LAST UPDATE :   FEBRUARY : 17 : 2019 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

ประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ประจำปีพุทธศักราช 2562

ณ วัดสัทธาธรรม เมืองแซนแอนโตนิโอ เท็กซัส

30-31 พฤษภาคม 2562

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 1 กุมภาพันธ์ 2562

 

 

วัดสามพระยาเหงา

สอบบาลีปีนี้ ไม่มีอาจารย์เอื้อน

 


 

 

วัดสามพระยา

 

เป็นทั้งสำนักเรียน และโรงเรียนพระปริยัติธรรมส่วนกลางของคณะสงฆ์ ดำเนินการโดยมหาเถรสมาคม มีผู้บริหารสูงสุดคือ คือ อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ.9 Ph.D) อดีตเจ้าอาวาส ผู้ต้องมลทินเพราะนำเงินไปใช้สร้างอาคารที่พักสำหรับพระภิกษุสามเณร โดยถูกกล่าวหาว่า "ฟอกเงิน" ถูกจับกุมคุมขัง สั่งปลด-ถอดยศ และสั่งจำคุก ภายในวันเดียว เป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดสำหรับพระพุทธศาสนาในรอบ 2500 ปี ที่พระมหาเถระระดับ "รองสมเด็จพระราชาคณะ-กรรมการมหาเถรสมาคม" ถูกรัฐบาลเผด็จการ ดำเนินการอย่างเด็ดขาดและรุนแรงยิ่งกว่าฆาตกร

 

 

 

 

เดินเท้าเข้าคุก เยี่ยมครูบาอาจารย์

 

พระภิกษุสามเณรวัดสามพระยา ยังคงศรัทธาในตัวหลวงพ่อเอื้อนไม่เสื่อมคลาย ชวนกันนั่งรถเมล์-เดินเท้า เข้าคุก เพื่อเยี่ยมเยือน กราบไหว้ ถวายกำลังใจ เพราะพวกเขามีวันนี้ได้ ก็เพราะ..หลวงพ่อ

 

 

 

 

 

พระภิกษุสามเณร สำนักเรียนวัดสามพระยา

 

แสดงความห่วงใยในตัวหลวงพ่อเอื้อน อดีตเจ้าอาวาส

 

ขาดท่านไป เหมือนขาดร่มโพธิ์ร่มไทร

เพราะเมื่อหลวงพ่อติดคุก ลูกพระลูกเณรก็เหมือนติดคุกไปด้วย

วัดสามพระยาเหมือนอยู่ในคุกทั้งวัดในวันนี้

วันที่..ไม่มีเสาหลัก "หลวงพ่อเอื้อน" เหมือนดังเคย

 

 

 

 

ภาพ/ข่าว : โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดสามพระยา

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 14 กุมภาพันธ์ 2562

 

กวาดลานวัด !

 

 

 

มส. ขอการสนับสนุนจากรัฐ

 

สกัดโจรหนีคดีมาบวช

 

หลังพบสถิติพุ่งพรวด !

 

อา..วัดคือสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ไพร่ฟ้าประชาชนไปจนถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินทรงให้ความเคารพนับถือ ถึงขนาดได้รับการประกาศเป็น "เขตอภัยทาน" มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่ไวๆ นี้ กลับพบว่า "มีคนหนีคดีมาบวช" เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนน่ากลัว น่ากลัวว่าวัดจะกลายเป็นซ่องโจรไปเสีย ดังนั้น ทางคณะสงฆ์จึงต้องลงมือปัดกวาดลานวัดอย่างเร่งด่วน ทั้งกันทั้งแก้ ก่อนที่จะแย่ไปกว่านี้

 

 

 

 

พศ. แจ้งมติ มส. ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอบวชพระ

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้แจ้งมติ มส. เรื่องแนวทางการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอบวชพระให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ 

วันนี้ (15 ก.พ.)  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายสมเกียรติ ธงศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ปฏิบัติราชการแทน ผอ.พศ. ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ถึงแนวทางการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอบรรพชาอุปสมบท ระบุว่า ตามหนังสือแจ้งมติมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2562 เรื่อง แนวทางการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอบรรพชาอุปสมบท เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการตรวจสอบประวัติบุคคล ให้ พศ. หรือ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ส่งข้อมูลทางจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ (E-mail) ให้กองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยตรง ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยได้มีการแจ้งเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัด ทราบและถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกันแล้ว จึงขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัด พิจารณามอบ พศจ. สนับสนุนการดำเนินงานของคณะสงฆ์ต่อไป 

สำหรับมติ มส. ครั้งที่ 1/2562 ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอบรรพชาอุปสมบท ดังนี้

1. เจ้าอาวาสหรือพระอุปัชฌาย์ ตรวจคุณสมบัติเบื้องต้นและรวบรวมเอกสารประจำตัวของผู้ขอบรรพชาอุปสมบท และมีหนังสือถึง พศ. หรือ พศจ. เพื่อส่งข้อมูลให้กองทะเบียนอาชญากร หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัด ตรวจประวัติบุคคลจากเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

2. พศ. หรือ พศจ. รับข้อมูลผู้ขอบรรพชาอุปสมบทจากเจ้าอาวาสหรือพระอุปัชฌาย์ แล้วส่งข้อมูลให้กองทะเบียนอาชญากร หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัด ตรวจประวัติบุคคลจากเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

3. กองทะเบียนอาชญากร หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัด รับข้อมูลผู้ขอบรรพชาอุปสมบทจาก พศ. หรือ พศจ. แล้วตรวจประวัติบุคคลจากเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

4. กองทะเบียนอาชญากร หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัด ตรวจประวัติบุคคล เสร็จเรียบร้อยแล้ว แจ้งให้ พศ. หรือ พศจ. ทราบ ภายใน 15 วัน และ

5. พศ. หรือ พศจ. รับข้อมูล ผู้ขอบรรพชาอุปสมบทจากกองทะเบียนอาชญากร หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัด ที่ตรวจสอบประวัติบุคคลแล้ว แจ้งข้อมูลให้เจ้าอาวาสหรือพระอุปัชฌาย์ทราบ ภายใน 7 วัน

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 16 กุมภาพันธ์ 2562

 

ปิดปากนอกศาล !

 

 

 

สาวกวัดนาป่าพงยกคำสั่งศาลขู่สื่อ

หยุดเสนอข่าวลบเกี่ยวกับคึกฤทธิ์

 

ไม่งั้นจะฟ้องหมิ่น !

 

 

 

 

คึกฤทธิ์ คิดไม่ลึก !

 

 

อา..หลังจากขอต่อศาล "ให้พิจารณาคดีเป็นความลับ" แต่ไม่สำเร็จ วันนี้ คึกฤทธิ์ดิ้นอีกเพลง ให้สาวกออกมาส่งเสียงขู่ "สื่อทุกประเภท" มิให้เสนอข่าวในทางลบกับตัวเอง ยกเว้นข่าวดี ก็เป็นเรื่องที่เรียกว่า พุทธวจน แนวใหม่ ใครฝ่าฝืนก็จะฟ้องหมิ่นประมาท เอ้า ! ไหนล่ะคุณคึกฤทธิ์ เห็นประกาศปาวๆ มาตั้งแต่เริ่มตั้งตัวเป็นศาสดาว่า ให้ซื่อตรงต่อพระธรรมคำสอน สิ่งใดไม่ใช่พุทธวจนก็อย่าไปเชื่อ อย่าไปฟัง อย่าไปทำตาม ดังเช่นพุทธพจน์บทว่า "สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ ความบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตัว" ถ้าแน่ใจว่าตัวเองบริสุทธิ์ก็จะเดือดร้อนอะไร ใครว่าไปก็เป็นเวรกรรมของเขา แล้วทำไมจึงไปอ้างว่า "ตราบใดศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าผิด คึกฤทธิ์ก็ยังบริสุทธิ์"

 

ถามว่า ศาลคือพระศาสดาองค์ใหม่ของลัทธิพุทธวจนอย่างนั้นหรือ จึงสามารถการันตีความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ และถ้าใครไม่ยอมตาม ก็จะฟ้องหมิ่นประมาทเขาน่ะ อยู่ในพุทธวจนข้อไหน เชื่อหรือไม่ว่า มาตรว่าศาลจะพิพากษาว่าผิด คึกฤทธิ์และสาวกก็ยังคงดื้อถือว่าตัวเองบริสุทธิ์อยู่ต่อไป ไม่ต่างจากธัมมชโย

 

ถามด้วยว่า มีพุทธวจนบทไหน บรรทัดใด ที่อนุญาตให้ "ตั้งทีมทนายสู้คดี" ในเวลามีปัญหามาพัวพันตัวเอง

 

นะคุณคึกฤทธิ์นะ ไหนๆ ก็ชอบอ้าง "พุทธวจน" ก็ช่วยอ้างอีกที ว่าที่จะฟ้องร้องน่ะ อยู่ในพุทธวจนเล่มไหน เล่มใหม่หรือเล่มเก่า ?

 

 

 

 

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562


เรื่อง คำสั่งศาลห้ามรายงาน หรือเผยแพร่ข้อความ ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง


เรียน ท่านผู้สื่อข่าว / สื่อมวลชน


สิ่งที่ส่งมาด้วย รายงานกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดธัญบุรี ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 จำนวน 2 ฉบับ

 

ตามที่ มีกลุ่มบุคคล หรือบุคคลภายนอก กระทำการนำภาพและหรือข้อความอันเป็นเท็จ มาโพสต์เผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ประเภทต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ต เวปไซต์ ช่องทางเฟสบุ๊ค และเผยแพร่ช่องทางสื่อมวลชนอื่นๆ แบบสาธารณะ ที่มีข้อความว่า "พระคึกฤทธิ์ ฉ้อโกงเงินกว่า 500 ล้านบาท" และ "อดีตศิษย์แฉ พระคึกฤทธิ์ ฮุบเงิน บริจาค 515 ล้านบาท ..." และข้อความอื่นๆ นั้น

 

ขอเรียนว่า ข้อความดังกล่าวนั้น เป็นเท็จ และเป็นข้อความที่บิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวให้ร้ายแก่ พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถือเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ที่กระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามอันเป็นข้อกำหนดที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ตามคดีหมายเลขดำที่ อ.2098/2560 และ คดีหมายเลขดำที่ อ.2364/2560 ซึ่งศาลได้ออกข้อกำหนดห้ามไว้ใน รายงานกระบวนพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 ว่า

 

"เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และเพื่อให้การดำเนินการบวนพิจารณาของศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงเห็นสมควรออกข้อกำหนดห้ามมิให้คู่ความ และกลุ่มบุคคล ที่มาฟังการพิจาณาคดี หรือบุคคลภายนอก กระทำการดังนี้

 

(1) ห้ามถ่ายภาพคู่ความทั้งฝ่ายโจทย์และจำเลยในบริเวณศาล


(2)
ห้ามถ่ายภาพเคลื่อนไหว เผยแพร่หรือถ่ายทอดภาพเคลื่อนไหวของคู่ความทั้่งสองฝ่ายในบริเวณศาล


(3)
ห้ามรายงาน หรือเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาของศาล โดยไม่ถูกต้อง  หรือเพิ่มเนื้อหา หรือข้อความในลักษณะเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวให้ร้ายคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือใช้ถ้อยคำหยาบคาย เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเสียชื่อเสียง ไม่ว่าจะเผยแพร่โดยผ่านสื่อประเภทใด

 

หากมีการกระทำฝ่าฝืนข้อห้ามอันเป็นข้อกำหนดดังกล่าว ศาลจะถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล"

 

ดังนั้น จึงเรียนมายัง ผู้สื่อข่าว / สื่อมวลชน อย่าหลงเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามบุคคลอื่นที่ให้ข่าวอันเป็นเท็จ ท่านสามารถตรวจสอบความจริง

ในคดีได้ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา และยังถือว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้มีความผิดใดๆ จึงขอความกรุณามายัง ผู้สื่อข่าว / สื่อมวลชน ได้โปรดให้ความเป็นธรรมแก่ พระคึกฤทธิ์ โสตผโล และได้โปรดลบโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จที่โพสต์ไว้ดังกล่าวเสีย และหยุดเสนอข่าวให้ร้ายคู่ความ และได้มีการฟ้องกลับผู้ฟ้องเท็จต่อศาล และจะดำเนินคดีผู้หมิ่นประมาท เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาต่อไป

 

จึงเรียนชี้แจงมาเพื่อทราบ และเพื่อมิให้เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามอันเป็นข้อกำหนดของศาล

 

ขอแสดงความนับถือ

คณะทำงานกฎหมาย วัดนาป่าพง

 

 

 

วัดนาป่าพงร่อนเอกสาร ขอความเป็นธรรมให้พระคึกฤทธิ์

 

คณะทำงานกฎหมายวัดนาป่าพง ได้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง ขอความเป็นธรรมให้ "พระคึกฤทธิ์" โต้ถูกกล่าวหาด้วยข้อมูลเท็จ คดียังอยู่ในการพิจารณาของศาลจำเลยยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

 

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. คณะทำงานกฎหมายวัดนาป่าพง ได้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงมายังสื่อมวลชน ว่า ตามที่มีกลุ่มบุคคล หรือบุคคลภายนอกกระทำการนำภาพ และหรือ ข้อความอันเป็นเท็จ มาโพสต์เผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ ประเภทต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ เฟสบุ๊ค และเผยแพร่ช่องทางสื่อมวลชนอื่นๆ แบบสาธารณะ ที่ข้อความว่า "พระคึกฤทธิ์ ฉ้อโกงเงินกว่า 500 ล้านบาท" และ "อดีตศิษย์แฉ พระคึกฤทธิ์ฮุบเงินบริจาค 515 ล้านบาท ...." และข้อความอื่นๆ นั้น ขอเรียนว่า ข้อความดังกล่าวนั้นเป็นเท็จ และบิดเบือนเบือนข้อเท็จจริง กล่าวให้ร้ายแก่ พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถือเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลที่กระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามอันเป็นข้อกำหนดที่ศาลจังหวัดธัญบุรีตามคดีหมายเลขดำ ที่อ.2098/2560 และ คดีหมายเลขดำ ที่อ.2364/2560 ซึ่งศาลออกข้อกำหนดห้ามไว้ ในรายงานกระบวนพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2562 ว่า

"เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึง เห็นสมควรออกข้อกำหนดห้ามมิให้คู่ความ และกลุ่มบุคคลที่มาฟังการพิจารณาคดี หรือบุคคลภายนอก กระทำการ ดังนี้

 1.ห้ามถ่ายภาพคู่ความทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยในบริเวณศาล 2.ห้ามถ่ายภาพเคลื่อนไหว เผยแพร่หรือถ่ายทอดภาพเคลื่อนไหวของคู่ความทั้งสองฝ่ายในบริเวณศาล 3.ห้ามรายงานหรือเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาของศาลโดยไม่ถูกต้อง หรือเพิ่มเนื้อหา หรือข้อความในลักษณะเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวให้ร้ายคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือใช้ถ้อยคำหยาบคาย เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเสื่อมเสียชื่อเสียง ไม่ว่าจะเผยแพร่โดยผ่านสื่อประเภทใด หากมีการกระทำฝ่าฝืนข้อห้ามอันเป็นข้อกำหนดดังกล่าว ศาลจะถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล จึงเรียนมายังสื่อมวลชน อย่าหลงเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามบุคคลอื่นที่ให้ข่าวอันเป็นเท็จ ท่านสามารถตรวจสอบความจริงในคดีได้ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี

ทั้งนี้ ในเอกสารชี้แจงยังระบุอีกว่า ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา และยังถือว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้มีความผิดใดๆ จึงขอความกรุณาให้ความเป็นธรรมแก่พระคึกฤทธิ์ และขอให้ลบโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ ที่โพสต์ไว้ดังกล่าวและหยุดเสนอข่าวให้ร้ายแก่คู่ความ และได้ดำเนินคดีฟ้องกลับผู้ฟ้องเท็จต่อศาลแล้ว และจะดำเนินคดีผู้หมิ่นประมาท เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาต่อไป

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 14 กุมภาพันธ์ 2562

 

ไก่..ก็ไม่เอาคึกฤทธิ์ !

 

 

ไก่ มีสุข สารภาพบาป

 

เคยเลื่อมใส พาคนเข้าไปหาคึกฤทธิ์

พอเห็นฤทธิ์แล้วแม่เปิดแน่บ

ไม่ไปมาหาสู่ตั้งแต่ปีมะโว้แล้วค่ะ เจ็บแล้วจำ

 

 

 

 

 

ไก่ มีสุข อดีตสาวกสายพุทธวจน

วันนี้ตาสว่าง หันกลับมาหาพระไตรปิฎกตามเดิม

 

 

 

อา..น้ำลด ตอเริ่มผุด ขี้ตมใต้น้ำก็เริ่มเหม็นกระทบจมูกชาวบ้าน ประเดี๋ยวคงมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาเรื่อยๆ เผลอๆ คนในจะออกมาแฉ ก็เตรียมห้อยเหรียญ "เสือเผ่น" ของหลวงพ่อสุด วัดกาหลง เอาไว้ให้ดีนะคุณคึกฤทธิ์นะ รุ่นนี้กำลังมาแรง แพ้คดีคราวนี้ใช่แค่ผ้าเหลืองหลุด แต่ถึงคุกถึงตะรางเชียว

 

ก็นั่นอีกแหละ สำหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทย ไม่เคยเฉลียวใจหรือไรว่า ลองกล้าท้าทายและพิสูจน์พระไตรปิฎกว่าผิดหรือถูกได้ แต่เหตุใดไม่กล้าพิสูจน์ลัทธิใหม่ๆ เช่น "ธรรมกาย-สันติอโศก-พุทธวจน" เป็นต้น ต่างพกพาเอาความมั่นใจเข้าลองของแปลกใหม่ เหมือนน้ำหมักป้าเช็งเมื่อหลายปีก่อน สุดท้ายก็ตายกันเป็นแถวๆ วันนี้รวมความเสียหายสายพุทธวจนปาเข้าไปตั้ง 500 ล้าน ถ้าอยู่นานๆ ก็อาจจะสู้ธัมมชโยได้สบาย นักการเมืองไทยก็เอาสถาบันมาหากิน นักการศาสนาก็เอาศาสดามาหากิน เป็นสูตรสำเร็จมาทุกยุค เจ็บไม่เคยจำซักทีเลยคนไทยหนอ

 

สำหรับ "ไก่ มีสุข" นั้น นั้นว่ามีสปิริตสูงส่งมาก กล้าออกมายอมรับผิดต่อสังคม และขออโหสิต่อทุกผู้คนที่เคยพาเขาไปผิดทาง จิตใจของเธองดงามและกล้าแข็งกว่าผู้ชายบางคนด้วยซ้ำไป เพราะมีผู้ชายบางคนที่เคยหลงผิดเช่นกัน แต่ยังไม่กล้าออกมาสารภาพต่อสังคมไทยจนป่านนี้ เสียทีที่เกิดเป็นชาย

 

 

 

 

 

ไก่ ประกาศลา ลัทธิพุทธวจน อย่างถาวร ไม่เอาแล้วค่ะ

 

 

"ไก่ มีสุข" ขออโหสิฯ หลังเคยหลงผิด เลื่อมใส "พระดัง" ฮุบเงิน 515 ล้าน

เป็นอีกหนึ่งคนที่ถือว่าเป็นสายบุญ สำหรับผู้ประกาศข่าว ไก่ มีสุข ที่มักเข้าวัดทำบุญ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ รวมทั้งเป็นศิษย์ที่เลื่อมใสในพระสงฆ์หลายรูป แต่ล่าสุด หลังมีข่าว พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ที่มีคดีฮุบเงินบริจาคกว่า 515 ล้านบาท รวมถึงอวดอุตริ บิดเบือนหลักธรรมคำสอน

ไก่ มีสุข ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของ พระคึกฤทธิ์ ก็ได้ออกมาเปิดเผยความในใจผ่านอินสตาแกรมอย่างชัดเจนว่า

"มีคนถามไก่มาตลอดเรื่องนี้..ขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ ร่วมชี้แจงนะคะ..เพราะเคยนำพาเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ใน Ig ไปร่วมบุญร่วมศรัทธาด้วย

อนุโมทนา กับ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐท่านนี้นะคะ @thairath ..ถูกต้องตามข่าว ทุกประการ ไก่ออกจากวัดนี้มาตั้งแต่กลางปี 58 ละค่ะ.. เลยถือโอกาสนี้ บอกกล่าวแก่ผู้เคยศรัทธา ที่ไก่นำพาไปบริจาคและเคยนำพาหลายๆท่านเข้าวัดนี้ไปกราบและปฏิบัติ(จากงานแต่งงาน) ว่าขออโหสิกรรมแก่ไก่ด้วยนะคะ..ขอน้อมรับความหลงผิดทุกประการ

พระธรรมที่ยังคงอยู่นั้นถูกต้องตรงจริง (แต่บางส่วน .. สำนัก พ.ท.ว.จ.น ก็สอนผิดนะคะ เราก็ต้องตรวจสอบพระธรรม ยึดจากพระไตรปิฎกเอา) หากแต่ลูกพระพุทธเจ้าท่านใด ถือพระธรรมนั้นไว้และปฏิบัติตนไม่สมควรแห่งการกราบไหว้ เราแค่ถอยออกมา และขอให้ท่านช่วยวางพระธรรมนั่นลง อย่านำมาเป็นหนทางหากินอีกเลย

แต่แม้เรื่องนี้เกิดขึ้นศรัทธาที่ยังคงอยู่อย่างเหนียวแน่นต่อพระศาสนา ของไก่และครอบครัวไม่เคยเสื่อมถอยเลย..ไม่มีท้อแท้ไม่ว่าจะเรื่องการทำบุญ ให้ทาน เจริญสมาธิ ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งเห็นชัดในทุกสิ่ง ที่สำคัญไม่เคยเสื่อมศรัทธาต่อคำสอนของพระพุทธองค์แม้แต่นิดเดียว

ขออนุโมทนาบุญ แก่ผู้เข้าใจและเปิดใจ ไม่หลงมัวเมาศรัทธาในตัวบุคคลมากกว่าพระธรรมของพระพุทธเจ้านะคะ..และขออโหสิกรรมแก่ท่านใดก็ตามที่ไม่รู้ข้อมูลแบบลึกๆเพียงพอ แล้วอาจสร้างกรรมทางความคิด ทางวาจา ทางการกระทำต่อไก่ทั้งในอดีต ในตอนนี้ และในอนาคต นะคะ.

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 13 กุมภาพันธ์ 2562

 

 

จัดระเบียบวัดโสธร !

 

 

ชาวบ้านร้องเรียนไม่หยุดหย่อน

 

เจ้าอาวาสหมดสภาพจัดการไม่ได้

 

สุดท้ายสั่งทหารเข้าลุยจัดระเบียบ

 

 

 

 

 

 

 

อา..น่าแปลกนะว่า วัดโสธรวรารามนั้น เป็นพระอารามหลวง และเป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง มีปัญหาเรื้อรังมาหลายปี ก่อนหน้านี้อ้างว่าถูกอำนาจนอกวัดแทรกแซง แต่ครั้นหมดอำนาจนอกวัดแล้ว ก็ยังยุ่งเหมือนเดิม จนทหารต้องเข้าไปจัดระเบียบให้ ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด เหมือนประชาชนตีกัน ทหารก็ปฏิวัติยึดอำนาจ จนประเทศชาติต้องตกอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการอย่างยาวนานดังที่เห็น

 

กรณีวัดโสธรก็เช่นกัน องค์กรปกครองสงฆ์นั้น มีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประมุข มีมหาเถรสมาคมเป็นผู้ปกครอง (รวมทั้งแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดโสธร) เมื่อมีปัญหา มหาเถรสมาคมก็น่าจะเข้าจัดการให้เรียบร้อยก่อน ถ้าไม่ไหวจริงๆ จึงค่อยขอความร่วมมือจากรัฐบาล แต่นี่ไม่เห็นมหาเถรสมาคมทำอะไร ปล่อยให้พระวัดโสธรว่ายน้ำเอง จนไปไม่ไหว ต้องจมน้ำตายไปต่อหน้า ถูกทหารเข้ายึดอำนาจดังที่เห็น เป็นเรื่องเศร้าเช้านี้ ถามว่า เรามีมหาเถรสมาคมไว้ทำไม ?

 

 

เบื้องต้นนั้นเห็นได้ชัดเจนว่า เจ้าอาวาสวัดโสธร คือพระธรรมมังคลาจารย์ หรือหลวงตาประยงค์นั้น อายุมากถึง 90 ปี คนแก่อายุปูนนี้แค่จะเดินออกให้พันกุฏิก็ลำบาก จะเอาหูตาที่ไหนไปดูแลให้รอบวัด นั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหา ถ้าไม่เปลี่ยนเจ้าอาวาสก็คงต้องให้ "ทหาร" เข้ามาปกครองวัดแทน ดังที่เห็น เป็นเรื่องน่าเวทนา จะเอาวัดหรือว่าเอาหลวงตา ?

 

 

 

หลวงตาประยงค์ เจ้าอาวาสวัดโสธร

 

 

แห่ร้องรำคาญธุรกิจรอบวัดโสธร ทหารตั้งบอร์ดลุยจัดระเบียบ

 

13 ก.พ.62 ที่อาคารมหาเจษฎาบดินทร์ กองพลทหารราบที่ 11 พล.ต.วรยุทธ แก้ววิบูลย์พันธุ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 11 นายประสงค์ คงเคารพธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมประชุมคณะกรรมการจัดระเบียบวัดโสธรวรารามวรวิหาร และบริเวณที่เกี่ยวเนื่อง ครั้งที่ 1 ประจำปี 2562 ร่วมด้วยทหาร ตำรวจ หน่วยงานราชการ องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.วรยุทธ กล่าวว่า ในปัจจุบันกองพลทหารราบที่ 11 กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่ายังมีการทำผิดกฎหมาย และได้รับความเดือดร้อนรำคาญในบริเวณวัดโสธรวรารามวรวิหาร และพื้นที่โดยรอบ ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการจัดระเบียบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการฯขึ้น ตามวัตถุประสงค์

ทั้งนี้ เพื่อรวบรวมข้อมูล ปัญหาต่างๆ ที่ได้รับการร้องเรียน ประกอบด้วย การจอดรถ การขายไข่ต้ม ละครรำแก้บน การจำหน่ายน้ำมันตะเกียง การจัดพื้นที่ค้าขาย การให้บริการลอยอังคาร การเก็บค่าใช้จ่ายในการจัดงาน การให้เช่าวัตถุมงคล และตู้รับบริจาคต่างๆ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ต้องการให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องในทิศทางเดียวกัน ไม่ให้ผลประโยชน์อยู่ที่กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยทางวัดจะยังคงกำกับดูแลการจัดระเบียบ ไม่ให้นักท่องเที่ยว ผู้ที่มาสักการะหลวงพ่อโสธรได้รับความเดือดร้อน และให้วัดโสธรวรารามวรวิหารเป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง ที่ได้รับความศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนต่อไป

 

ที่มา : แนวหน้า : 13 กุมภาพันธ์ 2562

 

แฉซ้ำคึกฤทธิ์ !

 

 

ฟอกเงินกว่า 500 ล้าน

 

ทีมงานบางคนรวยอื้อ จ่ายโบนัสกันบาน

ปีละ 3 แสน - 5 แสน เห็นแล้วจะเป็นลม

 

 

 

 

พุทธวจน ลัทธิแห่งความรวย

แต่คนซวยคือคนเชื่อ เพราะเชื่อต้องจ่าย ไม่เชื่อไม่ต้องจ่าย

 

 

แฉเจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ฮุบเงินบริจาคญาติโยมกว่า 500 ล้านบาท

ประธานกลุ่มพุทธพจน์จากพระไตรปิฎก แฉ "พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล" เจ้าสำนักพุทธวจน เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ฮุบเงินบริจาคญาติโยมกว่า 515 ล้านบาท อ้างนำไปซื้อที่ดิน-พิมพ์หนังสือ แต่กลับโอนเข้าบัญชีพระคนสนิท กลุ่มอดีตศิษย์สุดทน ยื่นร้องศาลธัญบุรี อึ้งเจ้าหน้าที่วัดนาป่าพง มีโบนัส 300,000-500,000 บาท

เมื่อวันที่  12 ก.พ. นายมานพ บุญชื่น ประธานกลุ่มพุทธพจน์จากพระไตรปิฎก พร้อมด้วยนายจักร์กริช ทรัพย์ไพศาล อดีตศิษย์วัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี ได้เปิดเผยข้อมูลต่อผู้สื่อข่าวว่า  ตามที่ทางกลุ่มพุทธพจน์ฯ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง เจ้าสำนัก "พุทธวจน" คลอง 10 ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ได้มีการตัดทอนพระไตรปิฎก บิดเบือนพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า กล่าวอวดอุตริมนุสสธรรม อันไม่มีในตน และฉ้อโกงหลอกลวงเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา นำไปใช้ไม่ตรงตามความประสงค์ของผู้บริจาค โดยได้ร้องเรียนต่อเจ้าคณะผู้ปกครอง และแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจกองปราบปรามแล้วนั้น พร้อมกันนี้ยังได้ยื่นฟ้องพระคึกฤทธิ์ กับพวก ต่อศาลจังหวัดธัญบุรี เมื่อเดือนเม.ย. 2560 ในข้อหาฉ้อโกงเงินบริจาคค่าจัดพิมพ์หนังสือพุทธวจน และเงินบริจาคผ่อนซื้อที่ดินข้างวัดนาป่าพง ซึ่งศาลได้ประทับรับฟ้องเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2561 โดยศาลจังหวัดธัญบุรี ได้สอบคำให้การของพระคึกฤทธิ์ เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ซึ่งพระคึกฤทธิ์ให้การปฏิเสธ ทั้งนี้ศาลจึงนัดสืบพยานโจทก์ และพยานจำเลย ในช่วงเดือน พ.ค. และ มิ.ย. ต่อไป

นายจักร์กริช กล่าวว่า ตนได้เข้าไปเป็นลูกศิษย์พระคึกฤทธิ์ เมื่อประมาณปี 2557-2559 และได้ร่วมบริจาคเงินให้กับวัดนาป่าพงเป็นจำนวนมากถึงประมาณ 15 ล้านบาท  แต่ที่มาทำให้เกิดข้อสงสัยและนำไปสู่การยื่นฟ้องต่อศาล คือ พระคึกฤทธิ์ ได้ขอรับบริจาคเงินในการจัดพิมพ์หนังสือและซื้อที่ดิน แต่กลับพบว่าในการจัดพิมพ์หนังสือนั้น มีหนังสือที่จะจัดพิมพ์อยู่แล้วในโกดัง แต่พระคึกฤทธิ์ก็ยังบอกบุญคณะศิษย์ของบฯไปจัดพิมพ์หนังสือใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องที่ดินนั้นพบว่า ทางพระคึกฤทธิ์ได้บอกบุญคณะศิษย์ไปว่า จะขอรับบริจาคเพื่อที่ทางวัดจะซื้อที่ดินเพิ่มข้างวัดจำนวน 80 ไร่ แต่เมื่อมีการบริจาคไปแล้ว กลับพบว่าเงินไปเข้าบัญชีของมูลนิธิพุทธโฆษณ์ที่ทางพระคึกฤทธิ์ตั้งขึ้น ซึ่งเท่ากับว่าเมื่อมีการซื้อที่ดินไปจะเป็นที่ดินของมูลนิธิฯ ไม่ได้เป็นที่ดินของวัด

นายจักร์กริช กล่าวต่อไปว่า ตนและทางกลุ่มพุทธพจน์ฯ ยังตรวจพบหลักฐานสำคัญว่า พระคึกฤทธิ์ ได้เปิดบัญชีในนามวัดนาป่าพง กับ ธนาคารไทยพาณิชย์  สาขาคลอง  10 ธัญญบุรี และธนาคารกสิกรไทย สาขาคลอง 6 ธัญบุรี เพื่อรับเงินบริจาคจากญาติโยม แต่เมื่อมีการบริจาคผ่านทั้ง 2 บัญชีดังกล่าวแล้ว จะมีการโอนเงินเข้าบัญชีของพระผู้ช่วยของพระคึกฤทธิ์ทุกครั้ง โดยช่วงปี 2555-2559 มีการโอนจากธ.ไทยพาณิชย์ กว่า 272 ล้านบาท และจากธนาคารกสิกรไทย กว่า 243 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 515 ล้านบาท โดยที่ไม่มีหลักฐานการที่พระคึกฤทธิ์ นำเงินสดที่เบิกถอนดังกล่าว ไปใช้ตามความประสงค์ของญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาในการจัดพิมพ์หนังสือและซื้อที่ดินแต่อย่างใด ขณะเดียวกันยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า พระคึกฤทธิ์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปทำอะไรบ้าง แต่เท่าที่ทราบเจ้าหน้าที่ของวัดนาป่าพงบางคนมีโบนัสประจำปีสูงถึง 300,000-500,000 บาทต่อคน ขณะที่พระคึกฤทธิ์ ยังมีรถประจำตัวราคาสูงถึงคันละ 9-10 ล้านบาทด้วย  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง เป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการนำคำสอนตามพระธรรมวินัย มาทำให้เข้าใจง่าย โดยใช้คำว่า "พุทธวจน" ซึ่งทางพระคึกฤทธิ์ อ้างว่า เป็นคำสอนที่มาจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ไม่ผ่านการดัดแปลงใดๆ จนทำให้มีลูกศิษย์มากมาย รวมทั้งคนดังในวงการบันเทิง เช่น ไตรภพ ลิมปพัทธ์ เคยนิมนต์ไปออกรายการทูไนท์โชว์มาแล้ว รวมไปถึง "ไก่" มีสุข คุณดิลกชัยพัฒน์ พิธีกรรายข่าวชื่อดัง แต่เมื่อรู้ข้อเท็จจริงในการรับเงินบริจาคของวัดนาป่าพง ก็ได้ถอนตัวออกจากการเป็นศิษย์วัดนี้แล้ว

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 12 กุมภาพันธ์ 2562

 

 

คึกฤทธิ์ขึ้นศาล !

 

 

อดีตศิษย์ฟ้องอาญาข้อหาฉ้อโกง 500 ล้าน

 

อ้างว่าจะเอาไปทำโน่นนี่นั่น แต่ไม่ทำตามที่พูด เลยโดน

คึกฤทธิ์อาย ขอศาลพิจารณาลับ แต่ศาลไม่อนุญาต

 

 

อา..มาแล้วฮ่ะ มาแต่ของเขา ของเราไม่เห็นมา มาวันนี้ มิใช่ธรรมดา แต่ว่าเป็นระดับ "ศาสดาแห่งลัทธิพุทธวจน" เก่งกาจที่สุดในโลก รู้คนเดียวในโลก ขนาดคณะสงฆ์ไทยตั้งแต่สังฆราชลงไปยังรู้น้อยกว่าคึกฤทธิ์ เปรียญ 8 เปรียญ 9 มจร. มมร. และไม่ว่า ม.ไหน กลายเป็น "เดียรถีย์" ในสายตาของคึกฤทธิ์หมด ในโลกใบนี้มีสำนักวัดนาป่าพงเท่านั้น ที่สอนถูกต้องตามพุทธวจน ซึ่งคัดมาจากเสาอโศก อาทิเช่น สกิเทว เทวดาคราวเดียว ฮา !

 

แน่นอนว่า ถ้าสามารถเอาผิดคึกฤทธิ์ได้ ก็เท่ากับ "ล้มช้าง" จะเป็นผลงานอมตะไปอีกร้อยปี โดยสตรีเพียงคนเดียวคือ ครูนัท ณัฐนันท์ สุดประเสริฐ ผู้ซึ่งวันก่อนก็สอนมวย "อ้อยเตโช" เจ้าลัทธิเตโชวิปัสสนาให้หน้าแตกหน้าศาลมาแล้ว คึกฤทธิ์จึงเป็นรายต่อไป ถ้าแพ้ครูนัทละคึกฤทธิ์เอ๊ย เปลี่ยนไปนุ่งผ้าถุงเถอะ อย่านุ่งสบงทรงจีวรอีกต่อไปเลย เสียศักดิ์ศรีนายพันหมด

 

 

 

 

 

 

คึกฤทธิ์ พุทธวจน

ขอให้ศาลพิจารณาคดีลับ

พุทธวจนะหรือคำสอนของพระตถาคตนั้น ยิ่งเปิดเผยยิ่งรุ่งเรือง ปิดไว้ไม่รุ่งเรือง แต่คำสอนของเดียรถีย์นั้น ยิ่งปิดไว้ยิ่งรุ่งเรือง เปิดเผยไม่รุ่งเรือง ถามว่า คึกฤทธิ์ใช้หลักการอะไร ระหว่างพุทธกับเดียรถีย์ ในการสู้คดีครั้งนี้ โถถัง นึกว่าจะขอให้ศาลถ่ายทอดสด เหมือนตอนเดี่ยวไมโครโฟนในวัดนาป่าพง กลายเป็นกลัวอับอาย หมดลายศาสดาแห่งพุทธวจนหมดเลย

 

 

คึกฤทธิ์ คลานเข่าเข้าวัดปากน้ำ

เมื่อตอนมีข่าวจะโดนสอบครั้งแรก กลัวโดนจับสึก เลยเล่นการเมืองด้วยการวิ่งเต้นเข้าหาผู้มีอำนาจ ผู้ที่ตัวเองเคยประกาศประจานว่าเป็นเดียรถีย์ เพราะไม่สอนพุทธวจนะมาก่อนนั่นเอง พูดอย่างทำอย่าง ทำให้รู้ว่า อ้อ ! พอเกิดปัญหาขึ้นมา พุทธวจนเขามีวิธีการแก้ปัญหาแบบนี้นี่เอง เลอเลิศประเสริฐศรีไม่มีใครเทียม

 

 

 

คึกฤทธิ์ VS ครูนัท

 

ศาลฯไต่สวนคดี "พระคึกฤทธิ์" ฉ้อโกงเงินกว่า 500 ล้าน

 

ปทุมธานี 11 ก.พ. : ศาลจังหวัดธัญบุรี นัดพิจารณาสอบคำให้การ พระคึกฤทธิ์ เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง คดีฉ้อโกงเงินบริจาค 515 ล้านบาท นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ขณะที่อดีตลูกศิษย์ฝั่งโจทก์ยืนยันต่อสู้จนถึงที่สุด 

 

บ่ายวันนี้ (11 ก.พ.) ศาลจังหวัดธัญบุรี นัดสอบคำให้การในคดีฉ้อโกงคดีอาญา โจทก์ยื่นฟ้อง พระอธิการคึกฤทธิ์ โสตถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี กับพวก รวม 2 คดี คือ

 

1. กรณีนำเงินบริจาคของญาติโยมที่อ้างว่าจะนำไปจัดพิมพ์หนังสือ แต่กลับนำไปใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ 

2. กรณีฉ้อโกงเงินค่าซื้อที่ดินข้างวัด โดยในชั้นแรก ศาลชั้นต้น ได้นัดพิจารณาไต่สวนมูลฟ้อง ทั้ง 2 ฝ่าย 

 

โดยฝั่งโจทก์ นายจักรกริช ทรัพย์ไพศาล ผู้เสียหาย โจทก์ยื่นฟ้องพระอธิการคึกฤทธิ์ อดีตโยมอุปัฏฐาก เดินทางมาพร้อมนายมานพ บุญชื่น ประธานกลุ่มพุทธพจน์จากพระไตรปิฎก, และทีมทนายความ นายปรีชา เพชรล้อมทอง, นายเกรียงไกร โชคบุญนำมา ทนายความและเลขานุการกลุ่มพุทธพจน์จากพระไตรปิฎก เข้าให้การต่อศาลพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริง

 

นายจักรกริช ทรัพย์ไพศาล ผู้เสียหายหรือโจทก์ ยื่นฟ้องพระอธิการคึกฤทธิ์ อดีตโยมอุปัฏฐาก กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ปี 2556 พระคึกฤทธิ์ ได้ขอรับบริจาคเงินจากญาติโยมรวมถึงตน โดยอ้างว่าจะนำเงินไปจัดพิมพ์หนังสือพุทธวจนะเพื่อแจกฟรีให้กับญาติโยมที่มาวัด แต่พบหลักฐานภายหลังว่าไม่ได้นำไปจัดพิมพ์ตามที่เปิดรับบริจาค และอีก 1 คดี คือขอรับบริจาคเพื่อจัดซื้อที่ดินข้างวัดเพื่อขยายพื้นที่วัด แต่กลับพบว่านำไปใช้อย่างอื่น ตลอดระยะเวลาที่เปิดรับบริจาคเข้าทั้ง 2 บัญชี เป็นจำนวน 515 ล้านบาท โดยตนได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรี เมื่อเดือนเมษายน 2560 และศาลสั่งประทับฟ้องเนื่องจากทั้ง 2 คดี มีมูลความผิดอาญา จึงรับพิจารณาเป็นคดีอาญาในข้อหาฉ้อโกง หมายเลขดำที่ อ.2098/2560 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2364/2560 ทั้งนี้ฝ่ายผู้เสียหายยืนยันจะต่อสู้คดีถึงที่สุด 

 

ขณะที่ฝ่ายจำเลย พระอธิการคึกฤทธิ์ โสตถิผโล ปฏิเสธให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน พร้อมมอบให้ทนายยื่นคำร้องพิจารณาคดีลับหลัง

 

 

ที่มา : สำนักข่าวไทย : 12 กุมภาพันธ์ 2562

 

กรรมการ มส. มรณภาพ

 

 

 

พระพรหมเมธาจารย์

(คณิศร์ เขมวํโส ป.ธ.9)

 

เจ้าอาวาสวัดบุรณศิริมาตยาราม

กรรมการมหาเถรสมาคม

 

มรณภาพ : วันที่ 19 มกราคม 2562

เวลา : 02.50 น.

สถานที่ : โรงพยาบาลศิริราช

สิริอายุ 90 พรรษา 68

 


 

ใต้ระอุหนัก !

 

 

สงครามลามวัด ยิงถล่มวัดนรา

 

เจ้าคณะอำเภอดับพร้อมพระลูกวัด

 

 

 

โจรใต้ควงปืนยิงถล่มวัดดังนรา เจ้าอาวาส-พระ มรณภาพ 4 รูป

 

นราธิวาส - เกิดเหตุโจรใต้ควงปืนบุกยิงถล่มวัดรัตนานุภาพ ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ล่าสุด พบเจ้าอาวาส และพระมรณภาพ 4 รูป

มีรายงานว่า เมื่อเวลา 20.30 น. เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ยิงถล่มใส่วัดรัตนานุภาพ บ้านโคกโก หมู่ที่ 2 ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ทำให้พระสงฆ์มรณภาพ 4 รูป ทราบชื่อดังนี้


1.พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ (ท่านหว่าง) เจ้าอาวาส และเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี มรณภาพในที่เกิดเหตุ

2.พระสมุห์อรรถพร ขุนอำไพ (ท่านอู๊ด) มรณภาพในที่เกิดเหตุ

3.พระประเวศ สุขแก้ว (หลวงพ่อแดง) ได้รับบาดเจ็บ ส่งต่อ รพ.สุไหงโก-ลก มรณภาพที่โรงพยาบาล

4.พระธนโชติ ชุมเลิศ (พระยาน) ได้รับบาดเจ็บ ส่งต่อ รพ.สุไหงโก-ลก มรณภาพที่โรงพยาบาล

โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเข้าทำการตรวจสอบ และติดตามไล่ล่ากลุ่มคนร้ายเพื่อนำตัวมาดำเนินคดี เบื้องต้นคาดว่าเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ ส่วนความคืบหน้าจะมีรายงานให้ทราบต่อไป

ขณะเกิดเหตุชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณด้านนอกของประตูวัด เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุพบชายฉกรรจ์แต่งชุดดำ ขี่รถจักรยานยนต์ตามหลังกันมา เมื่อขี่เข้าประตูวัดได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่กุฏิจำนวนหลายสิบนัด จนเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวเป็นระยะๆ ชาวบ้านจึงได้พากันหวีดร้อง และวิ่งหลบหนีเข้าไปในบ้าน โดยมีคนเห็นว่าพระถูกจ่อยิงในระยะเผาขน บางรูปถูกจ่อยิงที่ศีรษะ จากนั้นชาวบ้านแจ้งเจ้าหน้าที่ ตชด.447 ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดมาที่วัด แต่พบว่าคนร้ายได้พากันหลบหนีไปแล้วหลังก่อเหตุ

ต่อมา นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร นายอำเภอสุไหงปาดี พ.ต.อ.ภักดี ปรีชาชน ผกก.สภ.สุไหงปาดี และ พ.อ.สฐิรพงษ์ อาจหาญ ผบ.หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 และกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งได้เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่า พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ และพระลูกวัดมรณภาพ 3 รูป และบาดเจ็บ 1 รูป จึงได้รีบนำส่งโรงพยาบาลสุไหงปาดี พร้อมทั้งได้กันพื้นที่ ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบ ซึ่งล่าสุด มีรายงานว่าพระที่ได้รับบาดเจ็บได้มรณภาพลงอีก 1 รูป รวมเป็น 4 รูป

ขณะที่ล่าสุด ในพื้นที่ได้มีการแจ้งประชาสัมพันธ์ด้วยว่า พระไม่ได้บิณฑบาตจะไม่มีอาหารฉัน ฝากพี่น้องไทยพุทธถวายอาหารที่วัด ไม่ต้องรอตามเส้นทางปกติ แจ้งประชาสัมพันธ์ตั้งแต่พรุ่งนี้ (19 ม.ค.) พระในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา งดบิณฑบาตไม่มีกำหนด และขอความร่วมมือประชาชนระวังการก่อเหตุรุนแรงในชุมชนย่านไทยพุทธ

มีรายงานว่า ล่าสุดแม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยประสานพระงดออกบิณฑบาตทั่วพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมขอให้พี่น้องไทยพุทธจัดสำรับภัตตาหารไปถวายพระที่วัดแทน พร้อมสั่งกำลังทุกพื้นที่เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยวัด และพระสงฆ์เป็นการด่วน


ตลอด 15 ปีไฟใต้ ซึ่งเพิ่งครบวาระ 15 ปีเหตุการณ์ปล้นปืนไปเมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา มีผู้นำศาสนาทั้งพุทธและมุสลิมเสียชีวิตจากเหตุรุนแรงไปแล้ว 21 ราย ได้รับบาดเจ็บอีก 25 ราย


สำหรับการแต่งกายเลียนแบบทหารของผู้ไม่หวังดี เพื่อฉวยโอกาสก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้นั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อย่างเหตุการณ์ยิง อส. เสียชีวิต 4 ศพถึงในโรงเรียนบ้านบูโก ตำบลประจัน อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา คนร้ายก็แต่งกายเลียนแบบทหารพราน ทำทีเป็นไปตรวจเยี่ยมกำลังพล อส.ที่โรงเรียน จึงก่อเหตุสังหาร อส. ได้อย่างง่ายดาย ทำให้ล่าสุดแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ลงนามในประกาศกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ห้ามประชาชนแต่งกายด้วยเครื่องแบบทหาร หรือแต่งกายเลียนแบบทหาร ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 1-10 ปี

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 19 มกราคม 2561


 

ยื่น ยุบ มูลนิธิธรรมกาย !

 

 

ดีเอสไอมอบของขวัญส่งท้ายปีเก่า

 

เล่นเอาธัมมชโยหมดตูด !

 

 


 

 

 

อา..ก็ถือว่าเซียนพระคาดไม่ผิด คือเห็นว่า ป่วยการเปล่าการกับส่งกองกำลังเข้าปิดล้อมวัดพระธรรมกาย หรือตามไล่ล่าท่านธัมมชโย เพราะจะไม่ได้ผลทั้งสองทาง แต่กำลังของธัมมชโยที่เห็นนั้น ก็มีอยู่เพียงในนาม "มูลนิธิ" ที่ตนเองตั้งขึ้นมาบริหารเป็นนอมินี มีมูลค่านับแสนล้าน !

 

อ่านแล้วจะตกใจ เงินในมูลนิธินั้นมิใช่เงินวัด แต่สามารถใช้ได้ครอบจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคให้วัด ให้องค์กรการกุศลอื่นใด ให้แก่สาธารณะ จัดกิจกรรมทั้งด้านศาสนาและวัฒนธรรม ฯลฯ ที่สำคัญก็คือ สามารถตั้งใครก็ได้ให้มาเป็นกรรมการมูลนิธิ โดยไม่ต้องผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถึงขนาดพูดกันว่า ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายนั้น ไม่ได้อยู่ในสายตาของธัมมชโย เพราะของรักของหวงตัวจริงนั้นอยู่ที่..มูลนิธิธรรมกายและมูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทน์ นั่นเอง

 

มูลนิธิธรรมกายและมูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทน์ จึงเปรียบเสมือน "แขนขา" ของธัมมชโยอย่างแท้จริง ถึงจะเอาขาจริงวิ่งหนีไปได้ แต่สุดท้ายก็..ไปไม่รอด เพราะถูกยุบมูลนิธิ ยึดทรัพย์เข้าหลวง หลวงพ่อเห็นทีจะได้อยู่ใน..ยูทู๊ป ไปตลอดกาล เอวัง ภันเต !

 

 

 

 


 

 

ภาพสุดท้ายของธัมมชโย ก่อนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

 

 

 

 

หนังสือดีเอสไอถึงอัยการสูงสุด

ขอให้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อมีคำสั่งยุบมูลนิธิธรรมกาย

 


 

ที่มา : รายการ เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ : 29 ธันวาคม 2561


 

สอน ว. อย่าตอแหล !

 

 

ศ.ดร.สมภาร พรหมทา ออกโรง

 

สอน ว. เรียนให้รู้ ไม่รู้จริงอย่าพูด !

 

 

 

 

อา..ก็บอกแล้วไงว่า คุณนายวอน่ะ เธอตอแหลมาตั้งนาน ขนาดประกาศว่า "ยศ ทรัพย์ อำนาจ ไม่ควรแก่พระ ใครไปรับก็ไม่ใช่พระ" สุดท้ายตัวเองก็คลานเข่าเข้าวัดปากน้ำ ไปรับตราตั้งจากสมเด็จช่วง ไอ้ที่เคยปรามาสธรรมกายว่าเป็น "ลัทธิอันตรายต่อพระพุทธศาสนาของไทย" ก็เลยกลายเป็น "ผู้สนับสนุนลัทธิธรรมกาย" ไปเสียงเอง มิใช่เพราะอะไร ก็แค่..อยากเป็นเจ้าคุณ เท่านั้นเอง พอถูกวิจารณ์ก็น่าจะสำเหนียกนำไปพิจารณาตามแบบปัญญาชน กลับออกสันดานดิบ "เขียนด่า" แถมยกในรั้วในวังมาอ้าง ว่าที่ตนเองต้อง "เสียสัตย์" ไปนั้น ก็เพราะในวังบังคับ บังคับให้ตอแหล !

 

 

 

 

โอม มะลึกกึ๊กกึ๋ย !

 

เดี๋ยวจะเสกคาถาให้คนไทยเลือกคนดีเข้าสภา ให้บิ๊กตู่เป็นนายกอีกสมัย

 

 


 

คบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง

 

 

ว. รอเป็นเจ้าคุณ "รุ่นฟ้าสั่ง" ตั้งหลายปี ทั้งๆ ที่คุณสมบัติ "ล้นแก้ว" แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีพระบรมราชโองการ "ตั้ง ว." เป็นเจ้าคุณ ทั้งๆ ที่ บิ๊กตู่เอย พงศ์พรเอย ล้วนแต่เคยเข้าไปในไร่เชิงตะกอนของ ว. มาแล้วทั้งสิ้น น่าจะใช้ "ม.44" ตั้ง ว. เป็นโฆษก คสช. ด้วยซ้ำไป สุดท้าย ว. ก็วิ่งไปรับตำแหน่งผู้อุปถัมภ์สันติภาพจากยูเอ็น ซึ่งหาใครที่ตอแหลเก่งไม่ได้ ก็เลยมาคว้าเอาวอไป จุดมุ่งหมายก็เพื่อให้พระไทยไปทะเลาะกับพระพม่า ให้พุทธหันมาด่ากันเอง เกี่ยวกับปัญหาโรฮิงญา หาเรื่องชัดๆ

 

 

 

 

วันก่อน ว. ก็ออกมาพ่นน้ำลาย "ให้เลือกคนมีศีลเข้าสภา อย่าเลือกนักการเมืองพันธุ์ศรีธนญชัย" บ๊ะ แบบนี้มันเหี้ยด่าเหี้ยนี่หว่า เพราะ ว. ก็ตัวแหลตัวพ่อ เป็นศรีธนญชัยรุ่นพี่ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ทุศีล แต่กลับไปแนะนำให้คนอื่นมีศีล ใครเชื่อก็โง่บรรลัย

 

วันนี้ ว. ก็สตอบอแหลอีก อ้างนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" ว่ายกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาสากล แต่กลับถูก "ศ.ดร.สมภาร พรมทา" ซึ่งเป็นทั้งอดีตนักศึกษาระดับแนวหน้าในมหาจุฬาฯ (มจร) วัดมหาธาตุ มาก่อน เป็นรุ่นครูบาอาจารย์ ออกมา "สั่งสอน" ว่าให้ศึกษาก่อนสะสม รู้ไม่จริงก็อย่าพูด พูดไปมันอายเขา นี่ถือว่าเบาๆ นะ แต่อย่าลืมว่า ระดับ ศ.สมภาร พรมทา ถ้าไม่เหลืออดเหลือทนแล้ว คงไม่ออกโรงให้เหนื่อยหรอก บอก "ละอ่อนเชียงราย" ให้อ่านเยอะๆ เรียนแยะๆ อย่าแก่แดด ก็ไม่รู้มันจะรู้เรื่องหรือเปล่า คนประเภทดื้อตาใส พูดไปก็ไลฟ์บอย

 

 

 

 

 

ศ.ดร.สมภาร พรมทา

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา : มติชน : 16 ธันวาคม 2561


 

สยบอ้อยเตโช !

 

 

ศาลอาญาพิพากษาสอนนุ่มๆ

 

ไม่หมิ่นประมาท คดีไม่มีมูล ยกฟ้อง !

 

 

อ้อย เตโช VS ณัฐนันท์ สุดประเสริฐ

 

 

 

 

 

 

อา..ถามว่า ที่ไปที่มาของเรื่องนี้เป็นอย่างไร ก็ขอเรียนว่า สืบเนื่องมาจากคำถามสาธารณะต่อ "วาทกรรม" ของนางอ้อยเตโช หรือนางอัจฉราวดี วงศ์สกล ผู้อาจหาญประกาศตนเองเป็น "ผู้บรรลุธรรม" ในรูปแบบใหม่ ปฏิบัติโดยใช้วิธี "เตโชวิปัสสนา" ซึ่งไม่เคยมีปรากฏในพระพุทธศาสนามาก่อน แต่นางคนนี้อ้างว่า "สมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง ได้มาสอนสั่งตนเองในเวลานั่งสมาธิ" จึงเรียกวิธีนี้ว่า เตโชวิปัสสนา แถมนางยังตั้งตัวเองเป็น "ศาสดา" ผู้บรรลุธรรมโดยที่ไม่ต้องออกบวช ออกหนังสือชื่อว่า "ฆราวาสบรรลุธรรม" ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะว่าใครๆ ก็อยากบรรลุธรรมง่ายๆ โดยไม่ต้องออกบวช จึงซื้อหนังสือไปอ่าน เหมือนหิวข้าวผัดกะเพราจนตาลาย อยากไปนิพพานจนตัวสั่น เลยเข้าทาง 18 มงกุฎยุคใหม่ ไม่ต่างไปจาก "เณรคำ" ที่อ้างว่า..ชาติหน้าไม่ขอมาเกิด

 

 


 

 

ต่อมา ปรากฏภาพและเสียงว่า นางอ้อยเตโช ได้สร้างวาทกรรม "ปรามาส" พระภิกษุสงฆ์สามเณร "ส่วนใหญ่" ในประเทศ ว่าไม่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ปฏิบัติสู้ตัวเองไม่ได้ ถึงกับออกแคมเปญ "ไม่ต้องไปวัด ไม่ต้องบริจาคให้วัด ฯลฯ" พร้อมกับการสร้างสำนักของตนเองขึ้นมา และทำการค้าขายสินค้า มีศาสนพิธีเหมือนวัดทั่วไป โดยใช้ให้พระสงฆ์มานั่งเป็นบริวารของนาง ที่สำคัญยังปรากฏภาพของการ "สอนพระสงฆ์" ว่าด้วยการปฏิบัติ และพยากรณ์มรรคผลนิพพานให้แก่สาวกของตัวเองไปมากมายหลายสิบรูป/คน มียศตั้งแต่พระโสดาบันไปจนกระทั่งพระอนาคา

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม เป็นหนึ่งในผู้ที่ตั้งคำถามต่อบทบาทของนางอ้อยเตโช ซึ่งนางได้ออกมาตอบโต้ว่า "เป็นกระบวนการของคนที่สูญเสียผลประโยชน์" และจะดำเนินการฟ้องร้องเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง โดยเล่นลิ้นสะบัดสำนวนว่า "กฎแห่งกรรมทำงานช้า ขอใช้กฎหมายทำงานก่อน" อดีตสาวกที่นางอ้อยประกาศฟ้องหมิ่นประมาทนั้นมีจำนวน 5 คนด้วยกัน โดยบางคนก็ไม่อยากเปลืองตัว ยินยอมขอโทษ ก็จบเรื่องไป ซึ่งนางอ้อยก็ประกาศชัยชนะไปแล้วด้วย แต่สำหรับ คุณเกศรา รัตนูปการ นั้น เด็ดเดี่ยว ตายเป็นตาย ไม่ยอมก้มหัวให้แก่นางอ้อย และโชคดีที่ได้อาจารย์ณัฐนันท์ สุดประเสริฐ ซึ่งเป็นนักต่อสู้เพื่อพระสงฆ์สามเณรลูกชาวบ้านมานาน มาเป็นทนายว่าความให้

 

สุดท้าย วันนี้ มีคำพิพากษาศาลอาญาออกมาแล้ว ปรากฏว่า ศาสดาอ้อยเตโช แพ้ราบคาบ ศาลพิพากษาเด็ดขาดว่า เห็นว่า ข้อความทั้งหมดเป็นการแสดงความคิดเห็นและระบายความรู้สึกของจำเลยที่มีต่อโจทก์ ที่สืบเนื่องมาจากหนังสือและวิจารณ์หลักคำสอนซึ่งเป็นเรื่องความเชื่อ ไม่ใช่สิ่งที่ชี้ชัดยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องถูกผิด กรณีจึงหาใช่เป็นการใส่ความให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังไม่ ไม่เป็นหมิ่นประมาท คดีไม่มีมูล และยกฟ้อง เล่นเอาศาสดาแห่งเตโชวิปัสสนา หมดราคาไปเลย

 

จบกันแล้วอ้อยเอ๋ย กฎหมายไม่ทำงาน รอกฎแห่งกรรมก็ทำงานช้า สงสัยต้องส่งมือปืนไปเก็บซะเองแล้วกระมัง ถึงจะได้ผลทันใจ !

 

 

 

 


คดีหมายเลขดำ ที่ อ.1433/2561

คดีหมายเลขแดง ที่ อ.3482/2561

ความ : อาญา

โจทก์ : นางสาวอัจฉราวดี วงศ์สกล

             โดยนายปิยะพงศ์ บุญสนอง ผู้รับมอบอำนาจ

จำเลย : นางเกศรา รัตนูปการ

ข้อหา : หมิ่นประมาท

 

วันที่รับฟ้อง 21/05/2561

วันที่ครบอุทธรณ์ 03/01/2562

วันที่ตัดสิน 03/12/2561

 

คำฟ้อง

ข้อ 1 : คดีนี้โจทก์มอบอำนาจให้ นายปิยะพงศ์ บุญสนอง เป็นผู้มีอำนาจฟ้องร้องและดำเนินดีนี้กับจำเลยแทนโจทก์  

ข้อ 2 : เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 เวลาใดไม่ปรากฏชัด ทั้งกลางวันและกลางคืนจำเลยบังอาจกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญา กล่าวคือ จำเลยได้เจตนาใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ด้วยการโฆษณาเผยแพร่ข้อความ แสดงความคิดเห็นอันเป็นเท็จลงไปในระบบคอมพิวเตอร์ คือ บัญชีผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ "Jaruvat Chanposri" ด้วยบัญชีผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ "เกศรา รัตนูปการ"  ซึ่งเป็นของจำเลย มีข้อความว่า

"อันนี้เป็นข้อบกพร่องอย่างแรงของเจ้าสำนัก (หมายถึงโจทก์) ที่แจกตำแหน่งพระอริยะให้กับศิษย์ทำให้หลายๆ คนเกิดความอยาก และหลงตัวเอง ถือทิฏฐิว่าธรรมสูงกว่าคนอื่น บางคนอายุน้อยแต่ลูบหัวคนแก่ เพราะตัวเองเป็นอนาคามี    แถมโสดาบันยังลักลอบเป็นชู้กับสกิทาคามี ก็มีนะคะ"

อันนี้เป็นจริงที่รู้และเห็นจากเจ้าตัวที่ออกมาจากสำนักแล้ว ซึ่งมีความหมายว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี เป็นคนบกพร่องไม่น่าเชื่อ แจกตำแหน่งพระอริยะซึ่งเป็นลำดับชั้นของผู้บรรลุธรรมให้แก่บรรดาผู้มาปฏิบัติธรรมในสำนักปฏิบัติธรรมของโจทก์ ด้วยการหลอกลวง ยกย่องว่ามีระดับในการปฏิบัติขั้นสูงกว่าผู้อื่นปลูกฝั่งให้ปฏิบัติตนไม่ดี ให้เป็นคนไม่มีสัมมาคารวะล่วงเกินผู้อาวุโส ปลูกฝังให้ผู้อื่นปฏิบัติตนขัดทำนองคลองธรรมหรือศีลธรรมอันดีมีแต่คนไม่ดีมารวมกันในสถานที่ของโจทก์ ซึ่งการใส่ความของจำเลยนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ทั้งนี้ โจทก์มิได้เป็นคนไม่ดี โจทก์ได้เผยแพร่หลักธรรมคำสอนตามศาสนาพุทธด้วยความสุจริต มิได้หลอกลวงแจกตำแหน่งพระอริยะหรือลำดับขั้น ในการปฏิบัติธรรมให้บรรดาผู้มาปฏิบัติธรรม และมิได้ส่งเสริมให้ปฏิบัติตนผิดศีลธรรมอันดี และสถานที่ของโจทก์เป็นสถานที่รวมผู้ปฏิบัติธรรมที่แสวงหาทางเจริญที่ดี ฉะนั้น การกระทำของจำเลยโดยประการดังกล่าว น่าจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติคุณ ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังจากบุคคลที่สามที่ได้พบเห็น อ่าน หรือเข้าถึงข้อมูลที่จำเลยได้เผยแพร่โฆษณาไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ของเฟสบุ๊คได้อย่างไม่จำกัด

ข้อ 3 : การกระทำของจำเลยดังกล่าวข้างต้น เป็นการใส่ความโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียง มีฐานะในทางสังคมวงกว้างและเป็นที่รู้จักของบุคคลในหลากหลายวงการด้วยกันโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสีย ถูกดูหมิ่น  ถูกเกลียดชัง  จากบุคคลที่สามผู้ที่พบเห็นข้อความ และ หรือเข้าถึงข้อมูลที่จำเลยได้เผยแพร่โฆษณาไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ของเฟสบุ๊ค อันเป็นความผิดต่อกฎหมาย

เหตุเกิดที่ : แขวงพระโขนง  เขตวัฒนา  กรุงเทพมหานคร

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328

คำพิพากษา

พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เห็นว่าข้อความที่โจทก์ระบุว่าจำเลยเขียน ตามเอกสารหมาย จ. 5 ในส่วนที่ระบายสีเขียว จะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงความรู้สึกของวิญญูชนทั่วๆ ไป เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าข้อความที่กล่าวนั้นถึงขั้นที่ทำให้ผู้ถูกหมิ่นประมาทน่าเสียชื่อเสียง บุคคลอื่นดูหมิ่นเกลียดชังหรือไม่ มิใช่พิจารณาตามความรู้สึกของผู้ถูกกล่าวถึง แต่ฝ่ายเดียว และจะพิจารณาแต่เพียงถ้อยคำเฉพาะส่วนใดแยกเป็นส่วนๆ ไม่ได้ เมื่อพิจารณาภาพรวมรายละเอียดของข้อความทั้งหมดตามเอกสารหมาย จ.5 ลักษณะของกระทู รวมทั้งประเด็นปัญหาและเป้าหมายที่ผู้กล่าวเขียนต้องการจะสื่อถึงผู้อ่านประกอบกัน เห็นว่า ข้อความทั้งหมดเป็นการแสดงความคิดเห็นและระบายความรู้สึกของจำเลยที่มีต่อโจทก์ ที่สืบเนื่องมาจากหนังสือและวิจารณ์หลักคำสอนซึ่งเป็นเรื่องความเชื่อ ไม่ใช่สิ่งที่ชี้ชัดยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องถูกผิด กรณีจึงหาใช่เป็นการใส่ความให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังไม่ ไม่เป็นหมิ่นประมาท คดีไม่มีมูล

พิพากษายกฟ้อง

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค แฉไลน์ฉาว คึกฤทธิ์ โสตถิผโล เจ้าสำนักวัดนาป่าพง : เว็บไซต์ศาลอาญากรุงเทพฯใต้

15 ธันวาคม 2561


 

ขวางยึดจานบิน !

 

สุชาติ สาวกธัมมชโย ออกโรงโต้รัฐ

 

"พระรับบาตรไม่ต้องถามที่มาของอาหาร"

 

ดังนั้น ธัมมชโย จึงไม่ผิด

 

 

 

 

 

 

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช

อดีตรัฐมนตรีคลังและศึกษาธิการ สังกัดพรรคเพื่อไทย

สาวกธรรมกายตัวเอ้

 

 

 

อา..ถ้าว่าตามหลักการเบื้องต้นแล้วก็ถือว่า "ถูกต้อง" เหมือนคุณสุชาติอ้างนั่นแหละ แต่กรณีธรรมกายนั้น มันมิใช่แค่ "บาทเดียว" หากแต่เป็น ร้อยล้านบาท พันล้านบาท จะประกาศว่า "หลงพ่อไม่รู้" ทั้งๆ ทั้งออกทีวี "รู้ทุกเรื่อง" ตั้งแต่สวรรค์ยันนิพพาน มันฟังไม่ขึ้น จริงไหม ไหนมีฤทธิ์มาก ปัดระเบิดปรมาณูได้ไง ทำไมปัดเคราะห์ปัดนามไม่ได้

 

นายสุชาติ ไม่ต้องโวยวายมากหรอก ปัญหาธรรมกายง่ายนิดเดียว แค่ไปนิมนต์ธัมมชโย ทัตตชีโว หรือมหาสมชาย ให้แสดงฤทธิ์ "เสกหนังควายเข้าท้องบิ๊กตู่" ให้ท้องป่องดิ้นทุรนทุราย "ตายภายในสามวันเจ็ดวัน" แค่นี้ก็รับรองว่า ดีเอสไอทั้งกรมจะรีบคืนสมบัติของวัดพระธรรมกายให้หมด ภายในพริบตา ทำได้หรือเปล่าล่ะ ?

 

 

 

 

 

ที่มา : มติชน : 5 ธันวาคม 2561


 

ศาลพิจิตสั่งเด็ดขาด !

 

ห้าม อดีตเจ้าอาวาส วัดหลวงพ่อเงิน

 

มิให้ยุ่งกับเงินทองของวัดอีกต่อไป

 

ไม่งั้นมีสิทธิ์ติดคุกหัวโต

 

 

อา..็เคยบอกท่านพระครูไปแล้ว ตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ ว่าอย่าไปสู้หรือขัดขืนเลย ลงเอยแบบสวยงามดีกว่า ตอนนั้นทางผู้เกี่ยวข้องก็แค่ "เคลียร์พื้นที่" หวังจะให้เปลี่ยนแปลงด้วยดี เพราะลงขนาดว่าพระผู้ใหญ่ทุกระดับนับตั้งแต่ "ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" ลงมา วินิจฉัยว่าเราผิด ก็จะมีประโยชน์อันใดที่จะไปสู้ สู้ก็แพ้ ไม่สู้ก็แพ้ สู้ยอมแพ้เสียโดยดีไม่ดีกว่าหรือ แต่พระครูก็ไม่เชื่อดันทุรังสู้ สุดท้ายก็..พ่ายแพ้

 

การแพ้แบบจนแต้มนั้น มันแสดงให้เห็นว่า การเป็นเจ้าอาวาสวัดขนาดใหญ่ มิได้ช่วยให้พระบางรูปมีความรับผิดชอบต่อองค์กร อ้างแต่ "กูถูก-มึงผิด" เลยไม่คิดยอมความกันในทางสร้างสรรค์ ดันทุรังมันทุกวิถีทาง ต่อนี้ไป ถ้าขืนยังสู้ ก็อาจจะถูกศาลสั่งจำคุก ซึ่งนั่นหมายถึงว่าผ้าเหลืองหลุด อาจจะตรอมใจตายในห้องขัง ทรมานทรกรรม เฮ้อ !

 

 

 

 

 

 

พระครูพิสุทธิวรากร

รักษาการเจ้าอาวาสวัดบางคลาน

โชว์คำสั่งศาลห้ามพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ยุ่งกับวัดอีกต่อไป

 

 

 

 

 

พระครูวิสิฐสีลาภรณ์

 

อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคลาน

ถูกคำสั่งศาลห้ามยุ่งกับวัดอีกต่อไป

 

 

ศาลสั่ง อดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อเงิน ห้ามยุยงปลุกปั่น-ขวางตรวจทรัพย์สิน

29 พ.ย.61 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าปัญหาภายในวัดหิรัญญาราม หรือ วัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ตำบลบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร กรณี พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาส ถูกร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมทางด้านความประพฤติและการบริหารการเงินของวัดจนถูกมหาเถรสมาคมและพระชั้นผู้ใหญ่ระดับปกครองของคณะสงฆ์ได้สั่งปลดอดีตเจ้าอาวาส

จากนั้นแต่งตั้ง พระครูพิสุทธิวรากร ให้รักษาการเจ้าอาวาสเพื่อเข้าตรวจสอบทรัพย์สินของวัด แต่ปรากฏว่าอดีตเจ้าอาวาสพร้อมทั้งลูกศิษย์และอดีตกรรมการวัดระดับแกนนำจำนวน 10 คน กลับไม่ยอมรับคำสั่งของมหาเถรสมาคม ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงมีการต่อต้านขัดขวางรักษาการเจ้าอาวาสปฏิบัติหน้าที่หรือทำกิจของสงฆ์ภายในวัด อีกทั้งมีคดีฟ้องร้องที่ยังคาราคาซังอยู่นับ 10 คดี จนกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายสำหรับผู้ที่จะเข้าไปทำบุญหรือกราบไหว้หลวงพ่อเงิน สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลประโยชน์และเงินบริจาคที่มีอยู่จำนวนนับ 100 ล้านบาท

ล่าสุด พ.อ.วีรวัฒน์ วิวัฒน์วานิช รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร ได้เข้านมัสการและสอบถามถึงเรื่องความสงบเรียบร้อยของวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ซึ่ง พระครูพิสุทธิวรากร รักษาการเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม ได้จำวัดอยู่ที่วัดหนองดง ต.ท่าเสา อ.โพทะเล เนื่องจากช่วงหลังจากที่เกิดความวุ่นวายภายในวัดหลวงพ่อเงินก็ปลีกตัวมาจำวัดอยู่ที่วัดแห่งนี้

โดยพระครูพิสุทธิวรากร ได้แสดงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5558/2561 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2561 ที่ศาลจังหวัดพิจิตร อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2561 ในคดีแพ่งระหว่าง พระครูพิสุทธิวรากร เป็นโจทก์ และมีฝ่ายจำเลยประกอบด้วย พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาส พร้อมทั้งลูกศิษย์ และอดีตกรรมการวัด รวมแล้ว 10 คน

นายกิจชัย บุญปู่ ทนายความ ที่ปรึกษากฎหมายของรักษาการเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม เปิดเผยถึงคำพิพากษาศาลฎีกาในครั้งนี้ว่า ศาลยุติธรรมจังหวัดพิจิตรได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยพระครูพิสุทธิวรากร เป็นโจทก์ฟ้อง ให้อดีตเจ้าอาวาสส่งมอบบัญชีรายรับ-รายจ่าย สมุดบัญชีธนาคารทุกฉบับและบัญชีจำหน่ายวัตถุมงคล พร้อมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามอดีตเจ้าอาวาส ไวยาวัจกร และคณะกรรมการวัดที่ถูกฟ้องในคดีนี้ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของวัด ห้ามขัดขวางการดำเนินงานกิจการของวัด ห้ามเปิดตู้บริจาครวมถึงต้องส่งมอบบัญชีดังกล่าวตามหลักวิธีปฏิบัติ

โจทก์ก็จะต้องแจ้งคำพิพากษาให้กับจำเลยได้ทราบ ซึ่งวันอ่านคำพิพากษาก็มีจำเลยหลายคนเข้าร่วมรับฟังและทราบคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว หากไม่ปฏิบัติหรือขัดคำสั่งศาล ฝ่าฝืนรักษาการเจ้าอาวาสหรือทางวัดก็มีสิทธิที่จะต้องรายงานให้ศาลทราบถึงพฤติกรรมของฝ่ายจำเลย ซึ่งถ้าฝ่าฝืนศาลก็มีสิทธิใช้อำนาจเรียกตัวเพื่อไต่สวนหรือจับกุมบุคคลที่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลได้อีกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บรรยากาศภายในวัดหิรัญญาราม ขณะนี้กลุ่มบุคคลซึ่งมีรายชื่อเป็นจำเลยอยู่ในคดีนี้ยังคงปักหลักกางเต็นท์ชุมนุมกันอยู่ที่ภายในบริเวณวัด ส่วนที่บริเวณกุฏิของรักษาการเจ้าอาวาสมีกุญแจถึง 3 ดอก ที่ฝ่ายอดีตเจ้าอาวาสและกลุ่มลูกศิษย์เอากุญแจมาล็อกประตู เพื่อขัดขวางไม่ให้รักษาการเจ้าอาวาสวัดเข้าปฏิบัติกิจของสงฆ์ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เคารพต่อคำสั่งศาลฎีกาอย่างเห็นได้ชัด ก็คงต้องรอดูท่าทีของฝ่ายบ้านเมืองว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 30 พฤศจิกายน 2561


 

จ่อยุบมูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ !

 

มูลนิธิอันดับหนึ่งของประเทศไทย

 

ในข้อหาฟอกเงิน ผิดวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

 

 

 

 

 

 

อา..วันนี้มีภาษาไทยวันละ 2 คำ มาเสนอท่านธัมมชโยและท่านทัตตชีโว นะจ๊ะ ได้แก่ "ยึด" กับ "ยุบ"

 

ยึดนั้น ยึดทรัพย์สินสมบัติประดามี ไปเป็นของหลวง

 

ส่วน "ยุบ" นั้น คือสั่งยกเลิกสถานะทางกฎหมาย หมายถึงว่า จะทำอะไรในนามของมูลนิธิไม่ได้อีกต่อไป ใช่แต่เท่านั้น ครั้นถูกยุบแล้ว ทรัพย์สินที่ยังคงเหลืออยู่ ก็จะถูกนำไปใช้หนี้สินที่ถูกฉ้อฉลมาเข้ามูลนิธิ ที่เหลือก็จะถูกยึดหลวงเป็นจุดสุดท้าย

 

สำหรับการ "ยุบ" มูลนิธิของธรรมกายนั้น บรรดากูรูหรือเซียนพระสายวัดปากน้ำ ก็คาดการณ์มาตั้งนานแล้วว่า ปัญหาธรรมกาย ถ้าจะใช้คีโมเข้ารักษา แบบว่าจำกัดฤทธิ์เดชไว้ไม่ให้เติบใหญ่ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากการ "สั่งยุบมูลนิธิ" ของธรรมกายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิธรรมกาย มูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทร์ ฯลฯ

 

สาเหตุของปัญหานั้นก็มาจากบรรดามูลนิธิเหล่านี้แหละ เป็นแหล่งทำกิจกรรมของวัด เหมือนแยกเงินออกเป็น 2 ส่วน หรือ 2 กระเป๋า แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ในนามมูลนิธิ ที่ใช้ในนามของวัดนั้นมีน้อยมาก สัดส่วนแทบจะอยู่ที่ 80/20 เลยทีเดียว เป็นปัญหา "ลับลวงพราง" ให้ประชาชนคนไทยไขว้เขว เข้าใจไปว่า กิจกรรมที่ทำในนามมูลนิธินั้นเป็นกิจกรรมของวัด ซึ่งก็ใช่ แต่ไม่ใช่

 

แม้แต่ตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย" ก็มิได้ยิ่งใหญ่ในสายตาของท่านธัมมชโย จึงยอมสละออกไปก่อนเพื่อน แต่ธัมมชโยเชื่อว่า "มูลนิธิสำคัญกว่า" เพราะสามารถระดมทุนและทำงานได้ โดยไม่ต้องรายงานผ่านมหาเถรสมาคมหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถมยังสามารถ จำหน่าย จ่ายโอน ทรัพย์สินได้สะดวกกว่าวัดเป็นไหนๆ แล้วเรื่องอะไรจะสนใจวัด สนใจมูลนิธิไม่ดีกว่าหรือ

 

การที่รัฐบาล "โฟกัส" ปัญหาธรรมกายไปที่ "มูลนิธิ" จึงถือว่า "เข้าใจถูกต้อง" และเดินทางถูกทาง ถ้าหากสั่งยุบมูลนิธิที่ว่านี้ลงไปได้ ก็จะเป็นการ "สลายกำลัง" ของธรรมกายออกไป เหลือแต่เพียง "ตัววัด" ให้พระเณรปัดกวาดกันต่อไป ถือได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ฉลาดและเป็น เมื่อไม่ต้องการเห็นการทำร้ายระหว่างชาวพุทธด้วยกัน แม้จะต่างลัทธิ ซึ่งเป็นเพียงความเชื่อ ก็ต้องดำเนินการ "ควบคุม" ให้อยู่ในความพอดี

 

 

ดูไปแล้ว "ฝีมือ" ของบิ๊กตู่ก็ไม่ธรรมดา ถึงออกอาวุธช้า แต่ก็ชัวร์ ลงดาบแต่ละทีเล่นเอาธัมมชโยสะท้าน ทั้งหนีตาย แถมทรัพย์สินมูลนิธิ "แหว่ง" ไปทีละแถบๆ ละหลายหมื่นล้าน

 

 

 

 



 

ดีเอสไอชงอัยการสูงสุดเสนอศาลยุบมูลนิธิจันทร์ ขนนกยูง นำทรัพย์เฉลี่ยคืนสหกรณ์คลองจั่น

ดีเอสไอเตรียมชงอัยการสูงสุด ยื่นฟ้องศาล ยกเลิกมูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เอี่ยวฟอกเงินทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น นำทรัพย์สินเฉลี่ยคืนสมาชิกสหกรณ์ฯ

วันนี้ (29 พ.ย.) เวลา 10.30 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผอ.กองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน และนายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้า คดีพิเศษที่ 24/2560 กรณีการกล่าวโทษมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (พระธัมมชโย) และกรรมการ ในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวว่า ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาต่อนายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหลอกลวงให้นำเงินมาฝากที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด โดยอ้างว่าจะได้ผลตอบแทนสูง และเมื่อประชาชนหลงเชื่อและได้นำเงินมาฝากแล้วได้มีการกระทำการทุจริตในสหกรณ์ มีการนำเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ไปโดยไม่ชอบ ความเสียหาย 20,000 กว่าล้านบาท สมาชิกเสียหายประมาณ 50,000 คน สามารถติดตามทรัพย์คืนสหกรณ์ฯ ไปแล้วทั้งเงินสด 1,500 ล้านบาท และ รายการทรัพย์ 299 รายการ มูลค่า 3,800 ล้านบาท ตามคำสั่งทางศาลแพ่ง โดยดีเอสไอได้ดำเนินคดีฟอกเงินต่อเนื่องอีกหลายคดี รวมถึงคดีวัดพระธรรมกายที่ได้สรุปสำนวนส่งสำนักงานอัยการคดีพิเศษและอัยการคดีพิเศษได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาไปแล้วนั้น

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวอีกว่า การดำเนินคดีเกี่ยวกับการฟอกเงินได้สอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2560 กรณี นายธรรมนูญ อัตโชติ กับพวก ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีฟอกเงินกับ มูลนิธิมหารัตนอุบาสิกา จันทร์ขนนกยูง ในพระอุปถัมภ์พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (พระธัมมชโย) และกรรมการมูลนิธิฯ ที่ได้รับเงินจำนวน 125 ล้านบาท จาก นายศุภชัย โดยทางการสอบสวนมีข้อมูลเพียงพอแจ้งข้อกล่าวหาต่อนางวรรณา จิรกิติ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ และ น.ส.อารีพันธุ์ ตรีอนุสรณ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิฯ ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (3), 5, 9 และ 60

ทั้งนี้ นางวรรณา ผู้ถูกกล่าวหาได้เข้าชี้แจงต่อสู้ข้อกล่าวหาและยื่นพยานหลักฐานต่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ซึ่งการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงได้สรุปสำนวนการสอบสวนและมีความเห็นทางคดี เพื่อจะได้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ถูกกล่าวหาไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวว่า ดีเอสไอยังตรวจพบเส้นทางการเงิน นายศุภชัยได้สั่งจ่ายเช็คในนามสหกรณ์ฯ คลองจั่นอีก 11 ฉบับ เข้าบัญชีพระธัมมชโยโดยตรงกว่า 530 ล้านบาท และสั่งจ่ายเช็คเข้าบัญชีวัดพระธรรมกายอีก 700 ล้านบาท เพื่อนำไปสร้างอาคารลูกโลกและวิหารคต รวมเงินทั้งสิ้นเกือบ 1,500 ล้านบาท ซึ่งทาง ปปง.ได้มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินชั่วคราวทั้งเงินสดและอาคาร 2 หลังแล้ว

นอกจากนี้ ในส่วนการติดตามตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการติดตามทั้งในและนอกประเทศซึ่งมีเบาะแสเข้ามาตลอด สำหรับกิจการในวัดพระธรรมกายให้ 4 ฝ่าย ทั้ง จังหวัดปทุมธานี เจ้าคณะจังหวัด สำนักพุทธศานา และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วยกันดูแล อย่างไรก็ตาม คดีฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ฯ คลองจั่น ขณะนี้มีทั้งหมด 23 คดี เสร็จสิ้นแล้ว 12 คดี หากพบเส้นทางการเงินเพิ่มจะขยายผลสอบเพิ่มคดีต่อไป

ด้านนายขจรศักดิ์กล่าวว่า วัดพระธรรมกายรวมถึงวัดสาขาในต่างจังหวัดมีเฉพาะที่ดินที่เป็นของวัดเท่านั้นโดยวัดพระธรรมกายที่ จ.ปทุมธานี มีที่ดิน 196 ไร่ ส่วนที่เหลือทั้งหมดถือครองในชื่อมูลนิธิฯ ทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่ามูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ฯ กระทำความผิดในคดีฟอกเงินเนื่องจากหลักฐานในทางอาญาพบว่าเงินในสหกรณ์เข้ามาในมูลนิธิฯ และขยายออกไป อัยการสำนักสอบสวนฯ จึงเสนอให้ดีเอสไอส่งคำร้องถึงอัยการสูงสุดขอให้ดำเนินการในทางแพ่งโดยร้องต่อศาลให้มีคำสั่งยกเลิกมูลนิธิฯ และให้ทรัพย์สินของมูลนิธิตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมาย ป.แพ่ง มาตรา 134 เนื่องจากเงินที่ออกจากสหกรณ์ฯ ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเช็ค 27 ใบ แต่ยังออกมาในรูปแบบเงินสดและทรัพย์สินอื่นอีกจำนวนมากเพื่อกวาดล้างคดีที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ฯ ให้จบในคราวเดียว เนื่องจากวัดพระธรรมการยังมีมูลนิธิที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกันอีกหลายแห่งทั้งนี้ การสอบสวนทุกคดี

ทำอย่างต่อเนื่องและมีความเคลื่อนไหว แต่จากหลักฐานที่ปรากฏเป็นผลให้ต้องขยายผลการสอบสวนไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 30 พฤศจิกายน 2561


 

ผ่านกะรุ่งกะริ่ง !

 

ครม. บิ๊กตู่ ผ่าน พรบ.การศึกษาสงฆ์

 

หลังตัดมาตราสำคัญทิ้งไป

 

 

อา..ปัญหาประหลาดสำหรับประเทศไทย ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพากันเมินเฉยมานาน เลยทำให้ประเทศสาละวันเตี้ยลง ไปไม่ถึงไหน ก็ไม่มีอะไรมาก มีเพียง 2 ปัญหา คือ ครูโง่กับพระโง่

 

พระกับครูนั้น ถือว่าเป็นผู้ปั้นทายาทให้แก่สังคม ครูให้ความรู้ พระให้ความดี แต่ทั้งครูและพระนั้น ปัจจุบันกลับมีความรู้น้อย แต่ก็ยังมีหน้าที่อันสำคัญอยู่เช่นเดิม เยาวชนในชาติจึงขาดทั้ง "ความรู้และความดี"

 

ไม่ว่าจะกี่รัฐบาลที่ผ่านมา ก็ไม่มีใครใส่ใจปัญหานี้อย่างจริงจัง ปล่อยทิ้งปล่อยขว้าง แก้ปัญหาแบบปัดสวะไปวันๆ มุ่งมั่นก็แต่ "หาเสียง" เอาเงินเป็นหมื่นล้านแสนบ้านไปหว่านโปรยในฤดูเลือกตั้ง ปัญหา "ครูโง่-พระโง่" ก็โตมาจากปัญหา "ผู้นำโง่" นี่ไงปัญหาของประเทศไทย ไม่แก้วันนี้แล้วจะแก้วันไหน

 

แก้ยังไง ? ก็ไม่มีทางอื่นนอกจาก "เอาคนที่มีความรู้และเก่งมาเป็นครู" ส่วนพระนั้นก็เอาคนดีและเก่งมาเป็น ดีอย่างเดียวก็ไม่พอ การจะได้คนดีและคนเก่ง รัฐก็ต้อง "ทุ่มเท" สรรพกำลังในการสร้างคนขึ้นมา มิใช่ปล่อยปละละเลยดังที่เห็นและเป็นอยู่ สั่งประชาชนให้ท่องกลอนอยู่ทุกวี่วันว่า "สถาบันหลักของประเทศไทยมี 3 คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์" แต่กลับให้ "ศาสนา" ทำการศึกษากันเอง แบมือขอเงินรัฐบาลเหมือนขอทาน น่าสงสารสถาบันหลักของประเทศเสียจริง อยู่นานหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหา แต่อยู่แล้วทำอะไรที่เป็นประโยชน์ยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติพระศาสนาบ้าง อยู่แบบนี้สิ ดีกว่าเยอะ !

 

 

 

ใส่แต่ข้าวปลา แต่ไม่ใส่สติปัญญาให้พระสงฆ์

 

คงรอให้ตรัสรู้เอาเองมั๊ง ?

 

 

ครม.ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.การศึกษาสงฆ์

คณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม ขณะที่คณะสงฆ์อนุโมทนารัฐบาลหนุนการเรียนพระ-เณร มีกฎหมายรองรับ ทำงานคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ชี้ การศึกษาสงฆ์ เป็นการสร้างคนดีให้แก่สังคม


วันนี้ (26 พ.ย.) นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการ พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.... แล้ว โดยหลังจากนี้ จะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณา ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป


พระราชวรมุนี (พล อาภากโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม ในฐานะคณะกรรมการประสานงานแผนยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา (คปพ.) กล่าวว่า พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม เป็นอีกเรื่องที่อยู่ในแนวทางการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา และเมื่อ ครม. ให้ความเห็นชอบ พ.ร.บ. ดังกล่าว เชื่อว่าสร้างความยินดีให้แก่คณะสงฆ์ทั่วประเทศแน่นอน เพราะถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ด้านการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย และจะทำให้การบริการการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ทั้งแผนกธรรม-บาลี และแผนกสามัญศึกษา เป็นระบบ มั่นคง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากทางรัฐบาล ที่สำคัญจะทำให้พระภิกษุสามเณรได้รับการศึกษาที่ครบถ้วนสมบูรณ

พระราชวัชราภรณ์ (สมพงษ์ ฐิตวํโส) เจ้าอาวาสวัดชูจิตธรรมาราม ประธานกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา กลุ่มที่ 3 กล่าวว่า ขออนุโมทนาต่อ ครม. ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการ พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.... เพราะถือเป็นความหวังต่อคณะสงฆ์ทั้ง 3 ส่วน คือ  การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม -บาลี และแผนกสามัญศึกษา เมื่อมี พ.ร.บ.รับรอง การทำงานการศึกษาคณะสงฆ์ก็จะสะดวก เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และเกิดความมั่นคงต่อพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม การศึกษาถือเป็นพื้นฐานทุกส่วนของชาติ ซึ่งการศึกษาของคณะสงฆ์ก็เป็นหนึ่งในระบบการศึกษาชาติ ที่เน้นส่งเสริมพระภิกษุ สามเณร ที่อยู่ในระบบคณะสงฆ์ให้ได้รับการศึกษาควบคู่กับศึกษาพระธรรมวินัย เชื่อว่า หลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ สามารถพัฒนาคุณภาพของคนได้ดี เนื่องจากเด็กที่เป็นสามเณรเมื่อได้เรียนรู้ศีลธรรมจะเกิดการซึมซับ และหากอยู่ต่อเป็นพระภิกษุ ก็จะช่วยดูแลงานพระศาสนา และช่วยงานบ้านเมือง แต่หากลาสิกขาก็จะเป็นผู้ที่ผ่านการศึกษาทางธรรมเชื่อว่า จะเป็นคนดีให้แก่สังคมได้

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 27 พฤศจิกายน 2561


อายัด "รัตนะ" มหาวิหารคด

 

อาคารใหญ่ที่สุดในโลกของธรรมกาย

 

ไม่สามารถใช้เป็นฐานการเมืองได้อีกต่อไป

 

 

ชิตัง เม เอวัง !

 

 

 

 

 

 

อา..วิหารคด ชื่อแปลกๆ ของอาคารอันอลังการงานสร้างที่สุดของท่านธัมมชโย กลายเป็น "วิหารคด" ไม่ตรง เพราะถูก ปปง. อายัดไว้ในข้อหาคดโกง "เป็นสถานที่ฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น" เหมือนกรณี "อาคาร 100 ปี" ที่ถูกอายัดไปก่อนหน้า แบบว่า อาคารร้อยปี เป็นอาคารทันสมัยไฮเท็คที่สุด แต่สำหรับ "รัตนมหาวิหารคด" นั้น เป็นอาคารยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้ เพราะมีความยาวถึง 16 กิโลเมตร มีความจุรองรับคนได้ถึง 1,000,000 คน (อ่านว่า หนึ่ง-ล้าน)

 

รัตนมหาวิหารคดหลังนี้นี่แหละ ที่เป็น "จุดศูนย์กลาง" ทางกิจกรรมของโลก ที่ท่านธัมมชโยบรรจงสร้างขึ้นมา งานใหญ่ระดับโลกต่างๆ นานา ได้รับการจัดในมหาวิหารแห่งนี้ ทีนี้ว่า เมื่อถูกอายัดไว้ก็ไม่สามารถจะใช้งานได้อีกต่อไป กิจกรรมอะไรต่างๆ ก็ต้องหยุดชะงักหมด เดินหน้าต่อไปไม่ได้ สุดท้ายที่กรุงเทพเลยฮ่ะ

 

 

 

 

 

ใช่แต่เท่านั้นนะฮะ ถ้าดูในรูปแล้ว ความ "คด" ของอาคารหลังนี้ ยังกินเนื้อที่ "ตีรอบ" มหาธรรมกายเจดีย์ เจดีย์ทรงจานบิน อันลือลั่นในโลกนั้นไว้อีกด้วย ก็แปลว่า นอกจากจะทำกิจกรรมในมหาวิหารคตไม่ได้แล้ว มหาธรรมกายเจดีย์ที่อยู่ด้านใน ก็ถูกห้ามใช้-ห้ามเข้าไป อีกด้วย

 

ที่น่าสงสารก็คือ "พระพุทธรูปปางกาโม่" ที่ท่านธัมมชโย "บอกบุญ" ให้ญาติโยมสร้างเป็นพระประจำตัว ประดิษฐานไว้บนมหาธรรมกายเจดีย์ถึง "หนึ่งแสนองค์" เหล่านั้น ก็เหมือนถูกอายัดไปด้วยเช่นกัน เพราะอยู่ในบริเวณเดียวกัน เหมือนบริเวณรอบบ้านถูกยึด ตัวบ้านก็เท่ากับโดนยึด เพราะยึดโยงไว้ในบริเวณเดียวกัน

 

 

อยากจะบอกว่า นี่คือ "สุดท้ายของท่านธัมมชโย" อย่างแท้จริง เพราะเมื่อมหาวิหารคตถูกอายัด ก็เท่ากับถูก "ห้ามทำ" กิจกรรมระดับโลกทุกชนิด จะก่อสร้างใหม่ก็คงไม่ไหว แค่ค่าน้ำค่าไฟเดือนละเป็นร้อยๆ ล้านบาท ทุกวันนี้ก็แทบจะกินของเก่า ต้องบอกบุญญาติโยมให้ช่วยกัน "ช่วยเหลือวัด" ต่างกับสมัยทักษิณครองเมือง ตอนนั้นสยายปีก "ยึดครองประเทศไทย" คิดการณ์ใหญ่ระดับโลก วันนี้ถูก "ลดความซ่า" เหลือแค่กางเกงในตัวเดียว ภาษาอีสานเรียกว่า "เหลือแต่หำ" เวรกรรมอะไรหนอ !

 

 

 

 

 

 

 

ปปง.อายัดเพิ่ม อาคาร 800 ล้าน "รัตนวิหารคต" ธรรมกาย โยงทุจริตสหกรณ์คลองจั่น

 

ปปง.อายัดเพิ่ม อาคารมหารัตนวิหารคต วัดพระธรรมกาย มูลค่า 778 ล้านบาท ไว้ตรวจสอบเป็นเวลา 90 วัน หลังพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงการทุจริตเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ของ "ศุภชัย ศรีศุภอักษร" ศิษย์เอกธรรมกาย

รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เผยแพร่คำสั่ง คณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย.206/2561 เรื่องอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิดไว้ชั่วคราว โดยมีใจความสำคัญคือการสั่งอายัด อาคารมหารัตนวิหารคต ของวัดพระธรรมกาย ตั้งอยู่บนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 186,187,188 และ 189 เลขที่ดิน 7,8,9 และ 10 ตำบลคลองซอยที่ 2 ฝั่งตะวันออก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินคือมูลนิธิธรรมกาย มูลค่า 778,400,000 บาท มีกำหนดไม่เกิน 90 วันนับแต่วันที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติ กล่าวคือวันที่ 25 ก.ย.61 ถึงวันที่ 23 ธ.ค.61

ทั้งนี้สืบเนื่องจาก สํานักงาน ปปง.ได้รับรายงาน จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตามหนังสือที่ ยธ 0805/1863 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2561 เรื่อง ขอส่งเรื่อง เพื่อดําเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งเป็นกรณีมีพฤติการณ์แห่งการกระทํา ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกง หรือยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ กล่าวคือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดําเนินการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษที่ 27/2559 โดยผลการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าวัดพระธรรมกายได้รับเงินตามเช็ค สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จํากัด นําเข้าบัญชีเงินธนาคารของวัดพระธรรมกาย เป็นเงินรวม 778,400,000 บาท

และจากการขยายผลการตรวจสอบวิเคราะห์เส้นทางการเงินยังพบว่าวัดพระธรรมกายได้นําเงินดังกล่าวไปใช้ ในการก่อสร้างโครงการมหารัตนวิหารคด

โดยในสํานวนคดีพิเศษที่ 27/2559 มีการดําเนินคดีกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องหาที่ 1 พระเทพญาณมหามุนี หรือพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ในขณะนั้น) หรือพระธัมมชโย ผู้ต้องหาที่ 2 นางสาวศรัณยา มานหมัด ผู้ต้องหาที่ 3 นางทองพิน กันล้อม ผู้ต้องหาที่ 4 และนางสาวศศิธร โชคประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 5 ซึ่งได้นําเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จํากัด ไปโอนมอบให้บุคคลอื่นอีกหลายราย เป็นจํานวนหลายครั้ง โดยมีลักษณะของการโอนเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทําความผิด หลายวิธีการเพื่อซุกซ่อน ปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือปกปิดอําพรางการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับ การกระทําความผิดเหล่านั้นในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร

พฤติกรรม ของผู้ต้องหา กล่าวคือตามวันเวลาที่เกิดเหตุ ระหว่างปี พ.ศ. 2552 - พ.ศ. 2555 นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวก ได้เขียนเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จํากัด จํานวน 27 ฉบับ จํานวนเงิน 1,458,560,000 บาท สั่งจ่ายเงินให้กับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ในขณะนั้น) หรือพระธัมมชโย วัดพระธรรมกาย และนางสาวศศิธร โชคประสิทธิ์ โดยมีเจตนาทุจริตการกระทําเข้าข่ายความผิด ฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร อันเป็นความผิดมูลฐานตาม มาตรา 3 (3) มาตรา 5 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า นายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดดังกล่าว

ในการนี้ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 10/2559 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ที่ประชุม มีมติมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดําเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ประกอบกับคําสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ ม.255/2559 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2559 เรื่อง มอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับ การกระทําความผิด รายนายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก (กรณีนําเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จํากัด ไปมอบให้บุคคลอื่นหลายรายเป็นจํานวนหลายครั้ง) และคําสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน ที่ ม.302/2561 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 เรื่อง มอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด (เพิ่มเติม) รายคดี นายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก (กรณี วัดพระธรรมกายรับเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จํากัด เกี่ยวกับโครงการอาคารมหารัตนวิหารคด) พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการตรวจสอบรายงานการทําธุรกรรมหรือข้อมูลเกี่ยวกับการทําธุรกรรมของบุคคล ดังกล่าวแล้ว ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่านายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก (กรณีวัดพระธรรมกายรับเงินจาก สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จํากัด เกี่ยวกับโครงการอาคารมหารัตนวิหารคด) มีพฤติการณ์กระทําความผิด เกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกง หรือยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ หรือเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทํา ความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน และจากการตรวจสอบข้อมูลการทําธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด

รวมทั้งจากการรวบรวมพยานหลักฐาน ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการ กระทําความผิด จํานวน 1 รายการ พร้อมดอกผล และเนื่องจากทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดในคดีนี้ เป็นอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคาร ตามโครงการอาคารมหารัตนวิหารคด อันเป็นทรัพย์สินที่ปรากฏหลักฐานในทาง ทะเบียนในการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้มีสิทธิครอบครอง โดยผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้มีสิทธิครอบครอง อาจดําเนินการทางนิติกรรมโอนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือผู้มีสิทธิครอบครองในทางทะเบียนได้ หากมิได้มี การออกคําสั่งให้อายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ชั่วคราว เมื่อเจ้าของหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีสิทธิในทรัพย์สิน ดําเนินการโอน จําหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินดังกล่าวไปเสีย และหากต่อมาศาลได้มีคําสั่ง ให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน สํานักงาน ปปง. อาจไม่สามารถติดตามทรัพย์สินดังกล่าวกลับคืนมาได้ จึงเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่านายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด และอาจมีการโอน จําหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินดังกล่าว

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 34 (3) และมาตรา 48 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มติคณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 17/2561 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561 และระเบียบคณะกรรมการธุรกรรมว่าด้วยการรับเรื่อง การตรวจสอบ การพิจารณาดําเนินการ และการควบคุมตรวจสอบการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2556 ข้อ 25 คณะกรรมการธุรกรรม จึงมีคําสั่งอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดไว้ชั่วคราว จํานวน 1 รายการ พร้อมดอกผล คือ อาคาร ตามโครงการอาคารมหารัตนวิหารคด ตั้งอยู่บนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 186 ,187, 188 และ 189 เลขที่ดิน 7, 8, 9 และ 10 ตําบลคลองซอยที่ 2 ฝั่งตะวันออก อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน มูลนิธิธรรมกาย ในมูลค่าประมาณ 778,400,000 บาท (เจ็ดร้อยเจ็ดสิบแปดล้าน สี่แสนบาทถ้วน) มีกําหนดไม่เกิน 90 วัน (เก้าสิบวัน) นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติ กล่าวคือ นับตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2561 ถึงวันที่ 23 ธันวาคม 2561

ทั้งนี้ ให้รวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจําหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวหรือสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์หรือดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวด้วย

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการธุรกรรม ปปง.ได้ออกคำสั่งที่ ย.87/2561 อายัดอาคารตามโครงการ 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินจำนวน 91 แปลง อยู่ในชื่อมูลนิธิธรรมกาย มูลนิธิธรรมประสิทธิ์ หลังสอบสวนเส้นทางการเงินคดียักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด พบว่า มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย โดยมูลนิธิธรรมกายได้รับเงินจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผ่านเช็คจำนวน 27 ฉบับ รวมวงเงิน 1,458 ล้านบาท และนำเงินไปใช้ในการก่อสร้างโครงการ 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงด้วย

ปัจจุบันภายหลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานอื่นในกระบวนการยุติธรรม ได้เข้าตรวจสอบการกระทำความผิดของอดีตพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกายแล้ว ได้มีการดำเนินคดีต่อพระธัมมชโย กับพวกเป็นจำนวนกว่า 200 คดีแล้ว โดยอดีตพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อยู่ระหว่างหลบหนีคดีฐานความผิดร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน รับของโจร และถูกถอดถอนออกจากสมณศักดิ์ไปเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2560

สำหรับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ถูกคุมขังในเรือนจำ หลังศาลชั้นต้นตัดสินมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์วงเงิน 22 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 14 ปี ก่อนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลดโทษลงกึ่งหนึ่งเหลือ 7 ปี และยังมีคดีฟ้องร้องอีกหลายคดี รวมถึงคดีแพ่งที่ให้ชดใช้เงินคืนกว่า 9 พันล้านบาทด้วย

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 16 พฤศจิกายน 2561


 

เว้นวรรค !

พุทธะอิสระประกาศ : ไม่เป็นพระ 1 ปี

ยกพระบาลี สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง !

 

 

อา..รู้สึกว่า นายสุวิทย์ เอ๊ย คุณสุวิทย์ จะสับสน นะฮะ กับการยกพุทธพจน์ "สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง" ที่แปลว่า "ความบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์ นั้น รู้ได้เฉพาะตน" ซึ่งข้อนี้เป็นการพิจารณาตนเอง แต่สำหรับ "สถานภาพของพระ" นั้น เป็นคนละประเด็นกัน เพราะการจะเป็นพระนั้น ต้องมีหมู่สงฆ์รับรอง และตรวจสอบความบริสุทธิ์ ถึงจะอ้างว่าตัวเองบริสุทธิ์ แต่ถ้าหมู่สงฆ์ไม่ยอมรับ ก็เป็นพระไม่ได้ ไม่งั้นใครๆ ก็บวชเองได้หมด ไม่ต้องมีสังฆกรรมไว้ทำอะไรเลย

ยิ่งข้ออ้างที่ยกมาหาความชอบธรรมในการ "เว้นวรรค" ถึง 3 ข้อใหญ่ๆ นั้น ดูไปก็เหมือนว่าพุทธะอิสระไม่รู้ หรือรู้แต่แกล้งโง่ เพราะรวบเอาประเด็นจิปาถะมาปะปนกัน ทั้งคำพูดของคน ทั้งหลักการทางพระพุทธศาสนา ซึ่งถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว ก็มีเพียงประเด็นเดียว คือ "พุทธะอิสระต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่" นั่นต่างหาก

คือถ้าหาก คำพิพากษาศาลนั้น สามารถนำมาวินิจฉัยในพระวินัยได้ว่า "กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งความว่า ทรัพย์สินหายไปหลายหมื่นบาท และศาลพิพากษาจำคุกพุทธะอิสระ ถือว่าขาดจากความเป็นพระไปแล้ว" ถ้าศาลสงฆ์วินิจฉัยเช่นนี้ พุทธะอิสระก็ไม่มีสิทธิ์บวชใหม่ไปตลอดชีวิต แต่ถ้าศาลสงฆ์พิจารณาว่า "พุทธะอิสระยังไม่ขาดจากความเป็นพระในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์" พุทธะอิสระก็มีสิทธิ์เต็มร้อยในการบวชใหม่ได้ทันที จะใช้วิธีแบบอดีตพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) วัดมหาธาตุฯ ที่ขอให้พระสงฆ์สวดรับรองความบริสุทธิ์ หรือจะบวชใหม่อีกรอบ ก็ได้ทั้งนั้น ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงนี้

ดังนั้น ไม่ว่าพุทธะอิสระจะประกาศบวชในวันที่ 1 ธันวาคม ศกนี้ หรือรออีก 1 ปี 10 ปี หรือ  100 ข้างหน้า ก็ต้องมาว่ากันตรงนี้ ตรงที่ "คำพิพากษาและพระวินัย" อย่าเฉไฉไปอ้างเอาความปรองดองอะไรให้เสียเวลาเลย คนไทยไม่ได้กินแกลบ ทางมันตรงอยู่แล้ว ถ้ากล้าทำตรงๆ มันก็ตรง แต่ถ้าทำไม่ตรง มันก็ไม่ตรง ยิ่งไม่ตรงเท่าไหร่ก็จะยิ่งไกลออกจาก "ความเป็นสมณะ" มากขึ้นเท่านั้น ถ้าแน่จริงจะประกาศเว้นวรรคทำไมแค่ 1 ปี ประกาศไปเลย ไม่เป็นพระตลอดชีวิต รับรองว่าเสียงสาธุการจะดังกระหึ่ม

นะคุณสุวิทย์นะ ถ้าแน่จริงก็ "ยื่นศาลสงฆ์วัดราชบพิธ" ขอให้วินิจฉัยในกรณีนี้ไปเลย วัดดวง-วัดใจ ไม่ต้องรอปีหน้าหรอก แต่ถ้าดันทุรัง ก็จะต้องถูกยื่นตรวจสอบเสียเอง ไม่ช้าก็เร็ว ยื่นเองกับให้คนอื่นยื่น เหตุและผลมันต่างกันเยอะ นะคุณสุวิทย์นะ ก้าๆ หน่อย !

 

 

อดีต พุทธะอิสระ ลั่น! ไม่ห่มผ้าเหลือง 1 ปี เผย ความบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์รู้ได้เฉพาะตน

พุทธะอิสระ  จากกรณีที่ เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ศาลมีคำพิพากษา จำคุก นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ (พุทธะอิสระ) 3 ปี ในคดีความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร หน่วงเหนี่ยวกักขังฯ โดยจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น อันเป็นบทหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 และ 310 นั้น

ทั้งนี้ พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะฯ แล้วเห็นว่า จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน ประกอบกับจำเลยได้บรรเทาผลร้ายในคดีจนผู้เสียหายพอใจ และไม่ติดใจเอาความ จึงให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นคนดี โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 1 ปี ส่วนที่อัยการโจทก์ ขอให้ศาลนับโทษต่อคดีร่วมกันก่อการกบฏนั้น

เนื่องจากคดีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษา จึงให้ยกคำขอ ภายหลังฟังคำพิพากษาผู้ที่ยังศรัทธาพระพุทธอิสระ ซึ่งเข้าร่วมฟังคำพิพากษาในห้องพิจารณามีอาการดีใจ และกล่าวคำว่า สาธุๆๆ

โดยหลังจากคำพิพากษา เมื่อวันที่ 29 ต.ค. พุทธะอิสระ กล่าวภายหลังถึงผลคำพิพากษาของศาล ว่า เป็นความเมตตาของศาล ก็ยังมีอาการป่วยอยู่ ส่วนจะที่จะกลับเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ก็เป็นความจริง ตนเตรียมจะบวชในวันที่ 1 ธ.ค. นี้ แต่จะเป็นวัดอ้อน้อยหรือวัดใดนั้น ยังปฏิเสธที่จะตอบ ส่วนเรื่องการเมืองให้ฝ่ายการเมืองดูแลจัดการไป

พระธรรมกิตติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส และประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า  แต่ในกรณีดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาจำคุกแต่ให้รอลงอาญา ดังนั้น อดีตพระพุทธอิสระจึงยังไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้

ล่าสุด นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ (พุทธะอิสระ) ได้ออกมาเปิดเผยว่า

 

 

อะไรก็ได้ ขอให้บ้านเมืองสงบสุข

ไม่สร้างประเด็น ให้เกิดความแตกแยก

พุทธะอิสระทำได้ทั้งนั้น

 

3 พฤศจิกายน 2561

 

หลังจากให้สัมภาษณ์สื่อ ตอนออกจากศาลอาญา ว่า วันที่ 1 ธันวาคม 2561 จะกลับไปห่มผ้าเหลือง

ก็มีกองเชียร์และกองแช่ง ออกมาแสดงความเห็นด้วยและเห็นต่างกันมากมาย จนกลายเป็นประเด็นให้เกิดการถกเถียงในวงกว้าง

ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า การกลับไปห่มผ้าเหลืองใหม่ ของพุทธะอิสระทำไมถึงกลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันได้

 

บ้างก็ว่า ห่มผ้าเหลืองได้เลย เพราะพุทธะอิสระมิได้เคยกล่าวคำลาสิกขา

บ้างก็ว่า ต้องไปขอบวชใหม่

บ้างก็ว่า ยังบวชใหม่ไม่ได้ เพราะยังเป็นผู้ต้องอาญาแผ่นดินอยู่

 

งั้นก็เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และเพื่อยุติข้อถกเถียงกันในสังคม เพื่อรักษาบรรยากาศของความปรองดองในชาติ

 

พุทธะอิสระ ขอประกาศตรงนี้เลยว่า จักยังไม่กลับไปห่มผ้าเหลืองจนกว่าจะหมดเวลา 1 ปี ที่ต้องอาญาแผ่นดิน แม้ศาลท่านจะเมตตาบรรเทาโทษ รอลงอาญาเอาไว้ก็ตาม

 

ระหว่าง 1 ปี ต่อไปนี้ ก็ขอปฏิบัติตัวเป็นชีปะขาว ถือศีล 227 ดุจดังพระภิกษุ ไปจนครบ 1 ปี แล้วขอโอกาสคณะสงฆ์แสดงปาริสุทธิศีลต่อหน้าหมู่สงฆ์ เพื่อห่มผ้ากาสาวพัสตร์สืบไป

 

ขอบคุณทุกคนที่ห่วงใย คอยให้กำลังใจ

พระอยู่ในใจพุทธะอิสระเสมอ

สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง

ความบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์รู้ได้เฉพาะตน

บุคคลผู้อื่นจักมารู้ว่า พุทธะอิสระบริสุทธิ์ หามีไม่

สู้เพื่อบ้านเมือง มาถึงขนาดนี้ หากจะสู้อีกซัก 1 ปี จะเป็นไรไป

 

พุทธะอิสระ

 

ที่มา : ข่าวสด-เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 4 พฤศจิกายน 2561


 

ว. ไม่เกี่ยว !

ทีมงาน ว. เล่นเกมไว

ไม่ให้ ว. เกี่ยว กรณีเบี้ยวเงินชาวนา

กลายเป็นว่า พี่ ว. มีแต่ช่วย !

 

อา..ลีลาวดีเช่นนี้ ในทางรูปคดีท่านเรียกว่า "กันไว้เป็นพยาน" แบบว่าซัดทอดเพื่อนร่วมอุดมการณ์ให้ "รับเคราะห์" ไปคนเดียว ส่วนคนที่รอดก็คือ "คนซัดทอด" นั่นเอง

โครงการนี้ก็เห็นกันโทนโท่ทั่วบ้านทั่วเมืองว่า "เจ๊ ว. เป็นต้นคิด" แต่ปิดเกมไม่ลง โอนไปให้ "เลขา" เล่นต่อ เล่นไปเล่นมาปรากฏว่า "เจ๊ง" ธรรมะติดปีกหักเป็นหนี้บักโกรกหลายล้าน หมดปัญญาจ่าย ดูไปก็คล้ายๆ กับโครงการ "จำนำข้าวชาวนา" ของรัฐบาลก่อนหน้านั้นนั่นเอง โครงการแบบนี้ถ้าไม่มี "ทุนหนา" ระดับ "ภาษีของคนทั้งชาติ" เป็นต้นทุน ก็ต้องดำเนินการแบบ "เข้าไวออกไว" เพราะการตลาดนั้นผันผวนสุดหยั่งคาด ต่อให้เทวดาก็ไม่มีทางกำหนดทิศทางได้ตลอดไป แต่ใครคิดทำแบบ "ประเดี๋ยวประด๋าว" ก็ถือว่า "หลอกชาวบ้าน" เพราะนั่นมิใช่แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงแบบ "ยั่งยืน" แต่เป็นแบบ "ล้มลุก" แต่ลุกไม่ขึ้น เพราะไม่มีเรี่ยวแรง คนที่เป็นต้นคิดนั้นทำกันแบบ "ฉาบฉวย" สุกเอาเผากิน

อย่าลืมว่า ชาวนาเขาแห่เข้าโครงการก็เพราะใช้ "ชื่อเสียง" ของ "ว.วชิรเมธี" มาเป็นตัวหลอกล่อ แต่พอทำไปซักระยะ กลับมีการ "ถอนตัว" ของคุณนาย ว. แต่กลับไม่ "ยุติโครงการอย่างเป็นทางการ" ยังคงให้ "เลขา" ดำเนินการต่อ แถมยังใช้ชื่อโครงการและอะไรๆ เหมือนเดิมทุกประการ ถามว่า จะให้ชาวนาเขาเข้าใจอย่างไร ?

ในการแก้หน้าเมื่อวานนั้น ทางมหาวอก็บอกว่า "มหาวอต้องควักประเป๋าเอาเงินส่วนตัวออกช่วยถึง 500,000 บาท" ถามว่า ถ้าไม่เกี่ยวข้องจะเข้ามายุ่งเรื่องการเงินทำไม และทำไม เมื่อจะช่วย ก็ทำไมไม่ช่วยให้หมด เงินแค่ 4 ล้าน ระดับ ว. ขนหน้าแข้งไม่หล่นหลอก เห็นว่ามีเป็นพันล้านมิใช่หรือ ไร่ไหนในประเทศไทยจะรวยเท่า..ไร่เชิญตะวัน เพราะขายสวรรค์นิพพานไปยันข้าวในนา

วันนี้ มีการยกระดับ "แต่งหน้ามหาวอ" จากปากไปจมูก อ้างว่า "ท่าน ว. มีแต่เมตตาช่วยเหลือ จึงไม่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของเลขาไปทำกันเอง" เห็นไหมว่าคนตอแหลนั้นแถได้ทุกเรื่อง ถ้าหัวหน้าคนมีพฤติกรรมเยี่ยงนี้ ที่ไหนๆ เขาก็เรียกว่า "หน้าตัวเมีย" ไม่มีความรับผิดชอบอะไร มีแต่ปัดสวะให้คนอื่น ให้เขาล้างขี้ที่ตัวเองถ่ายมูลเอาไว้

อย่างไรก็ตาม ตามข่าวแล้ว เรื่องยังไม่ยุติ เพราะยังไม่มีการชำระเงินแม้แต่บาทเดียว มีแต่คำสัญญาว่า "จะให้" ในเดือนหน้าไปจนถึงปีหน้า แบ่งออกเป็นงวดๆ งวดละเป็นล้าน ถามว่า ทางโครงการจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย เพราะถ้ามีก็คงจ่ายไปแล้ว นี่เห็นมีแต่หนี้ นี่แหละที่มันไม่มีทางจบหรอก เห็นๆ อยู่ว่า ข่าวที่ออกมานั้น เป็นการ "ซื้อเวลา" ไปถึงปีหน้า สงสัยว่าต้องให้ "บิ๊กตู่" ลงมาเคลียร์เองซะแล้ว

เอ้า ! แมงเม่าที่เหลือ เตรียมตัวเข้าโครงการใหม่ใน "ไร่เชิงตะกอน" ได้ รับรองว่า นอนแน่ๆ นะจ๊ะ หลวงเจ๊ !

 

 

หลวงเจ๊-หลงจู๊

ว. เคลียร์ เคลียร์เฉพาะตัว ว.

ส่วนคนอื่นนั้นยังไม่เคลียร์

 

 

เคลียร์แล้ว ! ไม่เกี่ยว ว.วชิรเมธี ติดเงินค่าข้าว 3 ล้าน ชาวนา

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ห้องเวียงกาหลง ศาลากลาง จ.เชียงราย นายลิขิต มีเสรี ผู้อำนวยการสำนักงานศูนย์ดำรงธรรม จ.เชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดให้มีการประชุมไกล่เกลี่ยระหว่างกลุ่มชาวบ้านจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์บ้านป่าเปา หมู่ 4 ต.เจริญเมือง อ.พาน จ.เชียงราย นำโดย นายจันทร์ติ๊บ คำอ้าย ประธานกลุ่ม และ น.ส.เกษลักษณ์ หาราชัย ประธานวิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวัน โดยมีพระภิกษุและว่าที่ร้อยโททัศน์ไชย ไชยทน เลขาธิการมูลนิธิวิมุตตยาลัย ไปร่วมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชาวนา

หลังจากก่อนหน้านี้ ชาวนากลุ่มเดียวกันนี้ เคยไปร้องเรียนต่อหลายหน่วยงานว่า ได้รวมตัวจำนวน 69 ราย เข้ารับการส่งเสริมให้ปลูกข้าวอินทรีย์ จากโรงเรียนชาวนาโดย น.ส.เกษลักษณ์ ให้การสนับสนุน และมีการรับซื้อข้าวจากชาวนา ซึ่งปีที่ 1-3 ไม่มีปัญหา แต่งวดที่ 4 งวด วันที่ 21 ธ.ค.2560 ชาวบ้านระบุว่าคงค้าง ยังไม่ได้จ่ายรวมกัน 3,728,555 บาท ทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักติดต่อกันมาเกือบ 1 ปี ล่าสุดยังไปร้องต่อการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.เชียงราย มาแล้วด้วย

ซึ่งการหารือครั้งนี้ ทางพระภิกษุจากไร่เชิญตะวัน และร้อยโททัศน์ไชย ได้ชี้แจง โดยมีเนื้อหาว่า วิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวันเคยไปช่วยซื้อข้าวจากชาวนาเพียง 3 ปีเท่านั้น แต่เมื่อพ้นจากนั้นถือว่าจบโครงการโดยไม่มีปัญหาใดๆ

แต่ น.ส.เกษลักษณ์ ซึ่งเป็นอดีตผู้ประสานโครงการ ได้ไปก่อตั้งบริษัทเอง และอบรมชาวนาให้ทำข้าวอินทรีย์กันเอง กระทั่งปี 2560 ได้ซื้อข้าวจากชาวนาเอง โดยยังคงใช้ชื่อวิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวันอยู่ ดังนั้น ไร่เชิญตะวันจึงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลยกระทั่งเรื่องบานปลาย เพราะไม่สื่อสารให้ชาวบ้านเข้าใจ

ว่าที่ร้อยโททัศน์ไชย กล่าวว่า ไร่เชิญตะวัน โดยความเมตตาของ พระอาจารย์วุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกลุ่มและอบรมโรงเรียนชาวนา มีภาครัฐและเอกชนร่วมสนับสนุน เมื่อดำเนินการในช่วง 3 ปีแรก จนประสบความสำเร็จ จึงยุติโครงการ เพราะต้องการให้ชาวบ้านออกไปจัดตั้งกลุ่มกันเอง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเอง

โดยพระอาจารย์แนะนำให้ไปยกเลิกวิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวันเสีย แต่ปรากฏว่าปีต่อมาไม่มีการยกเลิก แต่มีการปรับโครงสร้างกรรมการภายในเท่านั้น รวมทั้งเมื่อไปทำข้อตกลงกับชาวบ้าน ก็กลับยังใช้หัวหนังสือของวิสาหกิจชุมชนเดิมอยู่จนมาเกิดปัญหาในครั้งนี้ กระนั้นแม้ไม่เกี่ยวข้อง พระอาจารย์ก็เมตตาช่วยเหลือ และแนะนำมาโดยตลอด ในฐานะครูอาจารย์ กระทั่งเรื่องราวยืดเยื้อมาถึงศูนย์ดำรงค์ธรรมดังกล่าว สำหรับในครั้งนี้ ก็ยังคงแจ้งให้ไปจดแจ้งชื่อวิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวันเช่นเดิม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีกต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า หลังการเจรจาไกล่เกลี่ยพักใหญ่ ชาวนาก็ได้รับทราบจาก น.ส.เกษลักษณ์ ว่า สาเหตุที่ค้างชำระ เพราะมีปัญหาทางการเงิน และราคาข้าวในตลาดตกต่ำ ไม่ได้รับใบรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์นานาชาติ ทั้งนี้ น.ส.เกษลักษณ์ ยืนยันว่า ตั้งใจจริงที่อยากให้เกษตรกรมีชีวิตที่ดีขึ้น และต้องการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแข็งขันมาโดยตลอด จนบางครั้งประสบภาวะขาดทุนไปกว่า 20 ล้านบาท เพราะมีการจ่ายค่าต้นทุน และซื้อข้าวราคาแพงกว่าตลาดถึง 50%

หลังการประชุมไกล่เกลี่ย นายจันทร์ติ๊บ กล่าวว่า หลังการเจรจา ได้มีการทำข้อตกลงกันว่า ในเวลา 13.15 น. วันเดียวกันนี้ นัดจะมีการทำข้อตกลงเพื่อจ่ายเงินให้กับชาวนาด้วยดี

งวดแรก วันที่ 1 ธ.ค.นี้ จำนวน 1 ล้านบาท

งวดที่ 2 วันที่ 1 ม.ค.2562 จำนวน 1 ล้านบาท

งวดที่ 3 วันที่ 1 ก.พ.2562 จำนวน 1 ล้านบาท

และที่เหลืออีกประมาณ 200,000 บาท ก็จะจ่ายเสร็จภายในเดือนสุดท้ายดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยที่มีส่วนลดให้ด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ชาวนาก็ถือว่าพอใจ เพราะรอมานานกว่า 1 ปีแล้ว และครั้งนี้ หากว่าไม่เป็นไปตามที่ไกล่เกลี่ยกันไว้ ก็ต้องมีการฟ้องร้องกัน แต่ใจจริงแล้วชาวบ้านไม่อยากให้ถึงจุดนั้น อยากให้จบลงด้วยดี

 

ที่มา : มติชน : 3 พฤศจิกายน 2561


 

เจ๊ ว. โดน !

ประท้วงเบี้ยวค่าข้าวชาวนาเกือบ 4 ล้าน

ค้างมานานเป็นปี ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย

กลายเป็น..ดื้อตาใส !

 

 

เมื่อ..ธรรมะติดปีก กลายเป็น ธรรมะติดหนี้

สมเด็จช่วง-บิ๊กตู่ จะมีรางวัลอะไรให้เอ่ย ?

 

 

อา..โดนถลกสบงเสียแล้ว สำหรับ "หลวงเจ๊ ว. คนดีศรีเชียงราย" ในวันนี้ วันที่อะไรๆ มันโผล่จากใต้น้ำขึ้นมาเหนือน้ำทั้งตะกอนและขี้โคลน ที่เคยคุยโวโอ้อวด "อาตมารังเกียจ ไม่เอากับยศ-ทรัพย์-อำนาจ เหมือนพระทั่วๆ ไป ทิ้งไปหมดแล้ว ไม่ใยดี" สุดท้ายก็ "ขี้เต็มก้น" ก็ได้เห็นกันทั่วโลกแล้วว่า ฉายา "ว.ตอแหล" นั้น มิได้มาโดยง่าย ต้องลงทุน "เป่าหัว" คนโง่ตั้งแต่ระดับ "ดารา" ยันชาวบ้านตาดำๆ ให้หลงใหลได้ปลื้มกับ "ธรรมะติดปีก" ติดไปติดมา "ติดหนี้" กันเป็นแถวๆ เฮ้อ..ธัมโม สังโฆ !

 

 

ชาวนาโวยเบี้ยวค่าข้าว 3.7 ล้าน บุกร้องขอ ผวจ. ช่วยทวงหนี้ วิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวัน

ชาวนาโวย ขายข้าวให้วิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวัน มีอดีตเลขานุการฝ่ายฆราวาสพระนักเทศน์ดัง ว.วชิรเมธี เป็นประธาน แล้วถูกเบี้ยวค่าข้าวร่วม 4 ล้านบาท เข้าร้องเรียน ผวจ.เชียงราย และศูนย์ดำรงธรรม ช่วยทวงหนี้ ระบุเข้าอบรมศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ไร่เชิญตะวันของพระชื่อดัง แล้วออกมาตั้งวิสาหกิจฯ ซื้อข้าวชาวบ้านไปขายแล้ว เบี้ยวไม่จ่ายเงินนานเกือบปี "ว.วชิรเมธี" แจงชาวนาจะมากดดัน "ไร่เชิญตะวัน" ให้ช่วยไม่ได้ เพราะแค่ให้ความรู้ ไม่ได้เกี่ยวข้องทำสัญญาด้วย

ชาวนาโวยถูกเบี้ยวค่าข้าวร่วม 4 ล้านบาทรายนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 ต.ค. ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายจันทร์ติ๊บ คำอ้าย ผู้ใหญ่บ้านป่าเป้า หมู่ 4 ต.เจริญเมือง อ.พาน จ.เชียงราย นำชาวบ้านกว่า 100 คน เป็นเกษตรกรปลูกข้าวอินทรีย์ มาปักหลักเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อนายประจญ ปรัชญ์สกุล ผวจ.เชียงราย และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงราย เนื่องจากได้ขายข้าวอินทรีย์ให้ "วิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวัน" ตั้งแต่ปี 60 ยังไม่ได้รับเงิน 3,728,855 บาท สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวนา ต้องกู้หนี้ยืมสินทั้ง ธ.ก.ส.และเงินนอกระบบมาใช้จ่ายในครอบครัว ติดค้างค่างวดรถไถ ค่าแรงจ้างทำนา ค่าเทอมลูก ถูกเจ้าหนี้ติดตามทวงหนี้ทุกวัน จนทนไม่ไหว

นายลิขิต มีเสรี ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงราย มารับหนังสือร้องเรียน เชิญตัวแทนผู้ชุมนุมร่วมพูดคุยหาข้อมูลและแนวทางแก้ไข โดยนายจันทร์ติ๊บกล่าวว่า ชาวบ้านป่าเป้าได้เข้าอบรมตามโครงการ "ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ไร่เชิญตะวัน" ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี พระนักเทศน์ นักเขียน และนักวิชาการทางศาสนาชื่อดัง เมื่อปี 57 จากนั้นชาวบ้านรวมตัวจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวัน มี น.ส.เกษลักษณ์ หาราชัย อดีตเลขานุการฝ่ายฆราวาสของ ว.วชิรเมธี เป็นประธานวิสาหกิจฯ รับซื้อข้าวอินทรีย์จากชาวบ้านไปขายต่อ ที่ผ่านมา 3 ปีไม่มีปัญหาอะไร แต่งวดล่าสุด พ.ย.60 ชาวบ้านส่งมอบข้าวให้วิสาหกิจฯ เป็นเงิน 6,095,829 บาท รับเงินงวดแรกมา 2,367,274 บาท คงค้าง 3,728,555 บาท ผ่านไปเกือบ 1 ปียังไม่ได้รับเงินส่วนที่เหลือ เมื่อทวงถามถูกผัดผ่อนมาตลอด ขอให้ช่วยทวงหนี้ค่าข้าวให้ด้วย

จากนั้น นายลิขิต โทรศัพท์ติดต่อไปที่ศูนย์ปฏิบัติธรรม "ไร่เชิญตะวัน" ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ทราบว่า เมื่อเดือน ต.ค.61 พระมหาวุฒิชัย รู้ปัญหา ได้นำเงินส่วนตัว 500,000 บาท ช่วยชาวบ้านไปก่อน โดยตกลงว่าเมื่อชาวบ้านได้เงินค่าข้าวจากวิสาหกิจฯ ให้นำส่งคืน นัดผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายร่วมเจรจาเพื่อหาข้อสรุปในวันที่ 1 พ.ย. ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย

ด้าน พระมหาสันทัด โสตถิวังโส เลขานุการพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า "โครงการศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ไร่เชิญตะวัน" เป็นโครงการของ ว.วชิรเมธี จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งศักยภาพเชิงธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายข้าวอินทรีย์ สามารถพึ่งพาตนเองได้ และสร้างรายได้ที่มั่นคง มีเกษตรกรหลายอำเภอเข้าอบรมในโรงเรียนชาวนาที่ไร่เชิญตะวัน หลังจากเกษตรกรป่าเป้ากลับจากอบรมได้ไปจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวันกันเอง ทางไร่เชิญตะวันและท่าน ว.วชิรเมธี ไม่มีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้อง เพียงสนับสนุนส่งเสริมให้ชาวนามีความรู้ในการปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์

ส่วนพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของนักธุรกิจกับเกษตรกรทำสัญญาซื้อขายกันเอง ทางไร่เชิญตะวันเป็นเพียงสถาบันการศึกษา "โรงเรียนชาวนา" ให้ความรู้ทางวิชาการแก่เกษตรกรตามศาสตร์พระราชา เกษตรกรจะมากดดันทางไร่เชิญตะวันให้ช่วย แต่เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไปร่วมเซ็นสัญญาด้วย ต้องไปดำเนินการกับนักธุรกิจตามสัญญาที่ทำไว้แก่กันทั้ง 2 ฝ่าย อย่าให้ทางไร่เชิญตะวันมีผลกระทบ

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อ น.ส.เกษลักษณ์ หาราชัย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไร่เชิญตะวัน เพื่อสอบถามถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น แต่โทรศัพท์มือถือของ น.ส.เกษลักษณ์ ปิดเครื่องไม่สามารถติดต่อได้

 

ที่มา : ไทยรัฐ-ข่าวสด : 2 พฤศจิกายน 2561

 

ขวางคลอง !

เจ้าคุณเกษมชี้พุทธะอิสระไม่มีสิทธิ์บวช

เหตุถูกศาลตัดสินว่าผิด

พระอุปัชฌาย์รูปใดขืนบวชให้เป็นมีโทษ

 

 

พระธรรมกิตติเมธี (เกษม สญฺญโต ป.ธ.9 Ph.D)

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส

เจ้าคณะภาค 16-17-18 ธรรมยุต

ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

 

อา..จ๊ะเอ๋นักเลงโตเข้าทันทีเลยนะคุณพุทธะอิสระ หลังจากศาลตัดสิน "จำคุก-รอลงอาญา ถือว่าผิด" แต่พุทธะอิสระกลับประกาศสวนทางปืนว่า "จะกลับไปบวชใหม่ในวันที่ 1 ธันวาคม ศกนี้ ดีเดย์" พอเจ้าคุณเกษมวัดราชาได้ยิน ก็สวมบทอัศวินพิทักษ์พุทธศาสตร์ ประกาศว่า "บวชไม่ได้ ใครบวชให้ถือว่ามีความผิด" แต่เป็นความผิดที่เรียกว่า "จริยาพระสังฆาธิการ" มิได้ต้องอาบัติปาราชิกเลย

ก็เลยกลายเป็นว่า ถ้าจะมีพระดันทุรังบวชให้พุทธะอิสระจริงๆ จะมีใครไหนในประเทศไทย "กล้า" เอาผิดกับพุทธะอิสระ ซึ่งมีบารมีนอกวัดพอๆ กับ "ธัมมชโย" คนโตระดับนี้ ถ้ามีใครกล้าก็คงไม่รอให้ "คสช" ส่งคอมมานโดบุกกุฏิ หิ้วปีกออกมาในสภาพล่อนจ้อนดังที่เห็น

 

 

แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ เวลานี้ ฝ่ายธรรมยุตเป็นสังฆราช กุมอำนาจสังฆมณฑล ใครจะกล้าลูบคมสมเด็จพระสังฆราชก็ลองดู เพราะตำแหน่งนี้ระบุว่า "สกลมหาสังฆปริณายก" แปลว่า "เป็นหัวหน้าพระสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล" มิได้จำกัดเฉพาะฝ่ายธรรมยุตเท่านั้น ดังนั้น ไม่ว่าธรรมยุตหรือมหานิกาย หากละเมิดฝ่าฝืนโดยไม่ดูดำดูดี ก็เท่ากับลองดีสมเด็จพระสังฆราช แถมอำนาจในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ทั้งหมด ก็ถูกโอนไปยัง "สำนักพระราชวัง" หมดแล้ว ทำอะไรเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ขืนทำเป็นละเมิดพระราชอำนาจ อยากลองของก็ลองดู เดี๋ยวก็รู้..หมู่หรือจ่า !

 

 

 

ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาชี้ พุทธะอิสระบวชใหม่ไม่ได้ เหตุศาลตัดสินจำคุก

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 พระธรรมกิตติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส และประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีอดีตพระพุทธะอิสระเตรียมกลับมาบวชใหม่ ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำคุกรอลงอาญานั้น หากศาลตัดสินว่าไม่มีความผิด หรือศาลยกฟ้อง อดีตพระพุทธะอิสระสามารถกลับมาบวชใหม่ได้ แต่ในกรณีดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาจำคุกแต่ให้รอลงอาญา ดังนั้น อดีตพระพุทธะอิสระจึงยังไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ หากมีพระอุปัชฌาย์รูปใดประกอบพิธีอุปสมบทให้กับอดีตพระรูปนั้นๆ ก็จะมีความผิด ถือเป็นการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ ในที่นี้คือพระอุปัชฌาย์ ซึ่งจะมีความผิดถูกเจ้าคณะปกครองในสังกัดสั่งลงโทษ

 

ที่มา : มติชน : 29 ตุลาคม 2561


 

คุก 3 ปี พุทธะอิสระ !

ศาลลงอาญาข้อหาทำร้ายเจ้าหน้าที่

คดีสิ้นสุด !

 

อา..คดีพุทธะอิสระ คดีแรกนั้น สิ้นสุดลงไปแล้ว พุทธะอิสระ ได้รับคำพิพากษา "ให้จำคุก" เต็มตัวแล้ว จึงถือว่า "สิ้นสุดความเป็นพระ" ไปโดยปริยาย ไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ เว้นเสียแต่จะมีความพยายาม "ตีความ" ว่าการให้รอการลงโทษไว้นั้น ถือว่าเป็นการจำคุกด้วยหรือไม่ ซึ่งก็คงต้องให้ศาลพิพากษาอีกเช่นกัน มันหลายแง่มุม ดังนั้น เรื่องนี้น่าจะยังไม่ยุติเพียงแค่นี้ ต้องมียกต่อไป แต่ถ้าศาลลงโทษคดีอื่นเข้าไปอีกก็ไม่แน่ โดนหลายคดีเข้าก็อาจจะไม่รอการลงโทษ แค่เอาเข้าคุกซัก 3 วัน ก็ถือว่าหมดสภาพเต็มฟอร์มแล้ว

 

 

ศาลสั่งคุก 1 ปี 6 เดือน พุทธะอิสระ คดีการ์ด กปปส. ซ้อม ตร.สันติบาล

 

29 ต.ค. 61 - ที่ห้องพิจารณา 814 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.2499/2561 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อายุ 59 ปี หรือ อดีตพระพุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อ.สามพราน จ.นครปฐม และอดีตแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร หน่วงเหนี่ยวกักขังฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309, 310

 

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 23 พ.ย. 2556  - 1 พ.ค. 2557  ต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมีพฤติการณ์เป็นอั้งยี่ซ่องโจร เป็นหัวหน้าผู้สั่งการกลุ่ม กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ หน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยปลุกระดม ยุยง ชักชวนประชาชน และแนวร่วมเพื่อขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขัดขวางการเลือกตั้ง ส.ส. เข้ายึดหน่วยงานและสถานที่ราชการหลายแห่ง โดยร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ใช้กำลังประทุษร้าย ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล กับ ด.ต.วชิรพงศ์ อุ่นนวลบูรพงศ์ 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลได้รับบาดเจ็บสาหัส และทรัพย์สินรวม 8 รายการมูลค่า 60,900 บาทสูญหาย เหตุเกิดแขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. โดยจำเลยให้การรับสารภาพ

 

วันนี้ อดีตพระพุทธะอิสระ จำเลย ซึ่งได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาล 

 

โดยศาลได้พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 309 วรรค 2 และวรรค 3 กับมาตรา 310 วรรค 2 ซึ่งเป็นความผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ เป็นโทษหนักสุดให้จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และเมื่อพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะพินิจแล้ว เห็นว่าคดีนี้จำเลยได้วางเงินชดใช้ให้กับผู้เสียหายทั้งสองแล้ว จำนวน 40,000 บาท ผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อไป ขณะที่จำเลยไม่เคยได้รับโทษคดีอาญามาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ส่วนที่อัยการขอให้นับโทษต่อจากคดีกบฏ กปปส. นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงให้ยกคำร้อง

 

ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว กลุ่มลูกศิษย์ที่เดินทางมาให้กำลังใจประมาณ 30 คน ได้พนมมือกล่าวสาธุพร้อมกันในห้องพิจารณาคดี

 

ที่มา : ไทยโพสต์ : 29 ตุลาคม 2561

 

หนกลางวุ่น !

รองภาคไม่กล้ารักษาการ

ตบเท้า "ลาออก" เป็นแถว

สมเด็จสมศักดิ์แก้เกม ตั้งใหม่ กลับไปกลับมา

 

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม)

เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

 

อา..ก็ถือว่าเป็นการ "ลองของ"  เจ้าคณะใหญ่หนกลาง "อย่างแรง" ที่บรรดา "รองภาค" ในเขตหนกลาง ไม่ไว้หน้า "สมเด็จพระพุทธชินวงศ์" ซึ่งทรงอิทธิพลสูงสุดในปัจจุบัน

อดีตนั้น เมื่อผู้ใหญ่ "ชี้ให้" ใครเป็น คนนั้นก็..ต้องเป็น ไม่มีการอิดเอื้อนใดๆ ดูอย่าง "มหาสายชล" สิ "ทุกอย่างขึ้นกับหลวงพ่อสมเด็จ" หลวงพ่อให้เป็นก็เป็น หลวงพ่อไม่ให้เป็นก็..ไม่เป็น เป็นทั้งข้ออ้างและเป็นทั้งเกราะกำบังหาความชอบธรรมให้แก่ตนเอง ในการเกาะติดเก้าอี้ที่มีกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด

แต่สมเด็จสมศักดิ์ท่านก็คิดผิดไป มองไม่ทะลุว่า การตั้งให้ "รองภาค" ขึ้นรักษาการภาค "พร้อมๆ กัน" นั่นก็เท่ากับว่าเป็นการ "ปลดภาค" ออกทั้งหมด มันก็เหมือนกับการ "ปลดเจ้าอาวาส" และให้ "รองเจ้าอาวาส" ขึ้นรักษาการแทน โดยทั้ง "อดีตเจ้าอาวาส" ก็ยังอยู่ แถมยังอยู่อย่างผู้มีบารมีภายในวัด แล้วถามว่า "รองเจ้าอาวาส" จะทำงานได้อย่างไร เพราะบารมีมันข่มกันเห็นๆ

กรณี "ตั้งรองภาคขึ้นรักษาการพร้อมกัน" ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน สมเด็จสมศักดิ์อาจจะเพ่งเล็งไปที่ "ภาคหนึ่ง" ของมหาสายชล ว่าสมควร "ว่างไว้" ไม่ให้เกิดคำครหาเพราะว่าเป็นหนังหน้าไฟ จึงให้ "เจ้าคุณมีชัย-รองภาค" ขึ้นมารักษาการ จนกว่าจะได้เจ้าคณะภาครูปใหม่ แต่ในเมื่อจะใช้สูตรนี้แล้ว ก็ต้องใช้ "ทั้งหน" จึงโดนโละหมด ไม่ว่าจะเป็น ภาค 1-2-3-13-14-15 ซึ่งถ้าแค่ "ภาคหนึ่ง" ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ภาคอื่นๆ นั้น มีผู้ใหญ่ระดับ "กรรมการ มส." และผู้ทรงอิทธิพลมากมาย แทบว่าไม่ด้อยบารมีไปกว่าสมเด็จสมศักดิ์เจ้าคณะใหญ่ด้วยซ้ำไป ได้แก่

ภาค 2 ของพระพรหมบัณฑิต หรือท่านเจ้าคุณประยูร ซึ่งปัจจุบันนี้ก็บารมีคับเมือง ขนาดว่า "กล้าลุก" จากเก้าอี้อธิการบดี มจร. แต่ตำแหน่งภาคก็ดี กรรมการ มส. ก็ดี ก็ยังอยู่ครบ แล้วจะมาปลดให้รองภาคขึ้นทำงานแทน มันไม่เกินไปหน่อยหรือ

ภาค 3 ของพระธรรมปริยัติโมลี หรือเจ้าคุณอาทร วัดบพิตรพิมุข นี่ก็อยู่ในตำแหน่งมายาวนาน แบบว่าฐานการเมืองแน่นปั๋ง โดนงัดราก ทั้งต้นทั้งโคนก็ล้มทับคนอยู่ใกล้

ภาค 13 ของพระพรหมกวี หรือเจ้าคุณประกอบ เพื่อนร่วมรุ่นของเจ้าคุณประยูร และรุ่นน้องของสมเด็จสมศักดิ์ สั่งปลดเขาแบบไม่ไว้หน้าแบบนี้มันก็เกินไป จะมองหน้ากันติดได้อย่างไร

ภาค 14 ของพระธรรมโพธิมงคล หรือเจ้าคุณสมควร วัดนิมมานรดี ภาคนี้ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเจ้าคุณสมควรเพิ่งจะเป็นภาคได้ไม่นาน แต่ความใหม่ก็ยังไม่อยากเก่า จึงเดาว่าคงไม่พอใจอีกเช่นกัน

ภาค 15 ของพระพรหมเวที หรือเจ้าคุณสุเทพ วัดพระปฐมเจดีย์ นี่ก็สุดยอดผู้ยิ่งใหญ่ เงินเยอะเพราะวัดใหญ่ ไม่ได้ขอใครกิน ตำแหน่งที่ได้มาก็เพราะวาสนาบารมี ไม่มีการวิ่งเต้นเส้นสาย แต่จู่ๆ จะมาปลดกันนั้น นักเลงเขายอมความกันไม่ได้

บรรดา "เจ้าคณะภาค" เหล่านั้น ท่านคงมองว่า สมเด็จสมศักดิ์จะ "ล้างขี้" ที่ก้นของตนเอง เพราะตั้งมหาสายชลเป็นเจ้าคณะภาคอย่างผิดฝาผิดตัว ก็ถือว่าเป็นเรื่องของสมเด็จสมศักดิ์ เพราะตั้งกันในกุฏิตัวเอง คนอื่นไม่ได้เกี่ยว แล้วจะให้เขาไปเกี่ยวข้องในตอน "ปลด" ได้อย่างไร มันไม่แฟร์ ที่แน่ๆ ก็คือ "หนอื่นๆ ทำไมเขาไม่ทำเหมือนหนกลาง" นั่นคือปัญหาคาใจ

ทั้งหมดทั้งมวลนั้น เลยกลายเป็นแรงกดดันไปที่ "รองภาค" ให้ต้องทำหนังสือ "ขอลาออก" จากรักษาการภาคทั้งหนกลาง เป็นการ "ตบหน้า" เจ้าคณะใหญ่แรงที่สุดในประวัติศาสตร์การปกครองของคณะสงฆ์ไทย

เหตุผลที่สมเด็จสมศักดิ์ "อ้างไว้" ในคำสั่งหลังสุดก็คือ "รองภาคขอลาออกจากรักษาการ" จึงตั้งให้ "อดีตเจ้าคณะภาค" เป็นผู้รักษาการ "เพื่อให้กิจการคณะสงฆ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย" นั่นหมายถึงว่า ถ้าอดีตเจ้าคณะภาคไม่ได้เป็น กิจการคณะสงฆ์ก็คง..ไม่เรียบร้อย อย่างน้อยที่สุดมันได้แสดงออกแล้วว่า รองภาคไม่มีอำนาจ และไม่กล้า

ถามว่า ปัญหาใหญ่ครั้งนี้เป็นความรับผิดชอบของใคร ก็เห็นจะไม่ต้องตอบ เพราะผู้รับผิดชอบก็คือคนตั้ง ส่วนใครตั้งก็ขอให้ "อ่าน" ในท้ายคำสั่งเอาเอง

ดังที่ เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ได้วิเคราะห์ไปก่อนหน้านี้แล้วว่า "การตั้งรองภาคขึ้นรักษาการของเจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ขณะที่หนอื่นๆ เขาตั้งอดีตเจ้าคณะภาคทั้งหมดนั้น เป็นการเล่น "ล้ำหน้า" ของสมเด็จสมศักดิ์ไปเพียงรูปเดียว เจ้าคณะใหญ่อีก 3 รูปเขาไม่เล่นด้วย จึงต้องรอดู "ผลลัพธ์" ว่าจะออกมาอย่างไร สุดท้ายก็ไปไม่ถึงดวงดาว สมเด็จสมศักดิ์ต้อง "กลับลำ" กลับมาตั้ง "อดีตภาค" ขึ้นเป็นรักษาการเหมือนหนอื่นๆ กลืนน้ำลายตัวเองต่อหน้าสาธารณชน จนแต้มกลางกระดาน

ซึ่งก็เป็นคำตอบได้อย่างดีว่า ที่มีปัญหาในคณะสงฆ์ไทยมายาวนานหลายปี ตั้งแต่กรณีธรรมกาย มาจนถึงกรณี "รักษาการภาค" ลาออกทั้งหมดครั้งนี้ ปัญหาใหญ่นั้นอยู่ที่ "สมเด็จสมศักดิ์" นั่นเอง ที่ไม่มีกึ๋น ไร้บารมี ไม่มีความเด็ดขาด และไร้วิสัยทัศน์โดยสิ้นเชิง ในการดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

ไม่เปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งนี้ รับรองว่าคณะสงฆ์ไทย "เละต่อไป" อีกร้อยปี

 

 

ชักเข้า-ชักออก

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 28 ตุลาคม 2561


 

ชีแก้วจำได้แล้ว  !

เบลอเผลอคิดไปว่ามีคนบุกรุกห้องพัก

มือไวกระจายข่าวไปทั่วโลก

รู้ตัวว่าพลาดผิดไป กลับใจขอขมาสงฆ์

พระสงฆ์ก็อนุโมทนา..สาธุ !

 


 

แม่ชีแก้ว หรือแก้วเสียงธรรม

ทำพิธีขอขมาพระสงฆ์วัดป่าพุทธคยา

กรณีมีข่าวเสียหายเมื่อเดือนมีนาคมศกนี้ที่ผ่านมา

 

อาจารย์จิ๋ว : พระโพธินันทมุนี

 

(พนมศักดิ์ พุทฺธญาโณ)

 

เจ้าอาวาสผู้ก่อตั้งวัดป่าพุทธคยา อินเดีย

 

ผู้มีบารมีทั้งในไทยและอินเดีย

 

 

อา..ฝนซาฟ้าใสกันเสียที สำหรับ "วัดป่าพุทธคยา" ในวันนี้ วันที่มี "มรสุมชีแก้ว" รุมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง แค่คืนเดียวก็เสียหายร้ายแรงไปทั่วโลก โดยเฉพาะ "หลวงพ่อจิ๋ว" เจ้าอาวาสนั้น นอกจากปัญหาแม่ชีแล้ว ก็ยังมีปัญหา "อาจารย์จำนงค์" วัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งลี้ภัยไปเยอรมนี ตีตั๋วเข้ามาสมทบร่วมเรือลำเดียวกันอีก สุมอกสุมใจ ผู้หลักผู้ใหญ่หาว่าอาจารย์จิ๋วสนิทกับหลวงพ่อจำนงค์ คงจะสามารถ "กล่อมอาจารย์จำนงค์" ให้ใจอ่อนยอมกลับประเทศได้ ทั้งที่มันไม่ง่ายอย่างนั้น ถ้าขอทุกอย่างได้จริง ป่านนี้อาจารย์จิ๋วเป็นรองสมเด็จไปแล้ว เจอทีละสองกระแส "ทั้งหนักทั้งเอียง" หลวงพ่อจิ๋วถึงกับตัดสินใจ "ปิดมือถือ" ปลีกวิเวก "เดินทางไกลไปอเมริกาหน้าซัมเมอร์" นานเป็นเดือน เพราะทั้งอินเดียทั้งไทยร้อนตับแทบไหม้ ใครไม่เป็น "อาจารย์จิ๋ว" คงไม่รู้ว่ามันร้อนแค่ไหน อะไรๆ ก็..อาจารย์จิ๋ว !

และแล้วยุทธวิธี "ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว" ก็ได้ผล ยังไม่พ้นพรรษา ก็มีข่าวดีว่า "ชีแก้วสำนึกผิด" ที่มือไวไปโพสต์ข่าวบนเฟสบุ๊ค ทำให้วัดป่าฯเสียหาย จึงตัดสินใจ "ขอขมาสงฆ์" ลงเอยด้วยดี เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ ถึงเกิดขึ้นแล้ว จะผิดพ้องหมองใจกันไปบ้าง แต่พระท่านก็ยังมีเมตตา เมื่อแม่ชีขอขมาก็มิได้ติดใจอันใด

กรณีชีแก้วสำนึกผิดและรับผิดชอบการกระทำด้วยการ "ขอขมาสงฆ์" ครั้งนี้นั้น ดูไปเหมือนแม่ชีผิด แต่ความจริงแล้ว ถือเป็น "สปิริต" อันสูงส่ง เมื่อรู้ตัวว่าทำผิด จะด้วยตั้งใจหรือมิตั้งใจก็ตาม "อารยชน" ก็ย่อมจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการ "ขอขมาอภัย" แม่ชีก็ไม่ได้เสียหาย วัดป่าก็ไม่บอบช้ำ แก้ปัญหาเป็นก็รักษาได้ทั้งตัวเองและวัดวาอารามงามสง่า เชื่อว่า พระสงฆ์วัดป่าพุทธคยา อันมี "หลวงพ่อจิ๋ว" เป็นประธาน ก็คงอยากจะให้เรื่องราวมันจบสงบลงด้วยดี ไม่มีใครต้องติดคุกติดตะราง หาทางออกด้วยกันด้วยดี แบ่งทางกันเดิน ย่อมจะดีกว่าการบีบกันให้ยอมจำนน

และเชื่อว่า ด้วยเมตตาธรรม พระอาจารย์จิ๋ว และคณะสงฆ์ วัดป่าพุทธคยา ก็คงยินดีต้อนรับ "แม่ชีแก้ว" เป็นอาคันตุกะ เหมือนเดิม นะคะ Welcome !

 

 

 

คำขอขมาของแม่ชีแก้ว

 


 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง :

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 22 ตุลาคม 2561


 

แตกดังโพละ  !

ธรรมกายแตกเป็น 2 ก๊ก

ก๊กมหาสมชายยึดครองวัดเบ็ดเสร็จ

ก๊กอัยย์ขับไล่มหาสมชายพ้นวัด

ยังไม่รู้ "ทัตตชีโว" อยู่ก๊กไหน ?

 

 

มวยคู่ใหม่ในธรรมกาย

พระมหาสมชาย กับ อัยย์ เพชรทอง

 

 

อา..จำได้ไหมเอ่ย หลงพ่อเคยประกาศว่า "จะมอบตัวก็ต่อเมื่อประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น" วันนี้ มีสัญญาณจากรัฐบาล คสช. จะให้มีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาปีหน้า ซึ่งก็น่าจะเป็นเวลาที่ "หลงพ่อ" จะเข้ามอบตัวสู้คดี

แต่ยังมิทันถึงวันมอบตัว ก็เกิดรายการ "แตกภายในธรรมกาย" เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว แต่ละฝ่ายก็เล่นกันหนักๆ ทั้งนั้น ต่างฝ่ายต่างไล่กันพ้นวัด ไม่มีใครให้ "ที่ยืน" แก่ใครอีกต่อไป ไม่น่าเชื่อว่า ม.44 ทำลายธรรมกายไม่ได้ แต่ "ความแตกสามัคคีภายใน" กลับเป็นตัวการทำลายธรรมกายเสียเอง

ต่างคนก็ต่างอ้าง "ความชอบธรรม" และ "ทำงานให้แก่หลวงพ่อ" แต่ว่า "แนวทางของตนเองเท่านั้นที่ถูกต้อง ของอีกพวกนั้นไม่ใช่" นั่นไง ที่เป็นช่องโหว่ในธรรมกาย ที่ทำร้ายกันเองจนยากจะประสานในวันนี้

นี่ยังแค่ "ยกแรก" ว่ากันว่า ถ้าถึงยกห้า รับรองว่า "ธรรมกายแตก" เป็นเสี่ยงๆ แม้แต่ "ทัตตชีโว" คนโตนัมเบอร์ทู ก็ยังเอาไม่อยู่ !

 

 

อัยย์ เพชรทอง คะนองฤทธิ์

เปิดหน้าชนพระมหาสมชาย นัมเบอร์ 3 ของธรรมกาย

 

 

อัยย์ยกพวก ขับไล่พระมหาสมชาย

วัดพระธรรมกายรับศึก 2 ด้าน อัยย์ เพชรทอง ยกขบวนชูป้ายขับไล่พระมหาสมชาย ผู้กุมอำนาจตัวจริงในวัดพระธรรมกาย ถึงที่พักอารามปริสุทโธ ประกาศจะทำต่อไปจนกว่าจะออกไปจากวัด พร้อมตั้งข้อสงสัยบ้านหลังใหญ่อุบาสิกาด้านการเงินของวัด แถมมาเจอกรณีพระมหาวีระชัยไล่พระขั้วอัยย์ออกจากวัดในระหว่างพรรษา พร้อมสั่งห้ามทุกสาขาทั้งในและต่างประเทศรับเข้าสังกัด จนเรื่องปูดออกสู่ภายนอกและทำท่าบานปลาย จึงหาทางยุติเรื่องนี้ภายในวัด จับตาสายวัดเอาคืนจ่อฟ้องอัยย์และพวก

แม้ว่าทางวัดพระธรรมกายจะได้เจ้าอาวาสรูปใหม่ในช่วงปลายปี 2560 ที่ได้พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทธิจินตโก สายคุณยายจันทร์ ขนนกยูง ผู้อำนวยการกองงานวัดพระธรรมกาย ที่ดูแลด้านงานหล่อทองของวัด ทำหน้าที่แทนพระธัมมชโยที่หลบหนีคดีร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร

ในทางปฏิบัติแล้ว เป็นที่ทราบกันดีว่า พระครูสังฆรักษ์รังสฤษฏิ์ เป็นเพียงเจ้าอาวาสแค่ตำแหน่ง แต่ผู้นำของวัดตัวจริงคือ พระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาส เบอร์ 2 ของวัดรองจากพระธัมมชโย ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นประธานในพิธีกรรมใหญ่ๆ ของทางวัด

แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่า กว่าจะได้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มีปฏิบัติการต้านตัวเต็งอย่าง พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสรายนี้อย่างหนัก จนต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นเวลานาน และสุดท้ายเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ จึงมาลงเอยที่ พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทธิจินตโก

 

 


พระมหาสมชายกุมอำนาจตัวจริง

แม้พระมหาสมชายจะถูกสกัด ไม่ได้ขึ้นตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย แต่พระในระนาบเดียวกันต่างกุมอำนาจการบริหารในวัดพระธรรมกายไว้เกือบทั้งหมด และเดินไปในแนวทางเดียวกับพระมหาสมชายแทบทั้งสิ้น

พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ นามเดิมนายแพทย์สมชาย วัชรศรีโรจน์ แพทย์ศาสตร์บัณฑิต รุ่นที่ 35 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นน้องชายของนายสอง วัชรศรีโรจน์ หรือรู้จักกันดีในนามเสี่ยสอง อดีตเซียนหุ้นชื่อดังที่มีบทบาทสูงในตลาดหุ้นไทยและเป็นศิษย์ของวัดพระธรรมกายและเคยเป็นผู้บริจาคเงินคนสำคัญให้กับวัดพระธรรมกาย

จนถูกเชื่อมโยงไปต่างๆ นานา ว่าเงินบางส่วนของการซื้อขายหุ้นจากเสี่ยสอง อาจจะมาจากวัดในย่านปทุมธานี แต่ยังไมมีใครที่จะพิสูจน์ในเรื่องนี้ได้

พระมหาสมชาย ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย ดูแลงานการศึกษาและเผยแผ่ธรรมะ เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย และเป็นผู้ก่อตั้งวัดไทยในโตเกียว โอซาก้า นางาโน่ โทชิหวิ คานากาว่า อิบาราขิ และไซตามะ และเป็นประธานสงฆ์ วัดพระธรรมกาย ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีผู้ติดตามข้อคิดและแสดงธรรมผ่านเฟสบุ๊กมากถึง 4.9 ล้านราย


ดังนั้นเมื่อพระธัมมชโยหลบหนีคดีความ ดุลอำนาจจึงมารวมศูนย์ที่สายของพระมหาสมชาย แต่ถูกสกัดกั้นเสียก่อน ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร อัยย์ เพชรทอง ลูกศิษย์คนดังอีกรายที่ออกมาปกป้องพระธัมมชโยอย่างแข็งขันในช่วงที่เกิดวิกฤติมาตรา 44 พร้อม ๆ กับการตั้งข้อสงสัยถึงทีมงานที่กุมอำนาจในวัดว่าทำงานไม่เต็มที่ในการปกป้องหลวงพ่อธัมมชโย จนทำให้ต้องถูกดำเนินคดี
 
ช่วงที่เกิดคดีความตั้งแต่ปี 2559 พระสุธรรม สุธัมโม เข้ามาทำหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย แต่ก็ไม่สามารถสั่งการอะไรได้ สุดท้ายก็ต้องกลับไปที่ออสเตรเลีย หลวงน้าหรือพระสุธรรมนั้นอัยย์ เพชรทอง ให้ความเคารพนับถือมาก จึงเป็นปมคาใจมาถึงอัยย์ เพชรทอง ต่อทีมกฎหมายของวัดพระธรรมกายในขณะนั้น จากนั้นจึงมีการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนทีมทนายความของวัดพระธรรมกาย จนมีการปะทะกับศิษย์ของพระมหาสมชายกันผ่านทางไลน์ ที่พระและศิษย์วัดพระธรรมกายทราบกันดี

ท่านทัตตชีโว แม้จะเสมือนประธานของวัดในเวลานี้ มีอาวุโสและบารมีอยู่ไม่น้อย แต่กลไลที่บริหารงานในวัดพระธรรมกายขณะนี้อยู่ในสายของพระมหาสมชายแทบทั้งสิ้น ดังนั้น การเคลื่อนไหวของ อัยย์ เพชรทอง และทีมงาน หากดำเนินการไปแล้วอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของวัด ฝ่ายสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย จะออกมาปฏิเสธความไม่เกี่ยวข้องแทบทุกครั้ง

ไม่ต่างไปจากการตัดสายของอัยย์ออกจากความเป็นศิษย์วัดพระธรรมกาย เห็นได้จากข้อความที่ระบุว่าเป็นการกระทำส่วนตัว ทางวัดไม่เกี่ยวข้องทั้งที่ผ่านมาและที่จะทำต่อไป



6 รูปกุมอำนาจทั้งวัด

ความครุกรุ่นของความขัดแย้งขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เดิมมีการประกาศห้าม 3 บุคคลเข้ามาในพื้นที่วัดพระธรรมกาย แต่การเจรจาภายในและคำขอจากพระผู้ใหญ่ในวัดขอให้ยกเว้นชื่อของอัยย์ เพชรทอง ไว้ 1 ราย 2 รายที่เหลือแม้จะมีความพยายามเข้าวัดพระธรรมกาย สุดท้ายก็ถูกเชิญตัวออกมา

นั่นจึงเป็นที่มาของการเสนอเรื่องต่อพระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทธิจินตโก เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและทำสำเนาถึงพระทัตตชีโว ขอให้สอบอธิกรณ์พระ 6 รูปในวัดพระธรรมกาย โดยอัยย์ เพชรทอง

เบอร์ใหญ่สุดคือพระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย พระถวัลย์ศักดิ์ ยติสักโก ผู้ดูแลการเงินของวัด พระครูใบฎีกาอำนวยศักดิ์ มุนิสโก ผู้อำนวยการสำนักองค์ประธาน พระครูสังฆรักษ์อนุรักษ์ โสตถิโก ผู้ดูแลทีมงานกองพลจักรพรรดิหัตถ์สวรรค์ นักรบไซเบอร์ของวัด พระแสนพล เทพเทพา หรือสิบเอกแสนพล เทพเทพา ที่ดูแลงานด้านรักษาความปลอดภัย พระทวี พรหมเทโว ผู้ช่วยเจ้าอาวาสอีกรายของวัดพระธรรมกาย

นี่คือขุมกำลังหลักในสายงานของพระมหาสมชาย ที่ครอบคลุมการทำงานแทบทุกด้านภายในวัดพระธรรมกาย

 

 




ปะทุพระสายอัยย์ถูกไล่พ้นวัด

เรื่องสอบอธิกรณ์พระ 6 รูปนั้น แม้จะส่งเรื่องให้เจ้าอาวาสและพระทัตตชีโว แต่เจ้าอาวาสบารมียังไม่ถึง ส่วนพระทัตตชีโวออกลูกประนีประนอมและออกเอียงๆ มาทางพระมหาสมชาย ดังนั้นโอกาสของอัยย์ที่จะใช้แนวทางนี้จึงเป็นไปได้ยาก

ขณะเดียวกันยังเกิดกรณีของคณะกรรมการบริหารงานบุคคล มีคำสั่งไล่ พระตะวัน วริฎฐชโย ให้สิ้นสุดสมาชิกภาพถาวร เมื่อ 28 กันยายน 2561 ห้ามศูนย์สาขาภายในและต่างประเทศรับเข้าสังกัด แม้จะมีการยื่นเรื่องขออุทธรณ์คำสั่งต่อดังกล่าวต่อเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และต่อพระมหาวีระชัย วีรชโย กองบุคคลสำนักบุคคลกลาง

คู่กรณีของพระตะวันคือ พระมหาวีระชัย วีรชโย ถือเป็นสายของพระทัตตชีโว เคยมีวีรกรรมขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หญิงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งปัดกล้องและเข้าล็อคคอ ในช่วงที่มีการบังคับใช้มาตรา 44


"ไม่มีความชัดเจนเรื่องการกระทำความผิดของพระตะวัน แต่การขับพระออกจากวัดช่วงเข้าพรรษาโดยไม่แจ้งการกระทำผิดที่ชัดเจนนั้นในทางปฏิบัติแล้วไม่มีวัดไหนทำกัน เรื่องนี้จะถูกร้องมาที่สื่อสังคมออนไลน์ภายนอก เมื่อเรื่องราวทำท่าจะบานปลายขยายวงมากขึ้น ในเบื้องต้นมีการเรียกพระมหาวีระชัยไปตักเตือน โดยถือเป็นการกระทำส่วนบุคคล วัดไม่ได้เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่วัดพระธรรมกายใช้วิธีนี้มาตลอดเมื่อเรื่องเสียหายจะมาถึงวัด"

ทั้งนี้ พระตะวัน มาทางสายของ พระสุธรรม สุธัมโม อดีตรักษาการเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ที่ อัยย์ เพชรทอง ให้ความเคารพนับถือ แน่นอนว่าไม่ใช่สายที่กุมอำนาจในวัดพระธรรมกาย เรื่องนี้จึงกลายเป็นอีกปมเหตุหนึ่งที่สายของอัยย์เดินเครื่องชนกับ พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ รอบใหม่

 

 



นำขบวนขับไล่พระมหาสมชาย

เมื่อการยื่นเรื่องสอบอธิกรณ์เมื่อ 11 กันยายน 2561 มีแนวโน้มว่าจะเงียบ ไม่มีการตอบสนองใดๆ จากภายในวัดพระธรรมกาย ประกอบกับเกิดเหตุไล่พระในสายของพระสุธรรมออกจากวัดพระธรรมกายโดยไม่แจ้งสาเหตุ ทำให้ทีมของอัยย์ ไม่รอเรื่องผลการขอให้มีการสอบอธิกรณ์พระผู้ใหญ่ 6 รูป เดินเครื่องไปชูป้ายขับไล่พระมหาด็อกเตอร์ที่อารามปริสุทโธที่ครอบครัววัชรศรีโรจน์สร้างถวาย เมื่อ 16 ตุลาคม 2561 พร้อมทั้งประกาศว่า จะทำอย่างนี้ จนกว่าพระรูปดังกล่าวจะออกไปจากวัดพระธรรมกาย

พร้อมทั้งมาที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง โดยระบุว่า เป็นบ้านของอุบาสิการายหนึ่ง ที่ทำงานด้านการเงินให้กับวัด ได้รับเงินตอบแทนราว 3-5 พันบาทต่อเดือน แต่กลับมีบ้านมูลค่าหลายล้านบาท และตั้งข้อสงสัยว่ามีเรื่องของการทุจริตเงินบริจาคจากทางวัดที่พวกเขาทำบุญกันมาด้วยหรือไม่

สถานการณ์ของวัดพระธรรมกายในเวลานี้น่าจะถึงจุดแตกหักกันระหว่างลูกศิษย์อย่างอัยย์ เพชรทอง กับคณะสงฆ์ที่กุมอำนาจบริหารภายในวัด ที่ทุกวันนี้กิจกรรมต่างๆ ที่กลุ่มของอัยย์ ดำเนินการอยู่ถูกสกัดหลายๆ ครั้ง และต้องจับตาดูมาตรการตอบโต้ของฝ่ายกุมอำนาจในวัดที่คงไม่ปล่อยให้ฝ่ายของตนตกเป็นฝ่ายรับเพียงข้างเดียว ด้วยการเตรียมฟ้องกลุ่มอัยย์กลับฐานส่งข้อมูลอันเป็นเท็จ

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 20 ตุลาคม 2561

 

 

กฎเดียวกัน !

สำนักพุทธฯแจงสี่เบี้ย

กรณีตั้งรักษาการเจ้าคณะภาคต่างกัน

 

 

จากซ้ายไปขวา

1. สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

2. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยาราม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก

3. พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) วัดปากน้ำ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ

4. พระพรหมจริยาจารย์ (สงัด ปญฺญาวุโธ) วัดกะพังสุรินทร์ (ตรัง) เจ้าคณะใหญ่หนใต้

 

 

เสียงแตก

 

อา.. ถ้าเป็นดังที่ "คุณสิปป์บวร แก้วงาม" โฆษกสำนักพุทธฯ ชี้แจงมานั้น เป็นความจริง ก็แสดงว่า กฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 23 มีความหมายต่างกัน หรือต่างมาตรฐาน เพราะมีการ "แต่งตั้ง" แตกต่างกัน เพราะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้แต่งตั้ง "รองเจ้าคณะภาค" ขึ้นรักษาการแทนเจ้าคณะภาคทั้งหมด แต่หนอื่นๆ หาได้ทำตามเจ้าคณะใหญ่หนกลางไม่ ทุกท่านได้ให้ "เจ้าคณะภาคองค์เก่า" เขารักษาการไปพลางก่อน ถ้าคุณสิปป์บวรอ้างว่าเป็นการใช้กฎมหาเถรสมาคม "โดยเคร่งครัด" ก็อยากจะถามว่า เคร่งยังไง ครัดยังไง ทำไมถึงได้ต่างกัน ?

กรณี สมเด็จสมศักดิ์-เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้แต่งตั้ง "รองเจ้าคณะภาค" ขึ้นรักษาการแทนเจ้าคณะภาคในหนกลาง "ทั้งหมด" นั้น ดูไปก็เหมือนจะเป็นการ "ส่งสัญญาณ" ให้แก่ทางรัฐบาลและสำนักพระราชวัง "ได้ใช้ดุลพินิจ" ในการแต่งตั้ง "เจ้าคณะภาค" ชุดใหม่ โดยไม่ต้องเกรงใจ "ชุดเก่า" ซึ่งต้องใช้ "พระบรมราชโองการ" ในการแต่งตั้ง แบบว่าเป็นการช่วย "เคลียร์พื้นที่" ตรงนี้เป็นท่าทีที่ "ดีมาก" ของสมเด็จสมศักดิ์ ถือว่าเป็น "ผลงาน" ที่น่าชื่นชมที่สุดในชีวิตของสมเด็จสมศักดิ์เลยทีเดียว อย่างอื่นโหลยโท่ย

แต่ถ้ามองต่างมุม โดยเปรียบเทียบกับกรณีเจ้าคณะใหญ่อีก 3 ภาค ก็ดูเหมือนว่า "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" จะถลำตัว ล้ำหน้าไปคนเดียว เหลียวหาใครไม่เจอ เพราะเขาไม่เอาด้วย ทุกภาคยังคง "รักษาฐานอำนาจ" ไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ต่างกับหนกลางที่ "ฐานอำนาจหลุด" จากเจ้าคณะภาคไปจนหมดสิ้น ย้ายไปอยู่กับ "รองภาค" แทน จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคชุดใหม่

ก็ต้องมองต่อไปว่า "เกมนี้ใครจะเดินหมากได้เหนือกว่าใคร" ในระหว่าง "หนึ่ง : เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" กับ "สาม : เจ้าใหญ่หนเหนือ-ใต้-ตะวันออก" หวยจะออกก็ต่อเมื่อ "มีพระบรมราชโองการ" เท่านั้น แต่ที่แน่ๆ นับตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมานั้น "มหาสายชล-หลานรักของสมเด็จนิยมวัดชนะสงคราม" ได้กลายเป็น "อดีตเจ้าคณะภาคหนึ่ง" ไปอย่างเต็มตัวแล้ว และคงจะ "ไปแล้วไปลับ" ไม่กลับมา ชั่วนิจนิรันดร..ซาโยนาระ นะ..มหาสายชล !

 

 

มหาสายชล อดีตเจ้าคณะภาค 1

 

 

มส. ยึดกฎ มส. ฉบับ 23 ตั้งรักษาการเจ้าคณะภาค

มหาเถรสมาคม รับทราบการแต่งตั้งรักษาเจ้าคณะภาคทั้ง 3 เขตปกครองคณะสงฆ์ หนเหนือ หนตะวันออก หนใต้ ให้เจ้าคณะภาคเดิม เป็นรักษาการเจ้าคณะภาคไปก่อน ยึดตามกฎ มส. ฉบับที่ 23 อย่างเคร่งครัด

วันนี้ (19 ต.ค.) ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ในฐานะรองโฆษกพศ. กล่าวภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) ว่า ตามที่เจ้าคณะภาคที่หมดวาระลงทั้งประเทศตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. 2561 นั้น ที่ประชุม มส. ได้รับทราบการแต่งตั้งรักษาการเจ้าคณะภาค ของ 3 หนการปกครอง ได้แก่ หนใต้ หนเหนือ และหนตะวันออก โดยทั้ง 3 หน ตั้งเจ้าคณะภาครูปเดิมขึ้นเป็นรักษาการเจ้าคณะภาค โดยอาศัยอำนาจตามความในหมวดที่ 3 ข้อ 11 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 23 พ.ศ. 2541 ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ ระบุว่า เมื่อไม่มีเจ้าคณะภาคหรือเจ้าคณะภาคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้เจ้าคณะใหญ่แต่งตั้งรองเจ้าคณะภาครักษาการแทนเจ้าคณะภาค ถ้าไม่มีรองเจ้าคณะภาคหรือรองเจ้าคณะภาคไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้แต่งตั้งพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่เห็นสมควรรักษาการแทนเจ้าคณะภาคแล้วรายงานให้ มส. รับทราบ

เมื่อถามว่า ในส่วนของคณะสงฆ์หนกลาง ที่มีการแต่งตั้งรองเจ้าคณะภาคแทนเจ้าคณะภาคนั้น นายสิปป์บวร กล่าวว่า ก็ถือว่าเข้าตามกฎ มส. ข้อดังกล่าวเช่นกัน ทั้งนี้ ยืนยันว่า การแต่งตั้งรักษาการเจ้าคณะภาค ของเขตการปกครองคณะสงฆ์เป็นการปฏิบัติตามกฎ มส. ฉบับที่ 23 พ.ศ.2541 อย่างเคร่งครัด

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 20 ตุลาคม 2561

 

หมดอายุ เอ๊ย หมดวาระ !

สมเด็จสมศักดิ์ตั้งรักษาการ 6 เจ้าคณะภาค

ภาค 1-2-3-13-14-15

มหาสายชล "พ้น" เจ้าคณะภาค 1

 

 

สมเด็จระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม)

วัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

 

 

พระเทพสุธี (สายชล ฐานวุฑฺโฒ)

วัดชนะสงคราม "อดีต" เจ้าคณะภาค 1

 

อา..ถามว่า บรรดาเจ้าคณะภาคในเขตปกครอง "หนกลาง" ที่ถูกคำสั่ง "แต่งตั้งรักษาการแทน" ไปนั้น ได้แก่ภาคไหนและใครบ้าง ก็ขอเฉลยว่า ในเขตการปกครอง "หนกลาง" มีทั้งหมด 6 ภาคด้วยกัน ได้แก่

1. ภาค 1 ของมหาสายชล หรือพระเทพสุธี วัดชนะสงคราม ซึ่งเป็นเจ้าคณะภาค "ห่วยแตกที่สุด" ในประเทศไทย เจ้าของโมฆวาทะ "ผมตัวคนเดียว จะไปทำอะไรธรรมกายเขาได้"

2. ภาค 2 ของพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) วัดประยุรวงศาวาส กรรมการมหาเถรสมาคม อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. ซึ่งเพิ่งจะสละตำแหน่งให้แก่เจ้าคุณสมจินต์ วัดปากน้ำ ไปได้ไม่นาน

3. ภาค 3 ของพระธรรมปริยัติโมลี หรือเจ้าคุณอาทร วัดบพิตรพิมุข

4. ภาค 13 ของพระพรหมกวี (ประกอบ ธมฺมเสฏฺโฐ) เจ้าคุณประกอบเป็นเณรนาคหลวงรุ่นเดียวกับเจ้าคุณประยูร แต่ยังไม่ได้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

5. ภาค 14 ของพระธรรมโพธิมงคล หรือเจ้าคุณสมควร วัดนิมมานรดี

6. ภาค 15 ของพระพรหมเวที หรือเจ้าคุณสุเทพ วัดพระปฐมเจดีย์

แต่ละรูปและละองค์ก็ "ใหญ่ล้นฟ้าล้นแผ่นดิน" กันทั้งสิ้น

ว่ากันตามกฎหมายใหม่แล้ว เมื่อกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่ หรือเจ้าคณะภาค หมดวาระ หรือสิ้นสุดตำแหน่งลงไปไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม การแต่งตั้งนั้น "ต้องเป็นพระบรมราชโองการ" จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เท่านั้น สมเด็จพระสังฆราช หรือมหาเถรสมาคม ไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งอีกต่อไป

สาเหตุนั้นก็ดังที่รู้ คือมีการเล่นเส้นเล่นสายภายในวงการสงฆ์ ส่งคนของตนเองไปเข้าแถวกินตำแหน่งมาอย่างยาวนาน สร้างฐานอำนาจขึ้นมา แรกๆ ก็ไม่ใหญ่ แต่นานไปกลับใหญ่กว่าแม่ ซึ่งได้แก่อำนาจรัฐ ซึ่งพระในมหาเถรสมาคมได้รับผ่านพระราชอำนาจไปนั่นเอง "วัดพระธรรมกาย" ของธัมมชโย ซึ่งโดนข้อหา "เป็นภัยต่อความมั่นคง" เป็นเชื้อไฟชั้นดีให้รัฐบาลชงเรื่องผ่าน สนช. แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์เสียใหม่ "ยึดอำนาจพระสังฆราชและมหาเถรสมาคม" ไม่ให้มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งใหญ่ๆ ไล่ตั้งแต่กรรมการมหาเถรสมาคมไปยันเจ้าคณะภาค ดังนั้น วันนี้ เมื่อตำแหน่งเจ้าคณะภาค "สิ้นสุดลง" ตามวาระ เจ้าคณะใหญ่ก็ไม่มีอำนาจแต่งตั้ง ขืนแต่งตั้งไปก็เข้าในข้อหา "ละเมิดพระราชอำนาจ" อาจจะได้ไปจำวัดในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เหมือนอดีตกรรมการ มส. ก่อนหน้านี้ก็ได้

ก็สรุปว่า ตำแหน่งเจ้าคณะภาคในเขตปกครองหนกลาง "ได้ว่างลง" หมดแล้ว และเชื่อว่า ภาคอื่นๆ ก็น่าจะหมดลงไปไม่น้อยเช่นเดียวกัน แต่ถึงกระนั้น การตั้ง "รักษาการ" ก็ใช่ว่าจะมีอำนาจเต็ม นับจากวันแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ไปเมื่อต้นเดือนกรกฎา มาจนถึงวันนี้ ก็เลยไตรมาสไปแล้ว ยังไม่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งกรรมการ มส. ชุดใหม่ แถมเจ้าคณะภาคก็มาหมดวาระลงไปอีก ตำแหน่งการปกครองของคณะสงฆ์ไทยไล่ตั้งแต่ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะหน และเจ้าคณะภาค จึงตกอยู่ในสภาวะ "ทั้งแก่ ทั้งหมดสมรรถภาพ และหมดวาระ" ลงอย่างมโหฬาร เหมือนเรือลำใหญ่ แต่ไม่มีน้ำมัน ปล่อยลอยเคว้งอยู่กลางทะเล ไม่มีทีท่าว่าจะเป็นฝั่ง ถามว่า เราเดินมาถึงวันนี้ได้อย่างไร ?

ว่าแต่สมเด็จสมศักดิ์ ก็ทำทีตั้งคนอื่น ตะทีตัวเองนั้นไม่เห็นจะหมดวาระลงเมื่อไหร่ สงสัย "รอ" พระบรมราชโองการ

 

 

 

ที่มา : มติชน : 16 ตุลาคม 2561

 

 

หลวงพ่อสมนึก วัดหนองตาบุญ

อดีตพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริการุ่นแรก

มรณภาพ !

 

 

หลวงพ่อพระครูวินัยธรสมนึก จิตฺตนนฺโท

เจ้าอาวาสวัดหนองตาบุญ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี

อดีตพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริการุ่นแรก

 

ข่าวจากวัดหนองตาบุญ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี รายงานว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2561 เวลา 14.04 น. หลวงพ่อพระครูวินัยธรสมนึก จิตฺตนนฺโท เจ้าอาวาสวัดหนองตาบุญ ได้ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบ ณ โรงพยาบาลเปาโล กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้จะมีพิธีรดน้ำศพในวันที่ 16 ตุลาคม ศกนี้ ที่วัดหนองตาบุญ เวลา 13.00 น.

 

 

หลวงพ่อสมนึกนั้น มีประวัติเคยเดินทางมาสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2519 และได้เข้าร่วมการประชุมก่อตั้งสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ที่วัดพุทธวราราม นครเดนเวอร์ ในวันที่ 20-24 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2519 หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับเมืองไทย ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหนองตาบุญ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี และไม่เคยกลับมาสหรัฐอเมริกาอีกเลย จนกระทั่งได้ถึงแก่มรณภาพลงในวันนี้

พระมหาจวน จริตธมฺโม ซึ่งเป็นพระรุ่นเดียวกันกับหลวงพ่อสมนึก ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งเดินทางจากแอลเอไปโคโลราโด้นั้น พระมหาจวนเป็นพลขับรถ ส่วนหลวงพ่อสมนึกเป็นช่างเครื่อง คอยเช็คเครื่องยนต์ว่าปรกติดีหรือเปล่า เดินทางไหวไหม เสียหายตรงไหนก็ให้หลวงพ่อสมนึกดูแลรักษา หลวงพ่อสมนึกจึงเป็นพระวิศวกรรูปแรกในสหรัฐอเมริกา ถ้าไม่มีหลวงพ่อสมนึก พระทั้งคณะก็คงจะเดินทางไปไม่ถึง และการก่อตั้งสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาก็อาจจะล่าช้าออกไป

คุณสมบัติสำคัญของหลวงพ่อสมนึกนั้น ว่ากันว่าท่านเป็นโหราจารย์ที่ทำนายทายทักและวางลัคนาได้แม่นยำยิ่งนัก เป็นที่ปรึกษาทางด้านฤกษ์ยามของหลวงพ่อกิตติวุฑโฒแห่งสำนักจิตตภาวันอันเกรียงไกรในอดีต จึงมีทั้งมิตรสหายและศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ ถือได้ว่าเป็นผู้กว้างขวางและมากบารมีรูปหนึ่งเลยทีเดียว

การเดินทางมาสหรัฐอเมริกาในครั้งนั้นของหลวงพ่อสมนึก ได้ถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของคณะสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ว่าท่านเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเวลานั้นมีวัดอยู่เพียง 5 วัด มีพระเพียง 11 รูป แต่ปัจจุบันวันนี้ มีมากมายถึง 200 กว่าวัด และจำนวนพระเณรไทยในสหรัฐอเมริกาก็ทะลุหลักพันไปแล้ว

วันนี้ หลวงพ่อพระครูวินัยธรสมนึก ได้ถึงแก่มรณภาพลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งผลงานและประวัติศาสตร์อันสำคัญให้พระเณรลูกหลานได้ศึกษา อย่างทรงคุณค่า อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ขอถวายความไว้อาลัยแด่ "หลวงพ่อพระครูวินัยธรสมนึก จิตฺตนนฺโท" ด้วยความเคารพอย่างสูง มา ณ โอกาสนี้

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 13 ตุลาคม 2561

 

 

พระร่วง !

ตลาดพระเครื่องซบเซาหนัก

หลักล้านเหลือแสน หลักแสนเหลือหมื่น

หลักอื่นๆ แทบไม่เหลืออะไร !

 

 

พระพรหมวชิรญาณ วัดยานนาวา มาแรง

 

อา..ก็ขอเรียนว่า ใช่แต่ "ตลาดพระเครื่อง" เท่านั้น ที่อยู่ในช่วง "ขาลง" ซึมเซายาวนาน แม้แต่ "ตลาดพระราชาคณะ" ตั้งแต่สมเด็จยันพระครู ก็อยู่ในช่วง "ขาลง" เช่นเดียวกัน ยกเว้นแต่ "สำนักวัดยานนาวา" ที่เห็นว่ากำลังอยู่ในช่วง "ขาขึ้น" เซียนพระเจ้าคุณหันไปเล่นหุ้น "วัดยานนาวา" เป็นแถวๆ วันก่อน "พระพรหมวชิรญาณ" ท่านบินไปเป็นประธานประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร ที่เมืองแมนเชสเตอร์ เมื่อวาน มีงานรดน้ำศพ "หลวงป๋า" วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ราชบุรี พระพรหมวชิรญาณก็ได้รับบัญชาจาก "สมเด็จพระสังฆราช" ให้ไปเป็นประธานในงาน ในฐานะ "ตัวแทนสมเด็จพระสังฆราช" ออร่าจับยิ่งกว่าดารา

กรณีตลาดพระเครื่องซบเซานั้น ก็ถือว่าธรรมดา เพราะไม่ว่าตลาดไหนๆ ทั่วไทยและทั่วโลก ก็โดนพิษสงครามระหว่าง 2 อภิมหาอำนาจ "จีน-อเมริกา" ฟาดหางเข้าใส่ไม่เว้น เป็นผลของสงครามระหว่าง 2 นโยบายหลัก อันได้แก่ นโยบายทางสายไหมใหม่ของสีจิ้นผิง กับนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ของทรัมป์ นี่ยังเพียงแค่ "ยกแรก" หญ้าแพรกก็แหลกลาญไปมหาศาลแล้ว ขืนเล่นกันนานๆ จะแหลกลาญปานไหนก็ไม่อยากคิด เพราะคิดไปก็ไม่ได้ประโยชน์อันใด ในเมื่อไม่สามารถทำอะไรได้ มากกว่าการใช้นโยบาย "เศรษฐกิจพอเพียง" ของในหลวง ร.9

ตลาดพระเครื่องซึ่งซบเซาลงไปนั้น เซียนพระชี้ไปที่ "ประธานาธิบดีทรัมป์" แห่งสหรัฐอเมริกา ว่าเป็นสาเหตุ ส่วนตลาดพระเจ้าคุณที่ซบเซาลงไปนั้น เซียนพระก็ชี้ไปที่ "พงศพร พราหมณ์เสน่ห์" เชื่อว่าเข้ามาเพื่อหาเรื่องพระโดยเฉพาะ เพราะถ้าไม่มีพงศพร ก็คงไม่มีวันนี้ วันที่ "บัญชีสมณศักดิ์" เงียบหายมาหลายรอบแล้ว แม้แต่บัญชีกรรมการ มส. ก็เงียบ

 

 

มือทุบตลาดพระ

ซ้าย : พ.ต.ท.พงศพร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักพุทธฯ

ขวา :  ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐอเมริกา

 

 

 

ตลาดพระเครื่องซบเซา ราคาเช่าตกวูบ พระดังหลักแสนเหลือแค่หมื่น

ความนิยมในการสะสมพระเครื่อง ทำให้เกิดธุรกิจให้เช่า หรือรับเช่า พระเครื่อง-พระบูชาอย่างกว้างขวาง และมีธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกหลากหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสร้างพระเครื่องวัตถุมงคล การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ถ่ายรูปพระเครื่อง รับจำนำพระเครื่อง รับจ้างอัดกรอบพระ เลี่ยมพระ ทำสายสร้อยคล้องพระ ธุรกิจหนังสือพระ เป็นต้น แต่ความเฟื่องฟูและซบเซาของวงการพระเครื่อง ค่อนข้างจะผูกติดหรือไปในทิศทางเดียวกันกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

โดยเฉพาะในยามนี้ ที่บรรยากาศตามสนามพระเครื่องต่างๆ ที่หลายคนประสบพบเห็น บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่คึกคักเหมือนดังแต่ก่อน

ตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ตลาดพระที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ที่บรรดาเซียนพระและนักสะสมให้ความสนใจ แต่จากการสำรวจของ "ข่าวสดออนไลน์" พบว่า บรรยากาศ ยังมีคนมาเดินเช่าหาพระเครื่องกันอยู่ แต่ก็ไม่มากเหมือนแต่ก่อน

เซียนคนหนึ่งที่ตั้งแผงในตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์ กล่าวว่า "การเช่าพระนั้นก็ยังมีอยู่ แต่ปริมาณราคาจากเดิม จะรับเช่าพระเครื่องต่อวัน หัวเฉลี่ยหลักแสนจะปล่อยเช่าสัก 2 หรือ 3 องค์ กลายเป็นว่าหลักแสนจะเหลือวันละองค์ พระหลักหมื่นจะเช่าได้มากขึ้น เพราะว่าคนเช่าระวังการใช้เงิน ถึงแม้ว่าการเช่าพระจะเป็นเงินออม แต่ก็ระวังตัวขึ้น เพราะการเช่าพระ ไม่ได้เป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน หรือมีความจำเป็น แต่ยอมรับว่าบรรยากาศเงียบ ด้วยเศรษฐกิจไม่ดี คนต้องการใช้เงิน บางคนก็เอาพระมาขาย แต่ราคามันถูกลง คนที่พอมีเงินหรือหมุนได้ ก็ต้องซื้อเก็บไว้"

"เราเป็นคนขายมีผลกระทบมั้ย พระหลักหมื่น แต่กำไรแค่ 2-3 พันบาท เราก็เพียงขายพระหลักหมื่น 4-5 องค์ ก็พอมีรายได้ สามารถอยู่ได้ ส่วนตัวผมคิดว่าคนขายพระไม่ค่อยมีผมกระทบเท่าไร เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาได้ประมาณ 4-5 ปีแล้ว เพราะคนระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน แต่ว่าถ้าถึงกับขายไม่ได้เลย ก็ไม่ใช่ เพราะคนที่มีพระเครื่องในครอบครอง แต่ไม่มีเงินก็จะเอาพระมาขาย คนมีเงินก็ซื้อเอาไป แต่เราเป็นคนกลาง ก็พอมีรายได้ ไม่กระทบมากเท่าไร"

"สำหรับพระเครื่องแล้ว ถามว่าราคาลงไหน ก็ลงแทบทุกอย่าง บางอย่างขึ้นไปสูงๆ มามาก อาจจะขึ้นไปเพราะราคาปั่น พระประเภทนี้ราคาจะลงกว่าร้อยละ 50 บางอย่างก็ลงเป็นเท่าตัวก็มี แต่นั่นอาจจะมาจากสาเหตุที่พระถูกปั่นราคาขึ้นไป เช่น หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ตอนนี้ก็ลงไปเยอะเหมือนกัน พระหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่ ก็ราคาลงเช่นกัน แต่ว่ามาจากสาเหตุที่หลวงปู่ทิมและหลวงพ่อคูณมรณภาพไปแล้ว"

เมื่อถามว่าสถานการณ์ที่ซบเซาของตลาดพระที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ มีมากแค่ไหน เซียนพระคนเดิม ระบุว่า "โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เคยรู้สึกว่าลดลง คนที่มาเช่าพระ ส่วนใหญ่คือ คนที่มีความประสงค์จะมาเช่าพระ เพื่อนำไปบูชาจริงๆ แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่ใช่คนที่อยากเช่าพระไปบูชา เสียเงินไปเปล่าๆ จะไม่เห็นประโยชน์ที่จะมาเช่าพระ ดังนั้นในบางปัจจัย ไม่ใช่ว่าจะมาจากสภาวะเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยกตัวอย่างปี 2554 ตอนน้ำท่วมนั้น ผมว่าแย่กว่านี้อีก ตอนนั้นแทบไม่มีการซื้อขายเลย บางแห่งน้ำท่วม ต้องหยุดทำการลงชั่วคราว ณ วันนี้ ถ้าถามว่าลดลงไปหรือเปล่า สินค้าอื่นทั่วไปก็เป็นเหมือนกันหมด คือได้รับผลกระทบเช่นกัน"

 

ต่อมาผู้ข่าวข่าวสดมาสำรวจตลาดพระเครื่องพันธุ์ทิพย์งามวงศ์วานกันบ้าง

 

บรรยากาศการซื้อขาย ก็ยังมีอยู่ แต่ไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากไม่ใช่เป็นวันนัดใหญ่ หรือตลาดนัดพระเครื่อง

เซียนพระคนหนึ่งในห้างพันธุ์ทิพย์งามวงศ์วาน ว่า "ตลาดช่วงเวลานี้ เงียบทั้งสนามเล็กและสนามใหญ่ พระใหญ่หรือพระเก่าที่มีราคาแพงก็ยังปล่อยเช่าได้ แต่เช่าในราคาที่ทรงๆ ซึ่งปัจจุบันพระเครื่องราคาลดมามากกว่าร้อยละ 40 ทำให้ดูเหมือนตลาดซบเซา แต่ถ้าเป็นพระสวย พระเก่า พระกรุ ราคาก็ยังแพงอยู่ ซึ่งเป็นพระที่หายาก แต่ถ้าตลาดล่างหรือพระเครื่องย่อยทั่วไป ก็ยังมีการซื้อขายกันอยู่"

ส่วนสนามพระเครื่องโลตัสปิ่นเกล้า เซียนพระคนหนึ่งที่เปิดแผงพระ กล่าวถึงสถานการณ์ของตลาดพระเครื่องในปัจจุบัน ว่า "เงียบมากถึงมากที่สุด อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นมาตั้งแต่เปลี่ยนรัฐบาล หลังรัฐประหารก็ค่อยๆ เงียบ ซบเซามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน"

"เมื่อก่อน พระเครื่ององค์ละ 2-3 แสนบาท เดือนหนึ่งขายได้เยอะมากในสมัยที่ยังไม่เกิดรัฐประหาร พอเกิดรัฐประหาร ธุรกิจต่างๆ ก็เริ่มซบเซาลง คือ คนกลัวอนาคต ไม่รู้ว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร คนก็ไม่กล้าซื้อ ไม่กล้าขาย ไม่กล้าเก็บ จากองค์หนึ่งที่เคยขายได้ในราคา 2 แสนบาท ก็เหลือแสนห้า ลดลงมาอีกเหลือประมาณหนึ่งแสน แต่ปัจจุบัน เหลือหลักหมื่น เป็นทั้งพระเก่าและพระใหม่เป็นเหมือนกันหมด"

เซียนพระคนดังกล่าว ระบุอีกว่า "เมื่อก่อนคนที่มีเงินเยอะ จะเก็บพระเครื่อง แต่ปัจจุบัน คนที่มีเงินเยอะไม่กล้าเก็บพระ จะเก็บเงินสด หรือทองคำ หรือบางคนอาจจะมองอีกมุมหนึ่ง แต่ว่าเป็นส่วนน้อยมาก คือ ซื้อพระช่วงราคาไม่แพงและนำมาเก็บ เป็นส่วนน้อยมาก จนแทบจะไม่มี แต่ส่วนใหญ่แล้ว นักนิยมสะสมพระเครื่องจะซื้อมาขายไป บวกส่วนต่างเล็กน้อย เป็นส่วนต่าง ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันกับเมื่อก่อน ไม่เหมือนกัน"

"อย่างเมื่อวาน ผมขายพระไปจากราคา 3-4 แสนบาท ผมขายไปแสนต้นเอง เราก็ต้องยอมรับ ปัจจุบันเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้จริงๆ คือ คนกลัว ไม่เชื่อมั่น มันจึงมีผมกระทบไปทั่ว ทุกวันนี้เศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ ธุรกิจ-การค้า ก็ไม่ดี ต่อให้เปิดร้านขายของกิน ยังขายลำบาก"

 

ที่มา : ข่าวสด : 11 ตุลาคม 2561

 

เหยียบถิ่นเสือ  !

เจ้าคุณธรณิศยกทีมเยือนวังน้อย

แสดงความยินดีกับอธิการบดี มจร. รูปใหม่

 

 

 

อา..็ต้องถือว่าเป็น "ภาพประวัติศาสตร์" ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ซึ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ.นี้ แบบว่าไม่เคยมีมาก่อน แต่ไหนแต่ไร สองมหาวิทยาลัยสงฆ์ล้วนแต่ "ไม่ร่วมสังฆกรรม" ต่างคนต่างทำ ม.หนึ่งจะพาคนไปสวรรค์ ม.หนึ่งจะพาคนไปนิพพาน อุดมการณ์ไม่เคยตรงกัน เทียบกับ "2 ม. ทางโลก" คือ จุฬา-ธรรมศาสตร์แล้ว เขายังดูสามัคคีกว่าพระไทย เพราะมีการแข่งขัน "ฟุตบอลประเพณี" เป็นประจำทุกปี แต่ ม.สงฆ์ กลับไม่เคยมีอะไรทำร่วมกันเลย

วันนี้ ถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ ที่เจ้าคุณธรณิศ กล้าคิด กล้านำ และกล้าทำ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่า ถ้าวัดพละกำลังกันแล้ว มจร. ย่อมเป็นต่อ มมร. อย่างเทียบไม่ติด แต่อย่าไปคิดอย่างนั้น ดูแต่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชสิ เจ้าคุณประสาร "ขนพระเณรอีสาน" มาปิดพุทธมณฑลจนล้นลานพระประธาน แต่สุดท้าย "สมเด็จช่วง" ก็ร่วง ฝ่ายไหนคว้าแชมป์ไปครอง ของอย่างนี้มันมีอุทาหรณ์ ตัวใหญ่ก็จริง แต่ถ้าวิ่งไม่เป็น ก็เห็นจะกลายเป็น..หมูในอวย อู๊ดๆ !

 

 

ประชุมซัมมิต 2 ทีมมหาวิทยาลัยสงฆ์ เหมือนรัฐบาลต่อรัฐบาล

 

 

 

เสียดายว่า มมร. บุกฉุกละหุกไปหน่อย ฝ่าย มจร. เลยตั้งรับไม่ทัน ไม่เห็นหน้ารองอธิการบดีตั้งหลายฝ่ายเลย เจ้าคุณสมจินต์โดนทีม มมร. ประกบซ้ายขวาหน้าหลัง แทบเล่นไม่ออก กร่อยสนิทศิษย์ส่ายหน้า

 

ม.สงฆ์สานพระราชปณิธานร่วมจัดศึกษาพุทธตอบโจทย์นานาชาติ
วันที่ 27 กันยายน 2561 ที่ห้องสัมมาปัญญา สำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา พระเทพบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร) ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูง ประกอบด้วยรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร และรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ เป็นต้น เข้าพบและแสดงมุทิตาธรรมแก่พระราชปริยัติกวี,ศ.ดร. อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในโอกาสที่ได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ให้ดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีต่อจากพระเดชพระคุณพระพรหมบัณฑิต,ศ.ดร. กรรมการเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส กรุงเทพมหานคร  

ทั้งนี้ อธิการบดี มมร และ มจร ได้ร่วมสนทนาธรรมและปรึกษาหารือแนวทางในการร่วมมือและผนึกกำลังกันพัฒนามหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งให้เป็นสถาบันการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาเพื่อตอบโจทย์ของสังคมทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ ทั้งการแลกเปลี่ยนนิสิต คณาจารย์ รวมถึงการวิจัย และจัดสัมมนาทางวิชาการทั้งในระดับระดับชาติและนานาชาติร่วมกัน 

แนวทางดังกล่าว จะเป็นการสานต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่ทรงสถาปนาให้มหามกุฏราชวิทยาลัยให้เป็นแหล่งเรียนรู้พระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งจะสอดรับกับที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในฐานะพระโอรสของรัชกาลที่ 4 ที่ทรงสถาปนาให้มหาจุฬาฯ เป็นแหล่งเรียนรู้พระไตรปิฏกและวิชาชั้นสูง

ความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ในการนำมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง มาลงนามความร่วมมือ เพื่อแสวงหาแนวทางในการร่วมสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์ การวิจัย การปฏิบัติ การเผยแผ่ และนำพระพุทธศาสนาไปตอบโจทย์ของสังคมไทย และสังคมโลกในพุทธศตวรรษที่ 26 อย่างมีประสิทธิผลต่อไป

 

ที่มา : บ้านเมือง : 29 กันยายน 2561

 

น้ำฝนเงิบ  !

ศาลไม่รับฟ้องผู้จัดการหมิ่น

บอกติชมด้วยความชอบธรรม

 

 

หลงเพ่น้ำฝน !

 

 

อา..โบราณว่า "กินขี้ดีกว่าค้าความ" น้ำฝน-คนมาหาเฮีย ได้ก้าวเข้าไปสู่กับดักแห่งการค้าความไปเรียบร้อยแล้ว แถมค้าแล้วขาดทุน ฟ้องแล้วแพ้ ก็เสียสองต่อ คือเสียความชอบธรรม ลามไปถึง..เสียความเป็นพระ เพราะพระนั้น ใช่แค่นุ่งเหลืองห่มเหลือง แต่เป็นทั้ง "พุทธบุตร" และเป็น "บุคคลสาธารณะ" เมื่อบวชเข้ามาแล้ว ก็เป็นคนของประชาชน เพราะกินข้าว-อยู่อาศัยในที่ที่ประชาชนเขาถวาย จะอ้างสิทธิใดๆ ในการป้องกันตัวเองนั้นทำได้ประการเดียวก็คือ "อยู่ในพระธรรมวินัย" มิใช่การใช้กฎหมายปกป้อง ดังที่น้ำฝนกระทำไป แถมเมื่อทำไปแล้วแพ้ ก็เสียผู้เสียคน จะเอาอะไรไปสอนญาติโยม ในเมื่อตัวเองก็ยังไม่เข้าใจแม้กระทั่ง "สิทธิพื้นฐาน" ของการเป็นพระ

 


 

จับมือ "เสี่ยแป๊ะ" วัดปากน้ำ แจกรถสำนักพุทธฯ

 

การทำพิธีนอกรีตนอกรอย แล้วนำเอาปัจจัยเงินทองที่ได้มาโดยไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยนั้น มาช่วยเหลือประชาชนรวมทั้งหน่วยงานราชการบางแห่ง โดยอ้างว่าเป็นการสร้างสาธารณะกุศล ก็เป็นความเข้าใจผิดของสังคมไทยเอง ที่เชื่อว่าการทำเช่นนี้คือหน้าที่ของพระสงฆ์ แล้วทีนี้ เมื่อพระธรรมวินัยอันเป็นหลักการของพระพุทธศาสนา ถูกพระพวกนี้ย่ำยี ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปตรวจสอบ เพราะตกอยู่ภายใต้อามิสสินจ้างเสียแล้ว

เชื่อเถิดว่า ถึงจะแพ้คดีความหนักแตกยับ แต่น้ำฝนก็ไม่ยอมหยุดแน่ เพราะมองเห็นทางแล้วว่า ถ้ามีเงินเสียอย่าง อะไรก็ซื้อได้ แม้แต่..สมณศักดิ์ และกรรมการมหาเถรสมาคม !

 

 

ไม่ต้องทำตัวให้ใครชมว่าดี แต่ใครว่าไม่ดี กูฟ้อง !

ปั้นวาทกรรมหรู พอๆ กับ ว.ตอแหล

 

 

ศาลยกฟ้อง ผู้จัดการ 360 แฉหลวงพี่น้ำฝนปลุกเสกวัตถุมงล ชี้ติชมโดยชอบธรรม

ศาลมีคำพิพากษาในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ยกฟ้องคดีพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง "ผู้จัดการ 360" ฐานหมิ่นประมาท กรณีเสนอข่าวปลุกเสกวัตถุมงคลจนถูกพระชั้นผู้ใหญ่ตำหนิ ชี้เป็นการติชมโดยธรรม

วันนี้ (25 ก.ย.) ที่ห้องพิจารณาคดี 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1156/2560 ที่พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน อายุ 45 ปี เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม อ.เมืองฯ จ.นครปฐม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ผู้จัดการ 360 จำกัด, นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทผู้จัดการฯ, นายสุวิชชา เพียราษฎร์ บรรณาธิการบริหารบริษัท ผู้จัดการฯ, นายวริษฐ์ ลิ้มทองกุล เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,326 และ 328

คำฟ้องโจทก์สรุปว่า เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2561 เวลากลางวันและกลางคืน จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันตีพิมพ์ลงบทความเผยแพร่ทางเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ต่อบุคคลทั่วไป ทำนองว่า นับตั้งแต่ปี 2561 พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม ได้ออกสิ่งของมงคลโดยผ่านพิธีปลุกเสกมาแล้ว 4 รายการ ประกอบด้วย กระเป๋ามหามงคล ขณะเมื่อ 30 ก.ย. 2560 เจ้าคณะใหญ่ทุกหนได้มีคำสั่งให้พระสงฆ์และสามเณรเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ให้ระงับเรื่องป้ายประกาศเกี่ยวกับพิธีการปลุกเสกวัตถุมงคล เครื่องราง ของขลัง โดยบรรดาเกจิอาจารย์ อันเป็นการมอมเมาประชาชน มิใช่วิถีพุทธ มิใช่วิถีสมณะ สุ่มเสี่ยงต่อการต้องอาบัติอันติมวัตถุ และในอุโบสถต้องไม่ทำเป็นที่จำหน่ายวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังภายในอุโบสถ และกำชับให้พระสังฆาธิการ สอดส่องดูแลกวดขัน แต่วัดไผ่ล้อมยังคงออกสั่งของวัตถุมงคลตามหลังประกาศถึง 4 รายการ

โดยการปลุกเสกของทางวัดไผ่ล้อม ดำเนินการเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2560 หลังจากที่พระปกครองมีคำสั่งออกมาแล้ว ไม่มีเสียงทักท้วงใดๆ จากพระชั้นปกครอง แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องกระเป๋ามหามงคลสินค้าตัวแรกที่ออกมา แต่เรื่องก็เงียบไปในระดับชั้นเจ้าคณะจังหวัด ที่ชี้แจงว่าทางวัดไผ่ล้อมดำเนินการเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาล จากนั้นผ้ายันต์พันคอ เหรียญพระวิสุทธิเทพ และย่ามยันต์หรูก็ออกมามาโดยไร้เสียงทักท้วง ท่ามกลางข้อสงสัยของคนทั่วไปว่า ทำไมวัดไผ่ล้อมทำสิ่งของมงคลเหล่านี้ออกมาได้ ทั้งๆ ที่หมิ่นเหม่ต่อการขัดคำสั่งของเจ้าคณะใหญ่ทุกหน

ทั้งนี้ การเผยแพร่ข้อความดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายถูกดูหมิ่นจากบุคคลทั่วไป ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษตามกฎหมายและสั่งให้จำเลยร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ และหนังสือพิมพ์อื่น 7 ฉบับ เป็นเวลาติดต่อกัน 15 วัน

ศาลชั้นต้นตรวจพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเบื้องต้นว่า บทความ หรือข้อความ ที่ลงในเว็บไซต์ดังกล่าว เป็นบทความที่หมิ่นประมาทโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อความ หรือบทความ ที่โจทก์ฟ้องและเบิกความว่าเป็นบทความหรือข้อความที่ใส่ความโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชังนั้น โจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงตามฟ้อง และที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความเป็นพยานต่อศาล ก็มิได้เบิกความให้เห็นว่าที่วัดไผ่ล้อม ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้น ไม่มีการทำพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังแต่อย่างใด ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความจากเจ้าคณะใหญ่หนกลาง มีคำสั่งที่ 8/2560 ห้ามวัดวาอารามต่างๆ ทำการให้เช่า หรือจำหน่าย วัตถุมงคล ในพระอุโบสถของวัดไผ่ล้อม จะมีการกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวนั้นหรือไม่ กรณีเป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่จะต้องดำเนินการตามกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายต่างหาก แต่หากวัดไผ่ล้อมมีการปลุกเสกวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังโดยบรรดาพระเกจิอาจารย์ทั้งหลายจริง กรณีก็เป็นความเชื่อหรือความศรัทธาของประชาชนแต่ละหมู่แต่ละเหล่าไป ตามแต่ความเชื่อและความศรัทธาของแต่ละคน ข้อความ หรือบทความใด จะเป็นหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงความรู้สึกของวิญญูชนทั่วๆ ไป เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่า ข้อความที่กล่าวนั้น ถึงขั้นที่จะทำให้ผู้ถูกหมิ่นประมาท น่าจะเสียชื่อเสียง บุคคลอื่นดูหมิ่น หรือเกลียดชังหรือไม่ มิใช่พิจารณาตามความรู้สึกของผู้ถูกหมิ่นประมาทแต่ฝ่ายเดียว

การที่มีพระเถรชั้นผ