LAST UPDATE :   APRIL : 09 : 2021 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 


 

ภาพมหามงคลวันสงกรานต์

ในหลวงเสด็จไปทรงนมัสการ

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปยุตตมหาเถร

ณ สำนักสหปฏิบัติ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี

1 เมษายน 2564

 







 

 

ภาพประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในประเทศไทย

 

 

ที่มา : โรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน : 7 เมษายน 2564

 

 

ตัดหน้ามหานิกาย

ธรรมยุตเสนอ "ยก" กรรมการ มส.

ขึ้นเป็น "ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค" ยกแผง

มหานิกายมึน รับลูกไม่ถูก ไม่บอกกันก่อน

 

 

สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร

เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย

 

อา..พูดจาไม่ออก บอกด้วยสายตา ก็คงเข้าใจดีกว่า พูดออกมาให้เธอรู้ซึ้ง ฯลฯ นาทีนี้ต้องขอบอกว่า "เยี่ยมสุดยอด" สำหรับ "สมเด็จพระวันรัต" นับตั้งแต่ขึ้นเวทีมานานหลายปี มีแต่ฟอร์มเหี่ยวฟอร์มห่วย โดยเฉพาะการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดอุดรนั้น เซียนพระสายอีสาน ส่ายหน้าว่า..ย่อยยับ ถึงขนาดธรรมยุตด้วยกันไม่ยอมรับ มันจะขนาดไหนก็ลองคิดดู

แต่ว่าวันนี้ (9 เมษายน 2564) แม้จะอยู่ในข่ายต้องสงสัยว่าไปสัมผัสกับ "รัฐมนตรีโควิด" ส่งผลให้ต้องกักตัว แต่ก็กักได้แค่ตัวเท่านั้น ไอเดียความคิดของสมเด็จพระวันรัตท่านยังอัจฉริยะ กดปุ่มในฐานะ "เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต" สั่งล้างบางกรรมการมหาเถรสมาคม "สายธรรมยุต" ทั้งหมด รวม 8 รูป และนอกทำเนียบอีก 3 พระหน่อ รวมแล้วมากมายถึง 11 รูปด้วยกัน ไม่เว้นแม้แต่ "สมเด็จชิน" ผู้มีฉายา "สังฆราชน้อย" เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ อีกด้วย ให้ทุกรูปสละอำนาจเหลือเพียงตำแหน่งเดียว ไม่ให้ควบเจ้าคณะภาคอีกต่อไป หรือจะเป็นภาคต่อก็ไม่ว่ากัน แต่ต้องลาออกจาก..กรรมการ มส. แหมใครไหนจะเล่นด้วย ภาษาเหนือว่า "ขายสะลี (ฟูก) นอนสาด (เสื่อ)" ใครทำก็บัดซบระดับ "เอ๋อเรียกพี่"

โดยทั้งนี้ ย่อมจะบ่งบอกสัญญาณได้หลายประการ คือ

1. คณะธรรมยุตปัจจุบัน มีความสามัคคีกันมาก จึงว่าอะไรว่าตามกัน พี่เอาไง น้องเอางั้น สำนวนเก่าที่ว่า "เจ้าอ้ายว่าจะจี่ เจ้ายี่ว่าจะเผา" นั้น สมัยนี้ไม่มีแล้ว มติที่ออกมาจึงเรียบง่ายเหมือนลิงปอกกล้วย เล่นเอามหานิกายพลิกตำราไม่ทัน ไม่นึกว่าจะออกไม้นี้

2. ทะลวงท่อปัญหาการแต่งตั้ง "เจ้าคณะภาค" ทั้ง 2 นิกาย ที่คาราคาซังมา 3 ปีกว่าแล้ว นับแบบโหรที่ใช้ระบบ "อายุย่าง" ก็ตีเป็น 4 ปีได้เต็มๆ เคยมีข่าวว่า "ผ่าน" ทั้ง มส. ทั้งสังฆราช ไปถึงสำนักพระราชวัง แล้วก็เงียบหาย (ไม่ทรงมีพระดำริเห็นชอบ) สุดท้ายสำนักพุทธฯ โดยโฆษกเสียงทอง "สิปป์บวร" ต้องออกมาแถลไถลไปไกลว่า "สาเหตุที่ทำให้การแต่งตั้งเจ้าคณะภาคล่าช้า เพราะต้องรอธรรมยุตแบ่งเขตปกครองให้เสร็จก่อน" ภาษานักการเมืองเรียกว่า "โยนขี้ให้ธรรมยุต" ซึ่งมีสมเด็จพระวันรัตเป็นเจ้าคณะใหญ่ เหม็นไปทั้งวัดบวร เสียหายหลายแสน หาว่าสมเด็จจุณฑ์บ่มิไกด์ พูดแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน วันนี้ สมเด็จจุณฑ์ เลยเล่นท่า "บาทาลูบพักตร์" ให้ดู นอนวัดไข้โดควิดอยู่ในกุฏิ แต่เสกคาถามหาระรวย เล่นเอาตำแหน่งเจ้าคณะภาคของกรรมการ มส. สายธรรมยุตมากมายถึง 11 พระหน่อ "หลุดพัวะ" กลายเป็นที่ปรึกษาอย่างทั่วหน้า ต่อนี้ไป ข้อครหาจากสำนักพุทธฯ ที่ว่า "เพราะธรรมยุตแบ่งอำนาจกันไม่ลงตัว เลยทำให้การแต่งตั้งเจ้าคณะภาคล่าช้ามา 4 ปี" ไม่มีผลอีกต่อไป ถึงได้ยอมรับว่า "สมเด็จพระวันรัตท่านแสดงฤทธิ์ได้ยอดเยี่ยมก็คราวนี้แหละ" แล้วจะหาว่า "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ" ชมใครไม่เป็น

ถามด้วยว่า ทำไมโผเจ้าคณะภาคของธรรมยุตจึงมาเกี่ยวกับ "มหานิกาย" หมายถึงว่ามีผลต่อกันอย่างไร ?

คำตอบก็คือว่า อ๋อ คืองี้ แต่ก่อนมา เวลามีตำแหน่งเจ้าคณะภาค "ว่างลง" ก็จะมีการแต่งตั้งแทน "ทันที" เป็นรายตัว ก็ทำกันมานานตั้งแต่ พ.ศ.2505 ปรากฏว่า วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช) ภายใต้การปกครองของคณะรัฐประหาร (คสช) ได้ทำการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 หลายมาตรา หนึ่งในนั้นก็คือ มาตราที่ 10 ให้แก้ไขเป็นมาตราที่ 20/2 มีข้อความใหม่ว่า "การแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาค หากมีพระราชดำริเป็นประการใด ให้ดำเนินการไปตามพระราชดำรินั้น" สั้นๆ ง่ายๆ แต่มีความหมายลึกล้ำ ส่งผลให้ตำแหน่งเจ้าคณะภาคที่ว่างลงตั้งแต่นั้นมา "ต้องรอพระบรมราชโองการ" ครั้นรอนานๆ เข้า ก็เลยกลายเป็นว่า เจ้าคณะภาคทุกภาค ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย ว่างลงหมดสิ้น และยังไม่มีการแต่งตั้งใหม่มาจนบัดนี้

ทีนี้ว่า เมื่อว่างลงพร้อมกันหมดแล้ว ก็จึงมีการ "ทำโผบัญชีพร้อมกัน" แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งก็ปรากฏว่า "ไม่ผ่าน" มาสองรอบแล้ว ถ้ารอบสามไม่ผ่านก็อาจจะมีการ "เปลี่ยนกรรมการ มส." ชุดนี้ เพราะไม่มีฝีมือ อยู่ต่อไปก็ไลฟ์บอย

แต่ก็ดังว่า แม้ว่าจะต้องทำบัญชี "คู่กัน" กับมหานิกาย ฝ่ายธรรมยุตก็มีเจ้าคณะใหญ่แยกไปต่างหาก การทำบัญชีคู่ก็ต่างคนต่างทำ เพียงแต่ให้นำมาเข้า มส. พร้อมๆ กัน เหมือนโผพระราชาคณะในอดีต ที่ต่างฝ่ายต่างก็มีบัญชีของตนเอง แบบแยกนิกาย พอผ่าน มส. แล้ว จึงมีการรวมบัญชี เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ พร้อมๆ กัน ขืนต่างคนต่างทำต่างวาระกัน แล้วมีพระราชดำรัสถามว่า "อีกนิกายหนึ่งอยู่ไหน" แล้วจะตอบยังไง ใครตอบว่า "ขอเดชะ ยังไม่เสร็จ" ก็เสร็จนะซี

นี่ไง สาเหตุที่ว่า ทำไมโผเจ้าคณะภาคมหานิกายและธรรมยุต ถึงมาเกี่ยวข้องกันได้

และเมื่อมีข้อหาจากสำนักพุทธฯ ว่าสาเหตุแห่งความล่าช้า เพราะว่าธรรมยุตแบ่งอำนาจกันไม่เสร็จ วันนี้ สมเด็จพระวันรัต จึงปัดข้อกล่าวหาดังกล่าวทิ้ง โดยการ "โละ" หรือ "ล้างบาง" กรรมการมหาเถรสมาคมสายธรรมยุต มิให้ "ควบเก้าอี้" เป็นทั้งรัฐมนตรีและนายพล คือเป็นทั้งกรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค แต่ต่อนี้ไป ให้เหลือเพียง "กรรมการมหาเถรสมาคม" เพียงตำแหน่งเดียว หรือรักจะเป็นเจ้าคณะภาคก็เลือกเอา เด็ดขาดแฮะ เห็นยิ้มกริ่มเหมือนอาแป๊ะ แต่เวลาเอาจริงแล้ว สมเด็จจุณฑ์ท่านก็เด็ดขาดฉกาจฉกรรจ์

ภาษาพระเรียกการกระทำแบบนี้ว่า "ยก" ให้เจ้าคณะภาคซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมอยู่ในเวลานี้ "ขึ้นหิ้ง" เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค เพื่อเปิดทางให้มีการสรรหาเจ้าคณะภาคชุดใหม่ โดยที่กรรมการมหาเถรสมาคม (สายธรรมยุต) จะไม่ควบตำแหน่งอีกต่อไป

เล่นลักไก่ ไวแบบนี้ ฝ่ายมหานิกายก็งงซีครับ ท่านพระครู !

เพราะจู่ๆ สมเด็จจุณฑ์ ก็อาศัยกระแสติดโควิดติดเทอร์โบ ส่งเรื่องเข้า มส. แบบเงียบๆ พอเปิดมติออกมาก็ระเบิดเถิดเทิงใส่หน้า "มหานิกาย" ว่ามัวแต่เงื้อง่าไม่กล้าทำอะไร พริบตาเดียวธรรมยุตเขาล้ำหน้าไปไกลแล้ว ยิ่งกว่าเต่าเอาชนะกระต่าย

แต่ก็ยังมีเซียนพระตั้งข้อสังเกตว่า ลำพังสมเด็จพระวันรัต ไม่น่าจะเล่นท่ายากขนาดนี้ได้ คงต้องมี "ไฟเขียว" มาจากวัดราชบพิธ ของสมเด็จพระสังฆราชด้วย เรื่องจึงผ่านเหมือนยามหลับ

 



 

 

จากซ้ายไปขวา

1. สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) วัดเทพศิรินทราวาส

2. สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธ

3. พระธรรมไตรโลกาจารย์ (พูนศักดิ์ วรภทฺทโก) วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม

4. พระพรหมวิสุทธาจารย์ (มนตรี คณิสฺสโก) วัดเครือวัลย์

5. พระธรรมธัชมุนี (อมร ญาโณทโย) วัดปทุมวนาราม

6. พระธรรมบัณฑิต (อภิพล อภิพโล) วัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก

7. พระธรรมปาโมกข์ (สุนทร สุนทราโภ) วัดราชผาติการาม

8. พระธรรมกิตติเมธี (เกษม สญฺญโต) วัดราชาธิวาสวิหาร

 

ด้านบนนี้ คือกรรมการมหาเถรสมาคมฝ่ายธรรมยุต ซึ่งถูกยกขึ้นหิ้งตามมติมหาเถรสมาคม วันที่ 9 เมษายน ศกนี้

นี่ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ ให้การดำรงตำแหน่งของพระสังฆาธิการ "ระดับสูง" ไม่ซ้ำซ้อนเหมือนสมัยเก่า ซึ่งถูกครหาว่าหวงอำนาจบ้าง ไม่ทันโลกบ้าง ไม่กระจายอำนาจบ้าง ล่าสุด มส. ก็โดน "คุณนายสุจินต์กับสมุน" สุมหัวกันด่าออนไลน์ว่า "ไม่รู้พระธรรมวินัย" เสียเหลี่ยมกรรมการ มส. หมด

 

 


 

 

กรรมการ มส. ฝ่ายมหานิกาย ที่ยังคงมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะภาค (ควบ)

 

จากซ้ายไปขวา

1. พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) วัดปากน้ำ

2. พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) วัดปทุมคงคา

3. พระวิสุทธาธิบดี (เชิด จิตฺตคุตฺโต) วัดสุทัศนเทพวราราม

4. พระธรรมปริยัติโมลี (อาทร อินฺทปญฺโญ) วัดบพิตรพิมุข

5. พระธรรมรัตนดิลก (สมเกียรติ โกวิโท) วัดอรุณราชวราราม

 

กลับกัน ในฝ่ายของ "มหานิกาย" ภายหลังจาก "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" หรือสมเด็จช่วง ร่วงจากตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ก็ตกอยู่ในสภาพ "หัวขาด" ไม่มีผู้นำที่มีบารมีเหมือนสมเด็จวัดปากน้ำ ถึงแม้ปัจจุบัน สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดยานนาวา จะเป็นที่รับทราบกันว่า เป็นที่โปรดปรานของราชสำนัก แต่ก็เพิ่งจะเป็นสมเด็จทีหลัง คืออ่อนอาวุโส จึงไม่กล้าจะถวายคำแนะนำผู้อาวุโสกว่าได้ เพราะในวงการพระนั้น เรื่องอาวุโสถือเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น ฝ่ายมหานิกายจึงแทบจะ "ต่างคนต่างอยู่" เหมือนแพแตก ยิ่งอดีตกรรมการ มส. หลายรูป ยังต้องคดี ไม่มีโอกาสกลับมาครองผ้าเหลือง พระที่เหลือจะทำอะไรก็ต้องระมัดระวัง แบบว่าเอาตัวรอดเป็นยอดดี

สิ่งเหล่านี้ เป็นสาเหตุให้ฝ่ายมหานิกาย ไม่มีการตัดสินใจร่วมเป็นหนึ่งเดียว เหมือนคณะธรรมยุต ดังนั้น เมื่อธรรมยุตเล่นเกมเร็ว ชิงเสนอ "ยกกรรมการ มส. ธรรมยุต ขึ้นเป็นที่ปรึกษา" มหานิกายก็ได้แต่งง ทำอะไรไม่ถูก เหมือนโดนล็อกดาวน์

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อธรรมยุต "เดินนำ" จะกี่ก้าวก็ตาม มหานิกายจะยืนเท่ห์อยู่กับที่ไม่ได้แล้ว เพราะขามันติดกัน จากข้อครหาที่ว่า "ธรรมยุตแบ่งอำนาจกันยังไม่เสร็จ" ก็จะสวิงกลับมาหามหานิกายว่า "ยังแบ่งอำนาจกันไม่เสร็จ" รู้ถึงไหนก็อายถึงนั่น

ดังนั้น เชื่อว่า ภายในวันสองวันนี้ ต้องมีการเคลื่อนไหว ของพระมหาเถระฝ่ายมหานิกาย (เพื่อให้ทันการประชุมครั้งหน้า วันที่ 20 เมษา) ดำเนินการตามแบบที่คณะธรรมยุตได้ทำไปแล้ว คือ "ยกกรรมการมหาเถรสมาคมที่ยังคงมีตำแหน่งภาค ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค โดยทั่วหน้า" แบบว่ายินยอมพร้อมใจกันสละอำนาจ แม้ว่าจะไม่ค่อยเต็มใจก็ตาม ใครอิดออดก็อาจถูกสอยจากตำแหน่ง มส. ไปเลยก็เป็นได้ สมัยนี้ไม่มีปรานีรอลงอาญาอีกต่อไปแล้ว ไม่เชื่อก็ลองดู

ถามว่า ทำไม ฝ่ายธรรมยุต ถึงได้ชิงออกมติดังนี้มาก่อน เอาไว้ทำพร้อมๆ กันเลยทีเดียวไม่ได้หรือ มันต่างกันอย่างไร ?

ก็ขอตอบว่า โอ..ต่างกันเยอะเลยครับท่าน ถ้าทำการตั้งเจ้าคณะภาคก่อน แล้วค่อยตั้งอดีตเจ้าคณะภาคที่ไม่มีชื่อในภายหลัง แบบนี้เขาเรียกว่า "ปลด" แต่ถ้าตั้งเป็นที่ปรึกษาก่อนแล้วค่อยตั้งภาคในภายหลัง แบบนี้เขาเรียกว่า "ยก" ครับ "ยก" กับ "ปลด" มันต่างกันลิบลับ การตั้งหรือยกให้เป็นที่ปรึกษาก่อน จึงถือเป็นการ "ถวายเกียรติ" แก่อดีตเจ้าคณะภาค ซึ่งเป็นถึงกรรมการมหาเถรสมาคม จะต้องลงมติรับรองบัญชีเจ้าคณะภาคดังกล่าวอีกด้วย นี่แหละที่เรียกว่า บัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น ขนาดโดนปลดเห็นๆ ก็ยังยิ้ม เข้าตำรา น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย เสร็จโรงเรียนวัดบวรไปอีกหนึ่งเล่ม

 

นี่คือข่าวใหญ่ เป็นปรากฏการณ์สำคัญในวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา แม้ว่า สมเด็จพระสังฆราช จะทรงงดประชุม แม้ว่า สมเด็จพระวันรัต เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าของตำหนักเพ็ชร ซึ่งเป็นสถานที่ประชุม จะลาประชุม เพราะต้องกักตัวนาน 14 วัน ตามหลักการของแพทย์ เพราะไปงานทำบุญที่มีรัฐมนตรีติดโควิดเป็นเจ้าภาพ แต่วาระการประชุมของฝ่ายธรรมยุตในวันนี้ เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญที่สุดในรอบ 60 ปี นับตั้งแต่มี พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 เป็นต้นมา

9 เมษา วันธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา

ส่งผลกระทบมหานิกายอย่างรุนแรงเกิน 9 ริกเตอร์ และจะส่งผลต่อระเบียบการดำรงตำแหน่งกรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค ทั้งสองนิกาย ไปพร้อมกัน

นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คณะสงฆ์ไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

แต่จะเป็นอย่างไรก็ขอโปรด..รอชม

 

 

 

มส.ตั้ง 11 ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาคธรรมยุต

ที่ประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) มีมติเห็นชอบตามที่ สมเด็จพระวันรัต ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตเสนอ

เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. แถลงผลการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ว่า มส.เห็นชอบแต่งตั้งพระสังฆาธิการให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาคคณะธรรมยุต ตามที่สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร กรรมการ มส. ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต เสนอจำนวน 11 รูป ดังนี้

 

1. สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 1-2-3 และ 12-13 (ธรรมยุต)

 2. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 4-5-6-7 (ธรรมยุต)

3. พระพรหมวิสุทธาจารย์ วัดเครือวัลย์ ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 (ธรรมยุต)

4. พระธรรมไตรโลกาจารย์ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 1-2-3 และ 12-13 (ธรรมยุต)

5. พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 (ธรรมยุต)

6. พระธรรมบัณฑิต วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต)

7. พระธรรมปาโมกข์ วัดราชผาติการาม ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธรรมยุต)

8. พระธรรมกิตติเมธี วัดราชาธิวาสวิหาร ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธรรมยุต)

9. พระเทพวรคุณ วัดบรมนิวาส ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 8 (ธรรมยุต)

10. พระเทพปัญญามุนี วัดอาวุธวิกสิตาราม ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 (ธรรมยุต) และ

11. พระเทพวินยายาภรณ์ วัดพระมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช ให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธรรมยุต)

 

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 10 เมษายน 2564

 

 

เลื่อนสอบบาลี ครั้งที่ 2

เลื่อนอบรมและสอบพระอุปัชฌาย์

ปัญหาโควิดลามทุกวงการ

 

 

พระพรหมโมลี (สุชาติ) วัดปากน้ำ

แม่กองบาลี และเลขามหาคณิศร

เจ้าของงานสอบบาลีและอบรมพระอุปัชฌาย์

เจอโรคเลื่อนคราวเดียวกันสองปีซ้อน

 



 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 9 เมษายน 2564

 

 

สายพันธุ์อังกฤษพ่นพิษ

ปิดงานสงกรานต์ทั่วประเทศ

คณะรัฐมนตรีกักตัว 14 วัน หมดสิทธิ์พบประชาชน

สมเด็จพระวันรัตหมดสิทธิ์เข้าประชุม มส. พรุ่งนี้

ขืนเข้าก็คงไม่มีใครเข้าประชุมด้วย กลัว อิอิ !

 

 

ประเทศไทยเข้าใกล้โซนแดง แรงงานเถื่อน บ่อน บาร์ ผับ ฯลฯ กลายเป็นระเบิดกระจายโควิด ส่งผลพิษถึง "เศรษฐกิจ" ระดับรากหญ้า แบบว่าไม่ต้องทำมาหากินกันแล้ว ผู้มีอำนาจ คนมีสี คนมีกะตังค์ ใช้ชีวิตหรูหรา พอเกิดปัญหาก็ "สั่งล็อกดาวน์คนจน" หลังสงกรานต์อาจจะมีผู้เข้าร่วมม็อบมากขึ้น เพราะทุกคนหลังชนฝาแล้ว ไม่สู้ก็..ไม่รู้จะอยู่อย่างไร ระหว่าง "โควิด" กับ "บิ๊กตู่" ไม่รู้ใครจะอยู่ใครจะไปก่อนใคร

 

 

ผลไม้พิษของโควิด ยังลามมาถึง "มหาเถรสมาคม" เพราะสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ได้รับนิมนต์พร้อมกับพระสงฆ์รวม 9 รูป ไปฉลองศรัทธาในงานทำบุญ 13 ปี พรรคภูมิใจไทย ปรากฏว่าเลขาธิการพรรคติดโควิด แถมนั่งชิดกับหัวหน้าพรรค ทำบุญกันอุ่นหนาฝาคั่ง กลับจากงานต้องปิดกุฏิเงียบ นอนคลุมโปงท่องคาถา "สาธุ ขออย่าให้ติด" เพราะเห็นข่าวว่า สายพันธุ์ใหม่จากอังกฤษนั้น ทั้งติดไวและตายไว ไม่อยากเป็นสมเด็จองค์แรกที่ตายเพราะ..โควิด นี่ลุ้นกว่าตอนจะขึ้นเป็นสมเด็จเสียอีก ยุบหนอ พองหนอ ขอให้รอด

 


 

พรุ่งนี้ 9 เมษายน 2564 มีวาระการประชุมมหาเถรสมาคม (ล่วงหน้า) เพราะว่าวันที่ 10 นั้น เป็นวันเสาร์ เขาเลื่อนให้ประชุมวันศุกร์แทน และสถานที่ประชุมก็คือ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ของสมเด็จพระวันรัต อีกแล้วครับท่าน

งานนี้นอกจากเจ้าของสถานที่ จะไม่มาประชุมแล้ว ก็ยังไม่มาต้อนรับกรรมการมหาเถรสมาคมอีกด้วย (โกรธอะไรก็ไม่บอก อิอิ) เชื่อด้วยว่า สมเด็จพระสังฆราช ประธานมหาเถรสมาคม ก็น่าจะ "ทรงงดประชุม" ตามคำแนะนำของสานุศิษย์ เอาปลอดภัยไว้ก่อน เพราะช่วงนี้อันตราย ไว้ใจใครไม่ได้ โควิดมันมองไม่เห็นตัว แถมสายพันธุ์อังกฤษยังดุกว่าสายพันธุ์จีน สมเด็จพระสังฆราชก็ทรงมีอายุยืนถึง 90 กว่าปี นี่ยิ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มเสียงกลุ่มแรก ดังนั้น ขอทรงงดประชุมจะดีกว่า มีอะไรก็บัญชาการให้ "สมเด็จชิน" ไปประชุมแทนได้ ไหนๆ ใครก็ขนานนามสมเด็จชินว่า "สังฆราชน้อย" อยู่แล้ว สมเด็จชินพูดก็เหมือนสังฆราชตรัส ไม่มีใครกล้าถาม

 

 

"เซียนอยู่รู หมูอยู่ตึก" ยังคงใช้ได้กับสังคมไทยทุกสมัย เพราะแรกนั้น "ระเบิดลงวัดไตรมิตร" ซึ่งเป็นสถานที่เริ่มฉีดวัคซีนถวายพระสงฆ์ โดยสองสมเด็จ คือ สมเด็จสนิทและสมเด็จธงชัย ต่างเข้ารับวัคซีนเป็นอันดับต้นๆ ปรากฏว่า "พระครูวัดสัมพันธวงศ์" มารับวัคซีนที่วัดไตรมิตรด้วย กลับไปแล้ว ตกเช้าปรากฏว่า "นอนไม่ตื่น" มาจนป่านนี้

ข่าวนี้เล่นเอาลูกศิษย์วัดไตรมิตรใจคอไม่ดี กลัวว่าหลังพ่อใหญ่และหลวงพ่อรองจะอันตราย แต่ผ่านมา 7-8 วัน แล้ว ค่อยคลายใจ ต่อไปใครจะมาฉีดอะไรให้ ก็คงไม่ขอเป็นรายแรกแล้วล่ะ อันตราย

แต่แล้วสิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อสมเด็จพระวันรัต นำคณะสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหาร จำนวน 9 รูป ไปเจริญพระพุทธมนต์-เพล ในงานทำบุญฉลองครบ 13 พรรคภูมิใจไทย ในวันที่ 6 เมษายน คือเมื่อวานที่ผ่านมา หลังเลิกงาน ปรากฏข่าวว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ไปตรวจโควิด ผลเป็นบวก ก็แปลว่าติดเชื้อ สมเด็จพระวันรัต ได้ข่าวก็ฉันไม่ได้ นอนไม่หลับ กลัวจะติดเชื้อไปด้วย ต้องล็อกดาวน์ตัวเองนานถึง 14 วัน หมดสิทธิ์เข้าประชุม มส. ทั้งสองรอบ คือวันที่ 9 กับ 20 เมษา เพราะว่ายังอยู่ในช่วงกักตัว

จากวัดไตรมิตร ถึงวัดบวรนิเวศวิหาร ลามมาถึงมหาเถรสมาคม อาการก็ไม่ต่างไปจาก "รัฐบาลบิ๊กตู่" ที่คณะรัฐมนตรีต้องกักตัวกันเป็นแถวๆ เข้าประชุมไม่ได้ ไหนจะต้องลุ้นเป็นรายบุคคลว่าติดโควิดหรือเปล่า

งานนี้เหลือก็แต่ "วัดราชบพิธ" เพราะวัดนี้มีงานชุกที่สุด ทั้งงานในวัดและงานนอกวัด พลาดวันไหนมีสิทธิ์ "ดัง" ไปทั่วโลก อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มจฺจุโน ปทํ หวังว่าคงไม่การ์ดตกนะครับ ท่านสมเด็จชิน

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 8 เมษายน 2564

 


 

กักตัวสมเด็จวันรัต

ไปงานทำบุญพรรคภูมิใจไทย

ต้องงดประชุมมหาเถรสมาคมโดยปริยาย

ยังไม่รู้ผลว่าติดโควิดหรือไม่

ต้องกักตัวนาน 14 วัน รวมทั้งพระอันดับอีก 8 รูป

 

 

 

สมเด็จพระวันรัต กักตัว 14 วัน หลังเป็นประธานสงฆ์ทำบุญพรรคภูมิใจไทย

สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรฯ พร้อมพระสงฆ์อีก 8 รูป ที่ไปประกอบพิธีทำบุญที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กักตัวเองในกุฏิแล้ว หลังทราบผล "ศักดิ์สยาม" ติดโควิด

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่เมื่อวันที่  6 เม.ย. ที่ชั้น 5 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้จัดทำบุญพรรค ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 13 โดยมีแกนนำพรรค นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม และเลขาธิการพรรค รวมทั้งบรรดา ส.ส. และสมาชิกพรรคเข้าร่วม โดยมีสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พรหมคุตโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีพระสงฆ์จากวัดบวรฯ อีก 8 รูป ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในโอกาสดังกล่าวนั้น โดยหลังจากที่มีการเผยแพร่ทางสื่อมวลชนว่า นายศักดิ์สยาม ติดเชื้อโควิด-19 ทางพระสงฆ์วัดบวรฯ ที่มาประกอบพิธีดังกล่าว นำโดยสมเด็จพระวันรัต ได้ดำเนินการกักตัวเองภายในกุฏิเป็นเวลา 14 วัน และจะเข้ารับการตรวจหาเชื้อต่อไป

 

ภาพ : ข่าวสด  ข่าว : เดลินิวส์ : 7 เมษายน 2564


 

เงียบฉี่ !

ไม่มีเสียงตอบจากมหาเถรสมาคม

ไม่มีคำตอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

กรณี "แก๊งค์สุจินต์" สุมหัวด่ามหาเถร

ซึ่งสำนักพุทธฯ มีตำแหน่งเป็นเลขาฯมหาเถร

เก่งก็แต่จับเณรสึก

 



 

มหาเถรสมาคม

ภายใต้การนำของ..สมเด็จพระสังฆราชอัมพร วัดราชบพิธ
วันนี้ ถูกท้าทายด้วยกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเองว่าเป็นชาวพุทธพันธ์แท้

ภายใต้การนำของ..สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ซึ่งเป็นผู้หญิง

ไม่เคยบวช แต่เรียนพระอภิธรรม

เก่งกล้าถึงกล้าปรามาสมหาเถรสมาคม

ภายใต้การนำของสมเด็จพระสังฆราช

ว่าไม่มีความรู้ในทางพระธรรมวินัย

 

 

 

"เป็นผู้นำสงฆ์ แต่ไม่รู้ธรรมะ มีประโยชน์ไหม"

ถ้อยคำบาดใจของ..สุจินต์ บริหารวนเขตต์

 

 

ซ้าย : สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สุชิน) วัดราชบพิธ

เลขานุการสมเด็จระสังฆราช

ขวา : นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ

เลขาธิการมหาเถรสมาคม

 

สองตำแหน่งนี้ ถือว่ามีหน้าที่สนองงานสมเด็จพระสังฆราชและมหาเถรสมาคมโดยตรง แต่วันนี้มหาเถรสมาคม "ถูกท้าทาย" โดยกลุ่มบุคคลนอกมหาเถรสมาคม แต่อ้างตัวเองว่าเป็นชาวพุทธ มีความรู้ทางพระพุทธศาสนา "มากกว่า" มหาเถรสมาคม ถึงกับกล้าตราหน้า "มหาเถรสมาคม" ว่าไม่มีความรู้ในทางพระพุทธศาสนา จะจริงหรือไม่อย่างไร มหาเถรสมาคมก็ต้องออกมาแก้ไขให้ชัดเจน ไม่งั้นจะบานปลายให้ "แก๊งค์สุจินต์" ตีกินต่อไปเรื่อยๆ

 

 

 

ซ้าย : พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) วัดปากน้ำ

แม่กองบาลีสนามหลวง

ขวา : สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธ

แม่กองธรรมสนามหลวง

 

ตำแหน่งหลักในทางการศึกษาของสงฆ์ มีอยู่ 2 แผนก คือนักธรรมกับบาลี โดยนักธรรมนั้น ปัจจุบันมี "สมเด็จพระมหามุนีวงศ์" วัดราชบพิธ เป็นแม่กอง หรือเป็นรัฐมนตรีประจำกระทรวงแห่งนี้ ซึ่งระยะหลังมานี้ สมเด็จชินท่านก็ทุ่มเทด้านการศึกษานักธรรมให้กว้างไกล ถึงกับมีผู้เข้าสอบธรรมปีหนึ่ง "นับล้านๆ" แต่วันนี้กลับถูก "นางสุจินต์" ปรามาสว่า "มหาเถรสมาคม" ซึ่งสมเด็จชินเป็นเลขาสมเด็จพระสังฆราชอยู่ด้วยนั้น "ไม่มีความรู้ด้านพระธรรมวินัย" อ้าวแล้วที่เรียนนักธรรม-ธรรมศึกษา สอบกันไปเป็นล้านๆ ทุกปีนั้น พวกท่านเรียนอะไร ? ปัญหาธรรมะข้อนี้ "สมเด็จชิน" ต้องตอบให้กระจ่าง ไม่งั้นก็นิมนต์ "ลาออกจากตำแหน่ง" ก่อนโดนโห่ไล่ไม่รอลงอาญานะ จะบอกให้

อีกตำแหน่งหนึ่งซึ่งถือว่าสำคัญสูงสุด คือ แม่กองบาลีสนามหลวง ปัจจุบันนี้มี "พระพรหมมุนี-สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.9" วัดปากน้ำ เป็นแม่กอง ซึ่งเพิ่งจะประกาศ "ผลสอบบาลี ปี 64" ไปหยกๆ มีพระเณรสอบได้ ป.ธ.9 มากมาย ขนานนามว่า "พระเณรสมองเพชร" เป็นที่ปลื้มอกปลื้มใจพุทธศาสนิกชนที่สนับสนุนการศึกษาสงฆ์ ยิ่งปีนี้ "สำนักพระราชวัง" พระราชทานภัตตาหารหวานคาว รวมทั้งดินสอปากกา สร้างกำลังใจให้พระเณรอย่างดีเยี่ยม ยุคทองของภาษาบาลีอาจจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.10 ที่ทรงมีพระราชปณิธาน "สืบสาน-ต่อยอด" จากพระราชดำริของพระราชบิดา ในหลวงภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

การศึกษาภาษาบาลีนั้น ถือได้ว่าเป็นการศึกษาถึง "รากเหง้า" ของพระพุทธศาสนา เพราะพระไตรปิฎกอันเป็นแหล่งบันทึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนานั้น ดั้งเดิมที่สุดท่านบันทึกเป็น "ภาษาบาลี" ซึ่งแปลว่า ภาษาที่รักษาไว้ซึ่งพระพุทธวจนะ บรรดาพระมหาเปรียญที่เรียนบาลีผ่าน ป.ธ.3 ขึ้นไป จึงถือว่ามีความรู้ความเข้าใจในพระไตรปิฎก อันเป็นแหล่งรวมพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา ได้อย่างแตกฉานที่สุด คนไทยตั้งแต่สมัยโบราณก็เชื่อกันว่า "มหาเปรียญคือผู้รู้พระธรรมวินัยแตกฉานที่สุด" แต่วันนี้ ภาษาบาลี กลับถูกนางสุจินต์และพวก ตราหน้าว่า "ไม่รู้พระธรรมวินัย" ไม่ออกมาตอบโต้ก็รับรองว่า "เสียเหลี่ยมนักเลงสุพรรณหมด" นะครับ ท่านสุชาติ เผลอๆ จะต้อง "คืนพัดยศ" แก่สำนักพระราชวังด้วยล่ะ

ทั้งสมเด็จสุชินและรองสมเด็จสุชาติ ก็มีตำแหน่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม คือร่วมรัฐบาลคณะสงฆ์ของสมเด็จพระสังฆราชอัมพร อยู่ด้วย ถือว่ามีอำนาจหน้าที่ด้านการศึกษาโดยตรง จะบิดพลิ้วไม่ออกมาแสดงความเห็นในกรณีนี้นั้นหาได้ไม่ ไม่งั้นพวกท่าน ก็ไม่ควรอยู่ในตำแหน่งอีกต่อไป โดนพระเณรทั้งประเทศโห่ไล่แน่

 

 

 

ซ้าย : พระเทพวัชรบัณฑิต (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) วัดปากน้ำ

อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร.

ขวา : พระราชปฎิภาณโกศล (สมคิด จินฺตามโย) วัดราชบพิธ

อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร.

 

น้ำลาย "นางสุจินต์" ยังกระเด็นไกลไปถึง "สองมหาวิทยาลัยสงฆ์" คือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งแห่งแรกนั้นเป็นของมหานิกาย ปัจจุบันมี "พระเทพวัชรบัณฑิต : ศ.ดร.สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ ป.ธ.9" วัดปากน้ำ เป็นอธิการบดี ทั้งนี้ เจ้าคุณสมจินต์เพิ่งจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดฯ เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น "ชั้นเทพ" เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นกรณีพิเศษ ย่อมจะการันตีถึงความรู้ความสามารถในทางพระธรรมวินัย คงไม่แพ้แก่สตรีที่ชื่อ "สุจินต์"

วันนี้ ถือว่านาทีสำคัญมาถึงแล้ว พระเทพวัชรบัณฑิต ซึ่งแปลว่า นักปราชญ์ระดับเพชรขั้นเทพ จะเป็นขั้นเทพเป็นเพชรเม็ดงามจริงหรือไม่ สมค่าสมราคากับการที่พระเจ้าอยู่หัว "ทรงมีพระราชศรัทธายกย่อง" จริงหรือไม่ เราก็จะได้เห็นกัน รอดูลีลา "มหาสมจินต์" แห่งสำนักวัดปากน้ำก็แล้วกัน ว่าจะสมราคาคุยไหม ไม่งั้นคงต้อง "กลับบุรีรัมย์" บ้านเก่า

 

 

ส่วนมหามกุฎราชวิทยาลัยนั้น ปัจจุบันมี "พระราชปฎิภาณโกศล : ผศ.ดร.สมคิด จินฺตามโย ป.ธ.5" วัดราชบพิธ ศิษย์ก้นกุฏิของสมเด็จพระสังฆราช เป็นอธิการบดี

มหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.) นั้น เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ของคณะธรรมยุต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้ตั้งขึ้นมา "เพื่อการศึกษาระดับสูงของคณะธรรมยุต" แต่วันนี้ คณะธรรมยุตกลับถูกปรามาส โดยทีมงานนางสุจินต์ ก็ต้องนิมนต์ "หัวหน้าฝ่ายการศึกษาของคณะธรรมยุต" ซึ่งก็คือ อธิการบดี มมร. นามว่า "ดร.พระมหาสมคิด" ออกมาตอบโต้ แบบว่า "ไว้ลาย" หน่อย อย่าปล่อยให้นางสุจินต์ตีกินแบบว่า "ตีหัวเข้าบ้าน" มันจะอับอายไปถึง "วงศ์ธรรมยุต" ของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์ปฐมผู้ก่อตั้งธรรมยุติกนิกาย และเป็นปฐมเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศอีกด้วย

 

 

ถ้าบุคคลที่เอ่ยนามมาเหล่านี้ ไม่มีใครออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีนี้ ก็ถือว่า หมดสิ้น หมดท่าจริงๆ มหาเถรสมาคมของพระสังฆราชอัมพร กลายเป็น "ลูกไล่" ให้นางสุจินต์ "สุมหัวด่า" ว่าไม่มีความรู้ทางพระธรรมวินัย นั่นหมายถึงว่า ถ้าใครเชื่อนางสุจินต์ ก็จะนับถือนางเป็น "สังฆราช" แห่งพระพุทธศาสนา "นิกายผ้าลาย" ไปอีกด้วย

และเมื่อนั้น นางสุจินต์ ก็จะนุ่งผ้าถุงผ้าลายกรีดกรายมากระทบสบงพระสงฆ์ ในเมื่อวันนี้ นางแต่งองค์ทรงเครื่องยังกะดารา ยังกล้า "ตราหน้า" มหาเถรสมาคม ของสมเด็จพระสังฆราชอัมพร ว่าอ่อนด้อยในพระธรรมวินัย แล้วต่อไปจะเหลืออะไร จริงไหมครับท่านพระครู

ขอย้ำด้วยว่า ในบรรดาพระที่มีอำนาจหน้าที่ในด้านการบริหารกิจการคณะสงฆ์ยุคปัจจุบันนั้น "วัดราชบพิธ" ถือครองตำแหน่งไว้มากที่สุด นับตั้งแต่

สมเด็จพระสังฆราช (อัมพรมหาเถร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธ ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช องค์พระประมุขของคณะสงฆ์ไทย และเป็นประธานมหาเถรสมาคม

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธ ดำรงตำแหน่งมากมาย อาทิเช่น

1. เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเทียบได้กับ "เลขาธิการมหาเถรสมาคมฝ่ายบรรพชิต" อีกตำแหน่งหนึ่ง เพราะงานในด้านมหาเถรสมาคม สมเด็จพระสังฆราชจะทรงมีพระบัญชาผ่านสมเด็จชิน

2. แม่กองธรรมสนามหลวง ซึ่งบริหารการศึกษาในด้าน "ธรรมะ" ของคณะสงฆ์ไทยทั่วประเทศ

พระราชปฎิภาณโกศล (สมคิด จินฺตามโย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร) อันถือว่าเป็นระดับอุดมศึกษาของคณะสงฆ์ไทยอีกด้วย

ก็เรียกว่า ตำแหน่งสำคัญๆ ของคณะสงฆ์ไทย ทั้งด้านการบริหารการปกครองและการศึกษา ล้วนแต่กระจุกอยู่ใน "วัดราชบพิธ" เกินครึ่ง ของวัดต่างๆ ร่วมๆ 40,000 วัด และบรรดาพระสงฆ์สามเณรกว่า 300,000 รูป

วัดราชบพิธ จึงเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นทำเนียบรัฐบาลของคณะสงฆ์ เพราะองค์สมเด็จพระสังฆราช สถิต อยู่ที่นั่น

ดังนั้น คำปรามาสของนางสุจินต์และพวก จึงถือว่ากระทบวัดราชบพิธโดยตรง พระสงฆ์วัดราชบพิธ ในฐานะ "หัวหน้าคณะสงฆ์ไทย" จึงต้องออกมาแสดงความเป็นผู้นำให้ชัดเจน

ต้องปกป้องพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ไทย อย่าให้ถูกแก๊งค์นางสุจินต์ กล่าวร้ายแต่ฝ่ายเดียว

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 6 เมษายน 2564

 


 

แก๊งค์สุจินต์สุมหัวด่ามหาเถร

สร้างวาทกรรมอันตราย

"เป็นผู้นำสงฆ์ แต่ไม่รู้ธรรมะ มีประโยชน์ไหม"

หมายถึงใครเอ่ย ในมหาเถรสมาคม

หวังว่าคงไม่ใช่ "พระสังฆราช" นะครับ ท่านสมเด็จชิน

 

 

อา..มาแล้วฮ่ะ รายการ "ยำใหญ่มหาเถรสมาคม" โดยชมรม "คนผ้าลาย" ทั้งหญิงทั้งชาย ที่อ้างตัวเองว่า "เป็นชาวพุทธพันธุ์แท้" ทั้งที่ไม่เคยบวชและเคยบวช จนเรียนจบ ป.ธ.9 เข้ารับพัดจากในหลวงถึงในวังมาแล้ว พอได้ใส่ผ้าลายก็ออกลาย "หันมาด่าผ้าเหลือง" ว่าโง่งมงาย-ไร้ความรู้ความความเข้าใจในพระธรรมวินัย (โดยเฉพาะวิชาพระอภิธรรมซึ่งเรียนไปจากวัด)

 

 


 

แรกนั้นแก๊งค์นี้ก็เล่นประปรายเป็นรายบุคคล เช่น พระเณรเล่นเกม เรียนทางโลก ถูกถลกผ้าเหลืองแบบตัวต่อตัว ฮือฮาก็ตอนขายมุก "พระอานนท์ไม่ได้เรียนจบด๊อกเตอร์" ซึ่งยังไม่รู้ว่าบัดนี้ นางสุจินต์มาณวิกา ได้เอาปริญญา "ด๊อกเตอร์" ของสองมหาวิทยาลัยสงฆ์ไปคืนหรือยัง หรือจะรอให้ทางมหาวิทยาลัยสงฆ์ "ยึดคืน" ถ้าไม่ยึดก็แสดงว่าสองมหาวิทยาลัยสงฆ์เหล่านี้ กระจอกจริงๆ เขากินบนเรือนขี้บนหลังคา ยังเมตตาดมขี้อยู่อีก

 

 

คำปั่น อักษรวิลัย - จรัญ ภักดีธนากุล

สองอัครสาวกของสุจินต์

 

เป็นเหตุบังเอิญที่คนไทยเขาเรียกว่า "ฝนตกขี้หมูไหล" ให้คนจัญไรได้มารวมตัวกัน นั่นคือ จรัญ ภักดีธนากุล ซึ่งเป็นถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านงานด้านกฎหมายมาแบบที่เรียกว่า "หาตัวจับยาก" แต่พอจะเข้ามาทางธรรมบ้าง กลายเป็นคนปัญญาอ่อน พูดจาเอ๋ออ๋า ไม่ฉะฉานเหมือนตอนถือค้อนอยู่บนบัลลังก์ผู้พิพากษา ถ้าประเทศไทยจะมีปัญหาเกี่ยวกับ "รัฐธรรมนูญ" ก็อย่าแปลกใจ เพราะมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ชื่อ "จรัญ" นั่งอยู่ด้วยไง และต่อไป ถ้าปัญหารัฐธรรมนูญจะลามมาถึง "พระพุทธศาสนา" ก็อย่าแปลกใจอีก เพราะ "จรัญ" ได้เข้าไปนั่งเป็นสาวกของ "นางสุจินต์มาณวิกา" ยอมดมตูดนางสุจินต์ถึงกับยกก้น "ท่านอาจารย์พูดถูกกว่าพระ" ทั้งๆ ที่นังคนนี้ไม่เคยบวชและคงไม่มีสิทธิ์บวชในเมืองไทย

สาเหตุแห่งความหลงใหลก็มิใช่อื่นใด แค่หลงวาทกรรม ที่นังคนนี้ท่องให้ฟัง "คำของพระพุทธองค์-พุทธประสงค์" ซึ่งก็คือ ตีเนียนเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง ถ้าถึงขั้น "รู้ใจของพระพุทธเจ้า" ก็คงมีภูมิไม่ต่ำไปกว่าพระพุทธเจ้า แต่ในทางพระวินัยท่านถือว่าเป็น "อุตริมนุสสธรรม" ถ้าพระภิกษุอวดอ้างก็ปาราชิก ถ้าไม่ได้บวชพระแล้วอวดอ้าง ก็ต้องเรียกว่า "บ้า" หรือมิจฉาทิฐิ

แค่นี้จรัญก็ไม่แจ้ง แต่กลับแพ้ทางนางสุจินต์ หมดลายตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหมด

 

 

 

ล่าสุด จรัญก็สามารถดึงบุคลาการทางด้านกฎหมายให้เข้ามาร่วมทีม "ทำลายพระสงฆ์" ได้อีกคนหนึ่ง หล่อนมีชื่อว่า "จริยา เจียมวิจิตร" มีดีกรีเป็นถึงกรรมการกฤษฎีกา พอขึ้นเวทีปุ๊ป คุณนายจริยา ก็ยกปัญหาทางด้านกฎหมายยิงเข้าตามหาเถรสมาคมทันที พิพากษาว่า "มหาเถรสมาคมไม่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองมีหน้าที่ คือรักษาพระธรรมวินัย ฯลฯ" นี่ถ้านังสุจินต์ตายก็คงตาหลับ เพราะได้ทายาทพันธุ์เดียวกันมาแทนแล้ว

 

 

พอจริยาเขี่ยลูกปุ๊ป สุจินต์มาณวิกา ก็เตะตามน้ำที่เรียกว่า "วอลเล่ย์บอล" อัดกำแพงวัดราชบพิธอย่างจังว่า "ถ้ามีผู้ไม่รู้ธรรมะ แต่เรียกว่าเถรสมาคม จะมีประโยชน์ไหม ในเมื่อไม่รู้ธรรมะเลย ว่าถูกอย่างไร ผิดอย่างไร ฯลฯ" ซึ่งไม่ทราบว่า พระวัดราชบพิธ ซึ่งเจ้าอาวาสเป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคม และผู้ช่วยเจ้าอาวาส เป็นเลขามหาเถรสมาคม จะได้ยินหรือไม่ และเมื่อได้ยินแล้วจะรู้สึกอย่างไร ?

 

 

"ท่านที่เข้าใจพระธรรมวินัย ท่านจะกระทำทุกอย่าง ทุกวิถีทาง เพื่อธำรงไว้ซึ่งพระสัทธรรม"

เป็นอีกวาทกรรมหนึ่ง ของอดีตมหา ป.9 นามว่า "ปั่น อักษรวิลัย" ซึ่งสอบได้ในปี พ.ศ.2544 ในนามสำนักเรียนวัดกาญจนสิงหาสน์ กรุงเทพมหานคร

ตอนสอบได้ ป.9 นั่น คำปั่นยังเป็นสามเณร ก็ถือว่าเป็นสามเณรนาคหลวง แต่พอบวชพระที่วัดพระแก้วได้ไม่นาน กิเลสตัณหามันเยอะจนทนไม่ไหว สุดท้าย อดีตเณรนาคหลวงผู้อัจฉริยะก็พ่ายแพ้แก่กิเลส ได้ตัดสินใจ "ลาสิกขา" กลายเป็น "ทิดคำปั่น" ไปในที่สุด ซึ่งการลาสิกขานี้ มีพระบาลีที่ "คำปั่น" เคยท่องจำงูๆ ปลาๆ มาจนติดใจว่า "หีนาย สํวฏฺฏติ" แปลว่า เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว ซึ่งก็คือ การมีเพศภาวะอัน "ต่ำ" กว่าภิกขุภาวะ อันมีผ้ากาสาวพัสตร์เป็นสัญลักษณ์

ครั้นผ้าเหลืองหลุด ได้นุ่งห่มผ้าลายและลิ้มรสหวานรสเปรี้ยวแล้ว ไอ้ทิดคำปั่น จึงเพิ่งจะเห็น "ความเก่ง ความเคร่ง" ของตน ว่าเก่งกว่า เคร่งกว่า พระสงฆ์สามเณรที่ยังอยู่ในวัด แต่จะกลับไปขึ้นธรรมาสน์เทศน์อีกก็ไม่ได้แล้ว ไม่มีใครยอมรับแล้ว สุดท้ายจึงหันไปขึ้นเวทีของนางสุจินต์มาณวิกา คอยแปลบาลีให้นางสุจินต์ซึ่งไม่มีความรู้ภาษาบาลี ท่องจำแต่อภิธรรมงูๆ ปลาๆ มาเช่นกัน พอได้คำแปลจากไอ้ทิดปั่นแล้ว นางก็แปลงสำนวนด่าพระสงฆ์องค์เณรทั้งแผ่นดิน ไม่เว้นแม้แต่สังฆราช ซึ่งเป็นประธานมหาเถรสมาคม

ก็เลยเศร้าใจว่า โอ้หนอ ที่บูรพมหากษัตริย์ บูรพาจารย์ ท่านสู้อุตส่าห์สืบนำเอาพระพุทธศาสนา คือพระไตรปิฎก มาจากศรีลังกา แล้วส่งเสริมให้ชาวพุทธรุ่นหลังได้ศึกษาเล่าเรียน เพื่อเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติ แต่กลับกลายเป็นว่า มีลูกทรพีที่ชื่อ "คำปั่น" เรียนรู้แล้ว น่าจะเอาความรู้นั้นมาพัฒนาปรับปรุง "บ้านพ่อบ้านแม่" ร่วมเรียงเคียงไหล่กับพี่ๆ น้องๆ ที่เคยกินข้าวหม้อเดียวกันมา แต่ว่า "คำปั่น" กลับทรยศ ตัวเองปฏิบัติไม่ได้ยังไม่พอ พอออกนอกวัดไปก็หาเลศทำลายวัดวาอาราม ด้วยการไปสนับสนุนนางสุจินต์ ซึ่งไม่เคยบวชเรียน กล่าวร้ายทำลายวัดวาอารามพระสงฆ์องค์เณร ด้วยวาทกรรมดังกล่าว

ก็ถ้ามึงเก่ง มึงเคร่ง กว่าพระเณรทั่วประเทศ แล้วมึงจะสละผ้าเหลืองไปทำไม ไอ้ปั่น ?

ถ้าแน่จริง มึงก็นั่งกรรมฐานให้ตัวลอยได้ ให้เห็นกับตาสิ รับรองว่าพระเณรไทยทั่วประเทศจะกราบมึงแม้จะอยู่ในผ้าลายก็ตาม

แต่ถ้าทำไม่ได้ แล้วไปสำรากออกมาเยี่ยงนี้ นี่มันสันดานประเภทไหน ?

เสียดาย ทำเนียบเณรนาคหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีชื่อ "สามเณรคำปั่น" อยู่กับเขาด้วย

เสียดาย วงการมหาเปรียญ ที่เคยมีสมาชิกชื่อนี้ แต่วันนี้ คนๆ นี้ กลายเป็น "คนเลว" สมชื่อแล้ว

ความจริงแล้ว การลาสิกขา ถือว่าเป็นการยอมรับใน "ความพ่ายแพ้" ว่าตนเองไม่สามารถจะปฏิบัติตามศีลสิกขาบทของพระภิกษุสงฆ์ได้ จึงขอ "คืนสิกขา" แล้วลดตนเองลงเป็นอุบาสก รักษาเพียงศีลห้า ดังนั้น ผู้ที่ลาสิกขาออกไปจึงมิใช่คนเลวดังสำนวนบาลีที่แปลกัน

แต่คนที่ทนอยู่เป็นพระไม่ได้ ลาสิกขาออกไป แต่กลับหันหลังมาด่าพระเณรที่เขายังอยู่ในผ้าเหลืองได้นั่นแหละ ประเภทไอ้ปั่นนี่ คำว่าเลวยังน้อยไป น่าจะเรียกว่า "สารเลว" เสียมากกว่า

ก็ไม่รู้ว่าพ่อแม่ครูอาจารย์มันสอนสั่งไว้อย่างไร ทำไมมันกลายพันธุ์ไปเยี่ยงนี้

ต่อไปนี้ วงการบาลี ก็อาจจะต้องมีการ "คัดคน" ดูนิสัยสันดานว่าซื่อสัตย์ซื่อตรงหรือเปล่า ประเภท "ไอ้ปั่น" คนนี้ อย่าเอามาเลี้ยง อย่าเอามาให้เรียน เปลืองข้าวสุกเสียเปล่าเลี้ยงหมายังดีกว่าเลี้ยงไอ้ปั่น

นางสุจินต์ จะมีมิจฉาทิฐิต่อพระสงฆ์องค์เณรอย่างไร นั่นไม่แปลก รวมทั้งนายจรัญ และนางจริยา นั่นด้วย เพราะคนเหล่านี้เป็นคนนอก ย่อมจะมองวัดวาอารามมาจากข้างนอก

แต่สำหรับ "ไอ้ทิดปั่น" คนนี้ มันเป็นคนในที่เหลวไหล ดังนั้น มันต้องพูดกันแรงหน่อย จะตัดญาติขาดมิตรก็ไม่แคร์ เพราะมึงกินข้าววัดมาจนโต ตอนบวชนั่นมึงก็ไม่รู้จักสวรรค์นิพพานอะไรกับเขาหรอก ที่เรียนบาลีจนจบ ป.9 แถมได้เป็นเณรนาคหลวงด้วยนั้น ก็ไม่ได้มุ่งสวรรค์นิพพานอะไร

มันก็เรียนเอาขั้นเอายศกันทั้งสิ้น

มึงจึงไม่ได้ดีหรือวิเศษไปกว่าใคร ?

แน่นอนว่า การศึกษาจากตำรับตำราทุกประเภท ถือว่าเป็นการศึกษาวิชาการ ที่เรียกว่า ภาคปริยัติ และการปริยัติก็เป็นรากฐานของการปฏิบัติอย่างสำคัญ เพราะไม่งั้น เกิดไปนั่งหลับตาแล้วเห็นอะไรขึ้นมา ก็จะเข้าใจว่าเป็นพระนิพพาน แถมยังจะประกาศตัวเอง "เป็นศาสดา" อีกต่างหาก ดูอย่างปัญหาธรรมกายที่ร้ายแรงอยู่ทุกวันนี้ไง มิใช่เพราะไม่ให้ความสำคัญแก่ปริยัติดอกหรือ ?

การจะปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมหรือไม่นั้น มันขึ้นกับ "วาสนา" ของแต่ละผู้คน บางคนได้บรรลุธรรมก่อนบวช บางคนบวชแล้วจึงได้บรรลุ บางคนบวชก็ไม่ได้บรรลุ สึกก็ไม่ได้บรรลุ เรื่องเหล่านี้มีมาแต่สมัยพุทธกาล ศีลสิกขาบทจำนวนพันๆ ข้อ ก็บัญญัติขึ้นในสมัยพุทธกาล ความเคร่ง-ความหย่อนยาน จึงมีมาแต่สมัยพระพุทธเจ้า ถ้าจะว่าพระสงฆ์องค์เณรไทยสมัยนี้ "หย่อนยาน" ก็หย่อนยานมาแต่สมัยพุทธเจ้าแล้ว ไม่งั้นจะมีพระพุทธบัญญัติเป็นศีลทั้งของพระภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี นับพันๆ ข้อได้อย่างไร

ที่มันค้างคาใจกว่าคือว่า เวลานี้ พวกมึง นุ่งผ้าลาย สุมหัวกันอยู่ในมูลนิธิของนังสุจินต์ วันๆ เอาแต่นินทาด่าพระ จะออกกฎหมายบังคับพระให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คิดหรือว่าจะทำสำเร็จด้วยวิธีการดังกล่าว

สุจินต์เรียนถึงอภิธรรม จรัญก็เป็นถึงตุลาการรัฐธรรมนูญ จริยาก็เป็นถึงกฤษฎีกา แถมไอ้ปั่นก็เป็นถึงเณรนาคหลวง ไม่น่าโง่ถึงขนาดจะแก้ไขปัญหาพระพุทธศาสนาด้วยวิธีการโง่ๆ ดังที่เห็น

ถ้าทำได้ พวกคุณก็เก่งกว่าพระพุทธเจ้า ?

คือสามารถประกาศตัวเป็น "ศาสดา" เหมือนนายกุศล หมีเทศ ที่นุ่งผ้าขาว ประกาศตัวเองเป็นพระอาริยเมตไตรยไปแล้วนั่นแหละ

 

 

กดที่ภาพเพื่อฟัง "อนัตตาลัดชุ่ย" ของนังสุจินต์

 

แต่ความจริงแล้ว ในสังคมสงฆ์ไทย ก็ยังมีพระที่มีสติปัญญาฉลาดสามารถ ตามพระพุทธประสงค์ที่ว่า "สามารถปรับปวาทที่เกิดขึ้นได้" หมายถึงว่า สามารถตอบโต้คำกล่าวร้ายต่อพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์องค์เณรได้ เช่น พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัศน์ ป.ธ.9 วัดชนะสงคราม หรือ ท่านหลวงปู่พุทธสาวก ซึ่งได้ออกมา "ปรับปวาท" ของนังสุจินต์ว่าเป็นประเภท "อนัตตาลัดชุ่ย" เป็นความเห็นผิด ซึ่งก็คือ มิจฉาทิฐิ

เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข

มิใช่ปล่อยไป จนมอมเมาเยาวชนให้หลงไป จะร้ายแรงกว่าธรรมกาย

เสียดายว่า บุคคลากรดีๆ มีความรู้ความสามารถในทางพระศาสนานั้น กลับไม่ได้รับการยกย่องจากมหาเถรสมาคมและราชสำนัก ที่ตั้งๆ กันรายวัน ก็ไม่เห็นจะออกมา "ต่อสู้" เพื่อพระพุทธศาสนาและวงการสงฆ์ แม้แต่กรรมการมหาเถรสมาคมเอง วันนี้ ถูกนางสุจินต์ "สุมหัว" ตั้งวงด่าตั้งแต่เณรยันสังฆราช ก็หามีใครออกมาปกป้องด้วยวิธีอันชาญฉลาดแต่อย่างใดไม่ ที่ออกมาก็ล้วนแต่เป็นพระ "นอกทำเนียบ" ดังที่เห็น

มันก็คงจะเป็นเวรกรรมของพระศาสนา ดังคำกล่าวที่ว่า "หรือว่าสถาบันจะหมดบุญ"

อย่าลืมด้วยว่า แม้ว่า "จรัญ-จริยา" จะไม่มีความรู้ทางพระพุทธศาสนา แต่เขามีอำนาจในทางกฎหมาย สามารถจะผลักดันให้รัฐบาลออกกฎหมายมาปกครองสงฆ์ได้ เพราะในโลกยุคปัจจุบัน พระเณรเรามิได้มีเฉพาะพระธรรมวินัยเท่านั้นที่กำกับบังคับอยู่ แต่ยังมีกฎหมายอีกมากมาย ซึ่งบางอย่างก็อันตราย ถึงกับจะทำให้พระเณรสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย

ต้องคิดหาทางแก้ไขทั้งภายในและภายนอก

ภายในก็คือ องค์กรสงฆ์ ควรจะมีการปฏิรูปอย่างเป็นจริงเป็นจัง ส่วนภายนอกนั้น ก็ต้องมีผู้คอยแก้ไขข้อมูลข่าวสารให้แก่วงการสงฆ์ มิใช่ปล่อยให้มีผู้กล่าวร้ายอยู่ฝ่ายเดียวจนลุกลามบานปลาย ดังที่เห็น เพราะข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว ถือว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องในทางสารสนเทศ ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากระบบศาล ถ้าท่านไม่โต้แย้งด้วยข้อมูลและเหตุผลอันชอบธรรม ก็เท่ากับยอมรับ..โดยสมัครใจ

หาไม่ พระพุทธศาสนาในประเทศไทย ก็นับวัน..อันตรธาน

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 4 เมษายน 2564


 

ฟ้าประทาน

มส.เห็นชอบให้..สมเด็จพระมหาธีราจารย์

ย้ายไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ท่าเตียน

พระอารามหลวงอันดับหนึ่งของประเทศไทย

 

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์

(ปสฤทธิ์ เขมงฺกโร)

เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

 

ข่าววงการสงฆ์รายงานว่า ในการประชุมมหาเถรสมาคม วันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา มีวาระสำคัญ คือ การเสนอชื่อเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม รูปใหม่ แทนพระธรรมรัตนากร (สีนวล ปญฺญาวชิโร) ซึ่งเพิ่งจะมรณภาพลงไปเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา และถือว่าเป็นข่าวใหญ่ในวงการสงฆ์ เพราะวัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุพนนั้น เป็นพระอารามหลวงอันดับหนึ่งของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า เมื่อหลวงพ่อสีนวลได้ถึงแก่มรณภาพลงไปนั้น มีการตั้ง "พระราชธรรมสุนทร-ทองใบ ปุณฺโณภาโส" ซึ่งมีพรรษายุกาลสูงถึง 91 ปี ให้ขึ้นเป็นรักษาการเจ้าอาวาสชั่วคราว ในขณะที่ภายในวัดโพธิ์ก็ไม่มีพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์สูงกว่านั้น โดยล่าสุดนั้น พระราชธรรมสุนทร ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯ เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น "พระเทพวชิรโมลี" ทั้งนี้เป็นที่คาดหมายกันว่า การได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ดังกล่าว คงจะเพื่อรองรับกับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิ์อย่างเต็มตัวในโอกาสต่อไป

แต่วันนี้ มีข่าวว่า มหาเถรสมาคม ได้พิจารณาโยกย้าย "สมเด็จพระมหาธีราจารย์-ปสฤษธิ์ เขมงฺกโร" เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน ซึ่งถือว่าเป็นการเซอร์ไพรซ์ในวงการสงฆ์อย่างยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี ในกระบวนการ "แต่งตั้ง-โยกย้าย" พระสังฆาธิการระดับสูง ตั้งแต่เจ้าคณะจังหวัด (รวมทั้งรองจังหวัด) เจ้าคณะภาค (รวมทั้งรองภาค) เจ้าคณะหน กรรมการ มส. และเจ้าอาวาสพระอารามหลวงต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั้น พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ได้รับการแก้ไขใหม่ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ให้การแต่งตั้ง "เป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์"

ต่อมาในวันที่ 25 กรกฎาคม 2563 มหาเถรสมาคม ก็ได้ลงมติ "แก้ไขปรับปรุง" กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 อันเกี่ยวกับการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับ พรบ.คณะสงฆ์ ที่ได้แก้ไขในวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 นั่นเอง ซึ่งหลังจากนั้นก็มีพระบรมราชโองการ "แต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง" เป็นอันดับแรก

และในวันนี้ก็มีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม อันใหญ่ไม่ด้อยกว่าเจ้าคณะใหญ่หนกลาง อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเมื่อเทียบเคียงในเนื้อหาของ พรบ.คณะสงฆ์ และกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 ซึ่งได้แก้ไขครั้งล่าสุดแล้ว ก็เห็นได้ชัดเจนว่า "เป็นพระบรมราชโองการโดยสมบูรณ์" มหาเถรสมาคมเป็นแต่เพียงผู้รับสนองพระบรมราชโองการเท่านั้น ดังนั้นจึงว่า "ฟ้าประทาน"

เมื่อวันนี้ มีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดโพธิ์เหมือนในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เรียกว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงว่าการกิจการพระศาสนาเอง โดยมหาเถรสมาคมเป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น ดังนั้น เมื่อมองไปในอีกหลายพระอารามหลวงทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น วัดสระเกศ วัดสามพระยา วัดโสธรวราราม ซึ่งยังไม่มีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการ มีเพียงรักษาการเท่านั้น ก็ทำให้เห็นว่า ไม่แน่ อาจจะมีกรณีที่เรียกว่า "เสือข้ามหวย" เหมือนสมเด็จพระมหาธีราจารย์ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ในวันนี้ก็เป็นได้ เพราะทุกอย่างอยู่ในพระราชอำนาจหมดแล้ว แบบนี้แหละที่โบราณว่า บุญวาสนานั้นแข่งขันกันไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง..ฟ้าประทาน

 

 

 

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช)

เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม

 

เซียนพระมองไปที่ "พระที่มีสมณศักดิ์และมีตำแหน่งใหญ่" อีกรูปหนึ่ง คือ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือเจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร ซึ่งเป็นทั้งสมเด็จและเป็นถึงเจ้าคณะใหญ่หนกลาง แต่มีตำแหน่งภายในวัดไตรมิตรเป็นแค่ "ผู้ช่วยเจ้าอาวาส" ดูยังไงก็ไม่สมกับฐานันดรศักดิ์และอำนาจอันใหญ่อันดับหนึ่งในวงการสงฆ์ไทย จึงเชื่อกันว่า สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี อาจจะมี "บิ๊กเซอร์ไพรซ์" ไม่ต่างจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์ในวันนี้ อาจจะแค่ดูทีว่าจะลงวัดไหนให้เหมาะสม เพราะก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า "จะไปครองภูเขาทอง" ข่าวนี้เล่นเอาเจ้าคุณสุรชัยหนาว

คณะสงฆ์ไทยนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หมดยุควิ่งเต้นเส้นสายแล้ว ไม่มีการวางทายาทไว้กินตำแหน่งเหมือนเคยเป็นอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ ก็ไม่มีบัญชีหรือโผเจ้าคุณสายโน้นสายนี้ และตำแหน่งในคณะสงฆ์ระดับสูง รวมทั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงทั่วไทย ก็จะเป็นแบบวัดโพธิ์ในวันนี้

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 31 มีนาคม 2564

 


 

เพิ่มโทษจำคุกพระพรหมสิทธิ

จาก 3 ปี เป็น 4 ปี

หรือจาก 36 เดือน เป็น 48 ดือน

 

 

 

พระพรหมสิทธิ : พระพรหมดิลก : พระพรหมเมธี

สามอดีต มส. ที่โดนพิษการเมืองเล่นงาน

 

อา..อวิชชาปัจจยา สังขารา สังขารปัจจยา ตัณหา ฯลฯ ว่ากันตามสถานการณ์แล้ว หมอดูวัดสระเกศก็ทำนายล่วงหน้าเอาไว้ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมศกนี้ เพราะมีคำพิพากษา "ศาลอุทธรณ์" ออกมา ให้จำคุก "พระพรหมดิลก" หรือเจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา เป็นเวลา 8 เดือน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น ศาลอุทธรณ์เช่นกัน ได้พิพากษา "ยกฟ้อง" พระพรหมดิลก ในคดีฟอกเงิน แต่กลับมาเอาผิดในข้อหา "สนับสนุนเจ้าพนักงานให้กระทำผิด" พระพรหมสิทธิหรือเจ้าคุณธงชัย อ่านสำนวนของเจ้าคุณเอื้อนแล้ว ก็ปลงอกปลงใจเอาไว้ได้เลย ไม่ตายก็ไม่โต

 

 

 

ว่าโดยรูปคดีแล้ว ก็เห็นๆ กันอยู่ว่า รัฐบาลประยุทธ์ "สั่งดำเนินการขั้นเด็ดขาด" กับอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม พร้อมๆ กันวันเดียว ถึง 3 รูป คือ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย) วัดสระเกศ พระพรหมดิลก (เอื้อน) วัดสามพระยา และ พระพรหมเมธี (จำนงค์) วัดสัมพันธวงศ์ และมีตัวประกอบสายบู๊อีกพระหน่อหนึ่ง คือ พุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย ก็วิ่งเข้าคุกพอเป็นพิธี จากนั้นก็กลับออกมาเดินกร่างต่อไป ขนาดนุ่งขาวห่มขาว ขึ้นนั่งเอ้เต้บนเก้าอี้ให้พระกราบเท้า ก็ยังกล้าทำ รู้ไหมว่าประเทศไทยนี้ ใครใหญ่ ?

เซียนการศาสนาและการเมือง เขามองทั้งสี่คดีเป็นเรื่องเดียวกัน คือการเมือง ดังคำกล่าวที่ว่า ถ้าไม่เล่นการเมือง การเมืองก็จะเล่นท่าน แต่ถ้าท่านเล่นการเมือง ท่านก็จะจมน้ำครำการเมือง คือถอนตัวไม่ขึ้น ถ้าไม่ตายอยู่ในวงการเมืองก็อาจจะตายเพราะพิษการเมืองดังที่เห็น

ยิ่งการตีความสถานะของพระสังฆาธิการในรัฐบาลนี้ "เปลี่ยนใหม่" จากเดิมพระสังฆาธิการ "มิใช่เจ้าหน้าที่รัฐ" กลายเป็น "เจ้าหน้าที่รัฐ" ทำงานอะไรผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารการปกครอง หรือแม้แต่เรื่องเงินๆ ทองๆ ก็มีสิทธิ์ "ติดคุก-ผ้าเหลืองหลุด" เหมือนอดีตสามพระพรหมข้างต้น เมื่อท่านเอาผ้าเหลืองไปเล่นการเมือง พอถูกการเมืองเล่น เขาก็เล่นผ้าเหลืองหลุดด้วย เรื่องนี้ไม่มีการรอลงอาญาใดๆ

นี่ยังไม่นับถึง "สถานะพระภิกษุ" ว่าตอนก่อนบวชนั้น อ้างกับพระสงฆ์ในโบสถ์ว่า "นสิ๊ ราชภโต - นตฺถิ ภนฺเต" แปลว่า ข้าพเจ้ามิใช่ข้าราชการ แต่พอบวชเข้ามา กลับหวนไปรับตำแหน่งข้าราชการในผ้าเหลือง (ก่อนบวชห้าม บวชแล้วไม่ห้าม) รวมทั้งเบี้ยหวัดเงินเดือนที่อ้างว่าเป็น "นิตยภัต" กลายเป็นข้าราชการเต็มยศเต็มขั้น ไม่งั้นไม่โดนคดี "เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" ดังที่เห็นหรอก สึกหรือไม่ก็ค่าเท่ากัน รอศาลสั่งไปทำอะไร ในเมื่อมันผิดทางตั้งแต่ต้นแล้ว

 

 

โดนอำนาจปิดปากกันทั้ง มส.

เพราะกรรมการ มส. ก็เป็นเจ้าพนักงานรัฐทั้งสิ้น

จะโดนเหมือนสามพรหมวันไหนก็ไม่รู้ นอกจาก..หมอดู

 

หนทางเดียวที่จะหลบหลีกให้พ้น "ราชภัย" ก็คือ พระสังฆาธิการไทยทั่วประเทศ "พร้อมใจกันลาออก" จากตำแหน่งเจ้าอาวาสและพระสังฆาธิการทุกระดับ ไม่รับตำแหน่งที่มีฐานะเป็น "เจ้าหน้าที่รัฐ" และไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ จากรัฐบาล (ยกเว้นสังฆทาน) นั่นจึงจะพ้น "วงจรอุบาทว์" ของพระสงฆ์สาวกของพระโคดมพุทธเจ้า

หาไม่แล้ว กรณีแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นซ้ำๆ ซากๆ ตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ก็มีการ "ปลดสังฆราช" ต่อมาก็มีเรื่อยๆ โดนทุกระดับ ตั้งแต่สมเด็จยันพระครู ดังที่สุดก็กรณี "พระพิมลธรรม"  วัดมหาธาตุ ปี 2505 จนมาถึงคดีเงินทอนวัด ของอดีตสามพระพรหมดังกล่าว ก็ในเมื่อเราเอาคอเข้าพาดเขียง ส่วนรัฐบาลเขามีดาบในมือ จะฟันวันไหนมันก็อยู่ที่เขา เว้นเสียแต่เราจะเอาคอออกจากเขียงให้ไกลถึงจะปลอดภัย

แต่พูดให้ตายก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะเชื่อไหม ในอดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะเกิดคดีกับพระสงฆ์ขึ้นซ้ำๆ ซากๆ พอเกิดคดีที ก็มีเสียงพระสงฆ์องค์เณร "บ่นกัน" ทั่วประเทศ ว่าไม่น่าจะเอาผิดพระอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ไม่มีใครออกมารณรงค์ "มิให้พระสงฆ์รับตำแหน่งพระสังฆาธิการและงบประมาณรัฐ" อันเป็นต้นเหตุของหายนะอย่างแท้จริง แถมยัง "เข้าแถว" แย่งกันเป็นเจ้าคณะพระสังฆาธิการอีกต่อไปไม่สิ้นสุด เกิดๆ ตายๆ ในวงจรน้ำเน่าของพระไทย ที่น่าจะเรียกว่า "พรหมชาลสูตรใหม่" ซึ่งสร้างขึ้นในพระพุทธศาสนา แม้ว่าพระพุทธองค์จะทรง "ปฏิเสธ" พรหมชาลสูตรของพราหมณ์มาแล้วก็ตาม แต่วันนี้กลับมี "ข่ายแห่งพรหมในรูปแบบพุทธ" ซึ่งก็เท่ากับปฏิเสธ "วรรณะพราหมณ์" แต่ไม่ปฏิเสธ "วรรณะพุทธ" แถมยังสร้างชนชั้นวรรณะมากกว่าพราหมณ์ซึ่งมีแต่ 4 ชั้น แต่พุทธไทยของเรามีเป็นร้อยๆ ชั้น ตั้งแต่พระครูประทวนถึงระดับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ใครเหนือกว่าใครก็ดูเอา

พุทธไทยในทุกวันนี้ จึงกลายพันธุ์เป็น "พราหมณ์ไทย" ไปแบบไม่รู้ตัว ต่อไปในอนาคต ก็อาจจะมีคนเห็นโทษ แล้วชวนกันออกจาก "พุทธไทย" ซึ่งไม่ต่างจากพราหมณ์ในสมัยพุทธกาล แล้วสร้างสังคมพุทธใหม่ ไม่เอากับพุทธไทยๆ ที่ไม่ต่างจากพราหมณ์ ซึ่งพระโคดมพุทธเจ้า ทรงปฏิเสธและเดินออกจากคอกพราหมณ์มานาน แต่ลูกหลานของพระองค์กลับชวนกันสร้าง "สังคมพราหมณ์" ขึ้นมาใหม่ ไม่ประสีประสาว่า "นั่นเป็นสิ่งที่พ่อของตนเคยปฏิเสธมาก่อนแล้ว" ไม่งั้นพระพุทธศาสนาจะบังเกิดขึ้นไม่ได้ พระสมณโคดมก็จะกลายเป็นแค่ "สาวกพราหมณ์" คนหนึ่ง นั่งดูดวงอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

เมื่อแก้ปัญหาไม่ถูกจุด แถมพระไทยยังติดกับดักแห่ง "ตัณหา" คืออยากได้ใคร่มีในยศถาบรรดาศักดิ์ พึงพอใจในตำแหน่ง เป็นข้าราชการในผ้าเหลือง เมื่อตั้งได้ เขาก็ปลดได้ เป็นธรรมดา ดังนั้นก็อย่าโทษใครเลย บรรดาพระสมเด็จ กรรมการมหาเถรสมาคม นั่นแหละตัวดี วันๆ คุยกันแต่ว่า ใครจะได้ชั้นไหน ใครจะเป็นอะไร ไม่มีการพูดกันเรื่องของการสละ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" เดินสวนทางพระนิพพานกันทั้งขบวน ขนาดคุณนาย ว. ยังตอแหล กรีดกรายอ้างว่า "เดี๊ยนไม่เอ๊า เดี๊ยนไม่เอา" สุดท้ายก็ "เอา" เข้าจนได้ อ้างว่าผู้ใหญ่บังคับเลยจำยอม กลายเป็น "เจ้าคุณ" ขึ้นวอไปแล้ว แต่ตอแหลแบบนี้รัฐบาลเขาชอบ เพราะตอแหลเพื่อชาติ ตอแหลเพื่อเผด็จการ หรือตอแหลทางการเมือง ก็ย่อมได้รับการปูนบำเหน็จจากการเมือง เป็นเรื่องธรรมดา

ใครยังอยากจะอยู่ในโลกพุทธแบบไทยต่อไป ก็..ตามสบาย ใดๆ ในโลกล้วน อนิจจัง

 

 

 

จำเลยที่ 5000 ในกรุงรัตนโกสินทร์

 

 

ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษ 'อดีตพระพรหมสิทธิ' คุก 48 เดือน คดีโกงงบ พศ. 69 ล้าน รอลงอาญา 2 ปี

23 มี.ค.64 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) หมายเลขดำ อท.251/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.พศ., นายชยพล พงษ์สีดา อายุ 65 ปี อดีต รอง ผอ.พศ., นายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา, นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อายุ 51ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา และพระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข หรือนายธงชัย สุขโข อายุ 65 ปี อดีตพระราชาคณะเจ้าคณะรอง และอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นจำเลยที่ 1-5

ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 ประกอบมาตรา 83, 86, 91

คดีนี้อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2561 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 29 ต.ค. 2558 - 22 ก.ค. 2559 พวกจำเลย ได้เบียดบังเอาเงินงบประมาณ ของสำนักงาน พศ.ประจำปี 2559 จำนวน 69,700,000 บาท (จากวงเงินงบประมาณประจำปี 2559 จำนวน 5,360,188,000 บาท) ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงิน ด้วยการให้วัด โดยเจ้าอาวาส เสนอโครงการเพื่อรับเงินสนับสนุนที่เบียดบังมาจากที่ได้มีการพิจารณาอนุมัติโครงการเงินอุดหนุนในโครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรม จำนวน 37,200,000 บาท และโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32,500,000 บาท ซึ่งวัดสระเกศฯ ได้รับอนุมัติเงินไปเพียงวัดเดียว โดยเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2561 พ.ต.ท.พงศพร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ.ได้แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งมีการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนตามกฎหมาย ซึ่งมีคำขอท้ายฟ้อง ขอศาลให้มีคำสั่งจำเลยที่ 1-5 ร่วมกันคืนเงินหรือใช้เงินจำนวน 69,700,000 บาท คืนแก่สำนักงาน พศ. ผู้เสียหาย

ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาลงโทษ จำเลยที่ 1 จำคุก 2 ปี 12 เดือน, จำเลยที่ 2-4 จำคุกคนละ 3 ปี 18 เดือน ส่วนจำเลยที่ 5 ให้จำคุก 36 เดือน ปรับ 27,000 บาท แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกนั้นให้รอการลงโทษ (รอลงอาญา) ไว้มีกำหนด 2 ปี ต่อมาอัยการโจทก์และจำเลยที่ 5 ยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2-4 มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ตามฟ้องข้อ 2.3 อีกกระทงหนึ่ง จำคุกจำเลยที่ 2-4 คนละ 2 ปี โดยลดโทษให้จำเลยที่ 2-4 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2-4 มีกำหนดคนละ 4 ปี 24 เดือน

จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ตามฟ้องข้อ 2.3 อีกกระทงหนึ่ง จำคุกมีกำหนด 1 ปี 4 เดือนและปรับ 12,000 บาท โดยลดโทษให้หนึ่งในสี่ จึงจำคุกจำเลยที่ 5 เป็น 12 เดือน ปรับ 9,000 บาท เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 5 ทั้งสิ้น 48 เดือน ปรับ 36,000 บาท ซึ่งนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โดยส่วนของจำเลยที่ 5 นั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 5 มานั้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ศาลอุทธรณ์ฯ มีคำพิพากษาแก้โทษจำเลยที่ 5 ให้จำคุก 48 เดือน ปรับ 36,000 บาท โดยระบุว่านอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เท่ากับว่าโทษจำคุกดังกล่าวยังคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาชั้นต้น คือให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี

อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีนี้หากคู่ความจะยื่นฎีกา ก็จะต้องเป็นการขออนุญาตฎีกา ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 โดยมาตรา 42 กำหนดว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้เป็นที่สุด หากคู่ความประสงค์จะฎีกาต้องปฏิบัติตามมาตรา 44 ที่กำหนดให้ผู้ฎีกาต้องยื่นคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาไว้พิจารณาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาด้วย

ซึ่งเหตุที่ศาลฎีกาจะพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาได้ ระบุไว้ใน มาตรา 46 คือต้องเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยซึ่งรวมถึงปัญหาดังต่อไปนี้ (1) ปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ

(2) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญขัดกันหรือขัดกับแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา

(3) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน

(4) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบขัดกับคำพิพากษา หรือคำสั่งอันถึงที่สุดของศาลอื่น

(5) เมื่อจำเลยต้องคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

(6) เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วอาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

(7) ปัญหาสำคัญอื่นตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา

 

 

ข่าว : ไทยโพสต์ : 24 มีนาคม 2564


 

คณะสงฆ์พม่าแสดงทีท่า

"ไม่เอาเผด็จการทหาร"

หลังมีการสังหารประชาชนตายหลายร้อย

 

 

มหาเถรสมาคมพม่าส่งสัญญาณไม่เอากองทัพ หลังปราบปรามผู้ชุมนุมรุนแรง

รอยเตอร์ - คณะพระสงฆ์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดของพม่า เรียกร้องให้รัฐบาลทหาร ยุติความรุนแรงกับผู้ชุมนุมประท้วง และกล่าวหา "ชนกลุ่มน้อยติดอาวุธ" ทรมานและสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์นับตั้งแต่ก่อรัฐประหารเมื่อเดือนก่อน สื่อรายงานวันนี้ (17)

ในการประณามอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ของการปราบปรามนองเลือดของทหาร ที่เกิดขึ้นกับการชุมนุมประท้วงหนุนประชาธิปไตย คณะสงฆ์ที่รัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้งขึ้นนี้ ยังระบุในร่างคำแถลงว่า สมาชิกของคณะมีความประสงค์ที่จะระงับกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการประท้วง


สำนักข่าวเมียนมาร์ นาว (Myanmar Now) รายงานว่า คณะกรรมาธิการสังฆมหานายกแห่งรัฐ วางแผนที่จะเผยแพร่คำแถลงหลังปรึกษาหารือกับกระทรวงศาสนาในวันพฤหัสฯ (18)

พระสงฆ์มีประวัติศาสตร์ยาวนานเกี่ยวกับกิจกรรมการเคลื่อนไหวในพม่า และยังเป็นแนวหน้าของการปฏิวัติผ้าเหลืองในปี 2550 ต่อต้านการปกครองของทหาร การลุกฮือต่อต้านที่แม้ว่าจะถูกปราบปรามแต่ก็นำไปสู่การปฏิรูปประชาธิปไตย

 



อย่างไรก็ตาม แม้รอยเตอร์จะไม่สามารถติดต่อสมาชิกของคณะกรรมาธิการเพื่อขอความเห็นได้ แต่รายงานชิ้นนี้ได้ส่งสัญญาณถึงความแตกร้าวกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งตามปกติแล้วมักทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาล

พม่าตกอยู่ในสถานการณ์ความวุ่นวาย ตั้งแต่กองทัพเข้าขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ "อองซานซูจี" เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ควบคุมตัวเธอและสมาชิกของพรรค ที่เรียกเสียงประณามจากนานาประเทศ 

ผู้ชุมนุมประท้วงมากกว่า 180 คน ถูกสังหาร เมื่อกองกำลังความมั่นคงพยายามที่จะบดขยี้การชุมนุมประท้วง ตามการระบุของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง

ในคืนวันอังคาร (16) กองกำลังความมั่นคงยิงปืนและชายวัย 28 ปีคนหนึ่งถูกสังหารในที่ชุมนุมประท้วงในนครย่างกุ้ง

ในขณะที่กองกำลังความมั่นคงมุ่งไปที่การปราบปรามผู้เห็นต่างในย่างกุ้ง แต่ยังมีการชุมนุมประท้วงขนาดเล็กเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ

ประชาชนหลายร้อยคน รวมตัวกันพร้อมป้ายประท้วงที่เมืองเดโมโซ ทางตะวันตก เมืองพะสิม ในเขตที่ราบปากแม่น้ำอิรวดี และเมืองทวาย ทางภาคใต้ วันนี้ (17) ขณะเดียวกัน ก็มีรายงานการชุมนุมประท้วงที่เมืองมัณฑะเลย์และเมืองโมนยะวา

ในย่านย่านหนึ่งของย่างกุ้ง ผู้ชุมนุมได้นำทะลายมะพร้าวมาวางทิ้งไว้บนถนน เพื่อเป็นตัวแทนของผู้คน โดยมีป้ายเขียนว่า "เอาอนาคตของพวกเรากลับคืนมา"

การปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตบนมือถือทั้งหมด ทำให้การตรวจสอบข้อมูลเป็นไปได้ยาก และมีไม่กี่คนในพม่าที่เข้าถึงสัญญาณไวไฟ

พื้นที่บางส่วนของย่างกุ้งอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก และประชาชนหลายพันคนได้หลบหนีออกจากย่านอุตสาหกรรมหล่ายตายา ที่กองกำลังความมั่นคงได้สังหารผู้คนไปถึง 40 คน เมื่อวันอาทิตย์ และโรงงานที่ได้ทุนสนับสนุนจากจีนถูกเผาเสียหาย

"ที่นี่เหมือนกับเขตสงคราม พวกเขายิงปืนไปทุกที่" ผู้จัดการชุมนุมในพื้นที่กล่าวกับรอยเตอร์ และเสริมว่า ผู้คนส่วนใหญ่กลัวที่จะออกมาข้างนอก

แพทย์ 2 คนบอกกับรอยเตอร์ว่ายังมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ต้องการการรักษาพยาบาลในพื้นที่ แต่กองทัพปิดกั้นการเข้าถึง และว่ากองกำลังความมั่นคงยิงเด็กหญิงอายุ 16 ปีเสียชีวิตที่ร้านน้ำชาในย่านชานเมืองเมื่อวันอังคาร

สื่อทางการของจีนเตือนว่า ปักกิ่งอาจดำเนินการบางอย่าง หากยังมีการโจมตีธุรกิจของจีนเพิ่มเติม

 



หลายคนในพม่าเชื่อว่าปักกิ่งให้การสนับสนุนทหาร ต่างไปจากชาติมหาอำนาจตะวันตก จีนไม่ได้ประณามการรัฐประหารครั้งนี้ เช่นเดียวกับรัสเซีย และยังขัดขวางคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติประณามการกระทำของกองทัพ

ฝรั่งเศสกล่าวว่า สหภาพยุโรป จะอนุมัติมาตรการคว่ำบาตรกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารในวันจันทร์หน้า

ทั้งนี้ รัฐบาลทหารได้ตั้งข้อหากบฏกับผู้แทนของสมาชิกรัฐสภาที่ถูกขับไล่ที่พยายามจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนขึ้นใหม่

ซาซา ผู้แทนของสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้อยู่ในประเทศ กล่าวว่า เขารู้สึกภูมิใจที่ถูกตั้งข้อหา

"นายพลเหล่านี้กระทำสิ่งที่เป็นการกบฏทรยศชาติทุกวัน" ซาซา ระบุในคำแถลง


ข้อหาที่สถานีโทรทัศน์ของกองทัพระบุว่ามีไว้สำหรับผู้ที่สนับสนุนการรณรงค์อารยะขัดขืนและการเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตร ซึ่งมีโทษประหารชีวิต

มูลนิธิโอเพ่น โซไซตี้ (Open Society Foundations) องค์กรการกุศลที่ตั้งขึ้นโดย มหาเศรษฐีจอร์จ โซรอส เรียกร้องให้ปล่อยตัวเจ้าหน้าที่ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในพม่า และกล่าวว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการประพฤติมิชอบทางการเงินเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

สื่อของรัฐได้รายงานว่า ทางการพม่าได้ควบคุมตัวเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของ โอเพ่น โซไซตี้ เมียนมาร์ (Open Society Myanmar) และกำลังตามหาพนักงานอีก 11 คน เนื่องจากสงสัยว่าจัดหาเงินสนับสนุนให้แก่ผู้ประท้วงต่อต้านการปกครองของทหาร

 

ข่าว : ผู้จัดการ : 17 มีนาคม 2564


 

ตั้งหลวงพ่อประจวบ-พระเทพประสิทธิคุณ

รักษาการเจ้าอาวาสวัดระฆัง

 

 

พระเทพประสิทธิคุณ

(ประจวบ ขนฺติธโร ป.ธ.4)

รักษาการเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร

 

ข่าวจากวัดระฆังโฆสิตาราม บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร รายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 11 มีนาคม 2564 มีงานรดน้ำศพ พระธรรมธีรราชมหามุนี (เที่ยง อคฺคธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งละสังขารลงเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ศกนี้ ที่ผ่านมา ซึ่งในงานมี สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เดินทางมาเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานในงาน พรั่งพร้อมด้วยสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ พระเถรานุเถระ และศิษยานุศิษย์ สายวัดระฆังคับคั่ง

ภายหลังการรดน้ำศพ พระธรรมสุธี รักษาการเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร วัดหัวลำโพง ได้มีบัญชาแต่งตั้งให้ "พระเทพประสิทธิคุณ-ประจวบ ขนฺติธโร ป.ธ.4" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ขึ้นดำรงตำแหน่ง "รักษาการเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร" ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ สมเด็จพระวันรัต ได้เป็นประธานในการมอบบัญชาด้วยตนเอง

สำหรับ พระเทพประสิทธิคุณ หรือหลวงพ่อประจวบนั้น เป็นชาวอำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดวัดระฆังโฆสิตารามมาเนิ่นนาน ได้รับการอุปสมบท ณ วัดระฆังโฆสิตาราม ในปี พ.ศ.2503 มีพระเทพสิทธินายก (นาค) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ อยู่มาจนเป็นพระมหาเถระอาวุโสภายในวัด เป็นรองก็แต่หลวงพ่อเที่ยงเจ้าอาวาสเท่านั้น เคยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะเขตบางกอกน้อย จนกระทั่งเกษียณอายุลงเมื่ออายุได้ 80 ปี ในปี พ.ศ.2562 และในปีเดียวกัน ก็ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ จากพระราชประสิทธิวิมล เป็น พระเทพประสิทธิคุณ

หลวงพ่อประจวบ ยังเคยเป็นหนึ่งในคณะผู้ร่วมสร้าง "พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม รุ่น อนุสรณ์ 100 ปี" เมื่อปี พ.ศ.2515 อีกด้วย โดยในปัจจุบันนั้น วัตถุมงคลรุ่นดังกล่าวได้รับความนิยมในวงการพระเครื่องอย่างกว้างขวางและสูงค่า เพราะถือเป็นพระสมเด็จวัดระฆัง "รุ่นสอง" รองลงมาจากรุ่นที่สมเด็จพระพุฒาจารย์โตอันเกรียงไกร ได้เคยสร้างไว้เมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา สนนราคาพิมพ์นิยม คมๆ สวยๆ ก็ทะลุแสน

ปัจจุบันวันนี้ พระเทพประสิทธิคุณ มีอายุ 82 พรรษา 62 ยังมีสุขภาพแข็งแรงสมวัย สามารถจะปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสได้ ทางเจ้าคณะ กทม. จึงได้มีบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งมีงานบำเพ็ญกุศลศพอดีตเจ้าอาวาส คือ พระธรรมธีรราชมหามุนี เป็นงานใหญ่ที่ต้องดำเนินการให้เรียบร้อย จนกว่าจะเสร็จสิ้นงานพระราชทานเพลิงศพพระธรรมธีรราชมหามุนี

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 11 มีนาคม 2564

 


 

ดิ้นไม่หลุด !

เจ้าคุณเอื้อนโดนคุกอีก 8 เดือน รอลงอาญา

ข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิด

ผิดจนได้ !

 

อา..ถ้าพูดแบบภาษาทหารก็ต้องบอกว่า "สงครามมิทันจบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร" หลังจากฝ่ายเจ้าคุณเอื้อนได้รับการ "ยกฟ้อง" จากศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาปิดคดีไปเมื่อวันก่อน ก็นึกว่าจะพ้นอันตรายแล้ว ที่ไหนได้ วันนี้ ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาอีกคดีหนึ่ง แถมยังไม่เชื่อคำอุทธรณ์ของพระพรหมดิลก จึงสั่งลงโทษตามที่ศาลชั้นต้นได้ลงทัณฑ์เอาไว้ เลยกลายเป็นว่า ศาลอุทธรณ์ย้อนแย้งในตัวเอง คดีหนึ่งเชื่อว่าเจ้าคุณเอื้อนบริสุทธิ์ แต่อีกคดีหนึ่ง (เรื่องเงินเหมือนกัน) กลับบอกว่า ไม่เชื่อว่าเจ้าคุณเอื้อนบริสุทธิ์ ฟังแล้วงงในมาตรฐานศาลอุทธรณ์ไหมล่ะครับ ท่านพระครู

หมายความว่า มาตรว่าเจ้าคุณเอื้อนจะพ้นผิดในคดีฟอกเงินไปแล้วก็ตาม ก็ยังมีคดี "สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำผิด" ตามมาอีก แล้วสุดท้ายก็ไปไม่รอด เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษา "ลงโทษซ้ำ" ดังกล่าวข้างต้น

และหมายถึงว่า จะเห็นได้ว่า ทางฝ่ายรัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สมัย พ.ต.ท.พงษ์พร พราหมณ์เสน่ห์ เป็นผู้อำนวยการ ได้วางหมากในการกำจัด "พระพรหมดิลก" เอาไว้หลายชั้น ทั้งคดีแพ่งและอาญา แบบว่าโดนสกัดหลายด่าน รอดได้ก็ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ วันนี้ก็เห็นได้แล้วว่า ยังไงเสียก็ไม่มีทางสู้ผู้ที่มีกฎหมายและอาวุธในมือไปได้ กรรมการมหาเถรสมาคมและพระสังฆาธิการรูปใด ยังกระเหี้ยนกระหือรืออยากได้ใครเป็นใหญ่เป็นโตในวงการสงฆ์ โดยการอิงอาศัยอำนาจรัฐ ก็ดูเจ้าคุณเอื้อนเป็นตัวอย่าง ถ้าเขาไม่เอาเสียอย่าง สู้อย่างไรก็ไม่มีทางชนะ

นาทีนี้ หักลบกลบหนี้แล้ว จึงยังไม่สามารถจะวินิจฉัยได้ว่าเจ้าคุณเอื้อนบริสุทธิ์อย่างไร้มลทิน เพราะมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ครั้งนี้เป็นชนักติดหลังอยู่ สงสัยต้องสู้กันถึงฎีกา และถ้าศาลฎีกาพิพากษาว่า "ผิด" งานนี้ก็คงต้องร้องศาลสงฆ์ ว่าผิดตามคดีสนับสนุนเจ้าพนักงานให้กระทำผิดนั้น เข้าข่ายอาบัติปาราชิกไหม ?

แต่เชื่อไหมว่า ถ้าศาลฎีกาพิพากษาว่าผิด มหาเถรสมาคมก็คงจะวินิจฉัยไปตามศาลฎีกานั่นแหละ เพราะเวลานี้ พงศ์พรยังคุมพุทธมณฑลอยู่เต็มตัว ณรงค์นั้นก็ลูกน้องที่เอาขึ้นมาเป็นตุ๊กตาหน้ารถเท่านั้น ดูคราวก่อน ณรงค์ยังเอาคำพูดของพงศ์พรเข้าไปอ่านให้มหาเถรสมาคมฟัง หลังจากนั้นก็เอามตินั้น แจ้งไปยังเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศไทย ห้ามมิให้ช่วยเหลือเจ้าคุณเอื้อนให้ห่มผ้าเหลือง นี่คือเรื่องจริงของสังคมสงฆ์ไทยในวันนี้ วันที่มหาเถรสมาคมหมดอำนาจโดยสิ้นเชิงแล้ว

 

 

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

มือฟ้องพระระดับพระกาฬจากดีเอสไอ

 

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคุก 8 เดือน ปรับ 8 พัน รอลงอาญา 1 ปี พระพรหมดิลก คดีทุจริตงบ พศ.

2 มี.ค.64 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนวนหมายเลขดำ อท.254/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.), นายบุญเลิศ โสภา อายุ 54 ปี อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง, นายแก้ว ชิดตะขบ อายุ 54 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา, นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร อายุ 51 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา และพระพรหมดิลก หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี อายุ 75 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา/กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)/เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เป็นจำเลยที่ 1-5

ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารฯ ทำการรับรองหลักฐานเป็นเท็จ, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 162 ประกอบมาตรา 83, 86

กรณีกล่าวหาทุจริตการจัดสรรงบในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาประจำปีงบประมาณ 2557 วงเงิน 5 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 26 พ.ย. 2546 - 15 ส.ค. 2557 โดยอัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2561

คดีนี้ ศาลชั้นต้น อ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2563 พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์-จำเลยที่ได้ทำการไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ส่วน อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำผิด มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 1 ปี และปรับ 12,000 บาท โดยจำเลยที่ 1, 3, 4, 5 ให้การเป็นประโยชน์ในชั้นพิจารณาคดีอยู่บ้างเห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1, 3, 4 คนละ 12 เดือน สำหรับจำเลยที่ 5 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท 

โดยในส่วนของอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา จำเลยที่ 5 นั้น ศาลเห็นว่า เคยประกอบคุณงามความดีในด้านพุทธศาสนา จบการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย ทะนุบํารุงการศึกษาด้านพระพุทธศาสนา อีกทั้งไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกนั้นจึงให้รอการลงโทษ (รอลงอาญา) ไว้มีกำหนด 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกไว้เป็นเวลา 9 เดือน 

สำหรับวันนี้ พระพรหมดิลก หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี จำเลยที่ 5 เดินทางมาศาล เนื่องจากยื่นอุทธรณ์คดี ส่วนจำเลยอื่นไม่ยื่นอุทธรณ์ โดยมีคณะสงฆ์และฆราวาสผู้ติดตามเดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาให้กำลังใจ

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่าประเด็นที่จำเลยที่ 5 ยื่นอุทธรณ์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น จึงมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 8,000 บาท รอลงอาญาไว้มีกำหนด 1 ปี

ต่อมา นายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความของพระพรหมดิลก เปิดเผยว่า พระพรหมดิลกอุทธรณ์ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการสนับสนุนการกระทำผิด แต่ศาลอุทธรณ์​เห็นว่า จำเลยเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ สามารถใช้อำนาจในการตรวจสอบงบประมาณต่างๆ ได้ ศาลจึงไม่เชื่อว่า จำเลยที่ 5 ไม่ทราบหรือไม่มีการตรวจสอบให้รอบคอบได้ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เบื้องต้น ทีมทนายความปรึกษากันแล้ว จะยื่นเรื่องขอสู้คดีในชั้นศาลฎีกาต่อไป

นายอรรณพ ระบุด้วยว่า พระพรหมดิลกมีคดีเกี่ยวกับเงินทอนวัดอีก 2 คดี โดยคดีที่ถูกกล่าวหาว่าฟอกเงิน ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องไปเมื่อเดือน ก.ย. 2563 และศาลฯ ออกเอกสารรับรองสิ้นสุดคดีความไปเมื่อเดือน ก.พ. 2564 ส่วนอีกคดีเป็นการฟ้องในศาลแพ่ง เบื้องต้นขณะนี้ทนายได้ยื่นคำร้องถึงศาล เนื่องจากคดีอาญาฟอกเงินได้ถึงที่สุดแล้ว ในชั้นอุทธรณ์ของศาลแพ่งยังไม่มีคำสั่งใดๆ ลงมา

 

ข่าว : ไทยโพสต์ : 2 มีนาคม 2564

 

กรณีพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม)

ถูกรัฐบาลทหารจับสึกและดำเนินคดี

ผลสุดท้าย ศาลพิพากษาว่าบริสุทธิ์

คดีสิ้นสุด แต่เรื่องยังไม่สิ้นสุด

 

 

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ผู้เป็นหัวหน้าสั่งดำเนินคดีกับพระพรหมดิลก

เหมือนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สั่งดำเนินคดีกับพระพิมลธรรม

วันนี้ เหมือนประวัติศาสตร์หมุนซ้ำรอยเดิม คือทำร้ายผู้บริสุทธิ์

จะคืนความชอบธรรมอย่างไร ?

 

 

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ :     อนุชา นาคาศัย    : ณรงค์ ทรงอารมณ์

สามผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อกรณีพระพรหมดิลก

 

พระพรหมเมธี        :      พระพรหมดิลก      :   พระพรหมสิทธิ

สามกรรมการมหาเถรสมาคมผู้ถูกดำเนินคดีในคราวเดียวกัน

เป็นคดีในประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า เงินทอนวัด

 

24 พฤษภาคม 2561 เวลาเช้าตรู่ ตำรวจสอบสวนกลางและกองปราบปราม ได้สนธิกำลังกันเข้าปิดล้อมและจับกุมเจ้าอาวาสวัดใหญ่ 3 วัด ได้แก่ วัดสระเกศ วัดสามพระยา และวัดสัมพันธวงศ์ อันมี พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) และพระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) เป็นเจ้าอาวาส ตามลำดับ

ใน 3 รูปเหล่านั้น จับได้เพียงรูปเดียว คือ พระพรหมดิลก วัดสามพระยา ซึ่งครองจีวรยอมเดินขึ้นรถตำรวจพร้อมด้วยพระเลขา ถือว่ายินดีเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยอาการอันสงบ พระพรหมสิทธิ วัดสระเกศ นั้น ตำรวจหาตัวไม่พบ จนกระทั่งครบ 7 วัน จึงแจ้งความประสงค์เข้ามอบตัวต่อหน้าพระประธานในโบสถ์ ส่วนพระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศ์ นั้น ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย จึงได้ลี้ภัยไปยังประเทศเยอรมันนี จนป่านนี้ก็ทราบข่าวว่า ได้รับฐานะผู้ลี้ภัยจากรัฐบาลเยอรมันนีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และถือว่าเป็นพระเพียงรูปเดียวที่ไม่ถูกรัฐบาลประยุทธ์จับสึก แม้จะถูกปลดจากทุกตำแหน่งก็ตาม ความเป็นพระก็ยังคงดำรงอยู่ แต่อยู่ในประเทศไทยไม่ได้ กลับมาวันไหนก็ถูกจับกุมดำเนินคดี จึงต้องเลือกเอาว่า จะอยู่อย่างพระในต่างแดน หรืออยู่อย่างอดีตพระในประเทศไทย ดังวลีที่ว่า "อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี" ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นอยู่มากมาย ล่าสุดก็พุทธะอิสระซึ่งเข้าคุกด้วยความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ถึงศาลจะตัดสินว่าผิด แต่ไม่เคยสำนึกผิด ยังคงคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นถูก ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่แคร์

 

ในกระบวนการต่อสู้ทางคดีของพระพรหมดิลกนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า พระพรหมดิลก ซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญมากมายในคณะสงฆ์ไทย อันได้แก่ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดสามพระยาพระอารามหลวง เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ฯลฯ แถมยังเรียนจบ ป.ธ.9 และ Ph.D. จึงน่าจะถือว่ามีดีกรีสูงสุดรูปหนึ่ง ในบรรดากรรมการมหาเถรสมาคมชุดเดียวกัน ด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิดังกล่าว พระพรหมดิลกจึงเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเอง และเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ด้วยความหาญกล้าและท้าทาย

 


 

สิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่พระพรหมดิลกนั้น ก็เผยออกมาต่อศาลอาญา โดยพระพรหมดิลกได้นำเอา "เอกสารการอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณ สนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม" ของกองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งปรากฏว่ามีวัดที่ได้รับเงินอุดหนุนในคราวเดียวกันถึง 10 วัดด้วยกัน แต่กลับปรากฏว่า มีเพียง 2 วัด เท่านั้น ที่ถูกดำเนินคดีฟอกเงิน คือ วัดสามพระยา และวัดสัมพันธวงศ์

 

 

 

และผู้ที่ฟ้องร้องต่อเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินคดีนั้น ก็หาใช่ใคร เขาคือ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในเวลานั้น

นั่นก็เท่ากับว่า คดีนี้มีใบสั่ง !

สั่งให้เชือดเฉพาะ 3 กรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งมีบทบาท "สนับสนุนลัทธิธรรมกาย" ให้ใหญ่คับฟ้าอย่างออกหน้าออกตา ซึ่งกรณีธรรมกายนั้น เป็นคดีท้าทายความมั่นคงแห่งรัฐ เพราะแม้จะถูกรัฐบาลทหารประกาศ ม.44 ใช้กองกำลังเข้าปิดล้อมนานนับเดือน ก็ยังไม่สามารถจับกุมตัวพระธัมมชโยได้ จวบจนบัดนี้

นี่คือเงื่อนงำที่ต้องเรียกว่า คดีเงินทอนวัดเป็นคดีการเมือง

แน่นอนว่า ในทางการเมืองนั้น รัฐบาลทหารย่อมจะได้เปรียบ เพราะมีอาวุธในมือ สามารถจะจับกุมคุมขังใครก็ได้ โดยวิธีการ "ตั้งข้อหา" เอาไว้ก่อน พอผู้ต้องหาถูกจับกุมก็จะถูก "ปลด" จากทุกตำแหน่ง กว่าจะพ้นคดีออกมาได้ไม่ตายก็คางเหลือง เหมือนพระพิมลธรรมในอดีต

แต่ในทางธรรมนั้น ปรากฏว่า รัฐบาลเผด็จการที่ใช้กำลังกับพระสงฆ์ผู้ไร้อาวุธในมือนั้น พ่ายแพ้อย่างเป็นอมตะ พระพิมลธรรมได้รับการพิพากษาจาก "ศาลทหาร" ว่าบริสุทธิ์ไร้มลทิน แต่ถูกกลั่นแกล้งจากผู้มีอำนาจทั้งทางฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายสงฆ์ เป็นที่น่าสะเทือนใจพุทธศาสนิกชนยิ่งนักว่า นี่หรือเมืองไทย เมืองพุทธ ประกาศตัวว่าเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก แต่แค่ความยุติธรรมกับพระสงฆ์ยังไม่มี แล้วจะเป็นศูนย์กลางพุทธได้อย่างไร ใครจะเชื่อและยอมรับในความเป็นศูนย์กลาง ?

มาวันนี้ คดีประวัติศาสตร์ของ "พระพรหมดิลก" ก็หมุนซ้ำกับรอยเดิมของพระพิมลธรรมอีก นั่นคือ ศาลฎีกา ได้สั่งให้คดีเงินทอนวัด (ฟอกเงิน) ของพระพรหมดิลก เป็นอันสิ้นสุด หมายถึงว่า เมื่อโจทก์ (อัยการของรัฐ) ไม่ฟ้องร้องต่อ ก็ถือว่าสิ้นสุดในชั้นศาลอุทธรณ์ ซึ่งสั่ง "กลับคำพิพากษา" ของศาลชั้นต้น (ศาลชั้นต้นให้พระพรหมดิลกผิดให้ลงโทษเป็น 2 เท่า รวมจำคุกนาน 6 ปี) แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าวัดสามพระยามีสิทธิ์รับเงินอุดหนุนดังกล่าว พระพรหมดิลกจึงไม่ผิด จึงให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเสียทั้งหมด ให้พระพรหมดิลกพ้นผิด เป็นผู้บริสุทธิ์ ไร้มลทิน

เมื่อศาลฎีกาสั่งให้คดีสิ้นสุด จึงเท่ากับว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นคำพิพากษาของศาลฎีกา ไปด้วย

คดีความของพระพรหมดิลก จึงสิ้นสุดลงในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 และไม่มีทางจะรื้อฟื้นได้อีกเลย ตลอดกาล

แต่..ถึงแม้ว่า คดีของพระพรหมดิลก จะสิ้นสุดลงไปแล้วก็ตาม เรื่องราวก็เหมือนเพิ่งจะ..เริ่มต้น เมื่อมีเสียงสะท้อนไปทั่ววงการสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศว่า "เมื่อศาลตัดสินว่าพระพรหมดิลกท่านไม่ผิด แล้วรัฐบาลซึ่งเป็นผู้สั่งดำเนินคดี จะคืนความชอบธรรมให้แก่ท่านอย่างไร" ไม่ว่าจะเป็นการคืนสู่สมณเพศอย่างไร้มลทิน ที่เรียกว่า "คืนผ้าเหลือง" ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และตำแหน่งทางการปกครองสงฆ์ คือเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกรัฐบาลทหารปล้นชิงไป รวมทั้งสมณศักดิ์ที่ "พระพรหมดิลก" ที่ถูกถอดออกไปด้วย

แน่นอนว่า การยอมรับผิดและคืนความชอบธรรมให้แก่อดีตพระพรหมดิลกนั้น รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ด้านกิจการพระพุทธศาสนา จะยอมน้อมรับความผิดพลาด และคืนความเป็นธรรมให้แก่ท่านพระพรหมดิลก ย่อมจะเป็นการยากอย่างยิ่ง และยังไม่เคยมีรัฐบาลใดทำมาก่อนด้วย

 

กรณีพระพิมลธรรมนั้น เกิดในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่ได้รับการ "ขอขมาและคืนสมณศักดิ์ให้" ในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นภายหลังจากเกิดคดีความนานถึง 13 ปี และจอมพลสฤษดิ์ก็ตายเป็นผีไปก่อนหน้านั้นนานแล้ว

 

 

15 พฤษภาคม 2518

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี

กราบขอขอมาอภัยต่ออดีตพระพิมลธรรม วัดมหาธาตุฯ

แทนรัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

 


 

6 มิถุนายน 2518

ดร.นิพนธ์ ศศิธร รมว.กระทรวงศึกษาธิการ

อัญเชิญพัดยศ "พระพิมลธรรม" ถวายคืนแด่..พระอาจ อาสโภ

 

ถามว่า กรณีพระพรหมดิลก จะจบลงอย่างไร แน่นอนว่า คงมิใช่แค่ "สิ้นสุดคดีความ" ซึ่งเป็นเรื่องทางโลกหรือเป็นคดีโลก แต่คดีธรรมกำลังเริ่มต้น พุทธศาสนิกชนชาวไทยต่างเพ่งมองไปยัง "รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา" ว่าจะหาทางลงอย่างไร ให้สมกับคำว่า "จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด"

รัฐบาลนี้จะมีการ "ขอขมา" และ "คืนความเป็นธรรม" ให้แก่อดีตพระพรหมดิลกหรือไม่ ?

ถ้ารัฐบาลไทยเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวพุทธ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ประกาศว่า "ตนเองเป็นชาวพุทธเต็มร้อย" รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงไม่นิ่งนอนใจที่จะกระทำการแก้ไขในสิ่งผิดพลาดไป และคงไม่ปล่อยให้เรื้อรังไปจนกระทั่ง "ตัวเองตาย" กลายเป็น "ผู้ร้าย" ในประวัติศาสตร์ศาสนา เหมือนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารในอดีต

ถูกชาวพุทธตราหน้าว่า "เป็นคนบาป" ไปชั่วลูกชั่วหลาน

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

1 มีนาคม 2564

 


 

เปิดเต็ม

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีพระพรหมดิลก วัดสามพระยา

ก่อนศาลฎีกาจะปิดสำนวน

ให้พระพรหมดิลกเป็นผู้บริสุทธิ์

 


 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่านสำนวนศาลอุทธรณ์เต็มฉบับ

 

 

สำนวนศาลอุทธรณ์

คดีพระพรหมดิลก วัดสามพระยา

(เฉพาะคำตัดสินของศาลอุทธรณ์)

 

หมายเหตุ : บางท่านไม่ถนัดอ่านไฟล์ PDF

เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม จึงนำเสนอในแบบออนไลน์ ดังนี้

 








 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

25 กุมภาพันธ์ 2564

 


 

วัดไทยลาสเวกัส..ในวิกฤตโควิด-19

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

มุมมองของพระมหานรินทร์ ครั้งที่ 174

 

 

สวนทางพระนิพพาน

เจ้าคุณเอื้อนพ้นคุก-พุทธะอิสระเข้าคุก

ถูกศาลอาญาลงโทษจำคุก 4 ปี 8 เดือน

พร้อมกับกำนันสุเทพ

 

 

พุทธะอิสระ-เจ้าคุณเอื้อน

 

 

คู่สร้างบารมีในทางโลกและทางธรรม

ก่อนนำไปสู่ประตูตะรางในที่สุด

 

 

สุวิทย์และสุเทพนั้น เคยบวชใส่ผ้าเหลือง

แต่ตัดการเมืองไม่ขาด จึงถลำออกนอกกำแพงวัด

สุดท้ายก็ติด..ตะราง

เหตุผลก็คือ ละเมิดกฎหมายและพระธรรมวินัย

 

 

พุทธะอิสระถูกจับกุมครั้งแรกแบบสงคราม

เป็นพระไทยรูปแรกที่ถูกทางการยกคอมมานโดเข้าชาร์จตัวถึงในกุฏิ

 

 

วันนี้ ได้เข้าคุกรอบสอง นานกว่าเดิม

 

 

พุทธะอิสระในวันไร้อิสระ

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

24 กุมภาพันธ์ 2564

 


 

ศิษย์เจ้าคุณเอื้อนเฮ !

ศาลฎีกาสั่งยุติคดีเงินทอนวัด

หลังรัฐบาลไม่ฎีกา แสดงว่าสิ้นสุดเพียงชั้นอุทธรณ์

และเจ้าคุณเอื้อนนั้น บริสุทธิ์ ทุกประการ

เหลือประการสุดท้าย

คือ การคืนความเป็นธรรม จะทำอย่างไร

จะเหมือนอดีตพระพิมลธรรมหรือไม่ ?

 

 


 

It's over

 

ถามว่า การที่ศาลฎีกา "ออกหนังสือรับรองให้คดีสิ้นสุด" นั้น หมายความว่าอย่างไร ? ก็ตอบได้ว่า หมายถึงว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ฎีกา คือเมื่อคดีผ่านศาลอุทธรณ์แล้ว ฝ่ายโจทก์คือรัฐบาลและสำนักพุทธฯ ยังมีสิทธิ์อุทธรณ์ แต่ทางรัฐบาลและสำนักพุทธฯ เห็นแล้วว่า ขืนอุทธรณ์ไปก็คงไม่ชนะ ถึงแม้ว่าชนะคดีก็ไม่ชนะใจชาวพุทธทั่วไทย เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง ก็เลยยอมความเสียเอง เป็นการยอมรับว่า รัฐบาลทหาร (คสช) ได้กระทำการผิดพลาด จับพระสงฆ์ผู้บริสุทธิ์เข้าคุกเข้าตะราง กระทั่งศาลยังเห็นต่างกับรัฐบาล พิพากษาว่า "ข้อหาที่รัฐบาลประยุทธ์ประเคนให้แก่พระพรหมดิลกและพระเลขานั้น ไม่ชอบธรรม"

กรณีนี้ มีการชี้ทางจากผู้รู้หลายท่าน ว่ารัฐบาลอย่าทำบุ่มบ่าม ประเดี๋ยวจะเข้าเค้า "การทำสงครามยาเสพติด" ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ซึ่งแรกนั้นก็ตั้งใจทำดี แต่พอเฮโลกันเข้าไป ก็เลยเปิดทางให้พวกมิจฉาชีพเข้าสวมรอย ทำร้ายทำลายผู้บริสุทธิ์ กลั่นแกล้งทำลายกัน จนมีคนถูกวิสามัญฆาตกรรมตายไปหลายพัน กระทั่งในหลวง ร.9 ทรงร้อนพระทัย ถึงกับออกมาตรัสเตือนว่า "อย่าทำแบบเหวี่ยงแห" ให้อิงหลักนิติธรรมเข้าไว้ จะไปได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่กลายเป็นตราบาปในภายหลัง ถ้ารัฐบาลทหาร "หัดฟัง" มั่ง ก็คงไม่มีวันนี้ วันที่ความปราชัยในเกมยุติธรรมเดินทางมาถึง

วันนี้ คดีของอดีตพระพรหมดิลก หรือเจ้าคุณเอื้อน และอดีตพระเลขา เดินทางมาถึงปลายทาง (Distination) แล้ว ผลของการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลทหารกับพระสงฆ์ที่ไร้อาวุธในมือ ได้ออกมาแล้ว ผลก็คือ รัฐบาลทหารแพ้ เหมือนคดีพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) วัดมหาธาตุ ในอดีต ซึ่งรัฐบาลไทยในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ บงการตำรวจไทยในสมัยนั้น ให้ตั้งข้อหาสารพัด (รวมทั้งข้อหาเป็นคอมมูนิสต์) จับกุมคุมขังและสั่งสึกนานถึง 5 ปี สุดท้ายศาลทหารได้พิพากษาว่า พระพิมลธรรม เป็นพระผู้มีคุณูปการต่อพระศาสนา แต่ว่าถูกทั้งฝ่ายสงฆ์และทางการบ้านเมือง "รวมหัวกัน" ทำร้ายทำลาย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ที่เป็นมารผจญพระพิมลธรรมนั้น เป็นถึง "สังฆราช" แท็กทีมกับตำรวจ กลั่นแกล้งด้วยความอิจฉาในความเด่นความดังและกลัวจะดังกว่าตัวเอง จึงใช้ยุทธการ "ดับดาวรุ่ง" ตั้งข้อหาและจับสึกไว้ก่อน กว่าจะออกคุกมาก็พิกลพิการ แต่การจะดำเนินคดีกับระดับสังฆราชและพระสงฆ์อีกมากมายนั้น เป็นเรื่องใหญ่ จะเสียหายไปทั้งประเทศ ศาลทหารจึงขอให้พระพิมลธรรม "อโหสิกรรม" ให้แก่มารผจญเหล่านั้น ปลงเสียว่า "มารไม่มี บารมีไม่เกิด"

อดีตพระพรหมดิลกในวันนี้ ก็คงต้องคิดเช่นเดียวกันว่า รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นมารผจญ เข้ามาสร้างภูมิคุ้มกันในเส้นทางแห่งนักบุญ  รวมถึง "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีต ผอ.พศ. นั้น ก็อย่าถือสาหาความ พงศ์พรก็เป็นแค่ "มือปืนรับจ้าง" ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว แต่ได้รับคำสั่งและเบี้ยเลี้ยงบำเหน็จบำนาญ ก็ทำตามไปตามความอยากของปุถุชน ส่วนบาปกรรมจะเป็นอย่างไรก็ให้เป็นเรื่องของ..วัฏสงสาร

นั่นหมายถึงว่า ถ้าหากพระพรหมดิลกจะ "ฟ้องกลับ" สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งการฟ้องร้องและสูญเสียสถานะทุกอย่าง เพื่อเรียกร้องความชอบธรรมคืนมาให้แก่ตนเอง ก็ย่อมทำได้ แต่นั่นก็มิใช่วิสัยของสมณะ งานนี้จึงจบลงตรงที่ "อโหสิกรรม" คือเจ็บฟรี

หรือนี่จะเป็นวิถีของพระไทย ถูกรัฐบาลทำร้ายทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายยุคสมัย เหมือนไม่จำว่าทำกับพระจะประสบวิบัติกรรมอย่างไรบ้าง

ถ้ารัฐบาลไม่คืนความชอบธรรม ก็จะกลายเป็นตราบาปให้แก่รัฐบาลประยุทธ์ ไปตลอดกาล

เป็นโจทย์ใหญ่ให้รัฐบาลประยุทธ์และคณะ ต้องนำไปคิดแก้ไข เพื่อมิให้เป็นตราบาปแก่ตนเองตลอดไป

ส่วนพระพรหมดิลกและพระเลขานั้น ก็คงไม่ต้องทำอะไร เพราะ..ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม แม้จะถูกกลั่นแกล้งทำร้ายทำลายอย่างไร ขอเพียงยึดมั่นในธรรม ธรรมะก็ย่อมคุ้มครองป้องกัน และย่อมจะ..ชนะมาร ได้ในที่สุด ดังคำสั่งศาลฎีกาที่ออกมาในวันนี้

 

ภาพ : THE BUDDH

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

23 กุมภาพันธ์ 2564

 

เปิดเต็ม ไม่เซ็นเซอร์ !

 

คำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์

พระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) วัดสามพระยา

16 พฤษภาคม 2562

 

 

กดที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด/อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

26 พฤษภาคม 2562

 

เปิด : คำให้การของเจ้าคุณเอื้อน

ในคดีเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

ข่าวเกี่ยวข้อง :

 

 

 


 

NO MAKHA BUCHA DAY

มหาเถรสมาคมลงมติ

ปีนี้ ไม่มีพิธีสำคัญ วันมาฆบูชา

 


 

ที่มา : มหาเถรสมาคม

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 16 กุมภาพันธ์ 2564

 


 

ปิดวัดสระเกศ

ไม่รับตรุษจีน และ ไม่รับม็อบแดง

BIG CLEANING ล้างซวย

จู่ๆ ม็อบก็ประกาศ..ห่มผ้าแดงภูเขาทอง

งานเข้า ปิดวัดสิฮะ รออะไร !

 

 

อา..ถามว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ วัดสระเกศ ศูนย์กลางของชาวจีนกลางกรุง ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมานั้น ต้องเตรียมต้อนรับขับสู้ในฤดูทำเงินทำทอง นั่นคือ ตรุษจีน ไม่ว่าจะเป็นวันเตรียม วันไหว้ หรือวันอะไรก็ตาม วัดสระเกศมีความพร้อมเสมอในการต้อนรับ..เทศกาลจีน ยิ่งช่วงนี้ คนจีนมีเงิน ไปไหนก็เอาเงินไปด้วย ไม่ต้อนรับคนจีนแล้วจะต้อนรับใคร จริงไหม

คาดกันว่า ตรุษจีนปีนี้ วัดสระเกศ จะมีเงินเข้าวัดอย่างน้อยก็ 100 ล้าน เพราะเคยได้กว่านี้มากมายในสมัยสมเด็จเกี่ยว ตรุษจีนจึงถือเป็นฤดูทำเงินทำทองของวัดสระเกศ นอกจากจะไม่ปิดแล้ว ยังต้องเปิดทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อให้ผู้คนได้มาทำบุญกันสะดวก ยิ่งในวิกฤติโควิดด้วยแล้ว โอกาสเงินโอกาสทองเช่นนี้หาได้ยาก พอรัฐบาลผ่อนปรนปุ๊ป ตรุษจีนก็มาปั๊ป ตามมาติดๆ ด้วยมาฆบูชาและวาเลนไทน์ เหมือนแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า แล้วถามว่า..จะรออะไร เงินทองมาจ่อหน้าประตูวัดแล้ว แค่แง้มเบาๆ ก็เข้าย่ามตุงๆ ไม่เปิดวัดตอนนี้แล้วจะเปิดตอนไหน จริงไหมครับ เจ้าคุณสุรชัย สมบัติเจริญ

 

 

แต่..แต่แล้วก็เหมือนระเบิดลงวัดสระเกศ เมื่อคณะราษฎรมูเตลู จู่ๆ ก็ประกาศ "แห่ผ้าแดงไปวัดสระเกศ" ดีเดย์ 14 กุมภา วาเลนไทน์ และตรุษจีน โดยไม่ถามไม่ไถ่ว่าพระในวัดยินดีต้อนรับหรือไม่ เล่นเอาพระเณรวัดสระเกศตกอกตกใจ รีบประชุมแล้วออกมติด่วน "ปิดวัดทันที" ไม่มีเหตุผลอะไรก็ยัดข้อหาให้..โควิด-19 เอาไว้ก่อน เหมือนรัฐบาลบิ๊กตู่นั่นแหละ "เพื่อความปลอดภัยของพ่อแม่พี่น้อง จึงต้องต่อ พรก.ฉุกเฉิน ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน" ว่าไป ผลที่ได้ก็คือ บ่อนพนันเต็มเมือง

 




 

 

ความจริงแล้ว ประเพณีห่มผ้าแดงให้แก่พระธาตุเจดีย์ต่างๆ นั้น นิยมทำทั่วไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ อย่างน้อยสมัยอยุธยา มาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังสืบสานกันเรื่อยมา ห่มผ้าอะไรก็ไม่สวยงามเท่ากับ "ห่มผ้าแดง" ถวายเป็นพระพุทธบูชา

แต่..แต่ครั้นมาถึงสมัย "สมเด็จเกี่ยว" เป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศและผู้ปฏิบัติหน้าที่พระสังฆราช ประเทศไทยเราเริ่มมีมหกรรม "กีฬาสี" ซึ่งก็มีเพียง 2 สี คือ สีแดงกับสีเหลือง โดยสีเหลืองเป็นสีนิยมเจ้าและเผด็จการทหาร ส่วนสีแดงเป็นสีประชาธิปไตยจ๋า ถ้าแดงจัดหรือแดงเข้ม ก็ถึงกับ..ไม่เอาเจ้า ซึ่งก็ไปเข้ากับทฤษฎีของคณะราษฎร ซึ่งมีนโยบายปฏิรูปสถาบัน และบางส่วนก็ประกาศ..ไม่เอาเจ้า

 


 

วัดสระเกศในสมัยสมเด็จเกี่ยว เรื่อยมาจนถึงสมัยเจ้าคุณธงชัย เป็นเจ้าอาวาส กลายเป็นจุดศูนย์กลางของ..คนเสื้อแดง ระดับบิ๊กๆ เช่น ยิ่งลักษณ์ เจ๊หน่อย ฯลฯ ล้วนแต่เข้าวัดสระเกศเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันนั้น ยิ่งลักษณ์ลี้ภัยไปอังกฤษ ส่วนเจ้าคุณพรหมสิทธิ (ธงชัย) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ถูกรัฐบาลประยุทธ์จับสึก และยัดข้อหา "ฟอกเงิน" ถึงขนาดศาลอาญาต้องระบุว่า "จับพระท่านมาขังไว้ไม่เป็นประโยชน์" จึงให้ปล่อยออกไป จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติพระศาสนามากกว่า

สาเหตุที่พระสงฆ์ "สายเสื้อแดง" หรือสายธรรมกาย ไม่ว่าจะเป็น "เจ้าคุณเอื้อน" เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เจ้าคุณจำนงค์ วัดสัมพันธวงศ์ และเจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ ถูกรัฐบาลทหาร คสช. "เช็คบิล" นั้น เรื่องเงินเป็นเรื่องเล็ก เพราะรับกันหลายวัด แต่โดนคดีเพียง 2-3 วัดเท่านั้น เป้าหมายจริงก็คือ กวาดล้างพระจีวรแดงระดับบิ๊กในวงการสงฆ์ ไม่ต่างจากสมัยพระพิมลธรรม (อาจ) วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ที่ถูกรัฐบาลจอมพลผ้าขาวม้าแดงกวาดล้างด้วยข้อหา "คอมมิวนิสต์" ขณะที่ "ท่านกิตติวุฑฺโฒ" พระวัดเดียวกันแต่นิยมเจ้าและเข้ากับรัฐบาลเผด็จการทหาร กลับอยู่ดีกินดี มีความเจริญก้าวหน้าในผ้าเหลือง ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น..ชั้นเทพ

 

 

วัดสระเกศเปลี่ยนสี

 

 

วัดสระเกศหลังยุคสมเด็จเกี่ยว เข้าสู่วิกฤติการณ์ซ้ำซ้อน คือการต่อสู้ระหว่าง เจ้าคุณเสนาะ กับ เจ้าคุณธงชัย เจ้าคุณเสนาะแพ้ ถึงกับปลิดชีพตัวเองลงอย่างที่โลกต้องตะลึง ขณะที่ต่อมา เจ้าคุณธงชัย ก็ถูกรัฐบาลทหารกวาดล้าง ด้วยข้อหาลับลวงพราง ซึ่งก็คือ คดีการเมืองนั่นเอง ปัจจุบันนี้เจ้าคุณธงชัยก็ยังคงไม่สามารถกลับมาห่มผ้าเหลืองได้ ตราบใด "บิ๊กตู่" ยังอยู่ เจ้าคุณธงชัยก็อย่าหวังว่าจะได้กลับมาห่มผ้าแดง

เจ้าคุณสุรชัยนั้น ปัจจุบันก็ยังไม่ได้นั่งเก้าอี้เจ้าอาวาสเต็มตัว ยังเป็นเพียง "รักษาการ" แถมยังรักษาการทั้งเจ้าคณะภาค 12 และล่าสุดก็ได้รักษาการ "วัดโสธรวราราม" อันใหญ่บะละฮึ่ม ระดับเจ้าพ่อในภาคตะวันออก การปล่อยให้ "คณะราษฎร" ขึ้นไปห่มผ้าแดงภูเขาทอง และทำกิจกรรมทางการเมือง ย่อมจะสุ่มเสี่ยงต่อการ "ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ" ซึ่งจะกระทบถึงเจ้าคณะภาค 12 อีกด้วย แบบว่ามีสิทธิ์หลุดทั้งยวง ยิ่งมีการแก้กฎ มส. ให้การแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง "ต้องผ่านสำนักพระราชวัง" ด้วย ก็ยิ่งเสียว เกิดใครไปประกาศ "ไม่เอาเจ้า" บนภูเขาทอง รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้อย่างไร นี่ไง สาเหตุที่เจ้าคุณสุรชัยต้องรีบประกาศ..ปิดวัด ในวันนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วัดสระเกศภูเขาทอง ซึ่งก็ต้องเห็นใจ ไม่มีใครอยากเล่นเกมเสี่ยง เพราะมันไม่คุ้ม

 





 

 

นางพญายิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงหนึ่งเดียวของไทย เคยแสดงบทบาทสำคัญคือ "ร้องไห้ต่อหน้าภูเขาทอง" เนื่องในวันคล้ายวันเกิด 50 ปี เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2560 ผลต่อมาก็คือว่า ไม่มีการปรานีจากรัฐบาลทหาร ยังคงตามล้างตามเช็ดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เหมือนบุญไม่ช่วย

หากไม่ปิดวัดสระเกศในวันที่ 14 นี้ ผู้ที่จะต้องร้องไห้เป็นรายต่อไป ก็คงไม่ใช่ใคร นอกจาก..เจ้าคุณสุรชัย-พระเทพรัตนมุนี รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ นั่นเอง ไม่ตายก็ไม่โต อีแบบนี้ ปีนี้อาจจะไม่มีประเพณี "ห่มผ้าแดงภูเขาทอง" อีกต่อไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าแดงแท้หรือแดงเทียม

เฮ้อหนอ..เงินทองกำลังจะเข้าวัด จู่ๆ ก็มีดาวหางฮัลเล่ย์ ลัดวงโคจรเข้ามาตัดหน้าตรุษจีน เล่นเอาเจ้าคุณสุรชัยถึงกับต้องประกาศ "ปิดวัด" ปัดเคราะห์ปัดนามให้พ้นวัดสระเกศ ไม่งั้นจะซวยกันทั้งวัด

แต่ถามว่า ถ้าเข้าวัดสระเกศไม่ได้ คณะราษฎรน่าจะไปวัดไหน คำตอบก็น่าจะเป็น "วัดสร้อยทอง" ของเจ้าคุณอุทัย เพราะทั้งเจ้าคุณอุทัยก็เป็นสายธรรมกายกลางกรุงเทพ แถมพระมหาไพรวัลย์ก็เคยออกทีวีสนับสนุน "แก๊งค์แครอท" ซึ่งบางส่วนได้ลี้ภัยไปยุโรปก่อนหน้านี้แล้ว ไปวัดสร้อยทอง รับรองว่า..ไม่ผิดหวัง

 

 

เจ้าคุณสุรชัย รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

 

ราษฎรอกหัก วัดสระเกศประกาศปิดวัด วันที่ 14 ก.พ.

ระบุเพื่อทำความสะอาด "Big Cleaning" ป้องกันการระบาดโควิด-19 หลังจากเปิดวัดแล้วมีพุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยวเข้ามาภายในวัดจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ "ราษฎร" ซึ่งเป็นสื่อกลางรายงานความเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร ได้แชร์ภาพและข้อความจากเพจ "ราษฎรมูเตลู" พร้อมระบุข้อความว่า เชิญชวนมวลชนให้ไปร่วมทำบุญให้วีรชนเดือนตุลา ในงาน "รฤกคุณคนดีมีค่า แห่งประชาธิปไตย" ครั้งที่ 2 ในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.พ. 2564 เวลา 15.00-17.00 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา จากนั้นจะเคลื่อนขบวนผ้าแดงไปยังบรมบรรพต วัดสระเกศ (ภูเขาทอง) เพื่อห่มเจดีย์ด้วยผ้าแดง และระลึกถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเรียกร้องทั้งปัญหาปากท้อง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม รัฐบาลทหาร และชนชั้นศักดินานั้น

ต่อมาเวลาประมาณ 17.00 น. เฟซบุ๊ก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ได้เผยแพร่ ประกาศวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เรื่อง ปิดวัดชั่วคราว เพื่อทำความสะอาด (Big Cleaning) ระบุว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ยังมีการแพร่ระบาดและมีความเสี่ยงสูง และได้มีพุทธศาสนิกชน นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดนั้น คณะสงฆ์วัดสระเกศ จึงปิดวัดชั่วคราว เพื่อทำความสะอาดใหญ่ (Big Cleaning) ในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.พ. 2564

 

ข่าว : เดลินิวส์

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 12 กุมภาพันธ์ 2564

 


 

ผลงานอมตะของมหาเถรสมาคม

3 ปี 4 เดือน ประชุมกว่า 120 ครั้ง

แต่ไม่สามารถตั้งเจ้าคณะภาคได้แม้แต่ภาคเดียว

เสียหายเกินเยียวยา

 



 

 

มหาเถรสมาคม ประชุมกันเดือนละ 3 ครั้ง ทุกวันที่ 10-20-30 เลื่อนได้ถ้ามีเหตุจำเป็น ตำแหน่งเจ้าคณะภาค ว่างลงกว่า 3 ปี 4 เดือน รวมการประชุมในแต่ละปีก็ 12x3 = 36 ครั้ง 3 ปี ก็ 108 ครั้ง บวกอีก 4 เดือน คือ 12 ครั้ง ก็จะพบว่ามหาเถรสมาคมประชุมกันกว่า 120 ครั้ง แต่ไม่น่าเชื่อว่ากว่า 120 ครั้งเหล่านี้ มหาเถรสมาคม ภายใต้การบังคับบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชวัดราชบพิธ ไม่สามารถสรรหาเจ้าคณะภาคเพียงแค่ 18 ภาคได้ ปล่อยคณะสงฆ์ไทยให้ตกอยู่ภายใต้สุญญากาศมานานถึง 3 ปี แถมวันนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ของนายณรงค์ ทรงอารมณ์ ภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาบอกว่า จำเป็นต้องเลื่อนการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคออกไปอีก เพราะมีปัญหาใหม่เพิ่มเติมเข้ามา นั่นคือ การแบ่งเขตปกครองระดับภาคของคณะธรรมยุต

แปลกมาก ไม่ว่าสำนักนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่สำนักพระราชวัง จะไม่เฉียวใจเลยหรือว่า สาเหตุอันใด การปกครองคณะสงฆ์ไทย ในสมัยรัชกาลที่ 10 จึงผิดปกติ ไม่เรียบร้อย เหมือนในรัชกาลก่อน เหมือนในรัฐบาลก่อน

 

 

ข้างต้นนี้ คือตัวอย่างมติมหาเถรสมาคม ซึ่งผ่านการประชุมในรอบต่างๆ ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ถ้านับสถิติก็น่าจะเกินพันเรื่อง ซึ่งจะเห็นว่ามีเรื่องราวต่างๆ เข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคมตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การเดินทางของพระธรรมทูต การเปลี่ยนชื่อวัด พระมรณภาพ ฯลฯ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ ของบ้านเมือง เรียกได้ว่าตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ สามารถนำเข้าไปปรึกษาหารือในมหาเถรสมาคมได้ จะว่ามหาเถรสมาคมไม่ทำงานก็คงว่าไม่ได้ คือยังมีการประชุมมหาเถรสมาคมตามปกติ แต่ที่ผิดปกติก็คือว่า ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคได้เลยแม้แต่ภาคเดียว

ที่น่าแปลกใจก็คือว่า ในบรรดากรรมการมหาเถรสมาคมนั้น เกินครึ่ง หรือเกือบทั้งหมด เคยเป็นเจ้าคณะภาค และปัจจุบันยังรักษาการเจ้าคณะภาค อยู่ด้วยซี

ปัญหามันอยู่ที่ว่า สาเหตุอันใด มหาเถรสมาคม จึงไม่สามารถตั้งเจ้าคณะภาค ซึ่งมีเพียงแค่ 18+11 = 29 รูปได้ (มหานิกาย 18 รูป ธรรมยุต 11 รูป)

ถ้าเทียบกับการตั้งสมเด็จพระสังฆราช และเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ที่ผ่านมา จะพบว่า มีการดำเนินการอย่างรวดเร็วผิดปกติ กว่าจะรู้ก็เสร็จไปแล้ว คือแบบว่าถ้าผู้มีอำนาจจะตั้งใครก็จะมีการกระทำแบบเฉียบพลัน แต่ถ้าไม่คิดจะตั้งหรือไม่อยากตั้ง ก็จะรั้งรอไปเรื่อยๆ

แต่ตำแหน่งเจ้าคณะภาคนั้น เป็นพระผู้ปกครอง ซึ่งต้องสนองงานมหาเถรสมาคม ส่งผลไปยังพระเณรในสังกัดเป็นวงกว้าง ต่างจากการตั้งเจ้าคุณ ซึ่งเป็นคุณสมบัติส่วนตัว ถ้าจะเอาเจ้าคณะภาคไปเป็นเหมือนเจ้าคุณแล้ว ก็น่าหัวในสายตาปัญญาชน เหมือนแยกไม่ออกว่า การเป็นกำนันกับเป็นสามีนั้น หน้าที่ต่างกันอย่างไร

"บ้านเมืองไร้ขื่อแป" เป็นสำนวนไทยที่ใช้สำหรับบ้านเมืองที่ตกอยู่ในสภาวะจลาจล ไม่มีคนผู้มีอำนาจในการบังคับบัญชาการ โบราณจึงสอนว่า ถ้าในบ้านเมืองใดไม่มี 1. ผู้ปกครอง 2. หมอยาหรือโรงพยาบาล ก็อย่าอยู่นานเกิน 1 ราตรี เพราะเกิดเหตุอะไรขึ้นมาก็อันตราย ไม่ตายก็ป่วยหนัก

ถามว่า 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทย คณะสงฆ์ไทย มีผู้นำคือ พระเจ้าอยู่หัว นายกรัฐมนตรี และสมเด็จพระสังฆราช ไหม ? ก็ตอบได้ว่า มีครบทุกตำแหน่ง

แต่ถามว่า เหตุใดจึงไม่สามารถตั้งเจ้าคณะภาคได้ ?

ก็คงไม่สามารถตอบแทนตัวแทนองค์กรแห่งอำนาจทั้งสามเหล่านั้นได้ เพราะไม่มีใครกล้า..สอนสังฆราช

แต่ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณชนแน่นอนก็คือ กระบวนการทำงานขององค์กรเหล่านั้นไม่เวิร์ค เพราะถ้าเวิร์คก็ต้องตั้งเสร็จไปแล้ว ไม่สามารถตอบเป็นอื่นใดไปได้

การออกมาแถลงสาเหตุของการไม่ยอมตั้งเจ้าคณะภาค ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อวานนี้ เป็นการยอมรับว่ายังไม่มีความพร้อม (พร้อมรับตำแหน่ง แต่ไม่พร้อมทำงาน) จึงต้องหาเหตุผลใหม่มาสนับสนุน คือซื้อเวลาต่อไปอีก ต่างกับเรื่องอื่นๆ แม้เล็กๆ น้อยๆ มหาเถรสมาคมก็จะลงมติให้ผ่าน และส่วนใหญ่ "ไม่ต้องรอรับรองการประชุม" ด้วยซ้ำไป  แต่เรื่องใหญ่เช่นเจ้าคณะภาคนี้ กลับปล่อยทิ้งมานานกว่า 3 ปี ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ ก็น่าจะมีการแต่งตั้งโดยเรียบร้อย

การปล่อยให้เจ้าคณะภาคทั่วประเทศ มีแต่เพียง "รักษาการ" นั้น นอกจากจะไม่มีอำนาจเต็มแล้ว ก็ยังมองเห็นว่า มหาเถรสมาคม หรือรัฐบาล ไม่มีแผนงานการทำนุบำรุงและเผยแผ่พระพุทธศาสนาอะไรใหม่ จึงไม่มีการวางตัวบุคคลากรสงฆ์ในระดับภาคให้เต็ม เหมือนทหารตำรวจ ซึ่งจะออกรบหรือไม่ก็ต้องมีความพร้อมเข้าไว้ ไม่งั้นเกิดปึงปังขึ้นมาจะหาใครมาทัน

นั่นแหละคือสิ่งที่แลเห็น เป็นผลพวงของการ "ไม่ยอมตั้งเจ้าคณะภาค" แถมปล่อยไว้นานกว่า 3 ปี ถ้าเป็นในระบอบประชาธิปไตยแล้ว เรื่องนี้ต้องถึงกับ..อภิปรายไม่ไว้วางใจ กันเลยทีเดียว

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 9 กุมภาพันธ์ 2564


 

เหตุผล 108

สำนักพุทธฯ อ้างเหตุผลใหม่

ยังไม่ตั้งเจ้าคณะภาค

เพราะต้องรอธรรมยุตแบ่งเขตปกครองให้เสร็จก่อน

ไม่เสร็จก็ตั้งไม่ได้ ที่ตายก็ตายไป ตัวใครตัวมัน

 

 

 

สิปป์บวร อีกแล้วครับทั่น

พูดได้ทุกเรื่องต้อง..สิปป์บวร !

 

อา..ยังจำได้ไหม ถึงใครคนหนึ่ง เอ๊ย ครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 สิปป์บวร เคยออกมาแจ้งข่าวว่า ณ บัดนี้ (บัดนั้น) โผเจ้าคณะภาคทั้งธรรมยุตและมหานิกาย ทั่วประเทศ ซึ่งว่างมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 และมีข่าวจากสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช (สมเด็จชิน) ว่า โผเจ้าคณะภาคผ่านการเห็นชอบจากสำนักพระราชวังแล้ว กำลังอยู่ในระหว่างออกพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แถมยังมีโผหลุดออกมาสู่สาธารณชนให้เห็นทั้งกระบิ เป็นโผเก่าทั้งชุด (ชุดสมเด็จเกี่ยว-สมเด็จช่วง) เลยถูกรุมถล่มซะยับเยินว่า อ๋อ เนี่ยนะ รัฐบาลทหาร ยึดอำนาจรัฐบาลประชาธิปไตยยิ่งลักษณ์ แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ตั้งสมเด็จอัมพรเป็นสังฆราชข้ามสมเด็จช่วง ก็เพื่อเอาสังฆราชเพียงเก้าอี้เดียว ที่เหลือก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน เป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่ ไม่ว่าพระสังฆราชจะเป็นใคร สุดท้ายเจ้าคณะภาคก็พวกเก่า มันน่าเศร้าไหมล่ะ ฯลฯ เจอคลื่นซัดโครมครามจนกระแสตั้งเจ้าคณะภาคจมดิ่งเงียบหลาย สุดท้าย วันที่ 10 ธันวาคม 62 สิปป์บวรจึงออกมาแก้ข่าวว่า "โผกำลังอยู่ในขั้นตอนแต่งตั้ง แต่ที่ต้องล่าช้าเพราะว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายใหม่อย่างเคร่งครัด ฯลฯ"

ก็ผ่านไปอีกเป็นปีโดยไม่มีการตั้งเจ้าคณะภาค ตกวันที่ 31 สิงหาคม 2563 สิปป์บวร ก็ออกมาให้ข่าวว่า บัดนี้ มหาเถรสมาคม ได้พิจารณารายชื่อเจ้าคณะใหญ่หนกลางเสร็จเรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระสังฆราช ได้เสนอไปยังราชเลขานุการในพระองค์ เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฝ่าพระบาทแล้ว ซึ่งเป็นอันรู้กันว่า พระเถระที่มหาเถรสมาคมลงมติเห็นชอบให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางนั้น มีเพียงชื่อเดียว คือ พระพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส ซึ่งเวลานั้นเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางอีกด้วย

แต่แล้วก็มีฟ้าฝ่า 10 ตุลาคม 2563 มีข่าวลือสนั่นวงการสงฆ์ว่า โผเจ้าคณะภาคซึ่งผ่านการพิจารณาของมหาเถรสมาคมและสมเด็จพระสังฆราชไปแล้ว เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 63 นั้น เมื่อไปถึงสำนักพระราชวังแล้ว "ไม่โปรด"  แต่ทรงโปรดให้ "สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี" หรือ เจ้าคุณธงชัยวัดไตรมิตร ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน และสุดท้ายก็เรียบร้อยโรงเรียนวัดสามจีน สมเด็จธงชัยได้เข้ารับพระบัญชา แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ผ่านไปด้วยดี ไม่มีใครกล้าคัดค้านหรือเห็นต่าง เพราะนั่นเป็น..พระบรมราชโองการ

เวลานั้น พระเณรทั่วประเทศและทั่วโลก ก็มัวแต่สนใจ "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ซึ่งพลิกโผอย่างพิลึกพิลั่น กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ กล่าวขานกันไม่รู้จบ ว่าเซียนอยู่รู หมูอยู่ตึก ระดับ "พรหมบัณฑิต-ราชบัณฑิต" เสียทีให้แก่เจ้าคุณธงชัยสายเกจิได้อย่างไร เรื่องราวเล่ากันเป็นปีก็ไม่มีจบ แต่ก็จบลงตรงที่ว่า..มันส์ พ่ะย่ะค่ะ

ความมันในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางดังกล่าว กลบกระแส "โผเจ้าคณะภาค" ไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ถึงกระนั้น พระเณรก็คาดคิดว่า ในเมื่อได้เจ้าคณะใหญ่ครบทุกหนแล้ว การแต่งตั้งเจ้าคณะภาค อย่างเป็นทางการคงจะตามมาไวๆ ไม่เกินปีใหม่ 2564 หรือสิ้นปี 63 เราน่าจะมีเจ้าคณะภาคชุดใหม่กันแล้ว

แต่จากเดือนตุลา 63 ก็ลากข้ามมาปี 64 ก็เงียบฉี่ ไม่มีแอ๊คชั่นอะไรออกมา ตกวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา ก็มีข่าวว่า ทางคณะธรรมยุต โดยสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ขอปรับเปลี่ยนเขตการปกครองระดับภาคเสียใหม่ ด้วยเหตุผลว่า มีวัดในสังกัดธรรมยุตเพิ่มมากขึ้น จึงต้องปรับปรุงให้ทันสมัย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอันใด ในเมื่อมันเป็นการปรับในส่วนของธรรมยุต ไม่ได้เกี่ยวกับมหานิกาย จะปรับยังไงก็ไม่เกี่ยวกันอยู่แล้ว แถมการปรับก็ยังคงอยู่ในระดับ 18 ภาคเหมือนเดิม มิได้เพิ่มเติมอะไรใหม่

แต่แล้ววันนี้ (8 ก.พ. 4) จู่ๆ นายสิปป์บวร กลับออกมาคว้าเอาเรื่องนี้ไปต่อเข้ากับการตั้งเจ้าคณะภาค โดยบอกแก่พระเณรและชาวพุทธทั่วประเทศว่า "สาเหตุที่การแต่งตั้งเจ้าคณะภาคล่าช้ามานานถึง 3 ปีนั้น เพราะต้องรอให้ทางฝ่ายธรรมยุตปรับปรุงเขตการปกครองให้เสร็จเสียก่อน ไม่งั้นไม่เรียบร้อย ฯลฯ" นั่นเท่ากับบอกว่า โผเจ้าคณะภาคต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีกมาเป็นเวลากว่า 3 ปีนั้น ก็เพื่อรอให้ธรรมยุตแบ่งเขตการปกครองครั้งนี้นี่เอง

โถถังกาละมัง พระสงฆ์องค์เณรและชาวพุทธทั่วโลก เมื่อได้อ่านข่าวก็งงเป็นไก่ตาแตก เหมือนโดนสิปป์บวรแหกตา ว่ามันเกี่ยวอะไรระหว่างการตั้งเจ้าคณะภาคกับการปรับปรุงเขตการปกครองของธรรมยุต โดยเฉพาะที่ "ลากเอา" มหานิกายเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะมันคนละนิกายกัน

ถามสิปป์บวรว่าใครสอนให้ออกมาพูดเช่นนี้ ?

นี่ถ้าเป็นการสอบธรรมศึกษาวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรมแล้ว ขอบอกว่า สำนักพุทธฯสอบตก เพราะเชื่อมกระทู้ไม่สนิท ผิดฝาผิดตัว เดี๋ยวพูดเรื่องแกะ เดี๋ยวพูดเรื่องแพะ เดี๋ยวบอกว่าลา ต้องไล่ไปเรียนใหม่ให้สอบซ้ำชั้น ไม่งั้นจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะไป เชื่อถือไม่ได้

ดูสิว่า ถ้ากลับไปฟัง "เหตุผล" ของสิปป์บวรก่อนหน้านี้ ก็ยิ่งเหมือน "ไปไหนมาสามวาสองศอก" เดี๋ยวบอก "ต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัด" เดี๋ยวบอก "ต้องรอให้ธรรมยุตแบ่งเขตเจ้าคณะภาค" เปลี่ยนเหตุผลไปเรื่อยๆ พรุ่งนี้ก็อาจจะอ้างใหม่ว่า "ต้องรอให้มหาสายชลตายเสียก่อน" จึงค่อยตั้งเจ้าคณะภาคได้ เพราะมหาสายชลเป็นรัชทายาทของสมเด็จนิยม อดีตเจ้าคณะใหญ่หนกลาง หรือไม่ก็ต้องเป็น "พ่อ" ของบิ๊กตู่ จึงไม่มีใครกล้าปลด

ผลงานของมหาสายชลนั้น "ค้ำคอ" สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถึงขั้นจะปั้นให้เป็นสังฆราชองค์ต่อไป ว่าด้วยเรื่อง "ธัมมชโย" ถึงกับรัฐบาลทหาร คสช. ต้องใช้ ม.44 เข้าปิดล้อมวัดพระธรรมกายนานนับเดือน เพื่อตามล่าพระธัมมชโย จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ตัว แบบว่าหน้าแตกยับเยิน ขณะที่ "มหาสายชล-เจ้าคณะภาคหนึ่ง" นั้น ล่องหนไปพร้อมๆ กับธัมมชโย ไม่มีบทบาทในการทำงานใดๆ ในตำแหน่งเข้าคณะภาคหนึ่งเลย แต่กรณีธัมมชโยนั้น ถูกนำมาเล่นงาน "สมเด็จช่วง" ไม่ให้ขึ้นเป็นพระสังฆราช แปลง่ายๆว่า ปลดสมเด็จช่วง แต่ไม่ปลดมหาสายชล ผู้คนเลยงงว่า พวกคุณเล่นตลกอะไร ?

นี่ไงที่ใครเขาว่า อยู่เปล่าๆ ไม่ทำอะไร ชั่วไม่มี ดีไม่ปรากฏ ก็จะได้ดีในบั้นปลาย ใครขืนออกหน้าทำงานให้แก่ประเทศชาติพระศาสนา ก็จะกลายเป็นหมาตัวหนึ่ง สู้พวกอีแอบไม่ได้ สังคมสงฆ์ไทยจึงกลายเป็นสังคมขันที มีแต่พวกหลังม่าน คอยค่อนแคะนินทา เวลามีปัญหาก็มุดหัว แต่พอมีตำแหน่งก็แย่งกัน

สรุปว่า ตำแหน่งเจ้าคณะภาคทั้ง 2 นิกาย ทั่วประเทศไทย ว่างลงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 ถึงปัจจุบันก็นับได้นานถึง 3 ปี 4 เดือน แล้ว ยังไม่มีการแต่งตั้งใหม่ มีแต่รักษาการ จนหลายรักษาการก็มรณภาพลงไปแล้วด้วย

และพระเณรทั่วไทยนั้น เวลานี้ไม่มีใครสนใจในตำแหน่งเหล่านี้แล้ว จะตั้งหรือไม่ตั้ง จะตั้งช้าตั้งไวหรือยุบทิ้งไป ก็ไม่มีใครติดใจ เพราะผ่านมา 3 ปีกว่า ก็ยังอยู่กันมาได้ ไม่มีใครตายเพราะไม่มีเจ้าคณะภาค ถึงจะไม่ตั้งสังฆราชก็คงไม่มีใครติดใจเช่นกัน ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจะเอายังไงก็ตามสบาย เพราะพระเณรนั้นเป็นเพียง "ผู้อาศัย" เขาจะตั้งใครมาปกครองก็ไม่เคยบอกกันเลย อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็สึก ง่ายจะตายพระไทย พระศาสนาไม่ใช่ของเราคนเดียว

แต่ที่น่าสนใจก็คือว่า ถ้าปล่อยปละละเลยไว้ไม่ยอมตั้ง ก็จะเสียขนบธรรมเนียมของบ้านเมือง อันเป็นหลักการทางการปกครอง จะส่งผลเสียหายไปถึงเกียรติประวัติของผู้บริหารราชการแผ่นดิน ว่าผิดพลาดบกพร่อง ไม่ต้องตามโบราณราชประเพณี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ให้ลูกหลานได้อ่านเล่น พวกท่านเป็นผู้มีอำนาจ ถ้าไม่ทำหน้าที่ก็เหมือนกำลังเขียนประวัติตัวเองให้ประชาชน..ไม่ไว้วางใจ

สำนักพุทธฯ คงจะมองว่า พระเณรทั้งประเทศไทยนั้นไม่ประสีประสาทางการเมือง จึงจะอ้างมั่วๆ ซั่วๆ อย่างไรก็ได้ ซึ่งก็คงจะจริง เพราะก็ไม่เห็นว่าจะมีใครในประเทศไทยออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ ซึ่งมีข้อผิดสังเกตอยู่โต้งๆ ในคำพูดของสิปป์บวรในเรื่องเดียวกันตลอดมานั่นเองว่า คำก่อนกับคำหลัง ไม่ตรงกัน เหตุผลใหม่กับเหตุผลเก่าไม่เข้ากัน เป็นคนละเรื่อง เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีหลักการ

ถ้าเป็นนักการเมืองพูดแบบนี้ ก็คงอนุโลมให้ผ่านไปได้ (เพราะนักการเมืองเชื่อไม่ได้อยู่แล้ว) แต่นี่ นายสิปป์บวร เป็นข้าราชการในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ในการสนองงานคณะสงฆ์ เป็นองค์กรทางศีลธรรม จะต้องมีเหตุผลที่สาธารณชนฟังว่าน่าเชื่อถือ มิใช่นึกอยากจะพูดอะไรก็พูด อยากจะอ้างอะไรก็อ้าง มันเสียหายถึงพระพุทธศาสนา นะฮะ คุณณรงค์

 

 

 

ใช่หรือครับท่าน มันไม่น่าจะเข้ากันนะผมว่า..กากับหงส์

 

 

 

แจงเหตุ มส. ยังไม่พิจารณาตั้งเจ้าคณะภาค

"สิปป์บวร แก้วงาม" โฆษกสำนักพุทธฯ ยันที่ประชุมมหาเถรสมาคมยังไม่ได้พิจารณาแต่งตั้งเจ้าคณะภาค ชี้ต้องรอการแบ่งเขตปกครองระดับภาคใหม่ของคณะธรรมยุตให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแต่งตั้งเจ้าคณะภาค ว่า เนื่องจากที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ได้มติเห็นชอบให้มีการแบ่งเขตการปกครองระดับภาคของคณะธรรมยุตใหม่ โดยมติดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เมื่อมีการประกาศลงในแถลงการณ์คณะสงฆ์แล้ว จากนั้นกระบวนการต่อไปจึงจะเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตพิจารณาแต่งตั้งเจ้าคณะภาคตามเขตปกครองระดับภาคที่มีการแบ่งใหม่ ดังนั้นจึงต้องรอการแบ่งเขตการปกครองระดับภาคใหม่ของคณะธรรมยุตให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการก่อน ทางคณะธรรมยุตจึงจะสามารถดำเนินการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคตามการแบ่งเขตปกครองระดับภาคใหม่ได้ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคทั้งฝ่ายมหานิกาย และธรรมยุตได้ผ่านการพิจารณาของ มส.ไปแล้วนั้น ยืนยันว่า มส.ยังไม่มีการพิจารณาในเรื่องเจ้าคณะภาคแต่อย่างใด เพราะต้องรอการดำเนินการในส่วนของคณะธรรมยุตให้แล้วเสร็จก่อน จากนั้นจึงจะมีการดำเนินการพิจารณาเสนอเข้า มส.ในคราวเดียวกันทั้งการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคของฝ่ายมหานิกาย และฝ่ายธรรมยุต ซึ่งอำนาจในการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคเป็นของเจ้าคณะใหญ่ในแต่ละหนในการพิจารณาก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ มส.

นายสิปป์บวร กล่าวต่อไปว่า สำหรับการแบ่งเขตปกครองคณะสงฆ์ระดับภาคใหม่ของคณะธรรมยุตนั้น เฉพาะภาค 1-2-3 และ 12-13  ภาค 4-5-6-7 และภาค 16-17-18  โดยมีเขตการปกครองดังนี้ 1.ภาค 1 กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ภาค 2 พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สระบุรี และภาค 3 ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า ภาค 1-2-3 (ธรรมยุต) 2.ภาค 4 นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ และภาค พิษณุโลก สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า ภาค 4-5 (ธรรมยุต) 3.ภาค ลำปาง พะเยา เชียงราย แพร่ น่าน และภาค 7 เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า ภาค 6-7 (ธรรมยุต) 4.ภาค 12 ปราจีนบุรี สระแก้ว นครนายก ฉะเชิงเทรา และภาค 13 ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า ภาค 12-13 (ธรรมยุต) 5.ภาค 16 นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า ภาค 16 (ธรรมยุต) 6.ภาค 17 ภูเก็ต ตรัง พังงา กระบี่ ระนอง และภาค 18 สงขลา พัทลุง สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ให้รวมเป็นเขตปกครองภาคเดียวกัน เรียกว่า ภาค 17-18 (ธรรมยุต)

 

ข่าว : เดลินิวส์

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 8 กุมภาพันธ์ 2564

 


 

หมดท่า !

สำนักพุทธฯ อ้าง

มีคนคัดค้านการจ่ายเงินเยียวยาพระเณร

สำนักพุทธก็หมดปัญญาจะหาเหตุผลช่วย

พระเณรเลยอดกันทั้งประเทศ

 

 

 

บิ๊กตู่ นายกรัฐมนตรี

 

 

 (เก่า) เทวัญ ลิปตพัลลภ : (ใหม่) อนุชา นาคาศัย

รัฐมนตรีดูแลสำนักพุทธฯยุคโควิด

 

 

อา..ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรนะฮะ พระคุณเจ้าทั้งประเทศไทย ในเมื่อรัฐบาลเขาไม่มีศรัทธาจะเยียวยาพระเณร จะเรียกร้องไปก็ไม่เหมาะไม่สมกับสมณสารูป พระเณรไทยทำได้เพียงนิ่ง และเงียบ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องนิ่งและเงียบ ไม่งั้นเขาหาว่าไม่ใช่พระ และบวชไม่เสียสละ จะบวชทำไม ?

แต่..แต่ในความเป็นจริงอีกด้านหนึ่งนั้น พระเณรไทยก็คือประชาชนคนไทย ที่เข้ามาบวช เพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่จึงบวชตามประเพณี มีจำนวนน้อยที่บวชเพื่อมุ่งมั่นบรรลุพระนิพพาน ขนาดองค์พระประมุขของชาติก็ทรงบวช "เพื่อบำเพ็ญเนกขัมมบารมี" โดยที่ตอนบวชนั้นก็ "มิได้สละราชสมบัติ" แต่อย่างใด มิได้หย่าพระมเหสีด้วยซ้ำไป ยังทรงตั้ง "ผู้สำเร็จราชการแทน" แถมยังใช้ราชาศัพท์ตลอดเวลาเป็นพระด้วย ครั้นทรงครบกำหนดก็ปริวัตร (ลาสิกขา) ออกมาครองราชย์ดังเดิม แบบนี้ไม่เห็นมีใครบอกว่า "บวชไม่เสียสละ" เลย มีใครเคยเห็นบ้างล่ะว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงผนวชแล้วไม่ลาสิกขาน่ะ

ที่ยกพระมหากษัตริย์มาเป็นตัวอย่าง ก็เพราะพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นำชาวพุทธ ดำรงตำแหน่ง "องค์อัครศาสนูปถัมภก" เมื่อทรงปฏิบัติเป็นตัวอย่าง ชาวไทยทุกระดับจึงปฏิบัติตามพระบรมราโชบาย "บวชตามประเพณี" ซึ่งชาวไทยก็ยินดียอมรับเรื่อยมา

เพิ่งจะมา 4-5 ปีให้หลังนี่แหละ ที่เริ่มมีการใช้วาทกรรมกับพระเณรว่า "บวชไม่เสียสละ บวชทำไม-พระเณรรับเงินทอง ผิดพระวินัย ใครถวายหรือสนับสนุน ก็เท่ากับทำลายพระพุทธศาสนา ฯลฯ" โดยยกพระไตรปิฎกมาอ้าง ปรากฏว่ามีคนเถรตรงมากมาย "เห็นด้วย" กับวาทกรรมดังกล่าว จึงรวมหัวกันหาวิธีการ "ห้ามปรามพระเณรไม่ให้รับเงินทอง" และมองไกลไปถึงขั้น "ออกกฎหมาย" ห้ามมิให้พระเณรรับเงินทอง รวมทั้งมรดกตกทอดของบิดามารดาหรือญาติ เพื่อบังคับเส้นทางให้พระเณรไทยทุกรูป "ต้องเดินทางไปสู่ประตูพระนิพพาน" เท่านั้น

ขาดเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ที่คนเหล่านั้นไม่เคยคิดจะทำก็คือ ออกบวชด้วยตนเองเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง โดยประกาศ "ไม่สึก" ตลอดชีวิต

คนพวกนี้กล้าที่จะออกกติกาเพื่อผู้อื่น แต่ไม่กล้าปฏิบัติตามกติกานั้น ว่าทำได้หรือไม่ และถ้าสามารถทำได้ดังฝัน นั่นแสดงว่า คนพวกนี้เก่งกว่าพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้ายังไม่สามารถออกกฎบังคับให้พระเณรต้องบรรลุธรรม จึงปรากฏหลักฐานว่า ในสมัยพุทธกาล (ตอนที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่) มีผู้ปฏิบัติผิดเป็นอันมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทมากมาย ถ้ายังทรงพระชนม์มาถึงปัจจุบัน ก็เชื่อว่าสิกขาบทอาจจะมากนับแสนนับล้านข้อ และเมื่อนั้นก็คงไม่มีใครบวชแล้ว เพราะกลัวว่าจะปฏิบัติตามไม่ไหว

เชื่อไหมว่า แนวความคิด "บวชเสียสละ-ไม่จับต้องเงินทอง" นั้น มีคนระดับ "องคมนตรี" ไปรับทราบกับเขาด้วย แถมองคมนตรีท่านนั้นยังมีอิทธิพลต่ออดีต ผอ.พศ. ผู้ตงฉิน อีกด้วย ซึ่งบุคคลเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ของนายณรงค์ ทรงอารมณ์ ซึ่งเป็นลูกน้อง ในปัจจุบัน และมันส่งผลมาถึง "เรื่องเงินเยียวยาโควิด" สำหรับพระเณรในปัจจุบัน

แต่เราจะไม่พูดถึง "ผู้นำคนสำคัญ" ไม่ได้เลย เขาคนนั้นคือ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และเป็นผู้นำในการบริหารกิจการบ้านเมือง ย่อมจะเลี่ยงความรับผิดชอบไปไม่พ้น

ปรากฏการณ์ที่เห็นก็คือ นายกรัฐมนตรี ไม่มีความเด็ดขาด ไม่ชัดเจน ในบทบาทการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา แบบว่ามีงานวัดวาอารามก็ทำไป..พอเป็นพิธี ถึงวันสำคัญครั้งหนึ่งก็ทำบุญตักบาตรเสียครั้งหนึ่ง ถึงขนาดเกิดโรคระบาดทั่วบ้านเมือง รัฐบาลกู้เงินมาใช้จ่ายเยียวยาประชาชนนับล้านๆ บาท แบบว่ากินกันทั้งบ้านทั้งเมือง ท่านผู้นำน่าจะมีความคิดว่า "เออพวกเรากินกันทั้งบ้านทั้งเมือง น่าจะหาอะไรไปถวายพระท่านบ้าง ท่านจะรับหรือไม่รับก็สุดแต่ท่าน"

แต่ไม่, ไอเดียการถวายเงินค่าภัตตาหารพระในสถานการณ์โควิดนั้น เริ่มมาจาก นายเทวัญ ลิปตพัลลภ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งต้องหลุดจากตำแหน่งไปเพราะปัจจัยทางการเมือง ส่งไม้ต่อมายัง นายอนุชา นาคาศัย แต่ผ่านมาปีกว่าแล้ว ประชาชนได้เงินเยียวยาไปหลายรอบ แถมรอบใหม่ "จ่ายคนละครึ่ง" ก็กำลังแย่งกันสนุก แต่เงินเยียวยาสำหรับพระเณรยังเงียบหาย ไม่เคยได้ แถมมีแววว่า..จะไม่ได้ อีกต่างหาก

ถามว่า บทบาทของผู้นำหายไปไหน ?

พระศาสนาจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าผู้นำไม่ใส่ใจ ?

หรือจะใช้วาทกรรมว่า "ต่อให้มีอีก 100 นายก ก็แก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าประชาชนไม่ช่วยกัน" ซึ่งผิดถนัด เพราะคนพูดมิใช่ตาสีตาสา หากแต่เป็นผู้อาสามาทำงานเพื่อประชาชน และเป็นถึง..นายกรัฐมนตรี

ถ้าคุณไม่มีสติปัญญาความสามารถจะบริหารบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อยและดีงามได้ ก็ง่ายจะตาย แค่..ลาออกไป จะอยู่ให้ประชาชนสาปแช่งไปทำไม ?

โฆษกสำนักพุทธฯ ฟ้องต่อสื่อว่า "มีกรรมการบางท่านคัดค้านการถวายเงินเยียวยาโควิดพระ" โดยอ้างว่า "คณะสงฆ์มีความพร้อมและได้รับปัจจัยต่างๆ อยู่แล้ว" ซึ่งเป็นสาเหตุให้เรื่องนี้ต้องชะงัก เพราะสำนักพุทธฯ ไร้เชาว์ปัญญาจะหาเหตุผลที่ดีกว่านี้ได้

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มาตรว่าคณะสงฆ์จะมีความพร้อมอยู่บ้าง (ในบางแห่งหรือหลายแห่ง) ถึงกับเปิดโรงทานเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ขัดสน แต่ถ้าท่านได้รับเงินเยียวยาเพิ่มเติมจากรัฐบาล ท่านก็ย่อมจะนำไปเพิ่มเติมในการช่วยเหลือชาวบ้าน ก็จะเป็นการดียิ่งขึ้นไปอีก ถือเป็นการช่วยเหลือประชาชนในทางอ้อมไปด้วย ส่วนวัดที่ขัดสนจริงๆ ก็จะได้นำปัจจัยไปใช้ตามวัตถุประสงค์ต่อไป

ถามว่า มีเหตุผลอันใดรัฐบาลจึงไม่ยอมถวายเงินเยียวยาโควิดสำหรับพระเณร ?

ในประเทศใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา นั้น เขาไม่เคยถามว่า ใครมีความสามารถดูแลตัวเองบ้าง รัฐบาลจะไม่จ่ายเงินแก่คนเหล่านั้น แต่จะให้แก่คนที่ขัดสนจริงๆ เท่านั้น ดังนี้เลย พอเขามีนโยบายเยียวยาปุ๊ป ก็กำหนดคุณสมบัติพื้นฐานขึ้นมา แล้วก็สั่งจ่ายไปทั่วหน้า ไม่เคยถามว่า "คุณมีเงินมากนี่ ดูแลตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องเอาเงินหรอกนะ" ดังนี้เลย

ถ้าท่านผู้นำ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เชื่อเหตุผลของกรรมการดังกล่าว แล้วไม่ยอมจ่ายเงินเยียวยาพระเณร ก็เท่ากับว่า นายกรัฐมนตรีปัญญาอ่อนหรือบ้องตื้น ไม่มีกึ๋นในการแก้ไขปัญหาประเทศชาติพระศาสนาในเวลาวิกฤติ แถมยังสร้างวิกฤติซ้อนวิกฤติขึ้นมา ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ ทำลายความมั่นคงในพระพุทธศาสนา เพราะเมื่อพระเณรไม่ได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐ ก็จะพลอยหมดอุตสาหะในการบำเพ็ญศาสนกิจ จะท้อและลาสิกขา ที่ยังไม่บวชก็จะไม่คิดบวช เพราะคงมองเห็นแล้วว่า อยู่บ้านดีกว่า จะไปบวชเป็นพระไทยให้ลำบากทำไม

 

 

 

มาถึง "มหาเถรสมาคมชุดพระราชทาน" อันมี "พระสังฆราชอัมพร" เป็นประธานบ้าง นับตั้งแต่ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเดือนตุลาคม 2562 มาถึงปัจจุบันนั้น ไม่ทราบว่ากรรมการมหาเถรสมาคมชุดนี้ ได้ทำหน้าที่ "เป็นปากเป็นเสียง" แทนพระเณรอย่างไรบ้าง นอกจากออกคำสั่งห้าม ห้าม และห้าม !

คงไม่บอกนะครับว่า อำนาจหน้าที่ของท่านคือการออกกฎปกครองสงฆ์เท่านั้น ส่วนการช่วยเหลือเกื้อกูลอื่นใด รวมทั้งการบอกบุญกับ "รัฐบาล" ในการช่วยเหลือเยียวยาพระเณรในเหตุการณ์เช่นนี้ ไม่มีอยู่ในอำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคม !

 

 

 

รออีกนิดครับหลวงพ่อ พอได้วัคซีนมาเงินก็หมดพอดี

 

 

แต่ที่ทราบก็คือ พระเณรไทยทั่วประเทศ ไม่เคยรู้ว่ามหาเถรสมาคมมีบทบาทในเรื่องนี้แต่อย่างใดเลย !

แต่ถามว่า ถ้ารัฐบาลถวายเงินมาใครจะได้ก่อน ? อ๋อแน่นอน พระผู้ใหญ่ก็ต้องได้ก่อนพระผู้น้อยอยู่วันยังค่ำ ตามกฎนักเลง กว่าพระบ้านนอกจะได้เงิน พระในกรุงก็ใช้หมดไปตั้งนานแล้ว

จึงอยากจะถามว่า เรามีมหาเถรสมาคมไว้ทำไม เพื่ออะไร ?

ขอประทานกราบเรียนถาม "สมเด็จพระสังฆราชอัมพรมหาเถร" ด้วยขอรับครับผม ว่าพระองค์ไม่ทรงสงสารพระเณรลูกหลานของท่านหรือครับ

หรือพระพุทธศาสนาในประเทศไทย จะไร้ผู้นำ ทั้งทางโลกและทางธรรมเสียแล้ว !

เพราะทั้งรัฐบาลบิ๊กตู่ และมหาเถรสมาคมของพระสังฆราชอัมพร ล้วนแต่นิ่งเฉย

ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญ และมีผลกระทบต่อพระภิกษุสามเณรทั่วประเทศ

เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ แม้ไม่อยากเขียน แต่ก็จำเป็นต้องเขียน

เพราะถ้าไม่เขียนเรื่องนี้ ก็ไม่ควรเขียนอะไรอีก นั่นมันแค่เศษหมึก

รอดูต่อไปว่า วันนี้ เงินค่าอาหารเยียวยาสำหรับพระเณร ผ่านมาปีกว่าก็ยังไม่ได้รับ ถึงคิวฉีดวัคซีนบ้าง พระเณรจะได้ฉีดกับเขาไหม ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็จ่อเข้ามาแทรก ซึ่งก็ยังไม่ได้ยินเสียงจากมหาเถรสมาคมเลยว่า "จะขอบิณฑบาตวัคซีนจากรัฐบาล เพื่อนำไปฉีดป้องกันโควิดให้แก่พระเณร" ดังนี้เลย

นั่งเข้าฌานกันเป็นแถว ประชุมกันแต่ละครั้งก็ไม่เห็นวาระอันมีสาระอะไรดังที่กล่าวมา อดีตไม่ว่ากัน แต่วันนี้วันพรุ่ง ถ้ามหาเถรสมาคมไม่พูดถึงเรื่องเงินเยียวยาพระเณรและวัคซีนโควิด-19 ก็นิมนต์ "เลิกประชุมมหาเถรสมาคมตลอดไป" เสียเถิด เพราะประชุมไปก็เท่านั้น ไม่มีประโยชน์อันใด

 

 

ณรงค์ ทรงอารมณ์

กับนโยบายปฏิบัติศาสนกิจแนวใหม่

 

แจ้งงดรับกิจนิมนต์ 5 จ.พื้นที่สีแดง สำนักพุทธฯ ยันพระต้องได้เงินเยียวยาโควิด

วันนี้ - นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า มาตรการป้องกันโรคโควิด-19 สำหรับพระสงฆ์ ในการระบาดระลอกใหม่นี้ ยอมรับว่า จะต้องเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม ต่างจากการระบาดระลอกแรกไม่พบพระสงฆ์ติดโควิด-19 แต่การระบาดระลอกที่สองนี้ พบพระสงฆ์ของวัดใน จ.นนทบุรีติดโควิดแล้ว 4 รูป เป็นระดับเจ้าอาวาส 1 รูป และพระลูกวัด 3 รูป ซึ่งพระทั้ง 4 รูป มีรับกิจนิมนต์ไปในพื้นที่ควบคุมการระบาดสูงสุด ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 ในคณะสงฆ์ พศ.ได้มีหนังสือแจ้งไปที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) และคณะสงฆ์ทั่วประเทศ ขอให้งดรับกิจนิมนต์ไปในพื้นที่จังหวัดควบคุมสูงสุด คือ สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ทั้งนี้ การระบาดของโรคโควิด-19 รอบใหม่นี้ ไม่ถึงกับทำให้การปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์ทำไม่ได้ แต่การปฏิบัติศาสนกิจจะต้องทำตามมาตรการการควบคุมการระบาดของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อย่างเคร่งครัด  เช่น งดกิจกรรมที่รวมคนจำนวนมาก เป็นต้น ขณะเดียวกันจะเห็นได้ว่า พระสงฆ์เข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ทั้งยังมีหลายวัดในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร พร้อมให้เปิดพื้นที่วัดใช้จัดตั้งโรงพยาบาลสนามด้วย

 

นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการ พศ. ในฐานะโฆษก พศ. กล่าวว่า กรณีเงินเยียวยาพระสงฆ์จากการระบาดของโรคโควิด-19 นั้น นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล พศ. มีความห่วงใยและสั่งการมายัง ผอ.พศ.แล้ว และ ผอ.พศ.ได้มอบหมายให้ตนดูในรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร เนื่องจากการขอรับเงินเยียวยาในการระบาดระลอกแรกจำนวน 60 บาทต่อรูปต่อวันนั้นยังไม่ได้รับ เพราะทางคณะกรรมการที่พิจารณาเรื่องนี้ตั้งข้อสังเกตว่า คณะสงฆ์มีความพร้อมและได้รับปัจจัยต่างๆ อยู่แล้ว ทั้งที่ความจริงมีเพียงไม่กี่วัดที่มีความพร้อมในเรื่องดังกล่าว ยืนยันว่า พศ.ไม่ได้นิ่งนอนใจและเข้าใจความลำบากของพระสงฆ์ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ขณะนี้ทาง พศ. ได้ทำรายละเอียดชี้แจงยืนยันถึงความจำเป็นให้กับนายอนุชาแล้ว

 

ข่าว : ไทยโพสต์

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 1 กุมภาพันธ์ 2564

 


 

ตั้งเจ้าคุณสุรชัยวัดสระเกศ

รักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม

สมเด็จสนิท วัดไตรมิตร บัญชาการ

 

 


 

 

ภาพ : มติชน

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 26 มกราคม 2564

 


 

หลวงตาประยงค์มรณภาพ

เจ้าคุณอมรจ่อควบตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสธร

โดยชอบธรรม

 

 

ท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิด-19 ก็มีข่าวสำคัญ นั่นคือ การมรณภาพของพระธรรมมังคลาจารย์ (ประยงค์ ปิยวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม ซึ่งถือว่าเป็นวัดสำคัญที่สุดในภาคตะวันออก และระดับประเทศ เหตุเกิดวันที่ 24 มกราคม เวลา 18.10 น. (หกโมงเย็น) เป็นการจากไปตามธรรมชาติ พระธรรมมังคลาจารย์มีสิริอายุ 95 ปี ก็ต้องขออโหสิกรรมกันตามธรรมเนียม

 

 

 

พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสนฺโน)

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม

เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

 

 

สำหรับตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดโสธร" นั้น สำคัญยิ่ง เพราะมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ระดับประเทศประดิษฐานอยู่ คือหลวงพ่อโสธร อันเป็นนามเดียวกับของวัดด้วย วัดใหญ่ คนไปเยอะ ผลประโยชน์ก็มากมายมหาศาล ถึงกับเคยฟ้องร้องกันมาหลายยกแล้ว ล่าสุดก็ในปี 2560 ซึ่งมีการเสนอชื่อ "พระราชปริยัติสุนทร-อมรภิรักษ์ ปสนฺโน" ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ปรากฏว่าถูกเจ้าอาวาสวัดโสธรและอดีตเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราฟ้องร้องต่อสมเด็จพระสังฆราช "คัดค้าน" มติมหาเถรสมาคม แต่ผลสุดท้าย สมเด็จพระสังฆราชทรงรับรองมติมหาเถรสมาคมว่าถูกต้อง ส่งผลให้เจ้าคุณอมรได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรามาถึงปัจจุบัน

แต่สำหรับตำแหน่งในวัดโสธรนั้น เจ้าคุณอมร ถึงจะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่ยังเป็นเพียง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร" มาจนบัดนี้ วันที่ตำแหน่งเจ้าอาวาสได้ว่างลงโดยธรรมชาติ

ทั้งผลงานด้านการศึกษาและการปกครอง เกียรติคุณอะไรต่างๆ ที่ผ่านมานั้น ย่อมจะการันตี "เกียรติประวัติ" ของพระราชปริยัติสุนทร ว่าเหมาะสมทุกประการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม ซึ่งถ้าหากว่าเป็นจริง ก็จะทำให้การบริหารกิจการคณะสงฆ์จังหวัดฉะเชิงเทรา ก้าวไกลไปอยู่ในระดับ "แนวหน้า" ของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันนั้น วัดไร่ขิง ของเจ้าคุณแย้ม กำลังมาแรง อะไรๆ ก็ไปวัดไร่ขิง ยิ่งวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวาราวดี ยิ่งตีข่าวบ่อย แทบจะแซงหน้ามหาจุฬาฯวังน้อยซึ่งเป็นแม่ไปแล้ว ถ้าเจ้าคุณอมรได้เป็นเจ้าอาวาสวัดโสธร คงได้เห็นกิจกรรมของคณะสงฆ์หลายด้าน สวิงขั้วกลับมาทางฝั่งสุวรรณภูมิบ้าง ไม่งั้นฝั่งพุทธมณฑลกินรวบหมด กรุงศรีอยุธยาน่าจะไม่สิ้นคนดี

ซึ่งเท่าที่ทราบนั้น ท่านเจ้าคุณอมรก็มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับผู้ใหญ่ในวัดไตรมิตร ทั้งสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือท่านเจ้าคุณธงชัย เจ้าคณะใหญ่หนกลาง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราที่ได้มานั้น ก็สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตร เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ต้องไปการันตีกับสมเด็จพระสังฆราช ส่งผลให้เจ้าคุณอมรผ่านมหาเถรสมาคมมาจนบัดนี้ เส้นสายของท่านเจ้าคุณอมรทั้งในหนกลางและหนตะวันออก จึงเข้าถึงได้เหมือนเป็นวัดเดียวกันกับวัดไตรมิตร ศูนย์กลางอำนาจมหานิกายในปัจจุบัน

แต่การจะขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสธรในปัจจุบันนั้น ต้องผ่านการพิจารณาของ "สำนักพระราชวัง" ตามการแก้ไขกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า การแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการระดับสูง นับตั้งแต่เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าอาวาสพระอารามหลวง เมื่อผ่านมหาเถรสมาคมแล้ว ให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท เมื่อทรงมีพระราชดำริประการใดแล้ว ให้มหาเถรสมาคมมีมติให้มีพระบัญชาแต่งตั้ง ตามพระราชดำรินั้น

การแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ของสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) วัดไตรมิตรวิทยาราม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการดำเนินการตามการแก้ไขกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 เป็นครั้งแรก และโดยเรียบร้อย

การดำเนินการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดโสธรพระอารามหลวง ก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น เพราะอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน

ซึ่งในช่วงนี้ วัดโสธรคงจะต้องมี "รักษาการ" ไปพลางก่อน เหมือนเจ้าอาวาสวัดสระเกศและวัดสามพระยา จนกว่าจะมีมติมหาเถรสมาคม ซึ่งผ่านการรับสนองพระราชดำริโดยสมบูรณ์แล้ว

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 24 มกราคม 2564

 

 

NEW NORMAL

สำนักพุทธฯเข้าสู่ยุคใหม่

ไม่มีเงินเยียวยาค่าอาหารพระ

แต่มีเงินจ่ายทำเตาเผาศพทั่วประเทศ

เตาละ 1,200,000 บาท

จ่ายรวดงวดเดียว 60 ล้าน มหาศาลเลยฮ่ะ

 

 

 

อา..โบราณว่า ภารกิจสำคัญเร่งด่วนของบ้านเมืองนั้น มี 5 ประการ ได้แก่ อภิเษกกษัตริย์ กำจัดศัตรู เรียนรู้วิชา แสวงหาทรัพย์ และ..ระงับป่วยไข้ ทั้งหมดนี้ถือว่าต้องรีบเร่งและรีบทำ จะปล่อยไว้ช้านานนั้นอันตราย และอันตรายจากมหันตภัย "โควิด-19" นั้น ก็เข้าในข่าย "เร่งด่วน 5 ประการ" ข้างต้น ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล เอกชน หรือประชาชน ต่างก็ต้องทุ่มเทสรรพกำลังเข้าแก้ไขมหันตภัยในครั้งนี้ ถึงกับกู้หนี้ยืมสินจากต่างประเทศเป็นกรณีฉุกเฉินนับล้านๆๆ บาท เพื่อนำเงินไปป้องกันรักษาและเยียวยาในเรื่องนี้โดยเฉพาะ

กล่าวทาง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ภายใต้การบริหารของรัฐบาลไทย มีที่ปรึกษานามว่า "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" และผู้จัดการนามว่า "ณรงค์ ทรงอารมณ์" แรกนั้นก็ดูเหมือนจะมุ่งมั่นในภารกิจจำเพาะครั้งนี้เหมือนรัฐบาลประยุทธ์ ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนในทุกวิถีทางเช่นกัน แม้ว่าจะทำการ "ล้วงย่ามพระสังฆาธิการทั่วประเทศ" ไปเป็นเงินเยียวยาพระสงฆ์ตามวัดวาอารามต่างๆ ที่ขาดแคลน พระที่ถูกล้วงย่ามก็..ยอม

พ.ศ.2561 หลังจากรัฐบาลส่ง "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" มือปราบตงฉินจากดีเอสไอ เข้ามาล้างบางการทุจริตในสำนักงานพระพุทธศาสนา ภายใต้ปฏิบัติการ "เงินทอนวัด" จับเจ้าคุณสึกยัดคุกไปหลายรูป ก็ได้เปลี่ยนนโยบายใหม่ในการให้เงินอุดหนุนและบูรณะวัด โดยตัดไม่ให้สำนักพุทธฯ มีอำนาจในการอนุมัติเงินงบประมาณในส่วนนี้ แต่ให้มีหน้าที่เพียง "ไปรษณีย์" นำคำขอของวัดต่างๆ ส่งผ่านไปยังกรรมาธิการงบประมาณของรัฐสภา เท่านั้น ก็เท่ากับว่า งบประมาณในส่วนนี้ไม่มีอีกแล้ว ใครอยากจะได้เงินอุดหนุนบูรณะวัดก็ไปขอ ส.ส. เอาเอง

ในเอกสารงบประมาณของรัฐบาลไทย ประจำปี พ.ศ.2563 ปรากฏว่า งบประมาณในส่วนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถูกตัดลงไป 76.35 ล้านบาท

24 พฤษภาคม 2563 มีข่าวว่า รัฐบาลได้ขอให้หน่วยงานภาครัฐต่างๆ "โอนงบประมาณคืนในส่วนที่ไม่จำเป็น" ก็ปรากฏว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ตัดงบส่งคืนหลวงไปอีกเป็นจำนวนถึง 177 ล้านบาท (จากที่ถูกตัดไปก่อนหน้า 76.35 ล้าน)

22 กันยายน 2563 มีการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า รัฐบาลไทย ปฏิเสธเพิ่มงบประมาณด้านนิตยภัต สำหรับพระภิกษุสามเณรที่เรียนจบเปรียญมา 3-4 ปีแล้ว ทำให้ไม่มีเงินค่านิตยภัตพระเปรียญที่สอบได้เพิ่มเติม ต้องใช้วิธีการ "หมุน" แบบจับฉลากว่าใครมาก่อนก็ได้ก่อน ซึ่งช่วงหลังมานี้จะมีวิธีการ "งดตั้งพระสมณศักดิ์" เพื่อนำเอางบประมาณของรูปเก่าๆ ที่ทยอยมรณภาพไปแล้วนั้น มาจ่ายทดแทนให้แก่รูปที่ตั้งใหม่ ไม่บอกก็ไม่รู้

พอต่อมา ได้ข่าวว่าจะมีการขอเงินเยียวยาจากรัฐบาล มาถวายค่าภัตตาอาหารพระเณรเป็นรายหัว รูปละ 60 บาท พระเณรก็ตั้งความหวังว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะได้รีบประสานงานให้ได้เงินเยียวยาทันการณ์ แต่ถึงวันนี้ ข้ามปีมาแล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววว่าพระเณรทั่วประเทศจะได้รับเงินค่าอาหารแล้วกี่รูปกี่องค์และกี่บาท ? รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนตัวไปแล้วถึง 2 คน ทุกอย่างยังย่ำเท้าอยู่ที่เดิม และดูเหมือนจะไม่พูดกันแล้วในตอนนี้ วันที่รัฐบาลไทยไปไกลถึงโปรเจ็ค "จ่ายคนละครึ่ง"

แต่สำหรับเงินเยียวยาพระสงฆ์องค์เณรนั้น เงียบฉี่เหมือนป่าช้าวัดดอน

เงียบหาย กลายเป็น..คุณหลอกดาว

สรุปว่า ของใหม่ก็ไม่ให้ ของเก่าก็เอาคืน !

ก็จำอดจำทนเอาได้ เพราะพระไทยของเราเก่ง บวชมาเพื่อเสียสละ จะเรียกร้องอะไรได้ล่ะ ขืนเรียกร้องก็จะถูก "ยายสุจินต์มาณวิกา" จิกถามว่า "บวชมาไม่เสียสละ บวชทำไม อยากได้เงินก็สึกมาสิ"

พอหันไปดูสถิติพระเณรประจำปีนี้ ก็ปรากฏว่า ลดวูบวาบ หายไปเป็นแสน

อ้อ..ผลการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาของรัฐบาลไทย ได้ผลเยี่ยงนี้นี่เอง

คงอยากจะคัดเฉพาะคุณภาพระดับอรหันต์ไว้ในเมืองไทยกระมัง จึงไล่พระที่บวชตามประเพณีสึกเสียให้หมด เปลืองงบเลี้ยงพระที่บวชไม่เสียสละ

 

 


 

แต่มาวันนี้ ต้องขยี้ตาอย่างแรง เมื่อได้เห็น "เอกสารการเบิกจ่ายงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ในโครงการก่อสร้างและปรับปรุง "เตาเผาศพ" ปลอดมลพิษ ของวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นจำนวน 50 วัด วัดละ 1,200,000 บาท (หนึ่งล้านสองแสนบาท) รวมแล้วถึง 60 ล้านบาท !

พระเณรทั่วไทยได้เห็นก็ต้องอึ้งและทึ่งว่า ไหนว่า สำนักพุทธฯ ไม่มีเงินงบประมาณในการจ่ายค่านิตยภัต และค่าอะไรอื่นอีกแล้ว แต่ทำไมจึงมีเงินจ่ายค่าทำเตาเผาผีมหาศาล วัดละล้านสอง ถึง 50 วัดด้วยกัน เอาเงินมาจากไหน และมันจำเป็นอะไร ?

ถามสั้นๆว่า เงินคนเป็นสำนักพุทธฯบอกไม่มี แต่เงินเผาผีนั้น มีให้มากมายก่ายกอง จะเอาไว้เผาศพพระเณรที่อดตายหรือไง ?

บริหารกิจการพระศาสนาแบบนี้ ถามทีว่า พวกคุณเอาอะไรคิด ?

มันรีบด่วนอะไรต้องเอาเงินมหาศาลไปสร้างเมรุทั่วประเทศ ?

หรือว่า ณรงค์-พงศ์พร เตรียมเตาไว้เผาตัวเอง ?

ขอบอกกับ คุณณรงค์-คุณพงศ์พร ว่า ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องรอเผาตอนตายหรอก วันนี้แหละ พวกคุณเตรียมโดนชาวพุทธทั่วประเทศเผาได้เลย

 

ที่มาเอกสาร : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 24 มกราคม 2564

 

 

 

 

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561 : 2562

2563 :

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264