LAST UPDATE :   AUGUST : 16  : 2017 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 


 

ควบ ผอ.พศ. !

 

ออมสินปฏิบัติหน้าที่ ผอ.สำนักพุทธ

รับหน้าเสื่อแทนพงศ์พร !

 

 

ประกาศ ตามหาคนหาย !

 

อา..ข่าวลือนั้น บางทีก็เป็นจริงได้ ถ้ามีมูล มูลใหญ่ในวงการศาสนาวันนี้ก็คือ "การหายตัวไปของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หลังจากถูกมรสุมจากวัดโหมกระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดนทั้งต่อหน้าลับหลัง แถมมีของฝากจากเจ้าคุณเอื้อน เป็นขนมบ้าบิ่นจากอยุธยา รสชาติกินแล้วอยากเป็นบ้าเหมือนชื่อขนม พงศ์พรหายตัวไปจากฉากพระฉากนางหลายเพลา จับพิกัดสุดท้ายได้ ณ พุทธมณฑล ในวันที่ 7 สิงหาคม 2560 ซึ่งพงศ์พรได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า "ก็ให้เขาย้ายไป ถ้าย้ายได้ย้ายไปเลย โดยตนจะไม่ไปท้วงติงอะไร ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ ร้องไปได้เลย ก็ดีเหมือนกันจะได้พักผ่อนเสียที และในส่วนเรื่องอื่นๆ นั้น ตนขอไม่ให้ข่าวแต่อย่างใด" หลังจากนั้น พงส์พรก็เงียบหายไป ไม่มีใครรู้เห็นจนป่านนี้

แต่วันนี้ มีข่าวเกี่ยวกับคดีทอนเงินวัด ซึ่งพงศ์พรเป็นเจ้าของสำนวนมาแต่ต้น ตามหลักก็น่าจะเป็น "พงศ์พร" ที่ต้องให้สัมภาษณ์นักข่าว แต่กลับปรากฏว่า ไม่มีพงศ์พร มีแต่ "นายออมสิน" ออกมาให้สัมภาษณ์แทน แถมตอบคำถามแบบ "แบ่งรับแบ่งสู้" ตามสไตล์ "ปลอดภัยไว้ก่อน พ่อสอนไว้" เราจึงได้ยินอารัมภบทของนายออมสินว่า "ตนยังไม่รู้ เพิ่งทราบข่าวจากสื่อเหมือนกัน" บ้าง "ตนไม่ทราบรายละเอียด" บ้าง ต่างกับพงศ์พรที่รู้ทุกเรื่อง ตอบทุกคำถาม ที่ไม่ถามก็ยังตอบ สุดท้ายก็ปากอักเสบ พูดไม่ได้มาจนบัดนี้

หรือนี่จะเป็นสัญญาณว่า "พงศ์พรเตรียมถอนตัวออกจากสำนักพุทธ" ภายในเร็ววัน อาจจะกลับดีเอสไอหรือไปที่อื่นใดก็คงไม่ยาก เพราะมาด้วย ม.44 ถือว่ามีสิทธิพิเศษ ถึงจะทำงานที่สำนักพุทธฯ ไม่บรรลุความตั้งใจไว้แต่เดิมก็ตาม แต่ก็ถือว่าทำได้ดีในสายตาบิ๊กตู่ ออกจากสำนักพุทธฯวันไหน เป็นต้องได้ตำแหน่งที่ดีกว่า เป็นทั้งบำเหน็จทั้งปลอบใจ ไม่ถูกหวยก็น้องๆ รับรองว่า มาไม่เสียเที่ยว !

 

 

 

ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำกับสำนักพุทธฯ

ตอบคำถามแทน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. ซึ่งหายตัวไปหลายสัปดาห์แล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าจะโชว์ตัวให้คนเห็น

 

แก๊งเปรตไม่พ้นบาป ออมสินยันหลักฐานโกงวัดทำลายได้ไม่หมด

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขาธิการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ออกมาระบุ พบเจ้าหน้าที่พยายามทำลายเอกสารหลักฐานและสร้างเอกสารเท็จ เกี่ยวกับการตรวจสอบเรื่องการทุจริตงบประมาณบูรณะปฏิสังขรณ์วัด หรือเงินทอนวัด ว่า ตนยังไม่รู้ เพิ่งทราบข่าวจากสื่อเหมือนกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องของกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กำลังดำเนินการอยู่ ตนไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย และยังไม่มีรายงานเรื่องนี้มาถึงตน

ผู้สื่อข่าวถามว่า แม้จะมีการทำลายหลักฐานไปบ้างแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังสามารถสืบสวนไปถึงต้นตอของเรื่องนี้ต่อไปได้ใช่หรือไม่ นายออมสิน กล่าวว่า แน่นอน

"หลักฐานจะไปทำลายอย่างไรได้หมด ไม่หมดหรอก ผมว่าอย่าไปทำลายเลย หากทำผิดก็ยอมรับผิดไปก็แค่นั้น  ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก หากไปทำลายหลักฐานยิ่งกลับทำให้เห็นว่ากำลังร้อนตัวหรือเปล่า" นายออมสิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การบูรณะปฏิสังขรณ์พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ที่ไม่ตรงกับของเดิม นายออมสิน กล่าวว่า ตนไม่ทราบรายละเอียด เพราะบางคนก็บอกว่า เป็นไปตามรูปแบบที่ทำมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 คิดว่าเป็นเรื่องของกระทรวงวัฒนธรรมที่ต้องเข้าไปดำเนินการ

 

ที่มา : แนวหน้า : 17 สิงหาคม 2560


 

ลือสนั่น !

 

พงศ์พรขอกลับดีเอสไอ

ไปไม่ไหวแล้ว !

 

อา..เห็นท่าว่าจะออกรูปแบบ "ไปเงียบๆ" แบบปลีกวิเวกเสียแล้ว แบบว่าถอนสายบัว ดีกว่าถอนรากถอนโคน เพราะมองไปข้างหน้าแล้วลำบาก มีแต่แนวต้านเต็มไปหมด อีกอย่าง ภารกิจหลักคือเรื่องธัมมชโยก็เสร็จงั้นๆ คือจะว่าเสร็จก็เสร็จ จะว่าไม่เสร็จก็ไม่เสร็จ เสร็จเขาหรือเสร็จเราก็ยังไม่แน่ใจ ตราบใดที่ยังไม่ได้ตัวธัมมชโย ก็คุยโวไม่ได้ว่าเสร็จ ปัญหามันอยู่ที่ว่า เดินหน้าต่อไปไม่ได้ ติดกับดักพวกเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งวัดพิชัยญาติ วัดชนะสงคราม และวัดเขียนเขต ล้วนแต่เตะลูกเข้าอวยธัมมชโยหมด พงศ์พรเดินเข้าไปคนเดียว แต่โดนเขี้ยวพระสายในวังกันลูกไว้ ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ปลง แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดของพงศ์พร เพราะขนาดรัฐบาลใช้ ม.44 ยังกินไม่ลง เรื่องนี้จึงถือว่าพงศ์พรทำดีที่สุดแล้ว

อีกด้าน งานอื่นๆ เช่น ทอนเงินวัด เงินพระปริยัติ ฯลฯ ก็เป็นแค่ "ของแถม" แบบว่าเจอโดยมิได้ตั้งใจ ดังนั้น ถึงจะเป็นเรื่องใหญ่ ก็มิใช่หน้าที่โดยตรงของ พศ.ๆ มีหน้าที่ในการช่วยเหลือและอำนวยกิจการงานคณะสงฆ์เป็นหลักใหญ่ ดังนั้น บรรดาคดีเหล่านี้ก็ต้องยกให้เป็นของหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ชะระสะสางกันต่อไป

แต่มันมาติดใจตรงที่ "การยอมรับ" เพราะเมื่อพระส่วนใหญ่ (รวมทั้งพระผู้ใหญ่) "ไม่แฮปปี้" แบบนี้มันก็ทำใจลำบาก เป็น ผอ.พศ. แต่ไม่สามารถเข้าวัดวาอารามได้ มันจะมีความหมายอะไร ไปเสียตอนนี้ยังไม่สาย คนต่อไปที่จะมารับไม้ต่อสิ รับรองว่าสาหัสกว่า เพราะทางฝ่ายตรงข้ามนั้นรู้ทางแล้ว เอาผ้าเหลืองคลุมผ้าลาย ไม่ตายก็ไม่โต

หลายวันที่ผ่านมา คิดว่าคงเพียงพอ สำหรับการ "ตัดสินใจ" อยู่หรือไป สำหรับ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนพิเศษ เพราะได้รับแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน คสช. มี ม.44 รับรองสถานะ อีกไม่กี่อึดใจจากนี้ คงจะมีคำตอบ !?

 

 

คึกฤทธิ์ คิดลึก !

 

 

กดที่ภาพเพื่อชมรายการสปริงส์นิวส์

 

ที่มา : รายการสปิงส์นิวส์ : 16 สิงหาคม 2560


 

แฉสิ้นไส้ !

 

31 กรกฎา 2560

มส. ผ่านมติตั้งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์

วันเดียวกับเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

แต่ปิดข่าวเงียบ เปิดเฉพาะข่าวแปดริ้ว !

 

 

ตลกหกฉาก รอบหมกเม็ด !

 

 

แล้วถามว่ามันคืออะไร ? อ๋อก็คือ ระบบสองมาตรฐานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไงฮะ พวกเจ้าหน้าที่สำนักงานแห่งนี้ ในสมัยนายพงศ์พรเป็นหัวหน้านั้น มันสอพลอตอแหล ประจบประแจงผู้มีอำนาจ ใช้ระบบลักกะปิดลักกะเปิด อยากเปิดข่าวไหนก็เปิด อยากปิดข่าวไหนก็ข่าว ถ้าอยากทำตามใจฉันแบบนี้ก็ปิดสำนักพุทธฯไปเลยจะดีเสียกว่า

อย่างกรณีวันนี้ มีข่าวยืนยันว่า มติมหาเถรสมาคม วันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น ผ่านเรื่องใหญ่ๆ 2 มติด้วยกัน คือ

1. รับรองมติ มส. วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 เรื่อง แต่งตั้ง พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสนฺโน) เป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

2. เห็นชอบให้ พระสุทธิสารเมธี (วงศ์ไทย ศุภวํโส) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และรักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ตามที่สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศ ผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายธรรมยุตเสนอ

 

 

 

แค่ไม่เอา เปล่าขัดแย้ง !

 

มติคณะสงฆ์จังหวัดอุดรธานี ยืนยัน รับรองพระเทพมงคลนายก เจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ซึ่งถือว่าแย้งกับความเห็นของสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ในฐานะเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ซึ่งเป็นผู้สั่งแก้โผและนำเข้าที่ประชุม มส. ในวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา ด้วยตัวเอง

 

 

ทีนี้ พอกลับไปอ่านข่าวย้อนหลังการประชุม มส. เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งหลังการประชุมนั้น เจ้าหน้าที่ จำนวน 3 ท่าน ได้แก่

1. พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) วัดสัมพันธวงศ์ กรรมการและโฆษกมหาเถรสมาคม

2. นายประดับ โพธิกาญจนวัตร ผู้อำนวยการสำนักพุทธมณฑล โฆษกสำนักพุทธฯ

3. นายบุญเชิด กิตติธรางกูร ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม

โดยทั้งสามท่าน แถลงข่าวเพียงเรื่องเดียว คือ ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เท่านั้น ส่วนเรื่องตั้งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์นั้น ไม่ยอมแถลง !

ถามว่า ถ้าไม่มีการคัดค้านของพระสงฆ์วัดโพธิสมภรณ์ทั้งวัด สังคมไทยจะรู้เรื่องนี้หรือไม่ ?

ไหนล่ะ ที่กล่าวหาว่า การตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น มุบมิบ ทำกันอย่างไม่โปรงใส นายพงศ์พร ผอ.สำนักพุทธฯ ถึงกับรีบนำหนังสือร้องเรียนไปทูลถวายสมเด็จพระสังฆราช แต่วันนี้กลับพบว่า มุบมิบตัวจริงนั้น กลับอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหารนี่เอง ทำเป็นเนียนไปได้

เรื่องนี้ยังเป็นเพียงข่าว อาจจะมีหรือไม่มีมติที่ว่านี้ก็ได้ เพราะต้องรอสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติออกมายืนยันเท่านั้น แต่ถ้าไม่ยอมออกมาแถลง ก็แสดงว่า เจตนาปกปิดข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดผลเสียหายต่อกิจการพระศาสนา แสดงว่าต้องมีอะไรแอบแฝงในสำนักงานแห่งนี้ นี่เป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ พอๆ กับกรณีเงินทอนและเงินพระปริยัติธรรมเลยทีเดียว

 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 16 สิงหาคม 2560

 

หักเหลี่ยมโหด !

 

สมเด็จวันรัต "คัดค้านเสนอตั้ง" หลวงพ่อสิงห์

ออกความเห็นชัด

ทำไมไม่เอาเจ้าคุณวงศ์ไทยสายวัดบวร

 

 

สมเด็จเล่นเอง !

 

 

อา..เมื่อวัดโพธิฯ ไร้ร่มโพธิ์ ความร้อนก็แผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า เห็นไหมล่ะว่า "ผู้ช่วยวัดบวร ก็คือ ผู้ช่วยวัดโพธิสมภรณ์" ดังนั้น ผู้ช่วยวัดบวรจึงข้ามห้วยไปเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ได้ ต่อไปก็ให้ผู้ช่วยวัดโพธิสมภรณ์ข้ามห้วยมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมั่ง เพราะมันวัดเดียวกัน มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกัน จริงไหมฮะท่านสมเด็จจุณฑ์ !

ตามรูปการณ์ที่เห็นก็คือ เบื้องล่างตั้งแต่ระดับภาคลงไป เห็นชอบให้ "หลวงพ่อสิงห์ อายุ 79" ขึ้นเป็นเจ้าอาวาส แต่เบื้องบน คือสมเด็จพระวันรัต วัดบวร เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต กลับไม่เห็นชอบด้วย โดยเห็นชอบให้ "เด็กวัดบวร" คือเจ้าคุณวงศ์ไทย อายุ 54 ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดใหญ่ เพราะวัดบวรเป็นวัดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พระเด็กๆ ของวัดบวร ก็เท่ากับพระผู้ใหญ่ในวัดโพธิสมภรณ์ เข้าใจไหมเอ่ย

 

ว่าแต่ งานนี้ ลูกพี่ระดับสมเด็จ วัดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แถมด้วยตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต คุมแม้กระทั่งสังฆราช ลงมาเล่นเอง ถ้าวงศ์ไทยยังไม่สามารถเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านนอกได้ มันก็คงอายไปทั้ง..บางลำพู !

 

 

 

ตั้ง และ ต้าน ฉบับเดียวกัน !

 

หนังสือเสนอตั้งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ชงมาตั้งแต่เดือนมิถุนา จนป่านนี้ จะเข้า 3 เดือนแล้ว ก็ยังชักคะเย่อกันไม่จบ ยืดเยื้อกว่าวัดโสธรเสียอีก ไหนว่าธรรมยุตมีระเบียบเรียบร้อยกว่ามหานิกายไง ยิ่งเป็นวัดป่าสายกรรมฐาน แต่ออกมาประท้วงกันบาน มันอายไปถึง..พรหมโลก เดี๋ยวก็ได้คำขวัญใหม่ เจ้าคณะใหญ่ออกไป !

 

 

บิ๊กตู่ให้อำนาจผมมา ใครอย่าขวาง !

 

 


 

"ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด"

ทำไมไม่พิจารณา แปลว่า สมเด็จไม่โปรด

สรุปว่า

คณะสงฆ์จังหวัดอุดรเสนอตั้ง สมเด็จวัดบวรคัดค้าน

สมเด็จวัดบวรเสนอตั้ง คณะสงฆ์จังหวัดอุดรคัดค้าน

 

 

ไม่เอาวงศ์บวร เอ๊ย วงศ์ไทย

นี่ก็คือความเห็นของพระวัดโพธิสมภรณ์ทุกรูป

 

 

 

พงศ์พรหายไปไหน ?

 

ว่าแต่ บิ๊ก พศ. "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" หายหน้าไปไหน ไม่เห็นเข้าประชุม มส. และไม่ออกมารับรู้ข่าวสารบ้านเมืองอะไรเลย ทำไมสมัยเงินทอนและแต่งตั้งพระฝ่ายมหานิกาย พงศ์พรร้อนอกร้อนใจ รีบออกมาให้ข่าวเช้าเย็น ว่าเป็นปัญหา ต้องรีบแก้ไข โดยเฉพาะวัดโสธรนั้น ถึงกับรีบรับเอาหนังสือวิ่งไปถวายสมเด็จพระสังฆราชกับมือของตัวเอง แต่วันนี้ มีข่าวที่วัดโพธิสมภรณ์ดังกระฉ่อนไปทั่วประเทศ พงศ์พรกลับเฉย ถ้าไม่กล้าทำอะไรก็รีบๆ ลาออกไปเสียเถิด เพราะเขาให้คุณมาทำงาน มิใช่ให้มานั่งกินนอนกิน !

 

 

 

ไพบูลย์แฉ กก.มส.ระดับสมเด็จ ล้วงลูกตั้งสมภารวัดดังอุดรฯ ดันคนของตัวขึ้นแทน

"ไพบูลย์" เผย กก.มส. ระดับสมเด็จ ล้วงลูกตั้งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี ดันคนของตัวเองที่ส่งไปจากกรุงเทพฯ ขึ้นรับตำแหน่งแทน เช่นเดียวกับวัดหลายแห่งในต่างจังหวัด สะท้อนปัญหาความไม่โปร่งใสในการปกครองสงฆ์

วันนี้ (15 ส.ค.) นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป และอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากพระภิกษุในต่างจังหวัด ว่า มีกรรมการมหาเถรสมาคม (กก.มส.) ระดับสมเด็จ ได้เข้าแทรกแซงการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ วัดใหญ่ของจังหวัดอุดรธานี โดยต้องการให้แต่งตั้งพระคนสนิทที่สังกัดอยู่วัดเดียวกันที่กรุงเทพฯ ซึ่งส่งข้ามจากกรุงเทพฯ ไปดูแลผลประโยชน์ไกลถึงจังหวัดอุดรธานี เพื่อขยายเครือข่ายอุปถัมภ์ออกไป ข้ามหัวพระภิกษุที่อยู่ในวัด ซึ่งมีอาวุโสและมีคุณวุฒิมากกว่า ทั้งยังเป็นที่ยอมรับของคณะสงฆ์ทั้งจังหวัดอุดรธานี ทำให้เกิดข้อครหามากมาย ซึ่งถ้าเป็นการกระทำของฆราวาส ที่ให้คนใกล้ชิดไปมีตำแหน่งราชการเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ในทางมิชอบจะเรียกว่า กระบวนการ "เก็บส่วย ส่งส่วย"
       
นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ตนยังได้รับหลักฐานเป็นหนังสือสั่งการล้วงลูก ของ กก.มส. ท่านนี้ ซึ่งตรวจสอบแล้วน่าจะเป็นการใช้อำนาจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อแต่งตั้งพระใกล้ชิด ผูกขาดอำนาจ ไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม และก่อนหน้านี้ พระภิกษุรูปเดียวกัน ให้ข้อมูลว่า กก.มส. ท่านนี้ ก็ทำเช่นนี้อีกหลายวัดในหลายจังหวัด เป็นระบบเส้นสายอุปถัมภ์ เล่นพรรคเล่นพวก ไม่สมควรเกิดขึ้นในการปกครองคณะสงฆ์ไทย ซึ่งต้องอยู่ในหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ 

ในขณะนี้คณะสงฆ์ในจังหวัดอุดรธานี และจังหวัดใกล้เคียงรู้สึกไม่สบายใจ จากการกระทำของ กก.มส. ระดับสมเด็จ ที่มีการใช้อำนาจสั่งการ ล้วงลูก เพื่อให้พระใกล้ชิดมากินตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ซึ่งคณะสงฆ์ในต่างจังหวัด เห็นตรงกันว่า การแต่งตั้งเจ้าอาวาส ควรพิจารณาจากพระภิกษุในวัดนั้นหรือในจังหวัดนั้น

สอดคล้องกับแนวคิดที่ตนจะเสนอให้ปฏิรูปยกร่าง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ใหม่ ฉบับธรรมาธิปไตย เน้นให้พระภิกษุทุกรูปในจังหวัดมีส่วนร่วมในการเสนอชื่อพระภิกษุเป็นคณะปกครองสงฆ์จังหวัด และดูแลการปกครองสงฆ์ภายในจังหวัดนั้นๆ ส่วน กก.มส. ให้ทำหน้าคณะที่ปรึกษาสมเด็จพระสังฆราชเท่านั้น ซึ่งกฎหมายใหม่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจาก พ.ร.บ. คณะสงฆ์ 2505 ซึ่งใช้มานาน ถึง 55 ปีได้ 

 

ที่มา : ผู้จัดการ- Thai PBS : 6 กรกฎาคม 2560

 

ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง !

 

เผยพิธีรับตราตั้งรักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์

นิมนต์พระอาจารย์อินทร์ถวายเข้าร่วม

ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรอ่านบัญชาเจ้าคณะจังหวัด

พระพรหมมุนี กรรมการ มส. มอบด้วยตัวเอง

แต่แปลก..พระเณรวัดโพธิฯ โชว์ตัวกระหรอมกะแหรม !

 

 

พระพรหมมุนี วัดราชบพิธ เลขาสังฆราช

ทำหน้าที่เป็นประธานตั้ง "เจ้าคุณวงศ์ไทย-พระสุทธิสารเมธี" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ เมื่อเวลาค่ำ วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2559 หลังหลวงปู่ใหญ่ พระอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี) ถึงแก่มรณภาพลงได้เพียง 3 วัน

 

 

เจ้าคุณวงศ์ไทย ในวันรับตำแหน่ง

 


 

พระเณรวัดโพธิฯ ร่วมพิธีกะหรอมกะแหรม เหมือนไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน นั่งกันอย่างไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งๆ ที่เป็นพิธีสำคัญ มีพระผู้ใหญ่ระดับกรรมการ มส. และพระเถรานุเถระมาร่วมงานคับคั่ง แต่พระเณรวัดโพธิฯ เหมือนไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย แต่แปลกพระเณรวัดโพธิฯ ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่เรื่องรู้ไปถึง "พระอาจารย์อินทร์ถวาย" ถึงกับเดินทางมาจากวัดป่านาคำน้อย เข้าร่วมพิธีอย่างบังเอิญ

 

 

พระผู้ใหญ่ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

สังเกตว่า บุคคลสำคัญในวันนี้ ทั้งพระเทพมงคลนายก (หลวงพ่อสิงห์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์-เจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี ทั้งพระอาจารย์อินทร์ถวาย ก็เข้าร่วมอนุโมทนา อย่างพร้อมเพรียง

 

 

เจ้าคุณวงศ์ไทย ถวายสักการะหลวงพ่อสิงห์

 

ภาพต่อภาพ

(จากซ้าย)

1. พระอาจารย์อินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง อุดรธานี

2. พระราชญาณกวี (สุวิทย์ ปิยวิชฺโช ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราชเก้ากาญจนาภิเษก กรุงเทพมหานคร

3. พระเทพงคลนายก (สิงห์ อินฺทปญฺโญ ป.ธ.6) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี (ธรรมยุต)

4. พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก ป.ธ.5) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร.

 

 

คอมเมนต์จากหลายฝ่าย

 

กดที่ภาพเพื่อชมพิธี

 

จากกรณีที่มีการต่อต้านการขึ้นดำรงตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์" ของพระวิสุทธิสารเมธี หรือเจ้าคุณวงศ์ไทย ไม่ให้ข้ามห้วยจากวัดบวรนิเวศวิหาร มากินตำแหน่งวัดใหญ่ในจังหวัดอุดรธานีนั้น

เมื่อย้อนหลังกลับไปดูพิธีการแต่งตั้ง "รักษาการเจ้าอาวาส" ของวัดโพธิสมภรณ์ หลังจากเจ้าอาวาสคือพระอุดมญาโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี) ได้ถึงแก่มรณภาพลงไปได้ 3 วัน จึงมีพิธีการแต่งตั้ง

โดยในพิธีนั้น พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธ กรมการมหาเถรสมาคม ปัจจุบันเป็นเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช แต่ในตอนนั้นยังเป็นเจ้าคณะภาค 14-15 ปกครองภาคกลาง แถวๆ นครปฐม สุพรรณบุรี เพชรบุรี ฯลฯ แต่กลับได้รับคำสั่งจากสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ให้ไปปฏิบัติหน้าที่แทนในพิธีดังกล่าว

แต่โดยปกตินั้น เมื่อสิ้นเจ้าอาวาสวัดใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นในกรุงหรือนอกกรุง ก็จะมีการแต่งตั้งรักษาเจ้าอาวาสทันที ไม่มีการทิ้งช่วงห่วงนานถึง 3 วันเช่นนี้ นี่ก็แสดงว่าต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ปกติ

เมื่อเริ่มพิธีนั้น จะเห็นว่า ฉุกละหุกมาก เหมือนไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน พระเณรวัดโพธิสมภรณ์ มากันกะหรอมกะแหรม แถมไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัว ที่นั่งอาสน์สงฆ์เตรียมกันอย่างฉุกละหุก ไม่มีแม้กระทั่งการต้อนรับพระพรหมมุนีอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ผิดหลักของวัดใหญ่ระดับพระอารามหลวงและมีพระเกจิที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ

แต่ที่ไม่ฉุกละหุกก็คือ "คนนอกวัด" ซึ่งมีทั้งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แต่งองค์ทรงเครื่องเต็มรูปแบบ ได้มาเป็นประธานในการอ่านคำสั่งแต่งตั้งด้วยตัวเอง

ในทางคณะสงฆ์นั้น ถ้ามิเป็นการบังเอิญว่ามาร่วมงานศพหลวงพ่อใหญ่ แล้วได้รับเชิญให้เข้าร่วมด้วย ก็ต้องมองว่า มากันอย่างแปลกๆ ไม่ว่าจะเป็นพระอาจารย์อินทร์ถวาย วัดป่านาคำน้อย ซึ่งเป็นผู้นำในการต่อต้านเจ้าคุณวงศ์ไทยอยู่ในขณะนี้ ก็ได้รับนิมนต์ให้เข้าร่วมพิธีด้วย ทั้งๆ ที่อยู่คนละวัด ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลย องค์อื่นๆ นั้นก็ถือว่ามีบทบาทสำคัญ ทั้งพระเทพปริยัติวิมล (แสวง) วัดบวรนิเวศวิหาร ก็เดินทางมาร่วมพิธีด้วย อีกรูปก็คือ พระราชญาณกวี (สุวิทย์) วัดพระรามเก้าฯ ซึ่งก็เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ใหญ่ด้วยรูปหนึ่ง ก็เข้าร่วมพิธีด้วย

ที่สำคัญก็คือ หลวงพ่อสิงห์ (พระเทพมงคลนายก) ซึ่งพระสงฆ์ในวัดต่างเห็นชอบให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสนั้น วันนั้น ได้เซ็นหนังสือแต่งตั้งเจ้าคุณวงศ์ไทยให้เป็นรักษาการเจ้าอาวาสแทนตนเอง แถมยังเข้าร่วมพิธี และรับการถวายสักการะจากเจ้าคุณวงศ์ไทยอีกด้วย

ก็เลยเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องหาคำตอบว่า เพราะอะไร พระเณรวัดโพธิสมภรณ์เหมือนไม่รู้เรื่องสำคัญนี้ ขณะที่บุคคลภายนอกนั้น รู้กันทั่ว แต่ที่สะดุดหูอย่างยิ่งก็คือ "โอวาท" ของพระพรหมมุนี ที่พูดคล้ายกับว่า "ส่งเจ้าคุณวงศ์ไทยมาเป็นตัวจริง มิใช่ตัวสำรอง" ก็ต้องถามพระเณรทั้งจังหวัดอุดรธานี ว่ารับได้หรือไม่ ?

 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 15 สิงหาคม 2560


เงินทอนอุดรธานี !

ปัญหาที่น่าสงสัย

จะเป็นชนักหลวงพ่อสิงห์ไม่ให้เป็นเจ้าอาวาส

 

 

พระเทพมงคลนายก (สิงห์ อินฺทปญฺโญ)

เจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี ฝ่ายธรรมยุต

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์

 

กับปัญหาที่ยังไม่ได้รับการเฉลย ว่าสาเหตุใด พระผู้ใหญ่จึงไม่เอาหลวงพ่อสิงห์เป็นเจ้าอาวาส แต่มีเงื่อนงำเกี่ยวกับงบบูรณะปฏิสังขรณ์ สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี ที่วัดโพธิสมภรณ์ ติดร่างแหคดีเงินทอนกับเขาด้วย หรือนี่จะเป็นชนักที่หลวงพ่อสิงห์อาจจะหมดสิทธิ์เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์

ตามข่าวที่ออกมานั้น พบว่า มีการขอเงินบูรณะปฏิสังขรณ์สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี ในวัดโพธิสมภรณ์ จริง เงินที่ได้มาเป็นจำนวน 500,000 บาท ไม่มีรายการ "ทอนเงิน" แต่กลับปรากฏว่า มีการบอกบุญญาติโยมทั่วไปให้ร่วมบูรณะด้วย ก็เลยเข้าในข้อหา "เบิกจ่ายซ้ำซ้อน" เหมือนกับคดีเงินงานศพสมเด็จเกี่ยว วัดสระเกศ ซึ่งเจ้าคุณเสนาะ (พระพรหมสุธี) ถูกปลดระนาวจากทุกตำแหน่ง สุดท้ายได้ตัดสินใจลาโลกไปเพียงลำพัง

แต่ถ้าตรงนี้มีปัญหา ก็น่าจะมีรายการ "สั่งพักงาน" หลวงพ่อสิงห์ ในตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดไปแล้ว แต่ถามว่าทำไมพระผู้ใหญ่ไม่ทำ ที่นี้ เมื่อตรงนี้ไม่มีผล ก็ไม่น่าจะมีผลกับตำแหน่งเจ้าอาวาส ซึ่งเล็กกว่าเจ้าคณะจังหวัด ถึงแม้จะมีผลประโยชน์มากกว่าก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ก็ยังต้องรอการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐเสียก่อนว่า เข้าข่ายหรือไม่เข้าข่ายส่วนใดบ้าง แต่ที่แน่ๆ ณ วันนี้ มีปัญหาว่าด้วยตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์แล้ว อย่างใหญ่โต

 

ไม่มีเงินทอน แต่อาจจะมีรายการ "เบิกจ่ายซ้ำซ้อน"

ก็แปลว่า มุบมิบเข้ากระเป๋า เอ๊ย เข้าย่ามใคร ?

 

 

ตำรวจสอบสวนกลาง ลงพื้นที่ตรวจสอบวัดโพธิสมภรณ์ หาผู้ร่วมทุจริตเงินทอนวัด

 

พ.ต.ท.อภิรัตน์ พหลเวชช์ รองผู้กำกับการ 3 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กองบัญชาการสอบสวนกลาง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางเข้าพบพระสุทธิสารเมธี รักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ พระอารามหลวง ฝ่ายธรรมยุต เพื่อตรวจสอบเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์ สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี(ธรรมยุต) ซึ่งเป็นงบอุดหนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จำนวน 500,000 บาท ซึ่งได้นำเอกสารหลักฐานการบูรณะปฏิสังขรณ์ดังกล่าว มาให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

 

พ.ต.ท.อภิรัตน์ พหลเวชช์ เปิดเผยว่า การเดินทางมาครั้งนี้ ก็เพื่อมาตรวจสอบว่า เงินอุดหนุนที่ทางวัดได้จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อปี 2558 ในการบูรณะปฏิสังขรณ์วัด มีการทอนเงินกลับคืนสำนักงานพระพุทธศาสนาหรือไม่ เพื่อแจ้งความเอาผิดผู้ที่ร่วมทุจริตเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัด หลังพบมีการเรียกรับเงินทอนจากงบประมาณดังกล่าวจำนวนมาก ซึ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 4 แห่ง ในจังหวัดอุดรธานี บุรีรัมย์และนครราชสีมา จากการดูสำนักงานแล้วก็พบว่ามีการบูรณะปฏิสังขรณ์จริงตามแบบ และรักษาการเจ้าอาวาสก็ยืนยันว่าไม่มีการทอนเงินแต่อย่างใด

 

ด้านพระสุทธิสารเมธี รักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ กล่าวว่า ตนเองเพิ่งมารักษาการไม่นานให้ข้อมูลตามกรอบเท่าที่ทราบ งบนี้เป็นงบที่ท่านพระครูสุทธิปัญญาวัฒน์ จะต่อเติมสำนักงานเจ้าคณะจังหวัด ก็เลยของบสนับสนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มาจำนวน 500,000 บาท แต่ก็มียอดมากกว่านั้น เนื่องจากมีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินเพิ่มเติม ดังมีรายชื่อติดอยู่หน้าสำนักงานทุกราย เมื่อทำเสร็จแล้วก็มีการส่งมอบงาน จากนั้นสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็มาตรวจสอบเงินตามที่ของบไป และจากการที่ดูเอกสารการต่อเติมก่อสร้างแล้ว ยืนยันว่าไม่มีการทอนเงินคืนแต่ประการใด

 

ที่มา : Homecable TV : 6 กรกฎาคม 2560


ม่ายอาว วงศ์ไทย !

สงฆ์สายวัดป่ายกมือพรึ่บ

ไล่วงศ์ไทยกลับวัดบวร พระอุดรไม่ต้อนรับ

 

 

เจ้าคุณวงศ์ไทย เส้นใหญ่จากวัดบวร

จากส่งไปช่วย เลยเถิดจะเป็นเจ้าเป็นนาย

 

 

การประชุมเคลียร์ใจนัดพิเศษ

วันที่ 9 กรกฎาคม 2560 พระอาจารย์อินทร์ถวาย พร้อมด้วยพระสงฆ์สายวัดป่าจำนวนหลายร้อย ได้พร้อมกันประชุมที่ศาลาร้อยปี วัดโพธิสมภรณ์ โดยได้นิมนต์เจ้าคุณวงศ์ไทยมาเคลียร์ใจ แต่ไม่สำเร็จ

 

 

สุดท้าย ใช้วิธี "โหวต" ปรากฏว่า คะแนนเป็นเอกฉันท์ ให้เจ้าคุณวงศ์ไทยกลับวัดบวรนิเวศวิหาร บางลำพู ไปอยู่กับสมเด็จพระวันรัต ซึ่งรักวงศ์ไทยมากที่สุดในโลก

 

จากกรณี "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม" ได้รายงานข่าว เกี่ยวกับปัญหาการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอดีตเจ้าอาวาส คือ หลวงปู่จันทร์ศรี (พระอุดมญาณโมลี) ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่สายกรรมฐาน ที่พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศให้ความเคารพนับถือ ได้ถึงแก่มรณภาพลงในปลายปี 59 กระทั่งได้รับพระราชทานเพลิงศพในเดือนพฤษภาคม ศกนี้ แต่จนกระทั่งวันนี้ เข้าพรรษาผ่านมาเดือนกว่าแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์รูปใหม่จะลงตัว

กลับกัน กลับได้ยินข่าวว่า เกิดความแตกร้าวระหว่างพระวัดโพธิสมภรณ์ (ส่วนใหญ่กับส่วนน้อย) ส่วนใหญ่นั้น เห็นว่า น่าจะเอาพระอาวุโสภายในวัด ซึ่งอยู่กันมานาน เคยปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่ใหญ่มาก่อน ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส อยู่กันไป ไม่กี่ปีก็ตาย จะเอาอะไรนักหนา แต่ส่วนน้อยนั้น หันไปใช้เหตุผลอื่นๆ เช่น ความเก่ง ความหนุ่ม ความคล่อง มีเส้น เข้าถึงผู้หลักผู้ใหญ่ อยากจะได้อะไรไม่ต้องวิ่งไกล แค่บอก "วงศ์ไทย" ทุกอย่างก็สำเร็จรูป เหมือนมาม่า พระพวกนี้ก็เลยถือหาง "วงศ์ไทย" ซึ่งเป็นเด็กรับใช้อยู่บางลำพู ให้ขึ้นนั่งสูงกว่าพระผู้อาวุโสในวัดป่า ทำนองยอมรับ "ยศศักดิ์อำนาจ" อยู่เหนือกว่า "พระธรรมวินัย" นั่นแสดงให้เห็นว่า ความกระหายอยากใน "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" มิใช่แค่ระบาดในวงการสงฆ์เมืองกรุงเท่านั้น แต่แม้แต่วงการสงฆ์สายกรรมฐานก็หย่อนยานไปมิใช่น้อย มิเช่นนั้น พระเด็กๆ อย่างวงศ์ไทย คงไม่มีโอกาสได้เป็นแคนดิเดทเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์หรอก

ปัญหามันกระทบไปถึงวัดอื่นๆ เช่น วัดป่านาคำน้อย ของหลวงพ่ออินทร์ถวาย ซึ่งใกล้ชิดกับวัดโพธิสมภรณ์ เห็นความเดือดร้อนของเพื่อนสหธรรมิกก็ทนไม่ได้ เพราะหลวงพ่อสิงห์คู่ชิงตำแหน่งก็พูดไม่ออก มันอยู่ในฐานะ "มีส่วนได้ส่วนเสีย" พูดไปเดี๋ยวกระทบผู้ใหญ่ มันก็จะไม่งาม ก็เลย..นั่งเคี้ยวหมาก ปากบ่ออก ผู้ได๋อยากเฮ็ดจั๋งได๋ กะเอาโลด !

หลวงพ่ออินทร์ถวาย เลยต้องเล่นบท "พระอินทร์จำแลง" ยอมเปลืองตัว เดินเท้าเข้าวัดโพธิสมภรณ์ นิมนต์ท่านเจ้าคุณพระสุทธิสารเมธี (วงศ์ไทย) จากวัดบวรนิเวศวิหาร ให้มาเจรจากันก่อน เพื่อหาทางออกให้ทุกฝ่ายได้สบายใจ เพราะอย่างไร ถึงจะเข็นวงศ์ไทยขึ้นเป็นสมภารวัดโพธิสมภรณ์ให้จงได้ แต่สุดท้ายก็จะปกครองไม่ได้ แถมยังไม่ได้รับการยอมรับจากสายวัดป่าอื่นๆ ด้วย นี่เห็นไหม ปัญหามันยาวเป็นไมล์ไปแบบนี้แหละ

แต่ปรากฏว่า เจ้าคุณวงศ์ไทย ซึ่งคงจะได้น้ำเลี้ยงดีมาจากทางกรุงเทพฯ ได้แสดงอาการ "กร่าง" ระดับน้ำฝนเรียกพี่ แบบนี้ก็นับถอยหลังได้เลย ไม่เร็วก็ช้า ต้องเก็บผ้า..กลับ กทม.

ปัญหาก็ยังคงเดิมๆ นั่นคือ ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ยังวนอยู่ในอ่างเพียง 3 อย่างนี้เท่านั้น วัดโพธิสมภรณ์นั้น ศรัทธาญาติโยมเยอะที่สุดวัดหนึ่งในประเทศไทย มีตั้งแต่ในวังยันกระท่อมปลายนา จนป่านนี้ยังไม่รู้ว่ามีกี่บัญชี รวมยอดแล้วเท่าไหร่ ขนาดเสร็จงานศพหลวงปู่ใหญ่มาจนบัดนี้ ก็ยังไม่มีการเปิดเผยบัญชี นี่แหละที่มันน่ากังขา ทำงานใหญ่แต่ไม่โปร่งใส ใครจะยอมรับได้

คอยดูกันต่อไป ว่าสองผู้ยิ่งใหญ่ในคณะธรรมยุต ได้แก่ สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย และ พระพรหมมุนี วัดราชบพิธ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช จะแก้ปัญหาอย่างไร แก้ที่เราหรือแก้ที่เขา ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่มีอะไรเลย แค่..สั่งเด็กถอย ก็จบแล้ว เราส่งไปช่วย แต่เมื่อเขาไม่พอใจ ก็อย่าไปฝืนใจ ดึงคนของเรากลับมา ไมตรีก็ยังคงอยู่ และอยู่ไปอีกนาน แต่ถ้าดันทุรัง จะจัดโน่นจัดนี่ ก็มีหวัง "พังทั้งคู่" อยู่ก็ให้เขารัก จากก็ให้เขาคิดถึง แต่ถ้าคิดถึงตัวเองอยู่ฝ่ายเดียว เดี๋ยวก็ถูกลืม

อย่าลืมว่า พระป่านั้น ท่านพูดจริงทำจริง เอาก็คือเอา ไม่เอาก็คือไม่เอา เขาไม่ตอแหลเหมือน ว.วชิรเมธี ที่เคยดูถูกว่า "ไม่ดี ไม่เอา" แต่สุดท้ายก็..เอา เข้าตำรา ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง !

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 14 สิงหาคม 2560


 

GET OUT !

พุทธพม่าไล่องค์กรต่างชาติออกจากยะไข่

ข้อหาช่วยเหลือมุสลิมโรฮิงญา

 

อา..พม่าถือว่ายังไม่ทันสมัย สู้ไทยไม่ได้ เมืองไทยเขามีโครงการดีๆ เช่น พาโจรกลับบ้าน เอ๊ย พาคนกลับบ้าน งบประมาณไม่อั้น ชาวพุทธอีกต่างหากที่โดนโจรมุสลิมไล่ฆ่า ยังไม่ได้กลับบ้านจนป่านนี้ เพราะรัฐไม่มีเงินเหลือ เอาไปให้มุสลิมกลับบ้านหมดไปก่อน

 

 

 

สุจินต์ บริหารวนเขตต์

วิปัสสนาปากแม่ค้า ชอบด่าพระสงฆ์องค์เณร

 

 

อยากช่วยก็สึกไปซะ !

 

ส่วนสายวิปัสสนาของ "ป้าทุจินต์" เอ๊ย "ป้าสุจินต์" บริหารวนเขตต์ ก็มุ่งแต่จะขนคนไปเมืองนิพพาน ขนาดสกลนครน้ำท่วมเมือง ชาวบ้านชาวเมืองเดือดร้อนหนัก ในรอบร้อยปี น้ำไฟไม่มี อาหารการกินแทบไม่ต้องพูดถึง สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระเมตตา บัญชาให้พระสงฆ์องค์เณรออกช่วย "ยายทุจินต์" แกตะโกนด่าว่า "อยากช่วยก็สึกไปซะ" อ้างว่า พระพุทธเจ้าทรงช่วยคนด้วยการแสดงธรรมเท่านั้น แหมนี่แสดงว่าไม่เคยอ่านประวัติพุทธปริต ตอนห่ากินเมืองไพศาลี คนตายเป็นเบือ พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดชาวเมืองให้รอดตาย วิปัสสนาสายตีนแดงก็งี้แหละ เก่งแต่จีบปากจีบคออยู่ในจอทีวี จ้องแต่จะโปรดคนตอนบ้านเมืองสุขสบาย เวลามีปัญหาร้ายแรงก็มุดหัวหนีหมด ไม่ช่วยไม่พอ ยังขัดขวาง เข้าตำรา "มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ"

ยายทุจินต์แกปากดี ชี้นิ้วสอนพระว่า "ไม่ต้องบวชดีกว่ามั๊ย จะได้ช่วยสังคมอย่างเต็มที่" แหมพูดอย่างนี้ถือว่าดูถูกพระพุทธะเจ้านะคะ เธอน่าจะไปบอก "เจ้าชายสิทธัตถะ" ว่า จะบวชทำไม ในเมื่อเป็นพระราชาก็สามารถช่วยเหลือชาวโลกได้ดีกว่าเป็นพระเสียอีก มันง่ายจะตาย ถ้าจะตีกิน แบบพูดเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น โดยไม่มองดูบริบทของสังคมไทยในปัจจุบัน

นักรัฐศาสตร์สายศาสนาพยากรณ์ว่า อีกไม่เกิน 50 ปี ชาวพุทธไทยคงได้หลั่งไหลไปขอความช่วยเหลือจากพุทธพม่า เพราะว่าพุทธพม่าเข้มแข็งกว่าพุทธไทย เห็นอะไรเป็นภัยเขาก็ช่วยเหลือกัน แม้แต่แต่งงานกับมุสลิม เขาก็ไม่ทำ ไม่ทรยศศาสนาของบรรพบุรุษ ภายนอกของพม่าดูน่ากลัว แต่ภายในแล้ว อบอุ่น อย่างบอกไม่ถูก เขารักลูกห่วงหลาน จึงต่อสู้เอาบ้านเมืองไว้ให้อนุชน แต่คนไทย เป็นอะไรก็ได้ ขอให้..กูสบาย !

 

 

ชาวพุทธร่วมขับหน่วยงานต่างชาติออกจากยะไข่ 

ชาวพุทธหลายร้อยคน ชุมนุมประท้วงต่อต้านหน่วยงานช่วยเหลือจากต่างชาติออกจากรัฐยะไข่ ในฐานะให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้ายมุสลิมโรฮิงญา 

เจ้าหน้าที่ตำรวจเมียนมา เปิดเผยว่า พระสงฆ์และสมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ยะไข่ รวมตัวชุมนุมประท้วงใน 15 เมือง รวมทั้งเมืองสิตตะเว เมืองเอกของรัฐ เรียกร้องให้หน่วยงานช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ของต่างชาติ ออกไปจากรัฐในทันที 

สถานการณ์ตึงเครียดในรัฐยะไข่หวนกลับมาอีกครั้ง ตั้งแต่ชาวพุทธถูกแทงเสียชีวิตในบริเวณเทือกเขาทางเหนือของรัฐเมื่อเดือน ก.ค. และรัฐบาลเมียนมา ระบุว่า พบค่ายแห่งหนึ่งฝังตัวอยู่ในป่า ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่า กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงอยู่เบื้องหลังเหตุฆาตกรรม และกองทัพเมียนมาได้ส่งกำลังทหารเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวในสัปดาห์นี้ 

ทั้งนี้ ระหว่างการตรวจค้นที่ค่ายดังกล่าว ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นของกลุ่มก่อการร้าย เจ้าหน้าที่ได้พบขนมปังกรอบ ที่ติดตราสัญลักษณ์ของโครงการอาหารโลกของสหประชาชาติอยู่ด้วย ชาวพุทธในรัฐยะไข่ จึงกล่าวหาว่า สหประชาชาติและหน่วยงานบรรเทาทุกข์ต่างๆ ให้ความช่วยเหลือชาวโรฮิงญา 

นอกจากนี้ ภาพถ่ายการชุมนุมประท้วง ที่ส่งต่อกันในโลกออนไลน์ เผยให้เห็นพระสงฆ์ถือป้ายที่มีข้อความเขียนว่า เราไม่ต้องการกลุ่มที่สนับสนุนก่อการร้าย พร้อมทั้งเรียกร้องให้สหประชาชาติและเอ็นจีโอต่างประเทศออกไปจากรัฐยะไข่

 

 

ที่มา : คมชัดลึก : 14 สิงหาคม 2560

 


วัดโพธิสมภรณ์ร้อนฉ่า !

พระป่าต้านพระบ้านเป็นเจ้าอาวาส

ถึงขั้นรวมกำลังประท้วงคำสั่งเจ้าคณะใหญ่

 

 

วัดโพธิสมภรณ์ ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี

วัดของหลวงปู่จันทร์ศรี-พระอุดมญาณโมลี ที่เพิ่งมรณภาพลงไปเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2559 และได้รับการพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา ปรากฏว่านับตั้งแต่หลวงปู่มรณภาพลงไป จวบจนกระทั่งบัดนี้ ยังไม่มีความลงตัวในตำแหน่งเจ้าอาวาส ซึ่งขาดช่วงไปนานกว่าครึ่งปี แถมยังมีปัญหาประดังออกมาให้ได้ยินถึงนอกวัด

 

 

เจ้าคุณวงศ์ไทย (พระสุทธิสารเมธี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร บางลำพู ถูกส่งไปช่วยงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่จันทร์ศรี กลายเป็นแคนดิเดทในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ในขณะนี้

 

 

เจ้าคุณวงศ์ไทย รับตราตั้งรักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ จากพระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธ เลขาธิการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2559 (หลังหลวงปู่จันทร์ศรีละสังขารได้เพียง 3 วัน) พร้อมกันนั้น รักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์รูปใหม่ ก็สั่งแต่งตั้งไวยาวัจกร (ผู้ดูแลการเงิน) ขึ้นใหม่ จำนวน 3 ท่านด้วยกัน ซึ่งต่อมาก็มีปัญหาว่าด้วยเงินๆ ทองๆ อีก

 

 

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในตอนนั้น (ธันวา 59) วัดโพธิสมภรณ์ก็มีพระผู้ใหญ่อยู่ในวัดแล้ว นั่นคือ พระเทพมงคลนายก (หลวงพ่อสิงห์ อินฺทปญฺโญ) เป็นทั้งเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี และปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ (หลวงปู่จันทร์ศรี) มาก่อน ตั้งแต่ตอนที่หลวงปู่เริ่มอาพาธ แต่กลับปรากฏว่า เมื่อหลวงปู่จันทร์ศรีมรณภาพ กลับมีการตั้งพระจาก "วัดบวรนิเวศวิหาร" เข้ามาเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสซ้อนเข้าไปอีก แถมผู้ที่เซ็นตั้งก็มิใช่ใคร หากเป็น "พระเทพมงคลนายก" หรือหลวงพ่อสิงห์ นั่นเอง

ถามว่า หลวงพ่อสิงห์ มีปัญหาอะไร ทำไมจึงไม่รักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์แต่เพียงลำพัง ทำไมต้องไปดึงเอา "เจ้าคุณวงศ์ไทย" จากวัดบวรนิเวศ มาปฏิบัติหน้าที่แทนด้วย ?

 

กรณีนี้คงไม่ต้องเทียบคุณสมบัติ ไม่ว่าจะด้าน อายุ พรรษา วิทยฐานะ หรือแม้แต่สมณศักดิ์ เพราะหลวงพ่อสิงห์ย่อมสูงกว่าเจ้าคุณวงษ์ไทยในทุกๆ ด้าน มีปัญหาข้อเดียวคือ ไปดึงเจ้าคุณวงศ์ไทยมารักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ทำไม ทำไมหลวงพ่อสิงห์ไม่ได้เป็นรักษาการ

ทำแบบนี้มันเท่ากับว่า "หลวงพ่อสิงห์" ไร้สมรรถภาพ ไม่สามารถดูแลวัดโพธิสมภรณ์ได้ จึงต้องให้เจ้าคุณจากวัดบวรมาเป็นแทน แต่ก็ไม่น่าจะจริงอีก เพราะหลวงพ่อสิงห์เป็นถึง "เจ้าคณะจังหวัด" ปกครองพระทั้งจังหวัด ความรับผิดชอบก็มากกว่าวัดโพธิสมภรณ์อย่างเทียบไม่ได้ เรื่องไร้ความสามารถจึงตัดทิ้งไป เหลือเพียงประเด็นสงสัยว่า ใครใช้ให้เจ้าคุณวงศ์ไทยไปช่วยงานวัดโพธิสมภรณ์ พร้อมๆ กับตั้งให้เป็นรักษาการเจ้าอาวาส หลังหลวงปู่ใหญ่เสียเพียง 3 วัน มันเกิดอะไรขึ้น ?

และถ้าการมาของเจ้าคุณวัดบวร มีเงื่อนงำมาตั้งแต่ตอนนั้น ถามว่า ทำไมพระป่าไม่ต่อต้านเสียแต่เนิ่นๆ ปล่อยเอาไว้จนกระทั่งเจ้าคุณวงษ์ไทยไม่กลับกรุงเทพฯแล้ว วันนั้นไม่ปฏิเสธ แต่วันนี้จะไม่เอา ฟังดูมันก็กระไรอยู่

 

 

เจ้าคุณวงษ์ไทย กับ หลวงพ่อสิงห์ คู่ชิงดำเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์

 

 

มติมหาเถรสมาคมฉบับนี้ แสดงให้เห็นว่า วัดโพธิสมภรณ์ มีผู้ช่วยเจ้าอาวาสอยู่หลายรูป แต่แปลกว่า มีการส่งเจ้าคุณจากวัดบวรเข้ามารักษาการเจ้าอาวาส ข้ามบรรดาผู้ช่วยเจ้าอาวาสภายในวัดทุกรูปไป ถ้ามิใช่ "เหตุผลพิเศษ" ก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์ แปลอีกสำนวนก็คือ พิลึกกึกกือ !

 

 

 

พระอาจารย์อินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง อุดรธานี

ข่าวว่า พระอาจารย์อินทร์ถวาย ได้เป็นหัวหน้าบรรดาพระที่ต่อต้านเจ้าคุณวัดบวรเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ โดยระดมกำลังพระป่าถึง 360 รูป กลางพรรษา คัดค้านการขึ้นดำรงตำแหน่งของเจ้าคุณวัดบวรนิเวศวิหาร

พระอาจารย์อินทร์ถวายนั้น ถือว่าเป็นพระต่างวัด ถึงจะมีความสนิทสนมกับวัดอุดมสมภรณ์เพียงใดก็ตาม แต่เวลานี้ ในวัด ก็ยังมีพระผู้ใหญ่ คือ หลวงพ่อสิงห์ อยู่ทั้งองค์ เป็นถึงเจ้าคณะจังหวัด และมีแคนดิเดทเป็นเจ้าอาวาสวัดอุดมสมภรณ์ แต่ถามว่า ทำไมพระผู้ใหญ่ไม่เอาหลวงพ่อสิงห์ และทำไม หลวงพ่อสิงห์ ซึ่งเป็นผู้เสียประโยชน์โดยตรง ไม่ออกมาประท้วงคำสั่ง ทำไมต้องเป็นอาจารย์อินทร์ถวายจากอีกวัดหนึ่งด้วย นี่ก็ยิ่งแปลก !

 

 

พระอาจารย์อินทร์ถวาย กับหลวงปู่ศรีจันทร์

 

 

สนธิ ลิ้มทองกุล บวชพระที่วัดโพธิสมภรณ์

หลังจากถูกต่อต้านจากกลุ่ม นปช. ว่าไม่เหมาะสมจะบวชที่วัดชนะสงคราม ตามความคิดเดิม นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงตัดสินใจย้ายไปขอบวชที่วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2550 โดยหลวงปู่จันทร์ศรี (พระอุดมญาณโมลี) เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ให้ด้วยตัวท่านเอง

 

 

 

พุทธะอิสระ ร่วมงานบวชสนธิ ที่วัดโพธิสมภรณ์

 

นอกจากนายสนธิและบรรดาญาติสนิทมิตรสหาย (สนิทจริงๆ) เพียงไม่กี่คน ที่เดินทางไปร่วมงานบวชของนายสนธิ ที่วัดโพธิสมภรณ์ ในวันนั้น ก็ยังปรากฏภาพของ "พุทธะอิสระ" ซึ่งเป็นพระที่นายสนธิและครอบครัวให้ความเคารพอย่างสูง และเป็นพระที่ประกาศเข้าร่วมอุดมการณ์ทางการเมืองกับกลุ่มพันธมิตรอย่างชัดเจน เดินทางไปร่วมงานบวชด้วย

 

ด้วยความสัมพันธ์ดังว่ามานี้ ชี้ให้เห็นว่า ทั้งพุทธะอิสระและสื่อเครือผู้จัดการ ล้วนแต่มีความเกี่ยวข้องกับวัดโพธิสมภรณ์ และเพราะพุทธะอิสระและสื่อเครือผู้จัดการ ต่างก็เรียกร้องต้องการให้มีการ "กวาดล้างมลทินสิ่งสกปรก" ในวัดวาอารามทั่วประเทศ โดยไม่จำกัดนิกายใดๆ ล่าสุดที่เล่นข่าวอย่างแรงก็คือ กรณีแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา สายมหานิกาย ซึ่งก็ผ่านไปแล้ว

 

 

สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต

เจ้านายสายตรง ของ พระสุทธิสารเมธี (วงศ์ไทย สุภวํโส) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร รักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี

 

จึงขอ "ส่งมอบภารกิจ" ในการตรวจสอบ "กระบวนการตั้งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์" วัดของอดีตพระอุปัชฌาย์ของ "พระสนธิ ลิ้มทองกุล" ให้โปร่งใส เป็นตัวอย่างทั้งทางโลกและทางธรรม

นะคุณพุทธะอิสระ และสื่อเครือผู้จัดการ ที่นับถือ ตรวจสอบวัดอื่นๆ มามากแล้ว วันนี้ ปัญหามันเดินทางมาถึงวัดของพวกคุณแล้ว กรุณาตรวจสอบให้เป็นตัวอย่างด้วย เพราะเราเชื่อว่า "พวกคุณ" ต้องทำได้ดีกว่าคนอื่น เพราะเป็นวัดต้นสังกัดของพวกคุณ วันก่อนเห็นสื่อผู้จัดการ พาดหัวว่า "ศึกชิงเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เบื้องหลัง พระมหานิกาย หักเหลี่ยมกันเอง" พรุ่งนี้ก็อยากจะเห็นสำนวนเช่นนี้บ้างว่า "ศึกชิงเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ เบื้องหลัง พระธรรมยุติกนิกาย หักเหลี่ยมกันเอง" รับรองว่า ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

แถมเรื่องนี้ยังเกี่ยวพันกับ "เจ้าคุณสุชิน-พระพรหมมุนี" วัดราชบพิธ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ปัจจุบัน เสียด้วยซี คิดว่าไม่กี่นาทีเรื่องก็คงจบ มวยคู่นี้เซียนลุมพินีชี้ว่า ไม่มีคำว่าครบยก เผลอๆ มือดี "สั่งปิดจอ" ไป เหมือนคดีหลวงตาเมือง กาฬสินธุ์ ด้วย

ฝากไปถึง "คุณพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ผอ.พศ. ม.44 ซึ่งขยันในการตรวจสอบพระ ขนาดไม่เข้าประชุม มส. ก็ยังวิ่งเอาหนังสือร้องเรียนไปถวายสมเด็จพระสังฆราชถึงวัดราชบพิธเลย วันนี้งานใหญ่ หวังว่าคงไม่พลาดนะฮะ จะคอยเป็นกำลังใจให้

เอ๊า ! เพจ Siriwanna Jill และ ไพศาล พืชมงคล ด้วย เห็นอยากทำข่าวพระเหลือเกิน มีข่าวใหญ่ให้ทำแล้ว ลุยเลยฮ่ะ !

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 13 สิงหาคม 2560


 

รับพระบัญชา !

พระราชปริยัติสุนทร รับบัญชาสมเด็จพระสังฆราช

ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

ตั้งแต่ วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2560 เป็นต้นไป

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 12 สิงหาคม 2560


 

มัชชาสงฆ์ไทยช่วยน้ำท่วม

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 5 สิงหาคม 2560

 

ครั้งที่ 3 !

พงศ์พร "ลาประชุม" มหาเถร

กองเชียร์หนุนทำถูกต้อง

อ้างกลุ่มพระนักเลงจ้องรุมสะกรัม

 

 

อย่ากึ๊ดนัก !

 

อา..มิน่าเล่า ทุกครั้งหลังประชุม พงศ์พร ก็จะมานั่งเป็นประธานแถลงข่าว แต่ว่าวันนี้ "ไม่มีพงศ์พร" ก็แสดงว่า พงศ์พรไม่ได้เข้าประชุม มันจะขมอกขมใจอะไรปานนั้น หรือว่ากำลังร่างหนังสือลาออกอยู่ ?

ถ้าคิดว่าพระกรรมการมหาเถรจะเล่นงาน และตัวเองก็สู้ไม่ไหว จึงตัดสินใจไม่เข้าประชุม ก็ต้องถามต่อไปว่า จะหนีไปเรื่อยๆ อย่างนี้นะหรือ

แต่มองอีกมุมหนึ่ง คือมองว่า มองพระกรรมการ มส. ในแง่ร้ายเกินไป เพราะเหตุยังไม่เกิด มีแต่เพียงการคาดเดา เดาว่าจะถูกพระซักฟอก เดาว่าจะโดนพระด่า เดาว่าจะมีปัญหาในห้องประชุม ฯลฯ สารพัดเดาแล้วไม่เข้าประชุม ถามว่า ผู้ใหญ่เขาทำงานกันอย่างนี้หรือ ? อะไรหรือคือความจริง อะไรคือความเท็จ เท็จกับจริง มีเส้นแบ่งกันอย่างไร คนระดับ ผอ.พศ. ก็น่าจะรู้ แต่ถ้ารู้แล้วยังฝืนทำ ก็แสดงว่าจงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ เพราะการปฏิบัติหน้าที่เป็นภารกิจหลัก ส่วนปัญหาเรื่องปากเสียงอะไรตรงไหนนั้น ถือว่าเป็นประเด็นรอง อีกอย่างเรื่องก็ยังไม่เกิด แล้วจะกลัวอะไร !

ฝ่ายกองเชียร์พงศ์พรก็เช่นกัน ชักจะลามปามเข้าทุกวัน เรียกพระกรรมการ มส. ว่าแก๊งค์บ้าง พระนักเลงบ้าง โดยเฉพาะ นายไพศาล พืชมงคล นั้น เป็นถึงกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี ถือว่ามีตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง แต่แสดงกริยามารยาทไม่สมควรกับพระกับเจ้า โบราณว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แต่นี่กลับทำตรงกันข้าม ไม่สมกับเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ประเดี๋ยวก็โดนอาจารย์บรรจบไล่ออกก่อนพงศ์พรหรอก

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค ไพศาล พืชมงคล : 11 สิงหาคม 2560

 

แมนสุดๆ !

ฝ่ายต้านเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

ปิดหน้า-บิดเสียง ออกทีวี

เรียกร้องความยุติธรรมให้วงการสงฆ์

 

 

อีแอบ !

 

อา..ก็ดูเอาเถิดฮะ สงสัยว่า "ชาวพุทธผู้บริสุทธิ์" คนนี้ จะมีฐานะเดียวกับ "ผู้ต้องหาคดีอาญา" เสียละกระมัง ถึงได้ "ไม่กล้าสู้หน้าสังคม" ไม่ยอมแม้แต่จะเปิดเผยหน้า ไม่ยอมแม้กระทั่งจะให้สังคมได้ฟังเสียงจริง จึงต้องทั้ง "ปิดหน้า-บิดเสียง" แบบว่าเอาของปลอมไปหลอกคนทั้งโลก อ้างว่าต้องการความบริสุทธิ์สะอาดให้แก่พระศาสนา แต่คนทำกลับ "ไม่กล้าเปิดหน้า" ถามว่ากลัวอะไรในเมื่อคุณบริสุทธิ์ใจ ดูแต่ "นายฉลอง" ซึ่งออกรายการเดียวกัน ก็ยังไม่ปิด นี่ไงที่มันส่อฟ้องว่า "คุณไม่บริสุทธิ์ใจ" และมีอคติอยู่ในใจ ถึงไม่กล้าสู้หน้าสังคมไทย

อย่างกรณีที่ว่า "มีการใช้เงินใช้ทอง" ซึ่งก็เป็นข้อกล่าวรุนแรงระดับคดีอาญา แต่ทว่ากลับไม่มีใครมีหลักฐานพยานยืนยันของการใช้เงินทองเลย ถามว่า ถ้าเป็นผู้ดีมีคุณธรรมจริงๆ เขาจะกล่าวหาคนลอยๆ อย่างนั้นหรือ ? ในสังคมไทยทุกวันนี้ มีข่าวลือทุกระดับ ถ้าจะเอาแค่ "เขาว่า" หรือ "ได้ยินว่า" ก็รับรองว่า ประเทศนี้ไม่มีใครบริสุทธิ์เลยซักคน

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกบ้านเมืองเขามีขื่อมีแป มีตัวบทกฎหมายไว้ใช้ปกครอง มีศาลไว้วินิจฉัย มิใช่ใช้วิธี "มโน" คือคิดเอาเอง อันเป็นระบบ "กล่าวหา" มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องมีศาลไว้คอยตัดสิน ยุบทิ้งเสียให้หมด ใครพอใจจะทำอะไรก็ทำ แบบว่ากูถูกคนเดียว จะเอากันอย่างนั้นหรือ ?

ที่พูดแบบนี้ เพราะเห็นมีการย้ำแล้วย้ำอีก ว่าผิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง ทั้งๆ ที่มหาเถรสมาคมก็ยืนยันแล้วว่า "พ้นมลทินแล้ว" แต่พวกนี้ก็ไม่ฟัง ยังคงเดินหน้าฟ้องต่อไป ไม่ว่าจะเป็นสำนักพระราชวังและศาลปกครอง แบบว่ารู้ดีกว่า "ศาลสงฆ์" อันมีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธาน แบบนี้มิใช่วิธีการร้องขอความเป็นธรรมแล้ว แต่เป็นการ "ตีรวนทุกรูปแบบ" เสียมากกว่า เช่นข้อหาว่า

1. เจ้าคุณอมร ข้ามเจ้าคุณเก๋น แต่ความจริงแล้ว กลายเป็น เจ้าคุณเก๋น ข้าม เจ้าคุณอมร เขาก่อนต่างหาก

2. หากเจ้าคุณอมรได้เป็นจะสร้างความแตกแยกในวัดโสธร เพราะเอาผู้อ่อนอาวุโสขึ้นเป็นจังหวัด แต่ความจริงแล้ว เมื่อเจ้าคุณเก๋นได้เป็นรองจังหวัด นั่นแหละคือการเริ่มเอา "ผู้อ่อนอาวุโส" ขึ้นสูงกว่าผู้อาวุโส แต่แปลกว่า ตอนเอาตุ๊เก๋นพระเด็กๆ ในสังกัด ขึ้นเป็นรองจังหวัด เจ้าอาวาสวัดโสธรและกลุ่มรักษ์ธรรมเมืองแปดริ้ว กลับนิยมชมชอบการปกครองที่ผิดพระธรรมวินัย ไม่ออกมาต่อต้านตุ๊เก๋นซึ่งข้ามหัวเจ้าคุณสุนทร แถมยังสนับสนุนออกหน้า แต่พอเจ้าคุณสุนทรซึ่งอาวุโสกว่าได้เป็นจังหวัด เจ้าอาวาสวัดโสธรและกลุ่มรักษ์ธรรมเมืองแปดริ้ว กลับออกมาต่อต้าน หาว่าจะสร้างความแตกแยกภายในวัด แบบนี้มิใช่กลุ่ม "รักษ์ธรรม" แล้ว แต่น่าจะเป็นกลุ่ม "รักษ์อธรรม" เสียมากกว่า

พวกนี้นี่มันตรรกะวิบัติชัดๆ เป็นมิจฉาทิฐิในทางพระศาสนา อยากจะให้สังคมพุทธไทยตั้ง "ศาลกลาง" ขึ้นมาพิจารณาเหตุผลเหล่านี้ ว่าถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่อย่างไร มิใช่ให้ "ใครก็ได้" ขึ้นมาตราหน้าทำลายคนดี โดยไม่มีใครตัดสินว่าผิดหรือถูก จะได้รู้กันว่าใครพูดความจริง ใครโกหกตอแหล ใครเป็นอีแอบในทางสังคมพุทธ ปิดหน้าปิดตากล่าวหาแม้กระทั่งพระสงฆ์องค์เณร เป็นเรื่องอัปยศที่สุดในสังคมพุทธในรอบ 2000 ปี แค่เปิดหน้ายังไม่กล้า แต่อาสาจะเปิดเผยความจริง ใครเชื่อพวกนี้ก็ควายแล้ว !

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชมรายการมืด

 

 

ที่มา : รายการตอบโจทย์ ไทย พีบีเอส : 10 สิงหาคม 2560


 

จับตา !

พรุ่งนี้ พงศ์พร จะพักผ่อน

หรือจะไปร่วมประชุมมหาเถรสมาคม

ถ้าพักผ่อนต่อ ก็อาจจะงดประชุมตลอดไป

จาก..เปลี่ยนเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

กลายเป็น..เปลี่ยนตัว ผอ.พศ. ที่ชื่อ..พงศ์พร

 

 

พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ถวายสักการะมหาเถรสมาคม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ผอ.พศ.

 

 

อา..ถือว่าเป็น "ไฟท์บังคับ" หรับ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่จะต้องเข้าร่วมประชุมมหาเถรสมาคม เพราะมีตำแหน่งเป็น "เลขาธิการมหาเถรสมาคม" อีกด้วย

การประชุม มส. 2 นัด ที่ผ่านมา (วันที่ 20, 31 กรกฎาคม) ซึ่งมีวาระจรสำคัญระดับดาวหางเยือนโลก นั่นคือ วาระการพิจารณาแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ปรากฏว่า วาระแรก วันที่  20 กรกฎา ทั้งประธาน คือ สมเด็จพระสังฆราช และเลขาธิการ คือ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต่างงดเข้าประชุม ส่งผลให้ที่ประชุมนัดนั้นถูกโจมตีว่า ไม่ชอบธรรม เพราะไม่มีพระสังฆราชเป็นประธาน

แต่นัดถัดมา คือวันที่ 31 กรกฎาคม สมเด็จพระสังฆราช เสด็จเป็นองค์ประธานในการประชุม และสรุปผลการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา "เท่าเดิม" คือ มส. มีมติ รับรอง พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสนฺโน น.ธ.เอก ป.ธ.4) ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา อย่างถูกต้องชอบธรรม

แต่นัดนี้ พ.ต.ท.พงศ์พร ก็ลาประชุมอีก อ้างว่ามีภารกิจเร่งด่วน แต่ข่าวบางกระแสก็ว่า ไม่ค่อยสบายใจ อึดอัดข้อข้องหลายอย่าง ทั้งเรื่องกรรมการมหาเถรหลายท่านยังคลางแคลงใจ ในบทบาทของ ผอ.พศ. ต้องการสอบถามข้อมูลหลายอย่าง ที่ทางคุณพงศ์พรเคยให้สัมภาษณ์ทางสื่อไปก่อนหน้า ทั้งปัญหาเรื่องการตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งคุณพงศ์พร ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม นอกจากจะไม่เข้าร่วมประชุมแล้ว ยังรีบนำเอาหนังสือร้องเรียนของเจ้าอาวาสวัดโสธร ไปทูลถวายสมเด็จพระสังฆราช ถึงตำหนักสมเด็จวัดราชบพิธ มองยังไงก็เป็นการ "ข้ามหัว" มหาเถรสมาคม แบบว่าจะสนองงานเฉพาะสมเด็จพระสังฆราช ไม่สนองงานมหาเถรสมาคม อะไรทำนองนั้น

 

 

พนม ศรศิลป์ ถวายสักการะมหาเถรสมาคม พร้อมทั้งกราบลา เนื่องเพราะถูกสั่งย้ายโดยนายกรัฐมนตรี ให้ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรณีพิเศษ (ม.44)

 

ในการประชุม มส. ครั้งหลังสุด (วันที่ 31 กรกฎาคม) พระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศ์ ในฐานะโฆษกมหาเถรสมาคม ได้ฝากคำไปยัง พ.ต.ท.พงศ์พร ผอ.พศ. ด้วยว่า "ขอให้เข้าประชุม มส. เพราะมีเรื่องต้องปรึกษา" สอดคล้องกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่า มีกรรมการ มส. (สายไหนไม่รู้) หลายท่าน ต้องการสอบถาม ผอ.พศ. อย่างจริงจัง โดยจะอาศัยห้องประชุม มส. (วันที่ 20 ก.ค.) ซักฟอก ผอ.พศ. กลางที่ประชุมมหาเถรสมาคม ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เพราะไม่เคยมี ผอ.พศ. ถูกพระซักฟอกมาก่อน

ครั้นวันวาน ก็มีข่าวว่า สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย อันมี รศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ เป็นประธาน ได้ออกโรงเรียกร้องให้ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทำการปรับเปลี่ยนตัว "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" เสียใหม่ หมายความว่า ขอให้ "ปลด" พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ออกจากตำแหน่ง แปลอีกทีก็คือ "ไล่" กันดีๆ นี่เอง

ถึงแม้งานนี้ นายกรัฐมนตรี จะออกมาการันตี พ.ต.ท.พงศ์พร (เป็นรอบที่สอง) ว่าทำงานดี ไม่มีเสียหายอะไร ขอชาวพุทธอย่าเคลื่อนไหว ดังนี้ก็ตาม แต่สำหรับ พ.ต.ท.พงศ์พร แล้ว คงรู้สึกอัดอัดอย่างบอกไม่ถูก เพราะถูกทั้งพระทั้งโยมขับไล่ เหมือนไม่ใช่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แต่เป็นนักการเมืองที่อยู่คนละพรรคอย่างนั้นแหละ

 

อันตำแหน่ง ผอ.พศ. นั้น ถือว่าเป็นนักการศาสนา "นัมเบอร์วัน" ของประเทศไทย เทียบได้กับตำแหน่ง "สมเด็จพระสังฆราช" ซึ่งเป็นนักบวช "นัมเบอร์วัน" ของประเทศเช่นกัน สองตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งเกียรติยศ ถึงไม่ต้องมีผลงานโดดเด่น แต่แค่ถูกครหานินทาและไม่ยินดีต้อนรับ มันก็ทั้งเสื่อมทั้งเสีย ลามไปถึงลูกเมีย จะเอาหน้าไปไว้ไหน ในเมื่อพ่อไปทำงานวัด แต่ถูกคนวัดโห่ไล่ ไม่ไปยังจะดีเสียกว่า !

นี่ไง ที่ พ.ต.ท.พงศ์พร ประกาศ "งดพูด" และพูดเป็นประโยคสุดท้ายว่า "ดีเหมือนกัน ผมก็อยากพักผ่อนเต็มที" หรือนี่จะเป็นทางออกสุดท้ายในตำแหน่ง ผอ.พศ.

ก็ไม่รู้สินะว่า ถ้าพรุ่งนี้ พ.ต.ท.พงศ์พร ทำใจไประชุมมหาเถรสมาคม ถ้าสถานการณ์เคลียร์ ก็อาจจะอยู่ต่อ แต่ถ้าดูแล้วไม่ไหว มองยังไงก็ไปไม่รอด พงศ์พรก็อาจจะไปประชุมเพื่อ..กราบลามหาเถร !

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 9 สิงหาคม 2560

 

 

ยื่นศาลปกครอง !

ฉลองฟ้องดะ

จาก มส. ถึงสำนักพระราชวัง และศาลปกครอง

พรุ่งนี้อาจจะไปยื่น..ศาลเจ้าพ่อเสือ

 

อา..ก็คงไม่เหลือศาลใดแล้วที่ฉลองไม่ได้ไปฟ้องร้อง ยกเว้น "ศาลโลก" นายฉลองคนนี้ไม่ทราบว่า "เต็มเต็ง" หรือเปล่า เพราะลุยฟ้องโดยไม่รอฟังคำตัดสิน เช่น

วันที่ 4 สิงหาคม ยื่นฟ้องมหาเถรสมาคม ขอให้ลงโทษเจ้าคณะภาคและเจ้าคณะใหญ่สายปกครองจังหวัดฉะเชิงเทรา

วันที่ 7 สิงหาคม ยื่นถวายฎีกาสำนักพระราชวัง ขอให้วินิจฉัยในกรณีเดียวกัน

วันที่ 9 สิงหาคม ยื่นฟ้องศาลปกครอง ขอให้วินิจฉัยในกรณีเดียวกัน

การยื่นโดยไม่ฟังการวินิจฉัยไปเรื่อยๆ เช่นนี้ คนทำถ้าไม่บ้าก็ต้องบ๊อง เพราะคงไม่มีศาลไหนจะรับวินิจฉัยพร้อมๆ กัน

กรณียังชี้ด้วยว่า กลุ่มรักษ์ธรรมเมืองแปดริ้ว ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง เพราะเมื่อยื่นถวายฎีกาแล้ว ก็ถือว่า "สูงสุด" แล้ว สำหรับระบบยุติธรรมของประเทศไทย แต่นายฉลองยังไปฟ้องศาลปกครองเพิ่มอีก ก็แสดงว่ามองเห็นศาลปกครอง "สูงกว่า" สำนักพระราชวัง แบบนี้ก็เข้าข่าย "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เพราะไม่รู้ที่ต่ำที่สูงดังกล่าว

 

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค Siriwanna Jill : 9 สิงหาคม 2560

 

ไม่ขนาดนั้นมั๊ง !

บิ๊กตู่การันตีพงศ์พร

ขอร้องชาวพุทธอย่าเคลื่อนไหวกดดัน

 

อา..ก็นั่นนะซี มีอะไรก็น่าจะคุยกันได้ ไหนว่าทางสายกลางไง แต่นี่ เอะอะอะไรก็จะไล่กันข้างเดียว แล้วถามว่าจะอยู่กันอย่างไรต่อไป ในวันนี้ ถือว่าท่านนายกรัฐมนตรี "พูดน้อย" และ "พูดได้เนื้อหาสาระมากที่สุดแล้ว" ไม่มีอารมณ์ขุ่นให้เห็นเลย

แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องมองให้เป็นธรรมว่า ก่อนจะถึงรายการ "ไล่พงศ์พรพ้นสำนักพุทธ" นั้น ใครทำใครก่อน ไม่ต้องย้อนไปถึงกรณีทอนเงินวัดหรือเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ผ่านๆ มาเลย เอาแค่เรื่อง "เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา" ที่เร่าร้อน ก็เพราะ "พงศ์พร" ไม่เข้าประชุม มส. แถมยังวิ่งเอาหนังสือร้องเรียนไปถวายสมเด็จพระสังฆราช พอสมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาประชุม ที่พุทธมณฑล พงศ์พรก็หายหัว เอ๊ย หายตัวไปอีก หลอกพระสังฆราชมาประชุม ทำแบบนี้ได้ไง ?

แถมเมื่อวาน ฝ่ายต่อต้านเจ้าคุณธงชัย เอ๊ย เจ้าคุณอมร ก็เข้าไปยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึงในสำนักพระราชวัง แบบนี้ถือว่า "เล่นตามกติกา" หรือไม่ ?

ขนาดสมเด็จพระสังฆราชทรงรับรองเจ้าคุณอมรแล้ว อีกฝ่ายก็ยังดันทุรังว่า "ทรงได้รับข้อมูลผิดจากสมเด็จสนิท" ทั้งนี้จะมีอะไรมากไปกว่าการเลือกข้าง มิใช่การใช้หลักการอะไรวินิจฉัย ต่อให้พระเจ้าอยู่หัวทรงวินิจฉัยในทางเดิม พวกก็คงไม่ยินยอมเช่นเคย เพราะพวกนี้เคยบอกว่า ถ้าสังฆราชว่าอย่างไร ก็พร้อมยอมรับ แล้ววันนี้เป็นไง ตอแหลเห็นๆ เล่นไม่เลิก

ฝ่าย มส. ต่างหาก ที่ถูกรุกรานมาอย่างต่อเนื่อง แบบว่าทำอะไรก็ผิด เพราะเคยปล่อยให้ธัมมชโยลอยนวลมาก่อนนั่นเอง (สมน้ำหน้า) แรกๆ ก็อ้างว่า ถ้าตั้งธรรมยุตเป็นสังฆราชได้ ทุกอย่างก็จะดี แต่วันนี้เปิดเกมใหม่อีกแล้วว่า ถ้าพวกแต่งตั้งยังอยู่ พระสังฆราชจะทรงงานลำบาก ฯลฯ มันพูดแทนสังฆราชทุกอย่าง อยากเป็นสังฆราชก็สมัครเข้ามาซี รีรออะไร ได้ไม่ได้เดี๋ยวก็รู้

การวินิจฉัยของ มส. สิ้นสุดครบถ้วนกระบวนการทุกอย่างแล้ว สมเด็จพระสังฆราชทรงรับรองอย่างถูกต้องแล้ว ใครบังอาจไปฟ้องร้องสำนักพระราชวัง ก็เท่ากับ..ดึงฟ้าต่ำ !

ถามว่า กรณีนี้ นายกรัฐมนตรี ทำไมไม่เห็นพูด พูดอยู่เรื่องเดียว คือปกป้องพงศ์พร !

ก่อนจะถึงคิว "ไล่พงศ์พร" สถานการณ์มันเป็นเช่นนี้จริงๆ ก็เตือนแล้วเตือนอีก ว่าอย่าเลยเถิด ถ้าไม่เคารพกฎหมาย เดี๋ยวอีกฝ่ายเล่นมั่ง มันจะเละ !

 

 

 

เย็นไว้โยม !

 

 

นายกฯ ไม่เห็น ผอ.พศ.เสื่อมเสียตรงไหน ขออย่ากดดัน ไม่อยากให้เคลื่อนไหว 

นายกรัฐมนตรี บอกสายหนุนธรรมกายบี้เปลี่ยนตัว ผอ.สำนักพุทธฯ ก็ว่ากันไป แต่ยันไม่เห็นจะเสื่อมเสียตรงไหน ทำงานตามกติกา ถกมหาเถรสมาคมตลอด ขออย่ากดดัน ไม่อยากให้ชาวพุทธเคลื่อนไหว ยันศาสนาสอนให้คนประนีประนอม แต่ถ้าผิดกฎหมายก็คือผิด
    
วันนี้ (8 ส.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 13.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่ทางเลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้เปลี่ยนตัว ผอ.สำนักพระพุทธศาสนา (พศ.) โดยอ้างว่าทำให้วงการสงฆ์เสื่อมเสียว่า ก็ว่ากันไป

 

"ผมก็ไม่เห็นว่าจะเสื่อมเสียอะไรมากมายถึงขนาดนั้น เพราะ ผอ.พศ. ท่านก็ทำงานของท่านให้เป็นไปตามกฎกติกา ทางมหาเถรสมาคมก็ให้ความร่วมมืออยู่ กรณีนี้คงเป็นเรื่องของบางกลุ่มมากกว่า ก็รับฟังทุกปัญหาและนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งทาง ผอ.พศ. ได้รับทราบแล้ว และได้มีการหารือกับทางมหาเถรสมาคมมาอย่างต่อเนื่อง ขอประชาชนอย่าไปกดดันกับเขาด้วยเลย ผมก็ไม่อยากให้ชาวพุทธ หรือใครมีการเคลื่อนไหวอะไรกันใหญ่โต มันไม่ใช่ ศาสนาพุทธสอนให้คนประนีประนอม สอนให้คนรักกัน ประพฤติในทางที่ดี สร้างกรรมดี แต่ถ้าผิดกฎหมาย ก็คือ ผิดกฎหมาย อันไหนที่ผิดกฎหมายก็ว่ากันไปตามกฎหมายบ้านเมือง พระสงฆ์ก็มีกฎหมายบ้านเมือง มีวินัยสงฆ์ ซึ่งก็เข้มงวดหมือนกัน"

 

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 9 สิงหาคม 2560

 

อัดบรรจบ !

ข้อหาไล่พงศ์พร

ย้อนอดีตเคยหนุนธรรมกาย มาสายวิระธู

 

 

พงศ์พร VS บรรจบ

เกาเหลาคู่ใหม่ในวงการศาสนา

 

 

อา..ก่อนหน้านี้อาจารย์บรรจบไปทุกที่ แต่ไม่ค่อยมีปัญหา ทว่าพอย่างเท้าเข้าหมอชิต เอ๊ย เข้าเขตพุทธมณฑล ซึ่งเป็นอาณาจักรหวงห้ามตาม "ม.44" ก็มีปฏิกิริยาจากข้างใน ไม่ให้บรรจบแหยมเรื่องพงศ์พร ซึ่งเป็นไข่ในหินของบิ๊กตู่

บรรจบส่งสัญญาณให้ "กรณ์ มีดี" ออกมาไล่พงศ์พรพ้นสำนักพุทธ อีแบบนี้มันแผนกินรวบเหมือนวัดโสธรนี่ มีหรือที่ฝ่ายนี้จะยอม วัดโสธรพันล้าน ฉันใด พุทธมณฑลก็ยิ่งใหญ่กว่านับพันเท่า แล้วเรื่องอะไรจะยกให้ฟรีๆ ดูหลวงตาประยงค์สิ แก่ใกล้จะเข้าโลงอยู่รอมร่อ ยังถ่อสังขารขึ้นเวที ตีดะตั้งแต่วัดสระเกศยันวัดไตรมิตรแบบว่าตายเป็นตาย

ถามว่ามันอะไรกัน ? ก็ขอตอบว่า อ๋อ ! ก็ไม่มีอะไรมาก ทุกอย่างของประเทศไทยก็ยังวนเวียนอยู่แค่เรื่อง "ทักษิณ" เท่านั้น ทักษิณเป็นหัวหน้าสีแดง ซึ่งโดนข้อหาว่าไม่จงรักภักดีเจ้า ใครไปใส่สีแดง เข้าธรรมกาย หรือแค่ไปถ่ายรูปแว๊บๆ เป็นโดนข้อหา "ไม่น่าไว้วางใจ" แบบว่าให้เลือกข้าง คือให้มีข้างเดียว อย่ามีสองข้าง เมืองไทยสมัยนี้ คนดีๆ ต้องมีข้างเดียว !

 

 

ใครเอ่ย ? เคยหนับหนุนเสี่ยเหนาะ

 

 

ยิ่งลักษณ์ ร้องไห้ ใต้ภูเขาทอง

 

 

 

เจ้าคุณธงชัย "แดงตัวพ่อ" ในสายตาพุทธะอิสระ

 

 

อย่างกรณีตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราของเจ้าคุณอมร ถ้าเจ้าคุณอมรไม่มีโยมที่รู้จักมักคุ้นในตระกูลฉายแสง หรืออื่นๆ ที่มีสีแดงๆ และไม่อยู่ในสายมหานิกายที่เคยขึ้นต่อวัดปากน้ำ วางตัวเป็นกลางซักหน่อย ก็รับรองว่าลอยลำ แต่พอถลำไปในอาณาบริเวณของ "เจ้าคุณธงชัย-วัดสระเกศ" เข้าเท่านั้น แม่น้ำบางปะกงก็เดือดพล่าน ฝ่ายตรงข้ามเจาะเป็นรายตัวว่า ใครอยู่กับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ แม้กระทั่งว่า วัดสระเกศ เป็นศูนย์รวมคนเสื้อแดงหลังรัฐประหาร นางพญายิ่งลักษณ์ ยังไปร้องไห้ที่หน้าภูเขาทอง เจ๊หน่อยก็ไปประจำ แล้วคนอื่นๆ ใครบ้างไม่ไป เผลอๆ พวกอยากใช้ ม.44 ยึดภูเขาทองด้วยซ้ำไป

 

 

บรรจบ พบพระ วิระธู

 

 

ทีนี้ พอมีสายสัมพันธ์กับสีแดงเข้าเท่านั้น ทำอะไรๆ ก็ผิด ขนาดคุณสมบัติยิ่งกว่านายกตู่ แต่เคยโดนปรักปรำทำร้ายด้วยจริยาพระสังฆาธิการ ไม่ใช่อันตรายิกธรรมหรือปาราชิก 4 พวกนี้ก็รุมตีซะยับเยินว่า "หมดความชอบธรรม" ร้องแม้กระทั่งสำนักพระราชวัง ดูมันทำ

บรรจบก็เช่นกัน จะทำอะไรก็ทำไป ขอเพียงอย่าหนุนสายธรรมกาย ไม่ว่าจะเป็นวัดปากน้ำ หรือวัดอื่นใดที่ข้องเกี่ยวกับธรรมกาย รับรองว่าจะอยู่รอดปลอดภัย หาไม่ก็จะเจอดีดังที่เห็น แต่วันนี้เห็นทีจะเลี่ยงยากเสียแล้ว สายสัมพันธ์ระหว่าง "บรรจบ-พุทธะอิสระ" สะบั้นมานาน จะให้กลับไปเหมือนเดิมนั้น ท่านว่า...สายเกินไป เพราะทางใครก็ทางมัน !

 

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค Siriwanna Jill : 8 สิงหาคม 2560

 

พ้นสำนักพุทธ !

สมาพันธ์ชาวพุทธออกโรงไล่พงศพร

ส่วนพงศ์พรเริ่มถอดใจ

ผมก็อยากไปเหมือนกัน !

 

อา..ก็ไม่อยากจะเชื่อว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่รัฐบาลกับมหาเถรสมาคมไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ มหาเถรสมาคมว่าอย่างไร รัฐบาลโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ไปอีกทางหนึ่ง เข้าตำรา "ตากับตีน" ปีนเกลียวกัน ความจริงแล้วเรื่องก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่รัฐบาลต้องปรามคนของตนเอง ไม่ให้ออกมาโชว์กร่าง ก้าวร้าวต่อพระสงฆ์องค์เณร ส่วนจะแก้ไขอะไรยังไงนั้น ก็ขอให้มาปรึกษาหารือกัน เรื่องก็น่าจะไปได้ดีแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่ที่ผ่านมามันไม่ใช่อย่างนั้น มีการออกข่าวโครมคราม สร้างความเสียหายในภาพรวม แล้วก็เจาะทำลายไปเพียงบางส่วน เข้าตำรา เผาบ้านไล่จับหนู ดูแล้วมันไม่ประทับใจ

ส่วนคุณพงศ์พรนั้นก็น่าเห็นใจ มือใหม่หัดขับ ทะมัดทะแมง ทำอะไรจึงยังไม่เข้ารูปเข้ารอย แต่เจอโจทย์ใหญ่ระดับศตวรรษมันก็เลยหิน แต่ถึงอย่างไร คิดว่าถ้าปรึกษาแม่บ้านแล้วเห็นว่าไม่สบายใจ ก็อย่ารอให้ใครไล่เลย เชื่อว่า ถึงเวลานั้น พงศ์พรจะประกาศลาออกไปด้วยตนเอง ศักดิ์ศรีกว่าเยอะ ออกแบบนี้ถึงจะเรียกว่า สบายใจทุกฝ่าย !

 

 

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักพุทธ

 

ร้องออมสินย้ายพงศ์พรทำงานข้ามมหาเถร

สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยทุกระดับ เรียกร้อง "ออมสิน" ย้าย "พงศ์พร" ไม่ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการมหาเถรฯให้เหมาะสม ขณะที่พงศ์พร ลั่นย้ายได้ย้ายไป ไม่ขอท้วงติงอะไร อยากพักเสียที

วันนี้ (7 ส.ค.) นายกรณ์ มีดี  เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า ตามที่เกิดกระแสความไม่สบายใจต่อการทำงานของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ต่อคณะสงฆ์นั้น ทางสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ทั้งระดับภาค จังหวัด อำเภอ และตำบล ได้ห่วงใยถึงกรณีดังกล่าว โดยได้นำหารือเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา และออกเป็นมติร่วมกัน เรียกร้องให้ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนตัว ผอ.พศ. โดยด่วน เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ที่ 12/2560 แต่งตั้ง พ.ต.ท.พงศ์พร ดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. ทำหน้าที่หลัก 2 ประการ คือ

1. เป็นผู้บริหารสูงสุดของ พศ.

2.เป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม ซึ่งมีหน้าที่รับใช้มหาเถรสมาคม และองค์กรสงฆ์ต่างๆ 

โดยเฉพาะข้อที่ 2 บุคลากรของ พศ. จะต้องทำหน้าที่ดูแล ส่งเสริม สนับสนุน มหาเถรสมาคม พระสังฆาธิการ และพระสงฆ์ต่างๆ ทั่วประเทศ สรุปคือ มีหน้าที่รับใช้พระ

นายกรณ์ กล่าวต่อไปว่า ตั้งแต่ พ.ต.ท.พงศ์พร ได้รับการแต่งตั้งเข้ามา มีการทำงานข้ามขั้นตอน โดยไม่สนใจบทบาทหน้าที่ที่ถูกต้องและเหมาะสมของตนเองหรือไม่ อาทิ 1. ออกประกาศ พศ. เรื่อง มาตรฐานสำนักเรียน และสำนักศาสนศึกษา พ.ศ.2560  ทั้งที่การออกฎเกณฑ์ต่างๆ ของ ทั้งบาลี และนักธรรม ต้องออกไปจาก แม่กองบาลีสนามหลวง และแม่กองธรรมสนามหลวง การที่ ผอ.พศ. ดำเนินการออกประกาศดังกล่าวด้วยคำสั่งของ ผอ.พศ.เอง จึงเป็นการไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง หาก ผอ.พศ. ประสงค์จะออกประกาศดังกล่าว ควรปรึกษาหารือ จนผ่านความเห็นชอบจาก ทั้งแม่กองธรรม และแม่กองบาลี เสียก่อน ว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร ส่วนที่สองการคัดค้านมติ มส. เรื่องการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา กรณีที่มีข่าวออกมาว่า ผอ.พศ. นำเอกสารบางอย่างเข้าพบ สมเด็จพระสังฆราช โดยมีจุดประสงค์คัดค้าน มติ มส. เรื่องแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นอำนาจหน้าที่หรือไม่
 
เลขาธิการสมาพันธฯ กล่าวอีกว่า การตรวจสอบเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติ แผนกสามัญศึกษาข้ามขั้นตอน จากที่ปรากฏตามข่าวว่า ผอ.พศ. ได้เข้าไปตรวจสอบเรื่องเงินอุดหนุนโรงเรียน พร้อมสั่งการให้ดำเนินการต่างๆ ทั้งที่ต้องนำเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ซึ่งมีสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธาน จนเกิดข่าวในลักษณะที่เสียหายต่อองค์กรสงฆ์ คณะสงฆ์ โดยที่ปัจจุบันยังไม่ทราบว่า มีการทุจริตจริงหรือไม่อย่างไร  แต่ที่แน่ๆ ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่เสียหายต่อองค์กรสงฆ์ คณะสงฆ์ ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ขณะที่การเล่นงานพระกรณีเงินทอนวัด โดยที่เจ้าอาวาสแต่ละรูปส่วนใหญ่มีเมตตา ไม่รู้กฎหมายบ้านเมือง เมื่อ พศ. มีการนำงบประมาณมาให้เจ้าอาวาสและขอบางส่วนเพื่อดำเนินการเรื่องอื่นๆ ซึ่งพระท่านเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ พศ. จึงวางใจ   กรณีเช่นนี้ รัฐเสียผลประโยชน์ก็จริง และวัดก็เสียผลประโยชน์ด้วยเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่ ผอ.พศ.ควรทำ  คือ ต้องฟ้อง เจ้าหน้าที่คนดังกล่าว และกันเจ้าอาวาสรูปดังกล่าวไว้เป็นพยาน จึงเป็นเรื่องที่เหมาะสม
 
"
การทำงานของ ผอ.พศ. ปัจจุบันนี้ ดูแล้วอาจจะมีความหวังดีต่อพระพุทธศาสนาก็จริง   แต่การทำงาน กลับไม่ปรึกษาหารือ พระผู้ใหญ่ ที่มีหน้าที่ และทำงานข้ามขั้นตอน โดยไม่สนใจว่าหน้าที่ของ พศ. ที่ก่อตั้งขึ้นมาเป็นสนองงานของคณะสงฆ์ องค์กรสงฆ์  ดังนั้น เมื่อจะทำอะไรอย่างไร ควรปรึกษาหารือ พระสงฆ์ที่มีอำนาจเกี่ยวข้องให้เรียบร้อยก่อน จึงค่อยดำเนินการต่อ เมื่อไม่ทำเช่นนั้น ก็ทำให้สังคมไทยมองคณะสงฆ์ ด้วยภาพที่ดูแล้วมีแต่ปัญหาอย่างใหญ่หลวง โดยจากนี้ไปเมื่อทางสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยมีมติออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว คงจะต้องมีมาตรการใดมาตรการหนึ่งออกมาอีกครั้ง"เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย กล่าว

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามกรณีดังกล่าวทางโทรศัพท์ต่อ พ.ต.ท.พงศ์พร ว่าคิดเห็นเช่นไรกับข้อร้องเรียนดังกล่าว พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวว่า ก็ให้เขาย้ายไป ถ้าย้ายได้ย้ายไปเลย โดยตนจะไม่ไปท้วงติงอะไร ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ ร้องไปได้เลย ก็ดีเหมือนกันจะได้พักผ่อนเสียที และในส่วนเรื่องอื่นๆ นั้น ตนขอไม่ให้ข่าวแต่อย่างใด

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 7 สิงหาคม 2560

 

ถวายฎีกา !

กลุ่มแปดริ้วรุกฆาตสมเด็จสนิท

ยื่นคำร้องต่อสำนักพระราชวัง

โปรดวินิจฉัยในจริยาพระสังฆาธิการ

 

 

 

รายงานด่วนพิเศษ...

กลุ่มรักษ์ธรรมฯ เข้ายื่นถวายฎีกาขอพึ่งพระบารมี อ้างเป็นรายงานเท็จต่อที่ประชุม มส. เพื่อขอมติรับรองการแต่งตั้ง จจ.ฉะเชิงเทรา ที่ศาลาลูกขุน พระบรมมหาราชวัง

วันนี้ (7 ส.ค.) เวลา 13.40 น. นายฉลอง หอมหวล ผู้ประสานงานกลุ่มรักษ์ธรรมเมืองแปดริ้ว ได้เข้ายื่นหนังสือถวายฎีกาของกลุ่มรักษ์ธรรมเมืองแปดริ้ว ต่อเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการ ณ ศาลาลูกขุน ในพระบรมมหาราชวัง โดยนายฉลองกล่าวว่า ตามที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) ได้กราบทูลต่อสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า การเสนอให้ พระราชปริยัติสุนทร อมรรักษ์ ปสนฺโน) เจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราต่อที่ประชุม มส. ครั้งที่ผ่านมานั้น ได้ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนในการแต่งตั้งพระสังฆาธิการ ระดับเจ้าคณะจังหวัด ทุกประการแล้วนั้น ทางกลุ่มรักษ์ธรรมฯยังคงยืนยันเช่นเดิมว่า เป็นการพิจารณาแต่งตั้งโดยมิชอบด้วยกฎ มส. ฉบับที่ 24 ในหมวด 2 ข้อ 6 (3) หรือในหมวด 2 ข้อ 6 (6) ที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า การพิจารณาคุณสมบัติต้องไม่เคยต้องคำวินิจฉัยลงโทษในอธิกรณ์ที่พึงรังเกียจมาก่อน ซึ่งพระราชปริยัติสุนทรเป็นผู้เคยต้องคำวินิจฉัยในข้อนี้ พระสังฆาธิการผู้ที่นำความอันเป็นเท็จไปกราบทูล หรือกล่าวคำยืนยัน ต่อที่ประชุม มส. จนมีผลให้มีการรับรองมติแต่งตั้งฯ จึงเป็นการกระทำที่มิชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ ผิดจริยาพระสังฆาธิการ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่การคณะสงฆ์ ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ข้อ 55 (4)

นายฉลอง กล่าวต่อว่า กลุ่มรักษ์ธรรมฯ ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน เป็นพุทธบริษัทสี่ เป็นผู้ส่งเสริม ทำนุบำรุง รักษาพระพุทธศาสนา ได้เคยมีหนังสือทักท้วงถึงผู้ที่เกี่ยวข้องมาแล้ว หากจะนิ่งเฉยเสียก็จะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี กฎเกณฑ์แบบแผน ที่มหาเถรสมาคมกำหนดให้ปฏิบัติไว้ดีแล้ว ก็จะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป และเมื่อหมดหวังในที่พึ่งอื่นใดได้ ทางกลุ่มฯจึงจำเป็นจำต้องเข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภาร องค์อัครศาสนูปถัมภก ด้วยมุ่งหวังให้เกิดความสามัคคีในหมู่สงฆ์ เกิดความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ก็สุดแต่จะทรงมีพระราชวินิจฉัย

 

ที่มา : เฟสบุ๊คไพศาล พืชมงคล : 7 สิงหาคม 2560

 


ก๊งค์ 2 ไม่ยอมหยุด !

รุกปลดเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก

ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

มิเป็นที่ชอบใจของฝ่ายเจ้าคุณเก๋น !

 

 

สมเด็จสนิท - เจ้าคุณธงชัย

สองผู้ยิ่งใหญ่ในภาคตะวันออก

 

 

อา..แบบนี้เขาเรียกว่า "เล่นไม่เลิก" ฮ่ะ แรกๆ ก็หาว่า มส. ลักไก่ ใช้ "วาระจร" รวดรัดลงมติ โดยที่สมเด็จพระสังฆราชทรงพระประชวร ไม่ได้ร่วมประชุมด้วย จึงถือว่าไม่ชอบธรรม ขอทรงใช้พระสังฆราชอำนาจ "วีโต้" หากทรงตัดสินแล้ว ก็พร้อมยอมรับ

แต่ครั้น สมเด็จพระสังฆราช เสด็จไปประชุมมหาเถรสมาคม และพิจารณาเรื่องแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา "รอบสอง" จนได้ข้อมูลชัดเจนแล้ว มหาเถรสมาคม อันมีสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธาน ก็ประกาศ "รับรอง" มติ มส. ให้ "พระราชปริยัติสุนทร-อมรภิรักษ์ ปสนฺโน" เป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราโดยถูกต้อง ก็ถือว่าเสร็จสิ้นกระบวนการ อย่างสมบูรณ์ทุกประการ

วันนี้ ทางกลุ่มรักษ์ธรรมเมืองแปดริ้ว (มีใครบ้างไม่รู้) ก็ออกมาเคลื่อนไหว "ไม่ยอมรับ" เช่นเคย โดยเปิดแผลใหม่ เอ๊ย เปิดประเด็นใหม่ ว่า เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กับเจ้าคณะภาค 12 "เสนอข้อมูลเท็จ" ต่อมหาเถรสมาคม สมควรถูกลงโทษ ปลดออกจากตำแหน่ง !

แม่ไม้มวยไทยแบบนี้เรียกว่า "เตะก้านคอ" คือเล่นสูง ครั้งแรกแค่ค้าน "เจ้าคุณอมร" เป็นเจ้าคณะจังหวัด แต่ครั้นเห็นว่าเล่นต่ำแล้วไม่เวิร์ค เลยหันไปเล่นสูง เล่นยาวไปถึงวัดไตรมิตรกับวัดสระเกศ อัดทีละคู่ให้บู้บี้ไปพร้อมกันเลย

แต่ถามว่า เป็นไปได้ไหม คำตอบก็คือ Impossible เป็นไปไม่ได้ เพราะ มส. ลงมติรับรองไปแล้ว แม้แต่ศาลฎีกาก็ไม่มีอำนาจคัดค้าน แถมเรื่องที่จะคัดค้านก็ "ประเด็นเดิมๆ" ไม่มีอะไรใหม่เลย นี่ไงถึงบอกว่า No Way ไม่มีทางสำเร็จ

ถามอีกว่า แล้วฝ่ายคัดค้านนั้นรู้ไหม ว่าจะไม่สำเร็จ ?

คำตอบก็คือว่า ถ้าไม่โง่จนเกินไปก็ไม่น่าจะพลาดประเด็นเหล่านี้ เว้นเสียแต่ว่า ถึงคราวเคราะห์ เพราะราหูยกวันนี้ วันที่ 4 สิงหาคม พอดิบพอดี หรือนี่พระราหูที่กลืนวัดโสธรมานานหลายปีนั้น ได้ฤกษ์ย้ายเรือนแล้ว !

สิ่งที่มองเห็น ภายใต้การเคลื่อนไหว ของฝ่ายตรงข้ามกับเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรารูปใหม่ในวันนี้ก็คือ หวาดหวั่น กลัวว่าจะถูกเด้งทั้งตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสธร และที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 12 เพราะวีรกรรมที่ทำไปนั้น นับว่าสาหัสสากรรจ์ แรกนั้น "ฟ้องเจ้านาย" โดยไม่ปรึกษาหารือ ก็แปลว่าข้ามหัว ซึ่งในวงการสงฆ์ถือว่าไร้มารยาท แถมเมื่อเจ้านาย "ต่อสาย" เจรจาด้วย กลับถูกอัดเสียงไปแฉ ทำนองว่า "ถูกพระผู้ใหญ่ข่มขู่" ดูสิ แบบนี้มันจะอยู่ด้วยกันยังไง ไม่ช้าก็เร็ว หายนะต้องมาเยือนหลวงตาประยงค์แน่ แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น เสือเฒ่าประยงค์ ย่อมไม่ประมาท ต้องวาดลวดลาย ระดับ..ฝากไว้ในวัยสนธยา และนั่น เกมประวิงเวลา จึงถูกจุดขึ้นมาอีกรอบ ประวิงทั้ง "การรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชของเจ้าคุณอมร" ให้เนิ่นนานออกไป ประวิงทั้ง "คำสั่งลงโทษหลวงตาประยงค์" ให้ไกลออกไป เป็นความหวังสุดท้ายของหลวงตาแก่ๆ วัย 90 กว่าปีคนหนึ่ง ซึ่งน่าสมเพช มากกว่าน่าสงสาร งานนี้เข้า "ไฮ-โลว์" เต็มสูตร คือถ้าเจ้านายไม่ผิด ก็ตัวเองผิด หมายถึงว่า ไม่ใครก็ใคร ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นผู้ให้ข้อมูลเท็จแก่มหาเถรสมาคม

แต่การออกหมัดครั้งหลังสุดนี้ ดูให้ดีก็จะเห็นว่า กลายเป็นการ "เปิดช่อง" ให้คู่ต่อสู้ใช้อำนาจ "สั่งปลด" หลวงตาประยงค์ได้อย่างถูกจังหวะ เพราะทีแรกนั้น ถ้าจะลงทัณฑ์ทันที ก็จะมีเสียงตอบโต้ว่าถูกรังแก แต่เมื่อหลวงตาประยงค์ไม่ยอมหยุด แถมยังแหย่รังแตนเข้ามาอีก โดนแตนตีก็คงมีแต่คนสะใจ เพราะอยู่ดีไม่ว่าดี ท้าตีท้าต่อย ขนาดสมเด็จพระสังฆราช ประทับรับรองมติมหาเถรสมาคม ก็ยังไม่ยอมรับ เอาหัวชนกำแพงอะไรจะแตก

ภาพที่เห็นจึงเป็นว่า จากแผนเก่า สกัดเจ้าคุณอมรขึ้นเจ้าคณะจังหวัด เมื่อไม่สำเร็จ ทางกลุ่มตรงข้ามจึงวางแผนใหม่ ใหญ่กว่าเดิม คือแรกนั้น แค่ "ฟ้องนาย" แต่ตอนนี้ได้ยกระดับขึ้นถึง "ไล่นาย" กันแล้ว บอกแล้วไงว่า ไม่มีอะไรจะเสีย ไหนๆ ก็ไหนๆ ไม่ไปวันนี้ก็วันพรุ่ง แล้วเรื่องอะไรจะมัวตั้งรับ ดับเครื่องชนเลยดีกว่า !

กล่าวถึง "พงศ์พร" ก็ระมัดระวังเอาไว้ให้ดี บัญชีเก่าหนาเป็นปึก ยังไม่ได้เคลียร์ วันนี้ ถ้าเอาบอลไปตั้งเตะใส่กำแพงอีก ก็ระวัง "บอลเด้งใส่หน้า" ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง ผอ.พศ. มันจะไม่คุ้ม กับที่ลงทุนบินมาด้วย ม.44

แต่ที่แน่ๆ ถึงใครจะเล่นเกมกันอย่างไร ใช้แม่ไม้มวยแทบแบบไหน ก็ยังไปไม่ถึง "เจ้าคุณธงชัย" ในฐานะผู้มีอำนาจตัวจริงเสียงจริง เล่นเจ้าคุณสุรชัย ก็เล่นได้แค่ "ผู้ช่วยวัดสระเกศ" เล่นสมเด็จสนิท วัดไตรมิตร ก็คนละวัด มันไม่ถึงกัน ยิ่งถ้าสมเด็จสนิทเพลี่ยงพล้ำ เสียตำแหน่ง โอกาสทองก็อาจจะมาถึงท่านธงชัย "ไวกว่าเดิม" ก็เป็นได้

อยู่นอกห้องประชุม รับบทผู้กำกับคุมบัญชีแต่งตั้งโยกย้าย พอเข้าประชุม มส. ก็ถอยไปเป็นคนดู คอยออกเสียงหนุนและเช็คคะแนนไปในตัว แบบว่ารู้ความเคลื่อนไหว "ทุกฝีก้าว" เจ้าคุณสุรชัยจะเช็คข่าวในภาค 12 ต้องไปฟังคลื่นพิเศษ "เอเอ็ม 10 เมกะเฮิร์ตซ์" ที่กุฏิเจ้าคุณธงชัย เป็นเรื่องแปลกแต่จริง สูตรเล่นบ๋อยมันดีอย่างนี้นี่เอง !

 

 ฉลอง หอมหวล ตัวแทนกลุ่มรักษ์ธรรมเมืองแปดริ้ว

 

 

ตัวแทนกลุ่มรักษ์ธรรมเมืองแปดริ้ว เข้ายื่นหนังสือ มส. เพื่อให้พิจารณาทบทวนแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

ตัวแทนกลุ่มรักธ์ธรรมเมืองแปดริ้ว เดินทางเข้ายื่นหนังสือ เพื่อขอให้เลขาธิการมหาเถรสมาคมตรวจสอบและพิจารณาทบทวนการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา และพิจารณาความผิดทางการปกครองสงฆ์ของเจ้าคณะหนตะวันออก และเจ้าคณะภาค 12 ที่มีการเสนอชื่อ โดยถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

วันนี้ (4 ส.ค.) นายฉลอง หอมหวล ผู้ประสานงานกลุ่มรักษ์ธรรมเมืองแปดริ้ว ได้เดินทางไปที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อยื่นหนังสือ แถลงการณ์ของกลุ่มรักษ์ธรรมเมืองแปดริ้ว เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมี นายสมเกียรติ ธงศรี ผู้ตรวจราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้แทนรับยื่นหนังสือ โดยกล่าวว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเรียนผู้บังคับบัญชา ส่วนหากมีข้อถูกผิดอย่างไร ก็ว่าไปตามกฎมหาเถรสมาคม

นายฉลอง หอมหวล ผู้ประสานงานกลุ่มรักษ์ธรรมเมืองแปดริ้ว กล่าวว่า การเข้ายื่นหนังสือดังกล่าว ไม่ใช่การคัดค้าน แต่เพียงต้องการยื่นแถลงการณ์ ของกลุ่มรักษ์ธรรมเมืองแปดริ้ว เพื่อให้เลขาธิการมหาเถรสมาคมได้นำเรื่องไปพิจารณาทบทวนการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา และพิจารณาความผิดทางการปกครองสงฆ์ของเจ้าคณะหนตะวันออก เจ้าคณะภาค 12

ทั้งนี้ เพราะเนื่องจากทางกลุ่มได้ทราบผลการประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 ว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ได้ยืนยันกับที่ประชุมมหาเถรสมาคมว่า การเสนอให้พระราชปริยัติสุนทร เจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นการถูกต้องตามขั้นตอนในการแต่งตั้งพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะจังหวัดทุกประการ
       
ซึ่งเรื่องนี้ ทางกลุ่มรักษ์ธรรมเมืองแปดริ้ว ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทและต้องการที่จะปกป้องพระพุทธศาสนา เห็นว่า เป็นเรื่องที่พระสงฆ์ระดับเจ้าคณะปกครองระดับหนและภาค ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ โดยมีข้อมูลว่า พระราชปริยัติสุนทร เจ้าคณะอำเภอฉะเชิงเทรา ที่ได้รับการแต่งตั้งนั้น เป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งตามกฎมหาเถรสมาคม
       
ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการในหมวด 2 ข้อ 6 (3) ต้องมีความประพฤติเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย หรือ ในหมวด 2 ข้อ 6 (6) ไม่เคยต้องคำวินิจฉัยลงโทษในอธิกรณ์ที่พึงรังเกียจมาก่อน ซึ่งกล่าวคือ พระราชปริยัติสุนทร ได้ประพฤติผิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง ตามที่คณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ที่มี พระธรรมสิทธิเวที วัดสังเวชวิศยาราม เป็นประธานสอบสวน เมื่อปี
2553 เสนอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งหน้าที่ ฐานละเมิดจริยาเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง แก่การคณะสงฆ์ ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 พุทธศักราช 2551 ข้อ 55 (4)
       
ทั้งนี้ โดยขอให้เลขาธิการมหาเถรสมาคม โปรดนำเรื่องที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และพระเทพรัตนมุนี เจ้าคณะภาค 12 ซึ่งเป็นเจ้าคณะผู้ปกครองโดยตรง ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ได้มีการเสนอชื่อผู้ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการ ตามกฎมหาเถรสมาคม ทั้งที่รู้ว่าเป็นการผิดกฎมหาเถรสมาคม ก่อให้เกิดความเสียหายแก่การคณะสงฆ์ แต่ก็ยังพึงกระทำอยู่
       
นายฉลอง หอมหวล ยังกล่าวอีกว่า การเข้ายื่นหนังสือครั้งนี้ เพียงแค่ต้องการให้ "เลขาธิการมหาเถรสมาคม" ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม เพื่อพิจารณาทบทวน และตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยหากมติมหาเถรสมาคมพิจารณาอย่างไรก็ยินดีน้อมรับ และยืนยันว่าไม่ได้ยื่นหนังสือเพื่อการคัดค้านแต่อย่างใด

 

ที่มา : สำนักข่าวทีนิวส์ : 5 สิงหาคม 2560

 

อมรมณ์ค้าง !

เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราหลุดมือหวุดหวิด

พุทธะอิสระหงุดหงิด

หันศอกใส่เจ้าคุณสุเทพวัดพระปฐมเจดีย์

 

 

อา..ก็ต้องบอกว่า พุทธะอิสระนั้น ท่านไฮเปอร์มาก เปรี้ยวปากอยู่เสมอ ต้องมีมะขามสดหรือของหมักของดองติดย่ามตลอดเวลา แก้เปรี้ยวปาก ไม่งั้นจะเอาไม่อยู่ ก็ดูสิ เล่นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรายังไม่ทันไร ก็หันไปเล่นเจ้าคุณสุเทพวัดพระปฐมเจดีย์อีกแล้ว ถ้าเป็นนักมวยก็คงประเภท "ต่อยดะทั้งมวยวัดมวยตู้" แถมใครขวางหน้าก็ล่อหมด ทั้งนักมวยทั้งพี่เลี้ยง สะใจฮาร์ดคอร์เมืองไทยเหลือเกิน

แต่พุทธะอิสระก็พูดถูกที่ว่า การแต่งตั้งของพระสงฆ์ไทยนั้น มีปัญหาทุกหย่อมหญ้า เพราะว่ามีการวางทายาทสืบทอดอำนาจกันมานานจนเป็นประเพณี ถ้าไม่มีเหตุพลิกผันเหมือนกรณีเจ้าคุณเสนาะในภาค 12 ก็คงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงดังที่เห็น

แต่เวลานี้ เวทีแห่งนี้ ยังคงใช้ "กฎ-กติกา" ฉบับนี้อยู่ คณะกรรมการเขาพิจารณาจาก "กฎ-กติกา" เห็นว่าใครเหมาะสมกว่าก็ตัดสินให้ได้ตำแหน่งไป แต่จะไปเข้าทางใครนั้นมันก็สุดวิสัย เพราะในโลกนี้ จะทำอะไรให้ถูกใจทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เรื่องจังหวัดฉะเชิงเทราก็ควรต้องแสดงสปิริตยอมรับท่านเจ้าคุณอมรเขา

ที่ควรพิจารณาก็คือว่า ไม่มีคณะกรรมการพิจารณาสมณศักดิ์และตำแหน่ง ของพระสงฆ์ไทย ทุกวันนี้ยังคงให้อำนาจแก่ "พระผู้ใหญ่" เป็นผู้พิจารณาเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แถมเมื่อเกิดปัญหา ก็ไม่มีกรรมการกลางคอยรับเรื่องอุทธรณ์เป็นการเฉพาะ เพราะอำนาจทุกอย่าง "กระจุกตัว" อยู่ที่มหาเถรสมาคมเพียงแห่งเดียว หากไม่สามารถ "ลดอำนาจ" มหาเถรสมาคมได้ ก็ควรมีกลไกเข้าไปช่วยให้มหาเถรสมาคมทำงานรัดกุมขึ้น มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จะได้ไม่ต้อง "ด่ามหาเถรสมาคม" ทุกครั้งที่เกิดปัญหา

 

 

 

เจ้าคุณสุเทพ : พระพรหมเวที

เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ เจ้าคณะภาค 15

เจ้าของปัญหาที่เมืองเพชรบุรี

 

 

 

ป้ายประท้วงไม่ยอมรับเจ้าคณะอำเภอชะอำรูปใหม่

เด็กเส้นของใครก็ไม่รู้ ?

 

 

มีอำนาจเสียอย่าง กูจะตั้งใครก็ได้ ใครจะทำไม
 

และแล้วกรรมการมหาเถรก็ลากผู้เคยต้องโทษละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราจนได้
ด้วยข้ออ้างสารพัดสุดแต่จะยกมาอ้าง เพราะกูอยากตั้งใครจะทำไม

เหมือนๆ กับกรณีตั้งเจ้าคณะอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
ทั้งที่คณะสงฆ์ในอำเภอชะอำก็มีพระเถระที่เป็นเจ้าคณะตำบลทำงานให้คณะสงฆ์มาหลายสิบปี กลับไม่ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าคณะอำเภอ

เจ้าคณะภาค 15 แห่งวัดพระปฐมเจดีย์ ตอนที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ ได้ประกาศนโยบายให้คณะสงฆ์ภาค 15 ได้ฟังว่า ต่อไปนี้การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งให้เป็นไปตามลำดับ แต่กลับไปแต่งตั้งพระเด็กๆ ที่เพิ่งจะเป็นเจ้าอาวาสได้ปีเดียว มีคุณสมบัติคือวัดรวย เลยได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าคณะภาค 15 ให้ได้เป็นเจ้าคณะอำเภอชะอำ

มิใยที่มีพระในอำเภอและชาวบ้าน ต่างพากันคัดค้าน ไม่ยอมรับอำนาจการปกครองของเจ้าคณะอำเภอคนใหม่ ที่ไร้ประสบการณ์ทั้งทางด้านการบริหารการปกครอง

แต่เจ้าคณะภาคก็ยังดันทุรัง ด้วยข้ออ้างสารพัด เพราะกูมีอำนาจ
จนเป็นผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการคณะสงฆ์จังหวัดเพชรบุรี
จนถึงวันนี้ เจ้าคณะภาคและเจ้าคณะอำเภอยังไม่สามารถเรียกประชุมคณะสงฆ์อำเภอชะอำได้เลย อีกทั้งยังไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้

เรื่องยศ เรื่องตำแหน่ง อำนาจ พุทธะอิสระก็ไม่อยากเข้าไปพัวพันวุ่นวายยุ่งด้วยนักดอก

แต่ที่นำเรื่องนี้มาโพนทะนา เพราะคนอย่างพุทธะอิสระไม่เคยก้มหัวให้ความอยุติธรรม

ที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่าองคาพยพของการปกครองคณะสงฆ์ไทยไม่ว่าภาคไหนๆ จังหวัดใด ล้วนมีปัญหาในการแต่งตั้งเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งทั้งนั้น

พุทธะอิสระ

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 3 สิงหาคม 2560


ธัมมชโยอยู่ยุโรป !

ดีเอสไอไขข้อมูลล่าสุด

แถมตีมึน ไม่รู้ออกทางไหน

สงสัยดำดินไปมั๊ง !

 



 

 

อา..ถ้างั้น "ชาติหน้าบ่ายๆ" ก็ไม่มีทางได้ตัวธัมมชโยมาดำเนินคดี เพราะกรณีธัมมชโยนั้น มันชัดยิ่งกว่าชัด ว่ารัฐบาลกลางของ คสช. ได้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อมวัดซึ่งเป็นศาสนสถาน ในทางสากลแล้ว ถือว่ารัฐบาลทำผิดระดับอินเตอร์เชียว ทั้งภาพและเสียงในช่วงนั้น ทีมธรรมกายมืออาชีพเขาโปรโมทไปทั่วโลก ไม่มีใครไม่ได้ยิน ดังนั้น ไม่ว่าท่านธัมมชโยจะไปอยู่ที่ใด ด้วยวิธีการใด ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศสหรือสหรัฐอเมริกา วีซ่า "ผู้ลี้ภัยการเมือง" ก็พร้อมออกให้ ยิ่งรัฐบาลร้องขอตัวแรงเท่าไหร่ ก็ยิ่งเร่งให้ธัมมชโยได้ฐานะผู้ลี้ภัยไวขึ้นเท่านั้น มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นที่ท่านธัมมชโยจะกลับไทย นั่นคือ ประเทศเป็นประชาธิปไตย แถมยังต้องเป็นประชาธิปไตยในระบอบแม้วด้วยซี

 

 

 

ดีเอสไอได้เบาะแส ธัมมชโยโกทูยุโรป ใช้ช่องทางธรรมชาติหนี

"อธิบดีดีเอสไอ" เผยการข่าวพบข้อมูล ลูกศิษย์พา "ธัมมชโย" ใช้ช่องทางธรรมชาติ หลบหนีออกจากประเทศไทยไปอยู่ในประเทศแถบยุโรป แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นพื้นที่ใด รอความชัดเจน ก่อนประสานอัยการสูงสุดขอตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 2 ส.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยความคืบหน้าการติดตามตัว พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับ ข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร คดีทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ว่า ดีเอสไอ ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการติดตามอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยการข่าวพบข้อมูลว่า พระธัมมชโย ได้ใช้ช่องทางธรรมชาติหลบหนีออกจากประเทศไทย ไปอยู่ในประเทศแถบยุโรป ซึ่งมีลูกศิษย์พาหลบหนีออกจากประเทศ แต่ไม่ทราบว่าเป็นพื้นที่ใด และดีเอสไอกำลังตรวจสอบความชัดเจนอยู่ ขณะเดียวกันข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไม่พบว่าพระธัมมชโยเดินทางออกนอกประเทศ

พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินตั้งแต่ปี 2552-2556 ที่ออกจากสหกรณ์ฯว่ามีการถ่ายโอนเงินไปที่ไหน บัญชีใครหรือไม่ รวมถึงไปซื้อทรัพย์สินอื่นๆ อะไรบ้าง ส่วนมีความเป็นไปได้ที่จะส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเหมือนกรณีเณรคำหรือไม่นั้น คงต้องรอความชัดเจนว่า พระธัมมชโยอยู่ที่ประเทศใด ก็อาจจะประสานอัยการสูงสุดเพื่อขอตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

"นอกจากนี้ ยังมีทุจริต 15 คดี อยู่ระหว่างดำเนินการเพราะเกี่ยวข้องกับมูลนิธิอื่นๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม การบริหารภายในวัดยังมี 4 ฝ่ายช่วยกันดูแลอยู่ ประกอบด้วย สำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) ดีเอสไอ พระวัดธรรมกาย และ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ตามปกติ"

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 3 สิงหาคม 2560

 

ฟรีโหวต !

สิริวรรณาโฟสต์ถาม

ระหว่าง มหาเถรสมาคม กับ พงศ์พร

คุณจะเลือกใคร ?

 


 

อา..เดี๋ยวนี้ "เด็กวัด" มีค่าเท่ากับสมภารเจ้าวัดไปแล้วหรือ ? หน้าที่ของ ผอ.พศ. ก็คือ เลขา มส. ต้องรับใช้พระ แต่กลับกลายเป็น "เจ้านายพระ" ไปได้อย่างไร ?!

เพราะไม่ว่าจะมาจากการแต่งตั้งโดยปรกติ หรือมาแบบพิสดาร โดย ม.44 ก็มีหน้าที่เท่ากัน นั่นคือ เป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม ไม่มีเป็นอื่น แต่ถ้าจะทำหน้าที่อื่น นอกเหนือไปจาก เลขา มส. ก็ถามว่า ทำได้หรือไม่ ?

นี่เป็นคำถามสำหรับ "คุณพงศ์พร" ซึ่งก็โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว ควรจะมีวุฒิภาวะเช่นไรในตำแหน่ง ผอ.พศ. ก็คงไม่ต้องสอน เวทีแห่งนี้ไม่มีพี่เลี้ยง ใครเพลี่ยงพล้ำก็ต้อง "ลงเวทีไป" ไม่มีสำออยหรือร้องไห้ ไม่ว่าจะเป็น "นพรัตน์-พนม" หรือ พงศ์พร ก็อยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน ไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้น เมื่อกล้าเป็นก็ต้องกล้าเล่น และเมื่อเล่นก็ต้องเล่นให้เป็น !

 


 

เฟสบุ๊ค Siriwanna Jill และไพศาล พืชมงคล โจมตีมหาเถรสมาคมแรง !

 

เหตุผลบางอย่างนั้นเป็นกรณีจำเพาะ ต้องใช้ให้ถูกที่ถูกทาง มั่วไม่ได้ ดังกรณีตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ถูกนำมาเป็นประเด็นโจมตีมหาเถร ถ้าเราไปศึกษามาตั้งแต่เริ่ม ก็จะพบว่า มีขบวนการเขมือบวัดโสธร โดยพระพรหมสุธี (เจ้าคุณเสนาะ) อดีตเจ้าคณะภาค 12 ส่งคนของตนเองเข้าไปกินวัด พร้อมกับตั้งข้อหาร้ายแรงเอากับพระในวัด ซึ่งเขาอยู่มาก่อนตั้งแต่อ้อนแต่ออก กล้าถึงกับสั่งพักงานผู้ช่วยเจ้าอาวาส "ทีละเจ็ด"

แถมมหาเถรสมาคมไทยในสมัยนั้น ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ "สมเด็จเกี่ยว" ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จเกี่ยวก็โปรดปรานเจ้าคุณเสนาะยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ แล้วใครไหนในปัถพีจะกล้าสู้ สู้กับเสนาะก็เท่ากับสู้กับสมเด็จเกี่ยว ใครไม่เชื่อก็ดูผลงานการเชือด "เจ็ดผู้ช่วยวัดโสธร" สิ เป็นคดีประวัติศาสตร์เลยเชียวล่ะ

และอีกอย่าง มหาเถรสมาคม ถือว่าตัวเองมีอำนาจทั้งด้านบริหาร นิติบัญญัติ และยุติธรรม เลยเหลิงว่าตัวเองไม่ผิด ทำนองเดียวกับศาลอาญา ถ้ามีการพิพากษาผิด ด้วยเหตุใดๆ ก็ดี ก็ทำดีที่สุดแค่ "คืนความยุติธรรม" เท่านั้น แต่ก็อย่าลืมว่า มหาเถรสมาคมชุดเดียวกันนี้ ที่เคยลงมติ "อุ้ม" ธัมมชโย แถมยังเคยประชุมลับ เสนอชื่อ "สมเด็จช่วง" ขึ้นเป็นสังฆราชมาก่อน ถึงปัจจุบันนี้ ปัญหาธรรมกายก็ยังเรื้อรัง ทำอะไรไม่ได้ ถ้าไม่มี "กรรมการ มส." ชุดนี้บางท่าน รู้เห็นเป็นใจช่วย

นั่นจึงเป็นเหตุว่า เมื่อมหาเถรสมาคมทราบว่า การเทเสียงสนับสนุนเจ้าคุณเสนาะเมื่อ 5 ปีก่อนนั้น ผิดพลาดอย่างจัง เพราะภายหลังมีข่าวฉาวเกี่ยวกับเจ้าคุณเสนาะ ว่าเข้าไปหาผลประโยชน์ในวัดโสธรอย่างชัดแจ้ง ก็รู้ว่าตัวเอง (มหาเถรสมาคม) ทำผิดไปแล้ว จึงรีบคืนตำแหน่งให้แก่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร พร้อมกับเงินเดือนย้อนหลัง แถมภายหลังยังปูนบำเหน็จให้เจ้าคุณอมรได้ขึ้นเป็นชั้นราช ตามด้วยของขวัญชิ้นใหญ่ "เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา" ในวันนี้

นี่ก็คือ มหาเถรสมาคม องค์กรที่ยิ่งยงที่สุดในโลก ใครๆ จึงอยากจะเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม เพราะสามารถ "ชงเอง กินเอง" เสร็จสรรพ โดยองค์กรไหนๆ ในโลกก็ไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบ ทำผิดกฎมหาเถรสมาคมก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ใครก็ทำอะไรมหาเถรสมาคมไม่ได้

ผิดจังหวะนิดหนึ่ง เมื่อมหาเถรสมาคมอนุมัติให้พระราชปริยัติสุนทร ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ถึงจะพยายามทำอย่างรัดกุมแล้ว แต่ก็ไม่แคล้วโดนลองดี ทั้งนี้เพราะช่วงนี้ กระแสข่าวเกี่ยวกับมหาเถรสมาคมดูทะแม่งๆ เพราะถูกตีตราว่าเป็น "เบ๊ธัมมชโย" มหาเถรสมาคมทำอะไรๆ ออกมา ก็ถูกตราหน้าว่าไม่ชอบธรรม มหาเถรสมาคมทำอะไรๆ ก็ผิด !

ฝ่ายตรงข้าม เห็นเช่นนั้นจึงรีบตะครุบ คิดว่างานนี้มหาเถรสมาคม สายธรรมกาย ผิดเห็นๆ ผิดชัวร์ๆ ถึงกับไปอุ้มเอาพระสังฆราชมาชน มส. รอเพียง "ลมตะวันออก" พุทธศาสนาก็จะบริสุทธิ์ ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นว่า เลือกบอลผิด ติดกับดักตัวเอง เพราะมหาเถรสมาคมทำการบ้านมาดี สามารถชี้แจงต่อสมเด็จพระสังฆราชได้เคลียร์ ทำให้ชนะไปอย่างขาดลอย เล่นเอาฝ่ายต่อต้านฟิวส์ขาด ประกาศ "เซ็ตซีโร่มหาเถร" ตราบใดยังเป็นเช่นนี้อยู่

เรื่องมันตวัดมาหา "พงศ์พร" ผอ.พศ. ที่ตอนแรกนั้น มีภารกิจพิเศษ ในการ "จับกุมธัมมชโย" แต่ทำไม่สำเร็จ แถมยังตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับพระสงฆ์องค์เณรทั่วประเทศ แบบว่าระหองระแหงกันมานานเป็นเดือนๆ แล้ว พอเกิดเรื่องวัดโสธรเข้า พงศ์พรก็รีบฮุบเอาเหยื่อชิ้นใหญ่ นำเอาหนังสือร้องเรียนจากพระธรรมมังคลาจารย์ ไปทูลฟ้องสมเด็จพระสังฆราช ก็ยิ่งเพิ่มดีกรีห้องประชุม มส. ให้ร้อนแรงอีกเป็นเท่าตัว งวดแรกนั้นมีข่าวว่า กรรมการ มส. รอจะอภิปรายซักฟอก ผอ.พศ. แต่โชคดีที่พงศ์พรรู้ทัน ไม่ยอมเข้าประชุม เลยรอดตัวไป แต่ครั้งที่สองนี่ พงศ์พรหนีไม่รอด ถึงจะรอดการอภิปรายจาก กก.มส. แต่เมื่อเทียบดูเหตุการณ์ กรณีที่พงศ์พร นำเอาหนังสือร้องเรียนไปถวายสมเด็จพระสังฆราช เพื่อทรงเสด็จมาระงับมติ มส. แต่พอสมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาประชุม พงศ์พรเองกลับหายจ้อย ไม่ยอมติดตามมาสนองงาน เหมือนกับหลอกสมเด็จพระสังฆราชให้เข้าประชุมงั้นแหละ เลยโดนกรรมการ มส. สอนมวยไปหลายคำ

แน่นอนว่า คุณพงศ์พร คงจะรู้สึกอัดอัด ที่จะต้องมาเป็นหนังหน้าไฟ ต้องมามีปัญหากับพระเณร ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคงไม่มีเจตนาเช่นนั้น แต่เมื่อมาทำหน้าที่ และมีบางเรื่องที่ไปกระทบวัดและพระสงฆ์สามเณร มันก็เลี่ยงไม่ได้ สุดท้ายเลยเกิด "ภาวะทางใจ" ดังที่เห็น ไม่เห็นพงศ์พรที่ห้องประชุม มส. มาสองครั้งแล้ว

ถ้าพงศ์พรถอดใจ ขอย้ายไปอยู่ที่อื่น พระเณรที่ประกาศไม่เอาพงศ์พร ก็คงโล่งใจ แต่คงโล่งได้ไม่นาน เพราะก็ไม่มีหลักประกันอันใดว่ารัฐบาลจะให้ใครมาเป็น ผอ.พศ. แทน เลือกมากๆ เผลอๆ พระไทย จะกลายเป็นกบเลือกนาย

แต่การยอมแพ้ของพงศ์พรนั้น มิได้มีความหมายแค่ "ข้าราชการย้าย" แต่มันมีความหมายไปถึง "ม.44" ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษของนายกรัฐมนตรี ทำนองว่า เมื่อพระสงฆ์สามเณรไม่ยอมรับ ผอ.พศ. จาก ม.44 ก็เท่ากับไม่ยอมรับ "นายกรัฐมนตรี" ดีๆ นี่เอง เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นคนส่งพงศ์พรมาอยู่พุทธมณฑล

ย้อนกลับไป เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศใช้ ม.44 ปิดพื้นที่บริเวณวัดพระธรรมกายนานร่วม 2 เดือน สามารถปิดล้อมวัดได้ แต่ไม่สามารถจับกุมพระธัมมชโยได้ แต่ว่าวันนี้ ผอ.พศ. ที่มาจาก ม.44 กำลังถูกธรรมกายปิดล้อมที่พุทธมณฑล พระไม่ยอมให้พงศ์พรเข้าวัด ไม่ให้เกียรติในงานสำคัญ ไม่มีท่าทีเป็นมิตรในห้องประชุม แถมยังฝากคำตำหนิถึงพงศ์พรอย่างไม่เป็นทางการ บรรยากาศแบบนี้คงไม่มีใครสบายใจ เพราะถึงอย่างไรก็ต้องกราบไหว้พระ จะไปต่อล้อต่อเถียงก็มีแต่เสียกับเสีย ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็เสียหนักอยู่แล้ว ขืนเป็นปากเสียงกับพระวันไหน ก็แทบจะเสียผู้เสียคนไปเลย นั่นเท่ากับว่า ม.44 ถูกเปลี่ยนจากเคยล้อมคลองสาม มาถูกปิดล้อมเสียเอง ที่พุทธมณฑล งานเก่าก็ค้าง ทำไม่สำเร็จ แถมตัวเองยังถูกปิดล้อมออกไม่ได้อีก มันทำใจลำบาก มีทางเดียวก็คือ "ใช้ ม.44 เซ็ตซีโร่มหาเถร"

แต่คนที่เล่นเกมอัจฉริยะแบบนี้ได้นั้น ต้องนับถือว่าไม่ธรรมดา ถามว่าทำได้ไง เดาว่าคงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก..นักโทษหนีหมายจับศาล คนนั้น คนที่เคยประกาศว่า "หลวงพ่อจะมอบตัวก็ต่อเมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตย เท่านั้น" ชิตํ เม !

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 1 สิงหาคม 2560


 

เกมโอเวอร์ คนไม่โอเวอร์ !

เกมจบ แต่เรื่องยังไม่จบ

มติ มส. ถูกต้อง รับรองแล้ว สิ้นสุดกระบวนการ

แต่กระบวนการนอก มส. ยังหยุดไม่ได้

เพราะสองหลวงตาทำผิดจริยาพระสังฆาธิการ

อย่างร้ายแรง !

 

 

แก๊งค์ 2 ป. แห่งบางปะกง

 

ก็ต้องย้ำกันไว้ตรงนี้ กับวีรกรรมอันยอดเยี่ยมของ "แก๊งค์ 2 ป. แห่งบางปะกง" มีหลวงตาประยงค์กับหลวงตาประยนต์เป็นหัวหอก ที่วาดลวดลาย "กวนเมือง" เรื่องฟ้องร้องถึงสมเด็จพระสังฆราช ให้ทรงใช้พระอำนาจ "สั่งกลับ" มติมหาเถรสมาคม ที่ให้ "เจ้าคุณอมร-พระราชปริยัติสุนทร" เป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเปิดทางให้ เจ้าคุณเก๋น-พระราชภาวนาพิธาน เด็กปั้นของตัวเองได้ขึ้นเป็น โดยอ้างว่า พระราชปริยัติสุนทร เคยต้องอธิกรณ์ "ร้ายแรง" มาก่อน ถือว่าขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง

ทั้งๆ ที่ มหาเถรสมาคม เคยลงวินิจฉัยไว้ในวันที่ 30 ตุลาคม 2557 ให้อธิกรณ์ของผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม เป็นอันสิ้นสุด และให้ผู้ช่วยทั้ง 7 รูป คืนสู่ตำแหน่งเดิม พร้อมทั้งคืนเงินค่านิตยภัตย้อนหลังให้ทั้งหมดอีกด้วย ถือว่าผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร อันมี "พระปริยัติกิจวิธาน-อมรภิรักษ์ ปสนฺโน" เป็นหัวหน้านั้น พ้นมลทินแล้ว และต่อมาอีก วันที่ 12 สิงหาคม 2559 มหาเถรสมาคม ได้เสนอชื่อ "พระปริยัติกิจวิธาน" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม เข้ารับการเลื่อนสมณศักดิ์ที่ "พระราชปริยัติสุนทร"

แต่เมื่อมีมติ มส. ครั้งที่ 17/2560 วันที่ 20 กรกฏาคม 2560 ให้พระราชปริยัติสุนทร ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา กลับถูก "พระธรรมมังคลาจารย์-ประยงค์ ปิยวณฺโณ" เจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม และที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 12 ทำหนังสือร้องเรียนถึงสมเด็จพระสังฆราช ผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขอให้สมเด็จพระสังฆราช ทรงใช้พระสังฆราชอำนาจ ยับยั้งมติมหาเถรสมาคมครั้งดังกล่าว

วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้เสด็จไปเป็นประธานการประชุมมหาเถรสมาคม ที่พุทธมณฑล และมีการพิจารณาปัญหาว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ตามที่พระธรรมมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดโสธร ร้องเรียนมาด้วย ทั้งนี้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม และเป็นผู้นำหนังสือร้องเรียนจากพระธรรมมังคลาจารย์ ไปทูลถวายสมเด็จพระสังฆราช มิได้เข้าประชุมร่วมแต่อย่างใด

ผลของการประชุมมหาเถรสมาคม ที่มีสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธาน ปรากฏออกมาว่า มหาเถรสมาคมได้ยืนยันขั้นตอน-ระเบียบปฏิบัติ จากทั้งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎมหาเถรสมาคม เห็นว่ากระบวนการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น เป็นปรกติทุกประการ จึงได้รับ รองมติที่ประชุมครั้งที่ 17/2560 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ให้ชัดเจน จึงถือว่า พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสนฺโน น.ธ.เอก ป.ธ.4 กศ.ม.) ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราอย่างถูกต้องทุกประการ

ปัญหาที่ควรพิจารณาก็คือว่า พฤติกรรมของ "พระธรรมมังคลาจารย์-ประยงค์ ปิยวณฺโณ" เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามและที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 12 ซึ่งได้ทำการ "ต่อต้าน" มหาเถรสมาคม ด้วยการฟ้องสมเด็จพระสังฆราช โดยมีพระธรรมปริยัติมุนี (ประยนต์ อจฺจาทโร ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา และที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 12 เป็นกองหนุน นั้น ถือว่าพระมหาเถระทั้งสองรูป ได้ประพฤติผิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรงเช่นกัน เพราะส่งผลให้มหาเถรสมาคมโดนด่าว่าไร้ความชอบธรรม ถึงกับเสนอให้ปลดกรรมการมหาเถรสมาคมโดยแต่งตั้งออกทั้งชุด แล้วให้สมเด็จพระสังฆราชทรงตั้งกรรมการชุดใหม่เข้าไปแทน

แน่นอนว่า หลวงตาประยงค์และหลวงตาประยนต์ ทั้งคู่มีตำแหน่งเป็น "ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 12" แต่ทำการฟ้องร้องตีรวนมติมหาเถรสมาคม ซึ่งเจ้าคณะภาค 12 เป็นผู้เสนอต่อเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ก่อนนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมมหาเถรสมาคม ถือว่าทั้งสองรูปมิได้ปฏิบัติตัวให้อยู่ในจริยาพระสังฆาธิการ ในตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 12 สมควรถูกปลดจากตำแหน่งนี้

อีกทั้ง หลวงตาประยงค์ เคยเป็นคู่แข่งของ "พระราชปริยัติสุนทร" มาก่อน ก่อนจะได้รับการสนับสนุนจาก "พระพรหมสุธี" หรือเจ้าคุณเสนาะ อดีตเจ้าคณะภาค 12 ผู้อื้อฉาว ให้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดโสธรแบบข้ามห้วย ข้ามมาจากวัดท่าสะอ้าน จึงถูกพระราชปริยัติสุนทรและผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร รวมเป็น 7 รูป ทำการคัดค้าน ผลก็คือ มหาเถรสมาคม ยืนยันว่ามติถูกต้อง หลวงตาประยงค์ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดโสธร ส่วนเจ้าคุณอมร (พระปริยัติกิจวิธาน-พระราชปริยัติสุนทร) และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรอีก 6 รูปนั้น ทำผิดจริยาพระสังฆธิการ ว่าด้วยการต่อต้านมติมหาเถรสมาคม จึงถูกลงโทษสั่งพักงานไม่มีกำหนด

เมื่อพระราชปริยัติสุนทร ทำการประท้วงมติมหาเถรสมาคม ถูกมหาเถรสมาคมลงโทษ ในข้อหา "ทำผิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง" ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2552

วันนี้ พระธรรมมังคลาจารย์ (ประยงค์) เจ้าอาวาสวัดโสธร ก็ประพฤติแบบเดียวกับพระราชปริยัติสุนทรในอดีต ก็ต้องได้รับการพิจารณาความผิดเช่นกับพระราชปริยัติสุนทรด้วย จึงจะถือว่ามหาเถรสมาคม เป็นองค์กรที่มีระเบียบวินัยและทรงคุณธรรมอย่างแท้จริง

การณ์จะเป็นเช่นใด เช่นว่า เจ้าคณะภาค 12 สั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยพระธรรมมังคลาจารย์ พร้อมกับสั่งพักงาน เหมือนที่เจ้าอาวาสวัดโสธรเคยสั่งพักงาน 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสในอดีต จนกว่าผลการสอบสวนจะเสร็จสิ้น ส่วนว่าพฤติกรรมของใครจะร้ายแรงกว่าใคร ก็ต้องไปพิสูจน์กันในศาลสงฆ์

ถึงไม่อยากทำ แต่ก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ เจ้าคณะภาค 12 ก็ดี เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกก็ดี ย่อมถูกโจมตีได้ว่าไม่รักษาระเบียบวินัย และจะส่งผลเสียหายถึงมหาเถรสมาคม ซึ่งถูกโจมตีว่า ทุกวันนี้ มีกรรมการที่ฝักใฝ่ธรรมกาย อยู่เกินครึ่ง และไม่ยึดมั่นในพระธรรมวินัย ดังนั้น จึงต้องชำระสะสางเรื่องนี้ให้กระจ่าง ไม่ให้ใครใช้เป็นประเด็นโจมตีมหาเถรสมาคมอีกต่อไป หาไม่ มหาเถรสมาคมก็คง..ล้มละลาย !

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 1 สิงหาคม 2560


 

NOTARIZE !

มส. ประทับรับรอง

มติตั้งเจ้าคณะจังหวัดเชิงเทราถูกต้อง

สมเด็จพระสังฆราชทรงรับทราบโดยดุษณี

ขณะที่ "พงศ์พร" ลาประชุมรอบสอง

 

 

 

 

พระราชปริยัติสุนทร

เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

 

 

มส.รับรองตั้ง "พระราชปริยัติสุนทร" เป็น จจ.ฉะเชิงเทรา

"สังฆราช" ประธานมหาเถรฯ รับรองมติตั้ง พระราชปริยัติสุนทร ขึ้นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ แจงคุณสมบัติครบถ้วน ยึดระเบียบ มส. ยันไม่มีวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง ขณะที่พระพรหมเมธี เผย มส. อยากเจอ "พงศ์พร" หลังลาประชุมติดต่อ 2 ครั้ง  ย้ำนายกฯ ส่งมาสนองงานคณะสงฆ์ จันทร์ที่ 31 กรกฎาคม 2560 เวลา 17.49 น.

วันนี้( 31 ก.ค.) ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 18/2560 โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อมฺพรมหาเถร) ทรงเป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. ลาประชุมเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน เนื่องจากติดราชการด่วน โดยในการประชุมครั้งนี้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) กรรมการ มส. เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ได้รายงานที่ประชุมถึงการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราว่า เป็นไปตามระเบียบ มส. ทุกประการ โดยที่ประชุม มส. ได้มีมติรับรองมติการแต่งตั้ง พระราชปริยัติสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด (จจ.) ฉะเชิงเทราต่อไป

จากนั้น พระพรหมเมธี (จำนง ธฺมมจารี) โฆษก มส. พร้อมด้วยนายประดับ โพธิกาญจนวัตร ผอ.สำนักงานพุทธมณฑล ในฐานะโฆษก พศ. นายบุญเชิด กิตติธรางกูร ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ร่วมแถลงข่าวถึงขั้นตอนการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยพระพรหมเมธี กล่าวว่า ในระหว่างการประชุมมส. สมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้กราบทูลสมเด็จพระสังฆราช และกรรมการ มส. ถึงขั้นตอนการแต่งตั้ง พระราชปริยัติสุนทร ว่ายึดตามหลักเกณฑ์ตามระเบียบ มส. ในการตั้งเจ้าคณะจังหวัด โดยมีระเบียบระบุไว้ว่า 1.เป็นรองเจ้าคณะจังหวัด ไม่ต่ำกว่า 2 ปี หรือ 2.เป็นเจ้าคณะอำเภอในจังหวัดไม่ต่ำกว่า 4 ปี หรือ 3.เป็นพระราชาคณะสามัญ คณาจารย์โท หรือจบ ป.ธ.6 อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่สำคัญเจ้าคณะปกครองยังได้ดูจากผลงานการทำงาน โดยเฉพาะด้านการศึกษาบาลี ที่มีผลงานเป็นที่โดดเด่น ยอมรับในแวดวงการศึกษาคณะสงฆ์ ที่ประชุมจึงได้รับรองมติแต่งตั้งให้ พระราชปริยัติสุนทร ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมทั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ยังยืนยันด้วยว่า ไม่มีการวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง และไม่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด การดำเนินการยึดตามระเบียบและคุณสมบัติ
 
พระพรหมเมธี กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีที่พระราชปริยัติสุนทรเคยต้องอธิกรณ์นั้น เรื่องดังกล่าวได้จบลงตั้งแต่ปี 2557 แล้ว โดยผลสอบอธิกรณ์ว่าด้วยการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ พบว่า มีความผิดไม่ร้ายแรงได้ถูกตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้น ทางเจ้าคณะปกครองตามลำดับชั้น จึงได้เสนอต่อ มส. ให้คืนตำแหน่งแก่พระที่ถูกสอบอธิกรณ์ทั้งหมด ส่งผลให้พระราชปริยัติสุนทร พ้นอธิกรณ์ในการประชุม มส. เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2557

สำหรับกรณีการคัดค้านมติมหาเถรสมาคมที่แต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราว่า สมเด็จพระสังฆราชไม่ได้ทรงเข้าประชุม และเป็นการแต่งตั้งแบบข้ามขั้นตอนนั้น ขอชี้แจงว่า การประชุมหากสมเด็จพระสังฆราช มีพระกรณียกิจอื่นที่จำเป็นและสำคัญไม่สามารถเข้าประชุม มส.  ที่ประชุมก็จะเสนอให้สมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสตามลำดับปฏิบัติหน้าที่แทน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบ มส. ดังนั้น การแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ถือว่า ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามระเบียบ มส. ทุกประการ จึงอยากให้สังคมได้เข้าใจการปฏิบัติงานของคณะสงฆ์ด้วย
 
ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณี มส. มีความไม่พอใจการทำงานของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ.สถานการณ์ขณะนี้เป็นเช่นไร

พระพรหมเมธี กล่าวว่า ที่ประชุม มส. ได้ปรารภถึง ผอ.พศ. ว่า ไม่ได้เจอกัน เพราะติดภารกิจอื่นไม่ได้เข้าประชุม จึงอยากที่จะมีการพูดคุย เพื่อสร้างความเข้าใจต่อปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะถือว่า เป็นบุคคลที่นายกรัฐมนตรี ส่งมาสนองงานคณะสงฆ์ จึงอยากคุยกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ และแจ้งข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะชนไปในทิศทางเดียวกันด้วย  ที่สำคัญยังฝาก นายกนก แสนประเสริฐ รอง ผอ.พศ. นายประดับ และนายบุญเชิด ให้บอก พ.ต.ท.พงศ์พร ถ้ามีเวลาให้มาหารือกับ มส. อีกด้วย

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 31 กรกฎาคม 2560

 

ใครข้ามใคร ?

 

 

 

พระราชปริยัติสุนทร (อมร) : พระราชภาวนาพิธาน (เก๋น)

 

ชื่อ พระราชปริยัติสุนทร
(เจ้าคุณอมร)
อมรภิรักษ์ ปสนฺโน

พระราชภาวนาพิธาน
(เจ้าคุณเก๋น)
สิริวัฒน์ สิริวฑฺฒโน

เกิด 1 เมษายน 2499 14 เมษายน 2504
บวชพระ 10 กุมภาพันธ์ 2520   1 กรกฎาคม 2532
อายุ 61 56
พรรษา 40 28
การศึกษา น.ธ.เอก ป.ธ.4 ศษ.บ., กศ.ม. น.ธ.เอก พธ.บ. (2552)
ผู้ช่วยเจ้าอาวาส 2531 2545
ตำแหน่งปกครอง 2542 : เจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา 2555 : รองเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา
สมณศักดิ์ 2546 พระปริยัติกิจวิธาน

2559 พระราชปริยัติสุนทร

2550 พระพิมลภาวนาพิธาน (วิ)

2555 พระราชภาวนาพิธาน (วิ)

 

คำถามสุดท้ายที่ว่า เจ้าคุณอมร (พระราชปริยัติสุนทร) ข้ามอาวุโสเจ้าคุณเก๋น (พระราชภาวนาพิธาน) รองเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัด

แต่ย้อนหลังไป ในปี พ.ศ.2555 เจ้าคุณเก๋น จากพระธรรมดาๆ ไม่เคยดำรงตำแหน่งแห่งหนอะไรเลย จู่ๆ ก็พุ่งพรวดขึ้นเป็น "รองเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา" ทั้งๆ ที่ ในเวลานั้น เจ้าคุณอมร (พระปริยัติกิจวิธาน-พระราชปริยัติสุนทร) ก็ยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทราอยู่ และเป็นมานานถึง 13 ปี ถามว่า ตุ๊เก๋นข้ามเจ้าคุณอมรไหม ?

ในปี 2555 เมื่อเจ้าคุณอมร โดนเจ้าคุณเก๋น เด็กรุ่นหลังข้าม เจ้าคุณอมรก็เฉย ไม่ว่าอะไร ?

 

 

แก๊งค์ 2 ป. แห่งบางปะกง

ซ้าย :  ป.ประยงค์ เจ้าอาวาสวัดโสธร

ขวา :  ป.ประยนต์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

 

 

เดินธุดงค์ธรรมกาย

ผลงานที่พุทธะอิสระเห็นแล้วเชียร์ใจแทบขาด

อยากให้เด็กค่าย 2 ขึ้นเป็นเจ้าคณะฉะเชิงเทรา

 

ามว่า เหตุใดในปี 55 "ก๊งค์ 2  ป. แห่งบางปะกง" ทั้ง ป.ประยงค์ และ ป.ประยนต์ ไม่เคยทำเรื่องคัดค้านมหาเถรสมาคม ว่าเจ้าคุณเก๋นข้ามเจ้าคุณอมร ดังนี้เลย ทำหูหนวกตาบอดกันหมด อย่าบอกนะว่า "ผมเป็นคนดันตุ๊เก๋นข้ามหัวเจ้าคุณอมรเอง" เพราะความจริงข้อนี้ ใครๆ ก็รู้กันอยู่ แต่เขาไม่อยากพูด !

แต่ทำไม ? เมื่อเจ้าคุณอมร ซึ่งมีอาวุโสกว่าทั้งอายุพรรษาวิทยฐานะ ได้รับการแต่งตั้งจาก มส. ให้เป็นเจ้าคณะจังหวัด แก๊งค์สอง ป. ถึงได้ร้อนรน ทำเรื่องร้องเรียนสมเด็จพระสังฆราช ว่าเด็กของตัวเองไม่ได้เป็น ต่อมคุณธรรมของสองมหาประลัยนี่ ตีตื้นขึ้นมาทันที ทำนองรักชาติจนน้ำลายไหลนั่นแหละ

เห็นได้ชัดเจนเลยว่า 2 หลวงตามหาประลัยนี่ ไม่ได้เป็นคนดีมีคุณธรรมอะไร แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน สันดานเดียวกับ "เสนาะ" ที่ชอบเล่นพรรคเล่นพวก เวลาคนของตัวเองได้ สอง ป. ก็เงียบ แต่พอคนของตัวเองหลุด ก็รีบสุมหัวกัน ออกมาคัดค้านผ่านสมเด็จพระสังฆราช โดยมี "พงศ์พร" ผอ.สำนักพุทธฯ เป็นถึงเลขาฯ แต่ไม่รู้ห่าอะไรเลย มีความซื่อแต่เซ่อ รีบโชว์เก๋า เอาหนังสือวิ่งไปส่งถึงตำหนักสมเด็จพระสังฆราช กล่าวหาว่าการแต่งตั้งไม่เป็นธรรม ทำงานเหมือนนกกระจอกกินน้ำเลย นายพงศ์พรนี่ มันน่าส่งกลับด้วย ม.44 ไหมล่ะ ?

สอง ป. อัปรีย์นี่ แก่หัวหงอกจวนจะเข้าโลงอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่วายตัณหากลับ บังอาจทำเรื่องฟ้องร้องสมเด็จพระสังฆราช ด้วยข้อมูลเท็จ ย้ำ ! นอกจากทำผิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง ข้อหาเดียวที่เคยประเคนให้เจ้าคุณอมรในคราวก่อน ก็ต้องโดนข้อหา "หมิ่นประมาทสมเด็จพระสังฆราช" อีกกระทงหนึ่งด้วย เรียกว่าโดนทั้งแพ่งทั้งอาญาเลยเชียว

ทีนี้ว่า ถ้าจะให้เป็นธรรมจริงๆ มิใช่แค่ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราเท่านั้น ที่ควรเป็นของเจ้าคุณอมร แม้แต่ตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดโสธร" ก็ควรเป็นของเจ้าคุณอมรด้วย เพราะเจ้าคุณเสนาะปล้นเจ้าคุณอมร แล้วยกให้หลวงตาประยงค์ไปในคราวก่อนโน้น ที่เขาออกมาต่อต้านการยึดครองวัดโสธรน่ะ นอกจากจะไม่ผิดแล้ว ยังควรต้องส่งเสริมด้วยซ้ำไป เพราะเขาช่วยรักษาสมบัติพระศาสนา ไม่ได้โกงกินเหมือนแก๊งเจ้าคุณเสนาะ

ถ้าสมเด็จพระสังฆราช ไม่ทรงพิจารณาจากข้อมูลอันเป็นกลาง (และพิสูจน์ได้) แล้วทรงวินิจฉัยไปตามที่มีคนฟ้องร้องฝ่ายเดียว แสดงว่ากรรมการมหาเถรสมาคมไม่มีความหมาย แบบนี้ก็ควรที่กรรมการมหาเถรสมาคม "ทั้งหมด" จะแสดงสปิริต "ลาออก" แล้วถวายกิจการพระศาสนา ให้สมเด็จพระสังฆราช ทรงบัญชาการ แต่เพียงพระองค์เดียว เพราะอยู่ไปก็ไร้ค่า

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 31 กรกฎาคม 2560


 

จับตาวันนี้ !

 

สมเด็จพระสังฆราช จะเสด็จไปประชุม มส. หรือไม่

เรื่องเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราจะลงเอยอย่างไร ?

 

 

วันนี้มีหมายเหตุข่าวสำคัญ ยิ่งกว่าดาวพระเคราะห์เรียงกันห้าดวง ซึ่งถ้าถูกโฉลกตามหลักโหราศาสตร์แล้ว ก็จะถือฤกษ์ "รับมงคล" แต่ถ้าเป็นดาวเสีย เช่น ศุกร์เข้า เสาร์แทรก ราหูทับดวงเมือง ฯลฯ เป็นต้น ผู้คนก็ต้องทำพิธี "สะเดาะเคราะห์" กันยกใหญ่ เพราะเรื่องแบบนี้โบราณท่านว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

ดาวเคราะห์เรียงกันที่พุทธมณฑลวันนี้ มีมากมาย ทั้งเคราะห์ใหญ่เคราะห์น้อย

ดวงแรกและใหญ่ที่สุดก็คือ สมเด็จพระสังฆราช เสด็จเข้าร่วมประชุมมหาเถรสมาคมด้วยหรือไม่ เพราะครั้งก่อน วันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา ทรงงดประชุม กระแสข่าวรายงานว่า ทรงประชวร แต่วันรุ่งขึ้นก็เสด็จออกงานได้ แสดงว่าประชวรไม่หนัก

ดวงต่อมาก็คือ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม จะเข้าประชุมด้วยไหม ในนัดก่อน วันที่ 20 ก.ค. ก็ไม่เข้าประชุมกะทันหัน อ้างว่ามีภารกิจสำคัญ หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้เห็นรูปหรือยินเสียงอีกเลย

แต่มีข่าวว่า หลังการประชุม มส. วันที่ 20 ก.ค. พ.ต.ท.พงศ์พร ได้รับเอาหนังสือร้องเรียนจากพระธรรมมังคลาจารย์ (ประยงค์ ปิยวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม และที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 12 ไปถวายสมเด็จพระสังฆราช เพื่อขอให้ทรงวินิจฉัย ในกรณีที่มหาเถรสมาคม ได้ลงมติเมื่อวันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา ให้พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสนฺโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม เจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ข้ามพระราชภาวนาพิธาน (สิริวัฒน์ สิริวฑฺฒโน) รองเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ว่ามติมหาเถรสมาคมครั้งนี้ ผิดหรือถูกประการใด ?

นอกจากเป้าหมายของ "ผู้ร้อง" คือพระธรรมมังคลาจารย์ ที่ต้องการให้เปลี่ยนตัวเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา จากพระราชปริยัติสุนทร มาเป็น พระราชภาวนาพิธาน แล้ว ก็ยังมีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่ง นำโดยพุทธะอิสระและนายไพศาล พืชมงคล ได้นำเอาประเด็นดังกล่าวมาโจมตีมหาเถรสมาคม โดยเฉพาะกรรมการ มส. ที่มาโดยการแต่งตั้ง ว่าไร้ความชอบธรรม เห็นควรให้นายกรัฐมนตรี ใช้ ม.44 ทำการ "เซ๊ตซีโร่" กรรมการโดยแต่งตั้งออกทั้งหมด แล้วเปิดทางให้สมเด็จพระสังฆราช ทรงใช้อำนาจแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ทั้งหมดแทน โดยระบุว่า กรรมการ มส. ส่วนใหญ่ เป็นฝ่ายธรรมกาย

การที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. นำเอาคำร้องของพระธรรมมังคลาจารย์ไปถวายสมเด็จพระสังฆราชก็ดี การที่พุทธะอิสระและคณะ นำเอาประเด็นการตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา มาโจมตีมหาเถรสมาคม ก็ดี เท่ากับ มุ่งแยกสมเด็จพระสังฆราชออกจากมหาเถรสมาคม จึงสร้างความชอบธรรมให้แก่สมเด็จพระสังฆราช และสร้างความไม่ชอบธรรมให้แก่กรรมการ มส. ที่เหลือ

รูปการณ์ของคณะสงฆ์ไทยในวันนี้ ไปถึงขั้นนี้แล้ว รอแต่ว่า ท่าทีทางสมเด็จพระสังฆราช จะออกมาเป็นเช่นใด จะทรงยอมให้พุทธะอิสระและนายไพศาล หรือบุคคลอื่นใด "ชักใย" ไปตามที่ต้องการหรือไม่ หรือว่าจะทรงวางพระองค์เป็นกลาง ในฐานะ "ประธานมหาเถรสมาคม" เหมือนเดิมต่อไป

 

อีกไม่กี่เพลา ก็น่าจะรู้

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ นักข่าวตรึม !!

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 31 กรกฎาคม 2560


 

เล่นสกปรก !

 

เจ้าคุณพิมพ์-เจ้าคุณโฮ้ โทรเตือนหลวงตาประยงค์

ขอให้ถอนเรื่องตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

ไม่งั้นจะสั่งปลดเจ้าอาวาสวัดโสธร

กลับถูกหลวงตาประยงค์ตลบหลัง

อัดเสียงไปบอกสื่อ เรื่องก็เลยบาน  !

 

 

ภาพเป็นข่าว

เจ้าคุณอมรภิรักษ์ วัดโสธร ว่าที่เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าคารวะเจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ ในฐานะผู้มีอำนาจในภาค 12 ตัวจริง โดยมี พระพรหมเสนาบดี (เจ้าคุณพิมพ์) วัดปทุมคงคา ร่วมสนทนาด้วย ถัดไปน่าจะใช่เกจิบอล "เจ้าคุณธงชัย" วัดไตรมิตร ตรงกันข้ามก็ไม่ใช่ใคร "ตุ๊แป๊ะ" พระมหาศาสนมุนี วัดปากน้ำ ก็ร่วมแจมรายการนี้ด้วย เจ้าคุณพิมพ์ เคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการสอบการเงินของวัดโสธร ในตอนที่มีปัญหาเกี่ยวกับเจ้าคุณเสนาะ (เดือนตุลาปี 57) ดังนั้น เจ้าคุณพิมพ์จึงถือว่ารู้เรื่องวัดโสธรดีมากรูปหนึ่ง

แต่อีกภาพหนึ่งนั้น เจ้าคุณพิมพ์ก็สนิทมากๆ กับเจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ ว่ากันว่า กุฏิเจ้าคุณธงชัยนั้น เจ้าคุณพิมพ์จะเข้าออกเวลาไหนก็ได้ หรือพูดง่ายๆ ว่า วัดไตรมิตร วัดสระเกศ วัดปทุมคงคา ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด มีอะไรก็พึ่งพาอาศัยกัน ครั้นเกิดปัญหาว่าเจ้าอาวาสวัดโสธรทำหนังสือร้องเรียนสังฆราชในวันนี้ ในฐานะคนกลาง เจ้าคุณพิมพ์เลยต้องรับหน้าเสื่อไปเจรจาให้ "หลวงตาประยงค์" ถอนหนังสือออกมา เพราะการต่อต้านมติ มส. นั้น ถือว่าเป็นการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง (ข้อหาเดียวกับที่ 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร เคยโดนมาก่อน) เจ้าคุณพิมพ์จึงเตือนนิ่มๆ ว่า "ถ้าหลวงตาไม่ถอน ก็อาจจะถูกถอนออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสเสียเอง" เพราะผิดเห็นๆ

 

 

เจ้าคุณโฮ้ กับ เจ้าคุณพิมพ์

 

 

อีกทางหนึ่งนั้น "เจ้าคุณโฮ้" ผู้กว้างขวางในวัดไตรมิตร ทำนอง "ตุ๊แป๊ะ" เป็นผู้ (กว้าง) ขวาง ในวัดปากน้ำ และในฐานะญาติสนิทของสมเด็จสนิท แถมยังเป็นคนแปดริ้ว อาบน้ำบางปะกงมาด้วยกันกับพระวัดโสธร เห็นว่าหลวงตาประยงค์เล่นฟ้องสังฆราชแบบนี้ ทำเอาสมเด็จวัดไตรมิตรเสียรังวัด เพราะถึงจะทำถูกตามระเบียบ มส. ทุกประการ แต่จะไปเถียงสังฆราชมันก็ฟังไม่ขึ้น ด้วยความที่เป็นคนห่ามๆ ห้าวๆ เจ้าคุณโฮ้เลยต่อสายตรงไปวัดโสธร ซึ่งสายสัมพันวงศ์ก็ฟันธงว่า ถ้าให้หลวงเสี่ยโฮ้เข้าเคลียร์ รับรองวงไหนวงนั้น แตก ! ทั้งนี้ เพราะเจ้าคุณโฮ้เป็นคนโผงผาง เสียงดังแปดหลอด เหมือนเกจิอ้วน "น้ำฝน" แห่งวัดไผ่ล้อมนั้นแหละ ประมาณนั้น ขานั้นซ่าถึงกับจะจับ "พุทธะอิสระ" ตรวจฉี่ เลยโดนดี หลุดจากตำแหน่งมาจนเดี๋ยวนี้

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า มีการนำเอาเรื่องคุยในที่ลับไปไขในที่แจ้ง บอกนักข่าวให้รู้ทุกสถานี ว่ามีรายการ "ข่มขู่" จากพระผู้ใหญ่ ให้หลวงตาประยงค์ถอนหนังสือฟ้องร้องออกมา ไม่งั้นจะโดนปลด !

แค่คำว่า "ข่มขู่" มันดูไม่ดีในสายตาของประชาชน ยิ่งเป็นพระเป็นเจ้าแล้วไปขู่ใครเขา ก็คงไม่มีใครคิดว่าเป็นผู้ดี การไปคุยดีๆ แบบเจ้าคุณพิมพ์ และเจ้าคุณโฮ้ เพราะต้องการให้โอกาสแก่หลวงตาประยงค์ กลับกลายเป็นว่า "ข่มขู่" เป็นงั้นไป มันเขาตำรา "ทวงดีๆ ท้าตีท้าต่อย ทวงบ่อยๆ ท้าต่อยท้าตี" หลวงตาประยงค์รูปนี้ไม่ธรรมดา ขนาดอายุจะถึงร้อยแล้ว แต่ก็ยังมีพิษ เรียกได้เลยว่า เฒ่าสารพัดพิษ

ก็บอกแล้วไงว่า กรณีนี้น่ะ พระธรรมมังคลาจารย์ (หลวงตาประยงค์) ทำผิดจริยาพระสังฆาธิการเกินร้อย ที่ไปฟ้องร้องสมเด็จพระสังฆราช ต่อต้านมติมหาเถรสมาคม สมควรโดนปลด แต่สมเด็จสนิทกับเจ้าคุณธงชัยก็ยังมีเมตตา ให้เจ้าคุณพิมพ์กับเจ้าคุณโฮ้ต่อสายไปคุยหวานเย็นจนเป็นเรื่อง เรื่องน่าจะลงเอยด้วยดี ก็บานปลายไปอีก วันหลังถึงคิดจะปลดหลวงตาประยงค์ก็คงยาก เพราะนักข่าวไปตีหัวไว้เรียบร้อยแล้วว่า "มีรายการข่มขู่" ไพ่ในมือมันเหนือกว่าเห็นๆ แต่เล่นไม่เป็น เล่นไปเล่นมาปรากฏว่า ชิปหาย ไพ่ตายทั้งมือ

ถามว่า ต่อสายไปคุยกับหลวงตาประยงค์ทำไม ในเมื่อตอนจะยื่นหนังสือสังฆราช หลวงตาประยงค์ก็ไม่ได้ต่อสายมาคุยด้วย คนที่ไม่ให้เกียรติแก่ตัวเองจะไปให้เกียรติเขาทำไม เมื่อหลวงตาประยงค์ยื่นฟ้องโดยไม่เจรจา ก็ไม่ต้องเจรจากับหลวงตาประยงค์ มีอำนาจหน้าที่ปลดก็สั่งปลดไป ไม่มีการเจรจา โหดมาก็โหดไป นี่อะไร เขาออกอาวุธถีบหน้าตัวเองจนชา ยังยื่นมือขอเจรจากับเขาอีก ไม่เป็นมวยเลย !

 

 

เจ้าคุณเสนาะรีเทิร์น !

 

ถ้าเทียบฝีมือทางการเมืองแล้ว เรื่องโหดๆ ไม่มีใครสู้ "สาย อ.ย." ของเจ้าคุณเสนาะได้เลย ไม่ว่าจะเป็น "สมเด็จสมศักดิ์-เจ้าคุณเสนาะ-เจ้าคุณเอื้อน" พวกนี้นักเลง ว่าไม่ฟังก็ "ปลดมารดาเลย" ไม่ต้องต่อบทต่อกลอนอะไรทั้งสิ้น ปลดทีละเจ็ด เจ้าคุณเหนาะก็โชว์ลีลามาแล้ว ฮือฮายิ่งกว่าหัตถ์พระเจ้า เจ้าคุณธงชัยก็โดนปลดแถมแจ้งจับแทบกระอักเลือด เรื่องอำนาจนั้นเหนาะไม่เคยมีพี่มีน้อง แหมไม่น่าตายเลยเจ้าคุณเสนาะนี่ ถ้ายังอยู่ถึงวันนี้ คงนั่งฮาท้องแข็งอยู่ในกุฏิ ดูเจ้าคุณธงชัยไล่ควาย โดนควายขวิด ขี้โคลนเปรอะไปทั้งวัดสระเกศ

นี่ไง ไม่รู้ว่าใครเล่นสกปรก ระหว่างเจ้าคุณพิมพ์กับหลวงตาประยงค์ ?

 

 

หลวงตาประยงค์ รับตำแห่งเจ้าอาวาสวัดโสธรจากสมเด็จเกี่ยว ภายใต้การสนับสนุนของเจ้าคุณเสนาะ วันนี้เกาะเก้าอี้แน่นยิ่งกว่าตุ๊กแก

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค Siriwanna Jill : 31 กรกฎาคม 2560


 

ล้างตา !

เทียบคุณสมบัติระหว่าง

เจ้าคุณอมร กับ เจ้าคุณเก๋น

ใครเก๋ากว่าใคร ในตำแหน่ง เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

 

 

พระราชปริยัติสุนทร (อมร) : พระราชภาวนาพิธาน (เก๋น)

 

 

บรรทัด ต่อบรรทัด

 

ชื่อ พระราชปริยัติสุนทร
(เจ้าคุณอมร)
อมรภิรักษ์ ปสนฺโน

พระราชภาวนาพิธาน
(เจ้าคุณเก๋น)
สิริวัฒน์ สิริวฑฺฒโน

เกิด 1 เมษายน 2499 14 เมษายน 2504
บวชพระ 10 กุมภาพันธ์ 2520   1 กรกฎาคม 2532
อายุ 61 56
พรรษา 40 28
การศึกษา น.ธ.เอก ป.ธ.4 ศษ.บ., กศ.ม. น.ธ.เอก พธ.บ. (2552)
ผู้ช่วยเจ้าอาวาส 2531 2545
ตำแหน่งปกครอง 2542 : เจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา 2555 : รองเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา
สมณศักดิ์ 2546 พระปริยัติกิจวิธาน

2559 พระราชปริยัติสุนทร

2550 พระพิมลภาวนาพิธาน (วิ)

2555 พระราชภาวนาพิธาน (วิ)

 

เมื่อเกิดปัญหาว่าด้วย "คุณสมบัติ" ของผู้ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งมีการเรียนไปยังสมเด็จพระสังฆราช อ้างว่า พระที่ได้รับการแต่งตั้งนั้น "คุณสมบัติไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง" พร้อมกันนั้น ทางผู้ร้อง ก็ได้ให้สัมภาษณ์ออกสื่อ ว่าต้องการให้พระ "อีกรูปหนึ่ง" ซึ่งก็อ้างว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมกว่า ได้ขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัดแทน เพื่อให้คลายสงสัยว่า "ใคร" มีคุณสมบัติอย่างไร เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ในฐานะคนกลาง จึงขอนำเอา "คุณสมบัติ" ของสองเจ้าคุณ วัดโสธรวราราม มาเสนอต่อท่านผู้อ่าน เพื่อประกอบการพิจารณา ดังต่อไปนี้

ตามข้อมูลข้างต้นนั้น เบื้องแรกเลย ต้องไปดูกันที่ "อายุ-พรรษา" แบบว่าใครแก่ใครอ่อนกว่ากัน เพราะนั่นจะเป็น "จุดแรก" ที่เริ่มนับ "ความอาวุโส" ในทางพระธรรมวินัย ซึ่งเราจะเห็นว่า เจ้าคุณอมร (พระราชปริยัติสุนทร) นั้น ท่านเกิดก่อนเจ้าคุณเก๋น (พระราชภาวนาพิธาน) ตั้ง 5 ปี และบวชพระก่อนอีกตั้ง 12 ปี เพราะเจ้าคุณเก๋นบวชพระเอาตอนอายุ 28 ปีแล้ว เรื่องอายุพรรษา ถือว่า "เจ้าคุณอมร" กินขาด

ด้านการศึกษา : ปรากฏว่า เจ้าคุณอมร จบทั้ง นักธรรมเอก บาลีประโยค ป.ธ.4 และปริญญาโท (กศ.ม.) ขณะที่เจ้าคุณเก๋น จบเพียงนักธรรมเอก และ พธ.บ. อันเป็นระดับปริญญาตรีเท่านั้น

ต่อไปก็เรื่อง "ตำแหน่งภายในวัด" คือตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร ซึ่งเป็นการเริ่มนับ "อาวุโส" ในตำแหน่งพระสังฆาธิการของทั้งสองรูป ข้อมูลก็ระบุชัดว่า เจ้าคุณอมร ได้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร ในปี 2531 ขณะที่เจ้าคุณเก๋นได้เป็นในปี 2545 เรียกว่าเริ่มรับราชการหลังเจ้าคุณอมรไปนานถึง 14 ปี เลยทีเดียว

ด้านหน้าที่การงาน : เจ้าคุณอมร เป็นเลขานุการเจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 (เจ้าคุณเก๋นยังไม่บวชพระ) ตกปี 2531 จึงได้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร ก่อนเจ้าคุณเก๋นบวชตั้ง 1 ปี ถึงปี 2540 เจ้าคุณอมรก็ได้เป็น "เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา" และปี 2541 จึงได้เป็นรองเจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ก่อนจะขึ้นเป็นเจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทราในปี 2542 และปี 2546 ก็ได้เป็นพระอุปัชฌาย์วิสามัญ

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 เจ้าคุณอมร ได้เป็นครูใหญ่โรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดโสธรวราราม จนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งในปี 2536 เจ้าคุณเก๋น เพิ่งเรียนจบ นักธรรมชั้นเอก ในนามสำนักเรียนวัดโสธรวราราม ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของพระอาจารย์ใหญ่ "เจ้าคุณอมร" นั่นเอง จะว่าเจ้าคุณเก๋นเป็นลูกศิษย์เจ้าคุณอมร ก็ว่าได้ไม่ผิด

ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา เจ้าคุณอมร ได้เข้าไปเป็นแกนนำ ในการขยายห้องเรียน มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ในวัดโสธร แบบว่ายกระดับวัดโสธรจากระดับมัธยมสู่อุดมศึกษา จนกระทั่งได้เป็น "ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์พุทธโสธร มจร. จังหวัดฉะเชิงเทรา" อย่างเต็มตัว มาจนกระทั่งปัจจุบัน กล่าวได้ว่า เจ้าคุณอมร เป็นนัมเบอร์วัน ในสายการศึกษาสงฆ์ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา หรือในภาคอีสานด้วยซ้ำไป จึงได้รับโปรดเกล้าฯ เลื่อนสมณศักดิ์เป็น "พระราชปริยัติสุนทร" บ่งความหมาย "ปริยัติสุนทร" ซึ่งแปลว่า "ผู้มีความดีงามด้านพระปริยัติธรรม" ตรงๆ เลย ซึ่งถ้าเทียบคุณสมบัติกับวัดอื่นๆ แล้ว เจ้าคุณอมรควรได้ขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 12 ด้วยซ้ำไป เพราะมีผลงานเอกอุ ดูอย่างพระในรุ่นใกล้เคียงกัน เช่น เจ้าคุณฤทธิ์ วัดตากฟ้า นครสวรรค์ ได้เป็นรองเจ้าคณะภาค 4 สมณศักดิ์ชั้นเทพ เจ้าคุณสุทัศน์ วัดโมลีโลกยาราม ได้เป็นพระเทพปริยัติโมลี ตำแหน่งรองภาค 9 เจ้าคุณอุทัย วัดสร้อยทอง เป็นรองภาค 11 แต่แค่ตำแหน่ง "เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา" เจ้าคุณอมรยังไปไม่ถึง เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ดูแต่หลวงตาประยงค์สิ จากหลวงตาแก่ๆ วัดท่าสะอ้าน ข้ามห้วยมากินวัดโสธร ไม่ถึงสิบปี ติดปีกเป็น "ชั้นธรรม" ไปแล้ว ถ้าเจ้าคุณอมรได้เป็นเจ้าอาวาสวัดโสธรในตอนนั้น ก็คงไม่ต่ำกว่าชั้นธรรมเป็นแน่

แน่นอนว่า "ตอนนั้น" คือในปี 2547 นั้น เจ้าคุณอมร ถือได้ว่ามีอาวุโสเป็น "อันดับที่สอง" รองจากเจ้าคุณสุดใจ (พระราชสิทธิวิมล-พระเทพสิทธิโสภณ) รองเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม และรองเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีลำดับพระเถระในวัดโสธร ดังนี้

1. พระราชมงคลวุฒาจารย์ (สุธีร์ สุนฺทโร) อายุ 87 พรรษา 66 ตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม

2. พระราชสิทธิวิมล (สุดใจ กนฺตจารี) อายุ 73 พรรษา 48 ตำแหน่ง รองเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม

3. พระปริยัติกิจวิธาน (อมรภิรักษ์ ปสนฺโน) อายุ 50 พรรษา 29 ตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม

 

 

แต่แล้วปลายปี 47 ก็เกิดวิกฤติการณ์ขึ้นในวัดโสธร เมื่อ พระราชมงคลวุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดโสธร ต้องมรสุมอย่างแรง เรื่องสร้างเขื่อนหน้าวัด พระพรหมสุธี (เจ้าคุณเสนาะ) วัดสระเกศ เจ้าคณะภาค 12 กรรมการ มส. ถือโอกาสลงมาคุมสถานการณ์ จากนั้นจึงชงเรื่องให้ มส. "ปลดเจ้าอาวาสวัดโสธร" โดยอ้างว่า พระราชมงคลวุฒาจารย์ อายุมาก ทำงานไม่ไหว ส่งผลให้พระราชมงคลวุฒาจารย์ล้มป่วย และถึงแก่มรณภาพลง ณ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2551 แต่การเมืองเรื่องอำนาจในวัดโสธรก็ยังคงดำเนินต่อไป

 

 

ในขณะเดียวกันก็มีกระแสข่าวว่า "มีการแซะเก้าอี้เจ้าอาวาสวัดโสธร โดยคนภายในวัด" ซึ่งสายตาทุกคู่จ้องไปที่ "เจ้าคุณสุดใจ-พระราชสิทธิวิมล" ในฐานะรองเจ้าอาวาส หากหลวงพ่อพระราชมงคลวุฒาจารย์มีอันเป็นไป เจ้าคุณสุดใจก็ต้องได้เป็นเจ้าอาวาส แต่เมื่อต้องคำครหาเช่นนั้น ถึงเจ้าอาวาสจะโดนปลดออกไป เจ้าคุณสุดใจก็ไม่กล้าเป็น ส่งผลให้ "เจ้าคุณเสนาะ" เจ้าคณะภาค 12 ต้องลงมารักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธรเอง โดยเจ้าคุณสุดใจก็คงจะหวังใจอยู่ลึกๆ ว่า ถ้าสามารถเคลียร์ข้อครหาได้ ตัวเองก็คงจะได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดโสธรอย่างไร้ข้อครหา แต่ปรากฏว่าวาสนาไม่ถึง เพราะถึงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2549 เจ้าคุณสุดใจก็ได้ถึงแก่มรณภาพกะทันหัน ส่งผลให้แคนดิเดทในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสธรตกอยู่แก่ "เจ้าคุณอมร" ในทันที

แต่เจ้าคุณเสนาะก็ยังคงรักษาการเรื่อยมา โดยไม่มีวี่แววว่าจะหาเจ้าอาวาสองค์ใหม่มาดำรงตำแหน่งอย่างเต็มตัว จนกระทั่งในปี 2552 เจ้าคุณเสนาะรักษาการวัดโสธรครบ 5 ปี ไม่มีสิทธิ์เป็นต่อไปอีก เพราะระเบียบกำหนดไว้แค่ 5 ปีเท่านั้น นั้นจึงเป็นการ "เปิดศึกยกใหม่" ในวัดโสธร เพราะเจ้าคุณเสนาะไม่ยอมปล่อยวาง

ดังกล่าวแล้วว่า เมื่อสิ้นเจ้าคุณสุดใจไปนั้น เจ้าคุณสมศักดิ์ (เปลี่ยนชื่อเป็นอมรภิรักษ์) ถูกจัดอยู่ใน "อันดับหนึ่ง" ซึ่งจะต้องได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม ตามครรลองคลองธรรม แต่กลับปรากฏว่า เจ้าคุณเสนาะกับเจ้าคุณประยนต์ (พระธรรมปริยัติมุนี) เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราในสมัยนั้น ได้ไปนิมนต์ "เจ้าคุณประยงค์-พระพิพิธกิจจาภิวัฒน์" จากวัดท่าสะอ้าน ตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอบางปะกง อายุ 84 ปี ให้ข้ามห้วยมาเป็นเจ้าอาวาสวัดโสธร ถึงตอนนี้แหละ ที่เจ้าคุณอมร พร้อมด้วยพระเณรส่วนใหญ่ในวัดโสธร ไม่ยินยอมให้เจ้าคุณเสนาะยึดวัดโสธร จึงตั้งป้อมค้าน โดยการนำพระภิกษุสามเณรไปประท้วงถึงห้องประชุม มส. ที่พุทธมณฑล เลยโดนเจ้าคุณเสนาะ "ชง มส." สั่งปลดระนาว เป็นกรณีประวัติศาสตร์ เพราะพระผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร ถูกคำสั่งมหาเถรสมาคม "ปลด" พร้อมกันถึง 7 รูป แต่กลับปรากฏว่า บรรดาผู้ช่วยทั้ง 7 ไม่มีใครท้อ ต่างก้มหน้ารับคำสั่ง มส. กอดคอกับรับกรรมต่อไป โดยไม่มีใครหักหลังใคร ทุกคนยอมตายด้วยกัน !

ในช่วงที่เจ้าคุณเสนาะเข้ามารักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามนั้น เริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นหลายอย่าง ที่เห็นเด่นชัดก็คือ มีการนำเอา "กล้วยไม้" เข้ามาวางจำหน่ายภายในวัด เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ซื้อไปบูชาหลวงพ่อโสธร โดยก่อนหน้านั้นทางวัดนิยมใช้ "ดอกบัว" และเป็นที่รู้กันดีว่า กล้วยไม้เจ้าใหม่นั้น มาจากสวนซึ่งเป็นเครือญาติของเจ้าคุณเสนาะ รักษาการเจ้าอาวาสนั่นเอง ถึงต่อมา หลวงตาประยงค์จะเข้ามาเป็นเจ้าอาวาสแล้ว ก็ไม่เห็นพูดอะไร ปล่อยให้เสนาะกินไปเท่าไหร่ ทีนี้ เมื่อเจ้าอาวาสไม่พูด พระเณรอื่นๆ รูปไหนใครจะกล้า

(เจ้าคุณเสนาะ เป็นบุคคลที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์-เกี่ยว วัดสระเกศ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในสมัยนั้น ไว้วางใจที่สุด และเป็นทายาทในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศสืบต่อจากสมเด็จเกี่ยวด้วย โดยทั้งนี้ สู้กับเจ้าคุณเสนาะก็คือสู้กับสมเด็จเกี่ยว หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ดีๆ นี่เอง เห็นได้ชัดจากกรณี "ปลด 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร" ซึ่งสาธุชนได้เห็น ถึงจะสงสารน้ำตาไหล แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเกรงอำนาจสูงสุดของทางสงฆ์)

สรุปว่า หลวงตาประยงค์ เมื่อได้เป็นเจ้าอาวาสวัดโสธร เพราะเจ้าคุณเสนาะ ก็ตอบแทนบุญคุณด้วยการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยให้กล้วยไม้เข้ามาแทนที่ดอกบัว

 

 

เจ้าคุณเก๋น ติดตามเจ้าคุณเสนาะ ไปช่วยงานที่วัดสระเกศ

 

และถ้าสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่า ในช่วงที่เจ้าคุณเสนาะเข้ามารักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธรนั้น (พ.ศ.47-52) ต่อเนื่องมาจนถึงหลวงตาประยงค์เข้ามาดำรงตำแหน่ง ในปี 53 เรื่อยมาจนถึงปี 57 วัดโสธรมีดาวดวงใหม่เกิดขึ้น นั่นคือ พระครูเก๋น ได้เข้าไปถวายตัวรับใช้ใกล้ชิดเจ้าคุณเสนาะ โดยเฉพาะด้านนวกรรมการก่อสร้าง เป็นที่โปรดปรานของเจ้าคุณเสนาะ ได้เสนอให้พระครูเก๋นเป็นเจ้าคุณพระพิมลภาวนาพิธาน ในปี 2550 ตกปี 2555 ก็เลื่อนขึ้นเป็นชั้นราช ที่พระราชภาวนาพิธาน ควบตำแหน่ง "รองเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา" อีกเก้าอี้หนึ่ง ซึ่งถ้าหากไม่มีอะไรพลิกผัน หมายความว่า ถ้าเจ้าคุณเสนาะยังมีอำนาจอยู่ถึงวันนี้ ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราก็แน่แช่แป้งว่าต้องเป็นของ "เจ้าคุณเก๋น" หนึ่งเดียวคนนี้ โปรดสังเกตด้วยว่า เวลาขึ้นดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดนั้น เจ้าคุณเก๋นก็มิได้ผ่านตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอมาก่อน จู่ๆ ก็พรวดขึ้นเป็นรองจังหวัดเลย

เรื่องสายสัมพันธ์ เมื่อหลวงตาประยงค์คนของเจ้าคุณเสนาะ ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดโสธร และเจ้าคุณเก๋นก็เป็นคนโปรดของเจ้าคุณเสนาะ ทั้งสองจึงถือว่าสังกัดค่ายเดียวกัน เจ้าคุณเก๋นก็หนุนหลวงตาประยงค์ๆ ก็หนุนเจ้าคุณเก๋น เป็นปี่เป็นขลุ่ย ขณะที่เจ้าคุณอมรนั้นก็เป็น "คู่แข่ง" กับหลวงตาประยงค์ แถมยังนำเอาพระเณรออกมาคัดค้านผ่าน มส. มาก่อน มันคนละขั้วเห็นๆ

 

 

อีกด้านหนึ่งของแม่น้ำบางปะกง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรทั้ง 7 รูป นำโดยพระปริยัติกิจวิธาน (อมรภิรักษ์) ที่ถูกคำสั่งพักงานนั้น ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไปเรื่อยๆ ไม่เคยออกมาเรียกร้องอะไรอีก คงรอให้ผลกรรมตามทันใครบางคนเอง โดยเฉพาะเจ้าคุณอมรนั้น ได้ทุ่มเทให้แก่การศึกษา จนกระทั่งสำนักเรียนวัดโสธรทำสถิติสอบได้เป็น อันดับที่ 1 ของประเทศไทย ในปี พ.ศ.2553 ชนะแม้กระทั่ง "วัดพระธรรมกาย" อันยิ่งใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในประเทศ !

และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง วันที่ฟ้าเปิด ภาษาอีสานเรียกว่า กบคายเดือน หรือราหูคายจันทร์

วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2556 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มรณภาพ เจ้าคุณเสนาะ-พระพรหมสุธี เจ้าคณะภาค 12 ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศแทน

กลางเดือนสิงหาคม พ.ศ.2557 เจ้าคุณเสนาะ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ สั่งยึดอำนาจการดูแลภูเขาทองของเจ้าคุณธงชัย (พระพรหมสิทธิ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เจ้าคณะภาค 10 เลยเกิดมหกรรม "แฉสิ้นไส้" เจ้าคุณเสนาะ ไล่ตั้งแต่ภูเขาทองไปยันแม่น้ำบางปะกง อันตรายที่สุดก็คือ โกงเงินงานศพสมเด็จเกี่ยว ที่วัดสระเกศขอรัฐบาลมา 67 ล้านบาท แต่กลับมีรายการจ่ายที่ซ้ำซ้อน เข้าข่ายทุจริตเงินหลวง เป็นคดีอาญา ไม่สามารถยอมความได้ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง) ได้เข้าตรวจสอบ ก่อนจะส่งเรื่องให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ ถ้าศาลรับฟ้อง เจ้าคุณเสนาะก็ต้องโดนจับสึก ผ้าเหลืองหลุด

เรื่องราวทั้งคาวและหวานของเจ้าคุณเสนาะมะรุมมะตุ้มอยู่นานหลายเดือน ตกวันที่ 14 มกราคม 2558มเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้ออกคำสั่ง "ปลด" เจ้าคุณเสนาะ ออกจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม หลังจากนั้น ตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดสระเกศ-เจ้าคณะภาค 12 - ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ" ก็หลุดเป็นยวง

ในปลายเดือนสิงหาคม 2557 เริ่มมีเสียง "ทวงความชอบธรรม" คืนให้แก่ 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธร ที่ถูกเจ้าคุณเสนาะสั่งพักงานอย่างไม่มีกำหนด

30 ต.ค. 57 มหาเถรสมาคม ได้พิจารณาอธิกรณ์ของผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม ทั้ง 7 รูป ประกอบด้วย

1. พระปริยัติกิจวิธาน (อมรภิรักษ์)

2. พระครูโสภณสรกิจ (วิรัตน์)

3. พระครูภาวนากิจพิลาส (บุญยิ่ง)

4. พระครูปริยัติปัญญาธร (ปรีดี)

5. พระครูศรีปริยัติวิมล (เอื้อ)

6. พระมหาปรีชา เตชวัณโณ

7. พระครูสุตภาวนาพิธาน (สันติภัทร)

โดยพระพรหมเวที (สนิท) วัดไตรมิตร เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ได้แจ้งแก่มหาเถรสมาคมว่า "บรรดาผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรทั้งเจ็ดรูป ที่ถูกพักงานมานานกว่า 3 ปีนั้น ถึงจะถูกสั่งพักงาน แต่ก็ยังคงสนองงานคณะสงฆ์ด้วยดีเสมอมา โดยเฉพาะทางด้านการศึกษา จึงเห็นว่าสมควรแก่โทษานุโทษ เพราะโทษที่กระทำไปนั้น เป็นความผิดไม่ร้ายแรง จึงเพียงแค่ตำหนิเท่านั้น" โดยทั้งนี้ มส. นอกจากจะนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรทั้ง 7 รูปแล้ว ก็ยังให้คืนเงินนิตยภัตย้อนหลังตั้งแต่เริ่มอีกด้วย

12 สิงหาคม 2559 วันแม่แห่งชาติ มหาเถรสมาคม ได้พิจารณา "ปูนบำเหน็จ" ให้แก่ พระปริยัติกิจวิธาน (อมรภิรักษ์ ปสนฺโน ป.ธ.4 นธ.เอก) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นที่ พระราชปริยัติสุนทร

20 กรกฎาคม 2560 มหาเถรสมาคม ได้พิจารณาเห็นชอบตามที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยาราม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เสนอให้ "พระราชปริยัติสุนทร-อมรภิรักษ์ ปสนฺโน" วัดโสธรวราราม เจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

ทีนี้ ถ้าเทียบ "คุณสมบัติ" และ "ผลงาน" ระหว่าง เจ้าคุณอมรภิรักษ์ กับ เจ้าคุณเก๋น แล้ว ย่อมจะเห็นได้ว่า เจ้าคุณอมรภิรักษ์กินขาด อาวุโสทั้งเรื่องอายุ พรรษา วิทยฐานะ ประสบการณ์ รวมทั้งผลงาน ไม่ว่าจะภายในและภายนอกวัด การที่เจ้าอาวาสวัดโสธรออกมาคัดค้านไม่ให้เจ้าคุณอมรขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัดนั้น ถ้าไม่ใช่เพื่อให้เจ้าคุณเก๋นคนของตัวเองได้เป็นแล้ว ถามว่าเพื่ออะไร หลวงตาประยงค์พยายาม "ข้าม" คุณสมบัติของเจ้าคุณอมรไป เพราะเห็นว่าได้เปรียบเจ้าคุณเก๋นอย่างที่เรียกว่าทิ้งห่าง จึงหันไปอ้าง "มติ มส." ที่สั่งพักงานเจ้าคุณอมรแทน ทั้งๆ ที่ มส. ก็ย่อมจะรู้ดีกว่าหลวงตาประยงค์ด้วยซ้ำไป เพราะเป็นผู้สั่งพักงานและสั่งให้พ้นมลทินแก่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสทั้ง 7 แถมยังเลื่อนสมณศักดิ์ให้แก่เจ้าคุณอมรเมื่อปี 59 ที่ผ่านมาอีกด้วย

ถ้าจะอ้างว่า เจ้าคุณอมร ไม่เคยเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดมาก่อน จึงไม่เหมาะสมขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัด และเพราะมีเจ้าคุณเก๋นเป็นรองจังหวัดอยู่ก่อนแล้ว ดังนี้

แบบนี้ก็ต้องย้อนไปดูประวัติของเจ้าคุณเก๋นบ้าง ว่าตอนที่เจ้าคุณเสนาะหนุนให้ขึ้นเป็นรองจังหวัดนั้น ท่านมีคุณสมบัติครบถ้วนหรือเปล่า เช่น เคยเป็นเจ้าคณะอำเภอมาก่อนหรือไม่ ก่อนจะข้ามหัวเจ้าคณะอำเภอทั่วจังหวัดขึ้นเป็นรอง แล้วอ้าง "อาวุโส" ตอนเริ่มเป็นรองจังหวัดนี่เอง  (ทำให้ได้เปรียบเจ้าคุณอมร) กล้าพูดได้ว่า เจ้าคุณเก๋นได้เป็นรองจังหวัด ก็เพราะอ้างว่า "ผู้ใหญ่เห็นชอบ" เหมือนกันแหละ

และดูความจริงได้เลยว่า เจ้าคุณอมร เป็นเจ้าคณะอำเภอตั้งแต่ปี 42 แต่เจ้าคุณเก๋นไม่เคยเป็นอำเภอเลย พอถึงปี 55 จู่ๆ เจ้าคุณเก๋นก็กระโดดขึ้นเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดเลย ข้ามอาวุโสเจ้าคุณอมร ซึ่งเป็นเจ้าคณะอำเภอมาก่อนตั้ง 13 ปี นี่คือความจริง ซึ่งเป็นสิ่งไม่ตาย ถ้าจะตั้งข้อหาว่า เจ้าคุณอมรข้ามเจ้าคุณเก๋น ก็เห็นจะต้องบอกว่า ก็เจ้าคุณเก๋นนั่นแหละตัวดี ข้ามหัวเจ้าคุณอมรเขาก่อน ตอนที่ตัวเองข้ามเขาก็เงียบ แต่พอถูกเขาข้ามมั่งก็โวยวาย แบบนี้นะหรือจะมาเป็นเจ้าคณะจังหวัด

พิจารณาตามน้ำตามเนื้อแล้ว คุณสมบัติของสองเจ้าคุณในจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในปัจจุบัน ท่านผู้อ่านผู้มีวิจารณญาณและมีใจเป็นธรรม ก็คงพอมองออกว่า พระรูปใด เหมาะสมสำหรับตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ?

บทส่งท้าย : ในเกมแห่งอำนาจนั้น มีได้ย่อมมีเสีย มีแพ้ย่อมมีชนะ ในเวลาที่เจ้าคุณเสนาะได้เป็นใหญ่ บรรดาพรรคพวกของเจ้าคุณเสนาะอยากได้อะไรก็ได้ แต่เวลานี้ไม่มีเสนาะแล้ว บรรดาผู้ที่เคยได้ก็ต้องทำใจ เหมือนกลุ่ม 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรเคยทำใจมาแล้ว การสู้นั้นก็ต้องมีกติกามารยาท และมีสปิริต ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองได้ และยินดีในสิ่งที่คนอื่นได้ จึงจะได้ชื่อว่ามีคุณธรรมน้ำใจอยู่บ้าง เจ้าคุณเก๋นเอง ก็อบรมวิปัสสนาผ่านมาแล้วมิใช่หรือ สมณศักดิ์ที่ได้ก็มี "วิ" ต่อท้ายด้วยทุกชั้น การันตีว่ามีความรู้ทางด้านกรรมฐานระดับครูบาอาจารย์ แต่แค่โลกธรรม 8 เหตุไฉนท่านยังไม่แจ้ง ?

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 29 กรกฎาคม 2560


ห้ามสังฆราช !

ไพศาล พืชมงคล เห็นผิดแผน ส่งสัญญาณด่วน

อย่าเพิ่งให้สังฆราชวินิจฉัย

ในกรณีหนังสือร้องเรียนตั้ง จจ.ฉะเชิงเทรา

อ้างว่าเป็นแผนยึดอำนาจสังฆราช

เหมือนสมัยพระญาณสังวร !

 

 

อา..บบนี้ท่านเรียกว่า "ติดกับดักตัวเอง" ฮ่ะ เพราะว่าเรื่องมันเริ่มมาจาก "ฝ่ายตรงข้าม" กับกรรมการ มส. ซึ่งเขาก็ประชุมกันดีๆ ผ่านมติกันอย่างเงียบๆ แต่มีคนทำให้ไม่เงียบ เล่นกันลามปามถึงสมเด็จพระสังฆราชไปโน่น แบบว่าดึงฟ้าต่ำ พอเห็นท่าว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย ก็เลยต้อง..พักรบ เอาไว้ก่อน

สิ่งที่ไพศาลเห็นว่า "เข้าอีหรอบเดิมกับธัมมชโย" ก็คือ "หลวงเสี่ยจำนงค์" วัดสัมพันธวงศ์ ธรรมยุตนอกคอกเพียงพระหน่อเดียว ในตำแหน่งโฆษกมหาเถร ได้ออกมาการันตี "มติ มส." เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา ว่าการตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น ถูกต้องทุกประการ แปลว่า แม้แต่พระสังฆราชก็แก้ไม่ได้ จะแก้ได้ไง ในเมื่อมันถูกต้องแล้ว สมทบด้วย "สมเด็จสนิท" วัดไตรมิตร ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ผู้มีอำนาจโดยตรง ก็ฟันธงชัดเจนว่า มตินี้ไม่มีปัญหา เห็นชัดว่า กรรมการ มส. ที่เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น สมานฉันท์กันดี ไม่มีใครเสียงแตกเลย แต่ถ้าสมเด็จพระสังฆราชไม่เอากับ มส. ก็อาจจะแยกพระองค์ไปเพียงลำพัง เหมือนสมเด็จพระญาณสังวรในอดีต นี่แหละ ไพศาลมองเกมทะลุไปไกล เลยรีบออกมาตะโกนบอกพวกเดียวกันว่า "อย่าเพิ่งขอให้พระสังฆราชทรงวินิจฉัย ไม่งั้นเข้าทางพวกนั้นแน่"

แต่วันสองวันที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า มีการตั้งเป้าเข้าเจาะมหาเถรสมาคมให้แตกเป็น 2 เสี่ยง โดยใช้วิธีการทุกรูปแบบ ตั้งแต่ให้สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้กรรมการ มส. โดยแต่งตั้ง "ลาออก" โดยพร้อมเพรียงกัน แล้วทรงพิจารณาแต่งตั้งกรรมการใหม่เข้าไปแทนทั้งชุด ไปจนถึงการใช้ไฟแรง ให้นายกรัฐมนตรี ใช้ ม.44 "สั่งปลด" กรรมการ มส. โดยแต่งตั้งทั้งหมด แล้วเปิดทางให้สมเด็จพระสังฆราช ทรงตั้งกรรมการชุดใหม่เข้าไปแทนเช่นกัน นี่คือแผนรุกฆาตทางฝ่ายต่อต้านกรรมการ มส. สายธรรมกาย

ส่วนอีกฝ่ายก็มีแผนเด็ดเช่นกัน นั่นคือ รุกไล่ไข่ดาวของรัฐบาล อันได้แก่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. ให้จนตรอก เข้าวัดไม่ได้ เข้าประชุม มส. ก็ไม่ได้ จะมีรายการ "อภิปรายไม่ไว้วางใจ" จากสายธรรมกาย อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ตอนนี้ก็มีมติ มส. ให้พงศ์พรต้องทำรายงานชี้แจงเรื่องเงินทอนวัดและเงินพระปริยัติธรรมแล้ว ไล่พงศ์พรพ้น มส. ได้วันไหน ก็เท่ากับไล่รัฐบาล ไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการของ มส. ในวันนั้น ทางใครก็ทางมัน เป็นยุทธการ "แบ่งแยกแล้วปกครอง" อย่างชัดเจน

บังเอิญว่า มีมติ มส. เรื่องตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราออกมาพอดี ก็เลยเป็นชนวนชั้นดี ให้ฝ่าย "ไพศาล-พุทธะอิสระ-พงศ์พร" นำไปต่อกลอนถึงวัดราชบพิธ กะจะปลิดชีพกรรมการ มส. ฝ่ายธรรมกาย ให้ตายทั้งรัง แต่ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายตั้งรับเป็นแผง การจะดันพระสังฆราชให้ชนกรรมการ มส. ก็เลยต้องชะงัก เพราะมันจะได้ไม่คุ้มเสียดังกล่าว เรื่องตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา จึงมิใช่เป้าหมายใหญ่ แต่เป็นเพียงเหยื่อชิ้นเล็กๆ ที่วางไว้ล่อให้ใครติดกับ ถ้าเป้าหมายรู้ทันไม่ยอมตะครุบเหยื่อ ก็ต้องเปลี่ยนแผน เปลี่ยนเหยื่อไปเรื่อยๆ

ดังนั้น นอกจากเรื่องตรวจบัญชีวัดแล้ว วันนี้ ฝ่ายผู้มีอำนาจทางบ้านเมือง ก็ยังรุกเข้าไปถึงขั้นที่ว่า ต้องทำการ "ล้างบาง" กรรมการ มส. สายธรรมกาย ให้หมดไปจากพุทธมณฑล ส่วนว่าใครเป็นกรรมการ มส. สายธรรมกายบ้าง เขาเขียนชื่อใส่บัญชีธนาคารไว้หมดแล้วล่ะ รอคิดดอกเบี้ยทีเดียว รับรองว่าเกลี้ยงทั้งบัญชี ยิ่งกว่ายึดทรัพย์ยิ่งลักษณ์

ที่สังเกตเห็นได้จากบทความของ "ไพศาล" ล่าสุด ก็คือ มีความพยายาม นำเอา "สมเด็จพระสังฆราช" ลงมาชนกับกรรมการมหาเถรสมาคม เพื่อหวังจะสร้างกระแสให้รัฐบาลจัดการ ใช้ ม.44 สั่งปลดกรรมการ มส. โดยแต่งตั้งทั้งชุด แต่ครั้นเห็นว่าไม่เป็นไปตามแผน ก็เลยตะโกนบอกกันลั่นทุ่งว่า "อย่าเพิ่งให้สังฆราชวินิจฉัย" ทำราวกับว่า สังฆราชเป็นคนใช้ของตัวเอง อยากจะร้องเรียนเมื่อไหร่ เรื่องอะไรก็ได้ อยากให้วินิจฉัยก็เร่งให้วินิจฉัย ไม่อยากให้วินิจฉัยก็บอกให้ไม่ต้องวินิจฉัย เห็นไส้เห็นพุงกันในวันนี้เอง ว่าใครกันที่..ดึงฟ้าต่ำ !

ว่าโดยภาพรวมของสถานการณ์วันนี้ก็คือ น่าจะมีการประนีประนอมทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายนอก มส. ก็คงปล่อยให้มติ มส. แต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรามีผลไปก่อน เพราะยังไงก็ต้องเอาพงศ์พรไว้ก่อน ไม่งั้นโดนพระไล่พ้นพุทธมณฑลแน่ ถึงตอนนั้นจะเอาใครไปตรวจบัญชีวัด ส่วนฝ่ายกรรมการ มส. ก็คงจะยอมอ่อน ไม่รุกราน "พงศ์พร" เหมือนที่ขู่เอาไว้ เพราะเล่นพงศ์พรก็เท่ากับเล่นบิ๊กตู่ซึ่งมี ม.44 อยู่ในมือ สามารถโละกรรมการ มส.ได้ มันก็ไม่คุ้ม สุดท้าย เกมจึงต้องออกที่..คุมเชิง กันต่อไป

 

 

 

ไอ้เสือถอย..!

ไพศาล พืชมงคล
กุนซือ
ของฝ่ายตรงข้ามกับธรรมกาย

 

 


เมื่อครั้งสมเด็จพระญาณสังวรฯ

มีการกบฏต่อพระบัญชาที่ให้สึกธัมมชโย ที่มีพระวินิจฉัยว่าเป็นปาราชิก ทรงมีพระลิขิตให้จัดการเรื่องนี้ถึง 3 ฉบับ


พวกนั้นอ้างว่า

1. ไม่ใช่พระบัญชาไม่มีผลตามกฎหมายแต่เป็นแค่พระลิขิต

2. เป็นพระลิขิตปลอม (ตอนนี้ทรงมีพระลิขิตออกมาถึง 3 ฉบับ)

3. ให้เจ้าคณะตำบลไปสอบธัมมชโยก่อน

(หลังจากนั้น สมเด็จพระสังฆราช จึงมีพระลิขิต เป็นฉบับที่ 4 ว่า ต่อไปนี้จะไม่ทรงเข้าประชุม และไม่ทรงเสวนาด้วยตลอดพระชนม์ชีพ)

4. ขอเลื่อนสมณศักดิ์ให้ธัมมชโยทั้งที่เป็นปาราชิก อ้างว่าทำตามขั้นตอน แล้วไม่เข้าไปรับพระราชทาน แต่เอาไปมอบให้ธัมมชโยถึงที่ พร้อมกับข่าวมอบพระพุทธรูปทองคำ 1 ตันตอบแทน

5. เกือบทั้งก๊วนร่วมงานรับเงินจากธัมมชโย รับรองว่าธัมมชโยสอนถูก จนถึงวันนี้ชัดเจนว่า เป็นการลวงโลกขายสวรรค์ฉิบหายกันทั้งเมือง คนเฒ่าคนแก่ข้าราชการบำนาญถูกโกงทั้งเมืองจนมีคดีเกือบพันเรื่องฉิบหายกันหลายหมื่นล้าน

6. สมคบกับพวกหัวดำหัวโด่ ยึดอำนาจสมเด็จพระสังฆราช ในขณะที่พระองค์กำลังประทานรางวัลแก่เด็กนักเรียน ในโบสถ์วัดบวร

7. โกหกใส่ร้ายว่า สมเด็จพระสังฆราชประชวรหนัก ทรงงานไม่ได้ ทั้งที่ทรงแข็งแรงทรงงานได้ (ทรงประชวรภายหลัง) ดังเช่น พล.อ.ชวลิต ขอพระกรุณาช่วยตรวจสอบหนังสือวิมุตตะมิติ เพื่อพิมพ์ถวายเป็นพระราชกุศล ครั้งทรงครองสิริราชสมบัติ 60 ปี หนังสือนี้ยาวมาก เป็นเรื่องหนักมาก ขนาดสมเด็จพระมหาวีรวงศ์วัดชนะ ตอนนั้นท่านบอกว่า "หนังสือหนักมากต้องสมเด็จญาณจึงตรวจได้" สมเด็จพระสังฆราชทรงใช้เวลาตรวจถึง 60 วัน ก็ทรงอนุโมทนาและทรงประทานพระวรธรรมคติ หนังสือนี้ผมเป็นผู้เขียน ผมจึงยืนยันได้ว่าทรงแข็งแรงทรงงานได้ เรียกว่าปล้นพระอำนาจกันกลางแดด

8. ครั้นสมเด็จพระญาณสังวรฯสิ้นพระชนม์ ก็วางแผนลักหลับกลางดึก จากนั้นก็ลงมติตั้งสังฆราชกันเฉย และว่าจบแล้วอ้างว่านายกเป็นแค่ไปรษณีย์ ต้องลงนามกราบบังคมทูลแต่งตั้งอย่างเดียว

9. คราวนั้นผมสวนทางโซเชี่ยลนี่แหละว่า นายกไม่ใช่ไปรษณีย์ และเตือนอย่าเอามติผิดกฎหมายไปทูลเกล้า เรื่องจึงชะงักจนแผนร้ายพังพินาศวายวอด

ทำได้ถึงขนาดนี้ กับแค่ตั้งเจ้าคณะจังหวัดก็สบายบรื๋อ มันไม่ใช่แค่เรื่องตั้งเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งผมไม่สนเรื่องแย่งอำนาจระดับนี้ แต่นี่มันเป็นเรื่องแผนร้ายแผนเดิม  แผนก๊วนเดิมใช้ข้างมากยึดอำนาจสมเด็จพระสังฆราช ซ้ำรอยเดิมที่เริ่มอีกแล้ว

คราวนี้เป็นตายประชาชนไม่ยอมเด็ดขาด ผิดชอบชั่วดีเห็นกันอยู่ชัดๆ อย่าบังคับใจประชาชนให้ทำเรื่องที่ไม่อยากทำเลย


อย่าปล่อยให้พวกเหล่านี้ปล้นพระอำนาจสมเด็จพระสังฆราชซ้ำอีกเลย

สังฆมณฑล เศร้าหมองมานานกว่า 12 ปีแล้ว ก็แค่รัฐมนตรีกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช มีพระบัญชาให้กรรมการมหาเถรที่ตั้งกันเองออกจากตำแหน่ง เพื่อให้สมเด็จพระสังฆราชทรงตั้งกรรมการที่เหมาะสมถูกต้อง เป็นกรรมการแทน แล้วรัฐมนตรีลงนามสนองพระบัญชา การบริหารจัดการมหาเถรสมาคม ก็จะเป็นที่ตั้งของความเชื่อถือศรัทธาสืบไป


นำพาประเทศชาติศาสนากันบ้างสิครับ

 

ไพศาล พืชมงคล

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค ไพศาล พืชมงคล : 29 กรกฎาคม 2560


มติ มส. ถูกต้อง !

กรรมการ มส. สองนิกาย ประสานเสียง

ทุกอย่างโปร่งใส ไม่ต้องทบทวน !

 

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตร

เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กับเผือกร้อน..วัดโสธรวราราม

"เดี๋ยวอาตมาจะไปกราบทูลพระสังฆราชเอง"

 

พระพรหมสิทธิ (เจ้าคุณธงชัย) วัดสระเกศ

เจ้าคณะภาค 10 แต่คุมภาค 12 โดยพฤตินัย

กับขุมทรัพย์มหาศาล..วัดโสธรวราราม

วัดสระเกศภูเขาทองก็รวยอู้ฟู่ ได้หลวงพ่อโสธรมาครองอีก ก็ยิ่งรวยล้นฟ้า รวยมากเกินไปเลยกลายเป็นเป้าโจมตี หรือนี่จะเป็น..ทุกขลาภ ได้ลาบแล้วไม่มีข้าวเหนียว ก็อาจจะมีปัญหา อาหารไม่ถูกปาก ฮา..!

 

พระเทพรัตนมุนี (เจ้าคุณสุรชัย) วัดสระเกศ

เจ้าคณะภาค 12 แต่ไม่มีอำนาจ เพราะอำนาจเจริญนั้นอยู่ในภาค 10

 

 

 

พระธรรมมังคลาจารย์ (หลวงตาประยงค์) เจ้าอาวาสวัดโสธร

ไม่เกี่ยวกับเจ้าคณะจังหวัด แต่ออกหน้าร้องเรียนแทนเจ้าคุณเก๋น เด็กปั้น ซึ่งหมายใจจะให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโสธรสืบต่อจากตน แต่ถ้าตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดหลุด เจ้าอาวาสวัดโสธรก็ต้องหลุด หลุดเป็นพวง ดังนั้น งานนี้จึงต้องลงทุน..ขวางทั้งตัว กลัวคนอื่นเอาไปกิน !

 

 

 

เจ้าคุณสมศักดิ์ (อมรภิรักษ์) VS เจ้าคุณเก๋น

สองผู้ช่วยวัดโสธร กำลังเป็นม้าแข่งชิงเมืองแปดริ้ว

ใครจะเข้าป้าย ใครจะจอดป้าย วันที่ 31 กรกฎาคม ศกนี้ หวยออก

 

 

เจ้าคุณสุรชัย ถวายอำนาจแก่ เจ้าคุณธงชัย เจ้าอาวาสวัดสระเกศ

 

อา..สงครามตัวแทนกำลังโรมรันกันมะรุมมะตุ้ม เพราะเจ้าของ "อำนาจตัวจริง" ในเขตภาค 12 นั้น เก็บตัวเงียบ ที่ว่านี้ได้แก่ พระพรหมสิทธิ (เจ้าคุณธงชัย) ในฐานะเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เป็นเจ้านายของเจ้าคุณสุรชัย (พระเทพรัตนมุนี) เจ้าคณะภาค 12 ก่อนจะเสนอชื่อใครไปเป็นอะไร เจ้าคุณสุรชัยก็ต้อง "นำเข้าเครื่องกรอง" ผ่านมือเจ้าอาวาสวัดสระเกศเสียก่อน ไม่งั้นจะอยู่ไม่ได้

เจ้าคุณธงชัย จึงถือว่าเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดระดับชี้เป็นชี้ตาย ในกระบวนการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราในวันนี้ เจ้าคุณสุรชัยนั้นเป็นเพียง "เด็กส่งหนังสือ" ก็ทำนองเดียวกับ "มหาสายชล" เจ้าคณะภาค 1 นั่นเอง ขนาดจะมอบตราตั้งเจ้าคณะเขตก็ยังไม่กล้า ต้องวิ่งไปวัดสามพระยา "กราบเท้า" เจ้าคุณเอื้อน ขอให้เมตตามามอบแทน ฉันใดก็ฉันนั้น กระบวนการ "เอาเด็กในคาถาเข้ามารักษาอำนาจแทน" ในวงการสงฆ์นั้น เขาใช้กันมานาน นานจนเป็นประเพณี

แต่วันนี้ เค๊กมันชิ้นใหญ่ ระดับ "วัดรวยที่สุดในประเทศไทย" มิใช่ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งมีแค่แม่น้ำบางปะกง แต่สำคัญมันอยู่ที่ "วัดหลวงพ่อโสธร" ซึ่งรวยหมื่นล้าน ใครได้ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดไปครอง ก็เตรียมคั่วตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโสธรเป็นอันดับต่อไป แบบว่า กินแดงแล้วก็กินดำ ตามสูตรกินรวบของบิลเลียด

ปัญหามันมาถึง 2 ประเด็นหลัก ก็คือว่า

1. พระธรรมมังคลาจารย์ (ประยงค์ ปิยวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดโสธร เป็นผู้ทำหนังสือร้องเรียนสมเด็จพระสังฆราช อ้างว่า มติมหาเถรสมาคม วันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม เพราะตั้งให้พระราชปริยัติสุนทร (เจ้าคุณอมรภิรักษ์ ชื่อเดิม สมศักดิ์) เจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ข้ามหัวเจ้าคุณเก๋น (พระราชภาวนาพิธาน) ซึ่งดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดอยู่ก่อนแล้ว แต่ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาของหนังสือร้องเรียนนั้น ถามว่า หลวงตาประยงค์ มีความเกี่ยวข้องอะไรกับตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะตัวเองมิได้เป็นตัวเก็ง หรือผู้สูญเสียผลประโยชน์ในเรื่องดังกล่าว กล่าวทาง "เจ้าคุณเก๋น" ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรง กลับไม่ยอมออกหน้า แบบว่าใช้ตัวแทน

2. หลวงตาประยงค์ เมื่อจะเล่นเกมตีรวน "มติ มส." ที่เคยตั้งตัวเองเป็นเจ้าอาวาสวัดโสธรท่ามกลางการประท้วงของพระเณรวัดโสธร "เกินครึ่งวัด" มาแล้ว ถ้าทำตามขั้นตอน ก็ต้องยื่นหนังสือที่ "เจ้าคณะภาค 12" ที่วัดสระเกศ หรือไม่ก็ที่ "เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก" ที่วัดไตรมิตร แต่หลวงตาก็ไม่ธรรมดา แบบว่าเป็นมวยลีลาแพรวพราว ช่วงชกก็ยาว วิ่งไปยื่นหนังสือที่วัดราชบพิธ ร้องเรียนสมเด็จพระสังฆราช ให้ทรงใช้อำนาจอันสูงกว่ากรรมการ มส. มาวีโต้มติ มส. ครั้งดังกล่าว เล่นเอาอีกฝ่ายโกรธแทบตาย แต่ก็..พูดไม่ออก

ทีนี้ว่า ถ้ากรรมการ มส. ที่เคยลงมติไปนั้น ยินยอมทบทวนและกลับมติเสียใหม่ ตามที่มีผู้ร้องเรียน เรื่องก็คงสงบโดยไว แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะถ้าไม่เอาเจ้าคุณอมรฯ ก็ต้องเป็นเจ้าคุณเก๋น ซึ่งเป็นเด็กสายเจ้าคุณเสนาะ ถามว่าใครจะยอม ใครยอมก็ทั้งโง่ทั้งบ้า อย่ามาเล่นการเมืองให้เสียประวัติเลย แต่ถ้ากรรมการ มส. ที่มีอำนาจในฝ่ายมหานิกาย ยังคงยืนกระต่ายขาเดียว จะเอาเจ้าคุณอมรเป็นเจ้าคณะจังหวัด สมเด็จพระสังฆราชก็ทำอะไรไม่ได้ คล้ายกับกรณีธรรมกาย แต่มันจะบานปลายไปถึงว่า สมเด็จพระสังฆราช จะทรงน้อยพระทัย ไม่เข้าประชุม มส. อีก เหมือนสมเด็จพระญาณสังวรในอดีต พอทรงไม่เข้าประชุม มส. นานเข้า มส. ที่เหลือก็จะอุปโลกน์ "ตั้งกันเอง" ขึ้นเป็นประธานการประชุม แล้วทีนี้ก็จะผ่านมติ มส. ออกมาอย่างชอบธรรม เพราะใน พรบ.คณะสงฆ์ ก็ระบุว่า ถ้าสมเด็จพระสังฆราช ไม่เสด็จเข้าประชุม และมิได้บัญชากรรมการ มส. รูปใด เป็นประธานแทน ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เป็นประธานการประชุม มส. แทน ถือว่าโดยชอบธรรม

กล่าวทาง "เจ้าคุณธงชัย" เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เจ้านายของเจ้าคุณสุรชัย เจ้าคณะภาค 12 ซึ่งเป็นผู้ "ชี้ขาด" ในตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราและเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม ปรากฏว่า ข่าวดังกระหึ่มมา 2-3 วันแล้ว เจ้าคุณธงชัย ยังเก็บตัวเงียบ ไม่มีทั้งภาพและเสียง ปล่อยให้ "เจ้าคุณจำนงค์" กรรมการ มส. สายธรรมยุต วัดสัมพันธวงศ์ ออกมาพูดแทน อีกทางก็นิมนต์ "สมเด็จสนิท" วัดไตรมิตร ให้ออกความเห็น ก็เป็นเรื่อง "สงครามตัวแทน" เช่นกัน มันเลยไม่รู้ว่าใครหมู่ใครจ่า เพราะว่าใช้ตัวแทน ดังนี้แหละ

แต่ถึงจะใช้บ๋อย ใช้สตั๊นแมน หรือสวมหน้ากากนักร้องยังไง สุดท้าย ตัวจริงก็ต้องปรากฏตัว รอเพียงการประชุม มส. ครั้งต่อไป ให้มาถึงเท่านั้น ถึงเวลานั้น แม้แต่ "หน้ากากทุเรียน" ก็ยังต้องเปิด แต่เปิดแล้วจะสวยเหมือนเสียงร้องหรือไม่ ใครเป็นแฟนคลับใครก็ รอเชียร์รอลุ้นกันเอาเองฮ่ะ หน้าจอ !

 

 

 

เจ้าคุณจำนงค์ พระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศ์

ตำแหน่งโฆษกมหาเถรสมาคม ตัวจริงเสียงจริง

เพิ่งออกมาพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะทางสำนักพุทธฯไม่ยอมแถลง แต่คนเขาไม่อยากเชื่อ "หลวงเสี่ยจำนงค์" สักเท่าไหร่ เพราะครั้งก่อนแกก็แถล..เอ๊ย แถลงว่า ธัมมชโยไม่ผิด !

 

มหาเถรสมาคมยันตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราถูกต้อง อธิกรณ์ที่ร้องเรียนสิ้นสุดแล้ว

กรณีที่ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบตามที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการมหาเถรฯ ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เสนอขอแต่งตั้ง พระราชปริยัติสุนทร (อมรภิรักษ์ ปสันโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม เจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา เป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

โดยที่ประชุมมหาเถรฯ มีมติเห็นชอบตามที่มีการเสนอ ต่อมามีรายงานแจ้งว่า พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมเสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะเลขาธิการมหาเถรฯ มีหนังสือกราบทูล สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อให้ทรงวินิจฉัยและขอโปรดมีพระบัญชา เนื่องจาก พระธรรมมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา และที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 12 มีลิขิตถึงสำนักพุทธฯ ขอให้พิจารณาอธิกรณ์พระราชปริยัติสุนทร เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหลายประการ

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด หนังสือกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช ถึงสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นำขึ้นกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช เพื่อทรงทราบ ก่อนที่สมเด็จพระสังฆราช จะมอบหนังสือกราบทูลดังกล่าว ให้สำนักเลขาฯส่งมอบไปที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปัญโญ) ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ทำเรื่องชี้แจงกรณีแต่งตั้งพระราชปริยัติสุนทร เป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ผู้ทำหนังสือกราบทูล รับทราบข้อเท็จจริงต่อไป

พระพรหมเมธี กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะโฆษกมหาเถรสมาคม กล่าวว่า กรณีอธิกรณ์ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามทั้ง 7 รูป จบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศ มรณภาพ ต่อมาที่ประชุมมหาเถรฯ จึงตั้งให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ซึ่งท่านเห็นว่าอธิกรณ์เนิ่นนาน จึงเสนอมหาเถรฯ คืนตำแหน่งแก่พระที่ถูกสอบทั้งหมด พระทั้งหมดจึงพ้นอธิกรณ์ ในการประชุมมหาเถรฯ เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2557

ตามรายงานการประชุมมหาเถรสมาคมในครั้งนั้น เรื่องการคืนหน้าที่ให้ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามทั้ง 7 รูป 1 ในนั้น คือ พระราชปริยัติสุนทร เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ พระปริยัติกิจวิธาน แล้ว ตามที่ พระพรหมเวที (สมณศักดิ์สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม ในตอนนั้น) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ได้ชี้แจงถึงประเด็นการพิจารณาแล้วว่า ผู้ช่วยเจ้าอาวาสทั้ง 7 รูปได้ดำเนินการต่อต้านการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ ซึ่งถือว่าละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ แต่มีความผิดไม่ร้ายแรง จึงเป็นการลงโทษเพียงแค่ตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ซึ่งการพักการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ ทั้ง 7 รูป ตั้งแต่ปี 2553 นานเกินกว่า 3 ปีนั้น ถือว่าสมควรแก่เวลาแล้ว

ประกอบกับผู้ช่วยเจ้าอาวาสทั้ง 7 รูป ถึงแม้จะถูกพักการปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาส แต่ยังคงปฏิบัติงานของคณะสงฆ์ในวัดโสธรฯ และสร้างประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการศึกษาสงฆ์ ดังนั้น เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก จึงเห็นว่า สมควรที่จะคืนหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ พร้อมกับถวายค่านิตยภัตย้อนหลังให้ทั้ง 7 รูป เป็นเวลา 5 ปี โดยทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรชี้แจงแก่เจ้าคณะจังหวัดต่อไป

ดังนั้น เรื่องการตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้เสนอตามกฎมหาเถรฯ คือ เจ้าคณะภาค 12 เสนอผ่านเจ้าคณะหนตะวันออก เห็นว่ามีคุณสมบัติจึงเสนอมหาเถรฯ ขั้นต่อไปคือ สำนักพุทธฯ ทำพระบัญชากราบทูลสมเด็จพระสังฆราช ลงพระนามแต่งตั้งตามมติมหาเถรฯ จึงไม่มีขั้นตอนใดผิด

พระพรหมเมธี กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะโฆษกมหาเถรสมาคม กล่าวต่ออีกว่า การคัดค้านมติมหาเถรสมาคมที่แต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ยังมีการยกอ้างเหตุผล คือ สมเด็จพระสังฆราชไม่ได้ทรงเข้าประชุมด้วย และเป็นการแต่งตั้งแบบข้ามหัวนั้น

ขอชี้แจงว่า การประชุมทุกครั้งสมเด็จพระสังฆราชไม่จำเป็นต้องเข้าประชุม ด้วยบางครั้งสมเด็จพระสังฆราช มีกรณียกิจอื่นที่จำเป็นและสำคัญ ก็จะมีสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสตามลำดับปฏิบัติหน้าที่แทน ดังมีในระเบียบมหาเถรฯ ส่วนการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดหรือรองเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาคเสนอไม่ใช่สมเด็จพระพุฒาจารย์เสนอเอง ท่านทราบดีและปฏิบัติถูกต้อง และการตั้งเจ้าคณะจังหวัดนั้น

1) เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดนั้น ไม่ต่ำกว่า 2 ปี หรือ

2) เป็นเจ้าคณะอำเภอในจังหวัดนั้น ไม่ต่ำกว่า 4 ปี หรือ

3) เป็นพระราชาคณะสามัญ คณาจารย์โทหรือจบ ป.ธ.6 อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ จะมีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งก็ได้

ด้านสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปัญโญ) กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เปิดเผยว่า หนังสือกราบทูลสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ส่งมาถึงเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก อาตมายังไม่ได้รับหนังสือแต่อย่างใด แต่ข้อเท็จจริงเรื่องการแต่งตั้งพระราชปริยัติสุนทร เป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น ถือว่าทำตามกฎระเบียบมหาเถรฯ เป็นไปตามข้อบังคับและคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการ

การแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราครั้งนี้ จึงถูกต้องสมบูรณ์ ดังนั้น ข้อกล่าวหาแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดไม่ถูกต้องตามกฎมหาเถรฯ จึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้อาตมาคงจะเข้าไปกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช ให้ทรงทราบ ในการประชุมมหาเถรฯ วันจันทร์ที่ 31 ก.ค.นี้ ต่อไป

 

ที่มา : ข่าวสด : 28 กรกฎาคม 2560

มหาวอ ยก "วัด-วัง" บังสัจจะ !

ทำให้ต้องรับตำแหน่ง ผช.จล.

ทำนอง..เสียสัตย์เพื่อชาติ !

 

ว.วชิรเมธี อ้าง "บื้องบน" บังคับ ต้องยอมรับ "ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ทั้งๆ ไม่อยากรับ และเคยประกาศต่อสาธารณะว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แถมยกตัวอย่าง "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปยุตฺตมหาเถร" รับพระราชทานสมณศักดิ์ ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มีแต่คนสรรเสริญ

 

แล้วทำไม ว.วชิรเมธี จะรับไม่ได้ ผิดตรงไหน ?

 

อา..ว่าไงครับ หลวงพ่อช่วงโปรดทราบ มหาวอบอกว่า "ตัวเองถูกขืนใจให้รับตำแหน่ง" ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับ ถึงได้มาก็มิได้ภูมิอกภูมใจอะไรอีกด้วย แบบว่า เสียสัตย์เพราะผู้ใหญ่ นี่ถ้าได้เป็นเจ้าคุณ สงสัยมหาวอคงจะฆ่าตัวตาย เพราะรับไม่ได้

เชิญปัญญาชน "ทัศนา" ทัศนะ ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คนดีศรีแผ่นดิน !

 

Take a look !

 

 

ว.วชิรเมธี ทาสศักดินา !

ถูกบังคับให้เป็นคนเลว โดยการรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 

 

"ยศช้าง ขุนนางพระ ไม่เคยมองหา แต่เบื้องบนท่านมองเห็น"

ว.วชิรเมธี

 


หลายเดือนก่อน หลังจากมีภาพไปรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อดำรงตำแหน่งเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ก็มีใครบางคน จรดปากกาเขียนถึงอาตมภาพในทางเสียหายว่า การรับตำแหน่งนั้น เป็นการแสดงถึงความกลับกลอกเหมือนศรีธนญชัย (เพราะแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องตำแหน่งแห่งที่ในทางคณะสงฆ์เลย ซึ่งเรื่องนี้ แม้จนบัดนี้ ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่)

ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ไปรับตำแหน่งทำไม ?

ขออธิบายสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลถึงสหรัฐอเมริกา (ต้นเรื่องที่กล่าวหา) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยรู้ความจริงว่า

"อาตมาอยู่วัดพระสิงห์มาแต่อายุเพียง ๑๖ ปี เรียนธรรมะบาลีที่วัดนี้ จนได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค, บวชพระก็บวชที่วัดนี้

หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เป็นพระอุปัชฌาย์ อาตมาก็เคยเป็นพระเลขานุการของท่านมาตั้งแต่ต้นแต่อายุ ๑๘ ปี ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรจนถึงบวชเป็นพระภิกษุ


เมื่อจบเปรียญ ๙ ที่กรุงเทพฯ อาตมาย้ายกลับมาเชียงราย ก็มาอยู่ในสังกัดเดิม ซ้ำยังเป็นเปรียญธรรม ๙ รูปแรกของวัด คือวัดพระสิงห์ (พระอารามหลวง)
ไม่ได้เหาะข้ามห้วยมาจากที่อื่น

เมื่อกลับมาแล้ว หลวงพ่อเคยขอให้มาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสแต่เมื่อปี ๒๕๕๕ อาตมายังไม่อยากรับ ประวิงเวลาไว้ เพราะใจอยากทำงานเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนามากกว่างานปกครองของคณะสงฆ์ ครูบาอาจารย์ท่านก็เข้าใจลูกศิษย์ซึ่งท่านรักเหมือนลูก


มาถึงปีนี้ ผู้ใหญ่ใน
"เบื้องบน" ถามมาอีก เพราะอายุ ๔๓ พรรษา ๒๓ อยู่พระอารามหลวงมา ๒๖ ปีแล้ว เป็นมหาเถระแล้ว ไม่ใช่พระเด็กๆ อีกต่อไป ควรมอบหมายให้รับภาระธุระพระศาสนาอย่างเป็นทางการ ทั้งผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่น้อยๆ (ว่าตามคำของท่าน)


ทั้งครู ทั้งศิษย์ จึงยอมอนุวัตร ตามทางการ


อาตมาจึงรับตำแหน่งของทางการ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ
"ฝ่ายเผยแผ่" เหมือนเดิม


และเมื่อเป็นแล้ว ก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ไม่ได้ย้ายไปไหน ยังพอใจกับนามปากกา ว.วชิรเมธี ธรรมดาๆ ยังคงอยู่ทำงานเผยแผ่ต่อไปที่ไร่เชิญตะวันตามปกติ

ตำแหน่งแห่งที่ ที่ท่านประทานมา ก็เพราะฟ้าบันดาล ทั้ง "วัง" และ "วัด" ท่านประสานเสียง แกมกำชับขอให้รับไว้ ไม่ใช่ไปกราบกรานอยากได้ อย่างที่มี "พระอลัชชี" บางรูปพยายามกล่าวหาด้วยข้อความรุนแรง


เรื่องนี้ เข้าใจได้ง่ายมาก


ดูอย่างท่าน
ป.อ.ปยุตฺโต หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ องค์ใหม่ก็ได้ ท่านก็ทำงานของท่านไป ไม่เคยอยากจะได้ใคร่จะมีอะไร ปิดทองหลังพระไป เมื่อทองล้นออกมาหน้าพระ วันดีคืนดี
"หลวง" หรือราชการก็โปรดให้ท่านเป็นสมเด็จฯ เมื่อเป็นแล้ว ท่านก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ดังท่านกล่าวความในใจว่า

"พระนั้น จะแต่งตั้งไปชั้นไหน ชั้นไหน ก็ยังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม ทางพระพุทธศาสนา ท่านไม่นิยมถามว่า "จะเป็นอะไร" แต่สำคัญที่ว่า "จะทำอะไร" ให้เรื่อง "เป็น" มาเกื้อหนุนเรื่อง "ทำ" ให้ได้ ท่านจึงว่า "ให้เป็นนั่นเป็นนี่" เพื่อจะได้ "ทำนั่นทำนี่" ได้สะดวก"

เพราะฉะนั้น คนที่ "รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" มองการรับตำแหน่งของอาตมา เป็นเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ หรือมองไปว่าได้มาเพราะเข้าหาผู้ใหญ่ ทั้งยังพยายามกล่าวหาอาตมาเลื่อนลอยด้วยคำใหญ่คำโตนั้น ก็ขอโปรดเข้าใจเสียให้ถูกต้องตามนี้ อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ


หยุดการปรุงแต่งแบบเด็กๆ เสียทีเถิดพ่อคุณเอ๋ย


ดีร้าย หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ระวังปาก จะกลายเป็นการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"