LAST UPDATE :   MAY : 28 : 2017 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 


 

 

8-11 มิถุนายน 2560

อายุวัฒนมงคล 92 ปี หลวงตาชี วัดไทยดีซี

งานที่ทุกคนต้องไป

 

2-4 มิถุนายน 2560

ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ฉลองครบรอบ 35 ปี วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

ชุมนุมพระธรรมทูตจากทั่วโลก

 

16 - 18 มิถุนายน 2560

งานผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต และทำบุญ 20 ปี

วัดป่าสันติธรรม เมืองแครอนตัน รัฐเวอร์จิเนีย

 

 

 

 


 

วิระธู ฝืนคำสั่ง มส. พม่า !

เดินหน้าจัดประชุมใหญ่ในย่างกุ้ง

คอศาสนาจ้องตาเป็นมัน !

 

 

อา..แบบนี้แสดงว่า ถ้าเส้นไม่ใหญ่ระดับ คสช. ก็คงทำยาก หรือไม่ก็ต้องมีอุดมการณ์ระดับ "สูงส่ง" ถึงได้กล้าทำอะไรที่เรียกว่า "บ้าบิ่น" เพราะคนกล้ากับคนบ้านั้นท่านว่ามีอาการใกล้เคียงกัน คนบ้านั้นทำอะไรบ้าๆ เพราะไม่รู้ว่าผิดหรือถูก แต่คนกล้านั้นทำอะไรบ้าๆ เพราะเชื่อมั่นว่า สิ่งที่ตัวเองทำนั้นถูก กรณีวิระธูนั้น ท่านเป็นขวัญใจพระหนุ่มเณรน้อยชาวพม่า ที่ไม่อยากเห็นพระพุทธศาสนากลายเป็นแบบไทยๆ

 

 

ปัญหาพม่ากับไทยนั้นก็คล้ายๆ กัน นั่นคือ มุสลิม ใช้วิธีการ "รุกคืบแบ่งแยกดินแดนโดยการเพิ่มจำนวนประชากร" ของไทยรุกจากใต้ แต่ของพม่ารุกจากเหนือ อยู่ในบ้านเมืองเขา แต่ไม่เคยคิดว่าเป็นคนพม่า เหมือนอยู่ไทยแต่ไม่เคยคิดว่าเป็นไทย แต่เป็นอะไรก็ไปถามอาบังเอาเอง

แน่นอนว่า ถ้าถามผู้นำไทยก็คงไม่มีใครกลัว "มุสลิมใต้" แต่ที่หวาดๆ กันทุกวันนี้มันตีความเลยไปไกลถึง "มุสลิมโลก" อันมี "มาเลเซีย-อินโดนีเซีย" รวมทั้งตะวันออกกลางทั้งแถบเป็นสมาชิกสามัญ ซึ่งมีการต่อเชื่อมนโยบายจากระดับประเทศสู่ภูมิภาคและสู่ระดับโลกในที่สุด ตรงนี้น่ากลัวกว่า

 

 

ตัวเด่นที่สุดในปัจจุบันก็คือ ไอซิส และไอเอส ซึ่งแซงหน้ากลุ่มอัลกอร์อิดะของบินลาเดนพระเอกในมหกรรม 911 ปฏิบัติการล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ของแนวร่วมมุสลิมหัวรุนแรงก็คือ ทำสงครามยึดเกาะมินดาเนาในฟิลิปินส์ แน่นอนว่าย่อมต้องส่งผลสะเทือนถึง "ไทย-พม่า" อย่างเลี่ยงไม่ได้ แม่ทัพนายกองของไทยได้ยินก็หูผึ่ง พอๆ กับวีรกรรม "ตะเบงชะเวตี้" เสด็จไปทำพิธีเจาะพระกรรณที่พระเจดีย์มุเตาในเมืองมอญ ก่อนจะเริ่มสงครามใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สืบต่อไม้ให้แก่..บุเรงนอง ในเวลาต่อมา ซึ่งแม้แต่กรุงศรีอยุธยาก็ต้องตกเป็น..เมืองขึ้น ของหงสาวดี

 

 

 

ต้องยอมรับว่า "พระพม่าเขาก้าวหน้ากว่าพระไทย" และมีความเป็นชาตินิยมสูง จึงกล้าแสดงตัวตนเป็นปฏิปักษ์กับมุสลิมอย่างชัดเชน จนพระวิระธูได้รับการยกย่องจาก "ไทม์" ให้เป็น "ชาวพุทธที่น่ากลัว" ซึ่งก็ต้องมีคำจำกัดความด้วยว่า "น่ากลัวสำหรับใคร" เพราะถ้าเทียบกับ "บินลาเดน" แล้ว ชาวมุสลิมไม่มีใครกลัว มีแต่คนรัก แต่กับชาวคริสต์แล้วได้ยินชื่อก็หวาดผวา พุทธพม่าก็รักพระวิระธูเพราะดูแลกัน และอะแฮ่ม ! พุทธไทยหลากหลายก็ชอบ "ธัมมชโย" เพราะถวายสังฆทานทีละ 3 หมื่นวัด แถมช่วยเหลือ 300 วัดในสามจังหวัดชายแดนใต้อย่างต่อเนื่องนับสิบปี แบบนี้จะไม่รักได้ยังไง แหมว่าจะไม่พูดถึงแล้วนะเนี่ย ท่านทัตตชีโว !

แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮาร์ดคอร์ของไทย ที่โชว์ชื่อ "โชว์-ประสาน" อยู่ในแนวหน้านั้น ถือว่า..ยังไม่ใช่พันธุ์แท้ เพราะแค่สมเด็จช่วงไม่ได้เป็นสังฆราช ม็อบพระที่อ้างว่า "ทำเพื่อส่วนรวม" หลวงพี่ก็..ปัดตูดหายจ้อย !  

 

 

กลุ่มสงฆ์หัวรุนแรง "มะบะธา" ไม่สนคำสั่งห้ามมหาเถรสมาคม เดินหน้าชุมนุมในย่างกุ้ง

 เอเอฟพี - พระสงฆ์และผู้สนับสนุนหลายร้อยคน ของกลุ่มขบวนการชาตินิยมสุดโต่ง "มะบะธา" รวมตัวกันในศาสนสถานแห่งหนึ่งในนครย่างกุ้งวันนี้ (27) การประชุมที่ท้าทายองค์กรสงฆ์ที่เพิ่งมีคำสั่งห้ามเครือข่ายมะบะธา ที่ถูกกล่าวหาว่ายั่วยุปลุกปั่นความหวาดกลัวศาสนาอิสลาม
       
ความเคลื่อนไหวภายใต้การนำของพระสงฆ์ขยายตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ในสมัยรัฐบาลที่ทหารให้การสนับสนุนชุดก่อนหน้านี้ ที่ทำให้ความไม่สงบทางศาสนาทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่โจมตีชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิม

       
หลังจากผ่านไปหลายเดือนที่มหาเถรสมาคมประกาศแยกตัวออกห่างจากกลุ่มหัวรุนแรง องค์กรสงฆ์สูงสุดของพม่าได้มีคำสั่งเมื่อวันอังคาร ให้กลุ่มมะบะธายุติทุกกิจกรรมของกลุ่มภายในกลางเดือน ก.ค. มิเช่นนั้นอาจเผชิญกับการดำเนินคดี
       
แต่คำขู่ดังกล่าวกลับไม่สามารถขัดขวางยับยั้งหมู่พระสงฆ์ แม่ชี และผู้ติดตามกว่าพันคน จากการเข้าร่วมการประชุมที่จัดขึ้นยังวัดแห่งหนึ่งในนครย่างกุ้ง ที่ประดับตกแต่งด้วยป้ายมะบะธา
              
เมื่อช่วงต้นปี มหาเถรสมาคม ยังมีคำสั่งห้ามพระวิระธู หนึ่งในแกนนำกลุ่มมะบะธา ออกเทศนาเป็นเวลา 1 ปี ด้วยพระวิระธูนั้นมักเทศนาและโพสข้อความบนเฟซบุ๊กที่ปลุกระดมความคิดที่ว่า ศาสนาพุทธในพม่า กำลังถูกคุกคามโดยศาสนาอิสลาม แม้ชาวมุสลิมจะมีเพียง 5%
จากประชากรทั้งหมดในประเทศก็ตาม

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 28 พฤษภาคม 2560


 

ทรัมป์เข้าเฝ้าโป๊ป !

เจรจาม่วนซื่น

ลบภาพเกาหลาในอดีตเกลี้ยง !

 

นัมเบอร์วัน พบ นับเบอร์วัน

 

อา..แบบนี้เรียกว่า คริสเตียนย่อมเข้าใจในคริสเตียน ถึงชาวคริสต์จะผิดอกผิดใจอะไรไปบ้าง แต่สุดท้าย "คริสต์ย่อมมาก่อน" เสมอ นโยบายหาเสียงของทรัมป์ก่อนได้รับเลือกตั้งนั้น ถูกชาวคริสต์ต่อต้านเยอะ แต่ทรัมป์ก็ได้รับการเลือกจากชาวคริสต์ด้วยกัน ดังนั้น ทรัมป์จึงเป็นผู้นำชาวคริสต์ในทางอาณาจักร ส่วนโป๊ปท่านได้รับการเลือกตั้งจากนักบวชชาวคริสต์ทั่วโลก จึงเป็นผู้นำคริสต์ในทางศาสนจักร ซึ่งต้องเกื้อกูลกันเป็นธรรมดา เห็นไหมเล่าว่า สุดท้ายแล้ว ถนนทุกสายก็มุ่งไปสู่..โรม









 

สุดชื่นมื่นแบบไม่มีวีน ทรัมป์ถกโป๊ปฟรานซิสครึ่งชั่วโมง รับรูปปั้นต้นมะกอกจากวาติกันสื่อใช้สันติภาพแก้ปัญหา

เอเจนซีส์/MGRออนไลน์ เช้านี้ (23 พ.ค) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมสุภาพสตรีหมายเลข 1 เมลาเนีย และบุตรสาวและบุตรเขย เข้าพบสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในกรุงวาติกัน ภาพผู้นำสหรัฐฯและครอบครัวแต่งดำทางการเข้าพบ จับมือแลกเปลี่ยนของขวัญ สนทนาส่วนตัวครึ่งชั่วโมง โป๊ปแอบแซวเมลาเนีย ได้ป้อนเค้กโพติกา( potica)ให้ผู้นำสหรัฐฯ ไม่มีรายงานปะทะคารม แต่มีเสียงพึมพำออกมาจากปากทรัมป์ "รู้สึกเป็นเกียร์ติอย่างยิ่ง" และ "ผมจะไม่ลืมในสิ่งที่ท่านพูด"
       
NBC NEWS รายงาน(24 พ.ค)ว่า การเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสของประธานาธิบดีสหรัฐฯและครอบครัววันนี้(24 พ.ค)เป็นไปอย่างราบรื่น ถึงแม้ว่าในอดีตเมื่อครั้งการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทรัมป์และโป๊ปฟรานซิสได้เคยมีการปะทะทางแนวความคิดมาแล้ว
       
ซึ่งในปีที่ผ่านมา ผู้นำวาติกันเคยแสดงความเห็นตำหนิทรัมป์ถึง นโยบายการสร้างกำแพงกั้นเม็กซิโก และการประกาศจะส่งผู้อพยพมุสลิมและผู้ลี้ภัยออกนอกประเทศ
       
โดยในขณะนั้นโป๊ปฟรานซิสตรัสว่า "ใครก็ตามที่คิดถึงการสร้างกำแพง หรืออะไรก็ตาม และไม่สร้างสะพานเชื่อมแทนนั้น ไม่ถือว่าเป็นคริสเตียน" และทำให้ทรัมป์ออกมาตอบโต้ โดยชี้ว่า เป็นการให้ความเห็นที่น่าละอายในการสงสัยต่อศรัทธาของเขา
       
ซึ่งในการเข้าพบที่เกิดขึ้นตั้งแต่เวลา 8.30 น. อ้างอิงจากสื่ออังกฤษ เดอะการ์เดียน พบว่า ของขวัญจากวาติกันโดยสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสที่เตรียมมอบให้กับผู้นำสหรัฐฯคือ รูปปั้นต้นมะกอกเล็กๆ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ
       
โดยสื่อสหรัฐฯ NBC NEWS ระบุว่า มีรายงานออกมาว่า ทรัมป์ได้กล่าวตอบกลับว่า "เราสามารถใช้สันติภาพ" และในขณะเดียวกันทางฝ่ายผู้นำสหรัฐฯได้มอบหนังสือของผู้นำการเรียกร้องความเท่าเทียมในอเมริกา สาธุคุณ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ที่ถูกบรรจุอยู่ในกล่องสีน้ำเงิน โดยทรัมป์ได้กล่าวกับโป๊ปในระหว่างถวายว่า "เป็นหนังสือจาก มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ผมคิดว่าท่านคงต้องชอบมัน ผมหวังเช่นนั้น"
       
ทั้งนี้ชื่อมาร์ติน ลูเธอร์ คิง (จูเนียร์) อาจจะสับสนกับ มาร์ติน ลูเธอร์ พระเยอรมันผู้นำการปฎิรูปศาสนา และทำให้เกิดนิกายโปรเตสแตนต์หลังจากนั้น และก่อนหน้านี้ในระหว่างการเยือนอิสราเอล ทรัมป์ได้เคยทำให้เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯต้องปวดหัวมาแล้ว เมื่อพบว่าทรัมป์ได้กล่าวแสดงความเห็น โดยมีนัยชี้ไปว่า "อิสราเอลไม่ได้อยู่ในตะวันออกกลาง"
       
NBC NEWS รายงานต่อว่า สมเด็จสันตะปาปาฟรานซิสยังทรงประทานหนังสือที่พระองค์ได้ทรงเขียนขึ้นเกี่ยวกับคำสอนหลัก 3 เล่มของพระองค์ ซึ่งทรัมป์ได้รับปากว่า จะอ่านหนังสือเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม NBC NEWS ระบุว่าเนื้อหาที่อยู่ในหนังสือนั้นเป็นสิ่งที่ขัดแย้งอย่างรุนแรงต่อนโยบายการหาเสียงของผู้นำสหรัฐฯ โดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อม และความเท่าเทียม
       
ซึ่งในภาพการจับมือพบปะครั้งแรก เดอะการ์เดียน สื่ออังกฤษชี้ ผู้นำสหรัฐฯได้กล่าวต่อสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสว่า ถือเป็นเกียร์ติอย่างสูงมาก และพบว่าพระประมุขแห่งโฮลีซีได้กล่าวล้ออย่างติดตลกกับสุภาพสตรีหมายเลข 1 แห่งสหรัฐฯ ซึ่งมีเชื้อชาติสโลเวเนียว่า ได้เคยให้ผู้นำสหรัฐฯลองลิ้มเค้กโพติกา( potica)ที่มีชื่อของสโลเวเนียหรือไม่
       
มีภาพการเข้าเฝ้าเฉพาะตัวระหว่างผู้นำสหรัฐฯและโป๊ปฟรานซิส โดยพระองค์ทรงประทับ โดยมีโต๊ะทำงานที่ทำด้วยไม้ตั้งอยู่เบื้องหน้า ในขณะที่ทรัมป์นั่งอยู่ตรงข้าม โดยมีรายงานว่า การหารือใช้เวลา 30 นาที ซึ่งถือเป็นเวลาตามปกติของการเข้าเฝ้าส่วนใหญ่ของบรรดาผู้นำจากทั่วโลก
       
ซึ่งในการเข้าเฝ้าโป๊ปภายในห้องทำงานนั้น สื่ออังกฤษชี้ว่า มีล่ามภาษาได้รับอนุญาตให้อยู่ด้วยในระหว่างการเข้าเฝ้า โดยมีรายงานว่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงตรัสเป็นภาษาสเปน
       
อย่างไรก็ตาม เดอะการ์เดียนรายงานว่า ในอดีต ผู้นำสหรัฐฯจากพรรคเดโมแครต บารัค โอบามา ได้เคยทำลายสถิติ ใช้เวลาการเข้าเฝ้าโป๊ปฟรานซิสถึง 1 ช.ม ในการเข้าเฝ้าครั้งแรกเมื่อปี 2014 มาแล้ว
       
และหลังจากที่เสร็จสิ้นการเฝ้าส่วนพระองค์ ผู้นำสหรัฐฯและโป๊ปฟรานซิส ได้เดินทางออกมาพบกับสุภาพสตรีหมายเลข 1 เมลาเนีย ทรัมป์ บุตรสาวประธานาธิบดีสหรัฐฯ อิวังกา ทรัมป์ และเขยประธานาธิบดีสหรัฐฯ จาเรด คุชเนอร์ ที่รออยู่ภายในห้องสมุด
       
เดอะการ์เดียนชี้ว่า พบว่ารัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงประจำทำเนียบขาว เอชฮาร์ แม็คมาสเตอร์(HR McMaster) และผู้ช่วยส่วนตัว คีธ ชิลเลอร์( Keith Schiller) ติดตามผู้นำสหรัฐฯมากรุงวาติกันเช่นกัน
       
ทั้งนี้ ในการเดินทางเยือนกรุงวาติกันครั้งแรก พบว่า ครอบครัวหมายเลข 1
อยู่ในชุดดำทางการ โดยฝ่ายหญิง เมลาเนีย ที่นอกจากจะแต่งดำแล้ว ยังคลุมศีรษะด้วยผ้าโปร่งคลิบลูกไม้ดำ ส่วนอิวังกานั้นแต่งชุดกระโปรงสีดำยาว ที่มีแขนเสื้อคลุมถึงข้อมือ และสวมสร้อยไข่มุก รวมไปถึงสวมผ้าโปร่งสีดำคลุมศีรษะเช่นกัน อันเป็นเครื่องแต่งกายการเข้าเฝ้าอย่างเป็นทางการ ซึ่งต่างจากทริปเยือนซาอุฯ ที่สตรีทั้งสองปฎิเสธที่จะคลุมศีรษะตามธรรมเนียม

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 25 พฤษภาคม 2560


 

อย่าใช้ศาสนสถานก่อความรุนแรง !

แม่ทัพภาค 4 สำทับผู้นำมุสลิมใต้

หลังล่าสุดพบ "อุสตาซ" เอี่ยวบึ้มบิ๊กซีปัตตานี !

 

 

 

 

แม่ทัพ 4 ถกผู้นำศาสนาป้องกันใช้ศาสนสถานก่อเหตุรุนแรง

 

แม่ทัพภาคที่ 4 ประชุมร่วมกับผู้นำศาสนา 8 องค์กรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หาทางออกกรณีการใช้ศาสนสถานในการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ 

การประชุมมีขึ้นที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันเสาร์ที่ 20 พ.ค.60 โดยมี พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธาน ร่วมกับ พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) และผู้แทนเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

สำหรับผู้นำศาสนา 8 องค์กร ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา, สภาอูลามาอฺฟาฏอนีย์ดารุสลาม, สมาคมสถาบันปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้, สมาพันธ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และชมรมมุสลิมภราดรภาพ

วัตถุประสงค์ของการประชุมเพื่อชี้แจงแผนปฏิบัติงานในช่วงเดือนรอมฎอน และการจัดกิจกรรม "รวมพลัง สร้างสันติสุข" เนื่องในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช (ฮ.ศ.) 1438  โดยในที่ประชุมแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ขอความร่วมมือจากผู้นำศาสนา ให้ช่วยกันหาทางออกร่วมกัน หลังจากเกิดกรณีกลุ่มคนร้ายใช้ศาสนสถาน ในการก่อเหตุรุนแรง และยังใช้เป็นสถานที่หลบซ่อนตัวของคนร้าย โดยเฉพาะกรณีคาร์บอมบ์บิ๊กซี

พล.ท.ปิยวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมากว่า 13 ปี มีสาเหตุหลักมาจากความพยายามของคนกลุ่มหนึ่ง ที่มีเจตนาบิดเบือนหลักคำสอนทางศาสนาและความเป็นมาของประวัติศาสตร์ มาปลุกระดมบ่มเพาะให้ใช้ความรุนแรงแบบสุดโต่ง เพื่อทำลายสังคมพหุวัฒนธรรม ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทุกเชื้อชาติศาสนา

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรทางศาสนา ซึ่งที่ผ่านมาผู้นำศาสนาก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถคลี่คลายปัญหาต่างๆ ได้โดยตลอด

แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยังมีบุคคลบางกลุ่มพยายามสร้างสถานการณ์ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมีการใช้สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอิสลาม เป็นสถานที่ในการก่อเหตุและสนับสนุนการก่อเหตุ โดยมีผู้นำศาสนาบางคนเข้ามามีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐมีความจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้น จึงต้องขอความร่วมมือจากผู้นำศาสนาช่วยกันเสนอแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมเพิ่มเติม เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ต่อไป

สำหรับเดือนรอมฎอนในปีนี้ ต้องการให้พี่น้องชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามได้ประกอบศาสนกิจตามความศรัทธา โดยเน้นการสนับสนุนและอำนวยความสะดวก ให้พี่น้องประชาชนได้ประกอบศาสนกิจโดยไม่มีสิ่งรบกวน แต่จากสถิติเดือนรอมฎอนที่ผ่านมาพบว่า ผู้ก่อเหตุพยายามบิดเบือนหลักคำสอนว่าการก่อเหตุในเดือนรอมฎอนจะยิ่งได้ผลบุญเป็นทวีคูณ จึงขอความร่วมมือผู้นำศาสนาช่วยกันสร้างความเข้าใจในหลักคำสอนที่ถูกต้อง และสิ่งที่มุสลิมควรปฏิบัติเพื่อให้เดือนรอมฎอนปีนี้เป็นเดือนรอมฎอนอันประเสริฐและบริสุทธิ์ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ภายหลังการประชุม แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วยผู้นำศาสนา 8 องค์กร ได้ร่วมกิจกรรมประกาศเจตนารมณ์ในการทำให้เดือนรอมฎอนในปีนี้เป็นรอมฎอนแห่งสันติสุขด้วย

 

 

 

จับแล้ว ! แม่ทัพภาค 4 รวบนายกฯ อบต. หนองจิก พร้อมพวก ปล้นรถทำคาร์บอมบ์บึ้มบิ๊กซีปัตตานี

มทภ.4 ประณามเหตุระเบิดบิ๊กซีปัตตานี จวกคนร้ายไม่ใช่คน เผยจับผู้ต้องหาได้แล้ว 1 ราย คือ "อุสตาซ" สารภาพเช็ดคราบเลือดรถกระบะ ซัดทอดนายก อบต. หนองจิก พร้อมพวกเอี่ยวคาดเจ้าของรถกระบะเสียชีวิตแล้ว


เมื่อวันที่ 11 พ.ค. พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบเหตุคาร์บอม บริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี จ.ปัตตานี ว่า ขณะนี้สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาซึ่งเป็นอุสตาซได้ 1 คน โดยยอมรับสารภาพว่า เป็นคนเช็ดคราบเลือดที่อยู่ภายในรถคันที่ก่อเหตุคาร์บอม และให้การซักทอดผู้ที่ร่วมขบวนการปล้นรถทั้งหมดจำนวน 8 คน ซึ่ง 1 ในนั้นเป็นถึงระดับนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับผู้ต้องหาไปแล้ว 1 ราย โดยเกี่ยวข้องกับคดีด้านความมั่นคงและคาดว่าจะเกี่ยวข้องกับคดีนี้ด้วย


เบื้องต้น มีผู้ต้องหาก่อเหตุปล้นรถเพื่อนำมาทำคาร์บอม 10 ราย แต่จะมีมากกว่านั้นหรือไม่ต้องดูที่คำให้การและการให้คำซัดทอดของผู้ต้องหาทั้งหมด อย่างไรก็ตาม คาดว่าเจ้าของรถกระบะที่ใช้ก่อเหตุนั้นจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ต้องรอผลการตรวจเลือดหรือดีเอ็นเอจากคราบเลือดก่อนว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้ เมื่อทราบว่าเจ้าของรถเป็นใคร ก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลครอบครัวเจ้าของรถด้วย


"จากนี้ไป ประชาชนในพื้นที่จะลำบากเล็กน้อย เรื่องการสัญจรไปมา เพราะทางเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจรถทุกคัน แม้แต่รถไอศกรีม เพราะผู้ก่อเหตุพยายามปรับเปลี่ยนแผนก่อเหตุอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเราจะต้องทำให้ดีกว่าเขา ทุกครั้งเราใช้ความเป็นมนุษยธรรม ความเป็นพี่เป็นน้องไทยมุสลิม ไทยคริสต์ ไทยพุทธ ไทยจีนอยู่ด้วยกัน และเปิดโอกาสให้ทุกอย่าง จะเห็นได้ว่าทั้ง จ.ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส พี่น้องออกมาจับจ่ายใช้สอยได้หมดทุกคน ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรก ผู้ก่อเหตุไม่ได้เสียมวลชน แต่เสียความเป็นมนุษย์ เสียความเป็นคน จึงขอให้ประชาชนช่วยกันสอดส่องดูแลว่ามีคนที่ไม่ใช่คน และคนที่ไม่ใช่มนุษย์มาอยู่ในพื้นที่รึเปล่า" แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว


เมื่อถามว่า ในอนาคตจะต้องตรวจสอบเรื่องของคุณสมบัติการเป็นนายก อบต. หรือไม่ พล.ท.ปิยวัฒน์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของจังหวัดที่จะต้องตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติหลายอย่าง เพราะเหมือนกับการเล่นการเมืองทั่วไป ใครมีอิทธิพลก็จะได้เป็น คนที่ไม่มีอิทธิพลแต่เป็นคนดีก็ลำบาก เป็นแค่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ซึ่งเราต้องดูว่าผู้ที่จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา-ข่าวสด : 23 พฤษภาคม 2560


 

ปิดบัญชี LH-BANK !

อนันต์ ประกาศลาประธานแบงค์ แลนด์แอนด์เฮาส์

หลังแบงค์ชาติระบุขาดคุณสมบัติ !

 

 

ปิดแล้วครับหลวงพ่อ ปิดบัญชี LH BANK !

 

 

อา..ถือว่าคุณอนันต์นั้น "พูดจริง ทำจริง และได้ผลจริง" จริงเพราะว่า คุณอนันต์ประกาศ "ปิดบัญชีโลก เปิดบัญชีสวรรค์" วันนี้ก็มาถึงแล้ว บัญชีโลกเริ่มปิดที่ "ธนาคารแลนด์แอนด์เฮาส์" เป็นแห่งแรก และคาดว่าน่าจะมีอีกหลายบัญชีด้วยกัน มันหนีไม่ออก เพราะจนด้วยพยานหลักฐาน ทั้ง "ธัมมชโย" ทั้ง "ทัตตชีโว" ทั้ง "ศุภชัย" ทั้ง "อนันต์" และทั้ง "ลลิสา อัศวโภคิน" และอาจจะรวมทั้ง "วรรณา จิรกิติ" น้องสาวของ "เจ้าสัวบุญชัย เบญจรงคกุล" เจ้าพ่อดีแทคอีกด้วย โดนคดีของหลวงพ่อธัมมชโยเข้าไป ดีแทค อาจจะกลายเป็น "ดีท็อกซ์" ไปเลยก็ได้ แบบว่าไหลออกหมดทั้งไส้ทั้งพุง

อภิมหากาพย์ "ธรรมกาย" น่าจะถือว่าเป็นผลงาน "อภิมหาอมตะ" ในรอบร้อยปีของรัฐบาลไทยเท่าที่เคยมีมา แบบว่าสามารถทลายทั้งเครือข่ายศาสนาและการเมือง รวมทั้งเศรษฐกิจมหภาค ระดับ "ใหญ่กว่าประเทศไทย" ลงได้อย่างที่ต้องนับถือว่า "สุดยอดฝีมือจริงๆ" ถ้าไม่นิ่งพอ ไม่แน่พอ ก็คงอยู่ยาก เพราะฐานอำนาจทั้ง "ศาสนา-การเมือง" ถูกวางแผนคู่ขนานกันอย่างแยบยลและยาวนาน มีทั้งรากแก้ว ทั้งกิ่ง ทั้งใบ สยายสาขาไปทั่วโลก ตัดตรงๆ ก็ไม่ได้ เดี๋ยวถูกล้มใส่ตายกันพอดี เลยต้องใช้วิธี "ดำดินตัดราก" ค่อยๆ เซาะซอนไปเรื่อยๆ วันนี้ รากใหญ่ทั้ง 4 ราก ได้แก่ ธัมมชโย-ทัตตชีโว ศุภชัย-อนันต์ ถูกถอนขึ้นจนหงายชี้ฟ้าแล้ว ต่อไปคงจะเป็นรายการ "ตัดรากฝอย" และ "ลิดกิ่งใบ" ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ เพราะเมื่อต้นเป็นพิษ กิ่ง ก้าน ราก ใบ รวมทั้งดอกผล ก็ย่อมเป็นพิษไปด้วย โดยทั้งนี้ ชี้ว่า จะมีรายการ "สั่งยุบมูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง" ในไม่ช้า ข้อหาก็..ฟอกเงิน !

 

 

คุณยายจันทร์ กับ พระธัมมชโย

 

กฐิน 100 ปี ที่มาแห่งความวิบัติ

 

 

"อนันต์ อัศวโภคิน" ลาออกจากประธานกรรมการ "LHBANK"

"อนันต์ อัศวโภคิน" ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการบมจ. แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป และธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จากัด (มหาชน) มีผลตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. 60 หลังแบงก์ชาติออกมาระบุขาดคุณสมบัติดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้บริหารสถาบันการเงิน จากกรณีถูกดีเอสไอดำเนินคดีสมคบฟอกเงินสหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่นของวัดพระธรรมกาย
       
นางศศิธร พงศธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรืแ LHBANK แจ้งว่านายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการ ได้ลาออกจากการเป็นประธานกรรมการ และกรรมการ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จากัด (มหาชน) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2560
       
ทั้งนี้ การลาออกดังกล่าวของนายอนันต์ สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ดำเนินมีมติดำเนินคดีกับ นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานคณะกรรมการบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH) และดำรงตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LHBANK ฐานความผิดร่วมกัน และสมคบกันฟอกเงินสหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งได้ออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 7 มิถุนายน 2560 ส่งผลให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมการดำเนินตำแหน่งผู้บริหารดังกล่าว
       
หลังจากนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาระบุว่า นายอนันต์ อัศวโภคิน ขาดคุณสมบัติ และความเหมาะสมการดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงสถาบันการเงิน เมื่อปรากฏชัดเจนอย่างเป็นทางการว่า เป็นผู้ที่ถูกหน่วยงานอื่นของรัฐกล่าวโทษร้องทุกข์ หรือกำลังถูกดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกง หรือทุจริตทางการเงิน ซึ่งธปท.จะทำหนังสือแจ้งให้ธนาคารได้รับทราบถึงระเบียบของ ธปท.ต่อไป
       
อนึ่ง นายอนันต์ อัศวโภคิน ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ของธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ตั้งแต่เปิดดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2548 โดยใช้ชื่อว่า ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์เพื่อรายย่อย โดยมีบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เป็นถือหุ้นใหญ่ หลังจากนั้น ได้จัดตั้งเป็นกลุ่มธุรกิจทางการเงิน บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (LH BANK) ในปี 2552 และปรับฐานะจากธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย เป็นธนาคารพาณิชย์ โดยใช้ชื่อว่า ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ในปี 2554
ตามลำดับ
 

ล่าสุด ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ได้บรรลุข้อตกลงกับธนาคารชั้นนำของไต้หวัน CTBC Bank Co.,Ltd. (CTBC Bank) ในการเข้าเป็นพันธมิตรเพื่อเติมเต็มธุรกิจของ LH Bank ให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแบบนักลงทุนเฉพาะให้แก่ CTBC จำนวน 7,545 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 2.20 บาท คิดรวมเป็นมูลค่า 16,599 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ CTBC เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วนเท่าๆ กับผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็นยักษ์อสังหาริมทรัพย์ฝั่งไทย คือ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) และ บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH) ที่ถือหุ้นรวมกันอยู่ที่ 35.6%

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 22 พฤษภาคม 2560


 

เริ่มปิดบัญชีโลก !

แบงค์ชาติชี้ชัด

อนันต์ ขาดคุณสมบัติ ประธานแลนด์แอนด์เฮาส์

หลังโดนคดีฟอกเงินคลองจั่น !

 

อา..คิดว่าคงไม่เป็นไรหรอก เพราะคุณอนันต์เขาบอกเองว่า ตั้งใจปิดบัญชีโลกไปนานแล้ว ที่เหลือนั้นกำลังโอนเงินไปเปิดบัญชีในสวรรค์ ขนาดเงินค่าเทอมก้อนสุดท้ายของลูก คุณอนันต์ยังยกถวายวัดได้ ทั้งวัดธรรมกายเองก็เป่าหูสาวกว่า "เราอยู่ในโลกนี้ไม่นาน แค่มาสะสมบารมี ชั่วคราว เป้าหมายจริงๆ ของชาวธรรมกายนั้นอยู่ที่..ดุสิตบุรี" ซึ่งเวลานี้ทั้งท่านศุภชัย ศรีศุภอักษร ท่านธัมมชโย ท่านทัตตชีโว ก็กำลังมุ่งหน้าไปสู่โลกหน้าในอัตราเร่ง เพราะ..ยิ่งเร่งก็ยิ่งรวย โป้งรวย !

 

 

กดที่ภาพ

ฟัง..อนันต์ รับบทหน้าม้าให้..ธัมมชโย

ปลุกศรัทธาสาวก ปิดบัญชีโลก เปิดบัญชีสวรรค์

 

 

 

ธปท.ชี้ชัด "อนันต์" ขาดคุณสมบัตินั่งผู้บริหาร ธ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์

แบงก์ชาติ ชี้ชัด "อนันต์ อัศวโภคิน" ขาดคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้บริหารระดับสูง ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หลังถูก ดีเอสไอ กล่าวโทษ ฐานสมคบกันฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น พร้อมออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหา 7 มิ.ย.นี้
       
หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ดำเนินมีมติดำเนินคดีกับ นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานคณะกรรมการบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH) และดำรงตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LHBANK ฐานความผิดร่วมกัน และสมคบกันฟอกเงินสหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งได้ออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 7 มิถุนายน 2560 ส่งผลให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมการดำเนินตำแหน่งผู้บริหารดังกล่าว
       
วานนี้ (19 พ.ค.) นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงคุณสมบัติ และความเหมาะสมการดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงสถาบันการเงินว่า ตามหลักเกณฑ์เรื่องคุณสมบัติของกรรมการ หรือผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงิน ได้กำหนดให้กรรมการสถาบันการเงินจะขาดคุณสมบัติเมื่อปรากฏชัดเจนอย่างเป็นทางการว่า เป็นผู้ที่ถูกหน่วยงานอื่นของรัฐกล่าวโทษร้องทุกข์ หรือกำลังถูกดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกง หรือทุจริตทางการเงิน
       
สำหรับขั้นตอนการดำเนินการต่อไปนั้น ธปท.จะทำหนังสือแจ้งให้ธนาคารได้รับทราบถึงระเบียบของ ธปท.ต่อไป
       
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากข้อกำหนดของ ธปท.แล้ว เมื่อ นายอนันต์ ถูกดีเอสไอชี้ชัดว่า มีหลักฐานชัดเจนได้ร่วมกันกระทำผิดฐานฟอกเงิน สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ดังนั้น จึงทำให้นายอนันต์ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ด้วย
       
อนึ่ง นายอนันต์ อัศวโภคิน ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ของธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ตั้งแต่เปิดดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2548 โดยใช้ชื่อว่า ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์เพื่อรายย่อย โดยมีบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เป็นถือหุ้นใหญ่ หลังจากนั้น ได้จัดตั้งเป็นกลุ่มธุรกิจทางการเงิน บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (LH BANK) ในปี 2552 และปรับฐานะจากธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย เป็นธนาคารพาณิชย์ โดยใช้ชื่อว่า ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ในปี 2554 ตามลำดับ
       
ล่าสุด ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ได้บรรลุข้อตกลงกับธนาคารชั้นนำของไต้หวัน CTBC Bank Co.,Ltd. (CTBC Bank) ในการเข้าเป็นพันธมิตรเพื่อเติมเต็มธุรกิจของ LH Bank ให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแบบนักลงทุนเฉพาะให้แก่ CTBC จำนวน 7,545 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 2.20 บาท คิดรวมเป็นมูลค่า 16,599 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ CTBC เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วนเท่าๆ กับผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็นยักษ์อสังหาริมทรัพย์ฝั่งไทย คือ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) และ บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH) ที่ถือหุ้นรวมกันอยู่ที่ 35.6%

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 20 พฤษภาคม 2560


 

ามเส้นทางศุภชัย !

หมอมโนชี้ "ชะตากรรม" อ.อนันต์

น่าจะหมายถึง..คุก !

 

 

อา..ก็น่าจะไม่เกินจริงที่ว่า "ถ้าอยากรู้เรื่องธรรมกาย ต้องหมอมโน" เพราะนี่คือ "ศึกสายเลือด" ระหว่าง "ศิษย์-อาจารย์" กินนอนมาด้วยกัน แต่สุดท้ายต้องมาเข่นฆ่ากันเพราะอะไรก็ไม่ทราบ เพราะคนที่ทราบจริงๆ มีเพียง 3 คนในโลก คือ ธัมมชโย ทัตตชีโว และ..มโน ขนาด "สมชาย" ยังเกิดไม่ทันนิทานเรื่อง ลิง ช้าง และนกกระทา ถ้ามโนไม่ถูก "สองรุมหนึ่ง" จนต้องซมซานออกจากอาณาจักรไปเมื่อหลายสิบปีก่อน หนังเรื่องนี้ก็คงเปลี่ยนหน้าไปอีกด้านหนึ่ง

เหตุอะไร ปัจจัยใด ส่งเสริมให้เป็นไปเช่นนั้น มันก็น่าคิด ขนาดพระต้นธาตุต้นธรรม ทั้งครูไม่ใหญ่-ครูไม่เล็ก ศิษย์ใหญ่-ศิษย์เล็ก ต่างร่วงกันระนาว แต่เขาก็ยังคงเชื่อว่า "ถูกแกล้งจากผู้มีอำนาจ" ถ้าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเมื่อไหร่ ฝนก็จะซา ฟ้าก็จะใส เผลอๆ ธัมมชโยอาจจะได้รับปูนบำเหน็จจากมหาเถรสมาคมให้เป็น "อภิสังฆราช"

 

 

หมอมโนชี้อนาคต "อนันต์" ไม่พ้นชะตากรรมเดียวศุภชัย

"หมอมโน" มั่นใจดีเอสไอเอาผิด "อนันต์ อัศวโภคิน" ได้แน่ เพราะหลักฐานแน่นหนา แถมงานนี้ลากลูกสาวติดร่างแหไปด้วย เชื่อชะตากรรมคงไม่พ้นนอนคุกเหมือน "ศุภชัย" พร้อมแฉอาการ "ธัมมชโย" ซึมเศร้าหนัก- ป่วยจริงอยู่ในวัดพระธรรมกายเพราะไม่มีที่ไป พฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม 2560 เวลา 23.06 น.

จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการมีความเห็นให้ดำเนินคดีกับนายอนันต์ อัศวโภคิน ผู้บริหารบริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ เป็นคดีพิเศษที่ 10/2560 และให้ออกหมายเรียกนายอนันต์มารับทราบข้อกล่าวหาฐานสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน ตามมาตรา 5, มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น

ต่อข้อถามว่า ทางดีเอสไอจะสามารถเอาผิดนายอนันต์ได้หรือไม่ นายแพทย์มโน กล่าวว่า เชื่อว่าเอาผิดได้แน่นอน เพราะทางดีเอสไอมีหลักฐานแน่น คิดว่าชะตากรรมคงเหมือนกับ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด

ส่วนความเคลื่อนไหวของพระธัมมชโยนั้น นายแพทย์มโน กล่าวว่า พระธัมมชโย ยังอยู่ที่อาคารพุทธสิน ภายในวัดพระธรรมกาย เข้าทางประตู 3 เพราะยังไม่มีที่จะไป ขณะนี้อยู่ในอาการซึมเศร้า และป่วยจริง และมีสีกาคนหนึ่งเป็นคนดูแล และกุมอำนาจภายในวัด  รวมทั้งสั่งการแก้กรรมให้กับพระธัมมชโย

เมื่อถามว่า มองว่าเหตุใดทางดีเอสไอถึงมาเร่งรัดคดี และเดินหน้ากับเครือข่ายคนที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายในช่วงนี้ นายแพทย์มโน กล่าวว่า จริงๆ แล้วไม่ได้มีการชะลอเรื่องคดีฟอกเงิน ทางดีเอสไอได้สืบเรื่องสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นมาโดยตลอด ซึ่งเขาไม่อยากใช้ความรุนแรง เพราะไม่อยากให้เกิดเลือดตกยางออก

นายแพทย์มโน ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับนายบุญชัย เบญจรงคกุล นักธุรกิจชื่อดัง ทราบว่า ปัจจุบันนี้ก็ยังบริจาคให้กับวัดพระธรรมกายวันละ 1 ล้านบาท
 
แต่ไม่โดนคดีฟอกเงินไปด้วย เนื่องจากไม่มีประวัติ และทำอะไรผิดพลาด แต่น้องสาวคือ นางวรรณา จิตกิตติ ที่เป็นประธานมูลนิธิต่างๆ ในวัดพระธรรมกายโดนด้วย ซึ่งคนที่เกี่ยวข้องโดนหมด เพราะไม่สามารถชี้แจงที่มาที่ไปของเงินได้

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 19 พฤษภาคม 2560


 

7 มิ.ย. ปิดบัญชี อนันต์ !

ดีเอสไอเรียกรับทราบข้อหาฟอกเงิน

หากไม่ยอมไป ก็จะกลายเป็น..หมายจับ !

 

 

 

ดีเอสไอเผยเรียก "อนันต์ อัศวโภคิน" รับทราบข้อหา 7 มิ.ย. หากขอเลื่อนเล็งพิจารณาเหตุผล

อธิบดีดีเอสไอเผยความคืบหน้าออกหมายเรียก อนันต์ อัศวโภคิน รับทราบข้อหาในวันที่ 7 มิ.ย.เวลา 10.00 น. ฐานสมคบร่วมกันฟอกเงิน พบหลักฐานเอกสารระบุเป็นเจ้าของที่ดิน หากเลื่อนนัดต้องพิจารณาเหตุผล
       
สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกนายอนันต์ อัศวโภคิน รับทราบข้อกล่าวหาสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน คดีพิเศษที่ 10/2560 หลังเกี่ยวข้องกับการทุจริตภายในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ความเสียหายรวมประมาณ 13,000 ล้านบาท เป็นคดีพิเศษ และนำไปสู่การสอบสวนขยายผลถึงขบวนการฉ้อโกงประชาชน รับของโจร และความผิดฐานฟอกเงินที่ได้จากการกระทำความผิดในเรื่องดังกล่าวจำนวนหลายคดีแล้วนั้น
       
วันนี้ (18 พ.ค.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยความคืบหน้าว่า ตั้งแต่ปี 2556 ดีเอสไอดำเนินคดีต่อกลุ่มรับเช็คจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ทั้ง 8 กลุ่ม โดยกลุ่มของนายอนันต์ได้ตรวจสอบพบหลักฐานเป็นเส้นทางการเงินและเอกสารรับเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งหมายเรียกจะให้นายอนันต์มาพบในวันที่ 7 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. ส่วนผู้ถูกกล่าวหาจะนำหลักฐานมาชี้แจ้งก็พร้อมรับไว้พิจารณา รวมถึงการขอเลื่อนต้องดูเหตุผลอีกครั้ง
       
พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวอีกว่า สำหรับคดีพิเศษที่ 10/2560 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการได้มีมติร่วมกันให้เรียกตัวนายอนันต์มารับทราบข้อกล่าวหา เนื่องจากทุกคดีมีความเกี่ยวเนื่องกันหมด เพราะ นายศุภชัยนำเงินออกจากสหกรณ์ก็กระจายไปตามกลุ่มต่างๆ แต่ละกลุ่มที่ดำเนินคดีแล้วก็พบหลักฐานเพิ่มเติม อีกทั้งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษทำคดีอย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่เริ่มแรก ว่าด้วยพยานหลักฐาน ทำเป็นรูปของคณะกรรมการ ทั้งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อัยการ ที่ปรึกษาคดีพิเศษ โดยขั้นตอนการออกหมายเรียกทุกฝ่ายต้องเห็นตรงกัน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังนึกถึงผู้เสียหายกว่า 5 หมื่นคนที่รอติดตามสินทรัพย์จากการฉ้อโกงให้นำกลับเอามาคืน
       
พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวต่อว่า ส่วนคดีเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายมีอีกหลายคดี และดำเนินการทุกกลุ่มที่รับเช็คจากนายศุภชัยนั้นเมื่อตรวจสอบแล้วจะพบเส้นทางการเงิน เช่น นำไปซื้อหุ้นบริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด ที่เคยดำเนินการกับนายศุภชัยไปครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อขยายผลไปอีกก็พบบุคคลเกี่ยวข้องเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การจับกุมพระธัมมชโยที่กำลังหลบหนีอยู่นั้น ชุดพนักงานสอบสวนยังติดตามตลอดและมีการแจ้งข้อมูลข่าวสารของประชาชนเข้ามาเรื่อยๆ ส่วนการบริหารภายในวัดพระธรรมกายมีคณะกรรมการ 4
ฝ่ายดูแลตรวจสอบความเคลื่อนไหวของพระธัมมชโยแต่ยังไม่พบ รวมทั้งได้มีการห้ามจัดกิจกรรมบางอย่างและดูแลคำสอนให้ตรงตามพระวินัย

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 19 พฤษภาคม 2560


 

เปิดบัญชีสวรรค์ - อนันต์ อัศวโภคิน !

ดีเอสไอออกหมายเรียกข้อหาฟอกเงิน

เดินตามเส้นทาง..ธัมมชโย !

 

 

LAND AND HOUSE

 

อา..ก็ไม่ทราบว่า การปิด "บัญชีโลก" และเปิด "บัญชีสวรรค์" ที่คุณอนันต์พร่ำสอนคนอื่นนั้นมันเป็นเช่นใด หรือจะเหมือนที่หลงพ่อว่า "จงรวย โป้งรวย" ยิ่งทำก็ยิ่งรวย รวยเงิน รวยทอง รวยสวรรค์ รวยนิพพาน และอาจจะ..รวยคุก แต่ก็ว่ากันว่า ข้อหาแค่นี้มันจิบจ้อย ดีเอสไอในอดีตนั้น นับตั้งแต่อธิบดีลงมา ก็มีปัญหาเรื่อง "สินบน" กินกันหลายระดับ ก่อนจะไปถึงโรงถึงศาล จึงต้องผ่านด่านอีกมากมาย สุดท้ายก็อาจจะแค่..ตั้งข้อหา พอเป็นพิธี

แน่นอนว่า นี่คืออภิมหาคดีที่คนเด่นคนดังระดับประเทศ พัวพันทั้ง "ธัมมชโย-ทัตตชีโว-อนันต์-ศุภชัย" ซึ่งถือว่าเป็น "สี่เสือเศรษฐกิจแนวใหม่" แนวบุญนิยม ฝีมือการปั่นหุ้นธรรมกาย จนกลายเป็นตลาดขนาดมหึมา "หลายแสนล้าน" และสามารถเข้าไป "เท็กโอเวอร์" มหาเถรสมาคม ให้สยบยอมอยู่ภายใต้ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" ประกาศ "ยิ่งเข้าวัดธรรมกายก็ยิ่งรวย" ยิ่งโฆษณาเยอะก็ยิ่งได้เยอะ จะบอกว่า "นี่คือภิมหาการสร้างภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก" ก็คงว่าได้ ภาพข้างหน้าจึงอาจจะดูสวยหรู แต่ภาพด้านหลังจะกระดำกระด่างอย่างไร "ใครจะไปรู้" นอกจากหมอจากแพทย์ผู้มีวิชาการด้านนี้โดยเฉพาะ

เสียดายก็แต่ มหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย ตั้งขึ้นมาได้ร้อยกว่าปี แต่วันนี้กลับไร้บทบาทในการ "ผลิตปัญญาชน" เพื่อรับใช้สังคมไทย ไม่รับใช้สังคมไทยยังไม่พอ ยังวิ่งไปรับใช้ "ธัมมชโย" เสียอีก ศักดิ์และสิทธิ์แห่งปริญญาก็มีค่าแค่เพียง..แรงงานรายวัน เท่านั้นเอง !

 

 

 

LAND AND HAVEN

 

 

อวสานเจ้าพ่อแลนด์แอนด์เฮ้าส์ "อนันต์" เจอหมายเรียกข้อหาฟอกเงิน

"ดีเอสไอ" ออกหมายเรียก "อนันต์ อัศวโภคิน" ฐานหาสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน เผยใช้เงินโกงสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นซื้อที่ดินรอบธรรมกาย โอนกันไปมาหลายทอดจนต่ำกว่าราคาประเมินถึง 3 เท่า มติพนักงานสอบสวน-อัยการ มีมติเอกฉันท์ ให้เรียกเจ้าพ่อแลนด์แอนด์เฮ้าส์มารับทราบข้อกล่าวหา
       
วันนี้ (17 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียก นายอนันต์ อัศวโภคิน รับทราบข้อกล่าวหาสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน ตามที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สอบสวนดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตภายในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ความเสียหายรวมประมาณ
13,000 ล้านบาท เป็นคดีพิเศษ และนำไปสู่การสอบสวนขยายผลถึงขบวนการฉ้อโกงประชาชน รับของโจร และความผิดฐานฟอกเงินที่ได้จากการกระทำความผิดในเรื่องดังกล่าวจำนวนหลายคดีแล้ว นั้น
       
ในการสอบสวนดำเนินคดีอาญาในคดีพิเศษที่ 99/2558 กรณีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด กับพวก ได้ร่วมกันดำเนินการนำเงินของสหกรณ์ฯ ที่ได้มาจากการฉ้อโกงประชาชน ออกจากสหกรณ์ โดยวิธีการที่ผิดระเบียบ ข้อบังคับ และวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ฯ ด้วยการสั่งจ่ายเป็นเช็คของสหกรณ์ฯ จำนวนหลายฉบับอันมีพยานหลักฐานเพียงพอดำเนินคดีในความผิดฐาน สมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน ตามมาตรา 5, มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและสรุปสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องนายศุภชัยฯ กับพวกในความผิด ตามตัวกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ต่อพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษแล้ว
       
จากการสอบสวนคดีดังกล่าว ยังพบอีกว่า นายศุภชัยฯ ได้สั่งจ่ายเช็คหลายฉบับจำนวนรวมประมาณ 275 ล้านบาท เพื่อนำไปซื้อหุ้นทั้งหมด (TAKE OVER) ของบริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด และเป็นส่วนหนึ่งของค่าซื้อทรัพย์สินที่เป็นที่ดินของบริษัทจำนวน 3 แปลง โดยในจำนวนดังกล่าวมีที่ดินตามโฉนดเลขที่ 31344 เนื้อที่ 46 ไร่ 3 งาน 56.2 ตารางวา ตั้งอยู่ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี บริเวณใกล้เคียงวัดพระธรรมกาย รวมอยู่ด้วย โดยซื้อในนามสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด และนายศุภชัยฯ ได้ส่งคนของตนเองไปเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวและมีหนังสือกำหนดให้การบริหารจัดการบริษัทฯ อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ซึ่งนายศุภชัยฯ ควบคุมดูแล
       
ต่อมา วันที่ 21 ธันวาคม 2554 คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติให้นำที่ดินของบริษัทฯ ไปขายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ โดยที่ดินตามโฉนดเลขที่ 31344 เนื้อที่ 46 ไร่ 3 งาน 56.2 ตารางวา ได้มีมติขายให้ นายอนันต์ อัศวโภคิน ซึ่งได้ทำสัญญาซื้อขาย ณ สำนักงานที่ดินอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2554 ภายหลังจากที่คณะกรรมการมีมติเพียง 2 วัน ในราคาไร่ละ 2 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 93,781,000 บาท ซึ่งราคาประเมินที่ดินขณะนั้นราคาตารางวาละหนึ่งหมื่นห้าพันบาท คิดเป็นราคาที่ดิน ประมาณ 281 ล้านบาท มีความแตกต่างและต่ำกว่าราคาประเมินถึง 3 เท่า อันทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย และไม่ปรากฏหลักฐานการจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้บริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด แต่อย่างใด
       
ต่อมา นายอนันต์ฯ ได้ขายที่ดินแปลงนี้ต่อให้บุคคลอื่นในราคา 492 ล้านบาทเศษ โดยนายอนันต์ฯ ได้นำเงินที่ได้จากการขาย จำนวนประมาณ 303 ล้านบาท บริจาคให้กับมูลนิธิคุณยายจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งมีพระธัมมชโย เป็นองค์อุปถัมภ์ ซึ่งมูลนิธิดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ในบริเวณมูลนิธิวัดพระธรรมกาย รวมถึงอาคารบุญรักษาด้วย นอกจากนั้น คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังพบหลักฐานสำคัญ ว่านายศุภชัย ศรีศุภอักษร ได้ทำหนังสือฉบับ ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2554 อันเป็นวันเดียวกันกับวันที่ไปทำสัญญาซื้อขายที่ดินฯ แสดงเจตนาถวายที่ดินโฉนดเลขที่ 31344 เนื้อที่ 46 ไร่ 3 งาน 56.2 ตารางวาตั้งอยู่ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ของบริษัทเอ็มโฮมฯ ให้กับพระธัมมชโย โดยนายศุภชัยฯ จะเป็นผู้จัดซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวและถวายให้พระธัมมชโยโดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในนามนายอนันต์ อัศวโภคิน ซึ่งพระธัมมชโยมอบหมายให้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน โดยมีแต่ลายมือชื่อของผู้อื่นในเอกสาร แต่นายศุภชัยฯ ไม่ได้ลงชื่อ และไม่มีการดำเนินการตามหนังสือฉบับดังกล่าว โดยเป็นการดำเนินการผ่านการขายให้นายอนันต์ฯ แทน
       
กรณีดังกล่าว คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาแล้วเห็นว่ามีพยานหลักฐานตามสมควรว่าอาจเป็นความผิดฐาน "สมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน" ตามมาตรา 5, มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จึงแยกการสอบสวนเป็นอีกคดีหนึ่ง ตามคดีพิเศษที่ 10/2560
และพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการได้มีมติร่วมกันให้เรียกตัว นายอนันต์ อัศวโภคิน มารับทราบข้อกล่าวหาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษต่อไป

 

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 18 พฤษภาคม 2560


 

ดึงแขนขึ้นศาล !

พุทธะอิสระ "ดึงแขน" มหาเถรสมาคม

รับผิดกรณีเสนอตั้งเจ้าคุณไร้คุณสมบัติ

เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เหมียนกัน !

 

อา..พุทธะอิสระคงจะหมายถึง "ธัมมชโย" ซึ่งเชื่อว่า "ขาดจากความเป็นพระไปนานแล้ว" แต่ก็ยังได้รับการอุ้มสมจากกรรมการมหาเถรสมาคม โดยเฉพาะ "สายปากน้ำ" ให้ได้รับยศถาบรรดาศักดิ์จากในรั้วในวังอย่างต่อเนื่อง จนเจ้าคุณล้นวัดพระธรรมกายแล้วในวันนี้ ถึงแม้ว่า "ธัมมชโย-ทัตตชีโว" จะถูกถอดยศไปหมดแล้วก็ตาม แต่บัญชีประวัติก็ยังคงอยู่ งานนี้ต้องเรียกว่า "พุทธะอิสระไม่ยอมตายเดี่ยว" แถมใช้ระบบ "ระเบิดสังหาร" ถึงตัวตาย แต่ถ้ามีคนอื่นตายด้วยอีกหลายคน ก็ถือว่าคุ้มสุดคุ้ม ยิ่งกรรมการมหาเถรสมาคมที่ลงมติ "ให้ธัมมชโยได้เป็นชั้นเทพ" ร่วงระเนระนาด พุทธะอิสระก็ยิ่งมีกำไร เพราะจะได้ล้างบาง "สายธรรมกาย" ไปจากมหาเถรสมาคม กลัวอย่างเดียว ไล่เก่าไป ได้ใหม่มา แต่กลับปรากฏว่า "ไม่ว่าสายไหนก็ธรรมกาย" แบบนี้ก็ตายฟรี !

 

 

 

คู่กรรม !

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 16 พฤษภาคม 2560


 

ยังไม่เจอหลักฐานการขอพระบรมราชานุญาต !

พงศ์พรระบุความคืบหน้าคดีพุทธะอิสระสร้างพระ

ช้พระปรมาภิไธยใส่ด้านหลัง !

 

อา..ก็ไม่รู้ว่างานนี้จะซ้ำรอยกับ "เสี่ยอู๊ด" ผู้สร้างพระสมเด็จเหนือหัว และใช้ตราพระมหามงกุฎและโฆษณาเกินจริง โดยมิได้รับพระบรมราชานุญาต ถูกคุกถูกตะรางนานหลายปี สุดท้ายถึงกับ..ทำอัตตวินิบาต ฆ่าตัวตายโดยมิได้บอกลาใคร เส้นทางเดินของ "พุทธะอิสระ" ถือว่าน่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งยุคนี้ มีอะไรเกี่ยวกับในรั้วในวังในทางเสียๆ หายๆ รับรองว่าไม่ตายก็ไม่โต และถ้าพุทธะอิสระต้องสูญสิ้นอิสระภาพเพราะเรื่องพระเครื่อง ก็ต้องถือว่า "ตายน้ำตื้น" จริงๆ เพราะก่อม็อบปิดถนนประท้วงรัฐบาลนานเป็นเดือนเป็นปี โดยไม่มีใครกล้าจับ แต่กลับมาตายเพราะเรื่องสร้างพระเครื่อง มันก็เป็นเรื่อง..เหลือเชื่อ และถ้าคดีนี้คืบหน้า ก็คงไม่ต้องรอให้ธัมมชโยเข้าคุกแล้วล่ะ รับรองว่า เข้าไม่เข้า พุทธะอิสระก็ต้องเข้า !

 

 

เมื่อฝ่ายรุก ถูกรุกกลับ จะตั้งรับทันหรือไม่ ?

 

 

โอม !

 

 

พุทธะอิสระโดนหลายดอกกรณีสร้างพระเครื่อง

"พงศ์พร" เผยยังไม่เคยเห็นหลักฐานของ "พระพุทธะอิสระ" ที่อ้างว่าทำเรื่องขอพระบรมราชานุญาตแล้วในการอัญเชิญพระปรมาภิไธย ภปร มาประดิษฐานด้านหลังพระเครื่องที่จัดสร้าง ด้าน อสคพ. เตรียมแจ้ง ปอท. เอาผิดอีกทาง

วันนี้ ( 12 พ.ค. ) พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีมีผู้ร้องเรียนกับ พศ. และกองปราบปราม เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีพระพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม จัดสร้างพระเครื่อง พระนาคปรก รุ่นหนึ่งในปฐพี ซึ่งด้านหลังมีการอัญเชิญพระปรมาภิไธย ภปร และ สก มาประดิษฐานว่ามีการทำเรื่องขอพระบรมราชานุญาตถูกต้องหรือไม่ว่า เรื่องนี้จุดเริ่มต้นมาจากการที่มีผู้ไปร้องเรียนกับกองปราบปราม ดังนั้นการดำเนินการจึงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม แต่ พศ. เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะมีการยื่นเรื่องร้องเรียนกับ พศ. ด้วย จึงได้มีการทำหนังสือไปถึงกองปราบปราม เพื่อสอบถามว่าจะมีข้อมูลในส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับทางคณะสงฆ์ และ พศ. หากทางกองปราบปรามต้องการข้อมูลใดให้แจ้งมายัง พศ. เพื่อจะดำเนินการประสานข้อมูลกัน หรือถ้าทางกองปราบปรามพบหลักฐานที่มีมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ขอให้ส่งหลักฐานมาที่ พศ. เพื่อจะได้ดำเนินการแจ้งไปยังเจ้าคณะผู้ปกครองเพื่อดำเนินการทางพระธรรมวินัยต่อไป 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทาง พศ. ได้มีการตรวจสอบว่าพระพุทธะอิสระทำหนังสือขอพระบรมราชานุญาติตามขั้นตอนในระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ หรือไม่
 
พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวว่า ขณะนี้ตามหลักฐานทาง พศ. ยังไม่มี แต่ทางพระพุทธะอิสระบอกผ่านทางสื่อสารมวลชนว่ามีการขออนุญาตแล้ว แต่ทาง พศ. ยังไม่พบหลักฐานดังกล่าว

นายวิชัย ประเสริฐสุดสิริ ผู้ประสานงานองค์กรส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา (อสคพ.) กล่าวว่า จากการเดินทางไปสอบถามความคืบหน้ากรณีดังกล่าวที่กองปราบปราม ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่า ทางกองปราบปรามได้ทำหนังสือไปยังสำนักราชเลขาธิการ เพื่อสอบถามข้อมูลว่า พระพุทธะอิสระได้ทำเรื่องขออนุญาตจริงหรือไม่ พร้อมกันนี้ทางกองปราบปราม ยังแนะนำให้ตนไปยื่นเรื่องกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท) อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ คาดว่าจะดำเนินการยื่นเรื่องกับ ปอท. ได้ในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มีการพยายามโยงว่า การที่ตนออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 13 พฤษภาคม 2560


 

อุ้มเจ้าคณะภาค !

พศ.อ้างทำถูกทุกขั้นตอน

ม่งั้น มส. ไม่อนุมัติ !

 

อา..ถ้างั้นก็ขอถามสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า มติ มส. ครั้งพิเศษ ที่ 01/2559 ที่ลงมติให้ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ด้วยคะแนนเสียง 17-0 นั้น ถูกหรือผิด ถ้าถูก-ทำไมสมเด็จช่วงไม่ได้เป็นสังฆราช ถ้าผิด-ก็แสดงว่ามติ มส. ก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป มันก็ไม่ต่างไปจากมติ ครม. นั่นแหละ มีผิดมีถูก ถูกก็เดินหน้าต่อ ผิดก็ต้องแก้ไข มันมีอะไรนักหนาถึงกับต้องออกมาการันตีกันออกหน้า โดยที่ยังไม่ได้ลงพื้นที่เพื่อหยั่งสถานการณ์ให้รอบด้าน ทำงานแบบ "เอียงหูข้างเดียว" แบบนี้ ระวังจะปิ๋วเหมือนพนมนะคุณ !

 

 

วันนี้ (11 พ.ค.) นายบุญเชิด กิตติธรางกูร ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวถึงกรณีการคัดค้านการแต่งตั้ง พระครูปลัดสุวัฒนพรหมวุฒิคุณ เจ้าอาวาสวัดพลับพลาชัย อ.เมือง จ.เพชรบุรี ให้มาเป็นเจ้าคณะอำเภอชะอำ แทนพระครูฌานวัชราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดห้วยทรายใต้ อ.ชะอำ อดีตเจ้าคณะอำเภอชะอำ ที่เกษียณจากตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอชะอำ เนื่องจากอายุครบ 80 ปี เมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมาว่า การคัดค้านดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อช่วงต้นปี 2560 แต่ได้มีการประสานงานกับคณะสงฆ์จังหวัดเพชรบุรี ให้มีการนำป้ายคัดค้านออกมาแล้วครั้งหนึ่ง ส่วนการคัดค้านที่เกิดล่าสุดเป็นการติดป้ายคัดค้านตามวัดต่างๆ ในพื้นที่อำเภอชะอำ ดังนั้นทาง พศ. จะมีการประสานไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบุรี (พศจ.เพชรบุรี) และคณะสงฆ์จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเจรจาให้มีการนำป้ายคัดค้านลง


"การแต่งตั้งพระสังฆาธิการไม่ว่าจะตำแหน่งใด เป็นการพิจารณามาจากเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชา สำหรับพื้นที่อำเภอชะอำ จ.เพชรบุรี มีพระพรหมเวที เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ เจ้าคณะภาค 15 ควบคุมดูแลคณะสงฆ์ในพื้นที่ดังกล่าว และมีอำนาจเต็มในการพิจารณาแต่งตั้ง เชื่อว่าท่านมีเหตุผลในการพิจารณาแต่งตั้งพระครูปลัดสุวัฒนพรหมวุฒิคุณ ซึ่งเบื้องต้นได้มีการสอบถามเรื่องดังกล่าวเป็นการภายในไปยังพระพรหมเวทีแล้ว ซึ่งท่านก็ยืนยันว่ามีการดำเนินการถูกต้องตามกฎระเบียบมหาเถรสมาคมทุกประการ เพราะหากมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎระเบียบ จะไม่สามารถพิจารณาแต่งตั้งพระสังฆาธิการได้อย่างแน่นอน" ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม กล่าว

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 12 พฤษภาคม 2560


 

พระเมืองเพชรกร้าว !

ไม่เอาเจ้าคณะอำเภอ "ใบสั่ง" จากวัดพระปฐมเจดีย์

20 วัดชะอำประกาศไม่ร่วมสังฆกรรม !

 

 

พระพรหมเวที - เจ้าคุณสุเทพ

เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์

 

 

อา..รายการนี้น่าจะเรียกว่า กระตุกหนวดเสือ หรือ ูบคมเจ้าพ่อ อะไรประมาณนั้น เพราะในแวดวงดงขมิ้นทั่วไทยแลนด์ นอกเขตกรุงเทพเมืองหลวงออกไป ก็มีไม่กี่วัดที่มีฐานะระดับ "ก็อดฟาเธอร์" อาทิเช่น วัดพระปฐมเจดีย์ (นครปฐม) วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (พิษณุโลก) วัดโสธรวราราม (ฉะเชิงเทรา) วัดมหาธาตุ (นครศรีธรรมราช) วัดพระธาตุดอยสุเทพ (เชียงใหม่) วัดพระธาตุพนม (นครพนม) เป็นต้น เจ้าอาวาสวัดเหล่านี้มีทั้ง "ฐานะ" และ "ตำแหน่ง" ซึ่งต้องระดับ "เอกอุ" เป็นเจ้าคณะผู้ปกครองระดับสูง

ท่านเจ้าคุณสุเทพ-พระพรหมเวที วัดพระปฐมเจดีย์นั้น ปัจจุบันถือว่ามีอำนาจวาสนาบารมีระดับ "สุดยอด" เลยทีเดียว เพราะเป็นรองสมเด็จ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 15 แถมยังกวาดเอาตำแหน่ง "เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม" มาไว้ให้พระลูกวัดครองอีกตำแหน่ง ฐานอำนาจจึงแน่นปึ๊กทั้งในระดับบนและล่าง แต่น่าแปลกใจว่า ทำไมแผลไปแตกเอาที่ "เพชรบุรี" นี่ก็น่าคิด

น่าคิดว่า สาเหตุอะไรจึงเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น ซึ่งก็น่าจะมาจากหลายทาง เช่นว่า ไม่เคลียร์พื้นที่ก่อนแต่งตั้ง แบบว่าดันทุรังจะเอาคนที่ตนเองโปรดให้จงได้ โดยมองข้ามไป เลินเล่อว่า แค่พระสงฆ์อำเภอชะอำไม่กี่รูปคงไม่มีใครกล้าต่อต้าน แต่เอาเข้าจริงๆ กลับเจอของจริง แบบนี้ก็ต้องบอกว่า "รู้จักคนเมืองเพชรน้อยไปซะแล้ว"

ส่วนเหตุผลของการต่อต้านของคณะสงฆ์อำเภอชะอำนั้น ฟังๆ ดูก็ยังไม่ค่อยสอดคล้องกันสักเท่าไหร่ เพราะตอนแรกบอกว่า "ไม่ถูกต้องตามระเบียบคณะสงฆ์" ซึ่งก็คือกฎมหาเถรสมาคม อีแบบนี้ก็ต้องบอกว่า "สอนสังฆราช" เพราะระดับ "รองสมเด็จ+เจ้าคณะภาค" คงไม่ตายน้ำตื้นดังว่าหรอก แต่ความจริงแล้ว มันคาบลูกคาบดอก เพราะมีการเปิดกว้างเอาไว้ให้ผู้ใหญ่ "เติม" เอาตามใจฉันได้ทุกแห่ง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงพูดลำบากว่า "ผิด" หรือ "ถูก" แต่เรื่องผิดเรื่องถูกนั้นยังไม่สำคัญเท่ากับว่า "ใครจะวินิจฉัยว่าผิดหรือถูก" แถมในวงการสงฆ์เรานั้น ยังมีลำดับชั้นของการพิจารณาด้วยว่า "ผู้ใหญ่" หรือ "เด็ก" ที่ผิดหรือถูก ดังคำกล่าวของอดีตพระสังฆราชที่ว่า "บัญชาเบื้องสูงย่อมระงับคำสั่งเบื้องต่ำ"

ต่อมาอีก พระชะอำก็เปิดไพ่ว่า "เพราะยังมีพระรูปอื่นที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกว่า" นี่จึงถึงบางอ้อว่า "อ๋อ..พระชะอำท่านไม่ยอมรับเจ้าคณะอำเภอใบสั่ง เพราะมีพระรูปอื่นที่เห็นว่าเหมาะสมกว่า" ตรงนี้จึงต้องมาพิจารณากันว่า จะเอาเจ้าคณะอำเภอที่คณะสงฆ์ชะอำยอมรับ หรือจะเอาเจ้าคณะอำเภอที่เจ้าคณะภาคยอมรับ ก็อยู่ที่ว่า เสียงไหนจะดังกว่า ถ้าเสียงของคณะสงฆ์ชะอำรวมกันแน่นจริงๆ ก็เชื่อว่า จะเอาชนะเสียงเจ้าคณะภาคได้ และอาจจะกลายเป็น "ชะอำโมเดล" ให้ท้องถิ่นอื่นๆ เอาเป็นตัวอย่าง แต่ถ้าแพ้ก็..ตัวใครตัวมัน !

ข้อที่ "ท่านสุเทพ" รู้สึกว่าจะเพลี่ยงพล้ำนั้น ก็คงมาจาก "การเอาพระต่างถิ่นมาปกครองพระชะอำ" ซึ่งคณะสงฆ์ชะอำก็มีพระที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งอยู่ มิใช่ไม่มี แต่นี่กลับพิจารณา "คนนอกก่อนคนใน" มันจึงบานปลายอย่างที่เห็น ถึงแต่งตั้งได้ก็ทำงานไม่ได้ เผลอๆ จะเหยียบชะอำไม่ได้ด้วยซ้ำ

ว่าแต่ "เจ้าคุณสุเทพ" นั้น ดวงเป็นยังไงก็ไม่รู้ ครั้งก่อนก็สั่งพักงาน "พระธรรมปัญญาภรณ์" เจ้าคณะจังหวัดราชบุรี ข้อหาไม่สนองงานโครงการหมู่บ้านศีลห้า ต่อมาก็ต้อง..ยอมคืน แบบ..ไร้เงื่อนไข มาคราวนี้ก็มีปัญหาที่เมืองเพชรอีก คะแนนเริ่มติดลบเรื่อยๆ นานไปก็กลัวจะกลายเป็น..ปากน้ำสอง ทำงานใช้อำนาจกับใช้ปัญญานั้นมันให้ผลต่างกันดังฟ้ากับเหว

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม กรณีนี้ก็ถือว่าเป็นการเสียหน้าระดับเจ้าพ่อ เจ้าคุณสุเทพอาจจะอาละวาดฟาดงวงฟาดงาจนชะอำกลายเป็นชะอมเลยก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะ "ตัดหางปล่อย" ให้หาเจ้าคณะอำเภอเอาเอง เพราะเล่นแล้วไม่คุ้มเสีย มันกระทบถึงอนาคตอันอีกยาวไกล เข็ดจนตาย !

 

 

ภาพ : ข่าวช่อง 8

 

 

คว่ำบาตร ! คนชะอำส่วนมากไม่รับเจ้าคณะอำเภอองค์ใหม่

ขณะนี้ใน facebook กลุ่มต่างๆ ของ จ.เพชรบุรี อาทิ 'สะกิดข่าว : คณะสงฆ์เมืองเพชร' 'กลุ่มจังหวัดเพชรบุรี' มีการโพสต์ภาพป้ายข้อความขนาดใหญ่ ประมาณ 2 x 3 เมตร ด้านล่างสัญลักษณ์เป็นตัวหนังสือสีขาวเขียนว่า 'เขตปลอดเจ้าคณะอำเภอชะอำ'

บริเวณกลางป้ายเป็นตัวหนังสือขนาดใหญ่ เขียนว่า วัด..(ชื่อวัด)..ขอสนับสนุนมติคณะสงฆ์อำเภอชะอำ ไม่ยอมรับการแต่งตั้ง จอ.ชะอำ และไม่ขอร่วมกิจกรรมใดใดทั้งสิ้น ติดตั้งอยู่ภายในวัด ซึ่งภาพดังกล่าว สร้างความประหลาดใจให้แก่พุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดเพชรบุรีเป็นอย่างมาก

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่อ.ชะอำ สอบถามจากพระอธิการอำนาจ ฐานิสฺสโร เจ้าอาวาสวัดชะอำคีรี อ.ชะอำ และ พระนคร วีรพโล อดีตเลขานุการเจ้าคณะอำเภอชะอำ ผู้ประสานงานคณะสังฆาธิการอำเภอชะอำ ทราบว่า กรณีการที่วัดต่างๆใน อ.ชะอำ ติดป้ายข้อความดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงการคัดค้าน ในกรณีที่ พระพรหมเวที เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร ได้แต่งตั้งพระครูปลัดสุวัฒนพรหมวุฒิคุณ (ถวิล ฉนฺทกโร ป.ธ.8) เจ้าอาวาสวัดพลับพลาชัย ซึ่งตั้งอยู่ที่อ.เมืองจ.เพชรบุรี ให้มาเป็นเจ้าคณะอำเภอชะอำ แทน พระครูฌานวัชราภรณ์ เจ้าคณะอำเภอชะอำ เจ้าอาวาสวัดห้วยทรายใต้ อ.ชะอำ ที่เกษียณจากตำแหน่งเนื่องจากอายุครบ 80 ปี เมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา

ผู้ประสานงานคณะสังฆาธิการอำเภอชะอำ กล่าวว่า การแต่งตั้งเจ้าคณะอำเภอโดยปกติตามกฎมหาเถรสมาคมระบุว่าเมื่อตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอว่างเว้นลง เจ้าคณะจังหวัดจะทำการสรรหาพระสังฆาธิการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะมารับตำแหน่ง อาทิ มีพรรษา 10 ขึ้นไป ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะอำเภอนั้นๆ ไม่ต่ำกว่า 2 ปี หรือกำลังเจ้าคณะตำบลในอำเภอนั้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี มีสมณศักดิ์ไม่ต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตรหรือเป็นพระคณาจารย์ชั้นตรีขึ้นไป หรือเป็นเปรียญธรรมไม่ต่ำกว่า 4 ประโยค ฯลฯ เสนอให้เจ้าคณะภาคแต่งตั้งโดยมีเจ้าคณะหนใหญ่เป็นผู้ให้ความเห็นชอบอนุมัติ แต่การแต่งตั้งเจ้าคณะอำเภอชะอำครั้งนี้เป็นไปโดยไม่มีการเสนอชื่อจากเจ้าคณะจังหวัด เป็นการแต่งตั้งโดยตรงจากเจ้าคณะภาค 15 จึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนการแต่งตั้งเจ้าคณะอำเภอ ผิดกฎมหาเถรสมาคม ซึ่งอาจนำไปสู่การผิดจริยาพระสังฆาธิการ

การกระทำลัดขั้นตอนของเจ้าคณะภาค 15 โดยไม่รอการสรรหาจากเจ้าคณะจังหวัด เป็นการแต่งตั้งที่ผิดปกติวิสัย ที่สำคัญการตั้งพระสังฆาธิการที่อยู่เขตอำเภอเมืองเพชรบุรีมาเป็นเจ้าคณะอำเภอชะอำ อาจทำให้เกิดความไม่สะดวกในการปฏิบัติภารกิจของสงฆ์เนื่องจากมีภูมิลำเนาอยู่ต่างอำเภอ และเป็นการทำให้เกิดข้อกังขาว่าในพื้นที่อำเภอชะอำ มีเจ้าคณะตำบลปกครองคณะสงฆ์รวม 4 ตำบล และมี พระสังฆาธิการ พระมหาเปรียญธรรม อีกหลายรูปซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรู้ ความสามารถและมีประสบการณ์ในการบริหารการปกครอง ทั้งยังเป็นที่ยอมรับของพระภิกษุสงฆ์ และอุบาสกอุบาสิกาภายในอำเภออย่างมาก มีคุณสมบัติครบถ้วนในการให้รูปใดรูปหนึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะอำเภอชะอำ เหตุใดเจ้าคณะภาค 15 จึงไม่ได้พิจารณามาเป็นเจ้าคณะอำเภอชะอำ

ขณะนี้นอกจากขึ้นป้ายข้อความ เขตปลอดเจ้าคณะอำเภอชะอำ คณะสงฆ์อำเภอชะอำยังมีมติคว่ำบาตร เจ้าคณะอำเภอชะอำรูปใหม่ โดยไม่ขอร่วมกิจกรรมใดๆ และไม่นิมนต์ท่านมาทำกิจใดๆในเขตอ.ชะอำทั้งสิ้น จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง และมีการแต่งตั้งเจ้าคณะอำเภอชะอำใหม่ตามลำดับขั้นตอน และกฏมหาเถระสมาคมอย่างถูกต้อง

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา-ฐานเศรษฐกิจ : 10 พฤษภาคม 2560


 

FULL TEAM !

บรรจบเปิดตัว "พรรค" สมาพันธ์พุทธฯ

สมาชิกกระจายทั่วประเทศ

แต่..ไร้ผู้นำ !

 

 

อา..ที่ว่า "ไร้ผู้นำ" นั้น ก็เพราะก่อนหน้านี้ อาจารย์บรรจบ แกประกาศว่า "จะหยุดแค่จุดสอง" คือจะนำพลพรรคสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยไปแค่นี้ หลังจากนั้นก็จะให้ "ผู้มีเงิน" มานำพรรคต่อไป ครั้นเปิดประชุมใหญ่เมื่อวาน ก็พบว่า "ทั้งทีม" มีแต่ "บรรจบ" กับ "กรณ์ มีดี" สงสัยคนอื่นๆ ไม่มีดี เลยไม่ได้ดี ก็ดูซี "กรณ์เสนอบรรจบเป็นประธาน-บรรจบเสนอกรณ์เป็นรองประธานและเลขา" ส่วนเก้าอี้ที่เหลือก็แจกจ่ายไปตามสัดส่วน ซึ่งก็ถูกแล้วล่ะ เพราะใครต่อใครที่เข้ามาร่วมงานนั้น ก็ล้วนแต่ "บ่จี๊" คิดว่าอาจารย์บรรจบรวยหรือมีทุนหนา มีน้ำเลี้ยงดี แต่กลับกลายเป็นว่า "ตั้งกองทุนขึ้นมาบริหารกิจการ" เสร็จงานนี้คงต้อง "เดินสายทอดผ้าป่า" หาทุนเล่นการเมืองไปทุกทิศ

ทุกอย่างเลยกระจุกอยู่ที่ "บรรจบ-กรณ์" ต่อไป ไอ้ที่เคยพูดว่า "จะถอย" ก็เลย "ถอยไม่ได้" จำต้องเดินหน้าต่อไป แต่จะไปถึงไหนอย่างไรนั้นก็คงต้องภาวนาสาธุ ขอให้ฟลุ๊ค ขอให้รวย ขอให้สวย ขอให้ดี ฯลฯ พรุ่งนี้ต้องไปไหว้หลวงพ่อปากแดง เผื่อท่านจะให้โชคบ้าง ก็ขอให้โชคดีนะ "จารย์จบ" The show must go on ไหนๆ ก็มาไกลถึงเพียงนี้แล้ว จะหันหัวเรือกลับก็คงไม่ทันแล้วล่ะ เอ้า..ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง เจ๊งบ๊ง !

 

 




 

 

 

เบื้องหลังการเลือกตั้งกรรมการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

โดย..กรณ์ มีดี

 

สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย (สพท.) มีการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 1/2560 (ร.ท.ผศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ได้รับเลือกเป็นประธาน สพท.)

วาระสำคัญ 2 วาระคือ

...

1.ให้ สพท.และเครือข่าย ขึ้นตรงต่อมูลนิธิเพื่อพระพุทธศาสนา เฉพาะด้านนิติกรรม และให้ใช้มูลนิธิ ระดมเงิน

มติที่ประชุม เห็นชอบ

2.เลือกตั้งคณะกรรมการสมาพันธ์ชุดใหม่ทั้งชุด

ผม นายกรณ์ มีดี สมาชิก ได้เสนอ ร.ท.ผศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ เป็นประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

หลังจากนั้นจึงขอมติจากแกนนำผู้เข้าร่วมประชุมทั้งประเทศ มีมติเอกฉันท์ ให้อาจารย์บรรจบ เป็นประธาน สพท.

และท่านอาจารย์บรรจบ ได้เสนอให้ผมดำรง 2 ตำแหน่ง คือ รองประธาน สพท. คนที่ 1 ควบตำแหน่งเลขาธิการ สพท.

มติที่ประชุม เป็นเอกฉันท์ ให้ผมควบ 2 ตำแหน่งดังกล่าว

ถัดจากนั้นก็มีการเสนอ ตำแหน่งรองถัดๆมา โดยที่ประชุมเสนอ น.อ.บุญเศษ มาภิรมย์ เป็นรองประธานคนที่ 2

มติที่ประชุมเป็นเอกฉันท์

ส่วนตำแหน่งอื่นๆ แยกเป็น 2 ส่วน คือ 1.คณะกรรมการ (ส่วนกลาง) 2.คณะกรรมการ (ส่วนภูมิภาค)

ความต่างของกรรมการ 2 แบบ มีผลเฉพาะนับองค์ประชุมเพื่อเปิดประชุมเท่านั้น

การนับองค์ประชุม เพื่อเปิดประชุม (กรณีเดียว) จะนับองค์ประชุมเฉพาะ กรรมการ(ส่วนกลาง)

กรรมการ(ส่วนภูมิภาค) จะระบุไว้ในวงเล็บเท่านั้น เนื่องจากกรรมการส่วนนี้ทั้งหมดอยู่พื้นที่จังหวัดต่างๆ ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ตลอด ถ้านับเป็นองค์ประชุมสำหรับเปิดประชุม จะทำให้องค์ประชุมไม่ครบ เพราะมาจากทุกจังหวัดที่มีสมาพันธ์ แต่เมื่อเปิดประชุมเสร็จแล้ว ให้นับเป็นกรรมการเข้าร่วมประชุมและออกเสียงได้เหมือนกรรมการส่วนกลาง

รายนามกรรมการส่วนภูมิภาค จะมีการประกาศเพิ่มเรื่อยๆ ตามจังหวัดที่ตั้งสมาพันธ์จังหวัดได้สำเร็จ และยืนยันจะร่วมองค์กรเดียวกันเท่านั้น

กรรมการส่วนภูมิภาคจึงจะประกาศเพิ่มเติมเรื่อยๆ

หลังจาก อาจารย์บรรจบ ได้เสนอให้ พ.อ.(พิเศษ) ดร.สุรินทร์ จันทร์เพียร เป็นประธานกิตติมศักดิ์

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ

ผนึกกำลังชาวพุทธ หยุดภัยคุกคาม

นายกรณ์ มีดี รองประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

และเลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

 

8 พ.ค.2560

 

 

ที่มา : สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 9 พฤษภาคม 2560


 

คลองจั่นยังไม่จบ !

สั่งย้ายอดีตเลขา ปปง. ไปประจำสำนักนายก

ลือหึ่ง พัวพันสหกรณ์คลองจั่น

แปลว่า ทุจริตต่อหน้าที่ !

 

 

อา..เมื่อผู้ตรวจกลับถูกตรวจสอบเสียเอง ก็เป็นเรื่องเหนือธรรมดา ดังที่กล่าวว่า ไม่น่าเชื่อว่า 3 องค์กร ที่สังคมไทยให้การยอมรับอย่างสูง ตั้งแต่.. วัดพระธรรมกาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และดีเอสไอ จะกลายเป็นศูนย์โกงประชาชน แต่ความเสียหายยังมิได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น วันนี้ยังลามมาถึง ปปง. อีกองค์กรหนึ่งด้วย แบบว่าเข้าไปพัวพันกับสหกรณ์คลองจั่น อันมีวัดพระธรรมกาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และดีเอสไอ เข้าไปมีหุ้นอยู่ก่อนแล้ว นับว่าหนักหนาสาหัสเหลือเกินสำหรับประเทศไทย แทบจะมองไม่เห็นความหวังอะไรได้เลย หากว่ารัฐบาลไม่สามารถชำระคดีเหล่านี้ให้สิ้นสุด ก่อนจะปล่อยประเทศไทยให้ขึ้นสู่โรดแม็ปของ..การเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อนั้น "เงิน" ก็จะกลับมาพูดแทนปากคนได้อีกครั้ง ยิ่งประชาชนหิว เงินก็ยิ่งมีเสียงดัง !

 

 

 

เด้ง "สีหนาท" พ้น ปปง. นั่งที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒินายกฯ ปมสอบยักยอกเงินคลองจั่น

บิ๊กตู่ เซ็นคำสั่งเด้ง สีหนาท ประยูรรัตน์ อดีตเลขาฯ ปปง. ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาสำนักงานฯ พ้นเก้าอี้ ไปเป็นที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกฯ ปมสอบยักยอกเงินสหกรณ์คลองจั่น

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา สำนักนายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งฉบับที่ 120/2560 ให้ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักงาน ปปง. (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) มาปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรี โดยให้ได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มพิเศษ และสิทธิประโยชน์ตามเดิม โดยให้อยู่ในความควบคุมกำกับดูแลของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ลงนาม

สำหรับคำสั่งดังกล่าว ระบุว่า ด้วยสำนักงาน ปปง. มีคำสั่งที่ 265/2559 ลงวันที่ 28 เม.ย. 2559 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีปรากฏข่าวการกระทำความผิดเกี่ยวกับการยักยอก และเบียดบังเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งกรณีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการของสำนักงาน ปปง. เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตลอดจนส่งเสริมธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ออกคำสั่งข้างต้น

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา : 5 พฤษภาคม 2560

ครึ่งทาง !

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลง

เพิ่งเคลียร์คดีธรรมกายไปได้เพียงครึ่ง

มีทั้งสั่งฟ้องและไม่ฟ้อง !

 

อา..ก็ธรรมดาล่ะฮ่ะ คดีมากมายก่ายกอง มีทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง และคดีจิปาถะที่แม่ค้าเรียกว่า "ขี้หมูรา ขี้หมาแห้ง" ก็ถูกยัดเข้าเป็นความผิดหมด แบบว่าตั้งข้อหาไว้ก่อน แล้วค่อยไปเคลียร์กันภายหลัง ผลงานการสร้างคดีกับผลงานการปิดคดีนั้นมันต่างกันมาก ดังที่เคยบอกว่า ธัมมชโย-ทัตตชีโวน่ะ ถวายแค่คดีเดียวก็เหลือเฟือแล้ว แต่นี่เหมารวบทั้งลูกพี่ลูกน้องลูกศิษย์และญาติโยม เจอกันระนาว น่าจะทำให้เขาแตกพ่าย ก็กลับกลายเป็น "สามัคคี" กันมากกว่าเดิม แล้ว "คุณศรีวราห์" ของเสรีย์ เตมียาเวส ก็ไล่เก็บทีละคดีๆ ไป ไม่แน่..อาจจะเป็นอัจฉริยะภาพส่วนตัวก็ได้ ใครจะรู้

ที่มันกระจอกก็คือ คสช. สั่งยึดอำนาจจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ (และทักษิณ) เหมือนปิดประเทศชั่วคราว แต่กลับไม่สามารถ "หาตัวธัมมชโย" เจอจนบัดนี้ นี่แค่ในประเทศยังทำอะไรไม่ได้ แล้วจะสะเออะอะไรไปทำงานในต่างประเทศ ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะท่านบิ๊กตู่ หากในอนาคต "ธัมมชโย-ธรรมกาย" จะกลายพันธุ์ ครองงำพระพุทธศาสนาในประเทศไทยไปสิ้น ถึงตอนนั้น คนไทยทั่วไปเขาก็จะ "ขุดโคตรใคร" ขึ้นมาด่า แล้วจะหาว่าไม่เตือน !

 

 


 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา-วอยซ์ทีวี : 1 พฤษภาคม 2560

 

เคลียร์ใจ แต่ไม่เคลียร์หนี้ !

บรรจบ้วงดวงใจรีบใช้หนี้

อย่าให้มีปัญหาถึงโรงถึงศาล !

 

อา..และแล้วสิ่งที่ทำให้ "บรรจบ-ดวงใจ" ต้องแยกทางกันก็เปิดเผยออกมาหมดเปลือก ทั้งเรื่องอุดมการณ์  เรื่องวิธีการ รวมทั้งเรื่อง "การเงิน" ที่ยังไม่ลงตัว ยืมด้วยกัน แต่ทิ้งไว้ให้ใครใช้หนี้ บรรจบยกยอเพื่อนเสียดิบดี แต่ลงท้ายออกลายเก๋า สอนมวย "ดวงใจ" ให้รีบเคลียร์หนี้ ไม่งั้นไปไม่ถึงดวงดาวแน่ แต่อาจจะไปอยู่ในคุกแทน ดูไปแล้วก็แทบไม่ต่างจากเรื่อง "ผัวๆ เมียๆ" เมื่อตอนอยู่ด้วยกันก็กินใช้ด้วยกัน แต่พอแยกทางกันเดินก็ต้องแบ่งสมบัติพัสถานกันยกใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่ "ถ้วยชามรามไหน ไปจนถึง..สากกระเบือ" ใครจะได้สาก ใครจะได้ครก ก็อยู่ที่ฝีมือการต่อรอง

กรณี "ดร.บรรจบ" ทวงเงิน "มหาดวงใจ" ก่อนจากไปอยู่อีสานนั้น ทำให้ทราบว่า การทำงานของสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยใช้ระบบ "สำรองจ่าย" คือยืมมาใช้ก่อนแล้วค่อยผ่อนทีหลัง ทำนอง "จับเสือมือเปล่า" เป็นหนี้หมู่ แต่พอแยกทางกันก็ปัดพัลวัน ตัวใครตัวมัน "คุณจ่าย ผมไม่จ่าย" ไอ้ที่ว่าจะเคลียร์ใจก็เลยกลายเป็น "กินใจ" หนักเข้าไปเสียอีก

บอกแล้ว "เงินไม่เข้าใครออกใคร" ครั้งก่อน ตอนบรรจบแยกตัวจาก "สมาคมเปรียญ 9" ก็อัดเข้าลิ้นปี่ว่า "เปรียญเก้าตบทรัพย์" โดยเฉพาะเจ้าคุณประกอบ วัดกัลยาณมิตร โดนตบไป 3 ล้าน ค่าฉลาดหรือค่าโง่ก็ไม่รู้ล่ะ รู้แต่ว่า..ยังไม่ได้คืน ตอนนั้นบรรจบ "ถีบหัวส่ง" สมาคมเปรียญธรรม 9 ไปแบบ "ฟรีคิก" ไม่มีเสียงร้องจากรักสยามซักแอะ สงสัยจุกเสียดแน่น แต่วันนี้ ทาง "ดวงใจ" ถีบหัวส่ง ดร.บรรจบ ทิ้งหนี้ก้อนใหญ่ไว้ให้เคลียร์ ก็คงเป็นกงกรรมกงเกวียนที่เวียนมา..บรรจบ รักสยามเห็นแล้วก็คงสาสมใจ มีอย่างหรือ เรื่องภายในก็น่าจะใช้วิธีการ "หลังไมค์" คือจับเข่าคุยกัน เพราะเพื่อนฝูงกันทั้งนั้น แต่บรรจบกลับตะโกนโพนทะนาจนชาวประชารู้กันไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ นี่มันทวงหนี้หรือว่าดิสเครดิตกันแน่ ทำกันแบบนี้แหละที่จะทำให้มองหน้ากันไม่ติด ไอ้ที่ปากหวานว่า "หวังว่าคงจะมีโอกาสได้ร่วมงานกัน" ก็คง "ชาติหน้าตอนบ่ายๆ" ใครกลับไปทำด้วยก็คง..เจ็บไม่จำ

ที่น่าจับตาก็คือ บทบาทของ "ดร.เอกภพ เหล่าลาภะ" ซึ่งเป็นเลขานุการสมาคมเปรียญธรรม 9 ของ ดร.รักสยาม นามานุภาพ ซึ่งตอนที่อยู่สมาคม ป.ธ.9 นั้น ทำตัวเป็นเข็ญใจไร้ทรัพย์ ต้องให้รักสยามไปตบมาจากพระสงฆ์องค์เณร แต่วันนี้กลับมีข่าวว่า "เอกภพเป็นนายทุนใหญ่ให้แก่กลุ่มพุทธภูมิ ทุ่มเงินทุ่มทองส่วนตัวตั้ง 5 ล้าน" ก็ไม่รู้ว่าเป็นเงินส่วนตัวหรือเงินที่ขอมาจากใคร เลยกลายเป็นว่า สมาคม ป.ธ.9 กับกลุ่มพุทธภูมิ เกาะกลุ่มกันแน่น ตัดหางปล่อยลอยแพ "สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย" ของ ดร.บรรจบ เราจึงได้เห็นคอนเน็คชั่นระหว่าง 2 สมาคม ผ่าน..เอกภพ เหล่าลาภะ ทำนองว่า เอกภพเป็น "ถุงเงิน" หรือเป็น "ตัวจ่าย" ให้แก่ 2 สมาคม ซึ่งเชื่อว่า ถ้าผ่านการเลือกตั้ง หรือมีกิจกรรมอื่นใดในช่วงต่อไป สมาคม ป.ธ.9 กับกลุ่มพุทธภูมิ ก็จะสลายตัวเป็นเนื้อเดียวกัน อย่างน้อยก็ทำงานด้วยกันเหมือนคู่แฝด ซึ่งอาจจะเรียกว่า "แฝด (รัก) สยาม" ก็ได้

บรรจบเผยใจด้วยว่า "ตัวเองก็ไม่ไว้วางใจมหาดวงใจมาตั้งแต่แรก" กลัวถูกตีกัน จึงอยู่กันแบบ "สองหน้า" ตลอดมา ถ้าดวงใจ "ตีจาก" วันไหน ก็พร้อมจะใช้ "แผนสำรอง" ทันที วันนี้ก็มาถึงแล้ว ซึ่งถ้าหากวันนี้ยังไม่มาถึง ก็คงไม่มีใครรู้ว่า เขาอยู่กันอย่างไร อ้างว่าทำงานเพื่อพระศาสนา แต่กลับชิงพริบชิงเหลี่ยมกันมาตลอด ไม่มีใครไว้ใจใคร อยู่กันแบบ "รักชั่วคราว" พอๆ กับบทเพลง "กอดคนนอกใจ" ที่ร้องว่า "บ่ได้โดนหลอก แต่ถูกนอกใจ ถึงจับบ่ได้ แต่ใจมันรู้ ฯลฯ" บรรดาชาวพุทธผู้บริสุทธิ์ใจ ได้ฟังคำชักชวนให้ทำงานเพื่อศาสนาจากมหาบรรจบและมหาดวงใจ คงตกใจกลัว ไม่มีใครกล้าเข้าร่วมอุดมการณ์ เพราะขนาดพวกท่านซึ่งเป็นหัวหน้ายังไม่มีความซื่อสัตย์จริงใจกับใครเลย หักหลังหักเหลี่ยมกันยิ่งกว่าเล่นรัมมี่ พวกมหาเปรียญตอนนี้มีภาพไม่ต่างไปจาก "นักการเมือง" แม้แต่นิดเดียว เฮ้อ อย่าบอกนะว่าการเมืองพาไป การเมืองเพื่อศาสนา แต่ว่าวิธีการเล่นนั้นไม่ต่างกันเลย อะไรเอ่ย อ๋อก็เข้าสำนวนว่า "ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร" ไง ไม่งั้นจะมีรายการ "เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด" ให้เห็นเช่นนี้หรือ !

บทบาทล่าสุดของ มหาบรรจบ หลังจากถูก "มหาดวงใจ" ตีจาก ก็คือ หันไปหาคะแนนจากพระจากเจ้า เข้าวัดสามพระยา ซึ่งมีการประชุมเจ้าอาวาสทั่ว กทม. ขอโอกาสจากเจ้าคุณเอื้อน หาเสียงได้เท่าไหร่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า บรรจบหันเข้าหาวัดแล้ว คงมองว่าหาคะแนนจากทางอื่นนั้นยากและไม่มั่นคง สู้อยู่กับพระกับเจ้าดีกว่า อย่างน้อยก็มี "กำแพงวัด" คอยป้องกันอยู่ด้านหลัง ถ้าอาจารย์เอื้อนช่วยบรรจบให้ประสบความสำเร็จ ฝันก็คงเป็นจริง กลัวแต่อย่างเดียวว่า อาจารย์เอื้อนจะเอาเงิน "ธรรมกาย" มาจ่ายให้บรรจบ มันก็คงจบเกม

บรรจบอ้าง "กำลังแต่งตัว" แต่แต่งนานไปหน่อย จนแฟนๆ ต่อว่า แต่กลายเป็นว่า ลูกวงลิเกหนีไปอยู่คณะอื่นหมด เหลือตัวประกอบกะหรอมกะแหรม คงต้องแต่งอีกนาน ไม่งั้นไม่เป็นวง ดังนั้น ไอ้ที่อ้างว่า "กำลังแต่งตัว" ก็เลยกลายเป็น "กำลังแยกตัว" ไปกันคนละทางเลย วันนี้อ้างใหม่ (หลังมหาดวงใจแยกทางไป) ว่า แต่งตัวเสร็จแล้ว ก็เลยอยากจะถามว่า แต่งทั้งตัวหรือแต่งครึ่งตัว ? ถ้าสระแค่ครึ่งหัว แล้วรีบหวีผมแต่งหน้าออกมารับแขก มันคงดูไม่จืด !

"ช่วยด้วยครับท่านมหาดวงใจ ช่วยใช้หนี้เก่าด้วย ผม-บรรจบ เดือดร้อนหนัก ในฐานะคนค้ำประกัน ไม่งั้นเราไม่เผาผีกันแน่" บรรจบแหย่รังแตนยกใหญ่ เชื่อว่า ในไม่ช้า มหาดวงใจ ต้องออกมาตอบปัญหาอาจารย์บรรจบ ไม่งั้นก็คงเสียผู้เสียคน เพราะแค่ได้ยินอาจารย์บรรจบพูดแบบนี้ ทางท่านมหาดวงใจคงอุทานลั่นทุ่งกุลาร้องไห้ว่า ชิปหาย !

 

 

บรรจบ-ดวงใจ

ศึกชิงมวลชนชาวพุทธแห่งประเทศไทย !

 

 

 

แต่งตัวเสร็จแล้ว

"สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ยินดี กลุ่มพุทธภูมิ ประกาศแกนนำหลัก - 'มหาดวงใจ (นักขายตรงมือทอง) จับมือ ทนายลำโขง  เอกภพ เหล่าลาภะ นายทุนใหญ่ เตรียมโปะ 5 ล้า...น ! สมาชิกตำหนิสมาพันธ์ฯ แต่งตัวนานจัง สุดท้ายผมกำลังเดือดร้อนในฐานะคนรับรองเงินยืม"

@ ขณะที่สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยกำลังแต่งตัว แต่อดีตแกนนำสมาพันธ์ฯที่เคยร่วมงานกันมา ก็ประกาศแยกตัวจากสมาพันธ์ฯชัดเจนชนิดเป็นลายลักษณ์อักษร ดังข้อความชี้แจงข้างล่าง ดังต่อไปนี้

 

@ คำชี้แจง

"ขอชี้แจงทำความเข้าใจ เพื่อให้เกิดความถูกต้องชัดเจน ในข้อตกลงและการขับเคลื่อนพลังชาวพุทธไปสู่เป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ภายใต้กลุ่มแกนที่ชื่อ "คพท" ดังนี้ครับ

เริ่มจากการที่ผมได้ดำเนินงานเพื่อพระพุทธศาสนา มาแต่ปี 2533 หลังจากลาสิกขามา โดยอาศัยความผูกพันและความคุ้นเคยส่วนตัว กับเจ้าคณะพระสังฆาธิการตั้งแต่มหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค จังหวัด อำเภอ แทบทุกระดับในเขตปกครองที่ดูแลอยู่ โดยประสานงานในรูปแบบการสนองงานรับใช้ท่านมาโดยตลอด ทำให้เกิดสายสัมพันธ์ที่ดีและค่อนข้างแน่นแฟ้นพอสมควร และได้รับคำแนะนำจากท่าน ให้คิดและดำเนินการทางการเมืองเพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อจะได้พึ่งพาอาศัยอำนาจทางบ้านเมือง ปกป้องคุ้มครอง และอุปถัมภ์ค้ำชูให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป จึงได้ปรึกษาพูดคุยกับนักปราชญ์ ผู้หลักผู้ใหญ่และผู้มีอุดมการณ์เพื่อพระพุทธศาสนา ประชุมคณะก่อการ จัดตั้ง "พรรคพุทธภูมิ" เพื่อจะให้เป็นพรรคของชาวพุทธต่อไป แต่เกิดการปฏิวัติเสียก่อน จึงต้องพักเรื่องการเมืองเอาไว้ชั่วคราว แต่ยังหันมาทำงานมวลชนในแนวปกป้อง ด้วยการต้านภัยพระพุทธศาสนา ปลุกกระแสรักษ์พุทธ ให้เข้มข้น จัดตั้ง "แกนนำ" และรวบรวม "แนวร่วมชาวพุทธ" ในเขตภาคอีสาน ได้มากมายพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่ฝังตัวทำงานอยู่ในพื้นที่แบบทางลับ เพราะยังไม่อาจเปิดเผยตัวตนออกมา อันเนื่องมาจากสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันยังไม่อำนวย และส่วนหนึ่งก็ได้เชิญชวนพวกเรามาร่วมในกลุ่มไลน์ เพื่อแลกเปลี่ยน ระดมความคิดและอุดมการณ์ร่วมกันใน คพท. ซึ่งก็คือคณะตัวตนของพวกเรา โดยในเบื้องต้น มีผมและคณะก่อการดี 7 ท่าน ร่วมกันจัดตั้ง ประกอบไปด้วย

1. มหาดวงใจ เชื้อคำเพ็ง

2. ทนายลำโขง ธารธนศักดิ์

3. ท่านประสิทธิ์ วิชัย

4. ท่านราชมงคล แสนสุริวงศ์

5. ท่านจักรจาติรัตน์

6. ดร.พิชิต บุญมา และ

7. ดร.มหาส่ง ใจเครือ

 

และได้แจ้งแกนนำในอีสานว่า เราจะโฟกัสเฉพาะในภาคอีสานก่อน ในนาม คพอ. (คณะชาวพุทธอีสาน) แต่ต่อมามีชาวพุทธภาคอื่นอยากเข้าร่วมอุดมการณ์ด้วย จึงจัดตั้ง คพท. ขึ้นมา เพื่อดำเนินการทั้งประเทศในปัจจุบัน ในส่วนการขับเคลื่อนนั้น เราถือหลักการร่วมมือกับชาวพุทธทุกองค์กรและทุกหมู่เหล่า จึงได้เชื่อมต่อจับมือเป็นพันธมิตรกับสมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยค ซึ่งมี ดร.รักสยาม และ ดร.เอกภพ เป็นแกนนำ กับ สมัชชาชาวพุทธจังหวัดขอนแก่น มีอาจารย์ประมวล เป็นแกนนำ โดยขับเคลื่อนไปตามวิธีการของใครของมัน ภายใต้โครงข่ายของชื่อที่กำหนดว่า "พุทธภูมิ" และยังมิอาจยุบรวมกันได้ในเบื้องต้น เพราะแต่ละกลุ่มก็ยังมีแกนแก่นที่จะต้องค่อยๆหล่อหลอมจุดยืนเดิมเพื่อปรับเปลี่ยนมายืนร่วมกัน ดังนั้น จึงต้องทำงานในลักษณะ "แยกกันเดิน ร่วมกันตี" ต่อไปก่อน สำหรับ คพท. เรา ก็ขับเคลื่อนตามทฤษฎี 3 ประสาน (ไตรสัมพันธ์) คือพระเรา ชาวพุทธเรา และพรรคการเมืองเรา ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดตั้งหัวหน้าและแกนนำระดับจังหวัด โดยมีเจ้าคณะระดับจังหวัดนั้นๆ เป็นที่ปรึกษา และได้จัดตั้งเสร็จแล้ว 9 จังหวัด คือ นครราชสีมา-ศรีสะเกษ-อุบลราชธานี-บุรีรัมย์-ยโสธร-ร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์-เลย และ มุกดาหาร

อยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งให้แล้วเสร็จอีก 11 จังหวัด ซึ่งต้องให้เสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ หลังจากนั้นจะให้คณะกรรมการจังหวัด (คพจ.) ดำเนินการจัดตั้งระดับอำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน ให้แล้วเสร็จภายในพรรษานี้ และดำเนินการจัดตั้งพรรคการเมืองของชาวพุทธเราในนาม คพท. ให้แล้วเสร็จภายในเดือน 1 เดือน หลังจาก คสช. เปิดให้จดทะเบียนได้ โดยขอให้พวกเราทุกคน ร่วมประชุมระดมแนวคิดและมันสมองช่วยกัน โดยเฉพาะชื่อพรรค ผมเองก็ได้ คิดชื่อและโลโก้ไว้บ้างแล้ว แต่อยากให้พวกเราช่วยกันคิด คิดได้แล้วให้เก็บไว้เป็นความลับก่อน (เดี๋ยวคนอื่นจะขโมยเอาไป) แล้วค่อยนำมาเสนอในวันประชุมดูนะครับ ในส่วนผู้สมัคร ส.ส. นั้น เราจะมีจาก 3 ส่วน คือ

 

1. จากพวกเราในไลน์ คพท. นี้ ที่ประสงค์จะลงสมัคร สส.ทั้งแบบเขต และบัญชีรายชื่อ

2. จากเจ้าคณะ จังหวัดและเจ้าคณะอำเภอในเขตเลือกตั้งนั้นๆ เป็นผู้คัดเลือกให้ และ

3. จากที่เราจะเชิญผู้ที่เหมาะสมเข้ามาร่วมกับพรรคเรา

 

ทั้งนี้ โดยกำหนดคอนเซฟว่า จะต้องเป็นคนดี มีอุดมการณ์ ซื่อสัตย์สุจริต และมีจิตอาสาเพื่อประชาชนชาวพุทธอย่างแท้จริง และเราจะยังไม่คิดที่จะเข้าไปร่วมกับพรรคการเมืองใดๆ ในตอนนี้ ตราบที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าไปกันกับอุดมการณ์และปณิธาน ของเราได้หรือเปล่า หรือมีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง เพราะเราไม่อยากเป็นเครื่องมือของใคร เราจะขอเป็นแต่เครื่องมือของ "พุทธศาสนา" เท่านั้น.

 

มหาดวงใจ เชื้อคำเพ็ง

28 เมษายน 2560

 

 

@ ถ้อยแถลงแสดงความชัดเจน สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยเบาใจมาก เพราะจากนี้ไปจะได้ทำตามแผนงานเต็มที่ กลุ่มภาคอีสานเราจะได้เริ่มต้นกันใหม่ เนื่องจากเราไม่วางใจในสถานการณ์ "การตีกัน" มาแต่แรก จึงเตรียมแผนงานซ้อนไว้ หากเรื่องการแยกตัวเป็นจริงวันใด เราจะสามารถดำเนินงานฝ่ายของเราได้ทันที ก็คงไม่ว่ากัน

@ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็คือเพื่อนกัน บางทีการทำงานทางภาคอีสานต้องขอพึ่งบารมีขอคำแนะนำบ้าง หวังว่า อ.มหาดวงใจ ประธาน คพอ. และ เอกภพ บุรุษมากตำแหน่งเพื่อนรัก ผู้รับเป็นนายทุนใหญ่ คงยินดี

@ ต้องขอโทษสมาชิกสมาพันธ์ฯที่ทักท้วงเรามาตลอดว่าทำไมแต่งตัวนานจัง ที่ต้องแต่งตัวนาน เพราะเรารู้ว่ามีปัญหาภายในที่ยังเคลียร์ไม่ได้ แต่ตอนนี้เคลียร์ได้แล้วด้วยตัวมันเอง ถึงเคลียร์ไม่ได้ด้วยตัวเองเราก็จะไม่ให้เวลากับปัญหาอีกต่อไป

@ ดังนั้น จากนี้การแต่งตัวจบแล้ว ต่อไปจะออกแขก ขอนักแสดงเตรียมพร้อม ...แต่อ้าว ยังไม่มีนายทุนเลย ...ช่วยกันหานะ อย่าให้เอกภพเพื่อนผมหัวเราะเยาะก็แล้วกัน

 

@ คำขอส่วนตัวถึงมหาดวงใจ

สุดท้ายผมเดือดร้อนหนัก ขอให้ มหาดวงใจ ช่วยเคลียร์เรื่องเงินยืมกับผู้หญิงที่ชื่อ "แม่ญา" ด้วย ไม่อย่างนั่นขึ้นโรงพักกันเป็นแถว ทั้งผมคนเสือกช่วยหาเงินยืมกับท่านมหาเอง ซึ่งเป็นคนยืม อาจมีปัญหาถึงอนาคตการเมืองของท่านเอง ขออภัยที่ผมต้องทำอย่างนี้ เพราะเจ้าตัวเขาไม่ยอม เขาบอกเขาหมดปัญญาตามทวงแล้ว

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค ดร.บรรจบ บรรณรุจิ

28 เมษายน 2560

 

ตะลึงพรึงเพริด !

3 สถาบันอันสูงส่งของสังคมไทย

วัดธรรมกาย จุฬาลงกรณ์ และดีเอสไอ

กลายเป็นศูนย์โกง !

 

1. วัดพระธรรมกาย ถือว่าเป็นสถาบันทางพระพุทธศาสนา "ใหญ่ที่สุด" อ้างว่ามีคุณภาพมากที่สุดในประเทศไทย ถึงขนาดขยายสาขาไปทั่วโลก มีผู้หลักมักดีและมีการศึกษาเข้าไปเป็นศิษย์นับแสนนับล้าน แต่สุดท้ายกลายเป็น "สถานที่ฟอกเงินจากสหกรณ์คลองจั่นและนำเงินไปเล่นหุ้น"

2. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสถาปนาโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับว่า "สูงสุด" ของประเทศ ใครจบออกมาก็ได้ชื่อว่า "ลูกจามจุรี" หรือ "สิงห์ดำ" จุฬาฯถือว่าเป็นแม่แบบของการศึกษาในระดับอุดมของประเทศไทย เคยอ้างว่าเป็น "เสาหลัก" ของประเทศไทยในด้านการศึกษาด้วยซ้ำ แต่วันนี้ จุฬาฯกลับมีปัญหาด้วยการโกงภายในองค์กร โดยผู้บริหารระดับสูง แถมผู้ที่เสียหายกลับกลายเป็นครูบาอาจารย์หรือปัญญาชนอีกต่างหากด้วย

3. ดีเอสไอ ถือว่าเป็นหน่วยงานทางยุติธรรมอันสูงสุดของประเทศไทย สูงกว่าตำรวจทหาร คดีที่ทำเป็นคดีพิเศษ มิใช่คดีทั่วไปที่ให้ตำรวจทำ แต่สุดท้าย อดีตอธิบดีดีเอสไอ กลับถูกไล่ออกจากราชการ ในข้อหา "ร่ำรวยผิดปรกติ" ซึ่งหมายถึงว่า ใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางมิชอบ รับสินบาทคาดสินบน

ภาพที่เห็นกลายเป็นว่า ทั้งวัด (ธรรมกาย) ที่อ้างตัวเองว่ามีคุณภาพสูงสุดทางด้านคุณธรรม ทั้งมหาวิทยาลัย (จุฬาลงกรณ์) ที่อ้างว่าตัวเองมีคุณภาพสูงสุดทางการศึกษา ทั้งหน่วยงานรัฐ (ดีเอสไอ) ที่อ้างว่ามีประสิทธิภาพที่สุด ในด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท  กลายเป็น "ตัวอย่าง" แห่งความล้มเหลวของสังคมไทยในทุกๆ ด้าน พูดให้ชัดก็คือว่า "โกงทุกสถาบัน"

ดังนั้น ถ้าหากรัฐสภาไทยสมัยนี้จะออกกฎหมายปฏิรูปประเทศไทยให้สมบูรณ์ ก็ต้องนำเอา "3 องค์กร" ที่ว่านี้เข้าไปไว้ในโครงสร้างของการปฏิรูปด้วย ไม่งั้นก็คงแค่..อาบน้ำให้เงา !

 

 

 

ขมวดปมร้อน ! อดีต ปธ.สหกรณ์ฯ หลอกลงทุนสูญพันล้าน - บิ๊กจุฬาฯ ถูกดีเอสไอสอบเชิงลึก ?

 "ช่วงแรก เป้าหมายของบุคคลที่ต้องเชิญมาร่วมลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นอาจารย์ประจำจุฬาฯใกล้เกษียณ หรือบางรายเกษียณไปแล้ว เพราะบุคคลเหล่านี้มีเงินเก็บ และเงินฝากในสหกรณ์จุฬาฯเป็นจำนวนมาก โดยจะใช้วิธีส่งบุคคลที่น่าเชื่อถือมาหว่านล้อมให้ร่วมลงทุน ท้ายสุดก็ยอมตกลงด้วย"

 

กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว !

 

กรณีกลุ่มผู้เสียหายที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมตัวกันเข้าแจ้งความเอาผิด นายสวัสดิ์ แสงบางปลา อดีตประธานสหกรณ์จุฬาฯ กรณีชักชวนให้ร่วมลงทุนในธุรกิจล็อตเตอรี่ แต่ท้ายสุดกลับไปยอมแบ่งเงินปันผล เกิดความเสียหายเบื้องต้นประมาณพันล้านบาท

สำหรับพฤติการณ์ของนายสวัสดิ์ ตามที่กลุ่มผู้เสียหายเข้าร้องเรียนคือ นายสวัสดิ์ ใช้วิธีการชักชวนสมาชิกสหกรณ์จุฬาฯ ที่ค่อนข้างสูงอายุ และบางรายเกษียณราชการไปแล้ว มาร่วมลงทุนในธุรกิจล็อตเตอรี่ เบื้องต้นจะให้เงินปันผลร้อยละ 12 ต่อปี โดยจากทุกเดือนเป็นเวลา 12 เดือน โดยทำมาหลายปีแล้ว ซึ่งช่วงแรกมีการจ่ายเงินปันผลตามปกติ ทำให้สมาชิกหลายรายย่ามใจ ลงทุนต่อเนื่องเรื่อยมา กระทั่งในช่วงปีท้าย ๆ กลับไม่มีการจ่ายเงินปันผล

แหล่งข่าวหนึ่งในผู้เสียหายเปิดเผย เล่าให้ฟังถึงต้นตอที่ทำให้เรื่องนี้แดงขึ้นมาว่า มีบุตรของอดีตอาจารย์ประจำของจุฬาฯรายหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้ว เข้าทำความสะอาดห้องของบิดา แล้วพบใบถอนเงิน และใบเสร็จรับเงินจากนายสวัสดิ์ วงเงินกว่า 24 ล้านบาท ซึ่งตัวเองไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน ดังนั้น ช่วงต้นเดือน มี.ค. 2560 ซึ่งถึงคิวที่ต้องได้รับเงินปันผลรายเดือน แต่กลับไม่ได้รับเงิน จึงเดินทางไปพูดคุยกับนายสวัสดิ์ที่สหกรณ์จุฬาฯ เพื่อขอเงินจำนวนดังกล่าวคืน

เบื้องต้นนายสวัสดิ์ยินยอม และจะจ่ายเป็นเช็คธนาคารมาให้เดือนละ 2 ล้านบาท รวม 12 เดือน ต่อมาได้นำเช็คก้อนแรกไปขึ้นเงินที่ธนาคาร แต่ไม่สามารถเบิกเงินได้ จึงติดต่อไปหานายสวัสดิ์ แต่ติดต่อไม่ได้ วันรุ่งขึ้นจึงเดินทางไปขึ้นเงินอีกครั้ง คราวนี้ธนาคารแจ้งว่า บัญชีดังกล่าวถูกปิดแล้ว และนับตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. 2560 ก็ไม่สามารถติดต่อนายสวัสดิ์ได้อีก

เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น จึงนำเรื่องมาปรึกษากับบรรดาสมาชิกสหกรณ์จุฬาฯ พบว่า มีหลายรายที่ถูกนายสวัสดิ์ทำเช่นนี้เช่นกัน จึงรวมตัวกันเพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวนแจ้งความนายสวัสดิ์ ซึ่งเบื้องต้นมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 500-1,000 ล้านบาท

แหล่งข่าวจากสมาชิกสหกรณ์จุฬาฯรายหนึ่ง เปิดเผย ถึงข้อเท็จจริงกรณีนี้ว่า การชักชวนของนายสวัสดิ์ มีสองพฤติการณ์ และแบ่งเป็นสองช่วงเวลา โดยช่วงแรก เป้าหมายของบุคคลที่ต้องเชิญมาร่วมลงทุน ส่วนใหญ่จะเป็นอาจารย์ประจำจุฬาฯใกล้เกษียณ หรือบางรายเกษียณไปแล้ว เพราะบุคคลเหล่านี้มีเงินเก็บ และเงินฝากในสหกรณ์จุฬาฯเป็นจำนวนมาก โดยจะใช้วิธีส่งบุคคลที่น่าเชื่อถือมาหว่านล้อมให้ร่วมลงทุน ท้ายสุดก็ยอมตกลงด้วย

 

แต่ในช่วงหลังจะใช้วิธีเช็คเงินฝาก หรือหุ้นของสหกรณ์จุฬาฯ หากพบว่า ใครที่พอมีเงินฝาก หรือมีหุ้นอยู่ในสหกรณ์จุฬาฯค่อนข้างมาก จะโทรศัพท์ไปหว่านล้อมเพื่อชวนลงทุน ส่วนใครที่ไม่มีเงินจำนวนมาก จะให้ทำหุ้นกู้ของสหกรณ์จุฬาฯ เพื่อนำเงินมาร่วมลงทุนกับนายสวัสดิ์

โดยช่วงแรกจะจ่ายเงินปันผลตามปกติ เพื่อให้สมาชิกที่ร่วมลงทุนไม่ติดใจสงสัยอะไร กระทั่งในช่วงท้ายเริ่มไม่จ่ายเงินปันผล อ้างว่าติดขัดทางธุรกิจ กระทั่งเป็นประเด็น และมีกลุ่มผู้เสียหายรวมตัวกันแจ้งความตามที่ปรากฏเป็นข่าว

ขณะที่ท่าทีของคณะกรรมการ (บอร์ด) สหกรณ์จุฬาฯ ชุดใหม่ กลับนิ่งนอนใจ ไม่ดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น โดยอ้างว่า เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างนายสวัสดิ์ กับกลุ่มสมาชิก เพียงแค่ออกแถลงการณ์ยืนยันสภาพคล่องของสหกรณ์จุฬาฯ เท่านั้น ทั้งที่ควรให้คำแนะนำปรึกษา หรือช่วยเหลือ

ส่วนฝ่ายผู้บริหารของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แค่เพียงออกมาแสดงความเห็นใจ และพร้อมให้ความร่วมมือกับตำรวจในการดำเนินคดีเท่านั้น แต่ยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือ หรือดำเนินการอย่างอื่นแต่อย่างใด

สำหรับนายสวัสดิ์ นอกเหนือจากตกเป็นผู้ต้องสงสัยในข้อหาหลอกลวงให้ร่วมลงทุนจนสูญเงินกว่าพันล้านบาทแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งตัวละครสำคัญกรณีปล่อยกู้เงินของสหกรณ์จุฬาฯ ให้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น สหกรณ์เคหสถานนพเก้ารวมใจ และสหกรณ์เครดิตมงคลเศรษฐี จำนวนกว่าพันล้านบาทด้วย

ซึ่งจากการตรวจสอบของสำนักข่าวอิศรา และหน่วยงานตรวจสอบภาครัฐอื่นๆ พบความเชื่อมโยงว่า สหกรณ์คลองจั่นฯ และสหกรณ์มงคลเศรษฐีฯ มีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์คลองจั่นฯ เป็นผู้บริหาร และในช่วงที่ปล่อยกู้นั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบนายศุภชัย ที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินสหกรณ์คลองจั่นฯ กระจายให้เครือข่ายกว่าหมื่นล้านบาทด้วย ปัจจุบันกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว

นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวแจ้งอีกว่า ปัจจุบันมีผู้บริหารระดับสูงในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเคยเป็นอดีตบอร์ดของสหกรณ์จุฬาฯรายหนึ่ง ถูกดีเอสไอ ส่งหนังสือให้ชี้แจงรายรับ รายจ่าย และเส้นทางการเงินของสหกรณ์จุฬาฯ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับคดีของนายศุภชัยแล้ว

นับเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ยังไม่มีใครออกมาแถลงชี้แจงให้หลายฝ่ายคลายข้อสงสัย และปัจจุบันอยู่ระหว่างการสืบสวนของดีเอสไอ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในขณะนี้ !

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา : 28 เมษายน 2560

 

ยุคนี้ไม่มีเส้น !

พงศ์พรประกาศต่อหน้า พศจ. ทั่วประเทศ

จะพิจารณาความชอบจากอาวุโสและผลงาน

เชื่อสิฮะ !

 

อา..ก็ธรรมดาล่ะฮ่ะ เหาะมากับเดินมานั้นมันต่างกันไกล วันแรกนั้น "พงศ์พรเหาะมาด้วย ม.44" เหมือนหนุมานเหาะไปกรุงลงกา พอปัญหาธรรมกายไม่คืบหน้า จากหนุมานครองเมืองก็กลายเป็น "ลิงแสม" แห่งศาลพระกาฬลพบุรี ทุกวันนี้หากินกับคน เดินเตาะแตะตามทางเหยียบขี้หมูขี้หมาบ้างถูกรถชนตาย บ้างห้อยโหนสายไฟเข้าไปตลาด พลาดพลั้งก็ถูกไฟฟ้าดูดตาย  บทสุดท้ายจะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตาม

ความจริงแล้ว ว่ากันตามหลักสากล การโยกย้ายหรือปูนบำเหน็จ ไม่ว่าข้าราชการกรมกองไหน ก็ต้องใช้หลัก "ผลงาน+อาวุโส" กันทั้งนั้นแหละฮะ จะประกาศทำไมไม่ทราบ ทำเหมือนกับว่า พศจ. ทั้งประเทศเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนงั้นแหละ แต่คุณพงศ์พรคงจะไม่มีอะไรพูดก็ได้ ก็เลยต้องงัดมุกเก่าๆ มาใช้ เพราะงานนี้ไม่เห็นพูดเรื่องธรรมกายซักแอะ ไปไล่เบี้ยไล่หอยเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ชาวบ้านเรียกว่า "ขี้หมูรา ขี้หมาแห้ง" เสียเวร่ำเวลา ถ้าใช้ ม.44 มาเพื่อเรื่องแค่นี้ละก็ ขอบอกว่าเสียของ โถ..นึกว่าหนุมาน

 

เคร่งครัดที่ตน ผ่อนปรนให้ผู้อื่น หรือ เคร่งครัดแต่ผู้อื่น ผ่อนปรนให้ตนเอง

 

 

พศ.สั่งสำรวจสำนักสงฆ์ไม่ยอมตั้งเป็นวัดทั่วประเทศ

วันนี้(25 เม.ย.) ที่หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวในการประชุมผู้บริหาร พศ.และ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ว่า บทบาทภารกิจของ พศ.คือ สนองงานคณะสงฆ์ อุปถัมภ์ คุ้มครองพระพุทธศาสนา และดูแลศาสนสมบัติของชาติ รวมถึงการบริการประชาชนซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญ สำหรับนโยบายสำคัญที่ต้องการให้ผู้บริหาร พศ.ดำเนินการ นโยบายแรก คือ การบริหารงานต้องเน้นความยุติธรรม เป็นธรรม โดยเฉพาะตำแหน่งต่างๆ ตนจะเน้นอาวุโส และความเหมาะสม และไม่อยากให้มีการซื้อขายตำแหน่งใน พศ.และ พศจ. ไม่มีการวิ่งเต้น ไม่ต้องเข้ามาหาตน เพราะจะพิจารณาจากผลการทำงานเป็นหลัก

พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวต่อไปว่า นโยบายที่ 2 เรื่องงบอุดหนุน ซ่อมแซม การบริหารจัดการ การศึกษาคณะสงฆ์ จะต้องกระจายให้ทั่วถึงมากที่สุด โดยเน้นวัดที่ขาดแคลนก่อน พร้อมทั้งขอให้ พศจ. ทั่วประเทศเร่งสำรวจวัดร้าง การบุกรุกที่ดิน รวมถึงสำนักสงฆ์ที่ไม่ยอมตั้งเป็นวัด เนื่องจากได้รับรายงานว่า มีสำนักสงฆ์หลายแห่งมั่นคงในปัจจัย มีทรัพย์สินมาก แต่กลับไม่ดำเนินการตั้งเป็นวัด เพราะต้องรายงานบัญชีวัดทุกปี โดยขอให้สำรวจว่า มีกี่แห่งในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ พศจ. ใด เพื่อจะได้หาแนวทางแก้ไขและเข้าไปดูแล ซึ่งจะเป็นผลดีและเกิดความมั่นคงต่อพระพุทธศาสนา

ผอ.พศ. กล่าวอีกว่า นโยบายที่ 3 การจัดเก็บรายได้ของ พศ. และ พศจ. เช่น การเช่าที่วัดร้าง หรือ การจัดประโยชน์ พบว่า ยังมีการเก็บรายได้เข้าหลวงไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ขอให้ไปสำรวจและไปดูว่าจะทำอย่างไรจึงจะเก็บรายได้ให้ได้อีก 1-2 เท่า โดยต้องไปดูว่ามีจุดอ่อนตรงไหนและควรแก้ไขอย่างไร แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน และนโยบายสุดท้าย คือ เรื่องขวัญและกำลังใจของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ พศ. ซึ่งขอย้ำให้ผู้บริหารต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องดูแลให้ด้วยความเป็นธรรม ซึ่งจะส่งผลถึงการปฏิบัติงานที่ดีได้

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 25 เมษายน 2560

 

ระส่ำ !

บรรจบระกาศหยุดเดิน

หลังนำสมาพันธ์ชาวพุทธผ่านขาสอง

อ้างอ่อนคุณสมบัติ 5 ข้อ ขอหยุดแค่จุดสอง !

 

 

อา..น้ำตาหยดยังกด Like ะไรจะไวปานนั้น วันก่อนยังเห็นอาจารย์บรรจบ "มั่นอกมั่นใจ" จะพาสมาชิกสมาพันธ์ชาวพุทธไทยไปให้ถึงดวงดาวในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่วันนี้ กลับแถลงการณ์ "ขอหยุดแค่จุดสอง" ไม่สามารถนำมวลมหาพุทธศาสนิกชนไปถึงฝั่งที่รัฐสภาได้ ไม่ไปไม่ว่า แต่ยังหา "หัวหน้าตัวจริง" ไม่ได้นี่ซี อาการน่าเป็นห่วง กองทัพขาดแม่ทัพมันก็เป็นกองทัพไม่ได้ ฉันใด แม้แต่มดแต่ปลวกก็ยังมี "พญา" แล้วถามว่า การก่อตั้งสมาพันธ์ชาวพุทธขึ้นมานั้น เริ่มกันอย่างไร มองกันถึงไหน ทำไมมาได้แค่ 2 ขา ก็หาตัวผู้นำไม่เจอแล้ว ที่เคยเชื่อว่า "รศ.ดร.รท.ปธ.บรรจบ บรรณรุจิ" คือ ผู้นำชาวพุทธ ตัวจริงเสียงจริง ก็ผิดถนัด แต่จะผิดมากยิ่งขึ้นเมื่ออาจารย์บรรจบประกาศ "ใครก็ได้ที่มีความพร้อม มีเงิน อำนาจ วาสนา และบารมี เข้ามาเป็นผู้นำชาวพุทธ" พูดแบบนี้คะแนนก็ไหลไปที่ "แม้ว-ตู่" เพียงสองคนซีฮะ อ้อ "ท่านธัมมชโย" ด้วย โทษที ลืมไปว่าหนีคดีอยู่

การแทงกั๊ก "ขอเป็นผู้นำ แต่นำแค่ 2 ขา" ของอาจารย์บรรจบนั้น ถือได้ว่าเป็นทฤษฎีใหม่ ไปไม่สุดซอย ยิ่งเมื่อทางฝั่งอีสานแยกตัวออกไป ก็เชื่อว่าน่าจะกลายเป็น "ความไม่มั่นใจ" มากยิ่งขึ้น เพราะถ้าขาดกำลังพล กำลังเงินหรืออื่นใดก็ลดน้อยถอยลง อีสานหายไปทีละภาคแบบนี้ แรงต่อรองลดฮวบเพราะท้องร่วงอย่างแรง ถึงจะประกาศว่า "เราเป็นเพื่อนกัน" แต่เป็นอดีตเพื่อนที่เคยร่วมงานกันมา แต่อยู่ด้วยกันไม่ได้ เพราะแตกแยกทางอุดมการณ์ จะว่าเป็นทฤษฎี "แยกกันเดิน รวมกันตี" ก็คงไม่ใช่ที่ น่าจะเป็นทฤษฎี "ต่างคนต่างไป" เสียมากกว่า ไปแบบนี้ ใครโชคดีก็คงถึงบันไดรัฐสภา แต่ถ้าโชคร้ายก็คง..ไม่ได้เห็นหน้า

ว่าแต่ การอวยชัยให้เพื่อนฝูง "เดินทางไปให้ถึงฝัน" ท่ามกลางการหยุดนิ่งของตัวเอง ของอาจารย์ ดร.บรรจบ นั้น มันฟังแล้วเหมือนๆ เพลง..น้ำตาหยดยังกด Like ไปหามาฟังสิฮะ รับรองทั้งซึ้งทั้งเศร้า พอๆ กับ..ศาลาคนเศร้า !

 

 

จารย์ 'จบ

 

รศ.ดร.รท.ปธ. บรรจบ บรรณรุจิ

ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

 

 

"สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย แลหลัง ด้วยความภูมิใจ หลังจาก 7 พฤษภา เดินหน้าต่อด้วยความมั่นใจ กับกระบวนการทำงานที่กะทัดรัดจริงใจและวัดผลได้ เปิดทางให้คนทำงานจริงแซงโค้ง นักรบคีย์บอร์ดและประเภทวาระซ่อนเร้นต้องชิดซ้าย"

 

 @ ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ และผู้ร่วมงานทุกคน ที่เดินทางลำบากมาด้วยกัน ด้วยการช่วยเหลือตัวเองกันเป็นส่วนใหญ่

@ ระหว่างทาง เราอาจมีทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง ขัดใจกันบ้าง แต่นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งเราก็ผ่านพ้นจุดนั้นมาได้กัน และแข็งแกร่งขึ้น จากการทำงานกันมาอย่างต่อเนื่อง

@ งานแรกระดับชาติที่เราภูมิใจมาก คือ การรณรงค์ให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เราได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์ให้เป็นผู้นำในเรื่องนี้ โดยมีพระเทพสุวรรณเมธี รองเจ้าคณะ กทม. เป็นประธานฝ่ายบรรพชิต และผม บรรจบ บรรณรุจิ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

งานนี่ทำให้เราต้องปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะเป็นงานแรก ได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้น เราใช้วัดสุวรรณารามเป็นกองบัญชาการ

แม้ว่าผลสุดท้ายจะไม่ได้รับการตอบรับจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (คือไม่บรรจุอย่างที่เราร้องขอ) แต่เราก็ไม่ท้อใจ เพราะเราคาดการณ์ว่าผลต้องมาเป็นเช่นนั้น

@ ต่อจากนั้น เราก็สลายตัวจากกรรมการรณรงค์ฯ มาทำสมาพันธ์ฯอย่างจริงจัง และประกาศยึด "ทฤษฎี 3 ขา" ที่ตกผลึกจากข้อเสนอของ กรณ์ มีดี เป็นแนวทาง


ทฤษฎี 3 ขา คือ

ขาที่ 1 ปลุกชาวพุทธให้ตื่น

ขาที่ 2 สร้างองค์กรพุทธให้เข้มแข็ง

ขาที่ 3 ทำการเมือง

 

@ ขาที่ 1 เราทำได้สำเร็จแล้ว ชาวพุทธทั้งพระและฆราวาสตื่นกันทั้งประเทศ

@ ขาที่ 2 การจัดตั้งองค์กรกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และวางแผนกันว่า หลังจากประชุม 7 พฤษภาแล้วจะบุกใหญ่ในทุกภาค ซึ่งกำลังรอเราไปจัดตั้งอยู่

@ ส่วนขาที่ 3 การเมือง ซึ่งเป็นขาสำคัญ เพราะจะไปทำงานการเมืองให้ศาสนา ขานี้เป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายที่สำคัญ

ซึ่งผมไปไม่ถึง ผู้นำการเมือง จะไม่ใช่ บรรจบ บรรณรุจิ แล้ว !

แต่จะเป็นคนที่สมาชิกสมาพันธ์ร่วมกันคัดสรรและยอมรับ ตามคุณสมบัติที่สมาชิกเห็นชอบ คือ ฉลาด ดี มีคุณธรรม เข้มแข็ง รวย มีทุนหนา ...ช่วยกันมองนะครับ

 

@ ทำไมผมจะไม่ไปอยู่ตรงขาที่ 3 ?

 

อันนี้ คิดแล้วครับ ผมไม่เหมาะด้วยเหตุผลต่อไปนี้


1
. บุคลิกผมไม่ได้ บุคลิกทางการเมืองต้องคล่องแคล่ว ว่องไว ดึงดูดสายตา

2. ผมไม่ฉลาดพอที่จะปรับตัวให้เหมาะกับสถานการณ์เฉพาะหน้า อย่างที่ท่านสมัคร อดีตนายกรัฐมนตรีเรียกว่า "ตามน้ำ"

3. ผมไม่เข้มแข็งพอ ร่างกายก็ไม่แข็งแรง เพราะอายุมากแล้ว สภาพจิตก็ไม่แกร่งพอ

4. ดี ก็ยังไม่ถึงขั้น ยังต้องสะสมไปเรื่อยๆ

5. รวย ทุนหนา ยิ่งไปกันใหญ่ แม้จะมีคนให้เกียรติว่า ได้ทุนหนุนจากกองทุนอิสลาม แต่ก็ยังไม่มีใครมาแจ้งให้ไปรับทุนสักที รอจนโกรธคนกล่าวหาแล้ว นี่ว่าจะไปแจ้งความจับในข้อหา "กล่าวหาล้วนไม่เป็นจริง"

 

@ หลังจากประชุม 7 พฤษภาคม เมื่อเราจัดกระบวนกันใหม่แล้ว จะเดินหน้าทันที งานนี้แกนนำสมาพันธ์ในแต่ละจังหวัดจะได้รับการแนะนำให้รู้จักกันอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากที่เรียกร้องอยากผูกมิตรกันมานาน

@ เราเน้นว่า สมาพันธ์ฯแต่ละจังหวัดต้องชัดเจน มีตัวตนให้ส่วนกลางเข้าถึงได้ ไม่ใช่มาปิดบังซ่อนเร้น เราจะไว้ใจให้ใครคนเดียวทำงานแบบข้ามาคนเดียวไม่ได้อีกต่อไป เพราะขั้นต่อไปมันหมายถึงว่า สมาพันธ์ฯต้องอยู่กับความจริง มีคนจริง ตัวตนจริง จะมาบอกไม่ได้ว่า ถ้าไว้ใจแล้วต้องให้เกียรติ ไม่ต้องตรวจสอบ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเลือกทางเดิน

@ ในการทำสมาพันธ์ฯ เราเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรต่างๆ ไว้ เพราะเรารู้ว่าเราทำงานคนเดียวไม่ได้ จะต้องมีเพื่อนเข้ามาช่วยกัน

@ ยิ่งมีกลุ่มชาวพุทธใหม่เกิดขึ้นในนาม "กลุ่มพุทธภูมิ" เรายิ่งอุ่นใจ นี่คือมหามิตรของเรา ซึ่งหลายคนเดิมเคยทำงานด้วยกัน แต่ความเก่งเฉพาะตัวที่แต่ละคนมีล้นเหลือจึงทำให้แยกกันไป ก็เพื่อความคล่องตัว แต่ใจเรายังพระพุทธศาสนาเหมือนกัน

@ ใช่เราแยกกันเดิน แต่เรามีจุดนับพบที่รัฐสภา ที่นั่นเราจะจับมือกันเหนียวแน่น...โชคดีนะเพื่อนๆ

 

 

 

ที่มา : สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 25 เมษายน 2560

 


 

แตกดังโพล๊ะ !

บรรจบ-ดวงใจ แยกทาง

สมาพันธ์พุทธ อีสาน-กลาง ต่างคนต่างไป

เหนือ-ใต้ ยังไม่แน่ !

 

 

ซ้าย : ดวงใจ เชื้อคำเพ็ง อดีตรองประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

ขวา : ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

 

อา..ไม่อยากเชื่อเลยว่า "คัดทหารยังมิทันออกสงครามก็แยกทางกันแล้ว" สาเหตุนั้น ว่ากันว่า มาจากกรณีที่ "บรรจบ" ให้ "ดวงใจ เชื้อคำเพ็ง-กรณ์ มีดี" ไปออกรายการ "ต่างคนต่างคิด" เถียงให้ธรรมกาย พอกลับมาเลยคิดต่างกัน พอคิดต่างก็เลยมองต่าง สุดท้ายกลายเป็นรายการ "ต่างคนต่างไป" เรื่องเป็นเช่นนี้แหละครับ ท่านพระครู

แรกนั้น อาจารย์ดวงใจ ยังตั้งตัวไม่ติด แต่เห็น "อาจารย์บรรจบ" ชวนเข้าสมาพันธ์ เทียบน้ำหนักดูแล้ว เห็นว่ายี่ห้ออาจารย์บรรจบ "หนักกว่า" เพราะเป็น ป.ธ.9 แถมด้วย รศ.ดร.รท. อีกต่างหาก ขณะที่อาจารย์ดวงใจเป็นเพียง "ป.ธ.8" ก็เลยยกเก้าอี้ "หัวหน้า" ให้แก่ ดร.บรรจบ โดยไม่ต้องแข่งขัน

แต่ภายหลัง ดวงใจกลับเห็นว่า "บรรจบมีแต่ชื่อ ไม่มีลูกน้อง" ถ้ามองดูแวดวงของดวงใจแล้ว ในฐานะที่เคยผ่านตำแหน่ง "เลขานุการเจ้าคณะภาค 10" คุมอีสานใต้มาก่อน คอนเน็กชั่นในลุ่มแม่น้ำโขงจึงแน่นปึ๊ก และถ้าเทียบขนาดกันแล้ว ภาคอีสานถือว่ามีประชากรหนาแน่นที่สุดกว่าทุกภาค คุมอีสานภาคเดียวก็เหลือกิน แบบว่าชี้ขาดการเมืองไทยได้ ไม่งั้นพ่อใหญ่ชวลิตไม่อ้างตัวเป็นเขยนครพนมหรอก เห็นเช่นนี้จึงมีไอเดียว่า "แล้วจะขึ้นต่อสมาพันธ์อันนำโดยคนภาคกลางไปทำไม นั่งจิบกาแฟอยู่ริมโขงก็ใหญ่บะเริ่มเทิ่ม" ฝีในสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยเลยโป่งออก กลายเป็นแยกบ้านโป่ง บ้านอาจารย์บรรจบ

แน่นอนว่า การออกของ "ดวงใจ" ในครั้งนี้ ไม่มี "บรรจบ" อยู่ในสายตา เพราะไม่ได้ปรึกษาหารือ หรือพูดได้ว่า "ไปไม่ลา มาไม่ไหว้" กระทั่งบรรจบไปแอบ "เห็นเขากอดกัน" แล้ว ทนไม่ไหว ถึงกับต้องกลับมาเขียน "เตือน" ให้เก็บข้าวของออกบ้านไปไวๆ ไม่ไล่ก็เหมือนไล่ อยู่กินกันต่อไปคงไม่ไหว มันทำใจลำบาก

อย่างไรก็ตาม หากย้อนดู "ปฐมกำเนิด" ของสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ก็พอจะทราบได้ว่า แรกนั้น อาจารย์บรรจบก็เกาะอยู่กับ "สมาคม ป.ธ.9" ของ อาจารย์รักษ์สยาม นามานุภาพ ป.ธ.9 แต่เห็นว่ารักสยามแคบไป เล่นเฉพาะในประเทศไทย บรรจบคอนเน็กชั่นกว้างไกลกว่า จึงประกาศแยกทางกับรักสยาม หันไปจับมือกับ กรณ์ มีดี และดวงใจ เชื้อคำเพ็ง ได้เสี่ยวๆ จากอีสานมาร่วมงานเยอะ

วันนี้ ก็ไม่รู้ว่า "กรรมเก่า" หวนมาสนองอาจารย์บรรจบหรือไม่ เพราะตอนออกจากสมาคม ป.ธ.9 นั้นก็ไม่บอกไม่ลา วันนี้ ดวงใจจากไปก็ไม่ลาเช่นกัน ถึงบรรจบจะปากหวานว่า "เอาใจช่วย และขอให้ไปได้สวย" ก็เป็น "หวานบรรทัดสุดท้าย" บรรทัดแรกๆ นั่นอ่านแล้วมัน ยิ่งกว่ากินโก๋แก่

แต่ฟังดูแล้ว "ทุกหมู่เหล่า" ไม่ว่าจะเป็น สมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยค สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย หรือ พุทธภูมิอีสาน ต่างล้วนมีเป้าหมายอยู่ที่ "การเลือกตั้ง" ซึ่งกำลังจะมาถึงในปีหน้า 2561 แบบว่ามุ่งเล่นการเมือง จึงรีบหาทุนรอนกันยกใหญ่ มิใช่การก่อตั้งสมาคมขึ้นมาเพื่อศาสนาโดยไร้การเมือง หากแต่มุ่งเอาการเมืองมาเป็นเรื่องศาสนา ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะแตกกันอีกกี่ยก เพราะผลประโยชน์อยู่ที่ไหน ก็ไม่มีคำว่า "มิตรแท้" ดังที่ "สมัคร สุนทรเวช" อดีตนายกรัฐมนตรีเคยกล่าวเอาไว้ว่า "การเมืองเป็นเรื่องของตัณหา" นั่นแล

สรุปว่า เวลานี้มี 3 ก๊ก มีกลุ่ม "พุทธภูมิอีสาน" เกิดขึ้น โดยแยกมากจาก "สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย" ซึ่งก็แตกมาจาก "สมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยค" อีกทอดหนึ่ง เป็นสามทอดด้วยกัน ถ้าเป็นไก่ทอดละก็รับรอง..กรอบจนเกรียม

ถามว่า มีปัญหาอะไรไหม ทำไมดวงใจจึงตัดใจจากบรรจบ ก็ตอบว่า มีแน่ๆ แต่ดวงใจยังไม่พูด เพราะอยากไปเงียบๆ รอให้บรรจบออกปากก่อน ถ้าพูดไม่สวยก็อาจมี..สวน !

 


 

 

 

 

ที่มา : สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 23 เมษายน 2560

 

 

จ๊หน่อยสาดสงกรานต์ !

ทหาร-ข้าราชการ โดนหมด

ยกเว้น..นักการเมือง !

 

 

จ๊หน่อย

ว่าที่นายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ต่อจากยิ่งลักษณ์

 

 

อา..ไม่อยากบอกว่า "ไม่มีใครไม่เชียร์ตัวเอง" เช่น คุณหญิงหน่อยเป็นนักการเมือง ก็ต้องบอกว่านักการเมืองดี ขืนบอกว่านักการเมืองเลว มันก็เหลวไหลนะซี นี่เป็นหลักการเบื้องต้น

แต่..แต่ทว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ทหาร คสช. ยังไม่อนุญาตให้เคลื่อนไหวทางการเมืองได้เต็มเกียร์ ประดานักการเมืองจึงหันหน้ามาใช้ "วัด" เป็นเวทีการเมืองแทน ก่อนหน้านี้ วัดพระธรรมกาย กลายเป็น "เวทีการเมืองขนาดใหญ่" ให้ใครต่อใครขึ้นอัดทหาร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง พอทหารรู้ทันสั่ง "ยกเลิก ม.44" เลยย้ายวิกมา "ท่าพระจันทร์" ในวันนี้ นี่ก็เรื่องเวที

ต่อไปก็เรื่องท็อปปิก หรือหัวข้อสัมมนา ซึ่งตั้งไว้หรูหราว่า "พุทธวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งการเมืองไทยในปัจจุบัน" แต่เนื้อหาด้านในนั้น แทบไม่เห็นเนื้อหาทาง "ธรรม" แต่อย่างใดเลย ยิ่งยุทธวิธีที่คุณหญิงหน่อยพูดมาทั้งดุ้นนั้น มองแล้วดูยังไงก็ไม่ใช่ "พุทธวิธี" แต่เป็น "วิภาษวิธี" ยกฝ่ายนี้ เหยียบฝ่ายโน้น ซึ่งก็เป็นวิธีเก่าๆ ที่นักการเมืองเคยใช้มานมนานกาเล หัวข้อกับท้องเรื่องเลยไปกันคนละเรื่องเลย

ในทัศนะของคุณหญิงหน่อยนั้น "นักการเมือง" แทบจะไม่มีเสียหายอะไรเลย ดีเลิศประเสริฐศรี ทั้งๆ ที่มีหลักฐาน "โกง" อยู่ทุกรัฐบาล แต่ก็ถูกยกเว้นไว้ไม่กล่าวถึง ยกเอาเฉพาะ "ข้อดี" มาเปรียบเทียบ แบบนี้ใครก็เปรียบได้ แต่ว่ามันไม่บูรณาการ ถ้าแค่พูดยังบูรณาการไม่ได้ การกระทำจะบูรณาการได้อย่างไร เพราะถ้าพูดบกพร่อง ก็แสดงว่าความคิดบกพร่อง มองไม่ครบ กลายเป็นจับจด หรือติดใจเฉพาะสิ่งที่ตนเองรักชอบตอบแทนเท่านั้น นั่นเป็นเรื่องวิสัยทัศน์

หลักการจริงๆ นั้น คุณหญิงน่าจะพูดว่า "ไม่มีระบอบใดสมบูรณ์" ต้องมีบกพร่องมากบ้างน้อยบ้าง การมองแบบนี้จึงจะมีความคิด "ช่วยกันเสริม" คือเติมเต็ม แต่ถ้าคิดว่า สิ่งนี้ดีกว่าสิ่งนั้น หรือระบอบนี้ดีกว่าระบอบนั้น มันก็จ้องทำลายกันถ่ายเดียว แต่ก็อย่างว่าแหละ การสัมมนาครั้งนี้ "จัดเพื่อวิชาการ" หรือ "เพื่อหาเสียง" ลองฟังเสียงเอาเองก็แล้วกัน

อย่างกรณี "การอภิวัฒน์การปกครอง 2475" ถ้าจะตำหนิว่า "ล้มเหลว" ทำนอง "ชิงสุกก่อนห่าม" หรือไม่นำเอาคุณธรรมมาใช้ควบคู่กับประชาธิปไตย มันก็จะกลายเป็นเรื่อง "ห่มผ้าลายหมาเห่า ค้นเรื่องเก่าทะเลาะกัน" เพราะที่เหลือทุกวันนี้ไม่มีใครอยู่ทันแล้ว ถ้าจะพูดกันแบบกำปั้นทุบดินอย่างนั้น ก็อาจจะมีคนตอบว่า "ถ้าคณะราษฎรไม่ทำการปฏิวัติ ประเทศไทยก็คงไม่มีประชาธิปไตยถึงสมัยนี้ และคุณหญิงหน่อยก็คงไม่มีโอกาสได้พูด" เห็นไหมว่ามันมีสมการอยู่ในตัว อย่าลืมด้วยว่า ถ้าไม่มีประชาธิปไตย ก็ไม่มีนักการเมือง

ข้อต่อมาที่ว่า "ประชาธิปไตยเป็นของต่างชาติ เราเอามาใช้แต่ไม่ประยุกต์ เลยได้ประชาธิปไตยแค่ผิว" พูดแบบนี้ก็มี "มองต่างมุม" อีก คือถามว่า มีระบอบอะไรในเมืองไทยบ้างที่เป็นของ "ไทยเดิม" จริงๆ แม้แต่เพลงไทยเดิมก็เอามาจากพม่า มอญ เขมร และความจริงแล้ว อะไรๆ ที่คนไทยเอามาน่ะ ก็ประยุกต์ใช้กันทั้งสิ้นแหละ แต่จะประยุกต์แบบไหนอย่างไร มันก็ต้องว่าไปตามน้ำตามเนื้อ จะพูดแบบติเรือทั้งโกลนมันง่ายเกินไป

ที่สำคัญก็คือ การชู-ธรรมาธิปไตย ในประเทศไทย ถามว่า จะชูอย่างไร เพราะขนาดคณะสงฆ์ไทยยังไม่มีธรรมาธิปไตยเลย ระบอบของคณะสงฆ์ไทยที่ใช้อยู่ในทุกวันนี้ เป็นระบอบ "ราชาธิปไตย" หรือ "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" เต็มใบ ไม่งั้นไม่มีสังฆราชและมหาเถรสมาคม นั่งประชุมกันจนตายในผ้าเหลืองหรอก

ก่อนจะเอา "ธรรมาธิปไตย" ไปใช้ ก็ต้องศึกษาว่า ธรรมาธิปไตยคืออะไร ? พระพุทธองค์ทรงโปรดให้พุทธบริษัท "ยึดพระธรรมวินัยเป็นศาสดา" แทนพระองค์ แต่ปัจจุบันมีใครยึดตามนั้นบ้าง มีคนบ่อนทำลายพระธรรมวินัยอันเป็นพระศาสดา ชาวพุทธไทยส่วนใหญ่ก็นั่งใบ้กิน แม้แต่มหาเถรสมาคมซึ่งมีหน้าที่ "รักษาพระธรรมวินัย" โดยตรง ก็ยังไม่เห็นทำอะไร เผลอๆ จะส่งเสริมพวกทำลายพระธรรมวินัยแต่มีเงินเสียด้วยซ้ำไป

นี่ไง ไม่อยากพูดว่า จะเอา "ธรรมาธิปไตย" มาใช้แทน "ประชาธิปไตย" น่ะ ต้องชัด ต้องเคลียร์ ว่าเป็นธรรมาธิปไตยแบบไหน มีวิธีการใช้อย่างไร ใช้ทั้งหมด เช่น ให้นักการเมืองบวชเป็นพระเสียก่อน หรือต้องมีศีลห้ากันทั้งประเทศเป็นต้น มีตัวอย่างให้ดูด้วยหรือเปล่า หรือว่ามโนเอาเอง อย่างหลวงพ่อพุทธทาสก็เคยบอกว่า "เผด็จการถ้ามีธรรมะน่ะมันดี ทำอะไรสำเร็จไว ไวกว่าประชาธิปไตยที่ไร้ธรรมะ ที่ท่านบอกว่า น่าจะเป็นเสียงสวรรค์ ก็กลายเป็นเสียงนรกไป" ไม่ทราบว่าเจ๊ยกขึ้นมานำเสนอด้วยหรือไม่

นะเจ๊นะ เอาธรรมะออกมาใช้นอกวัดก็น่าห่วงแล้ว เอาการเมืองเข้าวัดอีก ก็ยิ่งหวาดเสียว เห็นหมอเหวงไปสัมมนาที่วัดมหาธาตุแล้ว มันโหวงเหวงวังเวงชอบกล ครั้งก่อนเหวงบอกว่า "ทำลายวัดพระธรรมกายก็คือทำลายทักษิณ เพราะวัดธรรมกายเป็นฐานของคนเสื้อแดง" วันนี้ เกิดแกบ้าขึ้นมาประกาศว่า "วัดมหาธาตุและ มจร. เป็นฐานของทักษิณ" อีก ยิ่งลักษณ์จะยิ่งลำบาก !

 

 

 

พูดการเมืองในวัดและนั่งหลังผ้าเหลือง

มันรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

 

 

คุณหญิงหน่อยชี้ ประชาธิปไตยไทยแค่ผิวไม่ยึดโยงคุณธรรม ชูธรรมาธิปไตยแก้ขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่อาคารมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะนิสิตสาขาพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต จัดประชุมวิชาการเรื่อง  "พุทธวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งการเมืองไทยในปัจจุบัน" โดยมีพระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายโภคิน พลกุล แกนนำพรรค พท. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นางสดศรี สัตยธรรม อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง เข้าร่วม

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง คือ

1. ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ในการนำโครงสร้างประชาธิปไตยจากต่างชาติมาใช้ ไม่มีการบูรณาการกับคุณธรร และคุณค่าความเป็นไทย เราจึงได้ประชาธิปไตยแค่ผิว ไม่ได้ประชาธิปไตยที่คำนึงถึงคุณค่าความเป็นไทย ทำให้นักการเมืองถูกจัดการ เช่น การปฏิวัติ โดยการอ้างคุณธรรม และทำให้เกิดปัญหาความหวงแหนในประชาธิปไตย เป็นต้น

2. ความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ทำให้เกิดปัญหาคือ เมื่อนักการเมืองต้องการได้รับเลือกต้องเสนอนโยบายที่ตรงใจประชาชน ทำให้ส่งทั้งผลดี และผลเสีย ความเหลื่อมล้ำทำให้เกิดความคิดที่แตกต่างกันระหว่างคนชนบท และคนเมือง จากการเก็บข้อมูลจะเห็นว่า คนชนบทมีความหวงแหนประชาธิปไตยมาก เพราะการเลือกตั้งทำให้เขารู้สึกว่า เขาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการเข้าถึงทรัพยากร เพื่อแก้ไขปัญหาความขาดแคลนของเขาบ้าง นอกจากนี้ เราถามเขาว่า เหตุใดจึงคิดว่าพึ่งนักการเมืองได้มากกว่าข้าราชการ เขาตอบคำถามว่า เขายังคิดว่าข้าราชการเป็นระบบเจ้าขุนมูลนาย แต่นักการเมืองสามารถเข้าถึงได้มากกว่า ในขณะที่คนเมืองไม่ได้พึ่งพาการเมืองเท่าคนชนบท คนเมืองมองว่า นักการเมืองคือผู้นำประเทศ ที่ต้องมีคุณธรรม และโกอินเตอร์ ให้ความสำคัญกับคุณธรรมเป็นตัวหลัก แต่ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยเป็นตัวรอง นี่จึงเป็นที่มาของสองนคราประชาธิปไตย และทำให้คนชนบทเป็นคนตั้งรัฐบาล และคนเมืองเป็นคนล้มรัฐบาล

3. โครงสร้างอำนาจระหว่างรัฐราชการกับรัฐการเมือง มีการต่อสู้ระหว่างสองขั้วนี้มาตลอด จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจะเห็นว่า การทำรัฐประหารก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ แต่เป็นการแย่งอำนาจกันมากกว่า ดังนั้น เมื่อมีการทำรัฐประหาร จึงมีความมุ่งหวังให้การเมืองอ่อนแอ เช่น การออกกฎหมาย หรือร่างรัฐธรรมนูญที่ทำให้การเมืองอ่อนแอ ควบคุมง่าย พยายามให้เกิดรัฐบาลผสม เพื่อไม่ให้มีพรรคไหนเข้มแข็ง เป็นต้น และเมื่อการเมืองอ่อนแอ ไม่สามารถผลักนโยบายได้ก็ไม่สามารถสร้างคะแนนจากนโยบายได้ก็ต้องใช้เงิน และเกิดการโกงกินเพื่อหาเงินไปใช้ในการเลือกตั้งและจบลงที่การรัฐประหารอีก เราวนอยู่ในหลูปของความเลวร้ายทางการเมืองนี้มาตลอด อย่างไรก็ตาม เราจะออกจากวังวนนี้ได้ เราต้องสร้างความรู้รักสามัคคี เปลี่ยนพลังขัดแย้งเป็นพลังขับเคลื่อน ต้องมีประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ และคุณธรรม ที่เรียกว่า "ธรรมาธิปไตย" เพราะเมื่อกฎมนุษย์ไม่สามารถแก้ปัญหาความจัดแย้งได้ เราก็ต้องใช้กฎแห่งธรรม

 

ที่มา : มติชน : 22 เมษายน 2560


 

สิ้นมนต์ขลัง-ยันต์ฉีก !

สื่อสวดเจ้าคุณธงชัย

จิ้งจอกไทยไปไม่รอด

ตกรอบสุดท้าย..ยูฟ่าคัพ !

 


 

 

อา..โลกยุคไอโฟน ไม่ต้องตะโกนก็ได้ยิน แม้แต่เรื่อง "ฟุตบอล" ก็เกี่ยวดองกับพระ โดยเฉพาะพระเกจิดังที่ชื่อ "เจ้าคุณธงชัย-วัดไตรมิตร" ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น "เกจิบอล" รูปแรกของโลก ออกผ้ายันต์ให้ทีม "เลสเตอร์-จิ้งจอกสยาม" สวมวิญญาณ "หน้ากากมหัศจรรย์" พลิกผันจาก "ทีมโนเนม" เป็นทีมแบรนด์เนมภายในปีเดียว แบบว่านำโด่งม้วนเดียวจบ เกจิสำนักไหนก็ทายไม่ถูก ทุกคนเห็นตรงกันว่า "เป็นความมหัศจรรย์" จากสิ่งที่มองไม่เห็น หรือจาก..พระเจ้า พระองค์เดียวเท่านั้น

พระเจ้าองค์ที่ว่านั้น คนส่วนใหญ่เชื่อว่าคือ "พระเจ้าคุณธงชัย" วัดไตรมิตร คือผู้ที่สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้แก่ทีมเลสเตอร์ เพราะเป็นพระเกจิเพียงรูปเดียวในบรรดาพระสงฆ์ 9 รูป ที่คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของศูนย์การค้า "คิงเพาเวอร์" และเจ้าของทีมฟุตบอลนี้ ได้นิมนต์ไปทำพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล ในฤดูกาลแรก (วันที่ 22 ก.ย. 2557) นำโดย สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) วัดเทพศิรินทร์ และพระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธ เลขาธิการในองค์สมเด็จพระสังฆราชวัดราชบพิธ นอกนั้นเป็นพระอันดับ เมื่อทีมเลสเตอร์คว้าแชมป์ฟุตบอลอังกฤษ ชื่อของเจ้าคุณธงชัยจึงติดระดับโลก กลบแม้กระทั่ง "สมเด็จสมชาย" หัวหน้าทีมพระเกจิในครั้งนั้น

หลังจาก "เลสเตอร์" คว้าแชมป์ฟุตบอลหลีกอังกฤษเมื่อปีกลาย ก็สยายปีกเข้าไปในยุโรป กะจะคว้าแชมป์ยูฟ่าลีกในปีนี้ แต่แค่พอเริ่มสตาร์ท ฟอร์มของเลสเตอร์ก็เปลี่ยน เหมือนกระต่ายมาเป็นเต่า จากที่เคยวิ่งฉิวกลับคลานช้าๆ ส่งผลให้ "แพ้รวด" สะสมแต้มแพ้ติดๆ กัน จนถึงมีแฟนๆ กล่าวว่า "เลสเตอร์แข่งเพื่อหนีตกชั้น"

 

 

 

เจ้าคุณธงชัยการันตรี "เลสเตอร์" ต้องได้แชมป์ยูฟ่า

18 มกราคม 2560 เจ้าคุณธงชัยได้ให้สัมภาษณ์ "เนชั่นทีวี" ว่า เลสเตอร์ซิตี้ นอกจากจะไม่ตกชั้นพลีเมียร์ลีกแล้ว ก็ยังจะได้แชมป์ยูฟ่าลีกอีกต่างหากด้วย "แน่นอนไม่ตกชั้น และจะมีนวนิยายเล่มใหม่ ชื่อว่า ยูโรเปี้ยน ยูฟ่า แก่เลสเตอร์" เจ้าคุณธงชัยฟันธง พร้อมทั้งมีภาพ "เจ้าคุณธงชัย" ลงสนาม "เดี่ยว" สวดมนต์กลางสนาม "คิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยม" เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 แต่ถึงกระนั้น สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น เลสเตอร์ทำได้แค่..เสมอ

 

 

 

ภาพเจ้าคุณธงชัย "ลงเสกเดี่ยว" ถึงกลางสนาม แต่สถานการณ์กลับไม่ดีขึ้น เพราะถูกวางยาจากพระเกจิทีมเดียวกัน

 

 

เปลี่ยนผู้จัดการ

ผู้จัดการทีมฟุตบอลเลสเตอร์นั้นมีนามว่า "เคลาดิโอ รานิเอรี" ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์ สามารถนำเลสเตอร์คว้าแชมป์พลีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 133 ปี ที่ตั้งสโมสรขึ้นมา แต่ทว่า ในการเล่นยูฟ่าปรากฏว่า "เดินสายแพ้" แน่นอนว่าความกดดันย่อมจะตกแก่ "รานิเอรี" แบบหนี้ไม่พ้น และสุดท้าย ในวันที่ 24 กุมภา 2560 ทางคุณวิชัย ก็ตัดสินใจ "ปลด" รานิเอรี จากผู้จัดการทีม อย่างประวัติศาสตร์ต้องจารึก เหตุผลก็คงไม่มีอะไรนอกจาก "หนีตกชั้น" ที่แฟนจิ้งจอกลุ้นกันทั้งโลก

 

 

 

ทีมพระเกจิที่ไปสวดให้แก่เลสเตอร์ นัดปราบผี ปี 58

 

 

 

บอลเปลี่ยนวัด !

สัญญาณบ่งบอก ทีมพระเกจิแตก ก่อนเลสเตอร์พ่าย

 

 

 

ทีมเกจิแตก ก่อนบอลพ่าย

ต่อมา วันที่ 18 มีนาคม 2560 "คมชัดลึก" เครือเนชั่น ซึ่งเคยสัมภาษณ์เจ้าคุณธงชัยและได้คำทำนายมาว่า "นอกจากเดอะฟ๊อกซ์สยามจะไม่ตกชั้นแล้ว ก็ยังจะคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพอีกด้วย" นั้น ก็ตีข่าวหน้าหนึ่งว่า "เลสเตอร์ บอลเปลี่ยนวัด"

คมชัดลึก บรรยายว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้น คุณวิชัย ประธานสโมสรเลสเตอร์ เป็นศิษย์ก้นกุฏิของสมเด็จสมชาย วัดเทพศิรินทร์ และสมเด็จสมชายก็รู้จักมักคุ้นกับเจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร จึงแนะนำให้คุณวิชัยรู้จักกับเจ้าคุณธงชัย

ในการเดินทางไปสวดมนต์ที่สนามฟุตบอลเลสเตอร์ "นัดปราบผี" เมื่อวันที่ 22 กันยา 2558 นั้น ครั้งนั้น มี "สมเด็จสมชาย" เป็นหัวหน้าคณะพระเกจิ รองลงมาก็คือ พระพรหมมุนี (สุชิน) วัดราชบพิธ อันดับสามคือ พระพรหมวิสุทธาจารย์ (มนตรี คณิสฺสโร) วัดเครือวัลย์ กรรมการ มส. รวมทั้งพระอื่นๆ อีก 6 รวมเป็น 9 (แต่ยังมีพระวัดพระธรรมกายลอนดอนร่วมพิธีอีก 3 รูป เป็น 12 รูปด้วยกัน) ส่วนเจ้าคุณธงชัยนั้นอยู่ในอันดับที่ 4 รองจากพระพรหมวิสุทธาจารย์ แต่ในงานนั้น ปรากฏว่า สมเด็จสมชายได้มอบหมายให้เจ้าคุณธงชัย "ทำพิธี" เสกเป่าลงผ้ายันต์ให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน เจ้าคุณธงชัยจึงเริ่มโดดเด่นขึ้น และเมื่อเลสเตอร์คว้าแชมป์ประวัติศาสตร์ได้ ชื่อของเจ้าคุณธงชัยก็จึง "แซงหน้า" หัวหน้าคณะ คือสมเด็จสมชาย ไปทันที

แน่นอนว่า ทางฝั่ง "สมเด็จสมชาย" และทีมงาน คงไม่ปลื้มสักเท่าไหร่ กับบทบาท "มาทีหลัง แต่ดังกว่า" ของเจ้าคุณธงชัย แต่จะทำอย่างไร ก็คงต้องดูกันต่อไป ถ้ายังเชื่อสำนวนไทยที่ว่า "วันพระมิได้มีวันเดียว"

 

 

สมเด็จสมชาย กลางสนามคิงเพาเวอร์

 

 

ครั้นต่อมา เมื่อทีมเลสเตอร์เพลี่ยงพล้ำ จวนอยู่จวนไปอยู่รอมร่อ ก็เลยเกิดอาการ "หัก" กันอย่างแรง ในกลุ่มพระเกจิ เพราะเวลาไป "ไปด้วยกัน" แต่เวลาดัง "เจ้าคุณธงชัยดังคนเดียว" พอทีมถดถอย ทางพระเกจิรูปอื่นๆ ทางฝั่งของวัดเทพศิรินทร์ เลยวางแผน "หักเหลี่ยม" เจ้าคุณธงชัย โดยแนะนำให้คุณวิชัย "เปลี่ยนตัวผู้จัดการทีม" ซึ่งเจ้าคุณธงชัยเคยทำนายทีมภายใต้การนำของ "รานิเอรี" ว่าจะมีสิทธิ์ "คว้าแชมป์" ในประวัติศาสตร์อีกครั้ง การเปลี่ยนตัวรานิเอรี จึงมีผลกระทบถึง "คำทำนาย" ไปโดยปริยาย

นั่นหมายถึงว่า ก่อนการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมเลสเตอร์นั้น ทีมพระเกจิได้แตกออกเป็น 2 ซีก หรืออีกนัยหนึ่ง ทางสมเด็จสมชายไม่เอากับเจ้าคุณธงชัยอีกต่อไปแล้ว จึงเป็นที่มาของวลีว่า "บอลเปลี่ยนวัด" เปลี่ยนจากวัด "ไตรมิตร" ไปวัด "เทพศิรินทร์" แต่ความจริงแล้ว เป็นการ "ยึดอำนาจคืน" ของฝ่ายวัดเทพศิรินทร์เสียมากกว่า เพราะทางวัดเทพศิรินทร์เป็น "เจ้าของ" ศิษย์เอกวิชัยมาตั้งแต่ต้น แถมยังแนะนำให้เจ้าคุณธงชัยรู้จัก ก่อนจะดังทะลุฟ้า แต่เมื่อข้ามหน้าข้ามตากันมันก็รับไม่ได้ สำนวนไทย "ทิฐิพระ มานะกษัตริย์" ยังคงเป็นอมตะ

 

 

เจ้าคุณธงชัยกับแอ๊กชั่นสุดๆ ในคิงเพาเวอร์สเตเดี้ยม เลสเตอร์ซิตี้

 

 

สรุปได้ว่า นับตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งทางสโมสรเลสเตอร์ได้สั่งปลด "รานิเอรี" ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมไปแล้วนั้น ถือว่าเป็นการ "สะบั้น" คำทำนายของ "เจ้าคุณธงชัย" ไปอย่างแรง เพราะเจ้าคุณธงชัยทำนายว่า "ภายใต้การนำของรานิเอรี เลสเตอร์จะมีโอกาสคว้าแชมป์"

หรืออีกนัยหนึ่ง เมื่อทางสโมสร "เชื่อทางฝั่งวัดเทพศิรินทร์" สั่งปลดรานิเอรีออกจากผู้จัดการทีม ก็เท่ากับว่า "ปลดเจ้าคุณธงชัย" จากพระเกจิประจำเลสเตอร์ ไปโดยปริยาย

อีกความหมายหนึ่ง นับตั้งแต่วันที่รานิเอรีถูกปลดไปนั้น เจ้าคุณธงชัยก็หมดความสัมพันธ์กับเลสเตอร์ แต่คำทำนายของเจ้าคุณธงชัยยังคงอยู่ ทั้งๆ ที่สถานการณ์เปลี่ยนไปหมดแล้ว

และเมื่อ "เลสเตอร์" ทำได้แค่ "เสมอ" กับทีมตราหมี "แอตเลติโก มาดริด" ด้วยสกอร์ 1-1 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ไปไม่ถึงดวงดาวในตำแหน่ง "แชมป์ยูฟ่า" ตามที่เจ้าคุณธงชัยทำนายไว้ พูดได้แค่ว่า "มาไกลที่สุดแล้ว"

 

 

กระนั้นก็ตาม แฟนๆ และผู้อ่านผ่านสื่อ ที่ยังจำ "คำทำนาย" ของเจ้าคุณธงชัยได้ไม่เปลี่ยน ไม่เว้นแม้แต่ "ไทยรัฐ-ผู้จัดการ" จึงดาหน้า "ถล่ม" เจ้าคุณธงชัย ไปแบบ  100 ต่อ 0 เพราะไม่มีเสียงแข่งมาจากทางฝั่งเจ้าคุณธงชัยเลย

ถ้าฟังดูให้ดีๆ ไม่มีอคติมากเกินไป ก็จะเห็นว่า ในการให้สัมภาษณ์ "เนชั่นทีวี" เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2560 ที่ผ่านมานั้น เป็นการให้กำลังใจแก่ทีมเลสเตอร์ซิตี้ เพราะอยู่ในสภาวะเสียขวัญ จึงต้องเรียกขวัญและกำลังใจคืนมา แน่นอนว่า ไม่ว่าใครไปอยู่ในจุดนั้นก็ต้องพูดเหมือนเจ้าคุณธงชัย จะบอกว่า "เตรียมใจเสียเถิด ไปไม่ถึงดวงดาวหรอก" มันก็คงไม่เป็นมงคล ใครขืนพูดก็คงไม่ได้เหยียบสนามคิงเพาเวอร์อีก

แต่อีกด้านหนึ่งซึ่งไม่ควรมองข้ามก็คือ การที่เจ้าคุณธงชัย ซึ่งเป็นถึงรองสมเด็จพระราชาคณะ สังกัดวัดพระอารามหลวงกลางกรุง แต่กลับนำเอา "พิธีกรรม" นำหน้า ทำการปลุกเสกเลขยันต์ ดูดวงตามวิชาโหราศาสตร์ อันมิใช่หลักการทางพระพุทธศาสนา ทำให้เป็นที่ติฉินนินทาในวงการพุทธศาสนา สอนให้ประชาชน "ปิดตา" มากกว่า "เปิดตา" ถ้านำไปเปรียบเทียบกับกรณี "ธัมมชโย" แห่งวัดพระธรรมกายแล้ว ธัมมชโยดูจะมีศักดิ์ศรีดีกว่าด้วยซ้ำไป เจ้าคุณธงชัยมีคน "จองกฐิน" ไว้ตั้งแต่ก่อนบอลแพ้แล้ว แต่ตอนนั้นกระแสยังแรง เจ้าคุณธงชัยจึงยังอยู่ได้ แบบว่าเป็นช่วงขาขึ้น พอถึงขาลงก็ลงแรง แบบว่าถูกถีบลง

กรณี "เกจิแยกวง" นั้น มองทางฝั่งวัดเทพศิรินทร์ เห็นเงื่อนงำและเป้าหมายอยู่ 2 ประการ ได้แก่

1. ตัดเจ้าคุณธงชัยออกไปจากสนามแข่งขันทั้งในอังกฤษและยุโรป เพราะดังล้ำหน้าเพื่อนและลูกพี่ ทีเล่น-เล่นเป็นทีม ทีดัง-ดังคนเดียว เพื่อนร่วมทีมไม่มีใครได้เครดิตด้วย แบบนี้ใครจะเล่นด้วย

2. สลัดตัวเองให้หลุดออกจากคำครหา "พวกเกจิฟุตบอล" ของเจ้าคุณธงชัย แบบว่าให้ติดตัวเจ้าคุณธงชัยไปคนเดียว รูปอื่นๆ ที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม มีอำนาจปกครองคณะสงฆ์ระดับสูง ขืนอยู่กับเจ้าคุณธงชัยก็เสี่ยงโดนถล่มทางโลกโซเชียล ดังนั้นจึงต้อง..ปลอดภัยไว้ก่อน โดยเฉพาะ "สมเด็จสมชาย" นั้น เป็นสมเด็จ "หนุ่มที่สุด" ในบรรดาสมเด็จฝ่ายธรรมยุตในปัจจุบัน เข้าไลน์เป็นพระสังฆราชองค์ถัดไป ถ้ามาเสียเพราะบอลก็คงไม่คุ้ม

แต่ทางเจ้าคุณธงชัยก็คง..ไม่แคร์ เพราะวันนี้มีดีกรีเป็นถึง "เกจิแนวหน้า" แบบว่าถนนทุกสายมุ่งไป "กุฏิใหญ่-วัดไตรมิตร" ไม่ว่าจะเป็นดารานักแสดง นักกีฬา หรือแม้แต่..นักการเมือง แบบว่าต่างคนก็ต่างใหญ่ ไม่มีใครกลัวใคร

จาก..สงครามบอล กลายเป็น..สงครามพระเกจิ ตัดเหลี่ยมเพชรกันอย่างเฉียบและเนียน เพราะนี่มิใช่มวยบ้านนอก หากแต่เป็น "มวยกรุง" แถมมีระดับเป็นถึง "ราชาคณะ" อาวุธที่ใช้จึงต้อง "ลับสุดๆ" เห็นแต่แผล แต่ไม่เห็นหน้าเพชฌฆาต เล่นกันแรงแบบนี้ สายสัมพันธ์ระหว่าง "สมเด็จสมชาย" กับ "เจ้าคุณธงชัย" ไม่รู้จะไปกันยังไง เพราะมัน..ทำใจลำบากกันทั้งคู่ !

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ วันนี้ ขอวิจารณ์บอลซักวัน ผิดถูกยังไงก็ติชมได้ตามสบายครับ ท่านสมเด็จสมชาย และท่านเจ้าคุณธงชัย

 

 

 

เจ้าคุณธงชัย กับ ผ้ายันต์ไม่มีวันพ่าย

 

ผ้ายันต์ฉีก ! ย้อนดูคำทำนายเจ้าคุณธงชัยพลาด! หลังจิ้งจอกสยามตก ชปล.

เป็นประเด็นที่โลกโซเชียลจับตามองหลังจาก "จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ซิตี้ ร่วงตกรอบ 8 ทีมของศึกแชมเปียนส์ลีก เนื่องจาก "เจ้าคุณธงชัย" ผช.เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพฯ เคยทำนายไว้ว่าทีมนี้จะไปถึงแชมป์...

วันที่ 19 เม.ย. โลกโซเชียลต่างแสดงความคิดเห็นแบบสนุกปากหลังจากคำทำนายของ พระพรหมมังคลาจารย์ หรือ "เจ้าคุณธงชัย" ผช.เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพฯ ผิดพลาด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 ม.ค. หรือสามเดือนที่แล้ว "เจ้าคุณธงชัย" พระเกจิผู้โด่งดังกับการเสกผ้ายันต์ทำให้เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อปีที่แล้ว ได้ทำนายอีกครั้งสองเรื่องว่า จิ้งจอกสยาม จะไม่ตกชั้นพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ และจะสร้างเซอไพรส์คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

แต่ทว่าเมื่อช่วงดึกวานนี้คำทำนายของ เจ้าคุณธงชัย ก็ผิดพลาดเสียแล้วเมื่อ เลสเตอร์ ซิตี้ พ่ายต่อ แอตเลติโก มาดริด ด้วยสกอร์รวม 1-2 ตกรอบ 8 ทีมแชมเปียนส์ลีกอย่างน่าเสียดาย แต่ถึงกระนั้นแล้วแฟนบอลทั่วประเทศไทยกลับยกยอผลงานในสนามของทีมเลสเตอร์ ที่เล่นได้อย่างโดดเด่นสู้กับทีมรองแชมป์เมื่อปีที่แล้วได้อย่างสนุกสูสี

กลับกัน แฟนบอลเหล่านั้นกับหัวเราะสนุกขบขัน หลังจากที่คำทำนายของ "เจ้าคุณธงชัย" เกิดความผิดพลาด พร้อมกับตั้งคำถามว่าผ้ายันต์นั้นยังคงความขลังอยู่หรือไม่

สำหรับ เจ้าคุณธงชัย ล่าสุดเพิ่งถูกรับเชิญให้ไปแจกผ้ายันต์ 11,000 ผืน แก่ประชาชนเมืองพัทยา ในงานสงกรานต์ "ฉ่ำเย็นวิถีไทยวันไหลพัทยา" เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ที่ผ่านมา

 

 

บอลแพ้ น่าจะด่าผู้จัดการและนักเตะ

แต่กลับมาลงที่..เจ้าคุณธงชัย มันเป็นเรื่องไม่ธรรมดา

 

 

สิ้นมนต์ขลังยันต์ "เลสเตอร์" ย้อนคำทำนายซิวแชมป์ UCL

กลายเป็นประเด็นให้ชาวโลกออนไลน์ได้วิจารณ์กันสนั่นหวั่นไหว ภายหลังการตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูฟา แชมเปียนส์ลีก ของ เลสเตอร์ ซิตี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ "เจ้าคุณธงชัย" เคยฟันธงว่า จะจบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ยุโรป
       
การเปิดบ้านเสมอกับ แอตเลติโก มาดริด ยอดทีมจากลาลีกา สเปน 1-1 ในการแข่งขันฟุตบอลยูฟา แชมเปียนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 ส่งผลให้ เลสเตอร์ ซิตี ตกรอบด้วยสกอร์รวมแพ้ "ตราหมี" 1-2
       
ซึ่งจากผลงานดังกล่าวทำให้เหล่าบรรดาแฟนลูกหนังในโลกออนไลน์ ต่างวิจารณ์ถึงการออกมาทำนายก่อนหน้านี้ของ พระพรหมมังคลาจารย์ (ธงชัย ธมฺมธโช) หรือ เจ้าคุณธงชัย พระเกจิชื่อดังแห่งวัดไตรมิตรวิทยารามวรมหาวิหาร ผู้ปลุกเสกผ้ายันต์ รุ่นแพ้ไม่เป็น ให้กับ เลสเตอร์ ซิตี ว่าจะสร้างความฮือฮาอีกครั้ง หลังทำนายว่า ซีซันนี้ทีมจิ้งจอกสยามจะไม่ตกชั้น และจะสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการคว้าแชมป์ ยูฟา แชมเปียนส์ลีก ประจำฤดูกาล 2017
 

"ฤดูกาลนี้แน่นอนว่า เลสเตอร์จะไม่ตกชั้น และจะมีนวนิยายเล่มใหม่ชื่อว่า แชมเปียนส์ยูฟา แก่เลสเตอร์ ซิตี" เจ้าคุณธงชัย กล่าวผ่านเนชั่นทีวี เมื่อเดือนมกราคม 2560 ที่ผ่านมา

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ-ผู้จัดการ-คมชัดลึก : 20 เมษายน 2560

 

มหาวอ ยก "วัด-วัง" บังสัจจะ !

ทำให้ต้องรับตำแหน่ง ผช.จล.

ทำนอง..เสียสัตย์เพื่อชาติ !

 

ว.วชิรเมธี อ้าง "บื้องบน" บังคับ ต้องยอมรับ "ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ทั้งๆ ไม่อยากรับ และเคยประกาศต่อสาธารณะว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แถมยกตัวอย่าง "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปยุตฺตมหาเถร" รับพระราชทานสมณศักดิ์ ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มีแต่คนสรรเสริญ

 

แล้วทำไม ว.วชิรเมธี จะรับไม่ได้ ผิดตรงไหน ?

 

อา..ว่าไงครับ หลวงพ่อช่วงโปรดทราบ มหาวอบอกว่า "ตัวเองถูกขืนใจให้รับตำแหน่ง" ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับ ถึงได้มาก็มิได้ภูมิอกภูมใจอะไรอีกด้วย แบบว่า เสียสัตย์เพราะผู้ใหญ่ นี่ถ้าได้เป็นเจ้าคุณ สงสัยมหาวอคงจะฆ่าตัวตาย เพราะรับไม่ได้

เชิญปัญญาชน "ทัศนา" ทัศนะ ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คนดีศรีแผ่นดิน !

 

Take a look !

 

 

ว.วชิรเมธี ทาสศักดินา !

ถูกบังคับให้เป็นคนเลว โดยการรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 

 

"ยศช้าง ขุนนางพระ ไม่เคยมองหา แต่เบื้องบนท่านมองเห็น"

ว.วชิรเมธี

 


หลายเดือนก่อน หลังจากมีภาพไปรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อดำรงตำแหน่งเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ก็มีใครบางคน จรดปากกาเขียนถึงอาตมภาพในทางเสียหายว่า การรับตำแหน่งนั้น เป็นการแสดงถึงความกลับกลอกเหมือนศรีธนญชัย (เพราะแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องตำแหน่งแห่งที่ในทางคณะสงฆ์เลย ซึ่งเรื่องนี้ แม้จนบัดนี้ ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่)

ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ไปรับตำแหน่งทำไม ?

ขออธิบายสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลถึงสหรัฐอเมริกา (ต้นเรื่องที่กล่าวหา) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยรู้ความจริงว่า

"อาตมาอยู่วัดพระสิงห์มาแต่อายุเพียง ๑๖ ปี เรียนธรรมะบาลีที่วัดนี้ จนได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค, บวชพระก็บวชที่วัดนี้

หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เป็นพระอุปัชฌาย์ อาตมาก็เคยเป็นพระเลขานุการของท่านมาตั้งแต่ต้นแต่อายุ ๑๘ ปี ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรจนถึงบวชเป็นพระภิกษุ


เมื่อจบเปรียญ ๙ ที่กรุงเทพฯ อาตมาย้ายกลับมาเชียงราย ก็มาอยู่ในสังกัดเดิม ซ้ำยังเป็นเปรียญธรรม ๙ รูปแรกของวัด คือวัดพระสิงห์ (พระอารามหลวง)
ไม่ได้เหาะข้ามห้วยมาจากที่อื่น

เมื่อกลับมาแล้ว หลวงพ่อเคยขอให้มาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสแต่เมื่อปี ๒๕๕๕ อาตมายังไม่อยากรับ ประวิงเวลาไว้ เพราะใจอยากทำงานเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนามากกว่างานปกครองของคณะสงฆ์ ครูบาอาจารย์ท่านก็เข้าใจลูกศิษย์ซึ่งท่านรักเหมือนลูก


มาถึงปีนี้ ผู้ใหญ่ใน
"เบื้องบน" ถามมาอีก เพราะอายุ ๔๓ พรรษา ๒๓ อยู่พระอารามหลวงมา ๒๖ ปีแล้ว เป็นมหาเถระแล้ว ไม่ใช่พระเด็กๆ อีกต่อไป ควรมอบหมายให้รับภาระธุระพระศาสนาอย่างเป็นทางการ ทั้งผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่น้อยๆ (ว่าตามคำของท่าน)


ทั้งครู ทั้งศิษย์ จึงยอมอนุวัตร ตามทางการ


อาตมาจึงรับตำแหน่งของทางการ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ
"ฝ่ายเผยแผ่" เหมือนเดิม


และเมื่อเป็นแล้ว ก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ไม่ได้ย้ายไปไหน ยังพอใจกับนามปากกา ว.วชิรเมธี ธรรมดาๆ ยังคงอยู่ทำงานเผยแผ่ต่อไปที่ไร่เชิญตะวันตามปกติ

ตำแหน่งแห่งที่ ที่ท่านประทานมา ก็เพราะฟ้าบันดาล ทั้ง "วัง" และ "วัด" ท่านประสานเสียง แกมกำชับขอให้รับไว้ ไม่ใช่ไปกราบกรานอยากได้ อย่างที่มี "พระอลัชชี" บางรูปพยายามกล่าวหาด้วยข้อความรุนแรง


เรื่องนี้ เข้าใจได้ง่ายมาก


ดูอย่างท่าน
ป.อ.ปยุตฺโต หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ องค์ใหม่ก็ได้ ท่านก็ทำงานของท่านไป ไม่เคยอยากจะได้ใคร่จะมีอะไร ปิดทองหลังพระไป เมื่อทองล้นออกมาหน้าพระ วันดีคืนดี
"หลวง" หรือราชการก็โปรดให้ท่านเป็นสมเด็จฯ เมื่อเป็นแล้ว ท่านก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ดังท่านกล่าวความในใจว่า

"พระนั้น จะแต่งตั้งไปชั้นไหน ชั้นไหน ก็ยังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม ทางพระพุทธศาสนา ท่านไม่นิยมถามว่า "จะเป็นอะไร" แต่สำคัญที่ว่า "จะทำอะไร" ให้เรื่อง "เป็น" มาเกื้อหนุนเรื่อง "ทำ" ให้ได้ ท่านจึงว่า "ให้เป็นนั่นเป็นนี่" เพื่อจะได้ "ทำนั่นทำนี่" ได้สะดวก"

เพราะฉะนั้น คนที่ "รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" มองการรับตำแหน่งของอาตมา เป็นเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ หรือมองไปว่าได้มาเพราะเข้าหาผู้ใหญ่ ทั้งยังพยายามกล่าวหาอาตมาเลื่อนลอยด้วยคำใหญ่คำโตนั้น ก็ขอโปรดเข้าใจเสียให้ถูกต้องตามนี้ อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ


หยุดการปรุงแต่งแบบเด็กๆ เสียทีเถิดพ่อคุณเอ๋ย


ดีร้าย หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ระวังปาก จะกลายเป็นการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เสียเปล่าๆ


ส่วนที่มีภาพไปกราบหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ แล้วเอามาเขียนว่าไปประจบท่านนั้น ก็ขอเตือนว่า เวลาจะเขียนอะไร ดูคำอธิบายใต้ภาพด้วย

เพราะภาพพวกนั้น มีปรากฏอยู่ในเฟซบุ๊คของอาตมาเอง มีคำอธิบายกำกับด้วยว่าไปทำอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน

ภาพคู่สมเด็จฯที่เห็น คืองานไปรับรางวัล "วัดที่จัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จัดที่ มจร.วังน้อยเมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ และครั้งที่สอง หลวงพ่อสมเด็จฯ นิมนต์ไปพบเมื่อเดือนเมษายน เพื่อแจ้ง "พระราชดำริ" ด้านการศึกษาภาษาบาลีที่ทรงฝากมา โดยขอให้ช่วยรับเป็นภาระธุระ เพราะอาตมาสื่อสารกับสังคมได้ง่าย มีคนฟังเยอะ

ทั้ง "เบื้องบน" ท่านก็ทรงกำชับมาหลายครั้ง เรื่องการศึกษาภาษาบาลีในโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะเห็นว่า ท่าน ว.วชิรเมธี นี้ เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค และได้เขียนหนังสือเรื่อง "เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" เพื่อเป็นแนวทางฟื้นฟูการศึกษาภาษาบาลีตามพระราชประสงค์

และที่สำคัญจะต้องขอพระราชทานคำนำเป็นกรณีพิเศษ หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ในฐานะประมุขสงฆ์ และแม่กองบาลีสนามหลวง ก็อยู่ในฐานะที่จะต้องเขียนสัมโมทนียพจน์ด้วย

คนเขาไปปรึกษาหารือเรื่องงานพระศาสนาล้วนๆ มีพยานเป็นร้อย เป็นพัน ต่อหน้าธารกำนัล อย่างโปร่งใส แต่คนเขลาบางคน เอาไปเขียนข่าวเชิงเสียหาย ว่าผู้เขียนไปประจบพระผู้ใหญ่ขอยศศักดิ์ ช่างน่าละอายเหลือเกิน ที่คิด ที่เขียน อะไรออกมา โดยไม่สนใจหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีอยู่ดาดดื่น มีอยู่ในคำอธิบายใต้ภาพที่ตัวยกมาด่านั่นเองเสียด้วยซ้ำ

จึงขอแจ้งญาติโยมทั้งหลายได้ทราบ ว่าอย่าได้หลงเชื่ออย่างผิดๆ ตามที่มีคนเขียนข่าวเลอะเทอะเผยแพร่ออกไป


(ว.วชิรเมธี)

 

 

(หมายเหตุ.


๑.ตามปกติ ตั้งใจจะไม่เขียนตอบอะไรในประเด็นระดับ
"โลกธรรม" เหล่านี้เลย เพราะถือว่าเป็นธรรมดาโลกที่ย่อมมีคนเข้าใจผิดบ้าง เข้าใจถูกบ้าง แต่เรื่องนี้ มีคน "เดือดร้อน" แทนหลายคน แต่ละคนก็ไม่ใช่ตาสีตาสา ทั้งอาจส่งผลกระทบหลายฝ่าย จึงจำใจต้องเขียนออกมา เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อเข้าใจข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะได้เพลาๆ การแชร์ การส่งข้อความโกหกทั้งหลายลงบ้าง ไม่เช่นนั้น พระดีๆ ทั้งหลาย ทั้งพระบ้านพระป่าสายกรรมฐาน สายวิชาการบริสุทธิ์ สายพัฒนาสังคม ที่ "หลวง" ท่านเมตตาถวายสมณศักดิ์เพื่อส่งเสริมการทำงาน ก็จะพานถูกกล่าวหาไปเสียทั้งหมด


๒.มีภาพอาตมาคู่กับหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ บางคนเอาไปตีความในทางเสียหาย ขออธิบาย
"ข้างหลังภาพ" สั้นๆ ตามข้อเท็จจริง


๒.๑ ภาพที่เห็นอยู่บนเวที คือ วันที่ไปรับรางวัล
"วัดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จากหลวงพ่อสมเด็จฯ จัดโดยกรมควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับรางวัลเสร็จ หลวงพ่อสมเด็จฯ ก็ขอให้เล่าให้ที่ประชุมฟังทั้งห้อง ว่าบริหารจัดการไร่เชิญตะวันอย่างไร จึงกลายเป็น
Eco Temple ที่ร่มรื่น เรื่องก็มีเท่านี้ มีคนอยู่ในงานหลายร้อยคน ภาพนิ่ง ภาพวีดิโอ บันทึกไว้พร้อมสรรพ แต่มีบางคนไม่เข้าใจ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ที่อยู่สหรัฐอเมริกา เอาไปเขียนว่า อาตมาไปประจบพระผู้ใหญ่ นี่คือ ความน่าอนาถของคนที่เรียกตัวเองว่า สื่อมวลชน


๒.๒ อีกครั้งหนึ่ง ได้รับนิมนต์ไปหารือข้อราชการของคณะสงฆ์ เนื่องจากได้รับการขอร้องให้เข้ามาช่วยเรื่องการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์
ซึ่งขอร้องมาจากทั้งฝ่ายวัง และฝ่ายวัด เพราะผู้เขียนเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค วังและวัดเห็นว่า พอจะมีพื้นฐานภาษาบาลีอยู่บ้าง จึงขอให้มาช่วยเรื่องนี้ จึงได้ปฏิรูปการศึกษานำร่องที่วัดบ้านเกิด/เชียงของ/เชียงราย จนปี ๒๕๕๘ สามเณรเก่งทั้งทางโลกและทางธรรม สามารถบรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษจนชนะเลิศระดับประเทศ ได้เข้ารับพระราชทานทุนและผ้าไตร และได้ลองเทศน์ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่จังหวัดน่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นี่เป็นข่าวดี ที่หลวงพ่อสมเด็จฯ เห็นว่าก้าวหน้า และพอเป็นความหวังของคณะสงฆ์ไทยในฝ่ายการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ จึงขอให้ไปเล่าถวาย พร้อมกันนั้น ก็ได้นำเสนอต้นฉบับหนังสือ "๙ เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" ซึ่งได้นักเขียนฝีมือดีคือระดับประเทศ คือ คุณอรสม สุทธิสาคร คุณวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง มาช่วยเรียบเรียง หมายใจว่า เล่มนี้จะเป็นหนังสือ "สร้างแรงบันดาลใจ" ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยรุ่นใหม่ ใฝ่เรียนธรรมะบาลีมากขึ้น เพราะเป็นชีวประวัติของพระและโยมที่จบเปรียญ ๙ แล้วประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม เช่น ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก
, ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ, ป.อ.ปยุตฺโต เป็นต้น


ความจริงที่ได้ไปกราบสมเด็จฯ ก็มีแค่นี้
แต่แล้วคนที่มือดีมากกว่าสมอง ก็เอาไปเขียนในทางลบว่า ผู้เขียนไปพบผู้ใหญ่เพื่อหวังยศศักดิ์อัครฐาน ถ้าหวังจริงอย่างว่า จะอยู่ในพระอารามหลวงมา ๒๖ ปี โดยเป็นพระธรรมดามาจนป่านนี้ได้อย่างไร คุณสมบัติก็ใช่จะไม่ครบ
ครบจนล้นเสียด้วยซ้ำ


การ
"รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" แบบนี้แล้วก็นำมาเขียนข่าวนั้นสร้างความเสียหายใหญ่หลวงมาก เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ก็ไม่สนใจ นึกจะเขียนอะไรก็เขียน พลอยทำให้คณะสงฆ์เสียหาย เสียทั้งหลวงพ่อสมเด็จฯ เสียทั้งเบื้องบน เสียทั้งผู้เขียน งานที่ทำกันมาด้วยเจตนาแสนดีถูกมองในทางเสียหายหมด ดังนั้น ใครรู้ผิด เข้าใจผิด ขอความกรุณา เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องตามนี้เทอญ. (ว.วชิรเมธี)

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : 15 ธันวาคม 2559

 

อ่านบทความ โดย พระมหานรินทร์ นรินฺโท

 

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด


 

การประชุมองค์กรพระสงฆ์เถรวาทในสหราชอาณาจักร

 

Theravada Buddhist Sangha in UK (TBSUK)

ณ วัดพุทธวิหาร เมืองอ๊อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

10 สิงหาคม 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ขนาด 4000 PX

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

ดอกไม้บาน วัดพระศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ทำบุญฉลองสมณศักดิ์พระครูเมธีชยาภิวัฒน์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

อาหารไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

THE ENTERTAINMENT OF WAT PHRA SRI

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

หนุ่มสาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ชาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

ภาพงานฉลองครบรอบ 40 ปี สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ณ วัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน วันที่ 25-26 มิถุนายน 2559

กดที่ภาพเพื่อดาวโหลดภาพขนาด 4000 PC

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพการประชุม)


 

พิธีผูกพัทธสีมา-ฝังลูกนิมิต

วัดเจริญธรรม เมืองลึกเด ประเทศเยอรมันนี

10-12 มิถุนายน 2559

 

พระธรรมวิสุทธาจารย์ (คูณ ขนฺติโก) เจ้าอาวาสวัดหนองแวง (พระอารามหลวง) อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ประธานสงฆ์

ฯพณฯ นางนงนุช เพชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ประธานฝ่ายฆราวาส



กดที่ภาพเพื่อชมภาพในพิธี

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก

ฉลองสมณศักดิ์ "พระวิสุทธิวงศ์วิเทศ"

เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร

11 มิถุนายน 2559


 

กดที่ภาพเพื่อชม งานสมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

พระราชมงคลรังษี : สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท

เจ้าอาวาสวัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

5 มิถุนายน 2559

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

ลัทธิธรรมกาย กับบทบาท ของสังคมไทย

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย


 

 

จริงหรือไม่ มส. ไม่มีสิทธิ์สึกธัมมชโย

 


 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264