LAST UPDATE :   MAY :  26 : 2018 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

YEAR 2018 CALENDAR

 

 

ประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

 

ซ่อนตัวบ้านศิษย์ !

ตำรวจมุ่งเป้าเจ้าคุณธงชัย

เตือนนิ่ม

ศิษย์อย่าช่วยเหลือ ไม่งั้นคุก

 

อา..ไม่ช่วยกันยามยากแล้วจะช่วยกันยามไหน คนไทยเขาขี้สงสาร ยิ่งเป็นพระเป็นเจ้า ห่มผ้าเหลืองมาหา จะขับไสไล่ส่งก็คงทำไม่ได้

ขั้นตอนต่อไปที่น่าห่วงก็คือ "ถอดยศ" ถือเป็นการปลดจากทุกตำแหน่ง แบบว่าปลดทีเดียวหลุดทั้งพวง มาตรการนี้สำหรับพระที่ยังหลบหนี ถือว่ามีการท้าทายกฎหมายอาญาเพิ่มด้วย เมื่อหาตัวไม่พบ ก็จำเป็นต้องใช้มาตรการ "ปลดกลางอากาศ" อำนาจทำลายล้างสูง พอๆ กับ ม.44

ความจริงแล้ว การถอดยศ ก็เพียงพอถมเถ สำหรับการขุดรากถอนโคนอำนาจเก่าในวัดสระเกศ เพราะถ้ากลายเป็นหลวงตาแล้ว ก็หมดฤทธิ์เดช ทำอะไรไม่ได้ ต่อให้ไม่ติดคุก ก็แทบหาวัดอยู่ยากแล้ว ยิ่งมีคดีติดตัวยิ่งลำบาก

แต่ว่าแปลกมาก รัฐบาลไฟเขียว ให้ดำเนินการกวาดล้าง "สายธรรมกาย" ซึ่งที่โดนไปนั้น เป็นธรรมกายสายรอบเมือง ส่วนสายในเมืองระดับ "พี่น้อง" กันจริงๆ แล้ว ก็คือ สายวัดปากน้ำ ไล่ตั้งแต่ สมเด็จช่วง เจ้าคุณวิเชียร เจ้าคุณสุชาติ และอีกนับสิบเจ้าคุณ ที่หนุนธรรมกายมาตลอด ถึงทุกวันนี้ก็ยังแยกกันไม่ออก ถามว่า ถ้าเอาสายอื่นออกจาก มส. หมด แต่ไม่เอาสายวัดปากน้ำ ซึ่งเป็นธรรมกายอีกสายหนึ่ง จะเป็นการปฏิรูป มส. ได้อย่างไร ?

 

 

 

 

ผู้การฯกองปราบฯฮึ่ม ลูกศิษย์ช่วยเหลือให้ที่พัก " 2 เจ้าคุณ" ยันซุกหมอนวดเรื่องจริง

MGR Online - ผบก.ป. ขู่ใครช่วยเหลือ 2 พระชั้นผู้ใหญ่ให้ที่พักพิง มีสิทธิ์ติดคุก 2 ปี ยอมรับมีพระมั่วหมอนวดเรื่องจริง ต้องประจาน ชงเรื่องให้ มส. ปลดจากตำแหน่ง แฉเปิดบริษัทนอมินี หจก. ดีดี ทวีคูณ รับงานทำหนังสือ แผ่นวีซีดีแผ่พระพุทธศาสนา ใช้แม่ค้าลูกชิ้นถือหุ้นทำธุระกรรมการเงินเบิกจ่ายเงินวัดสระเกศ

ที่ กองปราบปราม พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป.กล่าวถึงการติดตามตัว พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสะเกศและ พระพรหมเมธี สองผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีว่า ขณะนี้ในส่วนของกองปราบยังไม่ได้รับการติดต่อมอบตัวมาอย่างเป็นทางการ ได้มอบหมายให้ชุดสืบสวนตามล่าตัวและกดดันอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของ "พระพรหมสิทธิ" นั้นจากแนวทางการสืบสวนเชื่อว่าจะยังซ่อนตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้หนีไปไหนไกล ส่วน "พระพรหมเมธี" เจ้าหน้าที่ก็ยังคงแกะรอย ยืนยันว่าทั้งคู่ยังอยู่ในเมืองไทย และคาดว่าจะได้ตัวในเร็วๆ นี้


"ขอเตือนไปยังคนสนิทของผู้ต้องหารวมทั้งผู้ที่คิดว่าจะให้ความช่วยเหลือ เพราะการให้ความช่วยเหลือเพื่อให้ที่ซุกซ่อนผู้ต้องหานั้นถือว่าเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 189 ที่ระบุว่า ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผบก.ป.กล่าว


พล.ต.ต.ไมตรี ยังกล่าวถึงกรณีที่ข้อมูลแนวทางการสืบสวนพบว่าพระผู้ใหญ่บางคนที่พฤติกรรมที่มั่วสีกานั้นยอมรับว่า เป็นเรื่องจริงที่พบจากแนวทางการสืบสวนแต่ตำรวจไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าเป็นพระผู้ใหญ่รูปไหน ซึ่งในกรณีนี้ แม้ว่าจะไม่เป็นการกระทำความผิดอาญา แต่ตำรวจก็จะทำเป็นบันทึกการสืบสวน เพื่อเสนอไปยังสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ทราบถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมควรประจานให้สังคมรู้ ซึ่งขั้นตอนต่อไป สำนักพุทธฯ ก็จะเสนอไปยังมหาเถระสมาคม เพื่อเป็นข้อมูลพิจารณาในการปลดพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวจากตำแหน่งต่างๆ รวมถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ด้วย ซึ่งการปลดนั้นจะเป็นมติของมหาเถระสมาคมที่จะพิจารณาต่อไป


ด้าน พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการติดตามตัว พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) ว่า เท่าที่ทราบตัวผู้ถูกกล่าวหา น่าจะหลบออกจากวัดไปตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. หลังกลับมาจากไปทำกิจของสงฆ์ที่ พุทธมณฑล ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม แล้วมาฉันภัตตาหารเพลที่วัด เสร็จแล้วก็กลับมายังกุฏิ ก่อนที่จะหายตัวไป ซึ่งก็คาดว่าน่าจะใช้เวลาในช่วงดังกล่าวหลบออกจากวัดหลบหนีไปกับลูกศิษย์คนสนิทที่ไว้ใจได้


ขณะนี้กำลังให้ฝ่ายสืบสวนตรวจสอบทางเทคนิคเพื่อหาความเคลื่อนไหว ร่วมทั้งเบาะแสความเคลื่อนไหวล่าสุด โดยเชื่อว่าไม่น่าจะหลบหนีไปไหนได้ไกล เพราะตัวท่านเองก็ยังถือว่าเป็นพระสงฆ์รูปหนึ่ง ที่ไม่สามารถจะปลอมตัวได้เหมือนกับเพศฆราวาส ซึ่งก็คาดว่าน่าจะหลบอยู่แต่ในบ้านของลูกศิษย์คนใดคนหนึ่งก็เป็นได้


รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับเบื้องหลังการออกหมายจับกุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามครั้งนี้ ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่สืบสวนหาข่าวมาตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว หลังได้รับข้อมูลเชิงลึกว่าพระเถระชั้นผู้ใหญ่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม โดย พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. ได้สั่งการให้ตำรวจในสังกัดทั้ง บก.ป. บก.ปอท. บก.ปปป. ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาว่ามีความจริงแค่ไหน โดยให้ บก.ปปป.และ บก.ปอท. รวบรวมเกี่ยวกับเรื่องเส้นทางการเงิน และ บก.ป. ดำเนินการสืบสวนในเรื่องพฤติกรรมที่ทำตัวไม่เหมาะสมแล้วนำข้อมูลทั้งหมดมารวบรวมเพื่อตกผลึก

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า นอกจากการสืบสวนสอบสวนหารายละเอียดในด้านเส้นทางการเงินของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินทอนวัดแล้ว เจ้าหน้าที่ยังได้สืบสวนเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคลต่างๆ ที่พบในคดีนี้ว่า มีความเกี่ยวข้องกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่ถูกออกหมายจับเป็นในลักษณะใดกันบ้าง จนข้อมูลทั้งหมดเริ่มชัดเจน จึงได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

เริ่มจากกลางเดือนพฤษภาคม พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป.พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบก.ป. พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1.บก.ป.พร้อมเจ้าหน้าที่ปปง.นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 265/154 หมู่บ้านสีวลีรามคำแหง ถ.ราษฎร์พัฒนา (ซอยมิสทีน) แขวงและเขตสะพานสูง บ้านของนางฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา แต่ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นไม่อยู่ พบแต่ ร.ท.ฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา เจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย อยู่กับภรรยา และ น.ส.นุชรา สิทธินอก อายุ 32 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ แม่ค้าตลาดสี่มุมเมือง ที่มาคอยทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน


จากแนวทางการสอบสวนเส้นทางการเงินพบน.ส.นุชรา ได้ไปเบิกแคชเชียร์เช็คจากพระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือเจ้าคุณเทอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศวรวิหาร 5 ครั้ง ครั้งละ 5 ล้านบาท โดยจัดทำเป็นงบทำหนังสือและแผ่นวีซีดีเผยแผ่พระพุทธศาสนา ที่วัดสระเกศได้งบประมาณมาจากสำนักพุทธฯ 30 กว่าล้านบาท โดยมี นายธีระพงษ์ พันธ์ศรี ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระภายในวัดสระเกศ นำ น.ส.นุชรา ซึ่งถูกตั้งให้เป็นผู้จัดการ หจก. ดีดี ทวีคูณ ไปรับเช็ค 5 ครั้ง รวม 25 ล้านบาท เข้าบัญชี น.ส.นุชรา ก่อนที่ นายธีระพงษ์ จะพา น.ส.นุชรา ไปเบิกเงินออกมาจากธนาคาร ครั้งละ 1.8 ถึง 1.9 ล้านบาท โดยไม่ยอมเบิกเงินเกิน 2 ล้านบาท เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐ


จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่พบว่า หลังจากได้เงินดังกล่าวมาแล้วได้ต่อยอดไปถึงนางฑัมม์พรอีกที สำหรับเงินอีก 5 ล้านบาท จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่าอยู่ที่นายธีระพงษ์ เป็นผู้รับในส่วนนี้ไป จากหลักฐานทั้งหมดที่พบ จึงนำไปสู่การขอออกหมายจับฆราวาส 4 ราย ที่พัวพันกับการฟอกเงินครั้งนี้

สำหรับ นางฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา อายุ 50 ปี เคยเป็นเจ้าของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดีดี ทวีคูณ รับงานประชาสัมพันธ์ต่างๆ ให้กับวัดสระเกศ จดทะเบียนตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 มีความสนิทสนมส่วนตัวกับพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ จนได้รับงานจัดทำหนังสือและวีดีโอเผยแผ่พุทธศาสนาให้กับวัดสระเกศ รวมทั้งรายการ วิถีไทย วิถีพุทธ ก่อนจะถอนหุ้นออกมาเมื่อปี 2560 จากนั้นได้มี น.ส.นุชรา สิทธินอก แม่ค้าขายลูกชิ้นที่ตลาดสี่มุมเมือง เข้ามาถือหุ้น 14.29 เปอร์เซ็น ร่วมกับ นายกนกศักดิ์ ภูทองอูบ ที่ถือหุ้น 85.71 เปอร์เซ็น นอกจากนั้นยังตั้งให้ น.ส.นุชรา เป็นผู้จัดการ ดูแลเรื่องการเบิกเงินจากวัดสระเกศทั้งหมดด้วย

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 27 พฤษภาคม 2561

 

ฮา..สภาโจ๊ก !

ตำรวจแบไต๋ ไม่เอาผิดอดีต มส.

กรณีมีสตรีเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง

เหตุผล : ไม่มีกฎหมายเอาผิด

 

อา..ถามว่าจริงหรือ มีอะไรในโลกมั่งที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว ก็แค่พลิกฝ่ามือ นี่คืออะไร ?

ก็การที่เจ้าหน้าที่ "ให้ข่าวทางสื่อ" อย่างต่อเนื่อง แบบว่าเอา "สตรี" ตีคู่กับเรื่อง "เงิน" ซึ่งเป็นจุดอ่อนของพระ แต่เรื่องเงินดูจะน้ำหนักน้อยกว่าสตรี ก็เลยเอาข่าวสตรีมาตีคู่ เพื่อลดการต่อต้านปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ลง และก็ได้ผล เมื่อโพลล์ออกมา ปรากฏว่า กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่า..ฝ่ายพระผิด

พ่อผลโพลล์ออก เจ้าหน้าที่ก็ "บิดสำนวน" ทันที อ้างว่า "เอาผิดกรณีสตรีไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายระบุโทษ" ดังนั้น ก็จะดำเนินคดีด้านการเงินเพียงอย่างเดียว

ปฏิบัติการเชิงจิตวิทยา "ฆ่าพระ" เช่นนี้แหละ ที่มันบาดใจ เพราะเรื่องเงินกับสตรี เรื่องหลังย่อมจะสร้างความเสียหายให้แก่พระมากกว่า เพราะชาวพุทธรับไม่ได้ แต่กลับกลายเป็นว่า เจ้าหน้าที่แค่ "อ้างผู้เสียหาย" โดยไม่ยอมระบุ "ผู้ทำผิด" ว่าเป็นพระรูปไหน ได้แต่ตีขลุมว่า "พระผู้ใหญ่ทั้งสามรูป" คงไม่บอกมั๊งว่า "หมอนวดคนนั้นนอนกับอดีตพระทั้งสามรูป" มันจะตลกร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์พระศาสนา 2500 ปี

สรุปได้ว่า กรณีนี้ ไม่มีสตรีผู้เสียหาย แต่มี "พระ" เป็นผู้เสียหาย เสียหนักถึงกับ..ถูกจับสึก โดยไม่มีมูล

เซียนพระท่าพระจันทร์ ยังคุยกันสนั่นว่า "กระจอกว่ะ ตำรวจว่า.. พระระดับรองสมเด็จ กรรมการ มส. แต่งชุดซาฟารี ไปเที่ยวนวดแผนโบราณ และได้หมอนวดมาเป็นคู่ขา แต่พระไม่รอดว่ะ ฮา..!"

 

กรณีมีข่าวเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมเกี่ยวกับสีกา ของพระชั้นผู้ใหญ่ 3 รูปนั้น รายงานข่าวระบุว่า ข้อมูลดังกล่าว มาจากคำให้การยืนยันของพยาน ที่ประสบกับพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าวจริง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่คงไม่สามารถเอาผิดในเรื่องดังกล่าวได้ เพราะไม่มีระบุอยู่ในกฎหมายข้อใด จึงจะมุ่งดำเนินการในคดีหลักที่เกี่ยวข้อง คือ กรณีทุจริตเงินทอนวัด

แนวหน้า 26 พ.ค. 61

 

 

วงจรปิด !

ปิดทางเจ้าหน้าที่ล็อกตัวเจ้าคุณธงชัย

 

อา..วงจรปิด ปิดวงจร เป็นยุทธการที่ชาญฉลาด ปิดหูปิดตาเจ้าหน้าที่ "นับร้อย" ที่ยกกำลังเข้าล้อมวัดสระเกศ ตั้งแต่หัวค่ำวันที่ 23 ต่อเนื่องถึงเช้าตรู่วันที่ 24 และยังคงกำลังอยู่จนบัดนี้ ถึงจะไม่เท่าเดิม แต่พระวัดสระเกศก็นอนไม่หลับ เจ้าหน้าที่แฝงตัวอยู่เต็มไปหมด ทำยังกะเจ้าคุณธงชัยเป็นอาชญากรสงครามปานนั้น ร้อนผ้าเหลืองถึงขนาด บรรดาท่านเจ้าคุณ พากันตีตั๋วบินนอกกันแทบเกลี้ยงวัด ที่เหลือก็อยู่ในคุก

แต่นั่นก็คงจะเป็นเหตุผลเพียงพอ ที่เจ้าคุณธงชัยบวกลบคูณหารแล้ว และตัดสินใจ "ปิดวงจร-เผ่นจากวัดกลางดึก" ลบลี้ไปให้ไกลสุดขอบฟ้า ไม่ต่างจากกรณีธัมมชโย ซึ่งขณะนี้ ธัมมชโย เมื่อได้เห็นผลงานการ "สึกพระหน้าศาล" ของรัฐบาลบิ๊กตู่แล้ว ก็คงจะคุยโขมงกับสาวกว่า "เห็นไหม ถ้าวันนั้นหลงพ่อไปมอบตัว มันจะเกิดอะไรขึ้น ดูทิดเอื้อน เอ๊ย เจ้าคุณเอื้อน เป็นตัวอย่าง เป็นถึงรองสมเด็จ เจ้าคณะ กทม. อายุตั้ง 70 กว่า ยังถูกถอดผ้าเหลืองเหมือนเณรน้อย คสช.โหดไหมล่ะ"

กรณีเจ้าคุณธงชัยในวันนี้ เข้าข่ายคดีการเมืองเป๊ะ (รัฐบาลเผด็จการ-ไม่มีหมายเรียก-ส่งกำลังปิดล้อม-จู่โจม-จับสึก-ยัดห้องขัง ภายในวันเดียว เท่ากับ ประหารชีวิต) รูปการนี้ชงลี้ภัยในอังกฤษได้สบาย ง่ายกว่ายันตระเยอะ ดูยิ่งลักษณ์เป็นตัวอย่าง เสียอย่างเดียว ไม่มีโอกาสกลับไทยไปชั่วชีวิต ยกเว้นแต่..แผ่นดินพลิก ทักษิณได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ แต่ถามว่า..เป็นไปได้หรือไม่ ?

 

 

 

NO VIDEO NO SEE !

 

 

หลักฐานเด็ดมัดเจ้าคุณธงชัย โอนเงินล้านวัดเข้าบัญชีฆราวาส

 

ตร.เร่งตามตัว "เจ้าคุณธงชัย" เจ้าอาวาสวัดสระเกศ หลังบุกค้น 2 วัน เจอหลักฐานเด็ด สเตทเมนท์การโอนเงินบัญชีวัดไปยังฆราวาส ตั้งแต่จำนวนหลักแสน จนถึงหลักล้านบาท

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 61 ความคืบหน้าล่าสุดคดีเงินทอนวัด รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสืบสวนด้วยเทคนิคพิเศษ ทำให้ชุดสืบสวนเชื่อว่าพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหารอาจจะยังอยู่ภายในวัดสระเกศ เป็นที่มาของการขอหมายค้นเพื่อปูพรมค้นหาตัวพระพรหมสิทธิอย่างหนัก เมื่อวานนี้ ซึ่งจากการตรวจค้นตลอด 2 วันแม้จะยังไม่พบตัวพระพรหมสิทธิ แต่ก็สามารถเก็บดีเอ็นเอ และพบเอกสารสำคัญหลายอย่าง อาทิ สเตทเมนท์จากธนาคารแห่งหนึ่ง ที่เป็นชื่อบัญชีของวัด พบว่ามีเงินโอนไปยังชื่อบัญชีของฆราวาสที่ถูกจับกุมไปแล้ว จำนวน 3 ครั้ง โดยมียอดเงินตั้งแต่หลักแสนจนถึงหลักล้าน ซึ่งถือว่าเป็น 1 ในหลักฐานสำคัญ

ขณะที่จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่าเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ก่อนการจับกุมเพียง 1 วัน พระพรหมสิทธิได้ขึ้นรถยนต์สีดำ (ที่เคยปรากฏในข่าวไปก่อนหน้านี้ ) เพราะถูกนิมนต์ไปทำกิจในย่านพุทธมณฑล ก่อนจะกลับเข้ามาช่วงเที่ยง จากนั้นจึงนั่งรถกอล์ฟออกไปฉัน ก่อนจะกลับเข้ามาที่กุฏิอีกครั้ง ทั้งนี้พระลูกวัดยืนยันว่าในช่วงประมาณ 19.00 น.วันเดียวกัน เจ้าอาวาสยังอยู่ที่กุฏิ เนื่องจากมีคนขอเข้าพบ ซึ่งภาพจากกล้องวงจรปิดเองก็ถูกลบไปตั้งแต่เวลา 20.00 น. จนถึงเช้าของวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ตำรวจกองปราบนำกำลังเข้าจับกุม นั่นจึงยังเป็นที่คลางแคลงใจของตำรวจ ว่าภาพจากกล้องวงจรปิดช่วงดังกล่าวหายไปไหน ขณะเดียวกันชุดสืบสวนได้กระจายลงพื้นที่ต่างๆ ที่ลูกศิษย์ของพระพรหมสิทธิอาศัยอยู่ รวมถึงลูกศิษย์ที่เป็นข้าราชการ และตำรวจ เผื่อพระพรหมสิทธิจะติดต่อเพื่อประสานขอมอบตัว

สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมของพระผู้ใหญ่ 3 รูป ในเรื่องการยุ่งเกี่ยวกับสีกานั้น ทางทีมข่าวพยายามสอบถามจากตำรวจหลายนาย ซึ่งยืนยันว่าจากข้อมูลการให้ปากคำของพยานพบพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าวจริง แต่ในทางกฎหมายยังไม่พบความผิดดำเนินคดีกับใคร เนื่องจากไม่มีกฎหมายระบุความผิดในส่วนนี้.

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 27 พฤษภาคม 2561

 

สิงคโปร์ - วัดพระธรรมกาย !

สองสถานที่ไปของเจ้าคุณธงชัย

แหล่งข่าวอ้าง แต่..ไม่ยืนยัน

 

 


 

เจ้าคุณธงชัย กับเส้นทางที่ไม่มีทางเลี่ยง

นั่นคือ หนี !

 

ถามว่าทำไมต้องหนี ตอบว่า ก็เห็นๆ กันอยู่ ถ้ายังอยู่ ป่านนี้ก็ "นุ่งกางเกงขาว-กินข้าวแดง" ไปแล้ว อย่าหวังจะได้เห็นดาวเห็นเดือน ขนาดพระเด็กๆ ลูกวัดสระเกศ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ยังโดนจับถอดผ้าเหลืองยัดห้องขัง "ระนาว" ราวกับเด็กอนุบาล เจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา เป็นถึง "รองสมเด็จ-เจ้าคณะ กทม." ก็ไม่มีแม้แต่เวลาบอกลาใคร ไปไม่กลับ กลายเป็น "ทิดเจ้าคุณเอื้อน" ภายในพริบตา

ถามว่า ยุทธการอันสำคัญในรอบร้อยปีนี้มีที่มาอย่างไร ?

คำตอบก็คงเหมือนทนายวันชัยพูดนั่นแหละ ต่อให้อีกร้อยพงศ์พร ก็ไม่มีทางคิดและทำสำเร็จ แต่ความสำเร็จนั้น เห็นได้ว่า "เกิดจากหลายฝ่าย"

ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล คสช. ที่ไฟเขียวให้ปฏิบัติการ

ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหารตำรวจที่พร้อมจะดำเนินการตามคำสั่งของรัฐบาล

ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่พอเจ้าคุณเอื้อนขึ้นรถตำรวจออกวัดสามพระยา ก็รีบเสนอ "ปลด 3 กรรมการ มส." ต่อสมเด็จพระสังฆราช ทันที เพื่อให้ไม่มีตำแหน่งตอนไปฝากขังที่ "ศาลอาญา" ครั้นถึงศาลแล้ว อดีตกรรมการ มส. ก็ง่ายต่อการพิจารณา "ไม่อนุญาตให้ประกันตัว"

 

เป็นไปตามเป้าหมาย คือ จับสึก ทันที ไม่มีการรอลงอาญา

ก็ถือว่าจบเกม

 

แต่จบไปแค่ พุทธะอิสระกับเจ้าคุณเอื้อน ส่วนเจ้าคุณจำนงค์กับเจ้าคุณธงชัยนั้น จมูกไว หรือเกลือในกรมตำรวจเป็นหนอน จึงได้กลิ่น รีบเผ่นแต่กลางดึก หาตัวไม่พบจนป่านนี้

ถามว่า สองอดีตกรรมการ มส. จะยอมเข้ามอบตัวหรือไม่ ?

คำตอบก็น่าจะเป็น ถ้าคิดมอบตัวจะหนีทำไม จริงไหม ?

ทั้งสองก็คงใช้หลักการเดียวกับ "ธัมมชโย" นั่นแหละ หลงพ่อจะมอบตัวก็ต่อเมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตย

"ผ้าเหลือง" เป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้สุดชีวิต เพราะถ้าผ้าเหลืองหลุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะหลุดไปด้วย ถึงจะบวชได้ใหม่ก็ใช่ว่าจะเหมือนเดิม ยกเว้นพุทธะอิสระที่ไม่มีอะไรจะเสีย

เจ้าคุณธงชัย วัย 62 เจ้าคุณจำนงค์ อายุ 77 แก่งัก ติดคุกคนละ 10-20 ปี ถ้าไม่ตายในคุก ก็คงคลานออกมาตาฝ้าฟาง นั่นคือสมการว่า ถ้ามอบตัวแล้วจะไหวหรือไม่ และ..ทำไมต้องหนี

เมื่อหนีแล้วก็ต้องหนีให้สุดชีวิต เพราะขืนโลเลกลับเข้ามามอบตัว ก็จะหนักกว่าเจ้าคุณเอื้อนและพุทธะอิสระ ทุกอย่างมันมาไกลเกินกว่าจะกลับแล้ว เมื่อตัดสินใจไปแล้วก็คง..ไปไม่กลับ !

 

 

13 พฤษภาคม 2561

ประชุมพระธรรมทูตไทยที่สิงคโปร์ ภารกิจสุดท้ายของเจ้าคุณธงชัย ในตำแหน่งประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ซึ่งการไปสิงคโปร์ครั้งนี้ บ้างก็ว่าไปประชุมแล้วไม่กลับ (แต่ยังกลับมาประชุม มส. วันที่ 21 พ.ค.) บ้างก็ว่ากลับมาแล้วออกไปอีกครั้ง

 

 

ประชุม มส. ครั้งสุดท้ายในชีวิต วันที่ 21 พ.ค.61

 

 

ถามด้วยว่า เวลานี้เจ้าคุณธงชัยอยู่ไหน ?

ตอบว่า ถ้าดูจากไทม์ไลน์ ไล่ตั้งแต่ "หัวค่ำ" วันที่ 23 พ.ค. ถึง 6 โมงเช้า วันที่ 24 เจ้าคุณธงชัยมีเวลา 12 ชั่วโมงเต็ม ในการหนี และถ้านับจากวันที่ 23 ถึงวันนี้ (26) ก็ปาเข้าไป 3 วันแล้ว ถ้าหนีออกไปจากชายแดนไทยได้ ก็คงอยู่ไหนก็ได้ในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ไต้หวัน โซล โตเกียว ปักกิ่ง แอลเอ นิวยอร์ค ลอนดอน ปารีส อัมสเตอร์ดัม โคเปเฮเกน สต๊อกโฮม ฯลฯ

แต่กระแสข่าวกล่าวเป็น 2 ทาง ทั้งข้างนอกและข้างในว่า ถ้าไม่ไปสิงคโปร์ก็คงลงแถวๆ คลองสาม แต่ตามหลักการแล้ว คนระดับเจ้าคุณธงชัยคงไม่จนตรอกถึงกับวิ่งไปซุกปีกพ่อใหญ่แห่งคลองสามหรอก ประเดี๋ยวจะกลายเป็นชักศึกเข้าบ้านเพิ่มเติม ของเก่าก็แย่อยู่แล้ว ของใหม่จะมาอีกเหรอ ดังนั้น คลองสามตัดทิ้งไป

ต่อไปก็..สิงคโปร์ ถามว่า ไปทำไมสิงคโปร์ เพราะไม่มีอะไรที่สิงคโปร์ เจ้าคุณธงชัยไปสิงคโปร์ครั้งล่าสุดก็ร่วมงานวัด วัดสระเกศไม่มีสาขาที่สิงคโปร์ แถมสิงคโปร์ก็เล็กนิดเดียว ถ้าไปสิงคโปร์ก็คงแค่..ชั่วคราว เพื่อต่อเครื่องบินไปไหนซักแห่งในโลกใบนี้

 

 

พุทธะอิสระฟลาวน์

หนึ่งแลกได้แค่หนึ่ง คือเจ้าคุณเอื้อน

จากเดิมที่กะจะแลก 3 แต่อีกสองดิ้นหลุด

 

 

เจ้าคุณจำนงค์ - เจ้าคุณธงชัย

ไม่ยอมแลกกับพุทธะอิสระ เพราะว่าคนละเบอร์

 



 

สู้อุตส่าห์เล่นทั้งบทโหด (โดนปืนจี้หัว) และบทเปลือย

เปลืองตัวขนาดนี้ ก็ยังได้แค่นี้

 

 

ถามว่า ที่ไหนที่น่าไปสำหรับเจ้าคุณธงชัย ?

ตอบว่า มีหลายประเทศ ทั้งยุโรปและอังกฤษ ส่วนสหรัฐอเมริกานั้น ไม่มีสาขาที่น่าไป ก็ตัดออกไปอีกเช่นกัน

ยุโรปและแสกนดิเนเวียนั้น มีสาขาวัดสระเกศหลายประเทศ เพราะเจ้าคุณธงชัยได้รับมอบหมายจากสมเด็จเกี่ยวให้ดูแลพระธรรมทูตในยุโรป ส่วนเจ้าคุณเสนาะดูแลทางอเมริกา ดังนั้น ฐานในยุโรปของเจ้าคุณธงชัยจึงแน่นหนามาก รวมทั้ง..อังกฤษ

"วัดพุทธาราม-ลีดส์" วัดน้องใหม่ที่เพิ่งตั้งได้เพียง 2 ปีกว่า แต่โตไว มีฐานะแน่นหนา กะว่าจะรับเป็นเจ้าภาพประชุมใหญ่ในปีหน้า ถ้าไม่มีปัญหาเข้ามาแซงหน้าเสียก่อน

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า บุคคลสำคัญที่เจ้าคุณธงชัยคุ้นเคยนั้น มีนามสกุล "ชินวัตร" เป็นหลักในอังกฤษ แถมเจ้าของ "เลสเตอร์ซิตี้" แห่งดิวตี้ฟรี "King Power" ก็อุปถัมภ์กันมาอย่างแน่นหนา ถึงคราวเกิดปัญหาก็เชื่อว่า..คงไม่ทิ้งกัน

ถามเอง ตอบเอง เด้อ ว่าเจ้าคุณธงชัย สิไปไส ?

 

ข่าวกรองกาก จาก..อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม  25 พ.ค.2561

 

แค่ลือ จับเจ้าคุณธงชัยในห้องใต้ดิน !

 

ลือ ถือว่าไม่จริง ถ้าจริง ไม่ลือ

 

 

ผู้การกองปราบปฏิเสธข่าวลือรวบเจ้าอาวาสวัดสระเกศได้ในห้องใต้ดินภายในกุฏิ แจงเข้าค้นรอบ 2 แค่เก็บหลักฐานเอกสารการเงินเพิ่มเติม 

วันนี้ (25 พ.ค.) เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมามา พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป.กล่าวถึงกระแสข่าวจับกุมพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) หรือเจ้าคุณธงชัย เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร , กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 10 ในห้องใต้ดินภายในกุฏิฉัตรลีลาของพระพรหมสิทธิว่า หลังสั่งการ พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป.ให้นำกำลังเร่งติดตามจับกุมตัว พระพรหมสิทธิ นั้นล่าสุดยังไม่ได้รับรายงานว่าได้จับกุม พระพรหมสิทธิ ได้ใต้ภายในห้องใต้ดิน ซึ่งข่าวดังกล่าวเป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น 

รายงานแจ้งว่า เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมานั้นทางกองปราบปราม พร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน เดินทางเข้าค้นกุฏิฉัตรลีลาเป็นครั้งที่ 2 นั้นเป็นเพียงการเข้าเก็บหลักฐานเอกสารการเงินเพิ่มเติม ส่วน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานก็เข้าเก็บหลักฐานทั้งเป็นเอกสารวัตถุ พยานจำพวกดีเอ็นเอ ที่อาจมีความเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัดเท่านั้น


ผู้จัดการ 25 พ.ค.2561

 

ลือ จับเจ้าคุณธงชัย ห้องใต้ดิน !

 

 

 

ลือสะพัด ! ตำรวจบุกทลายห้องลับชั้นใต้ดินวัดสระเกศ รวบตัว "เจ้าคุณธงชัย" ได้แล้ว แต่ยังไม่ยอมสึก 

วันนี้ (25 พ.ค.) มีรายงานว่า ตำรวจกองปราบปรามได้บุกเข้าตรวจค้นวัดสระเกศราชวรวิหาร และได้ทำการทุบห้องลับชั้นใต้ดินสามารถรวบตัว พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) หรือเจ้าคุณธงชัย เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และเจ้าคณะภาค 10 ได้แล้ว หลังหนีหมายจับศาลอาญาข้อหาฟอกเงิน แต่เจ้าตัวยังไม่ยอมสึ

 

ผู้จัดการ 25 พ.ค.2561

 

ปปช. เร่งไม้ !

 

สั่งพิจารณาคดีเงินทอนวัดด่วน

สัปดาห์หน้า !

 

 

 

ป.ป.ช.จ่อชงสำนวนคดี "เงินทอนวัด" ประชุมสัปดาห์หน้า

เลขาฯป.ป.ช. สั่ง จนท. แสวงหาข้อเท็จจริง สำนวนทุจริตเงินทอนวัดพันพระผู้ใหญ่ สรุปเรื่อง ชงเข้าที่ประชุม ป.ป.ช. สัปดาห์หน้า 


25
พ.ค. 61 นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการแสวงหาข้อเท็จจริงคดีทุจริตเงินทอนวัด ในสำนวนที่กองบังคับ

การปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ส่งมาให้ในล็อตที่มีพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม (มส.) ถูก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมเสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเอาไว้ ว่า

ตนได้มีคำสั่งด่วน ให้เจ้าหน้าที่ในคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว รีบดำเนินการสรุปเรื่อง เพื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ พิจารณาในสัปดาห์หน้า ส่วนจะเป็นการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ในวันพุธที่ 30 พ.ค. หรือพฤหัส 31 พ.ค.นั้น ต้องแล้วแต่ประธานคณะกรรมป.ป.ช.จะเป็นผู้บรรจุวาระการประชุม

"สั่งให้เจ้าหน้าที่สรุปเสนอกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสัปดาห์หน้านี้ สรุปจากเรื่องที่ ปปป. ส่งสำนวนมาให้ ป.ป.ช. กับสิ่งที่เจ้าหน้าที่ไปแสวงหาข้อมูลมา และได้ให้ประสานข้อมูลกับทางตำรวจกองปราบปรามในกรณีที่เป็นข่าวดังกล่าวว่ามีส่วนเกี่ยวโยง เกี่ยวข้องกันอย่างไรหรือไม่กับเรื่องที่ปปป.ส่งมานั้น ส่วนกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่จะพิจารณาอย่างไรก็ต้องแล้วแต่ที่ประชุม" เลขาฯ ป.ป.ช. กล่าว

 

ที่มา : คมชัดลึก : 26 พฤษภาคม 2561

 

 

ค้นวัดสระเกศรอบสอง !

 

รื้อกุฏิฉัตรลีลาหาดีเอ็นเอเจ้าคุณธงชัย

ในฐานะผู้ต้องหานัมเบอร์วัน

 

 

MOST WANTED

 

อา..แบบนี้ภาษานักร้องเรียกว่า "ช้ำกว่าเดิม" ฮ่ะ ข่าวว่า ตัวเจ้าคุณธงชัยใช่แค่ไม่อยู่วัดเท่านั้น แม้แต่พระลูกวัดระดับเจ้าคุณก็บินนอกกันหมดแล้ว เจ้าคุณบุญทวีเป็นตัวอย่างอันดีว่า เสี่ยงถูกจับถอดผ้าเหลือง ไปนอนกินข้าวแดงในคุก เรียกได้เต็มปากเต็มคำว่า วัดสระเกศแตกยับ แถมยับยู่ยี่ไปด้วยรอยเท้าของเจ้าหน้าที่ที่เข้าออกหลายรอบ รอบสองยังไม่แน่ใจว่าจะจบ อาจจะมีรอบ 3-4-5 ถ้า..มีข่าวว่า ฯลฯ

 

 

ค้นวัดพระพรหมสิทธิ-พระพรหมเมธี รอบ 2 เน้นในส่วนของเอกสารทางการเงิน

MGR Online - กองปราบขอหมายค้นครั้งที่ 2 ค้นกุฏิฉัตรลีลาของพระพรหมสิทธิ และ วัดสัมพันธวงศาราม ของพระพรหมเมธี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาข้อหาฟอกเงิน เพื่อตรวจสอบเอกสารทางการเงินทั้งหมด

วันนี้ (25 พ.ค.) ที่ กองปราบปราม เมื่อเวลา 15.00 น. พ.ต.ท.กิตติเมศร์ โชติปิติเจริญรัฐ สว.กก.1 บก.ป. พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน เดินทางเข้าค้นกุฏิฉัตรลีลา ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของค้นวัดพระพรหมสิทธิ - พระพรหมเมธี รอบ 2 เน้นในส่วนของเอกสารทางการเงิน เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 10 พ.ต.ท.กิตติเมศร์ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า วันนี้ได้ขอหมายค้นครั้งที่ 2 เพื่อดำเนินการตรวจค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยจะเน้นในส่วนของเอกสารทางการเงินทั้งหมด


ด้าน พ.ต.อ.อนุราช จิตศีล ผกก.กลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีการเก็บหลักฐานสำคัญบางอย่างเพื่อไปตรวจพิสูจน์แล้ว ทั้งเป็นเอกสารวัตถุพยานจำพวกดีเอ็นเอ ซึ่งมีความเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลต่างๆ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัด โดยลายนิ้วมือจะมีมากกว่า 1 คนหรือไม่นั้น จะต้องนำไปตรวจสอบก่อนต้องรอผลการพิสูจน์ ส่วนกล้องวงจรปิดวันนี้ยังไม่ได้ทำการตรวจสอบ ซึ่งจะต้องมีการประชุมการสอบสวนก่อนจะเข้ามาตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง

ด้าน ลูกศิษย์วัด (ขอสงวนชื่อ - สกุล) เปิดเผยว่า กรณีบัญชีของเจ้าอาวาสมีเงินฝากกว่า 132 ล้านบาทว่า เป็นเงินที่ประชาชนบริจาคเพื่อบูรณะบำรุงวัดเท่านั้น ไม่ได้มีการใช้จ่ายส่วนตัว สามารถตรวจสอบได้ ส่วนกรณีเรื่องประตูลับที่สื่อหลายสำนักนำเสนอข่าวว่าเป็นทางหลบหนีของเจ้าอาวาสนั้น เป็นความเข้าใจผิดของสื่อ เพราะประตูดังกล่าวใช้สำหรับขนวัสดุก่อสร้างและมีคนเข้าออกบ้างบางเวลาเท่านั้น ส่วนที่มีรายงานข่าวว่า เจ้าอาวาสวัดสระเกศจะสร้างโรงแรมในพื้นที่วัดนั้น ขอย้อนว่า ความเป็นจริงแล้วสามารถทำได้หรือไม่ สำนักงานเขตจะอนุมัติให้ก่อสร้างหรือไม่ พร้อมเชื่อว่าเจ้าอาวาสไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศอย่างแน่นอน

รายงานแจ้งว่า เจ้าหน้าที่กองปราบปราบอีกชุด ได้เข้าตรวจค้นวัดสัมพันธวงศารามเพิ่มเติม หลังวานนี้ได้เข้าตรวจค้นเพื่อจับกุมพระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 4 - 7 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาข้อหาฟอกเงินแต่ไม่พบตัว โดยวันนี้เป็นการตรวจสอบภายในกุฏิพระทั้งหมด เพื่อสำรวจว่าแต่ละห้องเป็นของพระรูปใดบ้าง


รายงานข่าวแจ้งว่า ในทางการสืบสวนพบข้อมูลว่า พระพรหมเมธี ยังอยู่ภายในประเทศไทย ไม่ได้หลบหนีไปต่างประเทศตามข่าวลือ สอดคล้องกับการสอบปากคำของพระคนสนิทให้การว่า พระพรหมเมธี กำลังพิจารณาถึงการมอบตัวสู้คดี แต่เกรงว่าศาลจะไม่อนุญาตให้ประตัวเหมือนกับพระผู้ใหญ่ทั้ง 5 รูป ที่ถูกจับและถูกสึก นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพระคนสนิทของพระพรหมเมธี พบว่า ยังไม่มีรูปใดหายไปแต่อย่างใด ทั้งนี้ ทางชุดสืบสวนได้เร่งติดตามจับกุมตัวให้ได้มากที่สุด

 

ยันอดีตกรรมการ มส. ยังคงอยู่ในประเทศ

 

ฐิติราชยัน พระพรหมสิทธิ-พระพรหมเมธียังหลบหนีอยู่ในประเทศ วอนขอให้มอบตัว 

MGR Online - ผบช.ก. ระบุ "พระพรหมสิทธิ - พระพรหมเมธี" หลบอยู่ในประเทศ กำลังเจรจาให้มอบตัว จากการตรวจค้นวัดทั้ง 3 แห่ง พบหลักฐานอื่นๆ ที่ไม่เหมาะสมกับสมณเพศ แต่ไม่ขอเปิดเผย ยันจับ "พุทธะอิสระ" ถูกยุทธวิธีแต่อาจไม่ถูกใจ


วันนี้ (25 พ.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีเงินทอนวัด ว่า ยังมีภารกิจบางส่วนที่ยังไม่เรียบร้อย อาทิ การติดตามเป้าหมายที่ยังไม่ได้ตัวอีก 2 ราย คือ พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ และ พระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม อยากให้ทั้ง 2 รูป มามอบตัวดีกว่า เพราะเคยมีคุณงามความดี แต่ไม่ขอกล่าวรายละเอียดคดี เพราะยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ทั้งนี้ ในการตรวจค้นวัดทั้ง 3 แห่งเมื่อวานนี้ พบหลักฐานอื่นๆ ด้วย มีทั้งที่ไม่เหมาะสมกับสมณเพศ แต่ไม่ขอเปิดเผย อยู่ระหว่างพิจารณาว่าต้องนำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมหรือไม่

"อยากบอกให้ทราบว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำมีเพียงเรื่องเดียว คือ ต้องบังคับใช้กฎหมาย เพราะมีความไม่งดงามในสมณเพศ ทำให้พระพุทธศาสนาเสียหาย คนทำงานก็ตระหนักว่าขณะนี้กำลังดำเนินคดีกับพระ อะไรที่ไม่ถูกต้องไม่มีพยานหลักฐานชัดเจนเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทำ แค่คิดก็ไม่ดีแล้ว มันบาป สิ่งเหล่านี้
เจ้าหน้าที่ตระหนักอยู่ ยืนยันว่า ทั้งหมดเป็นการดำเนินการภายใต้ข้อมูลของตำรวจที่มี" ผบช.ก. กล่าว และว่า ตำรวจทำอะไรก็ตระหนักเสมอว่ายังมีลูกศิษย์ลูกหาของพระแต่ละรูปที่ยังมีความศรัทธาอยู่

พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวว่า ส่วนการติดตามจับกุมพระอีก 2 รูปที่หลบหนีนั้น ยืนยันว่า ทั้ง 2 ท่านยังอยู่ในประเทศไทย ตอนนี้ก็ใช้วิธีการเจรจาพูดคุยกับคนใกล้ชิด ซึ่งตำรวจก็ให้เกียรติท่าน ได้มีโอกาสมอบตัว เพราะน่าจะเป็นสิ่งที่งดงามมากกว่า ไม่ขอเปิดเผยว่ามีการประสานอย่างไร เอาเป็นว่ามีการเจรจาประสานระหว่างกัน แต่ยืนยันตนขอให้มามอบตัว ตอนนี้จากการพยายามหาตัวทั้ง 2 ท่าน และการเจรจาที่เกิดขึ้น มีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางที่ดี อยากให้ท่านมาพิสูจน์ทราบตัวเอง จะได้เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากท่านยังหลบหนีอยู่ก็เสียความเป็นตัวท่านเอง เพราะคนหลายคนก็เคารพท่านอยู่ มาต่อสู้ความจริงไปดีกว่า


สำหรับการขยายผลนั้น พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ขอลงรายละเอียด แต่อยากให้มองว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องระบบ เป็นเรื่องหลักการใหญ่ๆของประเทศ เพราะศาสนาเป็นสถาบัน เป็นเสาหนึ่ง ใน 3 เสาหลักของประเทศ คือ ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ ถ้ามีผู้นำความไม่งดงามมาสู่ 3 เสาหลัก ก็ไม่ดี

"สิ่งที่ตำรวจสอบสวนกลางกำลังทำ คือ ทำสิ่งนี้ให้มั่นคง อยากให้เป็นที่พึ่งของประชาชนจริงๆ ยอมรับ พระมีหลายรูปแบบที่ตรวจสอบพบ บางรูปก็นอกลู่นอกทาง แสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ ในกลุ่มศิษยานุศิษย์ก็มีด้วย คนที่ติดตามข่าวก็ต้องติดตามอย่างมีสติ ย้ำว่าตำรวจดำเนินการโดยเอาพยานหลักฐานเป็นตัวตั้ง ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือเหตุผล ไม่ได้เลือกปฏิบัติ ใครผิดก็ต้องถูกดำเนินคดี ขอให้แยกแยะ" ผบช.ก. กล่าว

พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวด้วยว่า วันนี้ได้ขออนุมัติหมายค้นเพิ่มเติมอีก 2 จุด คือ ในวัดสระเกศและวัดสัมพันธวงศ์ เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เมื่อวานเป็นเพียงการเริ่มต้น แค่ขั้นตอนแรก หลังจากนี้ คงมีอะไรทำอีกเยอะ ใครก็ตามที่ไม่ดี หมายรวมถึงพระด้วยก็ต้องดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่ขอเปิดเผยว่ายังมีใครเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอีกบ้าง ต้องขยายผล ตอนนี้เพิ่งเริ่มต้น

เมื่อถามว่า นี่คือ ปฏิบัติการจัดระเบียบสงฆ์ หรือไม่ ผบช.ก. กล่าวว่า เป็นภารกิจของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ในส่วนของตำรวจ คือ การบังคับใช้กฎหมาย เป็นหน้าที่ของ ทั้ง พศ. และ มส. ในการเพิ่มศรัทธาให้กับประชาชน


 

 


พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวถึงปฏิบัติการจับกุมอดีตพระพุทธะอิสระ ที่ถูกวิจารณ์ว่า เจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุว่า ก็ว่ากันไป แต่ตำรวจก็ให้เกียรติในฐานะที่ครองจีวร บางทีการทำงานก็ต้องระมัดระวัง เจ้าหน้าที่ต้องระวังตัวด้วย ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทุกฝ่าย อาจมีสถานการณ์แทรกซ้อน อาจมีใครทำอะไรในสถานที่นั้นก็ได้ ไม่มีใครอยากให้เกิดการเจ็บ การตาย จากการปฏิบัติหน้าที่ หากมีกระสุนสักลูกโผล่มาก็ต้องมานั่งไล่เรียงกันอีกว่ามาจากใคร จากเจ้าหน้าที่หรือเปล่า

"ที่ผ่านมา อดีตพระคนนี้ไปไหนมาไหน มีการ์ด มีคนคุ้มกันมากมาย เจ้าหน้าที่ก็ต้องระวัง ประกอบกับช่วงปฏิบัติการเป็นช่วงเช้ามืด สถานที่ก็กว้างและในทางยุทธวิธี จุดที่เข้าไปเป็นพื้นที่ที่สถาปนาโดยฝ่ายตรงข้าม เราหมายถึงเจ้าหน้าที่ไม่คุ้นชิน ไม่รู้ว่ามีใครอยู่ตรงไหน อย่างไร ก็ต้องยกกำลังไปเพื่อความปลอดภัย แต่สุดท้ายภารกิจก็ลุล่วงไม่มีการสูญเสียใดๆ อาจไม่ถูกใจใครบางคน แต่ก็ขอให้เข้าใจเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย หากมีการเจ็บการตายเกิดขึ้น เรื่องราวก็จะไม่ง่ายอย่างนี้ ยอมรับว่า ผมไม่สามารถอธิบายยุทธวิธีให้ทุกคนทราบได้ มันเป็นหลักของความปลอดภัย ทั้งต่อเป้าหมายและต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องนี้ถูกยุทธวิธี แต่อาจไม่ถูกใจ" ผบช.ก. กล่าว


 

ที่มา : ผู้จัดการ : 26 พฤษภาคม 2561

 

ยังไม่รู้ อยู่หรือไป ?

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไข

อดีตกรรมการ มส. หายไปไหน ไม่ทราบ

 

 

 

โอม มหาระรวย !!

ใครเห็นงงงวยถูกใจชายหญิง

ปัญญาจ้าแจ่ม หัวแหลมเหมือนลิง

ถึงคราวต้องวิ่ง ใครไล่ไม่ทัน เพี้ยง !!

 

อา..ก็ต้องนับว่า พระพรหมสิทธิ หรือเจ้าคุณธงชัย และพระพรหมเมธี หรือเจ้าคุณจำนงค์ นั้น ทั้งสองท่านเป็นพระสุปฏิปันโน จึงมีฤทธิ์ ถ้าไม่ "อิทธิฤทธิ์" ก็ต้องเป็น "อิทธิพล" สามารถล่องหนหายตัวออกนอกวัดได้ ทั้งๆ ที่ตำรวจก็ยืนยันว่า ก่อนเข้าจับกุมได้วางกำลังป้องกันผู้ต้องหาหลบหนีทุกทิศทาง แต่สุดท้ายก็..หนีรอดไปได้ แบบนี้จะให้พูดว่าอย่างไร ถ้าไม่ใช่..มีฤทธิ์

ถ้าไม่มีฤทธิ์ ก็แสดงว่า ต้องมีพรายกระซิบ ระดับ "เกลือเป็นหนอน" ทั้งสองท่านจึงสามารถเล็ดรอดสายตาเหยี่ยวตำรวจไปได้ แถมเมื่อออกไปได้ตั้งนานหลายสิบชั่วโมงแล้ว ตำรวจก็ยังตามจับไม่ได้อีกต่างหาก ถ้าไม่มีระดับ "ผู้มีบารมี" คอยปกป้องคุ้มครองอยู่ ก็มีเพียงประการเดียวที่พอจะอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ก็คือ มีฤทธิ์ !

 

 

 

สองผู้มีฤทธิ์แห่งวงการสงฆ์ไทย

 

ผบช.สตม. ไม่การันตี 2 พระชั้นผู้ใหญ่ หนีผ่านช่องทางธรรมชาติ

MGR online - ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เผยสั่งคุมเข้ม พระพรหมสิทธิและพระพรหมเมธี ห้ามออกนอกประเทศแล้ว แต่อาจเป็นไปได้ว่าจะหลบหนีผ่านช่องทางธรรมชาติ 

วันนี้ (25 พ.ค.) พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงศ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) กล่าวถึงข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกประเทศของ พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ซึ่งเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ระหว่างหนี้หมายจับในคดีทุจริตเงินทอนวัดว่า จากการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศจนถึงขณะนี้ ยังไม่พบว่าพระชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 2 รูป ได้ขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศแต่อย่างใด ซึ่งได้รับการประสานจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางให้เฝ้าระวัง ทันทีที่ศาลอนุมัติหมายจับ ก็มีการนำรายชื่อพระชั้นผู้ใหญ่ทั้งสองใส่ลงในระบบบัญชีเฝ้าระวัง ซึ่งเป็นขั้นตอนตามปกติ ทำให้ทุกด่านตรวจคนเข้าเมือง ขณะนี้มีรายชื่อเหล่านี้ปรากฏอยู่แล้วแต่มีความเป็นไปได้กรณีหลบหนีผ่านช่องทางธรรมชาติ แต่ยืนยันได้สั่งกำชับให้ทุกด่านเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดแล้ว

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 25 พฤษภาคม 2561

 

กรองเข้ม กรรมการใหม่ มส. !

รองวิษณุลั่น

"ต้องสดใส ไร้มลทิน"

 

 

อา..ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ที่แล้วๆ มานั้น ถือว่าใช้ไม่ได้ใช่หรือไม่ กับการที่ "ให้พระผู้ใหญ่" เป็นผู้เลือกแต่เพียงคนเดียว เดี๋ยวตำแหน่งนั้นว่าง ก็ชี้เอารูปนั้นเป็นรูปนี้เป็น เป็นโดยไม่รู้ว่าเป็นได้อย่างไร รู้กันก็ต่อเมื่อ..ได้เป็นแล้ว การดำรงตำแหน่งของพระสงฆ์ไทย รวมทั้งการได้ยศถาบรรดาศักดิ์นั้น ถือเป็นเรื่องลึกลับที่สุดในโลกเลยฮ่ะ

เอางี้สิท่านรองวิษณุ ลองเปิดฟรีโหวตดูซักทีเป็นไร เริ่มที่ตำแหน่ง "ประธานสำนักงานกับกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศนี่แหละ" ให้พระธรรมทูตทั่วโลกลงคะแนน และให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ด้วย ขอแค่พูดภาษาอังกฤษ "ซัก 15 นาที" ก็คงพอต่อการ..ลงคะแนน ทำได้เช่นนี้ รับรองว่าโปร่งใส

 

 

 

"วิษณุ" รับ จับพระชั้นผู้ใหญ่สะเทือนใจชาวพุทธ เชื่อ มส. เข้มตั้งพระเถระ

 

"วิษณุ" ยอมรับ การจับกุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่พร้อมกัน ทำให้กระทบกระเทือนจิตใจชาวพุทธบ้าง แต่จะเป็นการปัดกวาดให้สะอาดขึ้น ทำให้ศาสนาพุทธบริสุทธิ์มากขึ้น เชื่อมหาเถระสมาคมจะมีการปรับปรุงกติกาในวงการสงฆ์ใหม่ เข้มงวดการตั้งพระเถระในอนาคตมากขึ้น

วันนี้ (25 พค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจับกุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ว่า ไม่ทราบจะกระเทือนถึงไหน แต่กระเทือนวงการสงฆ์แน่นอน เป็นเรื่องธรรมดา กระเทือนความรู้สึกพุทธศาสนิกชนบางคนบางกลุ่ม แต่คงไม่กระเทือนพระพุทธศาสนา เพราะยังมั่นคงดีอยู่ หากมีอะไรเป็นเหตุเภทภัยเข้ามากระทบ ถ้าสามารถลิดรอนหรือกำจัดออกไปได้จะทำให้พระพุทธศาสนาบริสุทธิ์มากขึ้น ส่วนการดำเนินการว่าใครถูกหรือผิดนั้นไม่ทราบ ไม่มีใครรู้ มีเพียงเจ้าหน้าที่ที่รู้ ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมาย จะไม่ดำเนินการไม่ได้ ต้องมีการต่อสู้คดีกันไป ถ้าพ้นภัยพ้นปัญหาไปทุกอย่างจะกลับมาได้อย่างเดิม แต่ถ้าไม่สามารถต่อสู้ให้พ้นไปได้คดีจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไปสู่ศาล


นายวิษณุ กล่าวว่า คดีทั้งหมดที่กล่าวหานั้นเป็นการกล่าวหาในทางโลกจึงเป็นเรื่องที่ทางโลกต้องไปจัดการ ถ้ามีเรื่องกระทบในทางธรรมหรือทางศาสนา ทางศาสนาต้องเข้าไปจัดการ ทางศาสนาในที่นี้หมายถึงกรณีที่กระทบต่ออธิกรณ์หรือวินัยสงฆ์ ทางศาสนาต้องไปว่ากัน อย่างไรก็ตาม กฎหมายคณะสงฆ์ต้องอยู่กึ่งกลางระหว่างทางโลกกับทางธรรม ซึ่งได้บอกไว้ชัดเจนแล้วว่าในกรณีที่ภิกษุต้องคดีอาญาจะต้องดำเนินการอย่างไร


ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้จะทำให้ประชาชนตั้งคำถามหรือไม่ว่าเราจะสามารถนับถือพระสงฆ์ได้อยู่หรือไม่ เพราะขนาดพระเถระชั้นผู้ใหญ่ยังมีคดีแบบนี้เกิดขึ้น นายวิษณุ กล่าวว่า ใครๆ ก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้มีมานานแล้ว แต่หากเราไปสะดุ้งสะเทือนหมดอาลัยตายอยาก เลิกนับถือพระพุทธศาสนาด้วยเหตุแบบนี้ บรรพบุรุษของเราคงไม่สามารถรักษาพุทธศาสนาได้มาจนถึงปัจจุบัน แต่เพราะบรรพบุรุษไม่คิดแบบนั้น เหตุเกิดที่ไหนก็จัดการตรงนั้นให้จบ บ้านช่องไม่สะอาดก็ปัดกวาดเสีย แต่ถ้าบ้านช่องไม่สะอาดถึงขนาดรื้อบ้านคงไม่คุ้ม


เมื่อถามว่า รอบนี้ถึงขั้นสังคายนาวงการสงฆ์ใช่เลยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า อย่าไปพูดว่าสังคายนา เพราะคำนี้เป็นคำพิเศษที่หมายความถึงกรณีที่ต้องมีการประชุมพระสงฆ์เพื่อตรวจสอบพระไตรปิฎกว่ามีความฟั่นเฟือนวิปริตหรือไม่อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำยาก แต่อาจทำคล้ายๆ สังคายนาได้คือ ประชุมตรวจสอบตกลงกติกาวิธีปฏิบัติ คิดว่าเรื่องนี้มหาเถรสมาคม (มส.) น่าจะนำไปดำเนินการได้


เมื่อถามว่า รัฐบาลจะมีแนวทางดูแลเรื่องพุทธพาณิชย์อย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า พุทธพาณิชย์เป็นคำเรียกกันในความหมายว่าได้มีการนำเอาศาสนา หรือศาสนวัตถุ หรือศาสนบุคคล มาค้าขายหากำไร เป็นเรื่องที่สะเทือนใจชาวพุทธและต้องจัดการกันต่อไป บางเรื่องมีกฎเกณฑ์ที่ควบคุมอยู่แล้ว แต่บางเรื่องอาจไม่มี บางเรื่องที่มีกฎเกณฑ์ควบคุมอยู่ อาจมีช่องว่างให้หลีกเลี่ยงออกไปได้ แต่ถ้าเราเข้มงวดหน่อยสามารถทำได้ คิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีในการทำอะไรให้บริสุทธิ์ผุดผ่องมากขึ้น


เมื่อถามว่า ต่างประเทศจะเข้าใจระบบการดำเนินการในครั้งนี้ของประเทศไทยหรือไม่ เพราะเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องใหม่ แต่ถ้าเขาสงสัยสามารถชี้แจงได้ว่าเรื่องนี้มีหรือไม่มีการกลั่นแกล้ง เรื่องนี้กระทบสิทธิมนุษยชนหรือไม่ หรือล่วงล้ำเสรีภาพในการนับถือศาสนาหรือไม่ ฝรั่งเขาถือเรื่องนี้ ถ้าอธิบาย 3 ข้อนี้ได้ ไม่มีปัญหาสำหรับต่างประเทศ   


เมื่อถามว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนแก่วงการสงฆ์หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นบทเรียนที่ควรตระหนัก สังวรและระมัดระวัง ซึ่งพระผู้ใหญ่บางรูประมัดระวังดีอยู่แล้ว ให้ไปดูจริยาวัตรของพระสังฆราชสวยสดงดงาม ท่านเตือนอะไรก็เป็นปิยวาจา


เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะต้องมีการกลั่นกรองการแต่งตั้งพระเถระชั้นผู้ใหญ่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า น่าจะต้องเป็นเช่นนั้น

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 25 พฤษภาคม 2561

 

ข้าวต้ม - โอวัลติน !

อาหารมือแรกของอดีตพระดัง

 

 

ข้าวต้ม-โอวัลติน ยอดอาหารเช้าของไทย

แต่ไม่รู้ว่าในคุกจะสวยและอร่อยเหมือนในรูปนี้ไหม

ต้องถามใครเอ่ย ?

 



 

ปลุกมาฉันข้าวต้ม

 

 


 

ปลุกมาฉันโอวัลติน

 

พุทธะอิสระซดโอวัลตินแก้หิว เช้านี้เห็น "ตู่-จตุพร" เพื่อนร่วมแดน คุกพิเศษกรุงเทพฯแล้ว 

วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 นายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เปิดเผยกับมติชนออนไลน์ถึงการควบคุมตัวนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อายุ 59 ปี หรืออดีตพระพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จังหวัดนครปฐม และอดีตแกนนำ กปปส. เวทีแจ้งวัฒนะ ผู้ต้องหาคดีปลอมพระปรมาภิไธย, อั้งยี่ซ่องโจรว่า หลังจากรับตัวอดีตพระพุทธะอิสระมาคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเมื่อช่วงค่ำวานนี้ (24 พ.ค.) เจ้าหน้าที่ได้ตรวจร่างกายตามระเบียบขั้นตอนปฏิบัติของเรือนจำ พบว่าที่ตาด้านขวามองไม่ชัด แพทย์นัดตรวจสัปดาห์หน้าแต่ถูกจับกุมก่อน นอกจากนี้ยังพบว่ามีอาการเกี่ยวกับหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท ซึ่งมียาประจำตัว อาการอย่างอื่นปกติไม่มีปัญหา เมื่อวานช่วงเย็นเจ้าหน้าที่ได้นำเครื่องดื่มโอวัลตินไปให้ดื่ม ซึ่งนายสุวิทย์ก็กินตามปกติแต่ค่อนข้างหิว เนื่องจากเมื่อวานไม่ค่อยได้กินอาหาร สำหรับสภาพจิตใจมีความวิตกกังวลบ้าง อยู่ระหว่างปรับตัว ไม่ได้ร้องขออะไรเป็นพิเศษ

นายกฤชกล่าวต่อว่า เมื่อช่วงเช้เข้าไปในเรือนจำก็ได้พูดคุยกับนายสุวิทย์และอดีตพระเถระอีก 5 ​รูป ผู้ต้องหาในคดีเงินทอนวัด เพื่อสอบถามข้อวิตกกังวล พูดคุยตามปกติ และทราบว่าได้รับประทานข้าวต้มที่ทางเรือนจำเตรียมไว้สำหรับนักโทษทุกรายในเรือนจำ ซึ่งทั้งหมดก็รับประทานได้ตามปกติ ตอนนี้ทั้ง 6 คนที่เข้ามาใหม่ยังอยู่ในแดนแรกรับ แต่คนละห้อง ยังไม่ได้แยกไปควบคุมที่แดนอื่น รอดูความเหมาะสมอีกครั้ง ตอนนี้ยังอนุโลมให้สวมมชุดขาวในเรือนจำ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ยังถือว่าตัวเองเป็นนักบวช ก็ยังไม่ชินกับการใส่เสื้อผ้าปกติ ซึ่งทางเรือนจำก็ไม่ขัดข้อง อยู่ระหว่างปรับตัว

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายสุวิทย์หรืออดีตพระพุทธะอิสระได้พบกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.ที่ถูกคุมขังในเรือนจำหรือไม่ นายกฤชกล่าวว่า สอบถามนายสุวิทย์แล้ว บอกว่าเห็นนายจตุพรแล้ว ซึ่งอยู่แดนเดียวกันแต่ไม่ได้พูดคุยกัน ทั้งนี้ คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะทุกคนเวลาเข้ามาอยู่ในเรือนจำก็จะเหมือนกันหมดไม่มีใครได้รับสิทธิพิเศษอะไร

นายกฤชยังกล่าวถึงการเยี่ยมญาติว่า ทางเรือนจำจะจัดให้เยี่ยมตามปกติเหมือนผู้ต้องขังทั่วไปคือเยี่ยมรอบเดียว ดังนั้น กลุ่มมญาติหรือลูกศิษย์ต้องรวมกลุ่มกันเพื่อเข้าเยี่ยม หากมีการเยี่ยมไปแล้วจะไม่อนุญาตให้เยี่ยมอีก เพราะยังมีผู้ต้องขังรายอื่นๆ ที่ญาติมารอเยี่ยมเช่นกัน ซึ่งวันจันทร์- ศุกร์มาเยี่ยมได้ตามปกติ แต่ในวันเสาร์นี้จะเปิดให้ญาติเยี่ยมเฉพาะผู้ต้องขังแดน 5, 6, 7, 8 แดนแรกไม่ได้เปิดเยี่ยม

 

ที่มา : มติชน : 25 พฤษภาคม 2561

 

เปิดปฏิบัติการตลบมุ้งพุทธะอิสระ !

สยบพญาราชสีห์แห่งแจ้งวัฒนะ

ก่อนจะ "ถอดผ้าเหลือง" สิ้นลาย

 

 

 

 

The End of Godfather

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชมปฏิบัติการตลบมุ้งจับกุมพุทธะอิสระ

 

























 

 

เผยคลิปปฏิบัติการ ตำรวจคอมมานโดกองปราบ บุกจู่โจมปิดล้อมกุฏิ "พระพุทธอิสระ" ที่วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ฐานเป็นบุคคลตามหมายจับ โดยกำลังเจ้าหน้าที่มีอาวุธครบมือเข้าไปล้อมห้องแล้วเคาะเรียก พร้อมกับแสดงตัวตามขั้นตอน แต่ไม่มีเสียงตอบรับมาจากภายใน ก่อนดำเนินการใช้ค้อนทุบจนประตูพังแล้วบุกเข้าไปด้านใน ปรากฏว่ามีประตูห้องอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ต้องใช้ค้อนทุบพังเข้าไปอีก กระทั่งพบเจอ "พระพุทธะอิสระ" นอนอยู่ในมุ้ง เจ้าหน้าที่ก็รีบจู่โจมพร้อมตะโกนสั่งให้ให้หมอบลงๆๆ จากนั้นพระพุทธะอิสระก็ลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วห่มจีวร เจ้าหน้าที่จึงนำหมายจับศาลอาญามาแสดง พออ่านหมายเสร็จก็คุมตัวไปทันที...

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 24 พฤษภาคม 2561

 

สึกเจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา !

 

ศาลไม่ให้ประกันตัว

 

 

 

 

จับสึก 5 พระเถระปมเงินทอนวัด คุมตัวนอนคุก หลังศาลไม่ให้ประกัน

ด่วน ! สึกพระเถระ 5 รูป ปมเงินทอนวัด คุมตัวเข้าเรือนจำ หลังมีรายงานว่าศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งไม่ให้ประกันพระทั้งหมด ต้องสึกจากความเป็นพระ คุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 19.30 น.วันนี้ (24 พ.ค.) หลังจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางใช้เวลาพิจารณาหลายชั่วโมง โดยศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง พระศรีคุณาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ พระครูสิริวิหารการ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ พระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือ เจ้าคุณเทอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในฐานร่วมกระทำความผิดคดีฟอกเงิน หรือคดีเงินทอนวัด

ล่าสุดศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิจารณาแล้ว ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ทำให้พระทั้ง 5 รูป ต้องสึกจากความเป็นพระ และถูกคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯทันที

 

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 24 พฤษภาคม 2561

 

 

ปลด 3 พรหม พ้น มส. จ่อจับสึก  !

 

 

 

 

สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้กรรมการมหาเถรสมาคมพ้นจากตำแหน่ง

 

24 ก.พ.61- สมเด็จพระสังฆราชฯ มีพระบัญชาปลดพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ, พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา และพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม พ้นคณะกรรมการมหาเถรสมาคม

 

มีรายงานจากสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) มีพระบัญชา ปลดพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และเจ้าคณะภาค 10, พระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม, พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา พ้นจากคณะกรรมการมหาเถรสมาคม ส่วนตำแหน่งทางปกครอง จะต้องใช้มติจากที่ประชุมคณะกรรมการมหาเถรสมาคม ในวันที่ 30 พ.ค.นี้

 

ที่มา : ไทยโพสต์ : 24 พฤษภาคม 2561

 

 

สกัดเจ้าคุณธงชัยออกนอก !

สตม.ขึ้นบัญชีดำ

 

 

 

แบล็กลิสต์ พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ สกัดเผ่นนอก หนีคดีเงินทอนวัด

 

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองขึ้นบัญชีดำ "พระพรหมสิทธิ" เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ผู้ต้องหาคดีเงินทอนวัด ที่หลบหนีการจับกุมตั้งแต่เมื่อเช้าที่ผ่านมา พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่เข้มงวดจุดผ่านแดนและด่านชายแดนทุกจุดทั่วประเทศ

หลังจากที่เมื่อเช้าที่ผ่านมา (24 พ.ค.) พล.ต.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1.บก.ป. นำหมายจับศาลอาญาเข้าตรวจค้นที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เพื่อจับกุมพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ผู้ถูกกล่าวหาทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม หรือที่เรียกว่าเงินทอนวัด แต่ไม่พบตัว โดยคาดว่าพระพรหมสิทธิหลบหนีออกทางประตูลับหลังวัดไปแล้วก่อนที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น


ล่าสุด พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) เปิดเผยว่า เบื้องต้น ทาง สตม. ได้ขึ้นบัญชีดำ หรือแบล็กลิสต์พระพรหมสิทธิ เพื่อไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศผ่านด่าน ตม. แล้ว พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้เพิ่มความเข้มงวด ตามด่านถาวรทุกจุด และด่านตามแนวชายแดนทั่วประเทศ

 

ที่มา : คมชัดลึก : 24 พฤษภาคม 2561

 

จับสึกพุทธะอิสระ !

 

 

เปิดคำฟ้อง "พุทธะอิสระ" แฉตำรวจจัดหนักทุกเม็ด ต้นตอถูกจับสึก-ส่งเรือนจำ

 

24 พ.ค.61 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 14.30 น.พนักงานสอบสวน บก.ป.ได้ควบคุมตัว พระพุทธะอิสระ หรือพระสุวิทย์ ทองประเสริฐ อายุ 59 ปี เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม และอดีตแกนนำ กปปส. เวทีแจ้งวัฒนะ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา คดีอั้งยี่ซ่องโจร และคดีปลอมพระปรมาภิไธย 2 สำนวน มาฝากขังครั้งแรกต่อศาลอาญา เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. - 4 มิ.ย.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น โดยคดีอั้งยี่ซ่องโจรยังจะต้องสอบพยานบุคคลอีกไม่น้อยกว่า 30 ปาก และรอผลตรวจสอบประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหา และผลการตรวจพิสูจน์ของกลางจากกองพิสูจน์หลักฐาน ส่วนคดีปลอมพระปรมาภิไธย ต้องรอสอบปากคำพยานอีก 5 ปาก และรอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือ

 

โดยคำร้องฝากขังคดีอั้งยี่ ซ่องโจร ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ.57 ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล และ ด.ต.วชิรพงศ์ อุ่นนวลบุรพงศ์ และ ร.ต.ต.สงวน คมขาว ผู้กล่าวหาที่ 1 - 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล ประจำ จ.นนทบุรี ได้รับคำสั่งให้สืบสวนหาข่าวม็อบชาวนาที่หน้ากระทรวงพาณิชย์ จ.นนทบุรี โดยทั้งหมดแต่งกายนอกเครื่องแบบ ซึ่งม็อบชาวนา ได้เดินจากหน้ากระทรวงพาณิชย์ เพื่อยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดที่ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ เพื่อดำเนินคดีโครงการจำนำข้าว โดยผู้กล่าวหาทั้งสามก็ได้เดินทางมากับม็อบชาวนาด้วย ขณะนั้น พระสุวิทย์ ผู้ต้องหา กับพวกได้ยึดพื้นที่ชุมนุมบริเวณดังกล่าวอยู่แล้ว

 

แล้วเมื่อยื่นหนังสือเสร็จ ผู้กล่าวหา ได้เดินทางกลับมาที่ลานจอดรถ ก็มีกลุ่มการ์ดของผู้ต้องหา 3 - 4 คน เดินเข้ามาขอดูโทรศัพท์ของผู้กล่าวหาที่ 2 โดยทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบแล้วจึงร่วมกันทำร้ายร่างกายจับมัดมือไพล่หลัง ใช้ผ้าปิดตา จากนั้นกลุ่มการ์ดวิ่งไปหา ผู้กล่าวหาที่ 1 แล้วร่วมกันทำร้ายเช่นเดียวกัน ส่วนผู้กล่าวหาที่ 3 หลบหนีไปได้ จากนั้นกลุ่มการ์ดได้ค้นตัวผู้กล่าวหาที่ 1 - 2 แล้วเอาโทรศัพท์มือถือ , นาฬิกา , สร้อยคอพร้อมพระไป และพาทั้งสองไปข้างเวที กปปส. ถ.แจ้งวัฒนะ บังคับขืนใจให้ตอบคำถาม กับบอกรหัสปลดล็อคหน้าจอโทรศัพท์ และทำร้ายด้วยการเตะ ต่อยที่ใบหน้า , ศีรษะ , ลำตัว ก่อนใช้ถุงคลุมศีรษะแล้วรัดปากถุงกับลำคอเพื่อให้ขาดอากาศหายใจ

 

กระทั่งวันเดียวกัน (10 พ.พ.57) ผู้บังคับบัญชาของผู้กล่าวหา ได้แจ้งให้ ตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ติดต่อกับ พระสุวิทย์ ผู้ต้องหาให้ปล่อยตัว ซึ่งผู้ต้องหาให้ตำรวจไปพบที่บ้านทรงไทย ตรงข้ามกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยให้หัวหน้าการ์ดกลุ่มฉลามขาว การ์ดประจำตัวผู้ต้องหา มารอรับที่หน้าบริษัท CAT

 

เมื่อไปถึงก็พาไปเต็นท์หลังเวทีปราศรัย อยู่ห่างจากบ้านทรงไทยประมาณ 100 เมตร โดยผู้ต้องหา ใช้วิทยุสื่อสารติดต่อกับบุคคล ซึ่งมีการสอบถามว่าตำรวจสันติบาล 2 คนยังอยู่หรือไม่แล้วบอกว่าสารวัตรสืบประสานขอรับตัวกลับ โดยภายหลังผู้ต้องหาได้หันมาบอกกับตำรวจว่าปล่อยให้กลับอยู่แล้วแต่ให้ผู้บังคับบัญชาของตำรวจทั้งสองมารับเอง ซึ่งระหว่างนั้น 3 - 4 ชั่วโมง กลุ่มการ์ดได้เปลี่ยนกันซักถามและทำร้ายร่างกายผู้กล่าวหา 2 คน ขณะที่กลุ่มการ์ด ได้ใช้ผ้าเย็นเช็ดใบหน้าและลำตัวพร้อมทั้งทาแป้งเพื่อลบรอยบาดแผล แล้วให้ผู้กล่าวที่ 1 กล่าวคำสาบานว่าจะไม่เอาผิดกลุ่มการ์ด กปปส.ก่อนจะพาผู้กล่าวหาที่ 1 - 2 ไปพบผู้ต้องหา โดยให้นั่งลงกับพื้นซึ่งได้แก้มัดที่มือออกแล้วแต่ยังให้ปิดตาไว้กับกำชับว่าอย่าวิ่งหนี ถ้าหนีจะโดนลูกปืน หลังจากนั้นผู้ถูกกล่าวหาได้ซักถามผู้กล่าวหาทั้งสองต่อหน้าสื่อมวลชนประมาณ 30 นาที ซึ่งมีการเผยแพร่ทั้งภาพนิ่ง - วีดีโอ ลงยูทูปกับเว็บไซต์ข่าวหลายสำนัก

 

ต่อมาเวลา 17.00 น.วันเดียวกัน ผู้บังคับบัญชาของผู้กล่าวหา ได้โทรศัพท์คุยกับผู้ต้องหาเพื่อขอรับตัวกลับ กระทั่งเวลา 18.30 น.ผู้ต้องหาจึงปล่อยตัวทั้งสอง ภายหลังผู้กล่าวหาทั้งสองถูกส่งตัวไปรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ

 

การกระทำของกลุ่มการ์ด กับพวกที่ยังไม่ทราบว่าเป็นใครอีก 7 คน ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการแต่งกายชุดดำอำพรางใบหน้า ได้กระทำตามความมุ่งหมายของผู้ต้องหา โดยทำร้ายผู้กล่าวหาที่ 1 มีแผลฟกช้ำ ใบหน้าและกลางอก , บาดแผลฉีกขาดริมฝีปาก , เยื่อแก้วหูฉีกขาดทั้ง 2 ข้าง , กระดูกซี่โครงขวาด้านหลังหัก และตับฉีกขาด ใช้เวลารักษานาน 6 สัปดาห์ ส่วนผู้กล่าวหาที่ 2 ได้รับบาดเจ็บแผลถลอกหน้าผากขวา 3 X 4 ซม. , แผลฟกช้ำตามร่างกายหลายแห่ง และโหนกแก้มซ้าย คางซ้าย ฟันซ้ายล่าง หักบิ่น และฟกช้ำกลางอก ต้นแขนขวา การกระทำของผู้ต้องหา และการกระทำของผู้ต้องหากับพวก ที่ทำให้ผู้กล่าวหาทั้งสองถูกประทุษร้ายต่อทรัพย์ อีกหลายรายการ รวมมูลค่า 60,900 บาท เป็นความผิด เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.

 

ซึ่งพนักงานสอบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานแล้วยื่นคำร้องขอศาลอาญาออกหมายจับ เมื่อวันที่ 23 พ.ค.61 โดยศาล ได้ออกหมายจับผู้ต้องหา เลขที่ 1115/2561 ลงวันที่ 23 พ.ค.61 กระทั่งวันที่ 24 พ.ค.พนักงานสอบสวนได้รับผู้ต้องหาตามหมายจับไว้ พร้อมแจ้งข้อหา ฐานใช้ผู้อื่นให้ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำตามหน้าที่ จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายจิตใจ อันทำให้ได้รับอันตรายสาหัส , เป็นผู้ใช้ให้ผื่นอื่นร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังให้เจ้าหน้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ปราศจาก เสรีภาพในร่างกายและเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส , เป็นผู้ใช้ผู้อื่นร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ข่มขื่นใจให้ผู้อื่นกระทำการใด หรือจำยอม โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น โดยอ้างอำนาจอั้งยี่ หรือซ่องโจรเป็นผู้อื่นให้ปล้นทรัพย์ ให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และเป็นหัวหน้าผู้จัดการหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในอั้งยี่หรือซ่องโจร ซึ่งได้กระทำความผิดตามความมุ่งหมายของอั้งยี่หรือซ่องโจร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 , 298 , 310 วรรคสอง , 309 วรรคสองและวรรคสาม , 339 วรรคสอง , 340 วรรคแรกและวรรคสาม , 213 ประกอบ ม. 84 ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

 

คดีนี้ พนักงานสอบสวน ได้ขอคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาด้วย เนื่องจากเกรงว่า ผู้ต้องหาจะเข้าไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานจนเป็นอุปสรรค ก่อความเสียหายต่อการสอบสวน และเกรงว่าจะหลบหนี

 

ส่วนคำร้องฝากขัง คดีปลอมพระปรมาภิไธย ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย.60 นายวิชัย ประเสริฐสุดสิริ ได้เข้าทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป.ให้ดำเนินคดี กับผู้ต้องหา ที่นำอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.และอักษรพระนามาภิไธย ส.ก.มาประดิษฐานหลังองค์พระเครื่องโดยไม่ได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมราชบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โดยนายวิชัย ผู้กล่าวหา ได้ตรวจพบทางเว็บไซต์ว่าพระเครื่องดังกล่าว มีการสร้างเมื่อช่วงเข้าพรรษาปี 2554 บรรจุปรอทเมื่อวันที่ 15 ส.ค.54 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่สร้างพระสำเร็จ ผู้กล่าวหาเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ , ปลอมขึ้นซึ่งพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 , 250 , 252

 

โดยมีการสอบสวนพยานบุคคล พร้อมทั้งตรวจสอบไปยังสำนักพุทธศาสนา ยืนยันตรงกันว่า ผู้ต้องหาไม่ได้รายงานขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตามกฎระเบียบของมหาเถรสมาคม และจากการสอบสวนพยานบุคคลเจ้าหน้าที่ กรมราชเลขานุการในพระองค์ ยืนยันว่าผู้ต้องหาไม่ได้ขออนุญาตใช้พระปรมาภิไธยย่อ และอักษรย่อพระนามาภิไธย ตามพฤติการณ์และพยานหลักฐาน จึงยืนยันว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้สร้างพระนาคปรก อุดปรอท รุ่นหนึ่งในปฐพี ที่เป็นปัญหาในคดีนี้จริง โดยไม่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญอักษรพระปรมาภิไธย และอักษรพระนามาภิไธยย่อ ไปประดิษฐานหลังองค์พระเครื่องดังกล่าว เหตุเกิดที่วัดอ้อน้อย ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ระหว่างปี 54 - 15 ส.ค.54

 

พนักงานสอบสวน จึงแจ้งข้อหาฐาน ปลอมขึ้นซึ่งพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 250 , 252 ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหา ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยขอให้การในชั้นศาล ขณะที่การฝากขังคดีนี้ พนักงานสอบสวน ระบุว่า หากผู้ต้องหาขอปล่อยชั่วคราวในชั้นศาล ก็ขอให้เป็นดุลยพินิจของศาล

 

ทั้งนี้ ศาลอาญาพิจารณาคำร้องฝากขังทั้ง 2 คดีแล้ว ผู้ต้องหาไม่คัดค้าน ก็อนุญาตให้ฝากขังได้ทั้ง 2 สำนวน

 

ต่อมาเมื่อเวลา 18.00 น.ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราว พระพุทธอิสระ หรือพระสุวิทย์ ทองประเสริฐ อายุ 59 ปี เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม และอดีตแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ ผู้ต้องหา คดีอั้งยี่ซ่องโจรที่การ์ด กปปส.ร่วมทำร้ายร่างกายตำรวจสันติบาล 2 นาย บาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัส และคดีปลอมพระปรมาภิไธย และใช้พระปรมาภิไธยที่มีการปลอมขึ้น ลงองค์พระเครื่องนาคปรกอุดปรอท

 

โดยหลังจากพนักงานสอบสวน บก.ป.ยื่นคำร้องฝากขังผู้ต้องหา ทั้ง 2 สำนวนแล้ว ทนายความ ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด จำนวน 150,000 บาท ในคดีอั้งยี่ซ่องโจร และเงินสดจำนวน 850,000 บาท ในคดีปลอมพระปรมาภิไธยฯ

 

ขณะที่ ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ความหนัก - เบาของข้อหาในส่วนคดีอั้งยี่ซ่องโจร ที่มีอัตราโทษจำคุกสูงและหลายข้อหา อีกทั้งมีผู้ร่วมกระทำผิดอีกหลายราย และผู้ต้องหาก็ยังเป็นบุคคลเดียวกับผู้ต้องหาในคดี ปลอมพระปรมาภิไธยฯ ( พ.1107/2561) ประกอบกับพนักงานสอบสวน ก็คัดค้านการประกันตัวด้วย หากปล่อยชั่วคราวก็เกรงว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ในชั้นนี้จึงยังไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา ให้ยกคำร้อง

 

ส่วนคดี พ.1107/2561 ปลอมพระปรมาภิไธยฯ ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ความหนัก - เบาของข้อหาแล้ว เห็นว่าการกระทำของผู้ต้องเป็นความผิดร้ายแรง และเกี่ยวพันกับคดีอั้งยี่ซ่องโจร (พ.1106/2561) หากปล่อยชั่วคราวก็เกรงว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ในชั้นนี้จึงยังไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา ให้ยกคำร้อง

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้ว มีการนิมนต์พระสงฆ์ ชั้นผู้ใหญ่ 3 รูป จากสำนักพุทธศาสนา และเจ้าหน้าที่อีก 3 คนจาก พศ.มาทำการสึกจากความเป็นพระ โดยถอดพระเหลือง แล้วให้สวมชุดขาว ซึ่งได้ทำการสึกภายในห้องควบคุมผู้ต้องขังของราชทัณฑ์ บริเวณใต้ถุนศาลที่มีสภาพมิดชิดบุคคลภายนอกไม่สามารถมองเห็นได้ โดยเป็นส่วนเฉพาะของเจ้าหน้าที่เท่านั้น

 

จากนั้นเมื่อทำการสึกจากความเป็นสงฆ์แล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้นำรถกระบะของเรือนจำ มาจอดรอที่ทางออกห้องคุมขังดังกล่าว ก่อนคุมตัวอดีต พระพุทธะอิสระ ขึ้นรถกระบะของเรือนจำทันทีเพื่อนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระหว่างการฝากขังนี้ต่อไป ซึ่งระหว่างถูกนำตัวขึ้นรถเรือนจำ มีประชาชนที่ศรัทธาถึงกับร้องไห้ พร้อมกับร้องโวยวายคร่ำครวญว่า ทำไมคนดีที่ต่อสู้เพื่อชาติและศาสนาจะต้องโดนอย่างนี้

 

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า แม้ศาลยังไม่ให้ประกันตัว แต่หลังจากนี้ อดีตพระพุทธะอิสระ ก็ยังสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายที่จะยื่นคำร้องขอประกันตัวใหม่ต่อศาลอาญา หรือยื่นอุทธรณ์การประกันตัวต่อศาลอุทธรณ์ต่อไป ซึ่งการยื่นสามารถดำเนินการได้ตลอดในช่วงระยะฝากขังในคดีดังกล่าว

 

ที่มา : แนวหน้า : 24 พฤษภาคม 2561

 

วบตัวพุทธะอิสระ !

ดำเนินคดี 3 ข้อหา

กรรโชกทรัพย์ อั้งยี่ ซ่องโจร

 

 

 

 

กองปราบฯ บุกรวบหลวงปู่พุทธะอิสระถึงวัด ก่อนหิ้วเข้าสอบแต่เช้าตรู่

นครปฐม - กองปราบฯ สนธิกำลัง บุกรวบ พุทธอิสระ วัดอ้อน้อย นครปฐม คาวัดตั้งแต่เช้าตรู่ คาดเป็นกรณีกรรโชกทรัพย์ รร.เอสซีปาร์ค ช่วงชุมนุม กปปส. ปี 58 พร้อมเร่งนำตัวไปสอบปากคำที่ กองปราบ ขณะจัดกำลังตรวจสอบเอกสารการเงินในวัดและสารผลิตยา โดยปิดวัดไม่ให้ใครที่เกี่ยวข้องเข้าออก

วันนี้ ( 24 พ.ค.) เวลา 06.00 น.พ.ต.อ.เด่นหล้า รัตนกิจ ผกก.ปพ.บก.ป.นำกำลังคอมมานโด จับพระพุทธอิสระ หรือพระสุวิทย์ ธมฺมธีโร ที่วัดอ้อน้อย ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ตามหมายจับคดีกรรโชกทรัพย์ คาดเป็นกรณีกรรโชกทรัพย์1.2แสนบาท โรงแรมเอสซีปาร์ค ช่วงชุมนุม กปปส.เมื่อปี2558

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการบุกจู่โจมเข้าจับกุม หลวงปู่พุทธอิสระ นั้นทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ได้ประสานสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กำแพงแสน , หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ภูธรจังหวัดนครปฐม เจ้าหน้าที่ปบค. สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เขต 7 กว่า 50 นาย เข้าตามหมายจับกุมตั้งแต่ช่วงฟ้าสาง 


โดยพบหลวงปู่พุทธอิสระ และแสดงตัวก่อนจะนิมนต์ตามหมายจับและเร่งนำตัวไปเพื่อสอบปากคำที่ กองปราบปราม โดยไม่มีการต่อสู้ขัดขืน จากศิษย์ใกล้ตัว จากนั้นได้ให้เจ้าหน้าที่กระจายกำลังกันตรวจค้นภายในวัดอ้อน้อย(ธรรมอิสระ) และมีการตรึงกำลังเจ้าหน้าที่และปิดประตูวัดไม่ให้มีการเข้าออกของบุคคลที่ไม่เกี่ยวช้อง


จากนั้นได้มีการนำตัวแรงงานชาวพม่าที่อยู่ภายในวัด 3-4 คน มาทำการตรวจสอบประวัติ อีกส่วนได้เข้าค้นตรวจสอบเอกสารต่าง ๆเกี่ยวกับการบริหารจัดการวัดเรื่องบัญชีรายรับรายจ่าย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่อีกส่วนได้มีการเข้าตรวจสอบสารในการผลิตยาเพื่อจำหน่ายและแจกจ่ายกับศิษย์ว่าเป็นสารที่มีการนำมาใช้ถูกต้องตามหลักการและข้อกำหนดของ อย. หรือไม่


ทั้งนี้ จากการสังเกตบริเวณหน้าวัดได้มีกำลังเจ้าหน้าที่ ทหารตำรวจ กระจายกำลังกันอยู่บริเวณด้านหน้าวัดและโดยรอบอีกส่วน เพื่อป้องกันศิษย์ที่ทราบข่าวอาจจะเจ้ามาก่อความไม่สงบ เมื่อทราบข่าวการบุกจับหลวงปู่พุทธอิสระ แต่ก็ยังไม่ได้มีการรวมตัวแต่อย่างใด มีเพียงคนที่ทราบข่าวได้พยายามมาสอบถามที่หน้าวัด ถึงข้อมูลที่เกิดขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้กำลังเจ้าหน้าที่ได้มีการตรึงกำลังตลอดทั้งวัน โดยยังไม่กำหนดการถอยกำลังออก

 

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 24 พฤษภาคม 2561

 

ฟ้าผ่า !

 

กองปราบ บุกรวบพุทธะอิสระ- 3 กรรมการ มส.

ดำเนินคดีไม่ไว้หน้า !

 

 







เจ้าคุณเอื้อน เจ้าคณะ กทม. ขณะถูกนิมนต์ตัวไปกองปราบ

ภาพจาก : เนชั่น - คมชัดลึก

 

 

ด่วน ! กองปราบตามรวบหลวงปู่พุทธอิสระ- 3 พระผู้ใหญ่คดีเงินทอนวัด

 

MGR Online - เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามบุกจับ พระพุทธอิสระ ได้ ที่วัดอ้อน้อย ตามหมายจับคดีกรรโชกทรัพย์ อังยี่ ซ่องโจร ช่วงชุมนุม กปปส. พร้อม 3 พระผู้ใหญ่ คดีเงินทอนวัด

วันนี้ (24 พ.ค.) เมื่อเวลา 06.00 น. พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการปราบปราม นำกำลังตำรวจกองปราบปราม และตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. กว่า 100 นาย พร้อมหมายศาลเข้าตรวจค้นและ จับกุมพระเถรชั้นผู้ใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคดีเงินทอนวัดประกอบด้วย

"วัดสามพระยา / วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร / วัดสัมพันธวงศาราม / วัดอ้อน้อย จังหวัดนครปฐม"

 

เบื้องต้นมี เจ้าหน้าที่ได้เชิญ พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เจ้าคณะกรุงเทพฯ และกรรมการมหาเถรสมาคม กับพระลูกวัด / พระพุทธอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย"

มาที่กองปราบปรามเพื่อสอบปากคำหลังเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าว นอกจากนี้ พระพุทธอิสระ ยังถูก แจ้งข้อหา อื่น อาทิ ปล้นทรัพย์ อั้งยี่ และซ่องโจร ด้วย

โดยขณะนี้ ยังอยู่ในระหว่างการค้น วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พบเพียงผู้ช่วยเจ้าอาวาส 2 รูป แต่ไม่พบเจ้าอาวาส โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังอยู่ในระหว่างการตรวจค้นหาหลักฐานภายในวัด

มีรายงานว่า จากการตรวจสอบพฤติกรรมและติดตามเฝ้าพระเถรชั้นผู้ใหญ่บางรูป พบมีการใช้เงินของกลางจากทางวัดบินไปเที่ยวต่างประเทศ โดยจะมีการนัดหมายกับสีกาที่มีความสนิทสนมลึกซึ้ง นัดพบกันที่ต่างประเทศสองต่อสอง แต่มักจะอ้างกับลูกศิษย์ว่าไปแสวงบุญเพื่อศาสนา

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 24 พฤษภาคม 2561

 

 

NO HIJAB ON TEMPLE LAND !

ชาวพุทธปัตตานีค้านสุดตัว

กรณีกระทรวงศึกษากดหัวอนุบาลปัตตานี

สั่งให้ทำผิดกฎโรงเรียนที่ตั้งมา 50 ปี

หากไม่มีคำตอบก็พร้อมชุมนุมใหญ่ !

 

 

ภาพ : คมชัดลึก

 

 

อา..ว่าแล้วไง ทำอะไรหุนหันพลันแล่น ไม่มองให้ถึงแก่นของปัญหา จะหาทางออกของการศึกษาโดยไม่ศึกษาให้รอบด้าน ถือว่าเป็นความบกพร่องอย่างแรงของรัฐบาลในปัญหาชายแดนใต้วันนี้

แต่ไหนแต่ไรมานั้น "พุทธจักร" อันได้แก่ ที่ดินที่พระมหากษัตริย์ไทย ทรงโปรด "ยกถวาย" แก่พระพุทธศาสนา ปัจจุบันมี 3 ประเภท คือ เขตวิสุงคามสีมา ที่ธรณีสงฆ์ และที่กัลปนา ถือว่าเป็นที่ดินของวัด จะจัดสรรให้นอกเหนือวัตถุประสงค์หลักออกไปอย่างไรนั้น ไม่สามารถกระทำได้ ยกเว้นแต่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ เช่น กรณีที่ดินวัดดอนเมือง ซึ่งทางท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยขอใช้ รัฐบาลก็ต้องออก "พระราชกฤษฎีกา" โอนที่ดินวัดให้แก่ท่าอากาศยาน และต้องมีค่าผาติกรรม คือชดเชยที่ดินของวัด ในสัดส่วนที่วัดพึงพอใจ และไม่ต่ำกว่ามูลค่าที่ดินนั้น

 

 

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์

ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการส่วนหน้าในชายแดนใต้

 

แต่..ณ วันนี้ รัฐบาลไทย โดยกระทรวงศึกษาธิการส่วนหน้า มี พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เป็นหัวหน้า ได้กระทำการ "ยกกรรมสิทธิ์" บนที่ดินของวัด ให้แก่มุสลิมไป โดยที่วัดและชาวพุทธไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย จะเรียกว่าลักไก่ก็คงไม่ผิด

 

 

 

หนังสือขอยืมที่ธรณีสงฆ์เริ่มตั้งอนุบาลปัตตานี เมื่อ 50 ปีก่อน ที่กระทรวงศึกษาส่วนหน้ามองข้ามความสำคัญ อ้างว่าเห็นแก่เด็ก แต่ความจริงแล้ว เบื้องหลังเด็กเหล่านั้น หาใช่เด็กไม่ มีแต่นักการศาสนาทั้งนั้น ทำเป็นอินโนเซ็นต์ ไปได้ เมื่อทางศาสนาอิสลามพูดถึงพุทธ ก็ต้องให้พุทธพูดมั่ง จะแก้ปัญหาให้เฉพาะอิสลามโดยไม่ถามพุทธเลยนั้นมันก็เกินไป ต้องฟังความกันสองฝ่าย

 

 

ถ้าที่ตรงนั้นไม่ใช่ที่ดินวัดนพวงศาราม และไม่เคยมีการออกระเบียบการแต่งกายเป็นมาตรฐานมาก่อน ถามว่าจะมีปัญหาอะไร แต่ประวัติของโรงเรียนก็ยืนยันชัดเจนว่า "เกิดขึ้นเพราะความเมตตาของหลวงพ่อเจ้าอาวาส" ที่ต้องการเห็นลูกหลานมีโอกาสทางการศึกษา จึงสู้เมตตา "แบ่งที่ดินวัด" ให้ตั้งเป็นโรงเรียน และตั้งมาแล้วถึง 50 ปี ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ถามว่า ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีเด็กมุสลิมเข้ามาเรียนโรงเรียนแห่งนี้เลยหรือ ถ้ามี, แล้วเด็กที่จบไปเหล่านั้น แต่งกายอย่างไร ?

ปัญหาเกิดจากว่า มีชาวมุสลิมบางครอบครัว เห็นว่าโรงเรียนแห่งนี้มีคุณภาพการศึกษาดีเด่น จึงอยากจะให้ลูกหลานได้เข้าเรียน แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ก็เอากฎศาสนาเข้ามาด้วย ปัญหาไม่ได้เกิดจากเด็กหรอก แต่เกิดจากผู้ใหญ่ จะเอาแต่ผลประโยชน์จากโรงเรียนวัด โดยไม่ยอมเสียอะไรเลย ขณะที่วัดซึ่งเสียสละมาตั้งแต่ต้น กลับไม่ให้เกียรติแม้แต่จะพูดคุยกับวัดด้วย ถามว่า แบบนี้มันจะอยู่กันอย่างไร ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาส่วนหน้า ตอบปัญหาให้กระจ่างด้วย มิเช่นนั้นก็อาจจะถูกถามว่า เป็นพุทธหรือเปล่า ?

ความจริงแล้ว เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา ก็น่าจะให้คณะกรรมการโรงเรียนพิจารณา จะเห็นว่าแก้ไขหรือไม่แก้กฎโรงเรียน ก็ให้จบอยู่เพียงแค่นั้น แต่กระทรวงศึกษากลับทำการ "ล้วงลูก" ส่งตัวแทนลงไปล็อบบี้ ทำนองกดหัวให้คณะกรรมการโรงเรียน "เสียงส่วนมาก" ต้องยินยอมต่ออำนาจรัฐ สั่งพุทธให้อ่อนข้อต่อมุสลิม เรื่องน่าจะจบก็เลยจบไม่ลง อยากเล่นเองทุกปัญหา วันนี้ ปัญหามาถึงคุณแล้ว !

 

 

สมาพันธ์ชาวพุทธ จชต. ประกาศลั่น !! ให้กระทรวงฯยกเลิกมติให้คลุมฮีญาบใน รร.ภายในศุกร์นี้ มิเช่นนั้นจะร่วมตัวครั้งใหญ่ !!!

 

วันที่ 23 พ.ค.  ที่โรงธรรมศาลา วัดนพวงศาราม อ.เมือง จ.ปัตตานี สมาพันธ์ชาวไทยพุทธจังหวัดชายแดภาคใต้ พร้อมด้วยผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลปัตตานี ศิษย์เก่าโรงเรียนอนุบาลปัตตานี และเครือขายชาวไทยพุทธ กว่า 400 คน ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ทางกระทรวงศึกษาธิการยกเลิกการอนุญาตให้นักเขียนมุสลิมสวมใส่ ฮีญาบ และใส่กางเกงขายาวเข้าโรงเรียนในโรงเรียนอนุบาลปัตตานีได้ เนื่องจากชาวไทยพุทธในพื้นที่มองว่าการ อนุญาตให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของกระทรวงนั้นเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบธรรมหลักของความยุติธรรม

และใช้อำนาจเกินขอบเขต เพราะโรงเรียนแห่งนี้ได้มีสัญญาการขอยืมใช้พื้นที่ธรณีสงฆ์ของวัดนพวงศาราม โดยให้เจ้าอาวาสปกครองสอดคล้องดูแล และต้องได้รับความเห็นชอบในกรณีต่างๆของโรงเรียน และในกรณีนี้ทางโรงเรียนมีการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของอดีตเจ้าอาวาสที่ได้วางเอาไว้ แหละที่ทราบกันมากันมาตลอดรวมเป็นระยะเวลา 50 ปี ซึ่งแต่ก่อนไม่มีความขัดแย้งใดๆ แต่ครั้งนี้มี ผู้ประสงค์ให้มีการยกเลิกเจตนารมณ์เจ้าอาวาส โดยให้มีการแต่งกายแบบมุสลิม ทำให้การแต่งกายแปลกแยกออกไป

ซึ่งการตัดสินใจของผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในการนี้ เป็นการทำเกินอำนาจและใช้กฎหมาย ที่ไม่คำนึงถึงความรู้สึกสะเทือนใจของพี่น้องชาวพุทธที่รักษาและเคารพเจตนารมณ์ของอดีตเจ้าอาวาสแล้ว จะว่าปัจจุบันการที่มีคำสั่งในการแก้ไขในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาอย่างฉาบฉวย บกพร่องอย่างยิ่ง จึงขอให้ทุกท่านผู้เกี่ยวข้องทบทวนให้ยกเลิกคำสั่ง และให้โรงเรียนยังคงปฏิบัติเหมือนตามที่เคยปฏิบัติมา จากอดีตจนถึงปัจจุบัน การเรียนการสอนเด็กที่มีความราบรื่น

พระครูสมุห์พิสิทธิ์ อนาลโย รองประธานสมาพันธ์ไทยพุทธ จ.ยะลา กล่าวในเวทีการประชุมว่า การที่มีคำสั่งของรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่ออกมาเพื่อเอาใจบุคคลบางกลุ่ม และเพื่อเอาใจเจ้านายบางท่าน ถือว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ท่านเป็นเจ้าพนักงานประพฤติโดยไม่ชอบ ซึ่งตอนนี้ได้ปรึกษากับทนายเพื่อฟ้องร้องศาลอาญา ให้ลงโทษผู้กระทำผิดโดยมิชอบ  ซึ่งในครั้งนี้ เราขอกฎระเบียบที่ตั้งไว้เมื่อ 50 ปีที่แล้วกลับคืนมา

ระเบียบของโรงเรียนที่ตั้งถูกต้องโดยกฎกระทรวง ที่ให้นักเรียนแต่งกายอย่างไร ก็ขอให้กลับมาสู่โรงเรียนอนุบาลปัตตานี และทุกโรงเรียนในประเทศไทย ถ้าวันศุกร์นี้ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ จากผู้ที่เกี่ยวข้องพวกเรา สมาพันธ์ไทยพุทธ  สามจังหวัดใช้แดนภาคใต้ และสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย โดยตนเองเป็นกรรมการทั้งสองแห่ง จะไม่มีวันยอมเรื่องนี้โดยเด็ดขาด ถ้าหากไม่มีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ก็จะมีการรวมตัวชุมนุมกันอีกครั้ง

รายงานสดจาก วัดนพวงศาราม อ.เมืองปัตตานี กรณีผ้าฮิญาบ

 

ที่มา : เว็บไซต์ชายแดนใต้ : 24 พฤษภาคม 2561

 

โดนมั่ง !

ดร.ศิลป์ชัย โดนขู่ รับไม่ได้

ขอขึ้นศาลแทนการคุกคามทางศาสนา

ถามว่า ใครคุกคามใคร ?

 

 


 

 

อา..ก็ไม่รู้สินะว่า สาเหตุอันใด ที่ทำให้ "ศาสนาจารย์ ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์" ถูกขู่ฆ่า แต่คาดว่าน่าจะมาจาก "การกระทำ" ของเจ้าตัว ซึ่งได้โพสต์ทางเฟสบุ๊คไปในวันก่อนๆ นั่นแหละ ไม่มีฝอย หมาที่ไหนคงไม่ขี้

แบบนี้ท่านเรียกว่า "หมองูตายเพราะงู" ฮ่ะ เพราะว่า ดร.ศิลป์ชัย นั้น เป็นถึง "ศาสนาจารย์" ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงศาสนาในหลายปีที่ผ่านมา ได้รับการยอมรับแม้กระทั่งให้ "วิจารณ์ในด้านศาสนา" ซึ่งมาจากเหตุการณ์หรือปัญหาต่างๆ ในทางสังคมไทย โดยเฉพาะก็คือ "พระพุทธศาสนา" ทั้งๆ ที่โดยสถานะแล้ว ดร.ศิลป์ชัย เป็นชาวคริสต์ แทบไม่มีสิทธิ์วิจารณ์ศาสนาอื่น (เว้นแต่จะเรื่องนั้นจะมีผลกระทบต่อศาสนาของตน ซึ่งตนก็ย่อมมีสิทธิ์จะตอบโต้) แต่เพราะความเป็น "อาจารย์ด้านศาสนา" จึงได้รับการอนุโลมดังกล่าว

แต่..แต่การอนุโลมที่ว่านั้น มิได้หมายความว่า "คุณจะพูดหรือเขียนอย่างไรก็ได้" เพราะสุดท้าย บทบาทของคุณก็ไม่ต่างไปจาก "บังโต" ที่ทำงานศาสนา โดยใช้บทบาทด้านอื่นทางสังคมเป็นตัวช่วย

และไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาอะไร ในบทบาทของความเป็นครูบาอาจารย์ ก็ย่อมจะต้องมี "กรอบ" ของความคิด ซึ่งจะกำกับ "บทบาท" ที่แสดงออกต่อสาธารณะ ซึ่งกรอบที่ว่านี้ "ไม่มีขอบเขต" แต่อยู่ที่ "สามัญสำนึก" จะเป็นเส้นบางๆ คอยแบ่งระหว่าง "สิ่งนี้ควร" กับ "สิ่งนี้ไม่ควร" ซึ่งคิดว่าคนเรียนจบด๊อกเตอร์และเป็นถึงศาสนาจารย์ เขียนหนังสือขาย ก็น่าจะผ่านบทเรียนเหล่านี้มาแล้ว ไม่น่าจะมาตายน้ำตื้น

เช่นจู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมาว่า "สถาบันศาสนาของไทย เต็มไปด้วยความโง่เขลา งมงาย มอมเมา ครอบงำ เป็นไม่ธรรม (ไม่เป็นธรรม สงสัยพิมพ์ผิด) ละเมิดสิทธิเสรีภาพ สร้างความขัดแย้ง เห็นแหล่งผลประโยชน์ แหล่งการคอรัปชั่น จนถึงกับเป็นแหล่งอาชญากรรมหลายชนิด แต่กระนั้นก็ถูกยกให้เป็นหนึ่งในสถาบันอันเป็นสรณะของสังคมไทย"

นั่นถือว่า "แตะสถาบัน" ต่อมาก็เล่นสูงถึง "สังฆราช" ศิลป์ชัยโพสต์ว่า "คุณคิดว่า สมเด็จพระสังฆราช จะทรงกล้าขัดแย้งกับวัฒนธรรมพราหมณ์ในราชสำนัก กล้าบอกว่าไม่ถูกหลักศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ รวมทั้งจะกล้าเตือนกษัตริย์เมื่อไปทำพิธีพราหมณ์ และทำตามวัฒนธรรมพราหมณ์ ทั้งที่รัฐธรรมนูญบังคับว่า กษัตริย์ต้องเป็นพุทธมามกะหรือพุทธแท้ หรือไม่ ?"

 

ถามว่า พูดแบบนี้-เขียนแบบนี้ ใช้ได้ไหม เหมาะสมกับความเป็นครูบาอาจารย์ในทางศาสนาไหม หรือว่า ดร.ศิลป์ชัย เป็นได้แค่เพียง..เกรียนศาสนา ?

ทั้งสองกรณีนี้ สามารถ "จุดไฟเผาบ้าน" ของ ดร.ศิลป์ชัย ได้เลย แถมลากคอขึ้นศาลในคดี "หมิ่นประมาทสมเด็จพระสังฆราช และ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ได้เช่นกัน

 

ดร.ศิลป์ชัย อ้อมแอ้มว่า "ผู้เขียนไม่ได้เอ่ยชื่อศาสนาท่านเลย" นี่แสดงว่า ดร.ศิลป์ชัย คนนี้ เป็นจอมกะล่อน จอมแถ เพราะแค่ใช้คำว่า "สถาบันหลักของไทย" ใครๆ ก็รู้ว่าคือ "พระพุทธศาสนา" แถมยังออกพระนาม "สมเด็จพระสังฆราช-พระมหากษัตริย์" โยงไปถึง "ความเป็นพุทธมามกะ" ในบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ คือวิจารณ์รวบทั้งสถาบันศาสนาและพระมหากษัตริย์ แต่ยังตีเนียน ทำหน้าเซ่อ ไม่รู้ไม่ชี้ อ้างว่า "ไม่ได้พูดถึงพุทธศาสนาซักกะหน่อย" โคตรตอแหลเลยด๊อกเตอร์นี่

กรณีนี้คงไม่จบง่ายๆ แน่นอน เพราะถ้าปล่อยให้ผ่านไป ก็จะกลายเป็นการยอมรับการกระทำของนายศิลป์ชัย ที่ใช้ "ศาสนาวิทยา" ทำการละเมิดกฎหมาย รวมทั้งดูหมิ่นพระพุทธศาสนาด้วย ถ้าคิดว่าการขึ้นโรงขึ้นศาลมันปลอดภัยกว่าการถูกขู่ฆ่า อยากค้าความแทนการสอนศาสนาด่าไม่เลือก ก็คิดว่า น่าจะมีชาวพุทธ..จัดให้

 

 

 

ที่มา

เฟสบุ๊คศาสนาจารย์ ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์

เฟสบุ๊คศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

23 พฤษภาคม 2561

 

ล้ำเส้น เล่นแรง !

ดร.ศิลป์ชัย วิจารณ์สถานบันพระพุทธศาสนา

"โง่เขลา งมงาย มอมเมา ครอบงำ ไม่เป็นธรรม

ละเมิดสิทธิเสรีภาพ สร้างความขัดแย้ง

เป็นแหล่งผลประโยชน์ แห่งการคอรัปชั่น

แหล่งอาชญากรรม ฯลฯ"

 

แต่ถูกยกให้เป็นสถาบันหลัก เป็นสรณะของสังคมไทย

 

ถามว่า จะมีชาวพุทธคนไหนคิดฟ้องบ้าง

มส.ว่าไง ไหนว่าตั้งกรรมการติดตามข่าวสารไง

พุทธะอิสระว่าไง เห็นจะฟ้องนายมาร์คมิใช่หรือ

หรือสิ่งที่นายศิลป์ชัยเขียนนั้นถูกต้อง ?

 


 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คศาสนาจารย์ ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์

21 พฤษภาคม 2561

 

ตูมสนั่นวัดสระเกศ !

 

เปิดชื่อ "เจ้าคุณธงชัย" ใกล้ชิด

ทั้งทหารและหญิงแม่บ้านรับโอนเงิน 25 ล้าน

งานเข้า !

 

 

3-2-1 โป้ง โป้ง ชึ่ง !

 

 

อา..และแล้วก็มาถึง "พระเอก" ตัวจริงเสียงจริง ที่ทาง คสช. เอ๊ย ทาง พศ. จ้องตาเป็นมันมานานแล้ว ว่าระหว่าง "สาม มส." อันได้แก่ เจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา, เจ้าคุณจำนงค์ วัดสัมพันธวงศ์ และ เจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ นั้น ใครเป็นตัวจริงในคดีเงินทอนวัด วันนี้ ดัชนีหุ้นวัดสระเกศพุ่งปรู๊ดปร๊าด เพราะพงศ์พรเปิดไพ่แค่ "ใบเดียว" กะจะเคี้ยววัดสระเกศก่อนเพื่อน หลังจากนั้นค่อยเล่นไพ่โดมิโน แซะวัดสระเกศออกจากกลุ่ม "สาม มส." ได้ใบเดียว ก็สะเทือนไกลไปทั่วโลก

ที่ว่าสะเทือนทั่วโลกนั้น เพราะเจ้าคุณธงชัยท่านมิได้มีตำแหน่งแค่ "มส." หรือเจ้าคณะภาค 10 เท่านั้น หากแต่ยังมีตำแหน่งอันทรงอิทธิพลสูงสุด คือ "ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ" อันเปรียบได้กับ "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ" มีคอนเน็กชั่นอินเตอร์เพียบ

ฝ่ายตรงข้ามกับวัดสระเกศอ่านเกมทะลุ เห็นว่า กรณีเจ้าคุณเบอร์ลิน ที่ยิงสไนเปอร์จากเยอรมนีส่องห้องกระจกวัดบวรนิเวศวิหาร รวมทั้งวัดอ้อน้อยอยู่บ่อยๆ เป็นต้นนั้น อยู่ในเครือข่ายพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ก็แสดงว่า มีการใช้เครือข่ายต่างประเทศ ช่วยงานในประเทศ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ แต่เมื่อใครออกจากประเทศไทยไปแล้วก็ถือว่าอิสระ จะควบคุมสายต่างประเทศได้ก็ต้องคุมที่ "สำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ" นี่แหละ และนี่อาจจะเป็นปฏิบัติการครั้งสำคัญ ในยุทธการ "ดึงเก้าอี้ออกจากก้น" ของเจ้าคุณธงชัยในวันพรุ่งนี้

มองไกลไปถึงว่า ถ้าเจ้าคุณธงชัยหลุดจากตำแหน่ง มส. ตำแหน่งต่างประเทศก็หลุดลอยโดยอัตโนมัติ เพราะมีข้อบังคับว่า ตำแหน่งต่างประเทศต้องเป็น มส. ส่วนตำแหน่ง ภาค 10 นั้น เมื่อหลุดจาก มส. ก็คงอยู่ไม่ได้เช่นกัน แบบว่าหลุดเป็นพวง

ใช่แต่เท่านั้น ถ้าท่านธงชัยหลุดจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศเหมือนป๋าเหนาะ ก็อาจจะมีการ "ล้างบาง" สายสมเด็จเกี่ยว โดยอาจจะมีการ "โยกคนนอก" เข้ามาเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ และนั่นคือ สุดท้ายที่กรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

รางวัลข้างเคียงที่ออกก็คือ "พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส" ซึ่งออกตัว ออกมาชนกับ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" แทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ก็มีสิทธิ์ "โดน" ด้วย เพราะนายทหารที่ถูกค้นบ้านนั้น นายพิศิษฐ์ยืนยันว่า "เป็นลูกน้องเก่า" ถึงจะให้เครดิตอดีตผู้ว่า สตง. แต่งานนี้แค่ "ถูกเรียกสอบ" เครดิตก็ร่วงติดฟลอร์แล้ว บอกแล้วไง เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับพงศ์พร เล่นกับพงศ์พรคนเดียวก็เสียวแล้ว แต่นี่เล่นเมียพี่พงศ์ด้วย มันเกินไป คุณนายกนิษฐา ไม่ออกนอกบ้านมาหลายวันเพราะใคร ?

 

 

ประวัติ ร.ต.เจ้าของบ้าน หญิงผู้รับ 25 ล้าน ! สนิทเจ้าอาวาสวัดสระเกศ-พิศิษฐ์แจงลูกน้องเก่า

 

เจาะปูมประวัติ ร.ต. เจ้าของบ้าน หญิงบุรีรัมย์ ถูกสอบรับโอนเงินพระชั้นผู้ใหญ่ 25 ล้าน โยงคดีเงินทอนวัด พบเคยเป็นเลขาฯ อดีตผู้ว่าฯ สตง. ก่อนสมัครเข้ารับราชการทหาร ช่วง ก.พ. 59  รับเงินเดือน 19,600 บาท เผยข้อมูลคนสนิทเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เข้านอกออกเป็นประจำ ด้าน "พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส" ยันลูกน้องเก่าจริง  ให้มาช่วยงานอยู่ระยะหนึ่ง เผยแม่เปิดบริษัทรับงานสื่อประชาสัมพันธ์วัดดัง

 

สืบเนื่องจาก น.ส.นุชรา สิทธินอก อายุ 32 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ ถูกระบุว่า เป็นผู้รับโอนเงินจากพระชั้นผู้ใหญ่จำนวน 25 ล้านบาท ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตเงินงบประมาณเผยแผ่พระพุทธศาสนา หรือเงินทอนวัด โดยเมื่อวันที่ 16 พ.ค.2561 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ ปปง. ได้นำหมายค้นศาลจังหวัดมีนบุรี เลขที่200/2561 ลงวันที่ 16 พ.ค.61 เข้าทำการตรวจค้นบ้านพักหรูในหมู่บ้านสีวลีรามคำแหง ถ.ราษฎร์พัฒนา (ซอยมิสทีน) แขวงและเขตสะพานสูง หลังสืบทราบว่า น.ส.นุชรา พักอาศัยอยู่ภายในบ้านหลังนี้ ในฐานะแม่บ้าน คอยช่วยเหลืองานบ้านและดูแลบุตรหลานให้กับเจ้าของบ้าน แต่กลับมีชื่อเป็นผู้เปิดบริษัทเอกชนที่รับเงินจากทางวัด ขณะที่บ้านพักหลังนี้ ไม่มีลักษณะเหมือนสำนักงานหรือที่ทำการของบริษัทแต่อย่างใด เป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 60 ตารางวา มีรั้วรอบขอบชิด มี ร.ต.ฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา ทหารในสังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย แสดงตัวเป็นเจ้าของบ้าน พักอาศัยอยู่กับภรรยาและบุตรชายอีก 2 คนและ แม่บ้านอีก 1 คน เบื้องต้น น.ส.นุชรา ให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและ ปปง. ว่า ปกติมีอาชีพขายลูกชิ้นอยู่ที่ตลาดสี่มุมเมือง แต่มารับทำงานเสริมเป็นแม่บ้าน ช่วยเลี้ยงดูบุตรหลานให้กับเจ้าของบ้าน พร้อมกับยอมรับว่าเป็นผู้รับเงินที่โอนมาจากทางวัดและมีการเบิกเงินออกมาจริง เนื่องจากคนในบ้านคนหนึ่งที่สนิทสนมกับตนเองได้มาขอให้ช่วยเปิดบัญชีธนาคาร ซึ่งหลังจากที่มีเงินเข้ามาแล้วก็จะไปทำการถอนออกให้
 

ขณะที่ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า น.ส.นุชรา ปรากฎชื่อเป็น 1 หนึ่งผู้ถือหุ้น ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ดี ดี ทวีคูณ จดทะเบียนจัดตั้ง เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ทุน 3,500,000 บาท แจ้งที่อยู่เลขที่ 265/154 หมู่บ้านสิวลีรามคำแหง ถนนราษฎร์พัฒนา แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร (บ้านของ ร.ต.ฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา) แจ้งประกอบธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์ปรากฎชื่อ นาย กนกศักดิ์ ภูทองอูบ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผู้มีอำนาจ รายชื่อผู้ถือหุ้น ณ 18 ตุลาคม 2560 นายกนกศักดิ์ ภูทองอูบ ถือหุ้นใหญ่สุด 85.7143% น.ส.นุชรา สิทธินอก ถือหุ้นอยู่ 14.2857% นำส่งงบการเงินแสดงผลประกอบการธุรกิจ ณ 31 ธันวาคม 2559 แจ้งว่า มีรายได้รวม 5,616,692.16 บาท รวมรายจ่าย 6,756,401.96 บาท ขาดทุนสุทธิ 1,139,709.80 บาท 

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบว่า  ร.ต.ฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา  เคยมีตำแหน่งเป็นเลขานุการ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโลภาส ช่วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยเพิ่งได้รับบรรจุเป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร  เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2559 ที่ผ่านมา  แจ้งวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกริก สาขาการสื่อสารการท่องเที่ยวและบันเทิง เข้าสมัคร  เคยผ่านหลักสูตรรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ รุ่น 25  ของศรภ.กอง ได้รับเงินเดือน 19,600 บาท  ก่อนที่ในช่วงเดือน ต.ค.2560 จะถูกขอตัวมาช่วยงานที่ สน.เสธ ทหาร  

ขณะที่แหล่งข่าวจากกองทัพไทย ให้ข้อมูลยืนยันว่า ร.ต.ฐิติทัตน์  เข้ามารับราชการทหาร เพราะมีผู้ใหญ่ฝากมาทำงานในกองทัพ แต่หลังจากได้รับการบรรจุเข้ารับราชการที่ ศรภ.แล้ว ไม่เคยเข้ามาทำงานที่ ศรภ.แต่อย่างใด ตั้งแต่รอง เสธ. จนกระทั่งเป็น เสธ. ก่อนที่จะมีการทำเรื่องขอตัวจาก สน.เสธทหาร ไปช่วยราชการติดตามพล.อ.พรพิพัฒน์ เบญจศรี  แต่ก็มีข่าวว่า ร.ต.ฐิติทัตน์ มักจะไปปรากฎตัวที่วัดสระเกศ เนื่องจากเป็นคนสนิทเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เข้านอกออกในวัดอยู่เป็นประจำ 

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าฯ สตง. ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศราว่า ร.ต.ฐิติทัตน์ เคยมาติดตามช่วยงานตนในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าฯ สตง. อยู่ระยะหนึ่ง เป็นคนที่มีความคล่องตัวในการทำงาน และเท่าที่ทราบแม่ของ ร.ต.ฐิติทัตน์ เปิดบริษัทและได้รับว่าจ้างงานสื่อประชาสัมพันธ์ของวัดสระเกศอยู่ ส่วนรายละเอียดอื่น ไม่ทราบข้อมูลอะไรมาก

 

 ที่มา : สำนักข่าวอิศรา : 18 พฤษภาคม 2561

 

ตบหัว-ลูบหลัง !

พุทธะอิสระเชิดชูเจ้าคุณเบอร์ลิน

ตัวอย่างแห่งการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

หลังจากยอมคลานเข้าวัดอ้อน้อยให้จับหัว

 

 

 

ภาพประวัติศาสตร์ : จับหัวเจ้าคุณ

ไฮไลต์ของการเจรจาความเมืองเรื่องตำแหน่งสังฆราช

 

อา..หัวเป็นอวัยวะอันสูงส่งและสูงสุดของมนุษย์ การถูกจับหัวจึงถือว่าเป็นการ "ดูหมิ่น" อย่างแรงเช่นกัน แต่การที่เจ้าคุณเบอร์ลิน "ยินยอม" ให้พุทธะอิสระจับหัวนั้น ถือว่าเป็นไปโดยความสมัครใจ และเป็นปัจจัตตัง คือเป็นความชอบส่วนตัว มิได้มีบัญญัติไว้ในพระธรรมวินัย เพราะถ้าเอาพระธรรมวินัยมาจับ ก็ถือว่าผิด เพราะเจ้าคุณเบอร์ลินมีอาวุโสทางพระ "สูงกว่า" พุทธะอิสระ

ที่น่าประหลาดก็คือว่า แรกนั้น พุทธะอิสระ ได้ดำเนินการ "ฟ้อง" เจ้าคุณเบอร์ลิน ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา แถมเรียกค่าเสียหายมากมายถึง 10 ล้านบาท แต่พอเจ้าคุณเบอร์ลินยินยอม "ขอขมา-รับผิด" ก่อนศาลตัดสิน พุทธะอิสระกลับอ้อมแอ้มว่า "ก็แค่ฟ้องเพื่อเตือนสติ มิให้ใช้อารมณ์แก้ปัญหา" เรียกค่าเสียหาย 10 ล้านบาทเนี่ยนะ แค่เตือนสติ คนมีสติได้ฟังถ้าเชื่อก็คงเสียสติแล้ว

คำถามต่อมา มีคนถามว่า ทำไมต้องเอาเรื่องราวทางพระไปฟ้องร้องต่อศาลทางโลก ทำไมไม่ฟ้องร้องต่อศาลสงฆ์ ? พุทธะอิสระก็ตอบเสียยาวยืด สรุปว่า

1. ศาลสงฆ์ไม่น่าเชื่อถือ หรือไม่มีอยู่แล้ว จึงถือว่าพึ่งไม่ได้ แต่ตัวเองก็ยังคงอยู่ในสังกัด "องค์กรสงฆ์ที่ล้มเหลว" อยู่ต่อไป ไม่ยอมลาออก คือสึกออกไป ให้เป็นตัวอย่าง เพราะนั่นคือปราการสุดท้ายแห่งการ "ทิ้ง" สิ่งที่เห็นว่าเน่าเหม็นแล้ว แต่พุทธะอิสระยังคงกอดความเน่าเหม็นเอาไว้ ทั้งกินทั้งใช้ทั้งด่าไปในตัว เดี๋ยวก็เดินไปหา "มหาสายชล" ที่วัดชนะ ในฐานะเจ้าคณะภาค 1 ขอให้ดำเนินการกับธัมมชโย เดี๋ยวก็ฟ้องเจ้าคุณเบอร์ลินผ่านศาลอาญา โดยอ้างว่า "ผู้ปกครองสงฆ์ไร้สมรรถภาพ" สับปลับ เอ๊ย สองมาตรฐานซะไม่มี เลือกเอาซักอย่างซีฮะคุณพุทธะอิสระ ถ้าเห็นว่าคณะสงฆ์ไทยไร้คุณธรรมแล้ว ก็ลาออกไปเลย แล้วทีนี้จะเล่นศาลไหนก็ไม่ว่ากันอยู่แล้ว แต่อย่าทำแบบนี้ มันน่าเกลียด

2. อ้างว่า "ทุกคนมีสิทธิ์ตามที่กฎหมายบัญญัติเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสญาติโยมหรือพระเณรเถรชี" นี่ก็ถือว่าเป็นการใช้ตรรกะแบบ "หลักกู" ก็เพราะคิดแบบพุทธะอิสระนะซี ทุกวันนี้ พระเณรมากมายจึงใช้หลัก "กฎหมาย" แทนพระธรรมวินัย มิได้ใช้ "ควบคู่กัน" ตามหลักของมหาปเทศที่ว่า "สิ่งใดมิได้ห้ามไว้ว่าไม่ควร สิ่งนั้นขัดกับสิ่งที่ควร เข้ากันได้กับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นไม่ควร" รวมทั้งสิ่งที่เรียกว่า "ปฏิปทา" คือการเป็นตัวอย่างในทางสังคม ถึงแม้ว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นสิทธิ แต่ถ้าทำไปแล้วมันเป็นตัวอย่างที่ไม่เหมาะไม่ควร คนมีคุณธรรมก็ย่อมจะ "งดเว้น" คือสละสิทธิ์ ไม่เอา ไม่ทำ เพื่อเป็นทิฏฐานุคติ คือเป็นแบบอย่าง แต่พุทธะอิสระกลับอ้างเพียง "สิทธิ" มิได้อ้างความดีงามอื่นๆ มาเป็นองค์ประกอบด้วย โดยเฉพาะการ "นุ่งเหลืองห่มเหลือง" ขึ้นศาลทางบ้านเมือง ซึ่งผู้พิพากษานั้นก็เป็นพุทธศาสนิกชน ยังคงเคารพนับถือพระสงฆ์สามเณร ยังกราบไหว้บูชา แต่ว่าต้องมานั่งพิจารณาความของ "ผู้ที่ตนเคารพนบนอบ" และวินิจฉัยในข้อพิพาทของผู้ที่ตนเองเชื่อว่า "มีคุณธรรมสูงกว่า" มันก็เท่ากับว่า "ให้ชาวบ้านมาสอนพระ" แต่พอกลับถึงวัดแล้ว นักบวชประเภทนี้ก็ตีสีหน้าเคร่ง ขึ้นธรรมาสน์ "แสดงธรรมของพระพุทธองค์" ต่อไป ไม่ต้องล้างเท้าก่อนขึ้นธรรมาสน์

3. กรณีเจ้าคุณเบอร์ลิน พุทธะอิสระอ้างว่า "เขามิได้ขอร้องอะไร เพียงแค่ว่าเข้ามาหาเพื่อปรับความเข้าใจต่อกันเท่านั้น" นั่นก็แสดงว่า พุทธะอิสระ "โกหกคำโต" เพราะมีอย่างหรือ คนบ้าที่ไหน สู้อุตส่าห์ทำหนังสือแจ้งล่วงหน้ามาตั้ง 2 ฉบับ แถมมาพบเป็นรอบที่ 2 ก่อนจะบินไกลจาก "เยอรมนี" ลงเครื่องได้ไม่ถึงครึ่งวันก็วิ่งตรงเข้าวัดอ้อน้อย แถมยังปล่อยให้พุทธะอิสระ "เล่นลิเก" ตั้งด่านตรวจค้นแม้กระทั่ง "ย่าม" ก่อนจะพาเดิน "อ้อมน้อย" วนไปเวียนมา และมานั่งให้ "สอนมวย" ด่ากราดไปทั่ว สอนแม้กระทั่งว่า "ท่านเป็นเจ้าคุณมาได้ยังไง ท่านรับพระราชทานพระราชาคณะมาได้อย่างไร" ตบหน้าซ้ำไปซ้ำมา เดี๋ยวยก เดี๋ยวเหยียบ ปิดท้ายด้วยการ..จับหัวเจ้าคุณ !

สิ่งเหล่านี้ พุทธอิสระอ้างว่า "เป็นการเจรจากันธรรมดาๆ" ไม่มีอะไรพิเศษ เหมือนพวก "ไม่รู้ดีไม่รู้ชั่ว" ติฉินนินทาหรอก เพราะพวกนั้นมันเอาความสะใจเป็นที่ตั้ง มิได้มีหลักการทางธรรมวินัยอะไรเลย ประมาณนั้น

ถามง่ายๆ ว่า ถ้าเจรจากันธรรมดา แต่เหตุไฉนเจ้าคุณเบอร์ลินถึงกับต้องบินมาวัดอ้อน้อย แถมยังถูกค้นตัว และถูกสอนแบบไม่กล้าเถียง พูดทีไรก็ยกมือขึ้นไหว้ ในบางตอนนั้นถึงกับสารภาพว่า "ผมยอมทุกอย่าง แล้วแต่หลวงปู่จะเมตตา" พุทธะอิสระซึ่งเป็นคู่กรณีเสียอีก ได้ยินได้ฟังกับหูกับตาของตัวเอง กลับโมเมเฉไปหลอกคนทั้งโลกว่า "ท่านเจ้าคุณ มิได้เอ่ยปากขอให้พุทธะอิสระยกโทษให้ด้วยซ้ำ" ถามว่า จริงง่ะ ?

ระหว่าง "ยอมทุกอย่าง" กับ "ขอให้ยกโทษ" ถามว่า ขอหรือไม่ขอ ?

ขอให้ยกโทษนั้น ก็แค่ขอโทษเพียงบางสิ่งบางอย่าง แต่ "ยอมทุกอย่าง" มันย่อมจะ "ยิ่งกว่าขอโทษ" ก็ไม่รู้ว่าพุทธะอิสระพูดจาภาษาไทยเข้าใจหรือไม่ ถึงได้เฉไฉไปไกลปานนั้น

ปัญหาสำคัญมันอยู่ที่ว่า "พุทธะอิสระใช้สิทธิและอำนาจอะไร" ในการ..

1. ตั้งด่านตรวจค้นเจ้าคุณเบอร์ลินในวัดอ้อน้อย ถือว่าเข้าข่าย "อั้งยี่ ซ่องโจร" หรือไม่ หรือว่าได้รับอนุญาตจากหน่วยงานใดให้ทำไปเช่นนั้น

2. ทำการถ่ายทอดสดการเจรจาความระหว่างตนเองกับเจ้าคุณเบอร์ลิน ผ่านสื่อไปทั่วโลก ซึ่งมีถ้อยคำและกริยาอาการไม่เหมาะสมอยู่มากมาย รวมทั้งการพาดพิงถึง "บุคคลที่สาม" ในทางเสียหายอีกด้วย

นี่มิใช่แค่การ "ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล" ของเจ้าคุณเบอร์ลินกับบุคคลอื่นๆ เท่านั้น แต่มันเป็นการ "ละเมิดกฎหมายในการโฆษณาโดยการใช้สื่อที่มิได้รับอนุญาต" หรือไม่ ?

นักกฎหมายไทย ต้องนำไปพิจารณาเป็น "กรณีศึกษา" เพราะถ้าสิ่งที่พุทธะอิสระทำไปในวันนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ต่อไป ใครมีปัญหากับใคร ก็ย่อมจะสามารถใช้วิธีเดียวกับพุทธะอิสระ คือตั้งด่านตรวจค้นคนที่มาหา และทำการถ่ายทอดสด "ประจาน" ให้ชาด้านไปทั่วโลก ไม่ว่าเจ้าคุณเบอร์ลินจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม แต่ในทางสาธารณะนั้น ต้องหาข้อยุติให้ได้ว่า ทำได้หรือไม่ ผิดกฎหมายหรือไม่อย่างไร จะได้ไม่เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป
 

เพราะอย่าลืมว่า คดีอาญา ยอมความไม่ได้ ?

 

 


คำถามร้อนๆ มาอีกแล้วจ้า

 

15 พฤษภาคม 2561

 

เรื่องเจ้าคุณเบอร์ลินที่ควรจักจบ แต่ยังมีผู้พยายามจะไม่ให้จบ เพราะมีผู้กังขาถามมา พุทธะอิสระจึงขอหยิบมาเล่าพอคร่าวๆ แยกเป็นประเด็นดังนี้ อีกทั้งต้องขออภัยท่านเจ้าคุณเบอร์ลิน ที่ต้องพาดพิงถึงท่าน แต่ให้เข้าใจว่า พุทธะอิสระไม่ได้มีเจตนาทำให้ท่านเสียหาย

 

 

ประเด็นที่ 1

 

มีผู้ถามมาว่า ทำไมต้องฟ้องเจ้าคุณเบอร์ลินด้วย

 

ตอบ ที่ฟ้องเพราะต้องการเตือนสติ ว่าอย่าใช้อารมณ์ในการมองปัญหา อย่าใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา เพราะผลลัพธ์ที่ออกมามันไม่อาจคาดเดา ส่วนเหตุแห่งการฟ้องนั้น เมื่อท่านเจ้าคุณเบอร์ลินท่านยอมรับผิดด้วยความจริงใจแล้ว พุทธะอิสระก็ไม่ควรไปรื้อฟื้นทำให้ท่านต้องเสียหาย

 


 

ประเด็นที่ 2

 

ถาม ทำไมเมื่อเกิดเรื่องในคณะสงฆ์ ท่านต้องนำเรื่องไปฟ้องต่อศาลทางโลกด้วย ทำไมท่านไม่ฟ้องศาลสงฆ์

 

ตอบ คุณเชื่อจริงๆ หรือว่าศาลสงฆ์มีอยู่จริง และทำงานได้ หากศาลสงฆ์มีอยู่จริงทำงานได้จริง อย่างที่คุณเข้าใจแล้ว ทำไมเวลาที่พุทธะอิสระนำเรื่องคดีธรรมกายไปร้องเรียนต่อเจ้าคณะตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค และเจ้าคณะหน หลายครั้งหลายครา คุณเคยเห็นว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ตุลาการสงฆ์ดังกล่าว ทำอะไรได้บ้าง นอกจากจะทำอะไรไม่ได้แล้ว คนระดับเจ้าคณะภาค ยังมีหน้ามาบอกกับพุทธะอิสระอีกว่า "ผมมีแค่ตัวคนเดียว จะให้ผมไปทำอะไรเขาได้ หลวงปู่ก็รู้ดีนี่" แล้วอย่างนี้จักให้พุทธะอิสระไปหวังพึ่งศาลสงฆ์ที่ไหน

 

ฉันว่าจุดธูปไหว้เจ้า ไหว้ศาลพระภูมิ ยังดูจะมีโอกาสมากกว่ามั้ง (อันนี้ไม่ได้สนับสนุนให้ใครงมงายนะจ๊ะ) หากศาลสงฆ์พึ่งพาอาศัยได้จริง รัฐบาลคงไม่ต้องทุ่มกำลังพล ทุ่มงบประมาณไปเป็นร้อยๆ ล้านบาทจัดการกับปัญหาธรรมกายดอก

 


 

ถามประเด็นที่ 3

 

หากท่านพุทธะอิสระมีเจตนาที่จะให้อภัยแก่เจ้าคุณเบอร์ลินจริงๆ ครั้งแรกที่เขาพยายามติดต่อมาหาท่าน ทำไมท่านถึงไม่ให้เขาเข้าพบ เรื่องนี้มีความในอะไรแอบแฝงหรือเปล่า

 

ตอบ แล้วฉันจะรู้ไหมล่ะ ว่าท่านเจ้าคุณท่านจริงใจที่จะยอมรับผิดต่อสิ่งที่ได้กระทำไปหรือเปล่า การที่จะให้อภัยแก่คนผู้กระทำผิด แม้ศาลสถิตยุติธรรมก็ยังต้องดูพฤติกรรมของผู้กระทำผิดเลยว่า มีความจริงใจ ยอมรับผิดจริงหรือเปล่า เมื่อพุทธะอิสระเห็นว่า ท่านเจ้าคุณมีความจริงใจ ที่จะยอมรับต่อสิ่งที่ท่านได้กระทำมาอย่างลูกผู้ชาย ผู้กล้า พุทธะอิสระก็บอกกล่าวให้อภัยทันที หากคุณได้ติดตามดูคลิปเหตุการณ์นั้นที่ท่านเจ้าคุณมาขอพบ ถ้าคุณสังเกตคุณจะรู้ว่า

 

ท่านเจ้าคุณ มิได้เอ่ยปากขอให้พุทธะอิสระยกโทษให้ด้วยซ้ำ

 

เพียงแต่ท่านเจ้าคุณท่านกล่าวว่า ผมมาพบหลวงปู่ในวันนี้ก็เพื่อมาพูดคุยสนทนา ให้เข้าใจในสิ่งที่ผมคิด ผมทำ ส่วนเรื่องคดีความนั้นก็สุดแท้แต่หลวงปู่จะเมตตา

 

เมื่อพุทธะอิสระเห็นและรู้ในกิริยา แสดงความจริงใจของท่านเจ้าคุณ พุทธะอิสระเองนั้นแหละเป็นผู้สั่งการให้ทนายไปถอนฟ้อง ทั้งที่ท่านเจ้าคุณมิได้ร้องขอ แล้วอย่างนี้จะมาหาว่า พุทธะอิสระ มีความในอะไรแอบแฝงอีกล่ะ หรือคุณจะพยายามมาเสี้ยมให้ทะเลาะกันอีก

 


 

ถาม ประเด็นที่ 4

 

นะครับ เห็นข่าวหลวงปู่เที่ยวได้ไล่ฟ้องคนโน้นคนนี้ เป็นสิบๆ คดีแสดงว่าหลวงปู่มั่นใจ ในหลักฐานที่ตนเองมี ว่าสามารถที่จะเอาผิดกับผู้ถูกฟ้องได้ และแสดงว่าหลวงปู่มีทีมทนายที่เก่งฉกาจ ฉกรรจ์เอามากๆ ถึงได้สามารถชนะคดีมาตลอด

 

ตอบ คุณก็พูดเกินไป มากล่าวหาว่าฉันเที่ยวไล่ฟ้องคนนั้นคนนี้ดะไปหมด คนอย่างพุทธะอิสระไม่ได้บ้าอำนาจ และก็ไม่ได้มีอำนาจอะไรขนาดนั้น เพียงแต่ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ที่มีบัญญัติรับรองสิทธิ์เอาไว้เท่านั้น ก็ไหนพวกคุณขยันเรียกร้องสิทธิ์กันนักมิใช่หรือ

 

พุทธะอิสระ จึงได้แสดงให้พวกคุณได้รู้ว่า สิทธิ์ของพวกคุณเขามีกำหนดเอาไว้ตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

 

เมื่อคุณถูกใครมาละเมิดสิทธิ์อันชอบธรรมของคุณ คุณก็มีสิทธิ์ที่จะใช้กฎหมายที่ให้การคุ้มครองคุณดำเนินการกับผู้ละเมิดนั้น ตามบทบัญญัติของกฎหมาย

 

 

ไม่เว้นแม้แต่พระเถระ เณร ชี

ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ตามที่กฎหมายบัญญัติเอาไว้ทั้งนั้น

 

 

ซึ่งพุทธะอิสระกำลังจะพิสูจน์ให้พวกคุณๆ ทั้งหลายได้เห็นว่า หากเรามีรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ถือยึดกฎหมายในการบริหารบ้านเมืองเป็นหลัก

กฎหมายนั้นๆ ย่อมจักเป็นที่พึ่งของคนในทุกสังคมได้เสมอ และพุทธะอิสระก็ได้พิสูจน์ให้แก่ผู้เรียกร้องสิทธิ์อย่างพวกคุณ ได้รับรู้ว่ากฎหมาย เป็นที่พึ่งของสุจริตชนได้จริงๆ ในเวลานี้

 

ส่วนที่คุณถามฉันว่า ฉันทำไมถึงไล่ฟ้องเขาไปทั่ว อยากบอกคุณว่า ฉันไม่ได้เป็นผู้ไปหาเรื่องพวกเขานะ มีแต่พวกเขามาละเมิดสิทธิ์ฉัน และก็ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง พวกเขาละเมิดสิทธิ์ฉันมาหลายครั้ง หลายครา บางคนก็เป็นปีๆ

 

เมื่อเห็นว่าขืนปล่อยเอาไว้ คนพวกนี้ก็จะย่ามใจ อาจจักไปทำเรื่องเลวร้ายแก่ผู้อื่นได้มากกว่า การละเมิดสิทธิ์ฉัน

 

เมื่อเขาไม่มีความเคารพในสิทธิ์ของผู้อื่น เราก็ควรใช้กฎหมายสอนให้เขารู้และหลาบจำว่า อย่าบังอาจมาละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น ไม่เช่นนั้นก็จักมีผลลัพธ์ที่น่าอนาถอย่างที่เห็นๆ

 

ขอย้ำว่า ฉันใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ไม่ใช่ใช้อารมณ์ความรู้สึก

 


 

 

ส่วนประเด็นที่คุณถามว่า ฉันมีทีมทนายที่เก่งฉกาจ ฉกรรจ์เอามากๆ นั้น

ตอบคุณโดยไม่อายเลยว่า ฉันมีทนายแค่คนเดียว

 

คนเดียวที่ต้องทำในทุกเรื่อง ทุกอย่าง และทุกคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีมโนสาเร่ จนถึงคดีกบฏระดับชาติ พุทธะอิสระก็ใช้ทนายคนนี้

 

ข้อดีของทนายคนนี้คือ สอนง่าย รับฟังได้ และขยันทำตามคำแนะนำ แต่พักหลังนี้ดูเขาจะอวบอ้วนมากขึ้น ดูจะอืดๆ อยู่เหมือนกัน ฉันเลยต้องคอยกระตุ้นอยู่เนืองๆ

 

ผู้ถามแสดงว่า หลวงปู่เลี้ยงดี

 

ตอบ ฉันก็ไม่ได้เลี้ยงดูอะไรเขานักดอกนะ

 

ให้เงินค่าจ้างทนายก็แสนจะน้อยนิด

 

แต่เวลามีเงินค่าคดีที่ผู้ถูกฟ้องจะต้องจ่ายค่าเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น ค่าแปลเอกสาร ค่าธรรมเนียมศาล ค่าตัวทนาย ค่ารถ ค่าอาหาร ฉันก็จะยกให้แก่เขาทั้งหมด

 

ถือเป็นค่าตอบแทนความเหนื่อยของเขา เช่นกรณีที่ท่านเจ้าคุณเบอร์ลินจะต้องจ่าย หรือที่เจ้าคุณพิพิธ แห่งวัดสุทัศน์จ่ายมา ฉันก็ยกให้ทนายไปทั้งหมด

 

ส่วนที่คุณถามว่า การที่ฉันจะฟ้องใครแสดงว่ามั่นใจในหลักฐานที่ฉันมี

 

ตอบคุณว่า พุทธะอิสระไม่เคยใช้อารมณ์ในการต่อสู้ ทุกเรื่องที่ฉันสู้ ฉันใช้สติปัญญา ซึ่งคุณอาจจะมองว่าเป็นความมั่นใจก็ได้

 


 

ผู้ถาม จากที่ได้ดูคลิปสนทนาระหว่างหลวงปู่กับเจ้าคุณเบอร์ลิน มีอยู่ช่วงหนึ่งท่านพูดว่า ท่านกระทำการที่ผ่านมาทั้งหมดแต่เพียงลำพัง ไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง หลวงปู่เชื่อตามที่ท่านเจ้าคุณพูดไหม

 

ตอบ แล้วคุณจะมาฟื้นฝอยหาตะเข็บไปทำไม สังคมจะได้ประโยชน์อะไร จากการฟื้นฝอยครั้งนี้ของคุณ ใครจะอยู่เบื้องลึก เบื้องหลังใคร ฉันไม่สนดอก ขอเพียงฉันยังอยู่กับความจริง ความถูกต้อง ก็เพียงพอแล้ว ส่วนในกรณีท่านเจ้าคุณเบอร์ลินท่านว่าอย่านั้น ก็ให้มันจบๆ กันไป หากคุณต้องการคำตอบจากฉันจริงๆ แล้วล่ะก็ พุทธะอิสระจักตอบว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเจ้าคุณเบอร์ลิน ก็คือพวกคุณนี่แหละ

 

พวกคุณที่เป็นกองเชียร์ กองหนุน ทั้งหลายที่ชมชอบ ความมัน ความโหด ความฮา นี่แหละ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเจ้าคุณเบอร์ลิน รวมทั้งคนอื่นๆ ที่ดังๆ ก็มีบรรดากองเชียร์อย่างพวกคุณนี่แหละอยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็อาจจะรวมทั้งพุทธะอิสระก็มีบรรดากองเชียร์ ด้วยก็ได้

 

แต่พุทธะอิสระไม่เคยปล่อยให้บรรดากองเชียร์ทั้งหลาย มาชี้นำต่อการตัดสินใจใดๆ ของพุทธะอิสระเลย

 

ดูตัวอย่าง การที่พุทธะอิสระให้อภัยแก่ผู้ที่เข้ามาด่าว่าใส่ร้าย บรรดากองเชียร์ทั้งหลายเขาก็ไม่ชอบ ไม่พอใจ หาว่าฉันไม่จริงจัง ปล่อยเสือเข้าป่า เดียวมันก็ย้อนกลับมาแว้งกัดเอาอีก อะไรประมาณนั้น แต่พุทธะอิสระก็ไม่เคยปล่อยให้ชีวิตตกอยู่ในฟองน้ำลาย ที่กระดกบนปลายลิ้นกองเชียร์เลย

 

ทุกเรื่องที่พุทธะอิสระทำ พูด คิด ล้วนแล้วแต่ตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของความจริง ความถูกต้อง และความบริสุทธิ์ใจ ทำ พูด คิดทั้งหมดต้องใช้ปัญญา มิใช่ใช้อารมณ์พาไป

 

ผู้ถามในประเด็นที่ 6 นะครับ

 

ตอบ อ้าว..ยังไม่จบอีกหรือ ฉันว่ามันเกิน 6 ประเด็นแล้วนะ

 

ผู้ถาม ยังครับยัง

 

เรื่องที่ผมและผู้คนกองเชียร์ทั้งหลายเขาสงสัยและอยากได้ยินจากปากท่านคือ ฟังท่านพูดบ่อยๆ ว่า ท่านรักชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งชีวิต แล้วทำไม ท่านไม่ทำหน้าที่ของนักบวชในพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด ไม่ปฏิบัติตัวปฏิบัติใจให้เป็นต้นแบบที่ดีของสังคม และเป็นที่ศรัทธาของประชาชนทุกหมู่เหล่า ทำไมท่านถึงได้เที่ยวไปยุ่งกับเรื่องของชาวโลกเข้าไปเสียทุกเรื่องเช่นนี้ จักไม่เป็นการทำลายศรัทธาที่ประชาชนมีต่อภาพลักษณ์ของพระสงฆ์หรือครับ ?

 

ตอบ อันนี้มันก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนนะ และก็ขึ้นอยู่ที่ว่าใครมองด้วย

 

ฉันมิอาจไปครอบงำความคิดอ่าน และมุมมองความเห็นของแต่ละคนได้ ส่วนคำถามสุดท้ายที่คุณถามฉันว่า การกระทำของฉันจักไม่เป็นการทำลายภาพลักษณ์และความศรัทธาที่ประชาชนมีให้ต่อพระสงฆ์หรือ

 

บอกคุณเอาไว้ในทีนี้เลยว่า หากจะให้พุทธะอิสระสร้างศรัทธา สร้างภาพลักษณ์ แล้วยอมปล่อยให้อลัชชีย่ำยีพระธรรมวินัย ให้วิปริตผิดเพี้ยนไป ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็มีอยู่จริง ดังเช่นกรณีธรรมกาย พุทธะอิสระยอมให้คนทั้งแผ่นดินถ่มถุย เหยียบย่ำให้จบดินเสียดีกว่า

 

หากจะให้พุทธะอิสระสร้างศรัทธา รักษาภาพลักษณ์ แล้วปล่อยให้คนชั่ว คนทุจริตรวมหัวกับอลัชชีที่ทำตัวเป็นเห็บหมัด คอยกัดกินพระพุทธศาสนา ทั้งที่รู้อยู่เห็นอยู่ เช่นนี้พุทธะอิสระขอเป็นคนชั่ว คนบาป หยาบช้า เพื่อทำการกวาดล้างขยะพระศาสนาให้หมดไปดีกว่า

 

หากพุทธะอิสระวันๆ เอาแต่นั่งสร้างศรัทธา รักษาภาพลักษณ์แล้วปล่อยให้ผัวชาวบ้านที่ห่มผ้าเหลืองมานั่งปกครองหมู่สงฆ์ ทั้งที่รู้อยู่ว่าไอ้คนนั้นมันแอบมีลูกมีเมีย อย่างนั้นพุทธะอิสระยอมที่จะเป็นคนกักขฬะ เถื่อนถ่อย แล้วคอยทำหน้าที่กำจัดผัวชาวบ้านปลอมบวชพวกนี้จะดีกว่า

 

และหากพุทธะอิสระต้องการสร้างศรัทธารักษาภาพลักษณ์ โดยไม่อาทรร้อนใจ ที่เห็นแผ่นดินกำลังจะถูกโจรในคราบของนักประชาธิปไตยล้างผลาญ บ่อนทำลายชาติ เช่นนั้นพุทธะอิสระขอเป็นผู้ไล่ล่าคนทรยศชาติพวกนั้นจะดีกว่า ถ้าทำให้บ้านเมืองนี้ มั่นคง ปลอดภัย สมกับความเป็นลูกไทยหลานไทยที่ได้ทดแทนคุณแผ่นดิน เช่นนี้แม้จะถูกรุมด่า รุมฆ่า ก็สบายใจที่ได้ทำหน้าที่

 

หากพุทธะอิสระต้องการจักรักษาภาพลักษณ์ เพื่อสร้างศรัทธา คนอย่างพุทธะอิสระคงจะทำได้ไม่ยาก แต่ถ้ามีภาพลักษณ์ที่ดี มีผู้ศรัทธามากแล้วปล่อยให้สถาบันอันเป็นที่รักยิ่ง ถูกคนชั่ว คนอกตัญญูย่ำยีเช่นนี้ พุทธะอิสระขอเป็นนักบวชชั้นเลวในเวลานี้ ที่พวกคุณมองกันจะดีกว่า

 

เมื่อตอบประเด็นสุดท้ายจบแล้ว ทีนี้ก็จะขอตอบประเด็นแรก ที่คุณถามฉันว่า ทำไมฉันไม่ทำหน้าที่ของพุทธสาวกที่ดีอย่างเคร่งครัด

 

ตอบว่า คุณรู้ได้อย่างไรว่า พุทธะอิสระไม่ได้ทำหน้าที่ตามพระธรรมคำสอนอย่างเคร่งครัด คุณเอาอะไรมาวัด หรือคุณคิดคุณมองว่า การทำหน้าที่ปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย อย่างเคร่งครัดนั้น จักต้องแสดงภาพลักษณ์ที่จับต้องได้ แบบไหนที่คุณเรียกว่า ทำหน้าที่ปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ลองยกตัวอย่างมาให้ฉันดูซักคนหนึ่ง

 

ผู้ถาม ก็อย่างท่านอาจารย์มั่น อาจารย์ฝั้น หรือหลวงพ่อชา ที่ท่านเอาแต่ปฏิบัติธรรมเผยแพร่ธรรม ไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลกเช่นนี้ไงล่ะ

 

ตอบ ฉันขอถามคุณบ้างว่า ยุคสมัยท่านอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์ฝั้น หรือหลวงพ่อชา มีคดีธรรมกายไหม มีคดีทุจริตเงินทอนวัดไหม มีคดีกรรมการมหาเถรเข้าไปพัวพันการทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของคณะสงฆ์ไหม

 

และฉันก็เชื่อว่า ถ้าท่านมาอยู่ในยุคนี้ ท่านก็คงทำเหมือนฉัน คือคงไม่ปล่อยให้คนชั่วลอยนวล กัดกินพระพุทธศาสนาต่อไปดอก ดูตัวอย่างหลวงตามหาบัวซิ

 

หลวงตามหาบัว ท่านเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์มั่น ลูกศิษย์ลูกหาท่านยกย่องว่า หลวงตาบัวเป็นพระอรหันต์ ท่านหาเงินผ้าป่าช่วยซื้อทองคำ ช่วยชาติเลย อย่างนี้เรียกว่าไปยุ่งกับชาวบ้านไหมล่ะ

 

หรือก่อนหน้านั้น กรณีครูบาศรีวิชัย ชักชวนชาวบ้านสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ อย่างนี้เข้าข่ายยุ่งกับชาวบ้านอย่างที่คุณกล่าวหาหรือเปล่าล่ะ

 

ถามคุณจริงๆ เถิด คุณเชื่อจริงๆ หรือว่านักบวชนอกจากพุทธะอิสระแล้ว ไม่มีใครองค์ใดที่ไปยุ่งกับชาวโลกเลย แล้วไอ้การที่มีกรรมการมหาเถรโทรไปของบอุดหนุนจากสำนักพุทธ ได้มาแล้วนำมาเล่นแร่แปรธาตุ จนกลายเป็นคดีความเช่นนี้ ไม่เรียกว่า ไปยุ่งกับชาวบ้านงั้นซิ

 

หรือกรณีเจ้าลัทธิธรรมกายรวมหัวกับลูกศิษย์คนสนิท อมเงินฝากของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนจนเป็นคดีความ อย่างนี้คุณไม่เรียกว่าเป็นการยุ่งกับชาวบ้านงั้นซิ

 

แต่พอพุทธะอิสระเอาหลักฐานการทุจริต ทำผิด ทำชั่ว ของคนพวกนี้ไปแจ้งแก่หน่วยงานผู้รับผิดชอบ กลับถูกกล่าวหาว่ายุ่งกับชาวบ้าน นี่มันตรรกะของมหาโจรชัดๆ

 

พุทธะอิสระถึงได้บอกไงล่ะว่า เรื่องที่คุณกล่าวหาฉันว่า ไปยุ่งกับชาวบ้านไปยุ่งกับชาวโลกนั้นน่ะ มันขึ้นอยู่กับที่มุมมอง และพวกไหนมองฉัน

 

ฉันอธิบายมาถึงขนาดนี้ ก็มิได้หวังดอกนะว่าจะทำให้คุณเปลี่ยนมุมมอง ฉันเพียงแต่ต้องการจะชี้ให้คุณมองโลกตามความเป็นจริงกันบ้าง อย่าเอาแต่โลกสวย แล้วไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าใครจะดีจะชั่ว จะมีผลกระทบอย่างไรกับเราและสังคม ประมาณว่า ถ้าได้ก็ขอแบ่ง แต่ถ้าเสียกูไม่ยอมรับ แถมตำหนิติด่าเอาเสียอีก โดยไม่สนใจว่าอะไรถูก อะไรผิด

 

แบบนี้แหละประเทศชาติถึงได้ไม่ไปไหนไง เพราะมีคนไม่รู้ดีไม่รู้ชั่วแบบคุณนี่แหละ

 

เคนะ จบ เหนื่อยแล้ว

 

 

พุทธะอิสระ

 

 

 ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 15 พฤษภาคม 2561

 

ประชุมพระธรรมทูต 4 ทวีป ที่สิงคโปร์

ประกาศตั้งองค์การพระธรรมทูตโลก

เปิดแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี เชิงปฏิบัติการ

เสกพระธรรมทูตเป็นอัจฉริยะ

ถ้าไม่สำเร็จก็ขอพระครูให้ทุกรูป รับรองว่าพอใจ

 


 

 

ประชุมพระธรรมทูตโลกที่วัดอานันทเมตยาราม ประเทศสิงคโปร์

วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 ที่โรงแรมปาร์ครอยัล ประเทศสิงคโปร์ นายลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีประเทศสิงคโปร์เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่ของพระธรรมทูตสายต่างประเทศ 4 ทวีป และกล่าวสุนทรพจน์ และงานฉลองครบรอบ 100 ปี วัดอานันทเมตตยาราม ประเทศสิงคโปร์ โดยพระพรหมสิทธิเป็นประธานฝ่ายคณะสงฆ์และพระธรรมทูตสายต่างประเทศจาก 4 ทวีปเข้ารวมจำนวน 470 รูป


พระพรหมสิทธิ ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นการประชุมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ 4 ทวีป (Conference Thai Overseas Going Dhammaduta Bhikkhus in Four Continents) ณ ห้องประชุมของโรงแรม PARK ROYAL ประเทศสิงคโปร์ วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 เวลา 14.10-17.00 น.


โดยท่านได้กล่าวให้โอวาทผู้เข้าร่วมประชุมว่า ขอชื่นชมในการทุ่มเทเสียสละ ในการทำงานของพระธรรมทูตทุกประเทศเป็นอย่างยิ่ง ที่มาประชุมร่วมกันในวันนี้ ถือเป็นการประชุมพระธรรมทูต 4 ทวีป เพื่อปรึกษาหารือ ร่วมมือกันวางแผนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ เป็นการวางยุทธศาสตร์การเผยแผ่ในยุคดิจิตัล 4.0 อีกทั้งเป็นการวางรูปแบบให้เป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อเป็นการจรรโลงพระพุทธศาสนา ทำให้เป็นการเพิ่มคุณค่าของพระธรรมทูตจนเป็นที่มาของการจัดตั้งองค์การพระธรรมทูตโลกขึ้น จึงขอชื่นชมอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง


ขอฝากว่าการเป็นพระธรรมทูตในต่างแดน มิใช่เป็นกันง่ายๆ ทั้งการกิน การอยู่ ความเป็นไป ต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมท้องถิ่นให้ได้ ทำอย่างไรจะให้หน่วยราชการ ประชาชนในท้องถิ่นเข้าใจเรา และมองเราด้วยความเป็นมิตร ให้เข้าใจว่าเรามาอยู่ไม่ได้เบียดเบียนหรือสร้างปัญหาให้ใคร ด้วยวินัยที่เรามี ความดีความเสียสละที่เราทำ กับภูมิธรรมที่เป็นรากฐาน ก็จะให้งานพระธรรมทูตเด่นขึ้น และควรมีการพัฒนาศักยภาพพระธรรมทูตอยู่เสมอ ด้วยการวางแผนระยะสั้น ระยะยาว จัดทำหลักสูตรเผยแผ่ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อย่างนี้เป็นต้น


โดยประธานในที่ประชุม พระปัญญาธรรมวิเทศ เลขานุการสมัชชาสงฆ์ไทยในประเทศสิงคโปร์ ได้แจ้งให้ทราบถึงความเป็นมาของการจัดงานในครั้งนี้ ปรารภเหตุการก่อตั้งวัดอานันทเมตยาราม ครบ 100 ปี ให้เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติงานด้านการเผยแผ่ อันแสดงถึงความเข้มแข็ง ยั่งยืนของพระพุทธศาสนา พร้อมกันนี้ พระเทพสิทธิวิเทศ ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในประเทศสิงคโปร์ มีอายุครบ 90 ปี จึงได้จัดงานเพื่อเฉลิมฉลองสมโภชวัด และทำบุญอายุวัฒนมงคล


ที่ประชุมได้เสนอก่อตั้ง องค์การพระธรรมทูตโลก "World Buddhist Dhammaduta Organization (WBDO)" เพื่อความเป็นเอกภาพขององค์กรพระธรรมทูตสายต่างประเทศทั่วโลก กำหนดนโยบายการสอนพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางเดียวกัน สร้างเครือข่ายความร่วมมือขององค์กรพระธรรมทูตโลก ส่งเสริมการศึกษาและการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน อันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มวลมนุษยชาติ สร้างศาสนิกสัมพันธ์กับนานาศาสนา เป็นตัวแทนขององค์กรชาวพุทธและพุทธศาสนาในเวทีนานาชาติ และทำหน้าที่เป็นองค์กรทางศาสนาที่ไม่แสวงหาผลกำไร และไม่เกี่ยวกับการเมือง


ในการนี้ สำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตประต่างประเทศ โดย พระมหาขวัญชัย กิตฺติเมธี ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร ได้เสนอแผนยุทธศาสตร์ ระยะ 5 ปี พ.ศ.2561-2565 และหลักสูตรพระธรรมทูตสายต่างประเทศเชิงปฏิบัติการ ของสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้

 

1. แผนยุทธศาสตร์ มี 4 ประเด็นยุทธศาสตร์ คือ

1. เสริมสร้างประสิทธิภาพของสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

2. การพัฒนาพระภิกษุสงฆ์เพื่อปฏิบัติหน้าที่พระธรรมทูต

3. การกำกับดูแลช่วยเหลือ สนับสนุน การปฏิบัติงานและศาสนกิจของพระธรรมทูต และวัดในต่างประเทศ

4. ส่งเสริมการปฏิบัติศาสนกิจที่เป็นประโยชน์สาธารณะของพระธรรมทูตในต่างประเทศ


2. หลักสูตรพระธรรมทูตสายต่างประเทศ เชิงปฏิบัติการ

1. เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ต่างๆในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสำนักสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

2. เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ เชิงปฏิบัติการ

 

ในท้ายของการประชุม ประธานองค์กรพระธรรมทูต 4 ทวีป ได้แสดงความคิดเห็น และพิธีการประกาศปฏิญญาสิงคโปร์ คณะพระธรรมทูตสายต่างประเทศ 4 ทวีป โดยพระวิเทศรัตนาภรณ์ เลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา และพระมหาภาสกร ปิโยภาโส เลขาธิการองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

 ที่มา : วัดสระเกศ : 13 พฤษภาคม 2561


เปิด พรบ.การศึกษาสงฆ์

ฉบับ ป.ธ.9 ไม่เทียบเท่า Ph.D.


 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน พรบ.การศึกษาสงฆ์ ฉบับใหม่

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

ลัทธิธรรมกาย กับบทบาท ของสังคมไทย

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 


 

มหากาพย์วัดโสธร

 

 

จริงหรือไม่ มส. ไม่มีสิทธิ์สึกพระธัมมชโย

 


 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264