LAST UPDATE :   MARCH : 30 : 2020 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

หวยงวดสอง !

ศาลอุทธรณ์สั่งขายที่ดินธรรมกาย

"ที่ดินบุญรักษา"

เอาเงินคืนสหกรณ์คลองจั่น 298 ล้าน จิ๊บๆ

 

 

พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

 

อา..นับตั้งแต่เกิดคดีสหกรณ์คลองจั่น เกี่ยวพันถึงท่านธัมมชโย ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชอาณาจักรธรรมกาย ในต้นปี 2556 เป็นต้นมานั้น ว่ากันว่ามีการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง "หลายร้อยคดี" ทั้งที่สอบสวนเสร็จและยังไม่เสร็จ เพราะหาตัวผู้ต้องหายังไม่เจอ แต่มีคดีใหญ่ที่น่าสนใจอยู่ 3 คดีด้วยกัน คือ

 

 

1. คดีโกงเงินสหกรณ์คลองจั่น มีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร เป็นจำเลย ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 7 ปี เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562

 

 

2. คดีฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น มีนายอนันต์ อัศวโภคิน เป็นจำเลย ซึ่งอัยการพิเศษสั่งไม่ฟ้องไปเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2562 และทางดีเอสไอ ซึ่งเป็นเจ้าของสำนวน ได้ยื่นอุทธรณ์ต่ออัยการสูงสุด และยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของอัยการสูงสุด

 

 

3. คดีฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น อันมีพระเทพมหาญาณมุนี (ธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย (ในตอนนั้น) ตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งทางดีเอสไอมีพยานหลักฐานว่า พระธัมมชโยได้รับเงินจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ซึ่งได้ยักยอกมาจากสหกรณ์คลองจั่น เป็นเช็คสั่งจ่ายหลายครั้ง จึงได้ออกหมายเรียกและหมายจับในเดือนเมษายน 2559 แต่พระธัมมชโยอ้างว่าป่วย ไม่ยอมมอบตัว และเมื่อดีเอสไออาศัยคำสั่งคณะปฏิวัติ (คสช.) ม.44 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย ปรากฏว่าหาตัวพระธัมมชโยไม่เจอ จนกระทั่งบัดนี้ 3 ปีกว่าแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าพระธัมมชโยอยู่ไหน ?

 

 

แต่ยังมีคดีอันเกี่ยวกับทรัพย์สินในคดีฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น คือ มีการนำเงินไปเข้ามูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทน์ของวัดพระธรรมกาย และมูลนิธิก็นำเงินจำนวนนั้นไปจัดซื้อจัดจ้างมากมายหลายแห่ง ดีเอสไอก็ต้องสืบไปให้เจอ เพื่อนำเงินกลับมาคืนให้แก่สหกรณ์คลองจั่นซึ่งเป็นผู้เสียหาย จะได้นำเงินคืนให้แก่สมาชิกที่เอาเงินมาออมไว้ในสหกรณ์แห่งนี้

เงินก้อนใหญ่ที่สืบทราบนั้น ทราบว่ามีการนำเงินไปซื้อที่ดินและสร้างอาคารบุญรักษา จึงแยกออกเป็น 2 สำนวน หรือ 2 คดี

คดีแรกเป็นคดีแพ่ง ที่ ฟ.92/2560 เกี่ยวกับ "ตัวอาคารบุญรักษา" วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลชั้นต้นได้พิพากษา "ให้ขายทอดตลาดอาคารบุญรักษา" แล้วนำเงิน 303 ล้านบาท คืนให้แก่สหกรณ์คลองจั่น ส่วนที่เหลือค่อยคืนให้วัดพระธรรมกาย

 

 

คดีที่สองเป็นคดีแพ่ง ที่ ฟ.75/2560 เกี่ยวกับ "ทิ่ดินบริเวณก่อสร้างอาคารบุญรักษา" วันที่ 25 ธันวาคม 2561 ศาลสั่งให้คืนที่ดิน 8 แปลง พร้อมดอกผล ให้แก่สหกรณ์คลองจั่น เป็นจำนวนเงิน 298 ล้านบาท จำเลยอุทธรณ์

 

 

ตกวันที่ 27 มีนาคม 2563 ศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษา "ให้ขายทอดตลาด" ที่ดินบริเวณอาคารบุญรักษา และนำเงิน 298 ล้าน คืนให้แก่สหกรณ์คลองจั่น เงินส่วนที่เหลือจากนั้นให้ "ตกเป็นของแผ่นดิน" ทั้งสิ้น

ซึ่งก็เชื่อว่า ทางวัดพระธรรมกาย คงจะเตรียมรับมือกับเหตุการณ์นี้ไว้แล้ว คือถ้าแพ้คดี ก็ต้องมีการเอาเงินเข้าไปซื้อที่ดินดังกล่าวคืนมา (รวมทั้งอาคารบุญรักษาด้วย) เพราะคงไม่มีใครไปซื้อที่ดินกลางวัด งานนี้อย่างไรก็ไม่พ้นมือท่านทัตตชีโว ถึงจะเสียหายไปหน่อยก็แค่ 300 ล้าน ขนหน้าแข้งท่านธัมมชโยไม่ร่วงหรอก ถือเสียว่าฟาดเคราะห์ !

 

ข่าว : เนชั่น : 30 มีนาคม 2563

 

สมเด็จพระสังฆราช

ทรงเป็นประธานเจริญพระพุทธมนต์

"รตนปริตร"

เป็นขวัญและกำลังใจให้ชาวไทยพ้นภัยโควิด

 




 

 

แหล่งข่าว : สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช : 25 มีนาคม 2563


ดำริพระสังฆราช

"ตั้งโรงทานทั่วประเทศ"

ช่วยเหลือประชาชนคราววิกฤติโควิด-19

 


 

 

แหล่งข่าว : สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช : 23 มีนาคม 2563

 

ทอดผ้าป่าออนไลน์

เจ้าคุณเหลาบอกบุญผ่านเน็ต

ขอความเห็นใจ ไม่สามารถเลื่อนพิธีได้

กำหนดการเดิม 28 มีนาคม ศกนี้ ที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์

 


 

ข่าวบุญจากวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร โดยพระราชวิเทศปัญญาคุณ หรือท่านเจ้าคุณเหลา เจ้าอาวาสและรองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร ในฐานะประธานองค์กรพระธรรมทูตโลก ซึ่งมีโครงการจะนำพระไทยไปศึกษาภาษาอังกฤษที่ประเทศอังกฤษอย่างเป็นรุ่นเป็นเหล่า กำหนดการไว้ตั้งแต่ปีกลาย จะทอดถวายในวันที่ 28 มีนาคม 2563 พอตกขึ้นปีใหม่ มรสุมไวรัสโคโรน่าก็เริ่มแพร่ระบาดจากอู่ฮั่น และกระจายไปทั่วโลก ส่งผลให้คนทั้งโลกต้องตัดขาด ไม่สามารถไปมาหาสู่กันได้ ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต การทำงาน รวมทั้งกิจกรรมอื่นใดไปทั้งสิ้น

ท่านเจ้าคุณเหลา จึงได้ปรึกษาพระมหาเถระ เกี่ยวกับพิธีการดังกล่าว ก็ได้ข้อสรุปว่า เมื่อได้วางแผนงานไว้แล้ว ก็ควรดำเนินการให้เป็นไปตามแผนเดิม แต่เมื่อมีอุปสรรคด้านการสื่อสาร ก็ควรจะปรับเปลี่ยนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้น การทอดผ้าป่าสามัคคีดังกล่าว จึงไม่เปลี่ยนเวลา แต่จะเปลี่ยนวิธีการทอด มาเป็นการทอดออนไลน์ โดยการแจ้งทำบุญผ่านเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่จะได้ประกาศอนุโมทนาให้ทราบผ่านสื่อของวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

ท่านเจ้าคุณเหลา เรียนมาด้วยว่า ขอกราบขอบพระคุณ/ขอบคุณ ท่านพระเถรานุเถระที่เคารพนับถือ ได้ให้การสนับสนุนโครงการนี้ เป็นอย่างยิ่ง และขออนุโมทนาพุทธศาสนิกชนญาติโยมผู้เคารพนับถือทุกท่าน ที่ได้ให้การส่งเสริมงานของพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร ทั้งนี้ เพื่อให้พระพุทธศาสนาอันเป็นที่เคารพของเรา ได้เจริญรุ่งเรืองในสหราชอาณาจักรยิ่งๆ ขึ้นไป

 

แหล่งข่าว : วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร : 22 มีนาคม 2563

เผยภาพประชุม มส. ครั้งล่าสุด

"ยังประมาท"

ไม่นั่งห่างกันเกิน 1 เมตร ตามคำแนะนำแพทย์

และยังไม่ประกาศงดประชุมมหาเถรสมาคม

 

เหมือนกันทั้งสองสถานการณ์ ?

 

 

ภาพการประชุมมหาเถรสมาคมในสถานการณ์ปกติ

 

 

ภาพการประชุมมหาเถรสมาคมในสถานการณ์วิกฤติ

 

 

ภาพการบิณฑบาตและการใส่บาตรที่ถูกต้อง

 



 

ข่าวมหาเถรสมาคม มีมติให้วัดไทยทั้งในและต่างประเทศ "สวดรตนสูตร" เพื่อเป็นกำลังใจให้คนไทยที่กำลังประสบภัยไวรัสโคโรน่า ซึ่งกำหนดขึ้นในวันที่ 25 มีนาคม ศกนี้นั้น หลักการใหญ่ก็คือ การเตือนให้ผู้คนไม่ประมาท

แต่ภาพการประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา เห็นแล้วก็ต้องเรียกว่า "สวนกระแส" กับคำสอนของมหาเถรสมาคมอย่างสิ้นเชิง เพราะมิได้มีการป้องกันอะไรเลย ทุกอย่างยังเหมือนเดิม คือกรรมการ มส. ทุกรูป และเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ ทุกท่าน ยังคงนั่งชิดติดกันเหมือนยามปกติ มีเพียงหน้ากากบางๆ กั้นไว้ ราวกับว่าห้องประชุมมหาเถรสมาคมเป็นห้องปลอดเชื้ออย่างนั้นแหละ

และนี่ต้องขอกล่าวว่า เป็นความสะเพร่าของ "นายณรงค์ ทรงอารมณ์" ในฐานะเจ้าของห้องประชุมและเป็นผู้จัดที่ประชุม เพราะถ้าหากมีกรรมการ มส. รูปใดรูปหนึ่งป่วยและนำเชื้อเข้าไปในห้อง มีหวังต้องติดกันทั้งห้องและต้องปิดห้องประชุมไปอย่างถาวร ซึ่งนายณรงค์จะต้องรับผิดชอบทั้งหมด และต้องถือว่าโชคดีที่วันนั้น สมเด็จสนิท วัดไตรมิตร มิได้เข้าประชุม มิฉะนั้น ทั้ง มส. ทั้ง พศ. ต้องถูกกักตัวไว้ทั้งหมด

หลักการที่ถูกต้องนั้น ห้องประชุม มส. ต้องเปลี่ยนจากห้องปิดทึบ มาเป็นห้องเปิดโล่งเหมือนศาลาวัด และตำแหน่งเก้าอี้ของผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน จะต้องอยู่ห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร ตามหลักการสากล โดยไม่ต้องกลัวว่าเวลาพูดจะไม่มีใครได้ยิน เพราะมีเครื่องเสียงอยู่ทุกตำแหน่ง

ส่วนมาตรการขั้นสูงสุดที่มหาเถรสมาคมควรทำก็คือ การประกาศ "งดประชุม มส." ไปจนกว่าสถานการณ์ไวรัสจะคลี่คลาย เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่พระสงฆ์สามเณรและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ มิใช่เพียงแค่จะนั่งสวดมนต์ให้ห่างกันเพียง 9 รูปเท่านั้น

ตราบใดที่ยังไม่มีการปฏิวัติการประชุม มส. เสียใหม่ และไม่มีการงดประชุม มส. โดยเฉียบพลัน นั่นแสดงว่า มหาเถรสมาคมก็ดี สำนักพุทธฯ ก็ดี ยังไม่มีมาตรการอะไรที่เป็นรูปธรรม อันจะเป็นตัวอย่างแก่ใครได้เลย เพราะแม้แต่ตัวเองก็ยังคง..ประมาท อยู่ตำตา

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 22 มีนาคม 2563


 

กักตัวสมเด็จสนิทวัดไตรมิตร

เสี่ยงติดโควิดเพราะเคยเจอนายกไก่

 

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) วัดไตรมิตรวิทยาราม

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 21 มีนาคม 2563

มติ มส. ให้วัดทั่วโลกสวดมนต์

เป็นกำลังใจให้คนไทยสู้หวัดใหญ่โควิด-19

 


 

 

ปิดวัดพระธาตุพนม !

ขัง พระ เณร เถร ชี 14 วัน

หลังนักมวยดังเข้านมัสการถึงในองค์พระธาตุ

 

 

เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมโพสต์ หลังงานบุญใหญ่ พบผู้ติดเชื้อมาร่วมงาน เลยต้องขังทั้งวัด

จากกรณีเพจเฟซบุ๊กชื่อ Nakhonphanom Update ได้ออกมาโพสต์ว่า  แว่วๆ มีคนวงการมวย มานมัสการภายในองค์พระธาตุพนม เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา หลังกลับไปป่วยไม่สบาย ตรวจพบคาดว่าเป็น โควิด-19 ล่าสุด..ยืนยันผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแล้ว และ เช่นเดียวกัน หน่วยงาน อ.ธาตุพนม ที่เป็นผู้นำพา เข้าไปภายในองค์พระธาตุพนม ก็ออกเอกสาร เตรียมนำตัวเจ้าหน้าที่ จำนวน 3 ให้กักตัวแล้วเช่นกัน

ล่าสุดประกาศขังเฝ้าดูอาการทั้งวัด จากสถานการณ์ โควิด - 19 ที่วัดพระธาตุพนมฯ (14 มี.ค.2563) หลังจากมีข่าวพบกลุ่มผู้ติดเชื้อมาเที่ยวสักการะองค์พระธาตุพนม ล่าสุด มีรายงานจากเฟสบุ๊ก Prakru Phanomprechakon เลขานุการเจ้าอาวาส เมื่อเวลา 22.40 น. ระบุว่า ได้กักตัวผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งวัดเพื่อเฝ้าดูอาการ 14 วัน โดยมีข้อความระบุดังนี้.-

 

 

 

ที่มา : คมชัดลึก : 15 มีนาคม 2563

 

มส-พศ ไม่เกี่ยวการปลุกปั่นทางศาสนาทั่วประเทศ !

และไม่รังเกียจศาสนาอื่นทั้งในและต่างประเทศ จุ๊บๆ

สำนักพุทธฯ แถลงต้านชาวพุทธทั่วไทย

ใครก็ตามที่ออกมาต้านมุสลิม

พศ-มส ตัดหางปล่อยวัด ไม่เกี่ยวข้อง

 

อา..โบราณว่า "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา" ถามว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยสมัยนี้ ยุคที่มี "ณรงค์-พงศ์พร" คุมสำนักพุทธฯ และ (อะแฮ่ม) คุมมหาเถรสมาคมด้วย เพราะเห็นโฆษกสำนักพุทธฯ ออกมาอ้าง "มติ มส." ครอบจักรวาล ตั้งแต่กฎหมายยันพระธรรมวินัย แต่ไม่เห็นกรรมการ มส. ออกมาชี้แจงแถลงไขอย่างไรเลย ก็เท่ากับ "สมยอม" ให้สำนักพุทธฯ ฮุบงานโฆษณาประชาสัมพันธ์ของ มส. ไปโดยอัตโนมัติ ประหยัดงบประมาณไปบานเบอะ

 

 

ที่มันน่าแปลกใจก็คือว่า ถ้าหากว่าคำชี้แจงเรื่องอิสลามถูกโจมตีที่พยายามขยายฐานไปทั่วประเทศไทย จะมาจากองค์กรของอิสลาม เช่น สำนักจุฬาราชมนตรี ดังเอกสารข้างต้น ก็ถือว่าเป็นธรรมดา เพราะว่าจุฬาราชมนตรีมีหน้าที่ดูแลชาวมุสลิม การออกมาปกป้องคนของตนเองจึงสมควรทำเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่ก็มีสื่อหรือชาวมุสลิมหลายแห่งหลายคน ได้ออกมาโจมตีพระพุทธศาสนา อยู่เรื่อยมา และรัฐหรือสำนักพุทธเองก็รู้เห็นอยู่เต็มตา ว่าชาวพุทธเป็นผู้ถูกกระทำ มิใช่ผู้กระทำร้ายชาวมุสลิมก่อน เพราะถ้าชาวพุทธมุ่งร้ายต่อชาวมุสลิมจริง ป่านนี้เมืองไทยเป็นพม่าไปแล้ว

ในกรณีที่ชาวพุทธฯ ออกมาแสดงออกในการต่อต้านอิสลาม ด้วยเหตุผลถูกครอบงำหรือรุกรานเข้ามาในพื้นที่ของชาวพุทธแต่เดิม คือมีการสร้างมัสยิดทั่วประเทศ ผ่านการสร้างความชอบธรรมคือกฎหมาย อันมีนักการเมืองขายศาสนาอยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็น่าจะถือว่า "เป็นสิทธิอันชอบธรรม" ของชาวพุทธ ที่จะแสดงออกดังกล่าว เพราะเมื่อชาวพุทธจะสร้างศาสนสถานใหม่ในเขตแดนของชาวมุสลิม (เช่นปัตตานี) ก็มีชาวมุสลิมออกมาต่อต้านเช่นกัน

แต่ถามว่า เหตุไฉน ? สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา แทนชาวพุทธไทยทั้งประเทศ ซึ่งควรจะออกมาสนับสนุนการกระทำของชาวพุทธ กลับออกมาต่อต้านชาวพุทธด้วยกันเองเสียเอง แถมยังไปดึงเอา "มหาเถรสมาคม" มาเป็นตราประทับสร้างความชอบธรรมให้แก่มติของตนเอง ทำนองขี่คอชาวพุทธด้วยกัน มันถูกต้องตรงไหน !

อย่าลืมว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ดี มหาเถรสมาคมก็ดี ถึงไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของชาวพุทธทั่วประเทศ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นตัวแทนชาวพุทธ และต้องทำงานเพื่อชาวพุทธ มิใช่เพื่อชาวมุสลิม มิฉะนั้นก็เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักจุฬาราชมนตรี" ไปเสียสิ

แน่นอนว่า ทางสำนักพุทธฯ (รวมทั้งรัฐบาล) อาจจะเห็นว่า การออกมาแสดงความเห็นเป็นปฏิปักษ์ต่ออิสลามโดยเปิดเผยของชาวพุทธทั่วประเทศนั้น อาจจะทำให้รัฐบาลหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทำงานลำบาก จึงควรห้ามปรามไว้

แต่..แต่ก็ยังมีวิธีการอีกมากมายมิใช่หรือ ในการทำงานเพื่อสร้างเอกภาพขึ้นในหมู่ชาวพุทธ ทั้งรัฐบาลเรียกร้องต้องการมาโดยตลอด เช่นว่า การเจรจาปราศรัยกับกลุ่มชาวพุทธต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน และรับเรื่องร้องเรียนมาศึกษาอย่างเป็นทางการ ดีกว่าจะปล่อยให้ต่างกลุ่มต่างเรียกร้องกันเอง

รัฐและสำนักพุทธฯ น่าจะดีใจเสียด้วยซ้ำไป ที่มีชาวพุทธมากมายหลายกลุ่มในประเทศ ได้แสดงออกซึ่งความรักพระศาสนา (เหมือนชาวมุสลิมรักอิสลาม) จึงแสดงออกดังกล่าว เพราะเขาออกมาแสดงตนในที่แจ้ง มันง่ายกว่าการซุ่มอยู่ในที่มืด และทุกกลุ่มที่แสดงออกนั้น ก็มีหัวหน้า มีทีมงาน มีตัวตนที่ติดต่อได้ ทำไมรัฐและสำนักพุทธ ไม่เชิญชาวพุทธกลุ่มต่างๆ เหล่านั้นเข้ามาปรึกษาหารือ เขามีความเห็นอย่างไร เรามีแนวทางอย่างไร จะได้แลกเปลี่ยนและปรับปรุงแนวทาง ให้มันสอดคล้องต้องกัน ซึ่งรัฐเองก็ประกาศปาวๆ ว่า "แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง" ขนาดกลุ่มก่อการร้ายภาคใต้ รัฐก็ยังใช้ไม้อ่อน ขอเจรจาเพื่อสันติภาพ

แต่กับชาวพุทธที่ถูกรุกราน รัฐจะอ้างเพียง "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" ปกป้องทั้งคนรุกรานและถูกรุกรานนั้นหาได้ไม่ ไม่งั้นวัดพระแก้วก็ต้องแบ่งพื้นที่ให้มัสยิดไปครึ่งหนึ่ง

จึงแปลกใจว่า น่าที่รัฐหรือสำนักพุทธ ซึ่งเป็นชาวพุทธแท้ๆ จะได้หันมาสร้างความสามัคคีปรองดองกับชาวพุทธด้วยกัน ก่อนจะไปปรองดองกับมุสลิมหรืออื่นๆ แต่รัฐและสำนักพุทธ กลับมีไมตรีกับมุสลิมอย่างออกนอกหน้า ทว่ากลับแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อชาวพุทธด้วยกันเอง เป็นเรื่องที่มิอาจนิ่งนอนใจได้เลย

เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ จึงไม่เห็นด้วยต่อท่าทีของรัฐ ของสำนักพุทธฯ และของมหาเถรสมาคม ดังกล่าว เราเชื่อว่า แม้ว่า ชาวพุทธกลุ่มต่างๆ จะสร้างความรำคาญกระจองอแงด้วยการเรียกร้องโน่นนี่นั่น แต่มันก็เป็นสิทธิที่แสดงออกได้ เพราะเขายังไม่ได้ฆ่าแกงใคร ในขณะที่พระในภาคใต้ตายไปหลายสิบรูปแล้ว ถ้าชาวพุทธเพียงแค่ "ปกป้องตนเอง" ยังทำไม่ได้ แล้วจะให้อยู่กันอย่างไร เขาอาจจะมีเหตุผลว่า "เพราะไม่มั่นใจว่ารัฐหรือสำนักพุทธจะปกป้องดูแลพวกเขาได้ จึงต้องลุกขึ้นมาปกป้องตนเอง" ดังนี้ ด้วยซ้ำไป นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ให้รัฐต้องตระหนัก ก่อนจะแสดงท่าทีออกมาแบบไม่น่ามอง

ชาวบ้านร้านตลาดในถิ่นหรือท้องที่ใดท้องที่หนึ่ง อาจจะรวมตัวกันปกป้องสิทธิของตนเอง บนรากฐานของผลประโยชน์ท้องถิ่น วัฒนธรรมและประเพณี ถึงจะมีปัญหากระทบถึงกฎหมายและความมั่นคง ซึ่งรัฐก็สามารถจะเข้าไปช่วยแก้ไขได้ แต่รัฐไม่สามารถจะเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งหรือสร้างความขัดแย้งกับใครได้เลย ไม่ว่ากรณีใดๆ รัฐ สำนักพุทธ และมหาเถรสมาคม จึงพึงตระหนักหลักการนี้เอาไว้ให้แน่น อย่าโมเมเฉไฉไปตามใจตัวเอง อย่าสร้างความแตกแยกเสียเอง

ดังนั้น การที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาเถรสมาคม ได้ออก มติที่ 6/2563 ออกมานั้น จึงถือว่าไม่ถูกต้อง และขอเรียกร้องให้ทบทวนและยกเลิกโดยทันที ก่อนที่ชาวพุทธทั่วประเทศและทั่วโลก จะมีปฏิกิริยาเป็นลบต่อหน่วยงานด้านศาสนาพุทธทั้งสองแห่ง

 


 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 13 มีนาคม 2563

 

เลื่อนประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สาเหตุ : ไวรัสโควิด-19

 

 

 

ปะฉะดะ !

สำนักพุทธฯของณรงค์-พงศ์พรไม่ยอม

สวนกลับคนวิจารณ์อ้าง ศ.จำนงค์

ยืนยัน มส. รับทราบแล้ว อย่างเป็นทางการ

ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ

แต่ที่แน่ๆ พระที่ถูกจับสึก รับรองไม่ได้ห่มผ้าเหลืองอีกแล้ว

 

 

การประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งล่าสุด วันที่ 10 มีนาคม 2563

 

 

ณรงค์ ทรงอารมณ์ และทีมงานเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ

ทำหน้าที่เลขาธิการมหาเถรสมาคม ตามข้อกำหนดในกฎหมาย

 

 

เสร็จประชุมแล้ว "สิปป์บวร" โฆษกสำนักพุทธฯ แถลงข่าว

 

 

ดูหน้าผู้ช่วย "เอางั้นเลยหรือครับพี่" นี่มันเล่นแรงนะ

 

 

ฟังไปก็เสียวไป ในฐานะที่นั่งด้วยกัน ถึงจะไม่ได้พูด แต่คนก็เห็นหน้า

หวังว่าคงจะไม่โดนพระเณรชะยันโตเหมือนสิปป์บวรนะครับ

 

 

อา..นึกว่าปัญหาของประเทศไทยในเวลานี้จะมีแค่ "ไวรัสโควิด-19" เท่านั้น ที่ไหนได้ กลับยังมีอีกมากมาย รวมทั้ง "ปัญหาเรื่องสถานะของพระที่ถูกต้องคดีอาญา" อีกด้วย เขียนแบบนี้คงไม่ผิดนะฮะ คุณพงศ์พร เอ๊ย คุณณรงค์ !

สาเหตุที่ทำให้ทางสำนักพุทธฯ ของคุณณรงค์ ทรงอารมณ์ (รวมทั้งคุณเทวัญและคุณพงศ์พร) ต้องร้อนอกร้อนใจ สั่งให้สปี๊กเกอร์ออกมาแถลงข่าวอย่างมีอารมณ์นั้น ก็น่าจะมาจากข่าวทาง "หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ฉบับวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งวันนั้น ตรงกับวันประชุม มส. พอดี เลยต้องมีการ "แก้ข่าว" กันบ้าง มิฉะนั้นก็จะลำบาก เพราะสื่อหลักเสนอข่าวตรงกันข้ามกับบทบาทของสำนักพุทธฯ มันก็จะเหนื่อยซีฮะ ขืนปล่อยไปจะทำให้สำนักพุทธฯเสียรังวัดบานเบอะ งานนี้จึงต้องมีการแก้มวย ด้วยการยืมคำพูดของอาจารย์ปู่จำนงค์ มาหักล้างกับพูดที่อ้างคำพูดท่านมาคัดค้านมติของสำนักพุทธฯ เหมือนหนามยอกก็เอาหนามบ่ง ทำนองนั้น

 

 

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต

ปรมาจารย์อาวุโสในทางพระพุทธศาสนา

 

 

ไทยรัฐยักษ์หัวเขียว พาดหัวข่าวเหมือนตีหัว "ณรงค์-พงศ์พร" ว่า "อัด พศ. แถลงทำขั้นตอนสละสมณเพศสับสน" เนื้อหาภายในก็มีการสัมภาษณ์ "อาจารย์ปู่-ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต" ซึ่งถือว่าเป็นปรมาจารย์ในทางพระพุทธศาสนา มีลูกศิษย์ลูกหาอยู่ทั่วเมือง ตั้งแต่ระดับปริญญาจนถึงด๊อกเตอร์ รวมทั้งศาสตราจารย์ และราชบัณฑิต อีกมากมายหลายท่าน อาจารย์ปู่จำนงค์พูดจา ก็เหมือนศาลฎีกาพิพากษา เพราะว่าสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ปัจจุบัน ยังอ่อนอาวุโสกว่าอาจารย์ปู่จำนงค์ สมัยยังครองผ้าเหลืองเมื่อต้น 25 พุทธศตวรรษ

ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ รวมทั้งผลงานอันเป็นอมตะมากมายหลายร้อย ส่งผลให้ใครๆ ก็อยากจะได้ความเห็นของอาจารย์ปู่จำนงค์ไปอ้างอิง แรกๆ ก็อ้างอิงในห้องเรียน ต่อมาก็อ้างอิงในหนังสือ ล่าสุดก็อ้างอิงแม้กระทั่งในคดีอาญาและสถานภาพของพระสงฆ์ที่ต้องคดีอาญา ขนาดว่ามีมหาเถรสมาคมอยู่โทนโท่ ก็ไม่มีใครไปถามกรรมการ มส. เพราะก็คงจะรู้ดีว่า กรรมการ มส. ท่านต้องสงวนท่าทีในการแสดงออก แบบว่าจะพูดนอกห้องประชุมไม่ได้ ประชุม มส. ไม่เหมือนประชุม สส. ใครขืนพูดเรื่อยเปื่อยก็เตรียมตัว "พักงานยาว" นี่ไงที่ว่าทำไมใครต่อใครต้องไปถาม อาจารย์ปู่จำนงค์ ทองประเสริฐ แม้ว่าท่านจะอายุอาวุโสถึง 93 ปีแล้วก็ตาม พวกก็ยังไม่ยอมให้ท่านพักผ่อน

 

 

ซ้าย : พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ที่ปรึกษาสำนักพุทธฯ

ขวา : ณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ปู่จำนงค์ จะพูดจริง หรือไม่ได้พูด หรือพูดว่าอย่างไรไปบ้าง มันก็ลำบากที่จะยืนยัน แต่ถึงกระนั้น ตราบใดที่มหาเถรสมาคมไม่วินิจฉัยโดยเด็ดขาด แต่ปล่อยให้ "เด็กวัด" คือ ณรงค์ ทรงอารมณ์ ออกมาพูดจาเกี่ยวกับสถานะของพระสงฆ์ มันก็ไม่มีความหมาย ยิ่งณรงค์เป็นร่างทรงของพงศ์พร มือจับพระเข้าคุกเสียเอง มันก็เอวังซีฮะ อย่าลืมนะฮะ ว่าคุณพงศ์พรเคย "เพิ่มความเห็นของตนเอง" เข้าไปในสำนวนฟ้องกรรมการ มส. ไว้ด้วยว่า "การกระทำของผู้ต้องหาที่ 1-3 นอกจากกระทำผิดทางอาญาแล้ว ยังเข้าข่ายอาบัติปาราชิกตามพระธรรมวินัย ไม่สมควรครองสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นเจ้า คณะรอง และดำรงตำแหน่งกรรมการ มส. (เดลินิวส์ : 18 เมษายน 2561)" ถือได้ว่าเป็นการทำงาน "ล้ำหน้า" เกินบทบาทหน้าที่ ผอ.พศ. อย่างชัดเจนที่สุด และคงจะเป็นตราบาปของพงศ์พรไปจนถึงลูกถึงหลาน

 

 

ดังนั้น เมื่อสำนักพุทธฯ ซึ่งมีฐานะเป็น "ร่างทรง" ของพงศ์พร ออกมาพูดเรื่องสถานะของพระที่ถูกพงศ์พรจับสึก จึงไม่มีใครเชื่อถือ เพราะใครก็รู้ว่า "ณรงค์" เป็นเด็กปั้นของ..พงศ์พร แน่นอนว่า ตราบใดที่ยังไม่สามารถ "สลัดเงา" ของพงศ์พร ให้พ้นตัวเอง ต่อให้ "ณรงค์" อมพระมาพูด ก็คงไม่มีใครเชื่อ

เหนือไปกว่านั้นก็คือ "บรรยากาศ" ของการทำงานร่วม ระหว่างพระเณรเถรชีทั่วประเทศ กับ "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" อันมี ณรงค์ ทรงอารมณ์ เป็นผู้นำ (โดยตำแหน่ง) ในวันนี้ และมี "พงศ์พร" เป็นที่ปรึกษา น่าที่จะเดินไปได้สวย ด้วยท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน เหมือนคุณเทวัญ ลิปตพัลลภ เคยกลับลำเมื่อตอนจำคำพูดของเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ ไปบอกนักข่าวครั้งก่อน

แต่กลับตาลปัตร เมื่อ "ณรงค์" สวมวิญญาณของ "พงศ์พร" สั่งการให้ "สิปป์บวร" ออกมาปะฉะดะ ไม่ยอมลดวาราศอก นั่นก็เท่ากับว่า ณรงค์ ทรงอารมณ์ ได้นำเอาสำนักพุทธฯ กลับไปสู่บรรยากาศเก่าๆ เมื่อครั้ง "พงศ์พร" ยังครองเก้าอี้ ซึ่งช่วงนั้น แทบจะไม่มีพระเณรย่างกรายไปพุทธมณฑล บรรยากาศพอๆ กับไวรัสโคโรน่าระบาด เพราะพระเณรเขาขยาดพงศ์พร ครั้นพงศ์พรเกษียนไปได้ณรงค์มาแทน ก็น่าจะเปลี่ยนวิธีการทำงาน แต่ที่ไหนได้ กลับกลายเป็น "ณรงค์ก็คือพงศ์พร" อยู่เหมือนเดิม

การเกษียนอายุของพงศ์พร หาได้ทำให้ "โรดแม็ป" ที่วางเอาไว้ในการจัดระเบียบงานคณะสงฆ์ให้ขาดลงไปแต่อย่างใด พงศ์พรหาได้ไปจากพุทธมณฑลแต่อย่างใดไม่ แต่ยังคงอยู่ในฐานะ "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านกิจการพระพุทธศาสนา" มีอำนาจครอบจักรวาล สั่งการ "ณรงค์ ทรงอารมณ์" ได้เต็มอำนาจ และย่อมจะมีประสิทธิภาพกว่าตอนที่พงศ์พรยังไม่เกษียน เพราะตอนนั้นคนเห็นตัว แต่ตอนนี้ไม่มีใครเห็น พูดหรือสั่งอะไรผ่านณรงค์ ใครจะรู้ว่า นั่นคือ..พงศ์พร

 

 

พระเณรต้องทำหน้ากากใช้เอง

 

ท่ามกลางวิกฤติการณ์ไวรัสโคโรน่าระบาดหนักไปทั่วโลก วัดวาอารามและพระภิกษุสามเณร ต่างก็ตั้งความหวังไว้ที่ "ผู้นำ" ในทางศาสนา ว่าจะได้แสดงอะไรออกมาให้เป็นการสร้างความเชื่อมั่น หรืออย่างน้อยก็ขอแค่ "หน้ากากอนามัย" ไว้ปิดหน้าวัดละชิ้นสองชิ้นก็ยังดี ดีกว่าไม่มี

แต่ที่ไหนได้ ประชุม มส. ก็แล้ว ประชุม พศ. ก็แล้ว ไม่เห็นแววว่าทาง มส. ก็ดี พศ. ก็ดี จะมีมาตรการอะไรให้เป็นที่มั่นใจเลย มีเพียงพระสังฆราชทรงประทานพระราชทรัพย์ 2 ล้าน ซื้อหน้ากากแจกจ่ายพระเณรร่วมๆ 400,000 รูป ถัวเฉลี่ยได้รูปละ 5 บาท ในขณะที่หน้ากากสีฟ้าราคาพุ่งไปตั้งชุดละ 14 บาท เป็นอย่างต่ำ ถามเสี่ยบอยดูสิ แถมชิ้นละ 14 บาทนั้น ต้องสั่งครั้งละ 1 ล้านชุดด้วย ต่ำกว่านั้นไม่ขาย เงิน 2 ล้านของสังฆราช ดูมากมายในสายตาพระธรรมยุตผู้บริสุทธิ์ แต่ในสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นจริง ถามว่ามันช่วยอะไรได้ ?

 

 

 

รัฐมนตรีเทวัญ เข้ารับเงินประทานจากพระสังฆราช

น่าจะนำไปถวายท่าน กลับไปเอาของพระไปใช้ ถวายแล้วก็เอาคืน

ประเทศไทยเรามาถึงวันนี้ได้อย่างไร ?

 

 

ซ้ำร้ายก็คือ สำนักพุทธฯ ต้องยอมจำนนว่า "ไม่มีเงินซื้อหน้ากากถวายพระ" เพราะว่างบประมาณอะไรต่างๆ ถูกรัฐบาลยึดคืนไปหมด ตั้งแต่สมัย "พงศ์พร" เป็นผู้อำนวยการ พศ. แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงินบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม ไม่ว่าจะเป็นเงินฉุกเฉินยามเกิดวิกฤติเช่นไวรัสโควิดในวันนี้ สำนักพุทธฯไม่มีเงินเหลือเลย พระสงฆ์องค์เณรต้องหันมา "ตัดจีวร" ทำเป็นหน้ากากใช้กันเอง ส่วนสำนักพุทธฯก็หันไปแบมือ..ขอเงินสังฆราช มาซื้อหน้ากากแจกแทน

นั่นถือเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่สำนักพุทธฯ ควรพูด ควรทำ แต่สิ่งที่ควรทำกลับไม่ทำ สิ่งที่ไม่ควรทำกลับรีบทำ มันก็แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของสำนักพุทธฯ ยุคมีนายณรงค์เป็นหัว และมีนายพงศ์พรเป็นเงาหัว พูดได้คำเดียวว่า ขืนเป็นเช่นนี้ วิบัติฉิบหายเกิดแก่วงการพระศาสนาแน่นอน

ไม่มีพระเณรในประเทศแม้แต่รูปเดียวเลยหรือ ที่กล้าลุกขึ้นถามว่า "มีสำนักพุทธฯไว้ทำไม"

 

รวมใจกันติดแฮชแท็ก

 

#ณรงค์ออกไป !

#พงศ์พรออกไป !

#มผอพศงรจตกม !

 

เหมือนนักศึกษาทั่วประเทศเขาลุกฮือขึ้นต่อสู้เรียกร้องต่อท่านผู้นำไทยในวันนี้

 

 

สำนักพุทธฯแฉ มีคนแอบอ้างชื่อราชบัณฑิต บิดเบือนข้อมูลการสละสมณเพศ ยันทำตาม ก.ม. เพื่อสร้างความเข้าใจ

จากกรณีที่มีข่าวว่า ศ.พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ได้ออกมากล่าวถึงการแถลงข่าวของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เรื่อง การสละสมณเพศของพระภิกษุสงฆ์ ภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ว่า เป็นการทำให้สังคมสับสนนั้น

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พุทธมณฑล จ.นครปฐม นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการ พศ. ในฐานะโฆษก พศ. กล่าวถึงกรณีดังกล่าวภายหลังการประชุม มส. ว่า เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และตนได้ให้เจ้าหน้าที่ พศ. ไปสอบถามราชบัณฑิตท่านดังกล่าวแล้ว พบว่าท่านไม่ได้มีการข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีคนแอบอ้างชื่อท่านโดยที่ท่านไม่รับรู้ และเมื่อสังเกตข้อความตามข่าวที่ระบุว่าราชบัณฑิตท่านนี้ให้สัมภาษณ์ จะพบว่ามีข้อความที่ไม่ถูกต้องอยู่หลายจุด ทั้งนี้ การที่ พศ. นำเรื่องการสละสมณเพศเข้าหารือใน มส. เป็นการนำหลักกฎหมายที่มีการบัญญัติไว้แล้วเข้าหารือ เพื่อนำมาทบทวน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดย มส. ได้มีมติรับทราบ และทาง พศ. ได้มีการแจ้งเวียนมตินี้ไปยังคณะสงฆ์ทั่วประเทศแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมติดังกล่าว เป็นมติที่ มส. รับทราบเรื่องการพ้นจากความเป็นพระภิกษุ กรณีต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา จากกรณีที่มีพระภิกษุถูกจับกุมกรณีต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา และเป็นข้อถกเถียงกันในหมู่ชาวพุทธเกี่ยวกับพระภิกษุที่ถูกจับกุม และเจ้าหน้าที่ดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศ โดยที่พระภิกษุรูปนั้นไม่ได้เปล่งวาจาจะถือว่าพ้นจากความเป็นพระภิกษุหรือไม่ และกรณีพระภิกษุรูปนั้นได้รับการประกันตัวออกมาหรือพ้นโทษมาแล้ว จะกลับมานุ่งห่มจีวรโดยไม่ได้อุปสมบทใหม่ได้หรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวก่อให้เกิดความสับสนแก่ชาวพุทธ และมีผู้แสดงทัศนะต่อเรื่องดังกล่าวอย่างกว้างขวาง โดยเผยแพร่ข่าวออกไปผ่านสื่อในหลายช่องทาง นำมาซึ่งความเสื่อมเสีย กระทบต่อความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้นแก่คณะสงฆ์และสังคม พศ. จึงได้นำกฎหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 28, 29, 30 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 เข้าหารือ มส. เพื่อต้องการชี้แจงทำความเข้าใจ และเป็นแนวปฏิบัติแก่คณะสงฆ์ทั่วประเทศต่อไป

 

ไทยรัฐ : 11 มีนาคม 2563

 

 

 

อัด พศ. แถลงทำขั้นตอนสละสมณเพศสับสน

ราชบัณฑิตชี้ "สึก" ต้องมีเจตนาเปล่งวาจา ถูกขัง-แต่งขาวไม่ใช่ประเด็น

ศ.พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แถลงข่าวเกี่ยวกับการสละสมณเพศของพระภิกษุสงฆ์ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ว่า เป็นการทำให้สังคมเข้าใจว่าการแถลงข่าวดังกล่าวเป็นมติของมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อให้สังคมเข้าใจว่า พระสงฆ์ที่ถูกคุมขังขาดจากความเป็นพระแล้ว ตามผลของกฎหมายมาตรา 29 และ 30 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งถือเป็นการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน โดยการแถลงข่าวดังกล่าวเป็นการใส่ความคิดเห็นส่วนตัวเข้าไปในข้อกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามหลักการเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทั้งนี้อาจส่งผลกระทบ เกิดความเสียหายต่อคณะสงฆ์ และพระพุทธศาสนาอย่างใหญ่หลวง เพราะการให้พระภิกษุสละสมณเพศ ตามมาตรา 29 นั้น ต้องจัดการให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย โดยต้องมีเจตนาเปล่งวาจาลาสิกขาต่อหน้าผู้รู้ความ ตามแนวของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6782/2543 ซึ่งจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกานี้ ยืนยันได้ว่า ถ้าไม่ได้จัดการลาสิกขาตามขั้นตอนพระธรรมวินัย โดยมีเจตนาเปล่งวาจาลาสิกขาถือได้ว่า ไม่เป็นการสละสมณเพศ

ศ.พิเศษ จำนงค์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังพบว่า กรณีของพระสงฆ์วัดสระเกศกับวัดสามพระยา ที่ถูกคุมขังก่อนได้รับการประกันตัวนั้น ไม่ได้มีการเปล่งวาจาลาสิกขาตามขั้นตอนพระธรรมวินัย และในวันที่ต้องถูกคุมขัง ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่มีพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการให้มีพระสงฆ์รูปใด จากวัดใด มาดำเนินการสละสมณเพศ ทั้งไม่ปรากฏพยาน เอกสารและพยานบุคคล และไม่ปรากฏบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรของพระภิกษุรูปที่มาดำเนินการให้สละสมณเพศ ที่จะต้องลงความเห็นว่าท่านได้ลาสิกขาไปแล้ว ส่วนการถูกคุมขังและการใส่ชุดขาวนั้น ไม่ใช่ประเด็นที่จะนำมากล่าวอ้างว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านขาดจากความเป็นพระไปแล้ว เพราะสาระสำคัญของความเป็นพระภิกษุจะสมบูรณ์หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่การถูกคุมขัง แต่อยู่ที่ข้อวัตรปฏิบัติของความเป็นพระภิกษุตามพระธรรมวินัย การที่ต้องใส่ชุดขาวก็มีเหตุจำเป็นที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของเรือนจำ ไม่ได้ทำให้ความเป็นพระภิกษุหมดไป เช่น เวลาพระสงฆ์อาพาธต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ก็ต้องถอดจีวรเพื่อใส่ชุดตามระเบียบของโรงพยาบาล นอกจากนี้โฆษก พศ. ยังได้อ้างถึงมาตรา 28 ที่ระบุ ว่า พระภิกษุรูปใดก็ตามที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคล ล้มละลาย ต้องสึกภายใน 3 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุดนั้น ซึ่งถือว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องคดีที่เกิดกับวัดสระเกศ และวัดสามพระยา ดังนั้นจึงไม่ควรนำมากล่าวอ้าง เพราะจะเป็นการชี้นำให้สังคมเกิดความสับสนได้

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 10 มีนาคม 2563

 

มันมาจากนอกโลก !

ครูบาบุญชุ่มส่งจดหมายทำนายจากในถ้ำ

ระบุถึง "โรคห่า" คร่าชีวิตคนบนโลกเป็นล้านๆ

ชาวพุทธชื่นใจ ครูบาบอก

"พวกศาสนาอื่นจากตายเป็นล้าน ชาวพุทธจะรอด"

 


 

 

พระครูบาบุญชุ่ม เขียนจดหมายถึงลูกศิษย์ ให้รักษาศีล เตือนอันตราย 3 ประการ

"พระครูบาบุญชุ่ม" เกจิดังล้านนา เขียนจดหมายจากในถ้ำถึงลูกศิษย์ ให้มีสติ รักษาศีล มีธรรมะ ระวังอันตราย 3 ประการจะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้

วันที่ 10 มีนาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก พระครูสมุห์นทีเทพ จิรวฑฺฒโณ วัดหนองปึ๋ง จ.เชียงใหม่ ได้นำคำเขียนคำเมือง (ภาษาไทยถิ่นเหนือ) ของพระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร ที่เข้าไปปฏิบัติธรรมกรรมฐาน บำเพ็ญเพียร ในถ้ำที่เมืองแก๊ด รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ได้เกือบ 1 ปี ส่งออกมาจากถ้ำ มาแปลเป็นไทยภาษากลาง เผยแผ่ให้กับลูกศิษย์ ดังนี้

 

 

8/3/63 เมตตาถึงคณะศิษย์ศรัทธาสาธุชน ลูกศิษย์ลูกหาตลอดถึงลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดทั้งหลายทุกๆ คน ขอให้ได้เข้าใจรับรู้ถึงข่าวการปฏิบัติธรรมของเรา พระครูบาพ่อบุญชุ่ม ปัจจุบันตอนนี้มีความสุขกาย สบายใจ อยู่เย็นเป็นสุข ฉันอาหารได้ปกติ

ด้านการปฏิบัติธรรมกรรมฐาน มีความเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ เกิดมีสติ ตัวเบา โล่งใจ ใจเบา การปฏิธรรมทุกอย่างไม่มีอุปสรรค ปัญหาใดๆ สามารถปล่อยวางได้ทั้งหมดเหมือนตายแล้วเกิดใหม่อีกชาติหนึ่ง ไม่มีปัญหาใดๆ ได้เอาสติปัญญานำหน้า มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมทุกกิริยาและปฏิบัติธรรมตามแนวปฏิบัติปัฏฐานทั้ง 4 มีจิตเมตตาเหนือสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั่วถึงหมด ในอนันตจักรวาลหาที่สุดไม่ได้ และได้เห็นสภาวธรรม รูปนาม เกิดดับ เอาสติปัญญารับรู้ ตามความเกิด ดับเมื่อพิจารณารูปนามตามความดับที่ใกล้นิพพาน

ในโลกนี้อะไรไม่เที่ยงแท้เป็นทุกข์ อนัตตาไม่เป็นดั่งใจเรา เป็นอันว่างเปล่า กินข้าวอยู่เพื่อรอวันตาย อยู่เฉยๆ ก็รอความตาย ถ้ามีจิตเห็นถึงสภาวธรรม สัจจะตามความเป็นจริงชัดเจนแล้ว จิตจะสว่างไสวไม่มีความทุกข์ทั้งสิ้น เอาวิญญาณรู้ รูปนาม สังขาร เกิดดับ เอาสติรู้ตามสังขารไม่ปรุงแต่ง มีความว่างเป็นนิพพานจริง ถ้าไม่รู้ตามสภาวะความจริงก็เป็นทุกข์ ถ้ามีปัญญารู้ตามสภาวะจิต ความจริงของสังขารไม่ติดปรุงแต่งเรื่องวุ่นวายต่างๆ ก็จะหมดสิ้นไป ดีชั่วอยู่ที่หมดใจ หมดใจอยู่ที่รู้ อยู่ที่มีสติมีปัญญา

พวกเราคนดีมีปัญญาทั้งหลายมีบุญกุศลอันยิ่งใหญ่หลวงอย่างยิ่ง ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาถือว่ามีโรคลาภ สิ่งที่จะพาพวกเราเป็นคนดีคนประเสริฐนอกจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เหล่านี้แล้ว ไม่มีอะไรอีกด้วยเหตุนี้ขอจงภูมิใจในภาวะชาติที่เราได้เกิดมา พบเจอพ่อแม่ที่ดี มีสัมมาทิฐิ นับถือพระรัตนตรัย และเป็นคนที่ทำบุญทำกุศล ทาน ศีลภาวนา เจริญสมถะวิปัสสนา มหาสติปัฏฐานทั้ง 4 และแนวทางปฏิบัติที่จะได้เข้าถึงมรรคผลนิพพาน

ด้วยเหตุนี้เมื่อมีเวลาให้มีใจศรัทธานับถือข้อธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้ในจิตใจ เอาธรรมไว้ในจิตให้เหมือนธรรมเจดีย์ (เจดีย์ทองคำ) ให้สมกับเกิดมาพบพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่าอยู่ปล่อยวันเวลาให้ผ่านไป อย่าให้ตายไปโดยไม่มีบุญติดตัว พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระกรุณาเหนือสรรพสัตว์ทั้งหลาย หาประมาณมิได้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดเทวดา มนุษย์ทั้งหลาย สรรพสัตว์ทั้งหลายเพื่อให้พ้นความทุกข์ ซึ่งหาอะไรเปรียบเทียบมิได้ พระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งใหญ่กว่าแผ่นดิน ท้องฟ้า มหาสมุทร และภูเขาหิมาลัย

ด้วยเหตุนี้ควรเคารพนับถือทุกเวลา ให้เว้นจากการงานอันเป็นบาป เป็นทุจริต เลือกทำการงานที่สุจริต หมั่นทำบุญกุศลไว้เสมอ ให้อายต่อบาป อกุศล ให้พากันทำจิตใจให้ผ่องใส ลดจากโลภะ โมสะ โมหะ มานะ ทิฐิ อวิชชา อุปทานทั้งหลาย ให้พบแต่ความสุขความเจริญ และได้บรรลุถึงมรรคผลนิพพานด้วยเทอญ

อันว่าสังขารธรรมทั้งหลาย อันไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีความทุกข์เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป และเป็นอนัตตา ความตายด้วยเหตุนี้ อย่าอยู่ด้วยความประมาท อันว่าตอนนี้ พุทธศาสนาล่วงเกินครึ่งหนึ่งตามที่พุทธองค์ตรัสไว้ เป็นมาตามยุคตามสมัย คนในโลกนี้จะไม่มีศีลธรรม ไม่มีจิตใจเมตตากรุณา

 

ด้วยเหตุนี้คือ 3 ประการ หรืออันตราย 3 ประการ จะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้

คนทั้งหลายจะเป็นโรคทาฬะลงเมือง (ตายห่า) จะตายกันมาก

โดยเฉพาะคนที่ไม่นับถือพระพุทธศาสนา จะตายเป็นจำนวนหมื่น จำนวนล้าน

ด้วยเหตุนี้ ให้มีสติ โรคภัยไข้เจ็บนี้ ไม่ใช่โลกนี้เกิดขึ้นมาเอง

นอกโลกหรือโลกอื่นเขาเอามาปล่อยใส่ผู้อื่นทั้งหลายจะได้ตาย

เป็นแล้วจะรักษาไม่ได้ มีธรรมะเท่านั้นรักษาได้

 

ด้วยเหตุนี้ให้มีสติ เกี่ยวกับการกินเนื้อปลา สิ่งจะนำเชื้อโรคมา ตอนนี้ในโลกตายนับหมื่นเป็นที่น่ากลัว ให้ทุกคนมีสติในการกินอยู่ ให้ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ทำวัตรสวดมนต์ภาวนาส่งเมตตาให้มากๆ ให้แผ่ถึงในโลกในอนัตตจักรวาลสัตว์ทั้งหลายหาที่สุดไม่ได้

เราขอเอาบุญคุณทั้งหลายบทไว้บนเศียรเกล้า ศรัทธาพ่อแม่พี่น้อง ลูกหลานทุกบ้านทุกเมือง ที่ได้พากันเอาข้าวน้ำของกิน ยา ตลอดจนถึงปัจจัยทั้ง 4 รวมทั้งทุกอย่างมาถวายเพื่อช่วยกันมาเสริมสร้างบารมี เราเจ้าพ่อศีลธรรมบุญชุ่ม ทั้งหมดนี้ขอให้อยู่ดีมีสุข ทั้งกายใจเจริญในทางโลก ทางธรรม ตลอดถึงมรรคผลนิพพานด้วยเทอญ สาธุ อนุโมทามิ

ไม่นานก็จะครบ 1 ปี ในวันเพ็ญเดือน 6 นี้ ให้มาส่งของกิน ข้าว น้ำ ผลไม้ 1 เดือน มา 1 ครั้ง เรามีความเกรงใจศรัทธาทั้งหลาย ปัจจุบันนี้ให้มีสติกัน กลัวเป็นโรคติดต่อกัน ให้เว้นของกินบ้าง กินน้ำพริก ผักเขียวบ้าง จะลดโรคภัยไข้เจ็บจะน้อยลง ใหห้พี่น้องเมืองแก๊ต ที่เคยมาส่งข้าวสาร อาหารแห้ง

เราครูบาจะพิจารณาแล้ว หุงทำกับข้าวคนเดียว อย่าเป็นห่วงเรื่องของกิน เราครูบาอยู่กินแบบง่ายๆ และเลี้ยงกา นก หมู กระรอก นกยูง เสือเล็ก เสือไฟ ที่มานอนปฏิบัติธรรม น่ายกย่องสรรเสริญ มาพึ่งบุญครูบา สัตว์มากันมากมายและขอเมตตา เอาขนมมาด้วย จะได้เอาไว้เลี้ยงสัตว์บ้าง ขอเมตตามาเท่านี้ สาธุ สาธุ สาธุ ครูบาพ่อศีลธรรมบุญชุ่ม ญาณสํวโร

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 11 มีนาคม 2563

 

โปรดเกล้าฯเจ้าคุณฌอนเป็นคนไทย

เป็นกรณีพิเศษ

 

 

พระราชพัชรมานิต (ฌอน ชิเวอร์ตัน)

ชาวอังกฤษ ที่แปลงสัญชาติเป็นไทย

 

โปรดเกล้าฯ ให้ "พระฌอน ชิเวอร์ตัน ชยสาโร" แปลงสัญชาติไทย เป็นกรณีพิเศษ

ในหลวง โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้แปลงสัญชาติ "พระฌอน ชิเวอร์ตัน ชยสาโร" เป็นสัญชาติไทย เป็นกรณีพิเศษ

วันที่ 9 มี.ค. 2563 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศโดยมีเนื้อหาระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า


พระราชพัชรมานิต (พระฌอน ชิเวอร์ตัน ชยสาโร) สัญชาติอังกฤษ สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้เข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน 

เป็นพระภิกษุที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย แตกฉานในพระธรรมคำสอน มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ธรรมะทั้งในประเทศไทยและนานาชาติ กับเคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติมาก่อน ถือเป็นผู้ทำคุณประโยชน์เป็นพิเศษต่อประเทศไทยและพระพุทธศาสนา

ทั้งนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชพัชรมานิต ในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2562 ประกอบกับพระราชพัชรมานิต (พระฌอน ชิเวอร์ตัน ชยสาโร) ได้ขอพระราชทานพระมหากรุณาแปลงสัญชาติเป็นไทย 

โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 จึงทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ พระราชพัชรมานิต (พระฌอน ชิเวอร์ตัน ชยสาโร) แปลงสัญชาติเป็นไทยเป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม พุทธศักราช 2563

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 9 มีนาคม 2563

 

ยกเลิก !

งานวันวิสาขบูชาโลก ปี พ.ศ.2563

สาเหตุ เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

สถานการณ์ไม่ปลอดภัย

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ควัดประยุรวงศาวาส : 6 มีนาคม 2563

 

เจ้าคุณเอื้อนโดนคุกอีก 8 เดือน !

ข้อหาสนับสนุนเจ้าหน้าที่ พศ. ทุจริต

แต่ให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี

 

แปลว่าอะไรฮะ ? ก็แปลว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พระสังฆาธิการไทยไม่ว่าระดับไหน จะทำเรื่องเพื่อของบประมาณบูรณะปฏิสังขรณ์วัด หรือโครงการอื่นใด ไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะขืนพลาด มีเจ้าหน้าที่ทำการทุจริตไปแม้แต่บาทหนึ่ง ถึงพระจะไม่ทราบ ไม่ได้รับผลประโยชน์ ไม่มีผลตอบแทน ฯลฯ ก็ตาม ศาลก็ยังสั่งลงโทษ ทั้งๆ ที่เห็นอยู่ตำตาว่า จำเลยไม่มีเจตนาโกง แล้วจะไปร่วมมือเพื่ออะไร เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แต่กลับถูกรัฐบาลเอากระดูกมาแขวนคอ ตราหน้าว่าเป็นคนเลว ทั้งๆ ที่ทำคุณงามความดีเพื่อพระศาสนาแท้ๆ แบบนี้ก็น่าจะลาออกจากตำแหน่งเสียให้หมด บวชเพื่อพ้นทุกข์ดีกว่า อย่าไปสนองงานคณะสงฆ์องค์กรการเมืองในผ้าเหลืองอีกต่อไปเลย หรืออยากตายในคุกก็ตามแต่นะ ท่านเจ้าคุณทั้งหลายนะ

 

 

 

 

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก 8 เดือน ปรับ 8,000 บาท อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา สนับสนุน "พนม ศรศิลป์" อดีต ผอ.พศ. จัดสรรงบโรงเรียนพระปริยัติธรรมมิชอบ แต่โทษจำคุกรอลงอาญาไว้ 1 ปี ส่วน "พนม" โดนคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา


วันนี้ (5 มี.ค.) ที่ห้องพิจารณา 703 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี เวลา 10.00 น. ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนวนที่ 3 คดีหมายเลขดำที่ อท.254/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง

 

นายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.)

นายบุญเลิศ โสภา อายุ 54 ปี อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง

นายแก้ว ชิดตะขบ อายุ 54 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา

นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร อายุ 51 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา

พระพรหมดิลก หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี อายุ 75 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

 

เป็นจำเลยที่ 1-5


ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริต หรือโดยทุจริต ยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารฯ ทำการรับรองหลักฐานเป็นเท็จ, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 162 ประกอบมาตรา 83, 86


กรณีกล่าวหาทุจริตการจัดสรรงบในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาประจำปีงบประมาณ 2557 วงเงิน 5 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 26 พ.ย. 2546 - 15 ส.ค. 2557 โดยอัยการโจทก์ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 61 พร้อมระบุคำขอท้ายฟ้อง ขอให้ศาลสั่งจำเลยทั้งห้า ร่วมกับ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.สำนักงาน พศ. (ตัวยังหลบหนีคดี) ชดใช้เงิน 5 ล้านบาท คืนให้สำนักงาน พศ. และให้นับโทษอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยาในคดีฟอกเงิน หมายเลขดำ อท.196/2561 ด้วย

โดย พระพรหมดิลก หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ได้ประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์ 2 ล้านบาท ก็เดินทางมาศาล ซึ่งสวมชุดกางเกงขายาว เสื้อแขนสั้นสีขาว มีกลุ่มพระลูกศิษย์นับ 10 รูป และฆราวาสกว่า 10 คน มาร่วมให้กำลังใจฟังคำพิพากษา


ส่วน นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ. จำเลยที่ 1 และกลุ่มลูกน้องในสำนักงาน พศ. จำเลยที่ 2, 3, 4 ทั้งในส่วนที่ศาลไม่ให้ประกันตัว และไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอจะยื่นประกันตัว ปัจจุบันถูกคุมขังในเรือนจำและทัณฑสถานหญิงกลาง ศาลได้เบิกตัวจำเลยที่ 1-4 มาศาลพร้อมฟังคำพิพากษา


ขณะที่ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์-จำเลย ที่ได้ทำการไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ส่วนอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำผิด มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 1 ปี และปรับ 12,000 บาท

โดยจำเลยที่ 1, 3, 4, 5 ให้การเป็นประโยชน์ในชั้นพิจารณาคดีอยู่บ้างเห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1, 3, 4 คนละ 12 เดือน สำหรับจำเลยที่ 5 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท

โดยส่วนของอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา จำเลยที่ 5 นั้น ศาลเห็นว่า เคยประกอบคุณงามความดีในด้านพุทธศาสนา จบการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย ทะนุบํารุงการศึกษาด้านพระพุทธศาสนา อีกทั้งไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกนั้นจึงให้รอการลงโทษ (รอลงอาญา) ไว้มีกำหนด 1 ปี


ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกไว้เป็นเวลา 9 เดือน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยาที่ถูกกล่าวหาคดีร่วมกันฟอกเงิน 5 ล้านบาท จากการทุจริตงบประมาณ พศ. ในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้งที่ไม่มีการดำเนินโครงการ ในคดีหมายเลขดำที่ อท.196/2561 นั้น ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลางได้มีคำพิพากษาลงโทษไปแล้วเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 62 ให้จำคุก 2 กระทง รวม 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคดีทุจริตจัดสรรเงินงบประมาณสำนักงาน พศ. สำนวนแรก ที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลางตัดสินนั้น คือ คดีหมายเลขดำที่ อท.253/2561 กรณีเอาเงินงบประมาณของ พศ. ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงินงบประมาณ ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายพนม อดีต ผอ.พศ., นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ อดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนสถาน พศ., นายเจษฎา วงศ์เมฆ ฆราวาสติดต่อหาวัด, นายชรินทร์ มิ่งขวัญ ฆราวาส ทำหน้าที่ติดต่อหาวัด จำเลยที่ 1-4 ที่ให้จำคุกตั้งแต่ 1 ปี 8 เดือน - 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 กับให้ร่วมชดใช้เงินจำนวน 12 ล้านบาทด้วย


สำนวนที่ 2 ร่วมอนุมัติเงินอุดหนุนที่อนุมัติโครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรม 37 ล้านบาท และโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32.5 ล้านบาท ประจำปีงบประมาณ 2559 ให้วัดสระเกศราชวรมหาวิหารเพียงแห่งเดียวโดยมิชอบ คดีหมายเลขดำที่ อท.251/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2 ยื่นฟ้อง นายพนม อดีต ผอ.พศ., นายชยพล พงษ์สีดา อายุ 64 ปี อดีตรอง ผอ.สำนักงาน พศ., นายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา, นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อายุ 50 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา, พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข หรือนายธงชัย สุขโข อายุ 64 ปี อดีตพระราชาคณะเจ้าคณะรอง, อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม จำเลยที่ 1-5 จำคุกตั้งแต่ 3 ปี - 3 ปี 18 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยส่วนของอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ศาลให้ปรับ 27,000 บาท ส่วนโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี ซึ่งทั้งสองคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์

สำหรับกรณีกล่าวหาร่วมกันฟอกเงินนั้น ที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลางตัดสินแล้วก็มี 2 สำนวน ประกอบด้วย 

1. คดีหมายเลขดำที่ อท.38/2561 กล่าวหาฟอกเงินจากการที่ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงาน พศ. (ตัวยังหลบหนี) ทุจริตจัดสรรงบประมาณ 28 ล้านบาท ให้วัด 12 แห่งในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์, ตาก, นครสวรรค์, ชุมพร โดยมิชอบ ซึ่งศาลลงโทษจำคุกพระครูกิตติ พัชรคุณ หรือนายสมเกียรติ ขันทอง อายุ 56 ปี อดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์/อดีตเจ้าอาวาสวัดลาดแค รวม 13 กระทง เป็นเวลา 26 ปี คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ โดยจำเลยไม่ได้ประกันตัว

2.
คดีหมายเลขดำที่ อท.196/2561 กล่าวหาฟอกเงินจำนวน 5 ล้านบาท ในงบส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้งที่ไม่มีการดำเนินโครงการ โดยเจ้าอาวาสวัดสามพระยา นำงบที่ได้มานั้นไปใช้ก่อสร้างอาคารร่มธรรมแทน ทั้งที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินนั้นมาตั้งแต่แรก ศาลลงโทษ 2 กระทง พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี อายุ 75 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร จำคุก 6 ปี และพระอรรถกิจโสภณ หรือนายสมทรง อรรถกฤษณ อายุ 53 ปี อดีตเลขาฯ เจ้าคณะกรุงเทพ จำคุก 3 ปี คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ทั้งสองได้ประกันตัวคนละ 2 ล้านบาท

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 5 มีนาคม 2563

 

บวชใหม่ ได้ไม่ได้

มส.วินิจฉัยกรณีพระภิกษุถูกจับติดคุก

ตอบเป็น 3 นัย ไม่เหมียนกัน

 

อา.. มหาเถรสมาคมท่านอรรถาธิบายว่า ถ้าพระภิกษุถูกจับกุมคุมขัง ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ก็ต้องสึกตามกฎหมาย

แต่ถ้าหากว่าพ้นคดีมาแล้ว ไม่ว่าจะถูกจำคุกหรือรอลงอาญา ถ้าหากว่าคดีนั้นไม่เข้าข่ายอาบัติปาราชิก ก็ยังมีสิทธิ์กลับมาบวชได้ ง่ายๆ ไม่ซ้ำซ้อน

 

 

พุทธะอิสระ : พระพรหมดิลก : พระพรหมสิทธิ

3 อดีตพระที่ถูกจับกุมคุมขังและให้สละสมณเพศ

 

สามรูปข้างต้นนี้ ถ้ายึดเอาคำวินิจฉัยของมหาเถรสมาคมเป็นหลัก ก็ต้องบอกว่า ยังมีสิทธิ์บวชใหม่ได้ ถ้าหากว่าคดีที่ตนเองต้องโทษไปนั้น ไม่เข้าข่ายอาบัติปาราชิก นั่นหมายถึงว่า ก่อนบวชก็ต้องให้มหาเถรสมาคมวินิจฉัยเป็นรายบุคคลว่า ต้องอาบัติปาราชิกไปแล้วหรือไม่ ในกรณีที่ต้องคดีอาญา

 

 

ที่น่าฉงนก็คือว่า มหาเถรสมาคมระบุว่า กรณีเจ้าคุณประกอบ (พระพรหมกวี) วัดกัลยาณมิตร ซึ่งมิได้ถูกจับกุมคุมขัง จึงถือว่ามิเข้าข่ายที่จะต้องถูกบังคับให้สละสมณเพศ (เพราะการสละสมณเพศมีความจำเป็นในกรณีที่จะต้องนำตัวพระภิกษุรูปนั้นเข้าคุก แต่จะให้เข้าคุกทั้งผ้าเหลืองนั้นไม่ได้ เพราะผ้าเหลืองเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติไทย) และเมื่อศาลมีคำสั่งจำคุกแต่ให้รอลงอาญา เจ้าคุณประกอบก็ไม่ต้องลาสิกขาเช่นกัน

 

 

พระธัมมชโย : พระพรหมเมธี

 

แต่ทีนี้ว่า ถ้าหากว่าพระภิกษุรูปนั้น มิได้ถูกจับกุมคุมขัง เพราะสามารถหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ไปได้ ดังเช่น พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หรืออดีตพระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ก็ต้องถือว่า "ไม่เข้าข่าย" ที่จะต้องสละสมณเพศ เพราะไม่อยู่ในเขตอำนาจการบังคับของศาลอาญา จึงถือว่ายังคงมีสถานะพระภิกษุอยู่เต็มร้อย

มหาเถรสมาคมอรรถาธิบายเช่นนี้ จะชี้โพรงให้กระรอก หรือบอกทางสวรรค์ทางนรกแก่ใคร ก็ไม่รู้สิฮะ รู้เพียงแต่ว่า "ยุ่งตายห่า พ่ะย่ะค่ะ" เพราะท่านบอกว่า "ถามแค่นี้ก็ตอบแค่นี้ เรื่องอื่นๆ จึงไม่เข้าข่ายต้องตอบคำถาม เพราะไม่ถามก็ไม่ต้องตอบ" เอวัง !

 

 

 

มส.ฟันธง พระสงฆ์ต้องคดีอาญา โดนกักขัง ! พ้นสมณเพศ

มหาเถรสมาคม ฟันธง พระสงฆ์ผิดอาญา ถูกกักขัง-ไม่ได้ประกันตัว ต้องสละสมณเพศ แม้จะอ้างว่าไม่ได้เปล่งวาจาก็ตาม ชี้กรณี "พระพรหมกวี" วัดกัลยาฯ ศาลตัดสินมีความผิด แต่ให้รอลงอาญา และยังไม่ถูกกักขัง จึงยังไม่ต้องสละสมณเพศ

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2563 นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะโฆษก พศ. กล่าวว่า ที่ประชุมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 28 ก.พ. มีมติรับทราบ  เรื่อง การพ้นจากความเป็นพระภิกษุ กรณีต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา จากกรณีที่มีพระภิกษุถูกจับกุม กรณีต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา และเป็นข้อถกเถียงกันในหมู่ชาวพุทธเกี่ยวกับพระภิกษุที่ถูกจับกุม เเละเจ้าหน้าที่ดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศ โดยที่พระภิกษุรูปนั้นไม่ได้เปล่งวาจา จะถือว่าพันจากความเป็นพระภิกษุหรือไม่ และกรณีพระภิกษุรูปนั้นได้รับการประกันตัวออกมาหรือพ้นโทษมาแล้ว จะกลับมานุ่งห่มจีวร โดยไม่ได้อุปสมบทใหม่ได้หรือไม่ 

ซึ่งประเด็นดังกล่าวก่อให้เกิดความสับสนแก่ชาวพุทธ และมีผู้แสดงทัศนะต่อเรื่องดังกล่าวอย่างกว้างขวาง โดยเผยแพร่ข่าวออกไปผ่านสื่อในหลายช่องทาง นำมาซึ่งความเสื่อมเสีย กระทบต่อความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้นแก่คณะสงฆ์และสังคม พศ. จึงได้นำกฎหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 28, 29, 30 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาชี้แจงทำความเข้าใจ ดังนี้ 

1. พระสงฆ์รูปใด ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้เป็นบุคคลล้มละลาย ต้องสึกภายใน 3 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด 

2. พระภิกษุรูปใด ถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา เมื่อพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการ ไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว และเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไปควบคุม หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม หรือพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้ 

3.
เมื่อจะต้องจำคุก กักขัง หรือขับ พระรูปใด ตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ ปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาล มีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้ และให้รายงานให้ศาลทราบถึงการสละสมณเพศนั้น

โฆษก พศ. กล่าวต่อไปว่า กรณีจำเลยยอมสึก ถอดจีวรออก เพราะถูกจับความผิดอาญา และพนักงานสอบสวนไม่ให้ประกันตัว ต่อมาได้รับการประกันตัว กลับมาแต่งกายเป็นพระภิกษุอีก โดยมิได้อุปสมบทใหม่ จะมีความผิดฐานแต่งกาย หรือใช้เครื่องที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุสามเณรโดยมิชอบเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 พระภิกษุที่สละสมณเพศ กรณีกระทำความผิดทางอาญา และศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว จะเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ 

1. ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และรับโทษตามคำพิพากษาแล้ว เมื่อพ้นโทษออกมา สามารถเข้ามาบวชได้ 

2. ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด และรอลงอาญา ทั้งนี้ เมื่อพ้นจากระยะเวลาการรอลงอาญา สามารถเข้ามาบวชได้ เว้นแต่ 

3. ผู้ที่พ้นจากความเป็นพระภิกษุเพราะต้องปาราชิกมาแล้ว ไม่ว่าจะมีคำวินิจฉัยตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 หรือไม่ก็ตาม จะบรรพชาอุปสมบทอีกไม่ได้ และถ้าหากมารับบรรพชาอุปสมบทใหม่โดยกล่าวเท็จ หรือปิดบังความจริงต่อพระอุปัชฌาย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน1 ปี ทั้งนี้ มส. ได้รับทราบแนวทางตามข้อกฎหมายที่ พศ.เสนอขอหารือ และให้แจ้งเป็นแนวปฏิบัติแก่คณะสงฆ์ทั่วประเทศต่อไป

เมื่อถามถึงกรณี "พระพรหมกวี" เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร ที่ศาลพิพากษาว่า มีความผิด คดีทุบทำลายโบราณสถานภายในวัด มีโทษ 3 ปี แต่รับสารภาพ จึงลดหย่อนโทษ เหลือ 1 ปี และศาลให้รอลงอาญา 1 ปีนั้น นายสิปป์บวร กล่าวว่า มส. ได้มีการพูดถึงเช่นกัน แต่จะเห็นว่า กรณีของพระพรหมกวี ไม่เข้าข่ายต้องสละสมณเพศ เพราะว่าไม่ถูกกักขัง ทั้งนี้ กรณีที่นำเข้าหารือ มส. คือการที่ไม่ได้ประกันตัว และถูกกักขัง โดยตามกฎหมายต้องให้สละสมณเพศ ส่วนการสละสมณเพศของพระผู้ใหญ่ในคดีทุจริตงบฯ พศ. นั้น เจ้าหน้าที่ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการบังคับให้สละสมณเพศ แต่มีการนิมนต์พระผู้ใหญ่มาดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอน

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 3 มีนาคม 2563

 

DELAY !

เลื่อนประชุมโอเชียเนียออกไปไม่มีกำหนด

 

 

ข่าวด่วนจาก วัดนาคปรก กรุงเทพมหานคร พระกิตติโสภณวิเทศ (หลวงพ่อเศรษฐี) เจ้าอาวาสวัดนาคปรก ในฐานะ ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในโอเชียเนีย (ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) แจ้งว่า

เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) ยังไม่เป็นที่ไว้วางใจในความปลอดภัยด้านสาธารณสุขทุกพื้นที่ในโลก ดังนั้น ทางสหภาพพระธรรมทูตไทยในโอเชียเนีย ซึ่งมีกำหนดการประชุมใหญ่ในวันที่ 20 มีนาคม ศกนี้ ที่วัดไทยบริสเบน ออสเตรเลีย จึงได้ประชุมฉุกเฉินเพื่อประเมินสถานการณ์ ท้ายที่สุดได้ลงความเห็นว่า "ควรเลื่อนการประชุมครั้งนี้ออกไปไม่มีกำหนด" เพราะไม่มีใครรู้อนาคตว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ดังเอกสารที่ชี้แจงมาข้างต้น

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 2 มีนาคม 2563

 

แอ่นแอ๊น พระเอกหลงโรง !

สุดหล่อพ่อสายชลออกงานแรก

รับบทโฆษกเสียงทอง

งานอบรมเจ้าอาวาสวัดใหม่ในหนกลาง

 

 

โหลเท๊ส ! โหลๆ สองโหล 24

 

 

อา..เป็นบุญตาที่ได้มาปากน้ำโพ เอ๊ย ได้มาพบมหาสายชล คือว่าได้มีโอกาสเห็น "พระเดชพระคุณสมเด็จพระมหาสายชล" องค์รัชทายาทของสมเด็จนิยม วัดชนะสงคราม ในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ของประเทศไทย ได้ฤกษ์เสด็จเป็นองค์โฆษก เนื่องในวโรกาส "งานอบรมพระสังฆาธิการ เจ้าอาวาสใหม่" ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนกลาง เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา ณ พุทธมณฑล

ที่ต้องบอกกล่าวว่า "เป็นบุญตา" นั้น เพราะท่านพระมหาสายชล หลานในไส้ของสมเด็จนิยม วัดชนะ อดีตเจ้าคณะใหญ่หนกลางผู้ตงฉิน ได้ขึ้นเสวยอำนาจบนตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 1" อันเอกอุ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 ก็แค่ 9 ปี ที่ผ่านมา ตอนนั้นมหาสายชลยังคงเป็นแค่ "พระโสภณปริยัติสุธี" พูดแบบนี้คนก็ไม่รู้อีก ต้องบอกว่า เป็นเจ้าคุณชั้นสามัญ หรือชั้นต้น ในบรรดาเจ้าคุณทั้ง 6 ชั้น ของคณะสงฆ์ไทย

โดยในตอนนั้น ตำแหน่งใหญ่ๆ ในคณะสงฆ์หนกลาง จะมี 3 ตำแหน่งหลัก ได้แก่

1. เจ้าคณะหน หรือเจ้าคณะใหญ่ มีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมเด็จสมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชัยญาติ (อดีตพระวัดชนะสงคราม) ดำรงตำแหน่ง

2. เจ้าคณะภาค 1 ปกครองกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีพระโสภณปริยัติสุธี (มหาสายชล ฐานวุฑฺโฒ) วัดชนะสงคราม ดำรงตำแหน่ง และ

3. เจ้าคณะ กทม. มีพระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน หาสธมฺโม) วัดสามพระยา ดำรงตำแหน่ง

การบังคับบัญชาก็ตามลำดับชั้น คือ เจ้าคณะ กทม. ขึ้นต่อเจ้าคณะภาค 1 เจ้าคณะภาค 1 ขึ้นต่อเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ส่วนเจ้าคณะใหญ่หนกลางนั้นไม่ต้องขึ้นต่อใคร เพราะใหญ่ที่สุด แม้แต่สมเด็จพระสังฆราชก็ไม่กล้าแตะ

แต่การขึ้นสู่ตำแหน่งของ "มหาสายชล" ในครั้งกระโน้น ถูกท้วงติงอย่างแรง เพราะมีคุณวิบัติหลายประการ อาทิเช่น

เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ซึ่งถ้าขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 อันเอกอุ ก็ต้องบังคับบัญชาเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เจ้าคณะจังหวัดสมุทรปราการ เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ซึ่งแต่ละเจ้าคณะนั้น ก็ล้วนแต่มีอาวุโสสูงมาก สมณศักดิ์ก็ชั้นเทพ-ชั้นธรรมขึ้นไป ถ้าเอาพระมหาสายชลผู้มีอายุพรรษาเพียง 45 ปี มาเป็นภาค 1 ก็เหมือนเอาเด็กวานซืนมาปกครองผู้ใหญ่ และถ้าเอาชั้นสามัญมาเป็นภาค 1 ขณะที่ภาคอื่นๆ เขาเป็นชั้นเทพขึ้นไป ก็เท่ากับเอานายพันมาปกครองนายพล ดูยังไงก็ไม่เหมาะสม นั่นเป็นเรื่องคุณสมบัติ

ส่วนปัญหาบ้านเมือง เป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการ ซึ่งการจะวางตัวบุคคลากรไว้ในตำแหน่งใด ก็ต้องมองถึง "ภาระหน้าที่" ที่จะต้องดูแลและรับผิดชอบ และเมื่อวัดพระธรรมกาย อยู่ในเขตจังหวัดปทุมธานี จึงต้องขึ้นต่อเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งในอดีตก็เคยมีการ "ปลด" พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) วัดยานนาวา ออกจากเจ้าคณะภาค 1 เพราะไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคมได้

การตั้งเจ้าคณะภาค 1 ในปี 2554 จึงมีงานใหญ่ระดับศตวรรษให้ทำ นั่นคือ ดำเนินการนิคหกรรมพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งต้องคดีใหญ่ "ฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น" เป็นงานหลัก ถามว่า มหาสายชล วัย 45 ปี จะเอาไหวหรือ ?

เสียงทักท้วงดังทั่วบ้านทั่วเมือง ว่าน่าจะตั้งพระเถระผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม (ซึ่งยังมีอยู่อีกมากมายในคณะสงฆ์ไทย) แต่สมเด็จสมศักดิ์ก็หาฟังไม่ เพราะต้องการให้ตำแหน่งต่างๆ ในหนกลาง ตกเป็นของพระสายอยุธยา (อ.ย.) เท่านั้น

ใช่แต่เท่านั้น ยังมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างด้วยว่า สาเหตุใหญ่ที่มหาสายชลได้ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ไปครองแบบส้มหล่นนั้น เพราะตนเองเป็น "หลานในไส้" ของสมเด็จนิยม วัดชนะสงคราม แถมเป็นเด็กก้นกุฏิอีกต่างหากด้วย แบบนี้ก็เข้าอีหรอบ "รัชทายาท" อย่างมิต้องสงสัย

สุดท้าย มหาสายชล ก็เดินผ่านมหาเถรสมาคมไป "ฉลุย" เพราะใครก็ไม่กล้าแตะ "สมเด็จสมศักดิ์" เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เพราะพระราชาคณะ กรรมการมหาเถรสมาคม ส่วนใหญ่ เป็นสายสอพลอ คิดแต่เอาตัวรอด จึงไม่กล้าทักท้วง ทั้งๆ ที่เห็นอยู่เต็มตาว่า หายนะกำลังจะมาเยือนคณะสงฆ์ไทยเพราะมหาสายชล !

 

 

ผลงานแรกของมหาสายชล บนเก้าอี้ "เจ้าคณะภาค 1" อันทรงอำนาจ ก็คือ วันที่ 3 พฤษภาคม 2556 มีพิธีมอบตราตั้งตำแหน่งเจ้าคณะเขตสัมพันธวงศ์ เขตทวีวัฒนา และเขตลาดกระบัง ซึ่งความจริงแล้ว เจ้าคณะภาค 1 (มหาสายชล) ต้องเป็นผู้มอบด้วยตนเอง แต่มหาสายชลกลับไม่กล้ามอบ เพราะแม้จะเป็นเจ้าคณะภาค แต่เป็นลูกศิษย์ของเจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา ซึ่งมีตำแหน่งเป็นแค่ "เจ้าคณะ กทม." ถือว่าเป็นลูกน้องของมหาสายชลๆ จึงยกกองถ่ายไปทำพิธีที่วัดสามพระยา ถวายอำนาจให้เจ้าคุณเอื้อนเป็นผู้มอบแทน ส่วนตนเองก็เลี่ยงไปนั่งหลับอยู่ข้างๆ น่ารักน่าชังเหลือเกิน

 

 

วีรกรรมต่อมา เมื่อมีข่าวดังกระหึ่มเมือง เรื่องพระกรรมฐานชื่อดัง "พระมิตซูโอะ คเวสโก" เจ้าอาวาสวัดป่าสุนันวนาราม กาญจนบุรี หนีออกจากวัดไปไม่กลับ ทราบแต่เพียงว่า ลาสิกขากะทันหัน ศิษยานุศิษย์ภายในวัดไม่มีใครรู้ แต่มีกระแสข่าวว่า "สึกกลางดึกที่วัดชนะสงคราม" นักข่าวทุกสำนักจึงตามไปที่วัดชนะสงคราม เจอหน้ามหาสายชลที่งานวัดพรหมวงศาราม ดินแดง จึงรุมถาม มหาสายชลก็พ่นน้ำลายใส่ไมค์นักข่าวว่า

 

เจ้าคณะภาค 1 ยืนยัน พระมิตซูโอะ มิได้สึกที่วัดชนะฯ 

12 มิ.ย. 56 พระราชวิสุทธิเวที (สายชล ฐานวุฑฺโฒ ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม และเจ้าคณะภาค 1 กล่าวภายหลังร่วมพิธีฉลองเปรียญธรรม และมอบทุนการศึกษา ประจำปี 2556 สำนักเรียนวัดพรหมวงศาราม ว่า ตามที่สื่อต่างๆ ระบุว่า อดีตพระอาจารย์มิตซูโอะ มาลาสิกขาที่วัดชนะสงคราม และตนเป็นผู้ทำพิธีลาสิกขาให้นั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และจากการสอบถามเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม และพระภายในวัดก็ยืนยันเช่นกันว่า อดีตพระอาจารย์มิตซูโอะไม่ได้มาลาสิกขาที่วัดชนะสงครามแน่นอน

 

ซึ่งเรื่องนี้ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลางก็สอบถามมาเช่นกัน และตนได้ยืนยันไปว่า เรื่องการลาสิกขาของอดีตพระอาจารย์มิตซูโอะที่วัดชนะสงครามนั้น ไม่เป็นความจริง และโดยส่วนตัวก็ไม่เคยรู้จักอดีตพระอาจารย์มิตซูโอะด้วย อย่างไรก็ตาม อาจจะเป็นไปได้ว่า อดีตพระอาจารย์มิตซูโอะไปลาสิกขา ในวัดที่มีชื่อคล้ายกับวัดชนะสงคราม จึงทำให้เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาดกันไปได้ (ที่มา : คมชัดลึก)

 

สมเด็จสมศักดิ์ ฟังคำมหาสายชลแล้ว ก็จำไปบอกนักข่าวแบบเดียวกัน แต่ภายหลังมา ทิดมิตซูโอะกลับมาไทย ไปออกรายการของ "วู๊ดดี้เกิดมาคุย" เอาหนังสือสุทธิมาเผยหน้าจอ ก็ระบุชัดว่า "สึกที่วัดชนะสงคราม คณะ 12 ถนนจักรพงษ์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ มิถุนายน 2556 เวลา 21.05 น." งานนี้โอละพ่อ เพราะเป็นการตบหน้ามหาสายชล เจ้าคณะภาค 1 อย่างแรง แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรมหาสายชลอีก ตามเคย

 

 

และแล้วรายการ "มาตามนัด" ก็มาถึง เมื่อถึงเดือนเมษา เอ๊ย เดือนกุมภาพันธ์ 2559 คดีสหกรณ์คลองจั่นอันพัวพันถึง "ธัมมชโย" เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย พระผู้มากบารมี "นัมเบอร์วัน" ของประเทศไทย ก็ได้ฤกษ์ ระเบิดเถิดเทิง ฝ่ายบ้านเมืองมี "ดีเอสไอ" เป็นเจ้าภาพ ส่วนฝ่ายคณะสงฆ์ไทยนั้น หนีไม่พ้นภาระหน้าที่ของ "มหาสายชล" บนตำแหน่ง..เจ้าคณะภาค 1 อันสูงส่งชวนฝันใฝ่

สถานการณ์วัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภา 2559 ถึง 16 กุมภา 2560 ระยะเวลา 1 ปีที่ว่านี้ ก่อนที่ท่านธัมมชโยจะแสดงฤทธิ์ "หายตัว" ไปจากวัด แต่ถ้าสังเกตให้ดีว่ายังมีพระไทยเก่งกว่าธัมมชโย นั่นคือ "มหาสายชล" ซึ่งแสดงฤทธิ์ "ไม่ทำห่าอะไรเลย" ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาอย่างน่าพิศวง แต่ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ได้มาจวบจนทุกวันนี้ วันที่คณะสงฆ์ไทย "ย่อยยับอัปรา" เพราะเกิดวิกฤติการณ์ขั้นร้ายแรงซ้ำซ้อนกันหลายครั้ง เช่น

6 มกราคม 2560 : รัฐบาลไทย ได้เสนอแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ มาตรา 7 ให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช โดยสมบูรณ์ (ยึดอำนาจมหาเถรสมาคมในการตั้งพระสังฆราช)

24 พฤษภาคม 2561 : รัฐบาลไทย ได้ดำเนินการผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งกองกำลังเข้าจับกุมกรรมการมหาเถรสมาคมจำนวน 3 รูป จับได้ (จับได้ 1 หนีรอดไปได้ 2 ภายหลังกลับมามอบตัว 1) ถึงปัจจุบันคดีความก็ยังไม่สิ้นสุด แต่ทุกรูปที่ถูกจับได้นั้น ถูกปลด-สั่งสึก และถอดสมณศักดิ์ออกหมดแล้ว

18 ก.ค. 2561 : รัฐบาล คสช. ได้แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ให้การสถาปนา แต่งตั้ง กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะหน และเจ้าคณะภาค เป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์

หมายถึงว่า สมเด็จพระสังฆราช และมหาเถรสมาคม ถูกยึดอำนาจไปหมดสิ้น ไม่มีอำนาจแต่งตั้งใครได้เหมือนเดิมอีกแล้ว

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ แทบจะไม่มีใครเคยคิดว่า มีผู้มีอำนาจหน้าที่สำคัญในการบริหารกิจการคณะสงฆ์สำคัญในระดับภาค นั่นก็คือ มหาสายชล เจ้าคณะภาค 1 นั่นเอง มหาสายชลอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อปัญหาใหญ่ในบ้านเมืองเป็นเรื่องของมหาสายชลคนเก่ง

แต่ความเก่งของมหาสายชลใช่จะอยู่แค่การ "ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาบ้านเมือง" เท่านั้น เมื่อมีโผเจ้าคณะภาคชุดใหม่ ภายใต้กรรมการมหาเถรสมาคมชุดพระราชทาน ประกาศผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกมาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ปรากฏว่า "มหาสายชล" ยังคงดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 1" อยู่อย่างเหนียวแน่น ทั้งนี้มีรายงานว่า เป็นการเสนอของเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผ่านสมเด็จพระสังฆราช ไปยังสำนักพระราชวัง

ครั้นมีเสียงนินทากระหึ่มเมือง ทางสำนักพุทธฯ จึงออกมาชี้แจงในใหม่ ในวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ว่า "การออกพระบัญชาแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาคคงจะต้องล่าช้า เพราะต้องรอบคอบ เพื่อป้องกันการผิดพลาด และเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย (พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไขใหม่) อย่างเคร่งครัด" และจากวันนั้นถึงวันนี้ นับได้กว่า 2 เดือนแล้ว ก็ยังไม่มีพระบรมราชโองการตั้งเจ้าคณะภาคและเจ้าคณะหนออกมาเลย ทุกรูปยังคงเป็นเพียง "รักษาการ" เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ได้พูดมาหลายครั้งแล้ว จนคนเขียนก็เบื่อ แต่ที่เกริ่นนำมานี้ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า "ตลอดเวลากว่า 9 ปี ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 มานานนั้น" ไม่เคยเห็นมหาสายชลทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันเลย ดังที่ยกตัวอย่างมาไม่ว่าจะเป็นงานมอบคำสั่งแต่งตั้งเจ้าคณะเขตในกรุงเทพมหานคร มาจนกระทั่งปัญหาธรรมกาย

 





 

แต่..แต่ว่าวานนี้ (24 ก.พ. 63) ก็มีภาพ "มหาสายชล" รับบทเป็นโฆษกเสียงทอง ในงานอบรมพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาสในเขตปกครองภาค 1 ที่พุทธมณฑล ซึ่งถ้านำเอาบทบาทและผลงานของมหาสายชลบนตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 มาเป็นตัวอย่างให้แก่พระสังฆาธิการรุ่นใหม่ ก็คงจะได้ประมาณนี้

1. กรณีพระมิตซูโอะ สึกที่วัดชนะสงคราม มหาสายชล ในฐานะผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง และเจ้าคณะภาค 1 บอกว่า "ตนเองไม่รู้ ไม่ได้สึกกับตน และถามพระทั้งวัดก็ไม่มีใครรู้" ภายหลังหลักฐานก็ปรากฏว่า "ขัดกับคำให้การของมหาสายชลอย่างสิ้นเชิง" บทบาทควายๆ แบบนี้ ถือว่าเป็นพระสังฆาธิการที่ควรเอาเป็นแบบอย่างหรือไม่ ?

2. กรณีธรรมกาย ซึ่งก่อให้เกิดปัญหากระทบคณะสงฆ์ไทยไปทั่วประเทศและทั่วโลก ถามว่า มหาสายชล บนเก้าอี้เจ้าคณะภาค 1 เคยทำอะไรให้เป็นตัวอย่างแก่พระสังฆาธิการรุ่นใหม่บ้าง

การออกงานของมหาสายชลเมื่อวานนี้ เห็นเป้าหมายก็เพียงสิ่งเดียว คือ ยึดเก้าอี้เจ้าคณะภาค 1 ไว้กับตัวเองจนสุดฤทธิ์

อดีตและปัจจุบัน พระพุทธศาสนาในประเทศไทย ตกต่ำย่ำแย่อย่างไร มหาสายชล เจ้าคุณประยูร และมหาเถรสมาคม ไม่เคยสนใจ สนก็แต่ผลประโยชน์ รักตัวกลัวตาย จนรัฐบาลและราชสำนัก ต้องเข้ามาแก้ไขครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ยังหารู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีอย่างไรไม่ แต่ยังคงตะกละตะกราม คิดจะเอาตำแหน่งอยู่อย่างไม่รู้สึกรู้สา เห็นได้จากมติแต่งตั้งตัวเองที่ออกมาครั้งล่าสุด ยังมีหน้าจะมาสอนพระสังฆาธิการอีกเฮ้อ !

 

 

โหว โว เย เย้  ไอเลิฟ สายชล มอแดน ไอ แคน เซย์

 

น่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ "มหาเถรสมาคม" ซักครั้ง สนใจไหมคับ ท่านเจ้าคุณประยูร ?

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 25 กุมภาพันธ์ 2563

ภาพ : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

หลวงพ่อคูณ วัดหนองแวง ละสังขาร !

ลูกหลานชาวพุทธทั่วโลกสะอื้น

สูญเสียพระมหาเถระผู้มากล้นบารมีแห่งอีสาน

 

 

พระธรรมวิสุทธาจารย์

(หลวงพ่อคูณ ขนฺติโก)

วัดหนองแวง พระอารามหลวง เมืองขอนแก่น

 

ข่าวจากวัดหนองแวง พระอารามหลวง จังหวัดขอนแก่น รายงานว่า เมื่อเวลา 09.09 น. ของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 พระธรรมวิสุทธาจารย์ (หลวงพ่อคูณ ขนฺติโก) เจ้าอาวาสวัดหนองแวง พระอารามหลวง เมืองขอนแก่น ได้ละสังขารด้วยโรคชรา สิริอายุ 91 พรรษา 71

หลวงพ่อคูณ ขนฺติโก พระมหาเถราจารย์แห่งวัดหนองแวงนั้น ชีวิตของท่านมีก้าวย่างอันมั่นคงและยาวนาน เริ่มจากการเป็นเป็นพระมหาเปรียญธรรม 4 ประโยค ในปี พ.ศ.2499 และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองแวง พระอารามหลวง ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตร พระราชาคณะชั้นสามัญ ชั้นราช ชั้นเทพ และชั้นธรรม อันเป็นชั้นสุดท้าย ซึ่งสูงสุดในแดนอีสาน ถ้าเทียบกับภาคกลางแล้วก็คงไม่แคล้วเป็น "สมเด็จ" เพราะมีผลงานเอกอุมากมาย

ผลงานการก่อสร้างอันอลังการก็คือ พระธาตุหนองแวง พระมหาเจดีย์ 9 ชั้น ตั้งตระหง่านอยู่ริมบึงแก่นนคร กลางเมืองขอนแก่น เมืองหลวงแห่งอีสาน งบประมาณมหาศาล หลวงพ่อคูณสร้างประดับไว้ให้เป็นศักดิ์ศรีของเมืองขอนแก่น

ผลงานการศึกษา นอกจากการส่งเสริมพระภิกษุสามเณรให้ศึกษาทั้งนักธรรมและบาลี จนมีลูกศิษย์ลูกหาเต็มเมืองแล้ว หลวงพ่อคูณยังส่งเสริมลูกศิษย์ไปไกลถึงยุโรปและสหรัฐอเมริกา มีวัดสาขาอยู่มากมายหลายแห่ง

 

 

ด้านสาธารณสงเคราะห์นั้น หลวงพ่อคูณมีเมตตาแก่ผู้คนทุกชนชั้น ที่สำคัญก็คือ เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ต้องคดีซุกหุ้นภาค 1 ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อต้นปี พ.ศ.2544 นั้น หลวงพ่อคูณ ได้ทำพิธี "สะเดาะเคราะห์ 8 ทิศ" บนพระธาตุหนองแวงอันศักดิ์สิทธิ์ นิมนต์พระเกจิอาจารย์ทั่วภาคอีสาน จำนวน 8 รูป อธิษฐานจิตปัดเป่าอุปัทวันตรายให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ผ่านไปได้อย่างเฉียดฉิว ด้วยมติ 8 ต่อ 7 ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ปาฏิหาริย์มีจริง

 




 

เมื่อหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ วัดบ้านไร่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา พระเกจิมหาเถราจารย์อันดับหนึ่งของประเทศไทย ได้ละสังขารลงไปในวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2558 นั้น ในพินัยกรรมของหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ ข้อที่ 3 ระบุว่า "ให้ทำการฌาปนกิจ ณ วัดหนองแวง พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น" ซึ่งวัดหนองแวงนั้น เป็นวัดของ หลวงพ่อคูณ ขนฺติโก ผู้มีชื่อพ้องกับหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ วัดบ้านไร่

หลวงพ่อคูณ วัดหนองแวง จึงเป็นพระมหาเถระที่ หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ ไว้วางใจ ฝากสรีระสังขารไว้ให้ดูแลเป็นคนสุดท้าย

วันนี้ หลวงพ่อคูณ วัดหนองแวง ได้ละสังขาร หลังการปฏิบัติศาสนกิจอย่างยาวนานกว่า 70 ปี เหลือไว้แต่ตำนานแห่งความยิ่งใหญ่ ถือได้ว่าเป็นเพชรน้ำเอกแห่งอีสานอย่างหาที่เปรียบได้ยาก

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 20 กุมภาพันธ์ 2563

 

คดีพลิก !

อดีตเจ้าคุณธงชัยได้รอลงอาญา

ขณะที่อดีตเจ้าคุณเอื้อนศาลลงโทษดับเบิ้ล

เป็นดับเบิ้ลแสตนดาร์ดของศาลอาญาไทย

 

 

อดีตเจ้าคุณธงชัย (พระพรหมสิทธิ)

อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ อดีตเจ้าคณะภาค 10

อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม

อดีตประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

 

อา..และแล้ววันที่รอคอยของใครหลายคนก็มาถึง คือวันนี้ วันที่ อดีตพระพรหมสิทธิ หรืออดีตเจ้าคุณธงชัย ผู้ยิ่งใหญ่แห่งฝ่ายมหานิกาย ได้เวลาขึ้นศาลอาญา เพื่อฟังคำพิพากษาในคดีเงินทอนวัด เพราะถ้าคดีเจ้าคุณธงชัยได้รับการตัดสิน ก็จะตัดสินคดีอดีตกรรมการ มส. ครบทั้ง 2 ท่าน คือ อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา อดีตเจ้าคณะ กทม. และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม แต่ถ้ารวม "พุทธะอิสระ" เข้าไปด้วย ก็จะครบ 3 ท่านพอดีทีเดียว ส่วนอดีตพระพรหมเมธี (จำนงค์) แห่งวัดสัมพันธวงศ์นั้น ขณะนี้ ทราบว่าได้สถานะ "ผู้ลี้ภัย" จากรัฐบาลเยอรมันนี ถูกต้องตามกฎหมายเต็มตัวแล้ว จะไปไหนก็ได้ในโลก ยกเว้น..ประเทศไทย

แต่..จากคำพิพากษาศาลอาญาในคดีของอดีตคุณธงชัยในวันนี้ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคดีของอดีตเจ้าคุณเอื้อนในวันก่อน ก็จะเห็นว่า "ต่างกับราวฟ้าดิน" เพราะคดีเจ้าคุณเอื้อนนั้น ศาลอ้างกฎหมายอาญา มาตรา 83 ระบุว่า "จำเลย-เจ้าคุณเอื้อน เป็นเจ้าพนักงาน กระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของความผิด" จึงให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 6 ปี และไม่มีการรอลงอาญา แม้ว่าจะเป็นพระสังฆาธิการ ทำงานพระศาสนามายาวนาน และไม่เคยมีมลทินมาก่อน ก็ตาม

แต่สำหรับอดีตเจ้าคุณธงชัยในวันนี้ ศาลกลับปราณีบอกว่า "ที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่ในการเผยแพร่ศาสนามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ ไม่เคยกระทำผิดทางวินัย จึงเห็นควรให้รอการลงโทษไว้ กำหนด 2 ปี"

 

 

อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน)   :   อดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย)  

 

เทียบคำพิพากษาคดีเงินทอนวัดของ 2 อดีตกรรมการ มส.

 

อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน)

อดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย)

มอบตัวเจ้าหน้าที่ วันที่ 24 พ.ค. 61 หนีการจับกุมไปได้ 7 วัน เข้ามอบตัวในวันที่ 30 พ.ค. 61

ไม่มีการทุจริตเบียดบังเอาเงินหลวงไปใช้ส่วนตัว แต่ศาลระบุว่าเป็นเจ้าพนักงาน กระทำความผิดฐานฟอกเงิน

ศาลเห็นว่าเป็นการทำความผิดอาญา ตามมาตรา 157 (ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ)
เป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวง และกรรมการ มส. ทำงานมายาวนาน ไม่เคยต้องมลทิน เป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวง และกรรมการ มส. ทำงานมายาวนาน ไม่เคยต้องมลทิน
คดีมีมูลค่า 5 ล้านบาท คดีมีมูลค่า 69.7 ล้านบาท
โทษจำคุก 6 ปี โทษจำคุก 3 ปี
ศาลไม่ปรานีให้รอลงอาญา ศาลปรานีให้รอลงอาญา
ไม่มีค่าปรับ สั่งปรับเงิน 27,000 บาท

 

เห็นได้ชัดเจนว่า รูปคดีของ 2 กรรมการ มส. ข้างต้นนั้น คล้ายกัน แต่รูปแบบการตัดสิน หรือน้ำหนักการตัดสิน หรือเหตุผลของการตัดสินของศาลอาญา "แตกต่างกัน" อย่างสิ้นเชิง

ที่น่าสนใจก็คือ กรณีพระพรหมดิลกนั้น ศาลยกเอา พรบ.ฟอกเงิน มาเป็นแม่บท ลงโทษสถานหนักเป็น 2 เท่า และไม่รอลงอาญา แม้ว่าจำเลยจะเคยมีเกียรติคุณดีเด่น และทำงานเพื่อชาติศาสนามายาวนานก็ตาม

แต่สำหรับพระพรหมสิทธินั้น ศาลยกเอากฎหมายอาญา มาตรา 157 มาเป็นแม่บท ลงโทษเพียง 36 เดือน หรือ 3 ปี ทั้งๆ ที่ มูลค่าความเสียหายนั้น มากมายกว่าอดีตพระพรหมดิลกอย่างเทียบไม่ติด (70 ล้าน ต่อ 5 ล้าน) แถมเมื่อสั่งลงโทษแล้ว ไม่มีการปรานีให้รอลงอาญาให้เจ้าคุณเอื้อนเลย กลับกัน กรณีของเจ้าคุณธงชัยนั้น ศาลกลับอ้างว่าเคยทำคุณงามความดีมายาวนาน จึงปรานีให้รอลงอาญา เป็นเวลา 2 ปี ถ้าพ้น 2 ปีไปแล้ว ไม่มีพฤติกรรมทำผิดซ้ำ ก็ไม่ต้องโทษเลย หมายถึงว่า อดีตเจ้าคุณธงชัย ถูกคาดโทษเพียง 2 ปีเท่านั้น รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี แค่ 2 ปี ก็พ้นโทษแล้ว (ยกโทษให้รวมทั้งปีที่ 3 ด้วย)

นั่นเป็นการเปรียบเทียบ "รูปคดี" ของอดีตกรรมการ มส. จึงมีคำถามว่า

ศาลอาญา พิพากษาในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

หรือว่า พิพากษาภายใต้อำนาจของรัฐบาลทหาร อยู่ภายใต้ปลายกระบอกปืน

ศาลอาญา พิพากษาตามหลักยุติธรรม หรือว่าตามกระแสอำนาจทางการเมือง

 

 

อดีตพระพุทธะอิสระ (สุวิทย์)   :   อดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย)  

 

แต่ปัญหาของอดีตเจ้าคุณธงชัยยังมิได้สิ้นสุดเพียงแค่ "รอลงอาญา" เพราะว่า รูปคดีของเจ้าคุณธงชัยนั้น ไปพ้องกับคดีของ "อดีตพระพุทธอิสระ-สุวิทย์" แห่งวัดอ้อน้อย ซึ่งศาลอาญาพิพากษา "จำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่จำเลยรับสารภาพ จึงลดโทษ ให้รอลงอาญา เป็นเวลา 1 ปี"

ทีนี้ว่า เมื่อครบเวลา "รอลงอาญา 1 ปี" แล้ว พุทธะอิสระก็ประกาศ "จะกลับมาห่มผ้าเหลือง" เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า "พุทธะอิสระถูกทางการจับสึก ในทางกฎหมายจึงถือว่ามิใช่พระสงฆ์อีกต่อไป" ทำให้พุทธะอิสระไม่กล้ากลับมานุ่งผ้าเหลืองจนบัดนี้

ทีนี้ว่า คดีของเจ้าคุณธงชัย มาพ้องกับคดีของพุทธะอิสระ ศาลให้รอลงอาญาเหมือนกัน ถามว่า ถ้าพ้นเวลารอลงอาญาแล้ว อดีตเจ้าคุณธงชัย จะสามารถกลับมาห่มผ้าเหลืองได้ไหม ?

ปัญหาข้อนี้น่าจะหมดไป ถ้าหากว่าก่อนหน้านี้ พุทธะอิสระกล้าห่มผ้าเหลืองและไม่ถูกจับสึก เจ้าคุณธงชัยก็ไม่ต้องตีความกฎหมายอีกต่อไป ออกศาลอาญามาปุ๊ปก็ทำพิธีห่มผ้าเหลืองใหม่ได้ทันที เพราะมีตัวอย่างอยู่แล้ว จึงเสียดายที่พุทธะอิสระไม่กล้า

ขณะเดียวกัน อดีตพระพรหมดิลก หรือเจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา แม้ว่าจะถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา (แต่ประกันตัวออกมาสู้คดี) แม้ว่าคดีจะสิ้นสุด แต่ในคำพิพากษานั้น "ไม่มีการทุจริต" เป็นแต่เพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ถือว่าเป็นโทษทางกฎหมาย จึงต้องตีความกันต่อไปว่า "ผิดพระวินัยขั้นปาราชิกหรือไม่"

ถ้าผิดพระวินัยขั้นปาราชิก อดีตเจ้าคุณเอื้อนก็ไม่สามารถบวชได้

แต่ถ้าไม่ผิดพระวินัย ในระดับปาราชิก อดีตเจ้าคุณเอื้อน ถ้าพ้นโทษจำคุกมาแล้ว ก็ย่อมมีสิทธิห่มผ้าเหลืองได้อีกครั้ง เว้นแต่รัฐบาลจะไม่ยอม เพราะถือว่ามิใช่พระแล้ว และดำเนินคดีในข้อหา "แต่งกายเลียนแบบพระภิกษุ" แบบนี้ก็ต้องสู้คดีกันอีกยก

อย่างไรก็ตาม เมื่อไล่เรียงและเทียบเคียง "รูปคดี" ของทั้งพุทธะอิสระ เจ้าคุณเอื้อน และเจ้าคุณธงชัย ก็จะเห็นว่า มีความลักลั่นกันอย่างชัดเจน โดยเหตุปัจจัยหลักๆ ก็คือ คดีของพุทธะอิสระนั้น แม้จะต่อต้านอำนาจรัฐ แต่เป็นรัฐเก่า ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และเป็นการเปิดประตูให้ทหารอันนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาทำการปฏิวัติ และ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี โทษของพุทธะอิสระจึงเบากว่าเพื่อน เหมือนกับว่า รัฐบาลทำทีจับพุทธะอิสระไป "ฟอกตัวชั่วคราว" แล้วก็ปล่อยกลับวัด

ส่วนเจ้าคุณเอื้อนนั้น ทำใจดีสู้เสือ ออกมามอบตัวก่อนเพื่อนในรัฐบาลทหาร ส่งผลให้คดีความเดินหน้าไว และคำพิพากษาออกมาในรัฐบาลทหาร ผลปรากฏว่า โดนแรงสองเท่า แถมไม่รอลงอาญา

กลับกันกับ เจ้าคุณธงชัย ซึ่งแรกนั้นหนีไปได้ 5-6 วัน แม้จะกลับมามอบตัว ก็ช้ากว่าเจ้าคุณเอื้อนไปมากมาย ศาลจึงน่าจะปรานีเจ้าคุณเอื้อนมากกว่าเจ้าคุณธงชัย แต่คดีของเจ้าคุณธงชัยนั้นเริ่มทีหลัง จนพ้นรัฐบาลทหาร ผ่านเข้าสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงเพิ่งจะตัดสินเอาในวันนี้ ส่งผลให้รูปคดีที่ดูแรงกว่าเจ้าคุณเอื้อน ออกมาเบากว่ามากมาย

นั่นแสดงให้เห็นว่า คดีของ "พุทธะอิสระ-เจ้าคุณเอื้อน-เจ้าคุณธงชัย" ทั้งสามท่านเหล่านี้ เป็นคดีการเมือง เพราะถูกการเมืองชี้นำ และรูปคดีมีการโอนอ่อนผ่อนตามกระแสการเมือง ในรัฐบาลทหารและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

 

 

คำถามจึงไปลงตรงตัวของ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีต ผอ.พศ. ว่า "เป็นคนตงฉินจริง หรือเป็นเพียงมือปืนรับจ้าง" และ "ไปทำไมวัดปากน้ำถึง 2 ครั้ง ก่อนเกษียน" ทั้งๆ ที่ก็ทำการต่อต้านสมเด็จช่วง จนท่านร่วงจากตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ไปแบบไม่มีวันหวนกลับ กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นก็ต้อง..ตอบสนองให้แก่ผู้ก่อ ซึ่งคงต้องรอ "วันตาย" เท่านั้น จะเป็นวันสุดท้ายที่ตัดสินชีวิตคน

 

 

จำคุก 36 เดือน ปรับ 27,000 บาท "พระพรหมสิทธิธงชัย" แต่ให้รอลงอาญา

ศาลจำคุก 36 เดือน-ปรับ 2.7 หมื่นบาท "พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข" อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ สนับสนุนจัดสรรเงินงบประมาณสำนักพระพุทธฯ กว่า 69 ล้าน ไม่ชอบ แต่เห็นว่าเผยแพร่พระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับไม่เคยกระทำผิดวินัย จึงให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2563 -ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาลงโทษสนับสนุนจัดสรรเงินงบประมาณ พศ. กว่า 60 ล้านไม่ชอบ แต่ทำงานสร้างคุณประโยชน์คณะสงฆ์-สถาบันการศึกษาต่อเนื่องไม่เคยทุจริต ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ส่วน "พนม-คณะบริหาร พศ." ไม่รอด เจอคุกถ้วนหน้า 19 พ.ค.รอฟังตัดสินอีกสำนวน "ตัวแทนลูกศิษย์" บอกเล็งใช้สิทธิอุทธรณ์คดี เรื่องขอคืนสมณศักดิ์ ยังไกลไปขอลุ้นคดีถึงที่สุด

ที่ห้องพิจารณา 703 าลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี เวลา 10.10 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดี "ทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)" คดีหมายเลขดำ อท.251/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2  เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง

นายพนม ศรศิลป์ อายุ 60 ปี อดีตผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.)

นายชยพล พงษ์สีดา อายุ 64 ปี อดีตรอง ผอ.สำนักงาน พศ.

นายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา

นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อายุ 50 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา

พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข หรือนายธงชัย สุขโข อายุ 64 ปี อดีตพระราชาคณะเจ้าคณะรอง และอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร , อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม

เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,157 ประกอบมาตรา 83-86-91

โดยคดีนี้ อัยการยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 24 ต.ค.61 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.58 - 22 ก.ค.59 พวกจำเลย ได้เบียดบังเอาเงินงบประมาณ ของสำนักงาน พศ. ประจำปี 2559 จำนวน 69,700,000 บาท (จากวงเงินงบประมาณประจำปี 2559 จำนวน 5,360,188,000 บาท) ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้ "วัด" เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงิน ด้วยการให้ "วัด" โดยเจ้าอาวาส เสนอโครงการเพื่อรับเงินสนับสนุนที่เบียดบังมา จากที่ได้มีการพิจารณาอนุมัติโครงการเงินอุดหนุนในโครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรม จำนวน 37,200,000 บาท และโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32,500,000 บาท ซึ่งวัดสระเกศฯ ได้รับอนุมัติเงินไปเพียงวัดเดียว โดยเมื่อวันที่ 11 เม.ย.61 "พ.ต.ท.พงศพร พราหมณ์เสน่ห์" ผอ.สำนักงาน พศ. ได้แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งมีการส่งเรื่องให้ ปปช. ดำเนินการไต่สวนตามกฎหมาย ซึ่งมีคำขอท้ายฟ้อง ขอศาลให้มีคำสั่งจำเลยที่ 1-5 ร่วมกันคืนเงินหรือใช้เงินจำนวน 69,700,000 บาท คืนแก่สำนักงาน พศ. ผู้เสียหาย พร้อมขอให้ศาลนับโทษจำคุก "นายพนม" อดีต ผอ.สำนักงาน พศ. จำเลยที่ 1 กับคดีหมายเลขดำ อท. 253/2561 , อท.254/2561 (ร่วมทุจริตการจัดสรรเงินงบ พศ.) ของศาลนี้ และ "พระพรหมสิทธิ" อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ จำเลยที่ 5 กับคดีหมายเลขดำ อท.197/2561 (ร่วมฟอกเงิน) ของศาลนี้ด้วย

 

ขณะที่ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ "นายพนม" อดีต ผอ.สำนักงาน พศ. จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำไม่ได้รับการประกันตัวซึ่งได้ถูกดำเนินคดีหลายสำนวนในศาลนี้ ส่วน "พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข" อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ นั้นก็เพิ่งได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 15 ส.ค.62 โดยศาลตีราคาหลักประกัน 2.5 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยมารายงานตัวต่อศาลทุก 1 เดือนไปจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาและห้ามเดินทางอกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก

 

โดยวันนี้ "พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข" อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จำเลยที่ 5 สวมชุดขาวมาศาลพร้อมคณะลูกศิษย์ ส่วนจำเลยที่ 1- 4 นั้นถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำวันนี้ศาลได้เบิกตัวทั้งหมดมาพร้อมฟังคำพิพากษา

ขณะที่ "ศาล" พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1-4 เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่บริหารงานและดำเนินการตามภารกิจของสำนักงาน พศ. และมีอำนาจอนุมัติโครงการ แผนงานต่างๆ ตามการจัดสรรงบประมาณ และตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ ในช่วงเกิดเหตุปี 2558-2559 ได้อนุมัติเงินอุดหนุนใน 2 โครงการ คือโครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรม จำนวน 37 ล้านบาท และโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32,500,000 บาท ให้กับศูนย์สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมฯ วัดสระเกศ ที่มีจำเลยที่ 5 เป็นประธาน ซึ่งจำเลยที่ 5 ได้ต่อสู้ว่าไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย 

กรณีที่กล่าวหาก็ไม่ได้อยู่ในฐานะเจ้าอาวาสวัด แต่เป็นประธานศูนย์สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมฯ วัดสระเกศ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลเห็นว่าแม้จำเลยที่ 5 จะอ้างว่ากรณีที่ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำในฐานะเจ้าอาวาส แต่ในเอกสารที่ลงชื่อก็กำกับท้ายเจ้าอาวาส ขณะที่ศูนย์สำนักงานส่งเสริมฯ ก็อยู่ในความดูแลของวัดสระเกศฯ ที่จำเลยที่ 5 มีอำนาจบริหารจัดการดูแลภายในวัด ส่วนที่โจทก์ฟ้องก็ฟ้องจำเลยที่ 5 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5

โดยการอนุมัติจัดสรรงบประมาณโครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรม จำนวน 37 ล้านบาท นั้น ได้โอนเงินให้กับวัดสระเกศ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นเงิน 30 ล้านบาท ซึ่งจำเลยที่ 5 ก็มีหนังสือแจ้งกลับจำเลยที่ 1-4 ที่เป็นผู้บริหารงบประมาณว่าได้รับเงินที่จัดสรรมาแล้ว ศาลเห็นว่า ในการจัดสรรงบประมาณเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้น ตามมติของมหาเถรสมาคม ให้สำนักงาน พศ. พิจารณาที่จะส่งเสริมการจัดกิจกรรมในเชิงรุก ซึ่งจะกำหนดแผนไว้ 3 ไตรมาส และกำหนดจำนวนคนที่จะเข้าโครงการอบรมฯ จำนวน 6 หมื่นคน ประจำปีงบประมาณ 2559

แต่ในการดำเนินงานของศูนย์ส่งเสริมคุณธรรมฯ วัดสระเกศ ที่จำเลยที่ 5 ดูแล กลับดำเนินการได้ไม่ตรงตามเป้าหมาย โดยมีผู้ร่วมโครงการจำนวน 22,000 คน กลับขอเงินอุดหนุนและได้รับอนุมัติถึง 30 ล้านบาท เพียงวัดเดียว ทั้งที่วัตถุประสงค์ในการจัดสรรงบประมาณ ต้องการให้กระจายงบในวัดทั่วประเทศจำนวน 39,400 กว่าแห่ง ในจำนวนนี้มีการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมคุณธรรมเช่นเดียวกันประมาณ 7,500 แห่ง โดยเมื่อเทียบดูเวลาการอนุมัติเงินให้วัดสระเกศนี้ ได้กระทำในช่วงต้นของปีงบประมาณดังกล่าว ทั้งที่ไม่ใช่กรณีเร่งรัด จำเลยที่ 1-4 จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องรีบอนุมัติเงินจำนวนมากดังกล่าว ซึ่งควรจะมีการส่งเรื่องให้คณะเลขานุการกลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงานตรวจดูก่อน หากพบว่ามีการใช้งบประมาณไม่ได้เต็มที่หรือเกินความจำเป็น ก็สามารถที่จะเรียกคืนเงิน เพื่อมาจัดสรรให้กับส่วนอื่นได้อีก

การกระทำส่วนนี้จึงเป็นการอนุมัติงบประมาณสำนักงาน พศ. ที่จัดสรรให้กับวัดสระเกศเพียงวัดเดียว โดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามเป้าหมาย ส่วนงบประมาณจำนวน 7 ล้านบาท ในโครงการนี้ ตามทางนำสืบพบว่า เป็นการอนุมัติงบที่สืบเนื่องมาจากงบประมาณปี 2558 ที่ดำเนินการต่อเนื่องมา การกระทำของจำเลยที่ 1-5 ส่วนนี้จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง

ส่วนการอนุมัติงบประมาณให้กับโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32,500,000 บาท วัดสระเกศฯ ก็ได้จัดสรร 2 ครั้ง ครั้งแรกจำนวน 26 ล้านบาท ครั้งที่สองจำนวน 6.5 ล้านบาท ซึ่งตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายก็ต้องวางแผนจัดกิจกรรมใน 3 ไตรมาส แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าวที่กำหนดให้วัดซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณต้องกระทำให้ครบทั้ง 6 ด้าน อาทิ ด้านการปกครอง การศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนา สาธารณสงเคราะห์พระภิกษุหรือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ แต่นำไปจัดกิจกรรมวันสำคัญทางศาสนาและนำไปจัดทำเป็นรูปแบบสารคดีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเผยแพร่ทางสื่อมวลชนที่อ้างเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจและศรัทธาเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา ซึ่งแม้กิจกรรมส่วนหนึ่งจะเป็นการส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

แต่ก็ไม่ได้เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดสรรงบอีกทั้งยังเป็นการดำเนินการให้กับวัดสระเกศฯ เพียงแห่งเดียว จากวัดทั่วประเทศ ซึ่งมีส่วนงานเผยแผ่ 7,424 แห่ง นอกจากนี้การอนุมัติเงินงบประมาณให้กับ 2 โครงการของวัดสระเกศฯ ตามทางนำสืบยังได้ความจากจำเลยตอบการถามของอัยการโจทก์ว่า ก่อนการอนุมัติเหมือนมีการตกลงกันไว้ก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1-4 ในการอนุมัติเงินงบประมาณทั้ง 2 โครงการดังกล่าว จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และอดีตอาวาสวัดสระเกศ จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนฯ

สำหรับที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รักษาทรัพย์ฯ ใช้อำนาจหน้าที่เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นประโยชน์ของตนเองและผู้อื่นโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และจำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนฯ นั้น ในความผิดฐานนี้จะต้องฟังได้ว่าผู้กระทำผิดได้นำทรัพย์ที่เบียดบังมาไปใช้ประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่น แต่ตามทางนำสืบรับฟังได้ว่าเมื่อจัดสรรงบประมาณไปแล้ว ทางวัดก็ได้นำไปจัดกิจกรรมตามโครงการ แต่ไม่ครบถ้วนตามเป้าหมายที่วางไว้ทั้งหมด อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณฯ โดยตามทางนำสืบก็ยังไม่มีหลักฐานฟังได้ว่าจำเลยที่ 1-5 นำเงินงบประมาณนั้นไปเป็นของตัวเอง

 

ซึ่งประเด็นนี้ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เบิกความว่า ในการทำหน้าที่ตรวจสอบการนำเงินงบประมาณไปดำเนิน 2 โครงการนี้ ไม่มีการทุจริต โดยเงินนั้นนำไปใช้ประชาสัมพันธ์งานของคณะสงฆ์ ซึ่งในขั้นตอนนั้นไม่มีการวางระเบียบของคณะสงฆ์เรื่องการใช้จ่ายเงินไว้เป็นที่ชัดเจน จึงทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจคลาดเคลื่อน การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 147 ดังนั้น ที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยร่วมกันคืนเงินให้กับสำนักงาน พศ. ผู้เสียหายด้วยนั้น เมื่อฟังได้ว่ามีการใช้งบประมาณไปจัดกิจกรรมด้านศาสนาแล้ว จึงไม่ต้องร่วมกันคืนเงินในส่วนนี้

พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จำคุก "นายพนม" อดีต ผอ.สำนักงาน พศ. จำเลยที่ 1 จำนวน 2 กระทงๆ ละ 2 ปี รวม 4 ปี , จำเลยที่ 2-4 จำคุก 3 กระทงๆ ละ 2 ปี รวม 6 ปี ตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83

 

ส่วน "พระพรหมสิทธิ" อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จำเลยที่ 5 จำคุก 3 กระทงๆ ละ 1 ปี 4 เดือน และปรับกระทงละ 12,000 บาท รวม 3 ปี 12 เดือนและปรับ 36,000 บาท ตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86

คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 4 คงจำคุก จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 12 เดือนและให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีหมายเลขดำ อท.253/2561 ที่มีโทษจำคุก 20 ปีและโทษจำคุก 3 เดือน คดีหมายเลขดำ จส.2/2562 ของศาลนี้ด้วย , จำเลยที่ 2-4 จำคุกคนละ 3 ปี 18 เดือน ส่วนจำเลยที่ 5 ให้จำคุก 36 เดือน และปรับ 27,000 บาท

โดยในส่วนของ "พระพรหมสิทธิ" อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จำเลยที่ 5 เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม ภาวะแห่งจิต สิ่งแวดล้อม และสภาพความผิดของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นพระภิกษุ เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในธรรมวินัย เป็นครูผู้สอนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นผู้มีบทบาทในการส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เป็นผู้สร้างคุณประโยชน์ให้กับคณะสงฆ์ สังคม และสถาบันการศึกษาต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดมา จนได้รับการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์หลายสาขาจากหลายมหาวิทยาลัย ทั้งของรัฐและเอกชน และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ที่พระพรหมสิทธิ ซึ่งมีศักดิ์สูงกว่าพระราชาคณะชั้นธรรม และรองลงมาจากสมเด็จพระราชาคณะ อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 ประกอบกับไม่มีเรื่องการทุจริตหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนวนคดีทุจริตการจัดสรรงบประมาณสำนักงาน พศ. ที่มีการกล่าวหากลุ่มของ

นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ. นั้น ประกอบด้วยคดีของนายพนม 9 สำนวน ที่มีอยู่ในศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง และภาค 7 (ในภาค 7 หมายเลขดำ อท.3/2562)

นายชยพล พงษ์สีดา อดีตรอง ผอ.พศ. 2 สำนวน

นายณรงค์เดช ชัยเนตร ผอ.กองเผยแผ่ฯ 3 สำนวน

นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี นักวิชาการพุทธศาสนาชำนาญการ 5 สำนวน

ที่มีอยู่ในศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง และภาค 7 (ในภาค 7 หมายเลขดำ อท.3/2562)

และ พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข หรือนายธงชัย สุขโข อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ 2 สำนวน

โดยในวันที่ 19 พ.ค.นี้ ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง กำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีกล่าวหาฟอกเงินทุจริตการจัดสรรงบประมาณ พศ. อีกสำนวน ในคดีหมายเลขดำ อท.197/2561 ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในส่วนของ นายพนม อดีต ผอ.พศ. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง ได้มีคำพิพากษาไปในคดีหมายเลขดำ จส.2/2562 นั้น เป็นกรณีที่ ป.ป.ช.ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกล่าวหาว่า จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯ เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2557 จำนวน 7 รายการ (รายการเงินฝาก เงินลงทุน ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะ) จำนวน 43,900,256.45 บาท อันเป็นเท็จ ซึ่งนายพนมให้การรับสารภาพ ศาลจึงพิพากษาว่า นายพนมจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯอันเป็นเท็จ กรณีเข้ารับตำแหน่ง ผอ.พศ. ให้จำคุก 6 เดือน ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 คำรับสารภาพมีเหตุลดโทษกึ่งหนึ่ง จึงจำคุกในคดีนี้เป็นเวลา 3 เดือน

อย่างไรก็ดี สำหรับคดีทุจริตการจัดสรรงบประมาณสำนักงาน พศ. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง มีคำตัดสิน นายพนม อดีต ผอ.พศ. ไปสำนวนแรก คือ คดีหมายเลขดำ อท.253/2561 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง

นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ.

นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ อดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนสถาน พศ.

นายเจษฎา วงศ์เมฆ ฆราวาสติดต่อหาวัด

นายชรินทร์ มิ่งขวัญ ฆราวาส ทำหน้าที่ติดต่อหาวัด

เป็นจำเลยที่ 1-4 โดยศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.62 ให้จำคุก "นายพนม" อดีต ผอ.พศ. จำเลยที่ 1 และ "นายวสวัตติ์" อดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ จำเลยที่ 2 รวม 4 กระทงๆ ละ 5 ปี เป็นจำคุกคนละ 20 ปี

ส่วน "นายเจษฎา" จำเลยที่ 3 ให้จำคุก 4 กระทงๆ ละ 3 ปี 4 เดือน เป็นจำคุก 12 ปี 16 เดือน และ "นายชรินทร์" จำเลยที่ 4 ฆราวาสซึ่งทำหน้าที่ติดต่อหาวัด จำเลยที่ 4   จำคุก 3 ปี 4 เดือน โดยจำเลยที่ 3-4 ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งให้จำคุก "นายเจษฎา" จำเลยที่ 3 เป็นเวลา 6 ปี 8 เดือน ส่วน "นายชรินทร์" จำเลยที่ 4 จำคุก 1 ปี 8 เดือน

นอกจากนี้ ศาลให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันคืนเงิน 12 ล้านบาทแก่สำนักงาน พศ. ด้วย ส่วนจำเลยที่ 4 ฆราวาส ซึ่งทำหน้าที่ติดต่อหาวัด ให้รับผิดคืนเงิน 3 ล้านบาท ตามที่อัยการมีคำขอด้วย ซึ่งคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์

อย่างไรก็ดี นอกจากการกล่าวหาร่วมทุจริตจัดสรรเงินงบประมาณสำนักงาน พศ. แล้ว ยังมีคดีกล่าวหาพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในวัดพื้นที่ กทม.หลายแห่ง รวมทั้งต่างจังหวัดอีกด้วย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินการทุจริตจัดสรรงบประมาณสำนักงาน พศ. ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง ก็มีคำตัดสินคดีฟอกเงินฯไปแล้ว 2 สำนวน ประกอบด้วย

1. คดีหมายเลขดำ อท.38/2561 กล่าวหาฟอกเงินจากการที่นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงาน พศ. (ตัวยังหลบหนี) คดีทุจริตจัดสรรงบประมาณ จำนวน 28 ล้านบาท ให้วัด 12 แห่งในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ , ตาก , นครสวรรค์ ชุมพร โดยมิชอบ ที่ลงโทษจำคุก "นายสมเกียรติ ขันทอง" อดีตพระครูกิตติ พัชรคุณ อดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และอดีตเจ้าอาวาสวัดลาดแค อายุ 56 ปี รวม 13 กระทง เป็นเวลา 26 ปี (ตัดสินวันที่ 18 เม.ย.62 คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ จำเลยไม่ได้ประกันตัว)

2. คดีหมายเลขดำ อท.196/2561 กล่าวหาฟอกเงินจำนวน 5 ล้านบาท ในงบส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้งที่ไม่มีการดำเนินโครงการ โดยเจ้าอาวาสวัดสามพระยา นำงบที่ได้มานั้นไปใช้ก่อสร้างอาคารร่มธรรมแทน ทั้งที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินนั้นมาตั้งแต่แรก ที่ลงโทษ 2 กระทง "นายเอื้อน กลิ่นสาลี" อายุ 75 ปี อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา , กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) , เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี  และ "นายสมทรง อรรถกฤษณ์" อายุ 53 ปี อดีตพระอรรถกิจโสภณและเลขาเจ้าคณะกรุงเทพ จำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี (ตัดสินวันที่ 16 พ.ค.62 คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ทั้งสองได้ประกันตัวคนละ 2 ล้านบาท) โดย "นายเอื้อน กลิ่นสาลี" อายุ 75 ปี อดีตพระพรหมดิลก อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ยังถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 5 ในคดีหมายเลขดำ อท.254/2561 ร่วมกับนายพนม อดีต ผอ.สำนักงาน พศ. และพวกรวม 5 คนที่มีทั้งพระเถระชั้นผู้ใหญ่ กับฆราวาส ร่วมกันทุจริตเงินงบประมาณ พศ.อีก 1 สำนวนด้วย (คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา)

 

ที่มา : ไทยรัฐ-ผู้จัดการ-คมชัดลึก : 19 กุมภาพันธ์ 2563

 

"จะสานต่องานท่านพงศ์พร"

ผอ.พศ. คนใหม่ แถลงนโยบาย

 

 

หนึ่งเดียวในดวงใจของ ณรงค์ ทรงอารมณ์

 

อา..นึกว่าจะปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ หรือตามนโยบายของรัฐบาล หรืออย่างน้อยก็ของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นี่แสดงว่ารายการนี้ไม่มีการ "วัดรอยเท้าเจ้านายเก่า" และเท่ากับประกาศให้โลกรู้ว่า "ที่ณรงค์เดินมาถึงจุดสุดยอดในตำแหน่ง ผอ.พศ. ได้นั้น เพราะการผลักดันของพงศ์พร คนอื่นไม่เกี่ยวข้อง" จึงต้องเอาพงศ์พรมาเป็นนโยบายหลัก ก็ดีฮะ ดีกว่าเก็บไว้ในใจไม่มีใครรู้

 

 

พงศ์พร เคยเสนอความเห็นต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า กรรมการ มส. ผิดคดีอาญาและต้องปาราชิก พอถูกถามเรื่องไร่ของ ว.ตอแหล กลับเงียบ

 

ก็ดีฮะ ประกาศออกมาแบบนี้ ถือว่ามีทิศทางการทำงานที่ "ตรงเป็นไม้บรรทัด" เหมือนพงศ์พรเจ้านายเก่า ก็เลยขอส่งเสริมบทบาทของคุณณรงค์เสียเลยว่า

ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาปีกลายแล้ว ที่เราได้เสนอข่าว "มีคนสงสัยในสถานะที่ดินไร่เชิญตะวัน ว่าจะเป็น ภบท.5 ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย" และในฐานะที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีต ผอ.พศ. และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านกิจการพระพุทธศาสนา และเป็นเจ้านายผู้ที่ณรงค์นำเอามาเชิดชูเป็นแบบอย่างของการทำงานในวันนี้

คุณพงศ์พรนั้น มีภาพข่าวมากมายว่าใกล้ชิดสนิทสนมกับ "มหาวอ" เจ้าของไร่ดังกล่าว เราจึงขอให้ช่วยตรวจสอบที่ดินของไร่เชิญตะวันว่าเป็นอะไร เพื่อให้สังคมไทยได้สบายใจ จะไม่เกิดปัญหาอะไรในภายหน้า ทว่าพงศ์พรกลับเงียบ ไม่กล้าตรวจสอบ ไม่ตอบคำถาม ไม่ดุดันฟันธงเหมือนตอนทำเรื่องเงินทอนวัดของอดีตกรรมการ มส. ซึ่งตอนนั้นได้เขียนสำนวนเพิ่มเติมด้วยตนเองให้แก่เจ้าหน้าที่สืบสวนไปว่า "ผิดทั้งอาญาและปาราชิก" ดังนี้ด้วย ส่งผลให้กรรมการ มส. ทั้ง 3 รูป ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังบุกค้นวัดแบบจู่โจม และถูกจับกุมคุมขัง ยังไม่สิ้นสุดคดีมาจนบัดนี้

ทีนี้ว่า เมื่อคุณณรงค์ ประกาศออกมาแบบนี้ ก็ถือว่าดี จะได้มีความหวังว่าพระพุทธศาสนาในประเทศไทยจะบริสุทธิ์ผุดผ่องดังที่มุ่งหวัง จึงขอให้คุณณรงค์ได้ช่วยตรวจสอบ "ไร่เชิญตะวัน" อีกแห่งหนึ่ง ว่ามีสถานะเป็นอะไร ถูกหรือผิดกฎหมาย จะได้ไม่เหมือนคดีของท่านธัมมชโยที่จนบัดนี้ยังไม่มีใครเห็นตัว

 

 

ผอ.สำนักพุทธฯ ยัน สานต่องานของ "พงศ์พร" ปราบทุจริตใน พศ. สกัดปัญหาทอนวัด

ตามที่นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เมื่อวันที่ 6 ก.พ. และได้มีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมานั้น นายณรงค์ กล่าวว่า การทำงานในตำแหน่ง ผอ.พศ. ตนจะทำงานต่อเนื่องจากที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีต ผอ.พศ. ได้ดำเนินการไว้ โดยเฉพาะเรื่องการปราบปรามการทุจริตใน พศ. และคณะสงฆ์ จะต้องไม่ให้เกิดการทุจริตเช่นกรณีเงินทอนวัดขึ้นมาอีก โดยขณะนี้ได้มีการวางระบบในการตรวจสอบงบประมาณ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต ขณะเดียวกันตนจะเรียกประชุมผู้บริหารกองต่างๆทุก 3 เดือน เพื่อติดตามงานด้านต่างๆ รวมทั้งติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณของแต่ละกองใน พศ. ด้วย ส่วนความคืบหน้าในเรื่องคดีเงินทอนวัดนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว 

นายณรงค์ กล่าวต่อไปว่า ด้านการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์ไทยนั้นเป็นอีกเรื่องจะต้องเน้น โดยเฉพาะการสร้างบุคลากรด้านการเผยแผ่ที่มีความสามารถ เช่น เรื่องการปฏิบัติธรรม การเทศน์ เป็นต้น ขณะที่การฟื้นฟูพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ตนจะให้ความสำคัญเช่นกัน เพื่อพัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกอย่างแท้จริง ทั้งนี้ตนยืนยันว่าจะสนองงานคณะสงฆ์ให้เกิดการขับเคลื่อนมากที่สุด ส่วนเรื่องตำแหน่งรอง ผอ.พศ. ที่ขณะนี้ว่างอยู่ 2 ตำแหน่งนั้น ยังมีเวลาในการพิจารณา

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 15 กุมภาพันธ์ 2563

 

เล็งเป้าเจ้าคุณประสาร !

ผู้จัดการจับมัดสามเส้า

เข้ากับธรรมกายและพรรคเพื่อไทย

ตั้งข้อหาหนัก "ลดอำนาจ" สำนักพุทธฯ

 

 

อา.. อุตส่าห์สับขาหลอก ออกนอกไปรับตำแหน่ง "กรรมการบริหาร" วัดพระธาตุดอยสุเทพ ยูเอสเอ ก่อนจะตีกรรเชียงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกกลับมาขึ้นเวทีรัฐสภา ก็ยังถูกจับไต๋จนได้ว่า..อิงอาศัยการเมือง และเอื้ออาทรธรรมกาย

ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?

คำตอบก็น่าจะเป็นดังที่เห็น คือเจ้าคุณประสาร "เลือก" ที่จะเดินเข้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ภายใต้แบรนด์ "ชินวัตร" ซึ่งเพิ่งจะประกาศ "อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล" ไปหยกๆ กว่าจะถึงวันเชือดจริง ก็คงจะมีรายการแบไต๋อีกหลายรอบ

แต่แรกนั้น เจ้าคุณประสาร ออกมาส่งเสียงเรียกร้องขอความเป็นธรรมว่า การที่ตนเองไปรับตำแหน่งอนุกรรมาธิการศาสนานั้น น่าจะไม่ผิด เพราะเป็นเรื่องศาสนา แม้ว่าจะเกี่ยวกับการเมืองก็เลี่ยงไม่ได้ ไม่ได้เป็นกรรมาธิการการทหารหรือการเงินซักหน่อย อีกอย่าง ในอดีตก็เคยมีพระเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการมาแล้วหลายรุ่น ไม่เห็นมีปัญหา แต่พอเจ้าคุณประสารจะเป็นมั่ง ทำไมตั้งป้อมค้าน ตอบแบบนี้ถือว่าสมเหตุสมผล คนค้านก็ค้านไม่ขึ้น แต่ครั้นไปดูสมาชิกในอนุกรรมาธิการคณะนี้ ก็ปรากฏว่ามีชื่อ "ทีมธรรมกาย" ซึ่งสังกัดพรรคเพื่อไทย นั่งอยู่เต็มไปหมด ตั้งแต่ตำแหน่งประธานยันเลขานุการ ทำเอาเจ้าคุณประสาร "จีวรสีเทา" เหมือนพระวัดป่าบ้านตาดไปในบัดดล ผู้จัดการจึงไม่ลังเลที่จะ..ตีปลาหน้าไซ ดึงชายจีวรไว้ตั้งแต่ยังมิทันเข้าห้องประชุม

และแล้วจากนั้นไม่กี่เพลา สิ่งที่ผู้จัดการ "หมายตา" เอาไว้ก็ไม่พลาด นั่นคือ จู่ๆ เจ้าคุณประสารก็เดินไปยังรัฐสภาเพียงคนเดียว ประกาศเสนอร่าง พรบ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาผ่านเป็นกฎหมายบังคับใช้ ซึ่งถ้าผ่านสภามาได้ ก็จะกลายเป็นเสือตัวใหม่ในวงการพระศาสนา เพราะว่าจะมีอำนาจคุ้มครองพระพุทธศาสนา ไปตราบนานเท่านาน งบประมาณก็มากมาย

แต่ดูสมาชิกรัฐสภา (ส.ส.) ที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนและร่วมแถลงข่าวกับเจ้าคุณประสารในวันนั้น มันก็อดคิดไม่ได้ว่า "มาถูกทางหรือเปล่า" เพราะล้วนแต่เป็นสมาชิกของ..พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีหลายบทบาท

1. เป็นพรรคของ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งบัดนี้ยังไม่ได้กลับเมืองไทย เพราะอะไรก็รู้ๆ กันอยู่

2. เป็นพรรคฝ่ายค้าน อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล แน่นอนว่าย่อมจะมีเสียงสนับสนุน "น้อยกว่า" ฝ่ายรัฐบาล การยื่นผ่านฝ่ายค้านจึงถือว่าน่าห่วง เพราะตามหลักการและเหตุผลแล้ว กฎหมายสำคัญๆ ต้องผ่านรัฐบาล จึงจะสง่างาม ถามว่ารัฐบาลจะปล่อยให้กฎหมายฝ่ายค้านผ่านไปอย่างไร ในเมื่อต้องใช้เงินงบประมาณที่รัฐบาลต้องหามาจ่าย แต่ผลงานกลับเป็นของฝ่ายค้านน่ะ ใครปล่อยให้ผ่านก็โง่บัดซบซีคะ อยากถูกตราหน้าว่าโง่ "สาม ป." ก็ลองดูซี เล่นการเมืองไม่เอาคะแนนเสียงแล้วเอาอะไร ?

3. แน่นอน เจ้าคุณประสาร ย่อมจะอ้างหลักการว่า "การทำงานเพื่อประเทศชาติพระศาสนา ไม่ควรแบ่งแยกเป็นฝ่ายไหน ใครก็ได้ที่ทำดี ก็ควรให้โอกาสเขา ไม่ควรเอาเรื่องสีมาเกี่ยวข้อง" ซึ่งก็ตรงกับคำประกาศของ "บิ๊กตู่" ที่คุยเว่อร์ว่า "ประเทศชาติเป็นของทุกคน ต้องช่วยกัน" แต่เอาเข้าจริงๆ มันทำได้จริงหรือเปล่า ในทางปฏิบัตินะ มิใช่ทฤษฎีที่ใครๆ ก็โม้ได้

4. ความจริงแล้ว พรบ.อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนานั้น เริ่มร่างกันในสมัยรัฐบาลทักษิณและสมเด็จเกี่ยวเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราช แต่พอถูก "หลวงตามหาบัว" ออกมาต่อต้าน หาว่าจะเป็นการ "ยึดอำนาจพระสังฆราชไปให้แก่มหาคณิศร" เท่านั้นเอง ทักษิณก็เก็บใส่ลิ้นชัก หลังจากนั้นก็เรื้อรังกันมาเรื่อยๆ จนเจ้าคุณประสาร "ปัดฝุ่น" ขึ้นมาใหม่ จะให้พรรคเพื่อไทยเข็นออกมาใช้ในวันนี้ ถามว่า พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ทั้งทักษิณ-สมัคร-ยิ่งลักษณ์ ได้เป็นรัฐบาลเป็นนายกฯ มาหลายสมัย ทำไมไม่ยอมผ่าน พรบ.ฉบับนี้ ทำไมเพิ่งจะมากระดี้กระด้าเอาในตอนนี้ ตอนที่ตกที่นั่งฝ่ายค้าน

5. ในร่างกฎหมายฉบับนี้ มีบางหมวด และหลายมาตรา ซึ่งถือว่าจะมีอิทธิพลมาก ทั้งด้านการเงินและบทลงโทษ ซึ่งจะมีอำนาจในการบริหารจัดการ โดยไม่ต้องผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นั่นก็เท่ากับว่า เป็นการสร้างหน่วยงานใหม่ใหญ่กว่าสำนักพุทธฯ เหมือนเมื่อครั้งกรมการศาสนาจะสร้าง "พุทธสภา" นั่นแหละ ตอนนั้นสำนักพุทธฯ รีบระดมนักเตะออกมาเตะตัดขาจนล้มหายตายจากไปจนบัดนี้ ซึ่งมีข้อหาร้ายแรงว่า "ตั้งหน่วยงานซ้อนหน่วยงาน" แต่ตอนที่ตั้งสำนักพุทธฯ แยกออกจากกรมการศาสนาและใหญ่กว่ากรมการศาสนานั้น เรื่องมันนั้นมาแล้ว ก็แล้วๆ กันไป อย่าไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ

6. แต่ถามว่า พระพุทธศาสนาเป็นของใคร ? เหตุใดจึงให้เจ้าคุณประสารทำงานอยู่คนเดียว มหาเถรสมาคมเอย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเอย หรือเจ้าคณะพระสังฆาธิการทั่วไทย ไม่ว่าจะเป็นมหานิกายหรือธรรมยุต ทำไมไม่มีใครออกหน้ามาเดินเคียงข้างเจ้าคุณประสาร หรือจะรอรับอานิสงส์เหมือนสังฆทานจนเคยตัว มองมุมนี้ ก็ต้องถือว่าเจ้าคุณประสารกล้าเสี่ยงทำเพื่อคนมากมาย แม้จะมีสาวกธรรมกายรายล้อมก็ตาม มันก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อไม่มาตามนัดเอง ไม่มีจิตอาสาเพื่อพระศาสนา จะบวชมาทำไม มีมหาเถรสมาคมไว้ทำไม มีสังฆราชไว้ทำไม มีสำนักพุทธฯไว้ทำไม ???

7. ปัญหาธรรมกายนั้น จะไล่ตีไล่ต้อนตัวเล็กๆ เช่นเจ้าคุณประสาร ไม่มีทางทำอะไร "ท่านธัมมชโย" ได้หรอก ขนาด สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ออกพระลิขิตมาตั้งหลายเวอร์ชั่น แถมรัฐบาล คสช. ก็ออก ม.44 สั่งปิดวัด-ตรวจค้น อยู่นานเป็นเดือน ยังทำอะไรไม่ได้ ราชสำนักช่วย "ถอดยศ" ออกก็ยังหนีไปได้ จนป่านนี้ไม่รู้อยู่ไหน

8. ทำไม "ผู้จัดการ" ไม่เรียกร้องให้ "สังฆราชอัมพร" และ "รัฐบาลบิ๊กตู่" ไล่บี้ธรรมกายให้จนตรอก ออกมาด่าทำไมเจ้าคุณประสาร ซึ่งเป็นเพียงเบี้ยบนกระดาน ตัวเล็กๆ เท่านั้น หรือว่าได้ตำแหน่งสังฆราชและได้อำนาจรัฐมาแล้ว ก็สบายแล้ว ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ข้อหา "ล้มล้างศาสนา ล้มเจ้าล้มนาย" เขามีไว้เพื่อเป็นเงื่อนไขให้ทหาร "ยึดอำนาจ" เท่านั้น

9. ตะที "สมเด็จช่วง" จะได้โอกาสเป็นสังฆราช ก็ถูกต่อต้านด้วยข้อหา "สนับสนุนและไม่ทำอะไรธรรมกาย" พอได้สังฆราชอัมพรมาเป็นแทน ก็เกิดโรคอุปาทานหมู่ ลืมข้อหานี้เสียสนิท ไม่มีใครพูดถึงเลย และไม่มีมีใครทำอะไรเลย

สรุปว่า ความบริสุทธิ์ยุติธรรม จะถูกนำมาใช้อ้าง ก็ต่อเมื่อมีผู้ต่อต้านรัฐ หรือมิใช่พรรคพวกของเรา แต่ถ้าเป็นพรรคพวกของเรา ถึงไม่ทำห่าอะไร พวกเราก็จะปล่อยไป เพราะพวกเราได้ประโยชน์ สมประโยชน์กันแล้ว  วังเวงประเทศไทย !

 


 

มจร. เขตปลอดบุหรี่ แต่ไม่ปลอดการเมือง

 

 

ถ้าไม่เล่นการเมือง การเมืองก็จะเล่นท่าน

แต่ถ้าเล่นการเมือง ท่านก็จะจมน้ำครำการเมือง

 

 

ไผเป็นไผ ในร่าง พรบ.อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา

 



 

เจ้าคุณประสารดัน พ.ร.บ.อุปถัมภ์ฯ-ลดอำนาจสำนักพุทธฯ

เจ้าคุณประสารรุกหนัก จับมือ "พรรคเพื่อไทย-ศิษย์ธรรมกาย" ในร่างอนุกรรมาธิการศาสนาฯ เดินหน้าสุดตัวดันร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ฉบับใหม่ สานฝันตั้งกองทุนอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา ขอเงินรัฐบาลประเดิมพันล้าน ลดบทบาทสำนักพุทธฯ ไปในตัว ส่วนคณะกรรมการประจำจังหวัด สอดรับกับสมาพันธ์ชาวพุทธฯ เคยตั้งไว้ก่อนหน้า

ภายหลังการตั้งอนุกรรมาธิการศาสนาขึ้นมาช่วยงานกรรมาธิการศาสนา(ชุดใหญ่) ได้ไม่นานนัก อนุกรรมาธิการชุดนี้ก็คลอดผลงานออกมาเป็นร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. ... ออกมา โดยหัวเรี่ยวหัวแรงหลักที่เปิดแถลงข่าวถึงความสำเร็จคือพระเมธีธรรมาจารย์ ที่รู้จักกันดีในนามเจ้าคุณประสาร ในฐานะที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ

โดยมีนายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทยและคณะ ที่ได้เสนอกฎหมายหรือร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. ... ต่อรัฐสภา เมื่อ 18 ธันวาคม 2562 และมีนายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้านและคณะให้การสนับสนุน

เจ้าคุณประสารโต้โผ

เจ้าคุณประสารกล่าวว่า ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในปีใหม่ 2563 พ.ร.บ.นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการพระศาสนา เพราะจะเป็นเรื่องของการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและยั่งยืนสืบไป

พระพุทธศาสนาจะมั่นคง ยืนยาวได้ด้วยเหตุหลักคือ 1.คณะสงฆ์และพุทธบริษัทเข้มแข็ง 2.รัฐให้การอุปถัมภ์ ปกป้องและคุ้มครอง ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาจะเห็นได้ชัดว่าเมื่อพระพุทธศาสนาไปเจริญในประเทศใดๆ ก็มักจะมองเห็นสาเหตุทั้ง 2 ประการนี้เป็นสิ่งที่เกื้อหนุนกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้

อาตมาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะช่วยกันพิจารณาด้วยจิตอันเป็นกุศลและตามกรอบระยะเวลาที่ควรจะเป็น หวังว่าสมาชิกรัฐสภาจะเห็นด้วยและให้การสนับสนุนในทุกพรรคการเมือง แน่นอนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ย่อมไม่สมบูรณ์ทั้งหมดแต่อยากให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการในวาระแรกและไปช่วยกันแก้ไขแต่งเติมให้สมบูรณ์ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ และในการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภาต่อไป


แจงเพิ่มพึ่งเพื่อไทย


แต่การเสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ถูกตั้งข้อสังเกตจากบุคคลภายนอกไม่น้อย ถึง ส.ส.ที่เข้ามาร่วมกันเสนอร่างฯ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพรรคเพื่อไทย รวมถึงบทบาทของพระสงฆ์ที่เข้ามาทำงานให้กับภาคการเมือง

เจ้าคุณประสารได้ออกโรงชี้แจงแทนว่า ส.ส.ดร.นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านเคยบวชเรียนเป็นพระมหาและเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และเป็นธรรมดาที่บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านใดเมื่อจะเสนอพระราชบัญญัติใดๆในสภาฯ จะต้องแสวงหาพรรคพวกในพรรคตัวเองเป็นหลัก เมื่อพบกันในที่ประชุมพรรคบ้าง นั่งในห้องเดียวกันบ้างก็ขอแรงช่วยเซ็นเสนอ พ.ร.บ.ให้หน่อยเพื่อให้ครบตามจำนวนชื่อที่รัฐธรรมนูญกำหนด

พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นถึงพระสงฆ์ต้องเข้ามาร่วมร่างกฎหมายฉบับนี้ รายละเอียดของพ.ร.บ.ฉบับนี้ว่ารูปร่างหน้าตาควรจะออกมาอย่างไรนั้น อันนี้ล่ะควรจะเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์และชาวพุทธที่จะต้องช่วยกันอย่างจริงจัง ไม่เพิกเฉย พระสงฆ์จึงสมควรยิ่งที่จะมีบทบาทสำคัญในส่วนของขั้นตอนนี้

ปัดฝุ่นของเก่า-เติมของใหม่

แหล่งข่าวด้านพระพุทธศาสนา กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์ฯ นี้เคยมีการเสนอมาในหลายยุคหลายสมัย ในช่วงปี
2558 ในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็เคยมี แต่สุดท้ายก็ถูกสกัดในชั้นต่างๆ อย่างรอบนี้ที่เจ้าคุณประสารเป็นโต้โผ เชื่อว่าน่าจะเป็นการนำเอาของเดิมบางส่วนมาปรับใช้ ตัดส่วนที่ไม่ต้องการและเพิ่มส่วนที่อยากให้เป็นเข้าไป

ร่าง พ.ร.บ.นี้เผยแพร่เฉพาะกับกลุ่มที่มีความคิดเห็นในทางเดียวกัน มีทั้งหมด 7 หมวด 52 มาตรา โดยให้เหตุผลว่า

พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันหลักใน 3 สถาบัน คือ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งศาสนาพุทธเป็นสถาบันศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน และศาสนบุคคลซึ่งเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา ได้นำหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาสั่งสอนให้คนในชาติตั้งอยู่ในศีลธรรม มีสติปัญญาและความเข้มแข็งอันเป็นหลักในการค้ำจุนชาติไทยมาโดยตลอด สมควรสร้างความเข้มแข็งมั่นคงให้แก่พระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้นเพื่อเป็นพลังสร้างความมั่นคงแก่ชาติไทย

แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะได้รับความอุปถัมภ์และส่งเสริมกิจการจากรัฐอยู่บ้างแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมงานหลักของพระพุทธศาสนาทั้งหมด ทั้งประชาชนทั่วไปยังมิได้มีส่วนร่วมในการให้ความอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ จำต้องมีกำลังเสริมให้งานพระพุทธศาสนาดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้รัฐต้องอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมทั้งต้องสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต การให้ความอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาของรัฐร่วมกับภาคเอกชนเป็นการผนึกกำลังกันเสริมความมั่นคงแก่พระพุทธศาสนาและสร้างประสิทธิภาพในการนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาเสริมสร้างความมั่นคงแก่ชาติไทยมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ตัวอย่างมาตรา

สำหรับรายละเอียดในบางมาตราอย่าง มาตรา 6 การอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐจัดให้มีการระดมเงินและทรัพยากรทั้งจากรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถานประกอบการ และต่างประเทศมาใช้เพื่อการอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมและให้แรงจูงใจในการระดมเงินและทรัพยากรดังกล่าว โดยการใช้มาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีตามความเหมาะสมและความจำเป็น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 7 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธ ศาสนาแห่งชาติ"



มาตรา 17 ให้มีคณะกรรมการอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด

มาตรา 38 ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงานอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรียกว่า
"กองทุนอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา" เพื่อเป็นทุนอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา

มาตรา 52 ในวาระเริ่มแรกให้รัฐบาลจัดสรรเงินเข้าบัญชีกองทุนตามมาตรา 38 เป็นจำนวน "หนึ่งพันล้านบาท" เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกองทุน


ลดบทบาทสำนักพุทธฯ

นี่เป็นเพียงเฉพาะบางมาตราที่มีการเปิดเผยออกมาเท่านั้น อย่างในร่างฉบับก่อนๆ ได้มีบทลงโทษสำหรับบุคคลหรือพระที่สร้างความเสียหายให้กับพระพุทธศาสนา ทั้งโทษปรับและจำคุก


นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตอีกประการ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เสนอให้มีกองทุนอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา ตรงนี้เท่ากับเป็นการลดบทบาทของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติลง เพราะเดิมงบประมาณบูรณะต่างๆ จะต้องขอจากสำนักพุทธฯ อีกเรื่องอย่างคณะกรรมการอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด ซึ่งสำนักพุทธฯ ก็มีทุกจังหวัดเช่นกัน และที่น่าจับตามองนั่นคือก่อนหน้านี้สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยของ ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ก็เคยมีการตั้งคณะกรรมการในแต่ละจังหวัด ก่อนที่จะแปรสภาพสมาพันธ์ฯ เป็นพรรคแผ่นดินธรรม และยกให้นายกรณ์ มีดี ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค

เคยเรียกร้องมาก่อน

ก่อนหน้านี้สายของพระผู้ใหญ่กลุ่มนี้ต่างเคยเสนอเรื่องให้บรรจุว่า ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มาแล้วแต่ไม่ประสบผล หรือเคยนำเสนอเรื่องธนาคารพุทธ แต่ก็ถูกสกัดไปก่อนหน้าเช่นกัน กลุ่มนี้ได้เรียกร้องให้รัฐบาลส่งเสริมให้คนไทยได้ไปกราบสักการะสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง ซึ่งเป็นการย้อนรอยกรณีที่รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ผู้นับถือศาสนาอิสลามไปประกอบพิธีฮัจญ์

หากย้อนกลับไปจะพบว่าท่านเจ้าคุณประสารเองเคยคัดค้านเรื่องแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ มาตรา 7 เนื่องจากหนุนสมเด็จช่วงฯ วัดปากน้ำ ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช จนเกิดการก่อม็อบพระที่พุทธมณฑล เคยคัดค้านเหตุที่ไม่มีการจัดตั้งธนาคารพุทธ

แม้ไม่พบความเกี่ยวข้องกับสายของวัดพระธรรมกาย แต่เป็นที่ชัดเจนว่าท่านสนับสนุนสายของอดีตพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม ที่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งไปบ้าง แต่ก็ยังมีบางส่วนที่เป็นสายเดียวกันเข้ามารับหน้าที่แทน


ผนึก ธรรมกาย-พระผู้ใหญ่-เพื่อไทย


การเลือกตั้งในรอบนี้แม้พรรคเพื่อไทยจะไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ท่านเจ้าคุณประสารยังสามารถเข้ามาร่วมทำงานกับสายงานของพรรคเพื่อไทยได้ในส่วนของกรรมาธิการศาสนา ที่มีนางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล เป็นรองประธานคนที่ 1 และเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการอีกตำแหน่งหนึ่ง ส.ส.ชัยภูมิจากพรรคเพื่อไทยรายนี้เป็นศิษย์วัดพระธรรมกายและยังมีนามสกุลเดียวกับพระถวัลย์ศักดิ์ ยติสักโก รอง ผอ.สำนักพัฒนาทรัพยากร วัดพระธรรมกาย


และยังมีทนายความพระธัมมชโยอย่างนายสัมพันธ์ เสริมชีพ เป็นอนุกรรมาธิการ ท่านเจ้าคุณประสารเป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ แถมด้วยนางสาวลีลาวดี วัชโรบล ศิษย์วัดพระธรรมกายตัวยง เป็นที่ปรึกษากรรมาธิการศาสนา

อีกทั้งภายในการทำงานคณะอนุกรรมาธิการศาสนายังพบพระสงฆ์หลายรูปเข้ามาร่วมทำงานด้วย หนึ่งในนั้นคือ พระครูปลัดกวีวัฒน์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร ซึ่งเป็นทีมงานของศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย โดยเจ้าคุณประสาร ยังเป็นเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ขณะที่ พระธรรมกิตติเมธี เจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธ) ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และยังเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า ทีมงานชุดนี้ เกาะเกี่ยวกันมาตลอดตั้งแต่ในอดีต ในช่วงรัฐบาล คสช. อาจถูกสกัดจนต้องลดบทบาทตัวเองลงไปบ้าง แต่เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ มีช่องทางให้กลับเข้ามาได้ตามกรอบกติกา และพวกเขาได้กลับเข้ามามีบทบาทอีกครั้งในการผลักดันสิ่งที่เป็นเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้

ส่วนจะสมหวังหรือไม่ ยังคงมีอีกหลายด่านที่ต้องฝ่าฟัน ทั้งในเวทีสภาผู้แทนราษฎรและยังต้องผ่านความเห็นชอบจากทางมหาเถรสมาคม ซึ่งร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์ฯ ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยผ่านด่านเหล่านี้มาได้เลย

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 2 กุมภาพันธ์ 2563

 

แกะรอยมติมหาเถรสมาคม

นัดไหน ใครเป็นประธาน และออกมติอะไรบ้าง ?

 

 

 

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้รับการสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม จึงมีพระสังฆราชกิจต้องเสด็จไปประทับเป็นประธานในการประชุมมหาเถรสมาคม ที่พุทธมณฑล อยู่เป็นประจำ ซึ่งมหาเถรสมาคมนั้น จะประชุมเดือนละ 3 ครั้ง คร่าวๆ กำหนดไว้ในวันที่ 10-20-30 ของทุกเดือน แต่ถ้าในเดือนนั้น วันไหนตรงกับวันพระใหญ่ หรือตรงกับวันสำคัญของชาติ หรือมีเทศกาลสำคัญของประเทศชาติ ก็อาจจะเลื่อนหรือยกเลิกการประชุมได้

อย่างไรก็ตาม หากสมเด็จพระสังฆราช ทรงไม่สามารถเสด็จมาร่วมประชุมมหาเถรสมาคมได้ ด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ย่อมจะทรงมีพระอำนาจรับสั่งให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่ง เป็นประธานแทน หรือหากมิได้มีพระบัญชาเป็นการเฉพาะ กฎหมายก็ระบุให้ สมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เป็นประธานการประชุมแทน

 

ตารางการประชุมมหาเถรสมาคมที่มีวาระสำคัญ

วันประชุม

ประธานการประชุม

ออกมติสำคัญ

20 กรกฎาคม 60 สมเด็จพระวันรัต
วัดบวรนิเวศวิหาร
ตั้งพระราชปริยัติสุนทร เป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา
20 พฤศจิกายน 62 สมเด็จพระวันรัต
วัดบวรนิเวศวิหาร
ตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และเจ้าคณะภาคทั่วประเทศ
8  มกราคม 63 สมเด็จพระธีรญาณมุนี
วัดเทพศิรินทราวาส
ตั้ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีต ผอ.พศ. เป็นบอร์ดพระปริยัติธรรม

 

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า วาระไหน ที่สมเด็จพระสังฆราช มิได้เสด็จมาเป็นประธานในการประชุมมหาเถรสมาคม ก็มักจะมีมติที่สำคัญๆ ออกมา และบางมติก็มีปัญหา อาทิเช่น

 

 

20 กรกฎาคม 60

ประชุม มส. ตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา

 

 

วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2560 หลังจากมีสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ได้เพียง 5 เดือน ก็เกิดเรื่องใหญ่ เมื่อในวันนั้น สมเด็จพระสังฆราช ทรงพระประชวร สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ และอยู่ในที่ประชุมด้วย จึงได้รับหน้าที่ประธานการประชุม มส. ในวันนั้น

ครั้นเสร็จการประชุมแล้ว ก็มีข่าวว่า ทางมหาเถรสมาคม โดยการเสนอของสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม ได้เสนอให้แต่งตั้ง "พระราชปริยัติสุนทร" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม เจ้าคณะอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งว่างลง เพราะอดีตเจ้าคณะจังหวัดเกษียณอายุครบ 80 ปี

แต่มีปัญหาเข้ามาแทรก เมื่อมีหนังสือร้องเรียนจาก พระธรรมมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม ระบุว่า พระราชปริยัติสุนทร ไม่เหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ในหลายประเด็น โดยเฉพาะก็คือ เคยถูกสั่งพักงานในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงนานถึง 5 ปี จึงขอให้มหาเถรสมาคมทบทวนมติดังกล่าว

 

 

พงศ์พร จอมฟ้อง

 

หนังสือฉบับดังกล่าว ยื่นผ่านเลขาธิการมหาเถรสมาคม คือ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งในวันนั้น พ.ต.ท.พงศ์พร มิได้เข้าประชุมมหาเถรสมาคมด้วย แต่ได้มอบหมายให้ นายกนก แสนประเสริฐ รอง ผอ.พศ. มาประชุมแทน แต่อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.พงศ์พร ก็ได้รับหนังสือร้องเรียนดังกล่าว และรีบนำไปทูลถวายสมเด็จพระสังฆราช เพื่อทรงโปรดพิจารณา ซึ่งปรากฏต่อมาว่า ในการประชุมมหาเถรสมาคมนัดต่อมา สมเด็จพระสังฆราช เสด็จมาร่วมประชุมด้วย และทรงรับรองมติมหาเถรสมาคม เรื่องการแต่งตั้งพระราชปริยัติสุนทร เป็นเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น ถูกต้องชอบธรรมทุกประการ เรื่องก็เลยเงียบไป

เหตุผลประการหนึ่ง ซึ่งเป็นข่าวก็คือ มีการอ้างว่า การประชุมมหาเถรสมาคม วันที่ 20 กรกฏาคม 2560 นั้น ไม่ชอบธรรม เพราะสมเด็จพระสังฆราช มิได้เสด็จมาประชุม ทำนองว่า มีการลักไก่ในที่ประชุม เอามติสำคัญเข้าประชุมในวันที่พระสังฆราชไม่อยู่ ซึ่งทางรองนายกรัฐมนตรี (ดร.วิษณุ เครืองาม) ได้ให้ความเห็นว่า สมเด็จพระสังฆราช ย่อมทรงมีพระอำนาจในการกลับหรือเปลี่ยนแปลงมติมหาเถรสมาคมได้ ทั้งนี้ก็โดยวิธีการโปรดให้มหาเถรสมาคมพิจารณาใหม่ เหมือนมติคณะรัฐมนตรี ทำดังนี้ก็ไม่มีปัญหา

 

 

20 พฤศจิกายน 62

ประชุม มส. ตั้งเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาคทั่วประเทศ

 

ต่อมาในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 มีการประชุมมหาเถรสมาคมที่พุทธมณฑล โดยสมเด็จพระสังฆราช มิได้เสด็จมาประชุม สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ผู้มีอาวุโสสูงสุด จึงได้รับหน้าที่เป็นประธานการประชุมอีกครั้ง และครั้งนี้ มีการนำเอาโผเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ฝ่ายมหานิกาย และโผเจ้าคณะภาคทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกาย ทั่วประเทศ เข้ามาให้ที่ประชุมมหาเถรสมาคมพิจารณาด้วย โดยผู้ที่นำเข้ามาก็คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธ ในฐานะเลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช ทั้งนี้สมเด็จสุชินอ้างว่า สมเด็จพระสังฆราช ทรงโปรดให้นำเอาโผเจ้าคณะหน-เจ้าคณะภาค ให้มหาเถรสมาคมพิจารณารับทราบ ตามที่เจ้าคณะใหญ่ทั้งธรรมยุตและมหานิกายเสนอมา

แต่ปรากฏว่า มีหลายชื่อ หลายตำแหน่ง ในโผนั้น ที่มีปัญหาค้างคา ทั้งด้านคดีความที่ยังไม่สิ้นสุด และผลงานในระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง และเกิดเหตุการณ์สำคัญทั้งด้านศาสนจักรและอาณาจักร นั่นคือ กรณีธรรมกายและพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ต้องคดีอาญา แต่ไม่ยอมมอบตัว และหนีคดีไปจนบัดนี้ จึงถูกรัฐบาลและสำนักพระราชวัง สั่งถอดยศ ทั้งเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ถือเป็นคดีใหญ่ในรอบพันปีของคณะสงฆ์ไทยเลยทีเดียว

จึงเกิดคำถามต่อการพิจารณาบัญชีรายชื่อพระสังฆาธิการระดับ "หน-ภาค" ครั้งนี้ ของมหาเถรสมาคมว่า ถูกต้อง เหมาะสม ชอบธรรม หรือไม่เพียงใด หาไม่แล้ว ก็จะเป็นบรรทัดฐานของการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายในกาลภายหน้า แบบว่าท้าทายต่อบทบาทของมหาเถรสมาคมชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นชุดที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยตรง หากลงมติไปแล้วเกิดความเสียหายต่อกิจการพระศาสนา หรือกระทบต่อทางราชการบ้านเมือง ย่อมจะกระทบไปถึง "พระราชอำนาจ" อีกต่างหากด้วย เพราะทั้งสมเด็จพระสังฆราชและมหาเถรสมาคม มาจากพระบรมราชโองการโดยตรง

กรณีนี้จึงถือว่าไม่ธรรมดา และปรากฏว่า นับจากวันที่ 20 พ.ย. 2562 ถึงวันนี้ 31 ม.ค. 2563 ร่วมๆ 3 เดือนแล้ว ก็ยังไม่มีพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งเจ้าคณะหน-เจ้าคณะภาคลงมา มีเพียงข่าวจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในวันที่ 10 ธันวาคม 2562 ระบุว่า

"สาเหตุที่การแต่งตั้งเจ้าคณะหน-เจ้าคณะภาคล่าช้า เพราะไม่อยากให้เกิดความผิดพลาด เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ ต้องดำเนินตาม พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2561 โดยเคร่งครัด ถือว่ายังอยู่ในช่วงการลงพระบัญชาแต่งตั้งจากสมเด็จพระสังฆราช"

อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาตามที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้ให้ความเห็นไว้ว่า "สมเด็จพระสังฆราช ย่อมจะทรงสามารถปรับเปลี่ยนมติมหาเถรสมาคมได้ โดยผ่านการพิจารณาใหม่ของมหาเถรสมาคม เหมือนมติคณะรัฐมนตรี" กรณีนี้จึงอาจจะมีพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ให้นำเอาบัญชีรายชื่อเจ้าคณะหน-เจ้าคณะภาค เข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ประกาศไว้แล้ว

 

 

8 มกราคม 63

มส. ตั้งพงศ์พรเป็นบอร์ดพระปริยัติธรรม

ครั้นวันที่ 8 มกราคม 2563 ก็มีข่าวใหญ่ในวงการพระศาสนาอีกครั้ง เมื่อวันนั้น สมเด็จพระสังฆราช ทรงงดการประชุมมหาเถรสมาคม และในที่ประชุม มส. วันนั้น สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) วัดเทพศิรินทราวาส มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ จึงได้เป็นประธานการประชุมแทน

ปรากฏว่า มีวาระสำคัญ คือ การเสนอแต่งตั้ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านกิจการพระพุทธศาสนา ให้ดำรงตำแหน่ง "กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ" หรือบอร์ดพระปริยัติธรรม ตาม พรบ.พระปริยัติธรรม ฉบับใหม่ ซึ่งรวบเอาการศึกษาคณะสงฆ์ 3 แผนก คือ นักธรรม บาลี และปริยัติสามัญ มาอยู่ในที่เดียวกัน ภายใต้การบริหารของคณะกรรมการชุดใหม่ ใหญ่กว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสมือนการตั้งกระทรวงศึกษาธิการของคณะสงฆ์ขึ้นมาใหม่

 

 

ข้อที่น่าสังเกตก็คือว่า พงศ์พร ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการบอร์ดพระปริยัติธรรมครั้งนี้ ผ่านการประชุมมหาเถรสมาคม นัดที่สมเด็จพระสังฆราชมิได้เสด็จเป็นประธานการประชุม ซึ่งถ้านำไปเปรียบเทียบกับการประชุม มส. นัดตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 แล้ว ก็เหมือนกันมาก นั่นคือ สมเด็จพระสังฆราช ทรงงดประชุม แต่ครั้งแรกนั้น พงศ์พร ได้ออกมาต่อต้านการประชุม มส. (นัดที่ไม่มีพระสังฆราช) ว่าไม่ชอบธรรม จึงนำคำร้องเรียนไปทูลถวายสมเด็จพระสังฆราช เพื่อโปรดพิจารณาทบทวนมติ มส.

ครั้งนี้ กลับปรากฏว่า พงศ์พร ยินยอมรับตำแหน่งกรรมการบอร์ดพระปริยัติธรรม ซึ่งผ่านการพิจารณาของมหาเถรสมาคม เหมือนครั้งตั้งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งตนเองเห็นว่าไม่ชอบธรรมไปแล้วนั้น มันก็น่าฉงน

น่าฉงนเพราะว่า เป็นมติมหาเถรสมาคมเหมือนกัน สมเด็จพระสังฆราชมิได้เสด็จมาประชุมเหมือนกัน แต่การยอมรับของพงศ์พร กลับไม่เหมือนกัน เหมือนกับว่า ถ้าตนเองไม่ได้ หรือไม่ถูกใจ ก็ไม่ชอบ ต้องฟ้องพระสังฆราช แต่ถ้าตนเองได้ ก็เงียบ ไม่มีปากมีเสียงเลย ก็ต้องดูกันต่อไป ว่าไผเป็นไผ

 

ไม่มีอะไรจะตัดสินคนได้ดีเท่ากับ..พฤติกรรม หรือการกระทำ

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 1 กุมภาพันธ์ 2563

 

ประชุมพระธรรมทูตโอเชียเนียคึกคัก !

พระธรรมทูตระดับบิ๊กจองตั๋วเพียบ

สมเด็จฯ วัดยานนาวา นำคณะ

 

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดยานนาวา

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

 

 

สามประธานพระธรรมทูตสายต่างประเทศ

 

ซ้าย : พระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล

กลาง : พระกิตติโสภณวิเทศ ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยสายโอเชียเนีย

ขวา : พระราชวิเทศปัญญาคุณ ประธานองค์กรพระธรรมทูตโลก

        รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

 

 

 

พระศรีพุทธิวิเทศ (ชลธิศ อภิชฺชญญู ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธาราม นครบริสเบน ออสเตรเลีย

เจ้าภาพสถานที่จัดประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในโอเชียเนีย  2020

 

ข่าวจากห้องประชุมมหาเถรสมาคม พุทธมณฑล รายงานว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา มหาเถรสมาคม ได้อนุมัติให้ "สมเด็จพระมหาธีราจารย์" (ปสฤทธิ์ เขมงฺกโร) เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรรมการมหาเถรสมาคม และประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เดินทางไปเป็นประธานในการประชุมสมัชชาพระธรรมทูตไทยสายโอเชียเนีย (ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 22 มีนาคม ศกนี้ ณ วัดไทยพุทธาราม เมืองบริสเบน รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีพระศรีพุทธิวิเทศ (ชลธิศ อภิชฺชญญู ป.ธ.9) เป็นเจ้าอาวาส

พร้อมกันนั้น มหาเถรสมาคม ได้อนุมัติให้พระเถรานุเถระจำนวน 22 รูป เดินทางร่วมคณะไปร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย อาทิเช่น

พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ Ph.D.) หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

พระเทพปริยัติโสภณ (ปัญญา วิสุทฺธิปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดไชยชุมพลชนะสงคราม เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี

เป็นต้น

พระราชวิเทศปัญญาคุณ (เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร (อังกฤษ สก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์) ในฐานะเลขาธิการองค์การพระธรรมทูตโลก ได้แจ้งมาว่า จะเดินทางไปร่วมการประชุมใหญ่ในครั้งนี้ที่บริสเบน เพราะมีวาระสำคัญต้องแจ้งต่อที่ประชุม

พระกิตติโสภณวิเทศ (เศรษฐกิจ สมาหิโต B.A.) หรือหลวงพ่อเศรษฐี เจ้าอาวาสวัดนาคปรก ประธานกรรมการบริหารวัดพุทธสามัคคีเมืองไครซ์เชิร์ช และวัดในเครือ  ประเทศนิวซีแลนด์ และประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในโอเชียเนีย ในฐานะประธานจัดงาน ได้ร่วมกับวัดไทยพุทธาราม เมืองบริสเบน และคณะกรรมการสหภาพพระธรรมทูตไทยในโอเชียเนีย วางแผนงานการประชุมอย่างรัดกุม เพราะแต่แรกนั้น คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี น่าจะมีพระไปประชุมไม่เยอะ แต่เมื่อมีมติมหาเถรสมาคมออกมาข้างต้น ส่งผลให้งานเล็กๆ กลายเป็นงานใหญ่ในรอบ 100 ปี ของออสเตรเลีย

เชื่อว่างานนี้อาจจะมีพระธรรมทูตทั่วโลกไปร่วมประชุมไม่ต่ำกว่า 100 รูป เพราะสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา และสหภาพพระธรรมทูตไทยในยุโรป ก็ยังไม่ส่งสัญญาณมา แต่เชื่อว่ามากันครบ ลำพังสององค์กรใหญ่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก็มีคณะกรรมการเกิน 30 รูป/ตำแหน่ง ขึ้นไปแล้ว รวมกับพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร อินเดีย-เนปาล จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน ประเทศไทย รวมทั้ง มจร. ตัวเลขก็อาจจะวิ่งขึ้นไปถึง 200 รูป เลยทีเดียว

 



 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 30 มกราคม 2563

 

จาก..ธัมมชโย ถึง..ปารีณา

คดีรุกป่าสงวนพัวพันอนาคต

ไร่เชิญตะวันของ ว. ส่อเดินตามรอยรุ่นพี่

รอก็แต่..การตรวจสอบ

 

 

อา.. "พระดัง-นักการเมือง" กับเรื่องที่ดิน ไม่ทราบว่าคู่กันมาแต่ปีไหน อย่างกรณี "กิตติวุฑโฒ" แห่งสำนักจิตตภาวันอันโด่งดังในอดีต ล่าสุดก็ฆ่ากันตายกลางศาลจันทบุรี มีท่านกิตติวุฑโฒเข้าไปเกี่ยวข้อง แม้ว่าจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม

นัมเบอร์วันของไทย "ธัมมชโย" เจ้าพ่อทั้งด้านการศาสนาและการเมือง นอกจากเรื่องบิดเบือนพระธรรมคำสอนแล้ว ก็เจอทั้งเรื่องเงินและที่ดิน มูลค่าว่ากันถึงพันล้าน คดีความยาวเป็นว่าวจุฬา แต่ว่า..หาตัวไม่เจอ !

ปารีณา ไกรคุปต์ ก็กำลังเป็นดาราหน้าจอ ถามว่า "วอ" แห่งไร่เชิญตะวัน จะเข้าข่ายรุกป่าสงวนกับเขาด้วยหรือไม่ ? มีคำเฉลยจาก ดร.โสภณ พรโชคชัย ว่า "ไม่น่าจะรอด" เพราะเป็นพื้นที่ บท.5 อันเป็นศัพท์ที่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้อธิบายว่า "เป็นใบเสร็จ" ใครเอาใบนี้มายืนยันก็..ประหาร สถานเดียว ถามด้วยว่า ดร.โสภณ รู้จากไหน ก็ไม่เห็นยาก เชิญ ดร.โสภณ มาเป็นพยาน งานสืบสวนก็ก้าวหน้าไว

แต่จะเกี่ยวหรือไม่อย่างไร ก็ต้องว่ากันไปตามหลักตามฐาน จะว่าตามใจฉันนั้นหาได้ไม่ งานนี้ คงต้องวาน "ท่านพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีต ผอ.พศ. ผู้ตงฉิน และปัจจุบันเป็น "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านกิจการพระพุทธศาสนา" ผู้มีอุดมการณ์อันสูงส่ง ทำทุกอย่างเพื่อปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์สะอาด ซึ่งจุดสำคัญนั้นอยู่ที่ "พระสงฆ์ไทย" ต้องบริสุทธิ์สะอาด มีศีล สมาธิ และปัญญา ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ด้วยความสนิทใจ แม้แต่เรื่องเงินๆ ทองๆ ก็ต้องมือสะอาด และในฐานะที่ท่านพงศ์พร "ไปไร่เชิญตะวัน" บ่อยๆ ก็ต้องรู้ที่รู้ทางเป็นอย่างดี แถมยังสืบสวนง่ายกว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ เพราะที่ดินนั้นดิ้นไม่ได้ ใช้แค่ภาพถ่ายดาวเทียมและเอกสารสิทธิ์มายืนยัน ก็การันตีได้แล้ว

นะ ท่านพงศ์พร นะ อย่าให้ท่านนายกรัฐมนตรีเสียความตั้งใจเสียล่ะ สู้อุตส่าห์ส่งท่านมาช่วยชำระสะสางพระพุทธศาสนา ภาคกลางก็เห็นว่าเสร็จไปแล้ว ช่วยไปดูทางเหนือด้วย อย่าให้ "คุณวอ" เธอรอนาน

 

 

ธัมมชโย โดน !

ปารีณา โดน !

ว.วชิรเมธี ?

 

 

ข่าว "ธัมมชโย" รุกป่าพังงา

 

ศาลพังงาออกหมายจับ "พระธัมมชโย" สร้างมุกตะวันรุกที่ป่า

ความคืบหน้าดำเนินคดีกับสถานที่ปฏิบัติธรรมมุกตะวันของวัดพระธรรมกาย ที่เกาะยาว จังหวัดพังงา ซึ่งบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติฯ ล่าสุดศาลจังหวัดพังงาได้ออกหมายจับพระธัมมชโยแล้ว ขณะที่ตำรวจเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี

วันนี้ (26 ม.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลจังหวัดพังงา ได้ออกหมายจับ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาติฯ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ กรณีสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมโครงการมุกตะวัน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.เกาะยาวน้อย อ.เกาะยาว จ.พังงา หลังเจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบว่ามีการบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ ป่าควนจุก ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะดังกล่าวและเป็นสถานปฏิบัติธรรมในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าควนจุก" เนื้อที่จำนวนหลายไร่  คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 5 ล้านบาท  ซึ่งจากการสืบสวนหาข่าวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังพบว่าเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพร้อมเร่งติดตามจับกุมตัวพระธัมชโยมาดำเนินคดีต่อไป

 

 

สั่งอายัดเงินสาวกธรรมกาย 3.8 แสน คดีรุกป่าสร้างสำนักสงฆ์ 11 แห่ง จัดฝึกปฏิบัติธรรม

ปปง.สั่งอายัดเงินบัญชี สาวกธรรมกาย 2 รายการ รวมวงเงินกว่า 3.8 แสน เอี่ยวเส้นทางเงินคดีบุกรุกพื้นที่ป่า สร้างสำนักสงฆ์ 11 คดีทั่วประเทศ ใช้ประโยชน์ทำการค้าจัดโครงการปฏิบัติธรรม เก็บค่าบริการ โอนต่อเข้าบัญชีวัดต่อ เผยข้อมูลหมายจับธัมมชโย

จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติอายัดทรัพย์สินบัญชีเงินสดของพระธัมมชโยและเครือข่ายมูลนิธิของวัดพระธรรมกายรวม 4 บัญชี มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2559 นายอธิคม อินทุภูติ ประธานกรรมการธุรกรรม ปปง. ได้ลงนามในคำสั่งอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องกับวัดธรรมกาย เพิ่มเติม 2 รายการ คือ 1.เงินในบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาคลองหลวง ของ น.ส.วัชรินทร์ จรัสมาธุสร และน.ส.สุวรรณา ฤทธิชัยพงศ์ จำนวนเงิน 276,278.56 บาท ยอดเงิน ณ วันที่ 19 ส.ค.2559 และ 2.เงินในบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาคลองหลวง ชื่อบัญชี น.ส.วัชรินทร์ จรัสมาธุสร จำนวน 109,248.22 บาท ยอดเงินณ วันที่ 19 ส.ค.2559 (รวมวงเงินทั้งสิ้น 385,526.78 บาท) 

โดยเปิดโอกาสให้แสดงหลักฐานโต้แย้งคำสั่งอายัดได้ภายใน 30 วัน  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ การออกคำสั่งอายัดทรัพย์ครั้งนี้ เป็นผลมาจาก ปปง.ได้รับรายงานจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ที่ตรวจสอบพบว่า มีการสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และมีลักษณะเป็นการค้า จำนวน 11 คดี ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวัดพระธรรมกาย ได้แก่ 

1. โครงการเวิลด์พีชวัลเลย์เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา 

2. วัดป่าหิมวันต์ จ.เลย

3. วัดถ้ำเขาวง จ.นครราชสีมา 

4. ศูนย์ปฏิบัติธรรมจ.บุรีรัมย์ 

5. วัดหนองกินเพล จ.อุบลราชธานี 

6. วัดบ้านขุน จ.เชียงใหม่ 

7. วัดแม่ลายเตียนอาง จ.เชียงใหม่ 

8. ศูนย์อบรมเยาวชนดอยโมคคัลลานะ จ.เชียงใหม่ 

9. วัดพระธาตุกองลอย จ.เชียงใหม่ 

10. ศูนย์อบรมเยาวชนอุ้มผาง จ.ตาก 

11. วัดถ้ำเนรมิต จ.กาญจนบุรี 

ปปง.ยังระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีและศาลจังหวัดเลยได้อนุมัติหมายจับที่ 174-175/2559 ลงวันที่ 15 ส.ค.2559 ให้จับตัวพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิด ร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้างแผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า และเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งให้ดำเนินคดี มูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์ของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ โดย นางวรรณา จิรกิติ และบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล กับพวก ในข้อหา บุกรุก ก่อสร้าง แผ้วทาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่า 

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลการเชิญชวนประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรม ณ เวิลด์พีช เขาใหญ่, เวิลด์พีช มุกตะวัน , สวนป่าหิมวันต์ จ.เลย , สวนพนาวัฒน์จังหวัดเชียงใหม่

โดยให้ผู้สนใจโอนเงินค่าลงทะเบียนเข้าบัญชี ซึ่งบัญชีที่ใช้รับโอนเงินค่าลงทะเบียนในโครงการดังกล่าว มีการทำธุรกรรม รับโอนเงินจากบัญชีต่างๆ เมื่อมียอดเงินคงเหลือจำนวนมากก็จะโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย ของวัดพระธรรมกาย  

กรณีนี้มีเหตุอันควรเชื่อว่ากลุ่มบุคคลสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าหลายแห่งทั่วประเทศ กับพวก เป็นผู้มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการยึดถือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือการแสวงหาประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ อันมีลักษณะเป็นการค้า ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ตามมาตรา 3 (15) แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากลุ่มบุคคลสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าหลายแห่งทั่วประเทศกับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา/PPTV : 4 ธันวาคม 2562

เปิดเต็ม !

 

เอกสารสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผันงบประมาณให้หน่วยงานรัฐอื่น ทั้งศาลยุติธรรม ปปช. ฯลฯ

 

ปปช. ขอเงินสำนักพุทธ

ศาลยุติธรรมขอเงินสำนักพุทธ

หนังสือตอบรับจากสำนักพุทธ

กรมบัญชีกลาง ตอบคำถาม

เอ็นซี ฮอลิเดย์ ฟ้องสำนักพุทธ

กดที่ภาพเพื่อชม

ภาพประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 28/2019

ณ วัดธรรมภาวนา อลาสก้า วันที่ 17 สิงหาคม 2562

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่


เปิดเต็ม ไม่เซ็นเซอร์
!

 

คำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์

พระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) วัดสามพระยา

16 พฤษภาคม 2562

 

 

กดที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด/อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

26 พฤษภาคม 2562

 

เปิด : คำให้การของเจ้าคุณเอื้อน

ในคดีเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

INTERFAITH 2018

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพและบรรยากาศของงาน

ภาพการประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดศรีรัตนาราม เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

18 AUGUST 2018

 


กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 6000 PC

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561 : 2562

2563 :