LAST UPDATE :   JUNE :  16 : 2018 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

YEAR 2018 CALENDAR

 

 

ประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

ไอ้หยา !

ไพบูลย์ยอมรับไม่กล้าบวช

กลัวผิดพระธรรมวินัย

แต่จะออกกฎหมายให้พระสงฆ์ปฏิบัติตาม

 

 

 

ไพบูลย์ นิติตะวัน

เจ้าของฉายา..อรหันต์กูเกิล

ผู้ประกาศ "ไม่กล้าบวช" เพราะกลัวผิดศีล

 

 


 

 

ตัวเองไม่กล้า แต่จะบังคับคนอื่นให้ปฏิบัติตาม

เป็นทฤษฎีน่าพิศวงในโลกใบนี้

 

 

สังคมพุทธไทยสมัยนี้ ความดีได้มาด้วยการเรียกร้อง มิใช่การเสียสละและปฏิบัติเอง ดังคำกล่าว "เคร่งครัดที่ตน ผ่อนปรนให้ผู้อื่น" แต่มีผู้อ้างว่า "เคร่งกว่าพระ แต่ไม่กล้าบวช" ออกมาเรียกร้องให้ปฏิรูปคณะสงฆ์

 

 

การปฏิรูปตามที่นายไพบูลย์และคณะ กำลังโหมโรงโครมครามอยู่ในเวลานี้ ก็ไม่ต่างไปจากการ "ร่างรัฐธรรมนูญ" ซึ่งก็อ้างว่า "ดีที่สุด" แต่สุดท้ายก็ถูกปืนจี้และฉีกทิ้งจนได้ พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับ "ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ก็เช่นกัน มันคงไม่ต่างไปจากฉบับ "สฤษดิ์ ธนะรัชต์" ที่ผ่านมา รอเวลาเพียงแค่ "ฉีกทิ้ง แล้วเขียนใหม่" ไม่มีอะไรแตกต่าง เพราะข้ออ้างก็ไม่ต่างกัน

นี่มิใช่ "ติเพื่อทำลาย" หรือไม่ต้องการปฏิรูป แต่เราพูดแล้วพูดอีกว่า การปฏิรูปนั้น ถ้าจะให้ดีก็ต้องมีกรรมการ 3 ฝ่าย ทั้งฝ่ายวัดคือคณะสงฆ์ ทั้งฝ่ายรัฐคือเจ้าหน้าที่หรือราชการ (รวมทั้ง สส. สว.) และทั้งฝ่ายฆราวาสญาติโยม ซึ่งเป็นผู้บำรุงพระพุทธศาสนาตัวจริง ควรจะได้มานั่งพิจารณากันว่า จะกำหนดทิศทางพระพุทธศาสนาอย่างไร อะไรทำได้ก็ทำ อะไรทำไม่ได้ก็อย่าเพิ่งทำ ฯลฯ  มันจะสวยงาม และมั่นคงมากกว่า เพราะมีฐานสนับสนุนถึง 3 ฐานด้วยกัน ต่างจากวิธีการของรัฐในปัจจุบัน ที่จู่ๆ ก็อาจะ "ประกาศใช้" พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับใหม่ โดยที่ไม่มีใครรู้

สิ่งที่คนไทยอยากจะเห็นเป็นที่สุดก็คือ หลังจากออก พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับปฏิรูปแล้ว เขาอยากจะเห็น "คุณไพบูลย์-ทิดมโน" และ บิ๊กตู่ ได้สละชีวิตมาบวช เพื่อปฏิบัติตามพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์ ให้เป็นตัวอย่าง ประกาศแก่ชาวโลกว่า พระธรรมวินัยและกฎหมายฉบับใหม่ สามารถปฏิบัติตามได้และได้ผลดีเลิศ ยิ่งบวชไม่สึกด้วยยิ่งดี

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 17 มิถุนายน 2561

 

กัญชา-ยาไอซ์-ไม้พะยูง

พระวัดป่าสายหลวงตามหาบัวโดนจับ

ซื้อ เสพ ขาย ของผิดกฎหมาย ครบเครื่อง

 


 

หลวงตาบัว กับศิษย์เอก หลวงตาจันทร์

วัดป่าหลวงตามหาบัว หรือวัดเสือ กาญจนบุรี


 

 

 

นอกจากโดนเสือตะปบปางตายแล้ว หลวงตาจันทร์ยังโดนคดีค้าขายเสือ และสัตว์ป่าสงวนอีกหลายข้อหา แต่จนบัดนี้ ก็ยังไม่มีการถอดยศหลวงตาจันทร์ ยังไม่มีการจับกุมคุมขังและดำเนินคดีเหมือนพระกรรมการ มส. เลย ประเทศเดียวกันแท้ๆ แต่มาตรฐานด้านกฎหมายไทยนั้น ต่างกันไกล

 

 

อา..เวรกรรม วัดป่าบ้านตาด เพิ่งโชว์บัญชีดีเด่นไปเมื่อวานนี่เอง หวังจะเป็น "โมเดล" แห่งความโปร่งใส ในการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด แต่วันนี้ กลับมีศิษย์สายเดียวกันทำเสียหาย เครดิตที่น่าจะได้ก็เลย..ลดฮวบ

นี่ก็เพราะอะไร เพราะการ "ขยายตัว" ของหน่วยงานหรือองค์กร ซึ่งเมื่อตอนยังเล็กๆ นั้น คุมกันอยู่ก็ดู "เคร่งครัด" เหมือนธรรมยุตสมัยเริ่มตั้ง ตอนนั้นโจมตีมหานิกายใหญ่โตว่าแตะตรงไหนก็เน่า แต่พอนานเข้า ธรรมยุตก็เติบใหญ่ขยายสาขาไปทั่วประเทศ เดี๋ยวนี้มีอะไรดีกว่ามหานิกายบ้าง ทั้งยันตระ ทั้งเณรคำ ทั้งหลวงตาจันทร์ เจ้าอาวาสวัดเสือ ล่าสุดก็ "หลวงตาเมือง" กาฬสินธุ์ ก็มีปัญหาทั้งผู้หญิงและเงินทอง ยังไม่นับเจ้าคุณจำนงค์ วัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งเป็นถึงรองสมเด็จ ก็ยังหนีไม่พ้นปัญหาเงินๆ ทองๆ เทียบสถิติดูแล้ว ธรรมยุตดูจะทำผิดเยอะกว่ามหานิกายด้วยซ้ำ เพราะมหานิกายมีจำนวนตั้ง 3 แสน ขณะที่ธรรมยุตมีเพียง 3 หมื่น แถมธรรมยุตยังมีกฎเหล็ก "ไม่จับต้องเงินทอง" คนจึงศรัทธามากกว่ามหานิกาย เลยเอาเงินทองไปถวายมากกว่า แล้วสุดท้ายเป็นไง แตะไม่แตะต่างกันตรงไหน ?

ที่พูดเช่นนี้ใช่ว่ามีอคติกับธรรมยุตหรือวัดป่าหลวงตาบัว แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า ปัญหามันมีบริบทหรือเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นได้หลากหลาย การขยายตัวขององค์กร ซึ่งเกี่ยวพันกับการขยายบุคคลากรก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง เพราะยิ่งขยายมาก ก็ยิ่งต้องการคนมาก เมื่อมากคนก็ย่อมมากความ ประเทศใหญ่ปัญหาก็ย่อมมากกว่าประเทศเล็กๆ เป็นธรรมดา วันนี้ ธรรมยุตคงรู้ซึ้งแล้วว่า ที่เคยว่าให้มหานิกายนั้น สุดท้ายก็เกิดกับธรรมยุตเอง เข้าตำรา ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

กรณี "พระสายวัดป่าบ้านตาด" ทำผิดกฎหมายและพระธรรมวินัย ทั้งเสพกัญชา-ไอซ์ และขายไม้พะยูงนั้น แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อย แต่ก็ถือว่ากระทบต่อวัดป่าบ้านตาดไม่น้อย เพราะผู้คนเชื่อว่า สำนักใหญ่สายหลวงปู่มั่นแห่งนี้ แทบจะเป็นฐานที่มั่นสุดท้าย ที่ยังรักษาระเบียบปฏิบัติไว้อย่างเคร่งครัดที่สุด ศิษย์สายนี้คงไว้วางใจได้ คงไม่มีใครหลุดออกไปนอกคอก แต่แล้วก็เจอจนได้ เทียบกับวัดสระเกศแล้ว วัดป่าหลวงตามหาบัวถือว่าอาการหนักกว่าเสียอีก เพราะเป็นพระสายปฏิบัติ เมื่อทำผิดก็ย่อมจะผิดหนักกว่าสายบ้าน นี่แค่เป็นพระป่ายังทำผิดขนาดนี้ ถ้าได้เป็นใหญ่โตระดับกรรมการ มส. คงจะโชว์ผลงานระดับนักเลงภูเขาทองเรียกพี่ทีเดียวเชียวล่ะ

 

 

 

ตะลึง พระวัดป่า ทั้งพี้กัญชา ยาไอซ์ ค้าไม้พะยูงอีกต่างหาก

นายอำเภอ-ผกก.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด บุกกุฏิจับพระวัดป่า ทั้งวัดมีรูปเดียว ทั้งเสพยาไอซ์ พี้กัญชาเพลินไปเลย ที่น่าตกใจ ยังค้าไม้พะยูงอีกด้วย  

เวลา 14.00 น. วันที่ 14 มิ.ย.61 นายธรรมนูญ แจ่มใส นายอำเภอจตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด พร้อมด้วย พ.ต.อ.วันชัย วินทะสมบัติ ผกก สภ.จตุรพักตรพิมาน ร่วมอำนวยการสนธิกำลังร่วมกับฝ่ายปกครอง และทหาร ร. 16 พัน. 1 จับกุมตัวนายสุรเดช มะรังษี อายุ 39 ปี บ้านอยู่ หมู่ 16 ต.ดงแดง อ.จตุรพักตรพิมาน พร้อมของกลาง ไม้พยูง ท่อนยังไม่แปรรูป 1 ท่อน เลื่อยโซ่ยนต์ ขนาดบาร์ 11.5 นิ้ว 1 เครื่อง

จากนั้น ชุดปฏิบัติการทำการขยายผลจับกุม พระเอกอัมรินทร์ รัตนโชโต หรือ นายเอกอัมรินทร์ เอี่ยมวิจารณ์พระรูปเดียวของวัดบ้านเพียรขันธ์ หมู่ 6 ต.ดงแดง อ.จตุรพักพิมาน ได้พร้อมของกลาง ไม้พะยูงยังไม่แปรรูป จำนวน 10 ท่อน ไม้พะยูงแปรรูป 4 ท่อนเหลี่ยม อยู่ในกุฏิของพระเอกอัมรินทร์ นอกจากนี่ยังพบยาไอซ์ นำหนัก 0.76 กรัม กัญชาหนัก 31.66 กรัม 

สำหรับพระเอกอัมรินทร์ รัตนโชโต หรือนายเอกอัมรินทร์ เอี่ยมวิจารณ์ อายุ 44 ปี บ้านอยู่หมู่ที่ 6 ต.ดงแดง อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด ภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านหมู่ที่ 5 ต.ต้นโพธิ์ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี บวชเป็นพระภิกษุมาประมาณ 10 ปี โดยระหว่างปี พ.ศ.2552-2556 จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี และต่อมา ปี 2557-ปัจจุบัน จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองเพียรขันธ์ที่เกิดเหตุที่ถูกจับกุม โดยในวัดมีพระเพียงรูปเดียว 

พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.จตุรพักตรพิมาน ได้สืบสวนขยายผลจับกุมตัวนายล้วน อ้นโสดา อายุ 50 ปี อยู่หมู่ 15 ต.หัวช้าง อ.จตุร จ.ร้อยเอ็ด ในเวลาต่อมา ดำเนินคดีในความผิดฐาน มีไม้หวงห้าม (พะยูง) ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษ (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งนายธรรมนูญ แจ่มใส นายอำเภอจตุรพักตรพิมาน และพ.ต.อ.วันชัย วินทะสมบัติ ผกก. ร่วมกันเปิดเผยว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลติดตามจับกุมเครือข่ายผู้ร่วมกระทำผิดอีกหลายราย

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 15 มิถุนายน 2561

 

 

สำนึกในน้ำพระทัย

ในหลวงพระราชทานปัจจัย-ผ้าไตร แก่พระจูเลี่ยน

พระแคนาดาแห่งอำเภอสบเมยแม่ฮ่องสอน

 

 

 





 

 

ทุกคำมีความหมายยิ่ง...พระจู่เลี่ยน โพสต์สำนึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.10 พระราชทานเงิน-จีวร

จากกรณีได้เปิดเผยถึงเรื่องราวดี ๆ ของพระชาวต่างชาติรูปหนึ่ง โดยระบุว่า พระรูปนี้คือ  พระจูเลียน ดีซิเลต ชาวแคนา บวชมานานนับสิบปี ท่านออกบิณฑบาตอาทิตย์ละประมาณสามสี่ครั้ง เนื่องด้วยเห็นว่าชาวบ้านก็อยู่อย่างลำบากจึงไม่อยากรบกวนมากเกินไป โดยท่านใช้ชีวิตในป่าเขาด้วยความสมถะ กินแต่ผักผลไม้ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ตอนนี้พระจูเลียน อยู่ที่หมู่บ้านปูทา หมู่ 1 ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

 

ล่าสุดวันนี้ (13 มิ.ย. 61) เฟซบุ๊กผู้ใช้ชื่อว่า Phra Julien  ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพ โดยทั้งหมดระบุไว้ดังนี้

 

อาตมา ขอขอบใจ ตัวแทนของ ในหลวงที่มามอบของให้อาตมา ที่สำนักปฏิบัติธรรมของอาตมา

อาตมาได้รับจีวร 10 ผืน

ได้อาตมาได้มอบให้แก่ศูนย์อพยพ ที่หมู่บ้านขออาตมา

เงินที่ในหลวงพระราชทานให้แก่อาตมา อาตมาจะนำไปมอบให้ออกชาวบ้านเพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

รองผู้ว่าราชการ และ นายอำเภอสบเมย และ ผู้นำคนสำคัญทางเหล่าทหาร

 

 

ครั้งแรกอาตมามีความเครียด เพราะว่าอาตมาอยู่รูปเดียวมาโดยตลอด อีกทั้งตัวอาตมาไม่เก่งเรื่องทำพิธี

แต่ว่าทุกว่า ทุกคุณเป็นคนดี และมีโอกาสได้พูดคุย และช่วยเหลือ ชาวบ้านให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีที่ดี

ในฤดูแล้งทุกปี ชาวบ้านปู่ทา ขาดแคลนน้ำ

อาตมาต้องการเงินบริจาคจากรัฐบาล เพื่อนำไปซื้อท่อน้ำจำนวน 1,000 ท่อ เพื่อนำไป ต่อเป็นท่อน้ำให้ในหมู่บ้านและเพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำไว้ปลูกป่าช่วงหน้าแล้งด้วย เพราะถ้ามีน้ำไว้บริโภค คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านจะดีขึ้นด้วย

เรื่องอาหารการกิน ของชาวบ้านที่อาตมาอยู่ จะกินแต่เพียงผักกับน้ำพริกเป็นส่วนใหญ่

ตัวอาตมาเป็นชาวแคนดา ที่อาศัยในประเทศไทยมากกว่าอยู่แคนาดา อาตมามีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็เพราะน้ำพระทัยของในหลวง ที่พระราชทานให้แก่ชาวบ้าน ให้มีชีวิตวามเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

ที่มา : ทีนิวส์ : 15 มิถุนายน 2561

 

ูเปอร์โมเดล !

วัดป่าบ้านตาดโชว์

ต้นแบบบริหารจัดการเงิน

พระไม่ต้องจับเงิน !

 

อา..มาแล้วฮ่ะ เมื่อวาน วัดป่าอะไรแถวๆ ลำพูน ก็ประกาศโครมคราม "พระวัดนี้มีบัญชีเงินไม่ได้ ใครมีเป็นโดนไล่ออก" ก่อนหน้านั้น พระพยอมก็โชว์ท่ายาก "วัดอาตมามีมาตรการเด็ดขาด พระจะจับเงินไม่ได้ แต่ปัจจุบันหาพระอยู่ยากมาก อาตมาแทบจะต้องอยู่ตัวคนเดียวแล้ว" วันนี้ก็เป็นคิวทองของ "วัดป่าหลวงตาบัว" ซึ่งเป็นเจ้าของตำนาน "ตักบาตรเงินทองช่วยชาติ" โดยก่อนมรณภาพ ท่านก็ทิ้งมรดกไว้ให้แก่บรรดาศิษยานุศิษย์ว่า "อย่าปล่อยให้รัฐบาลเอาเงินบิณฑบาตไปใช้ ให้คอยจับตาดูตลอดเวลา" จึงปรากฏว่า หลังท่านตาย ก็มีลูกศิษย์คอยเช็คสถานะการเงินของรัฐบาลอยู่เรื่อยๆ วันดีคืนดีก็ออกประกาศ "ห้ามรัฐบาลยุ่งกับเงินหลวงตา"

อ้าว ! ไหนใครว่าหลวงตาบัวเป็นพระอรหันต์นิพพานไปแล้ว แต่ยังเหลือเชื้อเป็นทองคำอยู่ในคลังหลวงอีกนับหมื่นล้านกระนั้นหรือ พระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพาน ทรงมอบพระธรรมวินัยให้พระช่วยกันรักษา แต่ว่าหลวงตาบัวกลับ "มอบทองคำ" ให้ช่วยกันรักษา เป็นพระป่านิกายทองคำ

ถ้านับสถิติ จากวัดจำนวน 40,000 วัด ทั่วประเทศ มีประกาศไม่จับเงินแล้ว 3 วัด ที่เหลืออีก 39,997 วัด ยังไม่ประกาศ วัดราชบพิธ ของสมเด็จพระสังฆราช ก็ยังไม่ประกาศ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดหลักของธรรมยุต (ปกครองวัดป่าบ้านตาด) ก็ยังไม่ประกาศ วัดกรรมการมหาเถรสมาคมอีกไม่ต่ำกว่า 20 วัด ยังไม่เห็นประกาศ วัดเจ้าคณะภาคอีก 18 ภาค ทั้งสองนิกายก็ร่วมๆ 26 วัด ก็ยังไม่ประกาศ คิดสะระตะว่า ถ้าเปิดฟรีโหวตแบบประชาธิปไตย วัดทั่วไทยล้วนแต่มีบัญชีทั้งสิ้น จะมีพระไม่จับเงินเพียงไม่กี่วัด ถามว่า นำมาเป็นสถิติได้หรือไม่ และรัฐบาลจะใช้ "วัดอะไร" เป็นแนวทางบริหารจัดการ ระหว่าง วัดจับเงินทั่วประเทศ กับวัดไม่จับเงินเพียงไม่กี่วัด

แต่..แต่นะ ความจริงแล้ว ถ้าจะพูดถึงวัด จะพูดเฉพาะเรื่องเงิน มันก็แคบเกินไป วัดไทยในประเทศไทยนั้น มีสถานะแตกต่างกันมากมาย ใช่แค่แบ่งเป็นธรรมยุต-มหานิกาย เท่านั้น แต่ทั้งสองนิกายนั้น ยังแยกออกเป็น "สายวัดป่า-สายวัดบ้าน" ซึ่งพระท่านก็จะมีวัตรปฏิบัติหรือแนวทางแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

วัดป่านั้น มุ่งปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น โดยศึกษาเพียงพอสำหรับการปฏิบัติเท่านั้น มิได้ศึกษาพระไตรปิฎก หรือรับภาระพระศาสนาอื่นใด สมัยก่อนก็ "วัดบวรนิเวศวิหาร" นี่แหละ ที่ไม่เอากับสายวัดป่า เพราะเห็นว่า "มุ่งหน้าเอาตัวรอด แต่ไม่เกื้อกูลแก่ประเทศชาติบ้านเมือง" สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงทรงวางแบบแผนการศึกษาของคณะสงฆ์ ช่วยรับภาระของในหลวงรัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงโปรดให้จัดตั้ง "มหามกุฏราชวิทยาลัย" และ "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" ขึ้นมา เพื่อเป็นสถานการศึกษา "ชั้นสูง" ของคณะสงฆ์ไทย ทั้งสายมหานิกายและธรรมยุต ซึ่งทั้งสองสถาบันกำลังถูกนักปฏิบัติโจมตีอยู่ในเวลานี้ว่า "เดียรถีย์" แต่ไม่มีใครฟ้องในข้อหา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เลย แต่กับ "ส.ศิวลักษณ์" ซึ่งวิพากษ์หนังพระนเรศวร ผ่านไปหลายร้อยปีแล้ว ยังมีคนฟ้องว่า "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เห็นหนังสำคัญกว่ามหาวิทยาลัย เป็นงั้นไป

ส่วนวัดบ้านนั้น ก็แยกออกจากวัดป่า ผ่านกาลเวลามานานนับพันปี ไม่ต้องอื่นไกล ลองเอาพี่น้อง "ฝาแฝด" ไปแยกกันอยู่ซัก 10 ปี ดูทีว่ายังจะเหมือนกันอยู่ไหม มันมาไกลจนกลายเป็นเอกลักษณ์เป็นอัตตลักษณ์ เป็นลักษณะจำเพาะของชุมชน เป็นสิ่งที่ชาวเมืองสร้างสรรค์กันขึ้นมา นำเอาลูกหลานไปบวชด้วยศรัทธา อาจจะเน้นอาคารสถานที่ แต่ก็ยังมีจุดหมายในการ "ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา" ถึงจะไม่เหมือนวัดป่า แต่ก็ยังเป็นวัดบ้าน แม้นไปไม่ถึงพระนิพพาน แต่จะห้ามชาวบ้านไม่ให้ไปสวรรค์ชั้นไหนกันเลยหรือ ? ชาวบ้านเขาไม่ได้มั่วเหมือนสำนักพุทธฯ ที่จู่ๆ ก็ประกาศ "หาวัดต้นแบบพระไม่จับเงิน" โดยไม่จำกัดนิกาย หรือสถานะของวัดนั้นๆ แล้วถามว่า จะเอาวัดป่ามาเป็นต้นแบบวัดบ้าน มันทำได้อย่างไร ?

คนโง่ที่ไหนที่พูดว่า "บวชไม่สละบวชทำไม บวชไม่มุ่งหลุดพ้น บวชทำไม" ไม่ดูปฏิปทาของพระเจ้าแผ่นดิน ที่ทรงบวชเพื่อ "บำเพ็ญเนกขัมมบารมี" กำหนดวันปริวัติ (สึก) ไว้ก่อนวันทรงผนวชด้วย โดยยังไม่ได้สละราชสมบัติ เพียงแต่ทรง "ตั้งผู้สำเร็จราชการแทน" เท่านั้น มีแม้กระทั่งบวชเป็น "หางนาค" คือบวชประดับพระบารมีพระเจ้าอยู่หัวอีกต่างหากด้วย อีกคำคือ "บวชเรียน เพื่อสืบทอดพระศาสนา" เป็นวิถีของชาวพุทธไทยมาแต่สมัยโบราณ อย่างน้อย "อายุครบ 20 ปี ต้องบวชให้แม่ได้เห็นชายผ้าเหลือง ซักหนึ่งพรรษา" แต่ต่อมา พวกไปเรียนโรงเรียนคริสต์ ไม่รู้วิถีพุทธ เลยสุดโต่งดังกล่าว

เอาง่ายๆ อย่างบุคคลตัวอย่างของชาวกรุงเทพในสมัยก่อน คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หัวหน้าพรรคพลังธรรมของสันติอโศก ซึ่งประกาศว่า กินมังสวิรัต วันละมื้อ และอาบน้ำวันละ 5 ขัน ถือว่าประหยัดขั้นเทพ และเคร่งครัดขั้นอุกฤษฏ์ ถามว่า ทำไมรัฐบาลไทยไม่เอามาเป็นแม่แบบการดำรงชีพของประชาชน โดยออกกฎหมาย "ห้ามคนไทยกินเนื้อ แต่ให้กินผักเท่านั้น" เพื่อแสดงความเป็นคนดี แถมให้กินเพียง "วันละมื้อ" และให้อาบน้ำเพียงวันละ 5 ขัน เพื่อประหยัดอดออม น้ำอบน้ำหอมห้ามใช้ ให้นอนกับพื้นบนไม้กระดาน เตียง ตั้ง ฟูก โซฟา และเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็ห้ามมี เพราะประเทศนี้ต้องการคนดีในอุดมคติ !

คนดี หรือคนต้นแบบในอุดมคตินั้น อาจจะมีจริงๆ ในสังคมหรือในโลกเบี้ยวใบนี้ แต่การคิดจะเป็นแบบนั้นมันไม่ง่าย เอาแค่ บิ๊กตู่-นายไพบูลย์-นายพงศ์พร สามพระหน่อนี่แหละ ที่กะเหี้ยนกระหือรือจะเปลี่ยนวัดเปลี่ยนพระ ถ้าวันหนึ่งวันใดคิดจะเอาลูกไปบวชมั่ง ก็ไม่แน่หรอก อาจจะไม่ให้บวชที่วัดป่าก็ได้ ดูนายสนธิ ลิ้มทองกุล นั่นปะไร แรกก็จะบวชที่วัดชนะสงคราม ถ้าไม่โดนต้านก็คงไม่ไปวัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี คงจะมีสถานะเป็น "ศิษย์ร่วมสำนักกับมหาโชว์" ที่บิ๊กตู่คำรามใส่เมื่อวานว่า "พระยุ่งการเมือง เหมาะสมหรือไม่" นั่นแหละ และว่ากันว่า แม้แต่ "อาจารย์ ส.ศิวลักษณ์" เอง ก็ก๊งสุราอยู่เป็นนิจศีล ปากยังเหม็นกลิ่นเหล้า แต่ก็ขึ้นธรรมาสน์เทศน์สอนพระอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อาจารย์ก็พูดความจริงนั่นแหละ แต่ถ้าจริงจังมากเกินไปก็ไม่ไหว รุ่นปู่รุ่นตาแล้ว เพลาๆ ลงหน่อยเถิด พระลูกพระหลานทั้งนั้น

วัดป่า-วัดบ้าน จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ "วัตถุประสงค์ที่แตกต่าง" เพื่อสนองต่อความต้องการของประชุมชนที่แตกต่าง ยังไม่รวมถึงพระอารามหลวงอีกต่างหาก จะให้วัดทุกวัดเหมือนกันทั้งหมดมันก็ประหลาด ไม่ต่างไปจากคอมมิวนิสต์ ที่ให้ทุกคน ไม่ว่าจะสูง ดำ ต่ำ ขาว อ้วน หรือผอมอย่างไร แต่ให้ "ใส่เสื้อสีเดียวกัน ไซซ์เดียวกัน กินแบบเดียวกัน นอนเสมอกัน ของทุกอย่างเป็นของหลวงของกลาง รัฐบาลจะเป็นผู้บริหารจัดการให้ไม่ว่าเรื่องเงินหรือทรัพย์สินอื่นใด ไม่มีใครเป็นเจ้าของ" มันดีอยู่ และดีกว่าประชาธิปไตยด้วยซ้ำไป แต่ถามว่า ทำไมประเทศไทยไม่เอาระบบนี้มาใช้ ?

ไปดูจีนสิ สมัยประธานเหมาที่ใช้ระบบ "คอมมิวนิสต์เต็มรูปแบบ" นั้น ประชาชนอดอยาก แทบจะผลัดกันใช้เสื้อและกางเกง ถึงกับ"ทิ้งถิ่นฐาน" หอบ "เสื่อผืนหมอนใบ" ไปตายเอาดาบหน้าที่..ท่าน้ำราชวงศ์ แต่พอ "เติ้ง เสี่ยว ผิง" ประกาศใช้ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ชาวจีนก็เริ่มลืมตาอ้าปากเข้าสู่ความอุดมสมบูรณ์ อยู่ดีกินดี ไม่มีใครหนีไปอยู่ประเทศไทยเพราะความจน แต่ทุกวันนี้คนจีนเอาเงินไปเที่ยว ไปซื้อทุเรียนจนเกลี้ยงประเทศไทย จีนกลับมาผงาดเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง จะบอกว่า จีนก็มี "วัดป่า-วัดบ้าน" ชาวบ้านที่ยากจน รัฐก็จัดสรรที่ดินทำกินให้ ชาวบ้านที่มีความรู้ความสามารถ รัฐก็อนุญาตให้เป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ คอมมิวนิสต์ก็รวยได้ รวยถึงขนาดซื้อไม้พยุงจากไทยในราคาทองคำ จนกลายเป็นสินค้าต้องห้ามไปแล้ว

ถ้ารัฐเอาระบบ "วัดป่า" มาใช้ ก็เท่ากับว่า ต้องการทำวัดทุกวัด ให้เป็นวัดป่า แต่ถามว่า มันถูกครรลองหรือไม่ ? และถ้าวัดป่ากลายเป็นวัดบ้าน หรือวัดบ้านกลายเป็นวัดป่า ถามว่า หน้าตาจะเป็นอย่างไร ?

อย่างกรณีวัดป่านั้น พระท่านจะฉันในบาตร ถ้าจะปรับวัดบ้านให้เป็นวัดป่า ก็ต้องให้พระฉันในบาตร จะไปรับกิจนิมนต์นอกวัดก็ไม่ได้ ขึ้นเครื่องบินก็ต้องเอาบาตรไปใช้บนเครื่องด้วย ฯลฯ อีกนับร้อยรายการก็จะต้องเปลี่ยน เพื่อให้ตรงกับพระไตรปิฎก ดังที่รัฐบาลกำลังหาเสียงอยู่ในเวลานี้ ยังมีอีกเยอะ แต่ว่าหิวแล้ว ต้องไปฉันเพลก่อน นะ เจริญพร !

 

 

 

สายหลวงปู่มั่น ไร้ความยึดมั่นถือมั่น ในอัตตาตัวตน

แต่ยังยึดมั่นถือมั่นในชาติ สิ่งที่จะตามมาก็คือ ชรา มรณะ ฯลฯ

พระป่าก็รักชาติ !

 

 

ไม่รับเงินทองเพื่อตัวเอง แต่รับเพื่อชาติ

การประกาศพระศาสนาของหลวงตาบัว

 

 

มรดกธรรมชิ้นสุดท้าย

"สร้างพิพิธภัณฑ์ มูลค่า 700 ล้าน"

ดำเนินตามรอยบาทพระศาสดาอย่างเคร่งครัด

น่าจะเขียนไว้ในพระไตรปิฎกฉบับวัดป่าด้วย

 

 

วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี โชว์เป็นต้นแบบบริหาร พระไม่ต้องจับเงิน

วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี 1 ในวัดต้นแบบบริหารจัดการเงิน ไวยาวัจกรแจง พระวัดป่าไม่แตะต้องเงินตั้ง กก.การเงินดำเนินการ พิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอเบิกจ่าย ไม่ยุ่งเงินทอนวัด...

จากกรณีที่ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (รอง ผอ.พศ.) แถลงว่า ตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีบันทึกข้อความที่ พศ.0001/06036 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2561 เรื่อง ขอข้อมูลวัดที่มีการวางระบบเกี่ยวกับการจัดการด้านการเงินและบัญชีของวัดนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีวัตถุประสงค์ เพื่อขอทราบแนวทางปฏิบัติได้จริง หลักการคือภิกษุสงฆ์มิต้องมาถือเงิน แต่ผ่านบัญชีส่วนกลาง เพื่อให้วัดที่ยังไม่ได้ดำเนินการนำไปพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับวัดนั้นๆ และปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยต่อไป

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.2561 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังวัดเกษรศีลคุณ หรือ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี หนึ่งในวัดที่มีการดำเนินการตามบันทึกข้อความฉบับนี้ และวัดกำลังก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตาพระมหาบัว ที่เปิดรับบริจาคจากศิษยานุศิษย์ของหลวงตาพระมหาบัว และพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน ที่มีมูลค่าก่อสร้างประมาณ 700 ล้านบาท ที่เป็นเงินบริจาคจากศิษยานุศิษย์ เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการก่อสร้างจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ประมาณกลางปี 2563 

นายกอบเกียรติ กาญจนะ อดีตรอง ผวจ.อุดรธานี ไวยาวัจกร วัดเกษรศีลคุณ เปิดเผยว่า วิธีบริหารจัดการเงินของวัดป่าบ้านตาดทุกวันนี้ ยังคงใช้วิธีการแบบเดิมสมัยที่หลวงตาพระมหาบัว ท่านยังไม่ละสังขาร ที่มีคณะกรรมการการเงินเข้ามาดูแล ทุกคนเข้ามาทำด้วยศรัทธา ต้องการสนองคุณพระพุทธศาสนา และบูชาหลวงตาฯ ท่าน ทั้งนี้เรื่องของการเงิน พระวัดสายธรรมยุตท่านจะไม่ถือเงิน ไม่จับเงิน ท่านจะรับแต่ใบปวารณาเท่านั้น ทางวัดจึงมีคณะกรรมการเกี่ยวกับเรื่องการเงิน และก็แยกบัญชีเงินของวัดเป็นบัญชีๆ ไป 

ไวยาวัจกร วัดเกษรศีลคุณ กล่าวว่า ปกติการทำบุญของวัดป่าบ้านตาด พุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่ศรัทธา จะโอนเงินเข้าในบัญชีแต่ละบัญชี ที่ทางวัดได้แจ้งให้ทราบทางสื่อต่างๆ ของวัด และยังมีการตั้งตู้บริจาคไว้ตามจุดต่างๆ คือ ที่ศาลาใน ศาลานอก ที่กุฏิของหลวงตาฯ โดยแต่ละตู้รับบริจาค จะระบุชื่อไว้ชัดเจนว่า นำไปใช้จ่ายเพื่อกิจการใดของวัด และในวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ทุกๆ เช้าหลังจากท่านออกบิณฑบาตแล้ว ท่านจะฉันอาหารเช้าที่ศาลาใน หลังจากนั้นท่านจะพูดคุยแสดงธรรมะกับญาติธรรม ที่จะมีผู้บริจาคเงิน โดยจะมีเจ้าหน้าที่การเงินของวัดเข้ามาดูแล

"ผู้ที่จะบริจาคเงินก็จะแสดงเจตนาระบุเลยว่า เงินยอดนี้ใช้สร้างพิพิธภัณฑ์ ยอดนี้ให้ใช้ในกิจการทั่วไปของวัด ยอดนี้ถวายหลวงพ่อสุดใจฯ ทางเจ้าหน้าที่การเงิน ก็จะนำเงินมาหยอดลงในตู้บริจาคที่เขียนระบุไว้ชัดเจน และทุกๆ สิ้นเดือน ทางกรรมการการเงินของวัด กับเจ้าหน้าที่ธนาคาร มาร่วมกันเปิดตู้บริจาคและนับเงิน และประกาศแต่ละยอดของแต่ละตู้บริจาค มีเงินเข้ามาในแต่ละบัญชีจำนวนเท่าไร และจะกราบเรียนพระอาจารย์สุดใจฯ ให้ท่านรับทราบ โดยอำนาจการเบิกจ่ายจะเป็นท่านพระอาจารย์สุดใจ แต่เพียงผู้เดียว ทั้งยอด 5 ตู้บริจาค" นายกอบเกียรติ กล่าว

ไวยาวัจกร วัดเกษรศีลคุณ กล่าวต่อว่า ส่วนยอดบริจาคใหญ่ คือ เรื่องของการก่อสร้าง พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตาพระมหาบัว ตั้งแต่เปิดรับบริจาคมาจนถึงปัจจุบัน มียอดเงินเข้ามาประมาณ 640 ล้านบาท และมีการใช้จ่ายตั้งแต่เริ่มก่อสร้างวันที่ 17 มิ.ย.2560 ใช้เงินไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท ตอนนี้มีเงินเหลือในบัญชีประมาณ 525 ล้านบาท ที่ยังคงเหลืออยู่ ซึ่งเงินในส่วนนี้ พระอาจารย์สุดใจ ท่านจะเป็นผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายแต่เพียงผู้เดียว ส่วนการก่อสร้าง มี ผวจ.อุดรธานี เป็น ปธ.กก.อำนวยการก่อสร้าง และมีคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ อีก ที่จะคอยตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนรับงาน และกลั่นกรองดูรายละเอียดก่อนให้พระอาจารย์สุดใจฯ ท่านลงนามอนุมัติเบิกจ่ายเงินให้กับผู้รับจ้าง

ด้าน นางอินถวา นารินทร์รักษ์ และ นางยินใจ เชื้อกุลา คณะกรรมการเงินวัดป่าบ้านตาด เปิดเผยว่า การเข้ามาทำหน้าที่ดูแลเรื่องเงินของวัดไม่มีความหนักใจแต่อย่างใด เพราะพวกเราทำมาตั้งแต่สมัยที่หลวงตาพระมหาบัว ท่านทำโครงการช่วยชาติ ที่ท่านยังไม่ละสังขาร หลวงตาท่านไปที่ไหน เราก็จะตามไปดำเนินการเรื่องเงินทองบริจาคโดยตลอด ซึ่งหลวงตาท่านไว้ใจให้เรามาดูแล พอหลังจากปิดโครงการช่วยชาติไปแล้ว ก็มีคำสั่งใหม่ของท่านพระอาจารย์สุดใจขึ้นมา ที่มีกรรมการการเงินเพียงแค่ 2-3 คน ที่มีแต่ผู้สูงอายุ แต่ก็ไม่หนักใจ เพราะพวกเราเคยทำมาก่อน รวมทั้งทางธนาคารที่เข้ามารับเงินไปฝากก็ร่วมงานกันมากว่า 30 ปี จนรู้ใจกัน 

กรรมการด้านการเงิน ฯ กล่าวต่อว่า ช่วงไหนใครไม่สะดวก พวกเราก็จะสลับผลัดเปลี่ยนกันมาดูแล เมื่อรับเงินบริจาคมา เราก็จะทำตามที่เขาระบุว่า ต้องการบริจาคในส่วนไหน เราก็จะนำไปหยอดตามตู้ที่ผู้ประสงค์บริจาคทำบุญ และสิ้นเดือนพวกเราก็จะมาเปิดตู้บริจาค ที่มีพระอาจารย์สุดใจฯ มีกุญแจเปิดได้เพียงผู้เดียว เมื่อนับเงินเสร็จทางเจ้าหน้าที่ธนาคาร ก็จะนำเงินเข้าบัญชีแยกตามส่วนที่รับบริจาคมา โดยพวกเราจะไม่มีการถือเงินของตู้บริจาคแต่อย่างใด และจะนำเรียนพระอาจารย์สุดใจ ว่าแต่ละตู้ได้เงินบริจาคเท่านั้นเท่านี้ 

"พวกเราดีใจ ที่วัดป่าบ้านตาด ได้เป็นวัดต้นแบบในการบริหารจัดการเรื่องเงิน เพราะที่ผ่านมามีวัดหลายวัดที่ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงินทอนวัด ทำไมเจ้าอาวาสวัดมีเงินมากมายเป็นร้อยๆ ล้าน ซึ่งวัดป่าบ้านตาดเป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งพวกเราเข้ามาทำงานกันด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ใจซื่อมือสะอาด พระอาจารย์ท่านก็ไว้ใจเรา โดยเราจะทำให้เต็มที่ เต็มกำลัง เต็มความสามารถ ให้สมกับที่ท่านไว้วางใจให้เข้ามาทำในส่วนนี้ เรามาช่วยด้วยใจจริงๆ" นางอินถวา และนางยินใจ กล่าว

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 15 มิถุนายน 2561

 

ูปืนบังหน้า !

เบื้องหลังตามล่าเจ้าคุณจำนงค์

บิ๊กแป๊ะแวะฝรั่งเศสขอช่วยตามตัวกลับไทย

แต่บอกว่า..ไปดูปืน !

 

อา..ก็ไม่ทราบว่า ชาติก่อนนั้น "บิ๊กแป๊ะแปดโล" และ "เจ้าคุณจำนงค์" เขาไปก่อเวรก่อกรรมอันใดไว้ต่อกัน ชาตินี้ถึงได้ตัดกันไม่ขาด ขนาดไปเยอรมันนีแล้วไม่ได้พบหน้าค่าตา บิ๊กแป๊ะกลับมาได้ไม่กี่วัน ก็อดคิดถึงไม่ได้อีก คราวนี้ถึงกับ "บากหน้า" ไปฝรั่งเศส ขอให้ตำรวจสากล ช่วยเจรจาให้เจ้าคุณจำนงค์กลับบ้าน ไม่งั้นบิ๊กแป๊ะคงอกแตกตาย ดูไปก็เหมือนนิยายพื้นบ้าน ทำนองเมียหนีออกจากบ้าน ผัวก็ตามง้อ แต่ฝ่ายหญิงก็แข็งใจไม่ยอมกลับ ฝ่ายชายก็ไม่สิ้นหวัง ยังเพียรพยายาม รู้ว่าฝ่ายหญิงไม่ยอมพบหน้า ก็อ้อนวอน "แม่ยาย-พ่อตา" ให้ไปช่วยเจรจาแทน เป็นอย่างนั้นเสียด้วยซี

ว่ากันด้วยว่า ใช่แต่อินเตอร์โพลหรือตำรวจสากลเท่านั้น ที่บิ๊กแป๊ะร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่ว่าใครที่รู้จักมักคุ้นกับเจ้าคุณจำนงค์ บิ๊กแป๊ะก็ส่งคน-ต่อสาย ไปเจรจา อ้อนวอน ขอให้ช่วยเจรจากับเจ้าคุณจำนงค์ ให้ใจอ่อน ยอมกลับมาสู้คดีที่เมืองไทย การทำงานของตำรวจใหญ่ในวันนี้ ก็เล่นทุกรูปแบบดังที่เห็น เห็นแล้วก็น่าสงสาร

แน่นอนว่า ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลบิ๊กตู่ ก็คงตั้งป้อมสู้ ตั้งวอรูมเกาะติดสถานการณ์บิ๊กแป๊ะ ตั้งแต่บินออกจากไทยแล้วล่ะ ไม่ว่าจะมาไม้ไหน ทางฝ่ายโน้นก็คงประเมินสถานการณ์ว่าจะ "เป็นต่อ" หรือ "เป็นรอง" และคงไม่ยอมให้บิ๊กแป๊ะเล่นข้างเดียว คงจะมีแผนสำรอง "2-3-4-5" ไว้รับมือ กันพลาด ถ้าหากว่า "แผนหนึ่ง" เอาไม่อยู่ อย่างที่รู้ งานนี้ "พ่อใหญ่ธัมมชโย" สู้ตาย ทุ่มทุกอย่างเพื่อช่วยเจ้าคุณจำนงค์ เพราะนี่จะเป็นโมเดลสำหรับการขอลี้ภัยของสายธรรมกายในรุ่นต่อไป ได้เจ้าคุณจำนงค์มาเป็นหนูลองยา ก็น่าจะขอบคุณบิ๊กตู่ ดูให้ดี นี่คือ..สงคราม !

 

 

 

ฮ่า..แป๊ะ ลูกฟรีคิก โดดๆ เดี่ยวๆ ตรงๆ แบบว่าปิดสนามเล่น สั่งตำรวจทั้งประเทศกั้นพรมแดนก็ยังเอาไม่อยู่ ลูกไม่เข้าตาข่าย คราวนี้จะใช้ลูกไซด์โค้งสูตรฝรั่งเศสจะสำเร็จหรือ พี่ว่าน่าจะชนกำแพงหรือไม่ก็เลยคานหลุดโลกไปเสียมากกว่าละมั๊ง พี่น่ะ เล่นบอลมาเยอะ พอๆ กับม้า คือพี่ดูตามเกมแล้วนะ ระหว่าง "อินเตอร์โพล" กับ "สิทธิมนุษยชนสากล" น่ะ ยังไงก็สู้ฝ่ายหลังไม่ได้ เพราะฝ่ายหลังนั้นเขามีศาลเป็นตัวช่วย แต่ฝ่ายแรกยังไปไม่ถึงศาลเลย แค่อัยการก็ยังผ่านยาก

แหมพี่ ของแบบนี้มันไม่แน่ มีโอกาสก็ต้องเล่นทุกสูตรแหละ ไม่งั้นเขาจะเขียนสูตรไว้ทำไม ไม่แน่หรอก อะไรๆ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ลูกกลมๆ มันเชื่อได้ซะที่ไหน ถ้าผมได้ตัวเจ้าคุณจำนงค์กลับมานะ รับรองว่าอธิบดีกรมตำรวจตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จะต่ำกว่าผมหมด  ปาฏิหาริย์มีจริง ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่

 

 

ลับ ลวง พราง !

 

 

 

ที่พึ่งสุดท้าย ! "จักรทิพย์" เยือน สนง.ใหญ่ตำรวจสากล เจรจาช่วยนำตัว "อดีตพระพรหมเมธี" ดำเนินคดีในไทย คาดรู้ผลไม่เกิน 15 มิ.ย.นี้

 

"จักรทิพย์" เยือนสำนักงานใหญ่ตำรวจสากลเมืองลียง ฝรั่งเศส หวังใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัวนำ "อดีตพระพรหมเมธี" มาดำเนินคดีในไทย คาดรู้ผลไม่เกิน 15 มิ.ย. นี้ - แฉอีก "อดีตพระพรหมสิทธิ" อมเงินค่าเรียนปริยัติธรรมของพระเณรโอนเงินให้สีกาคนสนิท

วานนี้ (13 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการติดตามตัวอดีตพระพรหมเมธี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ที่หลบหนีไปยื่นขอลี้ภัยอยู่ที่ประเทศเยอรมนีว่า จนถึงขณะนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมด้วยคณะยังคงอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ระบุว่า ไม่ได้เดินทางไปเพื่อประสานงานติดตามตัวอดีตพระพรหมเมธี แต่เดินทางเพื่อไปดูงานเรื่องอาวุธ ตามที่ได้รับเชิญจากตำรวจฝรั่งเศส แต่อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงยืนยันว่า การเดินทางไปครั้งนี้ นอกจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ จะดูงานด้านอาวุธแล้ว ยังมีเจตนาไปประสานงานกับตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพล ที่สำนักงานใหญ่ในเมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เพื่อให้ตำรวจสากลช่วยเจรจาในการส่งตัวผู้ต้องหารายนี้กลับไปดำเนินคดีในประเทศไทย

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ทางการเยอรมันได้ปฏิเสธคำขอตัวอดีตพระพรหมเมธีจากตำรวจไทยที่ขอให้ส่งมอบตัวผู้ต้องหาให้ทันทีเนื่องจากเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีร่วมกันฟอกเงินและข้อหาอื่นๆ รวม 3 คดี โดยทางการเยอรมันอ้างถึงความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ที่กลุ่มสหภาพยุโรปมองว่าเป็นประเทศที่ยังไม่อยู่ในสภาวะปกติและไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้คณะตำรวจไทยที่นำโดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ต้องเดินทางกลับไทยมือเปล่า แต่เมื่อกลับมาหารือในข้อกฎหมายแล้ว เจ้าหน้าที่ก็พบช่องทางที่สามารถจะนำตัวอดีตพระพรหมเมธีกลับมาดำเนินคดีได้ โดยใช้ความร่วมมือกันระหว่างตำรวจต่อตำรวจผ่านช่องทางตำรวจสากล ที่ไทยมีความร่วมมือกับตำรวจสากลหลายๆ ประเทศทั่วโลก

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นนายตำรวจมีความสนิทสนมกับวงการตำรวจสากล จึงเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศส เพื่อให้ตำรวจสากลช่วยเจรจากับตำรวจท้องถิ่นและตำรวจสากลของประเทศเยอรมนี ในการส่งมอบตัวอดีตพระพรหมเมธีให้กับทางการไทย โดยคาดว่าจะทราบผลการเจรจาไม่เกินวันศุกร์ที่ 15 มิ.ย.นี้ และหากผลการเจรจาสำเร็จ พล.ต.อ.จักรทิพย์ และคณะจึงจะเดินทางไปรับตัวอดีตพระพรหมเมธีจากเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมัน กลับไปดำเนินคดีที่ประเทศไทยต่อไป อย่างไรก็ตามปัจจุบัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ มีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 16 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ โดยเที่ยวบินที่ TG931 ซึ่งออกเดินทางจากกรุงปารีสสู่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยล่าสุดยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของการแกะรอยหาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายอื่นๆ นั้น มีรายงานว่าในส่วนของวัดสระเกศวรมหาวิหารนั้น พนักงานสอบสวนกองปราบปรามมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการทุจริตที่เข้าข่ายการฟอกเงินซึ่งต่างจากการทุจริตเงินทอนวัดที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ โดยวัดสระเกศฯ ได้รับงบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) รวม 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นเงินจำนวน 30 ล้านบาท โดย พศ. จ่ายเป็นเช็คเมื่อ วันที่ 21 ธ.ค. 2558 เนื่องจากวัดเสนอของบทำโครงการเงินอุดหนุนอบรมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนฯ ครั้งที่สองวัดสระเกศฯ ได้รับงบประมาณอีกจำนวนเงิน 32.5 ล้านบาท โดย พศ. จ่ายเงินเข้าบัญชีเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2559 เนื่องจากวัดได้เสนอโครงการอุดหนุนศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา

ทั้งนี้ในรายละเอียดของโครงการนั้น ในเอกสารได้ระบุทั้ง 2 โครงการว่าเป็นงบประมาณเพื่อหนุนด้านการเผยแผ่ศาสนา โดยจะนำงบประมาณเพื่อนำไปอุดหนุนให้วัดสาขา 13 แห่ง แต่เมื่อตรวจสอบรายละเอียดกลับพบว่ามีวัดจำนวน 9 วัด ที่ไม่ได้รับงบประมาณอุดหนุนเลยตามที่ระบุไว้ ประกอบด้วย วัดไตรธรรมาราม จ.สุราษฎ์ธานี, วัดบุดดา จ.สิงห์บุรี, วัดมหาพุทธาราม จ.ศรีสะเกษ, วัดพระธาตุพนม จ.นครพนม, วัดอัมพวัน จ.ยโสธร, วัดบ่อชะเนง จ.อำนาจเจริญ, วัดพระพุทธบาทเขากระโดง จ.บุรีรัมย์, วัดศรีมงคลใต้ จ.มุกดาหาร และวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา

ส่วนวัดที่เหลืออีก 4 วัดคือ วัดหลวงพ่อสด จ.ราชบุรี, วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่, วัดปากน้ำ จ.อุบลราชธานี และ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ได้รับงบประมาณไปแห่งละ 2 ล้านบาท รวม 8 ล้านบาท ส่วนงบประมาณที่เหลืออีกกว่า 50 ล้านบาทพบว่าอดีตพระพรหมสิทธิ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ได้ยักย้ายถ่ายเทไปยังบัญชีของ นางสาวนุชรา สิทธินอก อายุ 32 ปี คนในบ้านของ นางฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา อายุ 50 ปี อดีตเจ้าของ ห้างหุ้นส่วนจำกัดดีดีทวีคูณ ซึ่งเป็นสีกาคนสนิทของอดีตพระพรหมสิทธิ เพื่อให้ผลิตสื่อโฆษณาให้กับวัด

แหล่งข่าวพนักงานสอบสวนกล่าวต่อว่า จากการสอบปากคำอดีตพระพรหมสิทธิในเบื้องต้นได้ให้การว่าที่โอนไปยังบัญชีของ นางสาวนุชรา นั้นก็เพราะ นางฑัมพร แนะนำว่าเป็นวิธีการเลี่ยงภาษี แต่เมื่อชุดสืบสวนร่วมกับ ป.ป.ง.ตรวจสอบแล้วกลับพบว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเงินจำนวนดังกล่าวถูกนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์และมีการนำไปใช้ส่วนตัวจำนวนมาก ทั้งที่เงินจำนวนนี้ควรจะถูกจัดส่งไปยังวัดจำนวน 9 วัด เพื่อให้พระเณรในต่างจังหวัดที่ด้อยโอกาสได้เรียนหนังสือตามที่วัดเขียนโครงการมา ซึ่งระบุว่าจะส่งเงินไปยังโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เป็นเงินค่าใช้จ่ายประมาณ 26,000 บาท ต่อพระ 1 รูป รวมทั้งสองโครงการเป็นเงิน 62.5 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า รูปแบบของการทุจริตเงินวัดของ วัดสระเกศ วัดสัมพันธวงศ์ฯ และวัดสามพระยาวรวิหาร ครั้งนี้นั้นแตกต่างจากการดำเนินคดีเงินทอนวัดในครั้งที่ผ่านๆ มา เนื่องจากรูปแบบเดิมที่พบในวัดต่างจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะเป็นฝ่ายเสนองบประมาณให้วัดไปทำโครงการต่างๆ แต่เงินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ถูกโอนคืนกลับไปให้ข้าราชการในสำนักพุทธฯ บางวัดพระจึงกลายเป็นเหยื่อของการกระทำความผิด ตำรวจจึงไม่ได้ดำเนินคดีกับพระแต่ได้กันไว้เป็นพยานเพราะถือว่าไม่มีเจตนา แต่กรณีของวัดดังในกรุงเทพฯทั้ง 3
วัดนั้น พระไม่ได้โอนเงินกลับไปยังเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ แต่เงินที่ได้รับมาเพื่อทำโครงการต่างๆ กลับถูกโอนเข้าบัญชีของฆราวาส บัญชีตัวเอง หรือมูลนิธิฯบางแห่งแทน ในรูปแบบของการฟอกเงิน ซึ่งตัวพระเป็นผู้ที่กระทำทุจริตด้วยตัวเองจึงต้องถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันฟอกเงินเพราะพระไม่ได้เป็นเหยื่อเหมือนคดีเงินทอนวัดที่ผ่านมา

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 14 มิถุนายน 2561

 

 

แต่งเครื่องแบบในโรงเรียนพื้นที่สงฆ์

ต้องตกลงกับทางวัด

ถ้าวัดตกลง ก็แต่งได้ แต่ถ้าไม่..ก็ไม่ได้

เข้าใจตรงกันนะคะ

 

 

ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา : 13 มิถุนายน 2561

นวดหลวงปู่ลี !

บิ๊กตู่ร่ายคาถามหานิยมพัวะ

นวดหลวงปู่ลี เล่นเอาพวกต้านอ่อนระทวย

 

 

อา..เห็นมะ ก็แค่นี้แหละ แค่ภาพเดียวก็เที่ยวได้ทั่วไทย ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาที มีข่าวสารพัด "รัฐจ้องทำลายพระพุทธศาสนา" บ้าง "บิ๊กตู่ไม่ใช่พุทธ" บ้าง ขนาดว่าเปิดคอให้ดูพระเครื่อง "เป็นพวง" ก็ยังไม่เชื่อ ครั้นพอเปิดภาพ "นวดขาหลวงปู่ลี" เข้าเท่านั้น ทุกอย่างก็เงียบ

ที่เงียบก็เพราะว่า ชาวพุทธเขาอยากเห็นผู้นำ แสดงบทบาทของการ "นำ" ในทางพระศาสนา เช่นว่า เข้าวัดวาอาราม ไหว้พระไหว้เจ้า ทำบุญสุนทาน ถึงจะมีข่าวเสียหาย "จับพระสึก" บ้าง มันก็พอฟัง แต่ถ้ามีข่าวเสียด้านเดียวอย่างต่อเนื่อง มันก็ถือว่าไม่เป็นมงคล รัฐบาลเองก็คงรู้ว่า อย่านับแต่เรื่องพระเรื่องเจ้าเลย แค่เรื่องการเมืองก็แย่แล้ว

ภาพบิ๊กตู่นวดหลวงปู่ลีในวันนี้ ถือว่าเป็นภาพประวัติศาสตร์ เป็นภาพแห่งความทรงจำ เป็นคำตอบแทนคำถาม "นับล้านข้อ" ที่เคยมีต่อบิ๊กตู่ จะอยู่จะไป ชาวพุทธไทยเขาก็สบายใจแล้ว จะจับพระสึกอีกกี่รูปก็คงไม่หวาดระแวง คือคงเชื่อว่าพระผิดจริงๆ นิ่งแล้วเดินหน้าทำให้เป็นรูปธรรม มันได้ผลกว่าใช้โฆษกรัฐบาลออกมาขู่กันเยอะ

 

 



 

 

 

"บิ๊กตู่" ถือฤกษ์ดีวันพระกราบ "หลวงปู่ลี" ก่อนประชุม ครม.สัญจรปากน้ำโพ

"บิ๊กตู่" ถือฤกษ์ดีวันพระ นำคณะกราบนมัสการและสนทนาธรรมกับ "หลวงปู่ลี" ศิษย์หลวงปู่มั่น ก่อนประชุม ครม.สัญจรปากน้ำโพ บอกพระแท้อยู่ง่าย-สงบ

เมื่อตอนเช้าวันนี้ (12 มิ.ย.) ที่จังหวัดนครสวรรค์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้ถือโอกาสวันพระเดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่ลี ตาณังกะโร เจ้าอาวาสวัดหัวตลุกวนาราม (วัดป่าหัวตลุก) ต.สระแก้ว อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

โดย พล.อ.ประยุทธ์และคณะได้ถวายภัตตาหารเช้า เครื่องจตุปัจจัยไทยธรรม และสนทนาธรรมกับหลวงปู่ลี พร้อมถือโอกาสเข้าไปบีบนวดขาให้หลวงปู่ลี ก่อนระบุว่าตนจะคอยบีบนวดขาให้บิดาเสมอ เพราะบิดาอายุมากแล้ว วันนี้เป็นวันพระ ถือเป็นวันดี จึงถือโอกาสเข้ามากราบนมัสการ ทั้งนี้ กำหนดการนี้ไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

สำหรับประวัติหลวงปู่ลี เดิมเป็นชาวจังหวัดขอนแก่น เกิด พ.ศ. 2479 โดนงูเห่ากัดเมื่อตอนเด็ก โดยชาวบ้านคิดว่าจะต้องเสียชีวิตอย่างแน่นอน เพราะสมัยก่อนยังไม่มีโรงพยาบาล แต่ก็เกิดปาฏิหาริย์ทำให้อาการดีขึ้นด้วยการรักษาแบบชาวบ้าน มีปัญหาเพียงนิ้วกลางที่หงิกงอ จากนั้นจึงได้เริ่มเข้าบวชเรียนและได้ถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง พระป่ากรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ก่อนจะเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น และจากวัตรปฏิบัติที่ดีงามจึงเป็นที่เลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนมาจนถึงปัจจุบัน


พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับคนสนิทว่า พระสงฆ์ดีจะอยู่อย่างง่ายและสงบ โดยหลวงปู่ลีได้มอบ "คชสิงห์หลวงปูลี" ปี 2551 และหนังสือชีวประวัติชื่อ "นะโมพุทธอัสสะ" ให้นายกฯ และคณะด้วย

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 12 มิถุนายน 2561

 

ลือรายวัน !

ลือดีเอสไอเตรียมบุกวัดพระธรรมกาย

ภายในอาทิตย์นี้ หลังมีคนชี้เบาะแสธัมมชโย !

 

อา..เดาสิฮะว่า หลังจากรายการ "ข่าวลือรายวัน" แล้วมีอะไร ก็ตอบว่า มีรายการ "แก้ข่าวรายวัน" ไงฮะ วันก่อน ดีเอสไอก็โดนข่าวลือ "จะบุกจับเจ้าอาวาสวัดปากน้ำและอีกสองวัด" เล่นเอาเก้าอี้ร้อน ตกวันนี้ ก็มีข่าวลือ "ดีเอสไอจะบุกวัดพระธรรมกาย" ตามมาอีก แล้วดีเอสไอก็ "เต้นตามเขา" เข้าไปอีก หน่วยงานระดับแนวหน้าของไทย กลายเป็นลูกไล่ให้แก่ "ไอ้ปื๊ด" ไปเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็คงจะใช้วิธีนี้ไล่บี้ดีเอสไอ จนไม่ต้องทำการทำงานอะไร รอฟังข่าวลือ และเตรียมแก้ข่าวลือ ก็คุมค่าเงินเดือนแล้ว !

 

 

รองโฆษกดีเอสไอ ปัด จ่อนำกำลังเข้าค้นวัดธรรมกาย ไม่รู้ต้นตอมาจากใคร

รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปัด ดีเอสไอ จ่อนำกำลังเข้าค้นวัดธรรมกายภายในอาทิตย์นี้ เผย กำลังตรวจสอบต้นตอข่าวลือ ส่วนกรณีย้ายนายพิสิฐชัยพ้นหน้าที่ ตั้งกรรมการสอบ ยันจะดำเนินการให้ผลสอบออกมาเร็วที่สุด 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 มิ.ย.61 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)​ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ถึงกรณีมีข่าวลือ กรมสอบสวนคดีพิเศษเตรียมนำกำลังเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายในอาทิตย์นี้ หลังมีข่าวว่า พระธัมมชโย และพระทัตตชีโว อดีตเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ยังพักอาศัยอยู่ภายในวัด ว่า ส่วนตัวไม่ทราบว่ามีข่าวขึ้นมาได้อย่างไร กำลังตรวจสอบอยู่ว่าข่าวลือดังกล่าวมาจากไหน โดยเมื่อเช้าที่ผ่านมา ที่ประชุมดีเอสไอมีการพูดคุยกันเพียงเรื่องเดี่ยว คือ การสั่งให้ นายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีภาษีอากร ดีเอสไอ พ้นหน้าที่ กรณีได้ลงข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า จะมีการจับกุมดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสวัดต่างๆ เช่น วัดปากน้ำภาษีเจริญ วัดพิชยญาติการามวรวิหาร วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และ วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 12 มิถุนายน 2561

 

 

แรง-เร็ว !

เด้งฟ้าผ่าพิสิฐชัย

เซ่นข้อหาชี้โพรงให้กะรอก

บอกข่าวให้ไก่ตื่น !

 

อา..เกือบไปแล้วไหมล่ะ เกือบจะมีม็อบพระขับไล่พงศ์พร ในเงินทอนวัดล็อต 4 ที่มีชื่อ "วัดปากน้ำ" เป็นนัมเบอร์วัน จะสั่นสะเทือนรัฐบาลขนาดไหนก็ยากจะคาดเดา ดังนั้น คนปากบอนเช่นนายพิสิฐชัยนี้ ก็ไม่สมควรจะอยู่ในตำแหน่งอีกต่อไป ต้องลงโทษให้สาสม

แต่นะ แต่ความจริงแล้ว การขายข่าวของนายพิสิฐชัยนั้น ว่าไปแล้วน่าจะ "เป็นคุณ" แก่ฝ่ายรัฐมากกว่า เพราะทำให้รัฐสามารถ "ระงับเหตุ" ได้ทันท่วงที แต่ถ้าไม่มีพิสิฐ ป่านนี้ก็คงม็อบสีเหลืองเต็มเมืองไปแล้ว ฝ่ายต่อต้านรัฐเสียอีก ที่เสียดายที่ไม่เกิดเหตุ เพราะอยากให้มันเกิด แต่พิสิฐดันไปคายความลับเสียก่อน เสียฤกษ์หมด

อีกความจริงหนึ่งก็คือ การโพสต์ของนายพิสิฐชัยนั้น ก็ถือว่าเป็นความเห็นธรรมดา เพียงแต่ว่าเมื่อเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ คนจึงเชื่อมากกว่า แต่ถึงอย่างไรก็เป็นความเชื่อ ยังไม่มีผลอะไรในทางปฏิบัติ ไม่ต่างไปจากการคาดการของสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ล็อต 1-2-3-4-5 ก็เป็นการเสนอข่าว "ล่วงหน้า" ทั้งสิ้น มีแม้กระทั่งการวิจารณ์ด้วย ถ้านายพิสิฐชัยผิด สื่อก็คงผิดด้วย ซวยแล้วพิสิฐชัยเอ๋ย อยากดังวันเดียว ก็ได้ดังสมใจ !

 

 

 

เด้งด่วน !!! ดีเอสไอสั่งฟัน 'พิสิฐชัย' พ้นเก้าอี้ เซ่นปล่อยข่าวจับเงินทอนวัดดัง

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้มีคำสั่งให้ นายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ กองคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ้นหน้าที่จากกองคดีภาษีอากร ไปปฏิบัติงานที่สำนักงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ โดยมีผลทันที

ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก นายพิสิฐชัย ได้โพสต์ข้อความลงใน Facebook ส่วนตัว ระบุว่า จะมีการจับกุมดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสวัดใน กทม. เพิ่มเติม จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างหนัก

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในคำสั่งดังกล่าว ยังได้มอบหมายให้ กองภาษีอากรเชิญผู้แทน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาว่าเป็นความผิดทางวินัยหรือทางอาญาหรือไม่แล้วรายงานให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษทราบโดยเร็ว

 

ที่มา : แนวหน้า : 11 มิถุนายน 2561

 

4-5 5-4 !

พงศ์พรสลับไพ่

ไม่เอาวัดปากน้ำ เพราะใหญ่เกินไป

ปล่อยไปก่อน !

 

อา..จากข่าวครึกโครมปานฟ้าดินสะเทือน เมื่อ "วัดปากน้ำ" ถูกขึ้นบัญชีดำของ ปปป. จ้องจะบุกรุกจับ "สมเด็จช่วง" รุ่นปู่ ถอดผ้าเหลืองเข้าคุก ซึ่งพระสงฆ์องค์เณรและพุทธศาสนิกชน "เกินล้าน" คงทำใจไม่ได้ ต้องมีปฏิกิริยาออกมาให้รัฐบาลเห็น ต่างจากกรณี "สามพรหม" แน่นอน ดังนั้น ปปป. เอย สำนักพุทธฯ เอย รัฐบาลเอย ก็คงมองเห็นแล้วว่า "เกมนี้เสี่ยง มีแต่เสียกับเสีย" ไพ่อันตายใบนี้ ขืนผลีผลามก็อาจลามปามไปถึงการเมือง สะเทือนถึงรัฏฐาธิปัตย์ เพราะอย่าลืมว่า ยังมีมือที่ 3-4-5 คอยจ้องจะป่วนรัฐบาลทหารอยู่ทุกลมหายใจ ยิ่งได้เชื้อไฟทางพระทางเจ้าเข้ามาเติม รับรองว่าเติมกันจนล้นถัง ดังนั้น ตามยุทธวิธีแล้ว ต้องเหยียบเบรกกะทันหัน !

พงศ์พร จึงหันไปใช้วิธี "สลับไพ่" ซึ่งไพ่ชุดใหญ่ที่เปิดออกมาในคราวนี้ ความจริงแล้วก็เป็นไพ่ชุดที่ "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ" ได้รายชื่อมาก่อนหน้าที่ "ชุดสาม-สามพรหม" จะโดนเปิดหน้าเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะเหลี่ยมของพงศ์พร จึงไม่ยอมเล่นตามโผ แต่ใช้วิธี "สลับไพ่" เพราะวัดตั้ง 100 กว่าวัด ล้วนแต่มีชื่อติดบัญชีดำทั้งนั้น จะเอาวัดไหนออกก่อนก็ไม่มีใครรู้ เพราะไพ่อยู่ในมือใคร ใครเป็นเจ้ามือ พวกที่ได้โผไปวิจารณ์ ยังไงก็สู้เจ้ามือไม่ได้ ไพ่ "วัดปากน้ำ-สมเด็จช่วง" จึงถูกดึงกลับและกลบหน้าลงโดยพลัน แต่พลันนั้น ไพ่ชุดใหม่ก็ถูกเปิดออกมา เล่นเอา "หลวงป้า" แถวๆ บางลำพู ถึงกับสะดุ้งโหยง ถ้าโดนจับสึกอาการน่าเป็นห่วงกว่า..หลวงนงค์ เพราะหลวงนงค์เป็นธรรมยุตนอกคอก แต่หลวงป้าเป็นธรรมยุตในคอก ตายในคอกกับตายนอกคอกมันต่างกันไกล

 

 

ล็อตาม 3 สมเด็จ !

 

ซ้าย : สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชัยญาติ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

กลาง : สมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ กรรมการมหาเถรสมาคม

ขวา : สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต

 

 

 

จับตา ปปป. บุกสามวัดใหญ่

11 มิ.ย. 2561 มีรายงานข่าวว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ ให้จับตาความเคลื่อนไหว ของกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ที่อาจมีการปฏิบัติการเหมือนวันที่ 24 พ.ค. ในคดีทุจริตเงินทอนวัด ล็อต 3 ที่ บก.ปปป. ได้นำกำลังเข้าตรวจสอบ ทั้งวัดสระเกศ วัดสามพระยา และวัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งมีการจับกุมและสึกพระชั้นผู้ใหญ่จำนวนมาก

โดยมีรายงานว่า ในรายชื่อที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้แจ้งกับ บก.ปปป. ถึงรายชื่อวัดที่ได้รับงบประมาณอุดหนุนสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญในวงเงิน 72 ล้านบาทนั้น นอกจากวัดสามพระยา เขตพระนคร ที่ได้รับงบประมาณ 5 ล้านบาท และวัดสัมพันธวงศาราม ที่ได้รับ 2 ล้านบาทนั้น ยังมีอีก 7 วัดที่ได้รับงบประมาณก้อนนี้เช่นกัน ที่สำคัญยังเป็นวงเงินที่มากกว่า 2 วัด ที่ถูก บก.ปปป. บุกจับแล้ว

สำหรับวัดที่ได้รับงบประมาณดังกล่าวในเขตกรุงเทพมหานครประกอบด้วย

1. วัดพิชยญาติการาม เขตคลองสานได้รับงบประมาณ 10 ล้านบาท

2. วัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ได้รับงบประมาณ 10 ล้านบาท

3. วัดสุทัศนเทพวราราม เขตพระนคร ได้รับงบประมาณ 10 ล้านบาท

4. วัดเทวราชกุญชร เขตดุสิต ได้รับงบประมาณ 10 ล้านบาท

5. วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร ได้รับงบประมาณ 5 ล้านบาท

6. วัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่  ได้รับงบประมาณ 10 ล้านบาท

"น่าจับตาไปที่วัดพิชยญาติการาม , วัดเทพศิรินทราวาส และวัดสุทัศนเทพวราราม เพราะมีแนวโน้มอย่างมากว่าจะซ้ำรอยวัดสามพระยาและวัดสัมพันธวงศาราม" รายงานระบุ

 

ที่มา : ไทยโพสต์ : 11 มิถุนายน 2561

 

ตบปากพิสิฐชัย !

กองปราบหิ้วตัวสอบเครียด

หลังปล่อยข่าวจะมีการบุกวัดปากน้ำ

จับสมเด็จช่วงสึก !

 

 

อา..ว่ากันว่า พลันที่ได้ยินเสียงกระซิบจาก..พิสิฐชัย ว่าเจ้าหน้าที่กองปราบจะเข้าล้อมจับ "สมเด็จวัดปากน้ำ" กลุ่มศิษย์วัดปากน้ำ  ก็ตั้งป้อมก่อกำแพงแก้วสามชั้น เสกคาถาพัวะ กลายเป็น "โล่มนุษย์" ล้อมเจ้าหน้าที่ไว้โดยพลัน ถ้ายกกำลังเข้าวัดปากน้ำไปในเวลาวิกาล แค่ "ร้อยนาย" ให้ตายก็ออกวัดมาไม่ได้ คงจะถูกเชิญไปนั่งอบรมสมาธิสายหลวงพ่อสด ท่อง "สัมมา อะระหัง" อยู่ในวัด จนกว่าจะยินยอม..ไม่จับหลวงพ่อ บอกได้คำเดียวว่า "งานนี้ ศิษย์หลวงพ่อสดสู้ตาย" แถมมีคนกล้าตายเพื่อหลวงพ่อด้วยจริงๆ จะเป็นฮีโร่ยิ่งกว่าอะไรก็นึกไม่ออก บอกได้คำเดียวว่า รัฐบาลอย่าประมาท จับวัดสระเกศได้ จับวัดสามพระยาได้ อย่าคิดว่าวัดปากน้ำนั้นหมู มิใช่เพราะตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ แต่นี่ถือว่า "รัฐรังแกวัด รังแกพระ" อย่างชัดๆ เพราะหลวงปู่อายุเกิน 90 เป็นถึงอดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จะส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมคุมขัง โดยไม่มีการบอกกล่าวเล่าขานอะไรเลย เหมือนวัดสามพระยากับวัดสระเกศนั้น ประวัติศาสตร์คงไม่ซ้ำรอยเดิม

วัดปากน้ำ ช่วยเหลือรัฐบาล ผ่านงานการกุศล หมดเงินไปแล้ว "นับพันล้าน" แต่รัฐบาลจะตั้งข้อหาจับหลวงพ่อใหญ่สึกด้วยข้อหา "ขี้หมูราขี้หมาแห้ง" กับเงินแค่ "สิบล้าน" มันชักจะมากเกินไป ตั้งข้อหาเมื่อไหร่ รับรองว่า "พงศ์พร" กระเด็นแน่ จะมีม็อบพระทั่วประเทศ ประกาศ "ไม่เอาพงศ์พร" ถึงตอนนั้น ก็ต้องถามว่า "บิ๊กตู่" ว่าจะเลือกใคร ถ้ายังเอาพงศ์พร ม็อบพระก็จะยกระดับเป็น "ไม่เอาบิ๊กตู่" ดูไม่จืดแน่ๆ

พิสิฐชัยนั้น เคยมีข่าวว่า จะมานั่งเก้าอี้ "ผอ.สำนักพุทธ" แทนพงศ์พร เมื่อตอนถูกรัฐบาลย้ายลงใต้ แต่สุดท้ายหวยไปออกที่ "มานัส ทารัตน์ใจ" แต่ถึงกระนั้น ความเป็นดีเอสไอ สายเดียวกับพงศ์พร จึงทำให้การข่าว "ลึกและแน่น" ล้วงเมื่อไหร่เป็นถึง "กึ๋น" ของพงศ์พร ยิงขีปนาวุธผ่านเฟสบุ๊คไปแค่ 2 ช็อต เล่นเอารัฐบาลร้อนรน กองปราบถึงกับตามล็อกตัวไปสอบปากคำ ทำเสียแผนหมด !

 

 

พิสิฐชัย สว่างวัฒนากร

 

ปปป.ปัดจับวัดดังแจงข่าวเท็จ สืบพบลูกศิษย์วัดสระเกศฯ จ่อดำเนินคดี

ตำรวจ ปปป.ปฏิเสธข่าวจับวัดดังคดีเงินทอนวัดลอต 4 ชี้เป็นข้อมูลเท็จ ด้าน กองปราบฯ ส่งชุดสืบสวนหาต้นตอคนปล่อยข่าว พบเป็นลูกศิษย์วัดสระเกศฯ จ่อดำเนินคดี...

จากกรณีที่ นายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับคดีเงินทอนวัด 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 61 โดยครั้งแรกโพสต์เมื่อเวลา 17.38 น. ของวันที่ 8 มิ.ย.โดยระบุว่า "ข่าวเตรียมจับ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาตฯ อีกวัดคาดว่าวัดบวรฯ ครับ" จากนั้นเวลา 21.41 น.โพสต์ข้อความครั้งที่ 2 ว่า "ข่าวทำคดีเงินทอน เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาตฯ อีกวัดราชสิทธิครับ" จนทำให้เกิดความสับสนว่า วัดดังเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัดลอตที่ 4 หรือไม่ จนกระทั่งต่อมาได้มีกระแสข่าวว่า นายพิสิฐชัยได้ถูกตำรวจกองปราบฯ เชิญตัวมาให้ปากคำเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ตามที่ได้เคยมีการนำเสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้ากรณีดังกล่าวล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 10 มิ.ย.2561 พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ในส่วนนี้ยืนยันว่ายังไม่มีข้อมูลการกระทำผิดเกี่ยวกับวัดดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากขณะนี้ บก.ปปป. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าวนั้น ยังไม่ได้รับการเข้าร้องทุกข์แจ้งความจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดในคดีเงินทอนวัดลอตที่ 4 อีกทั้งขั้นตอนการดำเนินการคดีเงินทอนวัดลอตที่ 4 ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาข้อเท็จจริง การที่นายพิสิฐชัย นำข้อมูลเหล่านี้มาเผยแพร่ตนเองไม่ทราบว่าไปเอาข้อมูลมาจากที่ใด


รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีที่มีการเชิญตัวนายพิสิฐชัย มาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ในช่วงบ่ายวันนี้ เกิดจากกรณีที่โพสต์เฟซบุ๊กพาดพิงวัดดังหลายแห่งว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัด เบื้องต้นพบว่ามีการเชิญตัวมาจริง โดยเป็นการเชิญตัวเพื่อมาให้ปากคำชี้แจงถึงที่ไปที่มาเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว และข้อมูลที่นำมาโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวนั้นได้มาจากที่ใด เนื่องจากเป็นการทำให้สังคมเกิดความสับสน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นพนักงานสอบสวนกองปราบฯ ยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับนายพิสิฐชัยแต่อย่างใด เนื่องจากกรณีนี้ยังไม่มีผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่ได้ทำหนังสือแจ้งไปให้ดีเอสไอ ทราบถึงพฤติกรรมของข้าราชการในสังกัดแล้ว จากนั้นได้ทำประวัติก่อนปล่อยตัวกลับไป อย่างไรก็ตาม หากวัดใดได้รับความเสียหาย สามารถเข้าแจ้งความดำเนินคดีได้ทันที


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีการปล่อยข่าวว่าจะมีการตรวจค้นวัดเพิ่มเติมนั้น เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยชุดสืบสวนกองปราบฯ ได้ตรวจสอบในทางลับ พบว่ากลุ่มผู้ที่ปล่อยข่าวนั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกศิษย์ลูกหาของวัดสระเกศฯ โดยปล่อยให้กับกลุ่มผู้สื่อข่าวและผ่านสังคมออนไลน์ โดยข้อความส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเท็จ และทำให้พระผู้ใหญ่ที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับความเสียหาย เพราะขณะนี้ในส่วนของกองปราบฯ ยังไม่ได้มีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมนอกเหนือจากวัดที่เข้าค้นและจับกุมตัวผู้ต้องหาไปแล้ว ทั้งนี้คาดว่าการปล่อยข่าวดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อทำให้สังคมปั่นป่วนสับสน และต้องการที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม ขณะนี้กองปราบฯ กำลังพิจารณาข้อกฎหมายว่าจะดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวในข้อหาใดได้บ้าง ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนรู้ตัวแล้ว

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 11 มิถุนายน 2561

 

 

จ่อเชือดสมเด็จช่วง !

ไลน์พระและวงในลือกันแซ่ด

เล่นเอาวัดปากน้ำเงียบกริบ

เตรียมรับมือหรือเตรียมหนีก็ไม่รู้ !

 

 

อา..ขอเตือนรัฐบาลไทยว่า จะคิดจะทำอะไรก็ขอให้รอบคอบ คิวก่อนๆ นั้นแค่รองสมเด็จ แต่วันนี้ เห็นว่าเป็นระดับ "สมเด็จ" แถมยังเคยปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชด้วย บิ๊กตู่ก็เพิ่งพูดไปเมื่อวานมิใช่หรือว่า "ถ้าวิจารณ์ตัวผมนั้นพอรับได้ แต่วิจารณ์ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ทนไม่ไหว ไม่ให้เกียรติแก่ประเทศไทย" กรณีจะดำเนินคดีกับ "อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" ก็เช่นเดียวกัน มันต้องมองให้รอบด้าน อย่ามองแต่ด้านกฎหมายอย่างเดียว

เชื่อด้วยว่า ถ้าวัดปากน้ำโดนหนักถึงกับสึกในคราวนี้ ปัถพีก็คงสะเทือน ต้องมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงจากพระเณรทั่วประเทศ เผลอๆ อาจจะมีม็อบพระนับหมื่นนับแสนออกมาในคราวนี้ แบบว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว เพราะคงถึงจุดที่เกินจะรับไหวแล้ว เชื่อไม่เชื่อก็ตามใจนะ เจริญพรฯ

 

 

 

 

ปูด 3 วัดดังกทม. โกงเงินทอน วงการสงฆ์จับตา เชือด สมเด็จช่วง
 

กลุ่มไลน์พระสงฆ์วิจารณ์สนั่น "พิสิฐชัย สว่างวัฒนากร" จนท.ดีเอสไอ โพสต์เฟซบุ๊กแฉชื่อวัดถูกดำเนินคดีลอต 4 วันเดียว 2 ครั้ง ครั้งแรกระบุ วัดปากน้ำ วัดพิชัยญาติฯ และวัดบวรฯ จับตาสมเด็จช่วง

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มไลน์พระสงฆ์ส่งต่อข้อความที่ นายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับคดีเงินทอนวัด 2 ครั้ง

โดยครั้งแรกเวลา 17.38 น. วันที่ 8 มิ.ย.ระบุว่า "ข่าวเตรียมจับเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาติฯ อีกวัดคาดว่าวัดบวรฯครับ" จากนั้นนายพิสิฐชัยโพสต์เฟซบุ๊กอีกครั้งเวลา 21.41 น. วันเดียวกันระบุว่า "ข่าวทำคดีเงินทอน เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาติฯ อีกวัดราชสิทธิครับ" ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มพระสงฆ์เป็นอย่างมากว่า รายชื่อวัดดังกล่าวอยู่ในคดีเงินทอนวัดลอต 4 หรือไม่ เนื่องจากนายพิสิฐชัยถือเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ใกล้ชิดกับคณะสงฆ์ ทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากมหาเถรสมาคม (มส.) ให้เป็นคณะอนุกรรมการรวบรวมข้อมูล ข่าวสาร ของคณะกรรมการติดตามข้อมูลข่าวสารของ มส.ด้วย คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการ มส.เป็นประธาน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัดลอต 4 ขณะนี้ ตำรวจ บก.ปปป. เน้นวัดที่ได้งบเกิน 1 ล้านบาท ตั้งแต่ช่วงปี 2554-2559 ขณะนี้ตรวจสอบไปแล้วกว่า 100 วัด พบการทุจริตเงินทอนวัดประมาณ 30 วัด เป็นวัดทางภาคกลางและภาคเหนือ ส่วนวัดอื่นๆ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน หากมีพยานหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์จะส่งให้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เดินทางมาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ทันที

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 10 มิถุนายน 2561

 

 

ตกหล่มการศาสนา !

รัฐบาลเก้าอี้ร้อนให้โฆษกออกมาชี้แจง

หลังอธิบดีกรมการศาสนาพูดแล้วไร้ผล

คนไม่เชื่อ !

 

อา..เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ เพราะเซื่อจึงเฮ็ด แต่ที่ไม่เฮ็ดก็เพราะไม่เซื่อ กรณีรัฐบาลบิ๊กตู่ ออกอาการร้อนๆ รนๆ เรื่องที่มีคนพูดกันหนาหู ลือกันไปไกลว่า รัฐบาลไทยสมัยนี้เป็นนอมินีของศาสนาอื่น มุ่งหน้าทำลายล้างพระพุทธศาสนา แบบว่าถอนรากถอนโคน โดนตั้งแต่กรรมการ มส. ยันเจ้าอาวาสวัดทั่วประเทศ ถูกดองบัญชี ขณะที่ศาสนาอื่น โดยเฉพาะ "อิสลาม" นั้น ไม่เคยแตะ

เช่นว่า เมื่อเจ้าอาวาสรับเงินนิตยภัตเดือนละพันห้า ขณะที่หัวหน้ามัสยิดก็รับเงินเดือนพันห้า แต่ถามว่า ทำไมพระไทยโดนข้อหาในฐานะเจ้าพนักงาน ขณะที่มัสยิดต่างๆ ไม่มีการตรวจสอบ..อย่างเสมอหน้า

เช่นว่า รัฐใช้กำลังเจ้าหน้าที่นับร้อยๆ นาย ติดอาวุธ บุกรุก-ปิดล้อมวัด-จับพระสงฆ์ ซึ่งอ้างว่ามีปัญหาเรื่องเงินทอน ขอคำสั่งศาลออกหมายจับโดยไม่ใช้หมายเรียกก่อน ข้ามขั้นตอนเพื่อมุ่งหวังจะจับพระสึกหน้าศาล โดยใช้ "คำสั่งศาล" ที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัวมาเป็นด่านเพชฌฆาต ซึ่งชงเรื่องโดย..ตำรวจ ขณะที่ปอเนาะหรือโรงเรียนนมุสลิมหลายแห่งในภาคใต้ ถูกเจ้าหน้าที่ความมั่นคงกล่าวหาว่าฟอกเงิน-เป็นแห่งฝึกผู้ก่อการร้าย ก็ยังไม่มีรายการปิดล้อม ล้อมจับ หรือสั่งปลดใครเลย แถมยังมีการชี้แจงว่า ให้โอกาสคืนเงิน แต่ถามว่า ทำไมไม่ให้วัดต่างๆ คืนเงินด้วย ถ้าไม่คืนก็ค่อยดำเนินคดี แบบนี้จึงจะถือว่าฟังขึ้น

 

สองมาตรฐานของรัฐบาลไทยในคดีเดียวกัน

 

 

ชุดในคุก "สามพรหม"

 

 

ชุดนอกคุก "สาม ผอ."

 

 

สองมาตรฐานของรัฐบาลไทย

เจ้าคุณจำนงค์ : ถูกตั้งข้อหาฉ้อฉลเงิน "ห้าล้าน" หนีออกนอกประเทศ รัฐบาลรีบยกเลิกพาสปอร์ต ส่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไล่ล่า ไล่ตั้งแต่พรมแดนไทย ลาว เขมร เวียตนาม แถมยังนำเจ้าหน้าที่เป็นคณะ บินด่วนไปถึงเยอรมนีขอตัวกลับมาลงโทษ ถึงไม่ได้ตัวกลับมา แต่ถามว่า หมดเงินหมดทองไปเท่าไหร่ กับมหกรรม "ขี่ช้างจับตั๊กแตน" ของรัฐบาลบิ๊กตู่

นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ : หนีไปสหรัฐอเมริกา ตั้งปีมะโว้ เป็นหัวโจกในคดีเงินทอนวัด ว่ากันว่าผลาญไปร่วม "พันล้าน" รัฐบาลเฉย ไม่ยกเลิกพาสปอร์ต ไม่ออกหมายจับ ไม่ส่งใครไปขอตัวกลับ ไม่ต่อรองให้เวลา "สามวัน" จากสองเดือนเหมือนพระพรหมเมธี นี่สงสัยว่านายนพรัตน์จะเป็นพ่อของบิ๊กตู่แต่ชาติก่อนหรือเปล่า เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจถึงได้เกรงใจ ไม่ยอมทำอะไร ?

 

เช่นว่า กรณีเงินทอนวัด รัฐก็พูดปาวๆ ว่ามีเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมมือกับพระเจ้าอาวาสหลายวัด ทำการฉ้อฉล จึงต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด สั่งจับพระผู้ใหญ่สึกยัดคุกไปหลายรูป แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักพุทธ ที่มีชื่อเป็นจำเลย เช่น นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ นายพนม ศรศิลป์ นางสาวประนอม คงพิกุล เป็นต้น กลับไม่ถูกจับกุมคุมขัง ทุกคนยังอยู่สบายดี ที่สำคัญก็คือ นายนพรัตน์นั้น หนีคดีไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา รัฐบาลไทยก็ไม่ทำห่าอะไร แต่สำหรับพระพรหมเมธีแล้ว กลับใช้วิธีการ "ไล่ล่า" ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติถึงกับ "สั่งตำรวจทั้งประเทศ" ไล่จับพระเพียงรูปเดียว แถมตัว ผบ.ตร. ยังบินไกลไปถึงเยอรมนี เพื่อจะตามจับพระพรหมเมธีกลับมาสึกเข้าคุก เหมือนอีกสองพรหม

ฯลฯ

เรื่องแบนนี้ก็มีที่เทียบเคียง แบบว่ามีมูล ไม่งั้นหมาไม่ขี้ รัฐบาลควรจะรับฟังและพิจารณาหาเหตุผล ก่อนจะใช้อำนาจเข้าจัดการแบบเด็ดขาด เหมือนกับว่าพระเณรนั้นเป็นอาชญากรฆ่าคนตายปานนั้น วัดต่างๆ ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ไม่ได้แบ่งแยกดินแดน แต่แดนดินถิ่นนี้เป็นเมืองพุทธ มีวัดวาอารามคู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่เริ่มสร้างกรุง แถมบูรพมหากษัตริย์ไทยทุกยุคสมัยก็ก็ทรงผนวชผ่านมาแล้วทั้งสิ้น จะปฏิรูปอะไรก็ไมว่ากันอยู่แล้ว ใครๆ ก็อยากเห็นความเจริญก้าวหน้า แต่ว่าศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะใช้แต่กฎหมายเหมือนโฆษกรัฐบาลไทยว่านั้น มีปัญหาแน่นอน

อย่างเช่นคำว่า "รัฐให้ความสำคัญกับทุกศาสนา" ถามว่า แปลว่าอะไร ? ศาสนาทุกศาสนามีสิทธิ์เท่าเทียมกันหมดอย่างนั้นหรือ ถ้าพุทธ คริสต์ อิสลาม เท่าเทียมกันหมด ต่อไป ถ้ามีการอ้างความเสมอภาคแล้วขอให้สร้าง "โบสถ์-สุเหร่า" คู่กับวัดพระแก้วด้วย รัฐจะตอบยังไง ต้องให้สร้างตามความเสมอภาคใช่ไหม ?

 

 

 

บิ๊กตู่ กำลังทำหน้าที่ผู้นำรัฐบาล

มิใช่ผู้นำชาวพุทธ ?

 

 

รัฐบาลยันดูแลให้ความสำคัญกับทุกศาสนา เตือนผู้ไม่หวังดีหยุดพฤติกรรมกุข่าวบิดเบือนหวังสร้างความแตกแยก

วันนี้ (9 มิ.ย. 61) พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่มีการแชร์ข้อความและภาพในโซเชียลมีเดียระบุ เหตุผลในการจับพระให้เป็นข่าวใหญ่ ก็เพื่อกลบข่าวการเปิดทำเนียบเลี้ยงละศีลอดเดือนรอมฎอน รวมทั้งรัฐบาลอนุมัติงบประมาณก่อสร้างมัสยิดหลายแห่ง เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นมุสลิม จึงให้ความสำคัญกับศาสนาอิสลามมากกว่าศาสนาพุทธนั้น เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยมีผู้พยายามจะปล่อยข่าวบิดเบือนสร้างความสับสน ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก ยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งจะเห็นได้ว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่ทำบุญตักบาตรอย่างสม่ำเสมอ และเข้าร่วมพิธีทางศาสนาเมื่อถึงโอกาสสำคัญ เช่น วันวิสาขบูชา ทั้งที่เป็นพระราชพิธีและภายในทำเนียบรัฐบาล และในฐานะผู้นำประเทศก็ดูแลให้ความสำคัญกับทุกศาสนา

ส่วนการจัดงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น เป็นงานที่รัฐบาลจัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ในอดีตมา ไม่ใช่เพิ่งเริ่มในรัฐบาลนี้ เช่นเดียวกับงานเมาลิดกลางที่ผู้นำประเทศจะไปร่วมงานด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ การสนับสนุนงบประมาณให้แก่ศาสนาใด ก็จะมีกฎระเบียบและขั้นตอนที่ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีก็ตาม โดยศาสนาพุทธก็มีเงินอุดหนุนวัดเช่นกัน ดังที่เป็นข่าวอยู่ในปัจจุบันว่ามีบางวัดกำลังมีปัญหาเรื่องการทุจริตอยู่ในเวลานี้

"หากตรวจสอบข้อเท็จจริงจะพบว่า มัสยิดที่มีการก่อสร้างหลายแห่งนั้น ส่วนใหญ่ใช้เงินบริจาค หรืองบประมาณจากท้องถิ่น เช่น มัสยิดที่ จ.นนทบุรี ส่วนที่ จ.นครศรีธรรมราช ก็มีการอนุมัติงบตั้งแต่ปี 2555 ขณะที่ค่าตอบแทนของโต๊ะอิหม่าม อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยนั้นอยู่ระหว่าง 1,000 3,500 บาท ไม่ใช่ 18,000 บาทต่อเดือน ตามที่มีการกล่าวอ้าง" พลโทสรรเสริญ กล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาล ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน และขอให้ผู้ไม่หวังดีหยุดพฤติกรรมบ่อนทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างศาสนา หากสืบทราบว่าผู้ใดเป็นต้นตอของการปล่อยข่าวเท็จ จะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

 

ที่มา : TNN : 10 มิถุนายน 2561

 

 

ล็อตสี่ที่รอคอย !

เจ้าหน้าที่แพลม

วัดปากน้ำ-พิชัยญาติ ติดร่างแห

แก้ไหวหรือไม่ หรือว่า มีหลักฐานชัดเจนแล้ว

ถ้างั้นก็เตรียมตัว..เข้าคุก หรือไม่ก็..หนี

 

 

ลมหนาวในหน้าร้อน !

 


 

 

เงินทอนวัด ล็อต 4 รอ ผอ.พศ. แจ้งความ วัดปากน้ำ-วัดพิชัยญาติ

ตำรวจ ปปป. รอผอ.สำนักพุทธฯ แจ้งความเงินทอนวัด ล็อต 4 เผย 6 กองกำกับการ พร้อมปูพรมตรวจทั่วประเทศ ส่วนในกรุงเทพฯ วัดปากน้ำภาษีเจริญ-วัดพิชัยญาติ อยู่ในข่ายต้องตรวจสอบ


แหล่งข่าวจากกองบังคับการตำรวจปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เปิดเผย "เนชั่นทีวี" ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตงบประมาณอุดหนุนบูรณะปฏิสังขรณ์วัด ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) 3 ประเภท คือ

1. เงินอุดหนุนบูรณะปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด

2. เงินอุดหนุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และ

3. เงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แผนกธรรมและแผนกบาลี

 

หรือเงินทอนวัด ล็อต 4 ว่า หลังจากพนักงานสอบสวน ปปป. ได้เข้าหารือกับ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ขณะนี้ตำรวจทั้ง บก.ปปป ทั้ง 6 กองกำกับการ กำลังจะลงพื้นที่ตรวจสอบเส้นทางเงินทอนวัดในทุกภาคของประเทศ หลังจากสัปดาห์ที่แล้วสรุปจำนวนที่ 29 วัด ความเสียหาย 102 ล้านบาท


แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ในส่วนกรุงเทพฯ มีวัด 3-4 แห่งที่อยู่ในข่ายการตรวจสอบของ กองกำกับการ 1 ประกอบด้วย วัดปากน้ำภาษีเจริญ วัดพิชัยญาติ และอีก 2 วัดยังไม่ขอเปิดเผย


แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ในส่วนวัดปากน้ำภาษีเจริญ พนักงานสอบสวนพบว่า สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. โอนเงินมาที่วัดจำนวนกว่า 10 ล้านบาท ทางวัดไม่ได้ระบุว่างบดังกล่าวใช้ทำอะไร และในกรณีพนักงานสอบสวน ปปป. เคยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลความผิดปกติการใช้เงินของวัดปากน้ำภาษีเจริญ เมื่อปี 2560 ตอนนั้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เนื่องจากยังต้องรอตรวจสอบพระลูกวัดและเอกสารบางส่วน ที่มีความเชื่อมโยงกับข้อมูลที่ได้รับแจ้งมาว่ามีความผิดปกติ


สำหรับการเข้าตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายของวัดปากน้ำ เนื่องจากมีข้อมูลว่าการโอนเงินของวัดได้รับงบประมาณจาก พศ. กว่า 10 ล้านบาท แนวทางตรวจสอบ พนักงานสอบสวน ปปป. จะดูว่าที่มาของเงินว่า มีการจัดทำโครงการของบประมาณอย่างถูกต้อง และนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์การของบหรือไม่


ส่วนวัดพิชยญาติการาม หรือวัดพิชัยญาติ ก่อนหน้านั้น พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปปป. เดินทางไปวัดพิชัยญาติ ย่านฝั่งธนบุรี หลังพบข้อมูลว่าได้รับงบอุดหนุนวัดด้านบูรณปฏิสังขรณ์จาก พศ. งบประมาณปี 2559 ประมาณ 2 ล้านบาท ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำ พระราชรัตนมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชัยญาติการาม และเจ้าหน้าที่วัดที่ดูแลการเงินอีก 2 คน ขณะที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัด มีอาการอาพาธ โดยพระราชรัตนมุนีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ดี และให้ข้อมูลว่า วัดได้รับงบอุดหนุนในโครงการต่างๆ จาก พศ. อาทิ โครงการเผยแพร่ศาสนา งบบูรณะปฏิสังขรณ์ และงบอื่นๆ อีกหลายงบ หลังได้งบแล้วได้มีเจ้าหน้าที่จาก พศ. มาขอเงินบางส่วนคืนไป


เบื้องต้นทราบว่า มีบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ พศ. มาขอเงินงบเผยแพร่ศาสนากับวัดพิชยญาติการามคืนไปตั้งแต่ปี 2558 ประมาณ 5 ล้านบาท และปี 2559-2560 ขอเงินบูรณะปฏิสังขรณ์คืนไปประมาณ 1.5 ล้านบาท เงินจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ งบบูรณปฏิสังขรณ์ศูนย์ปฏิบัติธรรม และงบสนับสนุนเผยแผ่พระพุทธศาสนา


เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. มีรายงานข่าวว่า พระราชรัตนมุนี (บุญเทียม มุสุ หรือบุญเทียม ญานินโท) เลขาฯสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะหนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร ซึ่งถูกกล่าวหาในคดีเงินทอนวัดล็อตที่ 2 ได้หลบหนี และลาสิกขาไปแล้วนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้รับการยืนยันที่แน่นอนว่า พระราชรัตนมุนี ได้ลาสิกขาไปจริงหรือไม่ เนื่องจากช่วงนี้ไม่พบพระราชรัตนมุนีอยู่ในวัด และจากการตรวจสอบไปยังวัดก็ได้รับการยืนยันว่าไม่เจอพระราชรัตนมุนีมาหลายวันแล้ว


ส่วนอีก 1 วัด พนักงานสอบสวน ปปป. เคยเข้าตรวจ คือ วัดราชสิทธาราม ได้รับงบประมาณจาก พศ. 1 ล้านกว่าบาท จากยอดโอนที่โอนมาจริง 5.7 ล้านบาท วัดได้นำมาสร้างศาลากรรมฐานใหม่เพื่อให้ญาติโยมมาปฏิบัติธรรม และส่วนที่ 2 นำมาปูกระเบื้องวัดใหม่หมด โดยเมื่อ ปี 2557-2559 ได้รับการติดต่อจากนาย "ว" ระบุมีงบประมาณให้ มีการโอนเงินเข้าบัญชีกองเผยแผ่ศาสนาของวัด และบัญชีส่วนตัวพระครูวิสุทธิวัฒนกิจ ประมาณ 3 ครั้ง ยอดรวม 5.7 ล้านบาท แต่ได้รับจริงเพียง 1 ล้านเศษ และที่เหลือ 4 ล้านบาท นาย "ว" เป็นผู้ทอนคืนไปทั้งหมด
 

แหล่งข่าวยังเปิดเผยด้วยว่า ยังมีอีก 1 วัดดังย่านสถานีรถไฟหัวลำโพง ที่พนักงานสอบสวน ปปป.อยู่ในข่ายจะต้องตรวจสอบด้วย

 

ที่มา : เนชั่น : 9 มิถุนายน 2561

 

ส่อสันดานธาตุแท้ !

องอาจ โต้แทนธรรมกายและไวโรจน์

"ช่วยจำนงค์แล้วธรรมกายได้อะไร"

จำนงค์ได้ฟังก็คงซึ้งใจจนน้ำตาไหล

ธรรมกายไม่เลี้ยงให้เปลืองข้าวสุกอีกแล้ว

 

 

 

จำนงค์-พรหมเมธี

พรมผืนเก่าที่ถูกธรรมกายเขี่ยทิ้ง

 

 

 

พรหมดิลก พรมเก่าอีกหนึ่งผืน กับคำถาม

"ช่วยธรรมกายแล้วได้อะไร ?"

 

 

อา..หลงพ่อขอบอกว่า ถ้าท่านช่วยธรรมกาย ธรรมกายก็จะช่วยท่าน ยกเว้นแต่ท่านหมดประโยชน์แล้ว ถึงจะเคยช่วยธรรมกาย ธรรมกายก็จะไม่ช่วยท่านอีกต่อไป เพราะช่วยไปก็ไร้ประโยชน์ นะจ๊ะ

ขอทบทวนบุญ เอ๊ย ทบทวนสำนวนของ คุณองอาจ ธรรมนิทา อีกครั้ง ในกรณีการช่วยเหลืออดีตพระพรหมเมธี ดังนี้นะครับ

องอาจ "ช่วยอดีตพระพรหมเมธี วัดธรรมกายจะได้อะไร ผมไม่เห็นประโยชน์อันใดเลย"

องอาจ "ไม่มีประโยชน์อะไรไปช่วยเหลือพระพรหมเมธีในเรื่องนี้"

ถ้าข้อความทั้งหมดนี้ คุณองอาจพูด "ในนาม" ของศิษยานุศิษย์ รวมทั้งอาจารย์ คือพระในสายวัดพระธรรมกายทั้งสิ้น รวมทั้ง..ไวโรจน์ ทัตตชีโว และธัมมชโย ก็ต้องมองเป็นเบื้องแรกว่า "เนรคุณ" เพราะภาพที่ฉายผ่านสื่อของธรรมกายในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมานั้น พระพรหมเมธี หรือเจ้าคุณจำนงค์ ได้ทุ่มเทช่วยเหลือธรรมกายมากมาย แทบว่าเอาชีวิตและตำแหน่งเข้าแลก จนได้ฉายา "ธรรมยุตนอกคอก" แต่พอมีภัย ธรรมกายกลับไร้เยื่อใย พูดได้แม้กระทั่งทำนองว่า "เจ้าคุณจำนงค์ไร้ค่า ไร้ราคา ที่จะไปช่วย เพราะช่วยไปก็ไม่ได้ประโยชน์อันใด"

คำพูดขององอาจในนามธรรมกายครั้งนี้ ชี้ให้เห็น "สันดาน" ของคนพูด และของคนที่ถูกพูดในนาม ว่าที่ผ่านๆ มานั้น คนพวกนี้เขา..คบกันด้วยผลประโยชน์ เมื่อเจ้าคุณจำนงค์ยังเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ยังมีอำนาจวาสนา ให้คุณให้โทษแก่ใครได้ ธรรมกายก็ซูฮก ยกย่องยิ่งกว่าพ่อ แต่พอตกอับ ตกต่ำย่ำแย่ถึงขนาดไร้ที่ซุกหัวนอน น่าจะได้เห็นน้ำจิตน้ำใจให้ที่พักพิงอาศัยใบบุญ ที่สู้อุตส่าห์หว่านกล้าไปทั่วโลก และพระพรหมเมธีก็สู้อุตส่าห์บากหน้าไปช่วยเปิดวัด-ร่วมกิจกรรมแทบทุกครั้ง แต่กลับถูก..ถีบหัวส่ง แถมออกมาพูดแบบดูถูกดูหมิ่น เพราะเป็นคนจรหมอนหมิ่น ไม่เหมือน "พระพรหมเมธี" ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต

ก็ดีแล้วฮะ จะได้เป็นบทเรียนสำคัญให้แก่บรรดาผู้ฝักใฝ่ธรรมกายอีกมากมาย ที่ยังไม่เข้าปิ้ง ไม่ว่าจะเป็นสายวัดปากน้ำ วัดราชโอรส วัดอะไรอีกมากมาย ที่เห็นๆ ธรรมกายยกย่องมากมายไม่เคยได้รับมาก่อนนั้น ถึงวันตกต่ำ จะได้รับการเหยียบย่ำเช่นไร

เพราะพูดก็พูดนะ คำพูดของนายองอาจครั้งนี้ ไม่พูดเสียเลยยังจะดีเสียกว่า แต่ความซื่อใสขององอาจก็ย่อมจะสามารถ "ถ่ายทอด" จากครูบาอาจารย์และกัลยาณมิตรได้อย่างที่เรียกว่า..ไร้เดียงสา จึงเชื่อว่า คิดจริง พูดจริง และทำจริง !

 

 

 

องอาจ ธรรมนิทา โฆษกธรรมกาย

 

 

องอาจโต้หมอมโน อดีตพระพรหมเมธีไม่ได้ไปพักวัดธรรมกายที่เยอรมนี

องอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย ยัน 'อดีตพระพรหมเมธี' ไม่ได้ไปพักอยู่ที่วัดธรรมกาย สาขาที่ เยอรมนี ซัด 'หมอมโน' ให้ข่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

วันที่ 8 มิ.ย. นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย กล่าวในรายการ ถามตรงๆ กับจอมขวัญ กรณี นายแพทย์มโน เลาหวนิช กล่าวหา เจ้าคุณท่านหนึ่งของวัดพระธรรมกายว่าให้ความช่วยเหลือ "อดีตพระพรหมเมธี" ที่หลบหนีไปอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ว่า วัดธรรมกาย ได้ออกแถลงการณ์สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย จริงๆ แล้ว เกิดจากการคาดการณ์ของสื่อมวลชนบางสำนัก เกี่ยวกับพระพรหมเมธี ว่าไปพักที่สาขาของวัดที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งทางวัดก็ขอปฏิเสธข่าวดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ทราบจุดประสงค์ของพระพรหมเมธี ซึ่งขณะนี้เองทั้งหน่วยราชการ และสื่อมวลชนต่างๆ ยังไม่มีโอกาสพบตัวท่านแต่อย่างใด เรื่องราวที่นำเสนอทั้งหมดผ่านบุคคลคนหนึ่ง ที่พยายามจะเชื่อมโยงเรื่องทั้งหมด ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพียงข้อคิดเห็นและการคาดเดา ทำให้เกิดความสับสนของเรื่องทั้งหมดตอนนี้

นายองอาจ กล่าวต่อว่า ไม่ทราบบุคคลท่านนี้ ไปได้ข้อมูลมาจากไหน อ้างว่า ท่านเจ้าคุณ เดินทางจากไทยเมื่อวันที่ 24 พ.ค. แค่นี้ก็ไม่ตรงความจริงแล้ว คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เชื่อคาดการณ์ของสื่อมวลชนบางสำนักมากกว่า บุคคลท่านนี้ไม่ได้มาวัดธรรมกาย มา 30 ปีแล้ว

ถามนะครับว่า วัดธรรมกายจะได้อะไร ผมไม่เห็นประโยชน์ใดเลย

นายองอาจ กล่าวว่า จากเหตุการณ์นี้ ยันข้อมูลคลาดเคลื่อนแน่นอน ประเด็นแรก ท่านเจ้าคุณเดินทางปฏิบัติศาสนกิจจริง ไปวันที่ 31 พ.ค. กลับมาถึงไทย วันที่ 5 มิ.ย. ประเด็นที่สองไปทำไม ขอปฏิเสธท่านเจ้าคุณไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับพระพรหมเมธี ทั้งสิ้น ท่านมีกำหนดไปร่วมงานบุญวันอาทิตย์ต้นเดือน และพิธีหล่อพระในโอกาสร่วมพิธีครบรอบ 10 ปี วัดพระธรรมกายบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี เพราะท่านเจ้าคุณปฏิบัติศาสนกิจเป็นเจ้าอาวาสที่นั่น ท่านอยู่วัดตลอดเวลา เป็นการไปร่วมงานบุญปกติ ไปร่วมกิจกรรมงานบุญ ดังนั้น ผู้ให้ข่าวพาดพิงนั้น ข้อมูลคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมากแล้ว ผมขอปฏิเสธในทุกกรณี ไม่มีช่วยเหลือใดๆ ไม่มีประโยชน์อะไรไปช่วยเหลือ 'พระพรหมเมธี' ในเรื่องนี้ อันนี้ คือ สิ่งที่อยากให้รับทราบนะครับ ยัน ท่านเจ้าคุณ อยู่วัดตลอดเวลา และไม่มีใครรู้ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น ยืนยันท่านมีภารกิจไปที่เยอรมนี ทั้งนี้ วัดพระธรรมกาย ไม่มีการช่วยเหลือใดๆ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่อย่างใด

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 9 มิถุนายน 2561

 

ใต้ระอุ !

จ่อยิงรองประธานอิสลามปัตตานี

อาการสาหัส ยังไม่รู้ฝีมือใคร ?

 

 

คนร้ายกระหน่ำยิงรองประธานกรรมการอิสลามปัตตานีอาการสาหัส !

8 มิ.ย. 61 -  ร.ต.อ. สิทธิชัย พูลสวัสดิ์  รอง สว. (สอบสวน)สภ.สายบุรี จว.ปัตตานี    รับแจ้งเกิดเหตุยิงกัน บริเวณถนนหน้าโรงเรียนลาลอวิทยา บ้านลาลอ ม.2 ต.ละหาร อ.สายบุรี จ.ปัตตานี   จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบพร้อมนำกำลังรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ   พบแต่รอยเลือด ส่วนคนถูกยิงทราบชื่อว่า นายอดุลย์เดช เจ๊ะแน  อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37 ม.2 บ้านลาลอ (พักภายในโรงเรียน)  ผู้จัดการโรงเรียนลาลอวิทยา อ.สายบุรี มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนสั้นยังไม่ทราบชนิดถูกบริเวณ สะบักหลังขวา 1 นัด และที่ศีรษะ 2 นัด อาการสาหัส ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรีแล้ว   แต่เนื่องจากอาการสาหัสจึงส่งต่อโรงพยาบาลปัตตานีและส่งเข้าห้องผ่าตัด เนื่องจากมีกระสุนฝั่งในศีรษะ 1 นัด  โดยมี นายแวดือราแม  มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามปัตตานี คณะกรรมการ ที่ปรึกษา และประชาชน ลูกศิษย์จำนวนมาก มาให้กำลังใจ 

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ถูกยิงเป็นผู้จัดการโรงเรียนลาลอวิทยาและรองประธาน กรรมการอิสลามปัตตานี และประธานฝ่ายกิจการฮาลาลของปัตตานี และรองประธานปัญญาชนมุสลิมปัตตานี  เป็นคนเรียบร้อย  เป็นคนขยันทำงาน โดยเฉพาะงานการขับเคลื่อนของคณะกรรมการอิสลามปัตตานีชุดใหม่ ไม่ขอบความขัดแย้ง  และเป็นนักศึกษาสถานบันปกเกล้า หลักสูตร เสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่น 2 ( 4 2) รุ่นเดียวกับ นายสุวพันธุ์  ตันสุวรรณธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนเกิดเหตุ ได้เดินกลับจากละหมาดวันศุกร์ที่มัสยิด และกำลังจะกลับบ้านพักภายในโรงเรียน พอเดินมาถึงหน้าโรงเรียน ได้มีคนร้ายจำนวน 2 คน ปลอมเป็นผู้หญิง โดยสวมใส่ผ้าคลุมศีรษะและปิดหน้ารออยู่ก่อนแล้ว เมื่อนายอดุลย์เดชผู้บาดเจ็บผ่านมาถึง  1 ใน 2 คนร้าย จึงได้ใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงทันที และใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ หลบหนีไป ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวน ยังไม่สามารถบอกสาเหตุได้เพราะเป็นคนเรียบร้อย ไม่เคยมีปัญหากับใคร

 

ที่มา : ไทยโพสต์ : 9 มิถุนายน 2561

 

 

เหลวไหล !

มานัส ทารัตน์ใจ พูดแทนบิ๊กตู่

กรณีมีคนกล่าวหา

รัฐบาลมุ่งทำลายพุทธ ยกย่องอิสลาม

บอกไม่จริ๊งไม่จริง !

 

 

มานัส ทารัตน์ใจ

อธิบดีกรมการศาสนา

 

เตือนผิด พรบ.คอมพ์ แชร์ข้อมูลมั่วหาบิ๊กตู่ สร้างเรื่องกลบข่าวหนุนกิจการศาสนาอิสลาม !

8 มิ.ย.61 - นายมานัส ทารัตน์ อธิบดีกรมศาสนา ชี้แจงกรณีมีการแชร์ข้อความในลักษณะว่า รัฐบาลพยายามสร้างประเด็น เพื่อปิดบังการที่รัฐบาลสนับสนุนกิจการในศาสนาอิสลามมากเป็นพิเศษ ทั้งการอ้างเรื่องของการเปิดทำนียบรัฐบาลเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน การอนุมัติสร้างมัสยิดในหลายจังหวัด การให้เงินเดือนผู้นำทางศาสนานั้น ว่าทุกคนคงจะทราบว่าเป็นข้อมูลที่ปราศจากข้อเท็จริง แต่เนื่องจากเป็นการนำประเด็นเรื่องของศาสนาที่ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงต้องมีการเสนอข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน 

นายมานัส กล่าวว่า การใช้สถานที่ของทำเนียบรัฐบาล จัดพิธีเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอนนั้น เป็นการดำเนินการตามหน้าที่ของรัฐบาลทุกรัฐบาล  ที่จะต้องอุปถัมป์คุ้มครองทุกศาสนาที่กฎหมายรับรอง นั่นคือ ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู และซิกซ์ และเพราะประชาชนทุกคนที่นับถือศาสนาทุกศาสนาล้วนเป็นพสกนิกรของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเป็นประชาชนคนไทยทั้งสิ้น

ด้านการก่อสร้างและจดทะเบียนมัสยิดนั้นอยู่ในการรับผิดชอบดูแลของกรมการปกครอง นายศักดิ์ชัย  แตงฮ่อ รองอธิบดีกรมการปกครอง ให้ความชัดเจนว่าการก่อสร้างและจดทะเบียนมัสยิดต้องเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ และคำสั่ง คสช. ที่ 49/2559 ที่กำหนดมาตรการอุปถัมป์และคุ้มครองศาสนาทุกศสานา ให้เป็นไปตามหลักการของศาสนา ซึ่งการก่อสร้างมัสยิดทุกแห่งก็เพื่อให้เป็นศูนย์กลางทางศาสนาของพี่น้องมุสลิมในแต่ละพื้นที่ไม่มีจุดประสงค์อื่น ขณะที่ค่าตอบแทนผู้นำทางศาสนาก็เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยที่ไม่ได้สูงตามข้อมูลตามที่มีข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ขอให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆอย่างมีวิจารณญาน ไม่หลงเชื่อข่าวที่บิดเบือนในโลกโซเชียลจนทำให้เกิดความสับสน รวมถึงการส่งต่อ หรือ Share ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงทั้งนี้ไม่ใช่เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อรัฐบาล แต่ด้วยความเป็นห่วงประชาชนที่การ Share นั้นอาจเข้าข่ายความผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 9 มิถุนายน 2561

 

 

ธรรมกายเซย์โน หมอมโนเซย์เยส !

ธรรมกายปฏิเสธพาคุณจำนงค์หนี

ขณะที่หมอมโนชี้เป้าเข้าธรรมกาย

ใครจะแม่นกว่าใคร ?

 

 

พระวิเทศภาวนาธรรม (ไวโรจน์ วิโรจโน)

หมอมโนชี้ "ไวโรจน์" วัดธรรมกายบาวาเรีย เยอรมนี

คือคนที่อยู่เบื้องหน้าการลี้ภัยของเจ้าคุณจำนงค์

ส่วนเบื้องหลังนั้น คือ ทัตตชีโว

ภายใต้บารมีของ ธัมมชโย

 

 

 

ใครเอ่ย คนคุ้นเคยทั้งนั้น

 

 

น.พ.มโน เลาหวณิช อดีตศิษย์เอกของธัมมชโย

 

 

อา..และแล้วพระเอกของหนังเรื่อง "Catch me if you can" ภาคพิสดาร ก็เปิดผ่างออกมา เขามีชื่อว่า "ไวโรจน์" มีสมณศักดิ์เป็นที่ "พระวิเทศภาวนาธรรม" ประจำอยู่ ณ วัดพระธรรมกายบาวาเรีย เยอรมนี ซึ่งหมอมโนชี้ว่า "บินไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่แฟรงค์เฟิร์ตเพื่อรอรับเจ้าคุณจำนงค์ จนบิ๊กแป๊ะฟลาวน์ ต้องหิ้วแห้วกลับมามหาศาลถึง 14 ที่นั่งการบินไทย"

 

 

ธรรมกายปฏิเสธ เปล่าช่วยคุณจำนงค์ ขอให้ใช้วิจารณญาณ

 

 

ช่วงเอาคืนของธัมมชโยและทัตตชีโว

 

ธรรมกายปฏิเสธ ไม่เกี่ยวกับจำนงค์ และขอให้สื่อใช้วิจารณญาณในการนำเสนอข่าว ก็อยากจะบอกว่า "เพราะเขาใช้วิจารณญาณนะสิคุณ ถึงได้เสนอข่าวไปแบบนั้น ถ้าใช้พยานหลักฐาน จะหนักหนากว่านี้" งานนี้ ธัมมชโย แทงกั๊ก ช่วยก็ไม่บอก ไม่ช่วยก็ไม่บอก แต่ขอบคุณขอบใจลึกๆ ที่สื่อยกย่องให้ "อะไรๆ ก็ธัมมชโยทำ" โฆษณาให้ฟรีๆ โดยไม่ต้องไหว้วาน แบบนี้มีหรือพ่อใหญ่ไม่ชอบ เห็นข่าวแล้วคงหัวเราะเอิ๊กๆ "เอาอีก เอาอีก"

 

 

เส้นทางการหลบหนีของอดีตเจ้าคุณจำนงค์ บินวนไปรอบโลก ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยไล่ตั้งแต่ผู้บัญชาการยันพลตำรวจ ไล่กวดยังไงก็ไม่ทัน ขนาดบินไปถึงเยอรมันก็ยังไม่ได้เห็นหน้า นับว่าวิชานารายณ์พันหน้านั้นขลังนัก ในประวัติศาสตร์ นอกจาก "สมเด็จโต-วัดระฆัง" ที่ใช้พรางตัวหนี ร.4 แล้ว ก็เห็นจะมีเจ้าคุณจำนงค์นี่แหละ ที่สำเร็จวิชานี้ และใช้อย่างได้ผล

ท้ายสุด เชื่อว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ คงต้องมีหมายเรียก "เจ้าคุณไวโรจน์" มาให้ปากคำ ในกรณีที่หมอมโนกล่าวหา ส่วนเจ้าคุณไวโรจน์จะฟ้องหมอมโนหรือไม่ ก็สุดแต่ใจปรารถนา

 

หมอมโน เปิดภาพ คนพาอดีตพระพรหมเมธีหนีไปเยอรมนี ขอบิ๊กแป๊ะเรียกสอบ

 

หมอมโน เปิดภาพยัน เครือข่ายวัดธรรมกายอยู่เบื้องหลังพา อดีตพระพรหมเมธีหนีไปเยอรมนี ขอบิ๊กแป๊ะเรียกพระผู้ใหญ่ปรากฏในภาพมาสอบ หลังเพิ่งเดินทางกลับจากเยอรมนี ย้ำ ยากที่รัฐบาลไทยตามตัวผู้ต้องหาได้ใน 3 วัน เพราะแม้ถูกตัดสินให้ส่งตัวกลับ ก็ยังมีสิทธิ์อุทธรณ์คดีได้

วันที่ 7 มิ.ย. นายแพทย์ มโน เลาหวนิช กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ กรณี "อดีตพระพรหมเมธี" หรือ เจ้าคุณจำนงค์ เอี่ยมอินทรา อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กทม. หนีไปเยอรมนี ถึงขนาด ผบ.ตร. กับคณะ บินไปรับตัวกลับมาดำเนินคดี แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ตัวกลับมา ว่า ตนไม่รู้จักกับ "สีกาจุ๋ม" ที่ปรากฏเป็นข่าว ที่เป็นคนพา อดีตพระพรหมเมธี หลบหนีไปเยอรมนี แต่อย่างใด แต่ส่วนตัวยืนยันได้ว่า ทั้งหมดเป็นเครือเดียวกันกับข่ายวัดธรรมกาย ที่เป็นสาขาอยู่ในประเทศลาว ซึ่งได้ร่วมกันพาพระพรหมเมธี หลบหนีออกไปอย่างแน่นอน ส่วนตัวไม่เชื่อว่า เครือข่ายวัดพระธรรมกาย จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ฟันธงได้ว่า รัฐบาลไทยไม่มีทางได้ตัว "อดีตพระพรหมเมธี" กลับมาดำเนินคดีในเร็ววันได้อย่างแน่นอน "อย่าว่าแต่ 3 วัน หรือ 3 เดือน เลย เพราะอย่าลืมว่า ตามกระบวนการกฎหมายของเยอรมนี การพิจารณาขอให้ส่งตัวกลับประมาณ 2 เดือน แต่ผู้ต้องหาก็ยังมีสิทธิ์อุทธรณ์คดีได้อีก ซึ่งรัฐบาลไทยตอนนี้ประมาท เป็นฝ่ายเสียเปรียบแล้ว เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทางนั้นก็ไม่ค่อยต้อนรับ ยิ่งหากรัฐบาลไทยมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือน ก.พ. 62 ที่จะถึงนี้แล้วมีรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมา ก็ต้องมีการทำเรื่องขอตัวไปใหม่ ซึ่งก็จะยิ่งยุ่งยากขึ้นไปอีก" นพ.มโน กล่าว  

อย่างไรก็ตาม นพ.มโน ขอฝากไปยัง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เพิ่งเดินทางกลับจากเยอรมนี เมื่อวานที่ผ่านมา ว่า ให้เร่งเรียกตัว "เจ้าคุณวิเทศภาวนาธรรม ไวโรจน์ วิโรจโน" ในรูปถ่าย เมื่อปี 2557 ซึ่งภาพถ่ายในวัดพระวัดพระธรรมกายนี้ ถ่ายเมื่อวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็น"เจ้าคุณชั้นสามัญ"พร้อมกัน 4 รูป โดยพระองค์ที่นั่งอยู่ทางซ้ายสุด หมอมโนฯ ระบุว่า เป็นผู้บินไป จัดหาทีมทนาย ให้กับ "อดีตพระพรหมเมธี" ที่เยอรมนี ซึ่งเชื่อว่า มีการเตรียมการไว้อย่างดีไว้ก่อนหน้า  เพราะต้องมีการพิมพ์เอกสารเป็นภาษาเยอรมัน โดยออกเดินทางไปตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. 2561 และเพิ่งเดินทางกลับมาก่อน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร.จะเดินทางกลับ เมื่อวานที่ผ่านมา (6 มิ.ย.2561) ขอให้ ผบ.ตร. เรียกตัวพระสงฆ์องค์ดังกล่าว (ในวงกลมสีขาวมาสอบสวน) ว่า เหตุใดจึงเดินทางไปประเทศเยอรมนีในช่วงเวลาดังกล่าว แล้วเพิ่งเดินทางกลับเข้าไทยมา 

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 8 มิถุนายน 2561

 

บูดข้ามชาติ !

บิ๊กตู่อารมณ์บูดใส่นักข่าว

กล่าวหาเสนอข่าวสารด้านลบต่อรัฐบาล

ทำให้เยอรมันไม่ส่งตัวเจ้าคุณจำนงค์

ปานนั้น !

 

อา..เมื่อสื่อไทยกลายเป็น "กระโถนท้องพระโรง" ในยุค คสช. พอมีอะไรไม่ถูกอกถูกใจ "สื่อ" ก็คือทางระบายของผู้นำรัฐไทยในยุคนี้ แต่เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย แบบว่าวันไหนข่าวสารเข้าทางรัฐบาล บิ๊กตู่ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ยกนิ้วชี้กับนิ้วก้อยทักทาย แต่วันไหนข่าวไม่เข้าหู บิ๊กตู่ก็วีนเป็นฟืนเป็นไฟ หน้าตาไม่สดใส เหมือนไม่ได้ถ่ายก่อนออกบ้านมายังงั้นแหละ แต่..แต่ก็ยังดีที่ ที่ท่านบิ๊กตู่ไม่สั่งจับสื่อไปปรับความเข้าใจ ไม่งั้นก็ไม่มีโอกาสเป็นสื่อ แต่จะกลายเป็น "นักโทษ" ไป

ที่บิ๊กตู่บอกว่า "เราควรปฏิบัติหน้าที่พุทธศาสนิกชนให้ถูกต้องเหมาะสม" นั้น ก็ถูกทุกข้อ แต่ถ้าจะให้ถูกกว่านั้นก็ขอถามว่า "เมื่อไหร่ท่านนายกรัฐมนตรีจะบวช" เพื่อแสดงความเป็นพุทธศาสนิกชนอันสูงสุด คือความเป็น..ศาสนทายาท ประกาศเมื่อไหร่มีคนไหว้กันทั้งเมืองเชียว !

 

 

 

ไม่คิดรังแกพระ และไม่คิดบวชพระ

 

 

บิ๊กตู่ว๊ากสื่อ ! ตีข่าวพวกหนี ตปท. โดนรังแก กระทบขอตัว ย้ำไม่คิดรังแกพระ

7 มิ.ย.61 ที่ห้องประชุมรัฐสภา อาคารรัฐสภา 1 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวแถลงปิดการเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ว่า ในเรื่องของพระพุทธศาสนาก็ว่ากันไป รบกันทั้งพระทั้งคน กฎหมายว่าอย่างไรก็ไปว่ากันตรงนั้น การปฏิรูปไม่ใช่ว่าต้องไปปฏิรูปทั้งหมด กลายเป็นว่านายกฯ รังแกพระเข้าไปอีก ซึ่งเรื่องพระพุทธศาสนา ตนไม่เคยเข้าไปแตะต้อง คำสอนของพระพุทธเจ้ายังอยู่ที่เดิม แต่อยู่ที่คน พระสงฆ์ พุทธศาสนิกชนต้องช่วยกันแก้ตรงนี้ ทุกคนต้องกลับไปที่แก่นแท้ของพุทธศาสนา ว่าอยู่ตรงไหน

"ไม่ใช่ว่าทุกคนก็อยากจะลงทุนซื้อทางไปสวรรค์ และรู้หรือไม่ว่า ที่ซื้อไปได้จริงหรือเปล่า ผมไม่เคยถามใครได้เลย ลองไปถามดูซิคนที่ตายไปแล้ว ว่าลงทุนทำบุญไปเยอะ ได้ไปที่ตั้งใจหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ เอาวันนี้ให้ดีที่สุด จัดระเบียบให้ได้โดยที่ต้องไม่เกิดความขัดแย้ง ไม่มีคนมาประท้วง ทำแค่ให้เกิดความชัดเจน และเจ้าหน้าที่จะต้องมีความรัดกุมในการทำงาน พระสงฆ์ผมก็เคารพอยู่แล้ว" นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า เรื่องของคนไม่ดี คนที่ทำผิดกฎหมายจะทำอย่างไร ถ้าเรายังสร้างการรับรู้ภายในว่า คนที่หนีไปต่างประเทศเป็นคดีการเมืองทั้งสิ้น ก็เขียนเข้าไปว่ารังแกกัน ตนไม่เคยรังแกใคร เพราะกฎหมายคือกฎหมายทำความผิดก็ต้องดำเนินคดี ศาลตัดสินอย่างไรก็ว่าตามนั้น พอหนีไปต่างประเทศแล้วบอกว่าถูกรังแก มันไม่เป็นธรรมเลย ประเทศชาติก็เสียหาย

"นี่คือสื่อของเราตีได้ทุกวัน และเมื่อจะไปเจรจาติดต่อขอตัว เขาก็ไม่ให้เราหรอก ก็ลี้ภัยไปตลอด ลำบากนะ อย่าให้บ้านเมืองวันนี้ไปสู่บ่อนทำลายทางการเมืองกันเลย ผมยังไม่ทำการเมืองซักอย่าง เรื่องความคิดเห็นต่างตนรับฟังได้หมด ถ้าผมฟังไม่ได้ก็พังไปนานแล้ว อดทนมาตั้งนานและยังอดทนได้อยู่  ไม่เป็นไรฝากทุกคนช่วยกันอธิบายด้วย" นายกฯ กล่าว

 

ที่มา : แนวหน้า : 8 มิถุนายน 2561

 

เผยมติ มส. กรณีฮีญาบ !

จากโรงเรียนหนองจอกถึงอนุบาลปัตตานี

ปัญหาที่ซ้ำซ้อน แต่ไร้หน่วยงานรับผิดชอบต่อพระศาสนา

แบบว่าตัวใครก็..ตัวมัน !

 

ก็ไม่มีอะไร ไม่ใช่ความผิดทหารหรือข้าราชการกระทรวงศึกษา แต่ว่ามันเป็นความบกพร่องของ "มหาเถรสมาคม" ซึ่งออกกฎระเบียบมาแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่มีหน่วยงานใดรับสนองอำนาจ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติของ "พงศ์พร" ก็ทำเป็นแต่เรื่องเดียวคือ "จับพระสึก" นอกนั้นไม่เห็นทำอะไร มุสลิมสวมฮิญาบเต็มโรงเรียนวัดก็ยังเฉย เดี๋ยวคงเลยไปถึงในโบสถ์ ทุกวันนี้ งานพระศาสนาแทบจะให้สื่อทำแทน มส. หมดแล้ว แล้วถามว่า จะมี มส. จะมี พศ. ไปทำไม ไหนๆ ก็จะปฏิรูปแล้ว ยุบทิ้งให้หมดซะก็สิ้นเรื่อง !

 

 

ย้อนมติมหาเถรสมาคม วางกฎเหล็กโรงเรียนในที่สงฆ์ ชี้ขาดปม "มุสลิมสันติ-วัดหนองจอก"

ประเด็น "ฮิญาบอนุบาลปัตตานี" หรือการเรียกร้องขอสิทธิ์แต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามของผู้ปกครองนักเรียนที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนรัฐบาล ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนอนุบาลปัตตานี ซึ่งกำลังคุกรุ่นอยู่ในขณะนี้ 

แต่ประเด็นคล้ายๆ กัน เคยเกิดขึ้นมาแล้วแม้แต่โรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศ โดยเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในเขตวัด หรือ "ที่ธรณีสงฆ์" เช่นเดียวกัน และยังเป็นที่มาของมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 2/2554 ที่กลุ่มผู้ปกครองชาวพุทธ ตลอดจนสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอนุบาลปัตตานี นำมาอ้างถึงด้วย

เป็นมติที่รับรองให้โรงเรียนที่ตั้งอยู่ในเขตวัด หรือ "ที่ธรณีสงฆ์" รักษากฎระเบียบบนครรลอง "วิถีพุทธ" ได้อย่างเหนียวแน่น

ที่น่าแปลก...หรืออาจจะมองเป็นความบังเอิญก็ได้ นั่นก็คือ กลุ่มที่เรียกร้องเรื่องนี้ ใช้ชื่อว่า "กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ" ซึ่งคล้ายคลึงหรืออาจเป็นกลุ่มเดียวกันกับ "มูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ" ที่อยู่เบื้องหลังสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือด้านคำปรึกษา ตลอดจนข้อกฎหมายกับผู้ปกครองนักเรียนมุสลิมที่โรงเรียนอนุบาลปัตตานี

เกิดอะไรขึ้นเมื่อปี 54 จนนำมาสู่มติมหาเถรสมาคมที่ใช้อ้างอิงกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ "ทีมข่าวอิศรา" สืบค้นข้อมูลมาสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้

 

ความเป็นมา...

มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ 2/2554 เป็นมติที่ 46/2554 เรื่อง "รายงานผลการดำเนินการเกี่ยวกับโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก" ประชุมและมีมติเมื่อวันที่ 20 ม.ค.54 อ้างถึงหนังสือของอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร ที่ได้รับ "ลิขิต" (จดหมาย) จากวัดหนองจอก กรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับปัญหาของโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก

 

ปัญหาที่ว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 53 กล่าวคือ

- 1 มิ.ย. กรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร ได้ยื่นหนังสือขอให้นักเรียนหญิงจำนวน 17 คน ซึ่งศึกษาอยู่ที่โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก แต่งกายตามหลักศาสนาอิสลาม คลุมผ้าฮิญาบมาโรงเรียน

- 11 มิ.ย. ทางโรงเรียนตอบหนังสือกลับไปว่า ไม่สามารถอนุญาตได้ตามระเบียบของโรงเรียน วัฒนธรรมโรงเรียน และความเหมาะสม เนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่ในที่ของวัด

- 29 ต.ค. กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ ได้ยื่นหนังสือขอให้นักเรียนหญิงแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามอีกครั้ง โดยอ้างหลักศาสนา สิทธิตามรัฐธรรมนูญ และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (น่าจะหมายถึงระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551 ; ความเห็นของกองบรรณาธิการ) ซึ่งโรงเรียนได้รับเรื่องไว้เพื่อดำเนินการ ยังไม่มีการวินิจฉัย

- 2 พ.ย. นักเรียนหญิงชั้น ม.5 จำนวน 2 คน ซึ่งศึกษาในโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกมาตั้งแต่ ม.1 ได้แต่งกายตามหลักศาสนา ด้วยการคลุมผ้าฮิญาบมาโรงเรียน ซึ่งทางโรงเรียนได้ขอให้นักเรียนแต่งกายปกติตามระเบียบของโรงเรียนไปก่อน ระหว่างรอการพิจารณา

- 5 พ.ย. โรงเรียนได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 (สพม.2) เพื่อขอทราบแนวปฏิบัติ

- 12 พ.ย. ทาง สพม.2 ได้ตอบข้อหารือของทางโรงเรียน โดยให้โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอกขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน (ก.สถ.พฐ.) ของโรงเรียน เพื่อดำเนินการต่อไป

- 27 พ.ย. โรงเรียนได้เชิญคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเข้าประชุม ซึ่งที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ "ยกคำขอ" หมายความว่า นักเรียนทั้ง 17 คนต้องแต่งกายตามระเบียบของโรงเรียน โดยมีเหตุผลประกอบ คือ ระเบียบของโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรมของโรงเรียนวัดหนองจอก ที่เข้าเรียนและจบไปแล้ว 57 รุ่น หรือ 57 ปี ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียนมาตลอด ขณะเดียวกันก็ได้แจ้งสิทธิ์อุทธรณ์ไปยังนักเรียนทั้ง 17 คน

อย่างไรก็ดี ในส่วนของคำสั่งเจ้าอาวาสวัดหนองจอก ที่สั่งให้ทั้งครูและนักเรียนไม่ต้องแต่งกายแสดงสัญลักษณ์ทางศาสนานั้น พิจารณาแล้วเห็นว่ากระทบสิทธิ์ของครู ซึ่งต่างจากนักเรียนที่มีกฎระเบียบอยู่แล้วชัดเจน

 

สิทธิ์ของวัดบนที่ธรณีสงฆ์

หลังได้ข้อสรุป ปรากฏว่ามีการนำปัญหานี้ไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางฉบับ และเผยแพร่ในเว็บไซต์ข่าวบางแห่ง  อ้างว่าผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก บริหารจัดการไม่เด็ดขาด ทำให้ภายในโรงเรียนแตกความสามัคคี ครูพุทธกับครูมุสลิมแบ่งเป็นฝักฝ่าย ไม่สอนนักเรียนเหมือนเดิม เพราะมีนักเรียนหญิง 2 คนคลุมฮิญาบไปโรงเรียน อ้างว่ากฎหมายให้สิทธิและเสรีภาพกับทุกคน

เหตุนี้เองที่ทำให้เจ้าอาวาสวัดหนองจอกมีลิขิตไปถึงอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนาฯ และอนุกรรมาธิการได้ลงพื้นที่วัดหนองจอกเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. เพื่อหารือกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยท่าทีของฝ่ายเจ้าอาวาสวัดหนองจอก เห็นว่าการอ้างสิทธิ์การแต่งกายตามหลักศาสนาของชาวมุสลิม โดยทนายความกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ โดยอ้างกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ทางวัดถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ของวัด ซึ่งชุมชนวัดหนองจอกอยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยมาเป็นเวลาช้านาน การอ้างสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และการกล่าวหาว่าวัดหนองจอกก้าวก่ายงานของโรงเรียน เป็นการกล่าวที่ไม่สมควร

ขณะที่อนุกรรมาธิการฯท่านหนึ่ง ซึ่งเคยรับราชการอยู่ที่กรมการศาสนา (สมัยนั้นสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ) ให้ข้อมูลว่า ราวปี 40 เคยมีหนังสือจากสำนักเขตบางกะปิ อ้างถึงหนังสือร้องเรียนของ นายสามารถ มะลูลีม ส.ส.กรุงเทพมหานคร อ้างนโยบายกระทรวงศึกษาธิการว่า โรงเรียนใดมีนักเรียนผู้นับถือศาสนาอิสลาม จะต้องจัดห้องละหมาดให้ด้วย แต่เจ้าอาวาสวัดเทพลีลาไม่อนุญาต เพราะโรงเรียนตั้งอยู่ในวัดทางพระพุทธศาสนา ดังนั้นจึงขอให้กรมการศาสนา ดำเนินการขอให้วัดปฏิบัติตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการด้วย

แต่กรมการศาสนาพิจารณาแล้วเห็นว่า กรมการศาสนาไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการใดๆ ได้ เพราะวัดเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนวัด และเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย การจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ดำเนินการใดๆ ในเขตวัด หรือใน "ที่ธรณีสงฆ์" ของวัด เป็นอำนาจของเจ้าอาวาส ซึ่งต้องปฏิบัติไปตามพระธรรมวินัย กฎหมาย และจารีตประเพณีที่เคยปฏิบัติมา จึงได้มีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานเขตบางกะปิ แล้วเรื่องก็เงียบหายไป

 

มติมหาเถรฯ : แนวปฏิบัติโรงเรียนในเขตวัด

จากการลงพื้นที่ของอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนาฯ ได้สรุปรายงานเสนอมหาเถรสมาคมเป็น "ข้อพิจารณา" ระบุว่า เนื่องจากการอ้างสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องยึดถือการปฏิบัติตามหน้าที่ของคนไทยตามรัฐธรรมนูญด้วย โดยการปฏิบัติตามหลักศาสนา ลัทธิทางศาสนา และความเชื่อของตน สามารถกระทำได้ แต่จะต้องไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีงาม ตลอดถึงไม่กระทบสิทธิ์ของผู้อื่นด้วย ซึ่งมีกรณีตัวอย่างของวัดเทพลีลาที่ไม่อนุญาตให้โรงเรียนมัธยมวัดเทพลีลาจัดห้องละหมาดในเขตวัดเทพลีลามาแล้ว

คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้มีความสำคัญในการให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา กรณีการแก้ไขปัญหาวัดหนองจอก ได้เสนอให้คณะสงฆ์วัดหนองจอกดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และให้โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก คณะครู กรรมการสถานศึกษา ได้ถือปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามถือว่ามีความผิดและละเมิดสิทธิ์ของวัดในฐานะที่เป็นนิติบุคคล

นอกจากนั้นคณะอนุกรรมาธิการฯ ยังได้เสนอแนวปฏิบัติ 4 ข้อ ต่อมหาเถรสมาคม ได้แก่

1. โรงเรียนหรือหน่วยราชการใดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ การใช้พื้นที่ต้องปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี วิถีไทย และวิถีพุทธ และกฎระเบียบของวัด

2. ให้คณะสงฆ์มีส่วนร่วมในการพิจารณาการแต่งตั้งผู้บริหารของโรงเรียน หรือหน่วยราชการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์

3. ควรให้พระสงฆ์เข้าไปมีบทบาทในการกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา หลักคุณธรรม จริยธรรมทุกระดับชั้น

4. โรงเรียนหรือหน่วยราชการใดขอใช้พื้นที่ของวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ จักต้องหารือและได้รับความยินยอมจากเจ้าอาวาส และคณะสงฆ์ผู้ปกครองทุกระดับจนถึงเจ้าคณะจังหวัดก่อน

ที่ประชุมมหาเถรสมาคมพิจารณาแนวปฏิบัติทั้ง 4 ข้อแล้ว ลงมติเห็นชอบ

และทั้งหมดนี้คือที่มาที่ไปของมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 2/2554 ยืนยันสิทธิ์ของวัดที่เป็น "นิติบุคคล" ที่มีต่อโรงเรียนและหน่วยงานราชการที่ปลูกสร้างบนที่ดินวัดหรือที่ธรณีสงฆ์

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา : 7 มิถุนายน 2561

 

 

ิ๊กแป๊ะหลบนักข่าว !

บินเงียบกลับจากเยอรมัน

ไร้เงาเจ้าคุณจำนงค์บน 14 ที่นั่งการบินไทย

 

 

ฮ่ะๆ เตะเข้าประตูตัวเองหรือเปล่า แป๊ะ ?

บินไปรับเจ้าคุณจำนงค์ ไฉนกลับมามือเปล่า

เห็นเขาว่าจองตั๋วยกโซน ยกโซนหรือยกเลิก

(คนล้มอย่าข้าม พี่ วันพระไม่ได้มีวันเดียว)

 

 

ธัมมชโย - ทัตตชีโว

สองสหายผู้ให้บทเรียนยิ่งใหญ่แก่บิ๊กแป๊ะและบิ๊กตู่

จับที่เมืองไทยไม่ได้ จับที่เมืองนอกก็ไม่ได้

จับไม่ได้เลย ไม่ว่าที่ไหนในโลกใบนี้

ตายไปแล้วก็อาจจะห้ามสวรรค์ห้ามนิพพาน เพราะสวรรค์ชั้นดุสิตบุรี รวมทั้งอายตนิพพานนั้น ถูกธรรมกายยึดครองไปแล้ว

 

 

ลืมห้อยหลวงพ่อโกย จะได้ไล่ทันเจ้าคุณจำนงค์ เสียดาย

 

 

อา..ธรรมดาล่ะฮ่ะ ถ้าได้ตัวเจ้าคุณจำนงค์กลับมา แบบว่า "หิ้วปีก" เหมือนพุทธะอิสระ งานนี้ก็ต้อง "ตั้งโต๊ะแถลงข่าว" โชว์ผลงานให้เอิกเกริก แต่เมื่อพลาด ทุกอย่างก็เกม ให้ลูกน้องรับหน้าแทน เป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปว่าบิ๊กแป๊ะแกเลย

อย่างไรก็ดี งานนี้ ต้องถือว่าเป็นชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ต่อคณะรัฐบาลไทยของ ฯพณฯ ธัมมชโย ที่สามารถ "ล้างอาย" ได้สำเร็จ คุ้มครองโลก คุ้มครองคนในสังกัด ระดมกำลังส่งร่มชูชีพเข้ากู้ชีพ "คุณจำนงค์" ได้แบบว่าเส้นยาแดงผ่าแปด แถมมีทีม "บิ๊กแป๊ะ" แกะรอยตามล่ามาติดๆ ยิ่งกว่าหนังตามล่าท้านรกอะไรประมาณนั้น

เทียบฟอร์มแล้ว ถ้าเล่นในบ้านแล้ว ธัมมชโยอาจจะแพ้แก่ คสช. แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นสนามใหญ่ระดับโลกแล้ว ต่อให้ขนไปทั้ง "บิ๊กตู่-บิ๊กแป๊ะ-บิ๊กป้อม" ทั้ง ครม. ทั้งกระทรวงต่างประเทศ ก็สู้ทีม "ธรรมกาย" ไม่ได้ เห็นได้ชัดเลยว่า การทำงานของข้าราชการไทยในต่างประเทศนั้น ยังห่างชั้นพระธรรมทูตไทยอยู่หลายขุม ไม่ใช่คุย แต่ถามสิว่า ถ้ามิใช่พระธรรมทูตไทย (สายธรรมกาย) ช่วยเหลือแล้ว บัดนี้ อดีตเจ้าคุณจำนงค์มิเป็นหมูในอวยให้บิ๊กแป๊ะแทะโชว์โก้ไปแล้วหรือ ?

สรุปว่า ปฏิบัติการ "ฟ้าสางล้างดงขมิ้น" ที่ "บิ๊กตู่-บิ๊กแป๊ะ" ประสานงาน ส่งกำลังเข้าล้อมและจับกุม เริ่มตั้งแต่หัวค่ำ วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ถึงตอนเช้า จึงเข้าชาร์จ สามารถจับกุมได้เพียง 2 รูป คือ เจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา กับพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย ที่เหลือเป็นเพียงไม้ประดับ

ส่วนเจ้าคุณธงชัยนั้น ตำรวจเข้าตรวจวัดสระเกศถึง 2 รอบ ก็ยังไม่พบตัว ทั้งๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในวัด เช็คกล้องวงจรปิดทั่วกรุงเทพฯ แล้ว ไม่มีเบาะแสว่าไปทางไหน ถ้าไม่แสดงฤทิ์หายตัวไป ก็แสดงว่าหาไม่เจอ แต่สุดท้ายเจ้าคุณธงชัยใจอ่อน เห็นพระเด็กๆ และญาติโยมถูกจับตัวไปขังเป็นประกันไว้มากมาย จะหนีเอาตัวรอดคนเดียวมันน่าอายใจ จึงตัดสินใจ "เดินหน้าเข้าคุก" แบบนี้สิ นักเลงภูเขาทองตัวจริง ไม่ต้องให้บุกทุบประตูหิ้วปีกออกมาเหมือนพุทธะอิสระ

ช่วงที่เจ้าคุณธงชัยยังไม่มอบตัวนั้น บิ๊กแป๊ะ-พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา คำรามปานฟ้าผ่า สั่งตำรวจ "ทั่วประเทศไทย" ให้ระดมกันกดดันและจับกุมเจ้าคุณจำนงค์-ธงชัย มาให้ได้ ไม่ว่าจับเป็นหรือจับตาย ถือว่าขยายเขตปฏิบัติการครอบคลุมประเทศไทย จากเป้าหมายหลักเพียง 4 แห่ง คือ วัดสระเกศ วัดสามพระยา วัดสัมพันธวงศ์ และวัดอ้อน้อย ใช้ตำรวจไม่เกิน 400 นาย ขยายผลเป็นใช้กำลังพล "ทั้งประเทศ" ไล่จับพระเพียง 2 รูป ตลกสิ้นดี

บิ๊กแป๊ะ ส่อท่าน็อตหลวม เมื่อจู่ๆ ก็ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ "รุกล้ำ" ข้ามแดนลาว ไล่ตะครุบลูกชายคนสนิทเจ้าคุณจำนงค์ แต่โดนซ้อนแผน โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจลาวเข้าล้อมไว้ทั้งชุด ต้องเจรจาขอปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมและกลับมาแบบว่า "มือเปล่า" เป็นยกแรก

จากนั้น ปฏิบัติการฟ้าสาง ก็ขยายเวลาเป็น "อินเตอร์เนชั่นแนล" ไม่จำกัดโซนและวันเวลา เมื่อรู้ว่าเจ้าคุณจำนงค์หนีมุ่งหน้าไปทางเขมร เป้าหมายอยู่ที่ "เวียตนาม" เป็นจุดใหญ่ ก่อนจะบินไปที่ไหนซักแห่งในโลก ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นทวีปยุโรป เพราะที่นั่นสิทธิมนุษยชนแรงมาก กระทรวงการต่างประเทศสั่งยกเลิกพาสปอร์ตเจ้าคุณจำนงค์โดยฉับพลัน เพื่อสกัดไม่ให้ขึ้นเครื่อง แต่ก็ยังช้าเกินไป รู้ข่าวอีกทีเจ้าคุณจำนงค์อยู่ที่ "แฟรงค์เฟิร์ต" เรียบร้อยแล้ว ไวปานเหาะ

บิ๊กแป๊ะเช็คข่าวชัวร์ๆ มั่นใจว่าต้องได้ตัวกลับมาขังรวมกับอดีตเจ้ากู เพราะทางการเยอรมันถามกลับมายังทางการไทย เรื่องพาสปอร์ตสีน้ำเงินของเจ้าคุณจำนงค์ ครั้นทราบว่าถูกยกเลิกแล้ว ก็ไม่ยอมให้เข้าประเทศ สั่งกักบริเวณไว้ จนกว่าจะได้เวลา "ส่งกลับ" ประเทศต้นทาง ซึ่งการกักตัวนั้นจะใช้เวลาสูงสุดเพียง 7 วัน ขืนกักไว้นานก็เปลืองข้าวน้ำ นั่นคือตัวเร่งให้ "บิ๊กแป๊ะ" ตัดสินใจ "บินด่วน" ไปเยอรมนี เพื่อที่จะ "หิ้วปีก" เจ้าคุณจำนงค์กลับไทย ปิดจ็อบ ปิดท้ายรายการ "ฟ้าสางล้างดงขมิ้น" โดย..การบินไทย เห็นภาพไหม ว่ามันยิ่งใหญ่อลังการ บิ๊กแป๊ะ-ผู้บัญชาการตำรวจไทย จะได้รับการบันทึกไว้ว่าเป็น "ตำรวจโลก" หรือ "ตำรวจสากล" ในวันที่ 7 มิถุนายน ศกนี้

นี่คือ ความฝันอันสูงสุด ของใครเอ่ย เห็นแสงทองผ่องอำไพ ในวันบินไปเยอรมนี มีการกระชับความมั่นใจถึงขนาด "สั่งจองที่นั่งการบินไทยทั้งโซนถึง 14 ที่นั่ง กะจะสอบสวนให้เสร็จก่อนเครื่องแตะรันเวย์สุวรรณภูมิด้วยซ้ำ"

แต่ตำรวจไทยที่เก่งกาจ รู้ทุกเรื่องในเมืองไทย ก็กลับกลายเป็น "อ่อนหัด" ไปในพริบตา เมื่อมีมือที่มองไม่เห็น ยื่นเรื่อง "ขอลี้ภัย" ให้อดีตเจ้าคุณจำนงค์ ทำนองสลับไพ่ จากพาสปอร์ตไทยที่ไร้แต้ม กลายเป็น "คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และกำหนดไต่สวน 2 เดือน แถมขอยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 1 ปี" ไพ่ใบนี้ ถูกเกทับจากมือของใครก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเล่นเอา ผบ.ตร. ของไทย ต้องยกเลิกการบินไทยเที่ยว "ยกโซน" แต่แอบบินกลับมาอย่างเงียบๆ หนีหน้านักข่าว ไม่ยอมให้สัมภาษณ์

เจ้าคุณจำนงค์นั้น หนีตายจากไทย ไปรอดตายที่เยอรมนี แต่บิ๊กแป๊ะ แจ้งเกิดจากไทย แต่ไปตายที่เยอรมนี มีความแตกต่างกันดังนี้แหละ ในปฏิบัติการ..ฟ้าสางล้างดงขมิ้น ก็ไม่รู้นะว่า ล้างดงขมิ้นคราวนี้ ดงสีกากีจะโดนล้างด้วยหรือเปล่า เพราะเห็นว่า ครม.บิ๊กตู่ ก็ซวยด้วย

 

 

 

From Hero to Zero !

 

 

 

From Zero to Hero !

 

I  SURVIVED !

พระรอดรุ่นใหม่ ปลุกเสกในเยอรมนี

 

 

จักรทิพย์วืด ! จับ พระพรหมเมธียื่นลี้ภัยคุ้มครอง 2 เดือน เยอรมันเมินคำร้อง ผบ.ตร.

 

ผบ.ตร.พร้อมคณะกลับถึงไทยแล้ว หลังจากไปรับตัว "อดีตพระพรหมเมธี" ที่เยอรมนี แต่เนื่องจากอดีตพระพรหมเมธียื่นขอลี้ภัยไว้ ทำให้ได้รับการคุ้มครองชั่วคราว 2 เดือน จึงยังไม่ได้ตัวกลับมาดำเนินคดี เหลือ ผบช.สตม.ประสานงานเยอรมนีเพื่อนำอดีตพระพรหมเมธีกลับ


วันนี้ (6 มิ.ย. 2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางกลับจากประเทศเยอรมนี ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อเวลาประมาณ 12.35 น. โดยเที่ยวบิน TG 923 พร้อมด้วย พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รองผู้บังคับการปราบปราม และ พ.ต.อ.กกฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ไม่มีพระจำนงค์ เอี่ยมอินทรา หรืออดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ผู้ต้องหาคดีทุจริตเงินทอนวัดกลับมาด้วย


ทั้งนี้ จากจับตาของสื่อมวลชนที่ไปปักหลักรอจำนวนมากที่ประตู 5 ชั้น 2 ฝั่งผู้โดยสารขาเข้า ปรากฏว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์เดินออกมาทางประตู 10 ฝั่งผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 ในเวลา 12.50 น. เพื่อเลี่ยงสื่อมวลชน สอดคล้องกับข้อมูลที่สอบถามผู้โดยสารในเที่ยวบินดังกล่าวที่เดินทางจากสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ยืนยันว่าพบผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติโดยสารมาในเที่ยวบินดังกล่าว แต่ไม่พบว่ามีอดีตพระพรหมเมธีร่วมเดินทางมาด้วย


มีรายงานว่าพล.ต.อ.จักรทิพย์ มอบหมาย พล.ต.อ.สุทธิพล วงศ์ปิ่น ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และทีมงานส่วนหนึ่ง รอที่ประเทศเยอรมนี เพื่อประสานงานต่อไป

ส่วนสาเหตุที่การประสานขอรับตัวผู้ต้องหาจากทางการเยอรมนีครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากอดีตพระพรหมเมธี ได้ชิงยื่นเรื่องขอลี้ภัยกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเยอรมนี โดยอ้างประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์พิเศษกฎหมายไม่ได้มาจากประชาชน ทำให้ไม่มั่นใจกับกระบวนการยุติธรรม และตามกระบวนการอดีตพระพรหมเมธี จะได้รับการคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาคำร้องขอลี้ภัย ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ขณะที่คณะของพล.ต.อ.จักรทิพย์พยายามเจรจากับฝ่ายเยอรมนีโดยขอความร่วมมือให้พิจารณาคำร้องฯ ภายใน 3 วัน แต่สุดท้ายต้องผิดหวังไม่ได้ตัวอดีตพระพรหมเมธีกลับมา


สำหรับขั้นตอนการเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเรื่องของการขอลี้ภัย ทางการเยอรมนีจะต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายๆ ด้าน ประกอบด้วย 1. การขอลี้ภัยทางการเมือง 2. การขอลี้ภัยในประเภทฐานะผู้ลี้ภัย 3. การขอรับความคุ้มครองเพียงบางส่วน 4. การขอคุ้มครองเพื่อไม่ให้ถูกส่งไปยังประเทศต้นทาง


ทั้งนี้กรณีของอดีตพระพรหมเมธีคาดว่ายื่นคำขอลี้ภัยโดยให้เหตุผลว่า ถูกกลั่นแกล้งดำเนินคดี ถูกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุผลทางการเมือง ศาสนา เชื้อชาติ ละเมิดพื้นฐานความเป็นมนุษย์ ซึ่งหากการขอลี้ภัยถูกปฏิเสธ อดีตพระพรหมเมธี ยังมีสิทธิยื่นคำขออุทธรณ์ต่อไปได้อีก ดังนั้นเมื่อทางการเยอรมนีตัดสินใจนำตัวอดีตพระพรหมเมธีเข้าสู่กระบวนการศาลแล้ว การดำเนินการตามขั้นตอนกว่าจะเสร็จสิ้น อาจต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 1 ปี


ขณะที่การขอความร่วมมือ เรื่องส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน จากข้อมูลของกองการต่างประเทศ พบว่าไทยกับเยอรมนี ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน มีเพียงสนธิสัญญาโอนตัวนักโทษ ที่มีมาตั้งแต่ปี 2536 เท่านั้น

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 7 มิถุนายน 2561

 

้นกล้าสะเทือน !

โกโต้คำครหาว่าส่งนายแบบให้คุณปิง

ยืนยัน ทำบุญ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ไม่เชื่อก็เชิญท้าพิสูจน์

 

 

 

"โก้" ยันไม่ได้ส่งนายแบบให้ "ท่านเจ้าคุณปิง" มีแต่ส่งเด็กๆ ไปบวชที่อินเดีย บริสุทธิ์ใจให้ตำรวจสอบ

 

"โก้ ธีรศักดิ์" บริสุทธิใจไม่ลบภาพคู่ "ท่านเจ้าคุณปิง" ยันไม่ได้ส่งนายแบบหรือส่งเด็กให้พระ มีแต่ส่งเด็กเล็กๆ ไปบวชที่อินเดีย เผยจัดทำโครงการ "ปลูกต้นกล้า ยาตราพุทธภูมิ" พาเด็กไปบวชที่อินเดียร่วมกับวัดสระเกศฯ มา 3 ปีแล้ว เป็นการทำบุญหาเงินเข้าวัด ไม่ได้ไปมีธุรกรรมกับทางวัด ไม่หวั่นตำรวจสอบเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด

"โก้ ธีรศักดิ์ พันธุจริยา" งานเข้า หลังมีภาพคู่นั่งใกล้ชิด "ท่านเจ้าคุณปิง" พระวิสุทธิศาสนวิเทศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ที่พึ่งจะตกเป็นข่าวเสพเมถุนกับฆราวาสชาย โดยมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพบในกุฏิ เล่นเอาอยากรู้กันทั้งประเทศว่าในนั้นมีภาพใครบ้าง อันนี้เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสืบสาวกันต่อไปแต่ที่แน่ๆ ภาพในอินสตาร์แกรมของโก้ ธีรศักดิ์ มีการโพสต์ภาพถ่ายคู่กับท่านเจ้าคุณปิงแถมยังทำกิจกรรมกับท่านเจ้าคุณและวัดสระเกศฯ มาหลายปีแล้ว งานนี้เลยเม้าท์เฉียดนรกว่า โก้เคยส่งนายแบบไปบวชที่วัดแห่งนี้ งานนี้เจ้าตัวก็เลยชี้แจงว่า ตนเองได้จัดทำโครงการ "ปลูกต้นกล้า ยาตราพุทธภูมิ" พาเด็กๆ ไปบวชที่อินเดีย ร่วมกับวัดสระเกศฯ จึงได้มีการติดต่อประชุมงานและถ่ายภาพร่วมกัน เป็นเพียงการทำบุญตามปกติไม่ได้ไปทำธุรกิจกับวัดหรือส่งเด็กให้กับพระ เป็นเพียงการส่งเด็กๆ ไปบวชที่อินเดีย


"ต้องบอกว่า จริงๆ โก้ทำงานให้กับทางวัดสระเกศมาร่วม 3 ปีแล้ว เป็นโครงการปลูกต้นกล้า ยาตราพุทธภูมิทำบุญพาคนไปบวชที่อินเดีย ท่านเจ้าคุณปิงเป็นคนดูแลโครงการ เราก็มีการประชุมที่วัดมีทีมงาน ก็ทำกันเป็นปีแล้วครับ มันก็จะมีรูปถ่ายตอนที่เราประชุมกันหรือวันปีใหม่ที่เราไปสวัสดีปีใหม่ แต่รูปเหล่านั้นมันถูกเอาออกมาใช้ว่า ท่านเจ้าคุณปิงอยู่กับศิลปินดาราคนไหนบ้าง ซึ่งหลายๆ คนก็มาถามว่า พาพระไปเที่ยวเหรอ ซึ่งเราก็บอกว่า เราเข้าไปในวัด แค่เข้าไปประชุม ไปเป็นพิธีกร ไปทำบุญแล้วก็กลับ ถ้าถามว่า เรารู้เรื่องอะไรยังไงของใครไหม คือการเข้าวัดของเราเนี่ย เราไม่ได้เอาบาร์โค้ดเข้าไปสแกนใคร ไม่ได้มีเรดาร์ดาวเทียม เราไม่ได้คิดจุดนั้นเลย จุดของเราคือเราต้องการทำนุบำรุงพุทธศาสนา เราตั้งใจไปทำบุญ เราตั้งใจจะทำสิ่งดีๆ ให้กับเยาวชนและคนรุ่นหลัง"


"ใครอยากรู้มาถามก็ตอบได้ครับ เพราะโก้เป็นคนที่ทำบุญทำหลายวัดทำทุกที่เป็นการกุศลอยู่แล้ว โดยส่วนตัวโก้ไม่ซีเรียสแต่โดยภาพรวมแล้ว ก็มีการวิตกกังวลเรื่องภาพลักษณ์พุทธศาสนา การมั่นใจในการทำบุญของผู้คน ซึ่งจริงๆ แล้วเราไม่ควรยึดติดกับตัวบุคคลหรือยึดติดกับองค์กร ควรยึดติดกับคำสั่งสอนของพุทธองค์"

"บอกตรงๆ ว่าเตรียมใจมาแล้ว เพราะประธานที่เป็นเจ้าพิธีในงานคือ พระพรหมสิทธิ์ (อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ขณะนี้ตกเป็นข่าวคดีเงินทอนวัด) โครงปลูกต้นกล้า ยาตราพุทธภูมิ เงินที่ทุกคนบริจาคเราก็บริจาคเข้าวัดหมด เราเป็นแค่เอกชนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดหาทุน โก้เป็นประธานในการจัดหาทุนให้กับโครงการ ดังนั้น เราก็ไม่ได้ตระหนกตกใจ คิดว่ายังไงก็ต้องมีกระทบอยู่แล้ว เพราะเงินที่เราหาให้ไปคนที่เซ็นต์เช็คก็คือพระพรหมสิทธิ์ เงินที่ทำบุญตอนนี้ก็ยังอยู่ในวัดอยู่ เราก็ได้ปรึกษากับท่านเจ้าคุณปิงมาโดยตลอดว่า โครงการนี้จะดำเนินการอย่างไรต่อ ก็คิดว่าจะรอทุกอย่างมาคลี่คลายหาผู้บริหารวัดมาและดำเนินการต่อ แต่ก็มามีเหตุการณ์เรื่องท่านเจ้าคุณปิงมาอีก"

"แต่กรณีท่านเจ้าคุณปิงนี่ก็ช็อกเหมือนกันนะ เพราะเราไม่คิด ไม่อยากจะลงความเห็นใดๆ ทั้งสิ้นเพราะมันเป็นเรื่องเซนซิทิฟ เอาเป็นว่า เราก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็แล้วกัน หน้าที่ของเราคืออะไร เราก็ทำมันให้ดี"

เผยโครงการ ปลูกต้นกล้า ยาตราพุทธภูมิ พาเด็กยากจนแต่มีจริยธรรมไปบวชที่อินเดีย ไม่ได้ส่งเด็กให้พระ

"สำหรับโครงการนี้ ที่ผ่านมาโก้ก็พาเด็กๆ ไปบวชที่อินเดีย เป็นพิธีกร และช่วยจัดหาทุนช่วยเด็กๆ ที่ยากไร้ได้ไปศึกษาพุทธศาสนาที่อินเดีย โดยที่เราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรเลย มีแต่จ่ายออกไป แม้กระทั่งค่าตั๋วเครื่องบินที่ไปต่างประเทศค่าใช้จ่ายทั้งหมดออกส่วนหมดเลย และก็ร่วมทำบุญด้วย ก็รู้สึกว่า มันเป็นบททดสอบของชาวพุทธอีกครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง แต่โดยส่วนตัวไม่ได้หวั่นไหววิตกจริต มันเป็นธรรมดาก็มีขาวมีดำมีถูกมีผิด ก็ว่ากันไปตามความถูกต้อง ซึ่งอันนี้เราตัดสินใครไม่ได้ ทุกอย่างก็ต้องอยู่บนความถูกต้องไม่ได้คิดอะไรมาก"



ปฏิเสธพานายแบบไปบวชกับท่านเจ้าคุณปิง

"คนที่พูดแบบนี้คือบาปมาก เพราะโครงการโก้ไม่ได้บวชพระแต่บวชสามเณรอายุ 8-15 ปี ซึ่งเด็กมาก การที่เป็นข่าวแบบนี้มันยิ่งถล่มให้พุทธศาสนายิ่งแย่ลง มาเขียนกันแบบท่านเจ้าคุณปิงบวชสามเณรมีแต่ผู้ชายทั้งนั้นเลย โก้ว่าอันนี้เราต้องใจเย็นๆ และสืบให้ดีว่าบวชอะไร เราบวชสามเณรยังเด็กอยู่เลยเด็กใสๆ มาหาว่าบวชนายแบบบวชคนหล่อๆ ไม่ใช่(เสียงสูง) โครงการนี้ทำมาหลายปีแล้วบวชเด็กเล็กๆ"

"แล้วแต่คนจะคิด ใครจะคิดยังไงก็ได้ จิตใจจะสูงจะต่ำแล้วแต่เราทำตัว เราคิดอะไรก็ได้อย่างนั้น เราไปห้ามความคิดใครไม่ได้จะไปห้ามให้ใครคิดกับเราดีหรือไม่ดีคงไม่ได้ สุดท้ายแล้วค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน โครงการนี้ที่ไปบวชก็บวชให้กับบูรพกษัตริย์ ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีทุกซีซั่น อยากให้ไปดูภาพย้อนหลัง (ยืนยันไม่มีการจัดส่ง) ยืนยันสิ ไม่ใช่เอเย่นต์"

"ถ้าจะเทียบเรื่องการทำบุญ เราไม่เลือกที่อยู่แล้วว่าจะไปทำที่ไหนอย่างไร โครงการที่ทำเนี่ย วัดที่ทำจริงๆ คือวัดไทยที่พุทธคยาอินเดีย แต่ที่วัดสระเกศเป็นเหมือนจุดพักเด็กจุดปลงผมเด็กเท่านั้น แต่บวชจริงๆ บวชอยู่อินเดียโครงการมันเกิดขึ้นที่อินเดีย ตรงนี้เหมือนการหาเจ้าภาพสถานที่ให้เด็กๆ มารวมตัวกันเพื่อแถลงข่าว ซึ่งโครงการนี้จะแถลงข่าวเดือนกันยายนตุลาคมก็อาจจะไปแถลงที่วัดอื่นก็ได้ สำหรับโครงการนี้ก็ยังดำเนินการต่อไปครับ เด็กๆ ที่เราคัดเลือกจะไปบวชที่อินเดียก็ยังดำเนินการอยู่ แต่ถ้ามีการปรับเปลี่ยนสถานที่เจ้าภาพสถานที่ หรือผู้ดูแล ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในอนาคต"

ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อมาก็ไม่กลัวเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด

"ไม่กลัวครับ เพราะเราไม่มีธุรกรรมทางการเงินอะไรที่ผิดกฎระเบียบอยู่แล้ว เราชัดเจนว่าไปทำบุญ และก็ไม่เคยไปทำแบบประกอบธุรกิจการงานรับสัมปทานกับวัด ไม่เคยทำแบบนั้นครับ มีแต่ควักเงินเข้าวัด (ไม่ได้ค่าหัว) ไม่เคยครับ ไม่ได้เป็นเอเจนซี่โฆษณาอันนี้เป็นงานบุญล้วนๆ"

"ในการทำบุญครั้งต่อๆ ไป ก็คงไม่ถึงกับต้องหวาดผวาอะไร เพราะเราไม่ได้เข้าไปสนับสนุนวัด แต่เราเข้าไปสนับสนุนโครงการ อย่างเช่น สร้างพระ , ทำส้วม ไม่ได้ไปรับเหมาสร้างวัดสร้างโบสถ์ โก้เป็นหน่วยที่เล็กมากๆ เป็นพุทธศาสนิกชนที่ทำบุญ คนอื่นๆ เขาทำยิ่งใหญ่กว่าโก้มีเยอะมาก แต่โก้ดันเป็นดาราเท่านั้นเองคนก็เลยสนใจ คือรูปเดียวนี่เปลี่ยนเรื่องราวได้ กลายเป็นฉันส่งเด็ก สิ่งดีๆ ที่สร้างมาทั้งหมดหลายปีหายไปไหน แล้วแบบหาว่าส่งเด็กไม่พอ มาว่าส่งเด็กให้พระอีก มันดูน่าเกลียดพูดกันมาได้ยังไง แต่โก้ไม่ลบรูปครับ ไม่จำเป็นต้องลบครับ เพราะเราทำอะไรถูกต้องไม่จำเป็นต้องหนี"

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 7 มิถุนายน 2561

 

คดีปิงยังไม่จบ !

 

ตำรวจสอบขยายผล

เข้าข่ายค้ามนุษย์-ซื้อบริการเด็กหรือไม่

เชื่อมีเครือข่ายพระตุ๊ดแต่มีเงินและมีตำแหน่งทั่ว กทม.

งานนี้อาจจะเจอตัวใหญ่กว่าปิง

 

 

ผู้การ ปคม.มั่นใจเจอตัวลูกสวาทเจ้าคุณปิง เร็วๆ นี้ เล็งฟันผิดค้ามนุษย์

ผู้การ ปคม.มั่นใจตามหาฆราวาสลูกสวาทในภาพที่ร่วมเพศกับเจ้าคุณปิงได้เร็วๆ นี้ เร่งเช็กเข้าข่ายค้ามนุษย์หรือไม่

 

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 5 มิถุนายน 2561 พล.ต.ต.กรไชย คล้ายคลึง ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ผบก.ปคม.) เปิดเผยกรณี ตำรวจกองปราบปรามเข้าตรวจค้นและจับกุม อดีตพระวิสุทธิศาสนวิเทศ (กวีศิลป์ วิสุทธิกุโล) หรือ เจ้าคุณปิง ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พระเลขานุการส่วนตัวของ อดีตพระพรหมสิทธิ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หลังเจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นกุฏิเจ้าคุณปิง และยึดโทรศัพท์มาตรวจสอบพบภาพลามกอนาจาร ซึ่งเป็นภาพการร่วมเพศกันระหว่างเจ้าคุณปิงกับฆราวาสชายหนุ่มคู่ขา และภาพเปลือยผู้ชายจำนวนหนึ่งในโทรศัพท์ซึ่งผิดวินัยสงฆ์ว่า

เรื่องนี้ทางกองบังคับการปราบปรามเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก โดยในส่วนของ ปคม. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปประสานกับตำรวจกองปราบปราม โดยทราบว่าอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์หรือไม่ โดยกรณีนี้จะต้องมีการไปตรวจสอบว่าฆราวาสชายคนดังกล่าว อายุต่ำกว่า 18 ปี หรือไม่ มั่นใจว่าจะสามารถตามตัวฆราวาสชายที่ปรากฏในภาพได้ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ส่วนสื่อลามกอนาจารที่พบในกุฏิจะต้องมีการสืบสวนขยายผลอยู่แล้ว

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 6 มิถุนายน 2561

 

ลือหึ่ง เจ้าคุณบุญเทียมหนี !

โกยอ้าวออกนอกประเทศ

ไม่อยู่วัดพิชัยญาติมาหลายวันแล้ว

 

 

 

ลือ ! พระราชรัตนมุนี ที่ถูกกล่าวหาทุจริตเงินทอนวัดล็อต 2 สึกหนีไปแล้ว

วันนี้ (2 มิ.ย.) มีรายงานข่าวว่า พระราชรัตนมุนี (บุญเทียม มุสุ หรือบุญเทียม ญานินโท) เลขาฯสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะหนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร ซึ่งถูกกล่าวหาในคดีเงินทอนวัดล็อตที่ 2 ได้หนีและลาสิกขาไปแล้วนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้รับการยืนยันที่แน่นอนว่า พระราชรัตนมุนี ได้ลาสิกขาไปจริงหรือไม่ เนื่องจากช่วงนี้ไม่พบพระราชรัตนมุนี อยู่ในวัด และจากการตรวจสอบไปยังวัดก็ได้รับการยืนยันว่าไม่เจอพระราชรัตนมุนี มาหลายวันแล้ว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาพบว่ามีพระถูกกล่าวหาทุจริตเงินทอนวัดล็อต 2 มีทั้งหมด 4 รูปด้วยกันประกอบด้วย  

1. พระราชรัตนมุนี (บุญเทียม มุสุ หรือบุญเทียม ญานินโท) เลขาฯสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะหนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพิชยญาติการามฯ

2. พระเทพเสนาบดี (พระราชพุทธิวราภรณ์) เจ้าอาวาสวัดกวิศรารามฯ และเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี

3. พระครูวิสุทธิวัฒนกิจ (อุดม สุระกาพย์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดราชสิทธารามฯ 

4. พระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าอาวาสวัดลาดแค อำเภอชนแดน และเจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์

 

ที่มา : แนวหน้า : 2 มิถุนายน 2561

 

หลวงพ่อสวัสดิ์จ่อนั่งสมภารวัดสระเกศ !

 

หลังสิ้นยุคเจ้าคุณเสนาะ-เจ้าคุณธงชัย

 

 

พระธรรมพุทธิวงศ์

(สวัสดิ์ อตฺถโชโต น.ธ.เอก ป.ธ.5 พธ.บ.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธาราม วาลแวกซ์ เนเธอแลนด์

ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ว่าที่เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

 

 

พระธรรมพุทธิวงศ์ นำคณะสงฆ์วัดสระเกศ ประกอบพิธีวันวิสาขบูชา เมื่อ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ท่ามกลางข่าวร้ายของวัด เมื่อเจ้าอาวาส-พระพรหมสิทธิ ถูกหมายจับและถอดสมณศักดิ์ ถือว่าเป็นการแสดงบทบาท "ผู้นำ" ในท่ามกลางวิกฤติการณ์

 

 

พระสงฆ์อาวุโสในวัดสระเกศที่เหลืออยู่

จากซ้าย พระธรรมพุทธิวงศ์ พระเทพรัตนมุนี ฯลฯ

 

หลวงพ่อสวัสดิ์ นำพระสงฆ์เวียนเทียน วันวิสาขบูชา

 

 


ลงพระอุโบสถทำสังฆกรรม

 

 

มอบหนังสือสื่อการเรียนธรรม

 



ทักษิณานุปทาน

 

 

การประชุมมหาเถรสมาคม วันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านไป นอกจากจะรับทราบการถอดถอน "ตำแหน่ง-สมณศักดิ์" พระมหาเถระกรรมการมหาเถรสมาคม จำนวน 3 ท่าน อันได้แก่ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) วัดสระเกศ พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) วัดสามพระยา และพระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) วัดสัมพันธวงศ์ ไปแล้ว ต่อจากนั้น มหาเถรสมาคมได้รับทราบการแต่งตั้ง "รักษาการเจ้าคณะภาค 10 (มหานิกาย) เจ้าคณะ กทม. (มหานิกาย) และเจ้าคณะภาค 4-5-6-7 (ธรรมยุต)" ถึงจะยังไม่ตั้งตัวจริง แต่ก็ถือว่าได้ผู้ทำหน้าที่แทนไปแล้ว..ชั่วคราว

แต่สำหรับตำแหน่งสำคัญ 3 เก้าอี้ อันได้แก่

1. ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ อันเป็นของพระพรหมสิทธิ มาแต่เดิม ซึ่งมีงานสำคัญรออยู่ไม่ไกลในปลายเดือนนี้ คือการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ณ วัดอตัมมยตาราม เมืองซีแอ๊ตเติ้ล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ถ้าไม่มีประธานสำนักงานพระธรรมทูต ก็ไม่รู้จะเปิดประชุมกันอย่างไร ดังนั้น เชื่อว่า ในการประชุมครั้งหน้า มส. คงจะสามารถหาพระมาดำรงตำแหน่งนี้ได้

2. เจ้าอาวาสวัดสามพระยา ของเจ้าคุณเอื้อน ถือว่าไม่น่าห่วง เพราะในวัดยังมีพระที่มีอาวุโสและได้รับการยอมรับจากพระเณรทั้งวัด ทั้งนี้ วัดสามพระยาไม่เคยมีปัญหาแตกแยกเหมือนวัดสระเกศ จึงถือว่าเปลี่ยนผ่านอำนาจได้ง่าย

3. เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ของอดีตสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และของอดีตเจ้าคุณธงชัย ซึ่งวัดสระเกศนั้นเป็นวัดใหญ่ ถึงขนาดต้องแบ่งให้รองเจ้าอาวาสปกครองคนละครึ่งมาตั้งแต่สมัย "สมเด็จพระสังฆราช ญาโณทยมหาเถร" ซึ่งได้บัญชาให้ "พระมหาจำนงค์ ชุตินฺธโร" กับ "พระมหาเกี่ยว อุปเสโณ" ได้ช่วยกันปกครอง แบ่งกันคนละครึ่งวัด ปรากฏว่าเรียบร้อยด้วยดี

สมเด็จเกี่ยว จึงดำเนินตามปฏิปทาของอดีตเจ้าอาวาส แบ่งวัดให้ "เจ้าคุณเสนาะ-เจ้าคุณธงชัย" ปกครองคนละครึ่ง แต่ไม่ได้แบ่งเป็นคณะเหมือนสมัยพระสังฆราชอยู่ แต่แบ่งอำนาจและการเงินออกจากกัน ปรากฏกว่าอำนาจและเงินทองไม่เข้าใครออกใคร ไม่มีพี่ไม่มีน้อง สองพรหมวัดสระเกศเลยเปิดศึกห้ำหั่นกัน ภายหลังงานศพสมเด็จเกี่ยวผู้เป็นพ่อ จนกระทั่งเจ้าคุณเสนาะตัดสินใจฆ่าตัวตาย ส่วนเจ้าคุณธงชัยก็พลาด ถูกจับสึกไปหมาดๆ หลังวิสาขบูชาที่ผ่านมา

 

 

 

เจ้าคุณสุรชัย พระเทพรัตนมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

 

 

แต่วัดสระเกศนั้นเป็นวัดใหญ่และมีศิษย์หามากมายหลายระดับ แรกนั้นก็คิดว่าคงจะสิ้นสายสมเด็จเกี่ยวแล้ว อาจจะถูกยึดครองโดยพระต่างวัด เพราะพระเทพรัตนมุนี หรือเจ้าคุณสุรชัย ซึ่งเป็นผู้มีตำแหน่งทางการปกครองสูงสุดที่ยังเหลืออยู่นั้น ก็ถือว่ายังเด็ก อายุแค่ 52 พรรษา 32 ถึงจะเป็นเจ้าคณะภาค 12 แต่บารมียังไม่แก่กล้าสำหรับการขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เพราะถ้านับลำดับพรรษากันแล้ว ในวัดสระเกศยังมีพระที่อาวุโสกว่าเจ้าคุณสุรชัยอีกหลายรูป ซึ่งก็คงไม่ง่ายที่จะปกครองกันอย่างละมุนละม่อม ถึงเจ้าคุณสุรชัยจะเป็นคนอ่อน แต่มันจะกลายเป็น "อ่อนแอ" ไป ไม่ใช่..อ่อนโยน

ปัญหาภายในวัดสระเกศเวลานี้ ใช่มีแต่ตำแหน่งเจ้าอาวาสเท่านั้น หากแต่เมื่อเจ้าคุณสังคม เจ้าคุณเทอด เจ้าคุณบุญทวี ฯลฯ ต่างพาเหรดเข้าคุก ทิ้งเก้าอี้ "ผู้ช่วยเจ้าอาวาส-เจ้าคณะภายในวัด" ไว้หลายตัว ก็ย่อมเป็นที่หมายปองของพระที่ยังคงอยู่ และนั่นคือ มหกรรมกีฬาสีที่เพิ่งจะเริ่มต้น เวลานี้ สายเจ้าคุณธงชัยถูกโค่นไปแทบหมด สายเจ้าคุณเสนาะกลับเข้ามายึดครองวัด เพราะตอนที่เจ้าคุณธงชัยครองวัดนั้น สายนี้ก็ถูกกีดกัน บางรูปถึงกับระเห็จออกจากวัดไปอยู่เมืองนอก แต่เมื่อเจ้าคุณธงชัยพลาด สายนี้ก็กลับมาผงาดอีกอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา สังเกตว่าวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา พระที่ออกบิณฑบาตต้นสายหลายรูป หน้าตายิ้มแย้ม ทั้งๆ ที่วัดโดนพายุอยู่โครมๆ เป็นเรื่องแปลกแต่จริง

เท้าความหลังกลับไป เมื่อสิ้นเจ้าคุณเสนาะ ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 ก็ว่าง รองเจ้าคณะภาคคือ เจ้าคุณสุรชัย ยังเด็ก เป็นเพียงชั้นราช คาดว่าน่าจะมีการตั้งพระเถระจากที่อื่น "ข้ามห้วย" เข้ามากินตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 แต่ฝีมือการต่อรองของ "พระพรหมสิทธิ" นั้นยอดเยี่ยม สามารถล็อกตำแหน่งไว้ในวัดสระเกศทั้งหมด ไม่มีหลุดออกไปให้วัดอื่นเลย ทั้งๆ ที่มีข่าวว่า "เจ้าคุณธงชัย-วัดไตรมิตร" ก็หมายตาเป็นมัน แต่ตอนนั้น เจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ เป็นคนโปรดของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ทำงานเข้าตา แบบว่าขออะไรก็ให้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) วัดไตรมิตร เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก จำต้องยอมให้วัดสระเกศครองอำนาจในภาค 12 ต่อไป

มาถึงเวลานี้ สถานการณ์เปลี่ยนไปแทบสิ้น สมเด็จช่วงไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชแล้ว เจ้าคุณเอื้อนก็ไม่ได้เป็นเจ้าคณะ กทม. สมเด็จสนิทวัดสระเกศก็ไม่ได้คุมหนกลาง อำนาจในการพิจารณาตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จึงอยู่ที่ "รักษาการเจ้าคณะ กทม." คือพระธรรมสุธี (นรินทร์ นรินฺโท) วัดหัวลำโพง ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็น "รักษาการ" ไปหมาดๆ จะคิดเองเออเองก็เกรงจะไม่ปลอดภัย เดี๋ยวจะชวดตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. ตัวจริงไป ดังนั้นจึงต้องอิงผู้ใหญ่เข้าไว้ ผู้ใหญ่ในสายงานส่วนกลางก็คือ เจ้าคณะภาค 1 และเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

เจ้าคณะภาค 1 คือมหาสายชล วัดชนะสงครามนั้น เป็นเด็กในคาถาสมเด็จสมศักดิ์พระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง จึงสรุปได้ว่า อำนาจชี้เป็นชี้ตายในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศก็คือ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชัยญาติ ซึ่งมีเลขาคือ มหาบุญเทียมกำลังโดนคดีเงินทอนวัดอยู่นั่นเอง

นั่นว่ากันตามสายงาน แต่ถ้าดูบุคคลากรในสายวัดสระเกศแล้ว ถึงแม้ภายในวัดจะจำกัดอย่างยิ่ง แต่เมื่อดูไปนอกวัด ก็พบว่า ยังมีพระเถระผู้ใหญ่อยู่อีกรูปหนึ่ง คือ พระธรรมพุทธิวงศ์ (สวัสดิ์ อตฺถโชโต) เจ้าอาวาสวัดพุทธาราม เมืองวาลแวกซ์ ประเทศเนเธอแลนด์ อายุพรรษาสูงถึง 88 ปี แถมมีตำแหน่งเป็นถึงประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ด้านประวัติการศึกษาและหน้าที่การงานนั้นก็ไม่ธรรมดา เป็นเปรียญ 5 พุทธศาสตร์บัณฑิต และเคยผ่านงานทั้งเป็นครูบาอาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. มาก่อน ก่อนจะออกนอกประเทศไปรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพุทธาราม เนเธอแลนด์ ตามบัญชาของสมเด็จพระพุฒาจารย์เกี่ยว จนได้รับเลือกจากพระธรรมทูตไทยทั่วทวีปยุโรปให้ดำรงตำแหน่ง "ประธานสหภาพพระธรรมทูต" มาหลายสมัย ถึงปัจจุบันก็ยังคงดำรงตำแหน่ง แถมยังสุขภาพแข็งแรง

ดังที่กล่าวว่า ถ้าให้เจ้าคุณสุรชัยขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ก็เชื่อว่าจะไม่สงบ เพราะเจ้าคุณสุรชัยยังเด็ก และในวัดสระเกศยังมีรุ่นพี่ มีเขี้ยวเล็บหรือลวดลายอยู่อีกมากมายหลายรูป แถมขั้วอำนาจเก่าของเจ้าคุณธงชัยก็ยังไปไม่หมด สายเจ้าคุณเสนาะจะทำอะไรก็รับรองว่าโดนต้าน จนวัดสระเกศอาจจะแตกเป็นครั้งที่สาม ถ้าไม่มีพระผู้ใหญ่ที่มีบารมีและเป็นกลางเข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในช่วงนี้ ช่วงเอาคืนของฝ่ายเจ้าคุณเสนาะ

บทบาทการนำของหลวงพ่อสวัสดิ์นั้น ฉายออกมาทันที เมื่องานวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ขณะเจ้าคุณธงชัย เจ้าอาวาสวัดสระเกศ กำลังหนีหมายจับอยู่นั้น พระธรรมพุทธิวงศ์ ก็เดินออกนำหน้าพระเทพรัตนมุนี (เจ้าคุณสุรชัย) ต้อนรับญาติโยมที่ยังรักวัดสระเกศ ถึงเจ้าอาวาสจะมีภัยไม่อยู่แล้ว ก็ยังห่วงพระลูกพระหลาน ฝืนยิ้มทั้งน้ำตา นำข้าวปลาอาหารมารอใส่บาตร พอได้เห็นหลวงปู่สวัสดิ์ วัย 88 ปี สู้อุตส่าห์บินจากเนเธอแลนด์มาเดินนำหน้า ประกาศให้ชาวประชารู้ว่า "กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี" เห็นเช่นนี้ ญาติโยมก็มีกำลังใจ

และนั้นคือ ก้าวสำคัญของพระธรรมพุทธิวงศ์ หรือหลวงพ่อสวัสดิ์ และมหาเถรสมาคมคงจะได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณา หาผู้เหมาะสมสำหรับนาวาลำใหญ่ ในนาม "เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร" รูปต่อไป

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 1 มิถุนายน 2561

 

ยกเลิกทุกตำแหน่ง !

 

ตั้งแต่เจ้าอาวาสขึ้นไป แต่..

แต่ยังไม่กล้าแตะ..สมเด็จพระสังฆราช

ไพบูลย์เจ้าเก่าเสนอปฏิรูปสงฆ์ !

 

 

 

อา..ถามว่า ถ้ายกเลิกตำแหน่งเจ้าอาวาสและเจ้าคณะทุกระดับไปแล้ว จะเอาอะไรมาใช้ปกครองคณะสงฆ์ไทย ไพบูลย์ก็ตอบว่า "ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารวัดแทน" เชื่อว่าจะตอบโจทย์ได้ทุกข้อ แต่ก็มีคำถามตามมาอีกว่า เชื่อได้อย่างไรว่าจะแก้ไขปัญหาพระศาสนาได้ และถ้าแก้ไม่ได้ จะทำอย่างไร

ปัญหาใหญ่นั้น ทุกคนมองไปว่า "เจ้าอาวาสและเจ้าคณะ" มีอำนาจมากเกินไป จึงต้อง "ลดอำนาจของเจ้าอาวาสลง" เรื่อยไปจนถึง..มหาเถรสมาคม นั่นก็ถูก แต่ถามว่า การแชร์อำนาจเจ้าอาวาสให้คณะกรรมการ "ช่วยกัน" ปกครองวัด นั้น จะไม่เป็นการสลายอำนาจจนไร้อำนาจ หรือบางทีอาจจะถูก "ยึดอำนาจ" โดยการอ้างประชาธิปไตยบังหน้าแทน ดังที่เคยมีคนให้คำนิยามว่า "เผด็จการประชาธิปไตย" บ้าง "เผด็จการรัฐสภา" บ้าง ดอกหรือ

คือว่า..ถ้าพิจารณาปัญหากันอย่างถ่องแท้แล้ว มิใช่อยู่ที่ตำแหน่งเจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะไหนๆ แต่ปัญหาของคณะสงฆ์ไทยนั้นมันอยู่ที่ "ระบบการแต่งตั้ง"  ที่ไม่โปร่งใส และ "ระบบการตรวจสอบ"  ที่ไร้ประสิทธิภาพ

ระบบการแต่งตั้งนั้น ถ้าเทียบวัดกันแล้ว วัดบ้านนอก ซึ่งประชาชนเป็นผู้สร้างและดูแลวัดอยู่รายรอบนั้น จะไม่ค่อยมีปัญหา หรือมีก็น้อย เพราะเจ้าอาวาสมาจากประชาชน แต่วัดในกรุง ซึ่งไม่มีชุมชนดูแล โดยเฉพาะพระอารามหลวง ซึ่งแต่แรกนั้น พระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งเจ้าอาวาสเอง จึงไม่ค่อยมีปัญหา ถึงมีก็จะโดนพระราชอำนาจสั่งปลดออกไป แต่ถึงสมัยประชาธิปไตย พระเจ้าแผ่นดินทรงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้ง เลยเปิดโอกาสให้มหาเถรสมาคม ตั้งกันเองเข้ามา แต่ยิ่งนานก็ยิ่งหละหลวม กลายเป็นการเล่นพรรคเล่นพวก ยกยกปอปั้นกันเองเป็นเจ้าเป็นนาย ถึงกับมีข้อครหาว่า ตำแหน่งทางสงฆ์ สามารถซื้อขายกันได้ ไม่ต่างไปจากวงการข้าราชการและนักการเมืองเลย ดังนั้น กระบวนการแต่งตั้งเจ้าคณะพระสังฆาธิการในตำแหน่งต่างๆ นั้น ควรจะปรับปรุงให้ทันสมัย ไม่ผูกขาดเหมือนเก่า แต่ก็ต้องแยกออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มวัดบ้านนอก กลุ่มวัดในเมือง และกลุ่มพระอารามหลวง เพราะมีโครงสร้างต่างกัน อย่าตีขลุมเหมือนนายไพบูลย์พูด

ต่อไปก็..การตรวจสอบ ระบบการตรวจสอบของคณะสงฆ์เป็นแบบ "รวมศูนย์" คือมหาเถรสมาคม รวมทั้งพระสังฆาธิการทุกระดับนั้น ได้รับอำนาจทั้ง 3 ฝ่าย คือ บริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ อยู่ในกลุ่มคนกลุ่มเดียวกัน ก็เป็นซูเปอร์เผด็จการของโลกที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ดังนั้น เมื่อตนเองบริหารประเทศ และมีอำนาจออกกฎหมาย แถมท้ายยังมีอำนาจตรวจสอบเป็นตุลาการศาลสงฆ์เสียเอง แล้วจะตรวจสอบตัวเองได้อย่างไร ก็ตรวจสอบเฉพาะฝ่ายอื่นที่ตัวเองไม่ชอบเท่านั้นแหละ เหมือน คสช. นั่นแหละ ต่างกันตรงไหน ใครๆ ก็อ้างความชอบธรรมทั้งนั้น

นี่แหละคือปัญหาที่แท้จริง ส่วนตำแหน่งเจ้าอาวาสและพระสังฆาธิการต่างๆ นั้น ไม่ใช่ปัญหา จะยุบหรือไม่ยุบก็ไม่เกี่ยว เพราะถึงยุบเลิก แล้วให้มีคณะกรรมการเข้ามาบริหารช่วยกัน มันก็ต้องมีหัวหน้า มีตำแหน่ง "ประธานกรรมการบริหารวัด" อยู่ดี นี่ก็จะเป็นตำแหน่งทรงอิทธิพลใหม่ แทนเจ้าอาวาสและเจ้าคณะทุกระดับ

แต่ต้องดูให้ลึกว่า ถ้าเอาคนหลายคนมานั่งถกเถียงกันเรื่องวัด จะไปรอดเหรอ เพราะคนไทยใช้ที่ประชุมไม่เป็น ประชุมทีไรเป็นวงแตกทุกที มีปัญหาเรื่องสปิริต ไม่ชินกับการใช้ประชาธิปไตย เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นได้ยาก ไม่งั้นเผด็จการ คสช. ไม่ครองเมืองนานถึง 4 ปีหรอก ไม่มีโอกาสปฏิวัติด้วยซ้ำ

ไม่อยากบอกหรอกว่า ถึงจะยุบตำแหน่งเจ้าอาวาส และให้กรรมการ 7 ฝ่ายเข้ามาช่วยกันดูแล ผ่านการเลือกตั้ง ก็รับรองว่า "กรรมการทุกตำแหน่ง" จะตกเป็นฝ่ายเจ้าอาวาสหรือประธานกรรมการคนใหม่กันหมด ไม่ต่างไปจากซื้อเสียง แต่จะมีการ "กำจัดฝ่ายตรงข้าม" ด้วยซี เอาหัวเป็นประกันเลย รับรองว่าร้องเรียนกันอื้ออึง แต่ถึงตอนนั้นก็สายเกินไป เพราะแก้ไขไม่ทันแล้ว รอให้บิ๊กตู่ตายแล้วเกิดใหม่ และให้ยิ่งลักษณ์กลับมาเป็น "นายกฯหญิง" จึงค่อยให้บิ๊กตู่ปฏิวัติจับพระสึก แล้วฉีก พรบ.คณะสงฆ์ทิ้ง ในปี พศ.5000 แต่ก็ไม่ทันแล้ว ถึง พ.ศ.นั้นก็ไม่มีพระเณรแล้ว จะมีก็แต่ "ผ้าเหลืองห้อยหู" ดังคำทำนาย

จึงขอเตือนรัฐบาลว่า อย่าผลีผลาม อย่าวู่วามทำตามกระแส ปฏิรูปนั้นดีแน่ แต่ควรรอบคอบ  ต้องทำอย่างรัดกุม ต้องตั้งคณะกรรมการทั้งฝ่ายรัฐ ฝ่ายประชาชน และฝ่ายคณะสงฆ์ เข้าประชุมปรึกษาหารือกัน จึงค่อยสรุปความเห็นที่เป็นกลาง เพราะพระศาสนาเป็นของทุกฝ่าย มิใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แม้แต่รัฐบาลก็ตาม เชื่อหรือไม่ก็ตามใจ

 

 

 

 

จับตาข้อเสนอปฏิรูป มส. รื้อระบบปกครองคณะสงฆ์

จากสถานการณ์ที่มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวพันกับการทุจริตงบอุดหนุนวัด โดยพระและอดีตพระ 3 รูปเป็นถึงกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) จนถูกสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้พ้นจากตำแหน่ง และล่าสุดยังมีพระราชโองการถอดถอนสมณศักดิ์พระที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมด 7 รูป ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา

นอกจากนั้นยังมีหลักฐานเป็นเอกสารที่น่าเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการวิ่งเต้น "เลื่อนสมณศักดิ์" และ "ตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์" ของพระในเขตปกครองของ "อดีตพระพรหม" ทั้ง 3 รูป ซึ่งมีตำแหน่งเป็น "เจ้าคณะ" ทั้งสิ้น

ประเด็นปัญหาเหล่านี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่า การจัดการไม่ควรจบแค่การดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ควรมีการทำแผนปฏิรูปวงการสงฆ์ไปพร้อมกันด้วย

ปัญหาการทุจริตงบอุดหนุนวัด นับตั้งแต่กรณี "เงินทอน" สุดฉาวโฉ่ ลุกลามมาจนถึงการดำเนินคดีกับพระเถระผู้ใหญ่จนถูกถอดถอนสมณศักดิ์ไปถึง 7 รูปนั้น "ไพบูลย์ นิติตะวัน" อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ชี้ว่า สาเหตุสำคัญมาจากรูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ที่รวมศูนย์อำนาจ ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี ทำให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

ไพบูลย์ ยกตัวอย่างการตั้ง "เจ้าคณะภาค" เพื่อปกครองคณะสงฆ์ในส่วนภูมิภาค ปรากฏว่าการแต่งตั้งเป็นอำนาจของมหาเถรสมาคม ทำให้มหาเถรฯ เห็นชอบให้พระภิกษุในสายของตนเองไปดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค จะเห็นได้ว่ากรรมการ มส.หลายรูป ก็มีตำแหน่งเจ้าคณะภาคพ่วงอยู่ด้วย ขณะที่เจ้าคณะภาคเองก็มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะจังหวัดก็มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าคณะอำเภอ เรื่อยลงไปจนถึงเจ้าคณะตำบล จนกลายเป็นการผูกขาดอำนาจการปกครองสงฆ์ทั้งประเทศ


ขณะที่อำนาจการดูแลวัด กฎหมายก็ให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแก่ เจ้าอาวาส เพียงรูปเดียว

พลิกดู "กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 พ.ศ.2541 ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ" ซึ่งหมายถึงพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ ตั้งแต่เจ้าคณะใหญ่ไปจนถึงเจ้าอาวาส จะพบว่าการแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่ และเจ้าคณะภาค ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติว่าต้องมี "สำนัก" ในเขตพื้นที่นั้นๆ

เหตุนี้เองจึงทำให้เจ้าอาวาสวัดใหญ่ๆ ในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งกรรมการมหาเถรสมาคม ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาคเกือบทุกภาค ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับวัดและพระในภาคนั้นๆ เลย เช่น อดีตพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ก็เป็นเจ้าคณะภาค 10 ปกครองวัดในพื้นที่ภาคอีสาน ขณะที่อดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เป็นเจ้าคณะภาค 4-7 ปกครองวัดในจังหวัดภาคเหนือ กลายเป็นว่าใช้พระกรุงเทพฯ ปกครองพระต่างจังหวัด แทนที่จะให้สงฆ์ในภาคนั้นๆ คัดเลือกพระผู้ปกครองของตนเอง

ทั้งหมดนี้ ไพบูลย์ มองว่าเป็น "เครือข่ายอุปถัมภ์ขนาดใหญ่" ในสายการปกครองคณะสงฆ์ ตั้งแต่มหาเถรสมาคมลงไปจนถึงวัดเล็กวัดน้อยทั่วทั้งประเทศไทย และกลายเป็นต้นตอปัญหาของการวิ่งเต้น เล่นพรรคเล่นพวก จนขาดการตรวจสอบถ่วงดุล และเป็นช่องโหว่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นขนานใหญ่ในวงการผ้าเหลือง

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา ไพบูลย์ เสนอว่า ต้องเริ่มจากการยกเลิกอำนาจเบ็ดเสร็จของเจ้าอาวาสเสียก่อน ด้วยการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 37 และ 38 ให้มี "คณะปกครองสงฆ์" ขึ้นมาแทน โดย "ประธานคณะปกครองสงฆ์ในวัด" ก็คือเจ้าอาวาส แต่ไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดเพียงรูปเดียวอีกต่อไป เพราะพระภิกษุในวัดจะมีส่วนร่วมในการปกครองวัดด้วย ในรูปของ "คณะกรรมการไ

ส่วนตำแหน่งปกครองสงฆ์ในระดับ "เจ้าคณะตำบล" ให้ยกเลิกไป เพราะไม่มีประโยชน์ ให้มีเฉพาะระดับ "เจ้าคณะอำเภอ" แต่เปลี่ยนใหม่เป็น "คณะปกครองสงฆ์อำเภอ" คล้ายๆ กับ "คณะปกครองสงฆ์ในวัด" โดยให้พระภิกษุในอำเภอนั้นๆ เสนอชื่อ แล้วเลือกผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อมากที่สุด 7 ลำดับแรกเป็น "คณะปกครองสงฆ์อำเภอ"

เมื่อมี "คณะปกครองสงฆ์อำเภอ" แล้ว ก็เลือกตัวแทนจากทุกอำเภอไปเป็น "คณะปกครองสงฆ์จังหวัด" และระดับจังหวัดก็เลือกคณะปกครองสงฆ์ประเทศ ส่วนมหาเถรสมาคมก็ปรับบทบาทไปเป็นที่ปรึกษาของสมเด็จพระสังฆราชแทน

สำหรับโครงสร้างมหาเถรสมาคม ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง สมเด็จพระราชาคณะทุกรูป เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ซึ่งปัจจุบันมี 7 รูป และพระราชาคณะที่สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง มีจำนวนไม่เกิน 12 รูป ล่าสุดถูกปลดพ้นตำแหน่งกรรมการ มส.ไป 3 รูป ทำให้ปัจจุบันมีกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งสิ้น 17 รูป

ล่าสุดมีการเสนอแนวทางการปฏิรูป "มหาเถรสมาคม" จากผู้รู้ฝ่ายต่างๆ โดยให้พระที่เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม จะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินทั้งก่อนและหลังดำรงตำแหน่ง และมีการตรวจสอบประวัติ ตลอดจนความเหมาะสมด้านต่างๆ ตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช โดยเฉพาะในกลุ่มกรรมการมหาเถรสมาคมที่มาจากการแต่งตั้ง

เช่นเดียวกับการตั้งพระสังฆาธิการ ซึ่งหมายถึงพระผู้ปกครองสงฆ์ตั้งแต่เจ้าคณะใหญ่ลงไปจนถึงผู้ช่วยเจ้าอาวาส ก็ควรเพิ่มคุณสมบัติให้มากขึ้น นอกเหนือจากจำนวนพรรษา และสมณศักดิ์ เช่น มีวัตรปฏิบัติตามแนวทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความรอบรู้เรื่องพระธรรมวินัย ที่สำคัญเจ้าคณะแต่ละภาค ควรเป็นตัวแทนของสงฆ์ในพื้นที่นั้นๆ เพื่อป้องกันระบบเส้นสาย ส่งพระจากส่วนกลางไปเป็นเจ้าคณะภาค ทั้งๆ ที่ไม่ได้สังกัดวัดในพื้นที่นั้นๆ

แนวทางการปฏิรูปวงการสงฆ์ที่เตรียมเสนอกันล่าสุดนี้ เนื้อหาบางส่วนสอดคล้องกับรายงานการศึกษาของ สปช. ที่เคยจัดทำไว้เมื่อปี 2558 ซึ่งพบปัญหาในกิจการพระพุทธศาสนาทั้งหมด 4 ประเด็น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โครงสร้างปกครองคณะสงฆ์ที่รวมศูนย์อำนาจมากเกินไป


แต่การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งปวงเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปวงการสงฆ์ครั้งใหญ่ ต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจของ "พุทธบริษัท 4" เพื่อให้คณะสงฆ์ไทยเป็นที่เคารพศรัทธา สืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป


 

ที่มา :  คมชัดลึก : 1 มิถุนายน 2561

 

ทองคำ รถ เงิน !

สินบนสมณศักดิ์สงฆ์ไทย

หมอมโนปูดล่อนจ้อน

แต่..ไร้ใบเสร็จ !

 


 

 

อา..โบราณว่า "ฟังหูไว้หู" ยิ่งฟังคนที่ชื่อ "มโน" แล้ว ก็อย่าเพิ่งมโนตาม เพราะแกเป็นจอมมโนอย่างแท้จริง อย่างเช่นว่า "ใช้ทองคำหนักหนึ่งตันซื้อสมณศักดิ์" ถามว่า บ้าหรือเปล่า ? ขนาดตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชก็ยังไม่แพงปานนั้น ถ้าใครมีขนาดนั้นก็คงไม่เอาสมณศักดิ์ดอก สึกออกไปใช้เงินไม่ดีกว่าหรือ ดังเจ้าคุณเสนาะว่านั้นแหละ "ถ้ามีถึงพันล้านอาตมาลาสิกขาไปแล้ว"

แต่ถามว่า การซื้อขายสมณศักดิ์มีจริงไหม ? ก็ต้องตอบตามสัจจริงว่า "จริงฮ่ะ" แต่ปัญหามีอยู่ว่า ความจริงมีหลายระดับ ได้แก่ ระดับได้ยินได้ฟัง ระดับได้เห็น และระดับ "มีพยานหลักฐานชัดเจน" บรรดาสามระดับนั้น "ได้ยินได้ฟัง" รู้สึกว่าจะมากที่สุด แต่กลุ่มนี้ก็แค่ได้ยิน ไม่เคยได้เห็น กลุ่มที่สอง เห็นเขาไปมาหาสู่กัน เอาโน้นเอานี้มาถวาย แต่ไม่ได้เห็นรายละเอียดว่ากี่หมื่นกี่แสนหรือกี่ล้าน ก็เดาผสมกับสิ่งที่ได้เห็น ถือว่าจริงแค่ครึ่งเดียว กลุ่มนี้มีมากเช่นกัน สำหรับกลุ่มสุดท้ายนั้น มีน้อยมาก แถมยังกลัว ไม่กล้าเปิดเผยพยานหลักฐาน ต้องอาศัยตำรวจช่วยตรวจสอบเชิงลึก ทำนองเช็คเส้นทางการเงินในคดีเงินทอนวัดนั่นแหละ ถึงจะชัดเจน

 

 

 

ทองคำ 1 ตัน รถหรู เงินอื้อซ่า เปิดเรตสินบนสมณศักดิ์ มลทินวงการผ้าเหลือง

มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ คำสรรเสริญ คำนินทา ความสุข และความทุกข์

นี่คือ ความจริงบนโลก กับ โลกธรรม 8 ประการ

ตอนนี้สังคมกำลังจับตาความคืบหน้าคดี "เงินทอนวัด" ซึ่งล่าสุด มีการออกหมายจับ พระชั้นผู้ใหญ่ของวงการสงฆ์ ถึงขั้นถูกควบคุมตัวเข้าเรือนจำ และจำ..ต้องถอดผ้าเหลือง และสุดท้าย สมณศักดิ์ ที่เคยมีก็หมดไป 

เศร้า...นะครับ ที่เห็นเรื่องราวแบบนี้ในสังคมชาวพุทธ แต่ก็ต้องทำใจยอมรับว่า นี่คือความจริง

ที่ผ่านมา พยายามจะไม่เชื่อว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับวงการผ้าเหลือง แต่ท้ายที่สุดกลับคล้ายคลึงกับวงการอื่นๆ เช่น ข้าราชการ หรือการเมือง ที่พบการฉ้อฉล โกงกิน ใช้เงินเป็นบันไดเพื่อลาภยศ สรรเสริญ

คดีเงินทอนวัด เจ้าหน้าที่บุกอายัดทรัพย์ ผู้เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยประเด็น "การซื้อตำแหน่งในวงการผ้าเหลืองของไทย" ว่ามีจริงหรือไม่ ใช้จ่ายแต่ละครั้งมากน้อยขนาดไหน ทำไมนักบวชจึงต้องแสวงหาลาภยศ ซึ่งเรื่องนี้ได้รับคำตอบจาก นพ.มโน เลาหวณิช อดีตศิษยานุศิษย์วัดธรรมกาย ที่คร่ำหวอดในวงการนี้มานาน และ "ผู้การวิสุทธิ์" หรือ "วิสุทธิ์ วานิชบุตร" อดีตตำรวจมือดี ที่เป็นกูรูในหลายวงการ ซึ่งทั้งคู่ได้ตอบเหมือนกันว่าเรื่องนี้  "มีจริง!!"

ผู้การวิสุทธิ์ เกริ่นว่า ประเทศไทย ไม่ว่าจะวงการไหน ข้าราชการ กระทรวง ทบวง กรมใด หรือ ทำงานใกล้ชิดกับประชาชน หากมีอำนาจจับกุมประชาชนได้ พวกนี้จะมีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งทั้งนั้น ซึ่งการซื้อขายตำแหน่ง ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเสมอไป เช่น บางคนรู้ว่าเจ้านายชอบพระเครื่อง ก็เอาพระเครื่องราคาแพงไปให้ แลกกับการขอเลื่อนตำแหน่งหรือย้ายไปอยู่ในทำเลดีๆ

เช่นเดียวกันกับวงการอื่นๆ อาทิ โรงเรียน หากได้เป็น ผู้อำนวยการโรงเรียน ก็จะมีงบประมาณในการดูแล ไม่ว่าจะจัดซื้อจัดจ้าง จะสร้างอะไรก็แล้วแต่... ก็มักจะมีส่วนต่าง ถ้าหากเด็กคนไหนอยากเข้าโรงเรียนก็มีอีก..?

"สำหรับ พระสงฆ์ ก็นับว่าเป็นข้าราชการ เพราะหากมีพฤติกรรมเข้าข่ายทำผิดก็ถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบได้ เช่นเดียวกับกรณีเงินทอนวัด ซึ่งเป็นข่าวอื้อฉาวในปัจจุบัน"

สำหรับคนที่คิดจะบวชเป็นพระสงฆ์นั้น ผู้การวิสุทธิ์ ระบุว่า มีอยู่ 2 ประเภท คือ

1. คนที่รู้สึกอยากบวช อยากซาบซึ้งในรสพระธรรม เอาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไปเผยแผ่ แบบนี้เรียกพระสงฆ์

2. บวชด้วยจิตอกุศล คือ พวกหนีคดีไปบวช บวชเพราะอกหัก หรือคนที่ไม่มีจิตอยากบวช แต่ต้องบวชเพราะต้องการหนีอะไรบางอย่าง พวกนี้เรียกว่า "มนุษย์ห่มเหลือง" ไม่ใช่พระ

โจรไปบวช...แบบนี้จะเป็นพระสงฆ์ไหม แม้ภายนอกจะดูเหมือนพระสงฆ์ เมื่ออยู่ในคราบผ้าเหลือง สุดท้ายมันก็ทนไม่ได้ ก็ยังทำผิดอยู่ดี

เมื่อถามว่า การซื้อขายตำแหน่งมีเรตราคาเป็นอย่างไร เรื่องนี้ นพ.มโน เผยว่า "เรื่องนี้ผมเจอกับตัว" ตั้งแต่สมัยตนยังบวช ได้รู้ได้เห็นพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งในปัจจุบัน ทำการซื้อตำแหน่งจากพระผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่ง ซึ่งท่านนี้ได้รับโควตาที่สามารถแต่งตั้งสมณศักดิ์ได้ พระผู้ใหญ่ที่ต้องการตำแหน่งจึงถวายเงินไปจำนวน 3 ล้านบาท เพื่อเลื่อนตำแหน่ง "เจ้าคุณชั้นสามัญ" ซึ่งปัจจุบัน พระผู้ใหญ่ท่านนี้ถูกถอดตำแหน่งไปแล้ว 

"การซื้อขายตำแหน่งไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว"

 

 

 

หมอมโน เปิดเผยเรื่องที่น่าตกใจว่า ในปี 2557 มีการซื้อขายตำแหน่งเพื่อเลื่อนยศพระถึง 4 รูป และมีการจ่ายเงินให้กับผู้มีอำนาจในวงการสงฆ์ ซึ่งการวิ่งเต้นจะวิ่งในเส้นสายของตนเอง โดยทั้ง 4 รูปนั้นต้องใช้เงินซื้อตำแหน่ง คนละ 4 ล้านบาท ซึ่งนี่คือเรตราคามาตรฐานการเลื่อนสมณศักดิ์ระดับ "เจ้าคุณชั้นสามัญ" หากเป็นเจ้าคุณชั้นเทพ ราคาก็เพิ่มขึ้นอีก

"การซื้อขายตำแหน่งนั้นก็เหมือนข้าราชการอื่นๆ สิ่งสำคัญคือ ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งของวัด สมมติว่าจะขึ้นเจ้าอาวาสในวัดดังในกรุงเทพฯ ราคาก็หลักล้านบาท นี่คือ สาเหตุว่าทำไมพระบางรูปถึงมีเงินหลักร้อยล้านบาทได้ ถ้าระดับพระครู ราคา 2 แสนบาทถ้วน (สมัยก่อน) หากเป็นเจ้าคณะระดับจังหวัด ก็จะเพิ่มมากขึ้นคาดว่าน่าจะราคาหลักล้าน"

ข้อมูลดังกล่าว สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้การวิสุทธิ์ เปิดเผย คือ การซื้อขายตำแหน่งพระนั้น ก็ขึ้นอยู่กับทำเล เช่น วัดดังในกรุงเทพฯ กับวัดอะไรไม่รู้ในต่างจังหวัด เหมือนกันหรือไม่ ดังนั้น เมื่อถามว่า เรตราคา ซื้อขายตำแหน่งของสงฆ์นั้น ไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับทำเล จังหวัด ชื่อเสียงของวัด

"เชื่อว่าการวิ่งตำแหน่งสำคัญๆ นั้น มีราคาหลักแสนถึงหลักล้านบาท ขึ้นอยู่กับวัด ว่าเป็นวัดใหญ่ เล็ก หรือกลาง เหมือนกับโรงพัก ที่มีหลายเกรด A B C หรือ D ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สมเด็จพระสังฆราชท่านยังเตือนอยู่บ่อยๆ ว่า พระไม่ควรรับเงิน พอรับเงินมีผลประโยชน์ มีสมณศักดิ์นี่แหละ คือ ตัวกิเลส ซึ่งเรื่องนี้พระที่ดีเขาจะไม่สนใจ"

แต่...การซื้อตำแหน่ง หรือสมณศักดิ์นั้น ใช่ว่าจะใช้เงินเพียงอย่างเดียว เพราะบางทีก็มีการซื้อรถแจก การถวายสิ่งของ หรือพระเครื่องดีๆ ที่มีราคาสูง นอกจากนี้ ยังมีการให้สัญญาใจกันด้วย เช่น หากได้เลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งแล้วจะจ่ายเพิ่มด้วย เพราะเมื่อมนุษย์ห่มเหลืองเหล่านี้ เข้าไปมีอำนาจในตำแหน่งที่สูงขึ้น สามารถควบคุมเรื่องเงินภายในวัด หรือ เงินสนับสนุนได้ ก็จะนำมาจ่ายให้เพิ่มเติม...นี่คือ สิ่งที่ผู้การวิสุทธิ์มอง

"มีครั้งหนึ่ง คือ ประสบการณ์ส่วนตัวเลย ญาติผู้ใหญ่ของผมคนหนึ่งบวชเป็นพระ ท่านมาบอกกับผมว่า ท่านจะเลื่อนสมณศักดิ์ แต่ก็ต้องใช้เงินในการวิ่งเต้น นอกจากนี้ มีอยู่วันหนึ่งเจ้าคณะรูปหนึ่ง จะเดินทางไปต่างประเทศ​ก็ต้องไปแลกเงินต่างประเทศเพื่อใส่ซองให้อีก...เรื่องแบบนี้เหมือนกันหมด การซื้อขายตำแหน่งในวงการผ้าเหลือง เป็นเรื่องจริงล้านเปอร์เซ็นต์" ผู้การวิสุทธิ์ ลากเสียงยาว อย่างมั่นใจ

และเมื่อถามว่า ทำเลทองในวงการสงฆ์ นี่มองอย่างไร หมอมโน ระบุว่า ตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และวัดดัง เช่น สระบุรี และวัดดังในภาคกลาง เพราะเวลาจัดงานใหญ่ๆ จะมีการนิมนต์พระดังๆ หรือพระราชาคณะ มาร่วม ซึ่งกิจนิมนต์แต่ละครั้งจะได้เงินประมาณ 50,000 บาท

พระมั่วสีกา ถูกจับได้มีให้เห็นบ่อยครั้ง

หากได้เป็นใหญ่เป็นโตในวัดแล้ว เช่น เจ้าอาวาส ก็จะมีอำนาจในการดูแลทั้งวัด เรื่องนี้ อดีตนายตำรวจชื่อดัง มองว่า หากเป็นพระระดับสูง ก็จะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มากมาย

"คนที่จะสามารถทุจริตได้ จำเป็นต้องเป็นระดับสูง หรือตำแหน่งหลัก หากยังไม่ใช่..ก็ต้องพยายามวิ่งเต้นเพื่อให้ได้มา บางคนคุณสมบัติพร้อม ทั้งอาวุโส และความรู้ แต่ก็ต้องวิ่งเต้นเพื่อให้ได้ตำแหน่งนั้นโดยเร็ว พระบางรูป เป็นเจ้าอาวาสแล้วก็อาจจะรู้สึกว่าเล็กไป ก็ต้องวิ่งขึ้นไปอีก เพื่อกินในระดับเจ้าคณะ อำเภอ หรือจังหวัด หรือไประดับภาค เหมือนกับตำรวจ เป็นผู้กำกับก็กินได้แค่โรงพักเดียว"

ส่วนเงินที่จะได้ พระบางรูปนั้น มีวาทะในการเทศนา เป็นพระชื่อดัง ดังนั้น จึงมีเงินไหลเข้ามามาก ชาวบ้านศรัทธา กิจนิมนต์ก็มาก เงินจึงเข้ามาหาท่านโดยตรง พระบางรูปมีตำแหน่งคุมวัด เงินก็เข้ามาจากกิจของสงฆ์มากมาย ทั้งงานศพ งานบวช ค่าเช่าที่ดินวัด ตู้รับบริจาคมีมากมาย ถามว่าใครเป็นคนถือกุญแจตู้บริจาค วันดีคืนดี เงินในตู้หายไปครึ่งหนึ่งใครจะเป็นคนตรวจสอบ พระบางรูปมีชื่อเสียง รับกิจนิมนต์ครั้งละเป็นแสนบาท ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการวิ่งเต้นเพื่อแสวงหาสมณศักดิ์

เรื่องนี้ นพ.มโน อดีตศิษยานุศิษย์วัดดัง กล่าวว่า การจ่ายสินบน จะจ่ายให้พระชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ในตำแหน่ง "สามารถให้คุณให้โทษ" ได้ บางครั้งก็ไม่ได้ให้เป็นเงิน เพราะรู้ว่ารสนิยมพระบางรูปชอบวัตถุอย่างอื่น เช่น รสนิยมชอบรถเบนซ์ โดยเฉพาะรถรุ่นเก่า รสนิยมชอบรถสปอร์ต เช่น ปอร์เช่ เฟอร์รารี่ พระบางรูปก็อาจจะชอบรถ ซีตรอง ซึ่งตรงนี้มีลูกศิษย์วัดบางคนอาศัยอยู่ที่เบลเยียม สามารถซื้ออะไหล่มาให้ได้

เมื่อถามว่า เท่าที่ได้ยินมา การจ่ายสินบนเพื่อซื้อสมณศักดิ์ มากที่สุด นพ.มโน อ้างว่า "มีอยู่คนหนึ่งใช้เงินเยอะมาก และหลายครั้ง หากเป็นเงินก็ประมาณหลายสิบล้านบาท มีการหล่อพระเป็นทองคำ น้ำหนักประมาณ 1 ตัน และทุกๆ วันเกิดก็จะมีการนิมนต์มา พร้อมให้เงินอีกประมาณ 5 ล้านบาท.."

"การมอบสินบนเหล่านี้ มีส่วนช่วยในคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ เพราะพระบางรูปถูกร้องเรียน มีคดี แต่เมื่อถึงเวลาตัดสิน กลับไม่มีความคืบหน้า เพราะมีพระผู้ใหญ่บางรูปคอยช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม พระระดับสูงบางรูปที่เลื่อนชั้นก็มาจากความสามารถ บทบาทหน้าที่ช่วยเหลือสังคม แต่ในภาพรวมนั้น ส่วนตัวเชื่อว่ามีการใช้เงินในการช่วยเลื่อนสมณศักดิ์เสียเป็นส่วนใหญ่" หมอมโน กล่าวอ้าง..

ผู้การวิสุทธิ์ เชื่อว่า อารมณ์มนุษย์ห่มเหลืองนั้น แตกต่างจากคนทั่วไป เพราะคนพวกนี้มีเวลาเยอะ ไม่มีเรื่องเครียด บางวัดไม่บิณฑบาตเพราะวัดรวย ไม่ค่อยทำวัตร เมื่อมีเวลา อารมณ์เปลี่ยวก็เกิดขึ้นได้ เราจึงเห็นข่าวพระมั่วสีกา เปลี่ยนชุดไปเที่ยว

"พระไม่ได้ลอยมาจากบนฟ้า เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา บางครั้งจึงเกิดกิเลส พระที่แท้จริง เขาจะไม่ค่อยยุ่งการเมือง หรือต่อต้านอะไร พระที่แท้จริงเขาจะหนีประชาชน ไปอยู่ตามป่าเขา เพราะสละแล้วซึ่งกิเลส แต่นี่ไม่ใช่ พระอยากอยู่วัดใหญ่ๆ แบบนี้หรือพระ" อดีตตำรวจ กล่าว 

ด้าน นพ.มโน กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ตนรู้สึกว่า ควรจะทำมานานแล้ว เพราะที่ผ่านมา ไม่มีการตรวจสอบในมหาเถรสมาคม (มส.) สิ่งที่ควรทำคือ ประชาชนทุกคนควรจะมีส่วนร่วมในการพิจารณา แต่ไม่ควรให้พระรูปใดรูปหนึ่งเป็นผู้พิจารณาเลื่อนชั้น เลื่อนตำแหน่ง พุทธบริษัทควรจะมีส่วนร่วม

"ส่วนตัวผมอยากเห็นการปฏิรูปวงการพระพุทธศาสนา พระธรรมวินัยเป็นสิ่งที่ดี และทำให้ศาสนาพุทธอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน แต่..พ.ร.บ.สงฆ์ 2505 เป็นกฎหมายที่มีปัญหา เพราะไม่มีการตรวจสอบเลย เจ้าอาวาส คือ พระราชาในวัดของตัวเอง ท่านสามารถทำอะไรก็ได้..."

ขณะที่ ผู้การวิสุทธิ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า..ประเทศไทยยึดถืออยู่ 3 หลักใหญ่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ในความคิดของตนเชื่อว่า ศาสนา ไม่มีทางต่ำลง หรือเสื่อมลง สิ่งที่ต่ำลงคือ "มนุษย์ห่มเหลือง" เพราะนี่คือเรื่องส่วนบุคคล แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังนับถือศาสนาพุทธอยู่ สังเกตจากคืนก่อน (วันวิสาขบูชา) มีการเวียนเทียน คนก็ยังทำศาสนกิจเหมือนเดิม

แม้ที่ผ่านมา จะมีการพูดถึงการจ่ายสินบนเพื่อซื้อสมณศักดิ์ แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ยากตรวจสอบว่าเรื่องนี้เกิดจริงหรือไม่ คงต้องหวังเจ้าหน้าที่บ้านเมือง และผู้ที่ทำงานด้านพุทธศาสนามาร่วมกันตีแผ่ความจริง เพื่อป้องกันไม่ให้เหลือบไรมาใช้ผ้าเหลืองหากินกับความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนอีกต่อไป

 

ที่มา :  ไทยรัฐ : 31 พฤษภาคม 2561

 

ตามเจ้าคุณเอื้อน !

ศาลไม่ให้ประกันอดีตเจ้าคุณธงชัย

ต้องสึกและฝากขังไปตามระเบียบ

 

 

THE LAST SCENE OF JK.THONGCHAI

 








 





 




 

 

ที่มา : แนวหน้า-ผู้จัดการ : 30 พฤษภาคม 2561

 

ไม่มีเปรียญ เป็นเจ้าคุณได้ไง !

ถามคุณสมบัติเจ้าคุณจำนงค์-ธงชัย

ทำไมได้เป็นใหญ่เป็นโตในวงการสงฆ์

 


 

มหาสายชลได้เป็นภาค 1 อย่างไร

จริงหรือไม่ ที่เขาเล่าว่า ได้เพราะเป็นหลานสมเด็จนิยม

ได้เลื่อนจากชั้นสามัญชั้นชั้นราชชั้นเทพไวสุดๆ มีผลงานอะไร

 

ตุ๊แป๊ะ พระมหาศาสนมุนี

มีคุณสมบัติเอกอุอย่างไร ได้เจ้าคุณก่อน ป.9 วัดปากน้ำ นับร้อยรูป

 

 

 

น้ำฝน อยู่นครปฐม

แต่ได้เป็นพระครูฐานานุกรมของเจ้าคุณเสนาะ วัดสระเกศ ได้อย่างไร

 

 

 

ว.ตอแหล

อ้างว่า ในวัง มีรับสั่งให้ไปรับตำแหน่งจากสมเด็จช่วง

จริงหรือไม่ วังไหน ใครสั่ง ?

 

ยังอีกเยอะ ถ้ารื้อกันจริงๆ ทั่วประเทศ มากกว่าเงินทอนซะอีก

 

 

อา..แสดงว่าไม่เคยได้ยินวลีที่ว่า "วัดสมเด็จโน้น ได้ทุกปี ปีนี้ได้อีกแล้ว เหลือแต่หมากับแมวที่ยังไม่ได้เป็น.." แต่..แต่อย่าลืมว่า ทุกตำแหน่งในคณะสงฆ์นั้น ล้วนแต่ผ่านการพิจารณาอนุมัติโดยมหาเถรสมาคม หรือ มส. ซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธาน และผ่านการลงพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรียกว่าครบถ้วนกระบวนการทางกฎหมาย

ถ้าจะตั้งคำถามว่า ผู้ได้รับการแต่งตั้งนั้นผิด ก็ต้องผิดทั้งกระบวนการ หมายถึงกระบวนการพิจารณาของ มส. ว่าผิดพลาดบกพร่องอย่างไร ทำไมปล่อยไก่กันเต็มเมือง เป็นเรื่องที่พระเณรเถรชีเขาพะอืดพะอมกันมานมนาน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะขืนพูดไปก็ "โดนกลั่นแกล้ง" ผู้ที่อยากจะเป็นต้องหัด "พูดหวาน ขานเพราะ" เพียงอย่างเดียว

และถ้าจะสอบเส้นทางการได้สมณศักดิ์ของพระชั้นพรหมทั้งสามรูป ก็น่าจะสืบเป็น "รายวัด" ไปด้วย ว่าวัดไหนได้มากที่สุด ได้ทุกปี แถมยังมีการขอ "โควต้ากลาง" มาโปะวัดตัวเองอีก สอบด้วยว่า กรรมการ มส. รูปไหน มีรถใช้กี่คัน แต่ละคันได้มาอย่างไร ฯลฯ

จะบอกว่า กรณีเงินทอนวัด มาถึงจุดสำคัญที่สุดแล้ว นั่นคือเรื่อง..สมณศักดิ์

เป็นประเด็นสำคัญที่สุด เป็นจุดอันตรายระดับ "คอขาดบาดตาย" ในพระศาสนา เพราะว่า "พัดยศ" สามารถเสกหมาให้เป็นเทวดาได้ในพริบตา บังเอิญว่าหมาไทยสมัยนี้มีเงินด้วยซี ดูสิวัดไหนได้เจ้าคุณ "ทีละสี่" ยิ่งทำบุญมากก็ยิ่งได้เจ้าคุณมาก หรือว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง แม้กระทั่ง..สมณศักดิ์

 

 

 

สอบเส้นทางสมณศักดิ์ 3 เจ้าคุณพรหม

ชุดสืบสวน กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบประวัติของพระชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 3 รูป เพื่อประมวลข้อมูลเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมณศักดิ์และตำแหน่งทางการปกครองของสงฆ์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก่อนจะส่งมอบให้กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำเสนอต่อมหาเถระสมาคม (มส.) เพื่อเป็นข้อมูลในการประกอบการพิจารณาถึงความเหมาะสมในตำแหน่งของพระทั้ง 3 รูปด้วย ทั้งนี้ในเบื้องต้นชุดสืบสวนพบว่า พระพรหมสิทธิ และพระพรหมเมธี นั้นจบการศึกษาชั้นนักธรรมเอก แต่ไม่ได้เล่าเรียนบาลีหรือเปรียญธรรมมาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องแปลกในวงการสงฆ์ที่พระทั้ง 2 รูป ซึ่งไม่ได้จบเปรียญธรรมแม้แต่ประโยคเดียวแต่สามารถขึ้นมาถึงระดับรองสมเด็จพระราชาคณะในชั้นพรหมได้ ซึ่งเรียกได้ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนยิ่งไปกว่านั้นพระผู้ใหญ่ทั้งสองรูปยังมีอาวุโสน้อยมากหากเทียบกับพระสงฆ์รูปอื่นๆในมหานิกาย ต่างจากอดีตพระพรหมดิลกที่จบเปรียญธรรม 9 ประโยคซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

 

ที่มา : มติชน : 30 พฤษภาคม 2561

 

 

จับตา !

ใครจะมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคณะสงฆ์รูปใหม่

แทนเจ้าคุณธงชัยวัดสระเกศ

30 พฤษภาคมนี้ มีคำตอบ

 

 

พระพรหมวชิรญาณ (ประสฤษดิ์ เขมงฺกโร)

วัดยานนาวา กรรมการมหาเถรสมาคม

 

 

พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)

วัดประยุรวงศาวาส กรรมการมหาเถรสมาคม

 

ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องพิจารณาก็คือ ตำแหน่งต่างๆ ที่ว่างลง โดยเฉพาะ "ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ" ซึ่งมีภารกิจมากมาย โดยเฉพาะการพิจารณาเพื่ออนุมัติการเดินทางไปต่างประเทศ จะต้องผ่านสำนักงานแห่งนี้ ที่สำคัญก็คือ งานประชุมใหญ่&#