LAST UPDATE :   APRIL  23  2017   06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 


 

 

8-11 มิถุนายน 2560

อายุวัฒนมงคล 92 ปี หลวงตาชี วัดไทยดีซี

งานที่ทุกคนต้องไป

 

2-4 มิถุนายน 2560

ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ฉลองครบรอบ 35 ปี วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

ชุมนุมพระธรรมทูตจากทั่วโลก

 

16 - 18 มิถุนายน 2560

งานผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต และทำบุญ 20 ปี

วัดป่าสันติธรรม เมืองแครอนตัน รัฐเวอร์จิเนีย

 

7 พฤษภาคม 2560

ทำบุญครบรอบ 19 ปี วัดสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

ฉลองเจ้าคุณพระมุนีวิเทศ (สุขุม สุขุโม) เจ้าอาวาส

เมืองเบเกอร์สฟิลด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

 

27-28 พฤษภาคม 2560

สมัชชาสงฆ์ไทยบำเพ็ญกุศลฌาปนกิจศพ

พระครูวิมลศีลาภิรม (หลวงพ่อเมี่ยง)

วัดวิเทศธรรมรังษี เมืองซาไลน่า รัฐแคนซัส

 

 

 


 

แตกดังโพล๊ะ !

บรรจบ-ดวงใจ แยกทาง

สมาพันธ์พุทธ อีสาน-กลาง ต่างคนต่างไป

เหนือ-ใต้ ยังไม่แน่ !

 

 

ซ้าย : ดวงใจ เชื้อคำเพ็ง อดีตรองประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

ขวา : ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย

 

อา..ไม่อยากเชื่อเลยว่า "คัดทหารยังมิทันออกสงครามก็แยกทางกันแล้ว" สาเหตุนั้น ว่ากันว่า มาจากกรณีที่ "บรรจบ" ให้ "ดวงใจ เชื้อคำเพ็ง-กรณ์ มีดี" ไปออกรายการ "ต่างคนต่างคิด" เถียงให้ธรรมกาย พอกลับมาเลยคิดต่างกัน พอคิดต่างก็เลยมองต่าง สุดท้ายกลายเป็นรายการ "ต่างคนต่างไป" เรื่องเป็นเช่นนี้แหละครับ ท่านพระครู

แรกนั้น อาจารย์ดวงใจ ยังตั้งตัวไม่ติด แต่เห็น "อาจารย์บรรจบ" ชวนเข้าสมาพันธ์ เทียบน้ำหนักดูแล้ว เห็นว่ายี่ห้ออาจารย์บรรจบ "หนักกว่า" เพราะเป็น ป.ธ.9 แถมด้วย รศ.ดร.รท. อีกต่างหาก ขณะที่อาจารย์ดวงใจเป็นเพียง "ป.ธ.8" ก็เลยยกเก้าอี้ "หัวหน้า" ให้แก่ ดร.บรรจบ โดยไม่ต้องแข่งขัน

แต่ภายหลัง ดวงใจกลับเห็นว่า "บรรจบมีแต่ชื่อ ไม่มีลูกน้อง" ถ้ามองดูแวดวงของดวงใจแล้ว ในฐานะที่เคยผ่านตำแหน่ง "เลขานุการเจ้าคณะภาค 10" คุมอีสานใต้มาก่อน คอนเน็กชั่นในลุ่มแม่น้ำโขงจึงแน่นปึ๊ก และถ้าเทียบขนาดกันแล้ว ภาคอีสานถือว่ามีประชากรหนาแน่นที่สุดกว่าทุกภาค คุมอีสานภาคเดียวก็เหลือกิน แบบว่าชี้ขาดการเมืองไทยได้ ไม่งั้นพ่อใหญ่ชวลิตไม่อ้างตัวเป็นเขยนครพนมหรอก เห็นเช่นนี้จึงมีไอเดียว่า "แล้วจะขึ้นต่อสมาพันธ์อันนำโดยคนภาคกลางไปทำไม นั่งจิบกาแฟอยู่ริมโขงก็ใหญ่บะเริ่มเทิ่ม" ฝีในสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยเลยโป่งออก กลายเป็นแยกบ้านโป่ง บ้านอาจารย์บรรจบ

แน่นอนว่า การออกของ "ดวงใจ" ในครั้งนี้ ไม่มี "บรรจบ" อยู่ในสายตา เพราะไม่ได้ปรึกษาหารือ หรือพูดได้ว่า "ไปไม่ลา มาไม่ไหว้" กระทั่งบรรจบไปแอบ "เห็นเขากอดกัน" แล้ว ทนไม่ไหว ถึงกับต้องกลับมาเขียน "เตือน" ให้เก็บข้าวของออกบ้านไปไวๆ ไม่ไล่ก็เหมือนไล่ อยู่กินกันต่อไปคงไม่ไหว มันทำใจลำบาก

อย่างไรก็ตาม หากย้อนดู "ปฐมกำเนิด" ของสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ก็พอจะทราบได้ว่า แรกนั้น อาจารย์บรรจบก็เกาะอยู่กับ "สมาคม ป.ธ.9" ของ อาจารย์รักษ์สยาม นามานุภาพ ป.ธ.9 แต่เห็นว่ารักสยามแคบไป เล่นเฉพาะในประเทศไทย บรรจบคอนเน็กชั่นกว้างไกลกว่า จึงประกาศแยกทางกับรักสยาม หันไปจับมือกับ กรณ์ มีดี และดวงใจ เชื้อคำเพ็ง ได้เสี่ยวๆ จากอีสานมาร่วมงานเยอะ

วันนี้ ก็ไม่รู้ว่า "กรรมเก่า" หวนมาสนองอาจารย์บรรจบหรือไม่ เพราะตอนออกจากสมาคม ป.ธ.9 นั้นก็ไม่บอกไม่ลา วันนี้ ดวงใจจากไปก็ไม่ลาเช่นกัน ถึงบรรจบจะปากหวานว่า "เอาใจช่วย และขอให้ไปได้สวย" ก็เป็น "หวานบรรทัดสุดท้าย" บรรทัดแรกๆ นั่นอ่านแล้วมัน ยิ่งกว่ากินโก๋แก่

แต่ฟังดูแล้ว "ทุกหมู่เหล่า" ไม่ว่าจะเป็น สมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยค สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย หรือ พุทธภูมิอีสาน ต่างล้วนมีเป้าหมายอยู่ที่ "การเลือกตั้ง" ซึ่งกำลังจะมาถึงในปีหน้า 2561 แบบว่ามุ่งเล่นการเมือง จึงรีบหาทุนรอนกันยกใหญ่ มิใช่การก่อตั้งสมาคมขึ้นมาเพื่อศาสนาโดยไร้การเมือง หากแต่มุ่งเอาการเมืองมาเป็นเรื่องศาสนา ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะแตกกันอีกกี่ยก เพราะผลประโยชน์อยู่ที่ไหน ก็ไม่มีคำว่า "มิตรแท้" ดังที่ "สมัคร สุนทรเวช" อดีตนายกรัฐมนตรีเคยกล่าวเอาไว้ว่า "การเมืองเป็นเรื่องของตัณหา" นั่นแล

สรุปว่า เวลานี้มี 3 ก๊ก มีกลุ่ม "พุทธภูมิอีสาน" เกิดขึ้น โดยแยกมากจาก "สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย" ซึ่งก็แตกมาจาก "สมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยค" อีกทอดหนึ่ง เป็นสามทอดด้วยกัน ถ้าเป็นไก่ทอดละก็รับรอง..กรอบจนเกรียม

ถามว่า มีปัญหาอะไรไหม ทำไมดวงใจจึงตัดใจจากบรรจบ ก็ตอบว่า มีแน่ๆ แต่ดวงใจยังไม่พูด เพราะอยากไปเงียบๆ รอให้บรรจบออกปากก่อน ถ้าพูดไม่สวยก็อาจมี..สวน !

 


 

 

 

 

ที่มา : สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 23 เมษายน 2560

 

 

จ๊หน่อยสาดสงกรานต์ !

ทหาร-ข้าราชการ โดนหมด

ยกเว้น..นักการเมือง !

 

 

จ๊หน่อย

ว่าที่นายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ต่อจากยิ่งลักษณ์

 

 

อา..ไม่อยากบอกว่า "ไม่มีใครไม่เชียร์ตัวเอง" เช่น คุณหญิงหน่อยเป็นนักการเมือง ก็ต้องบอกว่านักการเมืองดี ขืนบอกว่านักการเมืองเลว มันก็เหลวไหลนะซี นี่เป็นหลักการเบื้องต้น

แต่..แต่ทว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ทหาร คสช. ยังไม่อนุญาตให้เคลื่อนไหวทางการเมืองได้เต็มเกียร์ ประดานักการเมืองจึงหันหน้ามาใช้ "วัด" เป็นเวทีการเมืองแทน ก่อนหน้านี้ วัดพระธรรมกาย กลายเป็น "เวทีการเมืองขนาดใหญ่" ให้ใครต่อใครขึ้นอัดทหาร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง พอทหารรู้ทันสั่ง "ยกเลิก ม.44" เลยย้ายวิกมา "ท่าพระจันทร์" ในวันนี้ นี่ก็เรื่องเวที

ต่อไปก็เรื่องท็อปปิก หรือหัวข้อสัมมนา ซึ่งตั้งไว้หรูหราว่า "พุทธวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งการเมืองไทยในปัจจุบัน" แต่เนื้อหาด้านในนั้น แทบไม่เห็นเนื้อหาทาง "ธรรม" แต่อย่างใดเลย ยิ่งยุทธวิธีที่คุณหญิงหน่อยพูดมาทั้งดุ้นนั้น มองแล้วดูยังไงก็ไม่ใช่ "พุทธวิธี" แต่เป็น "วิภาษวิธี" ยกฝ่ายนี้ เหยียบฝ่ายโน้น ซึ่งก็เป็นวิธีเก่าๆ ที่นักการเมืองเคยใช้มานมนานกาเล หัวข้อกับท้องเรื่องเลยไปกันคนละเรื่องเลย

ในทัศนะของคุณหญิงหน่อยนั้น "นักการเมือง" แทบจะไม่มีเสียหายอะไรเลย ดีเลิศประเสริฐศรี ทั้งๆ ที่มีหลักฐาน "โกง" อยู่ทุกรัฐบาล แต่ก็ถูกยกเว้นไว้ไม่กล่าวถึง ยกเอาเฉพาะ "ข้อดี" มาเปรียบเทียบ แบบนี้ใครก็เปรียบได้ แต่ว่ามันไม่บูรณาการ ถ้าแค่พูดยังบูรณาการไม่ได้ การกระทำจะบูรณาการได้อย่างไร เพราะถ้าพูดบกพร่อง ก็แสดงว่าความคิดบกพร่อง มองไม่ครบ กลายเป็นจับจด หรือติดใจเฉพาะสิ่งที่ตนเองรักชอบตอบแทนเท่านั้น นั่นเป็นเรื่องวิสัยทัศน์

หลักการจริงๆ นั้น คุณหญิงน่าจะพูดว่า "ไม่มีระบอบใดสมบูรณ์" ต้องมีบกพร่องมากบ้างน้อยบ้าง การมองแบบนี้จึงจะมีความคิด "ช่วยกันเสริม" คือเติมเต็ม แต่ถ้าคิดว่า สิ่งนี้ดีกว่าสิ่งนั้น หรือระบอบนี้ดีกว่าระบอบนั้น มันก็จ้องทำลายกันถ่ายเดียว แต่ก็อย่างว่าแหละ การสัมมนาครั้งนี้ "จัดเพื่อวิชาการ" หรือ "เพื่อหาเสียง" ลองฟังเสียงเอาเองก็แล้วกัน

อย่างกรณี "การอภิวัฒน์การปกครอง 2475" ถ้าจะตำหนิว่า "ล้มเหลว" ทำนอง "ชิงสุกก่อนห่าม" หรือไม่นำเอาคุณธรรมมาใช้ควบคู่กับประชาธิปไตย มันก็จะกลายเป็นเรื่อง "ห่มผ้าลายหมาเห่า ค้นเรื่องเก่าทะเลาะกัน" เพราะที่เหลือทุกวันนี้ไม่มีใครอยู่ทันแล้ว ถ้าจะพูดกันแบบกำปั้นทุบดินอย่างนั้น ก็อาจจะมีคนตอบว่า "ถ้าคณะราษฎรไม่ทำการปฏิวัติ ประเทศไทยก็คงไม่มีประชาธิปไตยถึงสมัยนี้ และคุณหญิงหน่อยก็คงไม่มีโอกาสได้พูด" เห็นไหมว่ามันมีสมการอยู่ในตัว อย่าลืมด้วยว่า ถ้าไม่มีประชาธิปไตย ก็ไม่มีนักการเมือง

ข้อต่อมาที่ว่า "ประชาธิปไตยเป็นของต่างชาติ เราเอามาใช้แต่ไม่ประยุกต์ เลยได้ประชาธิปไตยแค่ผิว" พูดแบบนี้ก็มี "มองต่างมุม" อีก คือถามว่า มีระบอบอะไรในเมืองไทยบ้างที่เป็นของ "ไทยเดิม" จริงๆ แม้แต่เพลงไทยเดิมก็เอามาจากพม่า มอญ เขมร และความจริงแล้ว อะไรๆ ที่คนไทยเอามาน่ะ ก็ประยุกต์ใช้กันทั้งสิ้นแหละ แต่จะประยุกต์แบบไหนอย่างไร มันก็ต้องว่าไปตามน้ำตามเนื้อ จะพูดแบบติเรือทั้งโกลนมันง่ายเกินไป

ที่สำคัญก็คือ การชู-ธรรมาธิปไตย ในประเทศไทย ถามว่า จะชูอย่างไร เพราะขนาดคณะสงฆ์ไทยยังไม่มีธรรมาธิปไตยเลย ระบอบของคณะสงฆ์ไทยที่ใช้อยู่ในทุกวันนี้ เป็นระบอบ "ราชาธิปไตย" หรือ "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" เต็มใบ ไม่งั้นไม่มีสังฆราชและมหาเถรสมาคม นั่งประชุมกันจนตายในผ้าเหลืองหรอก

ก่อนจะเอา "ธรรมาธิปไตย" ไปใช้ ก็ต้องศึกษาว่า ธรรมาธิปไตยคืออะไร ? พระพุทธองค์ทรงโปรดให้พุทธบริษัท "ยึดพระธรรมวินัยเป็นศาสดา" แทนพระองค์ แต่ปัจจุบันมีใครยึดตามนั้นบ้าง มีคนบ่อนทำลายพระธรรมวินัยอันเป็นพระศาสดา ชาวพุทธไทยส่วนใหญ่ก็นั่งใบ้กิน แม้แต่มหาเถรสมาคมซึ่งมีหน้าที่ "รักษาพระธรรมวินัย" โดยตรง ก็ยังไม่เห็นทำอะไร เผลอๆ จะส่งเสริมพวกทำลายพระธรรมวินัยแต่มีเงินเสียด้วยซ้ำไป

นี่ไง ไม่อยากพูดว่า จะเอา "ธรรมาธิปไตย" มาใช้แทน "ประชาธิปไตย" น่ะ ต้องชัด ต้องเคลียร์ ว่าเป็นธรรมาธิปไตยแบบไหน มีวิธีการใช้อย่างไร ใช้ทั้งหมด เช่น ให้นักการเมืองบวชเป็นพระเสียก่อน หรือต้องมีศีลห้ากันทั้งประเทศเป็นต้น มีตัวอย่างให้ดูด้วยหรือเปล่า หรือว่ามโนเอาเอง อย่างหลวงพ่อพุทธทาสก็เคยบอกว่า "เผด็จการถ้ามีธรรมะน่ะมันดี ทำอะไรสำเร็จไว ไวกว่าประชาธิปไตยที่ไร้ธรรมะ ที่ท่านบอกว่า น่าจะเป็นเสียงสวรรค์ ก็กลายเป็นเสียงนรกไป" ไม่ทราบว่าเจ๊ยกขึ้นมานำเสนอด้วยหรือไม่

นะเจ๊นะ เอาธรรมะออกมาใช้นอกวัดก็น่าห่วงแล้ว เอาการเมืองเข้าวัดอีก ก็ยิ่งหวาดเสียว เห็นหมอเหวงไปสัมมนาที่วัดมหาธาตุแล้ว มันโหวงเหวงวังเวงชอบกล ครั้งก่อนเหวงบอกว่า "ทำลายวัดพระธรรมกายก็คือทำลายทักษิณ เพราะวัดธรรมกายเป็นฐานของคนเสื้อแดง" วันนี้ เกิดแกบ้าขึ้นมาประกาศว่า "วัดมหาธาตุและ มจร. เป็นฐานของทักษิณ" อีก ยิ่งลักษณ์จะยิ่งลำบาก !

 

 

 

พูดการเมืองในวัดและนั่งหลังผ้าเหลือง

มันรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

 

 

คุณหญิงหน่อยชี้ ประชาธิปไตยไทยแค่ผิวไม่ยึดโยงคุณธรรม ชูธรรมาธิปไตยแก้ขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่อาคารมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะนิสิตสาขาพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต จัดประชุมวิชาการเรื่อง  "พุทธวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งการเมืองไทยในปัจจุบัน" โดยมีพระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายโภคิน พลกุล แกนนำพรรค พท. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นางสดศรี สัตยธรรม อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง เข้าร่วม

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง คือ

1. ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ในการนำโครงสร้างประชาธิปไตยจากต่างชาติมาใช้ ไม่มีการบูรณาการกับคุณธรร และคุณค่าความเป็นไทย เราจึงได้ประชาธิปไตยแค่ผิว ไม่ได้ประชาธิปไตยที่คำนึงถึงคุณค่าความเป็นไทย ทำให้นักการเมืองถูกจัดการ เช่น การปฏิวัติ โดยการอ้างคุณธรรม และทำให้เกิดปัญหาความหวงแหนในประชาธิปไตย เป็นต้น

2. ความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ทำให้เกิดปัญหาคือ เมื่อนักการเมืองต้องการได้รับเลือกต้องเสนอนโยบายที่ตรงใจประชาชน ทำให้ส่งทั้งผลดี และผลเสีย ความเหลื่อมล้ำทำให้เกิดความคิดที่แตกต่างกันระหว่างคนชนบท และคนเมือง จากการเก็บข้อมูลจะเห็นว่า คนชนบทมีความหวงแหนประชาธิปไตยมาก เพราะการเลือกตั้งทำให้เขารู้สึกว่า เขาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการเข้าถึงทรัพยากร เพื่อแก้ไขปัญหาความขาดแคลนของเขาบ้าง นอกจากนี้ เราถามเขาว่า เหตุใดจึงคิดว่าพึ่งนักการเมืองได้มากกว่าข้าราชการ เขาตอบคำถามว่า เขายังคิดว่าข้าราชการเป็นระบบเจ้าขุนมูลนาย แต่นักการเมืองสามารถเข้าถึงได้มากกว่า ในขณะที่คนเมืองไม่ได้พึ่งพาการเมืองเท่าคนชนบท คนเมืองมองว่า นักการเมืองคือผู้นำประเทศ ที่ต้องมีคุณธรรม และโกอินเตอร์ ให้ความสำคัญกับคุณธรรมเป็นตัวหลัก แต่ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยเป็นตัวรอง นี่จึงเป็นที่มาของสองนคราประชาธิปไตย และทำให้คนชนบทเป็นคนตั้งรัฐบาล และคนเมืองเป็นคนล้มรัฐบาล

3. โครงสร้างอำนาจระหว่างรัฐราชการกับรัฐการเมือง มีการต่อสู้ระหว่างสองขั้วนี้มาตลอด จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจะเห็นว่า การทำรัฐประหารก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ แต่เป็นการแย่งอำนาจกันมากกว่า ดังนั้น เมื่อมีการทำรัฐประหาร จึงมีความมุ่งหวังให้การเมืองอ่อนแอ เช่น การออกกฎหมาย หรือร่างรัฐธรรมนูญที่ทำให้การเมืองอ่อนแอ ควบคุมง่าย พยายามให้เกิดรัฐบาลผสม เพื่อไม่ให้มีพรรคไหนเข้มแข็ง เป็นต้น และเมื่อการเมืองอ่อนแอ ไม่สามารถผลักนโยบายได้ก็ไม่สามารถสร้างคะแนนจากนโยบายได้ก็ต้องใช้เงิน และเกิดการโกงกินเพื่อหาเงินไปใช้ในการเลือกตั้งและจบลงที่การรัฐประหารอีก เราวนอยู่ในหลูปของความเลวร้ายทางการเมืองนี้มาตลอด อย่างไรก็ตาม เราจะออกจากวังวนนี้ได้ เราต้องสร้างความรู้รักสามัคคี เปลี่ยนพลังขัดแย้งเป็นพลังขับเคลื่อน ต้องมีประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ และคุณธรรม ที่เรียกว่า "ธรรมาธิปไตย" เพราะเมื่อกฎมนุษย์ไม่สามารถแก้ปัญหาความจัดแย้งได้ เราก็ต้องใช้กฎแห่งธรรม

 

ที่มา : มติชน : 22 เมษายน 2560


 

เจ้าคุณธงชัยเรตติ้งยังไม่ตก !

เมื่อวานไปงานหล่อพระ บิ๊กทหารเพียบ !

 

อา..บบว่า "ว่าวติดลมแล้ว" ต่อให้ยื้อยังไงก็ไม่ลง เว้นแต่มีลมสลาตันเท่านั้นแหละ ถึงจะถล่มว่าวเจ้าคุณธงชัยในเวลานี้ได้ ปัญหาของสังคมไทยวันนี้มิใช่แค่ว่า "เจ้าคุณธงชัยทำนายบอลผิด-ไม่ขลัง" เท่านั้น แต่มันไปไกลถึงว่า "จะหาพระเกจิทำหน้าที่เกี่ยวกับกีฬาแบบเจ้าคุณธงชัยได้ที่ไหน" พูดชัดๆ ก็คือว่า "ตลาดยังต้องการพระเกจิประเภทนี้ ต่อให้เจ้าคุณธงชัยล้มเลิกไป สังคมไทยก็ต้องปั้นเกจิรูปใหม่ขึ้นมาอยู่ดี" นี่คือสัจธรรม ดังนั้น ถึงกระแสสื่อจะกระหน่ำจนซวนเซ แต่เจ้าคุณธงชัยก็ยังไปได้เรื่อยๆ เพราะว่า..ติดลมบนแล้ว !

 

 

ภาพ : มติชน

 

ประวิตร นำบวงสรวงองค์พระหลักเมือง ครบรอบ 235 ปี เจ้าคุณธงชัยประธานฝ่ายสงฆ์

วันที่ 21 เมษายน พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถือฤกษ์ 08.09 น. เป็นประธานในการประกอบพิธีบวงสรวงองค์พระหลักเมือง และเททองวัตถุมงคล เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาองค์พระหลักเมือง ครบรอบ 235 ปี

ต่อมา พล.อ.ประวิตร พร้อมด้วย เจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตรวิทยาราม ประกอบพิธีเททองหล่อวัตถุมงคลจำนวน 3 รูปแบบ ประกอบด้วย พระพุทธรูปปางเปิดโลก ขนาด 19 นิ้ว เนื้อทองเหลืองรมดำ จำนวน 235 องค์ เทน้ำฤกษ์เนื้อเงิน จำนวน 1 องค์, เหรียญปั๊มพระพุทธรูปปางเปิดโลกขนาด 3.50 เซนติเมตร เนื้อทองแดง 10,999 เหรียญ เนื้อนวโลหะ 2,999 เหรียญ เนื้อเงินแท้ 1,999 เหรียญ เนื้อทองคำ 99 เหรียญ และชุดเทพารักษ์ทั้ง 5 เนื้อโลหะผสมชุบทอง 9,999 ชุด

ขณะที่ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และตักบาตรพระสงฆ์ 236 รูป เนื่องในการจัดงานมหกรรมวัฒนธรรม "ใต้ร่มพระบารมี 235 ปี กรุงรัตนโกสินทร์" น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 22 เมษายน 2560


 

โม้อมตะ !

พงศ์พรเรียกประชุม ผอ.พศจ. ทั่วประเทศ

ประกาศนโยบายใหม่

ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม !

 

ฮา..จ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ แถวๆ พุทธมณฑล ได้ยินคงขำกลิ้ง เพราะทำยังกะว่าตัวเองมีประสิทธิภาพยังงั้นแหละ ก็ดูสิ ตั้งแต่

1. ออก ม.44 ล้อมวัดพระธรรมกาย จับธัมมชโยก็ไม่ได้

2. จะตั้งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ก็ต้องให้ "พุทธะอิสระ" สอนออนไลน์

3. ออกหนังสือถึงเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ก็ถูกมือดี "ฉวยออนไลน์" อีก

ข่าวรั่วแล้วรั่วเล่า แต่พงศ์พรก็ไม่กล้าทำอะไร ไอ้ที่ฟ้องพุทธะอิสระไปนั้นก็แค่..ฟ้องแก้เกี้ยว เดี๋ยวคนจะเชื่อว่าเป็นพวกเดียวกัน เอางี้สิฮะคุณพงศ์พร ถ้าอยากให้โลกรู้ว่ามีกึ๋น ก็ง่ายๆ แค่ตามหา "ธัมมชโย" ให้เจอ รับรองว่าจะยิ่งกว่า..ซูเปอร์แมน !

 

 

 

พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวถึงการประชุมผู้บริหาร พศ. ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในวันที่ 25 เม.ย. นี้ ด้วยว่า จะเป็นการมอบนโยบายตามกรอบการทำงานตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เน้นการกระจายอำนาจ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม ปราศจากการทุจริต ทั้งนี้ จะมีการมอบแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ในการทำหน้าที่สนองงานคณะสงฆ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้การทำงานคุ้มครองพระพุทธศาสนามีประสิทธิภาพ มากกว่าแนวทางเดิมๆ ที่ผ่านมา

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 21 เมษายน 2560


 

ูทีน !

พงศ์พรคว้างานประจำสำนักพุทธ

ประชุม มส. ที่ แถลงข่าวที นอกนั้นไม่มีอะไรทำ

ไม่ต่างจากบทบาทของ..พนม ศรศิลป์ !

 

 

งานเก่าของ..พนม

งานใหม่ของ..พงศ์พร

ไม่ว่าจะ ม.44 หรือ ม.อะไร ก็ไม่ต่างกัน !

 

 

อา..ก็ตั้งแต่ยกเลิก "ม.44" ที่วัดพระธรรมกายมาหลายวัน พงศ์พรก็หมดงานใหญ่ที่รับมอบหมายให้มาอยู่พุทธมณฑล ตัวท่านธัมมชโยนั้นเป็นหน้าที่ของ "ดีเอสไอ" ในการไล่จับ ตัวคุณพงศ์พรเอง เมื่อตั้งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไม่ได้ เพราะเจ้าคณะจังหวัดปทุมขวางไว้ ถามว่ายังมีงานอะไรให้ทำ นอกจาก "งานประจำ" เช่น นัดประชุม สั่งโน่นสั่งนี่ เซ็นโน่นเซ็นนี่ไปวันๆ ซึ่งงานพวกนี้ไม่เด็กวัดเสมียนนารีก็ทำได้

ปัญหาที่ต้องถาม คสช. ก็คือ ต้องการยึดอำนาจในพุทธมณฑลด้วยการส่งพงศ์พรเข้ามาคุมเท่านั้นเอง หรือว่ามีเป้าหมายสำคัญกว่านั้น เช่น การปฏิรูปภายในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งได้รับสมญานามว่า "แดนสนธยา" แห่งที่สอง รองจากมหาเถรสมาคม

เพราะว่า ถ้าจะทำการปฏิรูปสำนักพุทธ รัฐบาลก็ต้องทำการ "ปรับใหญ่" ไล่ตั้งแต่รอง ผอ. สายธรรมกาย และสายอืดอาดยืดยาดอื่นใด ให้ไกลจากอำนาจในวงการสงฆ์ จากนั้นจึงนำมือซื่อและสะอาดเข้ามาแทน แต่นี่กลับทำเพียง "เปลี่ยนหัว" คือ ผอ.พศ. แล้วก็หยุดแค่นั้น ไม่ต่างไปจากปฏิบัติการในมหาเถรสมาคม ซึ่งก็เปลี่ยนแค่ "หัว" คือได้สมเด็จพระสังฆราชฝั่งธรรมยุตมานั่งเป็นประธาน แต่ในมหาเถรสมาคม "แทบทั้งหมด" ยังคงเป็นคนของ "ธัมมชโย" ภาพที่เห็นจึงชัดเจนว่า ทำอะไรธัมมชโยไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งมหาเถรสมาคม หรือฝั่งสำนักพุทธฯ ยิงมาจากทางไหนเป็นถูกจับทางได้หมด แต่แปลกที่รัฐบาลยังคง..ปล่อยไปเรื่อยๆ เหมือนจะหมดแรงแล้ว กำลังจะเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง แล้วยกให้ "รัฐบาลหน้า" แก้ปัญหาต่อไป

"ฉี่ไม่สุด" คือคำจำกัดความของคนที่ทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ปล่อยให้การงานค้างเติ่ง เหมือนคนฉี่ยังมิทันสุดก็รีบเดินออกจากห้องน้ำ น้ำฉี่ก็เลยเรี่ยราดเป็นทางยาว คนมาที่หลังก็ต้องเช็ดล้างกันยกใหญ่ บอกให้เห็นถึงความ "ชุ่ย" ของคนที่มีพฤติกรรมดังกล่าว แต่กระนั้นก็ตาม คสช. ยังคงมีเวลาที่จะ "ฉี่" อยู่อีกหลายนาที ถ้าพ้นไปจนถึงวันเลือกตั้ง ตอนนั้นก็คงชัดเจนว่า ฉี่สุด หรือ ไม่สุด ?

 

 

 

มหาเถรฯกำหนดวันสอบธรรมสนามหลวง ปี 60

มหาเถรสมาคมกำหนดวันสอบธรรมสนามหลวง ปี 60 นักธรรมตรี 29 ก.ย.-2ต.ค. นักธรรมโท-เอก 5-8 พ.ย. ขณะที่ธรรมศึกษาทุกระดับชั้นสอบ 9 พ.ย. ส่วนความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.อุปภัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ยังไม่คืบหน้า

วันนี้ (20 เม.ย.) ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พุทธมณฑล จ.นครปฐม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อมฺพรมหาเถร) เสด็จเป็นประธานการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) โดยภายหลังการประชุม พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. พร้อมด้วยนายประดับ โพธิกาญจนวัตร ผอ.สำนักงานพุทธมณฑล ในฐานะโฆษก พศ. ร่วมแถลงผลการประชุม มส. โดยนายประดับ กล่าวว่า มส. เห็นชอบกำหนดวันสอบธรรมสนามหลวงประจำปีการศึกษา 2560 ตามที่พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชพิธฯ กรรมการ มส. ในฐานะแม่กองธรรมสนามหลวง เสนอจัดสอบนักธรรมชั้นตรีวันที่ 29-30 ก.ย. และวันที่ 1-2 ต.ค. นักธรรมชั้นโท-เอก สอบวันที่ 5-8 พ.ย. และกำหนดสอบธรรมศึกษาทุกระดับชั้นวันที่ 9 พ.ย. และ มส. ยังเห็นชอบการจัดสอบบาลีสนามหลวงในสนามสอบรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจะจัดสอบระดับเปรียญธรรม (ป.ธ.) 1-2 ประโยค ถึงระดับประโยค ป.ธ.5 กำหนดสอบครั้งแรก วันที่ 20-22 พ.ค. กำหนดสอบซ่อมวันที่ 28-30 มิ.ย.


ต่อข้อถามถึงกรณีที่ มส. ตั้งผู้แทน มส. 3 รูป พิจารณาเนื้อหารายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ที่ผ่านการพิจารณาของฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อทำความเห็นเสนอกลับไปนั้น พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวว่า การพิจารณาของกรรมการ มส. ทั้ง 3 รูปในเรื่องดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ ดังนั้นในเรื่องนี้จึงยังไม่มีความคืบหน้า

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 21 เมษายน 2560


 

สิ้นมนต์ขลัง-ยันต์ฉีก !

สื่อสวดเจ้าคุณธงชัย

จิ้งจอกไทยไปไม่รอด

ตกรอบสุดท้าย..ยูฟ่าคัพ !

 


 

 

อา..โลกยุคไอโฟน ไม่ต้องตะโกนก็ได้ยิน แม้แต่เรื่อง "ฟุตบอล" ก็เกี่ยวดองกับพระ โดยเฉพาะพระเกจิดังที่ชื่อ "เจ้าคุณธงชัย-วัดไตรมิตร" ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น "เกจิบอล" รูปแรกของโลก ออกผ้ายันต์ให้ทีม "เลสเตอร์-จิ้งจอกสยาม" สวมวิญญาณ "หน้ากากมหัศจรรย์" พลิกผันจาก "ทีมโนเนม" เป็นทีมแบรนด์เนมภายในปีเดียว แบบว่านำโด่งม้วนเดียวจบ เกจิสำนักไหนก็ทายไม่ถูก ทุกคนเห็นตรงกันว่า "เป็นความมหัศจรรย์" จากสิ่งที่มองไม่เห็น หรือจาก..พระเจ้า พระองค์เดียวเท่านั้น

พระเจ้าองค์ที่ว่านั้น คนส่วนใหญ่เชื่อว่าคือ "พระเจ้าคุณธงชัย" วัดไตรมิตร คือผู้ที่สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้แก่ทีมเลสเตอร์ เพราะเป็นพระเกจิเพียงรูปเดียวในบรรดาพระสงฆ์ 9 รูป ที่คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของศูนย์การค้า "คิงเพาเวอร์" และเจ้าของทีมฟุตบอลนี้ ได้นิมนต์ไปทำพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล ในฤดูกาลแรก (วันที่ 22 ก.ย. 2557) นำโดย สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) วัดเทพศิรินทร์ และพระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธ เลขาธิการในองค์สมเด็จพระสังฆราชวัดราชบพิธ นอกนั้นเป็นพระอันดับ เมื่อทีมเลสเตอร์คว้าแชมป์ฟุตบอลอังกฤษ ชื่อของเจ้าคุณธงชัยจึงติดระดับโลก กลบแม้กระทั่ง "สมเด็จสมชาย" หัวหน้าทีมพระเกจิในครั้งนั้น

หลังจาก "เลสเตอร์" คว้าแชมป์ฟุตบอลหลีกอังกฤษเมื่อปีกลาย ก็สยายปีกเข้าไปในยุโรป กะจะคว้าแชมป์ยูฟ่าลีกในปีนี้ แต่แค่พอเริ่มสตาร์ท ฟอร์มของเลสเตอร์ก็เปลี่ยน เหมือนกระต่ายมาเป็นเต่า จากที่เคยวิ่งฉิวกลับคลานช้าๆ ส่งผลให้ "แพ้รวด" สะสมแต้มแพ้ติดๆ กัน จนถึงมีแฟนๆ กล่าวว่า "เลสเตอร์แข่งเพื่อหนีตกชั้น"

 

 

 

เจ้าคุณธงชัยการันตรี "เลสเตอร์" ต้องได้แชมป์ยูฟ่า

18 มกราคม 2560 เจ้าคุณธงชัยได้ให้สัมภาษณ์ "เนชั่นทีวี" ว่า เลสเตอร์ซิตี้ นอกจากจะไม่ตกชั้นพลีเมียร์ลีกแล้ว ก็ยังจะได้แชมป์ยูฟ่าลีกอีกต่างหากด้วย "แน่นอนไม่ตกชั้น และจะมีนวนิยายเล่มใหม่ ชื่อว่า ยูโรเปี้ยน ยูฟ่า แก่เลสเตอร์" เจ้าคุณธงชัยฟันธง พร้อมทั้งมีภาพ "เจ้าคุณธงชัย" ลงสนาม "เดี่ยว" สวดมนต์กลางสนาม "คิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยม" เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 แต่ถึงกระนั้น สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น เลสเตอร์ทำได้แค่..เสมอ

 

 

 

ภาพเจ้าคุณธงชัย "ลงเสกเดี่ยว" ถึงกลางสนาม แต่สถานการณ์กลับไม่ดีขึ้น เพราะถูกวางยาจากพระเกจิทีมเดียวกัน

 

 

เปลี่ยนผู้จัดการ

ผู้จัดการทีมฟุตบอลเลสเตอร์นั้นมีนามว่า "เคลาดิโอ รานิเอรี" ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์ สามารถนำเลสเตอร์คว้าแชมป์พลีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 133 ปี ที่ตั้งสโมสรขึ้นมา แต่ทว่า ในการเล่นยูฟ่าปรากฏว่า "เดินสายแพ้" แน่นอนว่าความกดดันย่อมจะตกแก่ "รานิเอรี" แบบหนี้ไม่พ้น และสุดท้าย ในวันที่ 24 กุมภา 2560 ทางคุณวิชัย ก็ตัดสินใจ "ปลด" รานิเอรี จากผู้จัดการทีม อย่างประวัติศาสตร์ต้องจารึก เหตุผลก็คงไม่มีอะไรนอกจาก "หนีตกชั้น" ที่แฟนจิ้งจอกลุ้นกันทั้งโลก

 

 

 

ทีมพระเกจิที่ไปสวดให้แก่เลสเตอร์ นัดปราบผี ปี 58

 

 

 

บอลเปลี่ยนวัด !

สัญญาณบ่งบอก ทีมพระเกจิแตก ก่อนเลสเตอร์พ่าย

 

 

 

ทีมเกจิแตก ก่อนบอลพ่าย

ต่อมา วันที่ 18 มีนาคม 2560 "คมชัดลึก" เครือเนชั่น ซึ่งเคยสัมภาษณ์เจ้าคุณธงชัยและได้คำทำนายมาว่า "นอกจากเดอะฟ๊อกซ์สยามจะไม่ตกชั้นแล้ว ก็ยังจะคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพอีกด้วย" นั้น ก็ตีข่าวหน้าหนึ่งว่า "เลสเตอร์ บอลเปลี่ยนวัด"

คมชัดลึก บรรยายว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้น คุณวิชัย ประธานสโมสรเลสเตอร์ เป็นศิษย์ก้นกุฏิของสมเด็จสมชาย วัดเทพศิรินทร์ และสมเด็จสมชายก็รู้จักมักคุ้นกับเจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร จึงแนะนำให้คุณวิชัยรู้จักกับเจ้าคุณธงชัย

ในการเดินทางไปสวดมนต์ที่สนามฟุตบอลเลสเตอร์ "นัดปราบผี" เมื่อวันที่ 22 กันยา 2558 นั้น ครั้งนั้น มี "สมเด็จสมชาย" เป็นหัวหน้าคณะพระเกจิ รองลงมาก็คือ พระพรหมมุนี (สุชิน) วัดราชบพิธ อันดับสามคือ พระพรหมวิสุทธาจารย์ (มนตรี คณิสฺสโร) วัดเครือวัลย์ กรรมการ มส. รวมทั้งพระอื่นๆ อีก 6 รวมเป็น 9 (แต่ยังมีพระวัดพระธรรมกายลอนดอนร่วมพิธีอีก 3 รูป เป็น 12 รูปด้วยกัน) ส่วนเจ้าคุณธงชัยนั้นอยู่ในอันดับที่ 4 รองจากพระพรหมวิสุทธาจารย์ แต่ในงานนั้น ปรากฏว่า สมเด็จสมชายได้มอบหมายให้เจ้าคุณธงชัย "ทำพิธี" เสกเป่าลงผ้ายันต์ให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน เจ้าคุณธงชัยจึงเริ่มโดดเด่นขึ้น และเมื่อเลสเตอร์คว้าแชมป์ประวัติศาสตร์ได้ ชื่อของเจ้าคุณธงชัยก็จึง "แซงหน้า" หัวหน้าคณะ คือสมเด็จสมชาย ไปทันที

แน่นอนว่า ทางฝั่ง "สมเด็จสมชาย" และทีมงาน คงไม่ปลื้มสักเท่าไหร่ กับบทบาท "มาทีหลัง แต่ดังกว่า" ของเจ้าคุณธงชัย แต่จะทำอย่างไร ก็คงต้องดูกันต่อไป ถ้ายังเชื่อสำนวนไทยที่ว่า "วันพระมิได้มีวันเดียว"

 

 

สมเด็จสมชาย กลางสนามคิงเพาเวอร์

 

 

ครั้นต่อมา เมื่อทีมเลสเตอร์เพลี่ยงพล้ำ จวนอยู่จวนไปอยู่รอมร่อ ก็เลยเกิดอาการ "หัก" กันอย่างแรง ในกลุ่มพระเกจิ เพราะเวลาไป "ไปด้วยกัน" แต่เวลาดัง "เจ้าคุณธงชัยดังคนเดียว" พอทีมถดถอย ทางพระเกจิรูปอื่นๆ ทางฝั่งของวัดเทพศิรินทร์ เลยวางแผน "หักเหลี่ยม" เจ้าคุณธงชัย โดยแนะนำให้คุณวิชัย "เปลี่ยนตัวผู้จัดการทีม" ซึ่งเจ้าคุณธงชัยเคยทำนายทีมภายใต้การนำของ "รานิเอรี" ว่าจะมีสิทธิ์ "คว้าแชมป์" ในประวัติศาสตร์อีกครั้ง การเปลี่ยนตัวรานิเอรี จึงมีผลกระทบถึง "คำทำนาย" ไปโดยปริยาย

นั่นหมายถึงว่า ก่อนการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมเลสเตอร์นั้น ทีมพระเกจิได้แตกออกเป็น 2 ซีก หรืออีกนัยหนึ่ง ทางสมเด็จสมชายไม่เอากับเจ้าคุณธงชัยอีกต่อไปแล้ว จึงเป็นที่มาของวลีว่า "บอลเปลี่ยนวัด" เปลี่ยนจากวัด "ไตรมิตร" ไปวัด "เทพศิรินทร์" แต่ความจริงแล้ว เป็นการ "ยึดอำนาจคืน" ของฝ่ายวัดเทพศิรินทร์เสียมากกว่า เพราะทางวัดเทพศิรินทร์เป็น "เจ้าของ" ศิษย์เอกวิชัยมาตั้งแต่ต้น แถมยังแนะนำให้เจ้าคุณธงชัยรู้จัก ก่อนจะดังทะลุฟ้า แต่เมื่อข้ามหน้าข้ามตากันมันก็รับไม่ได้ สำนวนไทย "ทิฐิพระ มานะกษัตริย์" ยังคงเป็นอมตะ

 

 

เจ้าคุณธงชัยกับแอ๊กชั่นสุดๆ ในคิงเพาเวอร์สเตเดี้ยม เลสเตอร์ซิตี้

 

 

สรุปได้ว่า นับตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งทางสโมสรเลสเตอร์ได้สั่งปลด "รานิเอรี" ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมไปแล้วนั้น ถือว่าเป็นการ "สะบั้น" คำทำนายของ "เจ้าคุณธงชัย" ไปอย่างแรง เพราะเจ้าคุณธงชัยทำนายว่า "ภายใต้การนำของรานิเอรี เลสเตอร์จะมีโอกาสคว้าแชมป์"

หรืออีกนัยหนึ่ง เมื่อทางสโมสร "เชื่อทางฝั่งวัดเทพศิรินทร์" สั่งปลดรานิเอรีออกจากผู้จัดการทีม ก็เท่ากับว่า "ปลดเจ้าคุณธงชัย" จากพระเกจิประจำเลสเตอร์ ไปโดยปริยาย

อีกความหมายหนึ่ง นับตั้งแต่วันที่รานิเอรีถูกปลดไปนั้น เจ้าคุณธงชัยก็หมดความสัมพันธ์กับเลสเตอร์ แต่คำทำนายของเจ้าคุณธงชัยยังคงอยู่ ทั้งๆ ที่สถานการณ์เปลี่ยนไปหมดแล้ว

และเมื่อ "เลสเตอร์" ทำได้แค่ "เสมอ" กับทีมตราหมี "แอตเลติโก มาดริด" ด้วยสกอร์ 1-1 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ไปไม่ถึงดวงดาวในตำแหน่ง "แชมป์ยูฟ่า" ตามที่เจ้าคุณธงชัยทำนายไว้ พูดได้แค่ว่า "มาไกลที่สุดแล้ว"

 

 

กระนั้นก็ตาม แฟนๆ และผู้อ่านผ่านสื่อ ที่ยังจำ "คำทำนาย" ของเจ้าคุณธงชัยได้ไม่เปลี่ยน ไม่เว้นแม้แต่ "ไทยรัฐ-ผู้จัดการ" จึงดาหน้า "ถล่ม" เจ้าคุณธงชัย ไปแบบ  100 ต่อ 0 เพราะไม่มีเสียงแข่งมาจากทางฝั่งเจ้าคุณธงชัยเลย

ถ้าฟังดูให้ดีๆ ไม่มีอคติมากเกินไป ก็จะเห็นว่า ในการให้สัมภาษณ์ "เนชั่นทีวี" เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2560 ที่ผ่านมานั้น เป็นการให้กำลังใจแก่ทีมเลสเตอร์ซิตี้ เพราะอยู่ในสภาวะเสียขวัญ จึงต้องเรียกขวัญและกำลังใจคืนมา แน่นอนว่า ไม่ว่าใครไปอยู่ในจุดนั้นก็ต้องพูดเหมือนเจ้าคุณธงชัย จะบอกว่า "เตรียมใจเสียเถิด ไปไม่ถึงดวงดาวหรอก" มันก็คงไม่เป็นมงคล ใครขืนพูดก็คงไม่ได้เหยียบสนามคิงเพาเวอร์อีก

แต่อีกด้านหนึ่งซึ่งไม่ควรมองข้ามก็คือ การที่เจ้าคุณธงชัย ซึ่งเป็นถึงรองสมเด็จพระราชาคณะ สังกัดวัดพระอารามหลวงกลางกรุง แต่กลับนำเอา "พิธีกรรม" นำหน้า ทำการปลุกเสกเลขยันต์ ดูดวงตามวิชาโหราศาสตร์ อันมิใช่หลักการทางพระพุทธศาสนา ทำให้เป็นที่ติฉินนินทาในวงการพุทธศาสนา สอนให้ประชาชน "ปิดตา" มากกว่า "เปิดตา" ถ้านำไปเปรียบเทียบกับกรณี "ธัมมชโย" แห่งวัดพระธรรมกายแล้ว ธัมมชโยดูจะมีศักดิ์ศรีดีกว่าด้วยซ้ำไป เจ้าคุณธงชัยมีคน "จองกฐิน" ไว้ตั้งแต่ก่อนบอลแพ้แล้ว แต่ตอนนั้นกระแสยังแรง เจ้าคุณธงชัยจึงยังอยู่ได้ แบบว่าเป็นช่วงขาขึ้น พอถึงขาลงก็ลงแรง แบบว่าถูกถีบลง

กรณี "เกจิแยกวง" นั้น มองทางฝั่งวัดเทพศิรินทร์ เห็นเงื่อนงำและเป้าหมายอยู่ 2 ประการ ได้แก่

1. ตัดเจ้าคุณธงชัยออกไปจากสนามแข่งขันทั้งในอังกฤษและยุโรป เพราะดังล้ำหน้าเพื่อนและลูกพี่ ทีเล่น-เล่นเป็นทีม ทีดัง-ดังคนเดียว เพื่อนร่วมทีมไม่มีใครได้เครดิตด้วย แบบนี้ใครจะเล่นด้วย

2. สลัดตัวเองให้หลุดออกจากคำครหา "พวกเกจิฟุตบอล" ของเจ้าคุณธงชัย แบบว่าให้ติดตัวเจ้าคุณธงชัยไปคนเดียว รูปอื่นๆ ที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม มีอำนาจปกครองคณะสงฆ์ระดับสูง ขืนอยู่กับเจ้าคุณธงชัยก็เสี่ยงโดนถล่มทางโลกโซเชียล ดังนั้นจึงต้อง..ปลอดภัยไว้ก่อน โดยเฉพาะ "สมเด็จสมชาย" นั้น เป็นสมเด็จ "หนุ่มที่สุด" ในบรรดาสมเด็จฝ่ายธรรมยุตในปัจจุบัน เข้าไลน์เป็นพระสังฆราชองค์ถัดไป ถ้ามาเสียเพราะบอลก็คงไม่คุ้ม

แต่ทางเจ้าคุณธงชัยก็คง..ไม่แคร์ เพราะวันนี้มีดีกรีเป็นถึง "เกจิแนวหน้า" แบบว่าถนนทุกสายมุ่งไป "กุฏิใหญ่-วัดไตรมิตร" ไม่ว่าจะเป็นดารานักแสดง นักกีฬา หรือแม้แต่..นักการเมือง แบบว่าต่างคนก็ต่างใหญ่ ไม่มีใครกลัวใคร

จาก..สงครามบอล กลายเป็น..สงครามพระเกจิ ตัดเหลี่ยมเพชรกันอย่างเฉียบและเนียน เพราะนี่มิใช่มวยบ้านนอก หากแต่เป็น "มวยกรุง" แถมมีระดับเป็นถึง "ราชาคณะ" อาวุธที่ใช้จึงต้อง "ลับสุดๆ" เห็นแต่แผล แต่ไม่เห็นหน้าเพชฌฆาต เล่นกันแรงแบบนี้ สายสัมพันธ์ระหว่าง "สมเด็จสมชาย" กับ "เจ้าคุณธงชัย" ไม่รู้จะไปกันยังไง เพราะมัน..ทำใจลำบากกันทั้งคู่ !

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ วันนี้ ขอวิจารณ์บอลซักวัน ผิดถูกยังไงก็ติชมได้ตามสบายครับ ท่านสมเด็จสมชาย และท่านเจ้าคุณธงชัย

 

 

 

เจ้าคุณธงชัย กับ ผ้ายันต์ไม่มีวันพ่าย

 

ผ้ายันต์ฉีก ! ย้อนดูคำทำนายเจ้าคุณธงชัยพลาด! หลังจิ้งจอกสยามตก ชปล.

เป็นประเด็นที่โลกโซเชียลจับตามองหลังจาก "จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ซิตี้ ร่วงตกรอบ 8 ทีมของศึกแชมเปียนส์ลีก เนื่องจาก "เจ้าคุณธงชัย" ผช.เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพฯ เคยทำนายไว้ว่าทีมนี้จะไปถึงแชมป์...

วันที่ 19 เม.ย. โลกโซเชียลต่างแสดงความคิดเห็นแบบสนุกปากหลังจากคำทำนายของ พระพรหมมังคลาจารย์ หรือ "เจ้าคุณธงชัย" ผช.เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพฯ ผิดพลาด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 ม.ค. หรือสามเดือนที่แล้ว "เจ้าคุณธงชัย" พระเกจิผู้โด่งดังกับการเสกผ้ายันต์ทำให้เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อปีที่แล้ว ได้ทำนายอีกครั้งสองเรื่องว่า จิ้งจอกสยาม จะไม่ตกชั้นพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ และจะสร้างเซอไพรส์คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

แต่ทว่าเมื่อช่วงดึกวานนี้คำทำนายของ เจ้าคุณธงชัย ก็ผิดพลาดเสียแล้วเมื่อ เลสเตอร์ ซิตี้ พ่ายต่อ แอตเลติโก มาดริด ด้วยสกอร์รวม 1-2 ตกรอบ 8 ทีมแชมเปียนส์ลีกอย่างน่าเสียดาย แต่ถึงกระนั้นแล้วแฟนบอลทั่วประเทศไทยกลับยกยอผลงานในสนามของทีมเลสเตอร์ ที่เล่นได้อย่างโดดเด่นสู้กับทีมรองแชมป์เมื่อปีที่แล้วได้อย่างสนุกสูสี

กลับกัน แฟนบอลเหล่านั้นกับหัวเราะสนุกขบขัน หลังจากที่คำทำนายของ "เจ้าคุณธงชัย" เกิดความผิดพลาด พร้อมกับตั้งคำถามว่าผ้ายันต์นั้นยังคงความขลังอยู่หรือไม่

สำหรับ เจ้าคุณธงชัย ล่าสุดเพิ่งถูกรับเชิญให้ไปแจกผ้ายันต์ 11,000 ผืน แก่ประชาชนเมืองพัทยา ในงานสงกรานต์ "ฉ่ำเย็นวิถีไทยวันไหลพัทยา" เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ที่ผ่านมา

 

 

บอลแพ้ น่าจะด่าผู้จัดการและนักเตะ

แต่กลับมาลงที่..เจ้าคุณธงชัย มันเป็นเรื่องไม่ธรรมดา

 

 

สิ้นมนต์ขลังยันต์ "เลสเตอร์" ย้อนคำทำนายซิวแชมป์ UCL

กลายเป็นประเด็นให้ชาวโลกออนไลน์ได้วิจารณ์กันสนั่นหวั่นไหว ภายหลังการตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูฟา แชมเปียนส์ลีก ของ เลสเตอร์ ซิตี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ "เจ้าคุณธงชัย" เคยฟันธงว่า จะจบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ยุโรป
       
การเปิดบ้านเสมอกับ แอตเลติโก มาดริด ยอดทีมจากลาลีกา สเปน 1-1 ในการแข่งขันฟุตบอลยูฟา แชมเปียนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 ส่งผลให้ เลสเตอร์ ซิตี ตกรอบด้วยสกอร์รวมแพ้ "ตราหมี" 1-2
       
ซึ่งจากผลงานดังกล่าวทำให้เหล่าบรรดาแฟนลูกหนังในโลกออนไลน์ ต่างวิจารณ์ถึงการออกมาทำนายก่อนหน้านี้ของ พระพรหมมังคลาจารย์ (ธงชัย ธมฺมธโช) หรือ เจ้าคุณธงชัย พระเกจิชื่อดังแห่งวัดไตรมิตรวิทยารามวรมหาวิหาร ผู้ปลุกเสกผ้ายันต์ รุ่นแพ้ไม่เป็น ให้กับ เลสเตอร์ ซิตี ว่าจะสร้างความฮือฮาอีกครั้ง หลังทำนายว่า ซีซันนี้ทีมจิ้งจอกสยามจะไม่ตกชั้น และจะสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการคว้าแชมป์ ยูฟา แชมเปียนส์ลีก ประจำฤดูกาล 2017
 

"ฤดูกาลนี้แน่นอนว่า เลสเตอร์จะไม่ตกชั้น และจะมีนวนิยายเล่มใหม่ชื่อว่า แชมเปียนส์ยูฟา แก่เลสเตอร์ ซิตี" เจ้าคุณธงชัย กล่าวผ่านเนชั่นทีวี เมื่อเดือนมกราคม 2560 ที่ผ่านมา

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ-ผู้จัดการ-คมชัดลึก : 20 เมษายน 2560

 

ปลุกพระ !

ดร.บรรจบปลุกเสกพระรุ่นรัฐธรรมนูญ

นิมนต์กรรมการ มส. ต่อสู้เพื่อพระศาสนา

อย่าเอาแต่หลับใหล !

 

 

อา..ไหมล่ะ ว่าแล้วไง สุดท้ายรถไฟสายโกลก ก็วกมาหา "มหาเถรสมาคม" จนได้ เมื่อก่อนตอนที่ เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ เริ่มวิจารณ์งานคณะสงฆ์ แล้วลงที่ "มหาเถรสมาคม" เป็นกระโถนท้องพระโรง ต้องรับทั้งผิดและชอบในทุกกรณี บรรดาผู้หลักมักดีในทางธรรมะ ที่เรียกว่า "พวกโลกสวย" ทั้งหลาย ก็ดาหน้าออกมาด่าเราว่า "ก้าวร้าว หัวรุนแรง ด่าพระผู้ใหญ่ ไม่มีสัมมาคารวะ" แต่วันนี้ พอผู้หลักมักดีเหล่านั้นเข้ามาทำงานด้านนี้บ้าง มันก็อีหรอบเดียวกัน เผลอๆ จะหนักกว่าเราด้วยซ้ำไป ใครไม่เป็นใครก็ไม่รู้

ก็บอกแล้วไง ว่าในบรรดากรรมการมหาเถรสมาคมน่ะ ยกสมเด็จพระสังฆราชไว้เสียพระองค์หนึ่ง ที่เหลือบรรดา ฯพณฯ ท่านเหล่านั้น "ท่านทำอะไร" ทั้งๆ ที่ชาวบ้านชาวเมืองเขาเห็นกันทั่ว ว่ามีปัญหาพระศาสนาในระดับ "วิกฤต" ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบ 200 ปีรัตนโกสินทร์ ต้องการแก้ ต้องการกู้ ต้องการดูแล สารพัด แต่กรรมการมหาเถรสมาคมกลับ "หลับใน" ขับรถไปทั้งๆ ที่คนตะโกนใส่ลั่นทุ่งก็กลับ..ไม่ได้ยิน

เรื่องน่าเศร้า ก็คือ เวลามีปัญหาบ้านเมือง กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะผู้ปกครอง ก็กบดานเงียบกริบ กระซิบกระซาบให้ "พระหนุ่มเณรน้อย" และ "พระบ้านนอก" ออกมาช่วยกันกอบกู้พระศาสนา แต่ว่าพอมี "เก้าอี้ว่าง" ท่านๆ เธอๆ ก็รีบคว้ามานั่ง ที่เหลือก็รีบยัดคนของตนเองเข้าไปกินตำแหน่ง เข้าตำรา "เรื่องกินเรื่องใช้ ใครไม่สู้พ่อ เรื่องพายเรื่องถ่อ พ่อไม่สู้ใคร" สูตรของการกินบ้านกินเมืองมันมีเช่นนี้แหละ ใครออกมาโหวกเหวกโวยวายอยู่กลางถนน ให้ตายก็ไม่ได้ดี

ไปดู "บัญชีสมณศักดิ์" ที่ทูลขอสำนักพระราชวัง ย้ำ ! ทูลขอ เพราะระบุว่า "บัญชีขอเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์" ในแต่ละปีนั้น "วัดไหน-สังกัดใด" ได้มากที่สุด ซึ่งถ้ามองตามหลักของครองอำนาจ เมื่อใครครองมากก็ย่อมจะมีอำนาจมาก และต้องมีความรับผิดชอบมากด้วย แต่ในคณะสงฆ์นั้นกลับกัน คนครองอำนาจกลับไม่รับผิดชอบ แต่คนที่รับผิดชอบกลับไร้อำนาจ สุดท้ายคืออะไร ก็คือ บรรดาผู้รู้-ผู้รักศาสนา พากันเอือมระอา เข้าป่าเข้าเขาไม่เอาใจใส่อีกต่อไป เหมือนสมัย "ก่อนกรุงศรีแตก" คนดีหนีออกเมือง เหลือแต่พวกสอพลอตอแหลกอดกันงอแงอยู่เต็มวัง จุดจบของ "พระเจ้าเอกทัศน์" กษัตริย์องค์สุดท้ายนั้น พงศาวดารบันทึกไว้ว่า "ทรงตายอย่างไร้ญาติ" แม้แต่พระจะบังสุกุลก็หาไม่ได้

ไม่ต้องมองไกลไปถึง "ปัญหาต่างศาสนาคือ คริสต์-อิสลาม" หรอก แค่ปัญหาภายในเรื่อง "ธรรมกาย" มหาเถรสมาคมก็ไร้น้ำยาจะ "ชี้ผิด-ชี้ถูก" ทั้งๆ ที่มีมหาเปรียญตรี-โท-เอก ศาสตราจารย์ ด๊อกเตอร์ ผู้รู้ อยู่เต็ม มส. แต่กลับอมพะนำ ไม่ใช่ไม่รู้ รู้..แต่ไม่กล้า แปลว่า..กลัว

1. กลัวว่า ถ้าบอกว่า "ธรรมกายผิด" ก็จะผิดใจกับสายวัดปากน้ำ หรือพลพรรคธัมมชโย รวมทั้งเสียแนวร่วมเสื้อแดง

2. กลัวว่า ถ้าบอกว่า "ธรรมกายถูก" ก็จะผิดใจกับ "รัฐบาล คสช." และพลพรรคเสื้อเหลือง มีพุทธะอิสระรวมอยู่ด้วย

ก็เลยไม่มีผิด-ไม่มีถูก ไม่กล้าแม้แต่จะตั้ง "เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย" องค์ใหม่ แทนธัมมชโย เพราะกลัวเข้าไปแล้วอยู่ไม่ได้ ก็เลยใช้วิธี "ตั้งกรรมการดูแล" อยู่นอกกำแพงวัด อย่างประหลาดๆ

ปัญหาพระศาสนาในวันนี้ มิใช่อยู่ที่ "ศัตรูกล้าแข็ง" เพียงอย่างเดียว แต่ทว่า "ภายในก็อ่อนแอ" อีกต่างหากด้วย โดยสาเหตุจริงๆ นั้นก็ต้อง "ชี้" ไปที่ "นิกายสงฆ์" ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างความแตกแยกภายใน ทำให้คณะสงฆ์ไทยไร้เอกภาพ อยู่กันอย่างหลวมๆ มีปัญหาอะไรก็ยกให้ "ราชสำนัก-รัฐบาล" ดูแล แต่วันนี้ ราชสำนักก็อ่อนล้า รัฐบาลก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระศาสนา เลยกลายเป็นว่า คณะสงฆ์คือหอยไร้เปลือก จะออกไปสู้อยู่บนถนนก็อาย กลัวผิดจริตจะกร้านที่เคยสอนกันแบบผู้ดีมาก่อน เลยนั่งรอนอนรอ รอว่าจะมี "พระเอกขี่ม้าขาว" เข้ามากู้กรุงศรี สุดท้ายเลยได้ "พงศ์พร" เหาะมากับ ม.44 ทุกวันนี้ก็ไม่มีงานอะไรทำ นอกจาก "เดินสาย" ไหว้พระกรรมการมหาเถรสมาคม ขอความรู้เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต

แรกๆ ก็พอจะมีความหวังกับพระหนุ่มเณรน้อยอยู่บ้าง อย่างเช่น "ว.วชิรเมธี" มีดีกรีเป็นเปรียญเก้า บวก พธ.ม. แถมยังโด่งดังระดับดารา น่าจะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่เข้ามาช่วยงานพระศาสนาได้ แต่กลับกลายเป็นว่า "ว.ตอแหล" ตระบัดสัตย์ต่อสาธารณชนว่า "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่คู่ควรแก่สมณะ" ลับหลังกลับวิ่งเข้าวัดปากน้ำ ไปรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" มาเต็มมือ อ้อ ! ไอ้เปรตนี่มันพันธุ์ "ศรีธนญชัย" ดีๆ นี่เอง เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น กลืนน้ำลายตัวเอง แถมยังจองหอง ใครว่าให้ก็ด่ากลับ อ้างว่า "ราชสำนักและพระผู้ใหญ่" สั่งให้ตัวเองไปรับ มันก็เลยเละเทะไปทุกวงการดังที่เห็น

อาจารย์บรรจบนั้น แต่ไหนแต่ไรมา ไม่ใช่คน "พันธุ์บู๊" ถึงจะเคยเป็นทหาร ก็ทหารวิชาการ ทำงานอยู่ในค่ายนั้น "อ่อนนุ่มนิ่ม" มีแต่ "ขอรับครับผม" จัดอยู่ในสายวิปัสสนา แต่ว่าวันนี้ เกษียนอายุราชการเข้ามาอาสาทำงานวัด กลับเปลี่ยนเป็นคนละคน เสียงแข็งคอแข็งตาแข็งเหมือนโดนผีเข้า สงสัยจะโมโหให้พระ เพราะตะโกนว่า "ไฟไหม้วัดๆ" หลวงพ่อ หลวงพี่ หลวงอา ชะโงกหน้าแล้วก็นั่งหลับกันต่อ พระพุทธศาสนาจะเป็นอย่างไรก็ชั่ง แต่ว่า ตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าคณะภาคหนึ่ง เจ้าคณะ กทม." ยังอยู่กับพวกเรา ชาว..อย. รวมทั้ง..มหาสายชล ถึงกรุงจะเสีย แต่ให้ตายพวกเราก็ไม่ยอม..เสียตำแหน่ง !

 

 

ดร.บรรจบ บรรณรุจิ

 

 

ปลุก มส. กู้วิกฤติพุทธศาสนา

วันนี้ (17 เม.ย.) ผศ.ร.ท.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งเอเชีย (สพอ.) เปิดเผยว่า สพอ.อยากขอให้มหาเถรสมาคม (มส.) และพระเถระ ได้พิจารณารับรู้เรื่องของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงเรื่องพระได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบทรัพย์สินของวัด รวมถึงการบริหารจัดการคณะสงฆ์ เพราะเท่าที่ทราบขณะนี้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้เริ่มกระบวนการขอตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวัดทั่วประเทศจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แล้ว ซึ่ง มส.จะต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นมหาเถรสภา ระดมมันสมองคณะสงฆ์บริหารกิจการพุทธศาสนาตามหลักพระธรรมวินัย และช่วยปกป้องพระพุทธศาสนาไม่ให้ถูกย่ำยี ทั้งนี้ มส.จะต้องเข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจังไม่ใช่นั่งปลงรอวันพระพุทธศาสนาพินาศจากแผ่นดินไทย

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 18 เมษายน 2560


น่าสนใจ !

ก่อนพม่าจะต่อต้านมุสลิมโรฮิงญา

ถามว่าเขาเคยต่อต้านใครมาก่อน

และใครเป็น "ผู้นำ" ในครั้งนั้น

 

 

ถามด้วยว่า ก่อนพุทธพม่าจะมี "พระวิระธู" จอมบู๊ นำแสดงในปัจจุบัน ก่อนหน้านั้น เคยมีใครรับบทบู๊มาก่อนหรือไม่ คำตอบก็คือ มี และเขามีชื่อว่า "อู ธัมมโลกา" เป็นพระพม่าเชื้อสายไอริช (ไอร์แลนด์) เป็นชาวตะวันตก แต่มีศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา และเห็นว่า "พวกมิชชันนารีของพระเยซูซึ่งใช้ศาสนานำหน้าการเมือง" เป็นศัตรูตัวฉกาจของพุทธ จึงลุกขึ้นปลุกชาวพม่าต่อต้านคริสต์ จนต้องคดีมากมาย แต่สุดท้ายก็สามารถปลูกฝี "จิตวิญญาณ" ในใจของชาวพม่าได้สำเร็จ สามารถขับไล่อังกฤษไปพ้นเมือง แม้ว่าตัวท่าน อู ธัมมโลกา จะมิได้ตายในพม่าก็ตาม ถือว่าเป็น "วีรบุรุษนิรนาม" ในประวัติศาสตร์ของพุทธโลก

พม่าวันนี้มี "พระวิระธู" ลุกขึ้นเป็นผู้นำในการปลุกจิตวิญญาณ ให้เห็นอันตรายของ "มุสลิม" ที่ใช้ "ศาสนานำการเมือง" รุกล้ำยึดครอง "ดินแดน" ของชาวพุทธ ขณะที่ชาวพุทธไทยกำลังหลับไหลไปกับกระแส "คืนความสุข" ของ "บิ๊กตู่-ผู้นำชาวพุทธ" ผู้กำลังสิ้นสุดการเดินทางที่เริ่มผูกเชือกรองเท้ามาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2557 วันนี้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว การันตีความศักดิ์สิทธิ์ด้วยอภิมหาพิธีกรรม "สวดต้อนรับรัฐธรรมนูญ" ของพระสงฆ์ไทยทั่วประเทศ ปีหน้าก็จะประกาศให้มีการ "เลือกตั้ง" จากนั้น คสช. ก็จะ..อำลา ปัญหาบ้านเมืองก็ผูกไว้กับรัฐธรรมนูญและโชคชะตา เหมือนชาวบ้านที่..คำชะโนด

"ไทยไม่เคยเสียเมืองให้ชาติตะวันตก แม้แต่สงครามโลกครั้งที่สองไทยก็ไม่แพ้" เป็นความภูมิใจในพงศาวดารที่คนไทยเขียนเองอ่านเอง ไม่อยากบอกว่าตอแหล แต่ความจริงแล้ว "เราเสียดินแดนไปมากกว่าที่เหลืออยู่ในทุกวันนี้เสียอีก" ถึงจีน อินเดีย พม่า ศรีลังกา ลาว เขมร เวียตนาม ฯลฯ จะเคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาวตะวันตก แต่ชาติเหล่านั้นก็ได้ดินแดนกลับมาเต็มๆ แถมรักกันมากกว่าเดิม เพราะรู้รสของความเป็นทาสมาแล้ว ขณะที่ไทยถูกเฉือนไปทีละนิดๆ แรกๆ ก็คิดว่า "เสียส่วนน้อย เพื่อรักษาส่วนใหญ่" แต่นานๆ ไปกลับกลายเป็น "เสียส่วนใหญ่ รักษาส่วนน้อย" ไปเสียฉิบ รักษาเกียรติจนเหลือแต่กางเกงใน คนไทยก็ทำ ถึงจะถูก "ถอดผ้า" จนล่อนจ้อน แต่เราก็สามารถเอามือปิด "ตรงนั้น" ได้

ความคิดเอาตัวรอด "เฉพาะหน้า" นั้น ว่ากันว่าคนไทยระดับผู้นำชำนาญนัก เหมือน คสช. กำลังเอาตัวรอดในวันนี้ ก็ทำนองเดียวกับ คนไทยในสมัยล่าอาณานิคมเคยใช้มาก่อน จะผ่าตัดก็กลัวเสียเลือด มัวแต่ชื่นชมยินดีกับ "ดอกไม้" ที่ชาวบ้านข้างถนนนำมามอบให้ในวันยึดอำนาจ อวดฉลาดถึงขนาดว่า "ประกาศ ม.44" ที่วัดพระธรรมกาย แต่หาตัวพระธัมมชโยไม่เจอ เข้าวัดก็ไม่ได้ สุดท้ายยอมพ่ายด้วยอุบายกำมะลอ "ขอให้เปิดประตูวัด ให้ คสช. เข้าไปไหว้พระ แล้วจะยกเลิก ม.44 แทน" ส่ง "พงศ์พร" มาคุมสำนักพุทธฯ กลับถูก "ลูกน้องธัมมชโย" คุม จนทำอะไรไม่เป็น อาการหนักกว่า "พนม ศรศิลป์" เสียอีก ขานั้นยิ้มกริ่ม ภูมิอกภูมิใจ ที่ออกจากสำนักพุทธฯ ไปด้วยกฎหมายพิเศษ คือ ม.44 เกิดมาทั้งทีจะหาโอกาสดีๆ แบบนี้ที่ไหน เพราะสุดท้ายก็ตายเหมือนกัน

ปฏิวัติรัฐประหารทั้งที ก็มีแต่ข่าว "กินอาวุธยุทโธปกรณ์" ไม่ต่างไปจากนักการเมือง ยังมิทันไรก็มีคนประกาศ "ตั้งพรรคการเมืองสนับสุนนคนนอกเป็นนายก" เดินตามรอย "ถนอม-สุจินดา" อย่างไม่รู้จักเจ็บจำ !

 

 

 

อู ธัมมโลกา มหาบุรุษแห่งพม่าในยุคเริ่มต้น

 

 

ชีวิตและงานของ อู ธัมมโลกา

 

ไทยพบพม่า : อู ธรรมโลกา

พุทธศาสนาเถรวาท กับ พระฝรั่งรูปแรกของพม่า

: โดย ลลิตา หาญวงษ์

 

ตลอดยุคอาณานิคม ชาวตะวันตกจำนวนมาก เดินทางหลายพันไมล์ เพื่อหาโอกาสทางเศรษฐกิจ ทำการค้า และอ้างสิทธิอันชอบธรรมของคนขาวเหนือดินแดนทั่วทั้งเอเชียและแอฟริกา มิชชันนารีคือกลุ่มคนสำคัญที่เข้าไปในอาณานิคมเพื่อเผยแผ่ศาสนาคริสต์ และตอกย้ำให้เห็นความมีอารยธรรมตะวันตกเหนืออารยธรรมตะวันออก แต่ก็มีชาวตะวันตกบางคนที่ "อิน" กับวัฒนธรรมแบบตะวันออก ทำให้พวกเขารู้สึกแปลกแยกจากวัฒนธรรมที่ยึดยุโรปเป็นศูนย์กลาง ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เริ่มมีชาวตะวันตกหันมาให้ความสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทมากขึ้น น่าสนใจที่คนกลุ่มนี้มักมีพื้นเพมาจากชนชั้นกรรมาชีพ เป็นกลุ่มคนที่ถูกสังคมในยุโรปกดขี่ และแน่นอนว่ามีอภิสิทธิ์น้อยที่สุดในสังคม ชาวตะวันตกบางคนสนใจพุทธศาสนาและบวชเพื่อศึกษาพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้ และที่น่าสนใจคือ มีชาวตะวันตกอีกจำพวกหนึ่ง ที่บวชเป็นพระที่พม่า รู้สึกเห็นอกเห็นใจชาวพม่า และลุกขึ้นมาต่อต้านระบอบอาณานิคมเคียงข้างชาวพม่า

ในบรรดาภิกษุชาวตะวันตกที่มีบทบาทในพม่า คงต้องกล่าวถึงชื่อของ อู ธรรมโลกา (U Dhammaloka) เป็นชื่อแรกๆ ไม่มีใครทราบประวัติที่แท้จริงของอู ธรรมโลกา ก่อนท่านบวช ทราบเพียงว่าท่านเป็นชาวไอริช และอาจจะมีชื่อจริงว่า ลอเรนซ์ แคร์รอล หรือไม่ก็ ลอเรนซ์ โอรอร์ค ท่านเกิดและเติบโตในครอบครัวชนชั้นกรรมาชีพที่ดับลิน เคยเป็นชาวคริสต์คาทอลิกและตัดสินใจเป็นผู้ที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ ในเวลาต่อมา ก่อนที่ท่านจะเดินทางถึงพม่า เคยเป็นคนเร่ร่อนและเป็นกะลาสีเรือมาก่อน อาชีพหลังสุดนี้ทำให้ท่านได้เดินทางไปทั่วทั้งเอเชียและอเมริกาเหนือ เมื่อเดินทางถึงพม่า ท่านเริ่มทำงานที่บริษัทตัดไม้แห่งหนึ่ง ต่อมามีโอกาสได้เรียนรู้พุทธศาสนา และรู้สึกศรัทธา จึงตัดสินใจไปอาศัยอยู่ในวัดที่ย่างกุ้ง เริ่มศึกษาพระธรรมอย่างจริงจังและเข้าพิธีอุปสมบทเมื่ออายุได้ 44 ปี อู ธรรมโลกา เป็นที่รู้จักทั่วไปในฐานะพระนักเทศน์ชื่อดังที่เดินทางไปทั่วพม่า อีกหลายประเทศในเอเชีย และออสเตรเลีย ท่านตั้งโรงเรียนขึ้นทั้งในสิงคโปร์และกรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมธรรมะและความหลากหลายทางเชื้อชาติ และก่อตั้งสมาคมพุทธชื่อ Buddhist Tract Society ขึ้นในพม่า มีจุดมุ่งหมายเพื่อผลิตหนังสือธรรมะและเผยแพร่หลักธรรมพุทธศาสนา และท้าทายบทบาทของมิชชันนารีตะวันตกที่เข้าไปเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในพม่า

ชื่อเสียงของอู ธรรมโลกา เริ่มเป็นที่ปรากฏในสื่อพม่าในปี 1901 (พ.ศ.2444) เมื่อท่านประกาศห้ามมิให้มิชชันนารีตะวันตกแจกจ่ายใบปลิวเพื่อเผยแผ่ศาสนาคริสต์ และเป็นผู้แถลงคำประกาศให้ชาวพุทธพม่า
ระมัดระวังมิชชันนารีเพราะเป็นภัยคุกคามต่อพุทธศาสนาและอัตลักษณ์ชาวพุทธในพม่า นอกจากนี้ อู ธรรมโลกา ยังเป็นพระรูปแรกๆ ที่ทำให้รองเท้ากลายเป็นประเด็นทางการเมือง-ศาสนา และจุดกระแสชาตินิยมให้ลุกโชติช่วงในทศวรรษต่อมา ท่านกล่าวโจมตีตำรวจอินเดียที่ใส่รองเท้าบู๊ตเข้าไปในบริเวณพระเจดีย์ โดยตั้งคำถามว่าเหตุใดตำรวจอินเดียเหล่านี้เดินเท้าเปล่าเข้าเขตวัดฮินดูได้ แต่ไม่ยอมถอดรองเท้าเมื่อเข้าไปในเขตพุทธสถาน ชื่อเสียงของอู ธรรมโลกา ยังมาจากการที่ท่านมักวิพากษ์วิจารณ์มิชชันนารีชาวตะวันตก วัฒนธรรมตะวันตก และระบอบอาณานิคมโดยรวม ซึ่งท่านเปรียบเทียบโดยใช้สัญลักษณ์ 3 อย่าง ได้แก่ คัมภีร์ไบเบิล, ขวดบรั่นดี และปืนแก็ตลิงหรือมีด ตามลำดับ) อู ธรรมโลกาเอง มองว่าการเข้ามาของมิชชันนารีตะวันตกเข้าไปเซาะกร่อนหลักธรรมคำสั่งสอนในศาสนาพุทธ มองว่ามิชชันนารีพยายามให้ชาวพม่าที่นับถือ ศาสนาอันประเสริฐ อย่างพุทธศาสนาอยู่แล้วเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น คริสต์ศาสนาจึงเป็นภัยที่ชาวพม่าต้องระมัดระวังและกีดกันมิชชันนารีออกไป การท้าทายอำนาจของรัฐบาลอาณานิคม และคริสต์ศาสนาทำให้อู ธรรมโลกา ถูกทางการอังกฤษเพ่งเล็ง และถูกดำเนินคดีในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ

แต่ก็ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักทั่วพม่า การดำเนินคดีกับอู ธรรมโลกา จึงอยู่ในความสนใจของชาวพม่า และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยจุดกระแสต่อต้านระบอบอาณานิคมให้เกิดขึ้น

เมื่ออู ธรรมโลกา เปรียบเทียบความชั่วร้ายของระบอบอาณานิคมเข้ากับบรั่นดี ท่านต้องการจะสื่อว่า วัฒนธรรมแบบตะวันตก ชอนไชเข้าไปทำลายวัฒนธรรมอันดีของชาวพม่า แอลกอฮอล์ทำให้คนขาดสติยั้งคิดและเป็นค่านิยมที่ชั่วร้ายแบบตะวันตก ด้านปืนหรือมีดหมายถึงการใช้ความรุนแรงของระบอบอาณานิคมในพม่า อู ธรรมโลกา ย้อนกลับไปในสงครามครั้งสุดท้ายระหว่างอังกฤษกับพม่าในปี 1885 (พ.ศ.2428) เมื่ออังกฤษใช้มาตรการขั้นรุนแรงปราบปรามกบฏที่ต่อต้านระบอบอาณานิคม และใช้เวลากว่า 10 ปี ระหว่าง 1885-1895 (พ.ศ.2428-2438) ในกระบวนการ "ทำให้พม่าสงบ" (Pacification of Burma) ในการนี้ อังกฤษระดมทัพที่เป็นทหารซีปอยจากอินเดียจำนวนมากเข้าไปปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบ อู ธรรมโลกา ชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงนี้แสดงให้เห็นการขาดความชอบธรรมของอังกฤษ ชาวพุทธพม่าจึงควรรวมตัวกันเพื่อต่อต้านระบอบอาณานิคมที่ฉ้อฉลนี้โดยใช้ธรรมะ และใช้อัตลักษณ์ของตนเพื่อร่วมกันต่อสู้กับอังกฤษและเศรษฐกิจแบบอาณานิคมที่จ้องจะดูดทรัพยากรของชาวพม่าไปจนสิ้น พุทธศาสนามิได้สร้างเฉพาะอัตลักษณ์ร่วมสำหรับชาวพม่าเท่านั้น แต่ชาวพุทธในพม่าควรสร้างเครือข่ายระหว่างชาวพุทธเถรวาทในประเทศรอบข้าง ได้แก่ ศรีลังกา และไทย รวมทั้งประเทศอื่นๆ ที่มีชุมชนพุทธที่เข้มแข็ง เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย เพื่อร่วมกันปกป้องพุทธศาสนา สอนธรรมะซึ่งพุธมามกะสามารถนำไปใช้ได้จริง

แนวคิดต่อต้านมิชชันนารีและระบอบอาณานิคมของ อู ธรรมโลกา อาจมาจากพื้นฐานของท่านมาจากไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีประวัติการต่อสู้เพื่อปลดแอกตนจากระบอบจักรวรรดินิยมมาอย่างโชกโชนเช่นเดียวกับอาณานิคมทั้งหลายในเอเชีย ชีวิตของอู ธรรมโลกา เต็มไปด้วยปริศนา เริ่มตั้งแต่ชื่อจริงของท่านที่ไม่มีใครทราบแน่ชัด และก็ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับชีวิต ในช่วงที่ท่านรอนแรมในเรือข้ามทวีประหว่างยุโรปกับอเมริกาเช่นเดียวกัน เราทราบเรื่องราวในชีวิตของท่านเมื่อท่านอุปสมบทแล้ว เมื่อท่านกลายเป็นพระฝรั่งแถวหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ระบอบอาณานิคมอย่างออกรส ก่อนที่จะมีการจัดตั้งขบวนการชาตินิยมที่ชูศาสนาเป็นแก่นเรื่องหลักขึ้นในพม่า (สมาคม YMBA หรือสมาคมชาวพุทธหนุ่ม ถือกำเนิดขึ้นในปี 1906/พ.ศ.2449) แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าท่านมรณภาพที่ใดและในปีใดเช่นเดียวกัน กลุ่มนักวิชาการที่รวบรวมข้อมูลของอู ธรรมโลกา (ดูเว็บไซต์ https://dhammalokaproject.wordpress.com) วิเคราะห์ว่าอู ธรรมโลกา เริ่มหายตัวไปในปี 1913 และอาจจะมรณภาพที่ไทยหรือกัมพูชา เพราะไม่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับท่านอีกในหนังสือพิมพ์พม่า ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ท่านเดินสายเทศนาธรรมและต่อต้านอังกฤษ และเป็นข่าวในสื่อของพม่าอยู่เป็นประจำ

ชีวิตของ อู ธรรมโลกา เป็นตัวอย่างของการปะทะสังสรรค์กันระหว่างวัฒนธรรมแบบตะวันตกกับตะวันออกตลอดยุคอาณานิคม ที่ผ่านมาเรามักเข้าใจอาณานิคมในพม่าว่าเจ้าอาณานิคม หรือ "ฝรั่ง" เป็นผู้มอบวัฒนธรรมที่ "ดีงาม" ให้กับคนพื้นเมืองในเอเชีย แต่การเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนาของ อู ธรรมโลกา ชี้ให้เห็นว่า ในเวลาเดียวกัน ก็มีชาวตะวันตกที่ไม่ได้มองว่าวัฒนธรรมแบบยุโรปเป็นวัฒนธรรมที่ศิวิไลซ์เพียงอย่างเดียว แต่กลับเต็มไปด้วยการกดขี่และความรุนแรง อู ธรรมโลกา ไม่ได้เป็นเพียงพระฝรั่งธรรมดาสามัญทั่วไป แต่ท่านยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับสมาคมพุทธยุคแรกๆ ของพม่า และสมาคมชาตินิยมในเวลาต่อมาที่ใช้ศาสนาเป็นตัวชูโรงเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกให้กับชาวพม่า

 

ที่มา : มติชน : 15 เมษายน 2560

 


 

สาดกลับ !

พุทธะอิสระประกาศ

"เมื่อเล่นไม่เลิก ก็อย่าเลิกเล่นมันเลย"

สงสัยเล่นกันเลยสงกรานต์ !

 

 

สงกรานต์ - สงคราม

 

 

 

เมื่อเล่นไม่เลิก ถ้ายังงั้นอย่าเลิกเล่นเลย

วันนี้ไปแสดงตัวต่อเจ้าพนักงานสอบสวนกองปราบ พร้อมทั้งนำหลักฐานและคำชี้แจงตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด ในกรณีนายวิชัย ประเสริฐสุดสิริ ไปร้องให้กองปราบตรวจสอบการสร้างพระกำลังแผ่นดิน 84,000 พระธรรมขันธ์ โดยมีพระปรมาภิไธยของล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ประทับอยู่ด้านหลังองค์พระพุทธพิมพ์นาคปรกนี้ด้วย

ฉันถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่านายวิชัย ประเสริฐสุดสิริ เขามาแจ้งความฉันในข้อหาอะไร

ตำรวจตอบว่า นายวิชัยเขามิได้มาแจ้งความ แค่มายื่นเรื่องให้ตรวจสอบเฉยๆ

ฉันถามเจ้าหน้าที่ว่าคุณได้สอบปากคำเขาหรือไม่

เจ้าหน้าที่ตอบว่า เขาไม่ยอมให้ปากคำ แค่มายื่นหนังสือแล้วบอกว่าจะรีบกลับ

สรุปว่านายวิชัย ประเสริฐสุดสิริ ในนามศูนย์ส่งเสริมและปกป้องพระพุทธศาสนา เข้าไปหากองปราบก็เพื่อยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ เพื่อต้องการให้เป็นข่าวเฉยๆ

ฉันจึงแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ว่า เมื่อนายวิชัยเขาไม่ได้กล่าวหาแจ้งความฉัน ฉันก็ไม่จำเป็นต้องมาให้ปากคำใดๆ แต่เพื่อให้เจ้าหน้าที่สบายใจ ก็จะมอบหลักฐานให้บางส่วน เจ้าหน้าที่จะได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

บอกแล้วแต่แรกว่า หากเล่นไม่เลิก อย่างนั้นก็อย่าเลิกเล่นกันเลย ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ก็เล่นให้มันสุดลิ่มทิ่มประตูกันไปเลย

จึงได้สั่งให้ทนายนำหลักฐานในการเท็จทูลเบื้องสูงของพวกที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย (เถื่อน) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจดแจงขึ้นทะเบียนพรรคการเมือง อีกทั้งยังใช้โลโก้ของพรรคการเมืองที่ยังไม่อนุญาต
ที่เลวร้ายก็คือ คนกลุ่มนี้บังอาจนำชื่อและตราสัญลักษณ์ของพรรคการเมืองที่ยังไม่ได้รับการอนุญาตจาก กกต. ไปใช้รวบรวมรายชื่อพวกสาวกธรรมกาย แล้วถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
10 ในนามพรรคการเมืองทั้งที่ยังไม่ได้จดแจ้ง

เมื่อเป็นพรรคการเมืองเถื่อนแล้วนำไปกราบบังคมเท็จทูลเบื้องสูง ก็ถือว่าเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 และความผิด พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554

มาตรา 25 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใด ใช้ชื่อ ชื่อย่อ ภาพเครื่องหมาย หรือถ้อยคำในประการที่น่าจะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นพรรคการเมือง หรือใช้ชื่อที่มีอักษรไทยประกอบว่า "พรรคการเมือง" หรืออักษรต่างประเทศซึ่งแปลหรืออ่านว่า "พรรคการเมือง" ในดวงตรา ป้ายชื่อ จดหมาย ใบแจ้งความ หรือเอกสารอย่างอื่น หรือในข้อมูลทางการสื่อสารใดๆ โดยมิได้เป็นพรรคการเมือง" หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษ ตามมาตรา 110

มาตรา 110 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 25 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดโดยเจตนาสมคบกันตั้งแต่สิบห้าคนขึ้นไปดำเนินกิจการเช่นเดียวกับพรรคการเมือง หรือดำเนินการไม่ว่าด้วยวิธีใด ให้เข้าใจว่าเป็นพรรคการเมืองโดยมิได้จดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

ถามว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ นายวิชัย สุดประเสริฐสิริ

เกี่ยวแน่นอน ก็ลองดูรูปก็แล้วกันว่าเกี่ยวกันอย่างไร

และ น.อ. (พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ คนนี้แหละ ที่มากล่าวอ้างกับพุทธะอิสระว่าเป็นคนของคุณประวิตร มาขอพบฉันเพื่อเคลียร์ปัญหากรณีธรรมกาย

ต่อมาจึงได้รู้ว่าโกหกมาแอบอ้างเพื่อจะได้พบฉันเฉยๆ ฉันยังจำบทสนทนาที่นายทหารคนนี้มาพูดกับฉันได้ขึ้นใจ ช่วงหนึ่งเขาถามฉันว่า มีทางใดบ้างที่จะอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีข้อขัดแย้ง

ฉันตอบกลับไปว่า มี 2 ทาง คือ

1. ธรรมกายต้องเปลี่ยนแปลงตนเองและคำสอน ให้ตรงต่อหลักพระธรรมวินัยอย่างซื่อตรง สันโดษ ยินดีในสิ่งที่พึงมีพึงได้ ไม่ใช่มักมากอยากได้ ขายบุญ ขายสวรรค์ ไม่เลิกเช่นนี้

2. หากเปลี่ยนไม่ได้ก็ให้ประกาศแยกนิกายออกไปเลย

ในเวลาต่อมา นายทหารคนนี้แหละ ที่พยายามออกมาแก้ตัวให้กับธรรมกายบ่อยครั้ง ในช่วงที่ดีเอสไอปิดล้อมธรรมกายอยู่

ทีนี้ท่านทั้งหลายคงจะกระจ่างแล้วใช่ไหมว่า นายวิชัย ประเสริญสุดสิริ ตัวแทนองค์กรส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา และ น.อ. (พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ เลขาพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย (เถื่อน) กับลัทธิผีบุญทำจนตัวตาย มันมีเส้นสายเชื่อมสัมพันธ์กันอย่างไร

งานนี้เขาคงมุ่งหวังว่าจะพลิกเกมมาเป็นฝ่ายรุกบ้าง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ลัทธิและพรรคการเมืองเถื่อนของตนเอง

เห็นสายสัมพันธ์ของคนกลุ่มนี้แล้วทำให้เข้าใจได้ว่า ไอ้ที่พวกลัทธิผีบุญทำจนตัวตายชอบพูดบ่อยๆ ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น ดูท่าจะโกหกอีกทั้งเพ ช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ทำตัวเป็นอีแอบคอยสนับสนุนอยู่ข้างหลัง เที่ยวนี้ถ้าจะมีการเลือกตั้ง คนไทยคงได้เห็นพรรคการเมืองของลัทธิผีบุญเป็นตัวเป็นตนเสียที เพราะหลบๆ แอบๆ มานาน

สรุปว่า เมื่อเล่นไม่รู้จักเลิก อย่างนั้นก็อย่าเลิกเล่นกันเลย เตรียมตัวขึ้นศาลก็แล้วกัน

 

พุทธะอิสระ

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 12 เมษายน 2560


 

สอบพุทธะอิสระหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ !

พงศ์พรลั่นปกาศิต

พร้อมดำเนินการหากกองปราบร้องขอ !

 

อา..ก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวมันกลับตาลปัตรยังไง ในเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ยังมีภาพและเสียงของ "พุทธะอิสระ" สอนมวย "พงศ์พร" ให้ไล่ต้อนธัมมชโย "อย่างโน้นอย่างนี้" จนถูกโจมตีในโลกออนไลน์ว่า "เป็นพี่เลี้ยงของ พศ. ซึ่งมีเป้าหมายคือกำจัดธัมมชโยเป็นการเฉพาะ" แต่ครั้น ณ วันนี้ สถานการณ์กลับพลิก พุทธะอิสระตกเป็นฝ่ายรับเสียเอง รวมทั้ง "สำนักพุทธฯ" ก็กลับมาทำหน้าที่ "ตรวจสอบ" พุทธะอิสระอีกต่างหากด้วย พงศ์พรไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพุทธะอิสระอย่างชัดเจน เป็นเรื่องแปลกแต่จริง

แต่อย่างไรก็ตาม สงครามมิทันจบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร บางทีการตรวจของสำนักพุทธฯ อาจจะเป็น "ปาหี่" อีกรอบหนึ่งก็ได้ พวกนี้เขา "ลับ-ลวง-พราง" กันเก่งอยู่แล้ว ดังนั้น ต้องรอให้มวยครบยกและกรรมการรวมคะแนนเสียก่อน จึงค่อยวิจารณ์ว่า "ใครตัวจริง ใครตัวตลก"

แต่ที่แน่ๆ กระแส "สอบพุทธะอิสระ" วันนี้ ถูกชูขึ้นมากลบกระแส "จับธัมมชโย" อย่างมีเลสนัย มันมิใช่เรื่องธรรมดา หากแต่เป็นเรื่องเทวดา ถ้าไม่ระดับเทพแล้วคงเล่นเกมนี้ไม่ได้ บอกแล้วไงว่าอย่าประมาท วันวาน รถถังก็ถูกรถกระบะชนดะทั่วประเทศ จนบิ๊กตู่ต้องยอมใส่เกียร์ถอยยาวไปจนหลังสงกรานต์ วันนี้ พุทธะอิสระก็ถูก "พระพุทธรูป" ล้มทับเข้าจังเบอร์ จนถูกฟ้องถูกร้องและถูกสอบ โดนทีละดอกสองดอกโดย "หน้าม้า" ของใครก็ไม่รู้ ดูสิ มวยไม่เคยผ่านสังเวียนไหนมาก่อน จู่ๆ ก็กระโดดขึ้นลุมพินี ท้าตีท้าต่อย "แชมป์ประเทศไทย" มันไม่ธรรมดา ถ้า "บิ๊กตู่-พุทธะอิสระ" ต้องตกม้าตายเพราะเรื่องเล็กๆ เหล่านี้ ก็เข้าตำรา "เบี้ยแลกขุน" แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า มีการใช้ยุทธวิธี "เสี้ยมให้ฆ่ากันเอง" จากมือใครก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า มองไม่เห็น !

 

 

โอม..มะลึกกึ๊กกึ๋ย !

 

 

พศ.พร้อมร่วมมือกองปราบตรวจสอบพุทธะอิสระสร้างพระเครื่อง

"พงศ์พร" พร้อมทำหน้าที่คุ้มครองพระพุทธศาสนา ร่วมมือกองปราบตรวจสอบข้อเท็จจริงร้อง "พุทธะอิสระ" สร้างพระเครื่อง อาจเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง ขณะที่ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรฯ ชี้ การขอพระบรมราชานุญาตต้องยึดระเบียบ มส. ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เจ้าคณะผู้ปกครองต้องเห็นชอบ ส่งเรื่องมายังพศ. ถึงสำนักราชเลขาธิการ จันทร์ที่ 10 เมษายน 2560 เวลา 17.54 น.

วันนี้ (10 เม.ย.) พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ไปยื่นแจ้งความที่กองปราบปราม เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม มีการจัดสร้างพระเครื่องที่อาจเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง ว่า บทบาทหน้าที่ของ พศ. คือการคุ้มครองพระพุทธศาสนา หากทางกองปราบปรามแจ้งขอความร่วมมือในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ทาง พศ. ก็พร้อมให้ความร่วมมือ 
               
นายบุญเชิด กิตติธรางกูร ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า ตามระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ.2539 กำหนดไว้ว่า ในการทำเรื่องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอัญเชิญอักษรพระปรมาภิไธย หรืออักษรพระนามาภิไธย ของพระบรมวงศ์ศานุวงศ์ จะต้องผ่านความเห็นชอบจากทางเจ้าคณะผู้ปกครองเสียก่อน จากนั้นจึงส่งเรื่องมายัง พศ. และ พศ. จะดำเนินการแจ้งเรื่องไปยังสำนักราชเลขาธิการต่อไป ซึ่งกรณีของพุทธะอิสระนั้น หากทางกองปราบปรามประสานขอความร่วมมือมา ทาง พศ. ก็พร้อมที่จะดำเนินการตรวจสอบให้
 

 

ข่าว : เดลินิวส์: 11 เมษายน 2560


 

สมเด็จวัดปากน้ำกลับวัด !

หลังเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช

นานเกือบสองเดือน !

 

ข่าวจากเฟสบุ๊ควัดปากน้ำ รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ กรรมการมหาเถรสมาคม และอดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้เดินทางกลับสู่วัดปากน้ำแล้ว หลังจากเข้ารับการรักษาตัวนานเกือบสองเดือน ตั้งแต่ก่อนวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งการกลับวัดของสมเด็จวัดปากน้ำครั้งนี้ เป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ เชื่อว่าจะทำให้วัดปากน้ำคึกคักไปด้วยศิษยานุศิษย์บรรดาผู้ที่เคารพนับถือ เดินทางไปถวายสักการะอย่างมากมาย

 






 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ควัดปากน้ำ : 10 เมษายน 2560


 

อภินิหาร !

ธัมมชโยปรากฏตัวสองแห่งพร้อมกัน

ยุโรปและไทย

ดีเอสไอเตรียมให้ "ค่าข่าว" แต่ไม่บอกว่าเท่าไหร่ !

 

หุๆ ! ดูเป็นหนังตลกระดับโลกไปเสียแล้ว สำหรับเรื่อง "Catch me if you can" ซึ่งกรมเอฟบีไอ เอ๊ย ดีเอสไอ กำลังไล่กวด "ธัมมชโย" ไปทั่วโลก อยู่ในเวลานี้ ยิ่งมีการประกาศ "ให้ค่าข่าว" ชาวธรรมกายก็ยิ่งชอบ เพราะพวกนี้เขา "เซียนสร้างข่าว" อยู่แล้ว อยากได้เดี๋ยวจัดให้ ดังอย่างข่าว 2 ข่าวในวันนี้

1. ข่าวว่า ธัมมชโย กลับเข้าวัดพระธรรมกาย ดีเอสไอรีบจัดชุดลงสำรวจอาคารภาวนา ปรากฏว่า คว้าน้ำเหลว

2. ข่าวว่า ธัมมชโย โผล่ประเทศท่องเที่ยวในยุโรป ดีเอสไอได้ข่าวก็มึนตึ๊บ เพราะประเทศในยุโรปทุกประเทศล้วนแต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทั้งสิ้น ที่สำคัญ ลำพังรูปถ่ายน่ะเชื่อถือไม่ได้หรอก กรณี "อาร์ต-องอาจ" นั่นปะไร หลอกตาซะคนไทยเชื่อว่าอยู่ฝรั่งเศส แต่พอเจอ "ม.44" เข้าแค่ไม่กี่นาที พ่อก็โผล่หัวออกมาจากรังธรรมกาย

ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ดีเอสไอจะออกมาให้ข่าวทำไมให้เสียความรู้สึก เพราะความล้มเหลวจากมหกรรม ม.44 นั้น ก็จารึกประวัติศาสตร์ของกรมนี้ไปอีกนับร้อยปี แล้วจะตอกย้ำความล้มเหลวไปอีกทำไม ในเมื่อปิดล้อมวัดยังจับตัวไม่ได้ แล้วปล่อยเสือเข้าป่าจะมีปัญญาตามจับยังไง ดีเอสไอวันนี้จึงมิใช่คู่ต่อกรของ "ธัมมชโย" อีกต่อไป แต่ธรรมกายได้ยกระดับขึ้นชนกับ "คสช." หรือ "รัฐบาลบิ๊กตู่" ไปแล้ว ถามว่า วัดกระแสจากอะไร อ๋อ ! ก็กรณี "กระบะชนรถถัง" นั่นไง สาวกของใครที่ใช้อาวุธ "ออนไลน์" ถล่มทลาย ใช้กระบะเข้าชนรถถังจนไปไม่รอด ต้องยอมถอน "ม.44" อ้างว่า ผ่อนผันให้จนถึงหลังสงกรานต์ แต่ฝ่ายตรงข้ามเขาไม่หยุดแค่นั้น ยังรุกเข้าไปถึง "หน้าทำเนียบ" บอก "ต้องยกเลิกกฎหมาย" สถานเดียว ไม่งั้นไม่ยอม

กรณี  "ม.44" ที่คลองสามนั้น มันเล่นยากหน่อย เพราะติดโลโก้ "พระกาโม่" อยู่เต็มๆ แต่กรณี "ม.44" ที่หลังรถกระบะนั้น เล่นง่าย และสบายๆ เพราะใครๆ ก็เล่นได้ โดยไม่จำกัดเพศพรรณวรรณะว่าจะต้องอยู่คลองสาม หรือเป็นสาวกของใคร มันเลยกลายเป็น "ลูกเข้าเท้า" แบบฟลุ๊กๆ ถ้ารัฐบาลทหารถอยไม่เป็น ก็เตรียมตัวเจอ "ม็อบใหญ่" ปิดล้อมทำเนียบและจวนผู้ว่าทั่วประเทศ ถึงตอนนั้นจะรู้ฤทธิ์เดชของพ่อใหญ่ว่าไม่ธรรมดา ยิ่งประกาศจะให้ "ค่าข่าว" แล้ววันหลัง เกิดจ่ายไปเข้ากระเป๋า "สาวกธัมมชโย" งานนี้ก็คงยิ่งกว่า..เสียค่าโง่ !

 

 

 

ดีเอสไอ ประสานขอภาพถ่าย "พระธัมมชโย" หลังมีผู้แจ้งเบาะแส ปรากฏกายโซนยุโรป

เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2560 พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดี (ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้าการติดตามตัวพระธัมมชโย ว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่ตำรวจ พระวินยาธิการ คณะสงฆ์จังหวัดปทุมธานี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เข้าตรวจสอบกุฏิเจ้าอาวาส (อาคารภาวนา) บริเวณพื้นที่ 196 ไร่ (โซนA) แต่ไม่พบตัวพระธัมมชโยผู้ต้องหาตามหมายจับ เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ผ่านมา เนื่องจากดีเอสไอได้รับแจ้งจากว่าพบเห็นพระธัมมชโย กลับเข้าไปในพื้นที่วัดพระธรรมกาย ดังนั้น เพื่อความชัดเจนและคลายความสงสัยจึงมอบหมายให้ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ เข้าไปตรวจสอบ ซึ่งพบว่าอาคารดังกล่าวไม่ได้มีการเข้าพักอาคารหรืออยู่ในสภาพที่ผ่านมาการใช้งาน มีฝุ่นเปื้อนเต็มบริเวณห้องพัก  

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการแจ้งมา ดีเอสไอ ก็พร้อมตรวจสอบ อีกทั้งก็ยังมีอีกหลายแห่งที่มีบุคคลแจ้งเบาะแสมายังดีเอสไอ ซึ่งอยู่ระหว่าการเช็คข้อมูล มีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตอนนี้ก็กำลังประสานขอข้อมูลหลักฐานภาพถ่ายหรือข้อมูล จากผู้แจ้งเบาะแส ที่สามารถยืนยันตรวจสอบแหล่งที่มาในการอ้างอิง ถ้าใครมีข้อมูลอะไรก็แจ้งมายังดีเอสไอได้

รายงานข่าวระบุว่า ดีเอสไอได้รับแจ้งว่า พบพระธัมมชโยไปปรากฏตัวที่ประเทศท่องเที่ยวแห่งหนึ่งแถบยุโรป โดยมีการแจ้งเบาะแสมายังอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งทางดีเอสไอได้ประสานข้อภาพถ่ายเพื่อนำมาตรวจสอบว่าเป็นจริงหรือไม่ ทั้งนี้ดีเอสไอมี "ค่าข่าว" ที่มีการแจ้งเบาะแสในการติดตามตัวผู้ต้องหา แต่ไม่ใช่การตั้งรางวัลนำจับแต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากดีเอสไอ เกรงกว่าจะไม่เหมาะสมหากมีการตั้งรางวัลนำจับหรือการแจ้งเบาะแส ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีดังหลายคดี เพราะคดีนี้ผู้ต้องหาเป็นพระและมีลูกศิษย์ในความเคารพศรัทธาจำนวนมาก

 

ข่าว : มติชน : 10 เมษายน 2560


 

หมดสิทธิ์เป็นคนจน !

รัฐบาลชี้แจง

พระ ชี  นักโทษ ไม่มีสิทธิ์ลงทะเบียนคนจน

อยากเป็นคนจนก็ให้สึกเสียก่อน แหมพูดดี !

 

อา..ฟังแล้วก็ "คันหู" สำหรับวลีที่ว่า "อยากเป็นคนจนก็ให้สึก" มันนึกๆ ดูว่าจะสึกออกไปทำไมให้จน ทั้งๆ ที่อยู่ในวัดก็มิได้รวยอยู่แล้ว "ถ้ารวยจะอยู่ทำไม สึกไปตั้งนานแล้ว" เจ้าคุณเสนาะเคยกล่าวเอาไว้เช่นนี้ อาจจะมียกเว้นก็แต่ "พระวัดพระธรรมกาย" ซึ่งสึกออกไปได้ไม่กี่ปีก็  "รวยล้นฟ้า" เพราะว่าหัดเล่นหุ้น-ลงทุนค้าขายจิวเวอรี่ตั้งแต่อยู่ในวัด เฮ้อ ! เรื่องไม่น่าเป็นเรื่องเล้ย ลงทะเบียนคนจนนี่ ขอลงทะเบียน "คนรวย" ได้หรือเปล่า ?

 

 

 

คลังเผย พระสงฆ์-แม่ชี-นักโทษ หมดสิทธิ์ลงทะเบียนคนจน อนุโลมคนแก่ใช้บัตรประชาชนแบบเก่า

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เปิดเผยว่า โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 กำหนดให้ใช้บัตรสมาร์การ์ดในการลงทะเบียน เพื่อที่จะสามารถดึงรูปในบัตรมาทำเป็นบัตรสวัสดิการ เพื่อใช้ลดภาระค่าสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าโดยสาร เป็นต้น แต่สำหรับผู้สูงอายุใช้บัตรประชาชนแบบเก่า สามารถลงทะเบียนได้ อย่างไรก็ตามขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังหารือกับกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากการบัตรสวัสดิการต้องมีรูป เป็นการใช้รูปจากบัตรประชาชนในการทำบัตร ดังนั้นต้องมีการอนุญาตจากเจ้าของบัตรประชาชน และกระทรวงมหาดไทยในการนำรูปมาใช้ด้วย

"เท่าที่หารือกับกระทรวงมหาดไทย หากผู้สูงอายุใช้บัตรประชาชนตลอดชีวิต เป็นแบบเก่า ต้องการทำบัตรใหม่ เพื่อมาลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 สามารถทำได้กระทรวงมหาดไทย พร้อมอำนวยความสะดวกให้" นายพรชัย กล่าว

แหล่งข่าวกล่าวกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำหรับกรณีการลงทะเบียนพระสงฆ์ แม่ชี และนักโทษนั้น ไม่สามารถลงทะเบียนได้ เพราะไม่เข้าข่าย โดยขอชี้แจงว่า การลงทะเบียนดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ในการยกระดับการจัดสวัสดิการสังคม และความช่วยเหลือภาครัฐ โดยเป็นโครงการช่วยลดภาระสาธารณูปโภคพื้นฐานลดลง โดยเป็นการมุ่งให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ว่างงานหรือประกอบการชีพมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทในปี 2559 ซึ่งพระสงฆ์และแม่ชีเป็นบุคคลที่มีสถานะถึงพร้อมด้วยปัจจัย 4 อันเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพโดยไม่ต้องประกอบสัมมนาอาชีพ จึงไม่เข้าเกณฑ์ในการหาเลี้ยงชีพเหมือนบุคคลทั่วไป ที่ต้องทำงานเพื่อนำเงินมาจ่าย ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่ารถโดยสารสาธารณะ อีกทั้งพระสงฆ์แม่ชีอยู่ในสถานะที่ไม่จำเป็นต้องถือครองหรือสะสมทรัพย์สมบัติอันได้แก่ เงินฝาก สลากออมทรัพย์ พันธบัตร และที่ดิน

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า กรณีผู้ต้องโทษในเรือนจำทัณฑสถานนั้น ระหว่างต้องโทษอยู่นั้นได้รับสวัสดิการจากเรือนจำทัณฑสถานอยู่แล้ว เช่นอาหาร 3 มื้อ การรักษาพยาบาล ส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงไม่เข้าข่ายที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม หากนักโทษ พ้นโทษ หรือแม่ชี พระสงฆ์ ลาสิขาบทก่อนปิดโครงการ 15 พฤษภาคม ก็สามารถมาลงทะเบียนได้

 

ข่าว : มติชน : 7 เมษายน 2560

 

มหาวอ ยก "วัด-วัง" บังสัจจะ !

ทำให้ต้องรับตำแหน่ง ผช.จล.

ทำนอง..เสียสัตย์เพื่อชาติ !

 

ว.วชิรเมธี อ้าง "บื้องบน" บังคับ ต้องยอมรับ "ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ทั้งๆ ไม่อยากรับ และเคยประกาศต่อสาธารณะว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แถมยกตัวอย่าง "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปยุตฺตมหาเถร" รับพระราชทานสมณศักดิ์ ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มีแต่คนสรรเสริญ

 

แล้วทำไม ว.วชิรเมธี จะรับไม่ได้ ผิดตรงไหน ?

 

อา..ว่าไงครับ หลวงพ่อช่วงโปรดทราบ มหาวอบอกว่า "ตัวเองถูกขืนใจให้รับตำแหน่ง" ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับ ถึงได้มาก็มิได้ภูมิอกภูมใจอะไรอีกด้วย แบบว่า เสียสัตย์เพราะผู้ใหญ่ นี่ถ้าได้เป็นเจ้าคุณ สงสัยมหาวอคงจะฆ่าตัวตาย เพราะรับไม่ได้

เชิญปัญญาชน "ทัศนา" ทัศนะ ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คนดีศรีแผ่นดิน !

 

Take a look !

 

 

ว.วชิรเมธี ทาสศักดินา !

ถูกบังคับให้เป็นคนเลว โดยการรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 

 

"ยศช้าง ขุนนางพระ ไม่เคยมองหา แต่เบื้องบนท่านมองเห็น"

ว.วชิรเมธี

 


หลายเดือนก่อน หลังจากมีภาพไปรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อดำรงตำแหน่งเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ก็มีใครบางคน จรดปากกาเขียนถึงอาตมภาพในทางเสียหายว่า การรับตำแหน่งนั้น เป็นการแสดงถึงความกลับกลอกเหมือนศรีธนญชัย (เพราะแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องตำแหน่งแห่งที่ในทางคณะสงฆ์เลย ซึ่งเรื่องนี้ แม้จนบัดนี้ ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่)

ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ไปรับตำแหน่งทำไม ?

ขออธิบายสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลถึงสหรัฐอเมริกา (ต้นเรื่องที่กล่าวหา) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยรู้ความจริงว่า

"อาตมาอยู่วัดพระสิงห์มาแต่อายุเพียง ๑๖ ปี เรียนธรรมะบาลีที่วัดนี้ จนได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค, บวชพระก็บวชที่วัดนี้

หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เป็นพระอุปัชฌาย์ อาตมาก็เคยเป็นพระเลขานุการของท่านมาตั้งแต่ต้นแต่อายุ ๑๘ ปี ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรจนถึงบวชเป็นพระภิกษุ


เมื่อจบเปรียญ ๙ ที่กรุงเทพฯ อาตมาย้ายกลับมาเชียงราย ก็มาอยู่ในสังกัดเดิม ซ้ำยังเป็นเปรียญธรรม ๙ รูปแรกของวัด คือวัดพระสิงห์ (พระอารามหลวง)
ไม่ได้เหาะข้ามห้วยมาจากที่อื่น

เมื่อกลับมาแล้ว หลวงพ่อเคยขอให้มาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสแต่เมื่อปี ๒๕๕๕ อาตมายังไม่อยากรับ ประวิงเวลาไว้ เพราะใจอยากทำงานเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนามากกว่างานปกครองของคณะสงฆ์ ครูบาอาจารย์ท่านก็เข้าใจลูกศิษย์ซึ่งท่านรักเหมือนลูก


มาถึงปีนี้ ผู้ใหญ่ใน
"เบื้องบน" ถามมาอีก เพราะอายุ ๔๓ พรรษา ๒๓ อยู่พระอารามหลวงมา ๒๖ ปีแล้ว เป็นมหาเถระแล้ว ไม่ใช่พระเด็กๆ อีกต่อไป ควรมอบหมายให้รับภาระธุระพระศาสนาอย่างเป็นทางการ ทั้งผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่น้อยๆ (ว่าตามคำของท่าน)


ทั้งครู ทั้งศิษย์ จึงยอมอนุวัตร ตามทางการ


อาตมาจึงรับตำแหน่งของทางการ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ
"ฝ่ายเผยแผ่" เหมือนเดิม


และเมื่อเป็นแล้ว ก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ไม่ได้ย้ายไปไหน ยังพอใจกับนามปากกา ว.วชิรเมธี ธรรมดาๆ ยังคงอยู่ทำงานเผยแผ่ต่อไปที่ไร่เชิญตะวันตามปกติ

ตำแหน่งแห่งที่ ที่ท่านประทานมา ก็เพราะฟ้าบันดาล ทั้ง "วัง" และ "วัด" ท่านประสานเสียง แกมกำชับขอให้รับไว้ ไม่ใช่ไปกราบกรานอยากได้ อย่างที่มี "พระอลัชชี" บางรูปพยายามกล่าวหาด้วยข้อความรุนแรง


เรื่องนี้ เข้าใจได้ง่ายมาก


ดูอย่างท่าน
ป.อ.ปยุตฺโต หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ องค์ใหม่ก็ได้ ท่านก็ทำงานของท่านไป ไม่เคยอยากจะได้ใคร่จะมีอะไร ปิดทองหลังพระไป เมื่อทองล้นออกมาหน้าพระ วันดีคืนดี
"หลวง" หรือราชการก็โปรดให้ท่านเป็นสมเด็จฯ เมื่อเป็นแล้ว ท่านก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ดังท่านกล่าวความในใจว่า

"พระนั้น จะแต่งตั้งไปชั้นไหน ชั้นไหน ก็ยังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม ทางพระพุทธศาสนา ท่านไม่นิยมถามว่า "จะเป็นอะไร" แต่สำคัญที่ว่า "จะทำอะไร" ให้เรื่อง "เป็น" มาเกื้อหนุนเรื่อง "ทำ" ให้ได้ ท่านจึงว่า "ให้เป็นนั่นเป็นนี่" เพื่อจะได้ "ทำนั่นทำนี่" ได้สะดวก"

เพราะฉะนั้น คนที่ "รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" มองการรับตำแหน่งของอาตมา เป็นเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ หรือมองไปว่าได้มาเพราะเข้าหาผู้ใหญ่ ทั้งยังพยายามกล่าวหาอาตมาเลื่อนลอยด้วยคำใหญ่คำโตนั้น ก็ขอโปรดเข้าใจเสียให้ถูกต้องตามนี้ อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ


หยุดการปรุงแต่งแบบเด็กๆ เสียทีเถิดพ่อคุณเอ๋ย


ดีร้าย หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ระวังปาก จะกลายเป็นการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เสียเปล่าๆ


ส่วนที่มีภาพไปกราบหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ แล้วเอามาเขียนว่าไปประจบท่านนั้น ก็ขอเตือนว่า เวลาจะเขียนอะไร ดูคำอธิบายใต้ภาพด้วย

เพราะภาพพวกนั้น มีปรากฏอยู่ในเฟซบุ๊คของอาตมาเอง มีคำอธิบายกำกับด้วยว่าไปทำอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน

ภาพคู่สมเด็จฯที่เห็น คืองานไปรับรางวัล "วัดที่จัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จัดที่ มจร.วังน้อยเมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ และครั้งที่สอง หลวงพ่อสมเด็จฯ นิมนต์ไปพบเมื่อเดือนเมษายน เพื่อแจ้ง "พระราชดำริ" ด้านการศึกษาภาษาบาลีที่ทรงฝากมา โดยขอให้ช่วยรับเป็นภาระธุระ เพราะอาตมาสื่อสารกับสังคมได้ง่าย มีคนฟังเยอะ

ทั้ง "เบื้องบน" ท่านก็ทรงกำชับมาหลายครั้ง เรื่องการศึกษาภาษาบาลีในโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะเห็นว่า ท่าน ว.วชิรเมธี นี้ เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค และได้เขียนหนังสือเรื่อง "เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" เพื่อเป็นแนวทางฟื้นฟูการศึกษาภาษาบาลีตามพระราชประสงค์

และที่สำคัญจะต้องขอพระราชทานคำนำเป็นกรณีพิเศษ หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ในฐานะประมุขสงฆ์ และแม่กองบาลีสนามหลวง ก็อยู่ในฐานะที่จะต้องเขียนสัมโมทนียพจน์ด้วย

คนเขาไปปรึกษาหารือเรื่องงานพระศาสนาล้วนๆ มีพยานเป็นร้อย เป็นพัน ต่อหน้าธารกำนัล อย่างโปร่งใส แต่คนเขลาบางคน เอาไปเขียนข่าวเชิงเสียหาย ว่าผู้เขียนไปประจบพระผู้ใหญ่ขอยศศักดิ์ ช่างน่าละอายเหลือเกิน ที่คิด ที่เขียน อะไรออกมา โดยไม่สนใจหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีอยู่ดาดดื่น มีอยู่ในคำอธิบายใต้ภาพที่ตัวยกมาด่านั่นเองเสียด้วยซ้ำ

จึงขอแจ้งญาติโยมทั้งหลายได้ทราบ ว่าอย่าได้หลงเชื่ออย่างผิดๆ ตามที่มีคนเขียนข่าวเลอะเทอะเผยแพร่ออกไป


(ว.วชิรเมธี)

 

 

(หมายเหตุ.


๑.ตามปกติ ตั้งใจจะไม่เขียนตอบอะไรในประเด็นระดับ
"โลกธรรม" เหล่านี้เลย เพราะถือว่าเป็นธรรมดาโลกที่ย่อมมีคนเข้าใจผิดบ้าง เข้าใจถูกบ้าง แต่เรื่องนี้ มีคน "เดือดร้อน" แทนหลายคน แต่ละคนก็ไม่ใช่ตาสีตาสา ทั้งอาจส่งผลกระทบหลายฝ่าย จึงจำใจต้องเขียนออกมา เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อเข้าใจข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะได้เพลาๆ การแชร์ การส่งข้อความโกหกทั้งหลายลงบ้าง ไม่เช่นนั้น พระดีๆ ทั้งหลาย ทั้งพระบ้านพระป่าสายกรรมฐาน สายวิชาการบริสุทธิ์ สายพัฒนาสังคม ที่ "หลวง" ท่านเมตตาถวายสมณศักดิ์เพื่อส่งเสริมการทำงาน ก็จะพานถูกกล่าวหาไปเสียทั้งหมด


๒.มีภาพอาตมาคู่กับหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ บางคนเอาไปตีความในทางเสียหาย ขออธิบาย
"ข้างหลังภาพ" สั้นๆ ตามข้อเท็จจริง


๒.๑ ภาพที่เห็นอยู่บนเวที คือ วันที่ไปรับรางวัล
"วัดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จากหลวงพ่อสมเด็จฯ จัดโดยกรมควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับรางวัลเสร็จ หลวงพ่อสมเด็จฯ ก็ขอให้เล่าให้ที่ประชุมฟังทั้งห้อง ว่าบริหารจัดการไร่เชิญตะวันอย่างไร จึงกลายเป็น
Eco Temple ที่ร่มรื่น เรื่องก็มีเท่านี้ มีคนอยู่ในงานหลายร้อยคน ภาพนิ่ง ภาพวีดิโอ บันทึกไว้พร้อมสรรพ แต่มีบางคนไม่เข้าใจ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ที่อยู่สหรัฐอเมริกา เอาไปเขียนว่า อาตมาไปประจบพระผู้ใหญ่ นี่คือ ความน่าอนาถของคนที่เรียกตัวเองว่า สื่อมวลชน


๒.๒ อีกครั้งหนึ่ง ได้รับนิมนต์ไปหารือข้อราชการของคณะสงฆ์ เนื่องจากได้รับการขอร้องให้เข้ามาช่วยเรื่องการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์
ซึ่งขอร้องมาจากทั้งฝ่ายวัง และฝ่ายวัด เพราะผู้เขียนเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค วังและวัดเห็นว่า พอจะมีพื้นฐานภาษาบาลีอยู่บ้าง จึงขอให้มาช่วยเรื่องนี้ จึงได้ปฏิรูปการศึกษานำร่องที่วัดบ้านเกิด/เชียงของ/เชียงราย จนปี ๒๕๕๘ สามเณรเก่งทั้งทางโลกและทางธรรม สามารถบรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษจนชนะเลิศระดับประเทศ ได้เข้ารับพระราชทานทุนและผ้าไตร และได้ลองเทศน์ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่จังหวัดน่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นี่เป็นข่าวดี ที่หลวงพ่อสมเด็จฯ เห็นว่าก้าวหน้า และพอเป็นความหวังของคณะสงฆ์ไทยในฝ่ายการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ จึงขอให้ไปเล่าถวาย พร้อมกันนั้น ก็ได้นำเสนอต้นฉบับหนังสือ "๙ เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" ซึ่งได้นักเขียนฝีมือดีคือระดับประเทศ คือ คุณอรสม สุทธิสาคร คุณวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง มาช่วยเรียบเรียง หมายใจว่า เล่มนี้จะเป็นหนังสือ "สร้างแรงบันดาลใจ" ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยรุ่นใหม่ ใฝ่เรียนธรรมะบาลีมากขึ้น เพราะเป็นชีวประวัติของพระและโยมที่จบเปรียญ ๙ แล้วประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม เช่น ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก
, ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ, ป.อ.ปยุตฺโต เป็นต้น


ความจริงที่ได้ไปกราบสมเด็จฯ ก็มีแค่นี้
แต่แล้วคนที่มือดีมากกว่าสมอง ก็เอาไปเขียนในทางลบว่า ผู้เขียนไปพบผู้ใหญ่เพื่อหวังยศศักดิ์อัครฐาน ถ้าหวังจริงอย่างว่า จะอยู่ในพระอารามหลวงมา ๒๖ ปี โดยเป็นพระธรรมดามาจนป่านนี้ได้อย่างไร คุณสมบัติก็ใช่จะไม่ครบ
ครบจนล้นเสียด้วยซ้ำ


การ
"รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" แบบนี้แล้วก็นำมาเขียนข่าวนั้นสร้างความเสียหายใหญ่หลวงมาก เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ก็ไม่สนใจ นึกจะเขียนอะไรก็เขียน พลอยทำให้คณะสงฆ์เสียหาย เสียทั้งหลวงพ่อสมเด็จฯ เสียทั้งเบื้องบน เสียทั้งผู้เขียน งานที่ทำกันมาด้วยเจตนาแสนดีถูกมองในทางเสียหายหมด ดังนั้น ใครรู้ผิด เข้าใจผิด ขอความกรุณา เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องตามนี้เทอญ. (ว.วชิรเมธี)

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : 15 ธันวาคม 2559

 

อ่านบทความ โดย พระมหานรินทร์ นรินฺโท

 

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด


 

การประชุมองค์กรพระสงฆ์เถรวาทในสหราชอาณาจักร

 

Theravada Buddhist Sangha in UK (TBSUK)

ณ วัดพุทธวิหาร เมืองอ๊อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

10 สิงหาคม 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ขนาด 4000 PX

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

ดอกไม้บาน วัดพระศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ทำบุญฉลองสมณศักดิ์พระครูเมธีชยาภิวัฒน์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

อาหารไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

THE ENTERTAINMENT OF WAT PHRA SRI

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

หนุ่มสาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ชาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

ภาพงานฉลองครบรอบ 40 ปี สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ณ วัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน วันที่ 25-26 มิถุนายน 2559

กดที่ภาพเพื่อดาวโหลดภาพขนาด 4000 PC

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพการประชุม)


 

พิธีผูกพัทธสีมา-ฝังลูกนิมิต

วัดเจริญธรรม เมืองลึกเด ประเทศเยอรมันนี

10-12 มิถุนายน 2559

 

พระธรรมวิสุทธาจารย์ (คูณ ขนฺติโก) เจ้าอาวาสวัดหนองแวง (พระอารามหลวง) อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ประธานสงฆ์

ฯพณฯ นางนงนุช เพชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ประธานฝ่ายฆราวาส



กดที่ภาพเพื่อชมภาพในพิธี

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก

ฉลองสมณศักดิ์ "พระวิสุทธิวงศ์วิเทศ"

เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร

11 มิถุนายน 2559


 

กดที่ภาพเพื่อชม งานสมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

พระราชมงคลรังษี : สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท

เจ้าอาวาสวัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

5 มิถุนายน 2559

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

ลัทธิธรรมกาย กับบทบาท ของสังคมไทย

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย


 

 

จริงหรือไม่ มส. ไม่มีสิทธิ์สึกธัมมชโย

 


 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264