LAST UPDATE : APRIL 24, 2014  07:00 P.M.   PACIFIC TIME

 

 

 

 



 

 

 

ประกาศสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

แต่งตั้งกรรมการงานประชุมสมัยสามัญประจำปี 2557

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อย่างฮา !

 

เจ้าคุณจำนง-โฆษกมหาเถรสมาคม ระบุ "พระสงฆ์ไปมาหาสู่อาจารย์ยันตระได้" แต่..ห้ามร่วมวงฉัน อาฮ่า..พระที่ไปน่ะไม่ได้ร่วมวงฉันแน่ๆ แต่ว่า "นั่งต่ำกว่าท่านยันตระนั้น" ชัวร์ ไม่มั่ว แถมมีภาพยืนยันอีกต่างหาก ก็อยากจะเห็นจังเลย ว่ามหาเถรสมาคมจะเอาผิดอะไรกับพระเหล่านั้น ?

 

 

 

 

 "ยันตระ" กับพระภิกษุลูกศิษย์

ภาพ : เดลินิวส์

 

 

 

 

"ยันตระ" ปลื้ม ศิษย์แห่กราบ มส.เตือนสงฆ์ อย่าร่วมวงฉัน

ยันตระปลื้มลูกศิษย์ทั้งชาวบ้านและพระสงฆ์แห่รอรับเนืองแน่นตั้งแต่เช้า บางคนถึงกับใช้ผ้าเช็ดหน้ารองเท้า เผยสร้างอาศรมพักอยู่บ้านน้องสาวที่ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เข้าแถวรอรับบางคนถึงกับใช้ผ้าเช็ดหน้ารองเท้า โดยนายวินัยสวมชุดคล้ายจีวรสีเขียวเหมือนเดิม จากนั้นร่วมวงกินข้าวมื้อเพลกับพระสงฆ์ ผอ.สำนักพุทธฯ เผยหมดสิทธิ์กลับมาบวชอีกเพราะปาราชิกไปแล้ว ส่วนเรื่องคดีต้องตรวจสอบอีกครั้งว่าหมดอายุความแล้วหรือไม่ ด้านพระพรหมเมธี โฆษกมหาเถรฯ ชี้หากมีพระสงฆ์ร่วมวงกินข้าวกับนายวินัย หรือไปกราบไหว้ถือว่าไม่เหมาะ เพราะปัจจุบันนายวินัยเป็นฆราวาสแล้ว หากพบต้องให้พระปกครองตักเตือน

ความคืบหน้ากรณี นายวินัย ละอองสุวรรณ หรืออดีตพระยันตระ อมโร ซึ่งหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศนานกว่า 20 ปีจนหมดอายุความ ย่องกลับมาเมืองไทยที่บ้านเกิด อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีลูกศิษย์ลูกหา และพระสงฆ์ที่ยังศรัทธา เดินทางไปต้อนรับ โดยนายวินัยแต่งชุดคล้ายจีวรสีเขียว รูปร่างอ้วนท้วนขึ้นไว้ผมและเครายาวสีขาวนั้น

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่บ้านบางบ่อ ต.ปาก พนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรม ราช นายวินัยพักอยู่ที่อาศรมซึ่งสร้างอยู่ในที่ดินบ้านพักของนางสำลี ละอองสุวรรณ น้องสาวของนายวินัย ริมแม่น้ำปากพนัง เขตเทศบาลเมืองปากพนัง ตั้งแต่ช่วงเช้ามีชาวบ้านที่ยังมีความเคารพศรัทธามารอพบ รวมทั้งพระสงฆ์ ภิกษุณี และแม่ชี ซึ่งหลายคนเดินทางมาจากจังหวัดกาญจนบุรี มากราบนายวินัยหลังทราบข่าว และที่บ้านพักของนางสำลี น้องสาวของอดีตพระยันตระนั้นชาวบ้านได้ร่วมกันทำกับข้าวเพื่อเลี้ยงภัตตาหาร เพลแก่พระสงฆ์ที่มาฉันภัตตาหารร่วมกับนายวินัย รวมทั้งจัดเลี้ยงชาวบ้านจำนวนมากที่มาเยือนกันอย่างเนืองแน่น

กระทั่ง ถึงช่วงเพล นายวินัยเดินออกมาจากอาศรมมีพระสงฆ์เดินตามหลังออกมาพบปะทักทายกับชาวบ้าน บางส่วนมอบพวงมาลัยดอกไม้สด และเงินสด ตลอดทางที่นายวินัย เดินออกมา ซึ่งท่าทีของนายวินัยนั้นจะยิ้มแย้มตลอดเวลา พูดจากับทุกคนที่มาเยือน บางคนถึงกับเอาผ้าเช็ดหน้าให้นายวินัยเหยียบขณะเดิน หลังจากนั้นนายวินัยร่วมโต๊ะกับพระสงฆ์กินอาหารด้วยกัน

ชาวบ้านที่มากราบไหว้นายวินัยบางส่วนระบุว่า แม้ว่าอดีตพระยันตระจะไม่อยู่ในสถานะพระสงฆ์แล้ว หรืออยู่ในสถานะเป็นผู้ทรงศีลอย่างไรก็ตาม ทุกคนยังมีความศรัทธาให้ความเคารพนับถือ เนื่องจากตลอดมายังคงมีวัตรปฏิบัติเช่นผู้ทรงศีล ทำวัตรสวดมนต์ตามเวลาวัตรเช้าและวัตรค่ำ การแต่งกายเป็นเรื่องของภายนอกและเชื่อมั่นว่าเรื่องราวในอดีตนั้นไม่เป็น ความจริง เห็นได้จากความศรัทธาทั้งจากพระสงฆ์ ภิกษุณี หรือแม่ชี ผู้ทรงศีลต่างๆ ยังคงให้ความเคารพศรัทธานับถือเช่นเดิมตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

สำหรับนายวินัยจากการสอบถามคนใกล้ชิดระบุว่าจะอยู่ดูแลอาการอาพาธของพ่อท่าน เชื่อง เจ้าอาวาสวัดบางบ่อ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌายาจารย์ จนถึงสิ้นเดือนเม.ย. จากนั้นจะไป จ.ภูเก็ต รักษาฟันกับทันตแพทย์ และเตรียมงานบุญก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกา

ด้านนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีอดีตพระยันตระ ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลคดีความของอดีตพระยันตระ พบว่าคดีหมิ่นสมเด็จพระสังฆราชได้หมดอายุความลงไปแล้ว ส่วนคดีของการไม่ทำตามคำสั่งมหาเถรสมาคม ให้สึกจากความเป็นพระ เนื่องจากปาราชิกนั้น สำนักพุทธฯ ต้องขอไปตรวจสอบข้อมูลว่า เรื่องเกิดขึ้นมากว่า 20 ปี และกรมการศาสนา (ศน.) ในขณะนั้นได้มีการแจ้งความดำเนินคดีอดีตพระยันตระไว้เมื่อใด และคดีหมดอายุความแล้วหรือไม่ คงต้องตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนอีกครั้ง

นายนพรัตน์กล่าวอีกว่า ส่วนการปาราชิกแล้วกลับมาบวชใหม่ได้หรือไม่ ตอบได้ว่าพระธรรมวินัยกำหนดไว้ว่าหากภิกษุต้องปาราชิกแล้วไม่สามารถกลับมา บวชใหม่ในพระพุทธศาสนาได้ตลอดชีวิต ส่วนกรณีที่พบว่าพระบางรูปที่ต้องปาราชิกแล้ว กลับมาบวชใหม่นั้น ต้องไปถามอุปัชฌาย์ ซึ่งตามหลักการแล้วผู้ที่เป็นอุปัชฌาย์ต้องสืบประวัติผู้ที่บวช ต้องรู้ประวัติเบื้องต้นว่าเคยปาราชิกหรือไม่ หากเคยก็ไม่สามารถบวชให้ได้ แต่ถ้ายังบวชทั้งที่รู้อยู่แล้วพระอุปัชฌาย์ถือว่ามีความผิดเช่นกัน ทั้งนี้ ในส่วนกรณีของอดีตพระยันตระไม่สามารถมาบวชใหม่ได้ หากมีพระอุปัชฌาย์รูปใดบวชให้ถือว่ามีความผิด เนื่องจากจะเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้ประวัติอดีตพระยันตระ

ส่วน พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธัมมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม โฆษกมหาเถรสมาคม กล่าวว่า กรณีที่คณะสงฆ์จะต้องมีการออกปกาสนียกรรม ซึ่งหมายถึงการที่สงฆ์มีมติและประกาศให้เป็นที่รู้กันทั่วไป ถึงสถานภาพในเวลานั้นของภิกษุรูปนั้นในคณะสงฆ์ เช่น ความไม่เป็นที่ยอมรับ หรือการที่สงฆ์ไม่ยอมรับ และไม่รับผิดชอบ ต่อการกระทำของภิกษุรูปนั้น ต่ออดีตพระ ยันตระด้วยหรือไม่ พระพรหมเมธีกล่าวว่า แม้ขณะนี้อดีตพระยันตระยังออกสอนพระพุทธศาสนาแก่ประชาชนอยู่ แต่ไม่ได้สอนผิดเพี้ยนไปจากพระไตรปิฎก ดังนั้น จึงไม่จำเป็นที่คณะสงฆ์จะต้องมีการออกปกาสนียกรรมต่ออดีตพระยันตระ เนื่องจากการปกาสนียกรรมจะใช้ในกรณีที่พระสงฆ์นำคำสอนในพระไตรปิฎกไปดัดแปลง จนเกิดความผิดเพี้ยนเท่านั้น

พระพรหมเมธีกล่าวถึงกรณีที่พระสงฆ์เข้าไปร่วมสังฆกรรมกับอดีตพระยันตระ ว่าคงต้องพิจารณาเป็นกรณีไป เช่น การฉันภัตตาหารถ้าเป็นสำรับแยกจากพระก็ไม่มีความผิด แต่ถ้านำอดีตพระยันตระร่วมฉันภัตตาหารสำรับเดียวกัน ถือว่าไม่สมควร ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสงฆ์ที่เข้าไปกราบไหว้อดีตพระยันตระยิ่งเป็นการไม่สมควร ด้วยพระสงฆ์มีสถานะสูงกว่าฆราวาสทั่วไป อีกทั้งอดีตพระยันตระไม่มีสถานภาพความเป็นพระสงฆ์อีกต่อไปแล้ว พระสงฆ์ที่มีความประพฤติที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ควรให้พระสังฆาธิการผู้ปกครองพระสงฆ์รูปนั้นๆ ตักเตือน แต่ถ้าเป็นการพูดคุยธรรมดาก็ไม่มีความผิดแต่อย่างใด

 

 

 

 

ที่มา : ข่าวสด
25 เมษายน 2557


 

 

 

หมดอายุความ !

 

เลขาสภาทนายเผยคดี "ยันตระ" หมดอายุความแล้ว ถือว่าพ้นเคราะห์กรรม นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แต่ยันตระจะเลือกแสดงบทบาทไหนก็ต้องติดตามดู แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือว่า ประเทศไทยยังคงเป็นฐานเสียงใหญ่ ยังไงก็ต้องปักหลักที่ไทย ไม่ใช่อเมริกา ถ้ากระแส "ยันตระรีเทิร์น" จุดติด งานนี้มีหวังตลาดศาสนาในเมืองไทยกระเพื่อมแรง แบบว่าแย่งลูกค้ากันอุตลุต ไล่ตั้งแต่ ธัมมชโย-ธรรมกาย พุทธอิสระ-วัดอ้อน้อย โพธิรักษ์-สันติอโศก คึกฤทธ์-นาป่าพง ปราโมทย์-สวนสันติธรรม นิกร-ดอยนางแล ยันตระ-สังขละบุรี และแม่ชีอีกสารพัดสำนัก จะอาศัยรัฐธรรมนูญเป็นใบเบิกทางสร้างฐานทางศาสนาในรูปแบบใหม่ ที่ไม่ต้องขึ้นต่อคณะสงฆ์ไทย และจะส่งผลให้มหาเถรสมาคมอ่อนแอ จนกระทั่งไร้บทบาทไปในที่สุด ซึ่งก็สมแล้ว เพราะพระในมหาเถรสมาคมไร้วิสัยทัศน์ เอาแต่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน สุดท้ายก็ปล่อยให้เอกชนทำงานจนล้ำหน้า จนกระทั่งสามารถเข้ามายึดกุมอำนาจรัฐได้ในที่สุด ดังกรณีธรรมกายที่กล้าทำงาน "ใหญ่กว่า" มหาเถรสมาคม ในวันนี้

 

ดังกรณี "ยันตระ" ที่พอเข้าเมืองไทยได้ ก็ออกมาพูดเรื่องการเมือง ทั้งนี้เพราะยันตระรู้ดีว่า ถ้าไม่เล่นการเมือง การเมืองก็จะเล่นท่าน ดังนั้นจึงต้องเล่นการเมือง จะอยู่ในผ้าเหลืองหรือผ้าลายก็หนีการเมืองไปไม่พ้น ใครจะกล้าปฏิเสธบ้างล่ะว่า พระในมหาเถรสมาคมนับตั้งแต่สังฆราชลงมา ไม่ใช่นักการเมืองในผ้าเหลือง ธัมมชโย โพธิรักษ์ พุทธอิสระ คึกฤทธิ์ พระปราโมทย์ ฯลฯ พวกนี้ก็ล้วนแต่มีการเมืองหนุนหลังทั้งสิ้น สักแต่ว่าใครจะเล่นได้ดีตีบทแตกกว่ากันเท่านั้นเอง ศาสนาก็เป็นแค่ "เครื่องมือหาเสียง" ของนักการเมืองในผ้าเหลือง ยิ่งตลาดศาสนาเปิดกว้างโดย "รัฐธรรมนูญ" ซึ่งสูงกว่า "พระราชบัญญัติคณะสงฆ์" เช่นปัจจุบันนี้ ยิ่งทำให้การผูกขาดตลาดศาสนาเป็นไปไม่ได้เลย แต่ผู้ที่จะผูกขาดได้ก็มีอยู่แค่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพ่อค้าและกลุ่มสื่อสารมวลชน หรือพูดง่ายๆ ว่า จะมีพระที่เข้ามามีบทบาทในวงการศาสนาประเทศไทยอยู่ 2  กลุ่มใหญ่ คือพระที่มีเงินมาก เช่นวัดพระธรรมกาย และพระที่มีทีวีหนังสือพิมพ์เป็นแบ๊กให้ เช่น พระคึกฤทธิ์ พุทธะอิสระ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ธรรมกายย่อมได้เปรียบกว่า เพราะมีทั้งทุน และสื่อ รวมทั้งสามารถรักษาสถานภาพความเป็น "สมาชิก" ในมหาเถรสมาคมเอาไว้ได้ ทำให้นอกจากจะไร้แรงต้านแล้ว ก็ยังมีแรงหนุนส่งให้ทำงานอย่างกว้างไกลได้อีกด้วย และสุดท้าย วันคุ้มครองโลก ก็จะเปลี่ยนมาเป็น วันยึดครองประเทศไทย แทน ชิตัง เม เอวัง !

 

 

 

 

 

 

เลขาฯสภาทนาย เผยคดี “ยันตระ” หมิ่นพระสังฆราช อาจหมดอายุความแล้ว

 

เมื่อวันที่ 23 เม.ย. นายนิวัติ แก้วล้วน เลขาธิการสภาทนายความ เปิดเผยถึงกรณีอดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ หรือนายวินัย ละอองสุวรรณ เดินกลับเข้าประเทศไทย และปรากฎตัวที่ จ.นครศรีธรรมราช ว่า คดีอดีตพระยันตระซึ่งเคยเป็นข่าวดังโดยทางมหาเถรสมาคม (มส.) มีมติให้พ้นจากความเป็นสงฆ์ เนื่องจากถูกตั้งอธิกรณ์ผิดวินัยร้ายแรงด้วยการล่วงละเมิดเมถุนธรรมต้องอาบัติถึงขั้นปาราชิก แต่ทางอดีตพระยันตระได้ปลอมหนังสือเดินทางหนีออกนอกประเทศ

 

นอกจากนี้ทราบว่ายังมีคดีหมิ่นประมาท พูดจาในลักษณะหมิ่นพระสังฆราช  ซึ่งมีความผิดทางอาญา ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ระบุว่า ในคดีอาญาที่มีโทษจำคุกระหว่าง 1-7 ปี ถ้าไม่ได้ตัวมาฟ้องภายใน 10 ปี จะถือว่าคดีขาดอายุความ ดังนั้น เมื่อนับเวลาเกิดเหตุเมื่อปี 2539 เท่ากับว่าคดีขาดอายุความหมดแล้ว ไม่สามารถรื้อฟื้นคดีได้อีก เว้นแต่จะมีการกล่าวหาในข้อหาอื่นๆ ที่คดียังไม่ขาดอายุความ ส่วนกรณีแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ เท่าที่เห็นจากรูปแล้ว น่าจะเหมือนฤษีมากกว่า

 

 

 

ที่มา : ข่าวสด
25 เมษายน 2557


 

 

 

 

FIRST TIME !

 

ยันตระพูดเรื่องการเมืองไทย

"ขอให้ทุกฝ่ายอดทน"

 

แหมออกตัวได้เยี่ยมเลยฮ่ะ เพราะว่าเล่นบทสมานฉันท์ ไม่เลือกข้างเลือกสี แถมยังใช้ธรรมะนำหน้า แบบนี้ถือว่าเล่นเป็น ยันตระจะพลิกบทบาทจาก "ผู้ร้าย" กลายเป็น "ผู้ดี" ก็ตรงนี้แหละ เป็นพระหรือนักบวชน่ะ ถ้าใช้ "ปาก" เป็น ก็ได้เปรียบ แต่พวกที่ตายก็เพราะปากทั้งนั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นมันขี้ปะติ๋ว ดูแต่ "พุทธะอิสระ" สิ ลงเล่นการม็อบจนเปรอะ ถึงจะเจตนาดีแต่กร่างมากไป ใครเห็นก็หมั่นไส้

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

เวลา 21.00 น. วันที่ 23 เมษายน ที่อาศรมอดีตพระยันตระ หรือนายวินัย ละอองสุวรรณ เลขที่ 29/1 ถนนริมน้ำ ชุมชนบ้านบางบ่อ ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช มีประชาชนจำนวนหลายร้อยคนแห่เดินทางไปเยี่ยมเยียนและกราบไหว้อดีตพระยันตระอย่างเนื่องแน่น รถยนต์ รถ จักรยานยนต์ จอดเรียงรายริมถนนยาวเหยียดหลายร้อยเมตร   ในจำนวนดังกล่าวกลุ่มนักธุรกิจนักการเมืองท้องถิ่นแม่ชีและพระภิกษุ เดินทางไปกราบไหว้อดีตพระยันตระด้วยความเลื่อมใสศรัทธาด้วย ทำให้ภายในอาศรมของอดีตพระยันตระแน่นขนัดไปด้วยผู้คน ไม่สามารถเข้าไปภายในอาศรมพร้อม ๆ กันได้ จึงต้องผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปพบปะเยี่ยมเยียนและกราบไหว้อดีตพระยันตระ ครั้งละ 50-60 คน ส่วนใหญ่จะเข้าไปกราบไหว้ขอพรและนำเอาเครื่องรางของขลังไปให้อดีตพระยันตระช่วยปลุกเสกให้เพื่อความขลังและเป็นสิริมงคล

 

ตอนหนึ่ง นายวินัย ละอองสุวรรณ  พูดประเด็นบ้านเมืองที่กำลังเกิดความวุ่นวาย ว่า   อยากฝากเตือนสติคนไทยอย่างไรบ้างว่ารัฐบาลหรือใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ขอให้เห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมือง เห็นแก่ประชาชน ก็ต้องอาศัยความอดทน พยายามมีความอดทนและมีความเข้าใจกันและกัน ถ้าไม่ทนแล้วจะมีความลำบากมากๆเกิดความเดือดร้อนทั้งตัวเองและผู้อื่น

 

 

ที่มา : มติชน
25 เมษายน 2557


 

 

 

ยันตระ รีเทิร์น !

 

บินเข้าไทยไปเยี่ยมบ้านเกิด

อดีตสาวกแห่กราบไหว้ตรึม

 

 

อา..เวลาของโลก ก็หมุนเวียนเปลี่ยนไป เช่นนี้แหละฮะ เหมือนน้ำเมื่อมีขึ้นก็มีลง มีลงก็มีขึ้น พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวนพเคราะห์ก็เช่นกัน อาจารย์ยันตระอาจจะกลับมาดังกว่าเดิมก็ได้ ใครจะไปรู้ ดูตัวอย่าง "อดีตพระภาวนาพุทโธ" ซึ่งถูกจำคุก ก็ยังโด่งดัง เทศน์สอนนักโทษ ได้เงินมากมายหลายสิบล้าน ถ้าหลุดจากคุกออกมา รับรองว่ารับแขกไม่ทัน ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปมาก ฆราวาสก็มีสิทธิ์ดังกว่าพระ อย่างแม่ชีดังๆ ก็ไม่ได้บวชพระ ดีเสียอีก เพราะสามารถอวดอุตริมนุสธรรมได้ ไม่มีใครปรับอาบัติข้อไหน เพราะไม่ใช่พระนั่นไง แต่เวลาเทศน์น่ะ คนอาจจะให้เงินมากกว่าพระด้วยซ้ำไป ไม่งั้นแม่ชีทศพรแกไม่ได้เป็น "ชีใหญ่" หรอก จะบอกให้ คิดดูสิว่า ถ้าอดีตพระนิกร พระยันตระ พระภาวนาพุทโธ และหลวงปู่เณรคำ เข้าทีมกันทำงานศาสนาในรูปแบบของนักพรต คงดังสะท้านพิภพ ต่อให้ "มหาวอ" บวก "มหาสมปอง" ก็ต้องชิดซ้าย

 

หมายเหตุ : จากการสืบทราบของอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอม ทราบว่า อดีตพระยันตระเดินทางออกจากสหรัฐอเมริกา พร้อมกับศิษย์กลุ่มหนึ่ง เป้าหมายคือไปนมัสการสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดียและเนปาล เมื่อสองเดือนก่อน จากนั้นจึงบินเข้าไทยในช่วงสงกรานต์ และตกเป็นข่าวใหญ่ของสื่อไทยในวันนี้

 

 

 




 

 

ภาพ : ไทยรัฐ

 

 

 

 

 

 

 

ยันตระกลับบ้าน

 

 

วันที่ 23 เม.ย. ผู้สื่อข่าวประจำ จ.นครศรีธรรมราช รายงานว่า มีการเล่าลือกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ว่าประชาชนจำนวนมากได้เดินทางไปกราบไหว้ นายวินัย ละอองสุวรรณ หรืออดีตพระยันตระ ที่บ้านบางบ่อ ใกล้วัดรัตนาราม ต.ปากพนัง ฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่า อดีตพระยันตระเดินทางกลับเข้าประเทศไทยได้อย่างไร เพราะถูกฟ้องร้องหลายคดี และถูกตั้งอธิกรณ์ว่าล่วงละเมิดเมถุนธรรมปาราชิกาบัติ จนในที่สุดได้ถูกมติมหาเถรสมาคมพิจารณาอธิกรณ์ปรับให้พ้นจากความเป็นพระภิกษุ แต่นายวินัยไม่ยอมรับมติสงฆ์ดังกล่าว ก่อนจะหลบหนีออกนอกประเทศไปอยู่สหรัฐอเมริกา

 

โดยมีคนในแวดวงพระเครื่องและประชาชนทั่วไป ที่เดินทางไปกราบไหว้อดีตพระยันตระที่บ้านบางบ่อ อ.ปากพนัง ได้ถ่ายภาพอดีตพระยันตระที่ห้อมล้อมด้วยบรรดาสาวก ทั้งที่เป็นฆราวาสและแต่งกายคล้ายพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง โดยพบว่าอดีตพระยันตระห่มจีวรสีเปลือกมังคุดไว้ด้านใน และมีสไบสีเขียวห่มทับอีกชั้นหนึ่ง โดยไว้ผมและหนวดเคราสีขาวรกรุกรัง มีประชาชนที่ทราบข่าวทยอยเดินทางไปกราบไหว้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพระภิกษุที่เคยใกล้ชิดและเคารพศรัทธาอดีตพระยันตระ ก็เดินทางไปกราบไหว้ด้วยเช่นกัน

 

ผู้สื่อข่าวจึงตรวจสอบไปยังชาวบ้านใน ต.บางบ่อ อ.ปากพนัง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอดีตพระยันตระ ได้รับการยืนยันว่าอดีตพระยันตระพร้อมสาวกจำนวนกว่า 10 คน ได้เดินทางมาที่บ้านเกิดตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา แต่ในขณะนี้ได้เดินทางออกจาก อ.ปากพนัง ไปหลายวันแล้ว โดยมีเป้าหมายที่จะเดินทางไปพำนักใน จ.สงขลา และ จ.ภูเก็ต โดยในเรื่องการเข้าเมืองนั้นมีการพูดกันในวงในว่าเดินทางกลับเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากคดีความต่าง ๆ ผ่านมา 20 ปีเศษแล้ว คดีจึงหมดอายุความ ซึ่งในขณะนี้คาดว่าคณะของอดีตพระยันตระน่าจะพำนักอยู่ใน จ.สงขลา หรือ จ.ภูเก็ต

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์
23 เมษายน 2557


 

 

YANTRA TODAY

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 


 

 

 

 

จับ-ขับไล่ผู้ดีอังกฤษพ้นเกาะ !

 

ศรีลังกาเนรเทศหญิงอังกฤษ

สักยันต์พระพุทธบนแขน

 

ไม่ให้เข้าเมือง-ไสหัวออกนอกประเทศ

 

ตั้งข้อหาสวยหรูมาก

"ทำร้ายความรู้สึกชาวพุทธศรีลังกา"

 

เริ่ดฮ่ะ เริ่ด !

 

 

 

 

ภาพ : BBC

 

 

 

นี่ฮะ ! รัฐบาลตัวอย่าง ที่แปลว่า "ผู้ปกป้องคุ้มครอง" มิใช่ผู้กอบโกยโกงกิน และไม่มีอุดมการณ์ในการบริหารประเทศชาติพระศาสนา ใครว่าพระพุทธศาสนาในศรีลังกาอ่อนแอก็เชิญดูข่าวนี้เป็นตัวอย่าง ส่วนประเทศไทยน่ะหรือ ไม่อยากเซ่ด ปากบอก "อยากเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก" แต่พฤติกรรมสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง มหาเถรสมาคมและสำนักพุทธฯ ก็เก่งแต่เรื่องพระตุ๊ดเณรแต๋ว แต่เรื่องบ้านเรื่องเมืองแล้วอมสาก คงต้องรอให้พุทธะอิสระยึดกรุงเทพฯได้หมดกระมั๊ง ถึงค่อยออกกฎหมายคุ้มครองพระพุทธศาสนา ไม่แน่นะ อีนังนี่อาจจะตีตั๋วเข้ามาอวดลายแขนที่เมืองไทยก็เป็นได้ เพราะไทยเราอยากได้นักท่องเที่ยวกันใจจะขาด ขนาดกุ๊ยเมืองจีนมานั่งขี้เต็มคูเมืองเชียงใหม่ รัฐบาลไทยก็ยังออกมาแก้ข่าวว่า "คนบ้า" น่ารักซะไม่มี คงรอให้มันไปนั่งขี้ที่หน้าทำเนียบให้ยิ่งลักษณ์เห็นแก้มก้นก่อนมั๊ง ถึงจะเชื่อว่าเป็นนักท่องเที่ยวจริง !

 

 

 

 

 

ประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ

ศรีลังกา-ไทย และอุบลราชธานี

 

ประวัติศาสตร์โลกบันทึกว่า ศรีลังกาเคยถูกชาวยุโรป อันได้แก่ ฮอลแลนด์ (ฮอลันดา) โปรตุเกส ฝรั่งเศส และอังกฤษ รุกรานและยึดครองนานถึง 400 ปี พวกฝรั่งดั้งขอทั้งสี่ชาติ ชวนกันรุมโทรมชาวศรีลังกาและพระพุทธศาสนาแบบว่า "เหมือนไม่ใช่คน" เหมือนๆ จีนเคยถูกอังกฤษหยามเหยียด และมีป้ายปักไว้ในสวนสาธารณะว่า "หมาเข้าได้ แต่คนจีนห้าม" จนกระทั่งพระพุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากศรีลังกา และศรีลังกาต้องส่งทูตมาขอพระพุทธศาสนาไปจากไทย จนได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ก่อนกรุงศรีอยุธยาจะแตกไม่กี่ปี ถึงทุกวันนี้ชื่อของ "พระอุบาลี" สังฆราชแห่งสยามวงศ์ ก็ยังคงเป็นอมตะ

 

อังกฤษเคยยึดครองศรีลังกานานถึง 200 ปี ศรีลังกาเพิ่งได้รับเอกราชเมื่อต้นปี 2491 หรือ 66 ปี ที่ผ่านมานี่เอง ยังไม่ถึงชั่วอายุคนด้วยซ้ำ หนำซ้ำ อังกฤษยังเป็นถึงเจ้าโลก เป็นประเทศแม่ให้แก่สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และครอบคลุมอำนาจในกลุ่ม "สหราชอาณาจักร" และ "เครือจักรภพ" ซึ่งยังคงมีบทบาทสูงในระดับผู้นำของโลก

 

แต่ ณ วันนี้ ใครเลยจะเชื่อว่า ศรีลังกาจะอาจหาญ "เนรเทศ" ชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับการยกย่องว่า "เป็นชาติผู้ดี" ออกนอกประเทศ ด้วยสาเหตุเพียง "สักแขนด้วยรูปพระพุทธ" ทั้งนี้เพราะศรีลังกาทั้งประเทศเคยเป็น "ขี้ข้า" ของอังกฤษมาก่อนนั่นเอง

 

สมัยก่อน อังกฤษเคยเป็น "ผู้ดี" ในสายตาของชาวศรีลังกา แต่ ณ วันนี้ อังกฤษ ได้กลายเป็น "ผู้เลว" ในสายตาของชาวศรีลังกาไปแล้ว ไม่ยินดีต้อนรับยังไม่พอ ยังขับไล่ไสส่งออกนอกประเทศ โดยมิได้เห็นแก่อำนาจของอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ล้นฟ้า มิได้แยแสต่ออำนาจเงินตราในสกุล "ปอนด์" ของอังกฤษ ซึ่งว่ากันว่าแพงที่สุดในโลกเลย

 

วีรกรรมของรัฐบาลศรีลังกา ณ วันนี้ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงความ "ทัดเทียม" ทางด้านการทูต และการศาสนา กับอังกฤษ อดีตอภิมหาอำนาจของโลก และอดีตเจ้านายที่มีอำนาจแม้กระทั่ง "แต่งตั้งพระราชา" ของศรีลังกา

 

จังหวะ เวลา หรือโอกาส เพียงนิดเดียวเช่นนี้ ถ้ามีวิสัยทัศน์ และเล่นเป็น ก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์ที่น่าภูมิใจให้แก่ประเทศชาติพระศาสนาได้ โดยไม่ต้องยกทัพออกไปต่อสู้กับใคร อยู่ที่ว่าผู้นำของประเทศจะมี "กึ๋น" เพียงพอหรือไม่

 

ดูตัวอย่างเมื่อวาน คณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน (ยกเว้นโคราชซึ่งไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นลาว) เมื่อถึงวาระก่อสร้างเมืองมาได้ 222 ปื กลับไม่มีสติปัญญาจะทำบุญให้แก่บ้านแก่เมืองได้ สิ้นความคิดถึงกับยกให้แก่วัดพระธรรมกายจัดทำบุญแทน ส่วนพระสงฆ์ชาวอุบลนั้นก็เตรียมล้างปากล้างท้อง ไปรอ "กิน" ส่วนบุญจากวัดพระธรรมกาย น่าที่จะสร้างประวัติศาสตร์อันน่าภูมิใจ ให้แก่จังหวัดและชาวอุบลราชธานี แต่นี่กลับสร้างประวัติศาสตร์ "อัปยศ" ไว้แทน

 

ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาอันเพิ่งผ่านไปไม่นาน วลีว่า "ไอ้ลาวตาขาว" ที่พระภาคกลางพ่นใส่หน้า "พระพิมลธรรม-อาจ อาสโภ" อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ซึ่งเป็นชาวขอนแก่น ก็ยังคงดังก้องบ้านก้องเมือง แต่ ณ วันนี้ เมื่อพระสงฆ์ชาวอุบล "ก้มหัว" ให้แก่ "ธัมมชโย" ซึ่งอยู่ไกลถึงปทุมธานี แต่ส่ง "ลูกน้อง" มายึดครองเมืองอุบล ก็คงจะเป็นดังที่พระภาคกลางพูดจริงๆ นั่นแหละว่า "ตาขาว" เพราะยินยอมให้ชาวต่างถิ่นเข้ามาบริหารบ้านเมืองเอาตามใจชอบ เหยียบย่ำน้ำใจกันด้วยการ "เอาพระพุทธรูปของวัดพระธรรมกายมาตั้งเป็นประธานกลางเมือง ในงานฉลอง 222 ปี จังหวัดอุบลราชธานี" ทำราวกับว่า อุบลราชธานีทั้งเมืองไม่มีพระไหว้เลย "พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง" ซึ่งเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดก็สู้ "น้ำเงิน" ของวัดพระธรรมกายไม่ได้ ส่วนพระสงฆ์ชาวอุบลอันมีจำนวนนับหมื่นๆ รูป นำโดยเจ้าคณะจังหวัดทั้งธรรมยุตและมหานิกาย กลับมืดบอดมองไม่เห็น ถึงเห็นก็แต่อามิสสินจ้าง ขาดกลัวต่อผู้มีอำนาจในส่วนกลาง เขาจะเอา "นาย ก. นาย ข." เหมือน ส.ส. หมาหลง คนต่างด้าวท้าวต่างแดน มาเป็นผู้ปกครอง ก็ยอมสยบอย่างไม่มีปากมีเสียง เพียงแค่ขอให้มีตำแหน่งและยศถาบรรดาศักดิ์ก็พอ แบบว่าโง่ไม่พอ ยังตะกละอีกต่างหาก นับเป็นภาพ "ทุเรศที่สุด" ในสายตาของปัญญาชน

 

แล้วถามว่า ทำบุญ 222 ปี มันมีค่าอะไร ?

 

หลายวันที่ผ่านมา สื่อมวลชนทุกแขนง หันไปเล่นข่าว "นาตาลี" พระตุ๊ด เณรแต๋ว ว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา นินทากันมันปาก ถึงกับทำการวิจัยหาจำนวนพระตุ๊ดเณรแต๋วทั่วประเทศว่ามีกี่คน แต่สำหรับ "ผู้นำตุ๊ด-ขี้ขลาดตาขาว" ในวงการศาสนา ซึ่งมีอยู่เกลื่อนเมืองไทยในเวลานี้ กลับไม่มีใครพูดถึง ทั้งๆ ที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติพระศาสนามากกว่านาตาลีเป็นล้านเท่า เพราะว่า ถ้าไร้ความกล้าหาญทางด้านศีลธรรม-จริยธรรมเสียแล้ว มันจะต่างอะไรกับคำว่า "ตุ๊ด-แต๋ว" เขาเรียกพวกนี้กันมาตั้งนานแล้วว่า "หน้าตัวเมีย"

 

 

 

 

 

 

 

 

ศรีลังกาเนรเทศสาวอังกฤษสักพระพุทธรูปที่หัวไหล่

 

"ศรีลังกา" จับสาวอังกฤษวัย 37 ปี ที่สนามบิน ก่อนเนรเทศออกนอกประเทศ เหตุสักภาพพระพุทธรูปที่หัวไหล่

 

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาโอมิ มิเชล โคลแมน สาวชาวอังกฤษวัย 37 ปี ถูกจับที่สนามบินกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ก่อนจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศ ข้อหาสักภาพพระพุทธรูปไว้ที่หัวไหล่ข้างขวา

 

โฆษกประจำกรมตำรวจระบุเหตุผลที่เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมสาวชาวอังกฤษว่า ทำร้ายความรู้สึกผู้นับถือศาสนาพุทธ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ โคลแมนอยากลบรอยสักในทันที ทั้งนี้ ประเทสศรีลังกาเป็นประเทศที่มีศานาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ จึงค่อนข้างอ่อนไหวกับการนำภาพพระพุทธรูปไปไว้ยังที่ๆ ไม่สมควร

 

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์
23 เมษายน 2557

 


 


 

 

Sri Lanka to deport Buddha tattoo British woman

 

 

 

A British tourist is to be deported from Sri Lanka because of a Buddha tattoo on her arm.

 

Naomi Coleman was arrested as she arrived at the airport in the capital Colombo after authorities spotted the tattoo on her right arm.

 

A police spokesman said the 37-year-old from Coventry was arrested for "hurting others' religious feelings".

 

Ms Coleman is being held at an immigration detention camp after a magistrate ordered her deportation.

 

She is expected to be removed within days.

 

Sri Lanka is particularly sensitive about images of the Buddha.

 

 

Practised religion

 

Ms Coleman said there was initially no problem with officials but two taxi drivers and a plain clothes police officer told her she was breaking the law and brought her to a police station to make a statement.

 

Ms Coleman, a mental health nurse, told the BBC: "I got to the airport in Sri Lanka. It was fine. They stamped my passport. There was no problem.

 

"I had a short-sleeved top on which showed my tattoo which has got a Buddha on and another Hindu tattoo underneath. There was no problem there.

 

"It was just when I was taking my suitcases out, one of the taxi men at the stand stopped me and said, 'Oh, this is a big problem in Sri Lanka, you've got a Buddha tattoo.'"

 

She said she told police in a statement that she practised Buddhism and had attended meditation retreats and workshops in Thailand, India, Cambodia and Nepal.

 

Ms Coleman said she had to spend Monday night in prison in Negombo, near the airport, after appearing in court.

 

"I went on the stand, they called me. But they didn't let me speak or plead my case. They were just talking among themselves," she said.

 

"Then they said, 'You're being deported.' I said, 'I've got another trip booked to the Maldives, can I just go there, I'll leave Sri Lanka then.' They said, 'No, you'll have to be deported back to your home country and you'll need to go to prison for the night.'

 

Ms Coleman said she was persuaded to hire a lawyer for 5,000 rupees (£25/$38) but claimed he did not communicate with her and she did not believe her statement was conveyed to anyone.

 

She has been told to return to the UK but may have to wait several days because the authorities said they were carrying out extensive security checks on her "like I'm a criminal or something".

 

The British High Commission in Colombo said: "We are aware of the case and are providing appropriate consular assistance."

 

 

Sensitivity of issue

 

Authorities regularly take strict action against perceived insults to Buddhism, which is the religion of the island's majority ethnic Sinhalese.

 

Ms Coleman arrived at Bandaranaike International Airport on Monday, having flown from India. Her tattoo features a Buddha sitting on top of a lotus flower.

 

Last March, another British tourist was denied entry at Colombo's international airport because immigration officials said he had spoken "disrespectfully" when asked about a tattoo of the Buddha on his arm.

 

Antony Ratcliffe later spoke of his "shock" at the incident, insisting that he followed Buddhist teachings and thought a tattoo was an apt tribute.

 

Two years ago, three French tourists were given suspended prison sentences for kissing a Buddha statue.

 

The UK travel advice on Sri Lanka warns of the sensitivity of the issue and tells visitors not to pose for photos in front of statues of Buddha.

 

Over the past year monks belonging to certain hardline Buddhist groups have led violent attacks against Muslims and Christians, a trend which has given rise to considerable concern among religious minorities in Sri Lanka.

 

 

 

 

ที่มา : BBC
23 เมษายน 2557


 

 

 

222 ปี

 

สถาปนาเมืองอุบลราชธานี

วันสิ้นเอกราชทางศาสนา

 

เพราะว่าผู้นำโง่ ขี้ขลาดตาขาว แถมมักง่าย

 

 

 

 


 

 

พระราชธีราจารย์-เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี

ในงานแถลงข่าวจัดงานฉลอง 222 ปี อุบลราชธานี

 

 

"พระมหาศรีพร" ประโยคเก้ารุ่นพี่ของ "พระมหาเสฐียร" วัดพระธรรมกาย บุญก็หนัก ศักดิ์ก็ใหญ่ ได้เป็นถึงเจ้าคณะจังหวัด แถมได้รับโปรดเกล้าฯเป็นเจ้าคุณชั้นราช ขณะที่มหาเสฐียรเป็นแค่ประโยคเก้าเพียวๆ แต่คุณสมบัติทุกอย่างของมหาศรีพรก็อ่อนด้อยกว่าของมหาเสฐียรไปสิ้น เพราะยินยอมให้วัดพระธรรมกายยึดครองเมืองอุบล จัดตักบาตร 222 ปี โดยนำเอา "พระพุทธรูปแบบธรรมกาย" มาตั้งเด่นเป็นสง่ากลางเมืองดอกบัว เป็นสัญลักษณ์ว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี ได้ยินยอมพร้อมใจรับเอา "พระธรรมกาย" เป็นหัวหน้าแล้ว เอวัง !

 

อุบลราชธานี อดีตเคยมีนักปราชญ์ แต่ปัจจุบันสิ้นไร้นักปราชญ์เสียแล้ว ขนาด "พระราชธีราจารย์" ซึ่งแปลว่า ราชบัณฑิต ก็ยังสิ้นคิด แล้วพระสงฆ์องค์เณรทั่วทั้งจังหวัดอีกนับหมื่นรูปนั้นจะเหลืออะไร ในเมื่อหัวหน้ากลายเป็นลูกน้องของเขาไปแล้ว เฮ้อ ! ไม่อายใจให้แก่ "หลวงพ่อพระพรหมกวี" ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์บ้างหรือไร ท่านมหาศรีพร ว่างๆ ก็กลับไปนอนอ่านใบตราตั้งเจ้าคณะจังหวัดด้วยนะ ว่าเขาให้ท่านเป็น "หัวหน้าพระสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี" หรือว่าให้เป็น "สมุนธัมมชโย" แห่งปทุมธานี อ่านดูให้ดี จะได้ไม่หลงเมืองเห็นอุบลราชธานีเป็นปทุมธานี !

 

ชาวอุบลเวลานี้ดูทีแล้วอ่อนแอกว่าชาวสกลนคร สกลนครเมืองเล็กนิดเดียว แต่สามารถต่อต้านการยึดครอง "หนองหาน" ของธรรมกายได้ผล ขนาดว่าเอาหลวงพ่อสดเข้าไปตั้งเป็นประธานกลางเกาะดอนสวรรค์ ก็ยังถูกผลักดันให้เอาออกไป ส่วนอุบลราชธานีนั้นเป็นเมืองใหญ่อันดับต้นๆ ในภาคอีสาน (รองจากโคราช) มีประชากรมากกว่าขอนแก่น เจ้าคณะจังหวัดนี้กลับยินยอมพร้อมใจไปนั่งอยู่ใต้ "พระธรรมกาย" อย่างไม่รู้สึกรู้สา นับว่าน่าสมเพชที่สุดในประวัติศาสตร์ 222 ปี เมืองอุบล !

 

 

 

 

ใต้ร่มธรรมกาย

งานฉลอง 222 ปี อุบลราชธานี

 

 

 










 

 

หมดสภาพ

 

ภาพพระราชธีราจารย์ (ศรีพร วรวิญญู ป.ธ.9 Ph.D.) เจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม อำเภอเมืองอุบล และเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ไม่มีปัญญาจัดงานฉลอง 222 ปีเมืองอุบลราชธานี ยังไม่พอ ยังแต่งตัวไปรอรับไทยธรรมจากธรรมกาย ซึ่งเข้ามาเท็คโอเวอร์เมืองอุบลไปอีกด้วย พระมหาศรีพรนั้นนอกจากหน้าจะเป็นแผลมาแต่เดิมแล้ว ยังเพิ่มแผลใหม่ เป็นแผลในใจไปชั่วชีวิต เพราะประวัติศาสตร์ได้บันทึกเอาไว้แล้วว่า บทบาทของเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ที่ชื่อว่า "พระมหาศรีพร ชาวมุกดาหาร" ซึ่งมาเติบใหญ่ในเมืองอุบลนั้น ได้สร้างวีรเวรวีรกรรมอะไรประดับไว้ในเมืองดอกบัว ชั่วลูก..ชั่วหลาน ผลงานของพระมหาศรีพรในครั้งนี้ จะเป็น "เกี่ยรติยศ" หรือ "อัปยศ" ก็ขอเชิญปัญญาชนได้พิจารณา

 

 

ที่มา : DMC.TV
22 เมษายน 2557


 

 

 

 

แหกตาประชาชน !

 

ตักบาตร 222 ปี เมืองอุบลราชธานี

คณะสงฆ์อุบลยกโครงการให้ธรรมกายจัด

 

 

 

 

 

ภาพจากเว็บไซต์วัดพระธรรมกาย

 

 

 

ให้ "พระมหาเสฐียร วัดพระธรรมกาย" เป็น "ประธาน" ส่วนเจ้าคณะจังหวัด-พระสังฆาธิการทุกระดับ รับบท "ขอทาน"  เห็นแล้วก็น่าอายเหลือเกิน อุบล-เมืองนักปราชญ์ แต่ปัจจุบันดูเหมือนจะไร้นักปราชญ์เสียแล้ว ถึงกับต้องพึ่ง "วัดพระธรรมกาย" มาจัดงานฉลอง 222 ปี ให้แก่ชาวอุบล ซึ่งเลี้ยงพระไว้เป็นหมื่นๆ รูป แต่กลับไม่มีสติปัญญาสามารถจะจัดงานได้แม้แต่รูปเดียว อุบลราชธานีเวลานี้เหมือนตกอยู่ในสภาพ "สิ้นไร้ไม้ตอก" ไปเสียแล้ว เอวัง !

 

 

 

 

 

ซ้าย : พระพรหมสิทธิ (ธงชัย) วัดสระเกศ กรุงเทพฯ เจ้าคณะภาค 10

ขวา : พระราชธีราจารย์ (ศรีพร) วัดมณีวนาราม อุบลฯ เจ้าคณะจังหวัดอุบล

 

 

ก็อยากจะเรียนถามไปยัง "พระพรหมสิทธิ" หรือเจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ ในฐานะเจ้าคณะภาค 10 ปกครองจังหวัดอุบลราชธานี ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ เพราะถ้าท่านไม่มีปัญญาจะดูแล "เขตปกครอง" ของท่านได้ ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไปทำไม ถ้าทานแรงต้านของผู้มีอำนาจสูงกว่าไม่ไหว ก็ขอนิมนต์ลาออกเสียเถิดครับ แล้วให้พระวัดพระธรรมกายเป็น "เจ้าคณะภาค 10" แทน เขาจะได้จัดงานใหญ่ให้ถนัดมือ

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

การแถลงข่าวตักบาตรพระ 2222 รูป

ฉลอง 222 ปี จังหวัดอุบลราชธานี

 

 

 

ชาวอุบลฯ พร้อมใจกันนุ่งขาวห่มขาว ร่วมตักบาตรพระ 2,222 รูป ทำบุญฉลอง 222 ปี " เมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราช"

 

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 19 เม.ย. นายธัชชัย สีสุวรรณ รอง ผวจ.อุบลราชธานี และ น.ส.สมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี เป็นประธาน จัดกิจกรรมตักบาตรพระสงฆ์ 2,222 รูป ฉลองเมืองอุบลราชธานี ครบรอบ 222 ปี บริเวณ ถนนแจ้งสนิท หอนาฬิกา จนถึงวิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี เทศบาลนครอุบลราชธานี โดยมีพุทธศาสนิกชนพร้อมใจกันนุ่งขาวห่มขาวมาร่วมตักบาตรเป็นจำนวนมาก

 

น.ส.สมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมตักบาตรพระสงฆ์ 2,222 รูป ในครั้งนี้ เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ทางเทศบาลนครอุบลราชธานีจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเมืองอุบลราชธานี ในโอกาสสถาปนาเมือง ครบ 222 ปี ซึ่งการทำบุญตักบาตรถือเป็นวิถีชาวพุทธโดยทั่วไป และเป็นการแสดงออกถึงการสร้างความสามัคคี เสริมความมีน้ำใจ ให้ความอบอุ่น เสริมบารมีแก่ตนเอง โดยข้าวปลาอาหารแห้งสิ่งที่ประชาชนนำมาใส่บาตรถวายพระ ส่วนหนึ่งจะนำไปถวายต่อให้วัดในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

 

สำหรับเมืองอุบลราชธานีเริ่มก่อตั้ง ขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ.2319 หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่ดอนมดแดง พระปทุมสุรราชได้พาไพร่พลอพยพหนีน้ำมาอยู่ที่ดอนริมห้วยแจระแม เมื่อน้ำลดจึงย้ายไปที่ดงอู่ผึ้ง ริมแม่น้ำมูลเพื่อสร้างเมืองใหม่ เมื่อเสร็จแล้วจึงมีใบบอกลงไปกราบทูลพระเจ้ากรุงธนบุรีให้ตั้งเมืองตามที่ขอไป โปรดเกล้าฯ ให้พระปทุมสุรราชเป็น "พระประทุมราชวงศา" เจ้าเมืองอุบลองค์แรก เมื่อ พ.ศ.2321

 

ต่อมาเมื่อพระประทุมราชวงศา ร่วมมือกับเจ้าฝ่ายหน้าผู้เป็นน้องชาย ซึ่งไปตั้งกองนอกเก็บส่วยอยู่ที่บ้านสิงห์ท่า (เมืองยโสธรในเวลาต่อมา) และกองทัพเมืองนครราชสีมา ช่วยกันปราบกบฏอ้ายเชียงแก้วได้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระประทุมราชวงศาเป็น "พระประทุมวรราชสุริยวงษ์" และยกเมืองอุบลขึ้นเป็น "เมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราช" ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ แรม 13 ค่ำ เดือน 8 จุลศักราช 1154 (พ.ศ.2335) จวบจนปัจจุบัน พ.ศ.2557 จึงครบรอบ 222 ปี แห่งการสถาปนาเมืองอุบลราชธานี

 

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ
19 เมษายน 2557

 

 

 

 

 

 


ประมวลภาพสมเด็จพระพุฒาจารย์

(กดที่ภาพเพื่อชม)


 

ประมวลข่าวการมรณภาพ


สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

 

 

 

 

พิธีพระราชทานเพลิงศพ

พระเทพมหาเจติยาจารย์

(ไพบูลย์ ภูริวิปุโล)

อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัย

อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำพูน

23 มีนาคม 2557

 

ชุดที่ 1 : ชุดที่ 2 : ชุดที่ 3 : ชุดที่ 4 : ชุดที่ 5

ชุดที่ 6 : ชุดที่ 7 : ชุดที่ 8 : ชุดที่ 9 : ชุดที่ 10


กดแต่ละชุดเพื่อชม

 

 

 

 


ประมวลภาพ
งานอายุวัฒนมงคล 88 พรรษา

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ

ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

26 สิงหาคม 2556
 

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 


ในหลวง-พระราชินี เสด็จไกลกังวล


 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

การประชุมสมัยวิสามัญสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

และงานวันมหารำลึก 8-9 กันยายน 2555
ณ วัดวชิรธรรมปทีป นิวยอร์ค

 

 

 

 

 

ภาพงานพระราชทานเพลิงศพ

พระเดชพระคุณพระเทพกิตติโสภณ
(สมบูรณ์ สมฺปุณฺโณ ป.ธ.
7)
อดีตเจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมปทีป อดีตประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
10-14 พฤศจิกายน พ.ศ.2554

 

 

 

 

แฟ้มข่าวอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

อ่านข่าวเก่าที่เคยนำเสนอในอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557

 

 

 

 


ประมวลภาพ

งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 80 พรรษา

จัดโดยสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ณ วัดพุทธาวาส นครฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส

วันอาทิตย์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2555

 

 

ชุดที่ 01
กดที่ภาพเพื่อชม

ชุดที่ 02
กดที่ภาพเพื่อชม

ชุดที่ 03
กดที่ภาพเพื่อชม


 

เยี่ยมวัดบ้านไร่-ไหว้หลวงพ่อคูณ

กับ "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ" ดอทคอม

 

กดที่ภาพด้านล่างเพื่อชม

 

 

 

 

 

01 02 03 04 05 06 07 08 09
10 11 12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31 32 33 34    

 

 

 

PM.NARIN IN EUROPE

 

ตอนที่ 01
ลอนดอน 2012

ตอนที่ 02
มหาโบสถ์แห่งลิชฟิลด์

ตอนที่ 03
มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด

ตอนที่ 04
วัดพุทธปทีป

ตอนที่ 05
ลอนดอนอาย

ตอนที่ 06
British Museum

ตอนที่ 07
ห้างแฮรอดส์

ตอนที่ 08

Tower Bridge

ตอนที่ 09
London Sightseeing

ตอนที่ 10
London To Paris

ตอนที่ 11
หอไอเฟล (1
)

ตอนที่ 12
หอไอเฟล (2)

ตอนที่ 13
หอไอเฟล (3)

ตอนที่ 14
ปารีส 360 องศา

ตอนที่ 15
เยี่ยมหน้าต่างหอไอเฟล

ตอนที่ 16
TROCADERO

ตอนที่ 17
Water Tour

ตอนที่ 18
Musée du Louvre

ตอนที่ 19
MONA LISA

ตอนที่ 20
เทพีวีนัส

ตอนที่ 21
ทอดน่องในลูฟวร์

ตอนที่ 22
หอสมุดแห่งชาติมิตแตรองต์

ตอนที่ 23
ลา เดฟ็องซ์ (La De'fense)

ตอนที่ 24
Arc de Triomphe

ตอนที่ 25
เหนือประตูชัย

ตอนที่ 26
แวร์ซาย (1)

ตอนที่ 27
แวร์ซาย (2)

ตอนที่ 28
แวร์ซาย
(3
)

ตอนที่ 29
แวร์ซาย (4)

ตอนที่ 30
แวร์ซาย (5)

ตอนที่ 31
GENEVA
(1)

ตอนที่ 32
GENEVA (2
)

ตอนที่ 33
GENEVA (3
)

ตอนที่ 34
Lausanne-Zurich

ตอนที่ 35
วัดศรีนครินทรวราราม

ตอนที่ 36
ป้อมยามเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 37
ตลาดน้ำเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 38
กลับปารีส

ตอนที่ 39
ROME (1
)

ตอนที่ 40
ROME
(2)

ตอนที่ 41
ROME (3)

ตอนที่ 42
ROME (4)

ตอนที่ 43
ROME (5)

ตอนที่ 44
Inside Vatican (1)

ตอนที่ 45
View of Rome

ตอนที่ 46
Inside Vatican (2)

ตอนที่ 47
หลังคาวาติกัน

ตอนที่ 48
OUTSIDE VATICAN

 

ตอนที่ 49
THE COLOSSEUM

ตอนที่ 50
หินอ่อนโคลอสเซียม

ตอนที่ 51
ROME TO PARIS

ตอนที่ 52
NOTRE-DAME DE PARIS

ตอนที่ 53
หมู่บ้านศิลปะ

ตอนที่ 54
พระราชวังฟงแตนโบล

 

 

 

 

 

 

 

สงฆ์ไทย Vol.01

หนังสือเล่มแรกของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

(กดที่ภาพหรือที่ข้อความเพื่อชม)

 

 

คณะกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

พ.ศ.2555-2557

 

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

 

 

ข่าวสารสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

 

 

 

 

 

ภาพการประชุมวิสาขบูชาโลก

ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ (UN) กรุงเทพมหานคร

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2556
 

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

International Seminar On

"Academic Exchange and Cooperation in Buddhist Studies"

15-16 July 2012

 

 

 

 

 

หนังสือเล่มแรกของ มจร. ที่ชาว มจร. หลายท่านไม่เคยเห็น

(กดที่ภาพเพื่อเข้าชม)

 

 

 

สัมภาษณ์ ศพ.จำนงค์ ทองประเสริฐ

ณ วัดไทย ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

9 ตุลาคม 2553

 

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)

84 ปี

ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กับเวลาที่เหลืออยู่

 

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)

 

 

>> AND MORE <<

 

 

พระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 1-16 พ.ศ.2538-2543
(กดที่ภาพเพื่อชมประวัติ)

 

 


 

อนุสรณ์มหาจุฬาฯ ครบรอบ 9 ปี
 

 

 

 

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

YANTRA TODAY

 

ประมวลข่าวเณรคำ

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

 

 

 



 

ธรรมวาไรตี้ หนังสือเล่มแรก ของพระมหานรินทร์  นรินฺโท

พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2548

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ จุฬาฯบุ๊ค ซีเอ็ด

และอื่นๆ ทั่วไทยและทั่วโลก

 

 

 

ธรรมฮิสตอรี่ หนังสือเล่มที่สอง ของพระมหานรินทร์ นรินฺโท

พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2549

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ จุฬาฯบุ๊ค ซีเอ็ด

และอื่นๆ ทั่วไทยและทั่วโลก

 

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

 

drupal stats

 

Since : February 20, 2009

Statecounter.com

 

 

 

 

 

เรายินดีน้อมรับความคิดเห็นและคำชี้แนะจากทุกท่าน

 

Editor : peesang2555@hotmail.com

 

 


WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE  LAS VEGAS NEVADA 89121 U.S.A. Phone 702-384-2264