LAST UPDATE :   JULY : 20 : 2019 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 


 

ยุคทองของวัดราชบพิธ !

ตั้งเลขาส่วนพระองค์สมเด็จพระสังฆราช

เป็นอธิการบดี มหามกุฎราชวิทยาลัย

 

 

พระราชปฏิภาณโกศล (สมคิด จินฺตามโย น.ธ.เอก ป.ธ.5 Ph.D)

รองอธิการบดี มมร. ฝ่ายกิจการสภามหาวิทยาลัย

เข้ารับบัญชาสมเด็จพระสังฆราช "แต่งตั้ง" ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร) องค์ที่ 6 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา
 

 

 

สามผู้มีบารมีในวัดราชบพิธ

 

 

อา..็ต้องยอมรับว่า ณ ปัจจุบันวันนี้ มีผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ หรือมีบุญญาธิการมาก อวตารมาบังเกิดร่วมกัน ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม อย่างล้นหลาม นับตั้งแต่ "เจ้าอาวาส" คือ อดีตสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "สมเด็จพระสังฆราช" พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ขณะเดียวกัน "เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช" คือ พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน น.ธ.เอก ประโยค 1-2) นอกจากจะเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมแล้ว ก็ยังดำรงตำแหน่ง "แม่กองธรรมสนามหลวง" คุมการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยในส่วนนักธรรม-ธรรมศึกษา ทั่วประเทศ อีกต่างหากด้วย นั่นก็ถือว่าวัดราชบพิธมีอำนาจล้นฟ้าในทางคณะสงฆ์แล้ว

แต่วาสนาของวัดราชบพิธยังมิได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ครั้น ณ วันนี้ ก็มีข่าวว่า เลขานุการส่วนพระองค์ หรือพระอุปัฏฐาก ของสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ คือ พระราชปฏิภาณโกศล ได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งสำคัญของคณะสงฆ์ไทยในด้านการศึกษา นั่นคือ อธิการบดี มหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย อีกต่างหากด้วย

เลยกลายเป็นว่า อำนาจทางการปกครองสูงสุดในคณะสงฆ์ คือตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช อยู่ที่วัดราชบพิธ

อำนาจในทางการศึกษาอันกว้างใหญ่ที่สุดในคณะสงฆ์ คือ แม่กองธรรมสนามหลวง อยู่ที่วัดราชบพิธ

อำนาจในการศึกษาด้านอุดมศึกษา หนึ่งในสอง ของคณะสงฆ์ไทย อันได้แก่ ตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร) ก็อยู่ที่วัดราชบพิธ

ถ้านับรวมอำนาจในการปกครองและการศึกษาสูงสุดในคณะสงฆ์ไทยแล้ว ก็จะพบว่า มีด้วยกันจำนวน 6 ตำแหน่ง ได้แก่

1. ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช

2. ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย

3. ตำแหน่งแม่กองบาลีสนามหลวง

4. ตำแหน่งแม่กองธรรมสนามหลวง

5. ตำแหน่งประธานโรงเรียนพระปริยัติสามัญ

6. ตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร)

ทั้ง 6 ตำแหน่งเหล่านี้ กระจุกอยู่ที่ "วัดราชบพิธ" เพียงแห่งเดียวถึง 3 ตำแหน่งด้วยกัน แบบว่าวัดราชบพิธวัดเดียว กินโควต้าไป "ครึ่งประเทศ" นับเป็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ในรอบร้อยปีทีเดียว

วันก่อนก็เคยวิจารณ์ว่า "วัดปากน้ำกินรวบอำนาจทางการศึกษา" เพราะได้ทั้งแม่กองบาลีและอธิการบดี มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) แถมยังมีกรรมการมหาเถรสมาคมอีกตั้ง 3 รูป ในวัดเดียว บางรูปยังควบตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ" อีกด้วย จะว่าวัดปากน้ำมีบุญมากก็คงไม่ผิด

ครั้น ณ วันนี้ วัดราชบพิธ ก็คงจะมีบุญมากกว่าวัดปากน้ำ จึงได้ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไปครองก่อน ก่อนจะรวบเอาตำแหน่งอื่นๆ ไปถึงครึ่งประเทศดังที่เห็น

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม การขึ้นดำรงตำแหน่งอธิการบดี มมร. ของพระราชปฏิภาณโกศล หรือเจ้าคุณสมคิดนั้น จะว่าผิดตัวเสียทีเดียวก็คงมิใช่ เพราะท่านก็ดำรงตำแหน่ง "รองอธิการบดี มมร." มาก่อนหน้านั้น แต่ว่าโดยทั่วไปแล้ว รองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ ถือว่ามีบทบาทสูงสุด และมักจะได้รับการสรรหาให้ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิการบดี เมื่ออธิการบดีคนเก่าหมดวาระไป ในที่นี้ก็น่าจะได้แก่ "พระเมธาวินัยรส" ซึ่งดำรงตำแหน่งรองฝ่ายวิชาการอยู่ก่อนหน้านี้

 

 

แต่ทั้งนี้ก็เชื่อด้วยว่า สาเหตุที่พระเมธาวินัยรส ไม่ได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มมร. ในครั้งนี้นั้น น่าจะมาจากพฤติกรรมส่วนตัวที่เคยออกนอกรั้วมหาวิทยาลัยไปเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ที่พุทธมณฑล ร่วมกับเจ้าคุณประสาร ผ่านศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ของเจ้าคุณเกษม วัดราชาธิวาส อันเป็นบทบาท "ประเจิดประเจ้อ" ที่คณะธรรมยุตยึดถือว่า "ผิดแบบแผนขนบธรรมเนียมของธรรมยุต" ขืนให้ขึ้นเป็นอธิการบดี คงจะมีปัญหา ก็เลยกลายเป็นว่า กรรมเก่าตามมาทัน

ตำแหน่ง "อธิการบดี" เลยตกใส่เจ้าคุณสมคิดอย่างไม่คิดจะเป็น นี่แหละหนาโบราณว่า นอนหลับอยู่ดีๆ ก็มีราชรถมาเกย

 

 

ประชุมสมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ครั้งที่ 4 วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 งานสุดท้ายในตำแหน่งอธิการบดีของพระเทพบัณฑิต (ธรณิศ ชาคโร)

 

ส่วนเจ้าคุณธรณิศ (พระเทพบัณฑิต) อธิการบดี องค์เก่านั้น ไม่ทราบว่าสาเหตุใดจึงไม่ได้รับการสรรหาอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ก็เคยมีการตีความไว้ก่อนหน้านี้ว่า "อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ ไม่ต้องเกษียนเมื่ออายุ 60 ปี" คือสามารถเป็นไปได้เรื่อยๆ จนเหนื่อยเอง ทั้งๆ ที่ก็เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ แต่ก็บอกว่าเป็นมหาวิทยาลัยอิสระ ก็ว่ากันไป แต่เหตุไฉนเจ้าคุณธรณิศจึงไม่ได้รับการต่ออายุอีก หรืออยากเป็นเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เหมือนเจ้าคุณประยูร ?

อีกด้านหนึ่งนั้น เจ้าคุณสมคิด อายุเพียง 49 ปี นอกจากจะเป็นเพียงพระราชาคณะชั้นราชแล้ว ก็ยังเพิ่งเรียนจบด๊อกเตอร์ได้เพียง 2 ปี มานี่เอง แบบว่าทำงานด้วย เรียนด้วย หรือเรียนอัพเกรด ดังนั้น การขึ้นดำรงตำแหน่งอธิการบดี มมร. ในครั้งนี้ ก็เชื่อว่า "ด้วยพระบารมีขององค์สมเด็จพระสังฆราช" คืออย่างน้อย ก็ต้องอาศัยพระบารมีของสมเด็จพระสังฆราช ในฐานะ "นายกสภามหาวิทยาลัย มมร." ในการกำกับการบริหารกิจการมหาวิทยาลัย ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่งั้นเชื่อเถิดว่า "เอาไม่อยู่" แน่ๆ ไม่เชื่อก็ลองถาม "พระเทพปริยัติวิมล" หรือเจ้าคุณแสวง อดีตอธิการบดี "รุ่นพี่" ดูสิ ว่าเวทีนี้โหดเพียงใด กรรมการนับร้อยยังเอาไม่อยู่ !

ที่สำคัญก็คือ เมื่อทั้งตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย และอธิการบดี ตกเป็นของวัดราชบพิธหมด แล้วถามว่า วัดบวรนิเวศวิหาร อยู่ที่ไหน ? อยู่ที่ไหนครับ ท่านสมเด็จพระวันรัต ?

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 20 กรกฎาคม 2562


 

ช็อกวงการสงฆ์อีสาน !

พระราชธรรมสาร รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ

ลาสิกขาก่อนเข้าพรรษา เจ้าคุณประสารคอนเฟิร์ม !

 

พระราชธรรมสารสุธี

(ธีรังกูร ธีรงกุโร ป.ธ.9 Ph.D.)

อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม (วัดพระโต)

อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ

 

 

 

ทางเลือก VS ทางรอด

ตายหมู่กับตายเดี่ยว ตายคนเดียว หรือตายกันทั้งหมด

 

อา..ข่าวใหญ่ในวงการสงฆ์ไทย ช่วงเข้าพรรษา 2562 นอกจากเจ้าคุณประยูรคว้าตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ไปครอง แบบไร้คู่แข่งแล้ว ก็ยังถูกน้องใหม่มาแรงแซงทางโค้ง คือข่าว เจ้าคุณธีรังกูร รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ลาสิกขาก่อนเจ้าพรรษาเพียงอาทิตย์เดียว

พระราชธรรมสารสุธีนั้น นับได้ว่าเป็นพระผู้มากบทบาทในภาคอีสาน ใช่แค่ในจังหวัดศรีสะเกษเท่านั้น แต่ยังสามารถแผ่อิทธิพลข้ามจังหวัดไปทั่วภาคอีสาน ลามมายังภาคกลาง แถมด้วยการโกอินเตอร์ เดินทางไปประชุมสัมมนาในต่างประเทศออกบ่อย ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป ฯลฯ ผ่านเวทีมาโชกโชน แบบว่าต่อยได้ทั้งมวยไทยและมวยสากล บู๊บุ๋นครบเครื่อง แบบหาคู่เปรียบได้ยาก

ทั้งบุคลิกลักษณะลีลาท่าทาง การพูดการจา บนฐานอันแน่นปั๋ง คือ ประโยคเก้า-รองเจ้าคณะจังหวัด และ ผอ.วิทยาลัยสงฆ์ศรีสะเกษ คุณสมบัติอันวิเศษสุดยอดทั้ง 3 ประการเหล่านี้ ส่งผลให้เจ้าคุณธีรังกูร "ขึ้นชั้น" ระดับแนวหน้าของพระสงฆ์อีสาน ปัจจุบันนั้นจะติดก็แต่เพียง "หลวงพ่อพระธรรมโมลี วัดศาลาลอย สุรินทร์" เท่านั้น เพราะนั่นคือรุ่นครูบาอาจารย์มิอาจเอื้อม หลวงพ่อพระธรรมโมลีลาวงการวันไหน พระราชธรรมสารสุธีก็ขึ้นแท่นเป็น "นัมเบอร์วัน" ทันที นี่มิได้โม้

แต่แล้วจู่ๆ ก็มีข่าว "ดังเงียบ" ก่อนเข้าพรรษา มากระทบหูถึงสหรัฐอเมริกา ว่าท่านรองศรีสะเกษ "สึกแล้ว" อย่างเงียบๆ ไม่บอกไม่กล่าวให้ศรัทธาญาติโยมและลูกศิษย์ลูกหาในแดนไกลได้ทราบข่าวเลย ไม่รู้น้อยอกน้อยใจอะไรให้ใคร ?

แต่อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจ "เปลี่ยนวิถีชีวิตกะทันหัน" ของพระชราวัย 72 ปีนั้น ถือได้ว่าท้าทาย เพราะถ้าไม่มีเรื่องร้อนร้ายอะไร หรือไม่มีทรัพย์สินเก็บออมไว้เป็นล้านๆ ก็คงไม่มีใครคิดลาสิกขา นอกเสียจากว่าจะ..ไม่มีทางเลือก เท่านั้น

การลาสึกของเจ้าคุณธีรังกูรครั้งนี้ เทียบได้กับนักมวยแชมป์เปี้ยนประกาศแขวนนวมลาวงการก่อนวัย โดยทั่วไปแล้วต้องเป็นข่าวใหญ่ "หน้าหนึ่ง" แต่เหตุไฉนกลับเงียบเชียบ !

แต่ถึงจะเงียบ แต่ก็แรงแบบเงียบๆ เพราะปิดยังไงก็ไม่อยู่ เจ้าคุณประสาร ในฐานะที่สนิทสนมกับพระราชสารสุธี ถูกถามก็ตอบว่า "รู้ครับรู้ แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะคนกันเองทั้งนั้น บอกได้คำเดียวว่าเสียดาย" ก็เท่ากับไว้อาลัย

อย่างไรก็ตาม การลาสิกขาของอดีตพระราชธรรมสารสุธีนั้น มีเหตุผลบรรยายไว้ยาวเหยียด ในแถลงการณ์ของท่านเอง ดังเอกสารด้านล่างนี้

 

 

หนังสือชี้แจงปัญหาก่อนลาสิกขา

ของพระราชธรรมสารสุธี

มีผู้ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ทั้งเจ้าคณะจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้อำนวยการพระพุทธศาสนาจังหวัด (ผอ.พศจ.) ฯลฯ ซึ่งอดีตรองเจ้าคณะจังหวัดระบุว่า "ไม่ดูหนังสือชี้แจงเลย ฟังแต่ความข้างเดียว แบบนี้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้" อะไรประมาณนั้น

 






 

 

เจ้าคุณธีรังกูรสึกปุ๊ป เจ้าคณะจังหวัดก็เข้ายึด เอ๊ย เข้าควบคุมวัดพระโตทันที

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
20 กรกฎาคม 2562


สาริกากินเหยื่อ
!

พระพรหมบัณฑิตคว้าเก้าอี้เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

แทนสมเด็จพระพุทธชินวงศ์

 


 

มหาเถรสมาคม "ตั้ง-พระพรหมบัณฑิต" วัดประยุรวงศาวาส ขึ้นรักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง แทนสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ในคราวประชุม มส. เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ สมเด็จพระสังฆราช ทรงมอบพระบัญชา-ตราตั้ง รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ด้วยพระองค์เอง

 

 


 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
11 กรกฎาคม 2562


 

ฮากลิ้ง !

 

พระไทยโกอินเตอร์

ธุดงค์ไทยไปอินเดีย สปิ๊กฮินดีฉลุย

แขกยังฟังไม่ทัน !

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม


 

เณรคำยอมแล้ว !

 

ขอถอนอุทธรณ์ ไม่สู้คดีต่อไปแล้ว

ยอมรับกรรมจำคุก 20 ปี

 

 

 

ชาติหน้าไม่ขอมาเกิด VS ชาตินี้ไม่ได้ผุดได้เกิด

 

 

 

20 ปี รหัสลับจากเณรคำ

 


 

เณรคำยุคเฟื่องฟู หรูหราระดับ ก็อดฟาเธอร์

 


 

ศาลไพเขียวถอนอุทธรณ์ คดีฉ้อโกงสิ้นสุดคุกสมีคำ 114 ปี

4 ก.ค.62 - ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งคำขอถอนอุทธรณ์ของจำเลย ในคดีหมายเลขดำ อ.2341/2560 ที่อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวิรพล สุขผล อายุ 39 ปี หรืออดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรืออดีตหลวงปู่เณรคำ อดีตประธานสงฆ์สำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ที่สหรัฐอเมริกาส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนมาได้เมื่อปี 2560 เป็นจำเลย ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2), 60

กรณีระหว่างวันที่ 17 ก.พ. 2552 27 มิ.ย. 2556 ต่อเนื่องกัน จำเลยอาศัยความเป็นพระภิกษุ ในฐานะประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ และความศรัทธาของประชาชน ได้บังอาจหลอกลวงว่า จำเลยนิมิต (ฝัน) พบองค์อินทร์ ขอให้สร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก และสร้างมหาวิหารครอบองค์พระ โดยใช้หยกเขียวแท้จากประเทศอิตาลี, สร้างเครื่องทรงพระแก้ว 3 ฤดูด้วยทองคำแท้, ก่อสร้าง เสาวิหารแก้ว 199 ต้น ต้นละ 3 แสนบาท, รูปหล่อพระทองคำ (รูปเหมือนจำเลย) ก่อสร้างวิหารสำหรับประชาชนที่วัดป่าขันติธรรม สาขา 1 จ.อุบลราชธานี, สร้างวัดที่ จ.สุพรรณบุรี รวมทั้งการจัดซื้อเรือจากสหรัฐ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยจำเลยประกาศชักชวนให้ประชาชน นำเงิน ทองคำ และทรัพย์สินมาบริจาคกับจำเลย ที่วัดป่าฯ โดยจัดตู้บริจาค 8 ตู้

นอกจากนี้ จำเลยยังได้ใช้เว็บไซต์ www.luangpunenkham.com เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการจัดสร้างสิ่งต่างๆ จนมีผู้เสียหาย 29 ราย (เฉพาะที่มาร้องทุกข์) หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เข้าร่วมบริจาคเงินและทรัพย์สินต่างๆ จำนวนทั้งสิ้น 28,649,553 บาท แล้วจำเลยโอนเงิน 1,130,000 บาท ที่ได้จากการฉ้อโกงไปซื้อรถยนต์โดยทุจริต ทั้งที่ความจริงแล้วจำเลยมิได้ก่อสร้างใดๆ เลย เหตุเกิดที่ จ.ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี เชียงใหม่ และที่อื่นเกี่ยวพันกัน ชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธ 

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2561 ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 รวม 29 กระทง กระทงละ 3 ปี รวม 87 ปี, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) เป็นเวลา 3 ปี และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2) ,60  รวม 12 กระทง กระทงละ 2 ปี เป็นเวลา 24 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 114 ปี แต่ตามกฎหมายเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุกได้สูงสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) เป็นจำคุก 20 ปี พร้อมชดใช้เงินให้ผู้เสียหายตามความเป็นจริง 29 ราย 

วันนี้ ศาลเบิกตัวนายวิรพล จำเลย ซึ่งถูกคุมขังจากเรือนจำมาศาลศาลอุทธรณ์พิจารณา ตามที่จำเลยได้ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์มาแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ถอนอุทธรณ์แล้ว คดีจึงถือเป็นที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คือจำคุกจำเลยเป็นเวลา 20 ปี

 

ที่มา : ไทยโพสต์ : 4 กรกฎาคม 2562


 

คณะสงฆ์ไทยสูญเสียซ้ำสอง !

 

หลวงปู่ปวง วัดศรีโคมคำ ละสังขาร

สิริอายุ 102 พรรษา 82

อาวุโสสูงสุดในประเทศไทย

 

 

 

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์

(ปวง ธมฺมปญฺโญ น.ธ.เอก ป.ธ.5)

เจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ

อดีตเจ้าคณะจังหวัดพะเยา

พระมหาเถระอาวุโสนักปราชญ์แห่งล้านนาไทย

ได้ละสังขาร ณ โรงพยาบาลพะเยา เมื่อเวลา 20.11 น. วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2562 ศิษยานุศิษย์เชิญสรีระสังขารเข้าสูวัดศรีโคมคำ เพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายต่อไป

 

 

แถลงการณ์ อาการอาพาธ ของหลวงปู่

โดยคณะแพทย์โรงพยาบาลพะเยา

ก่อนหลวงปู่จะละสังขาร

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
29 มิถุนายน 2562


 

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์มรณภาพ !

 

สิริอายุ 78 พรรษา 58

 

 

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์

(สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม

เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม

 

เถเร ปมาเทน ทฺวารตฺตเยน กตํ

สพฺพํ อปราธํ ขมถ เม ภนฺเต.


กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ใดๆ ที่เรา
-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ได้ล่วงเกินในสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ โดยเจตนาหรือมิได้เจตนาก็ตาม ทางเราขอกราบขอขมา ขอสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ได้โปรดเมตตาอโหสิกรรมนั้น ให้แก่เราด้วย

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

วัดไทยลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

 

 

สิ้นสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม สิริอายุ 78 ปี

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้มรณภาพลงอย่างสงบ ที่รพ.กรุงเทพฯ โดยในวันที่ 29 มิ.ย. เวลา 11.00 น. ที่รพ.กรุงเทพ จะมีการแถลงข่าวถึงการมรณภาพของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ และในเวลา 13.00 น. ที่วัดพิชยญาติการาม จะมีการประชุมเตรียมความพร้อมในการจัดพิธีศพ โดยมีรายงานว่าจะมีการเคลื่อนศพจาก รพ.กรุงเทพฯ ในวันที่ 1 ก.ค.

ทั้งนี้ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ มีอาการอาพาธและเข้ารับการฟอกไตที่ รพ.กรุงเทพมาโดยตลอด เป็นระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับช่วงหลังมีรายงานว่าสมเด็จพระพุทธชินวงศ์มีอาการทางหัวใจด้วย

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ปัจจุบันอายุ 78 ปี เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์ รองจาก สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ สมเด็จพระวันรัต(จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร และสมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) วัดเทพศิรินทราวาส ตามลำดับ

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 28 มิถุนายน 2562


 

ยกฟ้องอดีตพระครูชนแดน !

 

ศาลพิพากษาคดีไม่มีมูล-ยกฟ้อง

อดีตพระครูครวญ

"ขอความเป็นธรรมให้ฉันด้วย"

 

 

อา..สังคมไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ แต่เป็นสังคมแห่งการตื่นตูม-ตื่นข่าว ดังคำกล่าวว่า "ข่าวรายลงฟรี ข่าวดีเสียตังค์" ยิ่งเป็นข่าวพระสงฆ์องค์เณรแล้ว ใครโดนข่าว 2 ส. คือ สตรีกับสตังค์ตี ก็ไม่มีทางรอด รายไหนก็รายนั้น แบบว่าถ้าไม่ตายก็ไม่โต

พระร้ายทางสังคมไทยรายล่าสุด สดๆ ร้อนๆ ก็คือ อดีตพระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าคณะอำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งถูกสื่อ "ยำใหญ่ใส่ความ" ตั้งแต่ตั้งตัวเป็นเจ้าพ่อ-มาเฟียในผ้าเหลือง เพราะมีภาพสนิทกับ "บิ๊กๆ" ในกองทัพ นามกระเดื่อง "ประวิตร วงษ์สุวรรณ" หลังจากนั้น "ข่าวฉาว" ก็รุมกระหน่ำทั้งเรื่องเงินทองและราคีคาวทางเพศ ทิศทางที่จับได้ก็คือ พระครูแทบจะถูก "สังคมไทยจับสึก" ไปก่อนหน้านั้นแล้ว ถึงขนาดว่า พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บัญชาการกองปราบ ต้องยกกำลังไปล้อมจับถึงในวัด หนักกว่าคดีซ่องโจรเสียอีก

ครั้น ณ วันนี้ ศาลมีคำพิพากษาว่า ท่านพระครูไม่ผิดโดยประการทั้งปวง ส่วนที่ถูกจำคุกนั้นเรื่องเงินทอน ซึ่งท่านพระครูก็ยอมรับ แต่ขอความเป็นธรรมในเรื่องนี้ เพราะมันคนละคดีกัน

ถ้ากวาดสายตาไปรอบๆ ขอบเขตบ้านเมือง ก็จะพบว่า ยังมี "พระผู้ใหญ่" ถูกใส่ความในทำนองนี้ ไม่ว่าจะเป็นอดีตพระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) วัดสามพระยา อดีตพระพรหมเมธี (เจ้าคุณจำนงค์) วัดสัมพันธวงศ์ และอดีตพระพรหมสิทธิ (เจ้าคุณธงชัย) วัดสระเกศ พอคดีเงินทอนวัดโผล่ คดีสีกาก็ตามมาเหมือนเงาเป็นคู่แฝด สื่อแทบทุกสำนักต่างระดมพล "ใส่สีตีไข่" กันยกใหญ่ บ้างถึงกับอุปโลกน์ตัวละครเป็น "อาเสี่ย" ไปเที่ยวอาบอบนวด เลยเถิดถึงขนาด "ส่งเสีย" กันเป็นลูกเป็นเมียมานมนาน แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีเจ้าทุกข์มายืนยันแม้แต่คนเดียว ทั้งๆ ที่ผู้ที่ถูกใส่ความนั้น ถูกเกลียดชังและจับสึกใส่คุกไปเรียบร้อยแล้ว

"ขอความเป็นธรรมให้ฉันด้วย" คำกล่าวของพระครูชนแดน เป็นเพียงเสียงสั้นๆ ในช่วงเวลารีบด่วน เหมือนสวนทางกันกลางตลาด ไม่มีโอกาสพูดคุยมากไปกว่านี้ แต่มีความหมายกว้างไกล ชีวิตพระไทยนับแสนๆ นั้น ถ้าโดนทำนองนี้บ้าง ก็คงไม่แคล้วต้องท่องคาถาพระครูชนแดน "ขอความเป็นธรรมให้ฉันบ้าง"

 

 

 

 

"ขอความเป็นธรรมให้ฉันด้วย"

 

ยกฟ้อง "อดีตพระครูกิตติ" อดีตเจ้าคณะ อ.ชนแดน อนาจารเด็ก

 

MGR online -ศาลยกฟ้อง "อดีตพระครูกิตติ" อดีตเจ้าคณะ อ.ชนแดน อนาจารเด็กหญิง 3 คน เหตุคำเบิกความพยานโจทก์มีพิรุธ ก่อนนำตัวกลับไปคุมขัง ในคดีเงินทอนวัด ที่ศาลจำคุกเป็นเวลา 26 ปี 

วันนี้ (27 มิ.ย.) ที่ห้องพิจารณา 713 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำ อ.434/2561 ที่พนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้องอดีตพระครูกิตติพัชรคุณ หรือนายสมเกียรติ ขันทอง อายุ 55 ปี อดีตเจ้าคณะ อ.ชนแดน และอดีตเจ้าอาวาสวัดลาดแค อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ เป็นจำเลยในความผิด ฐานกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี

บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 2548 - 30 เม.ย. 2548 จำเลยได้กระทำอนาจารแก่ ด.ญ.เอ ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 13 ปีเศษ ด้วยการนอนกอดและจูบแก้มผู้เสียหายที่ 1 ในห้องนอนของจำเลยที่กุฏิวัดลาดแค ต่อหน้า ด.ญ.บี ซึ่งอยู่ด้วยในที่เกิดเหตุ , เมื่อระหว่างวันที่ 1 พ.ค. 2548-31 พ.ค.2548 จำเลยได้กระทำอนาจารแก่เด็กหญิงซี ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 12 ปีเศษ โดยใช้มือล้วงเข้าไปในเสื้อของผู้เสียหายที่ 2 และลูบไล้บริเวณหน้าท้อง หน้าอก และอวัยวะเพศ ภาย ในห้องนอนของจำเลยที่กุฏิวัดลาดแค ต่อหน้า ด.ญ.เอ ผู้เสียหายที่ 1ซึ่งอยู่ด้วยในที่เกิดเหตุ ,เมื่อระหว่างวันที่ 1 ก.พ.2549-27 ก.พ. 2549 จำเลยได้กระทำอนาจารแก่เด็กหญิง ด.ญ.เอ ผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้มือลูบไล้ไปตามลำตัว กอด และจูบผู้เสียหายที่ 1 ในห้องนอนของจำเลยที่กุฏิวัดลาดแค, เมื่อระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 2549-30 เม.ย. 2549 จำเลยได้กระทำอนาจารแก่ ด.ญ.เอ ผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้มือโอบกอด ลูบคลำตามลำตัวของผู้เสียหายที่ 1บนรถตู้ขณะเดินทางจากวัดลาดแค ไปถึง ต.มะเร็ต อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และเดินทางกลับวัดลาดแค ต่อเนื่องกัน ต่อหน้า ด.ญ.บี และ นายแก้ว เขียวงาม ซึ่งอยู่ด้วยในที่เกิดเหตุ และจำเลยได้ใช้มือโอบกอด ลูบคลำ นอนก่ายตัวของผู้เสียหายที่ 1 ในห้องพักของรีสอร์ทไม่ทราบชื่อ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.มะเร็ต, และเมื่อระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 2549 30 เม.ย.2549 จำเลยได้กระทำอนาจาร ด.ญ.ดี ผู้เสียหายที่ 3 อายุ 14 ปีเศษ โดยจำเลยดึงมือผู้เสียหายที่ 3 เข้าไปโอบกอด ในห้องพักของรีสอร์ทไม่ทราบชื่อ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.มะเร็ต ต่อหน้าด.ญ.เอ ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ด้วยในที่เกิดเหตุด้วย ขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278

ในวันนี้ จำเลยซึ่งต้องคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อท.38/2561 ของศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบกลาง และถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถูกเบิกตัวมาฟังคำพิพากษา

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว คำเบิกความของพยานโจทก์ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงทั้งสามปาก รวมถึงพยานโจทก์ซึ่งเป็นลูกศิษย์วัดมีลักษณะขัดแย้งกันเองและมีพิรุธ อีกทั้งเหตุการณ์ผ่านมานานกว่า 10 ปี เพิ่งมีการเปิดเผยและแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

อย่างไรก็ตาม ภายหลังฟังคำพิพากษา อดีตพระครูกิตติพัชรคุณ ก็จะถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวกลับไปคุมขังต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เนื่องจากถูกศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก 26 ปี ในคดีทุจริตเงินทอนวัด เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา

ขณะที่ อดีตพระครูกิตติพัชรคุณ หรือนายสมเกียรติ ขันทอง กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ขอความเป็นธรรมให้ฉันด้วย คดีนี้ศาลตัดสินว่าฉันไม่ผิด ที่เป็นข่าวไปทำให้เสียหายมาก ซึ่งฉันโดนกลั่นแกล้งเพราะไปขัดแย้งกับนักการเมืองท้องถิ่น อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ส่วนคดีเงินทอนวัดที่ศาลจำคุกเป็นเวลา 26 ปี นั้นเมื่อศาลตัดสินว่าผิดก็ยอมรับ

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 28 มิถุนายน 2562


 

สมเด็จสมชายเป็นประธานปริยัติสามัญ !

 

แทนสมเด็จจุณฑ์ซึ่งลุกไปนั่งประธานใหญ่

กลายเป็น 3 ต่อ 1

 

 

สองรุมหนึ่งอาย

เมื่อสัดส่วนผู้บริหารการศึกษาสงฆ์กลายเป็น 3 ต่อ 1

 

 

อา..ก็ถือว่า "เรียบร้อยโรงเรียนธรรมยุต" ไปอีกโปรเจ็กหนึ่ง ซึ่งถือว่าสำคัญสูงสุดในบรรดาภารกิจของคณะสงฆ์ไทย นั่นคือ การบริหารการศึกษา อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ถ้าการศึกษาแย่ การปฏิบัติก็แย่ แต่ถ้าการศึกษาดี การปฏิบัติก็ย่อมจะดีตามไปด้วย เพราะถ้าไม่มีปริยัติก็ไม่มีปฏิบัติ ก่อนจะถึง "ปฏิบัติอันตรธาน" ซึ่งก่อให้เกิด "ปฏิเวธอันตรธาน" ไปด้วยนั้น ก็เริ่มจาก "ปริยัติอันตรธาน" เป็นอันดับแรก

และการปริยัติของคณะสงฆ์ไทยแต่ไหนแต่ไรมานั้น ก็แยกออกเป็น 2 แผนก ได้แก่ แผนกธรรม และแผนกบาลี ซึ่งทีแรกนั้น ทั้งสองแผนกต่างเป็นอิสระต่อกัน ใครจบแผนกไหนก็ถือว่าสูงสุดในด้านนั้น แต่ครั้นภายหลังมา ปรากฏว่า มีการยกย่องบาลีว่าเหนือกว่านักธรรม ส่งผลให้นักธรรมกลายเป็นรองของบาลี ถึงขนาดว่า ถ้ายังสอบนักธรรมไม่ได้ ก็ไม่ยอมให้สอบบาลีเลย

เมื่อเป็นเช่นนั้น ตำแหน่ง "แม่กองธรรม" จึงต่ำต้อยกว่า "แม่กองบาลี" ถึงจะมีนักเรียน "นับแสนๆ" ทั่วประเทศ แต่ก็เหมือนโรงเรียนประถมศึกษา จบมาแล้วก็ต้องไปต่อมัธยมคือบาลี แม่กองบาลีจึงโดดเด่นเป็นสง่ามาจนถึงปัจจุบัน และเนิ่นนานมาแล้ว ตำแหน่งแม่กองธรรมนั้น เป็นของฝ่ายธรรมยุต ส่วนตำแหน่งแม่กองบาลีเป็นของมหานิกาย ต่างฝ่ายต่างครองเก้าอี้คนละตัว การศึกษาของคณะสงฆ์ไทยเดิมเรามีเพียง 2 แผนกนี้เท่านั้น ส่วนการจัดการศึกษาระดับอุดมคือ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. และ มมร. นั้น ถึงจะสังกัดมหาเถรสมาคมมานาน แต่ก็เหมือนลูกผีลูกคน สุดท้ายก็กลายเป็น "มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล" ไปในที่สุด จะเรียกว่าออกนอกระบบก็ว่าได้ เพียงแต่ออกนอกระบบคณะสงฆ์ไทยไปอยู่ใต้ระบบราชการ ได้เบี้ยหวัดเงินเดือน พระคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ นอกจากจะได้รับ "ยศทางวิชาการ" เช่น ศาสตราจารย์ เป็นต้นแล้ว ก็ยังมีเงินเดือนเงินดาวอีกด้วย

แต่ต่อมา ได้มีการจัดตั้ง "โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา" ขึ้นมา เพื่อให้บรรดาพระภิกษุสามเณรได้ศึกษา โดยมิต้องไปเรียนร่วมกับเด็กนักเรียนทั่วไป โดยทั้งนี้ โรงเรียนนี้จัดตั้งขึ้นในวัด มีพระเป็นผู้บริหาร ใช้หลักสูตรจากกระทรวงศึกษาธิการ แต่สังกัดกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต่อมาได้โอนย้ายมาสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแทน

ก็สรุปว่า การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย มีรวมทั้งสิ้น 3 แผนก คือ นักธรรม บาลี และปริยัติสามัญ โดยนักธรรมเป็นของคณะสงฆ์ธรรมยุต บาลีเป็นของคณะสงฆ์มหานิกาย แต่ปริยัติสามัญเป็นของกรมการศาสนาและต่อมาก็ย้ายมาเป็นของสำนักพุทธฯ อยู่ในกองศาสนศึกษา กล่าวโดยสรุปก็คือ ธรรมยุต มหานิกาย และสำนักพุทธฯ ล้วนแต่มีโรงเรียนอยู่ในสังกัดของตัวเอง แต่มีปัญหาว่า นักธรรมและบาลีนั้น จะได้รับเงิน "อุดหนุน" ตามแต่รัฐบาล (โดยสำนักพุทธ) จะเห็นสมควร แบบว่ามีมากก็ให้มาก มีน้อยก็ให้น้อย ให้กันตามมีตามเกิด การศึกษาทั้งสองสาขาจึงอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ส่วนโรงเรียนพระปริยัติสามัญนั้น กลับได้รับงบประมาณ "เป็นรายหัว" แบบว่านับหัวนักเรียนจ่าย ทั้งค่าอาหารการกิน การเรียนการสอน และค่าอื่นๆ อีกจิปาถะ จัดการศึกษาปริยัติสามัญไม่มีคำว่าขาดทุน วัดต่างๆ ทั่วไทยจึงเฮโลกันจัดการศึกษาด้านนี้ เพราะมีเงินบริหารแน่นอน ส่วนนักธรรมกับบาลีก็ทยอยปิดตัวลง หรือจัดการแบบ "ตามมีตามเกิด" หนักเข้าถึงกับเอานักเรียน "ปริยัติสามัญ" ไปสอบนักธรรมกับบาลี ซึ่งก่อให้เกิดปัญหา "นักเรียนชื่อซ้ำ" ทั้งนักธรรม บาลี และปริยัติสามัญ คนเดียวกันเรียนทีละสาม ได้งบประมาณที่ละสามเช่นกัน รอมร่อว่าจะเกิดปัญหา "เงินทอน" ขึ้นกับสำนักเรียนทั่วประเทศ

ครั้น ณ วันที่ 15 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศใช้ พรบ.พระปริยัติธรรมคณะสงฆ์ ฉบับใหม่ ให้รวมเอา "นักธรรม-บาลี และ ปริยัติสามัญ" ไปสังกัดมหาเถรสมาคมเสียทั้งหมด โดยให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งเป็นผู้บริหาร มีทั้งกรรมการโดยตำแหน่งและแต่งตั้ง ทำนองเป็นการตั้งกระทรวงศึกษาธิการของพระพุทธศาสนาขึ้นมา โดยหัวหน้าหรือตัวประธานคณะกรรมการบริการการศึกษาพระปริยัติธรรมชุดนี้นั้น มหาเถรสมาคมเป็นผู้แต่งตั้ง ส่วนกรรมการโดยตำแหน่งนั้นก็คือ แม่กองธรรม แม่กองบาลี และประธานโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ

เปรียบเทียบง่ายๆ ว่า มีการตั้งกระทรวงศึกษาของคณะสงฆ์ขึ้นมา สังกัดมหาเถรสมาคม กำหนดให้ "นักธรรม-บาลี-ปริยัติสามัญ" ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน แต่ขึ้นกับมหาเถรสมาคมแบบหลวมๆ ได้มารวมตัวกันอยู่ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ แล้วให้มีประธาน ทำนองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของคณะสงฆ์ และกรรมการบริหารอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีทั้งกรรมการโดยตำแหน่งและแต่งตั้ง กรรมการโดยแต่งตั้งนั้นมาจากสำนักพุทธฯ จากกฤษฎีกา เป็นต้น เรียกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนกรรมการโดยตำแหน่งนั้น ก็กำหนดให้ "แม่กองธรรม-แม่กองบาลี-ประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ" ทั้งสามท่าน เป็นกรรมการ ซึ่งมองไปก็คล้ายกับว่า นักธรรม บาลี และปริยัติสามัญนั้น ได้ยกระดับขึ้นเป็น "กรม" สังกัดกระทรวงใหม่นี้ แม่กองธรรม แม่กองบาลี และประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ จึงเท่ากับ "อธิบดีกรม" ในกระทรวงใหม่นี้ ซึ่งจะต้องขึ้นต่อรัฐมนตรีคือ "ประธานคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม" อีกชั้นหนึ่ง

หัวใจสำคัญของ พรบ.พระปริยัติธรรมฉบับใหม่นี้ ก็คือ "ให้รัฐอุดหนุนงบประมาณ สำหรับการจัดการศึกษา (ทั้งสามแผนก) ตามความเหมาะสมและจำเป็น" หมายถึงว่า ต่อไปนี้ นักธรรมและบาลี จะมีเงินอุดหนุนจากรัฐมากและเหมือนกับโรงเรียนปริยัติสามัญ ไม่ต้องอดๆ อยากๆ อีกต่อไปแล้ว

ต่อมา ในวันที่ 30 เมษายน ศกนี้ ก็มีข่าวว่า มหาเถรสมาคม ได้ตั้งให้ "สมเด็จพระวันรัต" วัดบวรนิเวศวิหาร ขึ้นดำรงตำแหน่ง "ประธานคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม" เป็นรูปแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งขณะนั้น สมเด็จพระวันรัต ยังคงดำรงตำแหน่ง "ประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ" อยู่ และพร้อมกันนั้น สมเด็จพระวันรัต ได้ขอลาออกจากประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ เพื่อขึ้นไปนั่งเก้าอี้ "ประธานการศึกษาของคณะสงฆ์" คุมทั้งนักธรรม-บาลี และปริยัติสามัญ รวบหมด

วันนี้ จึงมีข่าวว่า มหาเถรสมาคม ได้ตั้งให้ "สมเด็จพระธีรญาณมุนี-สมชาย" วัดเทพศิรินราวาส ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ แทนสมเด็จพระวันรัต ซึ่งก็ถือว่าธรรมดา เพราะเก้าอี้ต้องมีคนนั่ง รถก็ต้องมีคนขับ รถไร้คนขับก็จอดตายเท่านั้นเอง

 

 

ซ้าย : สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย) วัดเทพศิรินทร์ ประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ

กลาง : พระพรหมโมลี (สุชาติ) วัดปากน้ำ แม่กองบาลี

 ขวา : พระพรหมมุนี (สุชิน) วัดราชบพิธ แม่กองธรรม

 

แต่..แต่เมื่อเทียบสัดส่วนระหว่างนิกายแล้ว ก็จะพบว่า

ตำแหน่งแม่กองธรรมนั้น เป็นของพระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ (ธรรมยุต)

ตำแหน่งแม่กองบาลีนั้น เป็นของพระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) วัดปากน้ำ (มหานิกาย)

ตำแหน่งประธานโรงเรียนปริยัติสามัญนั้น เป็นของสมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทร์ (ธรรมยุต)

อัตราแม่กองระหว่างนิกายอยู่ที่ 2 ต่อ 1

แต่ครั้นมองเหนือขึ้นไป ก็จะพบว่า ตำแหน่งประธานคณะกรรมการการศึกษาสงฆ์ ซึ่งก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาสงฆ์นั้น เป็นของ "สมเด็จพระวันรัต-จุณฑ์" วัดบวรนิเวศวิหารอีกด้วย ก็เลยกลายเป็นว่า ตำแหน่งหลักใหญ่ๆ ในด้านการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยนั้น ตกเป็นของฝ่ายธรรมยุต ในอัตรา 3 ต่อ 1 แบบว่าธรรมยุตคุมทั้งข้างบนข้างล่าง มหานิกายโดนหมากหนีบไว้ทั้งซ้าย-ขวา แถมมีสมเด็จจุณฑ์นั่งค้ำหัวอยู่อีก เพราะมีอะไรก็ต้องรายงาน "ประธาน" คือสมเด็จจุณฑ์

ก่อนหน้านี้ เมื่อพระราชปริยัติโมลี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) วัดปากน้ำ ได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่ง "อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร" ก็ปรากฏว่า วัดปากน้ำคุมการศึกษาสำคัญๆ ของคณะสงฆ์ไทยไว้ทั้งหมด คือ แม่กองบาลี (ของพระพรหมโมลี) และมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. ของพระราชปริยัติโมลี เท่ากับว่าวัดปากน้ำ "กินรวบ" การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ใหญ่กว่าสังฆราช !

ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ก่อนจะออก พรบ.พระปริยัติธรรมฉบับใหม่ขึ้นมานั้น มีการวางนโยบาย "ยึดอำนาจการศึกษาสงฆ์มาจากวัดปากน้ำ" ไว้ด้วยหรือไม่ วันนี้ เราจึงได้เห็นการวางหมากวางเกม "ให้สมเด็จจุณฑ์นั่งเก้าอี้ประธาน" ขยับให้สมเด็จสมชายเข้ามานั่งเก้าอี้ "ประธานโรงเรียนปริยัติสามัญ" ขณะที่ "พระพรหมโมลี-สุชิน" ก็ครองตำแหน่ง "แม่กองธรรม" มาแต่เดิมแล้ว เหลือเพียง "พระพรหมโมลี-สุชาติ" วัดปากน้ำ เพียงพระหน่อเดียว ทั้งยังคงดำรงตำแหน่ง "แม่กองบาลี" ท่ามกลางกรรมการ "ฝ่ายธรรมยุต" ในอัตรา 3 ต่อ 1 ประชุมลงคะแนนกันเมื่อไหร่ ธรรมยุตก็ชนะขาดยิ่งกว่าบิ๊กตู่อาศัยมือ ส.ว. ที่ตนเองสรรหามาโหวตให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่สอง

ถ้าจะมองว่า ในทางการเมือง มีการวางโรดแม็ป เขียนรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ คสช. โดยบิ๊กตู่ สืบทอดอำนาจอย่างแยบยลแล้ว ทางพระศาสนาก็น่าจะมีการวางโรดแม็ป "แก้ไขและออกกฎหมายคณะสงฆ์ใหม่" ให้ธรรมยุต กินรวบกิจการคณะสงฆ์ไทย ทั้งในมหาเถรสมาคมและด้านการศึกษาสงฆ์ เหมือนกันอย่างน่าพิศวง ซึ่งก็มิใช่เรื่องผิดอันใด

ประเทศเขตใดก็ตาม รัฐบาลและคณะสงฆ์ ก็ต้องสอดคล้องต้องกัน ไม่ขัดแย้งกัน ไปด้วยกัน หรือสนับสนุนซึ่งกันและกัน ดังในสมัยหนึ่ง รัฐบาลยิ่งลักษณ์-ทักษิณ ไปด้วยกันได้กับวัดพระธรรมกายๆ จึงได้รับการเอื้ออาทรจากรัฐบาลไทยในสมัยนั้นอย่างหรูหรา แทบว่าครองเมือง

แต่ต่อมา เมื่อมีการปฏิวัติ ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์-ทักษิณ ได้เข้ามาครองอำนาจแทน จึงมีการกวาดล้างฝ่ายธรรมกาย รวมทั้งกรรมการ มส. สายธรรมกาย หลายรูป ให้เข้าคุกเข้าตะราง อีกด้านรัฐบาลก็แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ยกตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ถวายพระคณะธรรมยุต ถึงวันนี้ เมื่อมี พรบ.การศึกษาสงฆ์ ก็ยังคงมีสัดส่วน "พระธรรมยุต" เหนือกว่าพระมหานิกาย แบบว่า ทีใครก็ทีมัน สมัยวัดปากน้ำและธรรมกายครองเมือง ก็เล่นพรรคเล่นพวก ตั้งพวกเดียวกันเป็นใหญ่เป็นโตจนล้นบ้านล้นเมือง เหมือนๆ กัน วันนี้ ถึงทีธรรมยุตกินเมืองมั่ง มันก็ไม่ต่างกัน อำนาจนั้นมันไม่เข้าใครออกใครหรอก ไม่ว่าสีไหน !

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 13 มิถุนายน 2562


 

 

 

 

สมเด็จสมชายเป็นประธานปริยัติสามัญ

 

มหาเถรสมาคม ไฟเขียวตั้ง สมเด็จพระธีรญาณมุนี เป็นประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา

วันนี้ (12 มิ.ย.) นายวีระ จำลอง ผู้ช่วยโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า จากการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ได้มีมติเห็นชอบตามที่กองพุทธศาสนศึกษา เสนอให้สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กรรมการ มส. เป็นประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา หลังจากที่สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กรรมการ มส. ได้ขอลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว และทางกองพุทธศาสนศึกษา ได้จัดประชุมคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา และได้นำเรื่องสมเด็จพระวันรัต ขอลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา หารือในที่ประชุมเพื่อพิจารณาเสนอรายชื่อประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ต่อ มส. และที่ประชุมมีมติให้กองพุทธศาสนศึกษาเข้ากราบนมัสการพระเถรานุเถระเพื่อหารือเรื่องดังกล่าว ในการนี้พระเถรานุเถระได้เสนอ สมเด็จพระธีรญาณมุนี เป็นประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 13 มิถุนายน 2562

 

วัดไทยแอลเอคึกคัก !

 

จัดงานใหญ่หลายรอบ

ทั้งฉลองอายุหลวงพ่อใหญ่และสอบบาลี

เดือนนี้และเดือนหน้า

 

 

16 มิถุนายน อายุวัฒนมงคล 87 ปี

พระเทพมงคลวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยแอลเอ

 

 

 

6-7 กรกฎา สอบบาลี ครั้งที่ 2

สนามสอบวัดไทยแอลเอ สหรัฐอเมริกา

 

 

วัดไทยแอลเอ จัดงานใหญ่ "ทำบุญอายุหลวงพ่อใหญ่" พระเทพมงคลวิเทศ เจ้าอาวาส ในวันที่ 16 มิถุนายน ศกนี้ นิมนต์ "ศ.ดร.พระพรหมบัณฑิต" สุดยอดนักเทศน์และนักวิชาการของประเทศไทยแห่งยุคสมัย บินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก มาแสดงธรรมโปรดญาติโยมชาวแอลเอ เล่นเอาเก้าอี้ไม่ว่าง เพราะพระเณรจองคิวฟังกันล่วงหน้าเต็มไปหมดแล้ว

 

 

เจ้าคุณเทียบ วัดโพธิ์ : เจ้าคุณสมชาย วัดระฆัง

สองเจ้าคุณผู้มากบทบาทในสหรัฐอเมริกาปี พ.ศ. นี้

 

จากนั้นไปอีกไม่นาน ต้นเดือนหน้า (กรกฎา) วัดไทยแอลเอ ยังมีงานใหญ่ "สอบบาลีรอบสอง" ซึ่งถือเป็นซีซั่นสุดท้ายของปีนี้

โดยในซีซั่นแรกนั้น ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางแม่กองบาลีสนามหลวง ได้บัญชาให้ "พระราชปริยัติมุนี" หรือเจ้าคุณเทียบ วัดโพธิ์ท่าเตียน เป็นหัวหน้าคณะ นำข้อสอบมาเปิดจนสำเร็จเรียบร้อย ส่วนซีซั่นหลังครั้งที่สองนี้ ทางแม่กองบาลีได้มีบัญชาให้ "พระบวรรังษี" หรือเจ้าคุณสมชาย วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นประธานแทน นำคณะและข้อสอบมาจัดสอบในระหว่างวันที่ 6-7 กรกฎาคม ศกนี้



 

ศาสตราจารย์ ดร.พระพรหมบัณฑิต

เจ้าสำนักวัดประยุรวงศาวาส ตักกศิลาแห่งนักเทศน์

 

แม่ไม้มวยไทยในการเทศน์ของสำนักวัดประยูรก็คือ "สาริกาป้อนเหยื่อ" อันพริ้วไหวไร้เงา เหมือนระนาดเอกของขุนอิน เลื่องชื่อระดับ "หนึ่งในสยาม" ดังคำโบราณว่า

อยากเป็นนักเทศน์ ให้อยู่ วัดประยูร

อยากเป็นเจ้าคุณ ให้อยู่ วัดมหาธาตุ

อยากเป็นนักปราชญ์ ให้อยู่ วัดสามพระยา 

อยากเป็นมหา ให้อยู่ วัดเบญจมบพิตร

 

เป็นเข็มทิศให้พระสงฆ์องค์เณรตั้งเป้าเอาดีในการบวช

ท่านเจ้าคุณประยูรนั้น เป็นเจ้าสำนักดังแห่งนี้ บวกกับดีกรี Ph.D. อันลือเลื่องจากเมืองหลวงของอินเดีย "นิวเดลี" ที่ไม่เคยมีพระไทยไปทำสถิติไว้ก่อน ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครลบได้ แถมยังเคยผ่านตำแหน่งสำคัญ "อันดับหนึ่ง" ทางวิชาการ นั่นคือ "อธิการบดี มจร." มหาวิทยาลัยสงฆ์ "นัมเบอร์วัน" ของประเทศไทย ระดับศาสตราจารย์-ด๊อกเตอร์ เป็นลูกน้องและลูกศิษย์มีเป็นร้อยๆ จึงครบเครื่องทั้งเมืองไทยและในสนามอินเตอร์ ไม่นานมานี้ ท่านเพิ่งไป "ป้อนเหยื่อชิ้นใหญ่" ให้แก่ สมเด็จพระวันรัต (จุณฑ์) วัดบวรนิเวศวิหาร ได้เป็น "ประธานกรรมการการศึกษาสงฆ์" ใหญ่ระดับ "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ" ของคณะสงฆ์ไทย ในวันที่ 16 ที่จะถึงนี้ ต้องคอยลุ้นว่า ท่านจะป้อนอะไรให้แก่หลวงพ่อใหญ่ วัดไทยแอลเอ

 

 

สำหรับ พระพรหมบัณฑิต นั้น ยังมีงานใหญ่ติดต่อไปอีกงานหนึ่ง นั่นคือ เป็นประธานงานวางศิลาฤกษ์สร้างพระอุโบสถ วัดพระธาตุดอยสุเทพ ยูเอสเอ เมืองชิโน่ ฮิลส์ บนพื้นที่กว่า 8 เอเคอร์ หรือ 20 ไร่ เป็นโปรเจ็คใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ว่ากันว่าต้องใช้ทุนทรัพย์ถึง 500 ล้านบาท เลยทีเดียว กำหนดงานในวันที่ 23 มิถุนายน ศกนี้

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 11 มิถุนายน 2562

 

ถอนฟ้อง-ขอขมา พระคึกฤทธิ์ !

 

อดีตศิษย์ "อ้าง" เข้าใจผิด

นึกว่าคึกฤทธิ์เป็นอริยะ

ที่ไหนได้ โดนฟ้องหมิ่นหลายกระทง

รู้เช่นเห็นชาติพุทธวจน !

 

อา..ก็ถือว่าเสร็จ "เรียบร้อยโรงเรียนวัดนาป่าพง" ไปอีกราย งานนี้คึกฤทธิ์ชักจะมั่นใจว่า "ใช้กฎหมายได้ผลกว่าใช้พุทธวจน" เพราะใช้พุทธวจนแล้วสู้เขาไม่ได้ เลยหันมาใช้กฎหมายเล่นงานคนที่เห็นต่าง ถึงจะต่างจากพุทธวจน แต่ถ้ามันได้ผล แล้วเหตุผลใดจะไม่ใช้มัน ต่อไปใครต่อว่าให้พุทธวจนก็ใช้ "กฎหมายหมิ่นปิดปาก" รับรองสบายหู

ซึ่งเมื่อพิศดู ก็น่าเห็นใจ "อดีตศิษย์" ที่ถอนฟ้องไป เพราะสู้ไปก็เปลืองตัวเปล่า เสียเงินเสียทอง เสียเวร่ำเวลา เผลอๆ ถ้าคึกฤทธิ์ผิดแค่ "คาบลูกคาบดอก" ศาลสั่งให้ไม่ผิด ศิษย์ก็มีสิทธิ์ติดคุก เข้าตำรา "เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง กระดูกแขวนคอ" นึกไปนึกมานึกได้ว่า "ศาสนาไม่ใช่ของข้าคนเดียว" จึงถอนฟ้องเสีย ดังวลีหรูคู่กับลูกโป่งที่ว่า "แค่ปล่อยก็ลอยตัว" นั่นแหละ ก็จริงของเขานะ เพราะว่าเรื่องนี้ มีแต่เพียงอดีตศิษย์คึกฤทธิ์และผู้กล้าอีกไม่กี่คน เช่น ครูนัทและคณะเท่านั้น ที่หันมาสู้เพื่อรักษาการศึกษาพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ไทย ส่วนบรรดาพระสังฆาธิการไทย นับตั้งแต่กรรมการมหาเถรสมาคม ไปยันเจ้าคณะในเขตปกครองของพระคึกฤทธิ์นั้น ไม่เห็นมีใครอนาทรร้อนใจอันใด ความจริงแล้ว ถ้าจะปฏิบัติตามนโยบายที่ทางการคณะสงฆ์ไทยประพฤติตนอยู่ในเวลานี้ ก็ควรจะ "ถอนฟ้อง" หรือ "หยุดการวิพากษ์วิจารณ์ใคร" ในทุกกรณี เพราะสู้ไปก็ตายเปล่า ศาสนาไม่ใช่ของเราคนเดียว ต่างคนต่างเอาตัวรอดเป็นยอดดี เหมือนสุนทรภู่สอนไว้ หรือมีปัญหาอะไรก็ให้รัฐบาลแก้กฎหมาย "ให้ราชสำนักทำ" แล้วเราก็สบาย เพราะบ้านเมืองมิใช่ของเรา แต่เป็นของใคร ?

แต่..แต่ถึงแม้ว่า "อดีตศิษย์" ท่านนี้ จะรีเจ๊คคดีออกจากสารบบไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนอื่นๆ ที่เขาไม่กลัวความเท็จ ยังคงเดินหน้าสู้คดีต่อไป สงครามยังมิทันจบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร นะคุณคึกฤทธิ์ ! 

 

 

 

 

รับเข้าใจผิด "พระคึกฤทธิ์" ฉ้อโกง ขอขมา-ถอนฟ้องทุกคดี

อดีตศิษย์ฯ ขอขมา "พระคึกฤทธิ์" เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ยอมรับเข้าใจผิดยื่นฟ้องศาลกล่าวหาโกงเงินวัด 515 ล้านบาท พร้อมขอถอนฟ้องทุกคดี 

ตามที่ นายจักร์กริช ทรัพย์ไพศาล อดีตศิษย์วัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี เป็นโจทก์ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ได้ยื่นฟ้อง พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง เจ้าสำนัก "พุทธวจน" คลอง 10 ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ต่อศาลจังหวัดธัญบุรี เมื่อเดือน เม.ย. 2560 ในข้อหาฉ้อโกงเงินบริจาคค่าจัดพิมพ์หนังสือพุทธวจน และเงินบริจาคผ่อนซื้อที่ดินข้างวัดนาป่าพง รวมเงินกว่า 515 ล้านบาท ซึ่งศาลได้ประทับรับฟ้องเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2561 โดยศาลจังหวัดธัญบุรี ได้สอบคำให้การของพระคึกฤทธิ์ เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ซึ่งพระคึกฤทธิ์ให้การปฏิเสธ และศาลนัดสืบพยานโจทก์ และพยานจำเลย ในช่วงเดือนพ.ค. และมิ.ย.นั้น


คืบหน้าเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา ก่อนการเริ่มพิจารณา ศาลได้ไกล่เกลี่ย คู่ความแถลงว่า คดีสามารถตกลงกันได้ โดยโจทก์ที่ 1 เต็มใจยอมรับว่า จำเลยทั้งสามมิได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามคำฟ้องในคดีนี้ ความผิดดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นจริง การดำเนินคดีทุกเรื่องเกิดจากความเข้าใจผิดของโจทก์ทั้งสองเอง โจทก์ทั้งสองจึงประสงค์ขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสามทุกคดี และจะไม่นำคดีใดๆ มาฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามอีก นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองจะไปถอนเรื่องที่ยื่นร้องเรียนต่อหน่วยงานต่างๆ ทั้งทางโลกและทางธรรมทั้งหมด และโจทก์ทั้งสองจะทำพิธีขอขมาจำเลยที่ 1 ที่ศาลนี้ในนัดหน้า โดยเชิญสื่อมวลชนมาเป็นสักขีพยานด้วย จำเลยทั้งสามและทนายจำเลยทั้งสามแถลงว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองถอนฟ้อง และดำเนินการตามที่แถลงต่อศาลข้างต้นแล้ว จำเลยทั้งสามก็จะถอนฟ้องคดีทั้งหมดที่จำเลยทั้งสามยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาลนี้และศาลอื่นด้วย


ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อคู่ความสามารถตกลงกันได้ จึงเห็นสมควรให้ดำเนินการตามที่ตกลงกัน โดยให้เลื่อนคดีไปนัดพร้อมถอนฟ้องในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ เวลา 09.30 น.


ขณะที่คณะทำงานฝ่ายกฎหมายวัดนาป่าพง ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังสื่อมวลชนว่า บัดนี้ นายนันทน อินทนนท์ นายวงศ์สกร รอดแก้ว และนายภูมิกิติ ทองอร่าม ทีมทนายวัดนาป่าพง ได้พิสูจน์ความจริงเป็นที่ประจักษ์แล้ว โดยนายจักร์กริช ทรัพย์ไพศาล กับพวก ได้มาขอเจรจาให้ศาลไกล่เกลี่ย และนายจักร์กริช ได้แถลงต่อหน้าศาลว่า เต็มใจยอมรับว่า พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล มิได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง ความผิดดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นจริง ตกลงยินยอมขอถอนฟ้องคดีทั้งหมด และขอถอนเรื่องที่ได้ยื่นร้องเรียนต่อหน่วยงานต่างๆ และนายจักร์กริช จะทำพิธีขอขมาต่อพระคึกฤทธิ์ ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ในวันที่ 13 มิ.ย. เวลา 09.30น. ตลอดระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา พระคึกฤทธิ์ ถูกให้ข่าวบิดเบือน ใส่ร้าย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง แต่ท่านมิได้ตอบโต้ จึงเชิญสื่อมวลชนมารับฟัง และเป็นสักขีพยานในพิธีขอขมาดังกล่าว    

สำหรับ พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง เป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการนำคำสอนตามพระธรรมวินัย มาทำให้เข้าใจง่าย โดยใช้คำว่า "พุทธวจน" ซึ่งทางพระคึกฤทธิ์ ระบุว่า เป็นคำสอนที่มาจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ไม่ผ่านการดัดแปลงใดๆ จนทำให้มีลูกศิษย์มากมาย รวมทั้งคนดังในวงการบันเทิงให้ความเคารพศรัทธา

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 11 มิถุนายน 2562

 

ให้นโยบายศาสนา !

 

องคมนตรี "ไพบูลย์" เข้าพุทธมณฑล

ระดม ผอ.พศจ. ทั่วประเทศเข้ารับฟังโอวาท

ประกาศนโยบายองคมนตรีคุมสำนักพุทธฯ

 

 

อา..ก็ถือว่าเป็นภาพประวัติศาสตร์นะครับท่านพระครู เพราะดูข่าวแต่ไหนแต่ไรมา ก็จะพบว่ามีแต่ "รองนายกรัฐมนตรี" หรือ "รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ" เป็นผู้ให้แนวทางการทำงานแก่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แต่วันนี้ ท่านองคมนตรี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ได้ออกหน้าแสดงวิสัยทัศน์ในการทำงาน ให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เมื่อรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ตำแหน่งพระสังฆาธิการระดับสูง คือ เจ้าคณะภาค ไปจนถึงกรรมการมหาเถรสมาคม ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากสำนักพระราชวัง จึงอาจจะมีการบัญชาการผ่านสำนักงานองคมนตรีก็เป็นได้ และท่าน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ก็น่าจะเป็นองคมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้ วันนี้จึงออกงานแรก ให้นโยบายก่อน ถ้าเป็นเช่นนั้น หลังจากนี้ไป พระสงฆ์องค์เณรและชาวพุทธทั่วไทย คงจะได้เห็นบทบาทขององคมนตรีท่านนี้มากยิ่งขึ้น จึงขอกล่าวคำว่า Welcome !

 

























 

 

พศ. โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะสู่การปฏิบัติงาน

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน 2562 เวลา 09.00 น. พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2562 โดยมี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทั่วประเทศ ให้การต้อนรับ-เข้าอบรบรมโครงการดังกล่าว  ณ หอประชุมพุทธมณฑล ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

 

ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ : 11 มิถุนายน 2562

 

หมดลายเสือ !

 

คึกฤทธิ์พักพุทธวจน

หันมาใช้กฎหมายจัดการแทน

ฟ้องครูนัทหมิ่นประมาท

 

 

 

สบง VS ผ้าถุง

หมู่หรือจ่า ถ้าคึกฤทธิ์แพ้ ก็คงต้องหันไปนุ่งผ้าถุงแทนสบง

แม้แต่กางเกงก็หมดสิทธิ์ใช้ เพราะอายให้อิสตรี

 

อา..เห็นไหมล่ะครับท่านพระครู ที่คุยโวโอหังเอาไว้น่ะ "ลำพังพุทธวจนเพียงอย่างเดียวก็แก้ปัญหาชีวิตได้หมดสิ้น ไม่ต้องพึ่งพาอะไรในโลกใบนี้เลย แม้แต่อรรถกถาก็ไม่ต้องสนใจ เพราะมิใช่คำของพระพุทธเจ้า แต่เป็นเดียรถีย์ ฯลฯ" แล้ววันนี้ คึกฤทธิ์จอมอหังการณ์ก็หมดลาย ยอมหันไปใช้ "กฎหมาย" และ "ทนายความ" แทนพุทธวจน หนักกว่าไม่ยอมใช้อรรถกถาเสียอีก เฮ้อ ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนกลายเป็นบ้องกัญชา ฯลฯ

 

 

คึกฤทธ์ : เจ้าของวาทะ "ใช้พุทธวจนเพียงอย่างเดียว แม้แต่อรรถกถาก็ไม่ต้องสนใจ" แต่สุดท้ายหันไปใช้กฎหมายเล่นงานคนที่วิจารณ์ตนเอง ด้วยข้อหาหมิ่นประมาท

อ้อย อัจฉราวดี : เจ้าของทฤษฎี "ใช้ไฟเผากิเลสโดยตรง โดยไม่ต้องใช้หลักธรรมคำสอนอื่นใด" และเจ้าของวาทกรรม "กฎแห่งกรรมทำงานช้า ขอใช้กฎหมายทำงานก่อน" ฟ้องผู้ที่เห็นต่างและวิจารณ์ตนเอง ด้วยข้อหาหมิ่นประมาท

เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่า ทั้งสองคนนี้ เป็นคนตลบแตลง พูดอย่างทำอย่าง เป็นคนลวงโลก แรกๆ ก็มอมเมาผู้คนว่าขอให้เชื่อทฤษฎีของตนเองเท่านั้น จะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างในชีวิตได้ แต่ครั้นตนเองเจอปัญหาเข้าบ้าง กลับวิ่งไปขอใช้บริการจากสำนักงานทนายความ สับปลับเสียไม่มี แต่ก็ดีฮ่ะ พฤติกรรมมันจะส่อฟ้องกำพืดให้คนรู้ ว่าพวกนี้คือนักบุญหรือคนบาป

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค ครูนัท หนอนพระไตรปิฎก : 9 มิถุนายน 2562

 

บาลีคือหัวใจพระพุทธศาสนาอย่าสงสัย

อยากให้พระพุทธศาสนามั่นคง ต้องเรียนบาลี

พระสังฆราชทรงสำทับกับนักเรียนบาลี

 

 

อา..ฟังไว้นะครับ คุณนายคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง ซึ่งกำลังนำชาวพุทธฯ กลุ่มหนึ่ง "เข้ารกเข้าพง" ไม่ศึกษาพระพุทธศาสนาจากต้นกำเนิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่ลัดขั้นตอน ตัดเอาโน่นนิดนี่หน่อย แปะหน้าว่า "พุทธวจน" คนโง่ได้ฟังก็หลงเชื่อ คิดว่านี่คือทางลัดเข้าสู่พระนิพพาน ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นทางทำลายพระศาสนาอย่างย่อยยับอัปราที่สุด เสียดายแต่ว่า เวลาเกิดปัญหาขึ้นมานั้น บรรดาผู้รู้เกี่ยวกับพระศาสนาและภาษาบาลี รวมทั้งผู้มีอำนาจทั้งหลวงทั้งปวง กลับพากันทอดอาลัย ไม่เอาธุระ ไม่ลุกขึ้นมาจัดการแก้ปัญหา ปล่อยปละละเลย จนกระทั่งปัญหามันบานปลาย กลายเป็นมวลชน ทีนี้ละจะทำอะไรก็ลำบาก กลายเป็นดินพอกหางหมู

 

 

"เรียนนักธรรม- เรียนบาลี คือเดียรถีย์"

วาทกรรมทำลายพระพุทธศาสนาของคึกฤทธิ์

 

 

วิ่งโร่เข้าวัดปากน้ำ สมเด็จช่วงยิ้มร่า คิดว่าข้ามีบารมี

ที่ไหนได้ ออกจากวัดปากน้ำก็เดินสายด่านักธรรม-บาลีต่อ

เล่นเอาพระเณรทั่วไทยพูดไม่ออก

 

 

สมเด็จพระสังฆราชทรงเตือนสติพระ-เณรเรียนบาลี

สมเด็จพระสังฆราช เสด็จประทานพัดยศและประกาศนียบัตรในพิธีตั้งเปรียญธรรม 3 ประโยค พระภิกษุสามเณรในเขตปกครองคณะสงฆ์กรุงเทพฯ ทรงแนะอย่ามัวตั้งคำถามเรียนบาลีไปทำไม ขอให้มุ่งมั่นตั้งใจการศึกษาสงฆ์

วันนี้ (8 มิ.ย.) สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร)  เสด็จไปวัดพระศรีมหาธาตุ เขตบางเขน กรุงเทพฯ ประทานพัดยศและประกาศนียบัตร ในพิธีทรงตั้งเปรียญธรรม 3 ประโยค พระภิกษุสามเณรในเขตปกครองคณะสงฆ์กรุงเทพฯ จากนั้นทรงมีพระโอวาทว่า

 

พระปริยัติธรรมแผนกบาลี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เพราะเป็นภาษาที่ใช้จารึกในพระไตรปิฎก จัดเป็นสัมพุทธโวหารภาสา คือภาษาอันเป็นโวหารของพระพุทธเจ้า และเป็นอริยโวหารภาสา คือภาษาอันเป็นโวหารของพระอริยะ การศึกษาพระพุทธศาสนาให้ถูกต้องเที่ยงตรง ต้องมีความเข้าใจภาษามคธ ให้กระจ่าง เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนผิดพลาดไป

 

ท่านทั้งหลายเข้ามาบวชเรียน และเล่าเรียนพระบาลีตามหน้าที่ของพระภิกษุสามเณร นับว่าเดินมาถูกต้องตรงวิถีทางของการศึกษาคณะสงฆ์ไทย ตามที่บูรพาจารย์ได้อุตสาหะวางรากฐาน และพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า ขอให้ขยันหมั่นเพียร และมุ่งมั่นศึกษาให้มีความรู้ยิ่งขึ้นไป ขณะเดียวกันขอให้ทบทวนถึงปณิธานที่แท้จริงของการเรียนพระบาลี ซึ่งบูรพาจารย์มุ่งหมายให้เป็นอุปกรณ์สำหรับสืบอายุพระพุทธศาสนามิให้เสื่อมสูญ เป็นเครื่องพิทักษ์รักษาพระธรรมวินัยให้บริสุทธิ์บริบูรณ์มิผิดเพี้ยน

สมเด็จพระสังฆราช มีพระโอวาทต่อไปว่า ถ้าเรียนด้วยปณิธานอันแน่วแน่ที่จะรักษาและสืบทอดพระศาสนา ท่านจะเกิดฉันทะ คือ ความพอใจในการศึกษา ก่อให้เกิดความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสืบทอดและเผยแผ่พระธรรม แต่หากท่านฝืนทนเรียนไป มัวตั้งคำถามวกวนอยู่แค่ว่า เรียนบาลีไปทำไม เรียนแล้วไม่เห็นได้อะไร เรียนแล้วจะเอาไปทำอะไรได้ ย่อมเกิดความเบื่อหน่าย ท้อถอย และละทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย จึงขอให้ท่านทุกรูป ฉุกคิด ตั้งสติ แล้วหวนกลับมาที่อุดมการณ์ของการเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนา ทบทวนดูให้ดีว่าท่านมีหน้าที่อย่างไร แล้วท่านจะตระหนักว่า การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เป็นวิถีทางของพระสงฆ์ไทย และเป็นหนทางสนับสนุนให้ท่านทำหน้าที่ตามสมณเพศที่ท่านดำรงอยู่นี้ได้อย่างสมบูรณ์

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 9 มิถุนายน 2562


เปิดเต็ม ไม่เซ็นเซอร์
!

 

คำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์

พระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) วัดสามพระยา

16 พฤษภาคม 2562

 

 

กดที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด/อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

26 พฤษภาคม 2562

 

เปิด : คำให้การของเจ้าคุณเอื้อน

ในคดีเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

INTERFAITH 2018

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพและบรรยากาศของงาน

ภาพการประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดศรีรัตนาราม เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

18 AUGUST 2018

 


กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 6000 PC

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 

 

 

 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264