LAST UPDATE :   JANUARY : 21 : 2018 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

 

ศาสดาพยากรณ์

 


อัจฉราวดี พยากรณ์มรรคผล นักบวชสัญชัย

ได้บรรลุพระอรหันต์ สิ้นชาติ ขาดภพ แล้ว

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)



หมายเหตุ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 


 

 

 

ตามข้อความในหนังสือ "ฆราวาสบรรลุธรรม เล่มที่ 1" ของคุณอัจฉราวดี วงศ์สกล ในหน้าที่ 165 นั้น ยืนยันว่า คุณอัจฉราวดี ได้บรรลุธรรมถึงขั้นสามารถพยากรณ์มรรคผลให้แก่บุคคลอื่นได้ ซึ่งความสามารถระดับนี้ ในทางพระพุทธศาสนานั้น มีเพียง "สมเด็จพระบรมศาสดา" เพียงพระองค์เดียว

ใช่แต่เท่านั้น หนังสือเล่มนั้นยังระบุด้วยว่า ภายในเวลา 5 ปี คุณอัจฉราวดี ได้พยากรณ์มรรคผลให้แก่ศิษย์ทั้งฆราวาสและนักบวชไปแล้ว เป็นจำนวนถึง 139 ท่าน ถ้าถึงปัจจุบันก็น่าจะเพิ่มมากขึ้นกว่านั้น

การยืนยันว่าได้บรรลุธรรมของคุณอัจฉราวดีก็ดี การทำการพยากรณ์มรรคผลให้แก่บุคคลอื่นที่มาปฏิบัติธรรมกับคุณอัจฉราวดีก็ดี คงไม่มีใครรับรองว่าเป็นจริงหรือไม่ เมื่อคุณอัจฉราวดีได้ประกาศตัวไปแล้ว แถมยังพยากรณ์คนอื่นด้วย ก็ถือว่าเลยขั้นตอนนี้ไป แต่อาจจะไปถึงขั้นตอนของ "กฎหมาย" ว่า ถ้ามีคนสงสัย ก็คงต้องใช้กระบวนการทางกฎหมาย เข้าไปทำการพิสูจน์การบรรลุธรรมของคุณอัจฉราวดีเป็นคดีอาญา

ปัญหาจึงมาอยู่ที่ว่า เมื่อเชื่อว่าตัวเองได้บรรลุธรรมโดยไม่ต้องไปวัดแล้วนั้น คุณอัจฉราวดีได้ออกมาตำหนิติติงพระสงฆ์องค์เณร "ส่วนใหญ่" ของประเทศไทย ว่าเป็นอลัชชี เอาแต่มอมเมาประชาชนคนไทยด้วยผลบุญ ถึงกับออกรณรงค์ให้ทำการต่อต้านพระเณรเหล่านั้น ด้วยเหตุผลว่า การต่อต้านอลัชชีต่อพระพุทธศาสนานั้น ไม่บาป

ในทางกลับกัน ก็ปรากฏภาพของ "คุณอัจฉราวดี" ได้สร้างสำนักวิปัสสนาขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้เป็นที่อบรมวิปัสสนาตามแนวทางของตนเอง โดยมีทั้งพระภิกษุและฆราวาสเข้าไปรับการอบรมเป็นจำนวนมาก โดยคุณอัจฉราวดีได้จัดจำหน่าย "เสื้อยืดสีขาว" หลายขนาด เพื่อให้ผู้ที่เข้ารับการปฏิบัติได้ซื้อสวมใส่ ที่สำคัญก็คือ คุณอัจฉราวดีอ้างว่า ได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากการเสด็จมาเอง เป็นจำนวนถึง 23 พระองค์ จึงได้สร้างอาคารขึ้นมาหลังหนึ่ง เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเหล่านั้น และคุณอัจฉราวดีได้ประกาศ "รับบริจาคเงิน" ในการก่อสร้างดังกล่าว

ทั้งเรื่องการบรรลุธรรมเอง ก็ดี การพยากรณ์มรรคผลให้แก่บุคคลอื่น ก็ดี การจัดจำหน่ายเสื้อยืด ก็ดี การได้รับพระบรมสารีริกธาตุโดยไม่มีการพิสูจน์ทราบว่าจริงหรือปลอม ก็ดี การรับบริจาคเงินเพื่อสร้างอาคารประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ก็ดี เหล่านี้ ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ โดยอาจจะตั้งคำถามได้ว่า

บรรลุธรรมจริงหรือ ถ้าจริง จริงในระดับใด และใครจะเป็นผู้รับรอง ?

การพยากรณ์มรรคผลให้แก่บุคคลอื่นนั้น ในทางพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นคุณสมบัติของพระบรมศาสดา เมื่อคุณอัจฉราวดีสามารถพยากรณ์มรรคผลได้ ก็แสดงว่าคุณอัจฉราวดีต้องมีคุณสมบัติเช่นกับพระศาสดาด้วย แต่ถามว่า พุทธศาสนิกชนชาวไทย จะยอมรับวิธีการปฏิบัติและบรรลุมรรคผลของคุณอัจฉราวดีหรือไม่ ?

เมื่อวัดวาอารามต่างๆ ได้ตอบแทนญาติโยมพุทธศาสนิกชนผู้เลื่อมใสศรัทธา นำเอาจตุปัจจัยมาถวาย เป็นค่าใช้จ่ายภายในวัดหรือการก่อสร้างถาวรวัตถุอื่นใด จะเป็นวัตถุมงคลหรืออื่นใดก็ตาม สิ่งเหล่านี้ถูกคุณอัจฉราวดีตราหน้าว่า "มอมเมาประชาชน" แต่การที่คุณอัจฉราวดีทำการ "ขายเสื้อยืด" จะมิเข้าข่ายเดียวกันกับที่กล่าวหาวัดวาดอกหรือ ?

เมื่อพระบรมสารีริกธาตุของคุณอัจฉราวดีไม่มีการรับรองจากบุคคลใด การใช้พระธาตุเหล่านั้นมาเป็นจุดขาย และบอกบุญให้แก่พุทธศาสนิกชนทั่วไปได้บริจาคเงินทอง เพื่อร่วมก่อสร้างอาคารภายในสำนักของคุณอัจฉราวดี จะถือว่าเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนหรือไม่ ?

ปัญหาเหล่านี้ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย จึงต้องอาศัยทั้งองค์กรคณะสงฆ์ไทย และพุทธศาสนิกชนชาวไทย ทั่วประเทศ ได้ร่วมกันวินิจฉัย เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติและเผยแผ่พระพุทธศาสนา หาไม่ก็จะต้องมีผู้อวดอุตริมนุสสธรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เอ่ยอ้างว่าได้บรรลุด้วยวิธีการต่างๆ นานา แถมยังเหยียบย่ำซ้ำเติมพระสงฆ์องค์เณร ทำนองยกตนข่มท่าน จะปล่อยปละละเลยเอาไว้นั้น อันตราย

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม : วัดไทยลาสเวกัส

20 มกราคม 2561

 

 

ถาม มส. จะพิจารณาอย่างไร

ในกรณีเจ้าคุณธงชัยคัมแบ็ค

ตั้งคำถามทะลวงใจ..ไหนว่าจะลามือ

อายไหมล่ะเจ้าคุณ !

 

 


 

เจ้าคุณธงชัย เริ่มตำนาน..พระเกจิกำมะลอ

 

 

ท่านเจ้าคุณฯ คัมแบ็ค !! ปรากฏตัวแล้ว "เจ้าคุณธงชัย"  ไหนว่าจะลามือ !!

งวดนี้กลับมา พร้อมความขลัง ปลุกเสกผ้ายันต์ "กรมหลวงชุมพร"

หลังจากที่มีข่าวว่าเจ้าคุณธงชัย ได้หายไปจากวัดเมื่อปลายปี 2560  เพื่อไปจาริกแสวงบุญปฏิบัติธรรม จากนั้นก็ปรากฏตัวอีกครั้งเมื่อ 19 ธันวาคม 2560 ที่รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ทางสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ และสถานีวิทยุ FM98.5  โดยคุณดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ได้เปิดเผยถึงเรื่องราวของ เจ้าคุณธงชัย  ว่า "เจ้าคุณธงชัย" พระพรหมมังคลาจารย์ วัดไตรมิตรฯ ได้ขึ้นเวทีประชุมขงจื่อโลก ครั้งที่ 12 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน  ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวจากประเทศไทยและไม่กี่คนจาก 140 ประเทศ แถมยังเป็นพระสงฆ์ที่ได้ขึ้นพูดถึงความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนในเวทีโลก เตรียมวางมือจากความเป็นพระเกจิ เลิกทำพิธีปลุกเสกวัตถุมงคล โดยล่าสุดได้ที่ เฟสบุ๊ค ของผู้สื่อข่าวสาวชื่อดัง วาสนา นาน่วม ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊ค ถึงข่าวคราวเจ้าคุณธงชัย โดยระบุว่า
 

ท่านเจ้าคุณฯ คัมแบ็ค !!


"บิ๊กจุ๋ม-บิ๊กตุ่ม"นมัสการ "ท่านเจ้าคุณ ธงชัย" อธิษฐานจิตวัตถุมงคล ผ้ายันต์ "กรมหลวงชุมพร" 19 พค. นี้ ที่หาดทรายรี ชุมพร สถานที่สิ้นพระชนม์ /ให้ วาดภาพจิตรกรรม-หนังสือประวัติ "เสด็จเตี่ย"

"บิ๊กจุ๋ม" พลเรือเอกจุมพล ลุมพิกานนท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย บิ๊กตุ่ม พลเรือเอก ปรีชาญ จามเจริญ เจ้ากรมพระธรรมนูญ และ คณะกรรมการสร้างวัตถุมงคลพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พร้อมด้วย นาวาตรีภากร ศุภชลาศัย (ราชสกุลอาภร)  และนายณรงค์ พลละเอียด ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เข้ากราบนมัสการ พระพรหมมังคลาจารย์ (เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เพื่อนิมนต์อธิษฐานจิตวัตถุมงคล และ "ผ้ายันต์พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์" องค์บิดาทหารเรือไทย ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2561 ให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคบูชา เพื่อนำรายได้ไปบูรณะเรือชุมพร ที่หาดทรายรี จังหวัดชุมพร และบูรณะปรับปรุงภูมิสถาปัตย์ บริเวณศาลของพระองค์ท่าน ที่เป็นสถานที่สิ้นพระชนม์

คณะกรรมการฯ ได้รับเมตตาจากเจ้าคุณธงชัย ให้ทำภาพจิตรกรรม เล่าพระประวัติกรมหลวงชุมพร บริเวณศาลกรมหลวงชุมพรที่หาดทรายรี พร้อมจัดทำหนังสือภาพจิตรกรรมเล่าพระประวัติกรมหลวงชุมพร สำหรับแจกนักเรียนนักศึกษาให้ทราบถึงพระเกียรติคุณของพระองค์ท่าน ด้วย

คงต้องติดตามข่าวคราวกันต่อไปว่า "ท่านเจ้าคุณ" จะยังคงทำหน้าที่เหมือนเกจิ หรือจะเลิกปลุกเสกวัตถุมงคล ตามที่สื่อได้เคยเผยแพร่เอาไว้หรือไม่ และทางสำนักพุทธฯ กับเถรสมาคม จะมีมาตรการออกมาเช่นใดกันต่อไป เพราะงานนี้ท่านไม่ทำการค้า แต่ทำเพื่อ "แจกเป็นทาน เพื่อประกาศพระเกียรติคุณกรมหลวงชุมพร" แทนนั้นเอง

 

ที่มา : Tnews : 21 มกราคม 2561

 

รุ่นตระบัดสัตย์  !

เจ้าคุณธงชัยออกผ้ายันต์ให้ทหาร

พลิกคำพูดจากเดิมที่เคยประกาศ

"เลิกเป็นพระเกจิ"

 

 

 

อา..โบราณว่า "พลั้งปากเสียศีล พลั้งตีนตกต้นไม้" ในวันนี้ สังคมสงฆ์ไทยได้ "พระศรีธนญชัย" รูปใหม่แล้ว มีนามว่า "พระพรหมมังคลาจารย์" หรือเจ้าคุณธงชัย อดีตพระเกจิดังระดับโลก ผู้ออกผ้ายันต์ไม่มีวันพ่ายให้แก่สโมสรเลสเตอร์ จนสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษมาได้ อย่างน่าอัศจรรย์

 

 


 

วันที่ 4 ตุลาคม 2560 หนังสือพิมพ์และสื่อทุกค่าย ต่างประโคมข่าว "เจ้าคุณธงชัย เจอของแรง ปิดกุฏิเงียบ พบรถบรรทุกขนวัตถุมงคลออกวัดไปเกลี้ยง ส่วนตัวเจ้าคุณธงชัยนั้น แหกพรรษา มุ่งหน้าหนีไปชายแดน" บ้างอ้างเผ่นไปไกลถึงยุโรปแล้ว

สอบถามไปยัง "นายกอบสิน เอี่ยมสะอาด" น้องชายของเจ้าคุณธงชัย ก็ปฏิเสธว่า "เจ้าคุณธงชัยไม่ได้หนีไปไหน แต่ปลีกตัวไปหาความสงบ และตั้งใจจะวางมือจากความเป็นพระเกจิอาจารย์"

สอดรับกับคำพูดของ "นายวันชัย สอนศิริ" กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ในฐานะลูกศิษย์ใกล้ชิด ได้ยืนยันว่า "ส่วนตัวเจ้าคุณธงชัยไม่ได้อยากเด่นอยากดัง แต่ตั้งใจจะเลิกเป็นพระเกจิ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่พระภิกษุสามเณรทั้งประเทศ"

 

ยืนยันว่า เจ้าคุณธงชัย ตั้งใจเลิกเอง ไม่มีใครสั่งหรือบังคับทั้งสิ้น

พุทธศาสนิกชนชาวไทยทั่วประเทศ ต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ สาธุ !

 


 

ต่อมาในวันที่ 30 ธันวาคม 2560 ก็มีข่าวเจ้าคุณธงชัย ไปปรากฏตัวที่วัดโบสถ์ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย โดยได้ทำพิธีบวงสรวงและบรรจุพระเครื่องไว้ที่ใต้ฐานพระประธาน โดยในท้ายพิธี เจ้าคุณธงชัย ได้เขียนยันต์ลงบนผ้าขาว มอบถวายแก่เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ด้วย

นั่นเป็นสัญญาณว่า..น่าจะวางมือไม่จริงซะแล้ว !

 

และแล้ว วันนี้ก็มีข่าวว่า เจ้าคุณธงชัย ได้เตรียมออกวัตถุมงคล เป็นผ้ายันต์ชุดใหม่ ให้แก่กระทรวงกลาโหม เพื่อหาปัจจัยสมทบทุนบูรณะเรือและศาลกรมหลวงชุมพร ท่ามกลางความตกตะลึงของคนไทยทั่วประเทศ

เจ้าคุณธงชัยนั้น มีสมณศักดิ์สูงส่งถึง "รองสมเด็จพระราชาคณะ" แถมยังเคยเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้โด่งดัง ผู้คนให้ความเคารพศรัทธาเพราะเชื่อมั่นใน "ศีลสัตย์" ของเจ้าคุณธงชัย แม้เจ้าคุณธงชัยจะอ้าง "ผ่านศิษย์" ว่า "ตนเองเบื่อ ไม่อยากเป็นพระเกจิอีกต่อไปแล้ว อยากจะวางมือ เพื่อเป็นตัวอย่างอันดีให้แก่พระภิกษุสามเณรทั่วประเทศ" ก็ตาม ผู้คนก็ให้โอกาส "เชื่อ" เพื่อให้ท่านพิสูจน์ตัวเอง

แต่วันนี้ เมื่อท่าน "กลับคำพูด" ก็หมายถึงว่า "เสียสัตย์" เมื่อเสียสัตย์ก็หมายถึง "เสียศีล" คนไม่มีศีลไม่มีสัตย์ จะทำวัตถุมงคลให้ขลังได้อย่างไร เป็นได้ก็แค่..ผ้ายันต์กำมะลอ เท่านั้น

เจ้าคุณธงชัย อาจจะอ้างว่า "ผมไม่เคยพูดว่าจะไม่เป็นพระเกจิอาจารย์อีกต่อไป ใครมีหลักฐานขอดูที" ซึ่งแน่นอนว่า ไม่เคยมีใครได้ยินเจ้าคุณธงชัยพูด แต่คนทั่วประเทศเขาได้ยิน "นายกอบสิน เอี่ยมสะอาด" น้องชายในไส้ของเจ้าคุณธงชัย อ้างและพูดแทนพระพี่ชาย อีกคนหนึ่งก็คือ "นายวันชัย สอนศิริ" ซึ่งเป็นถึงกรรมการปฏิรูปประเทศ อ้างและพูดแทนเจ้าคุณธงชัยผ่านสื่อ ที่สำคัญก็คือ เจ้าคุณธงชัย ไม่เคยออกมาปฏิเสธคำพูดของทั้งสองคนนั้นเลย เมื่อเงียบ ก็เท่ากับว่ายอมรับว่าได้พูดผ่านบุคคลทั้งสองจริง

อีกเหตุผลหนึ่ง ซึ่งเจ้าคุณธงชัยคงจะยกมาอ้างก็คือ "กระทรวงกลาโหมขอให้อาตมาช่วย จะไม่ช่วยก็เหมือนไม่เมตตา อาตมาจึงยอมเสียสัตย์เพื่อชาติ" อะไรทำนองนั้น

 

 

แต่นั่น เจ้าคุณธงชัย กำลังเล่นกับไฟ เมื่อได้เหยียบย่ำพระธรรมคำสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าด้วยศีลข้อมุสาและการรักษาสัจวาจา หาไม่แล้ว จะเป็นพระที่ดีได้อย่างไร เมื่อเป็นพระที่ดีไม่ได้ จะเสกอะไรก็ไม่ใช่ของดี

กรณีเจ้าคุณธงชัยก็เหมือนกรณีของ ว.วชิรเมธี เพราะนี่มิใช่แค่ "คำสัญญาส่วนตัว" ระหว่างใครสองต่อสอง แต่เป็น "สัญญาประชาคม" ที่ได้ประกาศเอาไว้ในที่สาธารณะ จะกลับคำไม่ทำตาม ก็เท่ากับ "ทรยศต่ออุดมการณ์" ซึ่งสังคมไทยคงยอมรับไม่ได้

เมื่อเลือกจะ "หาเงิน" โดยไม่จำกัดวิธีการ ไม่ว่าจะเป็นการลบหลู่พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นาทีต่อนี้ไป เจ้าคุณธงชัย ก็คงมิใช่พระที่ดีมีศีลสัตย์ หากแต่เป็น "เกจิกำมะลอ" รอแต่วัน..ล้มละลาย !

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชมรายการปากซอย 105

สัมภาษณ์ วันชัย สอนศิริ ศิษย์ใกล้ชิดเจ้าคุณธงชัย

ในกรณีที่มีข่าวเจ้าคุณธงชัยปิดกุฏิไม่รับแขกและไม่ให้สัมภาษณ์

 

 


"ฉันอยากหยุดจะตาย เหนื่อย"

"น้อย..ถึงคราวแล้วที่ฉันจะได้หยุดซักที แล้วฉันจะไปปฏิบัติธรรม จะปลีกวิเวก"

 

สัจวาจา ของเจ้าคุณธงชัยต่อ วันชัย สอนศิริ

กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง

 

 

แล้วตอนนี้ บ้านนี้เมืองนี้ เขากำลังจะเปลี่ยนแปลงศาสนา เช้นจ์ศาสนา

และท่านเองเนี่ยเป็นพระ ไม่ใช่พระเด็ก หลวงพ่อหลวงปู่หลวงตา

ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ระดับรองสมเด็จ

ถ้าท่านไม่นำต่อการเปลี่ยนแปลงและไม่หยุดตัวเองเนี่ย

คุณคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น ท่านรู้เรื่องนี้ก่อนปั๊ง ท่านบอก 

"เราต้องนำเลยน้อย หยุดทุกสิ่งทุกอย่าง"

การหยุดตัวเองได้คือ การเข้าป่าปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา ตามในสิ่งที่ท่านชอบ ฯลฯ ท่านต้องการจะหยุด"

"เราเป็นพระในพระพุทธศาสนา เติบโตมาโดยพระพุทธศาสนา เราต้องเป็นผู้นำในเรื่องเหล่านี้

เรานำอย่างอื่น นำการศึกษานำมาแล้ว นำต่อความเชื่อนำมาแล้ว ต่อไปนี้ ต้องนำต่อการอาจาระที่สวยงามของพระภิกษุสงฆ์ หยุดตัวเอง เป็นตัวอย่าง"

 

วันชัย สอนศิริ : รายการปากซอย 105

2 ตุลาคม 2560

 

 

 

กลาโหมนิมนต์ "เจ้าคุณธงชัย" ทำวัตถุมงคล นำรายได้บูรณะเรือชุมพร-ศาลกรมหลวงชุมพรฯ

วันนี้ (21 ม.ค.) พล.ร.อ.จุมพล ลุมพิกานนท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.ร.อ.ปรีชาญ จามเจริญ เจ้ากรมพระธรรมนูญ และคณะกรรมการสร้างวัตถุมงคลพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เดินทางเข้ากราบนมัสการพระพรหมมังคลาจารย์ หรือ เจ้าคุณธงชัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร พระเกจิชื่อดัง เพื่อนิมนต์อธิษฐานจิตในการจัดทำวัตถุมงคล และผ้ายันต์พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์บิดาทหารเรือไทย ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2561 โดยจะนำรายได้ไปบูรณะเรือชุมพร ที่หาดทรายรี จ.ชุมพร และปรับปรุงภูมิสถาปัตย์บริเวณศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ฯ

 

ที่มา : ผู้จัดการ-โพสต์ทูเดย์ : 21 มกราคม 2561


เปิด พรบ.การศึกษาสงฆ์

ฉบับ ป.ธ.9 ไม่เทียบเท่า Ph.D.


 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน พรบ.การศึกษาสงฆ์ ฉบับใหม่

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ตั้งคำถาม

ต่อบทบาทของ..อัจฉราวดี วงศ์สกล

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 โวยเขา แต่เราขาย !

เผยอัจฉราวดีเคยมีวีรกรรม

ต่อต้านขายพระบรมสารีริกธาตุทางอีเบย์

แต่สุดท้าย มีพระธาตุเสด็จ ณ เตโชวิปัสสนา

เข้าตำรา ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง

 


 

 

อา..มาอีกแล้วฮ่ะ ผลงานการบรรลุธรรมในสายเตโชวิปัสสนาของคุณนายอ้อย กำลังขมีขมันปั้นเม็ดเงินสร้าง "หอมนสิการ" เพื่อประดิษฐาน "พระบรมสารีริกธาตุ" ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

โดยก่อนหน้านั้น (พ.ศ.2550) อัจฉราวดี เคยเข้าร้องเรียนต่ออธิบดีกรมการศาสนา แจ้งว่า มีผู้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุไปประกาศขายทางตลาดออนไลน์ ที่ชื่อว่า E-Bay เชื่อว่าจะเป็นของปลอม จึงขอให้ดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ให้เป็นการหลอกลวงประชาชน

 


 

 

พ้นวันนั้นมาถึงวันนี้ ครบ 10 ปี พอดี ก็มีข่าว อัจฉราวดี ประกาศสร้าง "หอมนสิการ" วัตถุประสงค์เพื่อ "ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ" ซึ่งอ้อยอ้างว่า "เสด็จมาเอง" แรกนั้นมีเพียง 5 พระองค์ แต่ภายหลังกลับเพิ่มขึ้นถึง 23 พระองค์ มาจากไหนบ้างก็ไม่ได้ให้รายละเอียด

 

 

จักษุธาตุ ของพระประจักษ์ วัดสัมพันธวงศ์

ซึ่งเป็นข่าวเกรียวกราวเมื่อปี 2554

 

 

คำถามจึงมีว่า รู้ได้อย่างไรว่า วัตถุธาตุเหล่านี้ เป็นพระธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง ?

ถ้าอ้าง "ปาฏิหาริย์" ก็แสดงว่า ไม่มีเหตุผล และถ้าใช้เหตุผลในการตรวจสอบไม่ได้ พระธาตุที่คนอื่นๆ อ้าง เช่น จักษุธาตุ ของวัดสัมพันธวงศ์ ก็คงเป็นของจริง เพราะอ้างปาฏิหาริย์เหมือนกัน และถ้ามีคนอื่นๆ อ้างเช่นนั้นบ้าง ก็คงมีพระบรมสารีริกธาตุ "ล้นโลก" ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากมายปานนั้น

ดังนั้น จึงต้องตั้งขอสงสัยเอาไว้ด้วยว่า พระบรมสารีริกธาตุ ณ เตโชวิปัสสนาสถาน ของอัจฉราวดี วงศ์สกล จำนวน 23 พระองค์นั้น มีที่มาอย่างไร ในเมื่ออัจฉราวดีนั้น เคยร้องเรียนว่า มีคนเอาพระธาตุปลอมมาหลอกขายให้แก่คนที่ไม่รู้จริง เป็นเรื่องผิดกฎหมาย เราก็เชื่อเช่นกันว่า พระธาตุของคุณอัจฉราวดีคงจะถูกกฎหมาย หมายถึงเป็นของแท้

 

แต่ถ้าพิสูจน์ทางกฎหมายไม่ได้ อัจฉราวดีจะตอบสังคมไทยอย่างไร ?

 

มิใช่ตอบแค่ว่า "พระธาตุเสด็จมาเอง จึงเชื่อว่าเป็นของจริง" เท่านั้น เพราะนั่นจะกระทบไปถึง "การบรรลุธรรม" ของคุณอัจฉราวดี ที่ประกาศต่อสาธารณชนว่า "ฆราวาสบรรลุธรรมได้ โดยไม่ต้องไปวัด" นั้นด้วย ว่ามันขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง เพราะถ้าบรรลุธรรมได้ แต่ไม่สามารถพิสูจน์พระบรมสารีริกธาตุว่าเป็นของแท้ได้ ก็คงเป็นของเทียมทั้งคู่

 

 

 

ของเขาเก๊ ของดิฉันแท้

เชื่ออ้อยสิ อ้อยขายเพชรมาก่อน ย่อมรู้ดี

 

 

เชิญชวน VS โฆษณา = ค่าเท่ากัน

 

 

ตนในฐานะชาวพุทธคนหนึ่ง

ยอมไม่ได้

ที่มีการนำชื่อของพระพุทธเจ้ามาแอบอ้าง

 

อัจฉราวดี วงศ์สกล  :  27 มิถุนายน 2550

 

 

 

โวยเว็บไซต์หลอก ขายพระธาตุของเก๊

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2550 โดยนางอัจฉราวดี วงศ์สกล สาวไฮโซเจ้าของร้านเพชรชื่อดัง ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต เผยว่า มูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิตได้เตรียมข้อมูลเพื่อจะจัดการเสวนา ในหัวข้อ การประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในที่อันควร จึงไปหาข้อมูลทางเว็บไซต์ Google ได้พบว่าในเว็บไซต์ www.ebay.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ประกาศขายสินค้าทุกชนิดไปทั่วโลก มีข้อมูลของพระบรมสารีริกธาตุ

เมื่อเปิดเข้าไปดู พบว่าไม่ได้เป็นรายละเอียดของพระบรมสารีริกธาตุ แต่กลับเป็นการประกาศขายพระบรมสารีริกธาตุ และมีคำโฆษณาของผู้ขายระบุว่า ได้รับพระบรมสารีริกธาตุสีแดงสด มาจากงานสักการะพระบรมสารีริกธาตุในเมืองไทย ภายใต้การอุปถัมภ์ของคณะสงฆ์สูงสุดของเมืองไทย ซึ่งพระบรมสารีริกธาตุดังกล่าว คนไทยเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของอัฐิพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นการแสดงถึงพุทธานุภาพของพระองค์ บางคนเชื่อว่าพระธาตุนี้สามารถเพิ่มจำนวนได้ หากมีการสักการบูชาจะนำมาซึ่งความมั่งคั่งรุ่งเรือง

นางอัจฉราวดีกล่าวต่อว่า ผู้ที่ลงโฆษณายังยืนยันอีกว่า พระบรมสารีริกธาตุชิ้นนี้เป็นของจริง 100% ไม่ใช่ แก้วหรือพลาสติก และประกาศขายในราคา 19.99 ดอลลาร์ สหรัฐฯ หรือประมาณ 697 บาท สามารถเปลี่ยนสินค้าได้ภายใน 5 วัน พร้อมทั้งมีการระบุกลุ่มผู้ขายว่าชื่อ Siam Smile จากกรุงเทพฯ ประเทศไทย

ตนกำลังเตรียมรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ดังกล่าวเพื่อไปร้องเรียนต่อ นายปรีชา กันธิยะ อธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมทั้ง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อตรวจสอบที่มาของผู้ที่นำสิ่งที่แอบอ้างว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุมา ประกาศขาย เพราะตนในฐานะชาวพุทธคนหนึ่ง ยอมไม่ได้ ที่มีการนำชื่อของพระพุทธเจ้ามาแอบอ้าง พร้อมทั้งยังมีการนำภาพพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของไทย อย่างหลวงปู่ มั่น มาประกอบการโฆษณาเพื่อให้มีความน่าเชื่อถือด้วย

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบเข้าไปในเว็บไซต์ www.ebay.com และพบว่าสิ่งที่มีการอ้างว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุนั้น มีลักษณะเป็นวัตถุทรงกลมขนาดเล็กสีแดงสดจำนวนมาก บรรจุอยู่ในภาชนะคล้ายผอบแก้วใส

ด้านนายปรีชา กันธิยะ อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า ขอเตือนประชาชนไม่ให้หลงเชื่อ และตกเป็นเครื่องมือของเหล่ามิจฉาชีพ ที่แฝงตัวมาขายสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ เพราะปัจจุบันมีการหากินจากการขายสินค้าทางพระพุทธศาสนาหลายรูปแบบ



พระบรมสารีริกธาตุของจริง มีลักษณะคล้ายเมล็ดข้าว

โดยการได้มาของพระบรมสารีริกธาตุนั้น สมเด็จพระสังฆราชของแต่ละประเทศ จะประทานให้กับองค์คณะบุคคล เพื่อนำไปประดิษฐานในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ให้ประชาชนได้สักการบูชา ดังนั้นจึงไม่มีการซื้อขายกันอย่างแน่นอน ขอให้ประชาชนมีวิจารณญาณ ไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนจะหลงเชื่อเว็บไซต์

การขายสินค้าดังกล่าว ตนจะสั่งการให้ฝ่ายศาสนพิธีและนิติกรตรวจสอบความไม่เหมาะสมของเว็บไซต์นี้ หากพบความผิดปกติ จะประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศให้ชี้แจงไปยังสถานเอกอัครราชทูตต้นตอของเว็บไซต์นั้น ให้แก้ไขหรือระงับการขายสินค้าที่อ้างว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุต่อไป

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 27 มิถุนายน 2550

 

เผยสินค้าห้างเตโชวิปัสสนา !

เสื้อขาว สกรีน หลากสไตล์

ใช้พรีเซ็นเตอร์ระดับดารา

ถามว่าผิดไหม ?

 

 

 

ทำไมต้องไปขายที่วัด ขายที่บ้านไม่ได้หรือ

เงินเหมือนกันน่ะ !

 

 

 

เจ๊ดา ตลาดแตก ถอย เจ๊อ้อย ตลาดผ้า มาแล้ว !

 

อา..ของแท้ ของดี ต้องตีตรา..อัจฉราวดี ซีคะ เห็นเจ๊อ้อยเธอ "ออกมาเต้น" ลีลาเดียวกับ "เจ๊ดาตลาดแตก" เมื่อเห็น "น้ำฝน-คนมาหาเฮีย" เล่นของสูง ทำกระเป๋าลายหลุยส์ติ๊งต๊องออกวางตลาดกวาดเงินเป็นล้าน ขณะที่เสื้อขาวของอัจฉราวดีกำลังตีตลาด มันก็เลยกลายเป็น "Conflict of Interest" ขึ้นมาทันที อัจฉราวดีทนไม่ได้ ที่เห็นพระขายของเอาเงินไปทำการกุศล ถือว่าใช้วัดผิดวัตถุประสงค์ ต้องแบบอัจฉราวดีซีคะ ใช้รีสอร์ตเป็นวัด แถมตั้งตนเป็นเจ้าอาวาสเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทีนี้จะซื้อจะขายอะไร ไม่ว่านรก สวรรค์ นิพพาน หรือแม้กระทั่ง "ทำเสื้อยืดขาย" ก็ไม่ผิดนี่คะ ดิฉันไม่ใช่พระ ไม่ได้บวช แต่ได้บรรลุธรรม จึงเป็นบุคคลพิเศษ อยู่เหนือกฎหมาย เหนือพระธรรมวินัย เหนือพระสงฆ์องค์เณร ด่าพระก็ได้นะคะ เพราะว่าพระไม่สิ้นกิเลส ส่วนดิฉันเผากิเลสหมดแล้ว ำลังจะเผาวัดค่ะ !

 

 

รู้ให้ชัด นะจ๊ะ อีหนู

สินค้าก็คือสินค้า ขายที่ไหนก็ใช่..สินค้า

ไม่ว่าจะเป็นวัด หรือ สำนักวิปัสสนา

เพราะว่าขายเพื่อกำไร มิใช่ให้ฟรี

 


 



 

 

เปิดแคตตาล๊อกห้างอัจฉราวดี

 



 

 

รู้สึกอาย !

พระเณรไม่อยู่ในศีลในธรรม

วัดวาอารามกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

มอมเมาประชาชนคนไทยมานาน

อ้อยสู้อุตส่าห์ไม่ออกบวช ทำรีสอร์ตให้เป็นวัด

ปฏิบัติธรรมจนได้บรรลุ

แต่สุดท้าย ก็ต้องมาขายของหาเงินอีก

 

 

อายจริงๆ ฮ่ะ

จากแม่ค้าขายเพชร กลายเป็นแม่ค้าขายผ้า !

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คนิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ : 19 มกราคม 2561

 

วางกีต้าร์ หันหน้าเข้าวัด !

เสก โลโซ ประกาศบวช 9 วัน

ยังไม่ประกาศวัดไหน ?

 

 

"ข้าพเจ้า นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ ขอแจ้งข่าวว่า ข้าพเจ้าจะอุปสมบทบวชเป็นพระ ครั้งแรกในชีวิต ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 จะบวชเป็นเวลา 9 วัน จึงแจ้งมาให้ทราบทั่วกัน จะบวชที่วัดใดนั้น ข้าฯจะขอแจ้งให้ทราบในภายหลัง ..."

ส. ศุขพิมาย

 

 

คลอดแล้วจ้า !

ระเบียบการบวชของ มส. ฉบับทางเลือกใหม่

บวช 15 วัน ก็ได้ 30 วัน ก็ได้

บวชแก้บนก็ได้ บวชหน้าไฟก็ได้

ไม่ห้าม !

 

 

อา..แล้วถามว่า จะออกระเบียบใหม่มาหาพระแสงอะไรไม่ทราบ ก็ในเมื่อไม่ห้ามบวชทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบวชแก้บน บวชหน้าไฟ บวชหน้าดิน บวชหน้าลม บวชหน้าน้ำ เพราะระเบียบที่ออกใหม่ "ไม่มีการบังคับใช้" แบบว่าเป็นทางเลือกใหม่ จะใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้ แสดงว่า มส. ขยันมาก ไม่มีอะไรทำ หรือไม่ก็ทำงานตามกระแสโซเชียล พอถูกตีข่าวเข้าหน่อยก็กระโดดรับลูก พอกระแสซาก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า รอข่าวใหม่ให้เต้นอีกรอบ

ประชุม มส. แต่ละรอบ ไม่เห็นมีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรตื่นเต้น ไม่มีโปรเจ็กอะไรให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ภายใต้การบริหารของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ คณะสงฆ์ไทยจะไปในทิศทางไหน ภายใต้การบริหารของรัฐบาลใหม่ หรือภายใต้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาคนใหม่ จะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในสังคมสงฆ์ไทย ฯลฯ มันไม่มีอะไรให้จับต้องได้เลย เปลี่ยนสังฆราช เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยน ผอ.พศ. ก็ไม่มีอะไรใหม่เลย ริงๆ !

 

 

ยังไหวฮ่ะ ! สู้ๆ ครับ หลวงปู่

 

 

มส. เห็นชอบหลักเกณฑ์การบวชใหม่ 15 วัน 30 วัน ไม่ห้ามการบวชระยะสั้น บวชแก้บน หรือบวชตามประเพณี

วันนี้ (19 มกราคม) ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พุทธมณฑล จ.นครปฐม นายสมเกียรติ ธงศรี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ปฏิบัติหน้าที่โฆษก พศ. กล่าวภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาสรุปหลักเกณฑ์การบรรพชาอุปสมบทใหม่เป็น 2  ระยะ คือ ระยะการบวช 15 วัน และ 30 วัน โดยเห็นชอบให้ใช้หลักสูตรพุทธศาสนศึกษาในสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 เมื่อ พ.ศ.2539 เป็นหลักการศึกษาอบรมสำหรับผู้บวช 30 วัน ส่วนระยะการบวช 15 วัน ให้ลดชั่วโมงหลักสูตรลงมาให้เหมาะสม สำหรับเรื่องอื่นๆ เช่น การบวชระยะ 3 วัน 7 วัน การบวชแก้บน บวชหน้าไฟ ไม่มีการหยิบยกมาพิจารณา ระหว่างนี้จะมีการปรับปรุงหลักสูตรอีกเล็กน้อย จากนั้นจะมีการนำขึ้นในเว็บไซต์สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เพื่อให้มีการโหลดหลักสูตรนำไปใช้ปฏิบัติต่อไป นอกจากนี้ มส. ได้เห็นชอบให้มีการจัดเก็บข้อมูลพระสงฆ์ทั่วประเทศตามแบบที่กำหนด

นายสิปป์บวร แก้วงาม ผอ.สำนักเลขาธิการ มส. กล่าวเสริมว่า ที่ประชุม มส. ยังได้เห็นชอบโครงการวัดประชารัฐสร้างสุข โดยให้เจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศตั้งคณะกรรมการคัดเลือกวัดที่จะเข้าโครงการฯตามที่เคยปฏิบัติมา เช่น วัดสุทธิวนาราม วัดด่าน วัดคลองเคยใน จากนั้นได้มีการขยายผลเป็น 1 ร้อยวัด และต่อไปจะมีการขยายผลให้ครอบคลุมวัดทั่วประเทศ โดยผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการที่เจ้าคณะจังหวัดแต่งตั้งขึ้นมา

พระพรหมเมธี กรรมการและโฆษก มส. กล่าวว่า ในส่วนของการบวชหน้าไฟ บวชแก้บน รวมไปถึงการบวชตามประเพณีที่มีระยะเวลาไม่ถึง 15 วันนั้น มส. ไม่ได้ห้าม แต่หากมีผู้ที่ต้องการจะบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ มส. จะเน้นให้ต้องบวชในระยะเวลา 15 วัน หรือ 30 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่ มส. ออกมติกำหนดระยะเวลาในการบวชดังกล่าว สืบเนื่องจากการประชุม มส. เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2560 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อัมพโร) ทรงปรารภในที่ประชุม มส. ว่า สมควรที่ มส. จะกำหนดวิธีดำเนินการให้พระภิกษุ สามเณร ประพฤติปฏิบัติตนให้มั่นคงในพระธรรมวินัย สมฐานะผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา ให้คณะสงฆ์เป็นที่นับถือศรัทธาต่อสังคมไทย โดย มส. ได้รับสนองพระปรารภดังกล่าว และออกเป็นมติ ดังนี้

1. ให้พระสังฆาธิการทบทวนปฏิบัติตามกฎ มส. ฉบับที่ 23 พ.ศ.2541 ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ กฎ มส. ฉบับที่ 24 พ.ศ.2541  การแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ฉบับที่ 17 พ.ศ. 2536 ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์ เพื่อให้แก้ไขความเสื่อมและปรับปรุงคุณภาพของพระสงฆ์ ให้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัดอย่างรวดเร็วและยั่งยืน

2. ให้พระสังฆาธิการและพระอุปัชฌาย์ เพิ่มความเข้มงวดกวดขันในการปกครอง ควบคุมสอดส่องดูแลอบรมพระภิกษุสามเณรในปกครอง  ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ กฎ มส. มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชอย่างเคร่งครัด และเพิ่มความละเอียดถี่ถ้วนในการคัดครองผู้ขอเข้าบรรพชาอุปสมบทใหม่ 

3. ให้พระสังฆาธิการและพระอุปัชฌาย์ กำหนดหลักเกณฑ์การอบรมพระภิกษุในปกครองให้เป็นที่พึ่งทางใจและทางสติปัญญาของประชาชน บำเพ็ญกิจเพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ

 

ที่มา : THAIRNEWS : 20 มกราคม 2561

 

ธัมมี่ลี้ภัยยุโรป !

พลิกแผ่นดินออสเตรเลียแต่หาไม่เจอ

ยุโรปกลายเป็นเป้าหมายหลัก

 

 

อา..อยากจะบอกท่านธัมมชโยว่า ไม่ต้องห่วงหรอกครับเมืองไทย เพราะเดี๋ยวนี้เรามี "ธัมมชโยคนใหม่" มาแทนท่านแล้ว เขาชื่อ "วอตอแหล" แห่งไร่เชิญตะวัน เจ้าของวาทกรรม "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่คู่ควรแก่สมณะ" แต่เดี๋ยวนี้ฟาดซะเต็มพุง เมื่อวานก็เห็นเดินสายไปพม่า เอาเงินเอาทองไปช่วยเหลือ ไม่ต่างไปจากโครงการธรรมกายเท่าไหร่เลย

ต่อไปก็ใช้วิธี "สร้างงาน" รับสนองงานคณะสงฆ์ ทั้งการศึกษา การสาธารณูปการ ฯลฯ ก็จะได้รับการปูนบำเหน็จเป็น "ยศถาบรรดาศักดิ์" กลายเป็นฐานอำนาจอันแข็งปั๋ง มีครบทั้ง "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" วันใด และวันนั้นก็ได้ฤกษ์ตั้งตนเป็น "ศาสดาองค์ใหม่" ประกาศลัทธิ "พระนิพพานเป็นอาตมา" ใครจะกล้าหือ เผลอๆ วัดสังฆราชอาจจะประกาศเป็น "วัดพี่วัดน้องกัน มีอะไรก็ต้องช่วยกัน" เพราะเมืองไทยมันซื้อง่าย ทั้งเสียงพระเสียงโยม ดูเอาเถิดฮะ "เส้นทางเดินของทั้งคู่" ดูไม่ต่างกันเลย ที่ไม่ต่างอีกอย่างก็คือ "มส." หรือมหาเถรสมาคม ก็หลับหูหลับตา ปล่อยให้ "ลัทธิอุบาทว์" พวกนี้ เจริญเติบโตต่อไปไม่สิ้นสุด เหมือนกับว่า เมืองไทยมีเชื้อร้ายชั้นดีให้ผีบุญเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่น่าเชื่อ !

 



 

วงโคจรของดาวฤกษ์ อยู่แถวๆ วัดปากน้ำ นี่เอง (ถุย)

 

 

ภาพ : คมชัดลึก

 

 

พิกัดชัด ธัมมชโยกบดานยุโรป หาช่องกดดันห้ามกลับเมืองไทย

ล่าพระธัมมชโยในทางลับยังไม่หยุด ควานหาทั้งที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ไม่พบ ส่องยุโรปพบพิกัดแน่นอนแล้วอยู่ประเทศใด หากพบเตรียมเจรจาขอให้ไม่เคลื่อนไหวสูตรเดียวกับทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ด้านวัดพระธรรมกายรู้แกวสร้างพระทัตตชีโวขึ้นผู้นำแทน สานกิจกรรมบุญต่อ แม้ศิษย์เอกกระเป๋าหนักถอย เบญจทรัพย์ 6 ล้านต้นหืดจับ เฟสแรกหมื่นต้นแรก ต้นละหมื่นบาท สำเร็จ เฟส 2 เกือบไม่รอดพลิกเกมขายกระถาง 1 ล้านใบ


เงียบหายไปสำหรับคดีพระธัมมชโย ที่รัฐบาลลงทุนใช้ยาแรงอย่างมาตรา 44 โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2560 เรื่อง มาตรการให้อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกายเพื่อนำพระธัมมชโยมาดำเนินคดี เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560


เพื่อนำพระธัมมชโยมาดำเนินคดี ฐานสมคบและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ที่เกิดจากการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่มี นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ และไวยาวัจกรของวัดพระธรรมกาย ได้โยกย้ายเงินออกมาและโอนเข้าบัญชีของพระธัมมชโย

ปิดค้นอยู่เกือบ 1 เดือนไม่พบ จนต้องยุติการค้นหาเมื่อ 10 มีนาคม 2560 และยกเลิกคำสั่งมาตรา 44 ไปเมื่อ 11 เมษายน 2560

ท่ามกลางเสียงเล่าลือกันว่าพระธัมมชโยหลบหนีออกไปจากนอกวัดเป็นที่เรียบร้อย แม้จะมีการเข้าไปตรวจค้นในจุดอื่นตามที่สายรายงานว่าพบเห็นพระธัมมชโย สุดท้ายก็ไม่พบตัว

จากนั้นความพยายามในการนำพระธัมมชโยมาดำเนินคดีก็เงียบหายไป พร้อม ๆ กับการค่อย ๆ ฟื้นตัวของวัดพระธรรมกาย กิจกรรมบุญต่างๆ เดินหน้าได้ตามปกติ จนหลายคนคิดว่าคดีนี้คงจะจบลงไปแล้ว เพราะไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้

แต่ในคืนวันที่ 20 ธันวาคม 2560 ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ได้เข้าไปตรวจค้นวัดพระธรรมกายอีกครั้ง หลังมีเบาะแสว่าพระธัมมชโยกลับเข้ามาที่วัด จากการตรวจค้นไม่พบพระธัมมชโย



พิกัดชี้อยู่ที่ยุโรป

"ภายนอกดูเหมือนคดีนี้จะเงียบไป แต่ในทางปฏิบัติยังมีทีมงานที่ติดตามเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา" แหล่งข่าวระดับสูงกล่าว

ที่ผ่านมาคณะทำงานได้เดินทางไปตรวจสอบยังสถานที่ที่คาดว่าพระธัมมโยจะเดินทางไปพักอาศัย ที่ออสเตรเลียมีสาขาของวัดพระธรรมกาย 5 แห่ง มีที่ซิดนีย์ 2 แห่ง เพิร์ท เมลเบิร์น ควีนส์แลนด์ รัฐละแห่ง รวมทั้งที่นิวซีแลนด์แต่ก็ไม่พบพระธัมมชโยอีกเช่นเคย

ขณะนี้ ทราบมาว่า พระธัมมชโยอาจจะอยู่ที่ยุโรป เนื่องจากวัดพระธรรมกายมีสาขาในประเทศแถบยุโรปหลายแห่ง จากข้อมูลมีสาขาอยู่ใน 11 ประเทศ จำนวน 24 แห่ง แต่ไม่ได้หมายถึงเราจะเข้าไปตรวจทุกแห่ง เพราะทางการข่าวพอจะทราบว่าอยู่ในพื้นที่ใด ตอนนี้มีการส่งเจ้าหน้าที่ของคณะทำงานไปตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว

 

 

 


เจรจา-อย่ากลับเมืองไทย

ขณะที่แหล่งข่าวด้านความมั่นคง กล่าวว่า ประเทศที่คาดหมายว่าพระธัมมชโยจะหนีไปนั้น บางประเทศมีเรื่องของสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน หากรัฐบาลจะดำเนินการเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีก็ต้องประสานงานกับประเทศปลายทางเพื่อขอตัวกลับมา หรือหากอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายจะย้ายไปประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญากับประเทศไทย ตรงนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลไทยกับประเทศนั้นๆ

แต่ในทางความมั่นคงแล้วต้องพิจารณาเรื่องดังกล่าวในหลายด้าน เช่น หากนำตัวกลับมาดำเนินคดีแล้วทำให้สถานการณ์ในประเทศเกิดปัญหาความไม่สงบขึ้นมา รัฐบาลก็ต้องประเมิน อย่างคุณทักษิณ หรือคุณยิ่งลักษณ์ ถ้านำตัวมาดำเนินคดีกลุ่มที่สนับสนุนก็อาจสร้างความวุ่นวายขึ้นมาได้ อย่างที่อังกฤษก็มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทย

ทั้งหมดอยู่ที่การตัดสินใจของรัฐบาล อย่างพระธัมมชโยก็เช่นเดียวกัน ศิษย์ของวัดนี้ประเมินแล้วมีราว 10 ล้านคน ถ้าพระธัมมชโยต้องถูกจับสึกและดำเนินคดีตามกฎหมาย ความวุ่นวายตามมาแน่นอน และจะกลายเป็นแรงบวกเพิ่มให้กับกลุ่มที่หนุนตระกูลชินวัตร ซึ่งเราเห็นได้ชัดว่าในช่วงที่วัดพระธรรมกายมีวิกฤต นักการเมืองสายของพรรคชินวัตรต่างพยายามออกมาปกป้อง

การยอมให้ผู้ที่หนีคดีอยู่ในต่างประเทศ แม้บางครั้งจะใช้คำพูดที่ยุยงปลุกปั่นบ้าง หากในประเทศรัฐบาลคุมสถานการณ์อยู่ก็ไม่เกิดปัญหาความวุ่นวายขึ้น กรณีแบบนี้ก็ต้องอาศัยการเจรจากัน แม้อาจสร้างความไม่พอใจให้กับบางฝ่ายแต่ทั้งหมดต้องยึดที่ประเทศเป็นสำคัญ

กรณีของพระธัมมชโยก็เช่นกัน หากพบตัวก็อาจเจรจาแลกเปลี่ยนกันว่า ขอให้อยู่แต่ในต่างประเทศ ต้องไม่ทำการอันใดที่จะสร้างความวุ่นวาย โดยที่ทางการไทยอาจไม่เร่งรัดในเรื่องคดี ทุกอย่างขึ้นกับภาครัฐว่าจะเลือกดำเนินการด้วยวิธีใด

 

 


รู้สถานการณ์เปลี่ยนผู้นำ

ทางวัดพระธรรมกายมีการประเมินสถานการณ์มาตั้งแต่ก่อนออกมาตรา 44 ออกโครงการสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร ตั้งเป้าสวดและเพิ่มยอดไปเรื่อย ๆ เพื่อดึงคนเข้าวัด ทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานลำบากเกรงเกิดการปะทะ อย่างการเข้าไปตรวจเมื่อ 20 ธันวาคม ทางธรรมกายก็สวดธัมมจักฯ กันอยู่เช่นกัน

ภายในวัดพระธรรมกายเองน่าจะประเมินสถานการณ์นี้ได้ชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะติดต่อรับข้อมูลหรือคำสั่งจากพระธัมมชโยโดยตรง เพื่อสานงานของวัดต่อไปภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เห็นได้จากการสร้างกิจกรรมเพื่อเปลี่ยนตัวผู้นำจากพระธัมมชโยมาเป็นพระทัตตชีโว เบอร์ 2 ของวัดที่เคยร่วมก่อตั้งวัดกันมา มีการดึงเอาเรื่องพระมหาเจดีย์ทัตตชีโว จังหวัดกาญจนบุรี ที่พระธัมมชโยสร้างให้ขึ้นมา เพื่อบ่งบอกความสำคัญของพระทัตตชีโว

สะท้อนถึงทีมงานในวัดเองก็อ่านสถานการณ์ออกว่า โอกาสที่พระธัมมชโยจะกลับเข้ามาบริหารวัดพระธรรมกายเหมือนเดิมคงมีความเป็นไปได้น้อย ถึงอย่างไรอดีตเจ้าอาวาสคงไม่ยอมที่จะติดคุก การที่ยังไม่ถูกสึก แม้จะไม่ได้อยู่ในวัดหรือในประเทศก็น่าจะเป็นทางออกที่สวยที่สุด จึงต้องมีการสร้างผู้นำรูปใหม่ขึ้นมาแทน

อย่างกิจกรรมบูชาข้าวพระบุญใหญ่ของทางวัดทุกต้นเดือน จะมีการนำเสียงพระธัมมชโยมาเปิดให้กับผู้ที่เข้ามาร่วมทำบุญ พร้อมด้วยพระทัตตชีโวเป็นประธานสงฆ์ ถือเป็นการค่อยๆ สร้างการรับรู้ให้กับบรรดาลูกศิษย์ และระยะหลังจะออกมาเป็นประธานในหลายๆ งาน รวมถึงการจัดงานครบ 77 ปี ของพระทัตตชีโว เมื่อ 21 ธันวาคม 2560 เพื่อเป็นการสร้างการยอมรับในผู้นำองค์ใหม่ของวัด

ไม่ต้องกล่าวถึง พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทธิจินตโก ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย บทบาท บารมีและความสำคัญไม่อาจเทียบได้กับพระทัตตชีโว เป็นเพียงการตั้งให้เป็นไปตามกฎระเบียบเท่านั้น แตกต่างจากช่วงที่พระธัมมชโยเป็นเจ้าอาวาสที่มีอำนาจเต็ม

 


กิจกรรมใหญ่-หืด

จากนี้ไปนับเป็นความท้าทายของผู้นำวัดพระธรรมกายรูปใหม่ ที่จะฟื้นให้วัดกลับมารุ่งเรืองเหมือนในยุคพระธัมมชโยได้หรือไม่ เมื่อเป็นวัดใหญ่ มีสาขาทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายมากตามไปด้วย ขณะที่ศิษย์เอกกระเป๋าหนักอย่างนายอนันต์ อัศวโภคิน นายบุญชัย เบญจรงคกุล และอีกหลายคน ต่างมีคดีความที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งในระยะหลังศิษย์เอกเหล่านี้หายหน้าหายตาไปจากวัดพระธรรมกาย ย่อมกระทบต่อยอดบริจาคเงินกับทางวัดไม่มากก็น้อย

แม้จะมีกิจกรรมบุญออกมาตามวาระต่างๆ แต่งานใหญ่อย่างโครงการปลูกต้นเบญจทรัพย์(เบญจมาศ) ในช่วงปลายปี 2560 เพื่อใช้สำหรับการโปรยทางเดินให้กับพระธุดงค์ ที่ทางวัดเตรียมจัดขึ้นอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2561 ก็ทำเอาบรรดาลูกศิษย์เหนื่อยไปตาม ๆ กัน

ชุดแรก 10,000 ต้น ไม่มีปัญหาแม้ผู้เข้าร่วมพิธีปลูกจะต้องร่วมบุญต้นละ 1 หมื่นบาทได้รูปหล่อหลวงปู่สดเป็นที่ระลึก แต่ชุดที่ 2 เป็นการปลูกให้ครบ 6 ล้านต้นลงบนแปลงปลูก 300 ไร่ กำหนดปลูกให้เสร็จสิ้นก่อนปีใหม่ ถึงจะปลูกฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายแต่ด้วยเป้า 6 ล้านต้นทำเอาต้องระดมทั้งพระ ลูกศิษย์ นักเรียนตามโรงเรียนต่างๆ มาช่วยกันปลูก โดยที่ทางวัดแจ้งว่าปลูกได้ครบ 6 ล้านต้น

แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายทางวัดได้เปลี่ยนวิธีการปลูกจากเดิมที่ต้องปลูกลงแปลงปลูก มาเป็นการปลูกลงกระถาง ซึ่งทางวัดได้สั่งกระถางมา 1 ล้านใบ เพื่อปลูกต้นเบญจทรัพย์กระถางละ 2-3 ต้น พร้อมทั้งเชิญชวนให้ร่วมกันบริจาคเงินค่ากระถาง จากการตรวจสอบพบว่าการบริจาคกระถางปลูกต้นเบญจทรัพย์นั้น ทางวัดจะตั้งเป็นกองบุญ กองบุญละ 500 บาท บริจาคกี่กองทุนก็ได้

"เดิมหมื่นต้น ต้นละหมื่นบาทก็ 100 ล้านบาทแล้ว มาเปลี่ยนเป็นซื้อกระถางอีก แม้ไม่สามารถคำนวณออกมาเป็นตัวเลขได้ แต่นั่นหมายถึงทางวัดยังต้องการเงินเพิ่มเข้ามาจากโครงการปลูกต้นเบญจทรัพย์อีก"

หากสังเกตให้ดีในช่วงที่เกิดวิกฤตกับวัดพระธรรมกายนั้น ลูกศิษย์จำนวนหนึ่งหายไป หลังจากนั้นทางวัดจัดงานบุญให้กับชาวพม่าในประเทศไทย 2 ครั้ง มีชาวพม่านับหมื่นเข้าร่วมงาน และเตรียมที่จะไปจัดงานที่พม่าอีกในวันที่ 21 มกราคม 2561 นี้ และยังแจ้งข่าวชาวอินเดียนับหมื่นคนหันมานับถือพุทธศาสนา

โดยเฉพาะชาวพม่าทั้งในประเทศไทยและเมียนมาร์ ซึ่งมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก อีกทั้งความร่วมมือระหว่างวัดพระธรรมกายกับพระวีระธุ พระดังจากพม่ายังคงแนบแน่นช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด ดังนั้น ฐานของวัดพระธรรมกายจึงมิได้จำกัดอยู่แค่ศิษยานุศิษย์คนไทยเท่านั้น

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 15 มกราคม 2561

 

อัด ว. อีกดอก !

ดร.ศิลป์ชัยตบหน้ามหาวอ

ลามไปถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

"ทำยังกะว่าประเทศไทยไม่มีสังฆราช"

 

 

อา..ที่มาของเรื่องก็คือ เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ได้จัดให้มีการอัดรายการ "เดินหน้าประเทศไทย ตอน พุทธมณฑลศูนย์กลางพุทธโลก" มีนางวชิรา น่วมเจริญ ผู้ตรวจการสำนักพุทธฯ ดำเนินรายการร่วมกับ "ว.วชิรเมธี" คนดีศรีธนญชัยแห่งไร่เชิงตะกอน

โดยคุณนายวอแกอวดโวหารว่า "เราต้องตระหนักรู้ว่า องค์การสหประชาชาติ ยกย่องเราเป็นศูนย์กลางพุทธโลก เพราะมองว่าเรามีต้นทุนสันติภาพโลก ทำอย่างไรไทยจึงสามารถส่งออกสันติภาพสู่โลก ในเวทีโลกตอนนี้กำลังเรียกร้องสันติภาพมาก ขณะที่เทคโนโลยีก้าวไกล แต่จิตใจมนุษย์แย่ลงทุกที โลกมีแนวโน้มความรุนแรงเพิ่มขึ้น ในสถานการณ์นี้คนไทยจะสามารถนำเสนอโลกทัศน์สันติภาพให้แก่โลก  คนไทยเราอุดมด้วยสันติภาพ ไม่มีเวลาไหน โมงยามไหนดีกว่านี้แล้วที่เราคนไทยจะส่งออกพุทธธรรมสู่ประชาคมโลก" (มติชน 7 มกรา 61)

เลยโดนนักวิชาการทั้งศาสนาและการเมือง "รุมอัด" ซะน่วม ข้อหาหลับหูหลับตา เหมือนกบในกะลาหรือไม่ก็อึ่งอ่างที่เห็นวัวตัวใหญ่ก็พองตัวตาม เหมือนไม่เจียมบอดี้ อะไรทำนองนั้น แต่นั้นก็เป็นเพียง "ผลกระทบต่อคุณวอ"

ถ้าจะมองตามที่ ดร.ศิลป์ชัย วิจารณ์ ก็คงต้องมองข้ามช็อตไปว่า "อาจารย์ศิลป์ชัยอย่าไปว่าคุณวอเธอเลย ถ้ามหาวอไม่รู้กาละเทศะ ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ต้องถือว่าไม่รู้ยิ่งกว่า เพราะไปเชิญมหาวอมา หาไม่แล้วจะเป็นข่าวได้อย่างไร"

การที่ ดร.ศิลป์ชัย ระบุในตอนท้ายว่า "แปลกใจจริง ทำไมไม่มีใครไปสัมภาษณ์สมเด็จพระสังฆราชบ้าง สังคมไทยได้ยินแต่ท่านนี้ท่านเดียวตลอดเวลา จนนึกว่าเป็นประมุขศาสนาพุทธไปแล้ว" นั้น นั่นแหละคือสื่อสะท้อนไปถึง "วุฒิภาวะ" ของผู้นำรัฐบาล รวมทั้งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พระสงฆ์ทั่วประเทศไทยมีตั้ง 300,000 รูป รวมทั้งกรรมการมหาเถรสมาคม นักปราชญ์ ราชบัณฑิต มีสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประมุขสูงสุดในทางศาสนจักร แต่ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ กลับเลือกจะไปสัมภาษณ์ "นักบวชไร้วัด" เพียงคนเดียว แล้วจะโทษใคร ถ้ามิใช่เพราะผู้นำสำนักพุทธฯมันโง่

ก็ในเมื่อประเทศไทยเราเข้าสู่โหมดของการ "เชิดชูคนดีมาบริหารประเทศ" โดยไม่จำกัดวิธีการ แม้กระทั่งยึดอำนาจประชาชน หรือปล้นศีลธรรมทางศาสนา เช่นสอนว่า "ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน" แล้วหุบปากในเหตุการณ์ "ฆ่ากลางกรุง 100 ศพ" พอวันนี้ กลับออกมาเห่าหอนกลางพุทธมณฑลว่า "จะส่งออกสันติภาพของไทยไปทั่วโลก" สันติภาพปลายกระบอกปืนกับสันติภาพบนซากศพนะหรือ ชาติไหนใครจะโง่รับเอา

 

 

 

กรณี ว.วชิรเมธี วันนี้ ก็สะท้อน "ความดี" ของคนดี ที่ชื่อ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ซึ่งได้นั่งเก้าอี้ ผอ.พศ. โดยอ้างเป็นคนดี แต่เป็นคนดีแบบหน่อมแน๊ม บริหารไม่เป็น ไม่รู้งานศาสนา ไม่รู้แม้กระทั่งว่า การจะประกาศว่า "พุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางพุทธ" นั้น ต้องให้ผู้นำรัฐหรือผู้นำศาสนาเป็นผู้ประกาศ เพราะจะเป็นการนำประเทศเข้าสู่นานาชาติ แต่นี่กลับไปให้ไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้มาพ่นน้ำลายแทน แถมไอ้คนนั้นก็ดันไม่รู้ตัวเองเสียด้วย มันก็เลยเข้าตำรา "ฝนตกขี้หมูไหล ฯลฯ" และกลายเป็นประเด็นสาธารณะอย่างต่อเนื่องมานานหลายวัน

กับคำถามว่า "แปลกใจจริง ทำไมไม่มีใครไปสัมภาษณ์สมเด็จพระสังฆราชบ้าง สังคมไทยได้ยินแต่ท่านนี้ท่านเดียวตลอดเวลา จนนึกว่าเป็นประมุขศาสนาพุทธไปแล้ว" คุณพงศ์พร คุณจะตอบสังคมไทยอย่างไร ?

 

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ : 12 มกราคม 2561

 

พงศ์พร ดัน "บวช 30 วัน" มีคุณภาพ

ธงชัย ประกาศ "บวช 15 วัน" ถวายในหลวง

ใครมีคุณภาพมากกว่าใคร ?

 

อา..สติมา ปัญญาเกิด สติเตลิด จะเกิดปัญหา แสดงว่า ประเทศไทยมีหลายมาตรฐาน ก่อนหน้านี้ก็ประโคมข่าวกันเอิกเกริก ว่าพวกบวชแก้บน บวชชั่วคราว บวชหน้าไฟ ฯลฯ อะไรต่างๆ นั้น เป็นพวกมักง่าย เอาศาสนามาเป็นเครื่องมือซักฟอกตัวเอง แบบว่าบวชแล้วศาสนามิได้ช่วยอะไร บวชแค่เป็นพิธีเฉยๆ บวชเช้า-เย็นสึก ท่องนะโมยังไม่ค่อยถูก เช่น ให้ว่านะโมสามจบ ก็ว่า "นะโม นะโม นะโม" อะไรทำนองนั้น เล่นเอาพระอันดับหัวเราะกันคิกคัก อีแบบนี้มันเสียหายต่อพระศาสนาท่านว่าไหม ?

ก็เลยเกิดอุปาทานหมู่ไปว่า "ต้องมีการออกกฎหมายหรือระเบียบอะไรซักอย่าง เพื่อป้องกันคนมักง่ายใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ" และแล้ว มหาเถรสมาคม ก็บ้าจี้ตามพงศ์พร สั่งตั้งกรรมการร่างหลักสูตร "บวชชั่วคราว 30 วัน อย่างมีคุณภาพ" เพิ่งจะเข้า มส. ก็วันที่ 10 ม.ค. ที่ผ่านไป เห็นว่าจะใช้หลักสูตรของวัดบวร สมัยสมเด็จพระญาณสังวร เป็นเจ้าอาวาส แต่ยังไม่สมบูรณ์ จะเข้า มส. อีกทีก็ปลายเดือนนี้

แต่ยังมิทันจะมีระเบียบ มส. ออกมา ปรากฏว่า  พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล นายกสมาคมผู้ทำคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ชื่อยาวเกินไปนะ น่าจะย่อลงซะบ้าง คนจำไม่ค่อยได้) ก็ประกาศว่า จะจัดบวชเฉลิมพระเกียรติ เป็นเวลา..ครึ่งเดือน

นั่นแปลว่า การบวชเฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ "ลดคุณภาพ" ลงครึ่งหนึ่ง เพราะการบวชมีคุณภาพนั้น ทาง มส. และสำนักพุทธ กำหนดว่า "ต้อง 30 วัน เป็นอย่างน้อย" เมื่อบวชน้อยกว่าก็ต้องถือว่า "ด้อยคุณภาพกว่า" จริงไหม ? เพราะเราวัดการบวชด้วยเวลาดังกล่าว ถึงแม้ว่า จะมีพระบางรูปในโครงการของนายพลธงชัยได้บรรลุอรหันต์ในช่วง 15 วันที่บวช ก็อาจจะถูกสบประมาทเอาได้ว่า "เป็นอรหันต์ที่มีคุณภาพน้อยกว่าอรหันต์ 30 วัน ของ มส." ก็เป็นได้ เอาตามที่สบายใจก็แล้วกันนะ คุณพงศ์พร

 

 

 

พงศ์พร ดัน "บวช 30 วัน" อย่างมีคุณภาพ

 

 

 

รายงาน มส. ใช้หลักสูตร 30 วัน ต้นแบบพิจารณาบวชระยะสั้น วันที่ 20 ม.ค. เสนอ มส. อีกครั้ง ก่อนออกเป็นมติ

เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พุทธมณฑล จ.นครปฐม มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) โดยภายหลังการประชุม นายสมเกียรติ ธงศรี ผู้ตรวจราชการ พศ. และนายนายสิปป์บวร แก้วงาม ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ร่วมกันแถลงข่าว ทั้งนี้นายสิปป์บวร กล่าวว่า พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. มีคำสั่งแต่งตั้งให้ตนมาดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา ตนจึงเข้ามารายงานตัวต่อที่ประชุม มส. และร่วมสังเกตการณ์การประชุม มส. ด้วย

ด้านนายสมเกียรติ กล่าวว่า คณะทำงานร่างหลักสูตรการบวชระยะสั้น ประกอบด้วย พระพรหมบัณฑิต พระพรหมมุนี พระพรหมดิลก และพระพรหมโมลี ได้รายงานความคืบหน้าในการจัดทำหลักสูตรสำหรับการบวชระยะสั้น  และเสนอให้นำหลักสูตรศาสนศึกษาสำหรับผู้บวชระยะสั้น 30 วัน ซึ่งเป็นหลักสูตรที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ให้มีการจัดทำขึ้น มาเป็นต้นแบบในการพิจารณาหลักสูตรการบวชระยะสั้น ซึ่ง มส. เห็นชอบตามที่คณะทำงานเสนอ และหลังจากนี้คณะทำงานจะมีการไปสรุปหลักสูตรการบวชระยะสั้น เสนอมายัง มส. ในวันที่ 20 ม.ค. อีกครั้ง ว่าจะกำหนดให้มีการบวชระยะสั้นได้ในระยะเวลากี่วันบ้าง เพื่อออกเป็นมติ มส. ต่อไป

 

 

ธงชัย ประกาศ "บวชหมู่ 15 วัน" ถวายในหลวง

 

 

สมาคมผู้ทำคุณประโยชน์ฯ เตรียมจัดบรรพชาอุปสมบทหมู่ 110 รูป ถวายเป็นพุทธบูชา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระจ้าอยู่หัว

พลเอกธงชัย เกื้อสกุล นายกสมาคมผู้ทำคุณประโยชน์เพื่อพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมผู้ทำคุณประโยชน์ฯ ร่วมกับ วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร, ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ในพระสังฆราชูปถัมภ์, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, เปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทยฯ, วัฒนธรรมจังหวัดนครปฐม, สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครปฐม, พุทธสมาคมจังหวัดนครปฐม, วัดภาวนาภิรตาราม กรุงเทพฯ, องค์กรเครือข่ายชาวพุทธและภาคพุทธบริษัท จัดโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ มีนาคม 2561  ณ วัดพระปฐมเจดีย์

พลเอกธงชัย กล่าวด้วยว่า การจัดงานบรรพชาอุปสมบทหมู่ครั้งนี้ เนื่องในงานสัปดาห์เผยแผ่พระพุทธศาสนา เทศกาลวันมาฆบูชา ประจำปี 2561 เมื่อเสร็จพิธีอุปสมบทแล้ว พระภิกษุบวชใหม่ทั้ง 110 รูป จะเดินทางไปปฏิบัติธรรม ณ สำนักปฏิบัติธรรมฟื้นธรรมสถาพร อ.โพธาราม จ.ราชบุรี และในงานเทศกาลมาฆบูชานี้ จะมีพิธีประทานรางวัลเสาอโศกผู้นำศีลธรรม ณ หอประชุมใหญ่พุทธมณฑลด้วย

"ขอกราบนิมนต์ และเรียนเชิญพุทธศาสนิกชนมาร่วมในพิธีตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามและสมัครบวชฟรีได้ที่สมาคมผู้ทำคุณประโยชน์เพื่อพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย โทร.02- 594-6996, 089-982-5598 และ089-899-9606"  พลเอกธงชัย กล่าว

 

ที่มา : THAIRNEWS : 12 มกราคม 2561

 

เปล่าล็อกเป้า ว.ตอแหล !

พุทธะอิสระออกตัวกรณีวิจารณ์วอ

อกพ่อยกแม่ยกอย่าหวั่นไหว

แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันกันเอง

 

 

 

พระดี ศรีธนญชัย !

 

ว.ขึ้นแท่น "ผู้มีอิทธิพล" ตอนบนของประเทศไทย

ขนาดพุทธะอิสระยังเกรงใจ ไม่กล้าแตะ

บอกแค่แวะเตือนด้วยความหวังดี ไม่มีอะไร

 

อา..มีสำนวนไทยสายคนกลัวเมียอยู่ว่า "ไม่กลัว แต่เกรงใจ" อะไรทำนองนั้น สายสัมพันธ์ระหว่าง "ว." กับ "พ." นั้น เขาก็รู้กันมาตั้งนาน เดินทางเส้นเดียวกันมาตลอด มิใช่พวก "เลือดต่างสี กะหรี่ต่างซ่อง" แต่อย่างใด เพียงแต่พักหลังนี้ "ว." หนีไปทางอื่น และเริ่มไกลออกไป แต่เพราะเคยหากินเส้นทางเดียวกันมานาน "พ." ก็เลยยังเกรงใจ ที่เกรงใจก็คงมิใช่เกรงตัว "ว." หรอก พ. แกบอกอยู่ชัดๆ ว่า "แฟนคลับ ว. ไม่พอใจ" จึงสู้อุตส่าห์เขียนประกาศไว้หน้าวัดอ้อน้อย ว่าสถานที่แห่งนี้มิใช่ฝั่งตรงข้ามกับ ว. แต่เป็น "ทางคู่ขนาน" ที่ไปด้วยกันได้ ตราบใดที่ ว. ยังไม่แสดงบทบาท "ตรงกันข้ามทางการเมือง" ทั้งๆ ที่ ว. หันไปสวามิภักดิ์ "ค่ายวัดปากน้ำ" ตั้งนานแล้ว พ. จึงจำกล้ำกลืนฝืนทน ทนเห็น ทนดู ทนอยู่ไปอย่างนี้แหละ เพราะตัว พ. ก็ดูไม่จืดเช่นกัน ดังนั้น บทบาทของ ว. ในปัจจุบัน ถึงจะดูไม่สวย แต่ พ. ก็ยังพอทนได้ แค่แต๊ะอั๋ง ว. นิดหน่อย คงไม่ช้ำในตายหรอก ดังนั้น  พ่อยกแม่ยกของ ว. ก็อย่าโวยวายเลย นะยะ แค่ลูบเป้าเท่านั้นเอง !

กรณี "ธัมมชโย" หรือแม้แต่ "เจ้าคุณโชว์-เจ้าคุณประสาร-น้ำฝน" พวกนี้ ถ้าหันมาภักดีต่อพันธมิตร อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ "ทักษิณ" ป่านนี้รับรองได้เป็น "เทพเจ้า" ตามหลักการที่ว่า "ดีขนาดไหน ถ้าไม่ใช่พวกเรา ก็ถือว่าเลว เลวขนาดไหน แต่ถ้าใช่พวกเรา ก็ถือว่าดี" ยิ่งดีมาก แต่ไม่ใช่พวกเรา ก็ถือว่าอันตรายมาก นี่เป็นเรื่องของคนต่างอุดมการณ์ มิใช่เรื่องของพระธรรมวินัย ที่ยกเมฆขึ้นมาอ้างเพื่อกลบเกลื่อนอุดมการณ์จอมปลอมอะไรนั่นหรอก เพราะถ้าใช้ "พระธรรมวินัย" เป็นตัววินิจฉัย ก็ไม่ต้องอ้าง "แฟนคลับ" แต่พออ้างแฟนคลับ ก็เลยปัด "หลักธรรมวินัย" ทิ้งไป เพราะอะไร ถ้ามิใช่ "อ๊วกเอียวอัน" ดังที่พุทธะอิสระเคยด่าคนอื่นมาก่อนนั่นแหละ โถ..นึกว่าแน่ ที่แท้ก็แค่..แต๊ะอั๋ง !

 

 

แค่ลูบเป้า ว.ตอแหล !

พุทธะอิสระ โพธิสัตว์สายการเมือง

 

 

แฟน ว. ที่พุทธะอิสระเกรงใจสุดๆ

ทำทีอ้างพระธรรมวินัย สุดท้ายก็กลัวแฟน

 

เตือนให้มีสติยั้งคิด หาใช่ล็อคเป้า

9 มกราคม 2561

 

 

หลังจากวิพากษ์ เรื่องศูนย์วิปัสสนาสากลของท่าน ว.วชิรเมธี ไปแล้ว

ก็มีบรรดาแฟนคลับ นักวิพากษ์ วิจารณ์ วิเคราะห์หลายท่าน พยายามจะชี้ให้หลายคนเข้าใจว่า พุทธะอิสระ กำลังล็อคเป้าท่าน ว.วชิรเมธี

เหมือนกับที่พุทธะอิสระล็อคเป้าพุทโธ ภาวนา ยันตระ เฮียเกษม และธัมมชโย

หลายคนถึงกับพูดกันว่า งานนี้ท่าน ว.วชิรเมธี คงจะรอดยาก เพราะไม่เคยมีใคร ที่พุทธะอิสระล็อคเป้าแล้วจะรอดเลย

ที่พุทธะอิสระออกมาวิพากษ์ ออกมาพูด ออกมาเตือน ก็เพื่อรักษาธรรมเนียมของภิกษุในพระพุทธศาสนา

ที่ชอบจะตักเตือนกันด้วยจิตที่หวังดีและเอ็นดู เพื่อความสำรวมระวังพฤติกรรม กาย วาจา ใจ มิให้เป็นภัยต่อหลักธรรมวินัย

ซึ่งทุกปีวันออกพรรษา เวลาออกพรรษาธรรมเนียมตักเตือนกันอย่างนี้ ได้ถูกหยิบเอามาปฏิบัติกันในพระอุโบสถ

วันนี้พุทธะอิสระจึงใช้สิทธิ์นี้ตักเตือน เพื่อนภิกษุในพระพุทธศาสนาด้วยจิตที่หวังดี

หาใช่เป็นการล็อคเป้าตามที่ใครๆ วิพากษ์ไป

หวังว่าท่านทั้งหลาย คงจักคลายความกังวลที่ว่า พุทธะอิสระอาจจะต้องถูกกระแสต่อต้านจากบรรดาศิษยานุศิษย์ของท่าน ว.วชิรเมธี เป็นแน่

พุทธะอิสระ อยากจะบอกว่าคนอย่างพุทธะอิสระไม่เคยหวั่นหวาด สะดุ้ง ผวา ต่อผลที่จะเกิดจากการรักษาความถูกต้องชอบด้วยธรรม

ไม่ว่าผลนั้นมันจะออกมาเผ็ดร้อนอันตรายขนาดไหน ดูอย่างกรณีธรรมกาย เป็นต้น

หากพุทธะอิสระมั่นใจว่า สิ่งที่ทำเพื่อความถูกต้อง ต่อให้ต้องยอมตายก็จะทำ

จึงบอกกล่าวบรรดากองเชียร์ทั้งหลายว่า ไม่ต้องวิตกกังวลเกินเหตุไป

หากพุทธะอิสระคิดจะล็อคเป้าใคร

แสดงว่าต้องมั่นใจว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดได้

ไม่ใช่มโนเอาเองเป็นแน่

พุทธะอิสระ

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 10 มกราคม 2561

 

80 ปี พระเทพศีลวิสุทธิ์ !

พระพุทธศาสนา "ผุดผ่อง" กลางแดนใต้

ทั้งพุทธ-มุสลิม ร่วมงานล้นวัด !

 

 

อา..แต่ว่างานนี้ไม่เห็นเงา "นายกรัฐมนตรี" หรือ "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ภายในงานด้วย เห็นก็แต่ "รองนายกฯ" และ "ผู้ว่านราธิวาส" ไปร่วมงาน ทั้งๆ ที่พระเทพศีลวิสุทธิ์นั้น ณ ปัจจุบันนี้ ท่านมีบทบาทสำคัญสูงสุดในการสมานฉันท์ปรองดองระหว่าง 2 ศาสนา มากกว่ากรรมการ มส. เสียด้วยซ้ำ เป็นระดับโมเดลแห่งการสมานฉันท์อย่างแท้จริง

ด้วยความสำคัญดังนี้ น่าที่จะได้เห็น "ผู้นำรัฐบาล" หรืออย่างน้อยก็ "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ได้เสียสละเวลาอันมีค่า เดินทางไปถวายสักการะพระผู้เสียสละเพื่อพระศาสนาและแผ่นดิน ในท่ามกลางวิกฤติการณ์ของประเทศชาติ อย่างเช่น..พระเทพศีลวิสุทธิ์

แต่ผิดหวัง ไม่เคยเห็นเงาบุคคลสำคัญของบ้านเมืองเหล่านี้ ตะทีตำแหน่งนั้นอยากได้อยากเป็น ไปที่ไหนก็ตะโกนเย้วๆ "อยากให้สมานฉันท์ปรองดอง อยากเห็นประเทศชาติสงบร่มเย็น ขอความร่วมมือ ฯลฯ" ก็เล่นแต่บทพ่นน้ำลาย พอให้แสดงจริงก็ทำกันไม่เป็น โน่น..แร่ดไปไหว้ "อลัชชี" แห่งไร่เชิงตะกอน เอาแต่โกหกตอแหลไปวัน อีแบบนั้นแล้วชอบ

บิ๊กตู่ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเป็นนักการเมืองแล้ว มุ่งหน้าทำเพื่อคะแนนนิยม เริ่มจะมองข้าม "ปัญหาพื้นฐาน" ของสังคมไทย จึงไม่สนใจบุคคลผู้ทำงานอยู่เบื้องหลังเหมือนปิดทองหลังพระ ชอบแต่คนสร้างภาพไปวันๆ ส่วนใครเป็นใครก็ไปดูภาพกันเอาเอง

พงศ์พรนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เข้าเกณฑ์ "ไปไม่หลับ หลับไม่ตื่น" ไม่รู้จะจับต้นชนปลายงานพระศาสนาตรงจุดไหน เมื่อวานก็อุ้มเอา "ตุ๊ดห่มเหลือง" จากเชียงราย เข้าไปผายลมถึงในพุทธมณฑล ประกาศจะยกพุทธมณฑลเป็นศูนย์กลางพุทธโลก จะส่งออกสันติภาพไทยให้คนทั้งโลก ฯลฯ ยิ่งกว่าระบำจ้ำบ๊ะ สงสัยดูโชว์วันสิ้นปียังไม่อิ่มตาอิ่มใจ แหมชอบอีแอบก็ไม่บอก เดี๋ยวน้องดาวจัดให้ !

 

 





 

 

เจ้าคณะนราธิวาสผู้เป็นกาวใจพุทธ-มุสลิมใต้

"พระเทพศีลวิสุทธิ์" เจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส ผู้เป็นกาวใจและศูนย์รวมจิตใจแก่ชาวไทยพุทธและมุสลิมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันที่ 8 ม.ค.2561 ที่วัดประชุมชลธารา อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรองหัวหน้าผู้แทนพิเศษรัฐบาล นายภานุ อุทัยรัตน์ และนายจำนัล เหมือนดำ ในฐานะผู้แทนพิเศษรัฐบาล นายสุรพร พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส คณะรองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายสมหวัง  เรืองเพ็ง ปลัดจังหวัดนราธิวาส นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร นายอำเภอสุไหงปาดี ร่วมพิธีฉลองอายุวัฒนมงคล ครบ 80 ปี พรรษา 59 พระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดนราธิาส โดยมีพระพรหมจริยาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนใต้ กล่าวสัมโมทนียกถา พร้อมด้วยพระสงฆ์ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จำนวน 84 รูป ร่วมประกอบพิธีสงฆ์ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ คณะศิษยานุศิษย์ ตลอดจนประชาชนชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิม และชาวมาเลเซีย ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาเดินทางมาร่วมงานพิธีเป็นจำนวนมาก

ในโอกาสนี้ พระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส ได้พบปะและมอบของที่ระลึกแก่ผู้นำศาสนา และชาวไทยมุสลิม ที่เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความรักใคร่ และความสมัครสมานสามัคคีระหว่างสองศาสนา ซึ่งถือเป็นภาพแห่งความประทับใจที่น่าจดจำ

พระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้เห็นความสมัครสมานสามัคคีระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมที่มาร่วมงานในครั้งนี้ เราทุกคนควรจะรักษาคุณงามความดีที่เรามีให้แก่กันและกันไว้ให้คงอยู่ตลอดไป เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้ชุมชนของเราเข้มแข็ง และความสันติสุขก็จะเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ได้ในไม่ช้า

สำหรับในช่วงบ่าย จัดให้มีพิธีมอบทุนการศึกษา ให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ในพื้นที่ 13 อำเภอ ของจังหวัดนราธิวาส ซึ่งภายหลังจากเสร็จสิ้นการมอบทุนฯ แล้ว ยังมีพิธีแสดงมุทิตาจิตแด่ พระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส คณะศิษยานุศิษย์ และประชาชนชาวไทยพุทธ ผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาร่วมพิธีกันอย่างล้นหลาม พิธีฉลองอายุวัฒนมงคล พระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดนราธิวาสนั้น ได้จัดต่อเนื่องมาเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่ 16 ของการจัดงาน

 

ที่มา : บ้านเมือง : 9 มกราคม 2561


เล่น ว. !

 

ผู้จัดการสับขาหลอก

ปล่อยผู้จัดกวน "อัด" มหาวอก

จับยัดแก๊งค์ธัมมี่..คนดีศรีธรรมโกย

 

 

 

เอ้า..แล้วรางวัล "คนดีศรีแผ่นดิน" ที่บิ๊กตู่มอบให้นั้น "เอาเหี้ยถิ่มไส" ทำไมกลายเป็นรางวัล "คนดีศรีธัมมี่" ไปเสียฉิบ ว. เอ๋ย ว. ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนกลายเป็นบ้องกัญชา แปลว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป "ว.วชิรเมธี" พระที่ "สนธิ ลิ้มทองกุล" เคยยกย่องว่า "เคารพนับถือมากองค์หนึ่ง แต่ไม่ยอมขึ้นเวทีพันธมิตร" นั้น ได้สะบั้นสัมพันธ์กันเด็ดขาดแล้ว ยิ่งท่านพุทธะอิสระออกมาขย่มโรงด้วย ว่าไร่เชิงตะกอนมิใช่สำนักวิปัสสนา แต่เป็นสำนักมายา เพราะเจ้าสำนักนั้นจอมมายาสาไถ ตลบตะแลงหลอกพวกผู้ดีตีนแดงและเหล่าดารานักร้องไปวันๆ เข้าตำรา "ขนมจีนน้ำยา" แบบว่าทันกัน มันก็ไม่ต่างไปจาก "น้ำฝน" ที่เห็นคน "อยากได้" ก็เลยสนองความอยาก น่าที่จะห้ามความอยากโดยการ "ลด-ละ-เลิก" กลับกลายเป็น "การตลาด" ไป ส่งเสริมกันอย่างหน้ามืดตามัว แต่ตอแหลว่า "อินเทรนด์" เบื้องหลังก็ "นับเงิน" กันมันมือ พวกนี้คือ เกจิกำมะลอ !


 

 

ที่มา : ผู้จัดการ-ผู้จัดกวน : 6 มกราคม 2561


ไปไม่ถึงดวงดาว !

ป.ธ.9 อดเป็นด๊อกเตอร์

โดนหั่นออกเหี้ยน


 

 

อา..และแล้วความหวังของพระไทย ที่อยากจะเป็น "ด๊อกเตอร์" เมื่อจบเปรียญเก้า ก็เป็นอันต้องสิ้นหวัง เมื่อคณะกรรมการอุดมศึกษาเห็นว่า "กฎหมายที่จะให้ ป.ธ.9 เป็นด๊อกเตอร์ ไม่สอดคล้องกับหลักสูตรอุดมศึกษา" จึงไม่เห็นด้วยกับร่าง พรบ.การศึกษาสงฆ์ ฉบับนี้ และตีตกไป ก็หมายถึงว่า ไปไม่ถึงดวงดาว ป.ธ.9 หมดหวังจะเป็นด๊อกเตอร์แน่นอนแล้ว

 

 

 

การเดินทางไกลที่ไม่สิ้นสุด คณะสงฆ์ไทยเดินมานานถึง 2560 ปี จนบัดนี้ก็ยังไปไม่ถึง "ด๊อกเตอร์" คือทำการเรียนการสอนเองไม่ได้ เลยหันไปใช้วิธีการ "ออกกฎหมายให้ ป.ธ.9 เป็นด๊อกเตอร์" แทน ครั้นเขาไม่ให้เป็น เพราะเห็นว่ายังไม่ถึงภูมิด๊อกเตอร์ แบบว่ายังไม่โตพอ เราก็เลยต้อง "ออกเดินทางไกล" ไปอีก ซึ่งยังไม่รู้ว่า อีกนานเท่าไหร่ ป.ธ.9 ถึงจะได้เป็นด๊อกเตอร์ หรือบางทีอาจจะได้เป็นในปี พ.ศ.5000 ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น

 


หนังสือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รายงานมหาเถรสมาคม เรื่อง คณะกรรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ "เห็นแย้ง" กับ พรบ.การศึกษาคณะสงฆ์ ฉบับใหม่ ส่งผลให้ต้องตัดมาตราที่ 24 และแก้ไขมาตราที่ 25 ถือว่าเป็นการ "แขวน" ป.ธ.9 ไว้ ไม่ให้เป็นด๊อกเตอร์ คือต้องให้เรียนต่อตามหลักสูตรที่คณะกรรมการอุดมศึกษาจะเห็นสมควร ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่า คณะกรรมการอุดมศึกษาจะให้ ป.ธ.9 เรียนต่ออะไร ในระยะเวลาเท่าใด จึงจะสามารถเป็นด๊อกเตอร์ได้ และนั่นหมายถึงว่า ถึงจะจบ ป.ธ.9 แล้ว ถ้าหากไม่ศึกษาต่อตามหลักสูตรที่คณะกรรมการอุดมศึกษากำหนด ก็หมดสิทธิ์เป็นด๊อกเตอร์

 

ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ : 5 มกราคม 2561

จี้สอบมหาวอ !

ดร.สินชัย ถามสังคมไทย 2 ประเด็น

แต่ละประเด็นก็เลือดสาด !

 

 

 

บิ๊กๆ เมืองไทย ในไร่เชิญตะวัน

เห็นเช่นนี้ หน้าไหน ใครจะกล้าแตะ

ถ้าจะมีก็พวกขี้อิจฉาทั้งนั้นแหละ !

 

1. ถามว่า การไปจำพรรษาอยู่ในไร่ ไม่ผิดกฎคณะสงฆ์หรือไร ?

2. ถามว่า การตั้งชื่อว่า ศูนย์วิปัสสนาสากล แต่จัดร้องรำทำเพลง ถือว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ?

ทั้งสองประเด็นนี้ ดร.สินชัย โยนคำถามไปยัง "ผู้มีอำนาจในทางสงฆ์" นับตั้งแต่เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย ไปจนถึงมหาเถรสมาคม ว่าเหตุใดไม่มีการตรวจสอบ "สถานะ" ของพระมหาวุฒิชัย รวมทั้งการปล่อยเสรีให้มีการจัดกิจกรรม "แบบไหนก็ได้" ต่างกับ "ธรรมกาย" ซึ่งมีกรรมการควบคุมอยู่ตลอดเวลา แสดงว่าสังคมสงฆ์ไทยไม่มีมาตรฐาน

1. เรื่องสถานะของพระมหาวอนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า วันที่ 31 สิงหาคม 2559 มหาวอได้เข้ารับแต่งตั้งเป็น "พระสังฆาธิการ" ในตำแหน่ง "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงราย" นั่นหมายถึงว่า มหาวอสังกัดวัดพระสิงห์ แต่ไปทำกิจกรรมอะไรในไร่เชิญตะวัน ซึ่งถึงยังไงก็ต้องไปในนาม "วัดพระสิงห์" อยู่นั่นเอง กรณีนี้จึงจี้ไปยัง "พระเทพสิทธินายก-ชื่น ปญฺญาธโร" เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของมหาวอ ให้ทำการตรวจสอบ มิใช่ปล่อยปละละเลย โดยต้องใช้ "จริยาพระสังฆาธิการ" มาเป็นบรรทัดฐานในการตรวจสอบ

2. การใช้ชื่อว่า ศูนย์วิปัสสนา แต่จัดให้มีการร้องรำทำเพลง ถึงจะเป็นการแสดงแนวพุทธประวัติก็ตาม ก็ต้องถามมหาเถรสมาคมว่า เหมาะสมหรือไม่ ? ถ้ามหาเถรสมาคมเห็นว่าเหมาะสม ก็ควรออกมารับรอง แต่ถ้าเห็นว่าไม่เหมาะสม ก็ควรจะออกมาตักเตือนและสั่งให้พระมหาวอ "หยุด" การกระทำอันผิดครรลองคลองธรรมดังกล่าวเสีย มิใช่ปล่อยปละละเลย ไม่ทำอะไร จนเกิดความเสียหายในวงกว้าง เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า มีผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศมากมาย ทั้งนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หลงเชื่อในกิจกรรมของมหาวอว่าทำถูกต้อง และได้ให้การสนับสนุน ทั้งนี้เพราะไม่มีมาตรฐานอะไรรองรับนั่นเอง เลยกลายเป็นว่า "ใช้มาตรฐานมหาวอ" ขณะที่ มส. นั้นไม่มีมาตรฐานอะไรให้จับต้องได้

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค ศาสนวิทยา ดร.สินชัย : 4 มกราคม 2561

พอเป็นพิธี !

ผู้จัดการเสนอข่าวมหาวอพอผ่านๆ

ไม่ถูก ไม่ผิด ไม่ดี ไม่ชั่ว ไม่มัว ไม่หมอง

ต่างจากกรณีที่อื่นๆ อย่างชัดแจ้ง !

 

 

 

ภาพปริศนา ?

 

อา..ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ? ที่ไหน ? ก็ตอบข้อหลังก่อนว่า ที่ท่าพระอาทิตย์ของสำนักข่าว "ผู้จัดการ" นั่นเอง กบว. คงจะนั่งคิดกันหลายตลบว่า "จะเล่นข่าวนี้ดีหรือไม่" เพราะขณะที่กระแสโชเชียลมีเดียเล่นกันเอิกเกริก รวมทั้ง "มติชน" ด้วย แต่ผู้จัดการกลับหันไปเล่นข่าว "น้ำฝน คนมาหาเฮีย" แทน สวนกระแสกันเห็นๆ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า "บรรดาพระดังทางสื่อแต่ละรูปแต่ละคนนั้น ล้วนแต่มีค่ายสังกัด"  ยกตัวอย่าง

น้ำฝน : สังกัดค่ายมติชน เพราะเคยเขียนหนังสือให้ค่ายมติชนมาก่อน ถึงภายหลัง มติชนจะได้ "ไพรวัลย์" จากวัดสร้อยทอง มาเป็นลูกรักคนใหม่ก็ตาม

ว.วชิรเมธี : สังกัดค่ายผู้จัดการ เพราะแจ้งเกิดมาจากค่ายนี้ ก่อนจะผันตัวไปอยู่ค่ายเนชั่น แต่ความสัมพันธ์ก็ยังคงมีอยู่

พุทธะอิสระ : รายนี้อยู่ค่ายผู้จัดการจนเป็นแบรนด์เนม ก่อนจะขยับไปเป็นก๊กใหญ่ในที่สุด แต่ก็ยังคงมีเยื่อใยให้ผู้จัดการมากกว่าใคร

ส่วนไทยรัฐนั้นก็ขุนมหาวอมานาน ก่อนจะมาเสียหลักเพราะไปสัมภาษณ์เรื่อง "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" โปรโมทมหาวอเป็นพระโพธิสัตว์นั่นแหละ เสียหายหลายแสน เพราะมหาวอ "เสียสัตย์" นับตั้งแต่นั้นก็ "เพลาๆ" ข่าวมหาวอลง มีข่าว "มหาสมปอง" ขึ้นหน้าปกแทน

ประดาสื่อที่กล่าวถึงมานี้ ก็มี "พระในสังกัด" ของตัวเองทั้งสิ้น มีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่อย่างแยบยล ด้านหนึ่งก็เป็นการ "ช่วยประกาศพระศาสนา" อีกด้านหนึ่งก็รับทรัพย์กระเป๋าตุง จากการได้พระดังๆ มาช่วยเชียร์ขายหนังสือ

แต่..แต่การศาสนาของไทยมันพัฒนาไปไกลกว่านั้น เมื่อเกิดวิกฤติการเมืองเรื่อง "ทักษิณ" ขึ้นมา สนธิ ลิ้มทองกุล แห่งผู้จัดการ เริ่มก้าวขึ้นเป็นผู้นำม็อบ ก็เริ่มมีการเรียกร้องให้ "เลือกข้าง" ใครไม่เลือกข้างนี้ก็ถือว่าอยู่ข้างโน้น ตอนนั้น ว.วชิรเมธี ก็ออกมาชี้นำสังคมไทยให้เลือกข้างด้วย แต่เลือกข้างไหนก็รู้กันอยู่แก่ใจ

จากรายการธรรมะ ก็ยกระดับเป็น "การเมือง" พระนักเทศน์ก็เลยกลายเป็น "พระนักการเมือง" ไปฉะนี้

ทีนี้ว่า สื่อนั้นส่วนใหญ่ก็แบ่งค่ายกันออกไป ไทยรัฐนั้นกั๊กๆ หน่อย ทำทีเป็นไม่เหลืองไม่แดง เลยโดนผู้จัดการอัดซะน่วม ข้อหา "ใกล้ชิดชินวัตร" สื่อสองค่ายใหญ่เลยมองหน้ากันไม่ติด

ขณะที่ "มติชน" นั้น ชนกับ "ผู้จัดการ" ตรงๆ อ้างเอาหลักการประชาธิปไตย ไม่อยู่ข้างเผด็จการ ผลก็คือ พอ คสช. เข้ามา "พี่ช้าง-ขรรค์ชัย บุนปาน" เลยถูกเรียกไปรายงานตัวในค่ายทหารในวัยชรา กว่าจะรอดมาได้ก็ต้องใช้ใบสั่งแพทย์เป็นยันต์กันทหาร

นับตั้งแต่นั้นมา ข่าวของสองค่ายนี้ "มติชน-ผู้จัดการ" เลยเดินสวนทางกันตลอด ขณะที่มติชนเล่นข่าว "มหาวอ" แต่ผู้จัดการกลับเล่นข่าว "น้ำฝน" คนไทยเลยงงว่า ตกลงสื่อสำนักต่างๆ มีมาตรฐานการเสนอข่าวอย่างไร ?

ถามว่า ทำไมพุทธะอิสระออกมา "อัดวอ" กลางรายการ เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ? คำตอบก็คือ พุทธะอิสระ เห็นสันดานธาตุแท้ของมหาวอ ก็ตอนที่เขากำลังแย่งตำแหน่ง "สังฆราช" กันเข้าด้ายเข้าเข็ม กลับเห็นภาพของ "วอ" ตะบัดสัตย์ "ไม่เอากับยศ ทรัพย์ และอำนาจ" คลานเข่าเข้าไปรับตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงจากมือของสมเด็จช่วงถึงในวัดปากน้ำ วัดที่พุทธะอิสระเคยไปถวายสังฆทานบรรจุโกเต็กไว้ด้วยนั่นเอง ตอนนั้น "สมเด็จช่วง" กำลังหาเสียงมุ่งสู่ตำแหน่ง "สมเด็จพระสังฆราช" ส่วนพุทธะอิสระก็ตั้งตัวเป็น "ฝ่ายค้าน" ไม่เอาสมเด็จช่วงเป็นสังฆราช โดยมีสื่อผู้จัดการเป็นแบ๊กอยู่เบื้องหลัง และมี "วิทยานิพนธ์ ป.โท เรื่องธรรมกาย" ของมหาวอ เป็นคาถามหานิยม แต่พอมหาวอวิ่งไปรับตำแหน่งจากสมเด็จช่วง วิทยานิพนธ์ฉบับนั้นก็กลายเป็นเพียงแค่ "เศษกระดาษ" เช็ดขี้มูกก็ยังไม่ได้ เพราะเหม็นเกินบรรยาย ว. มันดีแต่พูด !

พุทธะอิสระ เห็นว่า มหาวอทรยศ แต่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม หรือไม่ก็ "เปลี่ยนค่าย" ถูกซื้อตัวไปอยู่ค่ายปากน้ำ พุทธะอิสระ "รอจังหวะมานาน" เพิ่งจะมีโอกาสได้ลงแขกมหาวอก็คราวนี้แหละ เล่นซะหนักถึงขนาดว่า "เปลี่ยนชื่อศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวันเป็นศูนย์อะไรก็ได้ ที่ไม่เกี่ยวกับการวิปัสสนา" ว่าไปโน่น ซึ่งก็คงไม่ต่างจากการแนะนำให้เปลี่ยนชื่อ "พระมหาวุฒิชัย" เป็น "นายวอ" ทำนองนั้น ไล่กันพ้นผ้าเหลืองไปเลย คนทรยศอย่างมหาวอเอาไว้ก็ไร้ประโยชน์ เพราะพร้อมจะหักหลังมิตรสหายได้ทุกเวลาเมื่อมีผลประโยชน์บังหน้า

ถามว่า ทำไมผู้จัดการไม่กล้าเล่นงานมหาวอแบบจั๋งหนับ ? ก็ตอบว่า ใจมันก็อยากจะเล่นอยู่ เพราะขุนกันมาจนเติบใหญ่ เวลาผู้จัดการขาลงก็ไม่มาดูดำดูดี หนีไปอยู่ฝ่ายตรงกันข้าม แต่ที่ยังด่าได้ไม่ถนัดก็เพราะ "เคยยกก้นไว้มากมาย ระดับอริยบุคคลเลยทีเดียว" ดังนั้น ถ้าด่ากันตรงๆ ก็จะกลายเป็น "ด่าตัวเอง" ไปด้วย นะสิ นี่แหละ ผลของการ..เลือกข้าง !

 

 

นึกว่าโรงละคร ? เถียงกันใหญ่กรณีงานแสดงแสง สี เสียง "พุทธ : The Truth" ที่ไร่เชิญตะวัน

ก่อให้เกิดกระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมากมายทีเดียว สำหรับการแสดง แสง สี เสียง ชุด "พุทธ: The Truth" ซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากเพลงประกอบซีรีส์ "พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก" นิพนธ์โดยท่าน "ว.วชิรเมธี" หรือ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หนึ่งในกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ของไร่เชิญตะวัน ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย

สำหรับการแสดงดังกล่าวนั้น ว่าด้วยเรื่องราวการแสวงหาหนทางเพื่อการหลุดพ้นของพระพุทธเจ้าในหลากหลายรูปแบบ เช่น การบำเพ็ญทุกกรกิริยา ก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้ในท้ายที่สุด โดยมีนักแสดงเข้าร่วมกว่า 100 ชีวิต

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่โลกโซเชียลได้มีการแชร์ภาพของนักแสดงออกมา ก็ได้มีบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า การแสดงที่ว่านี้มีความเหมาะสมหรือไม่ ? หนึ่งในนั้นก็คือ นักศาสนวิทยาศาสนศาสตร์ และนักปรัชญาชื่อดัง อย่าง ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ โดยเจ้าตัวได้มีการโพสต์ภาพของกลุ่มนักแสดง พร้อมกับโพสต์ข้อความระบุว่า "ก็เป็นการแสดงที่น่าชมอยู่นะ ว่าแต่ "ไร่เชิญตะวัน" ไม่ใช่วัดรึ ? ก่อนจะมีคนเข้ามาแสดงความเห็นในทิศทางต่างๆ กัน อย่างมากมาย

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 4 มกราคม 2561

ตบหน้ามหาวอ !

พุทธะอิสระเม้นแรง

ไร่เชิงตะวันนั้น

มิใช่ศูนย์วิปัสสนา แต่เป็น..ศูนย์วิปลาส

มิใช่วิถีแห่งปัญญา แต่เป็นวิถีแห่ง..มายา

เป็นได้แค่ รีสอร์ต โรงแรม รับจัดอีเวนท์ ฯลฯ

 

ประเคนข้อหาหนัก

"ไม่อยู่วัดเป็นหลักแหล่ง โทษถึงจับสึก"

โอโฮ ยิ่งกว่าวันแดงเดือดเชียวค่ะท่านวอ

ถามว่า ใครจะกล้า "จับพระสายวัง" สึก

ระวังคดี หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นะยะ !

 

 

อ้าว แล้วที่สมเด็จช่วงมอบตราตั้งให้ล่ะ วัดไหน ?

นิมนต์ท่านเจ้าคณะจังหวัดเชียงรายช่วยตรวจสอบที

ว่าคุณวอเธออยู่วัดไหน ทำไมเห็นแต่ข่าว "อยู่ในไร่"

 

ปล. อ่านดูให้ดีนะฮะ อาจจะเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระแก้วมรกต" ก็ได้ เพราะวัดพระแก้วไม่มีพระจำพรรษา

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม รายการ เจาะลึกทั่วไทย

 

 

 

 

เดี๋ยวคอยดูเถอะ เจ๊วอ..กรี๊ดสนั่นจอแน่

 

 

ภาพ : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 3 มกราคม 2561

 

น้ำฝนเปลี่ยนแนว !

ขายกุมารทองก็ว่าผิดกฎหมาย ขายกระเป๋าซะเลย

น้ำฝนออกเทรนด์ใหม่ เสกกระเป๋าพูลทรัพย์

 

 

ได้ทั้งหิ้วทั้งห้อย รับทรัพย์เนื้อๆ (อาตมารับนะจ๊ะ)

 

 

แหมนับถือฮ่ะ ใครจะว่าน้ำฝนนักเลงโต สายป๋าเหนาะภูเขาทอง เด็กสะสมทรัพย์ ฯลฯ อย่างไรก็ว่าไป แต่น้ำฝน "ไม่เคยเปลี่ยนนิสัย" เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีหน้าไหว้หลังหลอกเหมือนคนชื่อ "วอ" ที่ขายพระพุทธเจ้ากิน วันนี้ น้ำฝนก็แค่ "เปลี่ยนยี่ห้อสินค้า" จากกุมารทองมาเป็นกระเป๋าเท่านั้นเอง เดี๋ยวรวยแล้วแจกฟรีนะเฮีย

 



 

"หลวงพี่น้ำฝน" เปลี่ยนจากให้เช่าพระเครื่อง มาขายกระเป๋าแทน รุ่น "พูล เพิ่ม ทรัพย์" คล้ายกระเป๋าแบรนด์เนม ชูเสริมบุคลิกราศี โชคดีมีลาภ ถูกโฉลกร่ำรวย เติมเต็มต่อยอด เงินทองไหลมา เมตตามหานิยม เอาไปสร้างตึกห้องพิเศษ โรงพยาบาลนครปฐม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดไผ่ล้อม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมืองฯ จ.นครปฐม ได้มีการเปิดตัวกระเป๋ามหามงคล "พูล เพิ่ม ทรัพย์" เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ มอบให้แก่โรงพยาบาลนครปฐม ระบุสรรพคุณว่า นวัตกรรมล้ำหรู ยันต์ครูหลวงพ่อพูล เสริมบุคลิกราศี โชคดีมีลาภ ถูกโฉลกร่ำรวย เติมเต็มต่อยอด เงินทองไหลมา เมตตามหานิยม ประกอบด้วย กระเป๋าเป้ใส่เงิน แบบขนาดใหญ่ จำหน่ายในราคาใบละ 3,000 บาท กระเป๋าใส่เงินแบบไซส์ปกติ (ธนบัตรไทย) ใบละ 1,000 บาท กระเป๋าใส่เงินแบบไซส์ธนบัตรต่างประเทศ ใบละ 1,000 บาท กระเป๋าใส่เงินแบบสามพับยาว ราคาใบละ 1,500 บาท กระเป๋าใส่เงินแบบสามพับสั้นไม่มีซิป ใบละ 1,000 บาท กระเป๋าใส่เงินแบบซิปรอบยาว ราคาใบละ 1,500 บาท กระเป๋าใส่เงินแบบสามพับสั้นมีซิปด้านหลัง ใบละ 1,000 บาท กระเป๋าเป้ใส่เงิน แบบขนาดเล็ก ใบละ 2,500 บาท กระเป๋าสะพายเก็บเงิน แบบแมสเซนเจอร์ ใบละ 2,500 บาท กระเป๋าถือเก็บเงินแบบคอนเซปต์ 7 วัน 7 สี ใบละ 2,500 บาท มีให้เลือก 7 สี โดยทุกใบเป็นกระเป๋าสีน้ำตาล คล้ายกระเป๋าแบรนด์เนมชื่อดัง


ก่อนหน้านี้ พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ได้เขียนบทความลงในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 8 ธ.ค. ระบุว่า เชิญชวนญาติโยมซื้อกระเป๋า เพื่อตามรอยเท้า หลวงพ่อพูล สร้างอาคารห้องพิเศษ ให้กับโรงพยาบาลนครปฐม เพราะที่ผ่านมา มีญาติโยมจำนวนมาก เดินทางมาที่วัดไผ่ล้อม เพื่อให้หลวงพ่อพูลเจิมกระเป๋า เพื่อความเป็นสิริมงคล เงินทองไหลมา ค้าขายดีมีกำไร สร้างขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิต สืบทอดมาจนถึงยุคของตน ญาติโยมเดินทางมาเข้าคิวรอให้เจิมกระเป๋าไม่ขาดสาย ตนจึงเกิดไอเดียผลิตกระเป๋ายันต์ครูตำรับโบราณของหลวงพ่อพูลขึ้น เน้นให้เป็นรูปแบบของนวัตกรรมใหม่ ที่ล้ำหรู ผนวกกับยันต์ครูหลวงพ่อพูล เพื่อเป็นการเสริมบุคลิกราศี โชคดีมีลาภ ถูกโฉลกร่ำรวย เติมเต็มต่อยอด เงินทองไหลมา และก็มีเมตตามหานิยมอย่างแท้จริง ออกแบบให้เป็นสุดยอดนวัตกรรมใหม่ ดีไซน์มหามงคล ลงอักขระลวดลายยันต์ครู ประจำองค์หลวงพ่อพูล เทพเจ้าแห่งความเมตตามหานิยม

ในเรื่องของรูปแบบกระเป๋านั้น เน้นใช้ฝีมืองานผลิต ระดับช่างมืออาชีพ ดีไซน์โดยนักออกแบบมืออาชีพ ใช้วัสดุคุณภาพ อะไหล่อย่างดี ไม่ลอกไม่ดำ มีตราโลโก้มูลนิธิหลวงพ่อพูล ทุกใบ ได้รับการยอมรับจากผู้ผลิตกระเป๋าแบรนด์ดัง ว่าเป็นมิติใหม่แห่งวงการเครื่องหนังผลิตภัณฑ์กระเป๋าของเมืองไทย เป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของกระเป๋าลายยันต์ ถือเป็นมงคลวัตถุชนิดหนึ่ง ที่เน้นให้โดดเด่นแบบมีพุทธคุณ ผนวกกับความเชื่อในแบบโบราณกาล ที่ผู้ใช้เกิดความเป็นมงคลชีวิต เสริมราศี ผู้ใหญ่เมตตาอุปถัมภ์คุ้มชู รับโชคหนุนดวงชะตา เสริมพลังเรียกทรัพย์ เรียกเงินทอง เสริมราศี การงานดี มีพัฒนาก้าวหน้า มหาลาภ วาสนา บารมี มีเสน่ห์ เหมาะที่จะเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับตนเอง และญาติสนิทมิตรสหาย เพื่อนพ้องน้องพี่ นอกจากสามารถนำไปใช้งานใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำได้อย่างแท้จริงแล้ว ยังได้ร่วมกันทำบุญสร้างตึกห้องพิเศษให้โรงพยาบาลอีกด้วย 

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2560 มีหนังสือเวียนในหมู่สงฆ์ จากเจ้าคณะระดับหน รวมถึงสมเด็จพระพุฒาจารย์สนิท ชวนปัญโญ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ได้มีคำสั่งให้พระสังฆาธิการตรวจสอบพฤติกรรมและลงโทษพระภิกษุสามเณรในปกครอง เพื่อแก้วิกฤตสงฆ์ที่มีความเสื่อมเสีย อันก่อให้เกิดความไม่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยได้มีการออกกฎระเบียบข้อห้าม 9 ข้อ หนึ่งในนั้นคือ ห้ามภิกษุและคฤหัสถ์เรี่ยไร ตั้งแผงพระ วัตถุมงคล รูปเหมือน รูปบูชา ในงานประเพณีชักพระ - ทอดผ้าป่า ห้ามติดแผ่นป้ายโฆษณา พระพุทธรูป พระเครื่อง วัตถุมงคล เทวรูป อ้างอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ และงดขึ้นป้ายงานพุทธาภิเษก ส่งผลทำให้หลายวัดต้องปรับตัว โดยเฉพาะใน จ.นครปฐม วัดศีรษะทอง นำผ้าจีวรขนาดใหญ่ปิดคลุมองค์พระราหู บริเวณซุ้มหน้าวัดประตูทางเข้า รวมถึงองค์พระราหูที่ประดิษฐานอยู่ภายในศาลาแปดเหลี่ยมของวัดศีรษะทองเพื่อทำตามมติมหาเถรสมาคม แต่วัดไผ่ล้อม ยืนยันว่า ไม่เคยออกเรี่ยไร วัตถุมงคลที่จัดสร้างขึ้นมาแต่ละครั้งจะมีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าจะนำไปจัดสร้างอะไร เช่น สร้างพระอุโบสถเฉลิมพระเกียรติฯ สร้างเมรุปลอดมลพิษ และเผาศพฟรี สร้างเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ อุปถัมป์สถานศึกษา สร้างอาคารโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่

 

ข่าว : ผู้จัดการ : 3 มกราคม 2561

ดราม่า !

เถียงกันคอแตก ละครไร่เชิงตะกอน ตอนสิ้นปี

ใช่ไม่ใช่ เหมาะไม่เหมาะ ?

 




 

V. Entertainment

รับผลิตสื่อธรรมะทุกประเภท

ลูกค้าหลัก สำนักพุทธ มหาเถรสมาคม ฯลฯ

 

 

อา..บังอาจซะแล้ว พวกนักเลงคีย์บอร์ดนั้น คงไม่รู้ว่า "ไผเป็นไผ" รู้หรือไม่ว่า สำนักวิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันนั้น อยู่ในความอุปการะของ "ในรั้วในวัง" เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระดับที่เรียกว่า "ฟ้าบันดาล" แค่วิจารณ์ "ท่าน ว." ก็โดนข้อหา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" แล้ว

ล่าสุด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดย ฯพณฯ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ.ม.44 ที่ว่ากันว่า "มีอำนาจพิเศษหนุนเหนือกว่าบิ๊กตู่" ก็ยังสู้อุตส่าห์ "ยกเอาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ย้ายไปตั้งที่ "เชิงตะกอน" โดนมหาวอตอแหลใส่ซะอ่อนปวกเปียก "น้อมรับ" เอางานโฆษณาของมหาวอ ไปทูลถวายสมเด็จพระสังฆราช โดยที่มหาวอ "ไม่ต้องไป" ถามว่า ประเทศไทยใครใหญ่ สังฆราชเหรอ ?

 

 

พงศ์พร ภายใต้ลัทธิทานตะวัน

 

 

 

ถกเถียงเสียงแตก แสงสีเสียงไร่เชิญตะวันเหมาะสมหรือไม่ ยันไม่ใช่คอสเพลย์ ชี้เป็นละครปริศนาธรรม

เมื่อวันที่ 2 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดกระแสการถกเถียงในโลกโซเชียลถึงการแสดงแสง สี เสียง ชุด "พุทธ : The Truth" ในกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีที่ ศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน ตำบลห้วยสัก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ โดยส่วนหนึ่งมองว่า กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาควรมีลักษณะสงบ สำรวม ไม่ใช่เน้นความบันเทิง ที่สำคัญคือการแสดงดังกล่าวจัดขึ้นในค่ำคืนที่มีการสวดมนต์ข้ามปี จึงอาจดูย้อนแย้งกันหรือไม่

ในขณะที่บางส่วนมองว่า ไร่เชิญตะวันไม่ใช่วัด สามารถจัดกิจกรรมเหล่านี้ได้ อีกทั้งเป็นเพียงการแสดงที่เป็นกุศโลบายให้คนทำความดี คล้ายการแสดงละครชาดก หรือพุทธประวัติ ไม่ใช่การแต่งกายคอสเพลย์เลียนแบบพระภิกษุเพื่อความบันเทิงแต่อย่างใด

อนึ่ง การแสดงชุดนี้สร้างสรรค์จากเพลงประกอบซีรีส์ "พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก" นิพนธ์โดยท่าน ว.วชิรเมธี มีนักแสดงกว่า 100 ราย โดยระบุว่าเป็นปริศนาธรรมของการค้นหาคำตอบแห่งจักรวาลของพระบรมโพธิสัตว์ จนกว่าจะตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็น "สัมพุทโธ" ผู้เป็นบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ของโลก มีการบรรยายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งแสวงหาทางหลุดพ้นจากห้วงวัฏสงสารในหลากวิธี เช่น บำเพ็ญทุกรกิริยา แต่หลับไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง จึงทรงรับข้าวมธุปายาสที่นางสุชาดานำมาถวาย และเลือกดำเนินทางสายกลาง เหมือนสายพิณที่ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป ในค่ำคืนนั้นก่อนพระองค์จะตรัสรู้ พญามารได้ยกกองทัพอ้างชิงโพธิบัลลังก์ พระองค์จึงเบิกน้ำหยาดที่ทรงหยาดลงดินในทุกภพชาติผ่านพระแม่ธรณี ยืนยันสิทธิเหนือโพธิบัลลังก์ กระทั่งทรงมีชัยเหนือพญามาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กแฟนเพจดังด้านศาสนา อาทิ ศาสนวิทยา dr.Sinchai Chaojaroenrat ก็ตั้งคำถามถึงประเด็นดังกล่าวด้วยเช่นกัน

 

ที่มา : มติชน : 2 มกราคม 2561


 

มาแล้วจ้า "ศีลห้า" ฉบับ ว.ตอแหล !

เขียนบทเอง แสดงเอง กำกับเอง

แต่..น้ำเน่าซะไม่มี !

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

อา..และแล้วก็ได้เห็นผลงานอันเอกอุ ของ "ว.ตอแหล" แห่งค่ายเชิงตะกอน ที่สู้อุตส่าห์ "เสนอหน้า" ทั้งลงทุนทำหนัง เขียนบท แสดงเอง กำกับเอง ทุกอย่าง แถมยังดึงแขน "พงศ์พร" ผอ.สำนักพุทธฯ จาก ม.44 มาดูดำดูดีแล้ว ถึงได้ยัดใส่มือ "พงศ์พร" ให้นำไปถวาย "สมเด็จพระสังฆราช" ถึงในที่ประชุมมหาเถรสมาคม โดยหวังจะได้ผลงานระดับ "เหนือมหาเถรสมาคม" เพราะมหาเถรสมาคมยังไม่คิดทำ แต่ ว.คิดทำและทำได้ก่อนด้วย สวยไหมล่ะ

งานพระศาสนาเป็นเรื่องต้องร่วมด้วยช่วยกัน มิใช่การชิงไหวชิงพริบอะไร ใครคิดอย่างนั้นก็ใจคับแคบ แบบว่ามือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ ส่วนว่าระเบียบ ประเพณี อันดีงาม ที่เคยประพฤติปฏิบัติมา แบบว่าให้พระเถระท่านเห็นชอบก่อนถึงค่อยเริ่มทำอะไรนั้น เดี๋ยวนี้มันล้าสมัยแล้ว แค่คิดดีก็ดีหมด อย่างอื่นอย่าไปสนใจ แมวสีอะไรนั้นไม่สำคัญ สำคัญแต่ว่า "จับหนูได้หรือไม่" เท่านั้นเอง

ก่อนหน้านี้ "ธัมมชโย" มีอะไร ก็ไม่ใช้ "ขั้นตอนปกติ" ของมหาเถรสมาคม แต่จะส่งเรื่องผ่าน "สำนักพุทธ" เข้าไปใช้ "มติมหาเถรสมาคม" เป็นตราประทับรับรองผลงาน ซึ่งถึงตอนนั้น ก็สามารถใช้เป็นใบเบิกทาง "นิมนต์กรรมการ มส. สายหิว" ไปนั่งเป็นไม้ประดับให้แก่ธัมมชโยได้ ไม่เว้นแม้แต่ "เจ้าคุณพิมพ์" ซึ่งเป็นถึง "ประธานโครงการหมู่บ้านศีลห้า" ก็นำเอาโครงการนี้ไปเป็นโครงการลูกของธรรมกาย สุดท้าย พอลัทธินี้กลายเป็นภัยต่อความมั่นคง เจ้าสำนักต้องหนีหัวซุกหัวซุน กรรมการมหาเถรสมาคม รวมทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็เดินหน้า "ยุทธศาสตร์ชาติ" ต่อไปและต่อไป ในวันนี้ก็เช่นกัน ใครมีเงิน ใครมีชื่อเสียง จะมีเบื้องหลังลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างไร สำนักพุทธฯเอย มหาเถรสมาคมเอย ก็ไม่เคยสนใจจะให้ความสำคัญ ก่อนจะร่วมงานกัน ทำหูหนวกตาบอดกันทั้งบ้านทั้งเมืองเยี่ยงนี้เอง การพระศาสนาเมื่อถึงเวลาตกต่ำมันจึงย่ำแย่ไปทั่วทั้งแผ่นดิน

ประเดี๋ยวคอยดูเถิด จะเกิดภาพยนต์ดนตรี ภาค 2-3-4-5 เสนอผ่าน "พงศ์พร" ลัดขั้นตอนเข้า "มส." เป็นขบวนรถไฟดนตรี เพราะวันนี้ก็มีตัวอย่างแล้ว "มส. เห็นชอบ" ก็แปลว่าผ่าน แต่ผ่านอย่างไร ผ่านเพราะ ม.44 หรือว่าผ่านตามระเบียบประเพณีที่เคยปฏิบัติของคณะสงฆ์ไทย ?

ณ บัดนี้ ระเบียบประเพณีธรรมเนียมไทยๆ ที่เคยปฏิบัติ ถูก "พงศ์พร" สุมหัว "ว.วชิรเมธี" รื้อทิ้งไปหมด ก็ถือว่าถูกต้อง เพราะนี่อาจจะเป็นการปฏิรูปพระพุทธศาสนาที่ชาวประชาอยากเห็นก็เป็นได้ นะคุณพงศ์พรนะ ถ้าเห็นดีก็ขอให้เดินหน้า แบบว่า..คบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง !

 

 

 

ว.วชิรเมธี จอมตอแหลแห่งยุค

ตระบัดสัตย์หน้าด้านๆ ยังมีหน้ามาทำหนังศีลห้าสอนคน สอนตนเองให้ได้ก่อนเถิด เลิกสันดานตอแหลวันใด ค่อยโผล่หน้ามาให้เขาเห็น

 



 

ฝากหนังให้พงศ์พรนำไปถวายสังฆราช

พฤติกรรมอุกอาจของ ว.วชิรเมธี

 

ภาพ : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ : 1 มกราคม 2561


 

ว.ตอแหล จอยศีลห้า !

อาสาทำหนังให้มหาเถรสมาคม

พงศ์พรนำเสนอ !

 

โอ..อัปรีย์กินเมืองแล้ว เมื่อจอมตอแหลแห่งยุค อาสาเข้ามาช่วยงานศีลห้า ก็แปลว่า คงเหลือแค่ "ศีลสี่" เพราะคนไม่มีสัจจะอย่าง "ว.วชิรเมธี" จะทำให้ศีลข้อ "มุสาวาทา" เป็นจริงได้อย่างไร วอเคยคุยโวว่า "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่คู่ควรแก่สมณะ อาตมาไม่เอา" แต่สุดท้ายก็วิ่งไปรับ "ยศ ทรัพย์ อำนาจ" จากสมเด็จช่วงถึงวัดปากน้ำ มีภาพยืนยันชัดเจน แต่วอยังแถต่อไปว่า "ฟ้าบันดาล สำนักพระราชวังกำชับให้อาตมารับ ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับ ใครด่าอาตมาก็เท่ากับ..หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

 

 

ไม่เหมาะแก่สมณะ ใครรับก็ไม่ใช่สมณะ

(ปล.สมเด็จช่วงหมดอำนาจแล้ว ว.ก็ไม่ไปวัดปากน้ำอีกแล้ว)

 

แต่..ผู้ให้ ไม่ว่าจะเป็นมหาเถรสมาคม สำนักพระราชวัง จะทรงไม่ทราบว่าเหมาะหรือไม่เหมาะแก่สมณะหรือ ถ้าพูดเช่นนั้น หลวงพ่อพุทธทาสบอกว่า "หมิ่นผู้ให้"

กรณีนี้ "พงศ์พร" คงไม่เคยรับรู้ เพราะเพิ่งมาเป็น ผอ.พศ. ได้ไม่นาน ข้อมูลข่าวสารจึงไม่ค่อยแน่น มัวแต่ไปไล่บี้คดีเงินทอนวัด เห็นว่ากำลังจะเปิดล็อต 3 อีกร้อยกว่าวัด ดังนั้น เรื่องโกหกตอแหลของ "ว.วชิรเมธี" จึงไม่ได้ใส่ใจ เมื่อไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ จึงเห็น "ว.วชิรเมธี" เป็นพระน้ำดีที่ควรเป็นตัวอย่าง ถึงกับวิ่งไปรับ "หนังฟรี" ของ ว.วชิรเมธี มาโปรโมทงานศาสนา ลดศีลห้าเป็นศีลสี่ นี่แปลว่า ถึง ว. จะตอแหล แต่ถ้าให้ของฟรี พงศ์พรก็ยินดีรับเอา ไม่เกี่ยงฮ่ะว่าดำหรือขาว ชอบแบบนี้จะไปทำไมให้ไกลถึงเชียงราย แถวๆ คลองสามปทุมธานี นี่ก็มีให้ไม่อั้น ถวายสังฆทานทีละ 3 หมื่นวัด ก็ทำมาแล้ว แค่หนังศีลห้า เด็กๆ น่ะ !

 

 

เอา ว.วชิรเมธี เข้า มส. ก็เท่ากับเอาเหี้ยเข้ามหาเถรสมาคม

 

 

 

 

ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ : 31 ธันวาคม 2560

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

มหาวอ ยก "วัด-วัง" บังสัจจะ !

ต้องยอมตระบัดสัตย์รับตำแหน่ง ผช.จล.

ทำนอง..เสียสัตย์เพื่อชาติ !

 

ว.วชิรเมธี อ้าง "ในวัง" บังคับ ต้องยอมรับ "ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ทั้งๆ ไม่อยากรับ และเคยประกาศต่อสาธารณะว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แถมยกตัวอย่าง "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปยุตฺตมหาเถร" รับพระราชทานสมณศักดิ์ ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มีแต่คนสรรเสริญ

 

แล้วทำไม ว.วชิรเมธี จะรับไม่ได้ ผิดตรงไหน ?

 

อา..ว่าไงครับ หลวงพ่อช่วงโปรดทราบ มหาวอบอกว่า "ตัวเองถูกขืนใจให้รับตำแหน่ง" ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับ ถึงได้มาก็มิได้ภูมิอกภูมใจอะไรอีกด้วย แบบว่า เสียสัตย์เพราะผู้ใหญ่ นี่ถ้าได้เป็นเจ้าคุณ สงสัยมหาวอคงจะฆ่าตัวตาย เพราะรับไม่ได้

เชิญปัญญาชน "ทัศนา" ทัศนะ ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คนดีศรีแผ่นดิน !

 

Take a look !

 

 

ว.วชิรเมธี ฤษีกินเหี้ย !

ถูกบังคับให้เป็นคนเลว โดยการรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 

 

"ยศช้าง ขุนนางพระ ไม่เคยมองหา แต่เบื้องบนท่านมองเห็น"

ว.วชิรเมธี

 


หลายเดือนก่อน หลังจากมีภาพไปรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อดำรงตำแหน่งเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ก็มีใครบางคน จรดปากกาเขียนถึงอาตมภาพในทางเสียหายว่า การรับตำแหน่งนั้น เป็นการแสดงถึงความกลับกลอกเหมือนศรีธนญชัย (เพราะแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องตำแหน่งแห่งที่ในทางคณะสงฆ์เลย ซึ่งเรื่องนี้ แม้จนบัดนี้ ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่)

ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ไปรับตำแหน่งทำไม ?

ขออธิบายสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลถึงสหรัฐอเมริกา (ต้นเรื่องที่กล่าวหา) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยรู้ความจริงว่า

"อาตมาอยู่วัดพระสิงห์มาแต่อายุเพียง 16 ปี เรียนธรรมะบาลีที่วัดนี้ จนได้เปรียญธรรม 6 ประโยค, บวชพระก็บวชที่วัดนี้

หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เป็นพระอุปัชฌาย์ อาตมาก็เคยเป็นพระเลขานุการของท่านมาตั้งแต่ต้นแต่อายุ 18 ปี ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรจนถึงบวชเป็นพระภิกษุ


เมื่อจบเปรียญ
9 ที่กรุงเทพฯ อาตมาย้ายกลับมาเชียงราย ก็มาอยู่ในสังกัดเดิม ซ้ำยังเป็นเปรียญธรรม 9 รูปแรกของวัด คือวัดพระสิงห์ (พระอารามหลวง) ไม่ได้เหาะข้ามห้วยมาจากที่อื่น

เมื่อกลับมาแล้ว หลวงพ่อเคยขอให้มาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสแต่เมื่อปี 2555 อาตมายังไม่อยากรับ ประวิงเวลาไว้ เพราะใจอยากทำงานเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนามากกว่างานปกครองของคณะสงฆ์ ครูบาอาจารย์ท่านก็เข้าใจลูกศิษย์ซึ่งท่านรักเหมือนลูก


มาถึงปีนี้ ผู้ใหญ่ใน
"เบื้องบน" ถามมาอีก เพราะอายุ 43 พรรษา 23 อยู่พระอารามหลวงมา 26 ปีแล้ว เป็นมหาเถระแล้ว ไม่ใช่พระเด็กๆ อีกต่อไป ควรมอบหมายให้รับภาระธุระพระศาสนาอย่างเป็นทางการ ทั้งผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่น้อยๆ (ว่าตามคำของท่าน)


ทั้งครู ทั้งศิษย์ จึงยอมอนุวัตร ตามทางการ


อาตมาจึงรับตำแหน่งของทางการ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ
"ฝ่ายเผยแผ่" เหมือนเดิม


และเมื่อเป็นแล้ว ก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ไม่ได้ย้ายไปไหน ยังพอใจกับนามปากกา ว.วชิรเมธี ธรรมดาๆ ยังคงอยู่ทำงานเผยแผ่ต่อไปที่ไร่เชิญตะวันตามปกติ

ตำแหน่งแห่งที่ ที่ท่านประทานมา ก็เพราะฟ้าบันดาล ทั้ง "วัง" และ "วัด" ท่านประสานเสียง แกมกำชับขอให้รับไว้ ไม่ใช่ไปกราบกรานอยากได้ อย่างที่มี "พระอลัชชี" บางรูปพยายามกล่าวหาด้วยข้อความรุนแรง


เรื่องนี้ เข้าใจได้ง่ายมาก


ดูอย่างท่าน
ป.อ.ปยุตฺโต หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ องค์ใหม่ก็ได้ ท่านก็ทำงานของท่านไป ไม่เคยอยากจะได้ใคร่จะมีอะไร ปิดทองหลังพระไป เมื่อทองล้นออกมาหน้าพระ วันดีคืนดี
"หลวง" หรือราชการก็โปรดให้ท่านเป็นสมเด็จฯ เมื่อเป็นแล้ว ท่านก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ดังท่านกล่าวความในใจว่า

"พระนั้น จะแต่งตั้งไปชั้นไหน ชั้นไหน ก็ยังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม ทางพระพุทธศาสนา ท่านไม่นิยมถามว่า "จะเป็นอะไร" แต่สำคัญที่ว่า "จะทำอะไร" ให้เรื่อง "เป็น" มาเกื้อหนุนเรื่อง "ทำ" ให้ได้ ท่านจึงว่า "ให้เป็นนั่นเป็นนี่" เพื่อจะได้ "ทำนั่นทำนี่" ได้สะดวก"

เพราะฉะนั้น คนที่ "รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" มองการรับตำแหน่งของอาตมา เป็นเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ หรือมองไปว่าได้มาเพราะเข้าหาผู้ใหญ่ ทั้งยังพยายามกล่าวหาอาตมาเลื่อนลอยด้วยคำใหญ่คำโตนั้น ก็ขอโปรดเข้าใจเสียให้ถูกต้องตามนี้ อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ


หยุดการปรุงแต่งแบบเด็กๆ เสียทีเถิดพ่อคุณเอ๋ย


ดีร้าย หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ระวังปาก จะกลายเป็นการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เสียเปล่าๆ


ส่วนที่มีภาพไปกราบหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ แล้วเอามาเขียนว่าไปประจบท่านนั้น ก็ขอเตือนว่า เวลาจะเขียนอะไร ดูคำอธิบายใต้ภาพด้วย

เพราะภาพพวกนั้น มีปรากฏอยู่ในเฟซบุ๊คของอาตมาเอง มีคำอธิบายกำกับด้วยว่าไปทำอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน

ภาพคู่สมเด็จฯที่เห็น คืองานไปรับรางวัล "วัดที่จัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จัดที่ มจร.วังน้อยเมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ และครั้งที่สอง หลวงพ่อสมเด็จฯ นิมนต์ไปพบเมื่อเดือนเมษายน เพื่อแจ้ง "พระราชดำริ" ด้านการศึกษาภาษาบาลีที่ทรงฝากมา โดยขอให้ช่วยรับเป็นภาระธุระ เพราะอาตมาสื่อสารกับสังคมได้ง่าย มีคนฟังเยอะ

ทั้ง "เบื้องบน" ท่านก็ทรงกำชับมาหลายครั้ง เรื่องการศึกษาภาษาบาลีในโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะเห็นว่า ท่าน ว.วชิรเมธี นี้ เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค และได้เขียนหนังสือเรื่อง "เปรียญ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" เพื่อเป็นแนวทางฟื้นฟูการศึกษาภาษาบาลีตามพระราชประสงค์

และที่สำคัญจะต้องขอพระราชทานคำนำเป็นกรณีพิเศษ หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ในฐานะประมุขสงฆ์ และแม่กองบาลีสนามหลวง ก็อยู่ในฐานะที่จะต้องเขียนสัมโมทนียพจน์ด้วย

คนเขาไปปรึกษาหารือเรื่องงานพระศาสนาล้วนๆ มีพยานเป็นร้อย เป็นพัน ต่อหน้าธารกำนัล อย่างโปร่งใส แต่คนเขลาบางคน เอาไปเขียนข่าวเชิงเสียหาย ว่าผู้เขียนไปประจบพระผู้ใหญ่ขอยศศักดิ์ ช่างน่าละอายเหลือเกิน ที่คิด ที่เขียน อะไรออกมา โดยไม่สนใจหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีอยู่ดาดดื่น มีอยู่ในคำอธิบายใต้ภาพที่ตัวยกมาด่านั่นเองเสียด้วยซ้ำ

จึงขอแจ้งญาติโยมทั้งหลายได้ทราบ ว่าอย่าได้หลงเชื่ออย่างผิดๆ ตามที่มีคนเขียนข่าวเลอะเทอะเผยแพร่ออกไป


(ว.วชิรเมธี)

 

 

(หมายเหตุ.


1. ตามปกติ ตั้งใจจะไม่เขียนตอบอะไรในประเด็นระดับ "โลกธรรม" เหล่านี้เลย เพราะถือว่าเป็นธรรมดาโลกที่ย่อมมีคนเข้าใจผิดบ้าง เข้าใจถูกบ้าง แต่เรื่องนี้ มีคน "เดือดร้อน" แทนหลายคน แต่ละคนก็ไม่ใช่ตาสีตาสา ทั้งอาจส่งผลกระทบหลายฝ่าย จึงจำใจต้องเขียนออกมา เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อเข้าใจข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะได้เพลาๆ การแชร์ การส่งข้อความโกหกทั้งหลายลงบ้าง ไม่เช่นนั้น พระดีๆ ทั้งหลาย ทั้งพระบ้านพระป่าสายกรรมฐาน สายวิชาการบริสุทธิ์ สายพัฒนาสังคม ที่ "หลวง" ท่านเมตตาถวายสมณศักดิ์เพื่อส่งเสริมการทำงาน ก็จะพานถูกกล่าวหาไปเสียทั้งหมด


2. มีภาพอาตมาคู่กับหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ บางคนเอาไปตีความในทางเสียหาย ขออธิบาย "ข้างหลังภาพ" สั้นๆ ตามข้อเท็จจริง


2.1 ภาพที่เห็นอยู่บนเวที คือ วันที่ไปรับรางวัล "วัดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จากหลวงพ่อสมเด็จฯ จัดโดยกรมควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับรางวัลเสร็จ หลวงพ่อสมเด็จฯ ก็ขอให้เล่าให้ที่ประชุมฟังทั้งห้อง ว่าบริหารจัดการไร่เชิญตะวันอย่างไร จึงกลายเป็น
Eco Temple ที่ร่มรื่น เรื่องก็มีเท่านี้ มีคนอยู่ในงานหลายร้อยคน ภาพนิ่ง ภาพวีดิโอ บันทึกไว้พร้อมสรรพ แต่มีบางคนไม่เข้าใจ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ที่อยู่สหรัฐอเมริกา เอาไปเขียนว่า อาตมาไปประจบพระผู้ใหญ่ นี่คือ ความน่าอนาถของคนที่เรียกตัวเองว่า สื่อมวลชน


2.2 อีกครั้งหนึ่ง ได้รับนิมนต์ไปหารือข้อราชการของคณะสงฆ์ เนื่องจากได้รับการขอร้องให้เข้ามาช่วยเรื่องการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์ ซึ่งขอร้องมาจากทั้งฝ่ายวัง และฝ่ายวัด เพราะผู้เขียนเป็นเปรียญธรรม 9 ประโยค วังและวัดเห็นว่า พอจะมีพื้นฐานภาษาบาลีอยู่บ้าง จึงขอให้มาช่วยเรื่องนี้ จึงได้ปฏิรูปการศึกษานำร่องที่วัดบ้านเกิด/เชียงของ/เชียงราย จนปี 2558 สามเณรเก่งทั้งทางโลกและทางธรรม สามารถบรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษจนชนะเลิศระดับประเทศ ได้เข้ารับพระราชทานทุนและผ้าไตร และได้ลองเทศน์ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่จังหวัดน่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นี่เป็นข่าวดี ที่หลวงพ่อสมเด็จฯ เห็นว่าก้าวหน้า และพอเป็นความหวังของคณะสงฆ์ไทยในฝ่ายการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ จึงขอให้ไปเล่าถวาย พร้อมกันนั้น ก็ได้นำเสนอต้นฉบับหนังสือ "9 เปรียญ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" ซึ่งได้นักเขียนฝีมือดีคือระดับประเทศ คือ คุณอรสม สุทธิสาคร คุณวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง มาช่วยเรียบเรียง หมายใจว่า เล่มนี้จะเป็นหนังสือ "สร้างแรงบันดาลใจ" ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยรุ่นใหม่ ใฝ่เรียนธรรมะบาลีมากขึ้น เพราะเป็นชีวประวัติของพระและโยมที่จบเปรียญ 9 แล้วประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม เช่น ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก
, ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ, ป.อ.ปยุตฺโต เป็นต้น


ความจริงที่ได้ไปกราบสมเด็จฯ ก็มีแค่นี้
แต่แล้วคนที่มือดีมากกว่าสมอง ก็เอาไปเขียนในทางลบว่า ผู้เขียนไปพบผู้ใหญ่เพื่อหวังยศศักดิ์อัครฐาน ถ้าหวังจริงอย่างว่า จะอยู่ในพระอารามหลวงมา 26 ปี โดยเป็นพระธรรมดามาจนป่านนี้ได้อย่างไร คุณสมบัติก็ใช่จะไม่ครบ
ครบจนล้นเสียด้วยซ้ำ


การ
"รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" แบบนี้แล้วก็นำมาเขียนข่าวนั้นสร้างความเสียหายใหญ่หลวงมาก เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ก็ไม่สนใจ นึกจะเขียนอะไรก็เขียน พลอยทำให้คณะสงฆ์เสียหาย เสียทั้งหลวงพ่อสมเด็จฯ เสียทั้งเบื้องบน เสียทั้งผู้เขียน งานที่ทำกันมาด้วยเจตนาแสนดีถูกมองในทางเสียหายหมด ดังนั้น ใครรู้ผิด เข้าใจผิด ขอความกรุณา เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องตามนี้เทอญ. (ว.วชิรเมธี)

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : 15 ธันวาคม 2559

 

อ่านบทความ โดย พระมหานรินทร์ นรินฺโท

 

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

ลัทธิธรรมกาย กับบทบาท ของสังคมไทย

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 


 

มหากาพย์วัดโสธร

 

 

จริงหรือไม่ มส. ไม่มีสิทธิ์สึกพระธัมมชโย

 


 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264