LAST UPDATE :   FEBRUARY : 25 : 2020 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

6 มีนาคม 2563

สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าภาพ สวดพระอภิธรรม

อุทิศถวายพระพรหมมงคล (หลวงปู่ครูบาทอง สิริมงฺคโล)

วัดพระธาตุศรีจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

 

22 มีนาคม 2563

พระราชทานเพลิงศพ พระธรรมราชานุวัตร (สุทัศน์ สุทสฺสโน)

อดีตเจ้าอาวาสวัดพระแก้ว และอดีตเจ้าคณะภาค 6

พระมหาเถระผู้เป็นที่รักและเคารพยิ่งของพุทธศาสนิกชนชาวล้านนา

 

ประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญ ครั้งที่ 44/2563

ณ วัดพระมหาชนก เมืองกริฟฟิน รัฐจอร์เจีย

19-20 มิถุนายน 2563

 

PROGRAM >>

ADMISSION >>

 

แอ่นแอ๊น พระเอกออกโรง !

สุดหล่อพ่อสายชลรับบทโฆษกเสียงทอง

งานอบรมเจ้าอาวาสวัดใหม่ในหนกลาง

 

 

โหลเท๊ส ! โหลๆ สองโหล 24

 

 

อา..เป็นบุญตาที่ได้มาปากน้ำโพ เอ๊ย ได้มาพบมหาสายชล คือว่าได้มีโอกาสเห็น "พระเดชพระคุณสมเด็จพระมหาสายชล" องค์รัชทายาทของสมเด็จนิยม วัดชนะสงคราม ในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ของประเทศไทย ได้ฤกษ์เสด็จเป็นองค์โฆษก เนื่องในวโรกาส "งานอบรมพระสังฆาธิการ เจ้าอาวาสใหม่" ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนกลาง เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา ณ พุทธมณฑล

ที่ต้องบอกกล่าวว่า "เป็นบุญตา" นั้น เพราะท่านพระมหาสายชล หลานในไส้ของสมเด็จนิยม วัดชนะ อดีตเจ้าคณะใหญ่หนกลางผู้ตงฉิน ได้ขึ้นเสวยอำนาจบนตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 1" อันเอกอุ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 ก็แค่ 9 ปี ที่ผ่านมา ตอนนั้นมหาสายชลยังคงเป็นแค่ "พระโสภณปริยัติสุธี" พูดแบบนี้คนก็ไม่รู้อีก ต้องบอกว่า เป็นเจ้าคุณชั้นสามัญ หรือชั้นต้น ในบรรดาเจ้าคุณทั้ง 6 ชั้น ของคณะสงฆ์ไทย

โดยในตอนนั้น ตำแหน่งใหญ่ๆ ในคณะสงฆ์หนกลาง จะมี 3 ตำแหน่งหลัก ได้แก่

1. เจ้าคณะหน หรือเจ้าคณะใหญ่ มีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมเด็จสมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชัยญาติ (อดีตพระวัดชนะสงคราม) ดำรงตำแหน่ง

2. เจ้าคณะภาค 1 ปกครองกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีพระโสภณปริยัติสุธี (มหาสายชล ฐานวุฑฺโฒ) วัดสามพระยา ดำรงตำแหน่ง และ

3. เจ้าคณะ กทม. มีพระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน หาสธมฺโม) วัดสามพระยา ดำรงตำแหน่ง

การบังคับบัญชาก็ตามลำดับชั้น คือ เจ้าคณะ กทม. ขึ้นต่อเจ้าคณะภาค 1 เจ้าคณะภาค 1 ขึ้นต่อเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ส่วนเจ้าคณะใหญ่หนกลางนั้นไม่ต้องขึ้นต่อใคร เพราะใหญ่ที่สุด แม้แต่สมเด็จพระสังฆราชก็ไม่กล้าแตะ

แต่การขึ้นสู่ตำแหน่งของ "มหาสายชล" ในครั้งกระโน้น ถูกท้วงติงอย่างแรง เพราะมีคุณวิบัติหลายประการ อาทิเช่น

เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ซึ่งถ้าขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 อันเอกอุ ก็ต้องบังคับบัญชาเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เจ้าคณะจังหวัดสมุทรปราการ เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ซึ่งแต่ละเจ้าคณะนั้น ก็ล้วนแต่มีอาวุโสสูงมาก สมณศักดิ์ก็ชั้นเทพ-ชั้นธรรมขึ้นไป ถ้าเอาพระมหาสายชลผู้มีอายุพรรษาเพียง 45 ปี มาเป็นภาค 1 ก็เหมือนเอาเด็กวานซืนมาปกครองผู้ใหญ่ และถ้าเอาชั้นสามัญมาเป็นภาค 1 ขณะที่ภาคอื่นๆ เขาเป็นชั้นเทพขึ้นไป ก็เท่ากับเอานายพันมาปกครองนายพล ดูยังไงก็ไม่เหมาะสม นั่นเป็นเรื่องคุณสมบัติ

ส่วนปัญหาบ้านเมือง เป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการ ซึ่งการจะวางตัวบุคคลากรไว้ในตำแหน่งใด ก็ต้องมองถึง "ภาระหน้าที่" ที่จะต้องดูแลและรับผิดชอบ และเมื่อวัดพระธรรมกาย อยู่ในเขตจังหวัดปทุมธานี จึงต้องขึ้นต่อเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งในอดีตก็เคยมีการ "ปลด" พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) วัดยานนาวา ออกจากเจ้าคณะภาค 1 เพราะไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคมได้

การตั้งเจ้าคณะภาค 1 ในปี 2554 จึงมีงานใหญ่ระดับศตวรรษให้ทำ นั่นคือ ดำเนินการนิคหกรรมพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งต้องคดีใหญ่ "ฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น" เป็นงานหลัก ถามว่า มหาสายชล วัย 45 ปี จะเอาไหวหรือ ?

เสียงทักท้วงดังทั่วบ้านทั่วเมือง ว่าน่าจะตั้งพระเถระผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม (ซึ่งยังมีอยู่อีกมากมายในคณะสงฆ์ไทย) แต่สมเด็จสมศักดิ์ก็หาฟังไม่ เพราะต้องการให้ตำแหน่งต่างๆ ในหนกลาง ตกเป็นของพระสายอยุธยา (อ.ย.) เท่านั้น

ใช่แต่เท่านั้น ยังมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างด้วยว่า สาเหตุใหญ่ที่มหาสายชลได้ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ไปครองแบบส้มหล่นนั้น เพราะตนเองเป็น "หลานในไส้" ของสมเด็จนิยม วัดชนะสงคราม แถมเป็นเด็กก้นกุฏิอีกต่างหากด้วย แบบนี้ก็เข้าอีหรอบ "รัชทายาท" อย่างมิต้องสงสัย

สุดท้าย มหาสายชล ก็เดินผ่านมหาเถรสมาคมไป "ฉลุย" เพราะใครก็ไม่กล้าแตะ "สมเด็จสมศักดิ์" เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เพราะพระราชาคณะ กรรมการมหาเถรสมาคม ส่วนใหญ่ เป็นสายสอพลอ คิดแต่เอาตัวรอด จึงไม่กล้าทักท้วง ทั้งๆ ที่เห็นอยู่เต็มตาว่า หายนะกำลังจะมาเยือนคณะสงฆ์ไทยเพราะมหาสายชล !

 

 

ผลงานแรกของมหาสายชล บนเก้าอี้ "เจ้าคณะภาค 1" อันทรงอำนาจ ก็คือ วันที่ 3 พฤษภาคม 2556 มีพิธีมอบตราตั้งตำแหน่งเจ้าคณะเขตสัมพันธวงศ์ เขตทวีวัฒนา และเขตลาดกระบัง ซึ่งความจริงแล้ว เจ้าคณะภาค 1 (มหาสายชล) ต้องเป็นผู้มอบด้วยตนเอง แต่มหาสายชลกลับไม่กล้ามอบ เพราะแม้จะเป็นเจ้าคณะภาค แต่เป็นลูกศิษย์ของเจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา ซึ่งมีตำแหน่งเป็นแค่ "เจ้าคณะ กทม." ถือว่าเป็นลูกน้องของมหาสายชลๆ จึงยกกองถ่ายไปทำพิธีที่วัดสามพระยา ถวายอำนาจให้เจ้าคุณเอื้อนเป็นผู้มอบแทน ส่วนตนเองก็เลี่ยงไปนั่งหลับอยู่ข้างๆ น่ารักน่าชังเหลือเกิน

 

 

วีรกรรมต่อมา เมื่อมีข่าวดังกระหึ่มเมือง เรื่องพระกรรมฐานชื่อดัง "พระมิตซูโอะ คเวสโก" เจ้าอาวาสวัดป่าสุนันวนาราม กาญจนบุรี หนีออกจากวัดไปไม่กลับ ทราบแต่เพียงว่า ลาสิกขากะทันหัน ศิษยานุศิษย์ภายในวัดไม่มีใครรู้ แต่มีกระแสข่าวว่า "สึกกลางดึกที่วัดชนะสงคราม" นักข่าวทุกสำนักจึงตามไปที่วัดชนะสงคราม เจอหน้ามหาสายชลที่งานวัดพรหมวงศาราม ดินแดง จึงรุมถาม มหาสายชลก็พ่นน้ำลายใส่ไมค์นักข่าวว่า

 

เจ้าคณะภาค 1 ยืนยัน พระมิตซูโอะ มิได้สึกที่วัดชนะฯ 

12 มิ.ย. 56 พระราชวิสุทธิเวที (สายชล ฐานวุฑฺโฒ ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม และเจ้าคณะภาค 1 กล่าวภายหลังร่วมพิธีฉลองเปรียญธรรม และมอบทุนการศึกษา ประจำปี 2556 สำนักเรียนวัดพรหมวงศาราม ว่า ตามที่สื่อต่างๆ ระบุว่า อดีตพระอาจารย์มิตซูโอะ มาลาสิกขาที่วัดชนะสงคราม และตนเป็นผู้ทำพิธีลาสิกขาให้นั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และจากการสอบถามเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม และพระภายในวัดก็ยืนยันเช่นกันว่า อดีตพระอาจารย์มิตซูโอะไม่ได้มาลาสิกขาที่วัดชนะสงครามแน่นอน

 

ซึ่งเรื่องนี้ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลางก็สอบถามมาเช่นกัน และตนได้ยืนยันไปว่า เรื่องการลาสิกขาของอดีตพระอาจารย์มิตซูโอะที่วัดชนะสงครามนั้น ไม่เป็นความจริง และโดยส่วนตัวก็ไม่เคยรู้จักอดีตพระอาจารย์มิตซูโอะด้วย อย่างไรก็ตาม อาจจะเป็นไปได้ว่า อดีตพระอาจารย์มิตซูโอะไปลาสิกขา ในวัดที่มีชื่อคล้ายกับวัดชนะสงคราม จึงทำให้เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาดกันไปได้ (ที่มา : คมชัดลึก)

 

สมเด็จสมศักดิ์ ฟังคำมหาสายชลแล้ว ก็จำไปบอกนักข่าวแบบเดียวกัน แต่ภายหลังมา ทิดมิตซูโอะกลับมาไทย ไปออกรายการของ "วู๊ดดี้เกิดมาคุย" เอาหนังสือสุทธิมาเผยหน้าจอ ก็ระบุชัดว่า "สึกที่วัดชนะสงคราม คณะ 12 ถนนจักรพงษ์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ มิถุนายน 2556 เวลา 21.05 น." งานนี้โอละพ่อ เพราะเป็นการตบหน้ามหาสายชล เจ้าคณะภาค 1 อย่างแรง แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรมหาสายชลอีก ตามเคย

 

 

และแล้วรายการ "มาตามนัด" ก็มาถึง เมื่อถึงเดือนเมษา เอ๊ย เดือนกุมภาพันธ์ 2559 คดีสหกรณ์คลองจั่นอันพัวพันถึง "ธัมมชโย" เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย พระผู้มากบารมี "นัมเบอร์วัน" ของประเทศไทย ก็ได้ฤกษ์ ระเบิดเถิดเทิง ฝ่ายบ้านเมืองมี "ดีเอสไอ" เป็นเจ้าภาพ ส่วนฝ่ายคณะสงฆ์ไทยนั้น หนีไม่พ้นภาระหน้าที่ของ "มหาสายชล" บนตำแหน่ง..เจ้าคณะภาค 1 อันสูงส่งชวนฝันใฝ่

สถานการณ์วัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภา 2559 ถึง 16 กุมภา 2560 ระยะเวลา 1 ปีที่ว่านี้ ก่อนที่ท่านธัมมชโยจะแสดงฤทธิ์ "หายตัว" ไปจากวัด แต่ถ้าสังเกตให้ดีว่ายังมีพระไทยเก่งกว่าธัมมชโย นั่นคือ "มหาสายชล" ซึ่งแสดงฤทธิ์ "ไม่ทำห่าอะไรเลย" ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาอย่างน่าพิศวง แต่ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ได้มาจวบจนทุกวันนี้ วันที่คณะสงฆ์ไทย "ย่อยยับอัปรา" เพราะเกิดวิกฤติการณ์ขั้นร้ายแรงซ้ำซ้อนกันหลายครั้ง เช่น

6 มกราคม 2560 : รัฐบาลไทย ได้เสนอแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ มาตรา 7 ให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช โดยสมบูรณ์ (ยึดอำนาจมหาเถรสมาคมในการตั้งพระสังฆราช)

24 พฤษภาคม 2561 : รัฐบาลไทย ได้ดำเนินการผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งกองกำลังเข้าจับกุมกรรมการมหาเถรสมาคมจำนวน 3 รูป จับได้ (จับได้ 1 หนีรอดไปได้ 2 ภายหลังกลับมามอบตัว 1) ถึงปัจจุบันคดีความก็ยังไม่สิ้นสุด แต่ทุกรูปที่ถูกจับได้นั้น ถูกปลด-สั่งสึก และถอดสมณศักดิ์ออกหมดแล้ว

18 ก.ค. 2561 : รัฐบาล คสช. ได้แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ให้การสถาปนา แต่งตั้ง กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะหน และเจ้าคณะภาค เป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์

หมายถึงว่า สมเด็จพระสังฆราช และมหาเถรสมาคม ถูกยึดอำนาจไปหมดสิ้น ไม่มีอำนาจแต่งตั้งใครได้เหมือนเดิมอีกแล้ว

มหาเถรสมาคมและสมเด็จพระสังฆราช มีฐานะเป็นเพียง "ที่ปรึกษา" ของพระมหากษัตริย์ ตามเดิมที่เคยเป็นมาในสมัยรัชการที่ 5 จะว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงบริหารกิจการคณะสงฆ์เต็มรูปแบบ แทบว่าจะดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ด้วยพระองค์เอง

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ แทบจะไม่มีใครเคยคิดว่า มีผู้มีอำนาจหน้าที่สำคัญในการบริหารกิจการคณะสงฆ์สำคัญในระดับภาค นั่นก็คือ มหาสายชล เจ้าคณะภาค 1 นั่นเอง มหาสายชลอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อปัญหาใหญ่ในบ้านเมืองเป็นเรื่องของมหาสายชลคนเก่ง

แต่ความเก่งของมหาสายชลใช่จะอยู่แค่การ "ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาบ้านเมือง" เท่านั้น เมื่อมีโผเจ้าคณะภาคชุดใหม่ ภายใต้กรรมการมหาเถรสมาคมชุดพระราชทาน ประกาศผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกมาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ปรากฏว่า "มหาสายชล" ยังคงดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 1" อยู่อย่างเหนียวแน่น ทั้งนี้มีรายงานว่า เป็นการเสนอของเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผ่านสมเด็จพระสังฆราช ไปยังสำนักพระราชวัง

แต่เมื่อมีเสียงนินทากระหึ่มเมือง ทางสำนักพุทธฯ จึงออกมาชี้แจงในใหม่ ในวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ว่า "การออกพระบัญชาแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาคคงจะต้องล่าช้า เพราะต้องรอบคอบ เพื่อป้องกันการผิดพลาด และเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย (พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไขใหม่) อย่างเคร่งครัด" และจากวันนั้นถึงวันนี้ นับได้กว่า 2 เดือนแล้ว ก็ยังไม่มีพระบรมราชโองการตั้งเจ้าคณะภาคและเจ้าคณะหนออกมาเลย ทุกรูปยังคงเป็นเพียง "รักษาการ" เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ได้พูดมาหลายครั้งแล้ว จนคนเขียนก็เบื่อ แต่ที่เกริ่นน้ำมานี้ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า "ตลอดเวลากว่า 9 ปี ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 มานานนั้น" ไม่เคยเห็นมหาสายชลทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันเลย ดังที่ยกตัวอย่างมาไม่ว่าจะเป็นงานมอบคำสั่งแต่งตั้งเจ้าคณะเขตในกรุงเทพมหานคร มาจนกระทั่งปัญหาธรรมกาย ไม่มีใครเคยเห็นมหาสายชลทำอะไรเลย

 





 

แต่..แต่ว่าวานนี้ (24 ก.พ. 63) ก็มีภาพ "มหาสายชล" รับบทเป็นโฆษกเสียงทอง ในงานอบรมพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาสในเขตปกครองภาค 1 ที่พุทธมณฑล ซึ่งถ้านำเอาบทบาทและผลงานของมหาสายชลบนตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 มาเป็นตัวอย่างให้แก่พระสังฆาธิการรุ่นใหม่ ก็คงจะได้ประมาณนี้

1. กรณีพระมิตซูโอะ สึกที่วัดชนะสงคราม มหาสายชล ในฐานะผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง และเจ้าคณะภาค 1 บอกว่า "ตนเองไม่รู้ ไม่ได้สึกกับตน และถามพระทั้งวัดก็ไม่มีใครรู้" ภายหลังหลักฐานก็ปรากฏว่า "ขัดกับคำให้การของมหาสายชลอย่างสิ้นเชิง" บทบาทควายๆ แบบนี้ ถือว่าเป็นพระสังฆาธิการที่ควรเอาเป็นแบบอย่างหรือไม่ ?

2. กรณีธรรมกาย ซึ่งก่อให้เกิดปัญหากระทบคณะสงฆ์ไทยไปทั่วประเทศและทั่วโลก ถามว่า มหาสายชล บนเก้าอี้เจ้าคณะภาค 1 เคยทำอะไรให้เป็นตัวอย่างแก่พระสังฆาธิการรุ่นใหม่บ้าง

การออกงานของมหาสายชลเมื่อวานนี้ เห็นเป้าหมายก็เพียงสิ่งเดียว คือ ยึดเก้าอี้เจ้าคณะภาค 1 ไว้กับตัวเองจนสุดฤทธิ์

อดีตและปัจจุบัน พระพุทธศาสนาในประเทศไทย ตกต่ำย่ำแย่อย่างไร มหาสายชล เจ้าคุณประยูร และมหาเถรสมาคม ไม่เคยสนใจ สนก็แต่ผลประโยชน์ รักตัวกลัวตาย จนรัฐบาลและราชสำนัก ต้องเข้ามาแก้ไขครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ยังหารู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีอย่างไรไม่ แต่ยังคงตะกละตะกราม คิดจะเอาตำแหน่งอยู่อย่างไม่รู้สึกรู้สา เห็นได้จากมติแต่งตั้งตัวเองที่ออกมาครั้งล่าสุด ยังมีหน้าจะมาสอนพระสังฆาธิการอีกเฮ้อ !

 

 

โหว โว เย เย้  ไอเลิฟ สายชล มอแดน ไอ แคน เซย์

 

น่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ "มหาเถรสมาคม" ซักครั้ง สนใจไหมคับ ท่านเจ้าคุณประยูร ?

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 25 กุมภาพันธ์ 2563

ภาพ : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

หลวงพ่อคูณ วัดหนองแวง ละสังขาร !

ลูกหลานชาวพุทธทั่วโลกสะอื้น

สูญเสียพระมหาเถระผู้มากล้นบารมีแห่งอีสาน

 

 

พระธรรมวิสุทธาจารย์

(หลวงพ่อคูณ ขนฺติโก)

วัดหนองแวง พระอารามหลวง เมืองขอนแก่น

 

ข่าวจากวัดหนองแวง พระอารามหลวง จังหวัดขอนแก่น รายงานว่า เมื่อเวลา 09.09 น. ของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 พระธรรมวิสุทธาจารย์ (หลวงพ่อคูณ ขนฺติโก) เจ้าอาวาสวัดหนองแวง พระอารามหลวง เมืองขอนแก่น ได้ละสังขารด้วยโรคชรา สิริอายุ 91 พรรษา 71

หลวงพ่อคูณ ขนฺติโก พระมหาเถราจารย์แห่งวัดหนองแวงนั้น ชีวิตของท่านมีก้าวย่างอันมั่นคงและยาวนาน เริ่มจากการเป็นเป็นพระมหาเปรียญธรรม 4 ประโยค ในปี พ.ศ.2499 และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองแวง พระอารามหลวง ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตร พระราชาคณะชั้นสามัญ ชั้นราช ชั้นเทพ และชั้นธรรม อันเป็นชั้นสุดท้าย ซึ่งสูงสุดในแดนอีสาน ถ้าเทียบกับภาคกลางแล้วก็คงไม่แคล้วเป็น "สมเด็จ" เพราะมีผลงานเอกอุมากมาย

ผลงานการก่อสร้างอันอลังการก็คือ พระธาตุหนองแวง พระมหาเจดีย์ 9 ชั้น ตั้งตระหง่านอยู่ริมบึงแก่นนคร กลางเมืองขอนแก่น เมืองหลวงแห่งอีสาน งบประมาณมหาศาล หลวงพ่อคูณสร้างประดับไว้ให้เป็นศักดิ์ศรีของเมืองขอนแก่น

ผลงานการศึกษา นอกจากการส่งเสริมพระภิกษุสามเณรให้ศึกษาทั้งนักธรรมและบาลี จนมีลูกศิษย์ลูกหาเต็มเมืองแล้ว หลวงพ่อคูณยังส่งเสริมลูกศิษย์ไปไกลถึงยุโรปและสหรัฐอเมริกา มีวัดสาขาอยู่มากมายหลายแห่ง

 

 

ด้านสาธารณสงเคราะห์นั้น หลวงพ่อคูณมีเมตตาแก่ผู้คนทุกชนชั้น ที่สำคัญก็คือ เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ต้องคดีซุกหุ้นภาค 1 ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อต้นปี พ.ศ.2544 นั้น หลวงพ่อคูณ ได้ทำพิธี "สะเดาะเคราะห์ 8 ทิศ" บนพระธาตุหนองแวงอันศักดิ์สิทธิ์ นิมนต์พระเกจิอาจารย์ทั่วภาคอีสาน จำนวน 8 รูป อธิษฐานจิตปัดเป่าอุปัทวันตรายให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ผ่านไปได้อย่างเฉียดฉิว ด้วยมติ 8 ต่อ 7 ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ปาฏิหาริย์มีจริง

 




 

เมื่อหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ วัดบ้านไร่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา พระเกจิมหาเถราจารย์อันดับหนึ่งของประเทศไทย ได้ละสังขารลงไปในวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2558 นั้น ในพินัยกรรมของหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ ข้อที่ 3 ระบุว่า "ให้ทำการฌาปนกิจ ณ วัดหนองแวง พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น" ซึ่งวัดหนองแวงนั้น เป็นวัดของ หลวงพ่อคูณ ขนฺติโก ผู้มีชื่อพ้องกับหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ วัดบ้านไร่

หลวงพ่อคูณ วัดหนองแวง จึงเป็นพระมหาเถระที่ หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ ไว้วางใจ ฝากสรีระสังขารไว้ให้ดูแลเป็นคนสุดท้าย

วันนี้ หลวงพ่อคูณ วัดหนองแวง ได้ละสังขาร หลังการปฏิบัติศาสนกิจอย่างยาวนานกว่า 70 ปี เหลือไว้แต่ตำนานแห่งความยิ่งใหญ่ ถือได้ว่าเป็นเพชรน้ำเอกแห่งอีสานอย่างหาที่เปรียบได้ยาก

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 20 กุมภาพันธ์ 2563

 

คดีพลิก !

อดีตเจ้าคุณธงชัยได้รอลงอาญา

ขณะที่อดีตเจ้าคุณเอื้อนศาลลงโทษดับเบิ้ล

เป็นดับเบิ้ลแสตนดาร์ดของศาลอาญาไทย

 

 

อดีตเจ้าคุณธงชัย (พระพรหมสิทธิ)

อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ อดีตเจ้าคณะภาค 10

อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม

อดีตประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

 

อา..และแล้ววันที่รอคอยของใครหลายคนก็มาถึง คือวันนี้ วันที่ อดีตพระพรหมสิทธิ หรืออดีตเจ้าคุณธงชัย ผู้ยิ่งใหญ่แห่งฝ่ายมหานิกาย ได้เวลาขึ้นศาลอาญา เพื่อฟังคำพิพากษาในคดีเงินทอนวัด เพราะถ้าคดีเจ้าคุณธงชัยได้รับการตัดสิน ก็จะตัดสินคดีอดีตกรรมการ มส. ครบทั้ง 2 ท่าน คือ อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา อดีตเจ้าคณะ กทม. และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม แต่ถ้ารวม "พุทธะอิสระ" เข้าไปด้วย ก็จะครบ 3 ท่านพอดีทีเดียว ส่วนอดีตพระพรหมเมธี (จำนงค์) แห่งวัดสัมพันธวงศ์นั้น ขณะนี้ ทราบว่าได้สถานะ "ผู้ลี้ภัย" จากรัฐบาลเยอรมันนี ถูกต้องตามกฎหมายเต็มตัวแล้ว จะไปไหนก็ได้ในโลก ยกเว้น..ประเทศไทย

แต่..จากคำพิพากษาศาลอาญาในคดีของอดีตคุณธงชัยในวันนี้ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคดีของอดีตเจ้าคุณเอื้อนในวันก่อน ก็จะเห็นว่า "ต่างกับราวฟ้าดิน" เพราะคดีเจ้าคุณเอื้อนนั้น ศาลอ้างกฎหมายอาญา มาตรา 83 ระบุว่า "จำเลย-เจ้าคุณเอื้อน เป็นเจ้าพนักงาน กระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของความผิด" จึงให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 6 ปี และไม่มีการรอลงอาญา แม้ว่าจะเป็นพระสังฆาธิการ ทำงานพระศาสนามายาวนาน และไม่เคยมีมลทินมาก่อน ก็ตาม

แต่สำหรับอดีตเจ้าคุณธงชัยในวันนี้ ศาลกลับปราณีบอกว่า "ที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่ในการเผยแพร่ศาสนามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ ไม่เคยกระทำผิดทางวินัย จึงเห็นควรให้รอการลงโทษไว้ กำหนด 2 ปี"

 

 

อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน)   :   อดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย)  

 

เทียบคำพิพากษาคดีเงินทอนวัดของ 2 อดีตกรรมการ มส.

 

อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน)

อดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย)

มอบตัวเจ้าหน้าที่ วันที่ 24 พ.ค. 61 หนีการจับกุมไปได้ 7 วัน เข้ามอบตัวในวันที่ 30 พ.ค. 61

ไม่มีการทุจริตเบียดบังเอาเงินหลวงไปใช้ส่วนตัว แต่ศาลระบุว่าเป็นเจ้าพนักงาน กระทำความผิดฐานฟอกเงิน

ศาลเห็นว่าเป็นการทำความผิดอาญา ตามมาตรา 157 (ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ)
เป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวง และกรรมการ มส. ทำงานมายาวนาน ไม่เคยต้องมลทิน เป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวง และกรรมการ มส. ทำงานมายาวนาน ไม่เคยต้องมลทิน
คดีมีมูลค่า 5 ล้านบาท คดีมีมูลค่า 69.7 ล้านบาท
โทษจำคุก 6 ปี โทษจำคุก 3 ปี
ศาลไม่ปรานีให้รอลงอาญา ศาลปรานีให้รอลงอาญา
ไม่มีค่าปรับ สั่งปรับเงิน 27,000 บาท

 

เห็นได้ชัดเจนว่า รูปคดีของ 2 กรรมการ มส. ข้างต้นนั้น คล้ายกัน แต่รูปแบบการตัดสิน หรือน้ำหนักการตัดสิน หรือเหตุผลของการตัดสินของศาลอาญา "แตกต่างกัน" อย่างสิ้นเชิง

ที่น่าสนใจก็คือ กรณีพระพรหมดิลกนั้น ศาลยกเอา พรบ.ฟอกเงิน มาเป็นแม่บท ลงโทษสถานหนักเป็น 2 เท่า และไม่รอลงอาญา แม้ว่าจำเลยจะเคยมีเกียรติคุณดีเด่น และทำงานเพื่อชาติศาสนามายาวนานก็ตาม

แต่สำหรับพระพรหมสิทธินั้น ศาลยกเอากฎหมายอาญา มาตรา 157 มาเป็นแม่บท ลงโทษเพียง 36 เดือน หรือ 3 ปี ทั้งๆ ที่ มูลค่าความเสียหายนั้น มากมายกว่าอดีตพระพรหมดิลกอย่างเทียบไม่ติด (70 ล้าน ต่อ 5 ล้าน) แถมเมื่อสั่งลงโทษแล้ว ไม่มีการปรานีให้รอลงอาญาให้เจ้าคุณเอื้อนเลย กลับกัน กรณีของเจ้าคุณธงชัยนั้น ศาลกลับอ้างว่าเคยทำคุณงามความดีมายาวนาน จึงปรานีให้รอลงอาญา เป็นเวลา 2 ปี ถ้าพ้น 2 ปีไปแล้ว ไม่มีพฤติกรรมทำผิดซ้ำ ก็ไม่ต้องโทษเลย หมายถึงว่า อดีตเจ้าคุณธงชัย ถูกคาดโทษเพียง 2 ปีเท่านั้น รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี แค่ 2 ปี ก็พ้นโทษแล้ว (ยกโทษให้รวมทั้งปีที่ 3 ด้วย)

นั่นเป็นการเปรียบเทียบ "รูปคดี" ของอดีตกรรมการ มส. จึงมีคำถามว่า

ศาลอาญา พิพากษาในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

หรือว่า พิพากษาภายใต้อำนาจของรัฐบาลทหาร อยู่ภายใต้ปลายกระบอกปืน

ศาลอาญา พิพากษาตามหลักยุติธรรม หรือว่าตามกระแสอำนาจทางการเมือง

 

 

อดีตพระพุทธะอิสระ (สุวิทย์)   :   อดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย)  

 

แต่ปัญหาของอดีตเจ้าคุณธงชัยยังมิได้สิ้นสุดเพียงแค่ "รอลงอาญา" เพราะว่า รูปคดีของเจ้าคุณธงชัยนั้น ไปพ้องกับคดีของ "อดีตพระพุทธอิสระ-สุวิทย์" แห่งวัดอ้อน้อย ซึ่งศาลอาญาพิพากษา "จำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่จำเลยรับสารภาพ จึงลดโทษ ให้รอลงอาญา เป็นเวลา 1 ปี"

ทีนี้ว่า เมื่อครบเวลา "รอลงอาญา 1 ปี" แล้ว พุทธะอิสระก็ประกาศ "จะกลับมาห่มผ้าเหลือง" เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า "พุทธะอิสระถูกทางการจับสึก ในทางกฎหมายจึงถือว่ามิใช่พระสงฆ์อีกต่อไป" ทำให้พุทธะอิสระไม่กล้ากลับมานุ่งผ้าเหลืองจนบัดนี้

ทีนี้ว่า คดีของเจ้าคุณธงชัย มาพ้องกับคดีของพุทธะอิสระ ศาลให้รอลงอาญาเหมือนกัน ถามว่า ถ้าพ้นเวลารอลงอาญาแล้ว อดีตเจ้าคุณธงชัย จะสามารถกลับมาห่มผ้าเหลืองได้ไหม ?

ปัญหาข้อนี้น่าจะหมดไป ถ้าหากว่าก่อนหน้านี้ พุทธะอิสระกล้าห่มผ้าเหลืองและไม่ถูกจับสึก เจ้าคุณธงชัยก็ไม่ต้องตีความกฎหมายอีกต่อไป ออกศาลอาญามาปุ๊ปก็ทำพิธีห่มผ้าเหลืองใหม่ได้ทันที เพราะมีตัวอย่างอยู่แล้ว จึงเสียดายที่พุทธะอิสระไม่กล้า

ขณะเดียวกัน อดีตพระพรหมดิลก หรือเจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา แม้ว่าจะถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา (แต่ประกันตัวออกมาสู้คดี) แม้ว่าคดีจะสิ้นสุด แต่ในคำพิพากษานั้น "ไม่มีการทุจริต" เป็นแต่เพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ถือว่าเป็นโทษทางกฎหมาย จึงต้องตีความกันต่อไปว่า "ผิดพระวินัยขั้นปาราชิกหรือไม่"

ถ้าผิดพระวินัยขั้นปาราชิก อดีตเจ้าคุณเอื้อนก็ไม่สามารถบวชได้

แต่ถ้าไม่ผิดพระวินัย ในระดับปาราชิก อดีตเจ้าคุณเอื้อน ถ้าพ้นโทษจำคุกมาแล้ว ก็ย่อมมีสิทธิห่มผ้าเหลืองได้อีกครั้ง เว้นแต่รัฐบาลจะไม่ยอม เพราะถือว่ามิใช่พระแล้ว และดำเนินคดีในข้อหา "แต่งกายเลียนแบบพระภิกษุ" แบบนี้ก็ต้องสู้คดีกันอีกยก

อย่างไรก็ตาม เมื่อไล่เรียงและเทียบเคียง "รูปคดี" ของทั้งพุทธะอิสระ เจ้าคุณเอื้อน และเจ้าคุณธงชัย ก็จะเห็นว่า มีความลักลั่นกันอย่างชัดเจน โดยเหตุปัจจัยหลักๆ ก็คือ คดีของพุทธะอิสระนั้น แม้จะต่อต้านอำนาจรัฐ แต่เป็นรัฐเก่า ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และเป็นการเปิดประตูให้ทหารอันนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาทำการปฏิวัติ และ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี โทษของพุทธะอิสระจึงเบากว่าเพื่อน เหมือนกับว่า รัฐบาลทำทีจับพุทธะอิสระไป "ฟอกตัวชั่วคราว" แล้วก็ปล่อยกลับวัด

ส่วนเจ้าคุณเอื้อนนั้น ทำใจดีสู้เสือ ออกมามอบตัวก่อนเพื่อนในรัฐบาลทหาร ส่งผลให้คดีความเดินหน้าไว และคำพิพากษาออกมาในรัฐบาลทหาร ผลปรากฏว่า โดนแรงสองเท่า แถมไม่รอลงอาญา

กลับกันกับ เจ้าคุณธงชัย ซึ่งแรกนั้นหนีไปได้ 5-6 วัน แม้จะกลับมามอบตัว ก็ช้ากว่าเจ้าคุณเอื้อนไปมากมาย ศาลจึงน่าจะปรานีเจ้าคุณเอื้อนมากกว่าเจ้าคุณธงชัย แต่คดีของเจ้าคุณธงชัยนั้นเริ่มทีหลัง จนพ้นรัฐบาลทหาร ผ่านเข้าสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงเพิ่งจะตัดสินเอาในวันนี้ ส่งผลให้รูปคดีที่ดูแรงกว่าเจ้าคุณเอื้อน ออกมาเบากว่ามากมาย

นั่นแสดงให้เห็นว่า คดีของ "พุทธะอิสระ-เจ้าคุณเอื้อน-เจ้าคุณธงชัย" ทั้งสามท่านเหล่านี้ เป็นคดีการเมือง เพราะถูกการเมืองชี้นำ และรูปคดีมีการโอนอ่อนผ่อนตามกระแสการเมือง ในรัฐบาลทหารและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

 

 

คำถามจึงไปลงตรงตัวของ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีต ผอ.พศ. ว่า "เป็นคนตงฉินจริง หรือเป็นเพียงมือปืนรับจ้าง" และ "ไปทำไมวัดปากน้ำถึง 2 ครั้ง ก่อนเกษียน" ทั้งๆ ที่ก็ทำการต่อต้านสมเด็จช่วง จนท่านร่วงจากตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ไปแบบไม่มีวันหวนกลับ กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นก็ต้อง..ตอบสนองให้แก่ผู้ก่อ ซึ่งคงต้องรอ "วันตาย" เท่านั้น จะเป็นวันสุดท้ายที่ตัดสินชีวิตคน

 

 

จำคุก 36 เดือน ปรับ 27,000 บาท "พระพรหมสิทธิธงชัย" แต่ให้รอลงอาญา

ศาลจำคุก 36 เดือน-ปรับ 2.7 หมื่นบาท "พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข" อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ สนับสนุนจัดสรรเงินงบประมาณสำนักพระพุทธฯ กว่า 69 ล้าน ไม่ชอบ แต่เห็นว่าเผยแพร่พระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับไม่เคยกระทำผิดวินัย จึงให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2563 -ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาลงโทษสนับสนุนจัดสรรเงินงบประมาณ พศ. กว่า 60 ล้านไม่ชอบ แต่ทำงานสร้างคุณประโยชน์คณะสงฆ์-สถาบันการศึกษาต่อเนื่องไม่เคยทุจริต ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ส่วน "พนม-คณะบริหาร พศ." ไม่รอด เจอคุกถ้วนหน้า 19 พ.ค.รอฟังตัดสินอีกสำนวน "ตัวแทนลูกศิษย์" บอกเล็งใช้สิทธิอุทธรณ์คดี เรื่องขอคืนสมณศักดิ์ ยังไกลไปขอลุ้นคดีถึงที่สุด

ที่ห้องพิจารณา 703 าลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี เวลา 10.10 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดี "ทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)" คดีหมายเลขดำ อท.251/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2  เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง

นายพนม ศรศิลป์ อายุ 60 ปี อดีตผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.)

นายชยพล พงษ์สีดา อายุ 64 ปี อดีตรอง ผอ.สำนักงาน พศ.

นายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา

นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อายุ 50 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา

พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข หรือนายธงชัย สุขโข อายุ 64 ปี อดีตพระราชาคณะเจ้าคณะรอง และอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร , อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม

เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,157 ประกอบมาตรา 83-86-91

โดยคดีนี้ อัยการยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 24 ต.ค.61 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.58 - 22 ก.ค.59 พวกจำเลย ได้เบียดบังเอาเงินงบประมาณ ของสำนักงาน พศ. ประจำปี 2559 จำนวน 69,700,000 บาท (จากวงเงินงบประมาณประจำปี 2559 จำนวน 5,360,188,000 บาท) ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้ "วัด" เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงิน ด้วยการให้ "วัด" โดยเจ้าอาวาส เสนอโครงการเพื่อรับเงินสนับสนุนที่เบียดบังมา จากที่ได้มีการพิจารณาอนุมัติโครงการเงินอุดหนุนในโครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรม จำนวน 37,200,000 บาท และโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32,500,000 บาท ซึ่งวัดสระเกศฯ ได้รับอนุมัติเงินไปเพียงวัดเดียว โดยเมื่อวันที่ 11 เม.ย.61 "พ.ต.ท.พงศพร พราหมณ์เสน่ห์" ผอ.สำนักงาน พศ. ได้แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งมีการส่งเรื่องให้ ปปช. ดำเนินการไต่สวนตามกฎหมาย ซึ่งมีคำขอท้ายฟ้อง ขอศาลให้มีคำสั่งจำเลยที่ 1-5 ร่วมกันคืนเงินหรือใช้เงินจำนวน 69,700,000 บาท คืนแก่สำนักงาน พศ. ผู้เสียหาย พร้อมขอให้ศาลนับโทษจำคุก "นายพนม" อดีต ผอ.สำนักงาน พศ. จำเลยที่ 1 กับคดีหมายเลขดำ อท. 253/2561 , อท.254/2561 (ร่วมทุจริตการจัดสรรเงินงบ พศ.) ของศาลนี้ และ "พระพรหมสิทธิ" อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ จำเลยที่ 5 กับคดีหมายเลขดำ อท.197/2561 (ร่วมฟอกเงิน) ของศาลนี้ด้วย

 

ขณะที่ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ "นายพนม" อดีต ผอ.สำนักงาน พศ. จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำไม่ได้รับการประกันตัวซึ่งได้ถูกดำเนินคดีหลายสำนวนในศาลนี้ ส่วน "พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข" อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ นั้นก็เพิ่งได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 15 ส.ค.62 โดยศาลตีราคาหลักประกัน 2.5 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยมารายงานตัวต่อศาลทุก 1 เดือนไปจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาและห้ามเดินทางอกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก

 

โดยวันนี้ "พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข" อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จำเลยที่ 5 สวมชุดขาวมาศาลพร้อมคณะลูกศิษย์ ส่วนจำเลยที่ 1- 4 นั้นถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำวันนี้ศาลได้เบิกตัวทั้งหมดมาพร้อมฟังคำพิพากษา

ขณะที่ "ศาล" พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1-4 เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่บริหารงานและดำเนินการตามภารกิจของสำนักงาน พศ. และมีอำนาจอนุมัติโครงการ แผนงานต่างๆ ตามการจัดสรรงบประมาณ และตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ ในช่วงเกิดเหตุปี 2558-2559 ได้อนุมัติเงินอุดหนุนใน 2 โครงการ คือโครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรม จำนวน 37 ล้านบาท และโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32,500,000 บาท ให้กับศูนย์สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมฯ วัดสระเกศ ที่มีจำเลยที่ 5 เป็นประธาน ซึ่งจำเลยที่ 5 ได้ต่อสู้ว่าไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย 

กรณีที่กล่าวหาก็ไม่ได้อยู่ในฐานะเจ้าอาวาสวัด แต่เป็นประธานศูนย์สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมฯ วัดสระเกศ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลเห็นว่าแม้จำเลยที่ 5 จะอ้างว่ากรณีที่ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำในฐานะเจ้าอาวาส แต่ในเอกสารที่ลงชื่อก็กำกับท้ายเจ้าอาวาส ขณะที่ศูนย์สำนักงานส่งเสริมฯ ก็อยู่ในความดูแลของวัดสระเกศฯ ที่จำเลยที่ 5 มีอำนาจบริหารจัดการดูแลภายในวัด ส่วนที่โจทก์ฟ้องก็ฟ้องจำเลยที่ 5 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5

โดยการอนุมัติจัดสรรงบประมาณโครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรม จำนวน 37 ล้านบาท นั้น ได้โอนเงินให้กับวัดสระเกศ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นเงิน 30 ล้านบาท ซึ่งจำเลยที่ 5 ก็มีหนังสือแจ้งกลับจำเลยที่ 1-4 ที่เป็นผู้บริหารงบประมาณว่าได้รับเงินที่จัดสรรมาแล้ว ศาลเห็นว่า ในการจัดสรรงบประมาณเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้น ตามมติของมหาเถรสมาคม ให้สำนักงาน พศ. พิจารณาที่จะส่งเสริมการจัดกิจกรรมในเชิงรุก ซึ่งจะกำหนดแผนไว้ 3 ไตรมาส และกำหนดจำนวนคนที่จะเข้าโครงการอบรมฯ จำนวน 6 หมื่นคน ประจำปีงบประมาณ 2559

แต่ในการดำเนินงานของศูนย์ส่งเสริมคุณธรรมฯ วัดสระเกศ ที่จำเลยที่ 5 ดูแล กลับดำเนินการได้ไม่ตรงตามเป้าหมาย โดยมีผู้ร่วมโครงการจำนวน 22,000 คน กลับขอเงินอุดหนุนและได้รับอนุมัติถึง 30 ล้านบาท เพียงวัดเดียว ทั้งที่วัตถุประสงค์ในการจัดสรรงบประมาณ ต้องการให้กระจายงบในวัดทั่วประเทศจำนวน 39,400 กว่าแห่ง ในจำนวนนี้มีการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมคุณธรรมเช่นเดียวกันประมาณ 7,500 แห่ง โดยเมื่อเทียบดูเวลาการอนุมัติเงินให้วัดสระเกศนี้ ได้กระทำในช่วงต้นของปีงบประมาณดังกล่าว ทั้งที่ไม่ใช่กรณีเร่งรัด จำเลยที่ 1-4 จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องรีบอนุมัติเงินจำนวนมากดังกล่าว ซึ่งควรจะมีการส่งเรื่องให้คณะเลขานุการกลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงานตรวจดูก่อน หากพบว่ามีการใช้งบประมาณไม่ได้เต็มที่หรือเกินความจำเป็น ก็สามารถที่จะเรียกคืนเงิน เพื่อมาจัดสรรให้กับส่วนอื่นได้อีก

การกระทำส่วนนี้จึงเป็นการอนุมัติงบประมาณสำนักงาน พศ. ที่จัดสรรให้กับวัดสระเกศเพียงวัดเดียว โดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามเป้าหมาย ส่วนงบประมาณจำนวน 7 ล้านบาท ในโครงการนี้ ตามทางนำสืบพบว่า เป็นการอนุมัติงบที่สืบเนื่องมาจากงบประมาณปี 2558 ที่ดำเนินการต่อเนื่องมา การกระทำของจำเลยที่ 1-5 ส่วนนี้จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง

ส่วนการอนุมัติงบประมาณให้กับโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32,500,000 บาท วัดสระเกศฯ ก็ได้จัดสรร 2 ครั้ง ครั้งแรกจำนวน 26 ล้านบาท ครั้งที่สองจำนวน 6.5 ล้านบาท ซึ่งตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายก็ต้องวางแผนจัดกิจกรรมใน 3 ไตรมาส แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าวที่กำหนดให้วัดซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณต้องกระทำให้ครบทั้ง 6 ด้าน อาทิ ด้านการปกครอง การศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนา สาธารณสงเคราะห์พระภิกษุหรือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ แต่นำไปจัดกิจกรรมวันสำคัญทางศาสนาและนำไปจัดทำเป็นรูปแบบสารคดีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเผยแพร่ทางสื่อมวลชนที่อ้างเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจและศรัทธาเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา ซึ่งแม้กิจกรรมส่วนหนึ่งจะเป็นการส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

แต่ก็ไม่ได้เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดสรรงบอีกทั้งยังเป็นการดำเนินการให้กับวัดสระเกศฯ เพียงแห่งเดียว จากวัดทั่วประเทศ ซึ่งมีส่วนงานเผยแผ่ 7,424 แห่ง นอกจากนี้การอนุมัติเงินงบประมาณให้กับ 2 โครงการของวัดสระเกศฯ ตามทางนำสืบยังได้ความจากจำเลยตอบการถามของอัยการโจทก์ว่า ก่อนการอนุมัติเหมือนมีการตกลงกันไว้ก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1-4 ในการอนุมัติเงินงบประมาณทั้ง 2 โครงการดังกล่าว จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และอดีตอาวาสวัดสระเกศ จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนฯ

สำหรับที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รักษาทรัพย์ฯ ใช้อำนาจหน้าที่เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นประโยชน์ของตนเองและผู้อื่นโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และจำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนฯ นั้น ในความผิดฐานนี้จะต้องฟังได้ว่าผู้กระทำผิดได้นำทรัพย์ที่เบียดบังมาไปใช้ประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่น แต่ตามทางนำสืบรับฟังได้ว่าเมื่อจัดสรรงบประมาณไปแล้ว ทางวัดก็ได้นำไปจัดกิจกรรมตามโครงการ แต่ไม่ครบถ้วนตามเป้าหมายที่วางไว้ทั้งหมด อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณฯ โดยตามทางนำสืบก็ยังไม่มีหลักฐานฟังได้ว่าจำเลยที่ 1-5 นำเงินงบประมาณนั้นไปเป็นของตัวเอง

 

ซึ่งประเด็นนี้ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เบิกความว่า ในการทำหน้าที่ตรวจสอบการนำเงินงบประมาณไปดำเนิน 2 โครงการนี้ ไม่มีการทุจริต โดยเงินนั้นนำไปใช้ประชาสัมพันธ์งานของคณะสงฆ์ ซึ่งในขั้นตอนนั้นไม่มีการวางระเบียบของคณะสงฆ์เรื่องการใช้จ่ายเงินไว้เป็นที่ชัดเจน จึงทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจคลาดเคลื่อน การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 147 ดังนั้น ที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยร่วมกันคืนเงินให้กับสำนักงาน พศ. ผู้เสียหายด้วยนั้น เมื่อฟังได้ว่ามีการใช้งบประมาณไปจัดกิจกรรมด้านศาสนาแล้ว จึงไม่ต้องร่วมกันคืนเงินในส่วนนี้

พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จำคุก "นายพนม" อดีต ผอ.สำนักงาน พศ. จำเลยที่ 1 จำนวน 2 กระทงๆ ละ 2 ปี รวม 4 ปี , จำเลยที่ 2-4 จำคุก 3 กระทงๆ ละ 2 ปี รวม 6 ปี ตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83

 

ส่วน "พระพรหมสิทธิ" อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จำเลยที่ 5 จำคุก 3 กระทงๆ ละ 1 ปี 4 เดือน และปรับกระทงละ 12,000 บาท รวม 3 ปี 12 เดือนและปรับ 36,000 บาท ตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86

คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 4 คงจำคุก จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 12 เดือนและให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีหมายเลขดำ อท.253/2561 ที่มีโทษจำคุก 20 ปีและโทษจำคุก 3 เดือน คดีหมายเลขดำ จส.2/2562 ของศาลนี้ด้วย , จำเลยที่ 2-4 จำคุกคนละ 3 ปี 18 เดือน ส่วนจำเลยที่ 5 ให้จำคุก 36 เดือน และปรับ 27,000 บาท

โดยในส่วนของ "พระพรหมสิทธิ" อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จำเลยที่ 5 เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม ภาวะแห่งจิต สิ่งแวดล้อม และสภาพความผิดของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นพระภิกษุ เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในธรรมวินัย เป็นครูผู้สอนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นผู้มีบทบาทในการส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เป็นผู้สร้างคุณประโยชน์ให้กับคณะสงฆ์ สังคม และสถาบันการศึกษาต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดมา จนได้รับการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์หลายสาขาจากหลายมหาวิทยาลัย ทั้งของรัฐและเอกชน และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ที่พระพรหมสิทธิ ซึ่งมีศักดิ์สูงกว่าพระราชาคณะชั้นธรรม และรองลงมาจากสมเด็จพระราชาคณะ อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 ประกอบกับไม่มีเรื่องการทุจริตหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนวนคดีทุจริตการจัดสรรงบประมาณสำนักงาน พศ. ที่มีการกล่าวหากลุ่มของ

นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ. นั้น ประกอบด้วยคดีของนายพนม 9 สำนวน ที่มีอยู่ในศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง และภาค 7 (ในภาค 7 หมายเลขดำ อท.3/2562)

นายชยพล พงษ์สีดา อดีตรอง ผอ.พศ. 2 สำนวน

นายณรงค์เดช ชัยเนตร ผอ.กองเผยแผ่ฯ 3 สำนวน

นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี นักวิชาการพุทธศาสนาชำนาญการ 5 สำนวน

ที่มีอยู่ในศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง และภาค 7 (ในภาค 7 หมายเลขดำ อท.3/2562)

และ พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข หรือนายธงชัย สุขโข อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ 2 สำนวน

โดยในวันที่ 19 พ.ค.นี้ ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง กำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีกล่าวหาฟอกเงินทุจริตการจัดสรรงบประมาณ พศ. อีกสำนวน ในคดีหมายเลขดำ อท.197/2561 ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในส่วนของ นายพนม อดีต ผอ.พศ. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง ได้มีคำพิพากษาไปในคดีหมายเลขดำ จส.2/2562 นั้น เป็นกรณีที่ ป.ป.ช.ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกล่าวหาว่า จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯ เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2557 จำนวน 7 รายการ (รายการเงินฝาก เงินลงทุน ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะ) จำนวน 43,900,256.45 บาท อันเป็นเท็จ ซึ่งนายพนมให้การรับสารภาพ ศาลจึงพิพากษาว่า นายพนมจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯอันเป็นเท็จ กรณีเข้ารับตำแหน่ง ผอ.พศ. ให้จำคุก 6 เดือน ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 คำรับสารภาพมีเหตุลดโทษกึ่งหนึ่ง จึงจำคุกในคดีนี้เป็นเวลา 3 เดือน

อย่างไรก็ดี สำหรับคดีทุจริตการจัดสรรงบประมาณสำนักงาน พศ. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง มีคำตัดสิน นายพนม อดีต ผอ.พศ. ไปสำนวนแรก คือ คดีหมายเลขดำ อท.253/2561 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง

นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ.

นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ อดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนสถาน พศ.

นายเจษฎา วงศ์เมฆ ฆราวาสติดต่อหาวัด

นายชรินทร์ มิ่งขวัญ ฆราวาส ทำหน้าที่ติดต่อหาวัด

เป็นจำเลยที่ 1-4 โดยศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.62 ให้จำคุก "นายพนม" อดีต ผอ.พศ. จำเลยที่ 1 และ "นายวสวัตติ์" อดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ จำเลยที่ 2 รวม 4 กระทงๆ ละ 5 ปี เป็นจำคุกคนละ 20 ปี

ส่วน "นายเจษฎา" จำเลยที่ 3 ให้จำคุก 4 กระทงๆ ละ 3 ปี 4 เดือน เป็นจำคุก 12 ปี 16 เดือน และ "นายชรินทร์" จำเลยที่ 4 ฆราวาสซึ่งทำหน้าที่ติดต่อหาวัด จำเลยที่ 4   จำคุก 3 ปี 4 เดือน โดยจำเลยที่ 3-4 ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งให้จำคุก "นายเจษฎา" จำเลยที่ 3 เป็นเวลา 6 ปี 8 เดือน ส่วน "นายชรินทร์" จำเลยที่ 4 จำคุก 1 ปี 8 เดือน

นอกจากนี้ ศาลให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันคืนเงิน 12 ล้านบาทแก่สำนักงาน พศ. ด้วย ส่วนจำเลยที่ 4 ฆราวาส ซึ่งทำหน้าที่ติดต่อหาวัด ให้รับผิดคืนเงิน 3 ล้านบาท ตามที่อัยการมีคำขอด้วย ซึ่งคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์

อย่างไรก็ดี นอกจากการกล่าวหาร่วมทุจริตจัดสรรเงินงบประมาณสำนักงาน พศ. แล้ว ยังมีคดีกล่าวหาพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในวัดพื้นที่ กทม.หลายแห่ง รวมทั้งต่างจังหวัดอีกด้วย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินการทุจริตจัดสรรงบประมาณสำนักงาน พศ. ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง ก็มีคำตัดสินคดีฟอกเงินฯไปแล้ว 2 สำนวน ประกอบด้วย

1. คดีหมายเลขดำ อท.38/2561 กล่าวหาฟอกเงินจากการที่นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงาน พศ. (ตัวยังหลบหนี) คดีทุจริตจัดสรรงบประมาณ จำนวน 28 ล้านบาท ให้วัด 12 แห่งในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ , ตาก , นครสวรรค์ ชุมพร โดยมิชอบ ที่ลงโทษจำคุก "นายสมเกียรติ ขันทอง" อดีตพระครูกิตติ พัชรคุณ อดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และอดีตเจ้าอาวาสวัดลาดแค อายุ 56 ปี รวม 13 กระทง เป็นเวลา 26 ปี (ตัดสินวันที่ 18 เม.ย.62 คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ จำเลยไม่ได้ประกันตัว)

2. คดีหมายเลขดำ อท.196/2561 กล่าวหาฟอกเงินจำนวน 5 ล้านบาท ในงบส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้งที่ไม่มีการดำเนินโครงการ โดยเจ้าอาวาสวัดสามพระยา นำงบที่ได้มานั้นไปใช้ก่อสร้างอาคารร่มธรรมแทน ทั้งที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินนั้นมาตั้งแต่แรก ที่ลงโทษ 2 กระทง "นายเอื้อน กลิ่นสาลี" อายุ 75 ปี อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา , กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) , เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี  และ "นายสมทรง อรรถกฤษณ์" อายุ 53 ปี อดีตพระอรรถกิจโสภณและเลขาเจ้าคณะกรุงเทพ จำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี (ตัดสินวันที่ 16 พ.ค.62 คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ทั้งสองได้ประกันตัวคนละ 2 ล้านบาท) โดย "นายเอื้อน กลิ่นสาลี" อายุ 75 ปี อดีตพระพรหมดิลก อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ยังถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 5 ในคดีหมายเลขดำ อท.254/2561 ร่วมกับนายพนม อดีต ผอ.สำนักงาน พศ. และพวกรวม 5 คนที่มีทั้งพระเถระชั้นผู้ใหญ่ กับฆราวาส ร่วมกันทุจริตเงินงบประมาณ พศ.อีก 1 สำนวนด้วย (คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา)

 

ที่มา : ไทยรัฐ-ผู้จัดการ-คมชัดลึก : 19 กุมภาพันธ์ 2563

 

เจ้าคุณธงชัยขึ้นศาล

ฟังคำพิพากษาคดีเงินทอนวัด

ยังไม่รู้จะออกมารูปไหน ?

 

 

 

อดีตเจ้าคุณธงชัย ขึ้นศาลลุ้นคดี "เงินทอนวัด" เบียดบัง พศ. 69 ล้าน

อดีตเจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศฯ เดินทางมาขึ้นศาล คดี "เงินทอนวัด" ถูกฟ้องร่วมกับพวก 5 คน ทุจริตเบียดบังงบประมาณ พศ. 69.7 ล้านบาท ไปเป็นประโยชน์ของตน ผ่านโครงการอบรมคุณธรรม-เผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา ช่วงปี 58-59

วันที่ 19 ก.พ. ที่ศาลทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เขตดุสิต กทม. นายธงชัย สุขโข อายุ 64 ปี อดีตพระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข อดีตพระราชาคณะเจ้าคณะรอง อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม เดินทางไปฟังคำพิพากษา คดีทุจริตเงินทอนวัดที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

กรณี จำเลยถูกฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.58 - 22 ก.ค.59 จำเลยกับพวก 5 คน ร่วมกันเบียดบังเอาเงินงบประมาณของสำนักงาน พศ. ประจำปี 2559 จำนวน 69,700,000 บาท ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้ 'วัด' เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงิน ด้วยการให้ 'วัด' โดยเจ้าอาวาส เสนอโครงการเพื่อรับเงินสนับสนุนที่เบียดบังมา จากที่ได้มีการพิจารณาอนุมัติโครงการเงินอุดหนุนในโครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรม จำนวน 37,200,000 บาท และโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32,500,000 บาท ซึ่งวัดสระเกศฯ ได้รับอนุมัติเงินไปเพียงวัดเดียว

 

ที่มา : ทยรัฐ : 19 กุมภาพันธ์ 2563

รับพระบรมราชโองการ

ณรงค์ ทรงอารมณ์ นั่งเก้าอี้ ผอ.พศ. เต็มตัว

เล็งปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ

 

ณรงค์ ทรงเครื่อง

 

อา..ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดงความยินดีกับ "คุณณรงค์ ทรงอารมณ์" ในโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง "นักการศาสนานัมเบอร์วัน" ของประเทศไทย เรื่องอะไรถึงณรงค์ไม่ใหญ่ แต่เรื่องศาสนาแล้ว ณรงค์ไม่เป็นสองรองใคร ไหนๆ ก็ต้องร่วมชายคาเรือนกันไปอีกนาน ก็ต้องขอแสดงความยินดีเป็นไมตรีจิตมา ณ โอกาสนี้

ทีนี้ว่า ตามข่าวที่ทราบผ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์นั้น คุณณรงค์ให้สัมภาษณ์ว่า จะดำเนินการปรับทัศนคติของข้าราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต่อการสนองงานคณะสงฆ์ นั้น ถือว่ามีนัยยะสำคัญมาก เพราะแต่ไหนแต่ไรมา พระสงฆ์องค์เณรทั่วประเทศ ท่านมองดูข้าราชการสำนักพุทธฯ เหมือนเด็กวัด มีหน้าที่คอยดูแลวัดวาอารามและพระสงฆ์องค์เณร แบบว่าขาดเหลือสิ่งใด หรือต้องการสิ่งใด ก็เข้าไปรับใช้พระเจ้าพระสงฆ์ และเชื่อว่าข้าราชการสำนักพุทธฯ ก็คิดเห็นเช่นนั้น

แต่ครั้นมาถึงยุค "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" เจ้านายเก่าของณรงค์ เข้ามาคุมอำนาจสำนักพุทธฯ ผ่านคำสั่งของรัฐบาลทหาร ก็ทำให้บทบาทของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ..เปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม

จากเด็กวัด วันนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สวมบทบาทเจ้าหน้าที่รัฐเต็มร้อย ทั้งทำการตรวจสอบวัดวาอาราม และฟ้องร้องพระสงฆ์สามเณร จนเข้าคุกเข้าตะรางไปหลายรูป เหมือนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียเอง กลายเป็นกำแพงใจคั่นไว้ระหว่างวัดกับสำนักพุทธฯ ส่งผลให้พระสงฆ์สามเณรและข้าราชการสำนักพุทธฯ ไม่สนิทสนมคุ้นเคยกันเหมือนก่อนมา

ทว่า ามวันก่อน หลังจากทราบว่ามีพระบรมราชโองการโปรดฯ ให้ตนเองขึ้นดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. แล้ว คุณณรงค์ก็ประกาศว่า "จะสานต่อภารกิจของคุณพงศ์พร ในการตรวจสอบคดีเงินทอนวัด" ก็ชัดเจนว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยังคงมุ่งมั่นในการตรวจสอบวัด ตามนโยบายของเจ้านายเก่า คือ พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ซึ่งเป็นผู้ปั้น "ณรงค์ ทรงอารมณ์" ขึ้นมาเป็นทายาทบนเก้าอี้ ผอ.พศ.

จึงไม่รู้ว่า คำว่า "ปรับทัศนคติ" ที่คุณณรงค์จะดำเนินการกับเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ ต่อจากนี้นั้น เป็นเช่นใด

อย่างไรก็ตาม มีคำเล่าเข้าหูว่า ก่อนจะปรับทัศนคติใครนั้น คุณณรงค์เองปรับตัวเองก่อนได้ไหม เพราะพระเณรทั่วประเทศเขามองเห็นคุณณรงค์ยังคงมี "เงา" ของคุณพงศ์พรกำกับอยู่ ดูหน้าณรงค์ก็เหมือนหน้าพงศ์พร สิ่งที่คุณณรงค์ทำจึงไม่มีใครเชื่อว่าเป็นการกระทำของคุณณรงค์ นี่ต่างหากที่สำคัญ หากสลัดไม่พ้นเงาพงศ์พร ก็เสียดายแทนคุณณรงค์ สู้อุตส่าห์ทำงานมาชั่วชีวิต รับบทพระเอกทั้งทีก็ควรจะดีใจ แต่ที่ไหนได้ กลายเป็นพระรอง เพราะใช้สตั๊นแสดงแทนแทบทุกบท แบบนี้เขาเรียก "ผอ.นอมินี" ดูซีคนอะไรประหลาด มีสองเงา !

 



 

พิธีรับพระบรมราชโองการ

แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ 9

 

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 09.39 น. พิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (นายณรงค์ ทรงอารมณ์) และพิธีรับพระราชทานปฏิทินหลวงพุทธศักราช 2563 พระราชทาน สำหรับความสุขปีใหม่

-นายประพันธ์ ตั้นวัฒนา ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เชิญประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

-นายภาณุพงศ์ คงเชื้อจีน ผู้อำนวยการกองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา รักษาราชการแทนเลขานุการกรม อ่านประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ

-ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดกรวยสักการะ กราบถวายบังคม รับ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

-ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

-ผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ผู้มีเกียรติ ร่วมแสดงความยินดีกับผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ณ หอประชุมใหญ่พุทธมณฑล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

 

 














 

พศ.เตรียมเฟ้นเพชรเม็ดงามพระปริยัติสามัญฯ

"ณรงค์" เล็งเผยแพร่ความสำเร็จของนักเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรม หวังเฟ้นหาเพชรเม็ดงามวงการศึกษาสงฆ์

เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่หอประชุมพุทธมณฑล จ.นครปฐม มีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายณรงค์ ทรงอารมณ์ เป็น ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ภายหลังเสร็จพิธี นายณรงค์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการจะเน้นหลังจากนี้ คือการปรับปรุงทัศนคติของข้าราชการ พศ. ในการทำงานสนองงานคณะสงฆ์ รวมทั้งพัฒนาบุคลากร พศ. และบุคลากรของคณะสงฆ์ในด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วย

ขณะเดียวกันก็จะขับเคลื่อนงาน พศ. ตามนโยบายรัฐบาลในการรักษาสิ่งแวดล้อม และการสร้างสังคมคุณธรรม ผ่านโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5,  วัด ประชา รัฐ สร้างสุข เป็นต้น รวมไปถึงการสนองงานคณะสงฆ์ดำเนินการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาด้วย อีกทั้งในเร็วๆ นี้ ตนจะเชิญ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ทั่วประเทศมามอบนโยบาย เพื่อให้การดำเนินงานของ พศจ. เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
 
นายณรงค์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ตนยังมีแนวคิดที่จะเผยแพร่ความสำเร็จของนักเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยจะเริ่มจากแผนกสามัญศึกษา ด้วยการเผยแพร่ความสำเร็จของนักเรียนที่สามารถสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ เป็นการค้นหาเพชรเม็ดงามในแวดวงการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เพื่อนำออกมาเผยแพร่ ให้สังคมได้รับรู้ เพราะในแต่ละปีพบว่ามีนักเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญฯ สามารถสอบติดเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาได้เป็นจำนวนมาก

 

ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ/เดลินิวส์ : 19 กุมภาพันธ์ 2563

 

"จะสานต่องานท่านพงศ์พร"

ผอ.พศ. คนใหม่ แถลงนโยบาย

 

 

หนึ่งเดียวในดวงใจของ ณรงค์ ทรงอารมณ์

 

อา..นึกว่าจะปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ หรือตามนโยบายของรัฐบาล หรืออย่างน้อยก็ของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นี่แสดงว่ารายการนี้ไม่มีการ "วัดรอยเท้าเจ้านายเก่า" และเท่ากับประกาศให้โลกรู้ว่า "ที่ณรงค์เดินมาถึงจุดสุดยอดในตำแหน่ง ผอ.พศ. ได้นั้น เพราะการผลักดันของพงศ์พร คนอื่นไม่เกี่ยวข้อง" จึงต้องเอาพงศ์พรมาเป็นนโยบายหลัก ก็ดีฮะ ดีกว่าเก็บไว้ในใจไม่มีใครรู้

 

 

พงศ์พร เคยเสนอความเห็นต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า กรรมการ มส. ผิดคดีอาญาและต้องปาราชิก พอถูกถามเรื่องไร่ของ ว.ตอแหล กลับเงียบ

 

ก็ดีฮะ ประกาศออกมาแบบนี้ ถือว่ามีทิศทางการทำงานที่ "ตรงเป็นไม้บรรทัด" เหมือนพงศ์พรเจ้านายเก่า ก็เลยขอส่งเสริมบทบาทของคุณณรงค์เสียเลยว่า

ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาปีกลายแล้ว ที่เราได้เสนอข่าว "มีคนสงสัยในสถานะที่ดินไร่เชิญตะวัน ว่าจะเป็น ภบท.5 ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย" และในฐานะที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีต ผอ.พศ. และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านกิจการพระพุทธศาสนา และเป็นเจ้านายผู้ที่ณรงค์นำเอามาเชิดชูเป็นแบบอย่างของการทำงานในวันนี้

คุณพงศ์พรนั้น มีภาพข่าวมากมายว่าใกล้ชิดสนิทสนมกับ "มหาวอ" เจ้าของไร่ดังกล่าว เราจึงขอให้ช่วยตรวจสอบที่ดินของไร่เชิญตะวันว่าเป็นอะไร เพื่อให้สังคมไทยได้สบายใจ จะไม่เกิดปัญหาอะไรในภายหน้า ทว่าพงศ์พรกลับเงียบ ไม่กล้าตรวจสอบ ไม่ตอบคำถาม ไม่ดุดันฟันธงเหมือนตอนทำเรื่องเงินทอนวัดของอดีตกรรมการ มส. ซึ่งตอนนั้นได้เขียนสำนวนเพิ่มเติมด้วยตนเองให้แก่เจ้าหน้าที่สืบสวนไปว่า "ผิดทั้งอาญาและปาราชิก" ดังนี้ด้วย ส่งผลให้กรรมการ มส. ทั้ง 3 รูป ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังบุกค้นวัดแบบจู่โจม และถูกจับกุมคุมขัง ยังไม่สิ้นสุดคดีมาจนบัดนี้

ทีนี้ว่า เมื่อคุณณรงค์ ประกาศออกมาแบบนี้ ก็ถือว่าดี จะได้มีความหวังว่าพระพุทธศาสนาในประเทศไทยจะบริสุทธิ์ผุดผ่องดังที่มุ่งหวัง จึงขอให้คุณณรงค์ได้ช่วยตรวจสอบ "ไร่เชิญตะวัน" อีกแห่งหนึ่ง ว่ามีสถานะเป็นอะไร ถูกหรือผิดกฎหมาย จะได้ไม่เหมือนคดีของท่านธัมมชโยที่จนบัดนี้ยังไม่มีใครเห็นตัว

 

 

ผอ.สำนักพุทธฯ ยัน สานต่องานของ "พงศ์พร" ปราบทุจริตใน พศ. สกัดปัญหาทอนวัด

ตามที่นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เมื่อวันที่ 6 ก.พ. และได้มีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมานั้น นายณรงค์ กล่าวว่า การทำงานในตำแหน่ง ผอ.พศ. ตนจะทำงานต่อเนื่องจากที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีต ผอ.พศ. ได้ดำเนินการไว้ โดยเฉพาะเรื่องการปราบปรามการทุจริตใน พศ. และคณะสงฆ์ จะต้องไม่ให้เกิดการทุจริตเช่นกรณีเงินทอนวัดขึ้นมาอีก โดยขณะนี้ได้มีการวางระบบในการตรวจสอบงบประมาณ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต ขณะเดียวกันตนจะเรียกประชุมผู้บริหารกองต่างๆทุก 3 เดือน เพื่อติดตามงานด้านต่างๆ รวมทั้งติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณของแต่ละกองใน พศ. ด้วย ส่วนความคืบหน้าในเรื่องคดีเงินทอนวัดนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว 

นายณรงค์ กล่าวต่อไปว่า ด้านการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ไทยนั้นเป็นอีกเรื่องจะต้องเน้น โดยเฉพาะการสร้างบุคลากรด้านการเผยแผ่ที่มีความสามารถ เช่น เรื่องการปฏิบัติธรรม การเทศน์ เป็นต้น ขณะที่การฟื้นฟูพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ตนจะให้ความสำคัญเช่นกัน เพื่อพัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกอย่างแท้จริง ทั้งนี้ตนยืนยันว่าจะสนองงานคณะสงฆ์ให้เกิดการขับเคลื่อนมากที่สุด ส่วนเรื่องตำแหน่งรอง ผอ.พศ. ที่ขณะนี้ว่างอยู่ 2 ตำแหน่งนั้น ยังมีเวลาในการพิจารณา

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 15 กุมภาพันธ์ 2563

 

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

"มีพระบรมราชโองการฯ ตั้ง ผอ.พศ."

ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป

 

 

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน

 

มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563

 

ประกาศ ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

 

ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ : 9 กุมภาพันธ์ 2563

 

ศอบต. ยกย่อง 5 พระเถระชายแดนใต้

"มีวัตรปฏิบัติน่าเลื่อมใสศรัทธา"

ต้องยกย่องให้สาธารณชนเห็นเป็นตัวอย่าง

 

 

อา..แล้วถามว่า พระดีๆ ที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วไทยนั้น รัฐบาลเห็นไหม มหาเถรสมาคมเห็นไหม ทำไมต้องให้ ศอบต. เขาทำพิธีของเขาเท่านั้น หน่วยงานของรัฐบาลและของคณะสงฆ์ส่วนกลาง เคยคิดจะยกย่องพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเหล่านี้บ้างหรือไม่ ?

มันสวนทางกันนะซีฮะ ประกาศโผ "กรรมการมหาเถรสมาคม" และ "เจ้าคณะภาค" ออกมา ไม่มีรายชื่อพระที่ได้รับการยกย่องเหล่านี้เลย กรรมการ มส. ก็เอาแต่พระในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดไม่มีสิทธิ์ เจ้าคณะภาคก็เล่นพรรคเล่นพวก ตั้งกันซ้ำๆ ซากๆ เป็นจนตายในตำแหน่ง แต่ตัวเองตายคงไม่เท่าไหร่ ดันลากเอาคณะสงฆ์ไปตายด้วยนี่สิ น่าสงสารประเทศไทยสิฮะ

 

 

ศอ.บต. จัดพิธีถวายสักการะ 5 พระเถระ ผู้มีวัตรปฏิบัติงดงามในพื้นที่ชายแดนใต้

6 ก.พ.63 - ที่วัดพุทธภูมิ พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา พลเรือตรีสมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นประธานในพิธีถวายเมตตาสักการะยกย่องพระเถระผู้ควรกระทำอัญชลี 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี พ.ศ.2563 โดยมีนายวิชัย เรืองเริงกุลฤทธิ์ นายกสมาคมพุทธสมาคมจังหวัดยะลา คณะสงฆ์ และพระพุทธศาสนิกชนเข้าร่วม

สำหรับพิธีถวายเมตตาสักการะยกย่องพระเถระผู้ควรกระทำอัญชลี 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดขึ้นโดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับสมาคมพุทธสมาคม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล) เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเผยแผ่และจรรโลงพระพุทธศาสนาและถวายเมตตาสักการะยกย่องพระเถระที่ปฏิบัติศาสนกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยได้คัดเลือกพระเถระผู้ทรงคุณในฐานะผู้ทรงศีล มีวัตรปฏิบัติที่งดงามเป็นที่ยอมรับและศรัทธาของพุทธศาสนิกชนจังหวัดละ 1 รูป ได้แก่

1. พระราชศีลสังวร เจ้าอาวาสวัดมัชฌิมาวาส จังหวัดสตูล ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสงขลา-สตูล

2. พระราชปัญญามุนี เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน เจ้าคณะจังหวัดยะลา

3. พระสิริจริยาลังการ เจ้าอาวาสวัดตานีนรสโมสร พระอารามหลวง จังหวัดปัตตานี

4. พระครูรัตนคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดป่ามะนังชโลธาร จังหวัดสตูล ที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลคอหงส์ รัตนภูมิ-สตูล และ

5. พระครูสถิตสีลขันธ์ เจ้าอาวาสวัดโบราณสถิตย์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส

 

ที่มา : ไทยโพสต์ : 7 กุมภาพันธ์ 2563

ห้ามกลับมาบวชเมืองไทย !

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ประกาศ

เขตอำนาจพระอุปัชฌาย์สายต่างประเทศ

 

ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ในต่างประเทศ ไม่ควรให้การบรรพชาอุปสมบทนอกเขตที่ตนปฏิบัติศาสนกิจ ถ้าจะบรรพชาอุปสมบทนอกเขต ต้องขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จากประธานสมัชชาฯ หรือหัวหน้าพระธรรมทูต และไม่ควรกลับมาให้การบรรพชาอุปสมบทในประเทศไทย

 

อา..แบบนี้เรียกว่า ไปแล้วไปเลย ไปตายเอาดาบหน้า ก็คงว่าได้ พระธรรมทูตไทยในต่างประเทศ ถูกมหาเถรสมาคมลอยแพเสียแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นการสนับสนุนส่งเสริมบทบาทของพระธรรมทูตสายต่างประเทศ หรือคุมกำเนิดกันแน่

ทีนี้ก็มีปุจฉาว่า ถ้าหากว่าพระธรรมทูตพระอุปัชฌาย์ในต่างประเทศ ถูกห้ามมิให้เข้ามาบรรพชาอุปสมบทในเขตประเทศไทย ทั้งๆ ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ไทย และได้รับการฝึกฝนและรับรองของมหาเถรสมาคมมาแล้ว มันก็เหมือนบีบให้พระธรรมทูตไทยต้องยอมตายในต่างแดน แทนที่จะมีโอกาสได้กลับบ้านบ้าง เหมือน..เหมือนสมเด็จวัดยานนาวา ซึ่งเคยเป็นพระธรรมทูตในสหรัฐอเมริกามาก่อน (ถ้าไม่กลับมาก็คงไม่ได้เป็นสมเด็จฯ) รวมทั้งอดีตพระธรรมทูตมากมายหลายร้อยรูป ซึ่งกลับมาเป็นใหญ่เป็นโตในเมืองไทย (สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน ก็เคยเป็นพระธรรมทูตสายต่างประเทศในออสเตรเลีย) เมื่อท่านได้เป็นพระอุปัชฌาย์ในต่างแดนแล้ว ก็ไม่ทราบว่า เมื่อกลับมาเมืองไทย ได้กลับไปสอบใหม่หรือเปล่า หรือว่าใช้ตราตั้งใบเก่าทั้งข้างนอกข้างใน

เรื่องนี้สำคัญนะฮะ อย่าปล่อยให้ผ่านไปแบบว่า แค่เป็นโอวาทของสมเด็จฯเท่านั้น เพราะมันจะมีผลในทางปฏิบัติที่หลากหลาย อาทิเช่น

1. แรกนั้น พระอุปัชฌาย์ มหาเถรสมาคม กำหนดไว้ 2 ประเภท คือ พระอุปัชฌาย์สามัญ กับวิสามัญ สามัญนั้นมีอำนาจบวชในเขตที่ตนเองปกครองอยู่ เช่น เป็นเจ้าคณะตำบล อำเภอ จังหวัด ใดๆ ก็ต้องบวชในเขตนั้นๆ ถ้าจะข้ามเขตก็ต้องขออนุญาตเจ้าของท้องที่ก่อน ส่วนพระอุปัชฌาย์วิสามัญ ถือว่ามีอำนาจครอบจักรวาล สามารถบวชได้ไม่จำกัดเขต ก็ตีเสียว่าทั่วประเทศไทยและทั่วโลก

2. ทีนี้ว่า พระธรรมทูตสายต่างประเทศ แต่เดิมก็อาศัยพระอุปัชฌาย์จากไทยไปทำการบวชนอกประเทศ ภายหลังมา ก็มีการบินกลับมาสอบเป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นประเภท "สามัญ" แต่วิสามัญก็มี สุดแต่ว่าใครจะเส้นใหญ่กว่าใคร แต่ก็ไม่ค่อยจะเป็นปัญหา เพราะว่าในต่างประเทศนั้นไม่ค่อยมีคนบวช เดี๋ยวนี้พระอุปัชฌาย์ล้นวัด ทับซ้อนกันในหลายประเทศ เมืองเดียวกันมีพระอุปัชฌาย์หลายรูป มหาเถรสมาคมก็ไม่เคยตรวจสอบว่าเหมาะสมหรือไม่ ใช้ระบบโควต้าให้เข้ามาอบรมทุกปี แต่อบรมแล้วจะบวชหรือไม่ก็ไม่เคยสนใจ

 

 

3. อย่างไรก็ตาม แม้จะมีพระอุปัชฌาย์ในต่างประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ยุโรป อินเดีย ฯลฯ อยู่แล้วก็ตาม ก็ยังมีการนิมนต์พระอุปัชฌาย์จากประเทศไทยไปทำการบวชให้อยู่เสมอ ยิ่งที่อินเดียแล้วไปทุกปี นี่จึงเกิดคำถามว่า อ้าว ! ก็ไหน ในเมื่อมีพระอุปัชฌาย์ในเขตนั้นๆ อยู่แล้ว ทำไมต้องเอาพระอุปัชฌาย์จากไทยไปบวชอีก แบบนี้จะมีพระอุปัชฌาย์ต่างประเทศไปทำไม ?

4. เมื่อสมเด็จฯวัดยานนาวา ซึ่งเป็นหัวหน้าสำนักงานพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ประกาศออกมาเช่นนี้ ก็เท่ากับบอกว่า พระเมืองนอกบวชให้พระเมืองไทยไม่ได้ แต่พระเมืองไทยบวชให้ใครที่ไหนก็ได้ ก็ไม่รู้ว่าใช้อะไรเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการทำงานของพระอุปัชฌาย์

 

 

5.  กรณี "พระสิริวรคุณ" อดีตเจ้าอาวาสวัดสิริจันทรนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ซึ่งย้ายไปจำพรรษาในเขตจังหวัดชัยภูมิ และได้ทำการบรรพชาอุปสมบทให้แก่กุลบุตรในจังหวัดชัยภูมิ ทางคณะธรรมยุต โดยสมเด็จพระวันรัต เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ก็มีคำสั่ง "ให้ระงับความเป็นพระอุปัชฌาย์" ของพระสิริวรคุณ โดยอ้างกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 17 หมวดที่ 5 ซึ่งกำหนดว่า หน้าที่พระอุปัชฌาย์ต้องระงับ ในเมื่อพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในทางปกครอง (มิใช่พระสังฆาธิการ เช่น เจ้าอาวาส เป็นต้น) และมิได้เป็นกิตติมศักดิ์ในตำแหน่งนั้นๆ หรือถูกให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในทางปกครอง

6. ตำแหน่งเจ้าอาวาสในต่างประเทศนั้น โดยนิตินัยแล้วไม่ถือเป็นเจ้าอาวาสตาม พรบ.คณะสงฆ์ไทย เพราะมิได้รับการแต่งตั้งจากมหาเถรสมาคม ก็อุปโลกน์กันเป็นโดยพฤตินัยเท่านั้น ทีนี้ว่า ถ้าถือตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 17 หมวดที่ 5 ดังว่ามานั้น ก็ต้องตีความด้วยว่า พระธรรมทูตสายต่างประเทศ มีฐานะเป็นพระสังฆาธิการหรือไม่ ถ้าเป็น, ก็ต้องตีความต่อไปว่า ถ้าย้ายวัดหรือกลับมาประเทศไทย ก็ต้องสิ้นสุดหน้าที่ ทันที

7. แต่ยังมีปัญหาว่า มีพระธรรมทูตสายต่างประเทศมากมายหลายรูป ดำรงตำแหน่ง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงในประเทศไทย" ซึ่งเป็นพระสังฆาธิการอย่างแน่นอน แต่ว่า ตัวอยู่ต่างประเทศ แต่ใช้อำนาจในตำแหน่ง "ในประเทศ" ทั้งเป็นพระอุปัชฌาย์และขอเป็นพระราชาคณะ แบบนี้จะถือว่าเป็นพระสังฆาธิการแบบไหน เพราะถ้าใช้ตำแหน่ง "ในประเทศ" ก็ไม่น่าจะเป็นพระอุปัชฌาย์สายต่างประเทศได้ แต่ถ้าให้เป็นได้ แล้วให้ไปบวชในต่างประเทศเท่านั้น มิให้กลับมาบวชในประเทศไทย ก็ย่อมจะขัดกันในทางนิตินัย

8. ถ้าจะใช้มาตรฐานเดียวกันกับ "พระสิริวรคุณ" ดังกล่าวนั้น แค่ย้ายข้ามเขต ความเป็นพระอุปัชฌาย์ก็ถือว่า "สิ้นสุด" ทันที ทีนี้ว่า ถ้าเกิดลืมตัวไปทำการบวชเข้า ก็อาจจะเข้าคุกเข้าตะราง ในข้อหา "เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือเกินขอบเขตอำนาจของตนเอง" แบบนี้ก็มิสิทธิ์ผ้าเหลืองหลุดซีฮะ

9. กรณีเป็นพระสังฆาธิการ ตั้งแต่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสขึ้นไป ก็ย่อมจะมีสิทธิ์ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งนิตยภัตอีกต่างหาก แต่พระธรรมทูตสายต่างประเทศ ไม่มีสิทธิประโยชน์เหล่านี้เลย แม้แต่ค่าเครื่องบินก็ต้องหาเอาเอง ก็น่าสงสารนะฮะ ทำงานพระศาสนาในฐานะ "พระธรรมทูตต่างประเทศ" มีแต่ชื่อดูโก้เก๋ แต่ไม่มีอะไรจากรัฐบาลหรือคณะสงฆ์ไทยช่วยเหลือเลย เงินดงเงินเดือนไม่ต้องพูดถึง แม้กระทั่งเงินค่าเผาศพก็ยังไม่เห็น แถมใบตราตั้งพระอุปัชฌาย์ก็ถูกกันท่าไว้ไม่ให้กลับมาใช้ในเมืองไทยอีก เฮ้อ ! วังเวงเหลือเกิน

10. มหาเถรสมาคม ควรจะมีการปรับปรุง "กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 17" ว่าด้วยประเภทและอำนาจหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ รวมทั้งการแต่งตั้งและถอดถอน ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของภาระหน้าที่และปัญหาในปัจจุบัน

11. สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ควรจะนำประเด็นดังกล่าวเข้าพูดคุยกันในที่ประชุมใหญ่ ในเดือนมิถุนายน ศกนี้ หรือไม่ถ้าใจร้อนก็ในคราวประชุม สหภาพพระธรรมทูตไทยในโอเชียเนีย ที่ออสเตรเลีย ในเดือนมีนาคม ศกนี้

 

 

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กำชับพระอุปัชฌาย์บวชพระในต่างแดน

 

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธ์ เขมงฺกโร) เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรรมการมหาเถรสมาคม  ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ บรรยายพิเศษ ในการฝึกซ้อมอบรมหรือสอบความรู้พระอุปัชฌาย์ ประจำปี 2563 ที่ศาลาอบรมสงฆ์ วัดสามพระยา ว่า พระสังฆาธิการที่เข้าร่วมอบรมครั้งนี้ ย่อมทราบดีว่า เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ถ้าปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตต้องได้รับผลร้ายตามกฎหมายบ้านเมือง และเมื่อเป็นบรรพชิตด้วยแล้ว ยังมีบทบัญญัติของพระธรรมวินัยคอยกำกับอีก ซึ่งถ้าเราดำรงตนอยู่ในพระธรรมวินัย ก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลว่ากฎหมายบ้านเมืองจะส่งผลร้ายต่อเรา จึงขอย้ำให้ศึกษา ทบทวน ในการปฏิบัติงาน และกวดขันผู้อยู่ในปกครอง ให้อยู่ภายใต้พระธรรมวินัย กฎหมาย กฎ ระเบียบ คำสั่งของ มส. อย่างเคร่งครัด และขอให้ปฏิบัติตามจริยาพระสังฆาธิการ เพื่อช่วยรักษา เผยแผ่พระพุทธศาสนา และเชิดชูคณะสงฆ์ไทยให้มั่นคง

 

สำหรับพระสังฆาธิการที่เป็นพระธรรมทูตสายต่างประเทศ จะต้องให้ความสำคัญกับประเทศที่ตนไปอยู่ปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งด้านกฎหมาย วัฒนธรรม ประเพณี ประชาชนเจ้าของประเทศ ศาสนิกชนชาวไทยและนานาชาติ โดยใช้ยุทธวิธี 3 ประการ คือ 1.สร้างศรัทธา 2.รักษาศรัทธา 3.เจริญศรัทธา

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ในต่างประเทศ ไม่ควรให้การบรรพชาอุปสมบทนอกเขตที่ตนปฏิบัติศาสนกิจ ถ้าจะบรรพชาอุปสมบทนอกเขต ต้องขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากประธานสมัชชาฯ หรือหัวหน้าพระธรรมทูต และไม่ควรกลับมาให้การบรรพชาอุปสมบทในประเทศไทย โดยขอกำชับว่า พระอุปัชฌาย์ในต่างประเทศ ต้องตระหนักว่า การบรรพชาอุปสมบทในต่างประเทศต้องถูกต้องทั้งพระธรรมวินัย และกฎหมายของประเทศนั้นๆ ด้วย

 

ที่มา : เฟสบุ๊ควัดยานนาวา : 6 กุมภาพันธ์ 2563

 

เล็งเป้าเจ้าคุณประสาร !

ผู้จัดการจับมัดสามเส้า

เข้ากับธรรมกายและพรรคเพื่อไทย

ตั้งข้อหาหนัก "ลดอำนาจ" สำนักพุทธฯ

 

 

อา.. อุตส่าห์สับขาหลอก ออกนอกไปรับตำแหน่ง "กรรมการบริหาร" วัดพระธาตุดอยสุเทพ ยูเอสเอ ก่อนจะตีกรรเชียงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกกลับมาขึ้นเวทีรัฐสภา ก็ยังถูกจับไต๋จนได้ว่า..อิงอาศัยการเมือง และเอื้ออาทรธรรมกาย

ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?

คำตอบก็น่าจะเป็นดังที่เห็น คือเจ้าคุณประสาร "เลือก" ที่จะเดินเข้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ภายใต้แบรนด์ "ชินวัตร" ซึ่งเพิ่งจะประกาศ "อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล" ไปหยกๆ กว่าจะถึงวันเชือดจริง ก็คงจะมีรายการแบไต๋อีกหลายรอบ

แต่แรกนั้น เจ้าคุณประสาร ออกมาส่งเสียงเรียกร้องขอความเป็นธรรมว่า การที่ตนเองไปรับตำแหน่งอนุกรรมาธิการศาสนานั้น น่าจะไม่ผิด เพราะเป็นเรื่องศาสนา แม้ว่าจะเกี่ยวกับการเมืองก็เลี่ยงไม่ได้ ไม่ได้เป็นกรรมาธิการการทหารหรือการเงินซักหน่อย อีกอย่าง ในอดีตก็เคยมีพระเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการมาแล้วหลายรุ่น ไม่เห็นมีปัญหา แต่พอเจ้าคุณประสารจะเป็นมั่ง ทำไมตั้งป้อมค้าน ตอบแบบนี้ถือว่าสมเหตุสมผล คนค้านก็ค้านไม่ขึ้น แต่ครั้นไปดูสมาชิกในอนุกรรมาธิการคณะนี้ ก็ปรากฏว่ามีชื่อ "ทีมธรรมกาย" ซึ่งสังกัดพรรคเพื่อไทย นั่งอยู่เต็มไปหมด ตั้งแต่ตำแหน่งประธานยันเลขานุการ ทำเอาเจ้าคุณประสาร "จีวรสีเทา" เหมือนพระวัดป่าบ้านตาดไปในบัดดล ผู้จัดการจึงไม่ลังเลที่จะ..ตีปลาหน้าไซ ดึงชายจีวรไว้ตั้งแต่ยังมิทันเข้าห้องประชุม

และแล้วจากนั้นไม่กี่เพลา สิ่งที่ผู้จัดการ "หมายตา" เอาไว้ก็ไม่พลาด นั่นคือ จู่ๆ เจ้าคุณประสารก็เดินไปยังรัฐสภาเพียงคนเดียว ประกาศเสนอร่าง พรบ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาผ่านเป็นกฎหมายบังคับใช้ ซึ่งถ้าผ่านสภามาได้ ก็จะกลายเป็นเสือตัวใหม่ในวงการพระศาสนา เพราะว่าจะมีอำนาจคุ้มครองพระพุทธศาสนา ไปตราบนานเท่านาน งบประมาณก็มากมาย

แต่ดูสมาชิกรัฐสภา (ส.ส.) ที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนและร่วมแถลงข่าวกับเจ้าคุณประสารในวันนั้น มันก็อดคิดไม่ได้ว่า "มาถูกทางหรือเปล่า" เพราะล้วนแต่เป็นสมาชิกของ..พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีหลายบทบาท

1. เป็นพรรคของ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งบัดนี้ยังไม่ได้กลับเมืองไทย เพราะอะไรก็รู้ๆ กันอยู่

2. เป็นพรรคฝ่ายค้าน อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล แน่นอนว่าย่อมจะมีเสียงสนับสนุน "น้อยกว่า" ฝ่ายรัฐบาล การยื่นผ่านฝ่ายค้านจึงถือว่าน่าห่วง เพราะตามหลักการและเหตุผลแล้ว กฎหมายสำคัญๆ ต้องผ่านรัฐบาล จึงจะสง่างาม ถามว่ารัฐบาลจะปล่อยให้กฎหมายฝ่ายค้านผ่านไปอย่างไร ในเมื่อต้องใช้เงินงบประมาณที่รัฐบาลต้องหามาจ่าย แต่ผลงานกลับเป็นของฝ่ายค้านน่ะ ใครปล่อยให้ผ่านก็โง่บัดซบซีคะ อยากถูกตราหน้าว่าโง่ "สาม ป." ก็ลองดูซี เล่นการเมืองไม่เอาคะแนนเสียงแล้วเอาอะไร ?

3. แน่นอน เจ้าคุณประสาร ย่อมจะอ้างหลักการว่า "การทำงานเพื่อประเทศชาติพระศาสนา ไม่ควรแบ่งแยกเป็นฝ่ายไหน ใครก็ได้ที่ทำดี ก็ควรให้โอกาสเขา ไม่ควรเอาเรื่องสีมาเกี่ยวข้อง" ซึ่งก็ตรงกับคำประกาศของ "บิ๊กตู่" ที่คุยเว่อร์ว่า "ประเทศชาติเป็นของทุกคน ต้องช่วยกัน" แต่เอาเข้าจริงๆ มันทำได้จริงหรือเปล่า ในทางปฏิบัตินะ มิใช่ทฤษฎีที่ใครๆ ก็โม้ได้

4. ความจริงแล้ว พรบ.อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนานั้น เริ่มร่างกันในสมัยรัฐบาลทักษิณและสมเด็จเกี่ยวเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราช แต่พอถูก "หลวงตามหาบัว" ออกมาต่อต้าน หาว่าจะเป็นการ "ยึดอำนาจพระสังฆราชไปให้แก่มหาคณิศร" เท่านั้นเอง ทักษิณก็เก็บใส่ลิ้นชัก หลังจากนั้นก็เรื้อรังกันมาเรื่อยๆ จนเจ้าคุณประสาร "ปัดฝุ่น" ขึ้นมาใหม่ จะให้พรรคเพื่อไทยเข็นออกมาใช้ในวันนี้ ถามว่า พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ทั้งทักษิณ-สมัคร-ยิ่งลักษณ์ ได้เป็นรัฐบาลเป็นนายกฯ มาหลายสมัย ทำไมไม่ยอมผ่าน พรบ.ฉบับนี้ ทำไมเพิ่งจะมากระดี้กระด้าเอาในตอนนี้ ตอนที่ตกที่นั่งฝ่ายค้าน

5. ในร่างกฎหมายฉบับนี้ มีบางหมวด และหลายมาตรา ซึ่งถือว่าจะมีอิทธิพลมาก ทั้งด้านการเงินและบทลงโทษ ซึ่งจะมีอำนาจในการบริหารจัดการ โดยไม่ต้องผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นั่นก็เท่ากับว่า เป็นการสร้างหน่วยงานใหม่ใหญ่กว่าสำนักพุทธฯ เหมือนเมื่อครั้งกรมการศาสนาจะสร้าง "พุทธสภา" นั่นแหละ ตอนนั้นสำนักพุทธฯ รีบระดมนักเตะออกมาเตะตัดขาจนล้มหายตายจากไปจนบัดนี้ ซึ่งมีข้อหาร้ายแรงว่า "ตั้งหน่วยงานซ้อนหน่วยงาน" แต่ตอนที่ตั้งสำนักพุทธฯ แยกออกจากกรมการศาสนาและใหญ่กว่ากรมการศาสนานั้น เรื่องมันนั้นมาแล้ว ก็แล้วๆ กันไป อย่าไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ

6. แต่ถามว่า พระพุทธศาสนาเป็นของใคร ? เหตุใดจึงให้เจ้าคุณประสารทำงานอยู่คนเดียว มหาเถรสมาคมเอย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเอย หรือเจ้าคณะพระสังฆาธิการทั่วไทย ไม่ว่าจะเป็นมหานิกายหรือธรรมยุต ทำไมไม่มีใครออกหน้ามาเดินเคียงข้างเจ้าคุณประสาร หรือจะรอรับอานิสงส์เหมือนสังฆทานจนเคยตัว มองมุมนี้ ก็ต้องถือว่าเจ้าคุณประสารกล้าเสี่ยงทำเพื่อคนมากมาย แม้จะมีสาวกธรรมกายรายล้อมก็ตาม มันก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อไม่มาตามนัดเอง ไม่มีจิตอาสาเพื่อพระศาสนา จะบวชมาทำไม มีมหาเถรสมาคมไว้ทำไม มีสังฆราชไว้ทำไม มีสำนักพุทธฯไว้ทำไม ???

7. ปัญหาธรรมกายนั้น จะไล่ตีไล่ต้อนตัวเล็กๆ เช่นเจ้าคุณประสาร ไม่มีทางทำอะไร "ท่านธัมมชโย" ได้หรอก ขนาด สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ออกพระลิขิตมาตั้งหลายเวอร์ชั่น แถมรัฐบาล คสช. ก็ออก ม.44 สั่งปิดวัด-ตรวจค้น อยู่นานเป็นเดือน ยังทำอะไรไม่ได้ ราชสำนักช่วย "ถอดยศ" ออกก็ยังหนีไปได้ จนป่านนี้ไม่รู้อยู่ไหน

8. ทำไม "ผู้จัดการ" ไม่เรียกร้องให้ "สังฆราชอัมพร" และ "รัฐบาลบิ๊กตู่" ไล่บี้ธรรมกายให้จนตรอก ออกมาด่าทำไมเจ้าคุณประสาร ซึ่งเป็นเพียงเบี้ยบนกระดาน ตัวเล็กๆ เท่านั้น หรือว่าได้ตำแหน่งสังฆราชและได้อำนาจรัฐมาแล้ว ก็สบายแล้ว ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ข้อหา "ล้มล้างศาสนา ล้มเจ้าล้มนาย" เขามีไว้เพื่อเป็นเงื่อนไขให้ทหาร "ยึดอำนาจ" เท่านั้น

9. ตะที "สมเด็จช่วง" จะได้โอกาสเป็นสังฆราช ก็ถูกต่อต้านด้วยข้อหา "สนับสนุนและไม่ทำอะไรธรรมกาย" พอได้สังฆราชอัมพรมาเป็นแทน ก็เกิดโรคอุปาทานหมู่ ลืมข้อหานี้เสียสนิท ไม่มีใครพูดถึงเลย และไม่มีมีใครทำอะไรเลย

สรุปว่า ความบริสุทธิ์ยุติธรรม จะถูกนำมาใช้อ้าง ก็ต่อเมื่อมีผู้ต่อต้านรัฐ หรือมิใช่พรรคพวกของเรา แต่ถ้าเป็นพรรคพวกของเรา ถึงไม่ทำห่าอะไร พวกเราก็จะปล่อยไป เพราะพวกเราได้ประโยชน์ สมประโยชน์กันแล้ว  วังเวงประเทศไทย !

 


 

มจร. เขตปลอดบุหรี่ แต่ไม่ปลอดการเมือง

 

 

ถ้าไม่เล่นการเมือง การเมืองก็จะเล่นท่าน

แต่ถ้าเล่นการเมือง ท่านก็จะจมน้ำครำการเมือง

 

 

ไผเป็นไผ ในร่าง พรบ.อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา

 



 

เจ้าคุณประสารดัน พ.ร.บ.อุปถัมภ์ฯ-ลดอำนาจสำนักพุทธฯ

เจ้าคุณประสารรุกหนัก จับมือ "พรรคเพื่อไทย-ศิษย์ธรรมกาย" ในร่างอนุกรรมาธิการศาสนาฯ เดินหน้าสุดตัวดันร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ฉบับใหม่ สานฝันตั้งกองทุนอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา ขอเงินรัฐบาลประเดิมพันล้าน ลดบทบาทสำนักพุทธฯ ไปในตัว ส่วนคณะกรรมการประจำจังหวัด สอดรับกับสมาพันธ์ชาวพุทธฯ เคยตั้งไว้ก่อนหน้า

ภายหลังการตั้งอนุกรรมาธิการศาสนาขึ้นมาช่วยงานกรรมาธิการศาสนา(ชุดใหญ่) ได้ไม่นานนัก อนุกรรมาธิการชุดนี้ก็คลอดผลงานออกมาเป็นร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. ... ออกมา โดยหัวเรี่ยวหัวแรงหลักที่เปิดแถลงข่าวถึงความสำเร็จคือพระเมธีธรรมาจารย์ ที่รู้จักกันดีในนามเจ้าคุณประสาร ในฐานะที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ

โดยมีนายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทยและคณะ ที่ได้เสนอกฎหมายหรือร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. ... ต่อรัฐสภา เมื่อ 18 ธันวาคม 2562 และมีนายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้านและคณะให้การสนับสนุน

เจ้าคุณประสารโต้โผ

เจ้าคุณประสารกล่าวว่า ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในปีใหม่ 2563 พ.ร.บ.นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการพระศาสนา เพราะจะเป็นเรื่องของการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและยั่งยืนสืบไป

พระพุทธศาสนาจะมั่นคง ยืนยาวได้ด้วยเหตุหลักคือ 1.คณะสงฆ์และพุทธบริษัทเข้มแข็ง 2.รัฐให้การอุปถัมภ์ ปกป้องและคุ้มครอง ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาจะเห็นได้ชัดว่าเมื่อพระพุทธศาสนาไปเจริญในประเทศใดๆ ก็มักจะมองเห็นสาเหตุทั้ง 2 ประการนี้เป็นสิ่งที่เกื้อหนุนกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้

อาตมาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะช่วยกันพิจารณาด้วยจิตอันเป็นกุศลและตามกรอบระยะเวลาที่ควรจะเป็น หวังว่าสมาชิกรัฐสภาจะเห็นด้วยและให้การสนับสนุนในทุกพรรคการเมือง แน่นอนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ย่อมไม่สมบูรณ์ทั้งหมดแต่อยากให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการในวาระแรกและไปช่วยกันแก้ไขแต่งเติมให้สมบูรณ์ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ และในการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภาต่อไป


แจงเพิ่มพึ่งเพื่อไทย


แต่การเสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ถูกตั้งข้อสังเกตจากบุคคลภายนอกไม่น้อย ถึง ส.ส.ที่เข้ามาร่วมกันเสนอร่างฯ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพรรคเพื่อไทย รวมถึงบทบาทของพระสงฆ์ที่เข้ามาทำงานให้กับภาคการเมือง

เจ้าคุณประสารได้ออกโรงชี้แจงแทนว่า ส.ส.ดร.นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านเคยบวชเรียนเป็นพระมหาและเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และเป็นธรรมดาที่บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านใดเมื่อจะเสนอพระราชบัญญัติใดๆในสภาฯ จะต้องแสวงหาพรรคพวกในพรรคตัวเองเป็นหลัก เมื่อพบกันในที่ประชุมพรรคบ้าง นั่งในห้องเดียวกันบ้างก็ขอแรงช่วยเซ็นเสนอ พ.ร.บ.ให้หน่อยเพื่อให้ครบตามจำนวนชื่อที่รัฐธรรมนูญกำหนด

พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นถึงพระสงฆ์ต้องเข้ามาร่วมร่างกฎหมายฉบับนี้ รายละเอียดของพ.ร.บ.ฉบับนี้ว่ารูปร่างหน้าตาควรจะออกมาอย่างไรนั้น อันนี้ล่ะควรจะเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์และชาวพุทธที่จะต้องช่วยกันอย่างจริงจัง ไม่เพิกเฉย พระสงฆ์จึงสมควรยิ่งที่จะมีบทบาทสำคัญในส่วนของขั้นตอนนี้

ปัดฝุ่นของเก่า-เติมของใหม่

แหล่งข่าวด้านพระพุทธศาสนา กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์ฯ นี้เคยมีการเสนอมาในหลายยุคหลายสมัย ในช่วงปี
2558 ในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็เคยมี แต่สุดท้ายก็ถูกสกัดในชั้นต่างๆ อย่างรอบนี้ที่เจ้าคุณประสารเป็นโต้โผ เชื่อว่าน่าจะเป็นการนำเอาของเดิมบางส่วนมาปรับใช้ ตัดส่วนที่ไม่ต้องการและเพิ่มส่วนที่อยากให้เป็นเข้าไป

ร่าง พ.ร.บ.นี้เผยแพร่เฉพาะกับกลุ่มที่มีความคิดเห็นในทางเดียวกัน มีทั้งหมด 7 หมวด 52 มาตรา โดยให้เหตุผลว่า

พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันหลักใน 3 สถาบัน คือ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งศาสนาพุทธเป็นสถาบันศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน และศาสนบุคคลซึ่งเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา ได้นำหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาสั่งสอนให้คนในชาติตั้งอยู่ในศีลธรรม มีสติปัญญาและความเข้มแข็งอันเป็นหลักในการค้ำจุนชาติไทยมาโดยตลอด สมควรสร้างความเข้มแข็งมั่นคงให้แก่พระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้นเพื่อเป็นพลังสร้างความมั่นคงแก่ชาติไทย

แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะได้รับความอุปถัมภ์และส่งเสริมกิจการจากรัฐอยู่บ้างแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมงานหลักของพระพุทธศาสนาทั้งหมด ทั้งประชาชนทั่วไปยังมิได้มีส่วนร่วมในการให้ความอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ จำต้องมีกำลังเสริมให้งานพระพุทธศาสนาดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้รัฐต้องอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมทั้งต้องสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต การให้ความอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาของรัฐร่วมกับภาคเอกชนเป็นการผนึกกำลังกันเสริมความมั่นคงแก่พระพุทธศาสนาและสร้างประสิทธิภาพในการนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาเสริมสร้างความมั่นคงแก่ชาติไทยมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ตัวอย่างมาตรา

สำหรับรายละเอียดในบางมาตราอย่าง มาตรา 6 การอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐจัดให้มีการระดมเงินและทรัพยากรทั้งจากรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถานประกอบการ และต่างประเทศมาใช้เพื่อการอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมและให้แรงจูงใจในการระดมเงินและทรัพยากรดังกล่าว โดยการใช้มาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีตามความเหมาะสมและความจำเป็น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 7 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธ ศาสนาแห่งชาติ"



มาตรา 17 ให้มีคณะกรรมการอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด

มาตรา 38 ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงานอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรียกว่า
"กองทุนอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา" เพื่อเป็นทุนอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา

มาตรา 52 ในวาระเริ่มแรกให้รัฐบาลจัดสรรเงินเข้าบัญชีกองทุนตามมาตรา 38 เป็นจำนวน "หนึ่งพันล้านบาท" เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกองทุน


ลดบทบาทสำนักพุทธฯ

นี่เป็นเพียงเฉพาะบางมาตราที่มีการเปิดเผยออกมาเท่านั้น อย่างในร่างฉบับก่อนๆ ได้มีบทลงโทษสำหรับบุคคลหรือพระที่สร้างความเสียหายให้กับพระพุทธศาสนา ทั้งโทษปรับและจำคุก


นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตอีกประการ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เสนอให้มีกองทุนอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา ตรงนี้เท่ากับเป็นการลดบทบาทของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติลง เพราะเดิมงบประมาณบูรณะต่างๆ จะต้องขอจากสำนักพุทธฯ อีกเรื่องอย่างคณะกรรมการอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด ซึ่งสำนักพุทธฯ ก็มีทุกจังหวัดเช่นกัน และที่น่าจับตามองนั่นคือก่อนหน้านี้สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยของ ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ก็เคยมีการตั้งคณะกรรมการในแต่ละจังหวัด ก่อนที่จะแปรสภาพสมาพันธ์ฯ เป็นพรรคแผ่นดินธรรม และยกให้นายกรณ์ มีดี ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค

เคยเรียกร้องมาก่อน

ก่อนหน้านี้สายของพระผู้ใหญ่กลุ่มนี้ต่างเคยเสนอเรื่องให้บรรจุว่า ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มาแล้วแต่ไม่ประสบผล หรือเคยนำเสนอเรื่องธนาคารพุทธ แต่ก็ถูกสกัดไปก่อนหน้าเช่นกัน กลุ่มนี้ได้เรียกร้องให้รัฐบาลส่งเสริมให้คนไทยได้ไปกราบสักการะสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง ซึ่งเป็นการย้อนรอยกรณีที่รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ผู้นับถือศาสนาอิสลามไปประกอบพิธีฮัจญ์

หากย้อนกลับไปจะพบว่าท่านเจ้าคุณประสารเองเคยคัดค้านเรื่องแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ มาตรา 7 เนื่องจากหนุนสมเด็จช่วงฯ วัดปากน้ำ ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช จนเกิดการก่อม็อบพระที่พุทธมณฑล เคยคัดค้านเหตุที่ไม่มีการจัดตั้งธนาคารพุทธ

แม้ไม่พบความเกี่ยวข้องกับสายของวัดพระธรรมกาย แต่เป็นที่ชัดเจนว่าท่านสนับสนุนสายของอดีตพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม ที่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งไปบ้าง แต่ก็ยังมีบางส่วนที่เป็นสายเดียวกันเข้ามารับหน้าที่แทน


ผนึก ธรรมกาย-พระผู้ใหญ่-เพื่อไทย


การเลือกตั้งในรอบนี้แม้พรรคเพื่อไทยจะไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ท่านเจ้าคุณประสารยังสามารถเข้ามาร่วมทำงานกับสายงานของพรรคเพื่อไทยได้ในส่วนของกรรมาธิการศาสนา ที่มีนางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล เป็นรองประธานคนที่ 1 และเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการอีกตำแหน่งหนึ่ง ส.ส.ชัยภูมิจากพรรคเพื่อไทยรายนี้เป็นศิษย์วัดพระธรรมกายและยังมีนามสกุลเดียวกับพระถวัลย์ศักดิ์ ยติสักโก รอง ผอ.สำนักพัฒนาทรัพยากร วัดพระธรรมกาย


และยังมีทนายความพระธัมมชโยอย่างนายสัมพันธ์ เสริมชีพ เป็นอนุกรรมาธิการ ท่านเจ้าคุณประสารเป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ แถมด้วยนางสาวลีลาวดี วัชโรบล ศิษย์วัดพระธรรมกายตัวยง เป็นที่ปรึกษากรรมาธิการศาสนา

อีกทั้งภายในการทำงานคณะอนุกรรมาธิการศาสนายังพบพระสงฆ์หลายรูปเข้ามาร่วมทำงานด้วย หนึ่งในนั้นคือ พระครูปลัดกวีวัฒน์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร ซึ่งเป็นทีมงานของศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย โดยเจ้าคุณประสาร ยังเป็นเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ขณะที่ พระธรรมกิตติเมธี เจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธ) ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และยังเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า ทีมงานชุดนี้ เกาะเกี่ยวกันมาตลอดตั้งแต่ในอดีต ในช่วงรัฐบาล คสช. อาจถูกสกัดจนต้องลดบทบาทตัวเองลงไปบ้าง แต่เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ มีช่องทางให้กลับเข้ามาได้ตามกรอบกติกา และพวกเขาได้กลับเข้ามามีบทบาทอีกครั้งในการผลักดันสิ่งที่เป็นเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้

ส่วนจะสมหวังหรือไม่ ยังคงมีอีกหลายด่านที่ต้องฝ่าฟัน ทั้งในเวทีสภาผู้แทนราษฎรและยังต้องผ่านความเห็นชอบจากทางมหาเถรสมาคม ซึ่งร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์ฯ ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยผ่านด่านเหล่านี้มาได้เลย

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 2 กุมภาพันธ์ 2563

 

แกะรอยมติมหาเถรสมาคม

นัดไหน ใครเป็นประธาน และออกมติอะไรบ้าง ?

 

 

 

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้รับการสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม จึงมีพระสังฆราชกิจต้องเสด็จไปประทับเป็นประธานในการประชุมมหาเถรสมาคม ที่พุทธมณฑล อยู่เป็นประจำ ซึ่งมหาเถรสมาคมนั้น จะประชุมเดือนละ 3 ครั้ง คร่าวๆ กำหนดไว้ในวันที่ 10-20-30 ของทุกเดือน แต่ถ้าในเดือนนั้น วันไหนตรงกับวันพระใหญ่ หรือตรงกับวันสำคัญของชาติ หรือมีเทศกาลสำคัญของประเทศชาติ ก็อาจจะเลื่อนหรือยกเลิกการประชุมได้

อย่างไรก็ตาม หากสมเด็จพระสังฆราช ทรงไม่สามารถเสด็จมาร่วมประชุมมหาเถรสมาคมได้ ด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ย่อมจะทรงมีพระอำนาจรับสั่งให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่ง เป็นประธานแทน หรือหากมิได้มีพระบัญชาเป็นการเฉพาะ กฎหมายก็ระบุให้ สมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เป็นประธานการประชุมแทน

 

ตารางการประชุมมหาเถรสมาคมที่มีวาระสำคัญ

วันประชุม

ประธานการประชุม

ออกมติสำคัญ

20 กรกฎาคม 60 สมเด็จพระวันรัต
วัดบวรนิเวศวิหาร
ตั้งพระราชปริยัติสุนทร เป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา
20 พฤศจิกายน 62 สมเด็จพระวันรัต
วัดบวรนิเวศวิหาร
ตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และเจ้าคณะภาคทั่วประเทศ
8  มกราคม 63 สมเด็จพระธีรญาณมุนี
วัดเทพศิรินทราวาส
ตั้ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีต ผอ.พศ. เป็นบอร์ดพระปริยัติธรรม

 

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า วาระไหน ที่สมเด็จพระสังฆราช มิได้เสด็จมาเป็นประธานในการประชุมมหาเถรสมาคม ก็มักจะมีมติที่สำคัญๆ ออกมา และบางมติก็มีปัญหา อาทิเช่น

 

 

20 กรกฎาคม 60

ประชุม มส. ตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

 

 

วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2560 หลังจากมีสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ได้เพียง 5 เดือน ก็เกิดเรื่องใหญ่ เมื่อในวันนั้น สมเด็จพระสังฆราช ทรงพระประชวร สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ และอยู่ในที่ประชุมด้วย จึงได้รับหน้าที่ประธานการประชุม มส. ในวันนั้น

ครั้นเสร็จการประชุมแล้ว ก็มีข่าวว่า ทางมหาเถรสมาคม โดยการเสนอของสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม ได้เสนอให้แต่งตั้ง "พระราชปริยัติสุนทร" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม เจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งว่างลง เพราะอดีตเจ้าคณะจังหวัดเกษียณอายุครบ 80 ปี

แต่มีปัญหาเข้ามาแทรก เมื่อมีหนังสือร้องเรียนจาก พระธรรมมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม ระบุว่า พระราชปริยัติสุนทร ไม่เหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ในหลายประเด็น โดยเฉพาะก็คือ เคยถูกสั่งพักงานในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงนานถึง 5 ปี จึงขอให้มหาเถรสมาคมทบทวนมติดังกล่าว

 

 

พงศ์พร จอมฟ้อง

 

หนังสือฉบับดังกล่าว ยื่นผ่านเลขาธิการมหาเถรสมาคม คือ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งในวันนั้น พ.ต.ท.พงศ์พร มิได้เข้าประชุมมหาเถรสมาคมด้วย แต่ได้มอบหมายให้ นายกนก แสนประเสริฐ รอง ผอ.พศ. มาประชุมแทน แต่อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.พงศ์พร ก็ได้รับหนังสือร้องเรียนดังกล่าว และรีบนำไปทูลถวายสมเด็จพระสังฆราช เพื่อทรงโปรดพิจารณา ซึ่งปรากฏต่อมาว่า ในการประชุมมหาเถรสมาคมนัดต่อมา สมเด็จพระสังฆราช เสด็จมาร่วมประชุมด้วย และทรงรับรองมติมหาเถรสมาคม เรื่องการแต่งตั้งพระราชปริยัติสุนทร เป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น ถูกต้องชอบธรรมทุกประการ เรื่องก็เลยเงียบไป

เหตุผลประการหนึ่ง ซึ่งเป็นข่าวก็คือ มีการอ้างว่า การประชุมมหาเถรสมาคม วันที่ 20 กรกฏาคม 2560 นั้น ไม่ชอบธรรม เพราะสมเด็จพระสังฆราช มิได้เสด็จมาประชุม ทำนองว่า มีการลักไก่ในที่ประชุม เอามติสำคัญเข้าประชุมในวันที่พระสังฆราชไม่อยู่ ซึ่งทางรองนายกรัฐมนตรี (ดร.วิษณุ เครืองาม) ได้ให้ความเห็นว่า สมเด็จพระสังฆราช ย่อมทรงมีพระอำนาจในการกลับหรือเปลี่ยนแปลงมติมหาเถรสมาคมได้ ทั้งนี้ก็โดยวิธีการโปรดให้มหาเถรสมาคมพิจารณาใหม่ เหมือนมติคณะรัฐมนตรี ทำดังนี้ก็ไม่มีปัญหา

 

 

20 พฤศจิกายน 62

ประชุม มส. ตั้งเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาคทั่วประเทศ

 

ต่อมาในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 มีการประชุมมหาเถรสมาคมที่พุทธมณฑล โดยสมเด็จพระสังฆราช มิได้เสด็จมาประชุม สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ผู้มีอาวุโสสูงสุด จึงได้รับหน้าที่เป็นประธานการประชุมอีกครั้ง และครั้งนี้ มีการนำเอาโผเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ฝ่ายมหานิกาย และโผเจ้าคณะภาคทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกาย ทั่วประเทศ เข้ามาให้ที่ประชุมมหาเถรสมาคมพิจารณาด้วย โดยผู้ที่นำเข้ามาก็คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธ ในฐานะเลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช ทั้งนี้สมเด็จสุชินอ้างว่า สมเด็จพระสังฆราช ทรงโปรดให้นำเอาโผเจ้าคณะหน-เจ้าคณะภาค ให้มหาเถรสมาคมพิจารณารับทราบ ตามที่เจ้าคณะใหญ่ทั้งธรรมยุตและมหานิกายเสนอมา

แต่ปรากฏว่า มีหลายชื่อ หลายตำแหน่ง ในโผนั้น ที่มีปัญหาค้างคา ทั้งด้านคดีความที่ยังไม่สิ้นสุด และผลงานในระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง และเกิดเหตุการณ์สำคัญทั้งด้านศาสนจักรและอาณาจักร นั่นคือ กรณีธรรมกายและพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ต้องคดีอาญา แต่ไม่ยอมมอบตัว และหนีคดีไปจนบัดนี้ จึงถูกรัฐบาลและสำนักพระราชวัง สั่งถอดยศ ทั้งเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ถือเป็นคดีใหญ่ในรอบพันปีของคณะสงฆ์ไทยเลยทีเดียว

จึงเกิดคำถามต่อการพิจารณาบัญชีรายชื่อพระสังฆาธิการระดับ "หน-ภาค" ครั้งนี้ ของมหาเถรสมาคมว่า ถูกต้อง เหมาะสม ชอบธรรม หรือไม่เพียงใด หาไม่แล้ว ก็จะเป็นบรรทัดฐานของการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายในกาลภายหน้า แบบว่าท้าทายต่อบทบาทของมหาเถรสมาคมชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นชุดที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยตรง หากลงมติไปแล้วเกิดความเสียหายต่อกิจการพระศาสนา หรือกระทบต่อทางราชการบ้านเมือง ย่อมจะกระทบไปถึง "พระราชอำนาจ" อีกต่างหากด้วย เพราะทั้งสมเด็จพระสังฆราชและมหาเถรสมาคม มาจากพระบรมราชโองการโดยตรง

กรณีนี้จึงถือว่าไม่ธรรมดา และปรากฏว่า นับจากวันที่ 20 พ.ย. 2562 ถึงวันนี้ 31 ม.ค. 2563 ร่วมๆ 3 เดือนแล้ว ก็ยังไม่มีพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งเจ้าคณะหน-เจ้าคณะภาคลงมา มีเพียงข่าวจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในวันที่ 10 ธันวาคม 2562 ระบุว่า

"สาเหตุที่การแต่งตั้งเจ้าคณะหน-เจ้าคณะภาคล่าช้า เพราะไม่อยากให้เกิดความผิดพลาด เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ ต้องดำเนินตาม พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2561 โดยเคร่งครัด ถือว่ายังอยู่ในช่วงการลงพระบัญชาแต่งตั้งจากสมเด็จพระสังฆราช"

อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาตามที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้ให้ความเห็นไว้ว่า "สมเด็จพระสังฆราช ย่อมจะทรงสามารถปรับเปลี่ยนมติมหาเถรสมาคมได้ โดยผ่านการพิจารณาใหม่ของมหาเถรสมาคม เหมือนมติคณะรัฐมนตรี" กรณีนี้จึงอาจจะมีพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ให้นำเอาบัญชีรายชื่อเจ้าคณะหน-เจ้าคณะภาค เข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ประกาศไว้แล้ว

 

 

8 มกราคม 63

มส. ตั้งพงศ์พรเป็นบอร์ดพระปริยัติธรรม

ครั้นวันที่ 8 มกราคม 2563 ก็มีข่าวใหญ่ในวงการพระศาสนาอีกครั้ง เมื่อวันนั้น สมเด็จพระสังฆราช ทรงงดการประชุมมหาเถรสมาคม และในที่ประชุม มส. วันนั้น สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) วัดเทพศิรินทราวาส มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ จึงได้เป็นประธานการประชุมแทน

ปรากฏว่า มีวาระสำคัญ คือ การเสนอแต่งตั้ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านกิจการพระพุทธศาสนา ให้ดำรงตำแหน่ง "กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ" หรือบอร์ดพระปริยัติธรรม ตาม พรบ.พระปริยัติธรรม ฉบับใหม่ ซึ่งรวบเอาการศึกษาคณะสงฆ์ 3 แผนก คือ นักธรรม บาลี และปริยัติสามัญ มาอยู่ในที่เดียวกัน ภายใต้การบริหารของคณะกรรมการชุดใหม่ ใหญ่กว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสมือนการตั้งกระทรวงศึกษาธิการของคณะสงฆ์ขึ้นมาใหม่

 

 

ข้อที่น่าสังเกตก็คือว่า พงศ์พร ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการบอร์ดพระปริยัติธรรมครั้งนี้ ผ่านการประชุมมหาเถรสมาคม นัดที่สมเด็จพระสังฆราชมิได้เสด็จเป็นประธานการประชุม ซึ่งถ้านำไปเปรียบเทียบกับการประชุม มส. นัดตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 แล้ว ก็เหมือนกันมาก นั่นคือ สมเด็จพระสังฆราช ทรงงดประชุม แต่ครั้งแรกนั้น พงศ์พร ได้ออกมาต่อต้านการประชุม มส. (นัดที่ไม่มีพระสังฆราช) ว่าไม่ชอบธรรม จึงนำคำร้องเรียนไปทูลถวายสมเด็จพระสังฆราช เพื่อโปรดพิจารณาทบทวนมติ มส.

ครั้งนี้ กลับปรากฏว่า พงศ์พร ยินยอมรับตำแหน่งกรรมการบอร์ดพระปริยัติธรรม ซึ่งผ่านการพิจารณาของมหาเถรสมาคม เหมือนครั้งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งตนเองเห็นว่าไม่ชอบธรรมไปแล้วนั้น มันก็น่าฉงน

น่าฉงนเพราะว่า เป็นมติมหาเถรสมาคมเหมือนกัน สมเด็จพระสังฆราชมิได้เสด็จมาประชุมเหมือนกัน แต่การยอมรับของพงศ์พร กลับไม่เหมือนกัน เหมือนกับว่า ถ้าตนเองไม่ได้ หรือไม่ถูกใจ ก็ไม่ชอบ ต้องฟ้องพระสังฆราช แต่ถ้าตนเองได้ ก็เงียบ ไม่มีปากมีเสียงเลย ก็ต้องดูกันต่อไป ว่าไผเป็นไผ

 

ไม่มีอะไรจะตัดสินคนได้ดีเท่ากับ..พฤติกรรม หรือการกระทำ

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 1 กุมภาพันธ์ 2563

 

ประชุมพระธรรมทูตโอเชียเนียคึกคัก !

พระธรรมทูตระดับบิ๊กจองตั๋วเพียบ

สมเด็จฯ วัดยานนาวา นำคณะ

 

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดยานนาวา

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

 

 

สามประธานพระธรรมทูตสายต่างประเทศ

 

ซ้าย : พระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล

กลาง : พระกิตติโสภณวิเทศ ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยสายโอเชียเนีย

ขวา : พระราชวิเทศปัญญาคุณ ประธานองค์กรพระธรรมทูตโลก

        รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

 

 

 

พระศรีพุทธิวิเทศ (ชลธิศ อภิชฺชญญู ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธาราม นครบริสเบน ออสเตรเลีย

เจ้าภาพสถานที่จัดประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในโอเชียเนีย  2020

 

ข่าวจากห้องประชุมมหาเถรสมาคม พุทธมณฑล รายงานว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา มหาเถรสมาคม ได้อนุมัติให้ "สมเด็จพระมหาธีราจารย์" (ปสฤทธิ์ เขมงฺกโร) เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรรมการมหาเถรสมาคม และประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เดินทางไปเป็นประธานในการประชุมสมัชชาพระธรรมทูตไทยสายโอเชียเนีย (ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 22 มีนาคม ศกนี้ ณ วัดไทยพุทธาราม เมืองบริสเบน รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีพระศรีพุทธิวิเทศ (ชลธิศ อภิชฺชญญู ป.ธ.9) เป็นเจ้าอาวาส

พร้อมกันนั้น มหาเถรสมาคม ได้อนุมัติให้พระเถรานุเถระจำนวน 22 รูป เดินทางร่วมคณะไปร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย อาทิเช่น

พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ Ph.D.) หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

พระเทพปริยัติโสภณ (ปัญญา วิสุทฺธิปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดไชยชุมพลชนะสงคราม เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี

เป็นต้น

พระราชวิเทศปัญญาคุณ (เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร (อังกฤษ สก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์) ในฐานะเลขาธิการองค์การพระธรรมทูตโลก ได้แจ้งมาว่า จะเดินทางไปร่วมการประชุมใหญ่ในครั้งนี้ที่บริสเบน เพราะมีวาระสำคัญต้องแจ้งต่อที่ประชุม

พระกิตติโสภณวิเทศ (เศรษฐกิจ สมาหิโต B.A.) หรือหลวงพ่อเศรษฐี เจ้าอาวาสวัดนาคปรก ประธานกรรมการบริหารวัดพุทธสามัคคีเมืองไครซ์เชิร์ช และวัดในเครือ  ประเทศนิวซีแลนด์ และประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในโอเชียเนีย ในฐานะประธานจัดงาน ได้ร่วมกับวัดไทยพุทธาราม เมืองบริสเบน และคณะกรรมการสหภาพพระธรรมทูตไทยในโอเชียเนีย วางแผนงานการประชุมอย่างรัดกุม เพราะแต่แรกนั้น คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี น่าจะมีพระไปประชุมไม่เยอะ แต่เมื่อมีมติมหาเถรสมาคมออกมาข้างต้น ส่งผลให้งานเล็กๆ กลายเป็นงานใหญ่ในรอบ 100 ปี ของออสเตรเลีย

เชื่อว่างานนี้อาจจะมีพระธรรมทูตทั่วโลกไปร่วมประชุมไม่ต่ำกว่า 100 รูป เพราะสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา และสหภาพพระธรรมทูตไทยในยุโรป ก็ยังไม่ส่งสัญญาณมา แต่เชื่อว่ามากันครบ ลำพังสององค์กรใหญ่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก็มีคณะกรรมการเกิน 30 รูป/ตำแหน่ง ขึ้นไปแล้ว รวมกับพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร อินเดีย-เนปาล จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน ประเทศไทย รวมทั้ง มจร. ตัวเลขก็อาจจะวิ่งขึ้นไปถึง 200 รูป เลยทีเดียว

 



 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 30 มกราคม 2563

 

ณรงค์ ยังรักษาการ ?

ยังไม่มีสิทธิ์นั่งเก้าอี้ ผอ.พศ. !!

 

 



 

ณรงค์ Where are you ?

 

 

ภาพการประชุม คณะกรรมการอำนวยการ จัดงานสัปดาห์ส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ประจำปี พ.ศ.2563 ณ ตึกสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2563 มีนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นประธาน และมี นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมด้วย

 



 

ณรงค์ นั่งตรงไหน ทำไมไม่นั่งใกล้เทวัญ ?

 

ในการประชุมครั้งนี้ มีข้อสังเกตอยู่ 2 แห่ง คือ

1. ที่นั่งของ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งต้องมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานพระพุทธศาสนาไม่ว่าด้านใด น่าที่จะได้นั่งใกล้ๆ รัฐมนตรีเทวัญ แต่กลับนั่งห่างออกไปไกล ยังดีที่มีไมโครโฟน ไม่งั้นคงต้องตะโกนเรียกคอเป็นเอ็น

2. ตำแหน่งของ "ณรงค์ ทรงอารมณ์" ในที่ประชุมวันนี้ ยังคงเป็นที่ "รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ยังมิใช่ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ข้อหลังนี้ มีเหตุเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีมติ เมื่อวันที่ 14  มกราคม ที่ผ่านมา ให้ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รองผู้อำนวยการและรักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขึ้นดำรงตำแหน่ง "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการเป็นต้นไป

จากวันที่ 14  มกราคม ถึง 24 มกราคม ก็ไม่นาน แค่ 10 วัน เข้าใจได้ว่า ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ งานประชุมเมื่อวันที่ 24 มกราคม จึงต้องใช้ตำแหน่งเดิมไปก่อน จนกว่า..จะมีพระบรมราชโองการ รอนานไหม รอได้ไหม คุณณรงค์ ?

 

 

ณรงค์ : พงศ์พร

 

เมื่อเทียบกับการดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. ของ พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ แล้ว คุณพงศ์พรดูสูงส่งเหมือนฟ้าสั่งมา โดยแรกนั้น พงศ์พร ได้รับคำสั่งจากคณะรัฐประหาร (คสช) ผ่านมาตรา 44 ซึ่งมีผล "ฉับพลันทันที" ไม่ต้องมีพระบรมราชโองการรองรับ แม้แต่ในการตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา" พงศ์พร ก็ได้รับการแต่งตั้ง "ทันที" มีเพียงลายเซ็นของ "บิ๊กตู่-นายกรัฐมนตรี" แต่งตั้ง ก็เพียงพอ ไม่ต้องรอพระบรมราชโองการเช่นกัน แถมอำนาจที่ได้มาก็ล้นฟ้า เพราะว่าเขียนเอาเอง ไม่ต้องอยู่ใน พรบ.ฉบับไหน อยากได้อะไรก็เขียนลงไป ยิ่งกว่าเซ็นเช็คเปล่า แต่คุณพงค์พรก็ดูจะมักน้อยและสันโดษอย่างยิ่ง ถ้าเป็นคนไม่สันโดษก็คงเขียนว่า "ให้สามารถสอนสังฆราชได้" เหมือนนันทกะนิ้วเพชร ในรามเกียรติ์ รับรองว่าบิ๊กตู่ก็ไม่กล้าขัด

ขณะที่ ณรงค์ ทรงอารมณ์ กว่าจะได้อะไรมาก็ต้องเสียอะไรไป เสียเวร่ำเวลา เสียเก้าอี้ (บอร์ดพระปริยัติ) ให้แก่พงศ์พร ได้นั่งก่อนกินก่อน ถึงวันนี้ ตัวเองก็มีแค่ข่าว "จะได้เป็น" แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เหมือนบุญมีแต่กรรมบัง

 

 

 

จะให้รอ พ.ศ. ไหน ?

 

ข่าว : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ : 24 มกราคม 2563

 

ถามใคร ?

นิยม เวชกามา ถามในสภา

มีการสืบทอดอำนาจในสำนักพุทธฯ หรือไม่ ?

 

 

 

 

เทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.สำนักนายกฯ

ตอบทุกคำถาม แทน..นายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้อง

ทั้ง..พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ และ ณรงค์ ทรงอารมณ์

สมกับสโลแกน "เราเป็นกลาง ไม่ขัดแย้งใคร"

ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือคณะสงฆ์ !

 

 

 

ถามว่า ณรงค์ ทรงอารมณ์ เป็นร่างทรงของใคร ทำไม กว่าจะได้เป็น ผอ.พศ. ก็รอน๊านนาน รอจน พงศ์พร ได้หลายตำแหน่งเสียก่อน ดังนั้น เชื่อได้อย่างไรว่า ณรงค์ คือ ตัวจริงเสียงจริง หรือเรากำลังเข้าสู่รายการ THE MASKED SINGER

 

 

ถามต่อไปว่า

พงศ์พร ยังมีอิทธิพลในสำนักพุทธฯ อยู่ไหม

หรือมีอิทธิพลเหนือใคร ?

 

แหม..ไม่น่าถาม ดูจากมติมหาเถรสมาคมก็รู้ ว่าอยู่ภายใต้อาณัติใคร ใบสั่งจากไหน หาไม่ชื่อ "พงศ์พร" จะติดโผทุกรอบการประชุม มส. ดอกหรือ เข้าบ่อยกว่าพระเสียอีก ไม่บวชก็บุญแล้ว

 

แต่ ส.ส.นิยม ก็ถามตรงนะ ที่ว่า รัฐบาลมีแผนจัดการระยะสั้น-ระยะยาว ในการจัดสรรบุคคลากรเข้ามาสู่ตำแหน่งอย่างไรในสำนักพุทธฯ ?

ก็ตอบตามที่เห็นนั่นแหละ แผนระยะยาวเลยค่ะ รัฐบาลเขาไม่ปล่อยให้ใครก็ได้ เข้ามานั่งเก้าอี้ ผอ.พศ. เหมือนก่อนอีกแล้ว อย่างน้อยก็ 20 ปีจากนี้ไป (ตามโรดแม็ป) ดังจะเห็นว่า พอ "พงศ์พร" พ้นเก้าอี้ ผอ.พศ. ก็รีบตั้งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายพระพุทธศาสนาของนายกรัฐมนตรีทันที ทั้งๆ ที่ควรจะตั้ง "ผอ.พศ." ก่อน กลับตั้งที่ปรึกษาก่อน ห่วงพงศ์พรมากกว่าห่วงสำนักพุทธฯ ถ้าต่ออายุราชการให้พงศ์พรได้ก็คงต่อไปแล้ว แต่การตั้งเป็น "ที่ปรึกษานายกฯฝ่ายพระพุทธศาสนา" ก็ถือว่าเป็นการต่ออายุเช่นกัน คงกลัวพงศ์พรจะไม่มีอำนาจ ก็เลยเขียนซะครอบจักรวาล

ส่วน "ณรงค์ ทรงอารมณ์" ต้องทนสะกดอารมณ์ นั่งเฝ้าเก้าอี้ "ผอ.พศ." นาน้ามเดือนข้ามปี ทั้งๆ ที่คู่แข่ง คือ "สมเกียรติ ธงศรี" ก็หนีไปไกลแล้ว ณรงค์ยังคงลูบๆ คลำๆ ทำอะไรไม่ถนัด เพราะเป็นแค่รักษาการ รอจนพงศ์พรได้ทุกอย่างหนำใจแล้ว จึงค่อยปล่อยให้ณรงค์เข้าไปนั่งเก้าอี้ดนตรีตัวนั้นได้ เพราะถูกสะกดไว้ไม่ให้มีอิทธิพลเหนือพงศ์พรแล้วนั่นเอง เห็นแล้วก็เศร้าใจ

พงศ์พรวันนี้ คุมเก้าอี้ ผอ.พศ. ของ ณรงค์ ทรงอารมณ์ อีกชั้นหนึ่ง ถึงณรงค์จะเกษียณอายุไป ก็ต้องเอาคนใหม่ที่เหมือนณรงค์มานั่งเก้าอี้ "ร่างทรง" ตัวนี้ ไปเรื่อยๆ ล่ะค่ะ เผลอๆ นะ "เทวัญ" ก็โดนคุมด้วยล่ะ

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 23 มกราคม 2563

 

ใช้เวลากว่า 4 เดือน

ครม. หมดท่า เพิ่งยอมตั้ง ผอ.สำนักพุทธฯ

ชื่อใหม่เอี่ยม ณรงค์ ทรงอารมณ์

 

 

ณรงค์ ทรงอารมณ์ ผอ.พศ. คนใหม่

เลือกแล้วเลือกอีกจนหมดตัวเลือก

ลุ้นจนหมดลุ้น ได้เป็นก็ไม่รู้สึกตื่นเต้น

เพราะเต้นจนหมดแรงเต้นแล้ว

ถ้ายังไม่ได้เป็นก็เห็นจะต้องเข้าชมรม..วิ่งไล่ลุง

 

 

ณรงค์ รับตำแหน่งแบบอายๆ

แต่ไม่ต้องอายหรอกคุณณรงค์ อาตมา (มหาประยูร) ก็ยังแค่รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ตั้งเจ้าคณะภาคไปแล้ว ไม่รู้จะได้หรือไม่ หัวอกเดียวกันเลยเรา นะ สบายๆ หน้าพระกับหน้าโยมเวลานี้ก็ทั้งด้านทั้งชาพอๆ กัน

 

อา..นึกว่าจะรอให้ "พงศ์พร" ตายเสียก่อน จึงค่อยตั้ง ผอ.พศ. เพราะเชื่อว่า ในโลกนี้ไม่มีใครจะดีและเก่งกาจเท่ากับ "พงศ์พร" ซะแล้ว รัฐบาลบิ๊กตู่จึงทำยึกยักยึกยือมาแต่ปีกลาย นอกจากจะไม่ยอมสรรหา ผอ.พศ. ตามธรรมเนียมแล้ว ก็ยังดองเรื่องเอาไว้ข้ามเดือนข้ามปี นึกว่าจะบินไปหาที่โลกใบไหน แต่สุดท้ายก็ได้ "ลูกหม้อ" ที่ชื่อ ณรงค์ ทรงอารมณ์ คนเดิม งานนี้ก็เท่ากับฟ้องว่า ถ้าไม่เพราะพงศ์พรเป็นอัจฉริยะแล้ว รัฐบาลก็ไม่มีตัวทำงานในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขนาดว่าพงศ์พรเป็นอดีตตำรวจแท้ๆ ยังขึ้นหม้อเป็น "กรรมการบอร์ดพระปริยัติธรรมระดับชาติ" ได้เฉยเลย ลองให้ท่องชินบัญชรดูสิ รับรองล่ม

 

 

เจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ กลุ่มอยู่เป็น

รีบแสดงความยินดีกับ ผอ.พศ. ตัวจริงเสียงจริง

 

 

มหาเถรสมาคม ชุดสภาตรายาง ของพงศ์พร

 

 

ไทม์ไลน์ที่ออกมาจึงพบว่า

1. เมื่อ ครม. ตั้ง พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ซึ่งมองออกว่า เป็นการหาที่พักให้แก่พงศ์พร ซึ่งพอพ้นจากตำแหน่ง ผอ.พศ. แล้ว ก็ไม่มีที่ไป แต่ยังไม่อยากไป เลยเอาที่ปรึกษาไปชั่วคราวก่อน แต่เพื่อปลอบใจก็เขียนให้อำนาจหน้าที่ "ครอบจักรวาล" ดูท่าว่าจะมีอำนาจเหนือกว่านายกรัฐมนตรีซะด้วยซ้ำไป ถ้าลาเมียไปบวช ก็สงสัยจะได้รับแต่งตั้งเป็น "สังฆราช" อีกตำแหน่ง

2. ต่อมา มหาเถรสมาคม ก็รับใบสั่งเป็นพิเศษ ออกมติเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2562 แต่งตั้งให้ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการบอร์ดพระปริยัติธรรม ทั้งนี้ มีการสั่งการให้ "ณรงค์ ทรงอารมณ์" รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ "เปิดทาง" ลุกจากเก้าอี้บอร์ดพระปริยัติธรรม ทำนองว่า "ขอลาออก" แล้วเอาชื่อ "พงศ์พร" เข้ามาสวมแทน เท่ากับมหาเถรสมาคมยอมให้ "พงศ์พรชำเรา" จะเอาอะไรก็ได้ ไม่ขัดไม่ขืน ไม่แน่นะ ต่อไปอาจจะมีการ "แก้กฎหมาย" ให้พงศ์พรสามารถดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมด้วยก็เป็นได้ เพราะที่เป็นทุกอย่างในวันนี้ก็ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน

3. เมื่อพงศ์พร ได้ตำแหน่งบอร์ดพระปริยัติธรรม อันทรงอำนาจในวงการสงฆ์แล้ว จึงค่อยตอบแทนน้ำใจให้ "ณรงค์" ได้เป็น ผอ.พศ. ในวันนี้ กรณีจึงเห็นว่า น่าที่จะเป็นข่าวว่า "ณรงค์ได้รับแต่งตั้งเป็น ผอ.พศ." ก็เลยกลายเป็น "พงศ์พรได้ทุกอย่างที่อยากได้แล้ว ที่เหลือจึงให้ณรงค์กิน" เป็นงั้นไป หมายถึงว่า 4 เดือนที่ผ่านมา น่าจะเป็นการ "เคลียร์พื้นที่ให้ณรงค์" กลับกลายเป็น "เคลียร์พื้นที่ให้พงศ์พร" ผิดฝาผิดตัวไปเลย

เมื่อกระบวนการแต่งตั้ง ผอ.พศ. ออกมาในรูปแบบนี้ น่าที่จะเป็นการส่งเสริมหรือรักษา "บทบาท-ภาพลักษณ์-รวมทั้งอำนาจหน้าที่" ของ ผอ.พศ. ให้เป็นที่น่าศรัทธา หรือว่าเข้มขลัง เหมือนก่อนหน้านี้ เพราะมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับพระกับเจ้า แต่กลับกลายเป็นว่า "รัฐบาลบิ๊กตู่" ทำการลดบทบาท "ผอ.พศ." ลงอย่างที่เรียกว่า "หาค่ามิได้" ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีความเป็นผู้นำองค์กรศาสนาในระดับที่เคยได้รับการยกยกย่องว่าเป็น "นัมเบอร์วัน" มาก่อน ฐานะของ "ณรงค์" บนเก้าอี้ ผอ.พศ. นั้น ตกต่ำย่ำแย่ยิ่งกว่าเพลง..อส.รอรัก

งานพระศาสนาต่อจากนี้ไป นอกจากมหาเถรสมาคมและสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ก็ต้องโฟกัสไปที่ "พงศ์พร" ในฐานะตัวแทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจครอบจักรวาล แต่ถ้ายังจัดการกับ "ธัมมชโย" ไม่ได้ หรือกิจการด้านอื่นก็เสียหาย ไม่เจริญก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น ก็เห็นจะไม่ต้องเกรงใจอะไร นิมนต์พระสงฆ์ไทยทั่วประเทศ "ชะยันโต" คนนามสกุล "พราหมณ์เสน่ห์" และ "จันทร์โอชา" สุดแต่ว่าจะให้เป็นอะไร ?

 

 

ลา..แต่ไม่กลับ ชีวิตตกอับของ..พงศ์พร

 

 

14 มกราคม 2563 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ครม. มีมติอนุมัติตั้ง "นายณรงค์ ทรงอารมณ์" ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

 

ที่มา : ไทยโพสต์ : 15 มกราคม 2563

ตั้งพงศ์พรเป็นกรรมการบอร์ดพระปริยัติธรรม

ผลงานนัมเบอร์ #2 ของมหาเถรสมาคม

 

อา..แสนสุขสม นั่งชมวิหค อยากเป็นนกเหลือเกิน ฯลฯ ถ้าจะมองไปทั่วฟ้าเมืองไทยแล้ว คนเก่ง คนดี คงมีไม่มาก หนึ่งในนั้นต้องยกให้ "ท่านพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนจากกรมคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และอดีต ผอ.พศ. ผู้ทำคดีเงินทอนวัด เป็นหนึ่งในบรรดาของยอดคนดังกล่าว หาไม่แล้ว "มหาเถรสมาคม" อันเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย คงไม่ไปคว้าเอาตัวกลับมาเป็นกรรมการบอร์ดพระปริยัติธรรม อีกครั้ง ทั้งๆ ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว เป็นอาหารก็ต้องเรียกว่า "บูด" เป็นน้ำดื่มก็ต้องเรียกว่า "เน่า" แต่พงศ์พรยังไม่บูดไม่เน่า มหาเถรสมาคมจึงนิยมเอามากินมาใช้ไม่กลัวท้องเสีย

แต่อย่าลืมว่า ฯพณฯ พงศ์พร ท่านเป็น "บุคคลพิเศษ" ที่ทางรัฐบาลทหาร คสช. ยังไม่กล้าแตะ แรกนั้นสั่งย้ายไปเป็นจเรภาคใต้ แต่สุดท้ายพงศ์พรก็ออกฤทธิ์ เล่นเอาเนติบริกร "วิษณุ เครืองาม" กระเด็นกระดอน หมดอำนาจคุมสำนักพุทธฯ แถมด้วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกชุดหลังๆ ต้องฟังพงศ์พรเป็นหลัก ไม่งั้นก็มีสิทธิ์โดนเด้ง เหมือน "ออมสิน ชีวะพฤกษ์" รมต.สำนักนายกฯ เพื่อนสนิทบิ๊กตู่ ที่โดนฤทธิ์พงศ์พรกระแทกซะกระเด็น จุกจนพูดไม่ออกมาจนบัดนี้

เมื่อพงศ์พรเกษียณอายุราชการลงไปในเดือนตุลา ปี 2562 บิ๊กตู่ก็ยังต้องอุ้มพงศ์พรเอาไว้ในตำแหน่งพิเศษ "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการพระพุทธศาสนา" ให้มีอำนาจ "ครอบจักรวาล" จะเรียกว่าเป็น "นายกฯเล็ก" ก็คงว่าได้ ไม่เชื่อก็ไปอ่านคำสั่งแต่งตั้งดู จะรู้ว่าไผเป็นไผ

และหลังจากพงศ์พรเกษียนไปแล้วนานหลายเดือน ก็ยังไม่ปรากฏว่าทางรัฐบาลจะตั้งให้ใครมาดำรงตำแหน่ง "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" แทนพงศ์พร ให้แต่ "ณรงค์ ทรงอารมณ์" เป็นรักษาการมานานเนิ่น ทั้งๆ ที่ก็มีข่าวว่า จะมีการตั้ง "ณรงค์ ทรงอารมณ์" เป็น ผอ.พศ. เต็มตัว เพราะตอนนั้นมีการเด้ง "สมเกียรติ ธงศรี" รอง ผอ.พศ. อันดับ 1 อาวุโสกว่าณรงค์ ให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการประจำสำนักนายก เพื่อเคลียร์ทางให้ "ณรงค์" เด็กปั้นของพงศ์พร ขึ้นนั่งเก้าอี้ ผอ.พศ. ได้อย่างเต็มตัว

แต่จนแล้วจนเล่า จนกระทั่งบัดนี้ ผ่านวัน ผ่านเดือน ผ่านปี นานถึง 3 เดือนแล้ว ยังไม่มีการตั้ง "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" กันเสียที มีแต่การแต่งตั้ง "พงศ์พร" และ..พงศ์พร ถึงสองครั้ง 2 ครา

ครั้งที่  1 วันที่ 1 ตุลาคม 2562 นายกรัฐมนตรี ตั้งให้พงศ์พร เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งพิเศษ "ด้านกิจการพระพุทธศาสนา" มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนและหาข้อมูลวัดวาอารามและพระสงฆ์สามเณรได้ครอบจักรวาล

ครั้งที่ 2 วันที่ 8 มกราคม 2563 มหาเถรสมาคม ตั้งให้พงศ์พร เป็นกรรมการบอร์ดพระปริยัติธรรม มีอำนาจในการออกนโยบายการศึกษาของพระพุทธศาสนา

จึงทำให้เห็นได้หลายประเด็นว่า

1. กรณีที่รัฐบาลไม่ยอมตั้ง ผอ.พศ. ตัวจริงเสียทีนั้น ถ้าไม่เพราะในสำนักพุทธฯ ไม่มีบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถแล้ว ก็คงไม่แคล้วด้วยเหตุผลว่า "เพราะต้องการให้พงศ์พรควบคุมสำนักพุทธฯอยู่ต่อไป" ดังนั้น ใครจะอยู่ใครจะไปก็ชั่ง แต่พงศ์พรยังต้องอยู่ ยังไปไหนไม่ได้ พงศ์พรถ้าไม่เป็นระดับเทพก็ต้องเป็นสัมภเวสีไม่มีที่ไป สงสารก็แต่ "ณรงค์ ทรงอารมณ์" ต้องกลายเป็นไก่รองบ่อนให้พงศ์พรจิกตีไปจนตาย เป็นชายก็เสียชาติเกิด ต้องเป็นรอง ผอ.พศ. ไปตลอดชีวิต สู้สมเกียรติ ธงศรี ไม่ได้ เอาเงินแทนยศ ซึ่งเท่ห์แต่กินไม่ได้ ท่องคาถา "กำขี้ดีกว่ากำตด" ยอมลุกไปอยู่สำนักนายกฯ แม้ไม่ได้เป็น ผอ.พศ. แต่ก็ยังได้บำเหน็จบำนาญเป็นการทดแทน เหมือนนายพลยอมไปกิน "อัตราจอมพล" แทนการเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพ ไม่ได้อย่างก็ต้องเอาอย่าง แม่บ้านถึงจะพอใจ นี่ไงไม่รู้ใครโง่กว่าใคร ถามคุณณรงค์ว่า นั่งกำตดตัวเองมานาน 3 เดือนแล้ว ไม่เหม็นเบื่อบ้างหรือไร หรือพอใจจะกินน้ำใต้ศอกของพงศ์พรไปอย่างนี้แหละ

2. กรณีที่มหาเถรสมาคมตั้ง "พงศ์พร" ให้เป็นกรรมการบอร์ดพระปริยัติธรรมในวันนี้ ชี้ว่า แม้แต่มหาเถรสมาคมเองก็ยัง "มีใบสั่ง" จากมือที่มองไม่เห็น เพราะมองไม่ออกว่า "พงศ์พร" มีคุณสมบัติอะไรในการเป็นบอร์ดพระปริยัติธรรม ซึ่งต้องเป็นผู้รู้ระดับศาสตราจารย์ เพราะต้องคุมนโยบายการศึกษาสงฆ์ ไม่ต้องเอาพระไตรปิฎกมาวัด เอาแค่รายชื่อกรรมการบอร์ดด้วยกัน ก็พอแล้ว หรือว่าการศึกษาพระปริยัติธรรมในสมัยสังฆราชอัมพรนั้น ต้องมี "มือปราบ" ด้วย หรืออาจจะเข้าทำนองว่า "มีอำนาจ ก็สามารถจะเป็นผู้รู้ได้" เพราะใครๆ ก็กลัว

3. มหาเถรสมาคมผ่านมติ "ตั้งเจ้าคณะภาค" ชุดแรกไป ได้รับเสียงโห่ไล่ทั่วเมือง ก็เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสแล้ว แต่วันนี้ยังทำฮาราคีรีตัวเองด้วยการ "ตั้งพงศ์พร" มานั่งบอร์ดการศึกษาสงฆ์ ก็ยิ่งเข้าป่าไปใหญ่ เพราะมองยังไงก็ไม่เห็นว่าพงศ์พรจะมีความรู้ความสามารถอะไรในด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม นี่ไม่ได้ดูถูกพงศ์พร แต่ดูจากประวัติการศึกษาและการทำงานมาตลอดชีวิตของพงศ์พรนั่นเอง นั่นแสดงให้เห็นว่า "มหาเถรสมาคมชุดนี้มีปัญหา" ทำงานออกมาแค่ 2 ครั้ง ก็ได้เรื่อง ได้ใจพระเณรไปทั่วประเทศ แน่จริงลงสมัครรับเลือกตั้งซีครับ "ท่านกรรมการ มส." ว่าจะได้ที่หนึ่งหรือที่โหล่

 

 

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

ชีวิตใหม่ จาก..มือปราบ สู่..มือการศึกษา สนุกเป็นบ้า

 

ตั้ง "พงศ์พร" กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิบอร์ดพระปริยัติธรรม

ที่ประชุมมหาเถรสมาคม มีมติ ตั้ง "พงศ์พร" กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิบอร์ดพระปริยัติธรรม

เมื่อวันที่ 8 .ค. นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ในฐานะรองโฆษกพศ. แถลงผลการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) ครั้งที่ 1/2563 ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) พศ. พุทธมณฑล จ.นครปฐม ว่า ที่ประชุม มส. มีมติแต่งตั้ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ด้านการพระพุทธศาสนา และอดีต ผอ.พศ. ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แทนนายณรงค์ ทรงอารมณ์ รอง ผอ.พศ. รักษาราชการแทน ผอ.พศ. ที่ขอลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว เนื่องจากนายณรงค์ ดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทน ผอ.พศ. ซึ่งมีตำแหน่งเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมโดยตำแหน่งอยู่แล้ว

ดังนั้น จึงจะทำให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ประกอบด้วย

1. พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) วัดประยุรวงศาวาส

2. พระเทพมหาเจติยาจารย์ (ชัยวัฒน์ ปญฺญาสิริ) วัดพระปฐมเจดีย์

3. พระเทพเวที (พล อาภากโร) วัดสังเวชวิศยาราม

4. นางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

5. ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ และ

6. พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ 

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 8 มกราคม 2563

 

 

 

THE TWO POPES

เรื่องดัง หนังดี มีคติธรรม

 





 

พระสันตปาปา 2 พระองค์ ซึ่งขึ้นครองอำนาจในวาติกันไล่เรี่ยกัน

พระสันตปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ชาวเยอรมัน ได้รับเลือกให้ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสันตปาปา ต่อจากสมเด็จพระสันตปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2548 แต่ดำรงตำแหน่งได้เพียง 8 ปี พระสันตปาปาเบเนดิกต์ ก็ประกาศ "สละตำแหน่งโป๊ป" ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2556

พระสันตปาปาฟรานซิส ชาวอาเจนติน่า ได้รับเลือกให้ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากพระสันตปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2556 เพิ่งจะเสด็จมาเยือนประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562  ที่ผ่านมา

ในการขึ้นดำรงตำแหน่งของพระสันปาปาทุกพระองค์นั้น จะต้องผ่านการ "เลือกตั้ง" จากพระคาร์ดินัลทั่วโลก ที่มีคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกประดิษฐานอยู่ และพระคาร์ดินัลจากทั่วโลกก็มีสิทธิ์ได้รับเลือกตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสันตปาปาเช่นกัน นับว่ากระบวนการสรรหาผู้นำของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิกนั้น "กว้างไกล" มากที่สุดในโลก มากกว่าการเลือกผู้นำของทุกประเทศด้วยซ้ำ ดังนั้น ตำแหน่ง สมเด็จพระสันตปาปา จึงยิ่งใหญ่กว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพราะว่ามีประชากรชาวคริสต์อยู่ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ในความกว้างใหญ่ไพศาลของคริสต์จักรโรมันคาทอลิกนั้น ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือความยิ่งใหญ่ แต่ข้อเสียก็คือความบกพร่องในด้านการบริหารการปกครอง อันย่อยเป็นความประพฤติเสียหายของนักบวชในโบสถ์คาทอลิกทั่วโลก ส่งผลให้โรมันคาทอลิกถูกโจมตีจากสื่ออยู่เป็นประจำ การลาออกจากตำแหน่งของพระสันตปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ก็เชื่อว่ามาจากปัญหาภายในเป็นสำคัญ แต่การสละตำแหน่งเมื่อรู้ว่าไปไม่ไหว ก็ทำให้พระสันตปาปาเบเนดิกต์ ที่  16 ได้รับการยกย่องว่ามีสปิริตสูงส่ง มิใช่ทำทู่ซี้อยู่ไปวันๆ แบบชั่วไม่มีดีไม่ปรากฏและรอวันตาย

แต่กระนั้น แม้ในวาระของพระสันตปาปาฟรานซิสเอง ปัญหาต่างๆ ก็ยังตามมา แถมยังมีปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกด้วย ล่าสุดนั้น โป๊ปฟรานซิสได้ประกาศว่า "เวลานี้เราไม่ใช่ผู้เดียวที่สร้างวัฒนธรรมอีกแล้ว ไม่ใช่แม้กระทั่งคนแรกที่มีผู้รับฟังมากที่สุด" เป็นการกระตุ้นเตือนบรรดานักบวชในสำนักวาติกันทั่วโลก ให้ตระหนักในความไม่ประมาท อย่าคิดว่าใหญ่

หนังเรื่องนี้ นำเอาพระสันตปาปา 2 พระองค์มาเข้าฉาก ตั้งชื่อง่ายๆ ว่า "The Two Popes" เนื้อเรื่องก็มีทั้งประวัติส่วนตัว ความชอบส่วนตน และบทบาทต่อศาสนจักรอันเป็นที่หนึ่งในโลก ว่าผู้ชาย 2 คนนี้ จะนำพาศาสนาคริสต์ไปในทิศทางใด

 

 

THE TWO POPES THAI

สองพระสังฆราชไทยในสมัยปัจจุบัน

 

 

 

ซ้าย : สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19

ขวา : สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20

 

จาก Two Popes ถึง Two Popes Thai ในยุคปัจจุบัน ก็คล้ายๆ กัน นั่นคือ เกิดวิกฤติการณ์ในบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวงในรอบพันปี มีคดีความเกิดขึ้นกับพระภิกษุสามเณรในสังฆมณฑลอย่างที่เรียกว่า "มากที่สุด" นอกจากปัญหาธรรมกายอันมีอิทธิพลทางการเมือง สามารถยัน "ม.44" ของรัฐบาลทหารที่มาจากการปฏิวัติ ให้หยุดอยู่แค่ "นอกกำแพงวัด" ได้นานนับเดือน ไปจนถึง "กรรมการมหาเถรสมาคมและพระเจ้าคุณหลายรูป" ถูกจับสึกก่อนผ่านกระบวนการยุติธรรม ถือเป็นความตกต่ำของ "สถาบันพระพุทธศาสนา" ที่ไม่สามารถปกป้องคนของตนเองได้ แม้แต่เพียงการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม แม้แต่ "พระสังฆราชอัมพร" เอง ก็มิได้ตำแหน่งมาอย่างสง่าผ่าเผย เพราะเคยเป็นประธานในการประชุม "ลับ" เสนอให้ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์-ช่วง" วัดปากน้ำ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่ถูกต่อต้านมติดังกล่าวจนตกเป็นโมฆะ พระสังฆราชอำพร จึงได้ตำแหน่งมาอย่างที่เรียกว่า "กระดำกระด่าง"

ย้อนกลับไป ในสมัยสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งในเดือนเมษายน พ.ศ.2532 ทรงรับไม้ต่อจาก "สมเด็จพระสังฆราช-วาสน์" วัดราชบพิธ ดำเนินการกับ "โพธิรักษ์" แห่งสันติอโศก อย่างเด็ดขาด จนกลายเป็นนักบวชเถื่อนไปในปัจจุบัน และในปี 2542 ก็ทรงดำเนินการกับ "พระธัมมชโย" แห่งวัดพระธรรมกาย คล้ายๆ กันอีก ส่งผลให้พระธัมมชโยต้องหนีคดีไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งจนถึงทุกวันนี้

เมื่อสิ้นสมเด็จพระญาณสังวรแล้ว ตามกฎหมาย สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ต้องได้ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช แต่กลับถูกต่อต้านเพราะเกี่ยวข้องกับธรรมกาย ส่งผลให้รัฐบาลไทยต้องแก้กฎหมายคณะสงฆ์อย่างเร่งร้อน ก่อนจะได้พระสังฆราชอัมพรมาเป็นแทน

แน่นอนว่า การขึ้นดำรงตำแหน่งของพระสังฆราชอัมพร ย่อมจะต้องสอดคล้องกับ "แนวทาง" ที่อดีตสมเด็จพระสังฆราช 2 พระองค์ ก่อนหน้านี้ ได้ดำเนินมายาวนาน นั่นคือ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) และสมเด็จพระสังฆราช (เจริญ) ซึ่งได้ดำเนินการอย่างเข้มแข็ง ในการ "ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา" อันได้แก่ พระธรรมคำสอนซึ่งบรรจุอยู่ในพระไตรปิฎก ถือเป็นมรดกสำคัญของชาติไทย มิให้ผู้ใดมาทำลาย หาไม่ก็คงมิใช่พระสังฆราชที่ดี ที่เคยมีตัวอย่างมา เหมือนๆ กับว่า มีการส่งไม้ต่อกันมาถึง 2 พระสังฆราชแล้ว สังฆราชอัมพรเป็นมือที่ 3 ที่เข้ามาสานต่อภารกิจ จะปิดจ็อบลงได้สำเร็จหรือไม่ หรือจะส่งไม้ต่อไปอย่างไร

 

 

ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พ.ศ.2560 ที่เพิ่งประกาศใช้ไปนั้น มีบทบัญญัติสำคัญในรอบพันปี นั่นคือ มาตรา 67 ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา "เถรวาท" เท่านั้น นั่นคือครั้งแรกที่มีการ "ระบุ" ถึงเถรวาทในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย และย่อมจะเป็นธรรมนีติ-ราชนีติ ให้แก่สมเด็จพระสังฆราชไทย นำไปเป็นแนวทางหลักในการปฏิบัติภารกิจในตำแหน่งสังฆราช หาไม่ก็จะไร้ทิศทาง เอางานอื่นมาปนกับงานหลัก หรือเสียหลักไปเลย

สมเด็จพระสังฆราชไทยนั้น ย่อมเป็นที่มุ่งหวังของบรรดาพระภิกษุสามเณรทั่วสังฆมณฑล และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ในการบริหารการปกครองสังฆมณฑล และเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เกิดเงาร่มเย็นเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การปกป้องรักษาพระธรรมคำสอนแห่งเถรวาทให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ดังพระมหาโมคคัลลีบุตร ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช หรืออย่างน้อยก็ในสมัย "สมเด็จพระญาณสังวร-เจริญ" ซึ่งดำรงตำแหน่งก่อนหน้าพระสังฆราชอัมพร

 


 

แต่ครั้นมีมติมหาเถรสมาคม ภายใต้การบัญชาการของพระสังฆราชอัมพร ออกมา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้แถลงข่าวว่า "ในการประชุมมหาเถรสมาคม  เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรรมการ มส. เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้แจ้งต่อที่ประชุม มส. ว่า การแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ และเจ้าคณะภาคนั้น ซึ่งตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 ระบุว่า การแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาค หากมีพระราชดำริเป็นประการใด ให้ดำเนินการไปตามพระราชดำรินั้น ซึ่งขณะนี้ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบแล้ว และอยู่ในระหว่างนำรายชื่อกราบทูลรายงานเสนอสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) เพื่อออกเป็นพระบัญชาแต่งตั้งต่อไป"

ทีนี้ เมื่อเห็นรายชื่อเจ้าคณะภาค ทั้ง 18 ภาค ในฝ่ายมหานิกายออกมา ก็ปรากฏว่า มีเสียงนินทากระหึ่มเมือง วิพากษ์วิจารณ์ถึงตัวบุคคล (พระเจ้าคุณ) บางองค์ บางตำแหน่ง ทั้งในภาค 1 และภาค 13 ว่ามีคดีความและเคยดำรงตำแหน่งมาก่อน แต่หย่อนยานสมรรถภาพ ไม่สามารถแก้ปัญหาคณะสงฆ์ได้ ถึงกับรัฐบาลต้องแก้ไขกฎหมาย โอนย้ายอำนาจการแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมไปให้กับราชสำนัก พร้อมกับการเขียนให้ "การแต่งตั้งเจ้าคณะภาค ต้องผ่านพระราชดำริเห็นชอบก่อน" แต่เหตุไฉน โผเจ้าคณะภาคจึงออกมาเหมือนเดิม เพราะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย พระที่มีปัญหาก็ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่เช่นเดิม ที่ทำงานไม่ไหวจนเกิดปัญหา ก็ยังคงได้รับการแต่งตั้งอยู่เช่นเดิม ฯลฯ

เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเกิดคำถามว่า เราจะมีมหาเถรสมาคมไปทำไม เพราะมีก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ปล่อยเลยตามเลย ลามปามจนกระทั่งว่า เราจะมีพระสังฆราชไปทำไม เพราะมีไว้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด ในเมื่อมิได้ใช้พระสังฆราชอำนาจตามตำแหน่งที่ดำรงอยู่ที่ว่า "สกลมหาสังฆปริณายก" คือเป็นผู้นำทั่วทั้งสังฆมณฑล มิใช่เฉพาะคณะธรรมยุตเท่านั้น

แต่ตามที่เห็นในกระบวนการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคนั้น เอกสารราชการก็ระบุชัดว่า พระสังฆราชอัมพร ยอมให้เจ้าคณะใหญ่ไปพิจารณากันเอง เจ้าคณะใหญ่ว่าอย่างไร ก็เออออไปตามนั้น มิได้ทักท้วงแก้ไขอะไรเลย และสุดท้ายที่มหาเถรสมาคม อันได้ทำหน้าที่ในการเป็น "สภาตรายาง" ได้อย่างสมเกียรติ ที่ได้รับการไว้วางพระราชหฤทัยจากในหลวง เพียงแค่ประชุมนัดแรกก็ออกมาแบบหน้าตาดูไม่ได้แล้ว

แน่นอนว่า มหาเถรสมาคมก็ดี พระสังฆราชอัมพรก็ดี จะยืนยันในหลักการทำงานของตนเองว่าถูกต้อง คำทักท้วงไม่มีน้ำหนักเพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลง จึงจะยืนยันมติไปตามเดิม ดังนี้ก็ได้ แต่..

แต่ว่า หนทางข้างหน้า ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา มหาเถรสมาคมและพระสังฆราช ก็จะถูกลอยแพให้แก้ปัญหาเพียงลำพัง ไม่มีมวลชนหนุนหลัง หรืออย่างน้อยก็จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทยในอีกหน้าหนึ่งว่า "ในสมัยพระสังฆราชอัมพร มีการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคที่ต้องคดีและถูกศาลอาญาพิพากษาลงโทษ รวมทั้งการตั้งอดีตเจ้าคณะภาค  1 ที่มีปัญหา กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งตามเดิมอีก"

วิถีปราชญ์ของไทยแต่สมัยโบราณนั้น นิ้วไหนร้ายก็ตัดนิ้วนั้นทิ้ง มิได้ตัดทิ้งทั้งมือ สอดคล้องกับพระพุทธพจน์บทที่ว่า พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต แต่พึงสละชีวิต เพื่อรักษาธรรม

วันนี้ ขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 ข้ามปีเก่ามาแล้ว เรื่องราวจะเดินไปยังไง พระสังฆราชอัมพร จะเดินตามวิถีทางของ "สมเด็จพระญาณสังวร" พระองค์ก่อนหรือไม่ อีกไม่นาน Two Popes Thai ถ้าไม่เข้าโรง ก็คง..ลงโลง

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 5 มกราคม 2563

 

พระราชภัทรญาณ วัดสุทัศน์ มรณภาพ

ปิดฉากชีวิตพระผู้มากบทบาททางสงฆ์สองนิกาย

 

 

พระราชภัทรญาณ หรือหลวงพ่อณรงค์นั้น บรรดาลูกศิษย์หรือผู้ที่ใกล้ชิด สนิทที่จะเรียกนามท่านว่า "หลวงน้า" และถ้าจะให้ถึงก้นกุฏิจริงๆ ก็ต้องเรียกว่า "หลวงน้าพิมล" ซึ่งติดมาจากสมณศักดิ์ที่ "พระครูพิมลสรภาณ" อันเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตสองฝั่ง "สองนิกาย" ของพระราชภัทรญาณ (ณรงค์ เขมาราโม)

ก็สมณศักดิ์ที่ "พระครูพิมลสรภาณ" นั้น วงการสงฆ์ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะเป็นพระครูฐานานุกรมในสมเด็จพระสังฆราช (อุฏฐายีมหาเถร) วัดมกุฏกษัตริยาราม นั่นหมายถึงว่า เริ่มต้นนั้น หลวงน้าพิมล บวชพระในสังกัดธรรมยุต วัดมกุฏกษัตริยาราม ในสำนักของสมเด็จพระสังฆราชจวน จนกระทั่งทรงโปรดปรานถึงกับตั้งเป็นพระครูฐานาดังกล่าว ร่ำๆ ว่าจะได้เป็นเจ้าคุณในตอนนั้นด้วยซ้ำไป

หลวงน้าเล่าว่า "ก่อนสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระสังฆราชจวน เหมือนจะมีลางสังหรณ์ จึงกล่าวกับตนเองว่า ข้าว่าเอ็งสนิทกับพวกมหานิกายมากกว่าธรรมยุต เอางี้นะ ถ้าข้าตายไป ให้เอ็งไปบวชใหม่กับพระมหานิกาย แต่มีข้อแม้ว่า ข้าเป็นคนราชบุรี และเป็นเปรียญเก้า เอ็งต้องหาพระอุปัชฌาย์ให้เป็นเหมือนข้า"

และแล้วเหตุการณ์พลิกผันก็เกิดขึ้น วันที่ 18 ธันวาคม 2514 สมเด็จพระสังฆราชจวน อุฏฺฐายี สิ้นพระชนม์กะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ส่งผลให้ชีวิตของพระครูพิมลสรภาณเคว้งคว้างไร้ที่พึ่ง นึกถึงคำสั่งเสียก่อนสิ้นพระชนม์ว่า "ให้เอ็งไปหาอุปัชฌาย์ใหม่" หาแทบพลิกแผ่นดิน "พระเปรียญ 9 ชาวราชบุรี" ที่ทรงระบุไว้นั้น ในแผ่นดินนี้เห็นมีก็แต่รูปเดียว คือ พระราชเมธี (วีระ ภทฺทจารี ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งหลังสุดได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์"

การบวชของหลวงน้าพิมลจึงมิใช่บวชใหม่ แต่เป็นการ "บวชซ้ำ" เหมือนพระธรรมยุตเปลี่ยนจากมหานิกายโดยผ่านการทำ "ทัฬหีกรรม" นั่นแหละ และสมณศักดิ์ "พระครูพิมลสรภาณ" ก็ยังติดตัวหลวงน้ามาจนถึงวัดสุทัศน์ จนกระทั่งพระครูพิมลสรภาณ ได้รับการตั้งให้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญในราชทินนามใหม่ที่ "พระพุทธมนต์วราจารย์" เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2553 ราชทินนามเก่าจึงงดใช้

ใช่แต่เท่านั้น ครั้นได้เป็นเจ้าคุณสามัญได้เพียง 2 ปี หลวงน้าพิมลก็ทำดับเบิ้ลช็อกวงการสงฆ์ ด้วยการ "เลื่อนสมณศักดิ์" ขึ้นเป็น "พระราชภัทรญาณ วิ." เป็นกรณีพิเศษ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2555 ถ้าไม่แน่จริงทำไม่ได้หรอก อภินิหารดังว่ามานี้ เพราะผู้ที่จะได้เลื่อนพิเศษแบบนี้ (ผ่านสำนักพระราชวังโดยตรง) ต้องมีคุณงามความดีระดับเอกอุเหนือกว่าพระสงฆ์ทั้งปวง หรืออย่างน้อยต้องสอบได้บาลีซัก 18 ประโยค จึงจะทรงโปรดเป็นพิเศษ จากในหลวง ร.9

นอกจากชีวิต "สองนิกายในผ้าเหลือง" ดังเล่ามา หลวงน้าพิมลยังเป็นคน "สองฝั่งมหาสมุทร" เพราะข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาประสบการณ์ถึงสหรัฐอเมริกา ร่วมสร้างวัดทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกาย ไม่ว่าจะเป็นวัดพุทธดัลลัส รัฐเท็กซัส วัดธรรมยุตที่ซาคราเมนโต้ และวัดมหานิกายที่ริชมอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนจะกลับเมืองไทยไปแบบแขวนนวม และรุ่งเรืองขึ้นเป็นถึง "ชั้นราช" ดังกล่าว

หลวงน้าเล่าด้วยว่า เมื่อตอนบวชพระใหม่ๆ เคยไปกราบท่านเจ้าคุณนร วัดเทพศิรินทร์ ท่านเมตตาถึงกับจับมือดูลายมือ แล้วพยากรณ์ว่า "อย่าเพิ่งสึกนะเอ็ง อยู่ไปเรื่อยๆ รับรองได้เป็นเจ้าคุณ" แถมยังคว้าเอาขันน้ำ จ้วงเอาน้ำมนต์ จับปากของหลวงน้าพิมล "กรอกน้ำมนต์" ลงไปอย่างที่เรียกว่า "กินน้ำมนต์" เข้าไปเต็มท้อง จะบอกว่า หลวงน้าพิมลได้รับการ "เสกให้กินน้ำมนต์" จากท่านเจ้าคุณนรเป็นคนแรกคนเดียวเลยก็ว่าได้ เพราะคงไม่มีใครได้รับความเมตตาเป็นพิเศษแบบนี้จากท่านเจ้าคุณนร ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่า "เป็นพระอรหันต์กลางกรุง"

สิ่งเหล่านี้ทำให้หลวงน้าพิมลเป็นคน "ไม่ตาย" คือตายยาก แบบว่าร่ำๆ จะตายหลายที แต่ก็ไม่ตายซักกะที รอดมาได้หวุดหวิด มีชีวิตพลิกผัน เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ จนใครๆ ก็งงว่า ได้เจ้าคุณมาอย่างไร เพราะไม่มีคุณสมบัติอะไรจะได้เป็น แต่ก็เป็นไปแล้ว จึงถือว่า หลวงน้าพิมลเป็นบุคคล..ไม่ธรรมดา แม้ว่าจะไม่ได้เป็นสมเด็จ แต่บทบาทแล้วไม่อายพระสมเด็จรูปไหนเลย ชีวิตของหลวงน้า เกิดมาจึงถือว่า คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เพราะได้บำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านอย่างสมศักดิ์ศรีแล้ว

ถ้าพูดถึงคุณวิเศษอื่นใดแล้ว เท่าที่สังเกตเห็นก็เห็นว่า หลวงน้าพิมลคงจะไม่มี เพราะท่านก็มีชีวิตที่ธรรมดาเหมือนหลวงตารูปหนึ่ง ถ้าจะมีดีก็คงเป็นข้อที่ว่า "ท่านเป็นคนเลี้ยงคน" คือมีลูกศิษย์ลูกหามาก ข้าวปลาอาหาร รวมทั้งจตุปัจจัยไทยทานที่ท่านได้มานั้น ล้วนแต่นำมาเลี้ยงดูลูกศิษย์ลูกหา ทั้งส่งเสียให้ร่ำเรียนจนจบกันไปมากมายหลายรุ่น แบบว่าเลี้ยงจนตายก็ไม่หมด เพราะรับอยู่เรื่อยๆ

ทั้งประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแบบแปลกพิกล ของหลวงน้าพิมล ทั้งอุปนิสัยที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ส่งผลให้ท่านเป็นบุคลพิเศษ ไม่ต่างไปจากแมวเก้าชีวิต มองดูด้านนอกเหมือนไม่มีคุณสมบัติอะไร เป็นเพียงหลวงตาแก่ๆ คนหนึ่ง แต่เบื้องหลังของหลวงน้าพิมลคนนี้ มีดีไม่ด้อยไปกว่าพระสมเด็จหลายรูปในเมืองไทย

ข่าวรายงานว่า พระราชภัทรญาณ เดินทางไปร่วมงานวันเกิดครูบาแสงหล้า วัดพระธาตุสายเมือง ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า (ติดกับแม่สาย) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา และได้ถึงแก่มรณภาพอย่างกะทันหันด้วยโรคลม ณ เวลา 22.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) สิริอายุ 82 ปี พรรษา 56 ศิษยานุศิษย์เชิญสรีรสังขารพระราชภัทรญาณกลับสู่วัดสุทัศน์ เพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายต่อไป

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ในฐานะที่ได้รับความเมตตาจาก "หลวงน้าพิมล" ไปมาหาสู่เหมือนลูกหลาน และเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังอย่างเป็นกันเองเรื่อยมา แม้ว่าจะไม่มีโอกาสไปกราบคารวะในวันสุดท้าย ก็ขอกราบไหว้ขอน้อมคารวะผ่านเว็บไซต์แห่งนี้ ขอกราบขอขมาอภัยที่ได้ล่วงเกิน พูดเล่นพูดจริง จะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม และขอหลวงน้าไปดี มีพระนิพพานเป็นเบื้องหน้าโน้น เทอญ ฯ

 

 

 


 

ที่มา : วัดสุทัศนเทพวราราม : 21 ธันวาคม 2562

 

ผู้จัดการวิจารณ์โผเจ้าคณะภาค-หน

เจ้าคุณประยูร-มหาสายชล โดน

หยามหน้าจะมีน้ำยาจัดการอะไรกับธรรมกาย

 

 

เจ้าคุณประยูร-มหาสายชล

เจ้าคณะหน-เจ้าคณะภาค

ดรีมทีมผู้จัดการปัญหาธรรมกายชุดใหม่

ภายใต้การบัญชาการของพระสังฆราชอัมพร

 

 

อา..ว่าแล้วไง ยังไม่ทันได้นั่งก็เหยียดแข้งเสียแล้ว เจ้าคุณประยูรนี่ ภาษาเมืองเหนือว่า "อยู่ดีๆ หาเหล็กจีควั่นก้น" คือหาเรื่องใส่ตัว ไม่ดูบ้านดูเมือง เหลิงไหลไปกับคำป้อยอว่าตัวเองเก่งอย่างโน้นเก่งอย่างนี้ ยุคนี้ไม่มีใครเก่งเท่ากับพระเดชพระคุณ ฯลฯ พอกินลูกยอมากไปก็เลยออกอาการ "เอ๋อ" เอามหาสายชลกับเจ้าคุณประกอบมาร่วมทีม มันก็ร้องยี้กันทั้งเมืองสิเพคะ !

แต่ว่าปัญหามันมิได้กระจุกอยู่แต่ในภาค 1 และหนกลางเท่านั้น แต่ปัญหาธรรมกายมันใหญ่ "ระดับประเทศ" แม้แต่  "พระสังฆราชอัมพร" ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องรับผิดชอบ รวมทั้งมหาเถรสมาคมด้วย ในฐานะที่ออกเสียงรับรอง "สองพระหน่อ" ให้เข้ามากุมบังเหียนพระสงฆ์ไทยในภาคกลาง คำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการออกมาเมื่อไหร่ ประวัติชื่อเสียงเรียงนามของพวกท่านก็ถูกจารึกไว้ในบัดดล อยากดังข้ามศตวรรษก็ลองดูสิ

ก่อนหน้านี้ เมื่อมีปัญหาธรรมกาย หลายฝ่ายก็ออกมาต่อต้าน "สมเด็จช่วง" ไม่ให้เป็นสังฆราช เลยได้สังฆราชอัมพร แต่ต่อไป ถ้าไม่มีการจัดการกับธรรมกาย ก็ไม่รู้ว่าจะมีรายการ "ไล่สังฆราช" ด้วยหรือไม่ ?

เพราะอย่าคิดว่าจะนั่งเสวยอำนาจอยู่ได้ ตราบใดที่ปัญหาพระศาสนายังแก้ไขไม่ได้ !

 

 

สังฆราชอัมพร และ กรรมการ มส.

 

 

ธรรมกายเฮ ! ได้เครือข่ายสงฆ์-การเมืองคุ้มภัย

ธรรมกายทางสะดวก เจ้าคณะภาค 1 ไม่เปลี่ยน พระมหาสายชลรับตำแหน่งอีกรอบ แถมได้พระพรหมบัณฑิต นั่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นอันว่าสายสงฆ์ไร้กังวล แถมมีศิษย์ธรรมกายสังกัดเพื่อไทยคอยตรวจสอบรัฐบาล กุมอำนาจกรรมาธิการศาสนา แถมตั้งทนายธัมมชโยนั่นอนุกรรมาธิการ งานนี้เดินกิจกรรมธรรมยาตราได้ฉลุย

28 พฤศจิกายน 2562 มีการเผยแพร่มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ 28/2562 มติที่ 648/2562 เรื่องการแต่งตั้งพระสังฆาธิการให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค ในเขตปกครองคณะสงฆ์ทั้งฝ่ายมหานิกายและคณะธรรมยุต การประชุมเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2562 สมเด็จพระวันรัต กรรมการมหาเถรสมาคม ปฏิบัติหน้าที่ประธานที่ประชุมมหาเถรสมาคม

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เสนอว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกุลมหาสังฆปริณายก โปรดมีพระบัญชาให้นำเรื่องการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณา เพื่อเสนอกิจการคณะสงฆ์จึงเสนอแต่งตั้งพระสังฆาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค มหานิกาย 18 รูป และคณะธรรมยุต 8 รูป


เจ้าคณะภาค-เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

หนึ่งในผู้ที่ติดตามข่าวสารของพระสงฆ์อย่างเว็บไซต์อะลิตเติ้ลบุดดา แสดงความคิดเห็นถึงรายชื่อของเจ้าคณะภาคที่เปิดเผยออกมาว่า แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม และตั้งข้อสังเกตุถึงตำแหน่งเจ้าคณะภาคและตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่บางตำแหน่ง ที่มีผลต่อการพิจารณาคดีของวัดพระธรรมกาย


ทั้งนี้วัดพระธรรมกายตั้งอยู่จังหวัดปทุมธานี ถือว่าอยู่ในเขตปกครองของเจ้าคณะภาค 1 มีอำนาจในการปกครองในท้องที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี และเจ้าคณะภาค 1 รูปใหม่ก็คือพระรูปเดิม พระเทพสุธี หรือพระมหาสายชล วัดชนะสงคราม


ขณะที่พระสงฆ์ผู้บังคับบัญชาที่สูงขึ้นไปจากเจ้าคณะภาค 1 คือเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เดิมสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) วัดพิชัยญาติ ดำรงตำแหน่งอยู่ แต่ท่านได้มรณภาพเมื่อ 29 มิถุนายน 2562 และทางมหาเถรสมาคมได้มีการแต่งตั้ง พระพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

ด้านนายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวถึงการแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และเจ้าคณะภาคทั่วประเทศว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างออกพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และเจ้าคณะภาคต่อไป

นอกจากนี้รายชื่อของเจ้าคณะภาค 13 อย่างพระพรหมกวี หรือเจ้าคุณประกอบ วัดกัลยาณมิตร มีคดีทุบทำลายโบราณสถาน จนถูกฟ้องโดยกรมศิลปากร และศาลอาญามีคำสั่งเมื่อ 23 เมษายน 2562 ให้จำคุก 3 ปี แต่ให้รอลงอาญา 1 ปี


นี่คือเจ้าคณะภาคซึ่งถูกจับตามองจากผู้คนภายนอก ถึงความสามารถและความเหมาะสมกับการทำงานในฐานะผู้ปกครองสงฆ์และวัดวาอารามในสังกัด

 

แทบไม่เปลี่ยน

แหล่งข่าวด้านพระพุทธศาสนา กล่าวว่า เท่าที่ดูจากรายชื่อของเจ้าคณะภาครอบนี้ ไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก แถมหลายรูปได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์สูงขึ้น และส่วนใหญ่ยังเป็นขั้วอำนาจเดิมที่เคยครองพื้นที่อยู่ ดังนั้นโอกาสที่จะมีการแก้ปัญหาของวงการสงฆ์ในภาพรวม อาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก


ปัญหาของวัดพระธรรมกายนับเป็นเรื่องใหญ่ที่พระสังฆาธิการชั้นปกครอง ต้องลงมาหาทางแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องหลักธรรมคำสอนของทางวัดที่แตกต่างไปจากพระไตรปิฎก ในเรื่องของนิพพานที่ทางวัดเชื่อในความเป็นอัตตา รวมไปถึงการเชื้อเชิญให้ร่วมบุญกับทางวัดที่ปลายทางเป็นสวรรค์ชั้นต่าง ๆ ซึ่งแบ่งตามเงินทำบุญมากหรือน้อย


ที่ผ่านมาพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม ไม่เคยเข้ามาดูแลในเรื่องเหล่านี้ให้เป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้อง แถมยังร่วมกิจกรรมกับทางวัดพระธรรมกาย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีกว่าอดีตกรรมการมหาเถรสมาคมอย่างสมเด็จช่วงวัดปากน้ำนั้นเคยประกาศเป็นวัดพี่วัดน้องกับวัดพระธรรมกาย เนื่องด้วยต่างศรัทธาในหลวงพ่อสด อดีตเจ้าอาวาสวัดปากน้ำเช่นเดียวกัน


ธรรมเนียมของสงฆ์จะเคารพพระผู้ใหญ่ เมื่อพระผู้ใหญ่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับวัดพระธรรมกาย จึงไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องวัดพระธรรมกาย แม้จะมีบ้างแต่ก็เป็นเพียงเสียส่วนน้อย ไม่สามารถทัดทาน จึงเลือกที่จะไม่เข้าร่วมการประชุมในวงมหาเถรสมาคม


ปัจจุบันแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติสงฆ์ แต่ตัวบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งยังคงไม่ต่างไปจากเดิม โอกาสที่จะมีการแก้ไขหรือปฎิรูปวงการสงฆ์ของไทยจึงดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้น้อย และไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
 

ธรรมกายสบายใจ

เหตุการณ์ที่พระธัมมชโยถูกออกหมายจับเมื่อพฤศจิกายน 2559 จากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น หลบหนีการจับกุม จนรัฐบาลต้องใช้มาตรา 44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 แต่ก็ไม่สามารถนำตัวมาดำเนินคดีได้ ซึ่งในทางสงฆ์ต่างก็โยนเรื่องให้ฝ่ายบ้านเมืองดำเนินการในทางคดีให้เสร็จสิ้นก่อน ทางคณะสงฆ์จึงจะเข้าไปดำเนินการ


มีการยื้อเรื่องแม้เจ้าคณะใหญ่หนกลางในขณะนั้น แม้จะส่งเรื่องไปที่เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีคือพระเทพรัตนสุธี ที่ทำได้เพียงการแต่งตั้งเจ้าอาวาสรูปใหม่ของวัดพระธรรมกายแทนพระธัมมชโยเมื่อปลายปี 2560 แถมเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันก็ยังมีบทบาทน้อยกว่าพระทัตตชีโว เบอร์ 2 ของวัดพระธรรมกาย


เมื่อพิจารณารายชื่อเจ้าคณะภาค 1 ยังคงเป็นพระมหาสายชลรูปเดิม ที่ไม่มีบทบาทใด ๆ ในกรณีวัดพระธรรมกาย และเจ้าคณะใหญ่หนกลางรูปใหม่อย่างพระพรหมบัณฑิต อดีตเจ้าคณะภาค 2 และอดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย บทบาทที่ผ่านมาของท่านยังคล้อยไปตามพระผู้ใหญ่ จึงเป็นที่น่าจับตาว่าในกรณีวัดพระธรรมกายนั้นท่านจะมีแนวทางอย่างไร


ดูจากรายชื่อเจ้าคณะภาคแล้ว เชื่อว่าวัดพระธรรมกายคงสบายใจมาก เพราะโครงสร้างของคณะสงฆ์ชั้นปกครองทุกอย่างแทบไม่ต่างไปจากเดิม เนื่องจากในทางสงฆ์แล้วรัฐบาลหรือฝ่ายอาณาจักรจะปล่อยให้เป็นเรื่องของสงฆ์ปกครองและจัดการกันเอง


นอกจากนี้ยังมีเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ปัจจุบันเป็นพระธรรมรัตนาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต พระอารามหลวง ที่ยังคงเป็นเกราะกำบังให้กับวัดพระธรรมกายได้เป็นอย่างดี และที่ผ่านมาพระและศิษย์วัดพระธรรมกายก็ร่วมงานกับทางวัดเขียนเขตตลอดเวลา


ดังนั้น ในทางสงฆ์ระดับปกครอง จึงไม่เป็นปัญหาต่อวัดพระธรรมกาย

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 16 ธันวาคม 2562

 

จาก..ธัมมชโย ถึง..ปารีณา

คดีรุกป่าสงวนพัวพันอนาคต

ไร่เชิญตะวันของ ว. ส่อเดินตามรอยรุ่นพี่

รอก็แต่..การตรวจสอบ

 

 

อา.. "พระดัง-นักการเมือง" กับเรื่องที่ดิน ไม่ทราบว่าคู่กันมาแต่ปีไหน อย่างกรณี "กิตติวุฑโฒ" แห่งสำนักจิตตภาวันอันโด่งดังในอดีต ล่าสุดก็ฆ่ากันตายกลางศาลจันทบุรี มีท่านกิตติวุฑโฒเข้าไปเกี่ยวข้อง แม้ว่าจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม

นัมเบอร์วันของไทย "ธัมมชโย" เจ้าพ่อทั้งด้านการศาสนาและการเมือง นอกจากเรื่องบิดเบือนพระธรรมคำสอนแล้ว ก็เจอทั้งเรื่องเงินและที่ดิน มูลค่าว่ากันถึงพันล้าน คดีความยาวเป็นว่าวจุฬา แต่ว่า..หาตัวไม่เจอ !

ปารีณา ไกรคุปต์ ก็กำลังเป็นดาราหน้าจอ ถามว่า "วอ" แห่งไร่เชิญตะวัน จะเข้าข่ายรุกป่าสงวนกับเขาด้วยหรือไม่ ? มีคำเฉลยจาก ดร.โสภณ พรโชคชัย ว่า "ไม่น่าจะรอด" เพราะเป็นพื้นที่ บท.5 อันเป็นศัพท์ที่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้อธิบายว่า "เป็นใบเสร็จ" ใครเอาใบนี้มายืนยันก็..ประหาร สถานเดียว ถามด้วยว่า ดร.โสภณ รู้จากไหน ก็ไม่เห็นยาก เชิญ ดร.โสภณ มาเป็นพยาน งานสืบสวนก็ก้าวหน้าไว

แต่จะเกี่ยวหรือไม่อย่างไร ก็ต้องว่ากันไปตามหลักตามฐาน จะว่าตามใจฉันนั้นหาได้ไม่ งานนี้ คงต้องวาน "ท่านพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีต ผอ.พศ. ผู้ตงฉิน และปัจจุบันเป็น "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านกิจการพระพุทธศาสนา" ผู้มีอุดมการณ์อันสูงส่ง ทำทุกอย่างเพื่อปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์สะอาด ซึ่งจุดสำคัญนั้นอยู่ที่ "พระสงฆ์ไทย" ต้องบริสุทธิ์สะอาด มีศีล สมาธิ และปัญญา ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ด้วยความสนิทใจ แม้แต่เรื่องเงินๆ ทองๆ ก็ต้องมือสะอาด และในฐานะที่ท่านพงศ์พร "ไปไร่เชิญตะวัน" บ่อยๆ ก็ต้องรู้ที่รู้ทางเป็นอย่างดี แถมยังสืบสวนง่ายกว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ เพราะที่ดินนั้นดิ้นไม่ได้ ใช้แค่ภาพถ่ายดาวเทียมและเอกสารสิทธิ์มายืนยัน ก็การันตีได้แล้ว

นะ ท่านพงศ์พร นะ อย่าให้ท่านนายกรัฐมนตรีเสียความตั้งใจเสียล่ะ สู้อุตส่าห์ส่งท่านมาช่วยชำระสะสางพระพุทธศาสนา ภาคกลางก็เห็นว่าเสร็จไปแล้ว ช่วยไปดูทางเหนือด้วย อย่าให้ "คุณวอ" เธอรอนาน

 

 

ธัมมชโย โดน !

ปารีณา โดน !

ว.วชิรเมธี ?

 

 

ข่าว "ธัมมชโย" รุกป่าพังงา

 

ศาลพังงาออกหมายจับ "พระธัมมชโย" สร้างมุกตะวันรุกที่ป่า

ความคืบหน้าดำเนินคดีกับสถานที่ปฏิบัติธรรมมุกตะวันของวัดพระธรรมกาย ที่เกาะยาว จังหวัดพังงา ซึ่งบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติฯ ล่าสุดศาลจังหวัดพังงาได้ออกหมายจับพระธัมมชโยแล้ว ขณะที่ตำรวจเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี

วันนี้ (26 ม.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลจังหวัดพังงา ได้ออกหมายจับ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาติฯ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ กรณีสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมโครงการมุกตะวัน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.เกาะยาวน้อย อ.เกาะยาว จ.พังงา หลังเจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบว่ามีการบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ ป่าควนจุก ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะดังกล่าวและเป็นสถานปฏิบัติธรรมในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าควนจุก" เนื้อที่จำนวนหลายไร่  คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 5 ล้านบาท  ซึ่งจากการสืบสวนหาข่าวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังพบว่าเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพร้อมเร่งติดตามจับกุมตัวพระธัมชโยมาดำเนินคดีต่อไป

 

 

สั่งอายัดเงินสาวกธรรมกาย 3.8 แสน คดีรุกป่าสร้างสำนักสงฆ์ 11 แห่ง จัดฝึกปฏิบัติธรรม

ปปง.สั่งอายัดเงินบัญชี สาวกธรรมกาย 2 รายการ รวมวงเงินกว่า 3.8 แสน เอี่ยวเส้นทางเงินคดีบุกรุกพื้นที่ป่า สร้างสำนักสงฆ์ 11 คดีทั่วประเทศ ใช้ประโยชน์ทำการค้าจัดโครงการปฏิบัติธรรม เก็บค่าบริการ โอนต่อเข้าบัญชีวัดต่อ เผยข้อมูลหมายจับธัมมชโย

จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติอายัดทรัพย์สินบัญชีเงินสดของพระธัมมชโยและเครือข่ายมูลนิธิของวัดพระธรรมกายรวม 4 บัญชี มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2559 นายอธิคม อินทุภูติ ประธานกรรมการธุรกรรม ปปง. ได้ลงนามในคำสั่งอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องกับวัดธรรมกาย เพิ่มเติม 2 รายการ คือ 1.เงินในบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาคลองหลวง ของ น.ส.วัชรินทร์ จรัสมาธุสร และน.ส.สุวรรณา ฤทธิชัยพงศ์ จำนวนเงิน 276,278.56 บาท ยอดเงิน ณ วันที่ 19 ส.ค.2559 และ 2.เงินในบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาคลองหลวง ชื่อบัญชี น.ส.วัชรินทร์ จรัสมาธุสร จำนวน 109,248.22 บาท ยอดเงินณ วันที่ 19 ส.ค.2559 (รวมวงเงินทั้งสิ้น 385,526.78 บาท) 

โดยเปิดโอกาสให้แสดงหลักฐานโต้แย้งคำสั่งอายัดได้ภายใน 30 วัน  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ การออกคำสั่งอายัดทรัพย์ครั้งนี้ เป็นผลมาจาก ปปง.ได้รับรายงานจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ที่ตรวจสอบพบว่า มีการสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และมีลักษณะเป็นการค้า จำนวน 11 คดี ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวัดพระธรรมกาย ได้แก่ 

1. โครงการเวิลด์พีชวัลเลย์เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา 

2. วัดป่าหิมวันต์ จ.เลย

3. วัดถ้ำเขาวง จ.นครราชสีมา 

4. ศูนย์ปฏิบัติธรรมจ.บุรีรัมย์ 

5. วัดหนองกินเพล จ.อุบลราชธานี 

6. วัดบ้านขุน จ.เชียงใหม่ 

7. วัดแม่ลายเตียนอาง จ.เชียงใหม่ 

8. ศูนย์อบรมเยาวชนดอยโมคคัลลานะ จ.เชียงใหม่ 

9. วัดพระธาตุกองลอย จ.เชียงใหม่ 

10. ศูนย์อบรมเยาวชนอุ้มผาง จ.ตาก 

11. วัดถ้ำเนรมิต จ.กาญจนบุรี 

ปปง.ยังระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีและศาลจังหวัดเลยได้อนุมัติหมายจับที่ 174-175/2559 ลงวันที่ 15 ส.ค.2559 ให้จับตัวพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิด ร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้างแผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า และเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งให้ดำเนินคดี มูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์ของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ โดย นางวรรณา จิรกิติ และบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล กับพวก ในข้อหา บุกรุก ก่อสร้าง แผ้วทาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่า 

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลการเชิญชวนประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรม ณ เวิลด์พีช เขาใหญ่, เวิลด์พีช มุกตะวัน , สวนป่าหิมวันต์ จ.เลย , สวนพนาวัฒน์จังหวัดเชียงใหม่

โดยให้ผู้สนใจโอนเงินค่าลงทะเบียนเข้าบัญชี ซึ่งบัญชีที่ใช้รับโอนเงินค่าลงทะเบียนในโครงการดังกล่าว มีการทำธุรกรรม รับโอนเงินจากบัญชีต่างๆ เมื่อมียอดเงินคงเหลือจำนวนมากก็จะโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย ของวัดพระธรรมกาย  

กรณีนี้มีเหตุอันควรเชื่อว่ากลุ่มบุคคลสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าหลายแห่งทั่วประเทศ กับพวก เป็นผู้มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการยึดถือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือการแสวงหาประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ อันมีลักษณะเป็นการค้า ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ตามมาตรา 3 (15) แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากลุ่มบุคคลสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าหลายแห่งทั่วประเทศกับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา/PPTV : 4 ธันวาคม 2562

 

จริงหรือไม่ ?

ไร่เชิญตะวันก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์

เหมือนที่ดินของปารีณา

 

 

ไร่เชิญตะวัน 207 ไร่ เป็นที่อะไร ?

 

มีข้อเขียนของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ในเฟสบุ๊ค ระบุว่า ที่ดินไร่เชิญตะวัน ของพระดัง "ว.วชิรเมธี" ก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่ได้มาโดยการซื้อใบ ภบท.5 (ภาษีบำรุงท้องที่) และทราบว่า ที่ดินไร่เชิญตะวันนั้นกว้างขวางถึง 207 ในเวลาเริ่มต้น ป่านนี้ไม่รู้ว่าซื้อเพิ่มเติมไปด้วยหรือไม่

จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า เมื่อเกิดกรณี "ฟาร์มไก่ ส.ส.ปารีณา" ข่าวว่า รุกป่าสงวน-พื้นที่ สปก. ได้เอกสารสิทธิ์มาโดยมิชอบ ถือว่าผิดกฎหมาย และอาจจะส่งผลให้ผู้ครอบครองต้องติดคุกติดตะราง ก็เลยมีคำถามว่า พื้นที่ 207 ไร่ ที่ชื่อ "ไร่เชิญตะวัน" ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หรือว่าได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ?

ก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองควรเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่าปล่อยไว้ให้เป็นปัญหาคาราคาซัง เหมือนที่ดินของนักการเมืองที่กำลังเป็นข่าว

 


 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค ดร.โสภณ พรโชคชัย : 3 ธันวาคม 2562

 

FINAL !

คดีธรรมกายใกล้จบ

 

ดีเอสไอส่งฟ้องเอง

หลังอัยการไม่ฟ้องรอบแรก

รอบนี้มีผลขั้นสุดท้าย

 

 

 

THE CAVE อาย ธรรมกาย ยึดโรง

ขอฉายไตเติ้ลของหนังอมตะ "ธรรมกาย" ดังนี้

 

 

สองสังฆราช

ซ้าย : สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ) วัดบวรนิเวศวิหาร

ขวา : สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร) วัดราชบพิธ

 

ธรรมกาย หนังใหญ่ ระดับอินเตอร์ เปิดกล้องในปี 2542 โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ทรงมีพระลิขิตให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) ขาดจากความเป็นพระ เพราะถือครองที่ดินของวัดไว้ในชื่อของตัวเองมากมายหลายพันไร่ ไม่ยอมโอนให้เป็นของวัด ส่อเจตนาจะครอบครองเสียเอง โดยทรงมีพระบัญชาให้มหาเถรสมาคมดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายคณะสงฆ์ คดียืดเยื้อมาจนถึงถึงปี 2549 อัยการสูงสุดได้สั่ง "ไม่ฟ้อง" พระธัมมชโย โดยอ้างเหตุผล "เพื่อความสมานฉันท์ของคนในชาติ" ส่งผลให้คดีความต่างๆ ตกไปหมด พระธัมมชโยกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ และได้รับการเลื่อนสมณศักดิเป็น "พระเทพญาณมหามุนี" ในปี พ.ศ.2554

นี่ถือว่าเป็น "ภาคแรก" ของหนังดังเรื่องธรรมกาย

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สิ้นพระชนม์ในวันที่ 24 ตุลาคม 2556 ถือว่าหมดยุคสมเด็จพระญาณสังวร

 

 

สองผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราช

ซ้าย : สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ

ขวา : สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) วัดปากน้ำ

 

 

ต่อมาในปี พ.ศ.2558 เกิดคดีดังขึ้น คือ การทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น อันมี นายศุภชัย ศรีศุภอักษร เป็นประธาน ข่าวรายงานว่า มีการโกงอย่างมโหฬาร วงเงินกว่า 11,000 ล้านบาท (หนึ่งหมื่นหนึ่งพันล้าน)

และต่อมาก็มีข่าวเชิงลึกรายงานว่า เงินจำนวนหลายพันล้านนั้น ถูกโอนย้ายถ่ายเทไปยังมูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทน์ ของวัดพระธรรมกาย ผ่านบุคคลมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ก็ได้รับเช็คจากสหกรณ์คลองจั่น กับเขาด้วย

ช่วงที่ 2 นี้ เป็นยุคที่ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์-ช่วง" วัดปากน้ำ ได้ขึ้นเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช สืบต่อจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ เพราะรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้ตั้งให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แทนสมเด็จพระญาณสังวร ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2547 จนกระทั่งสมเด็จพระพุฒาจารย์มรณภาพลงในวันที่ 10 สิงหาคม 2556 มหาเถรสมาคม จึงโหวตให้ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์-ช่วง" วัดปากน้ำ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ซึ่งตอนนั้น แม้ว่าสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช จะยังมิทันสิ้นพระชนม์ แต่ก็ทรงชราภาพเกินไปแล้ว เสด็จไปประทับ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นานนับสิบปี จึงถือว่า ช่วงปลายแห่งพระชนม์ชีพนั้น ทรงมิได้บัญชาการคณะสงฆ์ แต่อำนาจการบัญชาการตกไปอยู่ที่ "สมเด็จเกี่ยว" วัดสระเกศ และ "สมเด็จช่วง" วัดปากน้ำ อย่างต่อเนื่องแทน จนกระทั่งพระองค์สิ้นพระชนม์ สมเด็จช่วงจึงขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชอย่างเต็มตัว เพราะไม่มีพระสังฆราชแล้ว รอเพียงการตั้งพระสังฆราชพระองค์ใหม่

ภาพยนตร์เรื่อง "ธรรมกาย ภาค 2" จึงถือว่า เปิดกล้องในสมัย "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์-ช่วง" ขึ้นเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และช่วงนี้เอง ที่เกิดคดีสหกรณ์คลองจั่น พัวพันถึงวัดพระธรรมกาย ซึ่งครั้งหนึ่ง สมเด็จช่วงเคยประกาศผ่านโทรทัศน์ว่า "วัดปากน้ำกับวัดพระธรรมกาย เป็นวัดพี่วัดน้องกัน มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกัน" ครั้นเกิดคดีสหกรณ์คลองจั่นขึ้นในสมัยสมเด็จช่วงเป็นรักษาการสังฆราช และจ่อจะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชเต็มตัว กรณีธรรมกาย ภาค 2 จึงเหมือนไฟป่า ลามมาจากวัดพระธรรมกายไหม้วัดปากน้ำ จนกระทั่ง "สมเด็จช่วง" ถูกต่อต้านไม่ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช และรัฐบาลไทย ได้แก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์ มาตรา 7 ส่งผลให้ "สมเด็จพระมหามุนีวงศ์-อัมพร อมฺพโร" วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ฝ่ายธรรมยุต ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 แทน และสมเด็จช่วง ก็ร่วงจากระบบพระสังฆราชไทยไปตั้งแต่บัดนั้น

ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นมา ถือว่า กรณีธรรมกาย ได้เข้าสู่ยุคพระสังฆราชอัมพร อันเป็นพระองค์ที่ 2 ต่อจากสมเด็จพระญาณสังวร มาจนถึงปัจจุบัน คดีก็ยังไม่สิ้นสุด

 

 

ศุภชัย ศรีศุภอักษร

ผู้ให้กำเนิดกรณีธรรมกาย ภาค 2

 

 

หนังดัง "ธรรมกาย" ถ่ายทำกันยาวจากปี 42 มาจนถึงปีนี้ ปี 62 ต้องเรียกว่ายาวนานที่สุดในโลก มีหลายบทหลายตอน ตอนสำคัญที่เรียกว่า "ไฮไลต์" ของหนัง ก็คือ ฉากที่ดีเอสไอ ระดมสรรพกำลังเข้าปิดล้อมวัดพระธรรมกาย ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 รัฐบาลไทย ได้ประกาศให้ "วัดพระธรรมกายและพื้นที่โดยรอบ" เป็นเขตควบคุมพิเศษ โดยใช้อำนาจคณะปฏิวัติ ตามมาตรา 44

 

 

สองนายกรัฐมนตรี

ซ้าย : ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23

ขวา : ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนที่ 29

 

ความจริงแล้ว หนังธรรมกาย ภาคแรกนั้น เริ่มต้นในสมัย "นายชวน หลีกภัย" เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังไม่มีสีสันต์อะไรมาก เป็นเพียงเรื่องที่ดินและคำสอนเรื่อง "พระนิพพานเป็นอัตตา" เท่านั้น ยังไม่มีการเมืองเข้ามาแทรก หนังเรื่องนี้จึงฉายยาวผ่านมาจนเข้าสู่ "รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร" และปิดกล้องภาคแรก ลงในปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ.2549 เมื่ออัยการสูงสุดในสมัยนั้น ได้ทำการ "ขอถอนฟ้อง" พระธัมมชโย จากศาลอาญา โดยอ้างเหตุผลว่า เพื่อความปรองดองของคนในชาติ อีกทั้งพระธัมมชโยได้คืนเงินที่ยักยอกไปให้แก่วัดพระธรรมกายนับพันล้านบาทนั้นหมดสิ้นแล้ว

ทักษิณ ชินวัตร จึงขี่ม้าขาวเข้าฉาก "เดอะฮีโร่" ของชาวธรรมกาย ในฉากสุดท้าย ปลายเดือนสิงหา 2549 โดยก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเป็นประธานการในงาน "รวมใจทุกศาสนา พัฒนาท้องถิ่นไทย ถวายองค์ราชา ครองราชย์ 60 ปี" ที่สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย ดีเดย์จัดงานใหญ่ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2549 จากนั้นอีกเพียง 1 เดือน อัยการสูงสุดก็ทำการ "ถอนฟ้องธัมมชโย" ทุกข้อหา

 

 

ธัมมชโย หลุดทุกข้อหา กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ในสมัย "ทักษิณ ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรี และหลังจากนั้นมา ก็มีภาพของ "ทักษิณ ชินวัตร" และครอบครัว สวมชุดขาวของธรรมกาย ไปนั่งสมาธิภาวนาและทำบุญในวัดพระธรรมกาย และวัดสาขาในต่างประเทศบ่อยๆ จนถูกจับตามองว่า วัดพระธรรมกาย จะเป็นหุ้นส่วนทางการเมืองของทักษิณด้วยหรือไม่ ?

การเมืองกับการศาสนา ไหลมาบรรจบกัน ณ บัดนั้น ตรงที่ ศรัทธาความเชื่อ บทบาท ภาพลักษณ์ ของ "ทักษิณ ชินวัตร" ได้กลายเป็นอุบาสกสายวัดพระธรรมกายไปแล้ว นั่นเอง !!

 

 

 

ปฏิวัติทักษิณ 2549

 

19 กันยายน 2549 ขณะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีภารกิจที่ยูเอ็น รัฐนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ทางด้านประเทศไทย คณะนายทหารอันมี พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้า ได้นำกำลังเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศไทยไว้ทั้งหมด ส่งผลให้ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" สิ้นอำนาจ และได้ลี้ภัยไปยังประเทศอังกฤษ ซึ่งช่วงนี้ คดีธรรมกาย ภาคหนึ่ง ได้จบไปแล้ว แต่ทางการเมืองยังไม่จบ การปฏิวัติครั้งนี้เรียกว่า "ปฏิวัติพี่"

 

 

 

ปฏิวัติยิ่งลักษณ์ 2557

 

22 พฤษภาคม 2557 หลังจากผ่านการปฏิวัติทักษิณ ในปี 49 มานั้น ฝ่ายทหารก็ปล่อยให้รัฐบาลร่างทรงของทักษิณเข้ามาครองอำนาจอีกหลายสมัย ได้แก่ รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช (พรรคพลังประชาชน) รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของทักษิณ (พรรคพลังประชาชน) และ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของทักษิณ (พรรคเพื่อไทย) ตกวันที่ 22 พ.ค. 2557 คณะนายทหารอันมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้า ได้เข้ายึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์อีกครั้ง และครองอำนาจยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน การยึดอำนาจครั้งหลังนี้ เรียกได้ว่า "ปฏิวัติน้อง"

และในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นี่เอง ที่เกิดคดีฉ้อโกงเงินสหกรณ์คลองจั่นขึ้น เมื่อพระธัมมชโยไม่ยอมมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอตามหมายสั่งของศาล รัฐบาล คสช. จึงออกคำสั่งพิเศษ "ม.44" ส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อมและตรวจค้นวัดพระธรรมกาย ปรากฏว่า "หาตัวพระธัมมชโยไม่เจอ" ไม่รู้หายไปไหน และอยู่ไหน จวบจนบัดนี้ รัฐบาลทหารทำได้แค่เพียง "ขอมีพระบรมราชโองการถอดยศพระธัมมชโย" ลงเป็นเพียง "พระไชยบูลย์" เท่ากับสามัญชนคนธรรมดา เท่านั้น ส่วนในวงการสงฆ์ ก็ยังไม่มีใครกล้า "สั่งสึกพระธัมมชโย" เพราะล้วนแต่กลัวบารมีของสมเด็จช่วง องค์พระอุปัชฌาย์ของธัมมชโย แม้แต่พระสังฆราชองค์ใหม่ก็ไม่กล้า

 

 

สามเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

ซ้าย : สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม) วัดชนะสงคราม

กลาง : สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) วัดพิชัยญาติ

ขวา : พระพรหมบัณฑิต (ประยูร) วัดประยุรวงศาวา