ่ายก็โดนข้อหา "อกตัญญู" พอตั้งข้อหาเสร็จก็สวมวิญญาณ "เสือเผ่น" หายไปอย่างไร้ร่องรอย แบบนี้เขาเรียกว่า "ตีหัวเข้าบ้าน" วิสัยปราชญ์เขาทำกันเยี่ยงนี้นะหรือ ?

ทีนี้ เมื่อสื่อได้รับข่าวสาร "เพียงด้านเดียว" ก็เลยเอาด้านดีของพระราชธรรมสารสุธีออกมาอวดชาวบ้าน "ตีข่าวเอามัน" โดยไม่ดูบริบทของการทำงานทั้งหมด พากันไปหลงสำนวนของเจ้าคุณธีร์กันหมด ติดรสติดชาติ ซึ่งใครๆ ที่ได้อ่านต่างก็ยอมรับว่า "เขียนได้ดีระดับครู" มิเสียทีที่ได้รับการยกย่องว่า "เป็นนักปาฐกถาฝีปากกล้าแห่งลุ่มแม่น้ำมูล" เล่นเอาทั้ง "เจ้าคณะจังหวัด-ผู้ว่า-ผอ.พศจ.-ศึกษาธิการจังหวัด-ปลัดจังหวัด" อึ้งกิมกี่กันเป็นแถวๆ เพราะพูดไม่ออก ไม่รู้จะแก้มวยด้วยไม้ไหน เรื่องพูดเรื่องเขียนนั้นใครก็ไม่สู้เจ้าคุณธีร์

ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ถ้าพิศดูให้ดี ค่อยๆ พิจารณาอย่างใจเย็น ก็จะเห็น "เส้นทางเดิน" ที่ผิดพลาดของอดีตเจ้าคุณธีร์หลายต่อหลายครั้ง เริ่มจาก "วิทยาลัยสงฆ์ มจร. ศรีสะเกษ" มาจนถึง "โรงเรียนวัดมหาพุทธาราม" แล้ว ก็จะพบว่า เจ้าคุณธีร์แพ้ศึกมาหลายยก ก่อนจะพบจุดจบ "จนแต้มกลางกระดาน" ในวันนี้ เพราะว่านี้คือการแพ้ในบ้านเกิดของตัวเอง เป็นการแพ้ซ้ำสอง และแพ้ซ้ำซาก อัจฉริยะระดับ "เจ้าคุณธีร์" ถ้าสอบตกติดๆ กันดังที่เห็นนี้ จะมิเป็นนักมวยผิดฟอร์มไปหรือ ล้มมวยหรือเปล่า คนเขาถาม เป็นเสือตายคาถ้ำมันสง่างามอย่างไร ?

แต่ถึงอย่างไร จะไปก็คงไม่มีใครว่า โบราณว่า "ตัดบัวยังเหลือใย" การไปของเจ้าคุณธีร์ครั้งนี้ ถ้ายังคงมีสติดีอยู่ ก็น่าจะไปแบบ "เงียบและอบอุ่น" คือมีคนอำลาอาลัยไม่มากก็น้อย แต่นี่พี่แกกลับเล่น "ตีหัวคนทั้งเมือง" ด่าตั้งแต่เด็กอนุบาลวัดพระโตไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วจะอยู่กับใครได้ มิน่า พอส่งจดหมายเสร็จแกก็ออกนอกจังหวัดไปเลย

ถ้าอ่านจดหมายเจ้าคุณธีร์เป็นรอบที่ 3 ย่อมจะมองเห็นอีโก้ "อัตตา-ตัวตน" ของเจ้าคุณธีร์ว่าสูงส่งขนาดไหน ก็ในเมื่อกติกาสากลเขามีอยู่ว่า "ถ้าเกิดปัญหาก็ต้องพิจารณาแก้ไข โดยให้ใช้คนกลาง" ซึ่งทางคณะสงฆ์และจังหวัดเขาก็ปฏิบัติตามนั้น มิได้ลูบหน้าปะจมูก เป็นแต่เจ้าคุณธีร์เองที่ตั้งศาลเตี้ย เขียนจดหมายพิพากษาคนอื่น แล้วปลดปล่อยตัวเองให้เป็นไท

ถ้าใช้วิธีนี้แล้วได้ผล ต่อไปในสังคมไทยก็ย่อมจะมีคนประพฤติตาม แบบว่าพอเกิดปัญหา ก็ตีปลาหน้าไซ โดยเขียนจดหมายทิ้งบอมพ์ ไม่ยอมผ่านกระบวนการตรวจสอบอันชอบธรรม

แน่นอนว่า ถ้ากระบวนการตรวจสอบนั้น มีเพียง "เจ้าคณะจังหวัด" หรือ "สำนักพุทธฯจังหวัด" เพียงหนึ่งหรือสอง ก็ย่อมจะสามารถกล่าวหาได้ว่า "ไม่เป็นกลาง" แต่นี่มีทั้งท่านผู้ว่า ปลัดจังหวัด และท่านศึกษาธิการจังหวัด นับว่าเป็นการทำงานของผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจได้ในระดับสูงสุดของจังหวัดแล้ว ถ้ารูปคณะกรรมการแบบนี้ยังไม่มีค่าในสายตาของเจ้าคุณธีร์ ในปัถพีนี้ยังจะมีอะไรเหมาะสมอีกเล่า ?

แรกนั้น เมื่อข่าวเจ้าคุณธีร์ดังออกไป ถามใครต่อใคร ต่างไม่มีใครอยากพูด เพราะพูดไปก็เหมือนซ้ำเติม "คนกันเอง" เห็นพ้องต้องกันว่าต้องวางอุเบกขาและมีเมตตาธรรม "ลำพังพระชราวัย 72 ลาสิกขา ก็ถือว่าลำบากยิ่งแล้ว" แต่เมื่อจดหมายเจ้าคุณธีร์ถูกตีทางสื่อ ส่งผลให้อดีตเจ้าคุณธีร์กลายเป็นฮีโร่ ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้อง "ทุกฝ่าย-ทั้งเมือง" ล้วนแต่ตกเป็น "จำเลย" รับความกดดันจากสื่อหรือโซเชี่ยล แบบไม่ได้ตั้งตัว

โดยเฉพาะหลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดนั้น "พูดก็ไม่ได้ ไม่พูดก็ไม่ได้" คือพูดก็เหมือนซ้ำเติมคนกันเอง แต่ครั้นไม่พูด ก็เหมือนยอมรับว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นผิด มันมีผลกระทบเป็นลูกระนาดไปจนถึงโรงเรียนวัดพระโตเลยทีเดียว

ทุกฝ่ายเขาหวังดี ยื่นบันไดให้ลง แต่เจ้าคุณธีร์กลับไม่ยอมลง กระโดดลงไปเอง

จดหมายฉบับนั้น เจ้าคุณธีร์พูดแต่ความดีของตัว ส่วนความชั่วไม่เคยเอ่ยถึง ทั้งๆ ที่ ตราบใดยังไม่สิ้นกิเลส ก็ย่อมจะมีผิดพลาดด้วยกันทั้งสิ้น

เรื่องความเสียสละ ทุกคนก็ล้วนแต่เสียสละด้วยกันทั้งนั้น จะมากจะน้อย จะช้าหรือนาน ก็คงพูดไม่ได้หรอกว่า "ผมเสียสละเพียงคนเดียว" ใครที่พูดแบบนี้ ถ้าไม่บ้าก็เมา

แต่ก่อนจะมาถึงกระบวนการ "ยื่นบันไดให้ลง" นั้น ทราบว่า ทางวัดไทยในต่างประเทศ ที่มีพระจากจังหวัดศรีสะเกษเป็นเจ้าอาวาส เมื่อทราบเรื่องราวฉาวโฉ่ ก็แสดงความปรารถนาดี ด้วยการ "นิมนต์ไปจำพรรษาในต่างประเทศ" เป็นวิธีการ "ดึงท่อนฟืนออกจากกองไฟ" ไม่ให้ร้อนแรงไปกว่านี้ เสียดายว่า ปฏิบัติการ "แยกพระแยกนางออกจากกัน" ครั้งนั้น มิได้รับการตอบรับจากอดีตเจ้าคุณธีร์ จนถึงนาทีสุดท้ายในจดหมายฉบับนั้น เจ้าคุณธีร์ก็ยังยืนยัน "สละโลกทั้งใบ เพื่อเธอคนเดียว" การเป็นนักปราชญ์ เรียนมากรู้มาก แต่เพียงแค่คำว่า "โลกวัชชะ" คือชาวโลกติเตียนนั้น ยังไม่สามารถทำให้เคลียร์ได้ แล้วจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นไปอีกกระนั้นหรือ ?

จะถูกหรือผิดพลาดประการใด ก็หวังว่า สังคมพุทธไทย จะได้ใช้วิจารณญาณ พิจารณาอย่างแยบคาย เพื่อเป้าหมายคือ ความสงบสุขของสังคมไทย ไปตราบนานเท่านาน บ๊ายบาย เจ้าคุณธีร์ !

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 22 กรกฎาคม 2562


 

ยุคทองของวัดราชบพิธ !

ตั้งเลขาส่วนพระองค์สมเด็จพระสังฆราช

เป็นอธิการบดี มหามกุฎราชวิทยาลัย

 

 

พระราชปฏิภาณโกศล (สมคิด จินฺตามโย น.ธ.เอก ป.ธ.5 Ph.D)

รองอธิการบดี มมร. ฝ่ายกิจการสภามหาวิทยาลัย

เข้ารับบัญชาสมเด็จพระสังฆราช "แต่งตั้ง" ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร) องค์ที่ 6 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา
 

 

 

สามผู้มีบารมีในวัดราชบพิธ

 

 

อา..็ต้องยอมรับว่า ณ ปัจจุบันวันนี้ มีผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ หรือมีบุญญาธิการมาก อวตารมาบังเกิดร่วมกัน ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม อย่างล้นหลาม นับตั้งแต่ "เจ้าอาวาส" คือ อดีตสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "สมเด็จพระสังฆราช" พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ขณะเดียวกัน "เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช" คือ พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน น.ธ.เอก ประโยค 1-2) นอกจากจะเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมแล้ว ก็ยังดำรงตำแหน่ง "แม่กองธรรมสนามหลวง" คุมการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยในส่วนนักธรรม-ธรรมศึกษา ทั่วประเทศ อีกต่างหากด้วย นั่นก็ถือว่าวัดราชบพิธมีอำนาจล้นฟ้าในทางคณะสงฆ์แล้ว

แต่วาสนาของวัดราชบพิธยังมิได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ครั้น ณ วันนี้ ก็มีข่าวว่า เลขานุการส่วนพระองค์ หรือพระอุปัฏฐาก ของสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ คือ พระราชปฏิภาณโกศล ได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งสำคัญของคณะสงฆ์ไทยในด้านการศึกษา นั่นคือ อธิการบดี มหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย อีกต่างหากด้วย

เลยกลายเป็นว่า อำนาจทางการปกครองสูงสุดในคณะสงฆ์ คือตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช อยู่ที่วัดราชบพิธ

อำนาจในทางการศึกษาอันกว้างใหญ่ที่สุดในคณะสงฆ์ คือ แม่กองธรรมสนามหลวง อยู่ที่วัดราชบพิธ

อำนาจในการศึกษาด้านอุดมศึกษา หนึ่งในสอง ของคณะสงฆ์ไทย อันได้แก่ ตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร) ก็อยู่ที่วัดราชบพิธ

ถ้านับรวมอำนาจในการปกครองและการศึกษาสูงสุดในคณะสงฆ์ไทยแล้ว ก็จะพบว่า มีด้วยกันจำนวน 6 ตำแหน่ง ได้แก่

1. ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช

2. ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย

3. ตำแหน่งแม่กองบาลีสนามหลวง

4. ตำแหน่งแม่กองธรรมสนามหลวง

5. ตำแหน่งประธานโรงเรียนพระปริยัติสามัญ

6. ตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร)

ทั้ง 6 ตำแหน่งเหล่านี้ กระจุกอยู่ที่ "วัดราชบพิธ" เพียงแห่งเดียวถึง 3 ตำแหน่งด้วยกัน แบบว่าวัดราชบพิธวัดเดียว กินโควต้าไป "ครึ่งประเทศ" นับเป็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ในรอบร้อยปีทีเดียว

วันก่อนก็เคยวิจารณ์ว่า "วัดปากน้ำกินรวบอำนาจทางการศึกษา" เพราะได้ทั้งแม่กองบาลีและอธิการบดี มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) แถมยังมีกรรมการมหาเถรสมาคมอีกตั้ง 3 รูป ในวัดเดียว บางรูปยังควบตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ" อีกด้วย จะว่าวัดปากน้ำมีบุญมากก็คงไม่ผิด

ครั้น ณ วันนี้ วัดราชบพิธ ก็คงจะมีบุญมากกว่าวัดปากน้ำ จึงได้ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไปครองก่อน ก่อนจะรวบเอาตำแหน่งอื่นๆ ไปถึงครึ่งประเทศดังที่เห็น

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม การขึ้นดำรงตำแหน่งอธิการบดี มมร. ของพระราชปฏิภาณโกศล หรือเจ้าคุณสมคิดนั้น จะว่าผิดตัวเสียทีเดียวก็คงมิใช่ เพราะท่านก็ดำรงตำแหน่ง "รองอธิการบดี มมร." มาก่อนหน้านั้น แต่ว่าโดยทั่วไปแล้ว รองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ ถือว่ามีบทบาทสูงสุด และมักจะได้รับการสรรหาให้ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิการบดี เมื่ออธิการบดีคนเก่าหมดวาระไป ในที่นี้ก็น่าจะได้แก่ "พระเมธาวินัยรส" ซึ่งดำรงตำแหน่งรองฝ่ายวิชาการอยู่ก่อนหน้านี้

 

 

แต่ทั้งนี้ก็เชื่อด้วยว่า สาเหตุที่พระเมธาวินัยรส ไม่ได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มมร. ในครั้งนี้นั้น น่าจะมาจากพฤติกรรมส่วนตัวที่เคยออกนอกรั้วมหาวิทยาลัยไปเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ที่พุทธมณฑล ร่วมกับเจ้าคุณประสาร ผ่านศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ของเจ้าคุณเกษม วัดราชาธิวาส อันเป็นบทบาท "ประเจิดประเจ้อ" ที่คณะธรรมยุตยึดถือว่า "ผิดแบบแผนขนบธรรมเนียมของธรรมยุต" ขืนให้ขึ้นเป็นอธิการบดี คงจะมีปัญหา ก็เลยกลายเป็นว่า กรรมเก่าตามมาทัน

ตำแหน่ง "อธิการบดี" เลยตกใส่เจ้าคุณสมคิดอย่างไม่คิดจะเป็น นี่แหละหนาโบราณว่า นอนหลับอยู่ดีๆ ก็มีราชรถมาเกย

 

 

ประชุมสมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ครั้งที่ 4 วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 งานสุดท้ายในตำแหน่งอธิการบดีของพระเทพบัณฑิต (ธรณิศ ชาคโร)

 

ส่วนเจ้าคุณธรณิศ (พระเทพบัณฑิต) อธิการบดี องค์เก่านั้น ไม่ทราบว่าสาเหตุใดจึงไม่ได้รับการสรรหาอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ก็เคยมีการตีความไว้ก่อนหน้านี้ว่า "อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ ไม่ต้องเกษียนเมื่ออายุ 60 ปี" คือสามารถเป็นไปได้เรื่อยๆ จนเหนื่อยเอง ทั้งๆ ที่ก็เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ แต่ก็บอกว่าเป็นมหาวิทยาลัยอิสระ ก็ว่ากันไป แต่เหตุไฉนเจ้าคุณธรณิศจึงไม่ได้รับการต่ออายุอีก หรืออยากเป็นเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เหมือนเจ้าคุณประยูร ?

อีกด้านหนึ่งนั้น เจ้าคุณสมคิด อายุเพียง 49 ปี นอกจากจะเป็นเพียงพระราชาคณะชั้นราชแล้ว ก็ยังเพิ่งเรียนจบด๊อกเตอร์ได้เพียง 2 ปี มานี่เอง แบบว่าทำงานด้วย เรียนด้วย หรือเรียนอัพเกรด ดังนั้น การขึ้นดำรงตำแหน่งอธิการบดี มมร. ในครั้งนี้ ก็เชื่อว่า "ด้วยพระบารมีขององค์สมเด็จพระสังฆราช" คืออย่างน้อย ก็ต้องอาศัยพระบารมีของสมเด็จพระสังฆราช ในฐานะ "นายกสภามหาวิทยาลัย มมร." ในการกำกับการบริหารกิจการมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่งั้นเชื่อเถิดว่า "เอาไม่อยู่" แน่ๆ ไม่เชื่อก็ลองถาม "พระเทพปริยัติวิมล" หรือเจ้าคุณแสวง อดีตอธิการบดี "รุ่นพี่" ดูสิ ว่าเวทีนี้โหดเพียงใด กรรมการนับร้อยยังเอาไม่อยู่ !

ที่สำคัญก็คือ เมื่อทั้งตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย และอธิการบดี ตกเป็นของวัดราชบพิธหมด แล้วถามว่า วัดบวรนิเวศวิหาร อยู่ที่ไหน ? อยู่ที่ไหนครับ ท่านสมเด็จพระวันรัต ?

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 20 กรกฎาคม 2562


 

ช็อกวงการสงฆ์อีสาน !

พระราชธรรมสาร รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ

ลาสิกขาก่อนเข้าพรรษา เจ้าคุณประสารคอนเฟิร์ม !

 

พระราชธรรมสารสุธี

(ธีรังกูร ธีรงกุโร ป.ธ.9 Ph.D.)

อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม (วัดพระโต)

อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ

 

 

 

ทางเลือก VS ทางรอด

ตายหมู่กับตายเดี่ยว ตายคนเดียว หรือตายกันทั้งหมด

 

อา..ข่าวใหญ่ในวงการสงฆ์ไทย ช่วงเข้าพรรษา 2562 นอกจากเจ้าคุณประยูรคว้าตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ไปครอง แบบไร้คู่แข่งแล้ว ก็ยังถูกน้องใหม่มาแรงแซงทางโค้ง คือข่าว เจ้าคุณธีรังกูร รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ลาสิกขาก่อนเจ้าพรรษาเพียงอาทิตย์เดียว

พระราชธรรมสารสุธีนั้น นับได้ว่าเป็นพระผู้มากบทบาทในภาคอีสาน ใช่แค่ในจังหวัดศรีสะเกษเท่านั้น แต่ยังสามารถแผ่อิทธิพลข้ามจังหวัดไปทั่วภาคอีสาน ลามมายังภาคกลาง แถมด้วยการโกอินเตอร์ เดินทางไปประชุมสัมมนาในต่างประเทศออกบ่อย ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป ฯลฯ ผ่านเวทีมาโชกโชน แบบว่าต่อยได้ทั้งมวยไทยและมวยสากล บู๊บุ๋นครบเครื่อง แบบหาคู่เปรียบได้ยาก

ทั้งบุคลิกลักษณะลีลาท่าทาง การพูดการจา บนฐานอันแน่นปั๋ง คือ ประโยคเก้า-รองเจ้าคณะจังหวัด และ ผอ.วิทยาลัยสงฆ์ศรีสะเกษ คุณสมบัติอันวิเศษสุดยอดทั้ง 3 ประการเหล่านี้ ส่งผลให้เจ้าคุณธีรังกูร "ขึ้นชั้น" ระดับแนวหน้าของพระสงฆ์อีสาน ปัจจุบันนั้นจะติดก็แต่เพียง "หลวงพ่อพระธรรมโมลี วัดศาลาลอย สุรินทร์" เท่านั้น เพราะนั่นคือรุ่นครูบาอาจารย์มิอาจเอื้อม หลวงพ่อพระธรรมโมลีลาวงการวันไหน พระราชธรรมสารสุธีก็ขึ้นแท่นเป็น "นัมเบอร์วัน" ทันที นี่มิได้โม้

แต่แล้วจู่ๆ ก็มีข่าว "ดังเงียบ" ก่อนเข้าพรรษา มากระทบหูถึงสหรัฐอเมริกา ว่าท่านรองศรีสะเกษ "สึกแล้ว" อย่างเงียบๆ ไม่บอกไม่กล่าวให้ศรัทธาญาติโยมและลูกศิษย์ลูกหาในแดนไกลได้ทราบข่าวเลย ไม่รู้น้อยอกน้อยใจอะไรให้ใคร ?

แต่อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจ "เปลี่ยนวิถีชีวิตกะทันหัน" ของพระชราวัย 72 ปีนั้น ถือได้ว่าท้าทาย เพราะถ้าไม่มีเรื่องร้อนร้ายอะไร หรือไม่มีทรัพย์สินเก็บออมไว้เป็นล้านๆ ก็คงไม่มีใครคิดลาสิกขา นอกเสียจากว่าจะ..ไม่มีทางเลือก เท่านั้น

การลาสึกของเจ้าคุณธีรังกูรครั้งนี้ เทียบได้กับนักมวยแชมป์เปี้ยนประกาศแขวนนวมลาวงการก่อนวัย โดยทั่วไปแล้วต้องเป็นข่าวใหญ่ "หน้าหนึ่ง" แต่เหตุไฉนกลับเงียบเชียบ !

แต่ถึงจะเงียบ แต่ก็แรงแบบเงียบๆ เพราะปิดยังไงก็ไม่อยู่ เจ้าคุณประสาร ในฐานะที่สนิทสนมกับพระราชสารสุธี ถูกถามก็ตอบว่า "รู้ครับรู้ แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะคนกันเองทั้งนั้น บอกได้คำเดียวว่าเสียดาย" ก็เท่ากับไว้อาลัย

อย่างไรก็ตาม การลาสิกขาของอดีตพระราชธรรมสารสุธีนั้น มีเหตุผลบรรยายไว้ยาวเหยียด ในแถลงการณ์ของท่านเอง ดังเอกสารด้านล่างนี้

 

 

หนังสือชี้แจงปัญหาก่อนลาสิกขา

ของพระราชธรรมสารสุธี

มีผู้ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ทั้งเจ้าคณะจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้อำนวยการพระพุทธศาสนาจังหวัด (ผอ.พศจ.) ฯลฯ ซึ่งอดีตรองเจ้าคณะจังหวัดระบุว่า "ไม่ดูหนังสือชี้แจงเลย ฟังแต่ความข้างเดียว แบบนี้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้" อะไรประมาณนั้น

 






 

 

เจ้าคุณธีรังกูรสึกปุ๊ป เจ้าคณะจังหวัดก็เข้ายึด เอ๊ย เข้าควบคุมวัดพระโตทันที

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
20 กรกฎาคม 2562


เปิดเต็ม ไม่เซ็นเซอร์
!

 

คำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์

พระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) วัดสามพระยา

16 พฤษภาคม 2562

 

 

กดที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด/อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

26 พฤษภาคม 2562

 

เปิด : คำให้การของเจ้าคุณเอื้อน

ในคดีเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

INTERFAITH 2018

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพและบรรยากาศของงาน

ภาพการประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดศรีรัตนาราม เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

18 AUGUST 2018

 


กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 6000 PC

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 

 

 

 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264