LAST UPDATE :   FEBRUARY :  20 : 2018 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

 

ระพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัย ก็ร้าย

แต่ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ร้ายยิ่งกว่า

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

ชยสาโร ภิกขุ ตอบคำถาม

 

 

ถาม : โยมได้พบหลายคนที่เขาบอกว่า เขาสนใจศึกษาแต่พุทธวจนะเท่านั้น ไม่ยอมฟังคำสอนของอาจารย์องค์อื่นเพราะต้องการศึกษาธรรมะ ที่มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ก็เลยบอกเขาว่า ถ้าเป็นธรรมะที่ออกจากโอษฐ์พระพุทธเจ้า คุณก็ต้องเกิดในสมัยพุทธกาล เพราะที่คุณฟังก็เป็นธรรมะที่ถ่ายทอดมาอีกที เราควรอธิบายเค้าอย่างไรดีคะ หรือว่าปล่อยเขาไปตามบุญตามกรรม

 

ท่านชยสาโรตอบ :

นอกจากว่าจะฟังจากโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าแล้ว ถึงแม้ว่ามี Time Machine กลับไปอยู่ในสมัยพุทธกาลได้ คลานเข้าไปฟังพระพุทธองค์ ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะไม่รู้ภาษาท่าน มันไม่ง่ายอย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้น ที่พูดว่าพุทธวจนะ ชอบพุทธวจนะ เขาหมายถึงพุทธวจนะที่แปลเป็นภาษาไทยไม่ใช่หรือ ?

อันนั้นก็ไม่ใช่พุทธวจนะอยู่แล้ว

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

ปล่อยมือ !

รัฐบาลวางมืองานศาสนา

มุ่งหน้าเดินตามโรดแมปเลือกตั้ง

ปล่อยให้รัฐบาลต่อไปเข้ามาแก้ไข

ไม่มีเวลาแล้ว รีบแจวเข้าฝั่ง ก่อนเรือล่ม !

 

 

 

บิ๊กตู่ สุวพันธ์ พงศ์พร

สามหัวโขนที่รอเวลาปลดปลงลงเวที

 

 

อา..มึนไหมล่ะฮะท่านพระครู ดูรัฐมนตรีสุวพันธ์พูดแล้วเห็นอะไรบ้าง "ไม่ปิดทาง" แต่ก็..ไม่เปิดทาง ต่างกับกรณีแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ มาตรา 7 อย่างเทียบไม่ได้ ตอนนั้นอยากได้สังฆราชใหม่ จึงโหมโรงออกมาขย่มคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ทุกวัน ไล่ตั้งแต่เรื่องการปกครองไปจนรับเงินรับทองและรับรถยนต์ แต่วันนี้ คดีเงินทอนวัดยังค้างบัญชีอยู่เป็นร้อยๆ บทบาทมหาเถรสมาคมเหมือนโดนแช่แข็ง เห็นๆ ว่าไม่เวิร์ค แต่รัฐบาลยังหลับตาข้างหนึ่ง อ้าง "มส.ไม่เห็นชอบให้แก้ไข" ไม่ถามก่อนล่ะว่า ตอนแก้ไข ม.7 นั้น ถาม มส. หรือเปล่า ก็ มส. มิใช่หรือ ที่ลงมติเป็นเอกฉันท์ 17-0 เทคะแนนให้ "สมเด็จช่วงเป็นสังฆราช" แล้วทำไมรัฐบาลไม่ทำตาม ไปแก้ไข ม.7 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ทูลเกล้ารายนามพระสังฆราชแต่เพียงคนเดียวไปทำไม ?

ถ้าคิดว่า "ตั้งสังฆราชเพียงตำแหน่งเดียวก็แก้ได้ทุกปัญหาของคณะสงฆ์ไทย" ก็จะมีมหาเถรสมาคมและตำแหน่งอื่นๆ ไปทำไม ยุบทิ้งให้เหลือเพียง "สังฆราช" ก็สิ้นเรื่อง แล้วจะได้เห็นว่า ที่ว่าไม่แก้ พรบ.คณะสงฆ์ 05 น่ะ มันแก้ปัญหาได้ไหม ?

ก็บอกแล้วไงว่า ในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทยน่ะ ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียว ที่การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มต้นจาก มส. หรือคณะสงฆ์ เพราะคณะสงฆ์เป็นเพียง "ผู้ถูกปกครอง" มิใช่ผู้ปกครอง ต้องเข้าใจ ราชสำนัก หรือรัฐบาล จะเอาไง คณะสงฆ์ไม่เคยขัด อย่าคดีดังๆ เช่นธรรมกายน่ะ ถ้ารัฐไม่เข้ามาจัดการ อีกร้อยปีก็ไม่มีวันทำอะไรได้

ถ้ารัฐไม่อยากทำ หรือไม่อยากยุ่งกับศาสนา ก็น่าจะแยกศาสนาออกจากการเมือง โดยการยกเลิกกฎหมายคณะสงฆ์ทั้งหมด แล้วปล่อยให้วัดมีฐานะเป็นมูลนิธิ มิใช่นิติบุคลภายใต้กำกับของรัฐบาล แบบนี้จะสบายกันทุกฝ่าย

แต่ถ้าจะเข้ามากำกับดูแลดังเช่นปัจจุบัน ก็ต้องทำจริงจัง มิใช่ทำๆ หยุดๆ เรื่อยๆ เฉื่อยๆ กวาดวัดแค่โน่นนิดนี่หน่อย พอเป็นพิธี ก็ทิ้งไม้กวาดแล้ว พอมีปัญหาก็ให้สื่อและประชาชน "ด่าวัด" ต่อไป ทั้งๆ ที่รากเหง้าของปัญหานั้นอยู่ที่รัฐบาล มิใช่คณะสงฆ์ เพราะคณะสงฆ์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล แม้กระทั่งตำแหน่งสังฆราช ก็รัฐบาลตั้ง คณะสงฆ์ไม่เคยได้ลงมติตั้งกันเองเลย

แต่ก็ต้องทำใจอ่ะนะ เพราะว่าเวลาแห่งอำนาจมันหดสั้นเข้าไปทุกที วันนี้ รัฐบาลปฏิวัติกลัวม็อบยังกะผี รีบวิ่งไปเซ็นสัญญา "แขวนโครงการถ่านหินเทพา" เพราะว่ากลัวจะเป็นชนวนปลุกม็อบทั่วประเทศ ซึ่งมีเชื้อ "นาฬิกา 25 เรือน" และ "หมอธีร์ศรีธนญชัย" รอจุดไฟอยู่ใต้เก้าอี้บิ๊กตู่ ดังนั้น ภาวนาให้อยู่รอดไปจนต้นปีหน้า ก็ถือว่าเท่ห์แล้ว

 

 

เอ้า ! ทานโทษ ลงรูปผิด

 

 

สุวพันธุ์ย้ำไม่ปิดช่องแก้ พ.ร.บ.สงฆ์-เริ่มตรวจบัญชีรับ-จ่ายวัดทั่วประเทศ


"สุวพันธุ์" ชี้ไม่ปิดช่องแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ แต่ขอปฏิรูปก่อน ด้านรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ยัน มส.พร้อมรับการตรวจสอบ เผยเริ่มทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายวัดทั่วประเทศแล้ว


วันนี้ (20 ก.พ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมหาเถรสมาคม (มส.) มีมติไม่แก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ตามที่คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสนอ รัฐบาลจะทบทวนหรือไม่ ว่า อย่าพูดว่ารัฐบาลไม่ทบทวนแล้วหรือ แต่เวลานี้เรากำลังเดินงานปฏิรูปอยู่ อยากให้เห็นก่อนว่าเมื่อเดินงานปฏิรูปแล้วมันควรจะแก้ไขอะไรบ้าง อาจจะมีทั้งกฎมหาเถรสมาคม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ หรือ พ.ร.บ.ฉบับอื่นอีก อาจจำเป็นต้องทำ
เขากล่าวว่า ขณะนี้การปฏิรูประยะที่ 1 มันเดินไปแล้ว และระยะที่ 2 กำลังทำอยู่ ดังนั้น มันเป็นเรื่องอนาคตแล้ว เมื่อวันนี้ คณะสงฆ์เห็นว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ยังเดินได้ จึงให้เดินไป แต่พอปฏิรูปไปแล้วคณะสงฆ์เห็นว่า ควรปรับแก้ หรือรัฐบาลเห็นว่าควรแก้ไข ย่อมสามารถทำได้


ด้านนายสมเกียรติ ธงศรี รอง ผอ.พศ. กล่าวว่า มส. เห็นว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับเดิมดีอยู่แล้ว จึงมีมติไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไข และขณะนี้ คณะสงฆ์ได้ดำเนินการปฏิรูปเกี่ยวกับกิจการพระพุทธศาสนาร่วมกับรัฐบาลอยู่ ซึ่งมีเรื่องของบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัดอยู่ด้วย ปัจจุบันได้มีการปรับระบบบัญชีรายรับ-รายจ่ายใหม่ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ พศ. ทำร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และ มส.ให้ความเห็นชอบแล้ว โดยเมื่อปี 2560 มีการนำร่องไปแล้ว 1 วัด ในปีนี้อีก 16 วัด และจะขยายไปเรื่อยๆ ทั่วประเทศ ปัจจุบันคณะสงฆ์พร้อมเข้ารับการตรวจสอบ แต่ขอให้ค่อยเป็นค่อยไป เพราะว่ามีหลายเรื่องๆ ที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนระหว่างประชาชนกับวัด

 

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 21 กุมภาพันธ์ 2561

 

แจ๊สเซทัน !

วัดญี่ปุ่นออกอัลบั้มสวดมนต์ผสมแจ๊ส

ขายออนไลน์ทั่วโลกหาเงินเข้าวัด

ไม่ต้องทำกระเป๋าขายเหมือนน้ำฝน

มันคนละชั้น !

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พระญี่ปุ่นรังสรรค์ "สวดมนต์ทำนองแจ๊ส" เปิดคอนเสิร์ตกลางวัด


พระสงฆ์นิกายนิชิเรนแห่งวัดโจไซจิ ที่จังหวัดนะงะซะกิ ของญี่ปุ่นดัดแปลงบทสวดมนต์ โดยบรรเลงร่วมกับดนตรีแจ๊ซ พร้อมเปิดคอนเสิร์ตและออกอัลบั้มจำหน่ายแก่พุทธศาสนิกชน

ผลงานบทสวดมนต์ทำนองเพลงแจ๊สในอัลบั้ม เซทัน" หรือ กำเนิดอันศักดิ์สิทธิ์" เป็นผลงานสร้างสรรค์ของพระสงฆ์วัดโจไซจิ จังหวัดนะงะซะกิ ซึ่งนำบทสวดมนต์มาบรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีสมัยใหม่

รองเจ้าอาวาสวัดโจไซจิ บอกว่า แรกเริ่มแล้วบทสวดมนต์ก็มีทำนองคล้ายดนตรี การนำมาบรรเลงร่วมกับดนตรีแจ๊สจะทำให้พุทธศาสนิกชนรู้สึกใกล้ชิดมากขึ้น

ทางวัดได้จัดคอนเสิร์ตเปิดอัลบั้ม "เซทัน" ที่วิหารภายในวัดโจไซจิเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว และมีทั้งผู้ศรัทธาและประชาชนเข้าร่วมชมมากกว่า 200 คน

บรรดาพระสงฆ์ได้สวดบทสวดมนต์ตามต้นฉบับ โดยมีทำนองดนตรีบรรเลงคลอโดยเปียโน แซ็กโซโฟน กลอง และดับเบิลเบส ขณะที่ผู้เข้าร่วมฟังหลายคนพนมมือน้อมจิตไปตามบทสวดทำนองแจ๊ส


อัลบั้ม "เซทัน สร้างสรรค์ขึ้นเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 800 ปีชาตกาลของพระนิชิเรน โชนิน ผู้ให้กำเนิดพุทธศาสนานิกายนิชิเรนในญี่ปุ่น โมโตคะ โองุนิ นักเปียโนชาวเมืองนะงะซะกิ วัย 54 ปีเป็นผู้ประพันธ์ทำนองให้กับเข้าบทสวดมนต์

นอกจากนี้ ทางรองเจ้าอาวาสยังได้นำบทสวดมนต์บางท่อนในบทสวดมนต์หลายบทมารวมกันและใช้เป็นส่วนหนึ่งของเพลงด้วย เพื่อให้มีการรับ-ส่งระหว่างพระที่สวดมนต์กับนักดนตรี ไม่ใช่แค่บรรเลงดนตรีประกอบเฉยๆ

วัดโจไซจิสร้างขึ้นในปี 1965 เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันคือ พระเท็นชิน วัย 75 ปี ซึ่งสืบทอดการดูแลวัดเป็นรุ่นที่ 26 แล้ว ทางวัดได้นำดนตรีมาบรรเลงร่วมกับการสวดมนต์ตั้งแต่รุ่นบิดาของเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นครูสอนดนตรี

ท่านเจ้าอาวาสระบุว่า ดนตรีมีต้นกำเนิดจากศาสนาในสมัยโบราณ เพราะดนตรีถูกบรรเลงเพื่อสรรเสริญพระพุทธเจ้าและพระเจ้าในศาสนาต่างๆ และเครื่องดนตรีหลายอย่างก็มีต้นกำเนิดมาจากภายในวัด
 

ก่อนหน้านี้ วัดโจไซจิเคยจัดคอนเสิร์ตการกุศลเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหวเมื่อปี 2012 และในงานนั้นท่านเจ้าอาวาสได้รู้จักกับคุณโองุนิ จึงเป็นที่มาของการประพันธ์บทสวดมนต์ทำนองแจ๊ส

คุณโองุนิ บอกว่า ดนตรีก็เป็นบทสวดอย่างหนึ่ง เพราะให้ความสงบได้เหมือนกัน และตัวเขาเองก็รับหน้าที่เล่นออแกนในโบสถ์ ก็ยินดีที่จะช่วยให้บทสวดมนต์ในพุทธศาสนามีส่วนช่วยให้ผู้คนเข้าถึงความสงบสุขได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ในพิธีกรรมภายในวัดเท่านั้น

อัลบั้มบทสวดมนต์ทำนองแจ๊ส "เซทัน" สนนราคา 3000 เยน วางจำหน่ายที่วัดโซไซจิ และเว็บไซต์ Amazon และรับชมได้ผ่าน youtube.

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 20 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

ตำรวจบุกตรวจวัดไร่ขิง

วัดทรงอิทธิพลอันดับต้นของเมืองไทย

ค้นเต๊นท์รถเก๋งเจ้าคุณรวม

เฉียดกุฏิเจ้าคุณแย้มไปแค่ยาแดงผ่าเก้า

 

 

 

อา..ถามว่า หลังจาก คสช.ยึดอำนาจเมื่อ 4 ปีก่อน หลังจากธรรมกายถูก ม.44 โซนนิ่ง หลังจากวัดปากน้ำ "ชวด" ตำแหน่งสังฆราช และหลังจาก "ป๋าเหนาะภูเขาทอง" วัดสระเกศ ตัดสินใจฆ่าตัวตาย ถามว่า ในเมืองไทยเวลานี้ มีวัดอะไรขึ้นมามีอิทธิพล แฟนพันุ์แท้พระเครื่องคงจะเทคะแนนให้ "วัดไร่ขิง" ของสองผู้ยิ่งใหญ่ "เจ้าคุณแย้ม-เจ้าคุณรวม" ขึ้นแป้นเป็น..นัมเบอร์วัน อย่างเป็นเอกฉันท์

ถามว่า การจัดอันดับพระเครื่องเมืองไทยใน พ.ศ.นี้ เขาวัดจากอะไร ?

ก็ตอบว่า วัดจากการเปิดวัดจัดกิจกรรมระดับชาติ ซึ่งวัดไร่ขิงนั้น พักหลังนี้ "จัดถี่ยิบ" เมื่อวานนี้เอง (19 ก.พ. 61) เจ้าคุณแย้ม ก็เปิดวัด ต้อนรับพระสงฆ์สายปกครองของมหานิกาย "ทั่วประเทศ" ตั้งแต่สมเด็จยันมหา-พระครู ไปประชุมกันเรื่อง "ศีลห้า" แต่ว่าจะมีเรื่องอย่างอื่นด้วยหรือไม่นั้นก็ไม่ทราบ ทราบแต่ว่า ทางหน่วยงานความมั่นคง "คงจะ" สงสัย มาจัดอะไรช่วงนี้ เลยใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจวัด ก่อนงานศีลห้าเพียง 5 วัน

 

ถามว่า ระหว่างกุฏิเจ้าคุณรวมกับกุฏิเจ้าคุณแย้ม กุฏิไหนน่าค้นกว่า ?

 

 

 

เจ้าคุณแย้ม เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง

พระผู้ทรงอิทธิพลในภาคกลางของไทย

 

แบบนี้หมายความว่าไง ? ก็หมายความว่า คงมิใช่แค่เรื่อง "รถเก๋ง" ของเจ้าคุณรวมเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว ที่เจ้าหน้าที่เขาอยากรู้ แต่สิ่งที่อยากรู้มากไปกว่านั้นก็คือว่า วัดไร่ขิง เอาเงินมาจากไหน มากมาย จัดประชุมพระสงฆ์ "ทั่วประเทศ" ได้บ่อยๆ ถ้าเป็นภาษาการเองก็คงเป็นเรื่องของโอเลี้ยง เอ๊ย น้ำเลี้ยง

เทียบกับกรณีเจ้าหน้าที่บุกค้นกุฏิ "เจ้าคุณเกษม" วัดราชา กลางดึกวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมาแล้ว เซียนพระเห็นว่า เล็กกว่าการค้นกุฏิเจ้าคุณรวมวัดไร่ขิงไปหลายขุม เพราะวัดไร่ขิงเป็นศูนย์รวมของพระมหานิกายทั้งประเทศ กำลังจะมีงานสัมมนาหมู่บ้านศีลห้าในอีก 5 วันข้างหน้า เจ้าหน้าที่ก็ยังกล้า "จัดหนัก" อย่างไม่เกรงผ้าเหลืองผ้าลาย จะรอให้งานผ่านไปซักวันสองวันก็ไม่ได้ ถึงจะอ้างว่า "มาตามข้อมูลคดีเงินทอนวัด" แต่มันน่าสงสัยในพฤติกรรมอำพราง เพราะมันกระทบงานหมู่บ้านศีลห้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ หมายความว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้เครดิตวัดไร่ขิงในจุดนี้เลย

หรือจะได้ข่าวว่า "สมเด็จช่วง" วัดปากน้ำ จะออกงาน ในวันที่ 19 นี้ เป็นงานแรก หลังพลาดตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เจ้าหน้าที่ก็เลยถือโอกาสออกตรวจตรา เพื่อความสงบเรียบร้อย

 

 

 

พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. (มือแจ้งความเงินทอนวัด) กับ เจ้าคุณแย้ม เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง ในงานประชุมสัมมนาหมู่บ้านศีลห้า เมื่อ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา ณ วัดไร่ขิง

 

 

ภาพ : สมเด็จวัดปากน้ำ ออกงานศีลห้า วัดไร่ขิง

19 กุมภาพันธ์ 2561

 

 














 

 

กรณีวัดราชาธิวาสนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เข้าขอขมาพระธรรมกิตติเมธีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ติดใจอันใด แต่กรณีวัดไร่ขิง ถ้าหาข้อหาไม่พบ ถามว่า เจ้าหน้าที่จะกลับไปขอขมาไหม ในเมื่อมันเหมียนกัน ?

 

 

 

 

เลี้ยงเต่าเลี้ยงปลาสบายใจ

เป็นสังฆราชทำแบบนี้ไม่ได้นะเนี่ย

 

 

 

 

เฉียดกุฏิผมไปนิดเดียวเองครับหลวงพ่อ

เล่นเอาต๊กใจหมดเยย..

 

 


 

เจ้าคุณรวมกับเต๊นท์รถในวัดไร่ขิง

 

 

 

ช็อควงการสงฆ์ !!!

 

สั่งบุก..."วัดไร่ขิง" พระอารามหลวง คดี "เงินทอนวัด" !!! พบรถหรูโดยมีชื่อ "พระรัตนสุธี" เป็นผู้ครอบครอง !!!

 

จากกรณีเมื่อวันที่ 13 ก.พ. ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ปัญญา กล้าประเสริฐ ผกก. (สอบสวน) บก.ปปป. ได้พาเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นกุฏิริมน้ำของ พระรัตนสุธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จ.นครปฐม หลังได้รับข้อมูลว่า พระรัตนสุธี ครอบครองรถยนต์หรูที่ได้มาจากเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. ที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตเงินทอนวัด โดยทางด้าน พระรัตนสุธี ได้แสดงสมุดรายการจดทะเบียนรถทั้ง 4 คัน อย่างถูกต้อง โดยระบุชื่อผู้ครอบครองคือ นายวันชัย จินดาวงษ์ ซึ่งเป็นคนขับรถของพระรัตนสุธี แต่มี 2 คันที่มีชื่อผู้ครอบครองคือ พระรัตนสุธี เองด้วย จึงได้นัด พระรัตนสุธี เข้าให้การเพิ่มวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 61 ที่ผ่านมา พระรัตนสุธี ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อชี้แจง และนำเอกสารการครอบครองรถมามอบให้เจ้าหน้าที่ 

ทางด้าน พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. เปิดเผยว่า พระรัตนสุธี ได้นำหลักฐาน พร้อมที่มาของรถทุกคันมาแสดงอย่างถูกต้องโดยสามารถชี้แจงได้อย่างละเอียด ทางด้าน บก.ปปป. ต้องตรวจสอบตามที่พระได้ชี้แจง และเงินจากบัญชี พระรัตนสุธี ว่าเป็นมาอย่างไรต่อไป

ทั้งนี้ ทางด้าน บก.ปปป. ได้ขยายผลมาจากการเอาผิดอดีตเจ้าหน้าที่สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในเรื่องทุจริตเงินทอนวัด ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกับวัดไร่ขิง จึงได้เข้าตรวจสอบตามหน้าที่และมูลเหตุ เพื่อตรวจสอบว่า เจ้าหน้าที่ พศ. คนดังกล่าว นำเงินหรือทรัพย์สินมาฝากไว้ที่วัดไร่ขิงหรือไม่ ซึ่งเข้าข่ายการฟอกเงิน แต่ไม่ได้หมายความว่าพระจะมีการกระทำความผิด ส่วนรถหรู ทั้ง 4 คัน อยู่ในช่วงที่มีเงินทอนวัดหมุนเวียนหรือไม่ทางเจ้าหน้าที่ต้องเช็คอย่างละเอียดอีกที

 

ที่มา : TNews : 20 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

พระสงบอุ้มอ้อย-อัจฉราวดี

มีคุณงามความดีที่ช่วยปกป้องศาสดา

ดูได้จากป้ายที่หน้าสนามบินสุวรรณภูมิ

แถมยก "ธัมมชโย-โพธิรักษ์-คึกฤทธิ์" ดีเสมอกัน

 

 

 

พระสงบ กุสลจิตฺโต

วัดป่าสุขใจ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

ที่พึ่งทางใจของ "อ้อย" อัจฉราวดี

 

 


 

 

คนดีของคุณสงบ

 

 

อา..ถ้างั้นก็แสดงว่า คณะสงฆ์ไทยส่วนใหญ่ ภายใต้การปกครองของสมเด็จพระสังฆราช ทั้งวัดบวรนิเวศวิหารและวัดราชบพิธ ทั้งหมดนั้น "แย่กว่าโพธิรักษ์" ถ้าเช่นนั้น ก็ทำไม "คุณสงบ" ไม่ลาออกจากคณะสงฆ์ไทย แล้วไปอยู่กับโพธิรักษ์เสียเล่า จะมาทำตัวเป็น "อีแอบ" อยู่ทำไม ?

 

 

 

ภาพที่หลวงพี่สงบเห็น เห็นแล้วชื่นชม

 

 

แต่ภาพนี้ หลวงพี่สงบ คงไม่เห็น

ไม่เห็นว่าอัจฉราวดีมีพฤติกรรมอำพรางยังไง

เพราะนางอ้อยไม่ได้เอาขึ้นโชว์ที่หน้าสุวรรณภูมิ

คนโง่เลยมองไม่เห็น !

 

ถ้าได้เห็นแล้ว ยังเห็นดีเห็นชอบต่อพฤติกรรมของอัจฉราวดี หลวงพี่สงบก็ควร "สลัดจีวร" ออกไปนุ่งขาวห่มขาว ตามแนวทางของอัจฉราวดี ไม่ควรจะนุ่งเหลืองห่มเหลืองอีกต่อไป เพราะไม่เคารพต่อสถานะของตัวเอง

 

 

พระสงบ กับ สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร

กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย

 

สังคมแห่งอารยะชนนั้น เขามี "การตรวจสอบ" ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ "กล่าวหากันฝ่ายเดียว" ดังนางอัจฉราวดีกล่าวหาพระ "ค่อนประเทศ" โดยไม่มีหลักฐานยืนยัน ครั้นตัวเองถูกซักถามบ้างก็อ้าง "ผู้สูญเสียผลประโยชน์กลั่นแกล้ง" ทั้งๆ ที่เขาก็ทำหน้าที่ "ถาม" เพื่อให้มีการตรวจสอบ เป็นเพียงขั้นต้นของกระบวนการเท่านั้น

แต่สิ่งที่คุณสงบพูดมานั้น มันคนละเรื่อง คือเอาเรื่อง "ป้ายโฆษณา" มาเบี่ยงเบนการตรวจสอบ เหมือนกับว่า ถ้าใครทำงานศาสนาเหมือนอัจฉราวดี เหมือนธัมมชโย เหมือนโพธิรักษ์ เหมือนคึกฤทธิ์ ก็ไม่ควรตรวจสอบ เพราะเขาทำดี คนที่ตรวจสอบกลับกลายเป็นคนไม่ดีไป นี่หรือคือหลักการของผู้ปฏิบัติธรรม

ถามว่า มีข้อยกเว้นอยู่ในพระธรรมวินัยตรงไหน ที่ให้ยกเว้นการตรวจสอบสำหรับบุคคลเหล่านี้

นี่คุณสงบยังหมายความไปถึงว่า การตรวจสอบ สำนักสันติอโศก สำนักธรรมกาย และสำนักนาป่าพง ที่ผ่านมานั้น ไม่ถูกต้อง กระนั้นหรือ ?

กรณีนางอัจฉราวดีนั้น เขามีคำถามมากมาย ตั้งแต่การบรรลุธรรม การอวดอุตริมนุสธรรม การทำธุรกิจในคราบนักบุญ ฯลฯ แต่คุณสงบกลับพูดแต่เรื่อง "ป้ายโฆษณา" เพียงเรื่องเดียว ก็เป็นความจับจดของคุณสงบเอง แบบว่าโง่แล้วอวดฉลาด !

ขอย้ำว่า พระภิกษุที่บวชมาแล้วทุกรูป มีสิทธิทางพระธรรมวินัย "เสมอกัน" ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร ไม่ว่าคุณจะเป็นพระปริยัติหรือพระปฏิบัติ ส่วนการยกย่องใครอย่างไรนั้น เป็นเรื่องส่วนตัว พระพุทธเจ้าทรงสละพระอำนาจให้ "พระสงฆ์" ปกครองกัน และทรงประทาน "พระธรรมวินัย" ให้เป็นหลักการปกครอง ทรงให้เคารพกันและกันตาม "อาวุโส" มิใช่ตามคุณธรรมที่ได้บรรลุ

ดังนั้น มิใช่แค่เรื่องว่า "นางอ้อยสามารถตรวจสอบคนอื่นได้เพียงฝ่ายเดียว แต่ชาวพุทธอื่นจะตรวจสอบนางอ้อยไม่ได้" หรือ "นางอ้อยใช่ว่าสามารถตรวจสอบคนอื่นได้เพียงฝ่ายเดียว แต่ชาวพุทธอื่นก็มีสิทธิ์จะตรวจสอบนางอ้อยได้เช่นกัน" เท่านั้น แม้แต่ตัวคุณสงบเอง เมื่อปฏิญาณว่าเป็นพระ ก็ย่อมมีสิทธิ์ถูกตรวจสอบได้เสมอกัน ทั้งด้านกายและวาจา ดังที่แสดงออกมาหลายครั้ง ดังนั้น อย่าได้สำคัญตัวเองผิด คิดว่าห่มสีกรักอยู่วัดป่าแล้ว จะไม่มีใครกล้าตรวจสอบ

กรณีนี้ก็ไม่ต่างไปจากนางอัจฉราวดี คือ ถ้าคุณไม่ยอมรับพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นกติกาสากลที่พระสงฆ์ไทยส่วนใหญ่ใช้ศึกษาและปฏิบัติมานานนับพันปี ก็คงไม่มีใครเขายอมรับการตรวจสอบจากคุณ คือต่างคนต่างอยู่ ส่วนคุณสงบจะยินดีเป็นสหายกับ "โพธิรักษ์" มันก็สิทธิ์ของคุณ ไม่มีใครว่าหรอก ตามสบายนะสหาย

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 18 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

ไฟเตโชลามวัดป่า !

ศิษย์หลวงตาบัวถาม สงบไหน ?

ถ้าหลวงพ่อสงบ ราชบุรี องค์นี้ใช่

แต่ถ้าสงบ สมุทรปราการ เป็นใคร ไม่รู้จัก !

 

 

 

สงบ VS สงบ

 

ซ้าย : พระอาจารย์สงบ มนสฺสนโต วัดป่าสันติพุทธาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

ขวา : พระอาจารย์สงบ กุสลจิตฺโต วัดป่าสุขใจ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

 

 

 

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนโต กับหลวงตามหาบัว

 

อา..เห็นมะ ว่าความสงบนั้นมีหลายรูป เอ๊ย หลายระดับ สงบที่นี่ บางทีก็ไม่สงบที่โน่น หรือสงบภายนอก แต่ภายในไม่สงบ มันเป็นอะไรที่ต้องพิจารณา

ว่าแต่ กรณีที่ "ศิษย์สายวัดป่าบ้านตาด ของหลวงตามหาบัว" ถามมานั้น ทางอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ก็ขอตอบว่า ที่พาดหัวข้อข่าวไปนั้น ทางเราก็เอาข้อมูลมาจากเฟสบุ๊ค ของ "นางอัจราวดี วงศ์สกล" ที่ชื่อว่า "ข้ามห้วงมหรรณพ" เพียวๆ เลยครับ ไม่ได้แต่งเติมอะไรทั้งสิ้น นางอ้อยอ้างยังไง เราก็อ้างตามไป เพราะเชื่อว่า "ฆราวาสผู้บรรลุธรรมแล้ว" ย่อมไม่มุสา แต่ถ้าจะผิดก็คงต้องชี้ไปที่ต้นตอก็คือ "อ้อยเตโช" เพราะนางคนนี้อ้างว่า "อาจารย์สงบ วัดป่าสุขใจ เป็นศิษย์หลวงตามหาบัว"

หากศิษย์ของหลวงตามหาบัวท่านใดเห็นว่าไม่ใช่ ก็ขอความกรุณาถามไปยัง..นางอัจฉราวดี ซึ่งเห็นว่า อีกไม่กี่วันข้างหน้า นางคนนี้จะพาสาวกไปขอบคุณพระสงบ วัดป่าสุขใจ ที่ออกมาเชียร์ให้ด่าพระค่อนประเทศ คีย์เดียวกับโพธิรักษ์ ซึ่งก็คงต้องลุ้นกันว่า ระหว่างนางอ้อยกับพระสงบ ใครจะกราบใคร เพราะนางอ้อยได้บรรลุธรรมแล้ว แต่พระสงบเห็นประกาศว่ายังไม่ได้บรรลุ

กรณีนี้หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า "พระสงบ วัดป่าสุขใจ" ไม่ใช่ศิษย์หลวงตามหาบัว ก็ต้องฟังคำแก้ตัวจากนางอัจฉราวดีอย่างไรต่อไป แต่ถ้ามีการแอบอ้างละก็ งานนี้อัจฉราวดีเสียคนแน่ จากฆราวาสบรรลุธรรม ก็จะได้ตำแหน่งใหม่เป็น "ฆราวาสจอมตอแหล"

ไหมล่ะ แกว่งเท้าจนได้เสี้ยนเลย อีอ้อยเอ๊ย !

 

 

คำถาม ?

 

เรื่อง ช่วยเช็คหัวข่าว

เกี่ยวกับการอางว่าลูกศิษย์หลวงตามหาบัวอีกทีครับ

 

กรณีเวบไซต์ ได้พาดหัวว่า

 

จุดไฟในนาคร !

อ้อยตะกายดาวจนสุดใจ

ดึงจีวรหลวงพ่อสงบศิษย์หลวงตาบัวเข้าฉากเตโช

เพิ่มความชอบธรรมในการกล่าวหาพระค่อนประเทศ

สงบหรือไม่สงบก็ไม่รู้ล่ะงานนี้ !

 

จึงขอให้เช็คด้วยว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ เพราะลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัวที่ชื่อ พระอาจารย์สงบ ที่หลวงตาไปเยี่ยมที่วัดบ่อยๆ และกล่าวชมในหลายวาระ นั้น คือ พระอาจารย์สงบ ที่ จ.ราชบุรี 

ส่วนรูปนี้ ไม่ทราบเป็นมาอย่างไร จึงพาดหัวอ้างได้ว่าเป็นลูกศิษย์หลวงตามหาบัว และหลวงตาไม่เคยมาวัดสุขใจนี้เลย 

ด้วยความหวังดี เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญในปัจจุบัน และมี การดึงชื่อว่าลูกศิษย์หลวงตามาอ้าง เกรงจะเป็นปัญหาในอนาคตครับ

 

 

คำตอบและหลักฐาน

 


 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 17 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

1 ถึง 5 !

ผู้จัดการเรียงเบอร์คดีสงฆ์

ภายใต้อำนาจ สมเด็จสมศักดิ์ วัดพิชัยญาติ

ถาม..ทำไมเงียบฉี่ !

 

 

 

สมเด็จสมศักดิ์ วัดพิชัยญาติ

เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

 

 

อา..แสดงว่า สื่อผู้จัดการของ "สนธิ ลิ้มทองกุล" คงไม่เคยได้ยินวลีที่ว่า "ถ้าไม่มีธรรมกาย ก็ไม่มีสมเด็จสมศักดิ์" เพราะเจ้าคุณสมศักดิ์แจ้งเกิดทางการเมือง ได้เป็นสมเด็จพ่วงเจ้าคณะใหญ่หนกลางก็เพราะ "กรณีธรรมกาย" ถ้าไม่เกิดธรรมกาย เจ้าคุณสมศักดิ์ก็ไม่มีสิทธิ์เกิด แต่การเกิดของเจ้าคุณสมศักดิ์นั้น มิใช่เกิดเพราะผลงานระดับ "ฮีโร่" ที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาพระศาสนา แต่ว่าสมเด็จสมศักดิ์เป็น "ซีโร่" หรือกาฝาก อาศัยช่วงชุลมุนในกรณีธรรมกาย ตีเนียนเข้ามาฮุบเอาตำแหน่งของเจ้าคุณวิลาศ (พระพรหมโมลี) วัดยานนาวา อดีตเจ้าคณะภาค 1 ไปแบบแทบจะเรียกว่า "ปล้นกลางวัน" กันเลยทีเดียว

หลักฐานยันชัดเจนว่า แม่ชีทศพร หรือชีใหญ่ ถุงเงินของวัดพิชัยญาติ คือนางนกต่อ ที่เข้าไปยื่นหนังสือ "ขอถอนฟ้องธัมมชโย" แทนนายมานพ พลไพรินทร์ ซึ่งถูกสอบในข้อหาเรียกสินบนจากธรรมกาย สุดท้ายก็คือ นายมานพถูกไล่ออกจากตำแหน่งในกรมการศาสนา ขณะที่คดีธรรมกายถูกถอนเหี้ยน มาจนบัดนี้ ฝีมือสมเด็จสมศักดิ์เขาล่ะ

ช่วงคดียังอยู่ในมือ "สมเด็จนิยม" วัดชนะสงคราม อาจารย์ของสมเด็จสมศักดิ์นั้น ทุกอย่างยังดูดี ถึงขนาด "สำนักพระราชวัง" เลื่อมใสศรัทธาในสายนี้ยิ่งนัก ถึงกับทรงเสด็จสดับพระธรรมเทศนาบ่อยครั้ง เมื่อสิ้นสมเด็จนิยมแล้ว สำนักพระราชวังก็ยังตามไปถึงวัดพิชัยญาติ เพราะเชื่อว่านี่คือเชื้อสายของสมเด็จวัดชนะ จะธำรงความยุติธรรมในวงการสงฆ์ได้ แม้กระทั่งว่า เมื่อสมเด็จสมศักดิ์ อุ้มเอา "มหาสายชล" หลานโปรดก้นกุฏิของสมเด็จนิยม ซึ่งมีอายุพรรษาระดับ "เด็กวานซืน" ขึ้นมานั่งเก้าอี้ "ภาค 1" ใหญ่กว่าทุกภาคในประเทศไทย ใครต่อใครก็เชื่ออีกว่า ได้เชื้อพันธุ์ดี คงจะดีสืบไปภายหน้า

 

 

สนธิ ลิ้มทองกุล

มุ่งบวชวัดชนะ แต่พลาด หันไปบวชวัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี และไปจำวัดอยู่กับหลวงตามหาบัว ที่วัดป่าบ้านตาด

 

วัดชนะสงคราม ยังมีดีกว่านั้น นั่นคือ เจ้าของสื่อผู้จัดการนามว่า "สนธิ ลิ้มทองกุล" ใหญ่ขนาดไหนคงไม่ต้องบอก ถามทักษิณดูถ้าไม่รู้จัก สนธิก็ศรัทธาในวัดชนะสงครามยิ่งนัก ถึงขนาด "ขอบวชวัดชนะ" ถ้าไม่ถูกคนเสื้อแดงต่อต้าน ป่านนี้ก็ตีตราเป็น "ศิษย์วัดชนะ" ไปเต็มตัว และคงติดโรค "พูดไม่ออก" แบบบิ๊กป้อมไปอีกคน

แต่ว่า..เวลาแค่ไม่กี่ปี ก็เห็นผลดีผลเสียแล้วว่า การมอบความชอบธรรมให้แก่ "สายวัดชนะ" เข้ามาปกครองคณะสงฆ์ไทยในส่วนกลาง โดยเฉพาะสาย อ.ย. นั้น อันตรายเพียงใด เพราะไม่มีการคานอำนาจเลย แถมยังเปิดให้โอกาสให้วางทายาทสืบทอดอำนาจไปอีกหลายชั่วคน ยิ่งกว่าเชื้อพระวงศ์ คณะสงฆ์ไทยตกอยู่ภายใต้ "วงจรอุบาทว์" ไม่ว่าฝ่ายธรรมยุตหรือมหานิกาย เพราะใช้ระบบเดียวกัน คดี "พระเมือง" วัดป่ามัชฌิมาวาส กาฬสินธุ์ ไปถึงไหน ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ที่สมเด็จวันรัต ส่งเจ้าคุณวงศ์ไทยไปยึด ท่ามกลางการต่อต้านของพระป่านับร้อยๆ นั้น ถูกต้องหรือไม่อย่างไร ทำไมไม่ถามสมเด็จวัดบวรนิเวศวิหารบ้าง ?

 

 

 

เจ้าคุณบุญเทียม-ชีใหญ่ทศพร

สองขุนศึกคู่บัลลังก์สมเด็จสมศักดิ์

ยากนักจะจากจร เหมือนบิ๊กป้อมกับบิ๊กตู่

 

 

ถามแต่คนอื่น แต่สำหรับนางอัจฉราวดี สร้างรีสอร์ตแทนวัด ประกาศตัวว่าได้บรรลุธรรม ไม่เห็น "ผู้จัดการ" วิจารณ์อย่างใดเลย แถมด้วย "วอตอแหล เด็กปั้นของผู้จัดการ" ตระบัดสัตย์ไปรับตำแหน่งจากสมเด็จช่วง ก็ไม่เห็นผู้จัดการแตะ หรือว่าชอบคนตอแหลเหมือนกัน

ถ้าตั้งข้อหากับฝ่ายมหานิกาย ว่ามีสูตรสำเร็จในการช่วยเหลือกัน ก็ขอบอกว่า ธรรมยุต ก็ใช้สูตรเดียวกัน หนำซ้ำ เวลานี้ ธรรมยุตครองตำแหน่งสังฆราช มีเสียงมากและใหญ่กว่ามหานิกาย ยิ่งกลบกันหลายชั้นเชียวฮ่ะ

 

ถามแบบกำปั้นทุบดินว่า

ทั่วประเทศไทยนั้น มีแต่วัดมหานิกายโกงเงินทอน

ไม่มีวัดธรรมยุตแม้แต่วัดเดียวเชียวหรือ

หรือว่าไม่กล้าพูด !

 

 

 

 

 

5 ประเด็นร้อนวงการพุทธฯ พิลึกเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เพิกเฉย !

พบ 5 เหตุการณ์กระเทือนวงการพุทธศาสนา ภายใต้อำนาจจัดการของเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ทั้งก่อนและหลังออกคำสั่งให้พระ-เณร เคร่งครัดในพระธรรมวินัย แต่ทุกอย่างนิ่งเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กรณีธรรมกายเสนอให้สึก ทำแค่ตั้งเจ้าอาวาสรูปใหม่ ส่วนพระเลขาฯ พันคดีทอนเงินวัด เรื่องวุ่นๆ ในวัดสังฆทาน แม่ชีทศพรกับอาณาจักรใหม่ หลวงพี่น้ำฝนปลุกเสกกระเป๋า-ผ้ายันต์ เงียบทุกกรณี กลายเป็นออกคำสั่งเข้มมาแต่ไร้ความหมาย

การกลับมาของพุทธพาณิชย์ นับเป็นเรื่องที่ท้าทายพระผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งในระดับปกครองในมหาเถรสมาคม ว่าจะดำเนินการใดๆ ในเรื่องที่เกิดขึ้นในเวลานี้ แม้จะมีคำสั่งของเจ้าคณะหนใหญ่ทุกหน ที่ออกมาเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2560 กำชับพระสงฆ์ทั่วประเทศให้ปฏิบัติตนเคร่งครัดตามพระธรรมวินัย รวมไปถึงเรื่องเครื่องรางของขลังอันไม่ใช่วิถีพุทธ

แม้ช่วงแรกของคำสั่งจะทำให้พระดังชั้นพรหม อย่าง พระพรหมมังคลาจารย์ หรือเจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร เจ้าของผ้ายันต์อันลือลั่นถึงกับประกาศเลิก แต่วันนี้ระดับพระครูปลัดกลับออกของปลุกเสกมามากมาย

ในทางการปกครองคณะสงฆ์มีการปกครองกันเป็นลำดับชั้น ตั้งแต่เจ้าคณะตำบล อำเภอ จังหวัด ไปจนถึงเจ้าคณะภาคและสูงขึ้นไปคือเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ แยกเป็นตามภูมิภาค ก่อนที่จะขึ้นไปถึงระดับมหาเถรสมาคม ซึ่งเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ มักจะเป็นกรรมการในมหาเถรสมาคมอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย และมีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่ให้อำนาจทางปกครองไว้

แต่ปัญหาของวงการสงฆ์มักได้รับการแก้ปัญหาที่ค่อนข้างช้า หลายครั้งหลายกรณีก็ถูกปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปเอง ทำให้พุทธศาสนิกชนจำนวนไม่น้อยที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในวงการนี้



เสนอสึก-ทำแค่ตั้งเจ้าอาวาสใหม่

ช่วงที่ผ่านมานี้มี 5 เหตุการณ์ใหญ่ของวงการสงฆ์ที่รอให้เจ้าคณะใหญ่หน ต้องดำเนินการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งอยู่ในการปกครองของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์(สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม

เริ่มที่กรณีของวัดพระธรรมกาย ที่พระธัมมชโยถูกออกหมายจับในคดี ฐานสมคบและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ที่เกิดจากการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จนนำไปสู่การใช้มาตรา 44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย เมื่อค่ำวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 เพื่อนำพระธัมมชโยมาดำเนินคดี เมื่อไม่พบตัว ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อทางมหาเถรสมาคมเพื่อดำเนินการสึกพระธัมมชโย

เรื่องนี้จึงถูกส่งต่อไปตามสายการปกครองคือเจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดพิชยญาติฯ และส่งไม้ต่อไปยังพระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เป็นอันว่าเรื่องสึกพระธัมมชโยเงียบหายไป จนกระทั่ง 7 ธันวาคม 2560 เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีได้มอบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายให้กับพระครูสังฆรักษ์รังสฤษฏ์ อิทธิจินตโก


จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องของการแต่งตั้งเจ้าอาวาสแทนพระธัมมชโยเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องการสึกพระธัมมชโย ด้วยข้ออ้างสารพัดแม้ในทางปฏิบัติจะมีกฎของมหาเถรสมาคมฉบับที่ 21 พ.ศ. 2538 ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ โดยไม่ต้องนำพระธัมมชโยมาก็สามารถทำได้ ที่เรียกกันว่าสึกกลางอากาศ

ถามว่า เจ้าคณะใหญ่หนกลางแก้ปัญหาวัดพระธรรมกายในกรณีนี้หรือไม่ ตอบว่าทำ แต่ทำไปตามลำดับ คือส่งต่อไปยังเจ้าคณะภาค 1 ลงไปเจ้าคณะจังหวัด อำเภอและตำบลตามลำดับขั้น ตรงตามวัตถุประสงค์ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือไม่ ตอบว่าไม่ เพราะเสนอให้สึก แต่ทำในเรื่องการแต่งตั้งเจ้าอาวาสรูปใหม่ และดึงเรื่องให้นาน

 


พระเลขาฯ โดนข้อหา-เงียบ


เรื่องที่ 2 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.การออกหนังสือเชิญพระสงฆ์ 4 รูปมารับทราบข้อกล่าวหากรณีทุจริตงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัด(เงินทอนวัด) พร้อมส่งหนังสือถึงมหาเถรสมาคมและสำนักพุทธฯ เมื่อ 25 กันยายน 2560 ประกอบด้วย


พระราชรัตนมุนี (บุญเทียม มุสุ หรือบุญเทียม ญานินโท) เลขานุการสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร และพระเทพเสนาบดี (ประเทือง อาภาธโร) เจ้าอาวาสวัดกวิศวราราม เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี รองประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านศีลห้า พระครูวิสุทธิวัฒนกิจ (อุดม สุระกาพย์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชสิทธารามฯ พระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าอาวาสวัดลาดแค อำเภอชนแดน และเจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์

พระราชรัตนมุนี หรือเจ้าคุณบุญเทียม เป็นเลขาฯ ของสมเด็จสมศักดิ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง พระเทพเสนาบดีหรือเจ้าคุณประเทือง สายตรงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ทุกอย่างนิ่งสนิทในทางสงฆ์ เจ้าคุณบุญเทียมเป็นพระเลขาฯ ที่ทำงานใกล้ชิดกับเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าคุณประเทืองสายสมเด็จช่วง ซึ่งวัดพิชยญาติฯ กับวัดปากน้ำเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นสายเดียวกัน



เรื่องวุ่นวัดสังฆทาน-เงียบ

เรื่องที่ 3 คือเรื่องวุ่นๆ ภายในวัดสังฆทาน วัดดังย่านนนทบุรี โดยเมื่อ 1 ธันวาคม 2560 นี้ กลุ่มลูกศิษย์วัดสังฆทาน เดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินวัดสังฆทานของ พระครูปลัดไพรินทร์ สิริวัฑฺฒโน เจ้าอาวาส ที่พบหลักฐานส่อว่าจะมีความไม่ชอบมาพากลในเรื่องการใช้จ่ายเงินของวัด จนเป็นเหตุให้เจ้าอาวาสขับพระลูกวัดที่ไปยื่นหนังสือร้องเรียนออกจากวัด

พระชำเรือง หนึ่งในพระที่ถูกขับออกจากวัดได้ไปปักกรดที่วัดชนะสงครามเพื่อขอความเป็นธรรมกับพระเทพสุธี (สายชล ฐานวุฑฺโฒ) เจ้าคณะภาค 1 พระเลขาฯ ของพระเทพสุธี แนะนำให้ไปร้องต่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ที่วัดพิชยญาติฯ



แม่ชีทศพร comeback-เงียบ


เรื่องที่ 4 นางทศพร วชิระบำเพ็ญ แม่ชีคู่บุญของวัดพิชยญาติฯ ในอดีต ที่โด่งดังเรื่องสแกนกรรม จนวัดแห่งนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้ที่มีความทุกข์เข้าไปให้แม่ชีช่วยสแกนกรรม แต่หลุดปากสแกนกรรมให้กับสาวรายหนึ่งที่แนะนำให้ไปนอนกับเด็กหนุ่ม 2 ครั้ง จนต้องกระเด็นออกจากวัด


แต่เธอยังได้รับความเมตตาจากเจ้าอาวาส ด้วยการให้ไปเปิดพื้นที่เป็นสถานปฏิบัติธรรมที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ในนามบ้านเพชรบำเพ็ญ เมื่อพฤษภาคม 2557 และตามไปให้กำลังใจในสถานที่แห่งใหม่ที่จันทบุรี ด้วยการสร้างพระแม่ธรณีองค์ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 18 มกราคม 2561


ข้อกำหนดในการไปสักการะไม่อนุญาตให้นำรถส่วนตัวเข้าไป มีรถรางให้บริการค่านั่งรถรางไป-กลับ 40 บาท ชุดบูชาผลไม้ต่อพระแม่ธรณี ชุดเล็ก 99 บาท ชุดใหญ่ 499 บาท หรือถ้าไม่ว่างแต่ต้องการทำบุญ สามารถทำได้ด้วยการโอนเงิน 300 บาทเข้าบัญชีของแม่ชี หากประสงค์ต้องการนำดินกลับไปบูชาจะส่งพัสดุกลับไปให้ถึงบ้าน



หลวงพี่น้ำฝนปลุกเสก-เงียบ

เรื่องที่ 5 ลือลั่นที่สุดคือกระเป๋ามหามงคล "พูล เพิ่ม ทรัพย์" วัดไผ่ล้อม นครปฐม ปลุกเสกโดยพระครูปลัดสิทธิวัฒน์หรือหลวงพี่น้ำฝน มียันต์ของหลวงพ่อพูล เจ้าอาวาสองค์ก่อนเป็นลายกระเป๋า ดีไซน์คล้ายกับกระเป๋าแบรนด์ดังจากต่างประเทศ เพื่อเป็นการเสริมบุคลิกราศี โชคดีมีลาภ ถูกโฉลกร่ำรวย เติมเต็มต่อยอด เงินทองไหลมา และก็มีเมตตามหานิยมอย่างแท้จริง

ทั้งนี้กระเป๋ามหามงคลได้ผ่านพิธีอธิษฐานจิตปลุกเสก ฤกษ์โสฬสมงคล วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม 2560 เวลา 16.16 น. มีหลากหลายรูปแบบ ราคาเริ่มต้นที่ 1,000-2,500 บาท เปิดตัวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 ผลิตออกมาจำหน่ายนั้นจะเป็นการนำรายได้ไปช่วยสนับสนุนการก่อสร้างอาคารรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม

นอกจากนี้ทางวัดไผ่ล้อมยังมีผ้ายันต์พันคอที่ผ่านการปลุกเสกในคราวเดียวกันอีก 5 รุ่น ประกอบด้วย ผ้ายันต์พันคอพรพรหมประกาศิต ผ้าพันคอสาริกา มหาเสน่ห์ พูล เพิ่ม ทรัพย์ เปิดตัวในช่วงต้นปีพร้อมๆ กับกระเป๋ามหามงคล และล่าสุดเปิดตัวรับเทศกาลตรุษจีนคือ ผ้ายันต์พันคอ "เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย" เทพเจ้าแห่งโชคลาภ เทพแห่งความร่ำรวย มีฐานะมั่งคั่ง

อีก 2 รุ่นที่คาดว่าจะมีการทยอยออกมาโปรโมตได้แก่ ผ้ายันต์พันคอ พระพิฆเนศ สำเร็จสมปรารถนา ทั้งนี้พระพิฆเนศ มหาเทพแห่งความสำเร็จ เทพแห่งชัยชนะ เจ้าแห่งสติปัญญา ที่มีมนต์ขลัง พลังอำนาจยิ่งใหญ่ และผ้ายันต์พันคอท้าวเวสสุวรรณ ทุกรุ่นมีขนาด 100x100 เซนติเมตร พร้อมถุงผ้า เนื้อผ้าไหมสเปน ราคา 500 บาท



สูตรสำเร็จปล่อยเรื่องเงียบ

ทั้งนี้เจ้าคณะใหญ่หนกลาง มีเขตปกครอง 6 ภาค ได้แก่ ภาค 1 ภาค 2 ภาค 3 ภาค 13 ภาค 14 และภาค 15 ถือว่าอำนาจในการกำกับดูแลสูงกว่าทุกหนของมหานิกาย ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ จันทบุรีและนครปฐม ล้วนอยู่ภายใต้อำนาจของสมเด็จวัดพิชยญาติฯ ทั้งสิ้น

อาจจะมีเรื่องของวัดสังฆทานเท่านั้นที่ดูจะห่างไปจากความสัมพันธ์กับท่านเจ้าคณะใหญ่หนกลาง แต่ผลของการร้องเรียนขอให้มีการตรวจสอบ พระครูปลัดไพรินทร์ สิริวฑฺฒโน เจ้าอาวาสรูปใหม่ที่ขึ้นมาแทนหลวงพ่อสนองที่มรณภาพไป แม้จะมีการยื่นเรื่องถึงนายกรัฐมนตรี เรื่องก็ไม่มีอะไรคืบหน้า พระลูกวัดที่ถูกขับออกจะไปขอความเป็นธรรมเจ้าคณะภาค 1 แต่ได้รับคำแนะนำให้ไปร้องต่อเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

"วัดสังฆทานเป็นการโยนกันไปมา จนสุดท้ายเรื่องก็เงียบไปอีกที่เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี และไม่พบว่าผลการตรวจสอบออกมาเป็นอย่างไร แต่วัดนี้เป็นวัดใหญ่เงินบริจาคเยอะ" แหล่งข่าวจากวงการพระพุทธศาสนากล่าว

ที่เหลือทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นกรณีวัดพระธรรมกาย หรือพระเลขาฯ ของท่านถูกแจ้งข้อกล่าวหาเงินทอนวัด แม่ชีทศพร รวมถึงหลวงพี่น้ำฝน ล้วนแล้วแต่มีสายสัมพันธ์อันดีระหว่างกันมาตลอด จะเห็นได้ว่าวิธีการที่ใช้มาตลอดคือปล่อยให้เรื่องเหล่านี้เงียบไปเอง

อย่างเรื่องธรรมกายก็ดึงเวลาออกไป เปลี่ยนแค่ตัวเจ้าอาวาส แม่ชีทศพรรอบใหม่นี้ท่านทราบมาโดยตลอด และแม่ชีก็เคยทำให้วัดพิชยญาติฯ โด่งดังมาก่อน แต่กรณีนี้อาจปฏิเสธได้เนื่องจากไม่ใช่เป็นพระ ส่วนเรื่องพระเลขาฯ รวมไปถึงเจ้าคุณประเทือง อาจอ้างได้อีกเช่นกันคือรอเรื่องของคดีความก่อน หรือเรื่องหลวงพี่น้ำฝนก็นับว่าอยู่ในสายของพระผู้ใหญ่ที่เคยเคารพนับถือระหว่างกัน

บังเอิญคำสั่งที่ท่านออกเมื่อ 30 กันยายน 2560 ครอบคลุมในเรื่องเครื่องรางของขลังและสิ่งที่มิใช่วิถีพุทธ ซึ่งกรณีแม่ชีที่มีรูปเคารพขนาดใหญ่ไม่ใช่วิถีพุทธ หรือหลวงพี่น้ำฝนปลุกเสกกระเป๋ามหามงคล ผ้ายันต์พันคอจึงอยู่ในข่ายที่ขัดแย้งกับคำสั่งดังกล่าวของท่านเอง

"
คนในวงการนี้ก็อ่านกันออกว่าเจ้าคณะใหญ่หนกลาง คงปล่อยให้เรื่องเหล่านี้เงียบไปอีก คำสั่งที่ออกมานั้นหากไม่มีผลบังคับใช้ ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม"

 

 

ข่าว : ผู้จัดการ : 18 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

จุดไฟในนาคร !

อ้อยตะกายดาวจนสุดใจ

ดึงจีวรหลวงพ่อสงบศิษย์หลวงตาบัวเข้าฉากเตโช

เพิ่มความชอบธรรมในการกล่าวหาพระค่อนประเทศ

สงบหรือไม่สงบก็ไม่รู้ล่ะงานนี้ !

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

 

 

 

"พระพุทธองค์ ไม่ได้ทรงท่องตำราเอาเป็นเอาตาย"

สุดยอดวาทกรรมของอัจฉราวดี

 

อา..แสดงว่า คุณนายอ้อยเธอยังคงแน่วแน่ไม่แก้ไขในสิ่งผิด ยังคงปักใจเชื่อว่า "ตัวเองถูก แต่ถูกใส่ร้าย มุ่งทำลายโดยผู้สูญเสียผลประโยชน์" ไล่สถิติหลังจากโดนถามจากทุกสารทิศ ว่าด้วยการอ้างบรรลุธรรมนอกหลักการพระไตรปิฎก เธอกลับตอบแบบ "ไปไหนมาสามวาสองศอก" แถมตบท้ายว่า "พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งเห็นจริงด้วยการปฏิบัติสติปัฏฐานสี่ เพ่งลงมาที่จิต ไม่ได้ทรงท่องตำราเอาเป็นเอาตาย พระไตรปิฎกเป็นเพียงแนวทาง เมื่อปฏิบัติลงมาที่จิตแล้วจะรู้แจ้ง และเมื่อเอาความรู้นั้นมาสอบทานกับพระไตรปิฎก จะเห็นว่าไม่ผิดกันเลย หากการบันทึกนั้นไม่บิดเบือน"

"หากการบันทึกนั้นไม่บิดเบือน" เป็นสุดยอดกลเม็ด (หมกเม็ด) ของอัจฉราวดี เธอหมายความว่า ถ้าการบรรลุธรรมและสอนธรรมของเธอนั้น เมื่อนำไปเทียบกับข้อความในพระไตรปิฎกแล้วตรงกัน ก็ถือว่าเธอสอนถูกต้อง แต่ถ้าไม่ตรง ก็แสดงว่าพระไตรปิฎกบิดเบือน ของเธอต่างหากที่ถูกต้อง ต้องเอาเธอเป็นหลัก เพราะเธอได้พบพระพุทธเจ้าโดยตรง ไม่ได้สืบทอดคำสอนมาจากครูบาอาจารย์องค์ไหน

พระเถรานุเถระ ตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชลงมา ถูกนางอัจฉราวดี "นำมาอ้าง" เป็นพยานการบรรลุธรรมของตนเอง ไม่เว้นแม้แต่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เหลือเพียงสิ่งเดียวที่นางไม่เคยอ้างก็คือ "พระไตรปิฎก"

 

 

วันนี้ อัจฉราวดี ไปนิมนต์ "พระอาจารย์สงบ กุสลจิตฺโต" วัดป่าสุขใจ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ มาเป็นพยานของตน ในฐานะ "จำเลย" ของสังคมพุทธไทย

ท่านสงบจะพูดว่าอย่างไรนั้น ก็มีพยานหลักฐานอยู่พร้อมแล้ว เถียงกันไปก็ไร้ประโยชน์ บอกได้คำเดียวว่า "เป็นหน้าที่ของมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ที่จะต้องเข้ารำงับดับปัญหานี้ เมื่อเรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ รวมทั้งผู้รู้และรักพระศาสนามากมายได้ชี้ทางแล้ว จะทำหรือไม่ก็ตามใจ เราถือว่าเราได้ทำหน้าที่แล้ว ก็ถือว่าหมดหน้าที่แล้วเช่นกัน จะปล่อยให้มีการอวดอ้างกันเรื่อยๆ จะปล่อยให้มีการถกเถียงจนแตกแยกกันเป็นก๊กเป็นเหล่าในหมู่พุทธศาสนิกชนไปเรื่อยๆ หรือจะปล่อยปละละเลยไม่ทำอะไรเลย จนบ้านเมืองไร้ขื่อแป ก็สุดแท้แต่มหาเถรสมาคม อันมีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประมุข และมีสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ในฐานะผู้นำสูงสุดของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย จะทำหรือไม่ทำอย่างไรก็พอใจด้วยทั้งนั้นแหละ เอาตามสบายใจ หน้าที่ใครก็หน้าที่มัน เพราะวันนี้ เรื่องลามเข้าไปถึง "วัดป่า" แล้ว จะรอให้ไฟไหม้ทั้งประเทศ ก็ตามใจ

 

 

 

ยกย่องและเหยียบย่ำ ขอขมาและด่า

สองง่ามสามแง่ของอ้อยเตโช

 

 


 

ที่มา : เฟสบุ๊คข้ามห้วงมหรรณพ : 17 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

 

เปิด E-MAIL ลับสุดยอด !

 

 

 

 

ศิษย์อนาคาลาออก แถมถอนหุ้นเดอะโซล

อ้อยเตโชยื้อสุดฤทธิ์

ปฏิบัติการลับ ส่งข่าวถึงศิษย์ อย่างลับๆ

ห้ามส่งต่ออีเมล์ถึงคนอื่น อ้าง..ผิดศีล !

 

อา..ถ้าขนาดระดับ "พระอนาคามี" ยังหนี ไม่อยู่ด้วย มันก็ย่อมส่งผลต่อ "มรรคผลนิพพาน" ในสายเตโช ที่แจกกันเหมือนรางวัลของเหล่าดารา มีแม้กระทั่ง "รางวัลปลอบใจ" เมื่อได้อะไรมาง่ายๆ มันก็ไม่เห็นคุณค่า อย่านับแต่ระดับอนาคาเลย ต่อให้เป็นถึง "อรหันต์" ก็อาจจะหันหลังกลับได้เช่นกัน เพราะมันมิใช่ของจริง ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ของไม่จริง

สิ่งที่ปรากฏตามเอกสารด้านล่างนี้ "เกิดก่อน" จะมีข่าวเรื่องอลัชชี ที่นางอัจฉราวดีชอบนำมาอ้างว่า "ถูกโจมตีจึงต่อต้าน" แต่เรื่องนี้เป็นเรื่อง "ภายในสำนัก" ของอัจฉราวดีเอง เป็นมาก่อนนับปี นี่แสดงให้เห็นว่า ภายในสำนักของนางอัจฉราวดีนั้น มีปัญหาคุกรุ่นมานานแล้ว มีคนสงสัยในเรื่องการบรรลุของนาง ไม่เว้นแม้แต่คนที่เข้าไปรับการฝึกฝนจนได้รับการรับรองจากนางอ้อยว่าเป็น "พระอนาคามี" ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นพระอริยบุคคลระดับ "สูงสุด" ยกระดับอีกเพียงขั้นเดียวก็เป็น "พระอรหันต์" หลุดพ้นจากวงจรวัฏสงสารแล้ว

การที่พระอริยะในสายเตโชระดับ "อนาคามี" หนีออกนอกสำนักไปแบบ "กู่ไม่กลับ" ถึงขนาดนางอัจฉราวดีต้องใช้กำลัง "ดึงกลับ" อย่างแรง ถึงกับระดมพลลูกศิษย์ทั้งสำนักมาช่วยดึงกันเลยทีเดียว

อีกส่วนหนึ่งนั้น มีการพาดพิงถึง "โครงการเดอะโซล" ซึ่งเป็นการทำธุรกิจในคราบนักการศาสนาของนางอัจฉราวดี มีการระบุอย่างชัดเจนว่า "ศิษย์อนาคามี" ซึ่งได้ลาออกนอกสำนักไปแล้ว ใช่ไปแต่ตัวเปล่า แต่ยังทำการ "ถอนการลงทุน" ในโครงการเดอะโซลออกไปอีก 1 หุ้นส่วนด้วย แม้มิได้ระบุว่า "เป็นจำนวนเงินเท่าใด" แต่ก็เชื่อว่าน่าจะ "หลายสิบล้าน" เพราะถ้าต่ำกว่านั้น นางอ้อยคงไม่แคร์

อีเมล์ "ลับ" ฉบับนี้ จึงเปิดเผยถึง "สันดานธาตุแท้" ของนางอัจฉราวดี ให้สังคมไทยได้รับทราบ และพิจารณาได้เองว่า นางอ้อย เป็นนักบุญ หรือคนบาป ดังที่นางเคยตั้งคำถามต่อสังคมไว้ก่อนหน้านี้

 

 






 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 17 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

ปาฏิหาริย์มีจริง !

อ้อยเตโชปั้นยอดฆราวาสบรรลุธรรม

เดือนเดียววิ่งถึง 55,000 เล่ม

ยิ่งกว่าแฮรี่พอตเตอร์ !

 

 

THE BEST SELLER !

 

 

จากวันนั้นถึงวันนี้

วันแห่งความสำเร็จ ของ..อ้อย อัจฉราวดี

 


 

ครูบาอาจารย์แท้

ไม่ได้สร้างฐานมาด้วยหลักมาร์เก็ตติ้ง

 

 

 

โน โฆษณา โน มาร์เก็ตติ้ง

เรื่องจริงไม่อิงนิยาย

ขายได้เกิน 55,000 หมื่นเล่ม ภายใน 30 วัน

(พิมพ์ครั้งแรก 10,000 เล่ม พิมพ์ซ้ำอีก 45,000 เล่ม รวมเป็น 55,000 เล่ม) เฉลี่ยวันละ 1,800 เล่ม ถ้ายังคงทำยอดขายอย่างคงเส้นคงวา ภายในปีเดียว หนังสือเล่มนี้จะทำสถิติถึง 660,000 เล่ม (อ่านว่า-หกแสนหกหมื่นเล่ม) พูดเป็นสำนวนว่า "ทะลุครึ่งล้าน" รับตำแหน่งหนังสือกลุ่มธรรมะขายดี "ที่หนึ่ง" ของประเทศไทยไปตลอดกาล

 

But... Take a look..

"3 วัน 24 คอมเมนต์" ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า  อย่านับแต่ "คนอื่นจะซื้ออ่าน" ขนาดศิษย์ก้นกุฏิแท้ๆ ยังไม่แล "Worng Move - ท้อใจ"  จนทนไม่ไหว ต้องรีบออกหนังสือระดมพล-ระดมยอดขาย ว่ากันถึงขนาดว่า ต้องอัดยอดขายด้วยการ "ซื้อแจก" แต่ใครซื้อบ้าง ก็ไม่ทราบ เพราะมันเป็นความลับ เดือนเดียวยอดขายห้าหมื่นห้า ยอดอัฐยายซื้อหนังสือยายเท่าไหร่ ให้ตายก็ไม่บอก !

 




 

The Day After..

 

 

"หมดไปจากชั้นหนังสืออย่างรวดเร็ว"

 

 

 

 

จากเล่ม 1 สู่เล่ม 2

Wrong Move จะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก

ประวัติศาสตร์จะไม่ย่ำซ้ำรอยเดิม

อ้อยขอประกัน !

 

 

แค่..คำโปรย มิใช่โฆษณา อย่าเข้าใจผิด

 

เลขเด็ดอาจารย์อ้อยเตโช

3-24-3-1-115

จาก 3 วัน 24 คอมเมนต์

เป็น 3 วัน 1 หน้า 115 บรรทัด

 

 

 

แจกฟรี 10 เล่ม !

แซมเปิ้ล กับ โบวี่ อัฐมา

 

 

หนังสือธรรมะระดับ "บรรลุธรรม" แต่แจกแฟนโบว์ฟรี

 

ย้ำนะคะ โตตามธรรมชาติค่ะ !

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 16 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

ACCIDENT !

รถตู้คณะพงศ์พรอุบัติเหตุเมืองกาญจน์

ชนคนชราพม่าดับคาที่

 

 

รถตู้นำคณะ 'พงศพร' ไปเมืองกาญจน์ ชนเฒ่าพม่ากระเด็นดับคาที่

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ร.ต.ท.หญิง น้ำเพชร ธาราปิยะโชติ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมือง จ.กาญจนบุรี ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถตู้ชนกับรถจักรยานยนต์มีผู้เสียชีวิตคาที่ 1 ราย เหตุเกิดที่บริเวณถนนเลี่ยงเมือง สายบายพาส หมู่ 1 ต.ท่ามะขาม อ.เมือง หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย แพทย์เวร รพ.พหลพลพยุหเสนา และเจ้าหน้าที่มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์

เมื่อไปถึงพบรถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า สีบอรนซ์ หมายเลขทะเบียน นจ 2204 นนทบุรี ที่กระจกหน้าและประตูเขียนระบุว่า "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" จอดอยู่ในสภาพด้านหน้าพังยับเยิน แรงกระแทกเป็นเหตุทำให้ป้ายทะเบียนด้านหน้าหลุดจากตัวรถ กระจกหน้าถูกแรงกระแทกจนยุบ

ใกล้กันพบศพชายชราชาวเมียนมา อายุประมาณ 72 ปี นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ไหล่ถนน ส่วนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ 125 ไอ  สีขาว-แดง  หมายเลขทะเบียน 1กจ 2767 กาญจนบุรี ที่ผู้ตายขับขี่มาถูกชนกระเด็นตกลงไปล่องระบายน้ำกลางถนน สภาพพังเสียหายเช่นกัน โดยหลังจากเจ้าหน้าที่พลิกศพในเบื้องต้นแล้วเสร็จจึงนำไปไว้ที่  รพ.พหลฯ เพื่อติดต่อให้ทางญาติมาดูเพื่อรับศพไปทำพิธีทางศาสนา

ขณะที่คนขับรถยนต์ตู้ คือ นายสนธยา   ปลื้มถนอม อายุ 49 ปี ชาวจังหวัดนครปฐม หลังเกิดเหตุไม่ได้หลบหนีไปไหน พร้อมกับให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า กำลังขับรถยนต์ตู้คันดังกล่าว นำ พ.ต.ท.พงศพร พราหมณ์เสน่ห์  ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) พร้อมคณะ เดินทางไปร่วมพิธีงานประดับเข็มที่ กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ ระหว่างทางเมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นจุดกลับรถ อยู่ๆ ผู้เสียชีวิตก็ขับรถตัดหน้าอย่างกะทันหัน ทำให้เบรกไม่ทัน จึงชนอย่างแรง เป็นเหตุทำให้ชายคนดังกล่าวเสียชีวิตทันที ส่วนตน และ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ และคณะไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป

 

ที่มา : แนวหน้า : 17 กุมภาพันธ์ 2561

 

อัครมหาโจร !

พระมหาอุเทน "ยก" อัจฉราวดี

เทียบเท่า ธัมมชโย-โพธิรักษ์ และคึกฤทธิ์

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

 

ย้ำ !

ยอดมหาโจรทำลายพระสัทธรรม คือพระปฏิบัติ

ส่วนพระปริยัติไม่เคยทำลาย มีแต่รักษาพระสัทธรรม

 

 


 

โฉมหน้ามหาโจร

 

 

อวดว่าได้บรรลุให้คนรู้

แล้วได้ลาภผลจากการอวดนั้น

นั่นคือ..มหาโจร

 

 

 

 

OPEN

THE SOUL PROJECT

รีสอร์ทแห่งการค้นพบจิตใจ

ธุรกิจบนเส้นทางพระนิพพานของ..อ้อยเตโช

 


 

 

THE SOUL

Marketing on Religion

ธุรกิจในคราบผ้าขาวของอัจฉราวดี

 

 

อ้อยเตโช เดินหน้า "อภิมหาโปรเจ๊ค" รีสอร์ทแห่งการค้นพบจิตใจ ใช้ 3 แนวร่วม "เตโชวิปัสสนาสถาน-มูลนิธิโนอิ้งบุดด้า-เดอะโซล" รวมเป็นไตรภาคี เหมือนธรรมกายมี "วัดพระธรรมกาย-มูลนิธิธรรมกาย-มูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทน์" สร้างสรรค์ "คอนโดแก้ว" อยู่ชิดติดกับ "อายตนนิพพาน" แค่ลมหายใจ ถ้าไปไม่ถึงนิพพาน ก็ยังมี "ดุสิตบุรี" รองรับ ขณะที่เดอะโซลของอ้อยนั้น มี "ประตูพระนิพพาน" ให้ท่านเปิด ก็อยู่ตรงนี้แหละค่ะ ตรงที่..The Soul อยากเปิดประตูสู่นิพพาน ก็เชิญมาร่วมงานกับเราซีคะ

 

 

ถามใจเธอดูก่อน

ุณอัจฉราวดี คุณอ้อย นางอ้อย อีอ้อย เป็นใคร ?

นักบุญ หรือ คนบาป

ศาสดา หรือ มหาโจร

นักบวช หรือ นักธุรกิจ

ฆราวาสบรรลุธรรม หรือ ฆราวาสทำลายธรรม

ฯลฯ

 

 

 

สำหรับโครงการของอัจฉราวดีนั้น ขอยืนยันด้วยเกียรติของแม่ค้าเพชรว่า "แตกต่างจากธรรมกายอย่างสิ้นเชิง" เพราะธรรมกายเป็นการทำธุรกิจโดยใช้ "องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร" บังหน้า แต่สำหรับ "อัจฉราวดี" แล้ว ตั้งเป็น "บริษัทธุรกิจ" จดทะเบียนเต็มรูปแบบ แบบว่า เป็นการทำงานคู่ขนาน ระหว่าง "เตโชวิปัสสนาสถาน-มูลนิธิโนอิ้งบุดด้า" กับ "เดอะโซล" แยกบัญชีกันเด็ดขาด (แต่อ้อยมีอำนาจเบิกจ่ายทั้งสองบัญชี) ที่รับบริจาคก็เข้าบัญชีเตโชวิปัสสนาสถานและโนอิ้งบุดด้า แต่ถ้าเป็นเงินธุรกิจ ก็เข้าบัญชี "เดอะโซล"

ชัดๆ ง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน คือว่า อ้อยมี 2 กระเป๋าๆ ด้านซ้ายคือ "เตโชวิปัสสนาและโนอิ้งบุดด้า" กระเป๋าขวาคือ "เดอะโซล" ส่วนจะเอาเงินในกระเป๋าไปทำอะไรนั้น บอกไม่ได้ มันเสียมารยาท อ้อยเป็นคนเปิดเผยและจริงใจ สิ่งใดใช่ก็บอกใช่ สิ่งใดไม่ใช่ก็บอกไม่ใช่ ก็เหมือนทุกวันนี้แหละ อ้อยมี 2 สถานะ หลักๆ อ้อยก็จะสวมชุดขาวสอนเตโชวิปัสสนา แต่ถ้าร่างกาย เอ๊ย ธาตุขันธ์เหนื่อยอ่อนเพราะกรำงานมากเกินไป อ้อยก็จะบินไปพักผ่อน "ธาตุขันธ์" กับครอบครัว ที่ต่างประเทศ กลับมาสบายเนื้อสบายตัวเชียวค่ะ เข้าใช้สปาร์ที่เมืองไทยก็เสียหายต่อตำแหน่งฆราวาสบรรลุธรรมซีคะ ตบตาคนมันต้องเนียนค่ะ แต่ใครดันรู้ทัน นั่นต้องใช้ระบบ "ตบบ้องหู" แทนค่ะ อ้อยมีทั้ง "กฎแห่งกรรม" และ "กฎหมาย" ในมือ อยู่ที่ว่าจะเลือกใช้กฎอะไร เห็นความเขี้ยว เอ๊ย ความอัจฉริยะของอ้อยหรือยังคะ ทางอเมริกายังยกย่องว่า "ยิวเรียกพี่" เลยค่ะ ก่อนหน้านี้อาจจะมีวลีว่า "พ่อค้าเล่นการเมือง เช่น ชินวัตร" แต่โลกเปลี่ยนไปแล้วค่ะ เดี๋ยวนี้เขามีวลีใหม่ว่า "แม่ค้าเล่นการวัด" แทน คิ้วๆ นะคะ แม่ค้าคนไหนอ้อยไม่บอกค่ะ

ดังเช่น ที่บอกว่า "พระไทยทั่วประเทศมอมเมาประชาชนให้โลภหลง ด้วยการขายบุญ หลอกประชาชนให้หวังผลบุญเกินควร เช่น ทำบุญน้อย แต่ได้บุญเยอะ เป็นสวรรค์นิพพาน" ซึ่งอ้อยเห็นว่ามันค้ากำไรเกินไป ไม่ยุติธรรม ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรม ก็เชิญท่านมาร่วมลงทุนกับเดอะโซลซีคะ รับรองว่า "แบ่งกันตามกฎของธุรกิจ ตามสัดส่วนของการลงทุน ลงน้อยก็ได้น้อย ลงมากก็ได้มาก" แต่ถ้าเจ๊งก็ต้องรับกรรมใช้หนี้ร่วมกันนะคะ อ้อยไม่ยอมรับคนเดียวหรอกค่ะ

 

 

 

เปรียบเทียบอย่างง่ายๆ นะคะ

 

ทำบุญกับพระ

ทำธุรกิจกับอ้อย

ทำบุญนิดหน่อย

ได้สวรรค์นิพพานเป็นกำไร

ไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน

มีแต่ความหวัง

ตั้งอยู่บนศรัทธาเพียวๆ

ประเมินอัตราการเข้าพักเพียง 60 เปอร์เซ็นต์ จะถึงจุดคุ้มทุนและคืนกำไรได้ภายในเวลา 3 ปี 9 เดือน แต่ถ้าขายได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม ก็จะทำกำไรภายในเวลาเพียง 1 ปี 2 เดือน หรือ 14 เดือน เท่านั้น

ตั้งอยู่บนศรัทธาและตัวเลข

 

อ่านดูให้ดีนะคะ อย่าให้ใครหลอกได้ ธุรกิจอะไรที่ลงทุนนับร้อยล้าน แต่สามารถทำกำไรได้ภายใน 1 ปี 2 เดือน หรืออย่างช้าก็ไม่เกิน 3 ปี 9 เดือน กำไรเห็นๆ แล้วจะรออะไรอีกล่ะคะ เชิญมาเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟที่ชื่อ "เตโช" ของอ้อยเถอะ เชื่ออ้อยเถอะ พวกพระน่ะ สอนให้คนโลภ แต่อ้อยสอนให้ค้ากำไร มันคนละประเด็นกัน ต้องแยกแยะให้ออก อย่าโง่ นี่มิใช่โฆษณาชวนเชื่อเหมือนพระนะคะ แต่เป็นกลยุทธทางการตลาด ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า "Advertising" มันธรรมดามากค่ะ พวกมีเงินแต่โง่มันจะรู้อะไร ตลาดใครก็ตลาดมันค่ะ มีอุปสงค์ย่อมมีอุปทานเป็นของคู่กัน เมื่อพักนี้คนหันหลังให้ "ธรรมกาย" เขาก็ไม่มีที่ไป The Soul จึงมาถูกที่ถูกเวลา เหมือนสวรรค์บันดาลยังงั้นเลยค่ะ นี่แหละค่ะ ธรรมะจัดสรร !

สรุปนะคะ คือว่า ฆราวาสบรรลุธรรมอย่างอ้อย ผู้มีประสบการณ์ "ขายเพชร" มาจนรวยและเบื่อรวยแล้ว จึงออกมาเดินเส้นทางธรรม ได้พบกับธุรกิจแนวใหม่ แนวใช้ "ประตูพระนิพพาน" เป็นจุดขาย หลอกคนที่อยากไปนิพพานให้มาจ่ายเงินที่เตโชวิปัสสนา มาตรว่าท่านมิได้เลื่อมใสในนิพพงนิพพานอะไรของอ้อยก็ตาม แต่ถ้าท่านมีวิสัยทัศน์มองเห็นกำไรในการลงทุน ท่านย่อมมองออกใช่ไหมคะ ว่าอ้อยมี "ควาย" ให้จูงจมูกอยู่ในมือแล้วกี่ตัว แต่ละตัวก็สามารถรีดทั้งเนื้อทั้งนมได้เป็นสิบล้านร้อยล้านขึ้นไป เป็นกำลังซื้ออันสำคัญที่ท่านจะมองข้ามไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด การตลาดเป็นสิ่งสำคัญจุดแรกที่อ้อยได้เห็น ขณะเดินผ่านประตูพระนิพพาน การเป็นฆราวาสบรรลุธรรมนี่ดีหลายทางเลย ธรรมก็บรรลุได้ กิเลสก็บรรลุได้ เพราะไม่ต้องใส่ผ้าเหลืองให้ใครเขาด่า ทำมาหากินง่ายกว่ากันเยอะเลยค่ะ

ใช่แต่เท่านั้น นี่ยังแค่โครงการนำร่องนะคะ ถ้าหากว่าโครงการไปได้สวย อ้อยก็จะทำการเพิ่มทุน พร้อมกับขยายโครงการไปทุกภูมิภาคของประเทศไทย และอาจจะขยายสาขาไปถึงต่างประเทศ เหมือน Four-Seasons ก็ไม่มากหรอกค่ะ อยากเห็นโครงการนี้มีมูลค่าซัก 100,000 ล้าน น้องๆ เมืองทองธานี แค่นี้ก็ภูมิใจแล้วค่ะ ชาตินี้มิเสียทีที่ได้พบพระพุทธศาสนาแบบไทยๆ มีคนโง่ๆ ให้ชักจูงให้มากราบตีนแถมขนเงินมาลงทุนโดยง่ายอีกต่างหาก ขนาดขายเพชรเป็นเม็ดๆ พวกยังโกงกันสนั่นเลย ขายนิพพานลอยล่องมีแต่กำไร ไม่ขายก็โง่สิคะ ไม่รวยยอมให้เรียก "อีควายอ้อย" ได้เลยค่ะ

อ้อ ขอตอบก่อนนะคะ กับคำถามว่า "เอ..เห็นว่าสละโลกแล้ว คุณอัจฉราวดียังมาทำธุรกิจอยู่อีกหรือ" อ้อยก็ขอตอบว่า "อ้อยยังไม่ได้บวชค่ะ" ยังเป็นฆราวาส ยังมีลูกมีผัว ยังต้องใช้เงินใช้ทอง ไม่เหมือนพระ พระท่านอยู่วัด ทำธุรกิจไม่ได้ มันผิดวินัยสงฆ์ ส่วนฆราวาสบรรลุธรรมอย่างอ้อย แค่มีศีลห้าก็เหลือเฟือแล้ว ผิดมั่งถูกมั่ง ใครจะรู้ ดังนั้น อ้อยจึงทำธุรกิจได้ค่ะ ใครมีหลักฐานเอามายืนยันสิคะ ว่าศีลห้าทำธุรกิจไม่ได้

เชื่อหรือยังคะว่า อาชีพหลักของอ้อยนั้นคือนักธุรกิจ ส่วนตำแหน่งธรรมิกโพธิราชอะไรที่อุปโลกน์ขึ้นมานั้น มันแค่..ไซด์ไลน์
















 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 14 กุมภาพันธ์ 2561

 

อบอุ่นวันวาเลนไทน์ !

 

โพธิรักษ์ "อ้าแขนรับ" อัจฉราวดี

เข้าสังกัดแนวร่วมสันติอโศก ถล่มมหาเถรสมาคม

 

เตะซ้ำ "มิใช่แค่ค่อนประเทศ แต่ทั้งประเทศเลย"

อ้อยและสาวกได้ฟังแล้วคงภูมิใจในน้ำพักน้ำแรง

อย่างน้อยก็มี "โพธิรักษ์" ที่เห็นคุณค่า

 

 

ถ้อยคำอันน่าประทับใจของอัจฉราวดี ที่โพธิรักษ์สรรเสริญ

 

 

อา..ศาสดาย่อมมองเห็นศาสดา ผู้ได้บรรลุธรรม "นอกระบบพระไตรปิฎก" ก็ย่อมมองเห็นพระนิพพานด้านเดียวกัน มองไปถึงว่า "คณะสงฆ์ไทยสมัยปัจจุบันนั้น ไร้ประโยชน์ สู้พวกของตนเองไม่ได้ พระเณรเถรชียุคนี้นั้น แค่ท่องๆ จำๆ ไม่มีใครปฏิบัติจริงจัง มัวแต่กอดเข็มทิศ กอดให้ตายก็ไปนิพพานไม่ได้ ดังนั้น อย่าเสียเวลาศึกษาตำราให้รกสมองเลย ไม่ต้องโกนหัว ไม่ต้องไปวัด ไม่ต้องบวช แค่นุ่งขาวห่มขาวเดินฉุยฉายเข้าสำนักเตโช ถือศีลห้า หลับตาฟังคำสอนจากปากของ..พระธรรมิกราชโพธิยานโตงเตง ไม่เกินเจ็ดวัน รับรอง..ประตูพระนิพพานเปิดอ้าซ่า"

ต่อไป ถ้าพระไทยกดดันอ้อยหนักๆ อ้อยก็อาจจะ "หนีไปพึ่งบารมี" ของพ่อท่านโพธิรักษ์ รับตำแหน่ง "ศาสดาหญิง" นอกมหาเถรสมาคม อย่างเป็นทางการ มงกุฎเพชรนั้นรออยู่แล้ว เหลือเพียงจังหวะเท่านั้น ก้าวย่างอันสวยงามย่อมเชื่องช้าเป็นธรรมดา..

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชมพิธีรับศิษย์ใหม่ของโพธิรักษ์

 

 

อ้อยเตโชเศร้า !

ศิษย์เก่าเสียชีวิตกลางทางไปเนปาล

แต่อาจารย์ยอดมาก สามารถสื่อสารทางวิญญาณได้

แหมก็แน่ซีคะ ขนาดพระพุทธเจ้ายังเข้าเฝ้าได้

แค่วิญญาณคนธรรมดา ถ้าไม่ได้ก็กระจอกซีคะ

 

 

นี่ไง สิทธิพิเศษทางการทูต

เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทางนิมิตได้

ทำไมจะเข้าไปข้างในกำแพงกระจกไม่ได้

พวกข้างนอกนั้นมันบารมีไม่ถึง

 

 


"เวลากับความรัก"

ถ้อยคำจากท่านอาจารย์

 

"ทำไม เรามีเวลาอยู่ด้วยกันสั้นนัก..."

.

กว่าที่จะได้พบกับศิษย์ทั้งหมด 358 คนที่ติดตามไปสังเวชนียสถาน  ก็เข้าไปเช้ามืดวันที่ 3 แล้วเพราะด้วยจำนวนคนเดินทางงที่มาก  แต่เครื่องบิน โรงแรมและการจัดการถูกจำกัดหลายอย่าง  เพราะจุดหมายคืออินเดีย   จึงทำให้ต้องแยกกลุ่มกันเดินทางในหลายช่วงเวลา

...

ในที่สุด ตี 5 ของวันที่ 3 ทุกคนจึงได้มาพบกันที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์  พุทธคยา  หมายใจว่าจะนั่งภาวนาร่วมกันสัก 2 ชั่วโมง  จากนั้นแยกย้ายไปกราบสักการะในจุดต่างๆ  แต่สถานที่ไม่เป็นใจ   ด้วยบริเวณที่นั่งภาวนาได้กลุ่มใหญ่ จะมีการจัดงานพิธีของกลุ่มพระจากภูฐานในเวลา 06.30 น.  เราจึงมีเวลาภาวนาเพียง 40 นาที  แล้วต้องแยกย้ายไปภาวนาเดี่ยว  แล้วจึงกลับมาถ่ายรูปร่วมกันในเวลา 8 โมงเช้า

แต่กลุ่มที่นำโดยคุณพรนภา และคุณมนัสก็เข้ามาบอกว่า ต้องรีบเดินทางไปที่อื่นต่อไป  ไม่สามารถมาถ่ายรูปได้

..

ประหลาดใจเหลือเกิน  เดินทางมาข้ามน้ำข้ามทะเล  กว่าจะมาถึงที่นี่ได้ก็ลำบากกับการเดินทางไม่น้อย  สุดท้ายอยู่ด้วยกันไม่ถึง 1 ชั่วโมง  

ทำไม เรามีเวลาอยู่ด้วยกันสั้นนัก 

 อาจารย์รำพึงเสียงดังต่อหน้าคุณพรนภา  พร้อมดึงตัวเข้ามากอด...

คุณพรนภาถึงกับน้ำตาไหล  และสัญญาว่าจะดูแลกลุ่มผู้เดินทางให้ดีที่สุด  แล้วทุกคนแยกย้ายกันและสัญญาว่าจะไปรวมตัวกันอีกในวันพรุ่งนี้ที่กุสินารา

..

หลังจากการอยู่บนรถทรหด  วันละ 7 9 ชั่วโมง  อาจารย์ต้องยกเลิกการเข้าไปสักการะที่ลุมพินี สถานที่ประสูติเพราะต้องการพักสังขาร และด้วยเคยไปมาแล้วจึงขอนั่งภาวนาอยู่ที่กุสินารา ตามที่ตั้งใจว่าต้องมารับพลังกระแสพระรัตนตรัยในดินแดนพุทธภูมิ  เป็นผลมาจากการใช้กำลังกายไปจนสิ้นอายุขัย   โดยมีศิษย์ที่เคยไปลุมพินีมาแล้วอยู่เป็นเพื่อน  หนึ่งในนั้น มีคุณดารณีด้วย  ส่วนคุณสมัย สีโท แยกไปกับคณะที่เข้าไปลุมพินี  ประเทศเนปาล  โดยจะมาเจอกันเช้าวันที่ 10 กุมพาพันธ์ ที่กรุงสาวัตถี

..

คณะกลุ่มเล็ก 10 คน เดินทางโดยรถบัสมินิมุ่งหน้าไปที่กรุงสาวัตถี เพื่อจะเข้าไปยังวัดเชตวันมหาวิหาร    รถออกมาจากกุสินิราได้เพียงครึ่งชั่วโมง  คุณเขียว ผู้เป็นเจ้าของบริษัททัวร์ที่เดินทางมาด้วย  ได้รับโทรศัพท์ไม่สู้ดีบอกว่า มีศิษย์ป่วยขั้น "Serious"  เป็นคำที่สื่อสารหมายถึงอาการหนัก   

คนในรถหันมองหน้ากัน  สักพักคุณเขียวเอ่ยชื่อออกมาว่า  "คุณสมัย สีโท"

คุณดารณีและสมาชิกทุกคนในรถมีสีหน้าวิตกกังวล  แต่ก็หวังว่าคงไม่เป็นอะไรมาก  เพราะคุณดารณียืนยันว่า  คุณสมัยสุขภาพดีทุกประการ  ก่อนเดินทางมาก็ไปตรวจสุขภาพแล้ว   ไม่ถึง 5 นาทีดี  คุณเขียวซึ่งนั่งเบาะตรงข้ามกับอาจารย์ได้รับโทรศัพท์อีกครั้ง  ครานี้ คุณเขียวสีหน้าเปลี่ยน พร้อมโยกกายพิงไปที่เบาะ  หันมามองหน้าอาจารย์

แล้วกระซิบในแบบแทบไม่มีเสียง  "Gone" ..เสียชีวิตแล้ว

.

รถกำลังวิ่งอยู่บนทางด่วนต่อไป  อาจารย์รับทราบและเข้าไปใกล้คุณเขียวเพื่อบอกว่า  อาจารย์จะเป็นผู้บอกข่าวนี้เอง ขอให้รถหยุดจอดที่ข้างทางก่อน...เมื่อรถหยุด  อาจารย์ยืนขึ้นไปจับมือคุณดารณีแล้วจึงบอกว่า

"คุณสมัยเสียชีวิตแล้ว  ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว"

...

คุณดารณีและทุกคนในรถร้องไห้ด้วยอาการช๊อค  ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน   ต่างมีความเสียใจและห่วงใยคุณดารณีที่สุด    มีเพียงอาจารย์คนเดียวที่คงดำรงสติสัมปชัญญะ  หนักแน่น ยืนกอดประคองคุณดารณี  ปลอบขวัญและให้กำลังใจในเวลาที่วิกฤตที่สุดของชีวิต  จนกว่าจิตคุณดารณีจะยืนได้

อาจารย์กล่าวถึงสาเหตุให้ฟังว่า  เป็นการตายแบบการสิ้นอายุขัย  เกิดจากกรรมตัดรอนแต่อดีตชาติ  ที่เคยเป็นเสนาบดี วางแผนทำลายอริราชศัตรู  ผู้วางแผนย่อมมีกรรมหนักมาจนถึงภพนี้  แม้ว่าดูด้วยสายตาว่าจะทำกรรมดีมาเพียงใด นั่นเป็นการที่เราคิดเอาเองว่า สิ่งที่ทำมานั้น ดีแล้ว พอแล้ว  แต่แม้แต่พระอัครสาวกเบื้องซ้าย  พระโมคัลลานะ  ก็ยังหนีไม่พ้นกรรมตัดรอนที่เป็นกรรมหนัก   เมื่อมีโอกาสอาจารย์ได้อธิบายการจากไปครั้งนี้  ให้ศิษย์ฟังว่า หากคิดด้วยปัญญาสมอง  ก็เป็นอาการของหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน  เพราะก่อนที่จะล้มลง คุณสมัยมีอาการเจ็บหน้าอก และมีศิษย์สองคนหนึ่งในนั้นเป็นแพทย์ช่วยประคอง  แต่ก็ไม่รอด  แต่ในทางปัญญาธรรมเป็นด้วยพลังงานจิตหมดแรงเชื่อมกาย  จึงไม่สามารถสั่งกายให้ทำงานได้  จึงแสดงออกเป็นอาการรวนและจากไปอย่างรวดเร็ว  ไม่ทันได้บอกลา

..

คุณดารณีสงบใจได้อย่างรวดเร็ว  ตามจิตที่ฝึกไว้ดีแล้ว  ขณะนั้นอาจารย์รู้ว่า  ดวงจิตคุณสมัยพุ่งมาอยู่ที่นี่ด้วยจึงเปิดทางให้คุณสมัยได้สั่งลา  อาจารย์ถามคุณสมัยว่า  มีอะไรที่เป็นห่วงมั้ย  อยากบอกอะไรแก่คุณดารณีมั้ย

จิตคุณสมัยสื่อสารมาว่า  ไม่มีอะไรเป็นห่วง  เพราะรู้ว่าคุณดารณีเก่ง สามารถดูแลลูกได้  แม้จะรักลูกเพียงใดแต่ก็เชื่อว่าคุณดารณีจะทำหน้าที่ได้สมบูรณ์    คุณสมัยทิ้งท้ายว่า   ศิษย์ห่วงอย่างเดียว  กลัวไม่มีคนปลูกทุ่งดอกไม้ให้ท่านอาจารย์..

เมื่อถ่ายทอดถึงคำนี้  ทุกคนมีน้ำตาปริ่มขึ้นอีกครั้ง...

แล้วการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เริ่มต้นขึ้น  ที่ริมถนนที่อินเดีย

..

คุณเขียวประสานให้รถคันเล็กมารับคุณดารณีและคุณปฐมกฤษฏ์และคุณธรณินทร์  นวประดิษฐ์กุล ที่ไปเป็นเพื่อนคุณดารณีเพื่อประสานการรับร่างออกจากเนปาลส่งไปที่กรุงเทพ   และให้คณะอื่นๆ เดินทางทุกอย่างตามปกติ  เพื่อไม่ให้หมายกำหนดการรวน  หาไม่แล้วจะยุ่งยากเป็นอันมากกับผู้จัดการเดินทาง   เรารอกันอยู่ที่ริมถนนและกว่าจะแยกย้ายจากกันได้ก็ร่วมชั่วโมง  อาจารย์ยืนส่งจนคุณดารณีและกลุ่มที่จะไปเนปาลขับรถออกไป    เมื่อแยกจากกัน ก็คอยประสานติดตามด้วยความห่วงใยตลอด   โดยปกติ การต้องประสานทั้งวัด  โรงพยาบาล สถานทูต  ฮอลิคอปเตอร์เพื่อนำร่างออกจากชายแดนไปสู่กัฏมันธุ  เมืองหลวงของเนปาล ต้องใช้เวลาถึง 2 สัปดาห์  แต่ทางทุกอย่างเปิดให้สะดวก มีเจ้าหน้าที่ต่างๆ จากทุกส่วนเข้ามาช่วยเหลืออย่างดี  จนสามารถนำร่าง มาสู่เมืองไทยได้หลังจากการประสานงานสองวัน

..

ในคืนวันที่คุณสมัยเสียชีวิต  เมื่ออาจารย์เข้าสู่ที่พักโรงแรมของเมืองสาวัตถี  ได้พักสักครู่ แล้วจึงเปิดทางสื่อสารกับจิตคุณสมัยอีกครั้ง  เพราะเมื่อเช้าฉุกละหุกเกินไป  ย่อมมีสิ่งมากมายที่คุณสมัยอยากบอก  ครานี้  คุณสมัย สื่อสารมายาวมาก  จนต้องรีบจดไว้เผื่อจำไม่ได้   คุณสมัยบอกว่า ที่เทวโลกชั้นที่สี่ ซึ่งถือว่าสูงที่จิตไปจุตินั้น  เต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้ที่ราวกับว่า ท้องฟ้านี้มีแต่ดอกไม้  ทำให้เทพเทวาทั้งหลายตื่นตะลึง  และเมื่อเข้ามาถามคุณสมัยบอกว่า เกิดจากเหตุใดและเป็นศิษย์ของใคร   เหล่าเทพเทวานั้นรู้ถึงสถานะทางโลกุตระของอาจารย์  ต่างตื่นเต้นในบารมีธรรมของอาจารย์มากและอยากรีบมาจุติเป็นศิษย์  แต่ก็รู้ว่าไม่ทันการ  ต่างก็เสียดาย

คุณสมัยกล่าวถึงคุณดารณี   ว่าเป็นคู่ชีวิตที่ดีที่สุด และอีกหลายประการที่เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ที่ขออนุญาตคุณดารณีไว้ และพอนำบอกเล่าได้มีดังนี้

"เธอมีวาสนาดีกว่าพี่  พี่ขออนุโมทนาในทุกสิ่งที่เธอทำ  พักผ่อนบ้างนะ  อย่าปล่อยให้ไม่สบาย รักษาตัวให้ดี   พี่อาจจะไม่ค่อยพูด  แต่เธอก็รู้ว่า  พี่รักเธอและลูกแค่ไหน  ตัดความอาลัย  พี่สบายเหลือเกินบนนี้  คิดอะไรอยากได้อะไร ก็ได้หมด  เธอซะอีกที่ยังต้องสู้ต่อไป  พี่ส่งใจช่วยเสมอ  และจะไปช่วยเธอปลูกทุ่งดอกไม้ให้ท่านอาจารย์"

...

ช่วงบ่ายที่กรุงสาวัตถี  อาจารย์ได้เรียกศิษย์ที่เตรียมแยกย้ายเดินทางกลับกรุงเทพ  มาประชุมกันช่วงสั้นๆ

กล่าวถึงความรู้สึกที่มีถึงคุณสมัย  ขณะนั้นเองคุณสมัยก็มาฟังด้วยทั้งน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจ  ที่สัมผัสได้ว่าเหล่าศิษย์พี่น้อง มีความรักและเคารพคุณสมัยเพียงใด  แต่ในขณะที่ศิษย์ร้องไห้ด้วยความอาลัย  คุณสมัยกลับเปลี่ยนไปเป็นยิ้มกึ่งหัวเราะ  โดยกล่าวว่า.... "ร้องไห้ให้ผมแล้ว  อย่าลืมร้องไห้ให้ตัวเองด้วยนะ  ผมหมดโอกาสที่จะทำบาปแล้ว  แต่ทุกท่านที่กำลังหายใจอยู่นี้  ยังมีโอกาสทำบาปได้เสมอ"

สุดท้าย  อาจารย์กล่าวแก่ทุกคนว่า  "คุณดารณีดูแลพวกเรามามากแล้ว  ต่อไปนี้ ขอให้พวกเรา ช่วยดูแลคุณดารณีแทนคุณสมัยด้วย"

..

การแยกย้ายจากกันด้วยคราบน้ำตาครานี้  มีหลากหลายเรื่องราวและความรู้สึกเกิดขึ้นในใจ   เวลาที่บรรจุไว้ด้วยความทรงจำที่แสนงาม  บางครั้งเราอยากเก็บเอาไว้ในโหลแก้ว  แต่ก็ไม่เคยทำได้

แต่เวลาที่เรายังมีอยู่   คนส่วนมาก ก็ไม่ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์..  ไม่แม้แต่จะแสดงความรักความเมตตาในเวลาที่ควรแสดง  ไม่แม้แต่จะเกื้อกูลจิตดวงนี้ที่รอคอยการเป็นอิสระ ให้ได้รับอิสระ  บางคนยังพลั้งเผลอประกอบอกุศลกรรมซ้ำเติมจิต  เช่นที่คุณสมัยได้ฝากเตือน

.  

คุณสมัย สีโท  เป็นผู้ที่ได้ใช้เวลาชีวิตที่มีอยู่อย่างบริบูรณ์  ทั้งดูแลครอบครัว  เกื้อกูลตนเองจนเป็นผู้ที่จะกลับมาสู่ภพมนุษย์อีกชาติเดียว  ก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ให้สำเร็จได้  คุณสมัยยังเป็นศิษย์ที่เปี่ยมไปด้วยความกตัญญูกตเวทิตาทั้งเมื่อยังมีชีวิตอยู่  และแม้จะจากโลกนี้ไปแล้ว    ก็ยังมีจิตกตัญญูอย่างแน่นแฟ้น  สมดั่งที่อาจารย์สอนว่า จิตกตัญญูเท่ากับจิตนิพพาน    อาจารย์รอเวลาที่จะทำป้ายปักไว้ที่ทุ่งดอกไม้  เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของคุณสมัย  มหาอุบาสกแห่งสายธรรมเตโชวิปัสสนา   ต่อแต่นี้เราจะให้ชื่อทุ่งดอกไม้นี้ว่า..."ทุ่งสิริสมัย"

 

"อาจเป็นเพราะเรา คู่กันมาแต่ชาติไหน  

จะรัก รักเธอตลอดไป  คือลมหายใจของกันและกัน"

บทเพลงที่ฟังแล้วหวานจนเลี่ยน  นิยมเปิดในงานแต่งงาน  ใครเลยจะคิดว่าการเกิดมาเพื่อรักกันนั้นมีจริง  ทั้งคู่เคยเป็นสหายฟันฝ่ากันมาในสนามรบ  เป็นผู้จงรักภักดีต่อยอมตายถวายชีวิตต่อพระเจ้าตากสินมหาราช   ภพนี้เปลี่ยนมาเป็นคู่บุญ คู่ทุกข์คู่ยาก  คุณสมัยยังคงมีความรักให้คุณดารณีแม้ในลมหายใจสุดท้าย  ทั้งคู่ต่างจากคู่รักทั่วไปคือ  ต่างมีนิพพานเป็นที่หมายได้แน่นอน

..

แม้จะรู้ว่า  สิ่งทั้งปวงมีการเกิด- ดับ และมีความพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา   

แต่อาจารย์ก็อดรำพึงอีกครั้งไม่ได้ว่า..  "ทำไม..เรามีเวลาอยู่ด้วยกันสั้นนัก"

.

คุณสมัย..  หากทำได้  อาจารย์หวังว่าจะให้คุณสมัยอยู่ได้นานกว่านี้

If I could..I  would wish for  you to stay.

 

ด้วยความรักและความระลึกถึง  คุณสมัย สีโท

 

อาจารย์อัจฉราวดี  วงศ์สกล

14 กุมภาพันธ์ 2018

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 14 กุมภาพันธ์ 2561

 

อ้อยเตโชโผล่อินเดีย !

พาบริวารไปนมัสการสังเวชนียสถาน

หว่านเงินถวายวัดมากมายตามรายทาง

 

 

อา..ไหนว่า บวชไม่สำคัญ วัดไม่สำคัญ ศีล 227 และเพศพรหมจรรย์ไม่สำคัญ เป็นฆราวาสถือศีล 5 สำคัญกว่า ขอเพียง "ได้บรรลุธรรมโดยนิมิตเห็นพระเกจิที่มรณภาพไปแล้ว" ถือว่าสูงส่งกว่า "ผ้าเหลือง" ของพวกอลัชชี

แต่วันนี้ หลังจากโดนชาวพุทธทุกนิกายรุม "สหบาทา" จนแทบจะจมแผ่นดินไทย อ้อยเตโชจึงออกทริปใหม่ให้สาวกงงงวย โดยการไปไหว้พระที่..อินเดีย เพราะเกิดมาก็ไม่เคยพบเคยเห็นพระพุทธเจ้า เห็นบ่อยๆ ก็แต่..ในความฝัน

ภาพของอ้อยก่อนหน้านี้ ที่เมืองไทย หรือในมหาภารกิจ "ปิดทะเลทราย" ของเจ้าหญิงเลอา เมื่อเทียบกับ "ทริปไหว้พระอินเดีย" วันนี้แล้ว เห็นว่า ห่างกันไกล เหมือนไม่ใช่คนเดียวกัน หรือว่าที่อินเดียนั้นลำบาก จัดฉากไม่ได้ แสงไม่ให้ ออร่าไม่มา ปาฏิหาริย์ไม่เกิด เลยได้ภาพมาแบบ "ตามมีตามเกิด"

เกิดมาเป็นคนทั้งที น่าจะใช้ชีวิตให้มีประโยชน์ โดยการเปิดหูเปิดตาศึกษาโลกทั้งใบให้คุ้ม มิใช่หลับตาเห็นแต่ตัวเองจนใหญ่เป็น "กบในกะลา" อยู่ตัวเดียว ดูหมิ่นเหยียดหยามพระเณร "ทั้งประเทศ" ว่าเป็นอลัชชี วันนี้เอาเงินไปโปรยตามรายทาง ในวัดต่างๆ ทั้งอินเดียและเนปาล เหมือนจะรู้ว่า ในวัดต่างๆ เหล่านี้ ไม่มีอลัชชีปนอยู่เลย ทุกรูปทุกองค์เป็นอริยะแล้วมั๊ง ถ้าอ้อยเข้าวัดไหน วัดนั้นดี แต่ถ้าวัดนั้นไม่มีอ้อย ก็แค่พวก..อลัชชี สอนคนแบบนี้มันเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น พอหมดหนทางไปก็วิ่งไปกราบตีนอลัชชี ก่อนหน้านี้ต่อต้านคนไม่ให้เข้าวัดทำบุญกับพระ แต่วันนี้ "อ้อย-กูทำเอง" กูละเบื่อ !

 

 

 

ภาพเปรียบเทียบ

 

 

ภาพเปรียบเทียบ

 

 

ภาพเปรียบเทียบ

 

 

 

ภาพเปรียบเทียบ

 

 

 

ตามรอยพระบาทพระบรมศาสดา
ณ สังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย และเนปาล


เมื่อวันที่ 6 - 12 กุมภาพันธ์ 2018


ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ได้นำคณะนักภาวนาผู้เป็นศิษย์ราว 358 คน ไปสักการะสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง คือ ที่ลุมพินี ประเทศเนปาล สถานที่ประสูติ 


และที่พุทธคยา อินเดีย สถานที่ทรงตรัสรู้ , ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองสารนาถ สถานที่ทรงประกาศพระศาสนา และที่กุสินารา ที่ทรงปรินิพาน

 

ในการนี้ คณะนักภาวนา ผู้ศรัทธาที่ร่วมบริจาค และมูลนิธิโนอิ้งบุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา ได้ร่วมถวายปัจจัยเพื่อร่วมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้แก่วัดไทยที่อินเดียและเนปาล ที่พึ่งให้แก่สาธุชนในการมาตามรอยพระบาทพระบรมศาสดา ดังนี้

 

 

วัดไทยพุทธคยา 70,840 บาท
โรงพยาบาลพระพุทธเจ้า 24,420 บาท
วัดไทยเกสรียา 40,240 บาท
วัดไทยสารนาท 69,160 บาท
วัดไทยลุมพินี 81,990 บาท
วัดไทยนิโครธาราม 37,770 บาท
วัดไทยกุสินารา 78,620 บาท
คลินิกกุสินารา 37,290 บาท
วัดไทยนาลันทา 47,510 บาท
วัดไทยนวธรรมิกราช 30,510 บาท
วัดไทย 960 51,875 บาท
วัดไทยสะสาราม ยอดไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท *

 

        
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 591,785 บาท ::
* รถต้องรีบออกเดินทางต่อ ไม่ทันได้นับยอด

 

ที่มา : เฟสบุ๊คข้ามห้วงมหรรณพ : 14 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

สรุป "ไม่แก้" พรบ.สงฆ์

คงไว้ตามเดิม เหมียนเดิมทุกอย่าง

 

 

ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ซื้อเกาลัดกินที่ปักกิ่ง

แต่ติดคอคนในทำเนียบรัฐบาลไทยจนพูดไม่ออก

 

 

อา..ก็เล่นถาม "พระ" พระที่ไหนจะยินดีให้แก้เล่า เพราะทุกวันนี้ก็อยู่ดีสบาย ไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไร เมืองไทยมีดีทุกอย่าง โดยเฉพาะมี "เจ้านาย" คอยดูแล เราเป็นไพร่บ้านพลเมือง อย่าคิดเรื่องใหญ่ให้เกินตัว แค่ทำตัวให้น่ารัก ใครคิดใหญ่เกินตัวก็กลัวว่าจะไม่มีแผ่นดินอยู่ ดู "ทักษิณ-ธัมมชโย" นั่นเป็นไร ไอ้ที่เรียกร้องหาประชาธิปไตยก็ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ถ้ารัฐบาลทหารทำให้ประชาชนคนไทยมีรายได้สูงระดับโลก ก็รับรองว่า ชาวไทยจะออกมาต่อต้านประชาธิปไตยกันหัวทิ่ม แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะจระเข้คลานขึ้นบก เสือวิ่งลงน้ำ แค่หายใจก็ลำบากแล้ว แล้วทหารที่กินเป็นแต่เงินเดือนจะทำอะไรเป็น

 

ไล่กรณี "ป้อม-นาฬิกาเพื่อน" มาจนถึง "จอมโวแห่งลอนดอน-โดนแฉแค่เรือนเดียวผมก็ออกแล้ว" ถ้าทั้งสองแสดงสปิริต "ออก" รัฐบาลก็ไปต่อ แต่เมื่อไม่ยอมออก เลยกลายเป็นเชือก 2 เส้นใหญ่ มัด "ขาซ้าย-ขาขวา" ของบิ๊กตู่ไว้ ให้กลายเป็น "เสือลำบาก" เดินยากขึ้นกว่าเดิม เสริมด้วย "ยุทธการเกาลัด" จากปักกิ่ง ของสองพี่น้องพลัดถิ่น ยิ่งเห็นความเสื่อมทรุดเศร้ามองของรัฐบาลทหาร เหลียวมองกลับไป เมื่อตอนปฏิวัติใหม่ๆ ท่านนายพลห้าดาวกองทัพบก ยืนอยู่หน้าไมค์ เอามือชี้หน้านักข่าวอย่างอหังการ์ หารู้ไม่ว่า นั่นคือการเล่นกับไฟ เพลี่ยงพล้ำวันใดก็เตรียมตัวเผาได้เลย นักข่าวนี่แหละ มือเผาตัวจริง เผามาไม่รู้กี่รัฐบาลแล้ว

วันนี้ สองผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งบิ๊กตู่-บิ๊กป้อม เดินอ้อมหนีนักข่าว เหมือนอะไรไม่รู้ มันหมดลายเสือที่เคยผยองก่อนหน้านี้ไปเสียสิ้น ทั้งๆ ที่ปืนก็มีอยู่ ม.44 ก็ยังมีอยู่ แต่ที่หดหายไปทุกทีก็คือ "ความชอบธรรม" ที่ตนเองทำลายลงไปทุกวัน จากที่เคยเป็นคนกลางระหว่าง "เหลือง-แดง" วันนี้แทบจะถูก "เหลือง-แดง" สนธิกำลังกันผลักเข้ามุมอับ ตั้งพรรคทหารเสร็จเมื่อไหร่ เป็นได้เห็น "เหลือง-แดง" รวมเป็นหนึ่งเดียว กำจัดสีเขียวเหมือน 14 ตุลา แปลว่า ไม่มีแผ่นดินจะอยู่

เสียดายนักหนา เวลาที่ผ่านไป ไม่เอามาเป็นบทเรียน มีอำนาจ มีโอกาส มีความชอบธรรม แต่ไม่ทำ ที่ทำก็ไม่ได้เรื่อง อย่างกรณี "พรบ.คณะสงฆ์" ถ้าใช้อำนาจคณะปฏิวัติ "สั่งยกเลิกของเก่า-ประกาศใช้ฉบับชั่วคราว" แล้วตั้งคณะกรรมการยกร่างฉบับถาวรขึ้นใหม่ เหมือนรัฐธรรมนูญไทย มันก็ต้องได้อะไรใหม่ๆ แต่เล่นโชว์เก๋า เอาปืนยึดอำนาจมา แต่กลับเอาปากถามว่า "อยากแก้ไหม" ใครที่ไหนจะให้แก้ คอยดูสิ ประเดี๋ยวธัมมชโยก็กลับมา !

 

 

 

ยุทธการเกาลัด !

 

 

 

กมธ.ศาสนาฯ สรุปผล ไม่แก้กฎหมายคณะสงฆ์ 

กรรมาธิการศาสนาฯ สนช. สรุปผลศึกษาความเห็นมีมติไม่ขอปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ในขณะนี้ แต่หาก พ.ร.บ.อุปถัมภ์ประกาศใช้ จำเป็นต้องปรับปรุง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ให้สอดคล้องกัน


ตามที่คณะกรรมาธิการการ(กมธ.) ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2560 เพื่อพิจารณาศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา รับฟังความคิดเห็น และจัดทำสรุปผลการพิจารณาเสนอต่อคณะกรรมาธิการฯนั้น เมื่อเร็วๆนี้ ทางคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ประชุม รับฟังความคิดเห็นจากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร.) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) มหาเถรสมาคม(มส.) กรมการศาสนา(ศน.) และพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ โดยทางคณะอนุกรรมาธิการฯ กำหนดกรอบในการพิจารณา และรับฟังความคิดเห็นใน 2 เรื่องหลัก คือ

1. พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และ

2. ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาพ.ศ....

รวมทั้งรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอ เกี่ยวกับสถานการณ์พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน และได้สรุปผลการพิจารณาทั้งหมดเสนอยังคณะกรรมาธิการฯ และทางคณะกรรมาธิการฯ ได้มีมติเห็นชอบและเสนอข้อสรุปดังกล่าวไปยัง สนช. เพื่อพิจารณาแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับข้อสรุปของคณะอนุกรรมาธิการฯ มีดังนี้

1. คณะอนุกรรมาธิการฯเห็นชอบในหลักการเคารพมติที่ประชุม มส. ซึ่งมีมติไม่ขอปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์พ.ศ.2505 และแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา อาจมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เพื่อให้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกัน

2. เร่งรัดดำเนินการตรา พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ฉบับที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

3. เห็นควรสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม และร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมศาสนศึกษา สนับสนุนให้มีโครงการศึกษาพระไตรปิฎกหลักสูตรบาลีไวยากรณ์ชั้นสูง และเสนอรัฐบาลให้มีการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งโลก

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 14 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

อ้อยเตโชโวอีก !

 

อ้างสำนักพุทธฯ ยืนยันความบริสุทธิ์

ยิ่งตีก็ยิ่งดัง ยิ่งดังก็ยิ่งดี

จริงเร้อ !

 

 

 

อา..จริงหรือเจ๊ ที่ว่ามีแต่ภาพสวยๆ ระดับไฮโซโชว์เต็มสื่อน่ะ ถ้าสวยจริง ทำไมไปสั่ง "สาวก" ให้แบน Tnews ของสนธิญาณ เสียเล่า ส่วนภาพนั้นก็คัดมาเพียง 2 ภาพ ซึ่งแต่ละภาพก็เป็นภาพที่ตัวเองคัดโชว์ไว้แล้วทั้งสิ้น อยากได้ภาพสวยๆ เดี๋ยวจะจัดให้นะ ลองดูซักชุดไหมล่ะ

 

 

ภาพนางอ้อยเตโช ตอนออกสื่อ สวยไม่สร่างเชียวล่ะ

 


ภาพก่อนหน้าจะดัง นางอ้อยทำตัวยังกะศาสดา หรือเชื้อพระวงศ์

บรรดาสาวกแทบจะต้องกราบตีนทุกครั้ง

 

 

ดูสิ แม้แต่แม่ชี ถือศีล 8 ยังต้องก้มกราบนางอ้อย

 


 

นี่ขนาดพระ อัจฉราวดียังตีเสมอ แถมนั่งเสื่อสูงกว่าด้วย

 

 


 

แต่ภาพวันนั้น วันออกสื่อ ดูเอาเองนะคะผู้ชม

นางอ้อยเตโชศาสดาบรรลุธรรมก้มหัวไหว้นักข่าวรุ่นลูกยังกะพ่อ

ถ้านักข่าวยกก้นนางอ้อยซักกะหน่อย มีหวังอีอ้อยลงไปกราบตีน

 

(กฎของสำนักเตโช ห้ามไหว้คนที่มีคุณธรรมต่ำกว่า ถ้านางอ้อยเป็นศาสดาแห่งสายเตโชวิปัสสนา เพราะว่าได้บรรลุธรรมแถมตั้งตนเองเป็นปฐมาจารย์ในสายนี้ ก็แสดงว่า นักข่าวท่านนี้ มีคุณธรรมสูงกว่านางอ้อย เพราะนางอ้อยต้องไหว้นักข่าว)

 

ข้อพึงปฏิบัติธรรมของผู้เห็นธรรมสายเตโช

 

(ข้อที่ 5)

 

การยกมือไหว้ผู้ที่มีธรรมต่ำกว่าตนเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ

และต้องไม่ยกมือไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ทั้งหลาย

เพราะเป็นการแสดงวัตรปฏิบัติที่ผิดพลาด ที่ผู้มีธรรมสูงแต่ไปไหว้ทำความเคารพผู้มีธรรมต่ำกว่า

 

เขียนและตั้งกฎโดย นางอ้อย เตโช

แปลว่า พวกมึงห้ามไหว้ ให้กูไหว้เอง

 

 

 

ภาพอันสุดสวยของอ้อยเตโช

 

 

 

โชว์หลายๆ ช่องนะ เดี๋ยวจะหาว่าเล่นมุมกล้อง

ขนาดได้โสดาแล้วยังเสื่อม แล้วฆราวาสบรรลุธรรมจะตอแหลขนาดไหน

 

 


 

 

อ้อย 4 เวอร์ชั่น วันออกทีวีนั้น ออร่าเต็มเชียว

เทียบภาพเก่าแล้ว ยังไงก็สู้ภาพใหม่ไม่ได้

 

 




 

 

ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ เห็นแล้วอเนจอนาถ

 

 

 

ภาพซ้าย เหมือนนางพญา ภาพขวา ยังกะนักโทษ

ดูมือก็รู้ ธาตุเตโชแล่นจนเช็ดเหงื่อไม่ทัน สั่นเป็นเจ้าเข้า

 

 

 

คนสวย มองมุมไหนก็สวย

 

 

 

หลับตาก็ยังสวย

 

 

นักเทศน์ VS นักโทษ

 

 

ช็อตเด็ดเจ็ดสี

 

 


Apanee Wongsakon

 

ผู้ดูแล  28 มกราคม เวลา 10:55 น.  กรุงเทพมหานคร,

 Bangkok Metropolis

"เรื่องดีเรื่องร้าย" ถ้อยคำจากท่านอาจารย์

 

 

 

ตลอด 7 วันนี้ในวงศาสนาไม่มีใครดังเท่าเรา..
ที่เขียนนี่หัวเราะนะนี่ ไม่ได้ร้องไห้ 
ในวิกฤตินั้นมีโอกาส ที่ทำให้ได้ชี้แจงว่าสายธรรมคืออะไร 
ไม่ใช่สายธรรมที่มีคำสอนผิดเพี้ยน สอนตามหลักสติปัฏฐานสี่ทุกประการ แถมสำนักพุทธยืนยันให้กลายๆ เพราะมาตรวจสอบแล้ว ต้องรายงานตามแบบโลกๆ ว่า "ไม่มีอะไรผิดปกตินะค่ะคุณ"
...
นอกจากนี้ ยังได้ปลุกฟากสงฆ์ที่ประพฤติเสื่อม ให้ตื่น ส่วนฟากดีท่านก็มีกำลังใจ ได้ชี้แจงผลงานโนอิ้ง บุดด้า จากเดิมที่ส่งผลงานให้ไม่มีใครสนใจ ได้แสดงความบริสุทธิ์เรื่องพุทธพาณิชย์ เรื่องการรับบริจาค ภาพที่เผยมุมที่ถูกบิดเบือน เผยออกมาก็หน้าหงายกันเป็นแถบ แสดงให้เห็นเจตนาทำลาย"ชัดเจน" คนวงนอกมาให้กำลังใจมาก หากผู้ที่ไม่อคติและมืดบอดเกินไป อ่านคำแถลงใดๆ เขาจะเข้าใจเลยและยิ่งเพิ่มพูนศรัทธา ศิษย์ก็ได้เห็นอาจารย์อีกมุมนึงที่ไม่เคยได้เห็นคือ ยามมีภัย และเป็นภัยใหญ่ ภัยที่เกิดต่อหน้าสาธารณชน ความหนักแน่น ไม่มีหวั่นไหว เพราะนี่คือลักษณะความบริสุทธิ์ของธรรม ไม่ต้องมานั่งคิดเตรียมคำตอบว่าจะตอบอย่างไร เพราะตอบกี่ครั้งก็เป็นการเอาความจริงขึ้นมาตอบ สิ่งที่ต้องเตรียมจ้าละหวั่นคือ เตรียมที่จอดรถให้นักข่าวทั้ง 14 สำนักข่าวกับคนมากมาย 
..

เรื่องดีของวงในก็คือ ได้เห็นความสามัคคีหนักแน่นของเหล่าศิษย์ เห็นทั้งด้วยตาเนื้อ และในนิมิต โดยเช้าก่อนที่จะแถลงข่าว อาจารย์เห็นตัวเองยืนหันหน้าออกไปสู่ด้านนอกและมีศิษย์ยืนอยู่ข้างๆ เหมือนใบปิดหนังเท่ห์ๆ ประมาณ ยืนฝ่าลมพายุไปด้วยกัน 
นี่คือสัญญาณที่แปลงออกมาให้เห็นว่า คนเราจะเห็นใจกันจริงๆ ยามมีภัย
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ จะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์อีกหน้าของสายธรรมว่า ผู้ทรงธรรมแห่งยุคกึ่งพุทธกาลนี้ ต้องฝ่ามารอย่างไร 
..
เมื่อวันเสาร์ราวๆ 12.30 น. ขณะที่เตรียมตัวรอเวลาแถลงข่าว คุณจุไรก็วิ่งหน้าตาตื่นมาพร้อมกับยื่นภาพให้ดูทางโทรศัพท์
"อาจารย์ อาจารย์ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ด้วย นี่ เดลินิวส์ ขึ้นหน้าหนึ่งตัวเบ้อเริ่มเลย"
คุณจุไรดูตกใจมาก อาจารย์ก็ "เหรอ"
"นี่ กำลังให้พี่อ้อไปหาซื้อให้มา โห้.. ร้ายมากเลย"
คุณจุไรคงไม่รู้ว่า ไม่ใช่แค่หน้า 1 แต่ทีวีแทบทุกช่อง ในข่าวช่วงหัวค่ำ 
คำว่า "ไฮโซ" อดีตเดิมยังตามเป็นเงาไม่หาย 
อาจารย์ก็บอกว่า "ไม่เป็นไรหรอก วันนี้ก็จะได้แถลงข่าวไม่ต้องตกใจ เรื่องธรรมดา ชื่อเรายังขายได้ ไฮโซ ขายได้เสมอ"
..
จริงๆ แล้วหลายสำนักข่าวนี่ เขาดีนะ พอให้สัมภาษณ์ใครเสร็จ อาจารย์ก็จะขอเขาว่า 
"อาจารย์ทำงานให้พระศาสนา มีลูกศิษย์และผู้ศรัทธาเยอะ
เวลาเขียนข่าว กรุณาอย่าใช้ชื่อเล่นได้มั้ยค่ะ เกรงจะกระทบใจเขา 
เรียกอาจารย์เฉยๆ ก็ได้คะ"
แล้วแทบทุกสำนักก็จะทำตาม แม้แต่ แมเนเจอร์ที่พาดหัวแรงมาก เพราะเป็นสไตล์ขายข่าวของเขา แต่เขาก็ไม่เขียนชื่อเล่น แม้แต่คำว่า ไฮโซก็ไม่ใช้ ที่หน้าภาพข่าวก็ไม่เขียนชื่อ เนื้อข่าวก็เขียนอาจารย์ทุกคำ ใครที่สนใจเนื้อหาข่าวจริงๆ ก็จะซึมซับความจริงที่มีต่อการถูกบิดเบือนเพื่อทำลาย
..
ภาพประกอบในข่าวในเดลินิวส์นี่ นี่ดูจะเป็นภาพเมื่อ 15 ปีที่แล้ว อาจารย์พยายามเลี่ยงตลอดไม่อยากให้ใครเห็นภาพยุคนั้น แต่ครานี้ความแตก เพราะเดลินิวส์เล่นพาดหัวใหญ่สุด ในภาพดูร่าเริงมากน่าหมั่นไส้สุดๆ พอๆกับเนื้อหา พอเจอหน้านักข่าวหลังจากที่เปิดโอกาสให้ซักทุกประเด็นอย่างหมดเปลือกแล้ว จนจากแรกที่เขาเตรียมถล่มยกระดับข่าว เจอความจริงเข้าเขาก็อ่อนโยนและลงข่าวอย่างเป็นธรรมแก่เรา เมื่อคุยกันผ่อนคลาย เขาก็จำอาจารย์ได้ ยังถามว่าไม่เห็นออกงานอีกเลย อาจารย์ก็ว่าก็ชีวิตมาทางนี้แล้ว ก็สนทนาเล่าที่มาที่ไปว่าที่มาอยู่ตรงนี้ได้ ก็เพราะนักข่าวนี่แหละ ที่ยังไม่ทันจะแสดงผลงานคอลเลคชั่นใหม่เลย ถามมาว่า "เป้าหมายปีหน้าเป็นอย่างไร โอ้ โห ตื่นเลย นี่เราต้องวิ่งต่อไปไม่หยุดหรือนี่"... ก็บอกขอบคุณน้องๆ จริงๆ ที่เป็นแรงผลักสำคัญทำให้อาจารย์มาอยู่จุดนี้เร็วขึ้น
"ทำไมเลือกภาพนี้ลงล่ะ ดูไม่ค่อยดีเลย ดูร่าเริงมากคนจะหมั่นไส้หนัก"
"นี่เป็นภาพเดียวที่มีอยู่ครับ บก.เลยส่งให้มาถ่ายภาพใหม่เป็นภาพชุดขาวครับ"
"อ้อ... มันเป็นอย่างนี้ นึกว่าจะให้อาจารย์ดูแย่ๆ " 
การเลือกภาพดูแย่ๆ หลายสื่อชอบทำกันเวลาใครตกที่นั่งเป็นผู้ต้องสงสัย จะได้สมกับเป็นคนร้ายของเรื่อง เมื่อคุยกันก็รำลึกถึงความหลังสมัยย่ำอยู่ในวงสังคมตามลักษณะธุรกิจ "ตอนนั้นอาจารย์เมามาก เป็นใครก็ไม่รู้ ไม่อยากรู้จักคนนั้นเลย"
โอภาปราศรัยกับนักข่าว และก็เล่าให้เขาฟังว่า เมื่อก่อนทำแฟชั่นโชว์เสร็จก็คอยหวังว่า 
สื่อจะลงข่าวให้มั้ยเพราะมีผลต่อธุรกิจมาก แต่ครานี้ ไม่ต้องหวังเลย จัดเต็มกันให้มาก
หน้าหนึ่งสองวันซ้อนเชียวนะ .. 
นี่ละหนอ เวลาอยากได้ ไม่ค่อยได้ เวลาไม่อยากได้ ดันมาซะอย่างนั้น 
แต่ยามนี้เขาก็ช่วยเผยความจริงให้ทุกอย่างกระจ่างหมด ขอบคุณจริงๆ 
..
คิดดังนั้นหลบไม่ได้ เอาภาพที่ดูดีหน่อยสมัยนั้นมาลงให้ดู เทียบกับสมัยนี้ไปเลยแล้วกัน 
แต่อย่าไปคุ้ยอีกนะ เดี๋ยวจะหลงเพราะคนชอบติดภาพ ทีนี้ อ่านไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะรู้ว่า ลงให้ดูทำไม อย่างไรก็ดี ดูอนิจจัง ดูให้รู้ว่า คนในภาพฝั่งซ้ายเขาตายไปแล้ว ที่อยู่ตอนนี้คือคนฝั่งขวา ดูสิ กาลเวลา นอกจากจิตจะเปลี่ยน กายภาพก็เปลี่ยนไปมาก อนิจจัง อาจารย์อ้วนขึ้นมากเนอะ.. ภาพขวาดูสุขุมเหมือนโยดะหน้าย่นในสตาร์วอร์จริงๆ

...
ครานี้ก็เป็นเรื่องร้าย แต่...
เป็นความร้ายของกลุ่มศิษย์เนรคุณ ซึ่งก็มาแฝงตัวอ่านอยู่ในนี้หลายคน และก็คัดภาพเอาความใดๆ ไปสกรีนหาช่องทำลาย เรียกว่า... 
ภาพมีเป็นร้อย โพสต์กันเป็นอัลบั้ม ก็อุตส่าห์นั่งส่องนั่งหาช่องกันเลยว่า ภาพไหนจะก่อให้เกิดการบิดเบือน สร้างความเกลียดชัง ย่ำยีได้ แต่ที่แย่ที่สุดคือการกล่าวหาว่าอาจารย์รับเงินเพื่อใครบริจาคเงินมากก็จะได้ถูกยกขึ้นมามีสถานะอริยะบุคคลยันขั้นอรหันต์
อันนี้ นอกเหนือจากหมิ่นอาจารย์แล้ว ก็หมิ่นพระคุณเจ้าสัญชัย จิตตภโล อีกด้วย 
..
การกล่าวร้ายต่อสายธรรมเช่นนี้ตลอดมาราวๆ 3 ปีแล้วเห็นจะได้ แต่พอได้ยินตรงตัวในข่าวสัมภาษณ์ทาง PPTV ที่ศิษย์เนรคุณไปออกเสียงให้สัมภาษณ์ จึงรู้ว่า ปล่อยไปไม่ได้แล้ว
เตรียมตัวไว้เลยนะ ด้วยความเมตตาที่ไม่อยากให้พวกเธอต้องทำบาปทำกรรมสาหัสอีก เราจึงกำลังเตรียมการฟ้องอาญาข้อหากล่าวเท็จด้วยความพยาบาท จงใจให้ร้ายทำให้เกิดความเสียหายต่ออาจารย์และสายธรรม
และด้วยความที่ตอนนี้อาจารย์ดังมาก จึงจะขอเพิ่มการฟ้องแพ่งด้วย 
เรียกค่าเสียหายที่ถูกทำลายชื่อเสียงเป็นเงินคนละ 50 ล้านบาท ตามระดับความดังของอาจารย์ ที่ทุกสื่อหลักของประเทศลงข่าวหมด มูลค่าจำนวนเงินที่ฟ้องนี่ หากชนะคดีความ จะนำเข้าบริจาคเข้าโนอิ้ง บุดด้าทั้งหมด เพราะเป็นส่วนที่พวกเธอยกขึ้นมาโจมตี 
ไม่ต้องพยายามเร่งลบข้อมูลนะ เราเก็บไว้หมดแล้วรวมถึงไฟล์เสียงที่ไปสัมภาษณ์ทาง PPTV ด้วย
บัดนี้ทุกสื่อก็ได้เผยความจริงอีกด้านให้สังคม ให้โลกเห็น ฟ้องแพ่งคนละ 50 ล้านบาท ก็เหมาะแล้วกับสถานะไฮโซที่ทางโลกเขายังติดภาพอยู่ และยังมีความเป็นบุคคลสาธารณะเพิ่มน้ำหนักเข้าไปอีก เพราะหากใช้สถานะทางธรรม วิปัสสนาจารย์ ก็ไม่ควรจะมีมูลค่าการฟ้องแพ่งอยู่ในนั้น 
..
เออ... ก็ดีเหมือนกันนะ เขายังคิดว่าเราเป็นไฮโซอยู่ แต่ศิษย์อย่าเผลอนะ มันคือสมมติ เห็นมั้ยว่า บางทีสมมติก็มีประโยชน์ อาจารย์คืออาจารย์นะ นั่นมันเป็นอดีต
..
และนับจากวันนี้ หากเห็นการให้ร้ายที่ออกมาจากศิษย์กลุ่มนี้อยู่ จะเพิ่มมูลค่าการฟ้องค่าเสียหายอีกกรณีละ 10 ล้านบาท
ไม่ว่าเคสจะลากยาวอย่างไรจะกี่ปี เรา โนอิ้งบุดด้า อึด อดทน พุ่งชนความอยุติธรรม..รอได้
เพราะนี่คือสิ่งที่พวกเธอ พยายามบิดเบือน ทำลายครูบาอาจารย์และสายธรรม ทำลายนำ้ใจของศิษย์ผู้อุทิศตนเป็นบ่อเกิดแห่งความดีงาม ออกมาปกป้องพระบรมศาสดา ทั้งๆที่
รู้ เห็น ว่าอาจารย์ทำเพื่อการปกป้องศาสนา ก็ยังกล่าวเท็จได้อย่างต้องขอใช้คำว่า
เลวทรามที่สุด
เลิกปฏิบัติธรรมกันไปเถอะ อย่าหลงคิดว่าตนเป็นคนดีเลย เพราะเธอเจตนาโกหกเพื่อทำลายเราและความกตัญญูไม่มีอยู่ในเส้นเลือด เมื่อปกป้องพระบรมศาสดาและ พระพุทธศาสนาแล้ว ก็ต้องปกป้องสายธรรมและปกป้องศิษย์ผู้อุทิศตนด้วย 
..

ขอให้ทุกคนที่มาอ่านเข้าจิตเข้าใจนะว่า ****การมาเป็นศิษย์แล้วออกจากสายธรรมไม่ใช่ความผิด เพราะบางคนก็ไม่ถูกจริต บางคนสู้ไม่ไหวยอมแพ้ไม่มีวินัยก็ไม่เป็นไร แต่ออกไปแล้วมีเจตนาใส่ร้าย ย่ำยี กล่าวเท็จอย่างไร้ความละอาย จงใจทำลาย ทำให้คนเกลียดชัง นี่คือศิษย์อกตัญญู เป็นพวกเนรคุณ*****
..
ตอนนี้ศิษย์คงอยากรู้ว่าใครจะโดนมั้ง ไม่อยากเขียนชื่อเต็มให้เป็นเสนียดเพจเลย เอาเป็นว่า เขียนชื่อย่อแบบโลกๆ แล้วกันนะ 
นางก. น.ส.ธีระ. นายน. นายจ. ไม่แน่ว่าจะมีนางบ. นางอ. ด้วยหรือเปล่า ทนายกำลังทำงาน และยังมีตามอีกเป็นขบวน ค่าใช้จ่ายในศาลอาจมากหน่อยเพราะฟ้องไม่ต่ำกว่า 5 และอาจเลยไปถึง 10 คน พวกเนรคุณเตรียมรับหมายศาลได้เลยทั้งแพ่งและอาญา

ทุกสิ่งที่ทำไม่ใช่เป็นเรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องความสง่างาม
..
เมื่อกล่าวเท็จได้ขนาดนี้ เราต้องพิสูจน์ความจริง ทำความสง่างามให้เกิดขึ้น และงานนี้ ไม่มีคำว่า "ยอมความ" เพราะกว่าจะผ่านวิกฤตมาได้ เราสวมวิญญาณแม่ทัพนักรบ เมื่อจับคนผิดได้ หลังจากที่ปล่อยให้เริงร่าย่ามใจมานาน ถึงคราต้องให้คนผิดได้รับโทษ เพราะไม่รู้จักสำนึกเลย
กฏแห่งกรรมทำงานช้าไป ก็ขอให้กฏหมายทำงานให้ก่อน
อาจารย์ต้องการทำให้เห็นบรรทัดฐานว่า การที่เราเป็นคนดี ไม่ได้หมายความว่า 
จะให้ใครมาย่ำยีอย่างไรก็ได้ ยิ่งดี ก็ยิ่งต้องพิสูจน์ความจริงให้เห็น และเราต้องปกป้องคนดี โดยเฉพาะศิษย์ที่เป็นกำลังให้กองทัพธรรมและโนอิ้ง บุดด้า ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมเข้าใจผิดอย่างนี้

ตรรกะ นิ่งเสียโพธิสัตว์ ใช้ไม่ได้กับยุควิกฤตอวิชชา
สิ่งใดที่ถูกกล่าวหา ก็ยิ่งต้องพิสูจน์ เพื่อให้คนดีมีที่ยืนอย่างสง่างาม

..

ขณะนี้ ทีมกฏหมายเตรียมทีมทนายแล้ว ทีมศิษย์ก็เตรียมข้อมูลหลักฐานไว้แล้ว ที่ทำนี่ เมตตานะ เพราะหากไม่ทำพวกเธอก็ไม่หยุด
และสอนให้เห็นว่า การเลือกคบคนชั่วเป็นมิตร จะให้ผลอย่างไร 
การเป็นคนเนรคุณจะส่งผลอย่างไร
สอนนิ่มนวลแล้วไม่ฟัง คนดีไม่ฟัง ไปรวมตัวกันทำลายครูบาอาจารย์
วันนี้ จึงมาถึงพวกเธอ

บัดนี้ เราได้ทำความสง่างามให้เกิดแก่สายธรรม เมื่อแรกแม้จะโดนพายุเบาๆ กระหน่ำบ้าง แต่ความดีย่อมรักษาคนดี ทองแท้ย่อมไม่แพ้ไฟ 
โพสต์นี้ ไม่ใช่ธรรมะตามใจนะ แต่เป็นถ้อยคำ ดังนั้นทุกสิ่งที่เขียน
เปี่ยมไปด้วยความหนักแน่น
..

แล้วมันจะผ่านไป... 
แต่สำหรับพวกเธอ ศิษย์เนรคุณ พวกอัญไรทั้งหลาย 
มันก้อ...จะนานหน่อย
ประมาณ 5 พุทธันดรโน่น
..
ตั้งแต่ช่วงวันเด็กผ่านไปไม่นาน เราได้ทำสงครามกับความมืดบอดจริงๆ 
เหมือน Star War,Episode 5 ตอน Empire Strikes back ไม่มีผิด
แล้วศิษย์ที่ยืนหยัดเคียงข้างอาจารย์ เหมือนทหารเจไดจริงๆ
อาจารย์ก็เป็นเหมือนโยดะ ใช้ปัญญาแก้ปัญหาแทนดาบ 
ขอบใจ ขอบใจ May Good Force be with us all.
..
เสียงเพลงเข้ามาในหัวแต่เช้า น้องนาตาชาร้องสมทบดังลั่น

I can see clearly now the rain is gone
I can see all obstacles in my way
Gone are the dark clouds that had me blind
It's gonna be a bright (bright)
Bright (bright) sunshiny day
It's gonna be a bright (bright)
Bright (bright) sunshiny day
....

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล
28 มกราคม 2018
..
ทีมทนาย รับทราบงานเพิ่ม หาทีมเพิ่มด้วยเลย เพราะฟ้องยกแรก 5 คนรวด

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 12 กุมภาพันธ์ 2561

 

ล้างบาง !

อ้อยเตโชประกาศศึกแต่ปีกลาย

ไสหัวอริยะศิษย์ทรยศพ้นสำนัก

เล่นเอาศิษย์ในสำนักหนาวสะท้าน

มองหน้ากันเลิกลั่ก..ใครจะเป็นรายต่อไป

 

อา..เล่นอะไรไม่เป็นมาเล่นกับไฟ โดยเฉพาะไฟที่เรียกว่า "เตโชวิปัสสนา" เพราะเล่นไปเล่นมาถึงกับ "ธาตุไฟแตกซ่าน" หันมา "เผาสำนักเตโช" เสียวายยอด ถึงกับต้องยกพระไพรีพินาศมาเป็นพระประธานชั่วคราว เพื่อขับไล่ "อริยะทรยศ" พ้นจากสำนัก จากสายธรรม ดีเดย์ 7 กุมภา 2560 หนึ่งปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ ศิษย์ที่ว่านั้น เขาคงไม่อยู่มานานแล้วล่ะ ไล่แบบส่งเดชแบบนี้คงไม่มีผลอะไร ก็แค่..กันศิษย์ภายในตีจาก เท่านั้นเอง นั่นเท่ากับว่า "เลือดไหลไม่หยุด" แถมเลือดใหม่ก็ไม่มีเติม จะหยุดเลือดได้ก็ต้องไล่ศิษย์ทรยศพ้นสำนัก เหมือนสนามมวยลุมพินี นี่คือหลักการของอริยะพันธุ์ใหม่ ดูแล้ววังเวงเหลือเกินฮ่ะ "สอนธรรมเพื่อฉกคนมาเป็นลูกศิษย์" เหมือนพระพยอมท่านว่า เลยกลายเป็น "ธรรมเก๊-ศิษย์เขา" ทั้งสำนักซีคะ แล้วใครจะอยู่ให้อดสูใจ ดูนกกาเหว่าเป็นไร ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก แม่กาก็หลงรัก นึกว่าลูกในอุทร ฯลฯ

หนึ่งปีที่ผ่านมา (7 กุมภา 2560- 7 กุมภา 2561) ปรากฏว่า ยุทธการล้างบางไม่สำเร็จ เกิดศิษย์อริยะทรยศอีกเป็นจำนวนมาก ขนาดข้ามห้วงมหรรณพได้แล้ว ก็ยังข้ามอาจารย์ไปอีกด้วย อ้อยจึงประกาศ "งดใช้กฎแห่งกรรม" แต่หันมาใช้ "กฎหมาย" แทน นั่นคือ ตั้งทนายฟ้องร้องศิษย์ทรยศ

วันนี้ อ้อยเตโช ประกาศฟ้องศิษย์ทรยศ แบบว่าเอาตายกันไปข้าง ผิดจากพฤติกรรมของผู้ทรงศีลทรงธรรม ที่นิยมใช้อุเบกขาและเมตตานำหน้า ใบหน้าของอ้อยจึงมีกลับจากขาวเป็นดำ จาก "เจ้าหญิงเลอา" อันขาวผ่อง กลายเป็น "เจ้าแม่กาลี" ดำปิ๊ดปี๋ เพราะมี "รอยอาฆาตอำมหิต" ปิดบังไว้ เสียอกเสียใจที่โครงการใหญ่ "ไปไม่ถึงฝั่ง" เพราะใคร ?

นี่คือผลของการ "ใช้ไฟ" ไม่เป็น ถ้าเล่นสร้างสำนักปฏิบัติธรรมควบสำนักกฎหมาย เอาไว้ฟ้องคนที่ตัวเองไร้ความสามารถสอนเขา ก็คงมีเพียงจำพวก "ทนาย" เท่านั้น ที่อาสามาเป็นศิษย์ เพราะอาจารย์ต้องจ่ายค่าทนายให้ไม่อั้น ดังคำโบราณว่า "กินขี้ ดีกว่าค้าความ" ใครโง่กว่าใครก็ดูเอาเอง !

 

 





 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 12 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

น้ำฝนกระหน่ำเซลล์ !

เปิดสินค้าตัวใหม่รับตรุษจีน

หลังกระเป๋าเพิ่มพูลทรัพย์รับหลายล้าน

กระแสสังคมห้ามไม่อยู่ เพราะอ้าง..สร้างโรงพยาบาล

 

 

 

อา..อนิจจาประเทศไทย มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แถมยังเร่งจะให้เป็น "ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก" แต่ภายในกลับเละตุ้มเป๊ะ มีมหาเถรสมาคมปกครองสงฆ์ก็เหมือนไม่มี ออกคำสั่งออกมาแต่ละทีก็เหมือนสั่งขี้มูก สั่งไปแล้วไม่เกิดผล ไม่มีคนทำตาม อย่างเจ้าคุณธงชัย-วัดไตรมิตร แรกนั้นก็ทำสำรวม "เราต้องแสดงตัวเองเป็นผู้นำที่ดีของพระสงฆ์ทั่วประเทศ ไม่จำเป็นต้องให้ใครสั่ง อาตมาขอประกาศเลิกปลุกเสกตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จะหันไปส่งเสริมการศึกษาแทน ฯลฯ" เสียงสาธุดังกระหึ่มโลก คล้อยหลังได้เดือนกว่าๆ ก็หันมารับงานเสกอีกแล้ว นี่ขนาดรองสมเด็จนะ ยังรักษาสัจจะวาจาเป็นเยี่ยม

ส่วนน้ำฝนนั้นเล่าก็ใช่เบา เพราะเข้ากับเจ้าคณะจังหวัดนครปฐมได้ดี มีอะไรผู้ใหญ่ก็ขยิบตาให้ สุดท้ายก็ดื้อยา โบราณว่า ระเบียบวินัยนั้น ถ้าละเมิดเพียงครั้งเดียวก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป ในกรณี "กระเป๋าน้ำฝน" ก็เป็นตัวอย่างชั้นดี เพราะเมื่อไม่สามารถ "ห้ามขายกระเป๋า" ได้ วันนี้ จึงเห็นน้ำฝนเข็นสินค้าออกมาเรื่อยๆ ต่อไปวัดไผ่ล้อมก็อ้างโน่นอ้างนี่เป็นยันต์กันผี ผลิตสินค้าออกมาจำหน่าย ได้เงินก็ช่วยเหลือสังคมบ้าง ช่วยเหลือวัดวาอารามต่างๆ บ้าง ช่วยงานคณะสงฆ์เจ้าคณะผู้ปกครองบ้าง ช่วยหน่วยงานราชการบ้าง เมื่อเงินพูดทุกอย่างก็เงียบ !

 

 

กรณีน้ำฝน ยังกลายเป็นประเด็นให้ "อ้อย-อัจฉราวดี" นำไปขยายผล ด่ากราดพระสงฆ์ไปทั่วประเทศว่า "วัดค่อนประเทศเป็นอลัชชี มอมเมาประชาชน" โดนชายจีวรใครบ้างก็ไม่รู้นะในมหาเถรสมาคมน่ะ เห็นสะบัดหลบน้ำลายยายอ้อยเป็นแถวๆ

แก้ปัญหาง่ายนิดเดียว ยุบทิ้งมหาเถรสมาคมเสียเถอะ ไม่ต้องมีเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์อะไรให้เสียเงินทอง ไม่ต้องเสียเวลาไปกราบตีนหรือแสดงความเคารพใคร นับถือพระพุทธเจ้าองค์เดียวก็พอแล้ว ใครอยากทำอะไรก็ทำไป ในเมื่อมีหรือไม่มันก็ไม่ต่างกัน จริงๆ นะครับ ท่านพระครู !

 

 

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ.

มากับ ม.44 มีเสียงเชียร์ว่า "เป็นคนดี ใจซื่อ มือสะอาด จะปัดกวาดวัดวาอารามให้เลี่ยน ไล่พวกเดียรถีย์ออกไปสิ้น" ครั้งแรกโดนย้าย เสียงโห่ใส่มหาเถรสมาคมดังกระหึ่ม จึงรีเทิร์นกลับมา ปรากฏว่า หามีวีรกรรมอะไรไม่ เพราะไม่เป็นงาน มส. เลยถูกผีลูกหม้อเข้าสิง จนแทบจะกลายเป็น "พนม#2" ไปแล้ว ทุกวันนี้คนแทบไม่รู้ว่า ผอ.สำนักพุทธฯ ชื่ออะไร มีบทบาทอะไร หรือว่านี่ใกล้จะได้เวลา "ไล่พงศ์พร" อีกรอบแล้ว อยู่หรือไปก็ไม่สำคัญ !

 

 

 

ผลงานดีเด่นของพงศ์พรก็คือ วิ่งไปกราบตีนมหาวอ ขอให้มาช่วยกู้ภาพลักษณ์สำนักพุทธฯ ปรากฏว่าได้ผล ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ มหาวอจัดแสงสีเสียงดังกระหึ่มไร่เชิญตะวัน ได้รับเสียงชะยันโตโห่ฮาจากทั่วทิศ พงศ์พรก็โยกหัวหลบกระแสน้ำเน่ากับเขาไปด้วย หนังศีลห้ามหาวอที่เข็นฉายผ่านจอของ พศ. ก็เลยมิดจี่หลี่ ไม่มีคนดู ก็เอาคนตอแหลมาทำมันจะเหลืออะไร สังคมไทยไม่ได้โง่ !

 

 

พอเกิดปัญหา "อัจฉราวดี" แห่งเตโชวิปัสสนา ทั้งนักปราชญ์ ผู้รู้ พระสงฆ์องค์เณร และชาวพุทธ "ทั่วประเทศ" เห็นว่าเป็นลัทธิวิปริตผิดเพี้ยน สมควรจะตรวจสอบให้สังคมพุทธไทยหายสงสัย ปรากฏว่าเรื่องดังมาเกือบเดือนแล้ว ยังไม่เห็นวี่แววว่าทางสำนักพุทธฯ จะดำเนินการอย่างไร มีแต่ทางนางอ้อย เอาไปอ้างว่า "สำนักพุทธแนะนำให้แถลงข่าว เพราะตรวจสอบแล้วไม่มีอะไรผิด" อ้างแบบนี้พงศ์พรก็ใบ้กิน แสดงว่าเป็นเรื่องจริง เจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ มีเป็นกองทัพ แต่แค่หนังสือของนางอ้อยเพียงเล่มเดียว ยังสุมหัวกันอ่านไม่จบจนป่านนี้ ถ้าไม่รู้หลักพระธรรมวินัยและวิธีการตรวจสอบกันทั้งกรม ก็ยุบทิ้งไปไม่ดีกว่าหรือ หรือถ้าหากเห็นว่านางอ้อยได้บรรลุธรรมจริง ก็เชิญมาเป็น "ผอ.พศ." เสีย เป็นผู้ชายอกสามศอก แต่กระจอกกว่าอิสตรี เสียทีที่เกิดมา

 

ก็สรุปว่า ไม่ต้องทำอะไรอีกเช่นกัน ไม่ว่า มส. หรือ พศ.

รอวันล่มจมเพียงอย่างเดียว !

 

 

 

หลวงพี่น้ำฝน เสกคอลเลกชันรับตรุษจีน ผ้ายันต์พันคอไฉ่ซิงเอี๊ย

คอลเลกชันใหม่หลวงพี่น้ำฝนต้อนรับตรุษจีน ผ้ายันต์พันคอ เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย เทพแห่งโชคลาภ-ร่ำรวย เบ็ดเสร็จมี 5 รุ่น ผืนละ 500 บาท ปลุกเสกคราวเดียวกันกับกระเป๋ามหามงคล แถมทุกเสาร์เปิดลงนะหน้าทอง อาทิตย์ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ นักวิชาการด้านพุทธศาสนาชี้ผิดคำสั่งเจ้าคณะใหญ่ทุกหนเต็มๆ หากไม่ดำเนินการ วัดที่เคยหยุดปลุกเสกจะกลับมาสร้างพุทธพาณิชย์รอบใหม่


ตรุษจีนปีนี้ท่านหาสิ่งของมงคลให้กับตัวท่านเองและครอบครัวแล้วหรือยัง หากยังไม่มีลองมองหาที่วัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เพราะพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสได้ออกโปรดักส์ใหม่เพื่อฉลองเทศกาลตรุษจีน นั่นคือผ้ายันต์พันคอมหามงคลองค์ไฉ่ซิงเอี๊ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภ เทพแห่งความร่ำรวย มีฐานะมั่งคั่ง

สำหรับญาติโยมพุทธศาสนิกชนชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีน นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทำบุญบูชาผ้ายันต์พันคอ "เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย" เทพเจ้าแห่งโชคลาภ เทพแห่งความร่ำรวย มีฐานะมั่งคั่ง และถือเป็นตำรับของหลวงพ่อพูล ที่หลวงพี่น้ำฝน ทายาทศิษย์เอก ท่านได้สืบทอดการสร้างมงคลวัตถุล้ำค่านี้ไว้ เป็นนิมิตหมายให้ โชคดี โชคดี โชคดี ตลอดปีใหม่ 2561 สืบต่อไป ที่สำคัญเป็นการสร้างบุญใหญ่กับครั้งหนึ่งในชีวิต สมทบทุนกองทุนหลวงพ่อพูล เพื่อสาธารณสงเคราะห์ ช่วยเหลือสังคมให้ร่มเย็นผาสุกสืบต่อไป

"เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย" ถือเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ เทพแห่งความร่ำรวย มีฐานะมั่งคั่ง ช่วยให้ชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้น "บูชาขอพร เงินทองไม่ขัดสน มีเงินใช้ตลอดปี"

นับเป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดของตระกูลผ้ายันต์พันคอของวัดไผ่ล้อม ที่ปลุกเสกโดยหลวงพี่น้ำฝน พระชื่อดังที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบเรื่องรถหรูโบราณ

 



เน้นเมตตามหานิยม

ทั้งนี้ วัดไผ่ล้อม ได้ออกของมงคลในช่วงเทศกาลปีใหม่ ในคอลเลคชั่นผ้ายันต์พันคอมาก่อนหน้านี้แล้วหลายรุ่น เช่น ผ้ายันต์พันคอพรพรหมประกาศิต และผ้าพันคอสาริกา มหาเสน่ห์ "พูล เพิ่ม ทรัพย์"

ผ้ายันต์พันคอพรพรหมประกาศิต ตำรับหลวงพ่อพูล ประจุยันต์ เมตตามหานิยม มงคลปีใหม่ 2561 และเพื่อประกาศคุณงามความดี ถวายความกตัญญูกตเวที แด่ครูบาอาจารย์ที่ทรงคุณอันประเสริฐ โดยในปีนี้ได้จัดสร้างผ้าพันคอพรพรหมประกาศิต เพื่อเป็นที่ระลึกเป็นของขวัญปีใหม่ และหาปัจจัยสมทบทุนมอบอุปกรณ์การแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลนครปฐม

ผ้าพันคอพรพรหมประกาศิต มีสีครีมและส้ม ขนาด 1 เมตร คูณ 1 เมตร ผลิตจากเนื้อผ้าไหมสเปนอย่างดี เนื้อผ้ายืดหยุ่น ศิลปะลักษณะทั้ง 4 มุม ประดิษฐานพระพรหมปกาศิต ถือศาสตราวุธ ผู้ใดที่บูชาพระพรหมอยู่เป็นนิจ พระองค์จะประทานพรให้สมหวัง เรียกว่า "พรพรหม" มีความหมายถึง ความเจริญ, ความกว้างขวาง, ความขยายตัว หรือความเบิกบาน ดังนั้นตามคติและวัตรปฏิบัติต่างๆ นี้ เป็นหลักชัยในการดำรงชีวิตให้เจริญรุ่งเรืองและมีความสุขสืบไป

ผ้ายันต์พันคออีกรุ่นหนึ่งที่ออกมาในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 นั่นคือ ผ้าพันคอสาริกา มหาเสน่ห์ "พูล เพิ่ม ทรัพย์" มีสีเขียวและน้ำเงินให้เลือก พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม กล่าวว่า อาตมาได้รังสรรค์มงคลของขวัญปีใหม่ ที่ญาติโยมพุทธศาสนิกชน สามารถนำไปมอบให้กับคนที่โยมรักและเคารพศรัทธา นับเป็นของดีที่มีคุณค่าทางจิตใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยพุทธศิลป์และพุทธคุณอย่างแท้จริง วัตถุประสงค์ เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ มอบให้แก่โรงพยาบาลนครปฐม

การบูชาสาริกา จักเป็นดั่งผู้มีวาจาไพเราะเสนาะหู ฟังแล้วคนเชื่อถือในคำพูด จึงนิยมกันมากในหมู่นักเจรจาธุรกิจ พ่อค้า แม่ค้า และประชาชนทั่วไป

 



กระเป๋าปลุกเสก เรือธง

ทั้งนี้ในช่วงต้นปี 2561 วัดไผ่ล้อมสร้างความฮือฮาให้กับผู้คนในสังคม ด้วยการทำกระเป๋ามหามงคล "พูล เพิ่ม ทรัพย์" มียันต์ของหลวงพ่อพูล เจ้าอาวาสองค์ก่อนเป็นลายกระเป๋า มองเผินๆ คล้ายกับกระเป๋าแบรนด์ดังจากต่างประเทศ มีให้เลือกหลายรูปแบบราคาเริ่มต้นที่ 1,000-2,500 บาท


กระเป๋ายันต์ครูตำรับโบราณของหลวงพ่อพูล จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการเสริมบุคลิกราศี โชคดีมีลาภ ถูกโฉลกร่ำรวย เติมเต็มต่อยอด เงินทองไหลมา และก็มีเมตตามหานิยมอย่างแท้จริง โดยได้ผ่านพิธีอธิษฐานจิตปลุกเสก ฤกษ์โสฬสมงคล วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม 2560 เวลา 16.16 น. รายได้นำไปมอบให้กับโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม

พบอีก 2 รุ่น พระพิฆเนศ-ท้าวเวสสุวรรณ

จากการตรวจสอบข้อมูลในเว็บไซต์ที่จำหน่ายวัตถุมงคลของวัดไผ่ล้อมยังพบอีกว่า ทางวัดไผ่ล้อมมีผ้ายันต์พันคอเพิ่มอีก 2 รุ่น นั่นคือ ผ้ายันต์พันคอ พระพิฆเนศ สำเร็จสมปรารถนา ทั้งนี้ พระพิฆเนศ มหาเทพแห่งความสำเร็จ เทพแห่งชัยชนะ เจ้าแห่งสติปัญญา ที่มีมนต์ขลัง พลังอำนาจยิ่งใหญ่ กล่าวสำหรับผ้ายันต์พันคอพระพิฆเนศ สำเร็จสมปรารถนา


ที่สำคัญพระพิฆเนศ มหาเทพ แห่งความสำเร็จ ทรงภูมิปัญญายิ่งใหญ่ ชัยชนะมนต์ขลัง พลังอำนาจบารมี ขจัดอุปสรรค อำนวยทุกสรรพสิ่ง เป็นเทพเจ้าแห่งสากล ที่มีผู้เคารพนับถือมากที่สุดองค์หนึ่งในทั่วโลก

และยังมีผ้ายันต์พันคอท้าวเวสสุวรรณ อีกหนึ่งรุ่น แต่ดูเหมือนรุ่นนี้จะได้รับการโปรโมตน้อยกว่ารุ่นอื่น ที่เน้นไปในเรื่องเมตตามหานิยม ค้าขายประสบความสำเร็จ


เป็นอันว่าผ้ายันต์พันคอของวัดไผ่ล้อมที่ปลุกเสกโดยหลวงพี่น้ำฝน มีทั้งหมด 5 รุ่น ผืนละ 500 บาท โดยผ้ายันต์พันคอ "เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย" ถือเป็นรุ่นล่าสุดที่ได้รับการโปรโมตในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยการปลุกเสกผ้ายันต์พันคอทั้ง 4 รุ่น ทางวัดแจ้งว่าทำพิธีในวันที่ 22 ธันวาคม 2560 พร้อมกระเป๋ามหามงคล พูล เพิ่ม ทรัพย์ เพียงแต่เปิดตัวออกมาในแต่ละเทศกาล เว้นแต่ผ้ายันต์พันคอท้าวเวสสุวรรณที่ไม่ได้แจ้งไว้



เสาร์-นะหน้าทอง/อาทิตย์-สะเดาะเคราะห์

ไม่เพียงแค่การออกโปรดักส์ใหม่ตามเทศกาลสำคัญเท่านั้น แต่ยังมีพิธีที่วัดไผ่ล้อมดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำอีก 2 งาน เพื่อดึงคนให้เข้ามาที่วัดได้ทั้งวันเสาร์และอาทิตย์


ทุกวันเสาร์มีพิธีลงนะหน้าทองมหาเสน่ห์ เสริมสิริมงคลให้กับชีวิต เมตตามหานิยมแห่งมนต์มหาเสน่ห์ เสริมบุญบารมี เป็นที่นับหน้าถือตา สร้างขวัญกำลังใจ ในการประกอบสัมมาชีพ คิดดี พูดดี ทำดี ด้วยใจอันสุจริต นำมาซึ่งความสำเร็จแห่งชีวิต ด้วยหลักธรรมและปัญญา ช่วงเวลา 09.00-15.00 น.


ส่วนในทุกวันอาทิตย์มีการทำพิธีสะเดาะเคราะห์เสริมบุญหนุนดวง เวลา 09.00-15.00 น. ล้างทุกข์ ล้างโศก ล้างโรค ล้างภัย สรรพเคราะห์ เสนียดจัญไร หายไปทันที เริ่มต้นชีวิตใหม่ ค้าขายดี มีกำไร สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไม่จน ร่ำรวย มั่งมี โชคดี มีความสุขตลอดปีตลอดไป ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงทั้งหลาย ช่วยทำให้ทุกข์คลายมลายพลัน


บททดสอบคำสั่งศักดิ์สิทธิ์ ?

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ผ่านมานั้น วัดไผ่ล้อมมีการสร้างวัตถุมงคลหลากรุ่น หลากแบบมากมาย โดยเฉพาะเรื่องเมตตามหานิยม และเรื่องกิจการค้าขาย แม้เมื่อหลวงพ่อพูลอดีตเจ้าอาวาสได้ละสังขารไปเมื่อ 22 พฤษภาคม 2548 ตรงกับวันวิสาขบูชา ศิษย์เอกอย่างหลวงพี่น้ำฝนก็ ได้เข้ามาทำหน้าที่สืบทอดพิธีเหล่านี้แทนในตำรับหลวงพ่อพูล

"สิ่งที่ทำกันอยู่ในเวลานี้ผิดคำสั่งของเจ้าคณะใหญ่ทุกหนอยู่แล้ว แม้จะกล่าวอ้างว่าไม่ได้ทำพิธีในอุโบสถ หรือไม่ได้ขึ้นป้ายโฆษณา แต่สิ่งที่เป็นอยู่ก็เห็นกันอยู่ว่ามีการบอกถึงสรรพคุณของวัตถุมงคลที่ปลุกเสกกันมา ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าหรือผ้ายันต์พันคอ ก็โพสต์กันบนสื่อออนไลน์ ไม่ว่าวัตถุประสงค์จะแจ้งว่าเพื่อนำรายได้ช่วยเหลือโรงพยาบาล สร้างอาคาร หรือเพื่อสาธารณประโยชน์อื่น" นักวิชาการด้านพุทธศาสนากล่าว

ดังนั้น คำสั่งที่ออกมาเมื่อ 30 กันยายน 2560 ของเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ จึงไร้ความหมาย ขาดการบังคับใช้ ไม่ต่างกับเป็นการเย้ยคำสั่งดังกล่าว และยังเป็นการเยาะเย้ยพระทั้งประเทศที่ปฏิบัติตามคำสั่งของพระผู้ใหญ่ ขนาดเจ้าคณะจังหวัดนครปฐมยังกลับไปกลับมา ครั้งแรกบอกอย่าหลงเชื่อสิ่งมัวเมา วันต่อมาบอกทำเพื่อช่วยเหลือสังคม ไม่ถือว่ามีความผิด

นี่จึงเป็นอีกบททดสอบหนึ่งของพระระดับปกครอง ว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไร ไม่เช่นนั้นอีกไม่นานวัดที่เคยหยุดทำไป อาจจะหวนกลับมาทำพิธีหรือสร้างเครื่องรางของขลังกันอีกครั้ง คราวนี้ทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิมกลายเป็นพุทธพาณิชย์อีกรอบ

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 12 กุมภาพันธ์ 2561

 

เผย 8 อลัชชี !

ขึ้นบัญชีดำอ้อยเตโช

"น้ำฝน-วอ" กอดคอกันเข้าทุ่งสังหาร

ว่ากันว่า ถ้าอ้อยเตโชโมโหแล้ว อันตราย

ไม่ตายก็ไม่โต !

 

 

 

หลวงพี่น้ำฝน  วัดไผ่ล้อม - ว.วชิรเมธี ไร่เชิญตะวัน

 

 


 

รวมพลคนดังในค่ายไร่เชิญตะวัน

 

 

อา..หาเรื่องเสียแล้วสิเจ๊ เจ๊ไม่รู้หรือไรว่า "มหาวอเป็นใคร" ใหญ่ขนาดไหน ไร่เชิงตะกอน เอ๊ย เชิญตะวัน นั้นมีฐานะเป็นอะไร ทำไมคนใหญ่คนโตระดับประเทศพาเหรดกันเข้าไร่ ไม่เข้าวัด จะทำอะไรคิดให้ดีๆ นาเจ๊นา ประเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน เคยได้ยินหรือเปล่า วลีที่ว่า "ไม่มีแผ่นดินจะอยู่" น่ะ

จำไม่ได้หรือไร ว่าก่อนหน้า มหาวอเคยประกาศว่า "การรับตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์นั้น เพราะฟ้าบันดาล ในรั้วในวังกำชับให้รับๆ เพราะคุณสมบัติล้น" นี่เจ๊ถือดีอย่างไรไปแตะคุณวอเธอ เผลอๆ ปลายปีนี้ ว.วชิรเมธี รับฎีกาเข้าวัง เป็นเจ้าคุณชั้นเทพ !

แต่ว่า ศึกครั้งนี้ เซียนพระท่าพระจันทร์ชี้ว่า มีเดิมพันระดับพันล้าน เพราะทั้ง เจ๊ ว. และ เจ๊ อ. ต่างหากินตลาดเดียวกัน คือ ตลาดดารา เจาะสังคมไฮโซ ใช้ของแบรนด์เนมเหมือนกัน ทำรีสอร์ตให้เป็นวัดเหมือนกัน ตั้งมูลนิธิหาเงินใช้หาเสียงเหมือนกัน แต่งตัวสำอางเหมือนกัน ถึงจะตั้งค่ายห่างกันเกือบพันกิโล แต่สุดท้ายก็โคจรมาเจอกันจนได้ เหมือนฟ้าลิขิตหรือไม่ก็บุพเพอาละวาด เซียนป๋องมองข้ามช็อตไปไกลว่า ถ้าใครล้มใครลงได้ ก็กวาดตลาดดาราไว้ในสังกัดหมด กินรวบประเทศไทย ยิ่งกว่า "เจ๊แดง" แห่งช่องเจ็ดสี โปรดจับตาดูให้ดี ว่าค่ายเชิญตะวันจะแก้มวยอย่างไร ไม่งั้นก็ต้องกลายเป็น "อลัชชี" ตามบัญชีดำของ..อ้อยเตโช ไปจนตาย !

 

 

 

ว. กับ อ. ใครตอแหลกว่าใคร ?

 

 




 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 10 กุมภาพันธ์ 2561

 

ครั้งที่ 3 !

 

อัจฉราวดีเปลี่ยนสำนวนขอขมาสงฆ์

เขียนแต่ละครั้งสับสนปนเป ต้องแก้แล้วแก้อีก

เฮ้อ ได้บรรลุธรรมทั้งที มีสติปัญญาแค่นี้เอง

แค่ตัวหนังสือยังไม่ผ่าน แต่สะเออะจะพาคนไปนิพพาน

กลับไปเรียนหนังสือใหม่เถิด เด็กหญิงอ้อยเอ๋ย !

 

 

 

เทียบสำนวน คำต่อคำ

 

ครั้งแรก

ครั้งหลัง

น้อมขอขมาต่อสังฆะ น้อมกราบขอขมาต่อสังฆมณฑล
แต่พอตรงและแรง ท่านก็ตื่น

แต่ตื่นมาโกรธ

แต่พอตรงและแรง ท่านก็ตื่น

แต่พระหลายรูป ตื่นมาโกรธ

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คข้ามห้วงมหรรณพ : 4 กุมภาพันธ์ 2561

 

 

ปราชญ์บาลีชี้

 

ไม่มี "เตโชวิปัสสนา" ในคัมภีร์

และไม่มีในคำสอนพระพุทธศาสนา

 

 

 

น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย ป.ธ.9

อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษา กองทัพเรือ

นักปราชญ์ด้านภาษาบาลี

 

 

เตโชวิปัสสนา

 

 


 

 

เตโชวิปัสสนา ศัพท์นอกตำรา

 


 

 

 

(1) "เตโช"

คำเดิมในบาลีเป็น "เตช" (เต-ชะ) รากศัพท์มาจาก ติชฺ (ธาตุ = ทำให้ร้อน, ลับให้คม) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, แผลง อิ ที่ ติ-(ชฺ) เป็น เอ (ติชฺ > เตช)

: ติชฺ + ณ = ติชณ > ติช > เตช แปลตามศัพท์ว่า "ผู้เผาภูตรูปและอุปาทายรูปให้มอดไหม้" หมายถึง ความร้อน, เปลวไฟ, ไฟ, แสงสว่าง; ความเปล่งปลั่ง, ความรุ่งโรจน์, ความโชติช่วง, ความงดงาม, พลัง, ความแข็งแรง, อำนาจ (heat, flame, fire, light; radiance, effulgence, splendour, glory, energy, strength, power)

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ บอกว่า "เตช" แปลตามศัพท์ว่า "sharpness" (ความคม)

บาลี "เตช" ในภาษาไทยใช้เป็น "เดช" "เดชะ" และ "เดโช"

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ -

(1) เดช, เดชะ : (คำแบบ) (คำนาม) อํานาจ; ความร้อน, ไฟ. (ป. เตช; ส. เตชสฺ).

(2) เดโช : (คำนาม) อํานาจ; ความร้อน, ไฟ. (ป. เตช; ส. เตชสฺ).

โปรดสังเกตว่า ในภาษาไทย พจนานุกรมฯ บอกว่า "เดช" และ "เดชะ" เป็น ไคำแบบไ คือ คำที่ใช้เฉพาะในหนังสือ ไม่ใช่คำพูดทั่วไป

แต่ที่เป็น "เดโช" พจนานุกรมฯ ไม่ได้บอกว่าเป็นคำแบบ


 

 

 

(2) "วิปัสสนา"

บาลีเขียน "วิปสฺสนา" (มีจุดใต้ ส ตัวแรก) อ่านว่า วิ-ปัด-สะ-นา รากศัพท์มาจาก วิ (คำอุปสรรค = วิเศษ, พิเศษ, แจ้ง, ต่าง) + ทิสฺ (ธาตุ = เห็น), แปลง ทิสฺ เป็น ปสฺสฺ + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ) + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตฺถีลิงค์

: วิ + ทิสฺ > ปสฺส = วิปสฺสฺ + ยุ > อน = วิปสฺสน + อา = วิปสฺสนา แปลตามศัพท์ว่า "ปัญญาที่เห็นสภาวะต่างๆ มีอนิจจลักษณะเป็นต้นในสังขาร" หมายถึง การเห็นแจ้ง, ความเห็นวิเศษ, ญาณพิเศษ, ปัญญาเครื่องเห็นแจ้ง (inward vision, insight, intuition, introspection)

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย-อังกฤษ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต แปล "วิปัสสนา" เป็นอังกฤษดังนี้ -

"วิปัสสนา (Vipassanā) : insight; intuitive vision; introspection; contemplation; intuition; insight development."

 

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

"วิปัสสนา : (คำนาม) ความเห็นแจ้ง, การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งในสังขารทั้งหลายว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. (ป.)."


 

เตโช + วิปัสสนา = เตโชวิปัสสนา

 

"เตโชวิปัสสนา" เป็นชื่อหลักวิชาของสำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งใช้ชื่อสำนักว่า "เตโชวิปัสสนาสถาน"

หลักฐานแห่งหนึ่งอธิบายความหมายของคำว่า "เตโชวิปัสสนา" ไว้ดังนี้ -

 

ใครที่ยังไม่เข้าใจว่าเตโชวิปัสสนาคืออะไร ขอคัดลอกถ้อยแถลงของท่านอาจารย์มาให้อ่านดังนี้

 

เตโชวิปัสสนากรรมฐาน มาจากคำว่า เตโช+วิปัสสนากรรมฐาน คือหลักการปฏิบัติวิปัสสนาด้วยวิธีการจุดธาตุไฟในกายมาเผากิเลส โดยการเพ่งที่ฝ่ามืออย่างถูกต้อง อันเป็นวิธีทางลัดตัดตรงสู่นิพพาน ตามหลักสติปัฏฐานสี่

- พึงมีความเพียรเผากิเลส ซึ่งหลักปฏิบัติไม่เคยมีใครได้รู้วิธีการมาก่อน

พระอาจารย์สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังษี ได้สื่อจิตมาสอนอาจารย์อัจฉราวดี ในปี 2550 จนได้เข้าถึงมรรคผล ชั้นสูงอย่างรวดเร็ว

 

 

ในคัมภีร์ไม่มีศัพท์ "เตโชวิปสฺสนา" (เตโชวิปัสสนา) แต่มีศัพท์ "วิปสฺสนาเตโช" เป็นคำอธิบายความหมายของศัพท์ว่า "ปญฺญาเตโช" ซึ่งแปลว่า "เดชคือปัญญา" โดยอธิบายว่า "ปญฺญาเตโช" ก็คือ "วิปสฺสนาเตโช"

คำว่า "เตโช" ในที่นี้ท่านหมายถึง "ธรรมเป็นเครื่องเผาสิ่งเป็นข้าศึก" (ปฏิปกฺขตาปน)

โดยนัยนี้ "วิปสฺสนาเตโช" จึงแปลว่า "เดชคือวิปัสสนา" ซึ่งหมายถึงตัวปัญญา อันทำหน้าที่เผาความโง่เขลาเบาปัญญาให้มอดไหม้หมดสิ้นไป

ท่านว่า "วิปสฺสนาเตโช" จะตั้งมั่นได้ต้องอาศัยศีลเป็นฐานแห่งสมาธิ และสมาธิเป็นฐานแห่งปัญญา อันเป็นหลักการที่เรียกว่า "ไตรสิกขา" อันเป็นทางดำเนินสู่พระนฤพาน

ที่มา : สัทธัมมปกาสินี (อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค) ภาค 1 หน้า 526

 

"วิปสฺสนาเตโช" ไม่เกี่ยวกับการใช้เตโชธาตุเผากิเลส และการใช้เตโชธาตุเผากิเลส ก็ไม่ใช่คำสอนในพระพุทธศาสนา

 

 

สรุปว่า "เตโชวิปสฺสนา" (เตโชวิปัสสนา) ไม่มีในคัมภีร์

และไม่มีในคำสอนของพระพุทธศาสนา


 

ดูก่อนภราดา !

: จงเผากิเลสด้วยหลักไตรสิกขา

: ไปนิพพานในพระพุทธศาสนาไม่มีทางลัด

 

น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย ป.ธ.9

อดีตผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษา กองทัพเรือ

 

 

หมอบราบคาบแก้ว !

 

เจ้าคุณเบอร์ลินสิ้นลาย

ส่งจดหมายขอเข้ากราบคารวะพุทธะอิสระ

 

 

 

กราบเรียนมาด้วยความเคารพอย่างสูง

พระโสภณพุทธิวิเทศ

วัดพุทธาราม นครเบอร์ลิน เยอรมัน

 

อา..เห็นยึกยักเยื้องย่างรำมวยสวยงามอยู่กลางเวที นึกว่าจะเล่นท่ายากระดับครู เช่น "หักงวงไอยรา-บาทาลูบพักตร์" หรือไม่ก็ "เถรกวาดลาน" พลิกเหลี่ยมนิดเดียวก็ล้มคว่ำไม่เป็นขบวน แต่ไหงหลายเป็นท่า "หมอบแทบบาทา" ไปเสียฉิบ อาการแบบนี้เซียนลุมพินีเรียกว่า "ล็อกถล่ม" ฮ่ะ TKO แพ้แบบหมดท่า ชกไม่ทันครบยกพี่เลี้ยงก็โยนผ้าขาวแล้ว เห็นแล้วก็สงสาร  งานนี้ พระวัดสระเกศ คงร้องไห้ระงมกันทั่ววัด ยิ่งกว่าวันเสียสมเด็จเกี่ยว เสียเกียรติย่อยยับอัปรา มันเท่ากับว่า "หมดทางสู้" ต้องขอยอมแพ้ มิได้แพ้ด้วยพยานหลักฐานในชั้นศาลที่เคยอาจหาญคุยโตระดับ "จอมโวเรียกพี่" ว่า "กูไม่กลัวมึง กูมีผู้ใหญ่ระดับประเทศหนุนหลัง ฝากฝังประเทศชาติไว้กับกู เอกสารลับสุดยอดอยู่ในมือกู ฯลฯ" ฟังแล้วแสบไส้ติ่ง หลับตาเห็นขาพุทธะอิสระก้าวเข้าคุกไปข้างหนึ่ง เหลืออีกเพียงไม่กี่อึดใจคงได้ "นุ่งกางเกงซดโอเลี้ยง" ตามกระบวนเพลงยุทธที่ว่า "ประดาบต้องได้เลือด" มิใช่ประดาบแล้วเห็นน้ำลาย  ไอ้นั่นมันเสือไบ ผลงานที่ผ่านมาของเจ้าคุณเบอร์ลินนั้น ร่ำๆ จะได้เลื่อนเป็น "เจ้าคุณซีไอเอ" อยู่รอมร่อ พอทำหนังสือ "ขอเข้าคารวะถึงวัดอ้อน้อย" เข้าเท่านั้น มันก็เท่ากับ "เสือหมดลาย" กลายเป็นอะไรก็เห็นจะไม่ต้องออกชื่อ

การส่งเทียบ "ขอเข้ากราบคารวะพุทธะอิสระ" อย่างเงียบๆ เป็นการส่วนตัวนั้น ถือได้ว่าเป็นการยอมจำนนแบบจนตรอก หมดทางสู้ทุกวิถี ไม่มีศักดิ์ศรีแม่ทัพใหญ่ในสายต่างประเทศให้เหลืออยู่เลย เพราะขนาด "เจ้าคุณเบอร์ลิน" ซึ่งถือว่าเป็นกระบี่มือหนึ่งในสายวัดสระเกศ มีพัดยศพระราชาคณะค้ำฐานะอยู่ แถมอยู่วัดใหญ่ระดับ "อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" แถมปัจจุบันยังเป็นทั้ง "กรรมการมหาเถรสมาคม - ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ" อีกด้วย ก็ยัง..ไปไม่รอด จอดไม่แจว แล้วต่อไป ใครไหนจะกล้า

งานนี้พุทธะอิสระ "ถูกหวย" ระดับซุปเปอร์ล็อตโต้ มูลค่ามหาศาลหลายพันล้านเชียวล่ะฮ่ะ อยู่ดีๆ ก็มีลูกมาเข้าเท้า เขี่ยเบาๆ ก็วิ่งเข้าประตู เพราะนายทวารเปิดโล่งรอไว้แล้ว หมูวิ่งชนเสือน่ะจะเหลือหรือ แค่แพร่ภาพ "เจ้าคุณเบอร์ลินเข้ากราบคารวะ" ก็ชนะไกลในไตรภูมิพระร่วงแล้ว ตีกินไปอีกร้อยปี แค่ดอกเบี้ยก็..กินบ่เสี้ยง

แหมเสียดาย อุตส่าห์รองไว้ตั้งหลายร้อย หนอยกลายเป็นมวยล้มต้มคนดู เพราะถ้าขอเข้าพบพุทะอิสระอย่างที่ว่านี้ ก็มีค่าเท่ากับว่า ที่ผ่านมานั้น ได้ใช้หลักฐาน-พยานเท็จ กล่าวหาเขา พอโดนเขาฟ้อง ก็ขอยอมความ มันมิใช่แค่หมดศักดิ์ศรีเท่านั้น แต่ถึงกับ "หมดความเป็นพระโดยไม่ต้องลาสิกขา" ไปเลยทีเดียว

ดูสิ ยังมิทันไปวัดอ้อน้อย พุทธะอิสระ ก็เอาจดหมายไปโพสต์ แถมสอนออนไลน์ไปทั่วโลกแล้ว "ทีพูด ทำไมไม่รู้จักคิด" นิ่มๆ แต่เจ็บลึก เจ็บนาน งานนี้ทีใครทีมันฮ่ะ !

 

 

 

ของเขาดี

 

 


 

ทำไมเวลาทำ พูด คิด ไม่รู้จักคิดเสียก่อนแหละ

 

29 มกราคม 2561

 

เรื่อง ขอความเมตตานุเคราะห์นัดวันเข้ากราบ เพื่อปรึกษา และพูดคุยหาวิธียุติคดี (ศาลนครปฐม)

 

กราบเรียน หลวงปู่พุทธอิสระ (พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม) วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม

 

ก่อนอื่นโดยไม่เกี่ยวกับการพูดคุยใดๆ ในเรื่องคดีความ ที่จะขอนัดวันเพื่อพูดคุย ในครั้งนี้

 

กระผมขอกราบขอบพระคุณในเมตตานุเคราะห์ของหลวงปู่เป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เปิดโอกาสให้กระผมได้มาพูดคุยในครั้งนี้ครับ เพราะจริงๆ แล้ว กระผมมีความตั้งใจอยู่ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ที่จะหาโอกาสมากราบ และพบปะพูดคุยกับหลวงปู่ เมื่อมีโอกาสในครั้งนี้ จึงรู้สึกยินดี และดีใจเป็นอย่างยิ่งครับ

 

เพราะนับแต่หลังช่วงหลังวันสงกรานต์ ปี 2560 เป็นต้นมา กระผมรู้สึกตัวเองว่า เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก และมีความตั้งใจอย่างสูงสุดว่า จะทุ่มเททำงานเพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อสถาบัน และเพื่อพระศาสนา ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เมื่อมามีโอกาสที่จะได้พบหลวงปู่ในครั้งนี้ ซึ่งกระผมมีความเชื่อมั่นว่าหลวงปู่ก็มีเจตนาดีต่อส่วนรวมเช่นเดียวกัน จึงดีใจเป็นอย่างยิ่งครับ

 

 

นี้คือ ความในใจของกระผมครับ

 

ในส่วนของการพูดคุยเจรจา เพื่อหาทางยุติคดีที่กระผมตกเป็นจำเลยของหลวงปู่นั้น กระผมขอนัดวัน เพื่อเข้ากราบหลวงปู่ที่วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม นะครับ โดยมีกำหนดวันเวลาตามแต่ความสะดวกของหลวงปู่เป็นหลัก ในช่วงระหว่างวันที่ 5-6-7-8 มีนาคม 2561 ครับ โดยในวันนัดนั้น ทางฝ่ายของกระผมมี 3 ท่าน คือ ตัวกระผม ทนาย และลูกศิษย์ถือย่ามอีก 1 ท่าน

 

หวังเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้รับความเมตตานุเคราะห์จากหลวงปู่ในครั้งนี้ มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

 

กราบเรียนมาด้วยความเคารพอย่างสูง

พระโสภณพุทธิวิเทศ

วัดพุทธาราม นครเบอร์ลิน เยอรมัน

22 มกราคม 2561

 

อ่านแล้ววิจารณ์กันเอาเอง

พุทธะอิสระ

ขอขอบคุณภาพจากสำนักข่าวต่างๆ

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ  : 29 มกราคม 2561

 

 

ตื่นรู้ ร้อนวิชา !

พระพยอมนิยามพฤติกรรมอัจฉราวดี

สมัยนี้ ชอบสอนธรรม เพื่อฉกคนมาเป็นศิษย์

 

ไม่ควรแม้แต่จะอ้างตัวเองเป็นอาจารย์ด้วยซ้ำไป !

 

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมข่าว)

 

"สอนธรรม เพื่อฉกคนมาเป็นลูกศิษย์"

พระพยอม กลฺยาโณ วัดสวนแก้ว นนทบุรี

ศิษย์หลวงพ่อพุทธทาส

อลัชชีรายใหม่ นบัญชีอัจฉราวดี วงศ์สกล

 

อา..ณ ปัจจุบันวันนี้ เห็นทีจะมีอลัชชี "ค่อนประเทศ" ดังศาสดาอ้อยเธอว่าไว้จริงๆ วันก่อนก็ทั้ง "เจ้าคุณเกษม วัดราชา-พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย-ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆัง" ฯลฯ ต่างสวนสนามกันเข้ามา "ประณาม" พฤติกรรมของอัจฉราวดี วันนี้ "หลวงพ่อพยอม" วัดสวนแก้ว ก็เอาอีกแล้ว

อ้อยประกาศชัดเจนว่า "ไม่ว่าใครก็ตาม ที่ออกมาต่อต้านเธอและพรรคพวก ถือว่าเป็นพวกอลัชชี สูญเสียผลประโยชน์ บิดเบือน กลั่นแกล้ง และทำร้าย ผู้บริสุทธิ์"

 

ที่มา : อมรินทร์ทีวี : 29 มกราคม 2561

 

 

 

วิปัสสนูปกิเลส-กิเลสในวิปัสสนา

พุทธอิสระ "ตีค่า" อัจฉราวดี

วิปัสสนา เห็นพระพุทธเจ้านั้น เพี้ยน !

 

 

 

พุทธะอิสระขึ้นปกข้ามห้วงมหรรณพ

ของ..อ้อย-อัจฉราวดี

ต่อไปนี้น่าจะไม่มีอีกแล้ว เพราะคนละทางพระนิพพาน

 

 

อา..เพี้ยนได้ไงคะ ขนาดได้รับคำสั่งให้เขียนหนังสือ แถมยังทรงประทานพระบรมสารีริกธาตุมาให้อีกด้วย ตั้ง 23 เม็ดแน่ะ แบบนี้จะเพี้ยนได้ยังไง ไม่เชื่อมาดูสิคะ ดูให้เห็นกับตาถ้าไม่เชื่อ อ้อยได้ฟังกับหู ได้ดูกับตา จะว่าเพี้ยนได้ไง

ปัญหาข้อต่อมาก็คือว่า อัจฉราวดี สู้อุตส่าห์เคารพยกย่องท่านพุทธะอิสระ เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ถึงกับเอารูปไปลงปกนิตยสาร "ข้ามห้วงมหรรณพ" อย่างสวยงาม โดยหวังว่าท่านพุทธะอิสระจะ "ข้าม-อัจฉราวดี" ไปซักคน เหมือนท่านไพศาล ที่มีเมตตาเกินประมาณ อ้อยทั้งรักทั้งเคารพค่ะ

ตะทีนี้ก็มาถึงปัญหาข้อที่ว่า "อัจฉราวดีอ้างว่า มีพระผู้ใหญ่หลายรูป ให้กำลังใจ และขอให้เดินหน้าในการรณรงค์ต่อสู้กับพวกมารอลัชชีทั่วประเทศ" ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เพิ่งสายตาไปที่ "วัดอ้อน้อย" ของท่าน "พุทธะอิสระ" และ "วัดป่าสุคโต" ของ "พระไพศาล วิสาโล" ซึ่งทั้งสองท่านมีสายสัมพันธ์ในทางบวกกับสำนักเตโชวิปัสสนา ของนางอัจฉราวดี

แต่เมื่อท่านพุทธะอิสระ ออกมาตีตราเตโชวิปัสสนาของอัจฉราวดีว่ามีค่าเพียง "วิปัสสนูปกิเลส" เป็นเพียงความหลงประเภทหนึ่ง จึงมิใช่พระนิพพาน งานนี้ส่งผลให้วิปัสสนาญาณของอ้อยกลายเป็น "ยานโตงเตง" ไปเลย ก็เลยเหลือเพียง "วัดป่าสุคโต" ของพระไพศาล อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าไม่นาน คำถามก็คงเดินทางไปถึง ส่วนหลวงพ่อจรัญ อาจารย์ของนางอัจฉราวดีนั้น ท่านมรณภาพไปแล้ว คงไม่สามารถมาเป็นพยานในชั้นศาลได้ แต่ไม่แน่นะ ขนาดสมเด็จโตเสียไปได้ร้อยกว่าปี ยังมาสอนอ้อยได้เลย ขึ้นศาลวันใด อาจจะได้เห็นอ้อยเบิกพยานทั้ง "พระพุทธเจ้า-สมเด็จโต-ฤษีลิงดำ-หลวงพ่อจรัญ" มาเป็นพยานในชั้นศาล งานนี้รับรอง..ศาลแตก !

 

 

พระไพศาล กับ อัจฉราวดี

 


 

 

โยมถาม-พระตอบ คอลัมน์ถูกเวลา

 

 

ดิฉันเป็นนักบุญหรือคนบาป เจ้าคะ ?

 

 

 

หัวใจถวายวัด (วัดอ้อน้อย)

 

 


วิปัสสนูปกิเลส

 


หากทำความเข้าใจในหลักพระธรรมวินัยให้แจ่มชัด เราท่านทั้งหลายจักไม่หลงทิศทางแน่นอน

28 มกราคม 2561

ก่อนที่พระบรมศาสดา อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จักทรงปรินิพพาน ทรงฝากฝังพระธรรมวินัยนี้ให้อยู่ในความคุ้มครอง ดูแล รักษา และปฏิบัติตามไว้ให้แก่ภิกษุบริษัททั้ง 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

จะเห็นว่าพระบรมศาสดา มิได้ต้องการให้พระธรรมวินัยนี้ ถูกผูกขาดโดยพระภิกษุสงฆ์แต่ฝ่ายเดียว อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

ไม่เข้าใจว่าทำไมสมัยนี้ ต้องมีการตีความพระพุทธธรรม จึงจักรู้ว่าถูกหรือผิด ทั้งที่ว่าโดยหลักที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ให้นั้นไม่ได้ยาก ซึ่งก็ไม่ต้องคิดมาก ไม่มีอะไรซับซ้อนใดๆ เลยหากได้ศึกษาอย่างจริงจังแล้วบุคคลทั่วไปก็สามารถเข้าใจได้

เช่นหลักตัดสินว่า อะไรเป็นธรรม อะไรไม่เป็นธรรม

อะไรเป็นพระวินัยอะไรไม่ใช่พระวินัย

อีกทั้งผู้ศึกษาควรจักตระหนักรู้ว่า จุดมุ่งหมายของพระธรรมวินัยนี้เป็นไปเพื่ออะไร

ซึ่งหลักที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวางเอาไว้นั้นมีอยู่ด้วยกันถึง 8 ประการ คือ

1. วิราคะ คือ ความคลายกำหนัด, ความไม่ติดพัน เป็นอิสระ (detachment; dispassionateness)

2. วิสังโยค คือ ความหมดเครื่องผูกรัด, ความไม่ประกอบทุกข์ (release from bondage)

3. อปจยะ คือ ความไม่พอกพูนกิเลส (dispersion of defilements)

4. อัปปิจฉตา คือ ความอยากอันน้อย, ความมักน้อย (wanting little) มิใช่เพื่อความอยากอันใหญ่, ความมักใหญ่ หรือมักมากอยากใหญ่

5. สันตุฏฐี คือ ความสันโดษ (contentment) มิใช่เพื่อความไม่สันโดษ

6. ปวิเวก คือ ความสงัด (seclusion; solitude) มิใช่เพื่อความคลุกคลีอยู่ในหมู่

7. วิริยารัมภะ คือ การประกอบความเพียร (energy; exertion) มิใช่เพื่อความเกียจคร้าน

8. สุภรตา คือ ความเลี้ยงง่าย (being easy to support) มิใช่เพื่อความเลี้ยงยาก

ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า ด้วยหลักตัดสินพระธรรมวินัยทั้ง 8 ประการนี้ เมื่อนำมาพิจารณาต่อพฤติกรรมของภิกษุบริษัททั้ง 4 ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันก็จักรู้ได้ว่า สิ่งที่ภิกษุบริษัททั้ง 4 ประพฤติปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้อะไรเป็นธรรม อะไรมิใช่ธรรม อะไรเป็นวินัย อะไรมิใช่วินัย

อีกทั้งยังทรงประทานวิชาอันเป็นวิถีแห่งความหลุดพ้นเอาไว้ที่เรียกว่า สมถะและวิปัสสนา

ทั้งยังทรงชี้ว่าวิชาสมถะ จักสามารถหลุดพ้นจากเครื่องจองจำร้อยรัดได้แค่ชั่วขณะ ด้วยอำนาจขององค์ฌาน ที่เรียกว่า ข่มเอาไว้ด้วยกำลังสมาบัติ วิธีนี้เรียกว่า วิขัมภนวิมุตติ (หรือเรียกว่า วิกขัมภนวิมุตติ) ซึ่งก็มีสอนกันเกลื่อนอยู่ในทุกศาสนาอยู่แล้ว

ส่วนวิชาวิปัสสนานั้นเป็นวิชาสุดยอด ที่ไม่มีศาสนาไหนสอน
เป็นวิชาที่ทำให้เกิดปัญญา รู้แจ้งชัดตามความเป็นจริง

เป็นวิชาที่ทำให้เข้าใจซาบซึ้งถึงรากเหง้า แห่งการเกิดและการดับ

เป็นวิชาที่ทำให้ผู้ศึกษารู้เท่าทัน สังขารการปรุงแต่งทั้งปวง

เป็นวิชาที่ทำให้ผู้ศึกษาปฏิบัติสามารถถอนออกเสียได้ซึ่ง

ความไม่รู้ที่เรียกว่า อวิชชา

ความทะยานอยากที่เรียกว่า ตัณหา

ความยึดถือที่เรียกว่า อุปาทาน

เป็นวิชาที่ทำให้ผู้ศึกษาปฏิบัติสามารถดับเสียซึ่งเหตุแห่งการเกิด ได้อย่างไม่เหลือเชื้อ

นอกจากนั้นวิปัสสนา ยังเป็นวิชาแห่งความสิ้นหวัง สิ้นอนาคตโดยแท้

วิปัสสนาจึงเป็นวิถีกำจัดทุกข์ ชาติ ชรา มรณะ พยาธิ และวัฏฏะ ได้อย่างสิ้นเชิง

องค์สมเด็จพระบรมศาสดา ยังทรงเตือนให้ผู้ปฎิบัติวิปัสสนา พึงสังวรระวังว่าจะบังเกิด วิปัสสนูปกิเลส 10 ประการ คือ

1. ผู้เจริญวิปัสสนาแล้วปรากฏเป็นนิมิตแสงสว่าง นั้นเรียกว่ากิเลสในวิปัสสนา

2. ผู้เจริญวิปัสสนาแล้วบังเกิดปิติความอิ่มใจ นั้นจัดเป็นความหลงทางเป็นอันตรายต่อวิปัสสนา

3. ผู้เจริญวิปัสสนาแล้วบังเกิดความรู้สารพัดเรื่อง นั้นก็จัดว่าเป็นความหลงผิด

4. ผู้เจริญวิปัสสนาแล้วบังเกิดความสงบระงับกายใจ นั้นเรียกว่าความมัวเมา จักทำให้ไม่พัฒนา

5. ผู้เจริญวิปัสสนาแล้วบังเกิดความสุขกายสุขใจ นั้นแสดงว่าเรากำลังเสพอารมณ์ที่เป็นศัตรูแก่ปัญญารู้แจ้ง

6. ผู้เจริญวิปัสสนาแล้วบังเกิดความเสื่อมใส ศรัทธา น้อมใจเชื่อ นั้นแสดงว่าเรากำลังหมดปัญญา

7. ผู้เจริญวิปัสสนาแล้วคิดเห็นว่า สิ่งที่ทำที่รู้อยู่นี้น่าจะเพียงพอแล้ว นั้นแสดงว่ากำลังเกียจคร้านเช่นนี้จักไม่อาจลุถึงความรู้แจ้งเห็นแจ้งได้เลย

8. ผู้เจริญวิปัสสนาแล้วเอาแต่ยึดถืออยู่ในสติแจ่มชัด โดยขาดสัมปชัญญะคือปัญญาใคร่ครวญนั้น เท่ากับจมอยู่ในปลักเลน

9. ผู้เจริญวิปัสสนาแล้วจิตยังวางเฉย มีแต่อุเบกขารมณ์ โดยไม่ใช้ปัญญา ไม่พัฒนาไม่มีปัญญาพิจารณาอริยสัจ และไตรลักษณ์นั่นเท่ากับนอนอยู่เฉยๆ

10. ผู้เจริญวิปัสสนาแล้วยังมีความพึงพอใจ นั้นแสดงว่ากำลังเป็นวิปัสสนึกแล้วแหละ

หากภิกษุบริษัททั้ง 4 หรือผู้ศึกษาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวิปัสสนูปกิเลส 10 ก็จักกลายเป็นวิปัสสนาวิปลาสไปในทันที

อารมณ์ของวิปลาส มี 4 อย่างคือ

1. อัตตวิปลาส สำคัญว่า นามรูปนี้เป็น ตัวตน

2. สุขวิปลาส สำคัญว่า นามรูปนี้เป็น สุข

3. สุภวิปลาส สำคัญว่า นามรูปนี้ สวยงาม

4. นิจจวิปลาส สำคัญว่า นามรูปนี้ เที่ยง

 

และด้วยหลักคิด หลักปฏิบัติของพระธรรมวินัยดังกล่าวนี้ พระองค์ยังทรงแสดงความจริงแท้เอาไว้อีกว่า

สัพเพ สังขารา อนิจจา

สังขารทั้งหลาย ทั้งปวง ไม่เที่ยง

สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ

ธรรมทั้งหลาย ทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน

เมื่อพระพุทธองค์ทรงสอนเช่นนี้ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จักปรากฏว่าจิตของพระอรหันต์ หรือดวงจิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้บรรลุอนุปาทิเสสนิพพาน ( การดับกิเลสพร้อมทั้งเบญจขันธ์) จะมาบอกมาสอนวิชาให้ใครต่อใคร

ฉะนั้น พวกที่ชอบอวดอ้างตัวว่าได้ปฏิบัติวิปัสสนาจนบรรลุ แล้วสามารถติดต่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นั้น ดูท่าจะเป็น วิปัสสนูปกิเลส เสียมากกว่า

 

พุทธะอิสระ
28 มกราคม 2561

 

 



หมายเหตุ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 


 

 

 

ตามข้อความในหนังสือ "ฆราวาสบรรลุธรรม เล่มที่ 1" ของคุณอัจฉราวดี วงศ์สกล ในหน้าที่ 165 นั้น ยืนยันว่า คุณอัจฉราวดี ได้บรรลุธรรมถึงขั้นสามารถพยากรณ์มรรคผลให้แก่บุคคลอื่นได้ ซึ่งความสามารถระดับนี้ ในทางพระพุทธศาสนานั้น มีเพียง "สมเด็จพระบรมศาสดา" เพียงพระองค์เดียว

ใช่แต่เท่านั้น หนังสือเล่มนั้นยังระบุด้วยว่า ภายในเวลา 5 ปี คุณอัจฉราวดี ได้พยากรณ์มรรคผลให้แก่ศิษย์ทั้งฆราวาสและนักบวชไปแล้ว เป็นจำนวนถึง 139 ท่าน ถ้าถึงปัจจุบันก็น่าจะเพิ่มมากขึ้นกว่านั้น

การยืนยันว่าได้บรรลุธรรมของคุณอัจฉราวดีก็ดี การทำการพยากรณ์มรรคผลให้แก่บุคคลอื่นที่มาปฏิบัติธรรมกับคุณอัจฉราวดีก็ดี คงไม่มีใครรับรองว่าเป็นจริงหรือไม่ เมื่อคุณอัจฉราวดีได้ประกาศตัวไปแล้ว แถมยังพยากรณ์คนอื่นด้วย ก็ถือว่าเลยขั้นตอนนี้ไป แต่อาจจะไปถึงขั้นตอนของ "กฎหมาย" ว่า ถ้ามีคนสงสัย ก็คงต้องใช้กระบวนการทางกฎหมาย เข้าไปทำการพิสูจน์การบรรลุธรรมของคุณอัจฉราวดีเป็นคดีอาญา

ปัญหาจึงมาอยู่ที่ว่า เมื่อเชื่อว่าตัวเองได้บรรลุธรรมโดยไม่ต้องไปวัดแล้วนั้น คุณอัจฉราวดีได้ออกมาตำหนิติติงพระสงฆ์องค์เณร "ส่วนใหญ่" ของประเทศไทย ว่าเป็นอลัชชี เอาแต่มอมเมาประชาชนคนไทยด้วยผลบุญ ถึงกับออกรณรงค์ให้ทำการต่อต้านพระเณรเหล่านั้น ด้วยเหตุผลว่า การต่อต้านอลัชชีต่อพระพุทธศาสนานั้น ไม่บาป

ในทางกลับกัน ก็ปรากฏภาพของ "คุณอัจฉราวดี" ได้สร้างสำนักวิปัสสนาขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้เป็นที่อบรมวิปัสสนาตามแนวทางของตนเอง โดยมีทั้งพระภิกษุและฆราวาสเข้าไปรับการอบรมเป็นจำนวนมาก โดยคุณอัจฉราวดีได้จัดจำหน่าย "เสื้อยืดสีขาว" หลายขนาด เพื่อให้ผู้ที่เข้ารับการปฏิบัติได้ซื้อสวมใส่ ที่สำคัญก็คือ คุณอัจฉราวดีอ้างว่า ได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากการเสด็จมาเอง เป็นจำนวนถึง 23 พระองค์ จึงได้สร้างอาคารขึ้นมาหลังหนึ่ง เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเหล่านั้น และคุณอัจฉราวดีได้ประกาศ "รับบริจาคเงิน" ในการก่อสร้างดังกล่าว

ทั้งเรื่องการบรรลุธรรมเอง ก็ดี การพยากรณ์มรรคผลให้แก่บุคคลอื่น ก็ดี การจัดจำหน่ายเสื้อยืด ก็ดี การได้รับพระบรมสารีริกธาตุโดยไม่มีการพิสูจน์ทราบว่าจริงหรือปลอม ก็ดี การรับบริจาคเงินเพื่อสร้างอาคารประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ก็ดี เหล่านี้ ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ โดยอาจจะตั้งคำถามได้ว่า

บรรลุธรรมจริงหรือ ถ้าจริง จริงในระดับใด และใครจะเป็นผู้รับรอง ?

การพยากรณ์มรรคผลให้แก่บุคคลอื่นนั้น ในทางพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นคุณสมบัติของพระบรมศาสดา เมื่อคุณอัจฉราวดีสามารถพยากรณ์มรรคผลได้ ก็แสดงว่าคุณอัจฉราวดีต้องมีคุณสมบัติเช่นกับพระศาสดาด้วย แต่ถามว่า พุทธศาสนิกชนชาวไทย จะยอมรับวิธีการปฏิบัติและบรรลุมรรคผลของคุณอัจฉราวดีหรือไม่ ?

เมื่อวัดวาอารามต่างๆ ได้ตอบแทนญาติโยมพุทธศาสนิกชนผู้เลื่อมใสศรัทธา นำเอาจตุปัจจัยมาถวาย เป็นค่าใช้จ่ายภายในวัดหรือการก่อสร้างถาวรวัตถุอื่นใด จะเป็นวัตถุมงคลหรืออื่นใดก็ตาม สิ่งเหล่านี้ถูกคุณอัจฉราวดีตราหน้าว่า "มอมเมาประชาชน" แต่การที่คุณอัจฉราวดีทำการ "ขายเสื้อยืด" จะมิเข้าข่ายเดียวกันกับที่กล่าวหาวัดวาดอกหรือ ?

เมื่อพระบรมสารีริกธาตุของคุณอัจฉราวดีไม่มีการรับรองจากบุคคลใด การใช้พระธาตุเหล่านั้นมาเป็นจุดขาย และบอกบุญให้แก่พุทธศาสนิกชนทั่วไปได้บริจาคเงินทอง เพื่อร่วมก่อสร้างอาคารภายในสำนักของคุณอัจฉราวดี จะถือว่าเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนหรือไม่ ?

ปัญหาเหล่านี้ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย จึงต้องอาศัยทั้งองค์กรคณะสงฆ์ไทย และพุทธศาสนิกชนชาวไทย ทั่วประเทศ ได้ร่วมกันวินิจฉัย เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติและเผยแผ่พระพุทธศาสนา หาไม่ก็จะต้องมีผู้อวดอุตริมนุสสธรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เอ่ยอ้างว่าได้บรรลุด้วยวิธีการต่างๆ นานา แถมยังเหยียบย่ำซ้ำเติมพระสงฆ์องค์เณร ทำนองยกตนข่มท่าน จะปล่อยปละละเลยเอาไว้นั้น อันตราย

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม : วัดไทยลาสเวกัส

20 มกราคม 2561


เปิด พรบ.การศึกษาสงฆ์

ฉบับ ป.ธ.9 ไม่เทียบเท่า Ph.D.


 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน พรบ.การศึกษาสงฆ์ ฉบับใหม่


 

ว.ตอแหล จอยศีลห้า !

อาสาทำหนังให้มหาเถรสมาคม

พงศ์พรนำเสนอ !

 

โอ..อัปรีย์กินเมืองแล้ว เมื่อจอมตอแหลแห่งยุค อาสาเข้ามาช่วยงานศีลห้า ก็แปลว่า คงเหลือแค่ "ศีลสี่" เพราะคนไม่มีสัจจะอย่าง "ว.วชิรเมธี" จะทำให้ศีลข้อ "มุสาวาทา" เป็นจริงได้อย่างไร วอเคยคุยโวว่า "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่คู่ควรแก่สมณะ อาตมาไม่เอา" แต่สุดท้ายก็วิ่งไปรับ "ยศ ทรัพย์ อำนาจ" จากสมเด็จช่วงถึงวัดปากน้ำ มีภาพยืนยันชัดเจน แต่วอยังแถต่อไปว่า "ฟ้าบันดาล สำนักพระราชวังกำชับให้อาตมารับ ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับ ใครด่าอาตมาก็เท่ากับ..หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

 

 

ไม่เหมาะแก่สมณะ ใครรับก็ไม่ใช่สมณะ

(ปล.สมเด็จช่วงหมดอำนาจแล้ว ว.ก็ไม่ไปวัดปากน้ำอีกแล้ว)

 

แต่..ผู้ให้ ไม่ว่าจะเป็นมหาเถรสมาคม สำนักพระราชวัง จะทรงไม่ทราบว่าเหมาะหรือไม่เหมาะแก่สมณะหรือ ถ้าพูดเช่นนั้น หลวงพ่อพุทธทาสบอกว่า "หมิ่นผู้ให้"

กรณีนี้ "พงศ์พร" คงไม่เคยรับรู้ เพราะเพิ่งมาเป็น ผอ.พศ. ได้ไม่นาน ข้อมูลข่าวสารจึงไม่ค่อยแน่น มัวแต่ไปไล่บี้คดีเงินทอนวัด เห็นว่ากำลังจะเปิดล็อต 3 อีกร้อยกว่าวัด ดังนั้น เรื่องโกหกตอแหลของ "ว.วชิรเมธี" จึงไม่ได้ใส่ใจ เมื่อไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ จึงเห็น "ว.วชิรเมธี" เป็นพระน้ำดีที่ควรเป็นตัวอย่าง ถึงกับวิ่งไปรับ "หนังฟรี" ของ ว.วชิรเมธี มาโปรโมทงานศาสนา ลดศีลห้าเป็นศีลสี่ นี่แปลว่า ถึง ว. จะตอแหล แต่ถ้าให้ของฟรี พงศ์พรก็ยินดีรับเอา ไม่เกี่ยงฮ่ะว่าดำหรือขาว ชอบแบบนี้จะไปทำไมให้ไกลถึงเชียงราย แถวๆ คลองสามปทุมธานี นี่ก็มีให้ไม่อั้น ถวายสังฆทานทีละ 3 หมื่นวัด ก็ทำมาแล้ว แค่หนังศีลห้า เด็กๆ น่ะ !

 

 

เอา ว.วชิรเมธี เข้า มส. ก็เท่ากับเอาเหี้ยเข้ามหาเถรสมาคม

 

 

 

 

ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ : 31 ธันวาคม 2560

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

มหาวอ ยก "วัด-วัง" บังสัจจะ !

ต้องยอมตระบัดสัตย์รับตำแหน่ง ผช.จล.

ทำนอง..เสียสัตย์เพื่อชาติ !

 

ว.วชิรเมธี อ้าง "ในวัง" บังคับ ต้องยอมรับ "ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ทั้งๆ ไม่อยากรับ และเคยประกาศต่อสาธารณะว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แถมยกตัวอย่าง "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปยุตฺตมหาเถร" รับพระราชทานสมณศักดิ์ ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มีแต่คนสรรเสริญ

 

แล้วทำไม ว.วชิรเมธี จะรับไม่ได้ ผิดตรงไหน ?

 

อา..ว่าไงครับ หลวงพ่อช่วงโปรดทราบ มหาวอบอกว่า "ตัวเองถูกขืนใจให้รับตำแหน่ง" ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับ ถึงได้มาก็มิได้ภูมิอกภูมใจอะไรอีกด้วย แบบว่า เสียสัตย์เพราะผู้ใหญ่ นี่ถ้าได้เป็นเจ้าคุณ สงสัยมหาวอคงจะฆ่าตัวตาย เพราะรับไม่ได้

เชิญปัญญาชน "ทัศนา" ทัศนะ ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คนดีศรีแผ่นดิน !

 

Take a look !

 

 

ว.วชิรเมธี ฤษีกินเหี้ย !

ถูกบังคับให้เป็นคนเลว โดยการรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 

 

"ยศช้าง ขุนนางพระ ไม่เคยมองหา แต่เบื้องบนท่านมองเห็น"

ว.วชิรเมธี

 


หลายเดือนก่อน หลังจากมีภาพไปรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อดำรงตำแหน่งเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ก็มีใครบางคน จรดปากกาเขียนถึงอาตมภาพในทางเสียหายว่า การรับตำแหน่งนั้น เป็นการแสดงถึงความกลับกลอกเหมือนศรีธนญชัย (เพราะแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องตำแหน่งแห่งที่ในทางคณะสงฆ์เลย ซึ่งเรื่องนี้ แม้จนบัดนี้ ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่)

ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ไปรับตำแหน่งทำไม ?

ขออธิบายสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลถึงสหรัฐอเมริกา (ต้นเรื่องที่กล่าวหา) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยรู้ความจริงว่า

"อาตมาอยู่วัดพระสิงห์มาแต่อายุเพียง 16 ปี เรียนธรรมะบาลีที่วัดนี้ จนได้เปรียญธรรม 6 ประโยค, บวชพระก็บวชที่วัดนี้

หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เป็นพระอุปัชฌาย์ อาตมาก็เคยเป็นพระเลขานุการของท่านมาตั้งแต่ต้นแต่อายุ 18 ปี ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรจนถึงบวชเป็นพระภิกษุ


เมื่อจบเปรียญ
9 ที่กรุงเทพฯ อาตมาย้ายกลับมาเชียงราย ก็มาอยู่ในสังกัดเดิม ซ้ำยังเป็นเปรียญธรรม 9 รูปแรกของวัด คือวัดพระสิงห์ (พระอารามหลวง) ไม่ได้เหาะข้ามห้วยมาจากที่อื่น

เมื่อกลับมาแล้ว หลวงพ่อเคยขอให้มาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสแต่เมื่อปี 2555 อาตมายังไม่อยากรับ ประวิงเวลาไว้ เพราะใจอยากทำงานเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนามากกว่างานปกครองของคณะสงฆ์ ครูบาอาจารย์ท่านก็เข้าใจลูกศิษย์ซึ่งท่านรักเหมือนลูก


มาถึงปีนี้ ผู้ใหญ่ใน
"เบื้องบน" ถามมาอีก เพราะอายุ 43 พรรษา 23 อยู่พระอารามหลวงมา 26 ปีแล้ว เป็นมหาเถระแล้ว ไม่ใช่พระเด็กๆ อีกต่อไป ควรมอบหมายให้รับภาระธุระพระศาสนาอย่างเป็นทางการ ทั้งผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่น้อยๆ (ว่าตามคำของท่าน)


ทั้งครู ทั้งศิษย์ จึงยอมอนุวัตร ตามทางการ


อาตมาจึงรับตำแหน่งของทางการ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ
"ฝ่ายเผยแผ่" เหมือนเดิม


และเมื่อเป็นแล้ว ก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ไม่ได้ย้ายไปไหน ยังพอใจกับนามปากกา ว.วชิรเมธี ธรรมดาๆ ยังคงอยู่ทำงานเผยแผ่ต่อไปที่ไร่เชิญตะวันตามปกติ

ตำแหน่งแห่งที่ ที่ท่านประทานมา ก็เพราะฟ้าบันดาล ทั้ง "วัง" และ "วัด" ท่านประสานเสียง แกมกำชับขอให้รับไว้ ไม่ใช่ไปกราบกรานอยากได้ อย่างที่มี "พระอลัชชี" บางรูปพยายามกล่าวหาด้วยข้อความรุนแรง


เรื่องนี้ เข้าใจได้ง่ายมาก


ดูอย่างท่าน
ป.อ.ปยุตฺโต หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ องค์ใหม่ก็ได้ ท่านก็ทำงานของท่านไป ไม่เคยอยากจะได้ใคร่จะมีอะไร ปิดทองหลังพระไป เมื่อทองล้นออกมาหน้าพระ วันดีคืนดี
"หลวง" หรือราชการก็โปรดให้ท่านเป็นสมเด็จฯ เมื่อเป็นแล้ว ท่านก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ดังท่านกล่าวความในใจว่า

"พระนั้น จะแต่งตั้งไปชั้นไหน ชั้นไหน ก็ยังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม ทางพระพุทธศาสนา ท่านไม่นิยมถามว่า "จะเป็นอะไร" แต่สำคัญที่ว่า "จะทำอะไร" ให้เรื่อง "เป็น" มาเกื้อหนุนเรื่อง "ทำ" ให้ได้ ท่านจึงว่า "ให้เป็นนั่นเป็นนี่" เพื่อจะได้ "ทำนั่นทำนี่" ได้สะดวก"

เพราะฉะนั้น คนที่ "รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" มองการรับตำแหน่งของอาตมา เป็นเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ หรือมองไปว่าได้มาเพราะเข้าหาผู้ใหญ่ ทั้งยังพยายามกล่าวหาอาตมาเลื่อนลอยด้วยคำใหญ่คำโตนั้น ก็ขอโปรดเข้าใจเสียให้ถูกต้องตามนี้ อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ


หยุดการปรุงแต่งแบบเด็กๆ เสียทีเถิดพ่อคุณเอ๋ย


ดีร้าย หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ระวังปาก จะกลายเป็นการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เสียเปล่าๆ


ส่วนที่มีภาพไปกราบหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ แล้วเอามาเขียนว่าไปประจบท่านนั้น ก็ขอเตือนว่า เวลาจะเขียนอะไร ดูคำอธิบายใต้ภาพด้วย

เพราะภาพพวกนั้น มีปรากฏอยู่ในเฟซบุ๊คของอาตมาเอง มีคำอธิบายกำกับด้วยว่าไปทำอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน

ภาพคู่สมเด็จฯที่เห็น คืองานไปรับรางวัล "วัดที่จัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จัดที่ มจร.วังน้อยเมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ และครั้งที่สอง หลวงพ่อสมเด็จฯ นิมนต์ไปพบเมื่อเดือนเมษายน เพื่อแจ้ง "พระราชดำริ" ด้านการศึกษาภาษาบาลีที่ทรงฝากมา โดยขอให้ช่วยรับเป็นภาระธุระ เพราะอาตมาสื่อสารกับสังคมได้ง่าย มีคนฟังเยอะ

ทั้ง "เบื้องบน" ท่านก็ทรงกำชับมาหลายครั้ง เรื่องการศึกษาภาษาบาลีในโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะเห็นว่า ท่าน ว.วชิรเมธี นี้ เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค และได้เขียนหนังสือเรื่อง "เปรียญ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" เพื่อเป็นแนวทางฟื้นฟูการศึกษาภาษาบาลีตามพระราชประสงค์

และที่สำคัญจะต้องขอพระราชทานคำนำเป็นกรณีพิเศษ หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ในฐานะประมุขสงฆ์ และแม่กองบาลีสนามหลวง ก็อยู่ในฐานะที่จะต้องเขียนสัมโมทนียพจน์ด้วย

คนเขาไปปรึกษาหารือเรื่องงานพระศาสนาล้วนๆ มีพยานเป็นร้อย เป็นพัน ต่อหน้าธารกำนัล อย่างโปร่งใส แต่คนเขลาบางคน เอาไปเขียนข่าวเชิงเสียหาย ว่าผู้เขียนไปประจบพระผู้ใหญ่ขอยศศักดิ์ ช่างน่าละอายเหลือเกิน ที่คิด ที่เขียน อะไรออกมา โดยไม่สนใจหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีอยู่ดาดดื่น มีอยู่ในคำอธิบายใต้ภาพที่ตัวยกมาด่านั่นเองเสียด้วยซ้ำ

จึงขอแจ้งญาติโยมทั้งหลายได้ทราบ ว่าอย่าได้หลงเชื่ออย่างผิดๆ ตามที่มีคนเขียนข่าวเลอะเทอะเผยแพร่ออกไป


(ว.วชิรเมธี)

 

 

(หมายเหตุ.


1. ตามปกติ ตั้งใจจะไม่เขียนตอบอะไรในประเด็นระดับ "โลกธรรม" เหล่านี้เลย เพราะถือว่าเป็นธรรมดาโลกที่ย่อมมีคนเข้าใจผิดบ้าง เข้าใจถูกบ้าง แต่เรื่องนี้ มีคน "เดือดร้อน" แทนหลายคน แต่ละคนก็ไม่ใช่ตาสีตาสา ทั้งอาจส่งผลกระทบหลายฝ่าย จึงจำใจต้องเขียนออกมา เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อเข้าใจข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะได้เพลาๆ การแชร์ การส่งข้อความโกหกทั้งหลายลงบ้าง ไม่เช่นนั้น พระดีๆ ทั้งหลาย ทั้งพระบ้านพระป่าสายกรรมฐาน สายวิชาการบริสุทธิ์ สายพัฒนาสังคม ที่ "หลวง" ท่านเมตตาถวายสมณศักดิ์เพื่อส่งเสริมการทำงาน ก็จะพานถูกกล่าวหาไปเสียทั้งหมด


2. มีภาพอาตมาคู่กับหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ บางคนเอาไปตีความในทางเสียหาย ขออธิบาย "ข้างหลังภาพ" สั้นๆ ตามข้อเท็จจริง


2.1 ภาพที่เห็นอยู่บนเวที คือ วันที่ไปรับรางวัล "วัดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จากหลวงพ่อสมเด็จฯ จัดโดยกรมควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับรางวัลเสร็จ หลวงพ่อสมเด็จฯ ก็ขอให้เล่าให้ที่ประชุมฟังทั้งห้อง ว่าบริหารจัดการไร่เชิญตะวันอย่างไร จึงกลายเป็น
Eco Temple ที่ร่มรื่น เรื่องก็มีเท่านี้ มีคนอยู่ในงานหลายร้อยคน ภาพนิ่ง ภาพวีดิโอ บันทึกไว้พร้อมสรรพ แต่มีบางคนไม่เข้าใจ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ที่อยู่สหรัฐอเมริกา เอาไปเขียนว่า อาตมาไปประจบพระผู้ใหญ่ นี่คือ ความน่าอนาถของคนที่เรียกตัวเองว่า สื่อมวลชน


2.2 อีกครั้งหนึ่ง ได้รับนิมนต์ไปหารือข้อราชการของคณะสงฆ์ เนื่องจากได้รับการขอร้องให้เข้ามาช่วยเรื่องการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์ ซึ่งขอร้องมาจากทั้งฝ่ายวัง และฝ่ายวัด เพราะผู้เขียนเป็นเปรียญธรรม 9 ประโยค วังและวัดเห็นว่า พอจะมีพื้นฐานภาษาบาลีอยู่บ้าง จึงขอให้มาช่วยเรื่องนี้ จึงได้ปฏิรูปการศึกษานำร่องที่วัดบ้านเกิด/เชียงของ/เชียงราย จนปี 2558 สามเณรเก่งทั้งทางโลกและทางธรรม สามารถบรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษจนชนะเลิศระดับประเทศ ได้เข้ารับพระราชทานทุนและผ้าไตร และได้ลองเทศน์ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่จังหวัดน่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นี่เป็นข่าวดี ที่หลวงพ่อสมเด็จฯ เห็นว่าก้าวหน้า และพอเป็นความหวังของคณะสงฆ์ไทยในฝ่ายการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ จึงขอให้ไปเล่าถวาย พร้อมกันนั้น ก็ได้นำเสนอต้นฉบับหนังสือ "9 เปรียญ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" ซึ่งได้นักเขียนฝีมือดีคือระดับประเทศ คือ คุณอรสม สุทธิสาคร คุณวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง มาช่วยเรียบเรียง หมายใจว่า เล่มนี้จะเป็นหนังสือ "สร้างแรงบันดาลใจ" ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยรุ่นใหม่ ใฝ่เรียนธรรมะบาลีมากขึ้น เพราะเป็นชีวประวัติของพระและโยมที่จบเปรียญ 9 แล้วประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม เช่น ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก
, ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ, ป.อ.ปยุตฺโต เป็นต้น


ความจริงที่ได้ไปกราบสมเด็จฯ ก็มีแค่นี้
แต่แล้วคนที่มือดีมากกว่าสมอง ก็เอาไปเขียนในทางลบว่า ผู้เขียนไปพบผู้ใหญ่เพื่อหวังยศศักดิ์อัครฐาน ถ้าหวังจริงอย่างว่า จะอยู่ในพระอารามหลวงมา 26 ปี โดยเป็นพระธรรมดามาจนป่านนี้ได้อย่างไร คุณสมบัติก็ใช่จะไม่ครบ
ครบจนล้นเสียด้วยซ้ำ


การ
"รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" แบบนี้แล้วก็นำมาเขียนข่าวนั้นสร้างความเสียหายใหญ่หลวงมาก เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ก็ไม่สนใจ นึกจะเขียนอะไรก็เขียน พลอยทำให้คณะสงฆ์เสียหาย เสียทั้งหลวงพ่อสมเด็จฯ เสียทั้งเบื้องบน เสียทั้งผู้เขียน งานที่ทำกันมาด้วยเจตนาแสนดีถูกมองในทางเสียหายหมด ดังนั้น ใครรู้ผิด เข้าใจผิด ขอความกรุณา เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องตามนี้เทอญ. (ว.วชิรเมธี)

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : 15 ธันวาคม 2559

 

อ่านบทความ โดย พระมหานรินทร์ นรินฺโท

 

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุม