LAST UPDATE :   AUGUST : 13 : 2020 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

 

พศ. งัดข้อ ศตภ. !

สำนักพุทธยื่น มส. ตีความมติ ศตภ.

กรณีออกมติให้พระไปต่างประเทศช่วงโควิด

ผลก็คือ มส. เข้าข้าง พศ.

สั่งเบรค ศตภ. ห้ามไม่ให้ออกมติอีกต่อไป

 

 

 

 

อา..ถือว่าเป็นมวยรุ่นใหญ่ที่ไม่ได้ชมมานานหลายปี เรียกว่าเป็นศึกใหญ่ครั้งแรกในสมัยพระสังฆราชอัมพรก็ว่าได้ เมื่อสำนักพุทธฯ ซึ่งเป็นทั้งข้าราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการมหาเถรสมาคม ได้ส่งเรื่องแย้ง ศตภ. (ศูนย์ควบคุมพระภิกษุสามเณรไปต่างประเทศ) ไปให้มหาเถรสมาคมตัดสิน ผลปรากฏว่า มส. (มหาเถร) เห็นดีตาม พศ. สั่งห้าม ศตภ. ออกมติอีก ฉีกหน้ากันยับยู่ยี่เลย

คือดังว่า แต่เดิมนั้น มส. สั่งตั้ง "ศูนย์ควบคุมพระภิกษุสามเณรไปต่างประเทศ-ศตภ." ขึ้นมา เพื่อคัดกรองพระภิกษุสามเณรไปต่างประเทศ ครั้นมีโครงการอบรมพระธรรมทูตขึ้นมาในปี 2538 ก็สั่งแยกงานพระธรรมทูตออกจาก ศตภ. ให้พระธรรมทูตเดินเรื่องผ่าน มส. ได้โดยตรง โดยให้มีสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นหน่วยงานใหม่ ดูแลด้านนี้โดยเฉพาะ

การเดินทางไปต่างประเทศของพระเณรไทยจึงแยกออกเป็น 2 สาย สายพระธรรมทูตต้องผ่านสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ สายทั่วไป เช่น จะไปกิจนิมนต์ชั่วคราว ไปไหว้พระที่อินเดีย หรือสายอื่นใดที่มิใช่พระธรรมทูต ก็ให้ไปขึ้นต่อ ศตภ.

ปัจจุบัน ศตภ. มีสำนักงานอยู่ที่วัดสังเวชวิศยาราม และมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ ป.ธ.9) วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธาน

ส่วนสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศนั้น ปัจจุบันมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ประสฤษดิ์ เขมงฺกโร ป.ธ.3) วัดยานนาวา เป็นประธาน

 

 

 

ซ้าย : สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ประสฤษดิ์ เขมงฺกโร) วัดยานนาวา ประธานสำนักกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ขวา : สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยาราม ประธานศูนย์ควบคุมพระภิกษุสามเณรไปต่างประเทศ (ศตภ.)

 

แต่ก็มีความลักลั่นกันอีก คือว่า ถ้าสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ พิจารณารับคำร้อง (ทั้งเรื่องหนังสือเดินทางและวีซ่า) แล้ว ก็จะต้องนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่ออนุมัติเป็นด่านสุดท้าย (ผ่านไม่ผ่านก็อยู่ที่มหาเถรสมาคม)

ขณะที่ ศตภ. เมื่อผ่านมติแล้วก็เป็นอันสิ้นสุด ไม่ต้องส่งเรื่องผ่าน มส. อีกต่อไป แต่ ศตภ. จะส่งเรื่องไปสั่งให้สำนักพุทธฯ ออกหนังสือรับรองทั้งทำวีซ่าและพาสปอร์ตแก่พระเณรรูปนั้นๆ ได้โดยตรงเลย

เห็นไหมว่า หน่วยงานของ มส. ทั้งสองแห่ง มีแนวทางการทำงานที่แตกต่างกัน ทั้งๆ ที่มีเนื้องานเหมือนกัน และขึ้นตรงต่อ มส. เหมือนกัน มันก็แปลกแต่จริง

กรณีที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำเรื่อง ศตภ. ผ่านมติให้พระภิกษุสามเณรไปต่างประเทศ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ไปให้มหาเถรสมาคมพิจารณา จึงถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการนำมติ ศตภ. เข้า มส. แถมผลที่ออกมาปรากฏว่า มส. เห็นด้วยกับ พศ. คือสั่งระงับมติของ ศตภ. ให้ตกไป

ถึงแม้ ศตภ. จะอ้อมแอ้มอ้างว่า มติที่ออกไปนั้น แค่ให้พระเณรไปทำพาสปอร์ต ยังไม่ได้ให้ไปต่างประเทศ ดังนี้ก็ตาม แต่ พศ. ก็แย้งว่า แล้วถ้าพระเณรที่มีวีซ่าอยู่ก่อนแล้ว เอามติ ศตภ. ครั้งนี้ไปทำพาสปอร์ต ก็จะสามารถไปต่างประเทศได้ (ทำนองลักไก่) ดังนั้น จึงถือว่าไม่ปลอดภัยสำหรับ มส. ที่ต้องเข้มงวดการเดินทางของพระเณรไทยในช่วงนี้ เถียงแบบนี้ทาง ศตภ. ก็สู้ไม่ได้ และสุดท้าย มส. ก็ถือหาง พศ. สั่งให้มติ ศตภ. ตกไปต่อหน้าต่อตามสมเด็จสนิทที่นั่งประชุมอยู่ใน มส. ครั้งนี้ด้วย

กรรมการสนามมวยลุมพินีชี้ว่า ผลการชกครั้งนี้ พศ. ชนะขาดลอย ส่วน ศตภ. ของสมเด็จสนิทนั้น "หลับสนิทศิษย์หามลง" เพราะคงมิใช่แค่มติครั้งนี้ที่ไม่ผ่าน แต่อาจจะถึงกับ "ปิดห้องประชุม ศตภ. วัดสังเวช" ไปอีกนาน เพราะถูก มส. ห้ามออกมติให้พระไทยไปต่างประเทศ ก็เท่ากับ "ห้ามประชุม ศตภ." จนกว่าจะยกเลิกมติดังกล่าว ตกงานกันเป็นแถวเลย คณะกรรมการ ศตภ. ชุดนี้

แต่ว่าปัญหามันมิได้จำกัดวงอยู่เพียงแค่ "เมืองไทย" เท่านั้น เพราะมติ มส. ที่ออกมาครั้งนี้ มีผลกับพระไทยทั่วโลก ทั้งที่ไปปฏิบัติศาสนกิจชั่วคราว (ไม่เกิน 6 เดือน และส่วนใหญ่กลับไทยแล้ว) ทั้งที่ไปเป็นพระธรรมทูตอยู่ต่างประเทศนานหลาย ไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3 มีตำแหน่งในต่างแดน เช่นเป็นเจ้าอาวาส และถือกรีนคาร์ดของต่างประเทศ สามารถเข้าออกได้ตลอดเวลา ถ้าพระธรรมทูตมีกิจสำคัญเร่งด่วนต้องเดินทางกลับประเทศไทย ก็จะตกอยู่ในฐานะ "เข้าได้ แต่ออกไม่ได้" เพราะติดมติ มส. ดังกล่าว

คือถ้ามหาเถรสมาคม ไม่ยอมให้พระไทยต่ออายุหนังสือเดินทาง ก็จะทำให้พระธรรมทูตไทยในต่างประเทศ "เดินทางไม่ได้" เพราะหนังสือเดินทางมีไว้สำหรับเดินทางไปต่างประเทศ ส่วนวีซ่านั้นมีไว้สำหรับผ่านด่านเข้าประเทศ รวมทั้งพระธรรมทูตที่มีธุระจะเดินทางกลับไทยในช่วงนี้ ก็จะเดินทางกลับออกนอกประเทศไม่ได้ เพราะ มส. ห้ามไม่ให้พระไทยไปต่างประเทศ ไม่ว่ากรณีใดๆ

มติ มส. ที่ออกมา จึงถือว่าไม่รอบคอบ ไม่รัดกุม ตีขลุมมั่วไปหมด ไม่ว่าพระเณรไทยอยู่ในสถานะไหนก็ห้ามตะพึด ไม่มีการจำแนกแยกแยะว่า ประเภทไหนสมควรได้รับการผ่อนปรน ประเภทไหนที่ห้ามไม่ให้ไปโดยเด็ดขาด ถือว่าขาดเหตุผลอย่างตื้นเขินเลย ดูแต่รัฐบาลไทย แม้จะมีมาตรการกักกันผู้เดินทาง "เข้า-ออก" ประเทศ แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นไว้หลายประเภท นั่นแสดงว่าเข้าใจและทำงานเป็น

กรณีที่ ศตภ. ชี้แจงว่า มติที่ออกมานั้น เพียงแค่ให้ต่อพาสปอร์ต ยังมิได้ให้ทำวีซ่า แต่การทำวีซ่ากับพาสปอร์ตก็ใช้มติเดียวกันนั่นแหละ มันจึงสุ่มเสี่ยงต่อการเลี่ยงบาลี แต่ถ้าระบุว่า "สำหรับการต่อพาสปอร์ตสำหรับพระธรรมทูต หรือพระไทยที่มีตำแหน่งในต่างประเทศเท่านั้น" แบบนี้ มส. ก็ควรรับฟังและพิจารณาเป็นรายๆ ไป มิใช่ตีตกทั้งมติ ทั้งพวกที่ไปอยู่นานและพวกที่ไปชั่วคราว

มติ มส. ที่ออกมาครั้งล่าสุด จึงมิใช่แค่ "ห้ามพระไทยไปต่างประเทศ" เท่านั้น แต่ยัง "ห้ามพระไทยในต่างประเทศเข้าประเทศ" อีกด้วย เพราะถ้าเข้าแล้วออกไม่ได้ เขาจะเข้าไปทำไม หรือคิดว่าพระธรรมทูตเขาไม่จำเป็นต้องกลับไทยเลยในช่วงนี้

ก็นี่แหละ เวลาให้โอวาทอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ก็ปากหวาน "พวกท่านเป็นผู้เสียสละ เป็นหน่วยหน้ากล้าตายให้คณะสงฆ์ไทยในต่างประเทศ รู้ว่าพวกท่านอยู่ยากกินยาก แต่ต้องลำบากแทนพวกเรา ขอให้กำลังใจในการปฏิบัติศาสนกิจในต่างแดน" แต่พอมีปัญหาก็ไม่ช่วยแก้ไข แถมยังซ้ำเติมกันอีก  ออกมติตะพึด ไม่ถามไม่ไถ่กันซักคำ แบบนี้นี่เองกิจการพระศาสนามันถึงได้สาละวันเตี้ยลงทุกวัน เป็นพระนะ อย่าให้ณรงค์จูงจมูกสิครับ ท่านมหาเถร !

 

 

 

นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผอ.พศ.

ผู้ยื่นเรื่องห้ามพระไทยไปต่างประเทศทุกประเภท

 

 

มส.ย้ำมติ ยังไม่ให้พระ-เณรไปต่างประเทศ

โฆษก พศ. เผย ที่ประชุมมหาเถรสมาคม มีมติ ยังไม่ให้พระ-เณร เดินทางไปต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 63 นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. กล่าวว่า จากการประชุมมหาเถรสมาคม ได้มีการหารือถึงการเดินทางไปต่างประเทศของพระภิกษุสามเณร โดยทางสำนักงานคณะกรรมการศูนย์ควบคุมการไปต่างประเทศสำหรับพระภิกษุสามเณร (ศ.ต.ภ.) วัดสังเวชวิศยาราม ได้แจ้งมติที่ประชุม ศ.ต.ภ. เมื่อวันที่ 15 ก.ค. อนุมัติพระภิกษุสามเณร 48 รูป เดินทางไปต่างประเทศเพื่อนมัสการปูชนียวัตถุสถาน กิจนิมนต์ และช่วยปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมติ มส. และกฎหมายบ้านเมืองกำหนด ซึ่ง พศ. ได้มีหนังสือลงวันที่ 21 ก.ค. ถึง ศ.ต.ภ. เพื่อโปรดพิจารณา เนื่องจาก มส. ได้มีมติเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. เห็นชอบงดการเดินทางไปต่างประเทศสำหรับพระภิกษุสามเณรเป็นการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม ทาง ศ.ต.ภ. ได้ประชุมเมื่อวันที่ 1 ส.ค. แล้วมีมติว่า ให้สามารถดำเนินการออกหนังสือเดินทางได้ ส่วนการอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศนั้น ให้เป็นไปตามกฎหมายของทางราชการโดยเคร่งครัด

นายสิปป์บวร กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ หาก พศ. มีหนังสือแจ้งกรมการกงสุลให้ดำเนินการตามมติ ศ.ต.ภ. จะทำให้พระภิกษุสามเณรสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ และมติ มส. งดการเดินทางไปต่างประเทศสำหรับพระภิกษุสามเณรเป็นการชั่วคราว อาจไม่เป็นผล เพราะมติ มส. ไม่สามารถบังคับใช้กับหน่วยงานราชการภายนอกได้ ทาง พศ. จึงเห็นควรนำเสนอ มส. เพื่อพิจารณาว่าทาง พศ. จะทำหนังสือถึงกรมการกงสุล ตามมติ ศ.ต.ภ. ได้หรือไม่ โดยทาง มส. ได้พิจารณาและมีมติว่า ขณะนี้ทางรัฐบาลยังไม่ได้มีการปลดล๊อคการเดินทางออกนอกประเทศ และ มส. ยึดตามแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ดังนั้น มส. ยังคงไม่อนุญาตให้พระภิกษุสามเณรเดินทางไปต่างประเทศ

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 13 สิงหาคม 2563

 



 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 5 สิงหาคม 2563

 

พระธรรมทูตมรณภาพ

 

 

พระครูวิจิตรบุญสาร

วัดพุทธภาวนา ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า

 

 

พระราชธรรมวิเทศ (ประเสริฐ กวิสฺสโร) วัดพุทธานุสรณ์ แคลิฟอร์เนีย รองประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เดินทางไปเยี่ยมวัดพุทธภาวนา พบพระครูวิจิตรบุญสาร เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2562 นับเป็นครั้งสุดท้าย

 

ข่าวจากวัดพุทธภาวนา เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาด้า รายงานว่า เมื่อเวลา 08:30 น. ของวันที่ 11 กรกฎาคม 2563 พระครูวิจิตรบุญสาร (ไชโย ปุญฺญสาโร) นามสกุล เรืองฤทธิ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทธภาวนา เมืองลาสเวกัส ซึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล MOUNTAIN VIEW เมืองลาสเวกัส ได้ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบ ด้วยโรคชรา สิริอายุ 79 พรรษา 59

พระครูวิจิตรบุญสารนั้น เดิมเป็นชาวจังหวัดชลบุรี สังกัดวัดผาสุการาม อ.เมือง เข้าศึกษาในสำนักจิตตภาวัน ของท่านกิตติวุฑโฒ จบนักธรรมชั้นเอก จึงมีความชำนาญทางด้านการเทศน์มาก ท่านได้เข้ารับการอบรมพระธรรมทูต รุ่นที่ 4/2541 และเดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจ ในนามของวัดสุทธาวาส เมืองริเวอร์ไซด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ในสังกัดของพระวิเทศธรรมคุณ (ศักดิ์ชัย ฐิตเมโธ) รองประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะเดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจที่วัดพุทธภาวนา เมืองลาสเวกัส ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาเมื่อสุขภาพไม่เอื้ออำนวย จึงได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส จำวัดอยู่อย่างสงบ จนกระทั่งถึงแก่มรณภาพในวันนี้ นับเป็นพระธรรมทูตไทยที่ไปปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศอย่างยาวนาน จนกระทั่งถึงแก่มรณภาพในต่างแดนอีกรูปหนึ่ง ซึ่งหาได้ยาก

ด้านการบำเพ็ญกุศลศพพระครูวิจิตรบุญสารนั้น ทางคณะกรรมการวัดพุทธภาวนา คงจะได้ประสานงานกับทางสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เพื่อดำเนินการต่อไป

 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 11 กรกฎาคม 2563

 

ผลัดไม้ 3 หมู่บ้านศีลห้า

เจ้าคุณพิมพ์ส่งไม้ต่อเจ้าคุณแย้ม

อวยพร..ขอให้ไปจนถึงดวงดาว

 


 

สามประธานโครงการหมู่บ้านศีลห้า

(บน) สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ กทม.

(ล่างซ้าย) พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) วัดปทุมคงคา กทม.

(ล่างขวา) พระเทพศาสนาภิบาล (แย้ม กิตฺตินฺธโร) วัดไร่ขิง นครปฐม

 

 

 

อา..โครงการหมู่บ้านศีลห้านั้น ทราบว่าเริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 โดยเจ้าคุณพิมพ์ มัยดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 7 ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 ได้เดินทางไปยังจังหวัดลำพูน พบว่า ที่ตำบลนาทราย อำเภอลี้  ซึ่งมีวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ของครูบาวงศ์ ศิษย์เอกของครูบาศรีวิไชย นักบุญแห่งลานนาไทย เป็นศูนย์กลางนั้น มีหมู่บ้านจำนวน 10 หมู่บ้าน มีประชากรเรือนหมื่น  คนทั้งตำบลมีกติกาประหลาด คือ ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ดื่มสุราและยาเสพติดทุกชนิด ส่งผลให้ชุมชนใหญ่แห่งนี้ ไม่มีอาชญากรรม ทุกครอบครัวเรือนต้องเข้าวัดในทุกวันพระ ถือวันพระเป็นวันหยุดงาน ไม่ใช่วันอาทิตย์ตามที่ทางราชการกำหนด นับเป็นเรื่องแปลกของประเทศไทยที่ไม่หยุดวันอาทิตย์ แต่หยุดวันพระแทน

เจ้าคุณพิมพ์จึงนำเรื่องหมู่บ้านชาวเขาเหล่านั้นไปเรียน "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์-ช่วง" วัดปากน้ำ ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนเหนือและประธานคณะผู้ฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ถือเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง สมเด็จช่วงก็รับลูก สั่งตั้งโครงการหมู่บ้านศีลห้าขึ้นมา ให้เจ้าคุณพิมพ์เป็นประธานดำเนินการ ปรากฏว่าได้รับความนิยมมาก เพราะช่วงนั้นเป็น "ขาขึ้น" ของวัดปากน้ำ ใครๆ ก็อยากไปวัดปากน้ำ อยากร่วมงานหมู่บ้านศีลห้า พระสงฆ์ไทยทั่วประเทศเฮกันไปร่วมงานนี้ เพราะมีรางวัลเป็น "ยศ ทรัพย์ อำนาจ" รออยู่ตรงหน้า

เจ้าคุณพิมพ์ ต้นคิดนั้น ท่านได้รับปูนบำเหน็จเป็น "เจ้าคณะภาค 7" และเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระพรหมเสนาบดี รองสมเด็จ ขยับอีกเพียงขั้นเดียวก็สูงสุด คือสมเด็จ กรรมการที่เหลือก็พาเหรดกันติดยศเต็มบ่า ถึงกับมีคำกล่าวว่า สมัยนั้นไม่มีใครรักษาศีล 227 กันแล้ว ทุกคนหันไปรักษาศีลห้ากันหมด เพราะให้ผลตอบแทนทันตาเห็น จะบอกว่าโครงการหมู่บ้านศีลห้า "ป็อปปูล่าร์" มากที่สุด ในรอบร้อยปีของคณะสงฆ์ไทยก็ว่าได้ เพราะกระจายไปทั่วไทยและทั่วโลก แถมยังดึงเอาผลิตภัณฑ์ตำบลเข้ามาร่วม เหมือนสินค้าโอท็อป ทั้งช็อปทั้งรักษาศีลห้า แบบว่าได้ครบเครื่อง มีแม้กระทั่ง "นางรำ" จัดถวายประธานทุกนัด ไม่ต่างจากช้างเหยียบนา พระยาเหยียบเมือง

ต้นปี 2560 สมเด็จช่วงหมดอำนาจ เพราะรัฐบาลแก้ พรบ.คณะสงฆ์ เพื่อยกสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) วัดราชบพิธ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชแทน ต่อมาก็มีข่าวว่า สมเด็จวัดปากน้ำเอาโครงการหมู่บ้านศีลห้าไปถวายสังฆราชๆ ก็ถวายกลับคืน สมเด็จวัดปากน้ำจึงตั้งให้ "เจ้าคุณพิมพ์" เป็นประธานขับเคลื่อน ซึ่งก็ขับรถคันนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนี้ มีข่าวว่า "เจ้าคุณพิมพ์ขอลาออกจากตำแหน่งประธานขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านศีลห้า สาเหตุก็คือ อายุมาก เหนื่อย และมีตำแหน่งเป็นกรรมการ มส. จึงขอลาออก"

ฟังดูก็เหมือนจริง แต่ความจริงแล้ว ก็เห็นกันอยู่ว่า สมเด็จช่วงนั้น เวลานี้ไม่มีอำนาจวาสนา เพราะใจร้อนไปลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนเหนือเสียก่อน แถมยังพลาดจากตำแหน่งพระสังฆราชอีก หลังสุดก็หลุดจากกรรมการ มส. เหลือตำแหน่งสุดท้ายคือ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เท่านั้น

ทีนี้ว่า เมื่อโครงการหมู่บ้านศีลห้าเป็นของสมเด็จวัดปากน้ำ แต่เมื่อสมเด็จวัดปากน้ำไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษแก่ใคร ถามว่า ใครอยากจะไปช่วยงานวัดปากน้ำ ไปวัดราชบพิธหรือวัดยานนาวาไม่ดีกว่าหรือ ? ใครๆ ก็อยากไปทางด่วนกันทั้งนั้น

อย่าลืมว่า การทำงานในระบบข้าราชการคณะสงฆ์นั้น ต้องมีอำนาจ ไม่งั้นไม่มีใครรับสนองบัญชา เพราะว่าให้คุณให้โทษไม่ได้

นี่คือการเมืองในคณะสงฆ์ไทย มาเพราะการเมืองก็ไปเพราะการเมือง เป็นเรื่องธรรมดา

เจ้าคุณพิมพ์ก็เช่นกัน จะดันทุรังทำหมู่บ้านศีลห้าไปทำไมอีก ในเมื่อผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมไม่มีใครเขาเอาด้วย แม้จะพยายามเอาโครงการไปเป็นของมหาเถรสมาคม แต่ฝ่ายธรรมยุตเขาไม่เล่นด้วย ทุกวันนี้ธรรมยุตเขามีโครงการตั้งโรงทานช่วยโควิด ตามดำริสมเด็จพระสังฆราช และต่อยอดด้วยโครงการปลูกผักสวนครัว ดึงเอาคีย์แมนในสายมหานิกายไปร่วมอย่างหลากหลาย ไม่เว้นแม้แต่เจ้าคุณแย้มเอง

 

 

 

 

จากเอกสารข้างต้นนี้ ชี้ให้เห็นว่า ในบรรดาพระเจ้าคุณที่เข้าไปเป็นกรรมการหมู่บ้านศีลห้านั้น มีเจ้าคุณพิมพ์เป็นหัวหน้า รองลงมาก็คือเจ้าคุณแวว (พระเทพรัตนากร) เจ้าคณะจังหวัดอยุธยา มีเจ้าคุณประเทือง (พระเทพเสนาบดี) เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เป็นอันดับ 3 ส่วนเจ้าคุณแย้ม วัดไร่ขิงนั้น อยู่ในอันดับที่ 4 แต่ว่าวันนี้กลับกระโดดขึ้นไปเป็นอันดับหนึ่ง หักปากกาเซียนสะอื้นเลย

ตรงนี้มันน่าฉงน เพราะถ้าเป็นสมัยสมเด็จช่วงยังเรืองอำนาจ ก็แทบจะแย่งกันเป็นประธานและกรรมการหมู่บ้านศีลห้า เพราะอะไรก็ขี้เกียจจะพูด แต่ครั้นวันนี้ วันที่สมเด็จวัดปากน้ำสิ้นอำนาจวาสนาแล้ว จึงไม่มีใครแย่งกันเป็นอีกต่อไป ดังนั้น การที่เจ้าคุณแย้มได้ตำแหน่งมา จึงถือว่าเป็นความยินยอมพร้อมใจของทุกฝ่าย ไม่มีใครอิจฉา แต่น่าจะเป็นทุกขลาภด้วยซ้ำไป

 

 

เจ้าคุณแย้มเสี่ยงบารมี

 

ปัญหาจึงมีว่า เจ้าคุณแย้มรับตำแหน่งไปทำไม ในเมื่อมันไม่มีผลต่ออนาคต ? ตอบแบบฝรั่งก็น่าจะเป็นว่า The show must go on คือต้องเดินกันต่อไป เพราะไหนๆ ก็ร่วมงานด้วยกันมานาน จะทิ้งกันกลางคันมันก็กระไรอยู่ หนังชีวิตจึงต้องดูกันยาว ว่าใครเพื่อนกิน ใครเพื่อนตาย และใครที่เพื่อนยังไม่ตายก็ทรยศแทงกันข้างหลัง มันมีให้เห็นทุกยุคสมัย

ส่วนหนึ่งก็เชื่อว่า น่าจะมาจากความเกรงใจในผู้ใหญ่ และไหนๆ ก็ไหนๆ ในเมื่อก็ได้ร่วมหัวจมท้ายมาด้วยกันแล้ว เมื่อไม่มีใครเอา เจ้าคุณแย้มจึงขออาสาออกศึกครั้งนี้เอง ถึงจะตายก็คงไม่เสียดายชีวิต เพราะที่ได้มาทุกวันนี้ก็เหลือเฟือแล้ว

สาเหตุหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นแรงดลใจให้ "เจ้าคุณแย้ม" รับตำแหน่งสืบต่อจากเจ้าคุณพิมพ์ ก็คือ ได้แนวทางการทำงานมาจาก "หลวงพ่อปัญญา-พระอุบาลีคุณูปมาจารย์" อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง ผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งสมัยหลวงพ่อปัญญายังครองวัดไร่ขิงอยู่นั้น วัดนี้เป็นที่พึ่งของพระเณรเถรชีทั่วประเทศ โดยเฉพาะพระเณรที่เรียนหนังสือแต่ไม่มีทุนทรัพย์ หมดหนทางไป ถ้าไปวัดไร่ขิงแล้ว ไม่มีคำว่าผิดหวัง และยังเป็นตำนานเล่าขานกันถึงปัจจุบัน

ทีนี้ เมื่อดูโปรไฟล์ของเจ้าคุณแย้มบ้าง ก็จะทราบว่า ท่านเป็นเพียงนักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม 3 ประโยค ซึ่งก็ถือว่าไม่สูงนักสำหรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง และตำแหน่งทางการปกครองอื่นๆ

แต่คุณสมบัติก็ยังไม่สำคัญเท่ากับ "ผลงาน" เพราะถ้าสร้างผลงานดี คุณสมบัติจะตกเป็นรองทันที และเจ้าคุณแย้มยังโชคดีมหาศาล เพราะมีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง ซึ่งเป็นวัดที่มีฐานะทางการเงินในระดับประเทศ ถ้าใช้เงินเป็น ก็จะสามารถสร้างงานได้มหาศาล อยู่ที่ว่าจะกล้าหรือไม่เท่านั้น โบราณว่า ฆ่าช้าง อย่าเสียดายเกลือ

 


 

หลายปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า เจ้าคุณแย้ม เดินตามรอยหลวงพ่อปัญญา เปิดวัดไร่ขิงให้เป็นสถานที่อบรมสัมมนา รองรับงานคณะสงฆ์ระดับประเทศ อย่างต่อเนื่อง แบบว่าถ้าพระมหานิกายไม่สะดวกใจไปพุทธมณฑล ก็นิมนต์ไปวัดไร่ขิงแทน ประมาณนั้น

แนวนโยบาย "หลวงพ่อมีแต่ให้" ของเจ้าคุณแย้มนี่แหละ ที่ถือว่ามาถูกทาง เพราะคณะสงฆ์ในยุคปัจจุบัน ล้วนมีปัญหาว่าด้วยการเงิน เงินหลวงถูกตัด เงินวัดถูกดอง จะหาวัดใหญ่ใจป้ำเหมือนวัดไร่ขิงก็มีไม่มาก ถ้าเทียบกับวัดโสธรแล้ว หลวงพ่อไร่ขิงก็คงตัวเล็กว่าเหมือนเด็กกับผู้ใหญ่ แต่ภาพที่ปรากฏกลับกลายเป็นว่า วัดไร่ขิงถึงตัวจะเล็ก แต่ใจใหญ่กว่าวัดโสธร มันก็ไม่แน่เสมอไปว่าใครจะใหญ่กว่าใคร เพราะถ้ามีแต่ไม่ใช้ ก็เท่ากับว่าไม่มี

 



 

ผลงานที่ผ่านมา การันตีได้ว่า วัดไร่ขิงสนองงานคณะสงฆ์ได้ยอดเยี่ยม ไม่มีบกพร่อง มีแต่เหลือกับเหลือ แต่ก็ดังว่า ตำแหน่งประธานโครงการหมู่บ้านศีลห้านั้น แรกนั้นสมเด็จช่วงท่านเป็นเอง ต่อมาก็ยกให้เจ้าคุณพิมพ์ รองสมเด็จฯ ครั้นวันนี้ ตกมาถึงเจ้าคุณแย้ม แค่ชั้นเทพ มันย่อมมองเห็นถึงความ "ถดถอย" ของโครงการ อย่างเห็นได้ชัด ถึงเจ้าคุณแย้มจะทุ่มสุดตัว ก็ใช่ว่าจะเข็นให้วิ่งฉลุยเหมือนปี 57-60 ได้เหมือนเดิมไม่

 

 

เจ้าคุณแย้มจึงต้องทำใจ เหมือนรับโครงการไว้เป็นที่จอดหลบมรสุม รอวันหาโกดังเก็บระยะยาว เพราะถ้าพ้นมือเจ้าคุณแย้มไปแล้ว คงเหลือเพียง "พระครู" กระมัง ที่จะรับเป็นประธานโครงการหมู่บ้านศีลห้า

ตำแหน่งใหม่ของเจ้าคุณแย้ม จึงถือว่า "ท้าทายความสามารถ" เป็นอย่างยิ่ง ถึงจะตั้งใจดี หรือมีความทุ่มเทเสียสละเพียงใด แต่ในเมื่อผู้ใหญ่ไม่เอาเสียแล้ว มันก็คงแสนเข็ญ เป็นสัจธรรมที่ต้องทำใจ

 

 

ตั้งเจ้าคุณแย้มเป็นประธานกรรมการหมู่บ้านศีลห้า

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ลงนามตั้ง "เจ้าคุณแย้ม" ประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์หมู่บ้านศีล 5

เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2563 สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่ปรึกษามหาเถรสมาคม ในฐานะประธานอำนวยการโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมู่บ้านรักษาศีล 5" ได้ลงนามในประกาศแต่งตั้ง ประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมู่บ้านรักษาศีล 5" (ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี) ส่วนกลาง ระบุว่า 

ตามที่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานกรรมการ มส. ทรงมีพระบัญชาแต่งตั้งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นประธานอำนวยการโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมู่บ้านรักษาศีล 5" เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2560 และการดำเนินโครงการฯ ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนั้น 

บัดนี้ ประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ ส่วนกลาง ขอลาออก เป็นเหตุให้ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง สมควรแต่งตั้งประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ ส่วนกลางรูปใหม่ อาศัยอำนาจตามความในข้อ 7 (4) แห่งระเบียบ มส. ว่าด้วยการดำเนินงานโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 พ.ศ.2557 จึงแต่งตั้งให้ พระเทพศาสนาภิบาล (แย้ม กิตฺตินฺธโร) เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง รองเจ้าคณะ จ.นครปฐม รองประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ ส่วนกลาง ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ ส่วนกลาง ตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย.2563 เป็นตันไป

พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา กรรมการ มส. ในฐานะอดีตประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ ส่วนกลาง กล่าวว่า ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว และไปเป็นที่ปรึกษาโครงการฯแทน เพราะอายุมากขึ้น ที่สำคัญยังได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯเป็นกรรมการ มส. ทำให้ไม่มีเวลาในการลงพื้นที่ อีกทั้งตนเป็นประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ ส่วนกลาง มา 7 ปีแล้ว ถึงเวลาที่จะเปิดโอกาสให้พระสงฆ์รุ่นใหม่เข้ามาทำงานบ้าง ซึ่งพระเทพศาสนาภิบาล มีความเข้าใจงานหมู่บ้านศีล 5 เป็นอย่างดี

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 4 กรกฎาคม 2563

 

แฉซ้ำสุจินต์

กินบนเรือน ขี้บนหลังคา

รับปริญญาจาก มจร-มมร ไปจนล้นบ้าน

แต่ภายหลังกลับบอกว่า

พระรับปริญญาผิดพระธรรมวินัย

พระอานนท์ไม่เคยเรียนจบด๊อกเตอร์ เอ้อเฮอ..!

 

 

"อีเอ๋อ"

สุจินต์ กับฉายาใหม่ ที่พระไทยทั่วประเทศตั้งให้

 

เคยไปรับปริญญา "ด๊อกเตอร์ดุษฎี" จากมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง คือมหามกุฏราชวิทยาลัย ของสมเด็จพระสังฆราชอัมพร และมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ของพระพรหมบัณฑิต (ประยูร) ตอนนั้นก็ชื่นชมมหาวิทยาลัยสงฆ์ว่าดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ นี่คือการนำเอาเกียรติคุณของมหาวิทยาลัยสงฆ์มาเสริมสวยให้แก่ตนเอง

แต่วันนี้สุจินต์สมองกลับ กลับออกมาบอกว่า "พระ ดร. พระรับปริญญา บวชทำไม ท่านพระอานนท์เป็น ดร. เรียนทางโลกไหม บวชเพื่อสละ ละทุกสิ่งเพื่อดับกิเลส พระภิกษุเรียนวิชาทางโลก เพื่อได้ ไม่ใช่เพื่อละ วิกฤตพระพุทธศาสนา"

นั่นแสดงว่า นังคนนี้เป็นคนสับปลับ กินบนเรือนขี้บนหลังคา ตอนตัวเองได้ดีก็ยกย่องมหาวิทยาลัยสงฆ์ แต่ตอนหลังกลับเนรคุณ ออกมาปรามาสว่า การศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งวัดผลสูงสุดที่ "ด๊อกเตอร์" นั้น มิใช่หน้าที่ของนักบวช ยกเอาพระอานนท์มาเป็นตัวอย่าง สร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง เป็นวาทกรรมอำพรางระดับลวงโลก เพราะวันนี้ "เพจดัง-จีวร" ได้นำเอาภาพการรับปริญญาจากพระของ "นังตอแหล" มาแฉให้ชาวโลกเห็นถึงความโสมมภายในจิตใจของนักอภิธรรมที่ชื่อ "สุจินต์ บริหารวนเขตต์" Take a look

 

 

2545

รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มจร.

สุจินต์การันตีว่า "ดีค่ะ ถูกต้องตามพระธรรมวินัยทุกประการค่ะ"

 

 

 

2551

รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มมร.

สุจินต์การันตีว่า "ดีค่ะ ถูกต้องตามพระธรรมวินัยทุกประการค่ะ"

 

 

2563

สุจินต์ออกมาโจมตีพระรับปริญญาว่าไม่ถูกต้อง

 

เห็นภาพ 1-2-3 ของนางคนนี้แล้ว พูดได้คำเดียวว่า

"อีบ้า"

พระพุทธศาสนาจะวิกฤติก็ตรงที่มึงสับปลับนี่แหละ

มิใช่เพราะพระรับปริญญาหรอก จะบอกให้

 

 

สุจินต์ VS วอ ใครตอแหลกว่าใคร ?

 

 

"ยศ ทรัพย์ อำนาจ ไม่คู่ควรแก่สมณะ"

 

 

พลิกมุมคิด ให้ชีวิตไปต่อ = พลิกลิ้น ให้ชีวิตไปต่อ

 

 

ภาพ : เพจจีวร : 1 กรกฎาคม 2563

 

ส่องพฤติกรรม

"สุจินต์ บริหารวนเขตต์"

อริยะในผ้าลาย

ผู้กล้าหาญ "ชี้โทษ" พระเณรทั้งแผ่นดิน

Who is she and How is she ?

 

 

สุจินต์ นักศึกษาพระอภิธรรมจนช่ำชอง

 

แต่ก่อนก็สอนอภิธรรม แต่ภายหลังเปลี่ยนบทบาทเป็นกราดเกรี้ยว เหมือนประจำเดือนไม่มา หันมาด่าพระเณรทั่วประเทศ เปิดพระไตรปิฎกตรวจสอบองค์กรสงฆ์ คำก็ไม่ถูก สองคำก็ไม่ต้อง สามคำก็ไม่ใช่พระ สี่คำก็ไม่ใช่เณร ผิด ผิด ผิด และผิด ไม่มีถูกเลย พระสงฆ์ไทยไม่มีใครกล้าเถียง เพราะไม่มีใครได้บรรลุธรรมเป็นอรหันต์ ขนาดวัดป่าบ้านตาดของหลวงตาบัวก็เงียบ กลัวโดนด่าเรื่องหาทองคำไว้ในกุฏิจนไฟคลอกตาย สุจินต์เลยได้ใจ เอาใหญ่ ไล่เบี้ยแม้กระทั่งสามเณรรุ่นเหลน เป็นวีรเวรของ..สุจินต์

แต่โบราณก็สอนว่า ถ้าจะสอนใคร ก็ต้องทำตัวเองให้ได้ก่อน มิเช่นนั้นก็จะเข้าตำรา  "ไม่ล้างเท้าก่อนขึ้นธรรมาสน์" แม้ว่า "สุจินต์" จะมิใช่พระ แต่ถ้าจะอาจหาญสอนพระ ก็ต้องตรวจสอบ "พฤติกรรม" ของสุจินต์ ว่าเธอดีจริงหรือไม่ ถึงได้กล้าสอนพระ หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าดีจริง ก็อาจจะเข้าในข้อหา "มือถือสาก ปากถือศีล"

บทแรกที่ต้องตั้งคำถามก็คือ เรื่องการแต่งตัวของสุจินต์ ซึ่งปากก็อ้าง "เป็นนักแสดงธรรม" ซึ่งตามหลักการก็ควรต้องแสดงออกในทาง "สันโดษ" กินใช้ง่ายๆ แต่งเนื้อแต่งตัวก็ต้องง่ายๆ เหมือนพระภิกษุสามเณรซึ่งมีผ้าเพียง 3 ติดตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะกินจะเที่ยวก็..ชุดเดียวกัน ไม่มีพระเณรองค์ไหนสามารถใช้ "สีอื่น" นอกจากสีเหลืองหรือสีกรัก อันนับเข้าในสี "กาสาวะ" การเป็นพระเณรจึงต้องอยู่ในสี หรือ "เครื่องแบบของพระพุทธเจ้า" อยู่ตลอดเวลา ถือว่าไม่ง่ายที่ใครจะใช้เครื่องนุ่งห่มแบบนี้ตลอดชีวิต นี่ยังมินับเรื่องการกินการนอน ซึ่งพระเณรนั้นต้องพำนักอาศัยใน "วัด" ซึ่งเป็นที่อยู่รวมกัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของแบบถาวร คือต้องพร้อมที่จะย้ายที่นอนอยู่ตลอดเวลา แถมกินก็ต้องกินพร้อมกัน นอนก็ต้องนอนพร้อมกัน ตื่นก็ต้องตื่นพร้อมๆ กัน เป็นระเบียบปฏิบัติที่วัดทุกวัดจะมีมาตรฐานทั่วประเทศ การดำรงเพศของพระภิกษุสามเณร ไม่ว่าจะบวชตามประเพณี หรือบวชเพื่อพ้นทุกข์ก็ตาม ก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบนี้ทั้งสิ้น การจะบอกว่า "บวชเพื่อพ้นทุกข์" หรือไม่ จึงไม่สามารถจะตอบคำถามได้ เพราะบางทีผู้ที่บวชเพื่อมุ่งพ้นทุกข์ กลับไม่พบความหลุดพ้น บางคนประกาศ "บวชไม่สึก" แต่ก็เห็นสึกไปทุกราย แต่คนที่บวชตามประเพณีกลับปฏิบัติจนพ้นทุกข์ได้ แบบนี้ก็มีให้เห็น มันไม่แน่เสมอไป ขนาดในสมัยพุทธกาล ซึ่งเชื่อว่าแต่ละท่านที่มาบวชก็ล้วนแต่อยากพ้นทุกข์ แต่เพียงแค่ 45 พรรษา ปรากฏว่าสิกขาบทหรือข้อห้าม ถูกตั้งไว้มากมายหลายพันข้อ ถ้าสุจินต์เกิดทัน พระพุทธเจ้าก็คงจะถูกสุจินต์กล่าวหาว่า "หย่อนยาน" ไม่คัดคนก่อนบวช ปล่อยปละละเลย จนเกิดปัญหาให้ต้องตั้งพระวินัยขึ้นมามากมายจำไม่หวาดไม่ไหว หนทางเดียวที่น่าจะแก้ปัญหาพระศาสนาได้ก็คือ ตั้งให้สุจินต์สังฆราช ซึ่งอาจจะได้ "นิกายผ้าลาย" มาแทนผ้าเหลือง เชื่อหรือไม่ก็ขอได้โปรด..Take a look

 


 

 

แอ่นแอ๊น ! ดูกันเองนะฮะ พุทธศาสนิกชนทุกท่าน ดูพฤติกรรมจาก "เสื้อ-ผ้า-หน้า-ผม" ของ "คุณนายสุจินต์" นักอภิธรรมปากตะไกร แว้งกัดผ้าเหลืองทั่วประเทศ แต่พอดูที่ตัวของสุจินต์เอง ก็เห็นแต่ความรุ่มรวยหรูหรา เปลี่ยนเสื้อผ้าวันละชุด ปากก็ทาลิปสติกสีหวานๆ เป็นการประจานไปในตัวเธอเองนั่นแหละ ว่าพูดกับทำเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ?

ใครที่ได้เห็น "ประมวลภาพสุจินต์" นิดหน่อย (หนึ่งในร้อย) เหล่านี้แล้ว คงงงว่า นี่มันภาพของนักปฏิบัติธรรม-นักเผยแผ่ธรรม หรือว่าเป็นภาพของ "นางแบบ" โฆษณาขายผ้าหรือสินค้าแบรนด์เนมกันแน่ แน่จริงทำไมไม่โกนผมและใช้ผ้าบังสุกุลห่อศพ !

ถ้ามองให้ลึกไปกว่านั้น ก็คงจะมองออกว่า ที่บ้านของสุจินต์มีโกดังใส่เสื้อผ้ากางเกงผ้าพันคออยู่กี่รถสิบล้อ ซึ่งเธอคงไม่บอกนะว่าไปชักบังสุกุลเอามาจากป่าช้าวัดดอน เงินที่ไปเป่าหูสาวกได้มาน่ะเธอเอาไปจ่ายค่าอะไรมากที่สุด และในแต่ละวัน ก่อนเธอจะออกบ้านไปพ่นน้ำลายหากินด้วยการด่าพระเณรนั้น เธอต้องมองกระจกวันละกี่ครั้ง แต่ละครั้งมีใครคอย "คัดชุด-ปรับลุก" แต่งตัวให้ จนมั่นใจว่า "ไม่หวั่นแม้วันมามาก"

 

 

วาจาคำพูดส่องใจสุจินต์

 

 

 

พระอานนท์ไม่ได้เรียนจบด๊อกเตอร์

ถูกต้อง

และที่ถูกต้องด้วยก็คือ

พระอานนท์ไม่ได้เรียนพระอภิธรรมด้วย

 

เรื่องการศึกษา สุจินต์เธอยิงคำถามระดับปรมาณูว่า "พระด๊อกเตอร์ พระรับปริญญา บวชทำไม ท่านพระอานนท์เป็น ดร.เรียนทางโลกไหม" แหมพระด๊อกเตอร์ทั่วไทยได้ยินก็สะอึกซีฮะ ไม่กล้าสวนหมัดสุจินต์ เพราะเธออ้าง "พระอานนท์อัครสาวกไม่มีประวัติเรียนมหาลัยจนจบด๊อกเตอร์เลย" เอ้อเฮอ สุจินต์เธอยอดมาก ขนาด "พระมหาไพรวัลย์" ว่าที่ด๊อกเตอร์ก็ยังทนไม่ไหว ต้องออกมาออดอ้อน "โยมยายสุจินต์" ชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อม เพื่อขอจบ "ด๊อกเตอร์" ในอนาคต ถ้าขอไม่ได้ผล ทาง มจร. ก็คงไม่อนุมัติปริญญา

 

 

แต่สุจินต์เธอคงจะตกวิชาประวัติศาสตร์ศาสนาสมัยใหม่ เลยลืมไปว่า สมเด็จพระสังฆราชอัมพร เมื่อครั้งยังเป็น "พระมหาอัมพร" อยู่นั้น ท่านได้เดินทางไป "เรียนทางโลก" ที่มหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย จนจบปริญญาโท ก่อนจะมาเป็น "สมเด็จพระสังฆราชไทย" ในวันนี้ แบบนี้สุจินต์เธอไหว้ไม่ได้ใช่ไหม เพราะไม่ได้บวชเพื่อบรรลุ ปัจจุบันสมเด็จพระสังฆราชอัมพรก็ยังดำรงตำแหน่ง "นายกสภามหามกุฏราชวิทยาลัย" ซึ่งอธิการบดีก็เป็นพระในวัดราชบพิธเช่นกัน ถ้าเป็นของนอกศาสนาดังสุจินต์เธอว่า คงมิเป็นเดียรถีย์ทั้งวัดราชบพิธดอกหรือ ?

 

 

"รับปริญญาไม่น่าเลื่อมใส" สุจินต์ใส่หมัดสอง แต่พอมองไปในโปรไฟล์ของสุจินต์เอง ก็มีภาพปรากฏว่า วันที่ 11 ธันวาคม 2553 สุจินต์เธอ "รับเชิญ" ไปถวายความรู้ให้แก่พระภิกษุสามเณรที่ศึกษาอยู่ในมหามกุฎราชวิทยาลัย จนลืมไปว่า นั่นก็คือการสนับสนุนกิจกรรมการเป็น "ด๊อกเตอร์" ที่สุจินต์เธออ้างว่าพระอานนท์ไม่เคยเรียนมาก่อนนั่นเอง แบบนี้เขาเรียกว่า "สับปลับ" พูดอย่างทำอย่าง เวลาตัวเองไปทำก็ถูก แต่เวลาคนอื่นทำก็ผิด สุจินต์น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น "จิญจมานวิกา" ได้แล้ว เพราะตอแหลได้พอกัน

 

 

"ปริญญาเป็นยาพิษสำหรับพระเณรในพระพุทธศาสนา" สุจินต์เธอตั้งอภิปรัชญาไว้เช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นปริญญาระดับไหน มหาวิทยาลัยอะไร ก็ไม่เหมาะไม่ควรทั้งสิ้น รวมทั้งรางวัลต่างๆ นั้นด้วย มันของกระจอกนอกศาสนา ขนาดพระอานนท์ยังไม่เคยเรียน แล้วพระเณรรุ่นนี้จะเรียนไปทำไม มันก็ถูกของสุจินต์นะจ๊ะ

แต่พอมองไปที่ "โปรไฟล์" ของสุจินต์เอง กลับพบว่า ตัวเธอเองก็ใช่ย่อย เพราะวิ่งไล่ล่าโล่และปริญญามาสะสมไว้จนล้นตู้ แถมกลัวคนไม่รู้ เลยเอาไปขยาย "ความเดียรถีย์" ไว้ในประวัติของตัวเองประจานไปทั่วโลกอีก แก้ผ้ากลางลานวัดเห็น "ของลับ" หมดเลยสุจินต์เอ๋ย สมบัติเดียรถีย์เต็มบ้าน ยังมาอ้างเป็นพุทธบริสุทธิ์ เวลาตายคงจะเอาไปพิมพ์ในหนังสืองานศพด้วยละสิ เท่ห์เป็นบ้า

 

 

 

เณรเล่นเกม

ถูกสุจินต์ขับไล่ว่า บวชทำไม ไม่ควรบวช

 

สุจินต์เกิดปี 2469 อีกเพียง 5 ปีก็ครบ 100 ปี ถ้าเทียบกับภาพสามเณรที่นางคนนี้เอามาประจาน ก็คงเกินหลาน ประมาณเหลนหรือโหลนของเธอ ซึ่งเด็กๆ เหล่านี้ เข้ามาบวชเพื่อขัดเกลานิสัยหยาบๆ ของเด็กเป็นเบื้องต้น เหมือนคนเรียนภาษาก็ต้องเริ่มเรียนไวยากรณ์ก่อน แต่ยายสุจินต์กลับเกรี้ยวกราดตะบึงตะบอนใส่ ไล่สึกพ้นวัด เพียงแค่..เล่นเกม ผิดระดับปาราชิกเลยหรือ ?

ถามว่า ถ้าใครมีคุณย่าคุณยายปากร้ายไม่เลือกวัยแบบยายสุจินต์นี่ ลูกหลานเหลนโหลนจะดีใจไหมเอ่ย ? พระมหาไพรวัลย์ ถึงกับสวนกลับว่า "อายุมากแล้ว" ความหมายคือ ใกล้เข้าโลงแล้ว หาคนลากศพให้ได้ก่อนเถอะ เพราะพระเณรคงไม่มีใครไปเผายายคนนี้แน่ๆ ถ้ายังไม่เปลี่ยนสันดาน

 


 

สร้างโลโก้ต่อต้านพระเณร

งานหลักของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาของสุจินต์

 

ก็ตามประวัติว่า สุจินต์ เธอเรียนมาทางด้านพระอภิธรรม ซึ่งถือว่าเป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งถึงจิตใจ การพูดจาและสื่อสารอาการใดๆ ก็ตาม ก็เชื่อว่าควรจะละเอียดลึกซึ้งตามไปด้วย จะว่าอภิธรรมเป็นศาสตร์ผู้ดีในทางพระพุทธศาสนาก็ว่าได้

แต่สุจินต์กลับไม่มีคุณสมบัติผู้ดีเลยซักนิด แถมยังแพร่เชื้อแห่งความกักขฬะไปยัง "สาวก" หรือบริวารในมูลนิธิของเธอ ให้มองพระเณรเป็นเหมือนศัตรูหมู่มาร ระดมกันทำป้าย "ประจานพระ-เณร" อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ล้ำเส้นระหว่าง "ผ้าเหลือง-ผ้าลาย" ผิดวิสัยอุบาสิกาผู้ปรารถนาดีต่อพระสงฆ์องค์เณร

จึงต้องตั้งคำถามว่า "นี่สุจินต์ เธอจะช่วยหรือว่าทำลาย"

 



 

ปิดท้ายอีกหลายรูป ซึ่งแสดงให้เห็นถึง "พฤติกรรม" ของสุจินต์เอง ว่าเธอวางตัวอย่างไร ในฐานะ "ผู้ปฏิบัติและสอนธรรม" หรือว่าเธอทำตัวประหนึ่ง "พระสงฆ์" เสียเอง หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ทำตัวเหนือกว่าพระสงฆ์สามเณรเสียอีก ถ้าเทียบได้ก็คงใกล้ๆ กับ เชื้อพระวงศ์

หนึ่งภาพ แทน 1,000 คำพูด เห็นแล้วก็ต้องถอนใจ "เฮ้อ" สุจินต์ เธอไม่น่ามาเสียคนตอนแก่เลย

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 29 มิถุนายน 2563

 

เขียนน่าคิด

อุทัย มณี โพสต์ผ่านโพสต์ทูเดย์

อย่าใช้อำนาจกับพระเณร

หาไม่ ก็ไม่ควรมีมหาเถรสมาคม อีกต่อไป

เพราะรับใช้อำนาจรัฐเกินไป

จี้หาทางออกประชากรพระเณร

 

 

อย่าให้เงินและอำนาจทำลายพระธรรมวินัย

ช่วงนี้ใกล้สู่เทศกาลเข้าพรรษาและมีวันหยุดยาวหลายวัน ชาวพุทธเราหลายคนอาจมีความตั้งใจว่า ในห้วงเวลาเข้าพรรษาตลอด 3 เดือนนี้ อาจงดเหล้า งดเที่ยว งดกินเนื้อสัตว์ ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละคน และขออนุโมทนากับผู้มีความตั้งใจดี ส่วนผู้ที่ไม่ได้งดสิ่งต่างๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า ความเป็นพุทธ ในความมนุษย์จะห่างหายไปและเป็นคนไม่ดี

 

ช่วงหลายปีมานี้ พระพุทธศาสนาบ้านเรา คณะสงฆ์บ่นกันมากว่า ชาวพุทธเข้าวัดน้อยลง ชาวพุทธเริ่มห่างเหินจากวัด จะเข้าวัดก็เฉพาะมีพิธีกรรมสำคัญๆ วันสำคัญ ๆ เท่านั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ระบบการศึกษาเปลี่ยนไป ระบบความเชื่อเรื่องกรรม ระบบความเชื่อเรื่องจารีพประเพณีในบ้านเรา เปลี่ยนแปลงไปมาก

 

สังคมไทยส่วนใหญ่ไปให้ความสำคัญกับ "อำนาจและเงิน" และไปให้ความสำคัญกับ "คนมีอำนาจและคนมีเงิน" สุดท้าย อำนาจและเงินนั่นแล ทำลายสังคมและความเป็นตัวตนของคนไทย อยู่ร่ำไป

 

เสียดายว่า ระบบการศึกษาไทยก็ดี คณาจารย์ผู้เป็นหลักของชุมชน หลักของสังคมประเทศชาติก็ดี ล้วนถูก พายุทุนนิยม พายุแห่งอำนาจนิยม พัดพาไปสู่วงเวียนแห่งความ "ชั่วร้าย" นี้ บางคนก็ยืนหยัดต่อสู้ บางคนอดทนต่อสู้ได้..อันนี้น่ายกย่องและเชิดชู แต่ปัจจุบันหายากเต็มทน

 

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้คิดถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์ราชกาลที่ 9 อย่างจับใจ

 

เมื่อมองเข้าไปในสังคมพระสงฆ์..ปีศาจร้ายสองตัวนี้ก็ เข้ามากวนจิตใจ เข้ามาทำลายระบบ "พระธรรมวินัย ระบบจารีตประเพณีของคณะสงฆ์ไม่ต่างกัน"  พระสงฆ์ที่ปลีกวิเวก พระสงฆ์ที่ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้..น้อยเต็มทน

 

ปีศาลสองตัวนี้ ผมเชื่อว่า มีพระสงฆ์จำนวนมากปฏิเสธ..แต่ก็มีจำนวนไม่น้อย ลูกศิษย์และทางการนั่นแหละตัวดีคอยไปประเคนให้กับท่าน แล้วพระคุณเจ้าก็ติดกับกิเลสเหล่านี้..

 

ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับพระภิกษุต่างชาติหลายชาติ หลายรูปด้วยกัน ทุกรูปทุกคนระบุตรงกันว่า คณะสงฆ์ไทยติดกับดักอยู่ในอำนาจนิยม ติดกับดักอยู่กับกลไกลของรัฐ และสุดท้ายกลายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไปในที่สุด

 

หมายความว่า..รัฐบาลจะทำอะไร รัฐบาลอยากให้ทำอะไร คณะสงฆ์ไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย กลายเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ กลายเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐไป

 

ไม่ต้องมองอื่นไกล ยังเรื่องพระขับรถในต่างจังหวัดในถิ่นกันดาร ผู้เขียนเชื่อสนิทใจว่า ไม่ใช่ความต้องการของมหาเถรสมาคมที่จะให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกมติในนามมหาเถรสมาคมและทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กวดขันเรื่องนี้ นอกจาก..มีใบสั่ง

 

เพราะเรื่องนี้มหาเถรสมาคมเองรับรู้มานานแล้วว่า เด็กวัดขาดแคลน คนขับรถหายาก ยิ่งต้องจ่ายเงินเดือนแพง ๆ อย่างต่ำเดือนละเป็นหมื่นขึ้น พระต่างจังหวัดบางวัดอย่าว่า แต่มีเงินเลย ยุคนี้บิณฑบาตก็แทบไม่ได้ข้าวแล้ว เจ้าคณะตำบลบางรูป เป็นทั้งลูกวัดเป็นทั้งเจ้าอาวาส รถจอดไว้นิ่งปล่อยให้ฝุ่นเกาะ ยิ่งฆราวาสที่จะมาขับรถให้เงินเดือนที่พระจ่ายก็ไม่คุ้มค่าครองชีพ..

 

แต่..สมมติเป็นความต้องการของมหาเถรสมาคมจริงๆ ผู้เขียนคิดว่า "อย่าไปมีเลยมหาเถรสมาคม" เพราะไม่เคยทำการบ้าน ไม่เคยรับรู้ความทุกข์ยากของพระภิกษุ -สามเณร

 

ยิ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตามข่าวระบุว่า หากพระขับรถชนคนตาย "ต้องปาราชิก" อันนี้ปากพาไป อาบัติปาราชิกท่านให้ดูเจตนาเป็นหลัก มีเรื่องเล่าในสมัยพระพุทธกาล มีพระภิกษุรูปหนึ่งทำไม้ตกไปทำให้คนตาย..ด้วยความที่ท่านไม่ได้ตั้งใจ จึงไม่ต้องอาบัติปาราชิก

 

หากต้องอาบัติปาราชิก เช่น รู้ว่าเป็นคน รู้ว่าคนนั่นมีชีวิต มีเจตนาฆ่า เช่น ชนให้ตาย หรือทับให้ตาย อันนี้ต้องอาบัติปาราชิกแน่ๆ

 

เสียดาย..หลายปีมานี้มาตรการต่างๆ ที่ออกมาจากมหาเถรสมาคม เหมือนต้องการให้คณะสงฆ์เป็นทหารเลยคือ ระเบียบต้องเป๊ะ วินัยต้องเคร่งครัด อย่าสนองอำนาจรัฐมากจนผู้ใต้ปกครองอยู่ยาก แค่พระธรรมวินัย 227 ข้อก็ปฏิบัติยากอยู่แล้ว ..และอย่าลืมตอนนี้วัดร้างเพิ่มขึ้นทุกปี..ศาสนทายาทลดน้อยถอยลงต่อเนื่อง หาทางออกเรื่องนี้ดีกว่า..

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ : 29 มิถุนายน 2563

 

พระเณรขับรถได้หรือไม่ ?

อะไรคือความเหมาะสม

มุมมองของกฎหมายมองไว้อย่างไร

 

 

 

ที่มา : สำนักงานทนายความ มารุต บุนนาค : 23 มิถุนายน 2563

 

เจอพระเณรขับจับได้ทันที

มหาเถรชี้เป้า

หวังกำราบพระขับรถทั่วประเทศ

 

 

ห้องประชุมมหาเถรสมาคม

ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร

THE ROOM WHERE IT HAPPENED

 

 

อา..ปัญหาเรื่องการขับขี่รถยนต์ของพระภิกษุสามเณรนั้น รู้สึกว่าจะพูดกันมาหลายรอบแล้ว แต่ละรอบก็หมดรอบหมดคำพูดเอาเฉยๆ เหตุผลเยอะมาก บางคนก็พูดมาก จนหาข้อสรุปไม่ได้ สมเด็จช่วงฯ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เลยประกาศ "ห้ามพระสงฆ์ภาคเหนือขับรถยนต์" พอหันไปดูอีก 3 ภาค (รวมทั้งธรรมยุต) ทุกภาคที่เหลือต่างนิ่งเงียบกันหมด ไม่มีใครสนองนโยบายสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เลย แม้แต่สำนักพุทธฯ ก็เฉยเมย ไม่รู้ไม่ชี้ (ถ้ารู้ชี้ วันนี้คงไม่ต้องพูดซ้ำกับบทเก่า)

แต่ครั้งนี้ กลายเป็นสำนักพุทธฯ เสียเอง ที่นำเรื่องเข้า มส. แล้ว มส. ก็กลายเป็นเบี้ยไล่ให้พงศ์พร เอ๊ย ให้ณรงค์อีก สำนักพุทธฯว่าไง มส. ก็ว่างั้น ใครขืนเห็นแย้ง เห็นต่าง หรือคัดค้าน ก็อาจจะถูกขึ้นบัญชีดำ สมัยหน้าก็อาจจะไม่ติดโผกรรมการ มส. อีกรอบ เห็นไหม ว่ากว่าจะเป็น มส. ได้ก็ยากแล้ว รักษาเก้าอี้ยิ่งยากกว่าเสียอีก

ก่อนหน้านี้ เมื่อเจ้าหน้าที่จับพระเณรขับรถได้ ก็จะนำไปให้พระผู้ปกครองว่ากล่าวตักเตือนหรือลงโทษ แต่ต่อไปนี้ เมื่อมติ มส. ครั้งนี้มีผลใช้แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ต้องนิมนต์พระเณรรูปที่ขับขี่รถยนต์ไปให้เจ้าคณะพิจารณาความผิดอีกต่อไป เจอตรงไหนก็จับตรงนั้น จับได้แล้วก็ตั้งข้อหาและจับสึกได้ทันที นี่คืออะไร ?

ก็คือว่า การออกมติ มส. ครั้งนี้มานั้น ถือว่าเป็นการ "โอนอำนาจ" การสอบสวนลงโทษพระภิกษุสามเณรไปให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก เพราะที่ไหนๆ ใครเขาก็ต้องตั้ง "เขตแดน" แห่งอำนาจของตน เรียกว่าอาณาจักร ส่วนพระพุทธศาสนานั้น ท่านเรียกว่า พุทธจักร

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงสร้าง "พระธรรมวินัย" ขึ้นมาเป็นตัวบทกฎหมาย สำหรับปกครองอาณาจักรของพระองค์ ซึ่งก็ใช้กันมานานถึง 2563 ปีกว่าแล้ว ในประเทศที่เคารพนับถือพระพุทธศาสนา ต่างก็ "ยกอำนาจให้พระ" เป็นผู้ดูแลกันเองในด้านพระธรรมวินัย ถ้าจะกระทำการอื่นใดเหนือพระธรรมวินัยแล้ว ก็จะต้อง "ให้พระสึกกันเอง" เสียก่อน เหมือนกรณีจับพระเข้าคุก ก็ต้องให้พระสึกพระ มิใช่ให้ตำรวจสึกพระ ถ้าตำรวจสึกก็ต้องเป็นประเทศที่นับถือศาสนาอื่น มิใช่เมืองพุทธ

ดังนั้น ถ้าเปรียบเทียบแล้ว การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับพระส่งให้พระสังฆาธิการ (พระผู้ปกครอง) ทำการสอบสวนและลงโทษ จึงถือว่าเหมาะสมที่สุด ส่วนการที่มหาเถรสมาคมชี้เป้าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ "จับพระสึก" ได้เองเลยนั้น ถือว่าเป็นดึงเจ้าหน้าตำรวจเข้ามาร่วมปกครองพระสงฆ์ด้วย มองยังไงก็ไม่น่าไว้วางใจ ถ้าต่อไปมีอะไรก็โยนให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองไปจัดการ ไม่ว่าพระว่าเณรต้องขึ้นโรงพักเหมือนฆราวาสญาติโยม แบบนี้ไม่ต้องมีมหาเถรสมาคมก็ได้ เพราะมีก็ไม่มีประโยชน์อะไร มีก็เหมือนไม่มี

ดูอย่างประเทศต่างๆ ต่างก็วางกองกำลังป้องกันเขตแดนของตัวเองอย่างหนาแน่น ทั้งในน้ำ บนบก และในอากาศ ไม่ยอมให้ใครล้ำแดนใครถ้าจะเข้าไปในเขตแดนอื่น ก็ต้องได้รับการยินยอมอนุญาตจากเจ้าของเขตแดนนั้นๆ ซึ่งก็คือ "วีซ่า" จึงจะสามารถเข้าไปในเขตแดนของคนอื่น และยังต้องมี "ข้อจำกัดต่างๆ" สำหรับผู้ที่เข้ามานั้น ว่าอยู่ได้นานเท่าไหร่ ไปไหน ทำอะไรได้บ้าง ในระหว่างที่อยู่ในเขตแดนของผู้อื่น ขืนเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ต้องโดนจับ หลายประเทศถึงกับทำสงครามเพราะปัญหา "เขตแดน" ที่ตกลงกันไม่ได้

แม้แต่ "วิสุงคามสีมา" ก็ถือว่าเป็นเขตแดนที่ทางพระเจ้าแผ่นดินทรงยกถวายแก่พระพุทธเจ้า เป็นแดนพุทธจักร สมัยโบราณนั้น บริเวณโบสถ์วิหาร ถือว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ สามารถคุ้มภัยให้แม้กระทั่งนักโทษการเมืองได้ อย่างในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีกษัตริย์ลี้ภัยการเมืองมาบวช ดังเช่น พระมหาจักรพรรดิ เป็นต้น

มหาเถรสมาคมก็คือรัฐบาลคณะสงฆ์ เหมือนรัฐบาลไทย ต้องปกป้องคุ้มครองขอบเขตประเทศไทย และประชาชนคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศและเดินทางไปต่างประเทศ ถ้ามหาเถรสมาคมไม่ยอมปกครองพระภิกษุสามเณร แต่โอนอำนาจไปให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ ก็ชัดเจนว่า คงจะเป็นแผน "ลงจากหลังเสือ" คือยุบทิ้งมหาเถรสมาคม ในระยะยาว เพราะเขาก็มองออกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ปกครองพระเณรได้ แม้ไม่มีมหาเถรสมาคม ถามว่าจะเอากันอย่างนั้นหรือ ?

นี่คือทัศนะที่แตกต่างจากมหาเถรสมาคม ลำพังครอบครัวหนึ่งๆ มีลูกชายหญิง หากทำผิดพลาดประการใด พ่อแม่ก็ต้องทำการลงโทษด้วยตนเอง ไม่มีใครยกลูกให้คนอื่นเฆี่ยนตี ใครที่ทำอย่างนี้ก็แสดงว่าเป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้เรื่อง ปกครองดูแลลูกไม่เป็น สุดท้ายลูกก็ไม่นับถือเป็นพ่อแม่อีกต่อไป เป็นได้แค่พวก..ไข่ทิ้ง

ก็ทำต่อไปเถอะฮะ ท่านกรรมการมหาเถรสมาคม และท่านผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สิ่งใดที่พวกท่านคิดว่าดี ก็เชิญ เอ๊ย นิมนต์ทำไปเถิด ประเดี๋ยวมันก็จะเกิดผลให้เห็นเอง มันจะพิสูจน์ในตัวของมันเองว่าสิ่งที่พวกท่านคิด สิ่งที่พวกท่านทำนั้น มันดีหรือเลวต่อพระพุทธศาสนา และต่อองค์กรสงฆ์ แต่อย่างน้อย สิ่งที่พวกท่านทำไปนั้น มันก็ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทยไปแล้ว สายเกินไปเสียแล้ว เหมือนจรเข้ในตุ่ม ขืนพลิกตัวก็เสียพระ

 

 

เมื่อตำรวจเป็นที่ปรึกษาด้านพระพุทธศาสนา

ก็ย่อมจะนิยมใช้วิธีการของตำรวจในการจัดการปัญหาพระเณร

 

ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน "ปรับปรุงพฤติกรรมของพระภิกษุสามเณร" พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา "มหาเถรสมาคมแบ่งอำนาจให้ตำรวจปกครองพระสงฆ์ สามารถจับสึกได้เลย"

 

 

ใช่หรือครับ เพ่ ถ้างั้น เดี๋ยวเอาทหารมาคุมสำนักพุทธ ดีมะ !

 

มหาเถรสมาคมใช้ยาแรง เจอพระขับรถ ตร.จับได้ทันที

มหาเถรสมาคม ไฟเขียวตำรวจพบพระ-เณร ขับรถ บังคับใช้กฎหมายได้เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ผอ.สำนักพุทธฯชี้พระหากขับรถชนคนตายโดนโทษ 2 เด้ง ทั้งโทษอาญาและโทษวินัยสงฆ์ อาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า จากการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ได้มีมติ เรื่อง กรณีพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานต์ โดยตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อสารมวลชน กรณีพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สิน และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน ส่งผลกระทบต่อความศรัทธาและความเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนนั้น พศ. เห็นควรนำเสนอ มส. เพื่อโปรดทราบ เพื่อมีมาตรการป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ที่ประชุม มส. มีมติรับทราบ และให้ พศ. ดำเนินการ ดังนี้ 

1. แจ้งเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 2 ฝ่าย ทราบ เพื่อแจ้งเจ้าคณะผู้ปกครองใกล้ชิดตามลำดับ สอดส่อง ดูแล กำชับให้พระภิกษุสามเณรปฏิบัติเอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัย กฎหมายบ้านเมือง และจารีตประเพณี

2. แจ้งมติ มส. นี้ ไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจตรา การขับขี่รถยนต์ และจักรยานยนต์ของพระภิกษุสามเณรเยี่ยงประชาชนทั่วไป

 

นายณรงค์ กล่าวต่อไปว่า นับเป็นครั้งแรกที่ มส. มีมติให้แจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการกับพระภิกษุสามเณรที่ขับขี่รถยนต์รถจักรยานยนต์ โดยบังคับใช้กฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ซึ่งจะต่างจากแต่ก่อนที่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ส่วนใหญ่จะปล่อยตัวไป หรือนำตัวไปให้เจ้าคณะผู้ปกครองตักเตือนเท่านั้น แต่หลังจากมีมติ มส. นี้ไปแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์รถจักรยานยนต์ จะสามารถบังคับใช้กฎหมายจราจรได้เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปได้ทันที ทั้งนี้ ขอแจ้งไปถึงพระภิกษุสามเณรทั่วประเทศด้วยว่า ถ้าไม่มีความจำเป็นจริงๆ ไม่ควรที่จะขับขี่รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ นอกจากจะไม่เหมาะสมแล้ว หากเกิดอุบัติเหตุขับไปชนคนเสียชีวิต จะส่งผลให้มีความผิดทางวินัยเข้าขั้นอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นสงฆ์ ไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีเพียงคณะสงฆ์หนเหนือเท่านั้น ที่มีมาตรการเกี่ยวกับการห้ามพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ โดยได้มีประกาศคณะสงฆ์หนเหนือ เรื่อง ห้ามพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์และจักรยานยนต์และระเบียบคณะสงฆ์หนเหนือ ว่าด้วยการห้ามพระภิกษุสามเณร ขับรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ พ.ศ.2557 โดยมีสาระสำคัญคือ ห้ามพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ไปตามท้องถนน หรือที่สาธารณะ ยกเว้นการทำงานในวัด แต่ให้อยู่ในดุลยพินิจของเจ้าอาวาสหากละเมิด ให้เจ้าอาวาสว่ากล่าวตักเตือน หากยังทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่ 2 และ 3 ให้ลงโทษตามสมควร และรายงานความผิดไปยังเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัดตามลำดับหากผู้ที่กระทำความผิดเป็นพระสังฆาธิการ ตั้งแต่ระดับผู้ช่วยเจ้าอาวาสขึ้นไป เมื่อว่ากล่าวตักเตือนแล้ว 3 ครั้ง ยังกระทำความผิดอีก จะถูกลงโทษโดยระงับการขอตำแหน่งและสมณศักดิ์ ตั้งแต่ 1-3 ปี

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 22 มิถุนายน 2563

 

ฮา..ศาลบอกว่า..

"จำคุกเจ้าคุณธงชัยและคณะ"

ไม่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคม

คนฟังงง ตกลงไปจับเขาขังทำไม ?

 

 

เมื่อศาลยุติธรรม พ่ายแพ้ แก่ความเป็นธรรม

 

 

อา..ก็ต้องถือว่า "เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง" ของศาลไทย ซึ่งวินิจฉัยว่า แม้ว่าอดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จะถูกรัฐบาลทหาร คสช. ส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าล้อมจับ ประหนึ่งอาชญากรสงคราม ตามมาด้วยการ "สั่งสึก-คุมขัง" อย่างไร้ข้อต่อสู้ใดๆ ในทางกฎหมาย สุดท้าย เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว ก็ไม่พบว่าอดีตเจ้าคุณทั้งหลาย ที่ถูกสำนักพุทธฯ ยุค "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" กล่าวหาว่าฟอกเงินนั้น แต่ละท่านฟอกไปไหนอย่างไร และใครได้เงินไปคนละเท่าไหร่ ในเมื่อเอาโทษทางนี้ไม่ได้ ก็หันไปเอาทาง "เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" โน่น เป็นข้อหาครอบจักรวาลเลย และในเมื่อได้ลงโทษตามประสงค์ของคนฟ้องแล้ว ศาลอาญาก็ทำทีเป็นเมตตา "ให้รอลงอาญา" เป็นเวลาเท่านั้นเท่านี้ แบบว่าผิด แต่ไม่เอาโทษ แต่ก็ไม่ยกโทษ เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ถามว่าศาลกลัวอะไร ถ้าจะวินิจฉัยไปตามความจริง ?

ยังไม่พอ วันนี้ ศาลอาญาเมตตาพิพากษาเพิ่มเติมอีกว่า "การลงโทษจำคุก จำเลยที่ 1-4 และ 7 อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคม และควรให้โอกาสทำงานเพื่อประเทศชาติและสังคมไทยต่อไป" เล่นเอาตาแตกกันทั้งภูเขาทอง เพราะมองว่า ก็ท่านทำงานของท่านอยู่ดีๆ ก็มีรัฐบาลไทยส่งเจ้าหน้าที่จากดีเอสไอไปฟ้องร้อง จับเขาเข้าคุกเข้าตะราง เหมือนหาเรื่องหาราวเอากับผู้บริสุทธิ์ ยิ่งผ่านกระบวนการทางศาลแล้ว ไม่มีหลักฐานประจักษ์ว่าท่านได้โกงเงินหลวงเอาไปใช้ส่วนตัวอย่างไร ก็ยิ่งน่าสงสัยในพฤติกรรมของรัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมากยิ่งขึ้น ว่ามีเจตนาจะส่งเสริมหรือว่าทำลาย เพราะศาลอาญาเห็นว่า จำเลยทั้งหมดยังมีคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคมไทย ไม่ควรจับกุมคุมขังหรือทำลายให้ตายไปจากพระศาสนา หวังว่ารัฐบาลไทยและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะได้นำเอาคำพิพากษาของศาลมาพิจารณาบทบาทของตนเองอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ดี ถ้าถือเอาตามที่ศาลเมตตามานั้น เพื่อจะให้อดีตเจ้าคุณธงชัยและพระวัดสระเกศที่ต้องคดีทั้งหมด (รวมทั้ง เจ้าคุณเอื้อน-เจ้าคุณสมทรง วัดสามพระยา) ได้กลับมาทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ก็เห็นควร "คืนสมณเพศและสมณศักดิ์" รวมทั้งตำแหน่งต่างๆ ที่ถูกปลดไปในวันต้องคดีความนั้นด้วย จึงจะถือว่าเป็นการคืนความยุติธรรมอย่างสมบูรณ์

ซึ่งก็หวังว่า ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามที่ศาลได้พิจารณาเอาไว้

ถามบิ๊กตู่กับพงศ์พรว่า ตกลงไปจับพระท่านสึกและคุมขังทำไม ในเมื่อท่านไม่ผิดและที่ทำไปก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคม ซึ่งอาจจะมองได้ด้วยว่า รัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้ทำร้ายประเทศชาติและพระศาสนาเสียเอง

 

 

 

ศาลปรานีรอลงโทษ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศและพวก ให้กลับตัวทำประโยชน์ต่อสังคม

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุกอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ 4 ปี 16 เดือน กับพวก 2 ปี 8 เดือน ผิดฐานฟอกเงินคดีเงินทอนวัด แต่ปรานีให้รอการลงโทษ 2 ปี เพราะไม่เคยถูกจำคุก ให้กลับตัวไปทำประโยชน์แก่สังคม

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง วันที่ 19 พ.ค.63 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อท.197/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายธงชัย สุขโข อดีตพระพรหมสิทธิ หรือ ธงชัย สุขญาโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, นายบุญทวี คำมา อดีตพระศรีคุณาภรณ์ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ, นายสมจิตร จันทร์ศรี อดีตพระครูสิริวิหารการ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ, นายเทอด วงศ์ชอุ่ม อดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือเจ้าคุณเทอด อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ, น.ส.นุชรา สิทธินอก แม่บ้านร่วมรับโอนเงิน 25 ล้านบาท, นายธีระพงศ์ พันธ์ุศรี, นายทวิช สังข์อยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บริษัท ดีดีทวีคูณ ที่รับผลิตสื่อให้กับวัดสระเกศ และ น.ส.ฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา เป็นจำเลยที่ 1-8

เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5),มาตรา 5 (1)(2)(3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 กรณีร่วมกันฟอกเงิน การทุจริตเงินทอนวัดในส่วนโครงการศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนาฯ2559 จำนวน 32,500,000 บาทเเละเงินอุดหนุนโครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ประชาชนและข้าราชการเพื่อความมั่นคง ของสถาบันชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ฯ 2559 จำนวน 37,200,000 บาท

พิพากษาว่าจำเลยที่ 1-4 และที่ 7 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (2),60 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1-4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 4 ปี และปรับกระทงละ 84,000 บาท รวม 2 กระทง จำคุกจำเลยที่ 2 ถึง 4 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 42,000 บาทรวมคนละ 2 กระทง จำคุกจำเลยที่ 7 เป็นเวลา 2 ปี และปรับ 40,000 บาท

โดยลดโทษ 1 ใน 3 ให้จำเลยที่ 1-4 และที่ 7 รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 4 ปี 16 เดือนปรับ 112,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2-4 คนละ 2 ปี 8 เดือนปรับคนละ 56,000 บาทและจำคุกจำเลยที่ 7 เป็นเวลา 1 ปี 4 เดือนปรับ 28,000 บาท

 

การลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1-4 และที่ 7

อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคม

 

ทั้งจำเลยที่ 1-4 และที่ 7 ไม่เคยมีประวัติต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถึง 4 และที่ 7 ได้ดำรงตนเป็นบุคลากรที่มีประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติต่อไป จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 20 พฤษภาคม 2563

 

จาก..ธัมมชโย ถึง..ปารีณา

คดีรุกป่าสงวนพัวพันอนาคต

ไร่เชิญตะวันของ ว. ส่อเดินตามรอยรุ่นพี่

รอก็แต่..การตรวจสอบ

 

 

อา.. "พระดัง-นักการเมือง" กับเรื่องที่ดิน ไม่ทราบว่าคู่กันมาแต่ปีไหน อย่างกรณี "กิตติวุฑโฒ" แห่งสำนักจิตตภาวันอันโด่งดังในอดีต ล่าสุดก็ฆ่ากันตายกลางศาลจันทบุรี มีท่านกิตติวุฑโฒเข้าไปเกี่ยวข้อง แม้ว่าจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม

นัมเบอร์วันของไทย "ธัมมชโย" เจ้าพ่อทั้งด้านการศาสนาและการเมือง นอกจากเรื่องบิดเบือนพระธรรมคำสอนแล้ว ก็เจอทั้งเรื่องเงินและที่ดิน มูลค่าว่ากันถึงพันล้าน คดีความยาวเป็นว่าวจุฬา แต่ว่า..หาตัวไม่เจอ !

ปารีณา ไกรคุปต์ ก็กำลังเป็นดาราหน้าจอ ถามว่า "วอ" แห่งไร่เชิญตะวัน จะเข้าข่ายรุกป่าสงวนกับเขาด้วยหรือไม่ ? มีคำเฉลยจาก ดร.โสภณ พรโชคชัย ว่า "ไม่น่าจะรอด" เพราะเป็นพื้นที่ บท.5 อันเป็นศัพท์ที่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้อธิบายว่า "เป็นใบเสร็จ" ใครเอาใบนี้มายืนยันก็..ประหาร สถานเดียว ถามด้วยว่า ดร.โสภณ รู้จากไหน ก็ไม่เห็นยาก เชิญ ดร.โสภณ มาเป็นพยาน งานสืบสวนก็ก้าวหน้าไว

แต่จะเกี่ยวหรือไม่อย่างไร ก็ต้องว่ากันไปตามหลักตามฐาน จะว่าตามใจฉันนั้นหาได้ไม่ งานนี้ คงต้องวาน "ท่านพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีต ผอ.พศ. ผู้ตงฉิน และปัจจุบันเป็น "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านกิจการพระพุทธศาสนา" ผู้มีอุดมการณ์อันสูงส่ง ทำทุกอย่างเพื่อปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์สะอาด ซึ่งจุดสำคัญนั้นอยู่ที่ "พระสงฆ์ไทย" ต้องบริสุทธิ์สะอาด มีศีล สมาธิ และปัญญา ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ด้วยความสนิทใจ แม้แต่เรื่องเงินๆ ทองๆ ก็ต้องมือสะอาด และในฐานะที่ท่านพงศ์พร "ไปไร่เชิญตะวัน" บ่อยๆ ก็ต้องรู้ที่รู้ทางเป็นอย่างดี แถมยังสืบสวนง่ายกว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ เพราะที่ดินนั้นดิ้นไม่ได้ ใช้แค่ภาพถ่ายดาวเทียมและเอกสารสิทธิ์มายืนยัน ก็การันตีได้แล้ว

นะ ท่านพงศ์พร นะ อย่าให้ท่านนายกรัฐมนตรีเสียความตั้งใจเสียล่ะ สู้อุตส่าห์ส่งท่านมาช่วยชำระสะสางพระพุทธศาสนา ภาคกลางก็เห็นว่าเสร็จไปแล้ว ช่วยไปดูทางเหนือด้วย อย่าให้ "คุณวอ" เธอรอนาน

 

 

ธัมมชโย โดน !

ปารีณา โดน !

ว.วชิรเมธี ?

 

 

ข่าว "ธัมมชโย" รุกป่าพังงา

 

ศาลพังงาออกหมายจับ "พระธัมมชโย" สร้างมุกตะวันรุกที่ป่า

ความคืบหน้าดำเนินคดีกับสถานที่ปฏิบัติธรรมมุกตะวันของวัดพระธรรมกาย ที่เกาะยาว จังหวัดพังงา ซึ่งบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติฯ ล่าสุดศาลจังหวัดพังงาได้ออกหมายจับพระธัมมชโยแล้ว ขณะที่ตำรวจเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี

วันนี้ (26 ม.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลจังหวัดพังงา ได้ออกหมายจับ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาติฯ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ กรณีสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมโครงการมุกตะวัน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.เกาะยาวน้อย อ.เกาะยาว จ.พังงา หลังเจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบว่ามีการบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ ป่าควนจุก ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะดังกล่าวและเป็นสถานปฏิบัติธรรมในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าควนจุก" เนื้อที่จำนวนหลายไร่  คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 5 ล้านบาท  ซึ่งจากการสืบสวนหาข่าวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังพบว่าเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพร้อมเร่งติดตามจับกุมตัวพระธัมชโยมาดำเนินคดีต่อไป

 

 

สั่งอายัดเงินสาวกธรรมกาย 3.8 แสน คดีรุกป่าสร้างสำนักสงฆ์ 11 แห่ง จัดฝึกปฏิบัติธรรม

ปปง.สั่งอายัดเงินบัญชี สาวกธรรมกาย 2 รายการ รวมวงเงินกว่า 3.8 แสน เอี่ยวเส้นทางเงินคดีบุกรุกพื้นที่ป่า สร้างสำนักสงฆ์ 11 คดีทั่วประเทศ ใช้ประโยชน์ทำการค้าจัดโครงการปฏิบัติธรรม เก็บค่าบริการ โอนต่อเข้าบัญชีวัดต่อ เผยข้อมูลหมายจับธัมมชโย

จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติอายัดทรัพย์สินบัญชีเงินสดของพระธัมมชโยและเครือข่ายมูลนิธิของวัดพระธรรมกายรวม 4 บัญชี มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2559 นายอธิคม อินทุภูติ ประธานกรรมการธุรกรรม ปปง. ได้ลงนามในคำสั่งอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องกับวัดธรรมกาย เพิ่มเติม 2 รายการ คือ 1.เงินในบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาคลองหลวง ของ น.ส.วัชรินทร์ จรัสมาธุสร และน.ส.สุวรรณา ฤทธิชัยพงศ์ จำนวนเงิน 276,278.56 บาท ยอดเงิน ณ วันที่ 19 ส.ค.2559 และ 2.เงินในบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาคลองหลวง ชื่อบัญชี น.ส.วัชรินทร์ จรัสมาธุสร จำนวน 109,248.22 บาท ยอดเงินณ วันที่ 19 ส.ค.2559 (รวมวงเงินทั้งสิ้น 385,526.78 บาท) 

โดยเปิดโอกาสให้แสดงหลักฐานโต้แย้งคำสั่งอายัดได้ภายใน 30 วัน  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ การออกคำสั่งอายัดทรัพย์ครั้งนี้ เป็นผลมาจาก ปปง.ได้รับรายงานจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ที่ตรวจสอบพบว่า มีการสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และมีลักษณะเป็นการค้า จำนวน 11 คดี ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวัดพระธรรมกาย ได้แก่ 

1. โครงการเวิลด์พีชวัลเลย์เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา 

2. วัดป่าหิมวันต์ จ.เลย

3. วัดถ้ำเขาวง จ.นครราชสีมา 

4. ศูนย์ปฏิบัติธรรมจ.บุรีรัมย์ 

5. วัดหนองกินเพล จ.อุบลราชธานี 

6. วัดบ้านขุน จ.เชียงใหม่ 

7. วัดแม่ลายเตียนอาง จ.เชียงใหม่ 

8. ศูนย์อบรมเยาวชนดอยโมคคัลลานะ จ.เชียงใหม่ 

9. วัดพระธาตุกองลอย จ.เชียงใหม่ 

10. ศูนย์อบรมเยาวชนอุ้มผาง จ.ตาก 

11. วัดถ้ำเนรมิต จ.กาญจนบุรี 

ปปง.ยังระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีและศาลจังหวัดเลยได้อนุมัติหมายจับที่ 174-175/2559 ลงวันที่ 15 ส.ค.2559 ให้จับตัวพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิด ร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้างแผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า และเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งให้ดำเนินคดี มูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์ของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ โดย นางวรรณา จิรกิติ และบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล กับพวก ในข้อหา บุกรุก ก่อสร้าง แผ้วทาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่า 

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลการเชิญชวนประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรม ณ เวิลด์พีช เขาใหญ่, เวิลด์พีช มุกตะวัน , สวนป่าหิมวันต์ จ.เลย , สวนพนาวัฒน์จังหวัดเชียงใหม่

โดยให้ผู้สนใจโอนเงินค่าลงทะเบียนเข้าบัญชี ซึ่งบัญชีที่ใช้รับโอนเงินค่าลงทะเบียนในโครงการดังกล่าว มีการทำธุรกรรม รับโอนเงินจากบัญชีต่างๆ เมื่อมียอดเงินคงเหลือจำนวนมากก็จะโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย ของวัดพระธรรมกาย  

กรณีนี้มีเหตุอันควรเชื่อว่ากลุ่มบุคคลสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าหลายแห่งทั่วประเทศ กับพวก เป็นผู้มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการยึดถือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือการแสวงหาประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ อันมีลักษณะเป็นการค้า ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ตามมาตรา 3 (15) แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากลุ่มบุคคลสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าหลายแห่งทั่วประเทศกับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา/PPTV : 4 ธันวาคม 2562

เปิดเต็ม !

 

เอกสารสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผันงบประมาณให้หน่วยงานรัฐอื่น ทั้งศาลยุติธรรม ปปช. ฯลฯ

 

ปปช. ขอเงินสำนักพุทธ

ศาลยุติธรรมขอเงินสำนักพุทธ

หนังสือตอบรับจากสำนักพุทธ

กรมบัญชีกลาง ตอบคำถาม

เอ็นซี ฮอลิเดย์ ฟ้องสำนักพุทธ

กดที่ภาพเพื่อชม

ภาพประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 28/2019

ณ วัดธรรมภาวนา อลาสก้า วันที่ 17 สิงหาคม 2562

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่


เปิดเต็ม ไม่เซ็นเซอร์
!

 

คำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์

พระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) วัดสามพระยา

16 พฤษภาคม 2562

 

 

กดที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด/อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

26 พฤษภาคม 2562

 

เปิด : คำให้การของเจ้าคุณเอื้อน

ในคดีเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

INTERFAITH 2018

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพและบรรยากาศของงาน

ภาพการประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดศรีรัตนาราม เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

18 AUGUST 2018

 


กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 6000 PC

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561 : 2562

2563 :

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

แถลงข่าววัดไทยลาสเวกัส

กรณีมีพระธรรมทูตติดเชื้อไวรัสโควิด-19



 

กดที่ภาพเพื่ออ่านประกาศทั้งหมด


 

FIRST TIME IN THE WORLD

APIDHAMMA ONLINE CHANTING

สวดพระอภิธรรมออนไลน์ครั้งแรกของโลก

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264