LAST UPDATE :   OCTOBER : 20 : 2019 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

 

 

โกงพรรษารอบ 2

พุทธะอิสระบอกนักข่าวไทยรัฐ

ปัจจุบัน พรรษา 35-37

 

 

 

พุทธะอิสระบอกอายุพรรษาต่อหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

อาฮ่ะ..ถ้าไม่บ้าก็คงเมาแล้ว สำหรับคนที่ชื่อ "นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ" ในเวลานี้ ทั้งๆ ที่มีหลักฐานประจักษ์ว่า "ตนเองได้ทำการสึกแล้วบวชใหม่ ในปี พ.ศ.2544" นับถึงปัจจุบันก็น่าจะมีพรรษา 18 พรรษา เท่านั้น แต่นายสุวิทย์กลับบอกนักข่าวไทยรัฐกลางจออย่างชัดถ้อยชัดคำว่า "อาตมามีอายุพรรษา 35-37"

 

ถ้าคิดว่ามีอายุพรรษา 35 นายสุวิทย์ต้องบวชพระในปี พ.ศ.2527

ถ้าคิดว่ามีอายุพรรษา 36 นายสุวิทย์ต้องบวชพระในปี พ.ศ.2526

ถ้าคิดว่ามีอายุพรรษา 37 นายสุวิทย์ต้องบวชพระในปี พ.ศ.2525

ไม่ปีใดก็ปีหนึ่ง !

 

ซึ่งทั้ง 3 ปีที่กล่าวมานั้น ไม่ได้ตรงกับ "ปีบวชครั้งสุดท้าย" ของพุทธะอิสระใน พ.ศ.2544 ก่อนจะถูกจับสึกในปี พ.ศ.2561

นี่แสดงว่า นายสุวิทย์เจตนาจะโกงอายุพรรษาของตนเอง หลังจากเคยถูกข้อหา "โกงอายุพรรษาครั้งแรก" ในปี พ.ศ.2544

 

มีข้อมูลจากสื่อดังต่อไปนี้

 


 

หลวงปู่สึกลดพรรษา !!!

 

การตกเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งของ "หลวงปู่พุทธะอิสระ" เป็นสิ่งที่มีการคาดหมายกันนานแล้ว แต่สิ่งที่ไม่มีใครนึกถึงก็คือ แทนที่จะโดนข้อหาปาราชิก (เช่น เสพเมถุน อวดอุตริ ฯลฯ) อย่างที่นิยมกัน

หลวงปู่หนุ่มแห่งวัดอ้อน้อยกลับโดนข้อหาพิลึก นั่นคือ "สึกปุ๊ป-บวชปั๊ป" ซึ่งโยงใยไปถึงความขัดแย้งระหว่างพระศรีรัตนโมลี กับมูลนิธิธรรมอิสระ ที่เป็นคดีความกันอยู่ในชั้นศาล

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มูลเหตุขัดแย้งที่สะสมกันมานาน "อาทิตย์" ขอลำดับเหตุการณ์และตัวละครที่เกี่ยวข้อง นำเสนอเป็นพื้นความเข้าใจของท่าน

 

กุมภาพันธ์ 2544 : มีการจัดอบรมพระวิปัสสนาจารย์ ที่วัดวังตะกู จังหวัดนครปฐม

มีนาคม-เมษายน 2544 : หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นตีข่าว "พระภิกษุสงฆ์ยกแขนขา ผิดหลักวิปัสสนา หวั่นลัทธิฝ่าหลุนกงแทรก" พาดพิงถึง "หลวงปู่พุทธะอิสระ" ผู้เป็นวิทยากรว่า เป็นคนทรงหลวงปู่โลกอุดร และหวั่นจะเกิดลัทธิใหม่

พระเทพคุณาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เสนอชื่อ "วัดอ้อน้อย" เป็น 1 ใ8 สำนักวิปัสสนาจารย์ ต่อ "สมเด็จพระมหาธีราจารย์" วัดชนะสงคราม แต่ถูกยับยั้งการเสนอชื่อในที่ประชุมมหาเถรสมาคม เหตุเพราะกรมการศาสนาตั้งข้อสังเกตว่า วัดอ้อน้อยมีหลักคำสอนที่บิดเบือน ต้องใช้เวลาตรวจสอบ

ต่อมา นายปัญญา สลักทองตรง และ นายเสนาะ ผดุงฉัตร เจ้าหน้าที่วิชาการกรมศาสนา ได้เดินทางไปตรวจสอบ พร้อมได้สรุปว่า

หลักคำสอนของ หลวงปู่พุทธะอิสระ บิดเบือนจากพระไตรปิฎกไป 9 ข้อ ไม่สมควรอนุญาตให้ตั้งเป็นสำนักวิปัสสนาจารย์

พฤษภาคม - มิถุนายน 2544 : หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับเดิมตีพิมพ์บทความของพระศรีรัตนโมลี "กะเทาะเปลือกสัทธรรม ปฏิรูปพระวิปัสสนาจารย์ ต้องไม่ทรงเจ้า !"


พาดพิงเครื่องหมายของวัดอ้อน้อย (สวัสติกะ) เป็นเครื่องหมายฮิตเลอร์ การใช้ชื่อพุทธะอิสระ และธรรมอิสระ และเห็นหลวงปู่พุทธะอิสระกำลังเข้าทรงหลวงปู่โลกอุดร พร้อมระบุ ถ้าเป็นฝ่ายผิดเอง ก็จะพิจารณาตัวเอง โดยการลาสิกขาก็ยอม

กรกฎาคม 2544 : มูลนิธิธรรมอิสระ โดย นายนพพร ปริปุณณะ และ นายจิโรจน์ ทีปกานนท์ ฟ้อง นายพิเชษฐ์ อินทิน เจ้าของ นสพ. และพระศรีรัตนโมลี


ข้อหาหมิ่นประมาท มีการเจรจาจาก "เจ้าคณะจังหวัด" เพื่อไกล่เกลี่ยและให้ถอนฟ้อง โดยให้พระศรีรัตนโมลีแก้ข้อกล่าวหา

สิงหาคม 2544 : พระศรีรัตนโมลี ยอมเขียนหนังสือแก้ข้อกล่าวหาทั้งหมด 7 ข้อ

อาทิตย์ รายสัปดาห์ ฉบับ 1183 ตีพิมพ์เป็นรายงานข่าว "พระศรีรัตนโมลี แก้ข่าว ขอรอมชอมคดีหมิ่นประมาท"


แต่อีกไม่นาน พ.อ. (พิเศษ) ทองขาว พ่วงรอดพันธ์ และ นายกมล ศรีนอก ได้ทำหนังสือยื่นต่อ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม เพื่อให้ตรวจสอบการพบหลักฐาน "โกงพรรษา" ของ "พระสุวิทย์ ธัมมธีโร" (หลวงปู่พุทธะอิสระ)

กันยายน 2544 : มีใบปลิวแจกไปตามหนังสือพิมพ์ 7 ฉบับ ในจังหวัดนครปฐม และได้จากพระภิกษุสามเณรบางรูป กล่าวหา พระเทพคุณาภรณ์ และพระสุวิทย์ ธัมมธีโร ทำผิดกฎระเบียบและพระวินัยอย่างร้ายแรง

โดยพระเทพคุณาภรณ์กลายเป็นเป้าโจมตี ซึ่งกล่าวหาท่านได้รับ "รถตู้" และ "เงิน 8 หลัก" เพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขอายุพรรษาของพระสุวิทย์ เพื่อการแสวงหาประโยชน์ทางคณะสงฆ์

ใบปลิวดังกล่าวอ้างว่ามาจาก "ชมรมชาวพุทธจังหวัดนครปฐม"

พระเทพคุณาภรณ์ แถลงข่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาตามใบปลิว พร้อมชี้แจงยืนยันว่า เรื่องหลักฐานอายุพรรษา เป็นเรื่องความผิดพลาดด้านเอกสาร และได้อนุมัติให้ "พระสุวิทย์" ลาออกจากเจ้าอาวาส และเจ้าคณะตำบลเรียบร้อยแล้ว

ตุลาคม 2544 : หลวงปู่พุทธะอิสระ ตัดสินใจดับครหาประกาศ "สึกลดอายุพรรษา" กลางงานกฐินของวัดอ้อน้อย

กรณี "สึกลดพรรษา" ของหลวงปู่พุทธะอิสระ เป็นข่าวหน้าหนึ่งอยู่ 2 วัน


ในวันพุธ ที่ 7 พฤศจิกายน 2544 หลวงปู่พุทธะอิสระ ได้ชี้แจงเหตุผลของการ "สึกลดพรรษา" ผ่านรายการ "คารวะแผ่นดิน" ทางสถานีวิทยา FM 99.5 MHz โดยมี "นายสนธิ ลิ้มทองกุล" เป็นผู้ดำเนินรายการ


เหตุผลของหลวงปู่พุทธะอิสระ ก็มีดังนี้

เหตุที่เราอยากสึกก็เพราะ เราอยากจะลดอหังการ มมังการ และมานะทิฐิ ความเป็นตัวเป็นตนซึ่งมีอยู่ในอุปกิเลส 16 ข้อ


พวกนักวิปัสสนาต้องมีและต้องรู้จัก และการลดอหังการ มนังการ และความถือตัวถือตนความเย่อหยิ่ง ทระนง จองหอง ยโส อวดดี พูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ อยากลดอีโก้ (ไอ้โก้) ตนเองลงบ้าง เท่านั้น

พูดง่ายๆ คือ ไม่อยากแก่ และจะได้ทำตัวสบายๆ ไม่ต้องมีอะไรหนักหนา ทำงานของตนเองที่ตนเองรักไปก็คือทำงานพระศาสนา

การให้เหตุผลของหลวงปู่พุทธะอิสระมีมากกว่านั้น แต่อ่านดูแล้ว "ใช้ไม่ได้" คือ ไม่ตรงกับประเด็นที่ท่านปฏิบัติไป


เรื่องของเรื่องก็คือ ท่านต้องการให้วัดอ้อน้อยเป็นสำนักวิปัสสนา แต่ทางพระผู้ใหญ่ไม่ยอมรับ ซึ่งประเด็นนี้ ผมก็เห็นว่า "พระผู้ใหญ่ทำถูกต้องแล้ว"


หลวงปู่พุทธะอิสระ ท่านไม่เป็นพระวิปัสสนา ท่านเป็น "เกจิอาจารย์" อย่างเช่น หลวงพ่อคูณ หลวงพี่น้ำฝน ฯลฯ เป็นต้น


เมื่อพระผู้ใหญ่ไม่ยอม หลวงปู่พุทธะอิสระก็ฟาดงวงฟาดงา อาละวาด เหมือนเด็กที่ไม่ได้ดังใจ พอดีไปพลาดเรื่องการโกงอายุพรรษาเข้า

เมื่อจะถูกเล่นงานเรื่องนี้อีก ท่านก็ลดประชด และเกิดเหตุการณ์ "สึกลดพรรษา" ขึ้น คือ สึกแล้วบวชเดี๋ยวนั้นเลย

เรื่องนี้ อ่านแล้วก็น่าสะใจดี คือมันดี อ่านแล้วเลือดลมซู่ซ่า ถ้ามันเป็นหนัง ไม่ใช่เหตุการณ์จริง


หลวงปู่พุทธะอิสระ สึกแล้วบวช เพื่อประชดพระผู้ใหญ่นั้น ไม่ได้เป็นผลดีต่อตัวของหลวงปู่พุทธะอิสระเองเลย อย่างน้อยก็เป็นหลักฐานยืนยันว่า ท่านไม่ใช่พระโพธิสัตว์แน่


พระโพธิสัตว์ไม่แก้ปัญหาแบบนี้

และที่ท่านบอกว่า "เหตุที่เราอยากสึกก็เพราะ เราอยากจะลดอหังการ มมังการ และมานะทิฐิ ความเป็นตัวเป็นตนซึ่งมีอยู่ในอุปกิเลส 16 ข้อ"


เราก็ไม่เชื่อ การจะลดอหังการ มมังการ และมานะทิฐิ ต้องไม่ใช้วิธีนี้ วิธีนี้เป็นการแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ท่านมี "อหังการ มมังการ มานะทิฐิ" อยู่ท่วมตัว

 

นิตยสารอาทิตย์รายสัปดาห์ 2544

 

 

ย้อนประวัติการบวชแล้วสึก

"อดีตพระพุทธะอิสระ"

ก่อนถูกจับค้านประกันตัว

 

ย้อนรอยประวัติการบวชแล้วสึก 3 ครั้ง "อดีตพระพุทธะอิสระ" จากเจ้าอาวาสวัด สู่แกนนำ กปปส. ก่อนถูกจับอั้งยี่ซ่องโจร-แอบอ้างเบื้องสูง ศาลค้านประกันตัว

จากกรณี อดีตพระพุทธะอิสระ หรือ นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม และอดีตแกนนำ กปปส. เวทีแจ้งวัฒนะ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวในคดีอั้งยี่ซ่องโจร ที่การ์ด กปปส. ร่วมกันทำร้ายร่างกายตำรวจสันติบาลได้รับบาดเจ็บสาหัส และแอบอ้างเบื้องสูง พร้อมนำตัวมาคุมขังที่เรือนจำ ซึ่งเบื้องต้นศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวนั้น

ทั้งนี้ในการถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 นั้น นับว่าเป็นการสึกครั้งที่ 3 ของอดีตพระพุทธะอิสระ ซึ่งก่อนหน้านี้มีประวัติสึกมาแล้ว 2 ครั้ง โดย อดีตพระพุทธะอิสระ หรือ อดีตพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2499 เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ชื่อเดิมคือ นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ เคยบวชมาแล้ว 3 ครั้ง

 

ครั้งแรก
บวชครั้งแรกเมื่ออายุได้ 20 ปี ที่วัดคลองเตยใน กรุงเทพฯ ก่อนจะสึกไปรับราชการทหาร

ครั้งที่ 2

บวชอีกครั้งที่ จ.พัทลุง เมื่อปี 2526 ได้รับฉายา พระสุวิทย์ ธมฺมธีโร ก่อนจะเริ่มสร้างวัดอ้อน้อย จากที่ดินบริจาค จากนั้นได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย และเป็นเจ้าคณะตำบลห้วยขวาง ซึ่งต่อมามีข่าวออกมาโจมตีว่า พระสุวิทย์ โกงอายุพรรษา จึงทำการประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งต่อหน้าพระสังฆาธิการ จ.นครปฐม ในวันที่ 16 กันยายน 2544
 

ครั้งที่ 3

หลังจากสึกรอบที่ 2 แล้ว ก็ทำการบวชใหม่ทันที เนื่องจากการสึกรอบก่อนหน้าเป็นการสึกที่เรียกว่า สึกลดพรรษา

ต่อมาในช่วงปี 2556-2557 อดีตพระพุทธะอิสระ ได้เข้าร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. เพื่อขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยได้ขึ้นเวทีแสดงธรรมและให้กำลังใจผู้ชุมนุมหลายครั้งในหลายสถานที่ รวมทั้งมีการปิดการจราจรในหลายพื้นที่ของ กทม. ซึ่งอดีตพระพุทธะอิสระเป็นแกนนำของผู้ชุมนุมที่เวทีแจ้งวัฒนะ

กระทั่งในวันที่ 14 พฤษภาคม 2557 ศาลอาญาอนุมัติหมายจับแกนนำ กปปส. รวม 43 คน ผู้ต้องหาคดีกบฏ และความผิดอื่น รวม 8 ข้อหา โดยมีชื่อของอดีตพระพุทธะอิสระรวมอยู่ด้วย

และในวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 อดีตพระพุทธะอิสระ ถูกจับกุมตัวตามที่เป็นข่าว ซึ่งถือว่าเป็นการสึกครั้งที่ 3 ของอดีตพระพุทธะอิสระ

 

 

ข่าว : YOUTUBE : 18 ตุลาคม 2562

 

ส่อแววดีเลย์ !

พุทธะอิสระลังเลห่มผ้าเหลือง

หลังวิษณุระบุมิใช่พระแล้ว

ปรับท่าทีใหม่ 27 ต.ค. นี้

 

 

บวชการเมือง

 

 

อา..่าแล้วไหมล่ะ ทีแรกนายสุวิทย์ก็อ้างในหลวง อ้างแม่ อ้างประชาชน อยากให้ตนเองทำความดี จึงคิดจะกลับมาห่มผ้าเหลืองอีก แต่พอให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ก็ออกทะเลการเมืองไปไกล พาดพิงไปถึงอดีตกรรมการมหาเถรสมาคมที่ถูกจับกุมในวันเดียวกัน แบบว่าถ้าตนเองดันทุรังกลับมานุ่งสบง อดีตพระเจ้าคุณทั้งหมดก็จะอาศัยโอกาสเดียวกัน กลับมาห่มผ้าเหลืองบ้าง โดยอ้างแบบเดียวกัน มันก็จะกลายเป็นการปล่อยผีทางการเมือง พุทธะอิสระจึงจะนุ่งขาวห่มขาวต่อไป เพื่อแกล้งอดีตพระผู้ใหญ่ไม่ให้กลับมานุ่งเหลืองห่มเหลืองด้วย นี่ไงที่เรียกว่า บวชการเมือง

กรณีนายสุวิทย์ ถ้าจะบวชเพื่อปฏิบัติธรรม เข้าป่าเข้าเขาไปนั่งสงบสติอารมณ์อยู่เพียงคนเดียว แบบนี้จะบวชเมื่อไหร่ที่ไหนอย่างไร ก็คงไม่มีใครคัดค้าน มีก็แต่สาธุการ แต่ถ้าจะบวชเข้ามาเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง ทำตัวเป็นพระมาเฟีย ถึงกับถูกคอมมานโดยกกำลังปิดล้อมจับเหมือนเกิดสงคราม ก็เป็นภาพที่ชัดเจนว่า บทบาทของคุณสุวิทย์นั้นเป็นเช่นใด เชื่อด้วยว่า แม้แต่รัฐบาลก็คงไม่สบายใจ ไม่อยากให้เกิดภาพแบบเดิมอีก ท่านรองวิษณุ จึงออกมาตีปลาหน้าไซว่า "พุทธะอิสระถูกทางการบ้านเมืองจับสึกแล้ว ทางบ้านเมืองถือว่าไม่ใช่พระอีกต่อไป" ชัดเจนไหม ?

ถามว่า รูปการแบบนี้ คุณสุวิทย์รู้ไหม แหมคนระดับนี้ มิได้โง่นะคุณ แต่บางทีก็แกล้งโง่ ตีเนียน อ้างโน่นอ้างนี่ เพื่อให้พวกสาวกที่ศรัทธาคล้อยตาม

ก็สรุปได้แล้วว่า เมื่อเริ่มแรกที่อ้างเหตุผลสารพัดจะกลับมาห่มผ้าเหลือง นายสุวิทย์ก็กำลังอ้างจะหาสาเหตุ "ไม่ห่มผ้าเหลือง" โดยตัดประเด็นแม่ออกไป และเพิ่มประเด็นใหม่เข้ามา อ้างเสียสวยหรูว่า "เพื่อให้รัฐบาลสบายใจ" ดูสิ อ้างได้สารพัดสารเพ โถ..พ่อศรีธนญชัย !

 

ภาพ/ข่าว : รายการ ปากซอย 105 : 18 ตุลาคม 2562

 

ทางบ้านเมืองถือว่าขาดจากความเป็นพระแล้ว

แต่ทางพระยังไม่ถือว่าขาดจากทางพุทธฯ

วิษณุ ระบุ คุณสมบัติ ของพุทธะอิสระ

 

 

วิษณุ เครืองาม

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย

 

อา..้างั้นก็ 50/50 (ฟิฟตี้/ฟิฟตี้) สิคะ แปลว่า ทางราชการบ้านเมืองไม่ถือว่า นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ เป็นพระอีกต่อไป เพราะถูกราชการจับสึกแล้ว เหลือก็แต่ทางคณะสงฆ์..จะว่าอย่างไร ถ้าทางคณะสงฆ์ไม่เอาด้วย ก็หมดสภาพพระไปทั้งตัว

แต่คุณวิษณุก็ยังอ้างอิงอีกด้วยว่า ก่อนหน้านี้ เคยมีรัฐมนตรีไปถามสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแล้ว ในประเด็นเดียวกันนี้ ซึ่งทางสำนักพุทธฯ ก็ชี้ว่า "ทางคณะสงฆ์ถือว่าขาดจากความเป็นพระไปแล้ว" สรุปว่า ท่านรองวิษณุตอบคำถามทั้งสองฝั่งได้อย่างครบถ้วน แม้จะออกตัวว่า "ไม่กล้าตอบกรณีพุทธะอิสระ" ก็ตาม แต่ที่ตอบคำถามมาก็เหลือกินเหลือใช้แล้ว

ยิ่งที่บอกว่า "เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องชี้ขาด" ก็ยิ่งชัดเจนเลยว่า จะบวชอีกไม่ได้ เพราะการไม่ต้องชี้ขาดนั้น หมายถึงว่า ขาดจากความเป็นพระไปอย่างเด็ดขาดแล้ว

 

 

พ้นจากความเป็นสงฆ์

แต่มิได้พ้นจากความเป็นพุทธ

 

วิษณุ ชี้ พุทธะอิสระ แม้ไม่ได้เปล่งวาจาลาสิกขา ก็ถือว่าพ้นความเป็นสงฆ์

"วิษณุ" ชี้แจงตามหลักการ หลักพระพุทธศาสนา แม้ "พุทธะอิสระ" ไม่ได้เปล่งวาจาลาสิกขา แต่ในทางบ้านเมือง ถือว่า พ้นจากความเป็นสงฆ์ ส่วนจะกลับมาห่มผ้าเหลืองได้อีกหรือไม่นั้น จะตอบชัดไม่ได้

วันที่ 17 ต.ค. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่ นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือ อดีตพระพุทธะอิสระ ออกมาเปิดเผยว่าจะกลับมาห่มผ้าเหลืองอีกครั้งว่า

เรื่องนี้เคยมีคนถามไปที่สำนักพระพุทธศาสนาและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยตอบคำถามสื่อมวลชน ว่า พระสงฆ์ที่ถูกจำคุกที่มีคดี แม้ไม่ได้เปล่งวาจาสึกแต่ต้องโทษติดคุก ถือว่าพ้นจากความเป็นพระแล้ว

แต่ในทางพระพุทธศาสนาเมื่อพระยังไม่ได้เปล่งวาจา ก็ถือว่าพระรูปนั้น ยังไม่พ้นจากพระพุทธศาสนา

หากพระพุทธะอิสระจะกลับมาห่มผ้าเหลืองอีกนั้น ในทางบ้านเมืองกับในทางพระพุทธศาสนามีความแตกต่างกัน ดังนั้น จึงถือว่า "พระพุทธะอิสระ" ได้พ้นจากความเป็นพระแล้วในทางบ้านเมือง

พร้อมย้ำว่า เรื่องนี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องออกชี้ขาด

ก่อนเปรียบเทียบในสมัยก่อน ที่เคยมีพระชั้นผู้ใหญ่เคยต้องคดีบ้านเมืองเข้าคุก แล้วมีคนไปกระชากผ้าเหลืองท่าน แต่ท่านถือว่ายังไม่ได้เปล่งวาจา แล้วก็นุ่งขาว อยู่มาจนถึงคดีที่สุด แล้วก็กลับมาห่มผ้าเหลือง หากท่านได้กลับเข้าไปไหว้สมเด็จวัดไหน หากพระสมเด็จวัดนั้นรับพนมมือไหว้ เท่ากับเป็นการยินยอมและรับรู้ว่ายังเป็นพระ เพราะไม่อย่างนั้นพระจะรับไหว้คฤหัสถ์ไม่ได้ พร้อมย้ำว่าไม่กล้าตอบกรณีของ "พุทธะอิสระ" แต่ตอบด้วยหลักการ

 

ข่าว : ไทยรัฐ : 17 ตุลาคม 2562

 

5 ธันวา !

พุทธะอิสระจะกลับมาห่มผ้าเหลือง

งานแรกของมหาเถรสมาคมชุดพระราชทาน

จะต้านหรือจะปล่อย ?

 


 

ปฏิบัติการฟ้าสาง

ตลบมุ้งเจ้าพ่ออ้อน้อย ปืนจ่อหัว ลากคอออกมา

ในสภาพล่อนจ้อน ไม่มีผ้าติดตัวแม้แต่ผืนเดียว

หิ้วปีกออกนอกวัด สั่งถอดผ้าเหลือง ยัดห้องขัง

 

ฉากใหญ่บันลือโลก ระทึกอกระทึกใจยิ่งกว่ากำลังภายใน ระดับฮอลลีวูดยังทำได้ไม่เนียนเท่า ต้องใช้คอมมานโดของกองปราบปฏิบัติการ เป็นบทบาทที่ใครๆ ก็คิดถึง พุทธะอิสระ ถึงกับประกาศว่า "ขอบคุณที่ยังคิดถึง"

จริงฮ่ะ ! ใครๆ ก็คิดถึง อยากเห็นฉากแบบนี้อีกสักครั้ง ท่านพุทธะอิสระจะรีเทิร์นแบบนี้อีกหรือไม่ ?

 

 

อา..ถามว่า ทำไมต้องเป็นวันที่ 5 ธันวา ? ก็ตอบว่า เพราะเป็นวันพ่อไงครับ ? วันเฉลิมพระชนมพรรษาในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งคุณพุทธะอิสระก็หากินกับเจ้ากับวังมานาน โครงการอะไรต่างๆ นานา ก็จะออกมาในแนวนี้ คือต้องมีการอิงสถาบัน อ้างสถาบัน แรกๆ ก็อ้างเพื่อประเทศชาติศาสนา สุดท้ายก็อ้างเพื่อ..ตัวเอง

การประกาศ "รีเทิร์น" ของพุทธะอิสระครั้งนี้ เหมาะเจาะพอดีกับ "พระบรมราชโองการฯตั้งมหาเถรสมาคมชุดใหม่ 20 รูป" เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา แบบว่าพอรับตราตั้งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมจากพระสังฆราชปุ๊ป ก็เข้าประชุมเรื่อง "พุทธะอิสระ" กันทันที เรื่องธัมมชโยยังเป็นรอง

 

 

เจ้าคุณเกษม : พระธรรมกิตติเมธี วัดราชาธิวาส

กรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่

จะดับฝันนายสุวิทย์ลงหรือไม่ ?

 

 

กรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่นี้ ถึงจะเป็นชุดใหม่ แต่ก็ใช่ว่าจะใหม่เสียทั้งหมด คือมีคนเก่าและคนใหม่ผสมกัน นั่นในเรื่องวาระของการดำรงตำแหน่ง แต่..แต่ก็ยังมีเก่าอีกประเภทหนึ่ง คือ โจทก์เก่า ของคุณพุทธะอิสระ ท่านได้เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมชุดพระราชทานด้วย เอ่ยนามเลยว่าได้แก่ พระธรรมกิตติเมธี หรือท่านเจ้าคุณเกษม วัดราชาธิวาส ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ลูกพี่ใหญ่ของ..เจ้าคุณประสาร ซึ่งเป็นเลขานุการของเจ้าคุณเกษม

ถ้ามองเจ้าคุณเกษมแล้วยังไม่ทะลุว่าพุทธะอิสระมีปัญหาอะไรกับศูนย์พิทักษ์ฯแห่งนี้ ก็ดูไปที่ "เจ้าคุณประสาร" แล้วจะรู้..หมู่หรือจ่า !

มหาเถรสมาคมยังมีข้อบกพร่องอย่างร้ายแรง นั่นคือ ไม่มีหน่วยงานด้านการตัดสินคดีความทางสงฆ์เป็นการเฉพาะ ใช้ระบบ "การบังคับบัญชา" เช่นว่า ถ้าพระลูกวัดทำผิด ก็ให้เจ้าอาวาสตัดสิน ถ้าเจ้าอาวาสทำผิด ก็ให้เจ้าคณะตำบลตัดสิน ถ้าเจ้าคณะตำบลทำผิด ก็ให้เจ้าคณะอำเภอตัดสิน ไล่ขึ้นไปจนถึงเจ้าคณะภาค เจ้าคณะหน แต่ถ้าเจ้าคณะภาคเจ้าคณะหนหรือบรรดาสมเด็จฯ-รองสมเด็จฯ หรือธัมมชโย ทำผิด ก็ไม่มีใครกล้าตัดสิน ต้องให้รัฐบาลส่งกำลังทหารตำรวจเข้าบุกวัด ล้อมจับ ให้เป็นที่อับอายขายขี้หน้าชาวพุทธ ประจานความห่วยของมหาเถรสมาคมที่เอาแต่ประชุม แต่ไม่คิดทำงานที่เป็นการรักษาฐานอำนาจของตัวเองในการพิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนา

กรณีพุทธะอิสระที่จะมาถึงในวันที่ 5 ธันวาคม ศกนี้ ถือได้ว่า "ท้าทาย" ต่ออำนาจการบริหารกิจการพระพุทธศาสนา ของกรรมการ มส. ชุดใหม่ ภายใต้พระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ ผู้ซึ่งได้รับฉายาว่า "ตงฉิน" และตรงเป็นไม้บรรทัด ยิ่งกว่าสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช แต่จะจริงหรือไม่ ก็ต้องดูกันต่อไป เพราะพูดนั้นใครก็พูดได้ แต่จะทำได้หรือไม่นี่สิ

ถ้ายังจำความได้ เมื่อครั้งออกคุกมาใหม่ๆ พุทธะอิสระประกาศจะกลับมานุ่งสบง ก็ถูกเจ้าคุณเกษมออกมาเบรก ห้ามพระอุปัชฌาย์รูปใดบวชให้ ใครขืนบวชจะโดนโทษหนัก ถึงกับถูกถอดถอนไปตลอดชีวิต และเพราะติดด่านนี้ พุทธะอิสระจึงประกาศ "เลื่อน" กำหนดการห่มผ้าเหลืองมาจนถึงวันนี้

วันนั้น เจ้าคุณเกษมยังเป็นเพียง "เจ้าคณะภาค" มีอำนาจสั่งการได้เฉพาะในเขตภาคของตน แต่วันนี้ เจ้าคุณเกษมได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง "กรรมการมหาเถรสมาคม" มีอำนาจในการสั่งการ บังคับบัญชา ได้ทั่วประเทศ เพราะเป็นคณะรัฐมนตรี มีอำนาจมากกว่าตอนเป็นภาค ก็ต้องมองว่าจะมีบทบาทอย่างไรต่อการประกาศกลับมาห่มผ้าเหลืองของนายสุวิทย์

แต่ก็อย่าดูแคลนคนที่ชื่อ "สุวิทย์ ทองประเสริฐ" ผู้เคยกอดคอกับ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ล้มล้างรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ" ประเคนอำนาจให้ "ประยุทธ์ จันท์โอชา" มาแล้ว ว่านายสุวิทย์คงไม่คิดตื้นๆ แค่เดินเข้าโบสถ์ห่มผ้าเหลืองกลับออกมา เพราะถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อการถูกแจ้งความจับกุม ซึ่งก็เคยมีภาพและเสียงประจานไปทั่วโลกหลอกหลอนอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้

สุวิทย์นอนคิดมาเป็นปี จึงวางแผน 3 ชั้น ในการกลับมานุ่งสบง

ชั้นที่ 1 อ้างในหลวง ร.9 เป็นตัวเปิดเกมในการบวชเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ถามว่าใครหน้าไหนจะกล้าขัดขวางงานในหลวง ใครขืนแหลมเข้าไปก็จะเข้าข่าย "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ข้อหาไม่จงรักภักดีที่คนกลุ่มนี้ถนัดในการยัดเยียดอยู่แล้ว

ชั้นที่ 2 อ้างแม่ ว่าแม่ป่วย อยากจะเห็นผ้าเหลืองของลูกชายก่อนตาย ซึ่งข้อนี้ก็เป็นเพียงสัมพันธภาพระหว่าง "แม่-ลูก" ของนายสุวิทย์ ไม่เกี่ยวกับใครอื่นใด แต่สุวิทย์อ้างนั้น ได้ความกตัญญูเห็นๆ

ชั้นที่ 3 วางหมาก "ระดมมวลชนป้องกันตนเอง" โดยประกาศเชิญชวนสาวกให้ไปบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลถวายในหลวง ร.9 ซึ่งความจริงก็คือ บวชเป็นบริวารของตนนั่นเอง งานนี้ยิ่งได้คนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ความมั่นใจเพิ่มขึ้นเท่านั้น มันก็มุกเดียวกับธัมมชโย ใช้มวลชนเป็นเกราะกำบังให้แก่ตนเอง ในกรณีที่มีพฤติกรรมคาบลูกคาบดอก

ตรงนี้เป็นหมากสุดท้ายถูกวางเอาไว้อย่างแยบคาย แถมวางไว้เป็นการทิ้งท้ายด้วย ไพ่ใบสุดท้ายย่อมจะเป็นไพ่ตายเสมอ ระดับเซียนย่อมไม่ปล่อยง่ายๆ ถ้าไม่หมดหน้าตักแล้ว

 

ก็ดังที่บอกว่า การอ้างความชอบธรรม หรือจะกำหนดวิธีการใดๆ ให้เป็นความศักดิ์สิทธิ์แก่ตนเองนั้น ใครๆ ก็ทำได้ แต่ปัญหาก็คือ หาข้อยุติไม่ได้ ดังนั้น องค์กรปกครองสงฆ์ คือมหาเถรสมาคม ต้องสร้างมาตรฐานการปกครองให้เข้ารูปเข้ารอย จะโดยวิธีใดก็ตามแต่ แต่อย่าให้ใครทำตามใจฉัน แล้วก็อ้างเอาเป็นความชอบธรรม ซึ่งมันมีผลไปถึง "มวลชน-พุทธศาสนิกชน" เขาจะสับสน บ้างถึงกับทึกทักเอาว่า สิ่งที่ครูบาอาจารย์ปฏิบัติไปนั้นถูกต้องแล้ว

วันนี้ ผ่านมา 2 รัฐบาลแล้ว ทั้งรัฐประหารและประชาธิปไตยซ่อนรูป ก็ยังทำอะไรธัมมชโยไม่ได้ ธัมมยโชยังไม่ตาย แถมยังจะกลายเป็นผีดิบกลืนประเทศไทยไปในอนาคต ก็ปรากฏผีดิบตัวใหม่ คือ พุทธะอิสระ สร้างอาณาจักรส่วนตัวขึ้นมาซ้อนกับธรรมกายอีกแล้ว

เสียดายนะ วันนั้น รัฐบาลสู้อุตส่าห์ ส่งกองกำลังคอมมานโด เข้าปฏิบัติการ "รื้อรังเจ้าพ่อวัดอ้อน้อย" สำเร็จอย่างงดงามมาแล้ว แต่ไม่นานก็ปล่อยเสือเข้าป่า ไปสร้างวัดอ้อน้อยให้เป็นรกเป็นพงเหมือนเดิมอีก

ประเทศชาติพระศาสนา ที่มีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ก็มิใช่ใคร เพราะพวกนักการเมืองทั้งนั้น ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นก็ใช่

เชื่อว่า กรณีนี้ รัฐบาลประยุทธ์จะทำไม่รู้ไม่ชี้ เพราะไหนๆ ก็ปล่อยออกคุกมาก่อนเพื่อนแล้ว จะกลับไปห่มผ้าเหลืองอีกก็คงไม่แปลกอะไร มีอะไรก็โบ้ยให้ไปถาม "มหาเถรสมาคม" ถามแบบนี้ พุทธะอิสระ ก็ยิ้มกริ่มว่า..เสร็จกรู !

 

 

 

พุทธะอิสระ แจงยิบ กลับมาห่มผ้าไตรจีวร 5 ธันวาคมนี้

 

16 ต.ค 62 - พุทธะอิสระ (สุวิทย์ ธีรธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย  โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้

ขอบคุณที่ยังคิดถึงกันอยู่

พอออกพรรษาแล้ว อยากสัมผัสกับธรรมชาติป่า เขา สายน้ำ แสงแดด กลิ่นไออันบริสุทธิ์ สดชื้น เพื่อซึมซับพลังธรรมชาติ

อยู่ดีๆ คนติดตามก็นำโทรศัพท์มายื่นให้แล้วบอกว่า เจ้าตั้มโทรมาบอกว่านักข่าวหลายช่องจักขอสัมภาษณ์ กรณีมีข่าวว่า จักกลับไปนุ่งห่มผ้าไตรจีวรอีก

รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน ว่าใครไปให้ข่าว แก่พวกนักข่าวเพราะไม่เคยคิดจักโฆษณา ออกข่าวคราวกันขนาดนี้


เพียงแค่แจ้งข่าวแก่ บรรดาญาติโยม ที่มาทำบุญในวันออกพรรษาว่า สิ้นเดือนตุลาคมนี้ ก็สิ้นสุดเวลาคุมความประพฤติ ในคำพิพากษาคดีทำร้าย ร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะชุมนุม


ด้วยเพราะเวลาเจ้าหน้าที่กองปราบมาจับ แล้วส่งฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เจ้าหน้าที่กองปราบได้นิมนต์หลวงพ่อ เจ้าคณะเขต เจ้าอาวาสวัดเสมียนนารี และเลขา มาทำหน้าที่สึก


พุทธะอิสระ ได้กราบเรียนหลวงพ่อผู้คุ้นเคยกันไปว่า กระผมมิได้ละเมิดต่ออาบัติร้ายแรงจนทำให้ขาดจากความเป็นพระ ผมจึงไม่ยินดีกล่าวคำลาสิกขา

ครั้นออกจากคุกมาแล้ว จึงตั้งใจว่า จักกลับมาห่มผ้าจีวรอีก พอดีมหาเถระสมาคม ออกกฎขึ้นมาใหม่ว่า ภิกษุผู้ต้องโทษอยู่ในขณะคุมความประพฤติ ของทางราชการ ห้ามกลับเข้ามาบวชอีก จนกว่าจักหมดเวลาคุมความประพฤติ (ตามหมวด 3 ว่าด้วยหน้าที่พระอุปัชฌาย์ กฎ มส.17)


ซึ่งกรณีของพุทธะอิสระ จักสิ้นสุดเวลาคุมความประพฤติลงในวันที่ 29 ตุลาคม 2562


เหตุนี้จึงกำหนดเวลากลับไปห่มผ้าไตรจีวร ในวันที่ 5 ธันวาคม เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พ่อหลวง ร.9 ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่ง

ก็ไม่คิดว่าการกลับไปนุ่งห่มผ้าเหลืองครั้งนี้ จักเป็นจุดสนใจของใครๆ มากขนาดนี้


ขอถือโอกาสให้ความรู้ ตามหลักพระธรรมวินัยเสียเลยว่า การที่ภิกษุจักพ้นจากความเป็นภิกษุได้นั้น มีเหตุอยู่ 3 ประการ คือ


1. มรณภาพ (ตาย)


2. ต้องอาบัติปาราชิก เรียกว่า อาบัติร้ายแรงชั่วหยาบ ไม่สามารถกลับเข้ามาเป็นพระได้อีกตลอดชีวิต เช่น ฆ่ามนุษย์ อวดอุตริมนุสธรรมอันไม่มีอยู่จริง และเสพเมถุน


3. กล่าวคำลาสิกขา


หลักการดังกล่าวมานี้ซึ่งก็ตรงกับคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 6782/2543


ย่อความสั้นๆ ให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจง่ายว่า


ภิกษุรูปหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ ตำรวจจับข้อหาเสพสารเสพติด และถูกบังคับให้กล่าวคำลาสิกขา แต่ภิกษุนั้นมิได้ยินยอม
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวไปโรงพัก และบังคับให้ถอดจีวรพร้อมนำตัวไปคุมขัง เพื่อส่งฟ้องต่อศาล

เวลาต่อมาภิกษุรูปนั้นได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จึงกลับไปห่มผ้าเหลืองอีก


เจ้าหน้าที่และอัยการ จึงนำตัวภิกษุนั้น ไปฟ้องต่อศาลข้อหาแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์


ภิกษุนั้นต่อสู้คดี จนถึงศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำวินิจฉัย ออกมาโดยสรุปได้ว่า

(จากพฤติการณ์ดังกล่าว จำเลยย่อมเข้าใจได้ว่า จำเลยยังไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุ เนื่องจากจำเลยไม่สมัครใจลาสิกขา และการดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศโดยพลการ ของเจ้าหน้าที่ พนักงานตำรวจ จำเลยจึงไม่เจตนากระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทย์จึงฟังไม่ขึ้น)


อีกทั้งมีกรณี พระพิมลธรรมแห่งวัดมหาธาตุ ถูกจับคุมขัง ข้อหา "มีการกระทำเป็นคอมมิวนิสต์ และทำลายความมั่นคงของรัฐ เป็นเวลา 4 ปี" ท่านก็มิได้กล่าวคำลาสิกขา


พอท่านพ้นโทษออกมา ท่านก็แสดงความปาริสุทธิในศีล ต่อหน้าคณะสงฆ์แล้วกลับเข้าไปห่มผ้าเหลือง จนกระทั่งได้ดำรงตำแหน่งรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ก่อนที่สมเด็จญาณสังวร จักได้รับการสถาปนาให้ได้เป็นพระสังฆราชต่อมา

แล้วมีผู้สงสัยว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถบังคับจับภิกษุผู้ต้องคดีสึกจากความเป็นภิกษุได้เช่นนี้


และเมื่อภิกษุบางรูป ต้องสงสัยว่า ทำผิดกฎหมาย จักให้ปฏิบัติเช่นไร


อธิบายว่า มีพระอรรถกถาจารย์ได้กำหนดหลักปฏิบัติเอาไว้ว่า ให้ใช้วิธี "กายประโยค" เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับภิกษุผู้ถูกกล่าว จำคุกได้ขณะที่ห่มจีวร เพราะท่านไม่ปรารถนาจะสึก


ให้เจ้าหน้าที่ทำการเปลื้องจีวร ออกจากตัวของภิกษุผู้ถูกกล่าวหารูปนั้นเสีย แล้วให้นุ่งห่มผ้าขาว อย่างคฤหัสถ์ผู้รักษาศีล โดยมิต้องกล่าวคำลาสิกขา เช่นนี้เรียกว่า "กายประโยค"

เพื่อจักปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายบ้านเมือง

ด้วยหลักการและเหตุผล ดังกล่าวมานี้แหละ พุทธะอิสระจึงมีศักดิ์ และสิทธิ์อันชอบธรรมที่จักกลับมาห่มผ้าไตรจีวรได้อีกในวันที่ 5 ธันวาคม 2562


อีกทั้งแม่ที่ป่วยติดเตียงก็อายุท่านก็มากแล้ว ท่านอยากเห็นพระลูกชาย กลับไปนุ่งห่มผ้าเหลือง ก่อนที่ท่านจักตาย

อีกทั้งญาติโยมผู้ศรัทธาทั้งหลาย ก็มีความหวัง ความปรารถนา อย่างแรงกล้าว่า เมื่อไหร่พุทธะอิสระ จักกลับไปห่มผ้าเหลืองเสียที่ เพื่อถนอม รักษาจิตวิญญาณของท่านผู้มีคุณทั้งหลายดังกล่าว

พุทธะอิสระจึงกำหนดวัน เวลา กลับไปนุ่งห่มผ้าไตรจีวร ดังต่อไปนี้ว่า

 

พุทธะอิสระ

 



กำหนดการห่มผ้าเหลืองของท่านพุทธะอิสระ

-
ประชุมคณะสงฆ์ นิมนต์พระผู้อยู่ด้วยในเวลาเปลื้องจีวรมาเป็นพยานยืนยันว่าพุทธะอิสระมิได้กล่าวคำลาสิกขาหรือไม่

ประชุมคณะกรรมการวัดพร้อมญาติโยม เพื่อขอฉันทานุมัติ ว่ามีข้อขัดข้องใดๆ หรือไม่ที่พุทธะอิสระจะห่มผ้าไตรจีวร

-
กำหนดการห่มผ้าไตรจีวร

เวลา 09.00 น. รับผ้าไตร จากญาติโยมถวาย


เวลา 09.30 น. นำผ้าไตรเข้าพระอุโบสถ ในท่ามกลางองค์ประชุมคณะสงฆ์

- ขอโอกาสคณะสงฆ์ แสดงความปาริสุทธิในศีล เพื่อให้คณะสงฆ์ได้รับทราบ และยอมรับเข้าหมู่พร้อมเปล่งว่า สาธุ

- เมื่อคณะสงฆ์ยอมรับ จึงออกไปห่มผ้าไตร แล้วกลับเข้ามา กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย

- แสดงอาบัติพร้อมขอปลงอาบัติ แก่คณะสงฆ์ พระสงฆ์


จบพิธี

-
ท้ายนี้ถือโอกาส เชิญชวนชายไทย ผู้มีใจศรัทธา ปรารถนาจักบวชอุทิศถวายพระราชกุศล แด่องค์พ่อหลวง ร.9 ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่ง ซัก 15 วัน หรือ เดือนหนึ่ง เพื่อร่วมปฏิบัติธรรม วิถีจิต ด้วยกันก็เชิญได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

 

ข่าว : ไทยโพสต์ : 17 ตุลาคม 2562

 

เด้ง "สมเกียรติ" เข้ากรุสำนักนายกฯ

เปิดทาง "ณรงค์" นั่งเก้าอี้ ผอ.พศ. เต็มตัว

 

 

สมเกียรติ ธงศรี รอง ผอ.พศ. อันดับที่ 1

ถูกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

 

ณรงค์ ทรงอารมณ์ รอง ผอ.พศ. อันดับที่ 2

รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

 

ใครหมัดหนักกว่าใคร ?

ซ้าย : ณรงค์ ทรงอารมณ์ ขวา : สมเกียรติ ธงศรี

 

สรุปมติคณะรัฐมนตรี ประจำวันที่ 15 ตุลาคม 2562

วันนี้ (15 ตุลาคม 2562) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่สรุปสาระสำคัญดังนี้

22. เรื่อง การโอนข้าราชการเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เสนอรับโอน นายสมเกียรติ ธงศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป โดยผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอนแล้ว

 

ข่าว : แนวหน้า : 16 ตุลาคม 2562

 

FULL TEAM

ตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่

เต็มอัตรา 20 รูป

 

สมเด็จใหม่ได้เป็นกรรมการ มส. แล้ว

สมเด็จเก่าแป้วไปตามระเบียบ

 


 

หลวงพ่อสมบุญ พระธรรมทูตรุ่นแรก มรณภาพ

ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดตะพาน ดินแดง

แจ้งข่าวพระธรรมทูตได้รับทราบ

 

 

พระมหาสมบุญ สิทฺธิญาโณ

พระธรรมทูตไทยรุ่นแรก ปฏิบัติศาสนกิจในสหราชอาณาจักร ตลอดชีวิต มรณภาพในวันออกพรรษา ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดทัศนารุณสุนทริการาม (วัดตะพาน ดินแดง) กรุงเทพมหานคร

 

 

ข่าวจาก พระราชวิเทศปัญญาคุณ (เจ้าคุณเหลา) รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร แจ้งมายังอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ว่า

หลวงพ่อพระมหาสมบุญ สิทฺธิญาโณ ซึ่งเป็นพระธรรมทูตรุ่นแรก ในปี พ.ศ.2509 ก่อนการอบรมพระธรรมทูตสมัยปัจจุบัน ได้ถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชรา อายุ 94 ปี พรรษา 74 ถือว่าเป็นพระธรรมทูตที่ปฏิบัติศาสนกิจยาวนานที่สุด

 

 

หลวงพ่อพระมหาสมบุญนั้น เดิมเป็นชาวจังหวัดปราจีนบุรี สังกัดวัดพันศรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ได้เข้ารับการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นแรกสุดของคณะสงฆ์ไทยในปี พ.ศ.2509 ซึ่งสมัยนั้นมีสมเด็จพระญาณสังวร อดีตสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19 ทรงเป็นประธานการอบรม พรั่งพร้อมด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอันเกรียงไกรมากมาย อาทิเช่น

พุทธทาสภิกขุ สวนโมกขพลาราม สุราษฎร์ธานี

พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์

พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทะภิกขุ) วัดชลประทานรังสฤษดิ์

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว) วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี

เป็นต้น

 

 

เพื่อนร่วมรุ่นของหลวงพ่อสมบุญ (พระธรรมทูตรุ่นที่ 1) ที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบันนั้น ทราบว่า ได้แก่ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (พิจิตร ฐิตวณฺโณ) วัดโสมนัสวิหาร เป็นต้น

หลวงพ่อสมบุญ ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจในประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี พ.ศ.2511 ถึงปัจจุบัน ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับมารักษาอาการพาธและได้ถึงแก่มรณภาพลงที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ศกนี้ ที่ผ่านมา จึงถือว่าได้ว่าเป็นพระธรรมทูตผู้ปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศอย่างยาวนานที่สุดของประเทศไทย

 

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง หลวงพ่อสมบุญ ได้ย้ายจากวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ออกไปสร้างวัดใหม่ในสังคมชาวอินเดีย แต่ถึงอย่างไรก็ยังคงร่วมกิจกรรมขององค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรมาโดยตลอด ถึงกระนั้น ก็ทำให้ท่านเหมือนเงียบหายไปจากวงการพระธรรมทูตไทยในต่างประเทศ จนถึงกับมีการตั้งฉายาถวายท่านว่า "พระธรรมทูตที่โลกลืม" ทั้งๆ ที่เป็นรุ่นแรกแท้ๆ แต่..ไม่มีใครรู้จัก

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าอย่างน้อย เพื่อนพระธรรมทูตที่ยังคงเหลืออยู่ของท่าน ก็คงจะมีไมตรีจิตไปคารวะศพหลวงพ่อสมบุญ ซึ่งตั้งบำเพ็ญกุศล ณ วัดตะพาน ดินแดง ดังแจ้งให้ทราบแล้ว

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ขอถวายความไว้อาลัยแด่..หลวงพ่อสมบุญ สิทฺธิญาโณ พระธรรมทูตไทยรุ่นแรก มา ณ โอกาสนี้

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 13 ตุลาคม 2562

 

 

พระธรรมทูตรุ่นแรก พ.ศ.2509

เมื่อ รัฐบาลอนุมัติให้กรมการศาสนาจัดส่งพระธรรมทูตไปประกาศพระพุทธศาสนา ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.2507 เป็นเหตุให้มีการสร้างวัดพระพุทธศาสนา คือวัดพุทธปทีปขึ้น ณ ประเทศนั้น กรมการศาสนาเห็นว่าควรจะได้มีการจัดการฝึกอบรมพระธรรมทูตสำหรับไปปฏิบัติ ศาสนกิจในต่างประเทศ และเพื่อรองรับโครงการจัดตั้งวัดพระพุทธศาสนาในต่างประเทศดังกล่าวต่อมากรม การศาสนาจึงได้ดำเนินการขออนุมัติคณะรัฐมนตรีจัดตั้งโครงการฝึกอบรมพระธรรม ทูตไปต่างประเทศ ภายใต้การควบคุมดูแลของมหาเถรสมาคมขึ้น  คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการให้กรมการศาสนาดำเนินการได้ โดยให้มีคณะกรรมการอำนวยการฝึกอบรมฯ คณะหนึ่ง ประกอบด้วยกรรมการทั้งที่เป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์ มีหน้าที่จัดการฝึกอบรมพระสงฆ์เป็นพระธรรมทูต เพื่อส่งไปปฏิบัติศาสนกิจประกาศพระศาสนาในต่างประเทศ  ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่าการก่อตั้งสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศนั้น เป็นความร่วมมือและเป็นความต้องการในอันที่จะริเริ่มและสนับสนุนงานการ ประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งของฝ่ายพุทธอาณาจักรคือคณะสงฆ์และฝ่ายราช อาณาจักรคือรัฐบาล

หลัก การเหตุผลและวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งระบุไว้ในหนังสือประวัติวัดบวรนิเวศ วิหาร ว่า "สืบเนื่องมาจากการที่ประเทศไทยได้ทำนุบำรุงและเชิดชูพระพุทธศาสนาเป็นศาสนา ประจำชาติมาเป็นเวลาช้านาน ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์และการสนับสนุนของรัฐบาลจนเป็นหลักฐานมั่นคง มีเกียรติคุณแพร่ไปในนานาประเทศเป็นเวลานาน  ต่อมาชาวต่างประเทศได้แสดงออกซึ่งความสนใจในพระพุทธศาสนามากขึ้น ได้ติดต่อขอรับการศึกษาบ้าง ขอหนังสือและเอกสารบ้าง ขอนักปราชญ์ทางศาสนาไปแนะนำสั่งสอนในประเทศของตนบ้าง ทางด้านรัฐบาลและคณะสงฆ์ไทยก็ปรารถนาที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังต่าง ประเทศ จึงไปสร้างวัดไทยที่พุทธคยา ประเทศอินเดียอุดหนุนทางการเงินการศึกษาแก่วัด และพระสงฆ์ในประเทศมาเลเซีย  ให้ทุนแก่พระสงฆ์ต่างประเทศเข้ามาศึกษาในประเทศไทย ส่งพระธรรมทูตไปเผยแผ่พระศาสนาในประเทศอังกฤษ และประเทศลาว  ปรากฏว่าประชาชนในประเทศต่างๆ ได้หันมาสนใจศึกษาปฏิบัติตามหลักธรรมทางศาสนามากขึ้นโดยลำดับ  และเป็นผลดีแก่คนไทยในประเทศนั้นๆ ด้วย ในขณะเดียวกันฝ่ายอาณาจักร รัฐบาลโดยกรมการศาสนา ก็ได้สนองงานด้านการเผยแผ่ของคณะสงฆ์ ดังเช่นการรับสนองนโยบายของรัฐบาลโดยได้สนับสนุนพระสงฆ์ไปประกาศพระศาสนาใน ต่างประเทศ 2 สาย คือ ประเทศลาวและประเทศอังกฤษ ทั้งได้ให้พระสงฆ์ประจำวัดไทยพุทธคยาประเทศอินเดีย ปฏิบัติหน้าที่เผยแผ่พระศาสนาด้วยในฐานะเป็นพระธรรมทูตในความอุปถัมภ์ของ รัฐบาล

กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ (ในสมัยนั้น) มีพันเอก ปิ่น มุทุกันต์ เป็นอธิบดีได้ดำริว่า การที่รัฐบาลตั้งงบประมาณให้ทุนการศึกษาแก่พระสงฆ์ต่างประเทศที่เข้ามาศึกษา พระปริยัติธรรมในราชอาณาจักรนั้น  ก็ด้วยปรารถนาที่จะประกาศพระพุทธศาสนาและเกียรติคุณของชาติให้แพร่ไปในนานาประเทศ หากได้แบ่งงบประมาณนั้นสักส่วนหนึ่งมาทำการฝึกอบรมพระสงฆ์ไทยให้สามารถไป ประกาศพระศาสนาในต่างประเทศก็จะเป็นการดี  จึงได้กำหนดโครงการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศขึ้นแล้ว ได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาหารือเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2507 อนุมัติในหลักการให้กรมการศาสนาดำเนินการได้ โดยให้มีคณะกรรมการอำนวยการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ประกอบด้วยบรรพชิตและคฤหัสถ์ โดยมีวัตถุประสงค์คือ 

1. เพื่อเลือกเฟ้นและฝึกอบรมพระสงฆ์ไทย ให้สามารถประกาศพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ
2. เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณของชาติไทย
3. เพื่อสงเคราะห์ทางด้านจิตใจแก่คนไทยในต่างประเทศ
4. เพื่อให้เกิดศาสนสัมพันธ์อันดี ระหว่างพุทธศาสนิกชนกับองค์การศาสนาอื่น

จากคำกราบทูลของ พระสาสนโสภณ (ปัจจุบันคือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก) ประธานกรรมการอำนวยการฝึกอบรมฯ ในพิธีเปิดการฝึกอบรมพระธรรมทูตรุ่นแรก เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2509 ทำให้ทราบถึงหลักการและเหตุผลของวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งสำนักฝึกอบรมพระ ธรรมทูตไปต่างประเทศ ดังปรากฏในคำกราบทูลส่วนหนึ่งในวันเปิดฝึกอบรมพระธรรมทูต ความว่า

"บัดนี้พระพุทธศาสนาได้เป็นที่สนใจใคร่จะรู้จะปฏิบัติของบุคคลในประเทศต่างๆ ทางฝ่ายตะวันตก และแม้ทางฝ่ายตะวันออกด้วยมากขึ้น นักเรียนไทยตลอดถึงข้าราชการไทยในต่างประเทศได้ถูกซักถามเรื่องพระพุทธศาสนา ได้มีการเชิญให้ไปแสดงเรื่องพระพุทธศาสนา บุคคลผู้สนใจในพระพุทธศาสนาได้รวมกันตั้งสมาคม หรือองค์การทางพระพุทธศาสนาขึ้นในประเทศต่างๆ หลายแห่ง บางแห่งก็ต้องการจะได้ศึกษาพระพุทธศาสนาจากพระภิกษุสงฆ์ไทย ที่ได้ติดต่อนิมนต์พระภิกษุไทยออกไปก็มี นอกจากนี้ก็ได้มีพระภิกษุเดินทางออกไปยังต่างประเทศเอง โดยเฉพาะในประเทศใกล้เคียงนี้ ได้มีพระภิกษุไทยเดินทางออกไปอยู่ประจำในที่ต่างๆ เป็นเวลานานมาแล้ว แต่เดิมยังไม่มีระเบียบเข้มงวดต่อพระภิกษุที่จะเดินทางออกไปมากนัก ต่อมาเมื่อปรากฏว่าพระภิกษุผู้ที่เดินทางออกไปมากขึ้นและปรากฏผลบางอย่าง แสดงว่าควรมีการควบคุม ทางคณะสงฆ์จึงได้วางระเบียบควบคุมรัดกุมขึ้นดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และทางฝ่ายตะวันตกไกลซึ่งบัดนี้มีเหตุการณ์แสดงว่าเริ่มจะไม่ไกลนักสำหรับ การพระพุทธศาสนา ตลอดถึงพระสงฆ์ไทยจึงเป็นที่รู้สึกว่านอกจากจะมีการควบคุมการเดินทางของพระ ภิกษุดังกล่าวแล้ว ยังควรมีการเตรียมการฝึกอบรมพระภิกษุให้มีความรู้ความสามารถเดินทางออกไป ประกาศพระพุทธศาสนาได้ในประเทศต่างๆ อีกด้วย"

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานพระธรรมทูตมาตั้งแต่การฝึกอบรมครั้งแรก ในยุคต่อมา แม้ว่าสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ จะได้วิวัฒนาการแบ่งออกเป็นสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ในสังกัดของคณะสงฆ์มหานิกาย และสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต) แต่ยังคงมีวัตถุประสงค์และหลักการ โดยการบริหารงานและการฝึกอบรมที่สืบทอดต่อเนื่องมาจากอดีต


เมื่อคณะสงฆ์และรัฐบาลได้จัดตั้งสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตแล้ว กรมการศาสนา ได้รับสนองนโยบายของรัฐบาล ในการสนับสนุนพระสงฆ์ไปประกาศพระศาสนาในต่างประเทศในฐานะเป็นพระธรรมทูต ในความอุปถัมภ์ของรัฐบาลไทย การดำเนินการต่างๆ ได้เริ่มทำแต่ พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา และได้รายงานมหาเถรสมาคมทราบเป็นระยะๆ
ทั้งนี้ มีการดำเนินการที่สำคัญคือ การเลือกเฟ้นพระสงฆ์ที่จะทำการฝึกอบรมและส่งไปปฏิบัติศาสนกิจให้ได้ผล จะต้องได้ท่านผู้มั่นคงในศาสนา มีบุคลิกภาพน่าเลื่อมใส มีความรู้ความสามารถเพียงพอ และอุทิศตนเพื่อพระศาสนาอย่างแท้จริง
 

ใน พ.ศ.2509 สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก องค์ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม จึงได้มีพระบัญชาแต่งตั้งกรรมการคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ฝึกอบรมพระธรรมทูตและบริหารงานอื่นๆ ซึ่งประกอบด้วยพระสงฆ์และคฤหัสถ์ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการชุดนี้มีชื่อเรียกว่า

"คณะกรรมการอำนวยการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ"

ถือว่าเป็นคณะกรรมการชุดแรกที่ทำหน้าที่บริหารงานพระธรรมทูตไปต่างประเทศ โดยมีพระสาสนโสภณ (ปัจจุบันคือ สมเด็จญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช) เป็นประธาน และมีคณะกรรมการ ดังนี้

 

กรรมการฝ่ายสงฆ์


1. พระสาสนโสภณ (เจริญ  สุวฑฺฒโน)        วัดบวรนิเวศวิหาร                ประธานกรรมการ
2. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์  ธมฺมธโร)    วัดพระศรีมหาธาตุ               กรรมการ
3. พระราชชัยกวี (เงื้อม อินฺทปญฺโญ)          วัดพระบรมธาตุไชยา           กรรมการ
4. พระราชสิทธิมุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ)         วัดมหาธาตุ                      กรรมการ
5. พระปัญญานันทมุนี (ปัน ปญฺญานนฺโท)    วัดชลประทานรังสฤษดิ์         กรรมการ
6. พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน                   วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี        กรรมการ
7. เลขาธิการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย                                        กรรมการ
8. เลขาธิการสภาการศึกษามกุฎราชวิทยาลัย                                     กรรมการ


กรรมการฝ่ายคฤหัสถ์

1. ดร.ดิเรก  ชัยนาม                                                            กรรมการ
2. ม.ร.ว.เสนีย์  ปราโมช                                                       กรรมการ
3. นายสัญญา  ธรรมศักดิ์                                                      กรรมการ
4. พันเอก ปิ่น มุทุกันต์                                                         กรรมการ
5. นายสุชีพ  ปุญญานุภาพ                                                    กรรมการ
6. พันโท ประสาร  ทองภักดี                                                  กรรมการและเลขานุการ

มหาเถรสมาคม ได้มีมติให้ใช้ตำหนักล่าง วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นที่ตั้งของสำนักฝึกอบรมธรรมทูตไปต่างประเทศ และต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม 2509 จึงได้ประกอบพิธีเปิดการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ รุ่นที่ 1 ขึ้น ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานในพิธี

พระสาสนโสภณในสมัยนั้น ปัจจุบันคือเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นอกจากนั้น ยังมีพระเถระที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีในปัจจุบันคือ พระราชชัยกวี (เงื้อม อินฺทปญฺโญ) หรือพุทธทาส, พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน (พระธรรมวิสุทธมงคล) วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี ร่วมเป็นกรรมการ


พระเถระที่เข้ารับการฝึกอบรมเป็นพระธรรมทูตรุ่นแรก ในปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่เช่น พระศาสนโสภณ (พิจิตร ฐิตวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดโสมนัส พระธรรมเจติยาจารย์ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เป็นต้น

ในส่วนของคณะกรรมการอำนวยการฝึกอบรม ได้ประชุมกันพิจารณากำหนดหลักการและวิธีการฝึกอบรมหลายครั้ง และตั้งได้อนุกรรมการขึ้นพิจารณาหลักสูตรการอบรมขึ้นคณะหนึ่ง ได้ตกลงกำหนดสรุปเป็นหลักใหญ่ๆ เพื่อบริหารงานดังนี้

1. การฝึกอบรม ให้มีทั้งในขั้นปริยัติและขั้นปฏิบัติ และโดยเฉพาะให้มีการฝึกให้สามารถใช้ภาษาได้ดี  และให้มีความรู้ทางศาสนาและทางอื่นที่ควรรู้เป็นวิชาประกอบพอเพียง และฝึกทางปฏิบัติให้ถึงระดับที่สมควร

2. ในขั้นปริยัติที่จะเปิดสถานฝึกอบรม ให้เลือกพระภิกษุผู้สำเร็จชั้นปริญญาจากมหาวิทยาลัยสงฆ์สองแห่ง คือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและสภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัยแห่งละ 10 รูป  ด้วยมอบให้เลขาธิการมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่งนั้นเป็นผู้เลือกเสนอ กับให้กรรมการฝึกอบรมฝ่ายบรรพชิตซึ่งมีอยู่ (ในระยะแรก) 6 รูปเลือกพระภิกษุอีกท่านละ 1 รูป โดยให้เลือกพระภิกษุผู้มีระดับความรู้ชั้นปริญญาสงฆ์หรือเทียบเท่า จึงรวมพระภิกษุผู้เข้ารับการฝึก 26 รูป ส่วนในขั้นปฏิบัติ นอกจากจะมีการฝึกพระภิกษุทั้ง 26 รูปในทางปฏิบัติด้วยแล้ว ได้ตกลงขอให้กรรมการฝ่ายบรรพชิตเลือกพระภิกษุผู้เป็นนักปฏิบัติโดยเฉพาะไว้ อีกด้วย จะได้มีกำหนดการอาราธนามาร่วมปฏิบัติอบรมเพื่อให้อยู่ในแนวที่รับรองต้องกัน ในโอกาสต่อไปเพราะในการออกไปปฏิบัติศาสนกิจนั้น ควรจะมีพระภิกษุผู้มีความรู้สามารถทั้งทางปริยัติและปฏิบัติคู่กันไป  ทั้งควรจะปฏิบัติด้วยตนเองและแสดงแก่ผู้อื่นในแนวเดียวกัน ตามแบบพระสงฆ์ไทยสายเถรวาททั้งหมด

3. หลักสูตรที่กำหนดในการฝึกอบรม ได้กำหนดวิชาต่างๆ หลายแขนงในระดับที่สูงกว่าขั้นปริญญาตามที่ได้ศึกษามาแล้วในมหาวิทยาลัยทั้ง 2 แห่งนั้น แต่สรุปว่าให้อยู่ในหลักการฝึกดังนี้คือ ฝึกการถ่ายทอด การวางตัว และการวางโครงการดำเนินงาน เพราะการถ่ายทอดเป็นเรื่องสำคัญของการปฏิบัติงาน ทั้งในด้านภาษาทั้งในด้านวิชาจะต้องมีความสามารถที่จะถ่ายทอดจะต้องมีการวาง ตัวดี  อันหมายถึงการปฏิบัติธรรมวินัยดี ตลอดถึงการปฏิบัติวางตัวดีโดยประการอื่น และจะต้องมีโครงการปฏิบัติอันเหมาะสม ในการนี้ได้กำหนดเชิญผู้ทรงคุณวุฒิทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ทั้งชาวไทยและชาว ต่างประเทศหลายท่านมาร่วมเป็นวิทยาทายก ซึ่งก็ได้รับความร่วมศรัทธาเป็นอันดี

4. สถานที่ฝึกอบรม  ตกลงให้ใช้ที่ชั้นบนแห่งตำหนักเดิมของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่เรียกว่า "ตำหนักล่าง" ซึ่งใช้เป็นที่ทำงานและที่ประชุมมานานแล้ว และมีที่ว่างพอเป็นที่ใช้ฝึกอบรมได้  ทั้งนี้เพราะสมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้น ได้ทรงฟื้นฟูส่งเสริมการศึกษาและการปกครองคณะสงฆ์ให้มีระดับสูงขึ้นเป็นอัน มาก ดังที่ได้ปรากฏเป็นที่รับรองยกย่องนับถือกันทั่วไป  การที่พระภิกษุสงฆ์ในปัจจุบันเจริญขึ้นด้วย การศึกษาและการปฏิบัติย่อมกล่าวได้ว่า เนื่องจากพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้น แม้งานเกี่ยวกับพระธรรมทูตในบัดนี้ ย่อมเนื่องมาจากพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเช่นเดียวกัน ฉะนั้นการเปิดฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศขึ้นเป็นสถาบันครั้งแรก  ณ ตำหนักที่พระองค์ท่านเคยประทับ ย่อมจะเป็นอนุสติถึงพระกรุณาธิคุณ ซึ่งยังปกแผ่อยู่เป็นที่พึ่งต้านทานอุปสรรคทั้งปวง ทางวัดบวรนิเวศวิหารได้อนุญาตให้ใช้ได้ตามต้องการ

5. ระยะการฝึกอบรม กำหนดหนึ่งปีกับหกเดือน และจะมีการฝึกปฏิบัติงานเหมือนอย่างไปปฏิบัติงานในต่างประเทศจริง กับการฝึกปฏิบัติทางจิตใจในอรัญญิกาวาสในระยะต่างๆ อีกด้วย


การฝึกอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ได้จัดขึ้นร่วมกันทั้งสองนิกายในระหว่าง ปี  พ.ศ. 2509 2510 และได้หยุดลงด้วยเหตุปัจจัยจำเป็นบางประการ แต่ยังมีพระสงฆ์ไทยไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่างประเทศมากขึ้น

 

 

พระพุทธศาสนายุครักษาการ

รักษาการกรรมการมหาเถรสมาคม

รักษาการทั้งเจ้าคณะภาคทั่วประเทศ

รักษาการทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

มีแต่ตัวสำรอง ไร้ตัวจริงลงเล่น

 

 

มส. ทูเดย์

 

พศ. ทูเดย์

 

 

 

กิจการพระพุทธศาสนา ใครจะรับผิดชอบ

วิษณุ บิ๊กตู่ หรือ เทวัญ ?

 

 

อา..กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี แต่สมัยนี้มิใช่สมัยอยุธยาเป็นราชธานี จึงไม่มี "คนดี" ให้เลือกใช้ ต้องหันไปใช้ระบบ "รักษาการ" ปล่อยงานพระศาสนาให้อ่อนล้า เพราะว่ารักษาการไม่มีอำนาจเต็ม จะตัดสินใจอะไรก็ลำบาก มันก็เหมือนรัฐบาลรักษาการนั่นแหละ ห้ามตั้งแต่เรื่องงบประมาณไปยันการแต่งตั้งโยกย้าย เรื่องนี้มิใช่นายกรัฐมนตรีไม่รู้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ในเมื่อมันไม่มีตัวเลือกที่เหมาะสม แถมติดล็อกกฎหมายอีกหลายมาตรา จึงมีแต่ปัญหา ???

 

ปัญหาแรก : รักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะภาคทั่วประเทศ

ปัญหานี้ เริ่มมาแต่การที่รัฐบาล "ชง สนช." ให้แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ไปในวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 "โอนอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายพระสังฆาธิการระดับสูง ตั้งแต่เจ้าคณะภาคไปจนถึงสมเด็จพระสังฆราช ให้เป็นพระราชอำนาจ" หมายถึงว่า ถวายคืนพระราชอำนาจแก่พระมหากษัตริย์ เพื่อทรงมีพระบรมวินิจฉัยในการแต่งตั้งโยกย้ายพระสังฆาธิการระดับสูง

ครั้น ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2561 เจ้าคณะภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ได้หมดวาระการดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ จึงไม่กล้าตั้งเจ้าคณะภาค ได้แต่เพียง "ตั้งรักษาการ" เพื่อรอพระบรมวินิจฉัย ซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่าจะออกมาในรูปแบบใด เพราะไม่เคยมีการแต่งตั้งในรูปแบบนี้มาก่อนในสมัยประชาธิปไตย ถ้าพระมหากษัตริย์จะทรงโปรดเกล้าฯ ลงมาด้วยพระองค์เอง ก็ต้องย้อนยุคกลับไปถึงสมัยรัชกาลที่ 7 ก่อนจะมีรัฐธรรมนูญใช้ ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม ปีกลาย มาจนถึงวันนี้ อีก 1 วันก็ครบขวบปีแล้ว พระสังฆาธิการระดับภาคทั่วประเทศ ยังไม่มีตัวจริง มีเพียงรักษาการอยู่เต็มไปหมด ไม่มีใครมีอำนาจสั่งการงานอะไรได้เต็มที่ เพราะทุกคนก็กลัวเหมือนกัน ขืนทำทะเล่อทะล่า โดนฟ้องร้องขึ้นมาก็จะเสียอนาคต เดี๋ยวนี้ผ้าเหลืองกับตะรางเหมือนเป็นของคู่กันไปเสียแล้ว สู้อยู่เฉยๆ ดีกว่า เดี๋ยวก็ได้เป็น นี่เรียกว่ายุคสุญญากาศ

 

ปัญหาที่สอง : ตั้งสมเด็จใหม่ แต่ไม่สามารถเข้าประชุมมหาเถรสมาคม

ความจริงแล้วก็เริ่มตั้งแต่ตั้ง "พระพรหมคุณาภรณ์ ปยุตตมหาเถร" วัดญาณเวศกวัน ขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2559 ครั้นขึ้นครองสมณศักดิ์ชั้นสุพรรณบัฏแล้ว สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ก็อ้างสาเหตุว่าป่วย จึงลาประชุมมหาเถรสมาคมตลอดกาล คือไม่เคยเข้าประชุมมหาเถรสมาคมเลย เป็นรูปแรกในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย

ต่อมา บรรดากรรมการมหาเถรสมาคม ตั้งแต่สมเด็จ-รองสมเด็จ ก็ทยอยกันมรณภาพ ไปหลายรูป สมเด็จพระสังฆราช จะทรงแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมก็ไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจ ต้องรอพระราชอำนาจเท่านั้น

ต่อมา วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีการสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะใหม่ จำนวน 4 รูป ซึ่งเป็นพระราชาคณะที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมมาก่อนครึ่งหนึ่ง คือ 2 รูป ได้แก่ สมเด็จใหม่วัดไตรมิตร และสมเด็จใหม่วัดโสมนัสวิหาร เมื่อได้รับการสถาปนาแล้ว ทั้งสองรูปเหล่านี้ก็ไม่สามารถเข้าประชุมมหาเถรสมาคม เพราะตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดไว้ว่า สมเด็จพระราชคณะ มิได้ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม โดยสมณศักดิ์ อีกต่อไปแล้ว เป็นได้เพียง "สมเด็จลอย" ลอยไปลอยมา ไม่มีตำแหน่งใน มส.

 

ปัญหาที่สาม : ตั้งรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

แต่เดิมมานั้น ตำแหน่งนี้มีสีสันต์มาก ก่อนคนเก่าจะเกษียณอายุ ก็จะมีการบวนการสรรหา มีทั้งผู้สมัครอิสระ ข้าราชการจากสำนักงานพระพุทธศาสนา และจากกรมการศาสนา เสนอตัวเข้าแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพราะใครๆ ก็อยากจะนั่งเก้าอี้นี้ มีฐานะเป็น "นักการศาสนา นัมเบอร์วัน" ของประเทศไทย

การมาของ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" นั้น ถือว่ามีสีสันต์มาก เพราะมาด้วย ม.44 ใช้อำนาจคณะรัฐประหาร เป็นอำนาจพิเศษเหนือรัฐธรรมนูญ พงศ์พรจึงเป็น "นารายณ์อวตาร" ลงมาปราบมารที่เกาะกินศาสนาในเบื้องแรก ผลงานของการฟาดฟันจนผ้าเหลืองสะเทือนไปทุกหย่อมหญ้า เป็นวีรกรรมที่สะใจประชาชนมาก เพราะอยากให้พระศาสนาบริสุทธิ์ผุดผ่อง ตอนนั้นรัฐบาลก็สนับสนุนงานของพงศ์พรอย่างเต็มกำลัง อยากได้อะไรก็ขอให้บอก จัดให้ในทันทีไม่รีรอ แม้กระทั่งใช้ ม.44 ปิดล้อมวัดพระธรรมกาย ก็ใส่พานถวาย

การมาแบบพิเศษ โดยใช้อำนาจพิเศษ เพื่อกิจการพิเศษ ของพงศ์พรนั้น ก็เหมือนคณะรัฐประหาร คือโดยหลักการแล้วต้อง "เข้าเร็ว-ออกเร็ว" เหมือนการผ่าตัดหัวใจ จะใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปีนั้นไม่ดีต่อคนไข้ เมื่อพงศ์พรทำงานมาได้ระยะหนึ่ง รัฐบาลจึงเห็นว่า "น่าจะเพียงพอแล้ว ควรให้งานพระศาสนากลับเข้าสู่รูปรอยเดิม" นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งย้ายพงศ์พรเข้าสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 21 สิงหาคม 2560 เพื่อรอการปูนบำเหน็จในโอกาสต่อไป

แต่กลับปรากฏว่า "พงศ์พรไม่ยอม" ได้ทำหนังสือตอบโต้การโยกย้ายในครั้งนี้ ส่งผลให้สังคมไทยมองว่าพงศ์พรถูกรังแก ก่อกระแสให้รัฐบาลจำยอมต้อง "ให้พงศ์พรกลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิม" บ้างอ้างถึงขั้นว่า มีอำนาจสูงกว่ารัฐบาลเข้ามาดำเนินการอุ้มพงศ์พรกลับพุทธมณฑล

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็มีปัญหาว่าด้วยพฤติกรรมของพงศ์พร ในวลีที่ว่า "เหาะเหินเกินลงกา" แบบว่าเก่งกว่าเจ้านาย บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะไม่อยู่ในโอวาทเหมือนเดิม ฐานะของพงศ์พรในการดำรงตำแหน่ง "ผอ.พศ." รอบสองนั้น ลึกๆ แล้ว แทบจะถูกลอยแพจากรัฐบาล แบบว่าให้บริหารพุทธมณฑลไปคนเดียว อย่างอื่นนั้น ถ้าไม่เรียกร้องก็ไม่ให้ ให้ก็ให้แบบเสียไม่ได้ อะไรทำนองนี้ เพราะก็เห็นฤทธิ์เดชแล้วว่า พงศ์พร ถึงจะเป็นคนดีมีฝีมือ แต่หัวดื้อหัวรั้น เป็นคนดันทุรังหัวชนฝา ทหารเก่งแต่ไร้ระเบียบวินัยไม่ฟังคำสั่ง ถือเป็นทหารเลวอันดับหนึ่ง เพราะสามารถทรยศเจ้านายได้ ต่อให้พระเจ้าอโศกมหาราชก็ไม่ทรงชุบเลี้ยงไว้ จึงปล่อยให้พงศ์พรนั่งเก้าอี้ยาวมาจนเกษียณในวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา พงศ์พรลาจากพุทธมณฑลไปอย่างเงียบๆ ไม่มีใครเลี้ยงส่ง ท่ามกลางความโล่งใจของคนมากมาย แม้แต่รัฐบาลก็โล่งใจ จะได้หาคนมาทำตามนโยบายได้เสียที

แต่ก็มีปัญหาว่า คนกล้าเช่นพงศ์พรนั้น หายาก ภายในสำนักพุทธฯเอง เห็นมีก็แต่ลูกขุนพลอยพยัก "ได้ครับนาย สบายครับผม เหมาะสมครับทั่น" อะไรทำนองนั้น ครั้นจะหาคนนอกเข้ามาก็ไม่มีใครกล้า เพราะว่าผลงานของพงศ์พรมันการันตีเอาไว้ ทำไม่ได้เหมือนพงศ์พรก็อย่าอาสาเข้ามาเลย ตายตอนจบแน่

นั่นจึงเป็นที่มาของการ "ดื่มชาเย็น" ไม่เอากาแฟร้อน ไม่ตั้งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ 9 ให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลได้ตั้งรักษาการแทน โดยให้ "คนใน" คือ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รอง ผอ.พศ. เข้ามารักษาการแทน ซึ่งกว่าจะมีข่าวออกมาก็ผ่านการเกษียนของพงศ์พรไปแล้วตั้ง 7 วัน ทำนองว่า เมื่อขาดศูนย์หน้า ก็คว้าเอา "แบ๊คซ้าย-แบ๊กขวา" เข้ามาเล่นแทน จะทำประตูได้หรือไม่ก็ไม่สนใจ เพราะมิได้ตั้งใจจะทำประตูอยู่แล้ว

ครั้นนำเอาสถานะของกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาคทั่วประเทศ มาเทียบกับตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็จะพบว่า "ไม่มีตัวจริง มีแต่ตัวสำรอง หรือรักษาการ" ผ่านมาเป็นปีแล้ว งานพระพุทธศาสนาถูกทอดทิ้งไว้เป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกในรอบ 2000 ปี มีคนสัพยอกว่า "สงสัยจะรอให้ตายกันทั้งมหาเถรสมาคมเสียก่อนมั๊ง จึงจะตั้งกรรมการชุดใหม่" หัวร่อไม่ได้ ร่ำไห้ไม่ออก ก็คราวนี้แหละ

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 10 ตุลาคม 2562

 

ณรงค์ ทรงอารมณ์ รักษาการ ผอ.พศ.

จ่อตั้ง "คนใน" ขึ้นเป็นตัวจริง

เพราะหาคนนอกเข้ามาเป็นแทนยาก

 

อา..แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปอีกวันหนึ่งแล้ว สำหรับรัฐบาลบิ๊กตู่ ซึ่งดูทีท่าว่าจะมาแบบเต็มฟอร์ม เพื่อจะขับเคลื่อนนโยบายหลักของ คสช. ที่เรียกว่า "โรดแม็ป" ให้ดำเนินไปได้ตลอดรอดฝั่งที่ตั้งเอาไว้ คือ 20 ปี ถึงตอนนั้นบิ๊กตู่ก็คงตายไปแล้ว หรือไม่ก็แก่หงำเหงือก จะกลายเป็นปูชนียบุคลระดับ "รัฐบุรุษ" หรือจะเป็นทาสขี้ปากให้คนสาปแช่งไปจนตายก็ไม่รู้ล่ะ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ "ปัจจุบัน" พระวิปัสสนาจารย์สายแคมป์สนท่านว่างั้น

กรณีตั้ง "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ 9" ครั้งนี้ ดูทีว่าไม่หมู เพราะไม่มี ม.44 ให้ปฏิบัติการฟ้าฝ่าหน่วยงานราชการอีกต่อไป ทุกอย่างต้องมาตามขั้นตอนปกติ แม้แต่ตัวนายกรัฐมนตรีเองก็ตาม ทำอะไร พูดอะไร ก็ต้องถูกตามตรวจสอบเป็นเงาตามตัว ไม่เหมือนกับตอนเอารถถังและปืนจี้ เพราะไม่มีใครกล้าสู้ ยกเว้น "เสรีพิศุทธ์" ซึ่งประกาศว่า "ถ้าวันนั้น ผมอยู่ในที่แห่งเดียวกับคุณประยุทธ์ จะเอาปืนยิงหัวเข้าให้ เพราะถือว่าการปกป้องรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่พลเมือง และยิงกบฏไม่ผิดกฎหมาย" เล่นเอาบิ๊กตู่ประกาศ "ตัดพี่ตัดน้อง" กับเสรีพิศุทธิ์กลางสภา

ทีนี้ว่า เมื่อการเมืองเปลี่ยน ทุกอย่างก็เปลี่ยน เปลี่ยนแม้กระทั่งภายในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเอง จะใช้นโยบายทหารเหมือนเก่าคงไม่ได้แล้ว ก็ดูสิ วันนี้ บรรดาผู้ที่ "เก็บปากเก็บเสียง" ไปนานหลายปี โผล่หน้าชูคอออกมาเพียบ มีใครกลัวบิ๊กตู่บ้าง เขากลัวปืน เข้าใจไหม ?

เชื่อด้วยว่า แม้ว่ารัฐบาลจะพยายาม "สรรหาคนนอก" เข้ามาดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. แต่คนนอกเหล่านั้นก็คงชั่งใจแล้ว "ไม่ไหว" น่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย ประเดี๋ยวโดนพระบังคับให้ท่องมหาสมัยจะไปไม่รอด ซึ่งนั่นคือเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลกำลัง "จนแต้ม" ไร้คนอาสาทำงานพระศาสนาให้รัฐบาล ต้องหันมาใช้บริการ "คนใน" ด้วยการตั้งรักษาการไว้ก่อน พอได้สักระยะ ถ้าเห็นว่างานก็เดินไปได้เรื่อยๆ ไม่มีผลกระทบต่อรัฐบาล จากรักษาการก็ตั้งเป็น "ตัวจริง" มันซะเลย

ซึ่งรัฐบาลเลือกตั้งทุกสมัยก็จะใช้สูตรนี้แหละ ไม่แตะงานศาสนา ช่วยได้เท่าที่ช่วย พระขออะไรมาก็หาไปประเคน ถ้าท่านเงียบ ก็แสดงว่าเรียบร้อยดี มีงานอีกให้ทำอีกตั้งเยอะ แล้วจะไปยุ่งกับวัดทำไม จริงไหมท่านบิ๊กตู่ ?

 

 

 

ณรงค์ ทรงอารมณ์

รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

ตั้ง "ณรงค์ ทรงอารมณ์" รักษาการ ผอ.สำนักพุทธฯ 

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่อนหนังสือแจ้งหน่วยงานราชการในสังกัด มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข้าราชการรักษาราชการแทน โดยแต่งตั้งให้ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รอง ผอ.พศ. รักษาราชการแทน ผอ.พศ.

วันนี้ (9 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)  ได้มีหนังสือบันทึกข้อความ เรื่อง ให้ข้าราชการรักษาราชการแทน แจ้งไปยัง ผอ.สำนัก/สำนักงาน/กอง/กลุ่ม/ศูนย์/สถาบัน ระบุว่า

ด้วยได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 8 ต.ค. 2562 เรื่อง ให้ข้าราชการรักษาราชการแทน โดยแต่งตั้งให้ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองผอ.พศ. รักษาราชการแทน ผอ.พศ. ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค.2562 เป็นต้นไป


ด้าน ผศ.เสถียร วิพรมหา นายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) กล่าวว่า การแต่งตั้งผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. คนต่อไปนั้น ควรที่จะต้องแต่งตั้งคนที่มีวิสัยทัศน์ในการสนองงานกิจการคณะสงฆ์ ทั้งมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ หลักพระธรรมวินัย การปกครองคณะสงฆ์ ดังนั้น รัฐบาลจึงควรพิจารณาอย่างละเอียด ในการเลือกผู้จะมารับตำแหน่ง ผอ.พศ เพราะบทบาทหน้าที่สำคัญรออยู่ คือ การเรียกศรัทธาความเชื่อมั่นกลับมาสู่ พศ. ให้ได้ โดยต้องทำหน้าที่ 2 ประการอย่างเร่งด่วน คือ

1. บริหารจัดการกิจการของ พศ. เพื่อสนองงานกิจการของมหาเถรสมาคม(มส.) ซึ่งเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ ที่มอบนโยบายให้ พศ. เป็นภาระธุระทั้งที่เร่งด่วน และนโยบายระยะยาว และ

2. นโยบายของ พศ. ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ในส่วนต่างๆ ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ 

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 9 ตุลาคม 2562

 

ติดกระบวนการสรรหา !

วิษณุชี้ปัญหาตั้ง ผอ.พศ. คนใหม่

ช้าเพราะอะไร โบ้ยให้ไปถามเทวัญ

 

อา..เห็นไหมล่ะว่า ถ้าไม่ถามก็ไม่ตอบ แถมตอบก็ตอบแบบไร้หลักการ อย่างท่านรองวิษณุพูดว่า "ที่จริงมันหาได้ แต่ติดที่กระบวนการสรรหา" ว่าไปโน่น แสดงว่าติดตั้งแต่นายกรัฐมนตรีไปยันรัฐมนตรีประจำสำนักนายกใช่หรือไม่ พูดแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร โตจนเลียตูดไม่ถึงแล้ว เขาให้เข้ามาทำงาน มิใช่ให้มาฟุ้งน้ำลายแก้ตัวไปวันๆ เรื่องนี้มันสะท้อนว่ารัฐบาลไม่สันทัดเรื่องศาสนา จึงไม่สามารถจะหาคนมานั่งในตำแหน่ง ผอ.พศ. ได้ ทั้งๆ ที่มีบุคคลากรล้นประเทศ ไม่รู้จะสมเพชหรือสงสารดี

 

 

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

 

ไม่ต่ออายุราชการ "พงศ์พร" เอ๊ะยังไง ! วิษณุบอกหาคนนั่งผอ.พศ. ยังไม่ได้

3 ต.ค 62 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณียังไม่ได้แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) คนใหม่ แทน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ที่เกษียณอายุราชการ ว่า ไม่สามารถต่ออายุราชการให้ พ.ต.ท.พงศ์พร ได้ เพราะตามมาตรา 108 พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ระบุว่า การต่ออายุราชการ จะกระทำได้เฉพาะข้าราชการที่ไม่ใช่ตำแหน่งบริหาร ซึ่งตำแหน่ง ผอ.พศ. เป็นตำแหน่งบริหาร ส่วนจะจ้างต่อให้ทำอย่างอื่นสามารถทำได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่ยังไม่ได้แต่งตั้ง ผอ.พศ. คนใหม่ เพราะยังหาคนมาแทนไม่ได้ใช่หรือไม่

นายวิษณุ กล่าวว่า ที่จริงมันหาได้ แต่ติดปัญหาเรื่องกระบวนการในการหา ซึ่งหากเริ่มหาก่อนหน้านี้สัก 1 เดือนคงเรียบร้อยไปแล้ว แต่เนื่องจากต้องมีประชุมคณะอนุกรรมการวิสามัญข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ตั้งกรรมการสรรหาขึ้นมา  กระบวนการเหล่านี้เลยทำให้ช้า ซึ่งคงต้องไปถาม นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน อ.ก.พ. ทั้งนี้ จะยังไม่สามารถเสนอชื่อ ผอ.พศ. คนใหม่เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในสัปดาห์ คงต้องให้มีการรักษาการไปก่อน ไม่มีอะไร เพราะไม่มีงานอะไรคั่งค้าง

 

ข่าว : ไทยโพสต์ : 3 ตุลาคม 2562

เปิดเต็ม !

 

เอกสารสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผันงบประมาณให้หน่วยงานรัฐอื่น ทั้งศาลยุติธรรม ปปช. ฯลฯ

 

ปปช. ขอเงินสำนักพุทธ

ศาลยุติธรรมขอเงินสำนักพุทธ

หนังสือตอบรับจากสำนักพุทธ

กรมบัญชีกลาง ตอบคำถาม

เอ็นซี ฮอลิเดย์ ฟ้องสำนักพุทธ

กดที่ภาพเพื่อชม

ภาพประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 28/2019

ณ วัดธรรมภาวนา อลาสก้า วันที่ 17 สิงหาคม 2562

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

 

นิพพาน ปจฺจโย โหตุ


เปิดเต็ม ไม่เซ็นเซอร์
!

 

คำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์

พระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) วัดสามพระยา

16 พฤษภาคม 2562

 

 

กดที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด/อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

26 พฤษภาคม 2562

 

เปิด : คำให้การของเจ้าคุณเอื้อน

ในคดีเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

INTERFAITH 2018

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพและบรรยากาศของงาน

ภาพการประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดศรีรัตนาราม เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

18 AUGUST 2018

 


กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 6000 PC

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 

 

 

 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264