LAST UPDATE :   OCTOBER : 17 : 2020 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 


พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช

แต่งตั้ง

เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 17 ตุลาคม 2563

 

เหตุเกิดใน มมร. ภาค 2

ตั้งกรรมการสอบ เจ้าคุณสมคิด อธิการบดี

แต่กรรมการสอบกลับได้เป็นผู้ช่วยอธิการบดี

ใครดีไม่ดีก็เลยไม่มีทางรู้

 

 

 

ขวา : นายพิรุฬ เพียรล้ำเลิศ ผู้ช่วยอธิการบดี มมร.

 

อา..นึกว่า "ทีมวัดราชบพิธ" ของสมเด็จพระสังฆราช ท่านเพียงแค่เข้ามา "บริหาร" กิจการมหาวิทยาลัย แต่ที่ไหนได้ ภายใน มมร. วันนี้ แทบทุกระดับ กลายเป็นของวัดราชบพิธไปสิ้น นี่ไม่ทราบว่าพระวัดราชบพิธ ท่านมาบริหาร หรือมาเป็นเจ้าของ มมร. กันแน่

 



 

TIMELINE

 

วันเวลา เหตุที่เกิดขึ้น
19 กรกฎาคม 2562 ตั้งพระราชปฏิภาณโกศล (สมคิด จินฺตามโย) วัดราชบพิธ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร.
4 สิงหาคม 2563 สภามหาวิทยาลัย มมร. ได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวน "พระราชปฏิภาณโกศล-สมคิด" อธิการบดี ซึ่งถูกร้องเรียน
28 กันยายน 2563 พระราชปฏิภาณโกศล (สมคิด) ลงนามในคำสั่งตั้ง นายพิรุฬ เพียรล้ำเลิศ กรรมการสอบสวน เป็นผู้ช่วยอธิการบดี

 

 

จากปรากฏการณ์ข้างต้นนั้น ชี้ให้เห็นว่า พระราชปฎิภาณโศล หรือเจ้าคุณสมคิด ศิษย์ก้นกุฏิของสมเด็จพระสังฆราช ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 ผ่านไปได้ปีเดียว ก็ถูกร้องเรียน และถูกสภามหาวิทยาลัย สั่งตั้งกรรมการสอบสวน ในวันที่ 4 สิงหาคม 2563 โดยหนึ่งในคณะกรรมการนั้น คือ นายพิรุฬ เพียรล้ำเลิศ

แต่หลังจากนั้นอีกเพียง 1 เดือน นายพิรุฬ เพียรล้ำเลิศ กลับได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "ผู้ช่วยอธิการบดี" ลงนามโดย พระราชปฏิภาณโกศล หรือเจ้าคุณสมคิด ซึ่งกำลังถูกนายพิรุฬสอบสวนอยู่นั่นเอง

ถามว่า แล้วแบบนี้จะสอบสวนกันยังไง ในเมื่อ นายพิรุฬ ได้กลายเป็น "ลูกน้อง" ของเจ้าคุณสมคิดไปเสียแล้ว หรือเจ้าคุณสมคิดกลายเป็น "เจ้านาย" ของนายพิรุฬ มันก็เข้าทำนอง "ตั้งพระลูกวัดสอบเจ้าอาวาส" สอบให้ตายก็ไม่มีทางผิด เผลอๆ ถูกสั่งให้เปลี่ยนข้อสอบด้วย ความเกรงใจนั้น แทบจะทำให้นายพิรุฬกลายเป็น "พระพิรุฬ" ไปแล้ว เพราะใหญ่ถึงขนาด "กำความลับ" อธิการบดีไว้ได้

การตั้งกรรมการ "คนกันเอง" สอบกัน พอเป็นพิธีเช่นนี้ อีแบบนี้ล่ะ ที่ทาง ปปช. เขาเห็นว่า ไม่โปร่งใส จึงให้คะแนนคุณธรรมของ มมร. "ต่ำกว่า" วิทยาลัยครูทั่วประเทศ ยังไม่นับเรื่องเงินเรื่องทองอีกสารพัด ซึ่งเมื่อคนนอกเห็นว่า "เป็นมหาวิทยาลัยของสังฆราช" ใครไหนจะกล้าเข้าไปสอบ (ไอ้ที่เข้าไปก็ไปซูเอี๋ย) พอปล่อยให้ "สอบกันเอง" ก็หมูในอวยซีฮะ ข้อสอบรั่วทั่วมหาลัย

 

 

เจ้าพ่อ มมร.

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิธ

เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการ มส.

อุปนายกสภามหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร.

 

เรื่องนี้คงไม่ไปไกลถึงสมเด็จพระสังฆราช แต่เขารู้กันทั่วศาลายาว่า ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดใน มมร. ยุคนี้ ก็คือ เจ้าคุณชิน หรือสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ องค์อุปนายกสภามหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. ซึ่งเป็น "ลูกพี่" ของเจ้าคุณสมคิดอีกชั้นหนึ่ง

เล่ากันหนาหูว่า เจ้าคุณชินนั้น ท่านเด็ดขาดฉกาจนัก ถ้าเป็นคนอื่นแล้ว พบผิดนิดพลาดหน่อย เป็นโดนฟันคอขาดกระเด็น แต่ถ้าเป็นพรรคพวกของตนเอง ก็อ่อนปวกเปียกเป็นมะเขือเผา อยากรุ่งเรืองใน มมร. ก็ต้องใช้คาถาไอ้ไข่ คือ ขอได้ ไหว้รับ ไม่งั้น ถึงเตี่ยตายก็อย่าหมายว่าจะโต

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 17 ตุลาคม 2563

 

มมร. อาการสาหัส

วงในแฉ

ทุจริตการประเมินยังสอบตก

 

 

เจ้าคุณสมคิด กับ เจ้าคุณชิน

สองขุนพลแห่งวัดราชบพิธ

มือซ้ายมือขวาของพระสังฆราชอัมพร

ผู้บริหารกิจการมหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร.

ควงพวงมาลัยไปได้แค่ปีเดียว เดี้ยง !

ถูก ปปช. จัดอันดับประเมินคุณธรรมได้ต่ำสุด

สอบตก พ่ะย่ะค่ะ

 

 

เจ้าคุณสมคิด รับตำแหน่งอธิการบดี มมร.

สืบต่อจาก พระเทพบัณฑิต (ธรณิศ ชาคโร)

 

 

อา..โบราณว่า ป้อมค่ายมักจะถูกตีแตกจากภายใน อาการบาดทะยักของ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหามกุฏราชวิทยาลัย หรือ มมร. ก็คงจะมีสาเหตุเดียวกัน นั่นคือ ความแตกแยกภายใน อันหมายถึงว่า คณะผู้บริหารชุดปัจจุบัน ไม่สามารถควบคุมมหาวิทยาลัยให้เป็นเอกภาพได้ ส่งผลให้เกิดความแตกแยกระส่ำระสาย ร้ายที่สุดก็คือ เอาเรื่องข้างในไปแฉข้างนอก เข้าตำรา ไฟในนำออก ไฟนอกนำเข้า แบบนี้ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ร้อนเร่าเพราะเผากันเอง

ต้องขอบอกก่อนว่า ข้อความทั้งหมดที่นำเสนอในวันนี้ "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ" มิได้คิดหรือเขียนแม้แต่ข้อความเดียว แต่มีผู้หวังดีช่วยคิดเขียนแล้วจึงส่งมาให้เบ็ดเสร็จ อ่านแล้วยังอิจฉาเลยว่า "เขียนดีกว่าเราเสียอีก"

 

 

เก่าไป-ใหม่มา

แต่ว่าใหม่แย่กว่าเก่า เพราะเอาเด็กเส้นมากินตำแหน่ง

 

 

ขอเรียนต่อไปด้วยว่า ถ้าไม่นำเสนอ คณะผู้บริหารกิจการมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ก็คงไม่สำนึก แต่จะเข้าข้างตัวเองว่าทำถูกทุกอย่างแล้ว แถมจะยังพาโลหาเรื่องเอากับผู้อื่นว่าอิจฉาริษยา ทั้งๆ ที่ควรจะพิจารณาถึงความผิดพลาดของตัวเองมากกว่า ดังนั้น การนำเสนอเอกสารด้านล่าง จึงเป็นการพิสูจน์ "ขั้นสูงสุด" ต่อสภามหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. ว่ามีคุณธรรมเหลืออยู่หรือไม่

ระดับพระสังฆราชและทีมวัดราชบพิธที่อิงเจ้าอิงวัง คงไม่มีใครกล้าขับไล่ ดังนั้น การนำเสนอจึงมิใช่การขับไล่ แต่คือการแจ้งให้ทราบ ว่ามีผู้คิดเห็นเช่นนี้ เขาไม่กล้าพูด กลัวถูกปิดปาก เลยเอามาแปะไว้ในอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ เพราะเห็นว่าโนเนม เท่านั้นเอง

 

 

ขอให้ทุกท่านหลับตา

ต่อนี้ไป เราจะใช้วิธีหลับหูหลับตาในการบริหาร มมร.

ใครทนไม่ได้ก็ออกไป ไม่ง้อ เพราะมีคนอยากเป็นเยอะ

 

 

เจ้าคุณชิน เจ้าคุณสมคิด จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อมีข้อกล่าวหาพัวพันถึงระดับ "อาญา" เพราะแฉว่ามีการทุจริตในหน้าที่การงาน การคัดเลือกบุคลากร การผันเงินงบประมาณ รวมทั้งการทำเอกสารชี้นำในการประเมินผลให้แก่บุคคลากรภายใน ถือว่าเป็นข้อหาระดับ "ประหารชีวิต" ได้ทุกมาตรา ถ้าไม่มีมาตรการใดๆ จากสภามหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. แล้ว ก็คงจะล้มละลายทั้งมหาลัย อย่าลืมว่า มมร. มิใช่ทรัพย์สินของวัดราชบพิธ แต่เป็นของพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศ หากรู้ตัวว่าไปไม่ไหว ก็ควรเปิดโอกาสให้คนอื่นเขาทำงาน แบบนี้จึงจะพอนับถือว่ามีสปิริตอยู่บ้าง

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ชี้เป้าไปที่ "ทีมงานวัดราชบพิธ" ซึ่งเข้ามาคุมมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ ตั้งแต่หัวถึงหาง กินหมดตั้งแต่ตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย อุปนายกสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดี ว่าต้องมีผู้รับผิดชอบ และที่สำคัญก็คือ ต้องรักษาพระเกียรติยศของสมเด็จพระสังฆราช ในฐานะองค์พระประมุขของคณะสงฆ์ไทย เพราะถ้าจะเสียหายก็เพราะพระวัดราชบพิธด้วยกัน วัดอื่นๆ ไม่มีใครเขาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ใครรักพระสังฆราช ยกมือขึ้น ? เจ้าคุณสมคิดยกมือ แสดงว่ารักสังฆราชหรือ ดีแล้ว ยกมือลาออกไปเลย

 

 

 

ผลงานอันดับ 5 ของ มมร. ในปี 62 สมัยพระเทพบัณฑิตเป็นอธิการบดี ตกปี 63 (ปีนี้แหละ) เจ้าคุณสมคิด และทีมงานวัดราชบพิธ ก็พิชิตตำแหน่ง "ยอดแย่" พามหาวิทาลัยสงฆ์มีคุณธรรม "ต่ำต้อย" กว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ พรุ่งนี้คงจะออกทีวี "สอนประชาชน" เรื่องคุณธรรมได้อย่างมั่นใจ เพราะมีดีกรีดีเด่นเป็นตัวโชว์

 

 

ตาวิเศษเห็นนะ อ๊ะอ๊ะ อย่าทิ้งขยะ

ไลน์หลุด บอกเพื่อน มีคนเขียนสคริปต์ให้ตอบคำถาม

แปลว่า ข้อสอบรั่ว

 

 

แบบฟอร์มตอบคำถามการประเมินผล

ที่เรียกว่า โพยคำตอบ

ก่อนกลายเป็นข้อหา ทุจริตการประเมินผล

 

 

 

INSIDE MMR

 





 

ผลงานดี ต้องมีรางวัล

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 13 ตุลาคม 2563


 

ลือสนั่น !

เจ้าคุณธงชัย เป็น เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

จ่อเข้า มส. รอบหน้า

หักปากกาเซียนพระกระเด็น

 

 

 

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช ป.ธ.6)

วัดไตรมิตรวิทยาราม ว่าที่เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

 

 

ข่าวหลุด-ข่าวรั่ว

 

 

อา..เซียนมวยลุมพินีมีวลีเด็ดว่า "เซียนอยู่รู หมูอยู่ตึก" แปลว่าพลิกล็อค มวยรองกลายเป็นแชมป์ วันนี้ เซียนพระเห็นทีต้องท่องคาถาเดียวกัน  เมื่อมีข่าวแพร่สะพัดในวงการสงฆ์ว่า

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา มหาเถรสมาคมได้ประชุมกันแล้ว ลงมติให้ "พระพรหมบัณฑิต-ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.9" เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส กรรมการมหาเถรสมาคม รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ทั้งนี้ สมเด็จพระสังฆราช จะได้นำความแจ้งไปยังเลขาสำนักพระราชวัง เพื่อขอทรงมีพระดำริเห็นชอบต่อไป

เวลาผ่านไป 1 เดือนกว่า ทุกอย่างจึงได้แต่..รอ

ล่าสุด วันนี้ มีข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำริลงมาถวายสมเด็จพระสังฆราชแล้ว

 

โปรดฯให้

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี

(ธงชัย ธมฺมธโช ป.ธ.6)

วัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการมหาเถรสมาคม

ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

 

สมเด็จพระสังฆราช ทรงทราบพระราชดำริแล้ว และจะมีพระบัญชาให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำเข้าสู่มหาเถรสมาคมเพื่อรับรอง ในการประชุมครั้งต่อไป หรือบางทีจะผ่าน มส. ไปแล้ว รอเพียงรับพระบรมราชโองการเท่านั้นก็เป็นได้

 

 

 

สองสมเด็จ-สองเจ้าคณะใหญ่ วัดไตรมิตร

 

ถ้าข่าวข้างต้นนั้นเป็นความจริง ก็จะทำให้ "วัดไตรมิตรวิทยาราม ตลาดน้อย" กลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพราะวัดนี้จะมีปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ถึง 2 ครั้งด้วยกัน ได้แก่

1. มีสองสมเด็จ คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาส และสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช ป.ธ.6) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส

2. มีสองเจ้าคณะใหญ่ คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ ป.ธ.9) ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช ป.ธ.6) ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

ลำพังเจ้าคณะใหญ่หนกลางก็ยิ่งใหญ่ระดับ "สังฆราชฝ่ายมหานิกาย" แล้ว ยังบวกเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก คุมภาคอีสานไว้ได้ทั้งหมดอีก ก็ยิ่งทำให้วัดไตรมิตร ยิ่งใหญ่กว่าวัดของสมเด็จพระสังฆราช เพราะอำนาจจะรวมศูนย์อยู่ที่นี่ที่เดียว

แถมวัดไตรมิตรยังมีพระพุทธรูปทองคำ "ใหญ่ที่สุดในโลก" และท่านเจ้าคุณธงชัยนั้น ก็เป็นพระเกจิระดับแนวหน้าของประเทศ ถ้าได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลางด้วย ก็จะกลายเป็นทั้งพระเกจิและพระราชาคณะ "นัมเบอร์วัน" ของไทยไปอย่างไร้เทียมทาน ออกพระรุ่น "สองสมเด็จ" เมื่อไหร่ รับรองคนแย่งกันหัวร้างข้างแตก ไอ้ไข่ก็ไอ้ไข่เถอะ แค่เด็กๆ จิ๊บๆ งานนี้เป็นเรื่องของอำนาจวาสนาบารมี ซึ่งโบราณกล่าวว่า "แข่งกันไม่ได้"

ถนนทุกสายเคยไปวัดสระเกศ เคยไปวัดปากน้ำ แต่พรุ่งนี้ คงต้องใช้เส้น "เพชรบุรีตัดใหม่" พุ่งและมุ่งตรงไป..วัดไตรมิตรวิทยาราม ตลาดน้อย

 

โอ้ย ! มันบ่แน่ดอกนาย

 

 

 

วันสามเณรปีนี้ มีคำถามด้านการศึกษาว่า..

 

สามเณรถาม : อาจารย์ครับ ถ้าผมจะเรียน นักธรรม-บาลี เรียนถึงชั้นไหนถึงจะดีครับ ?

อาจารย์ตอบ : อืม ! สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน ซึ่งการศึกษา มันก็จะมีผลต่ออนาคตแตกต่างกันนะเณร เช่นว่า

ถ้าสอบได้บาลี ประโยค 3 เณรก็จะได้เป็นสมเด็จฯ

ถ้าสอบได้ประโยค 6 เณรก็จะได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง หรือไม่ก็จะไปไกลถึงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเลยเชียว

สามเณรถาม : ล้วถ้าผมสอบได้เปรียญ 9 ล่ะ จะไปไกลขนาดไหนครับ เห็นครูบาอาจารย์ท่านว่า ประโยค 9 เป็นสุดยอดการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย จบประโยค 9 เท่ากับจบด๊อกเตอร์ รู้เสียงนกเสียงกาสารพัด ผมก็อยากเป็นประโยคเก้านะครับ
อาจารย์ตอบ : ถ้าเป็นเปรียญ 9 เณรก็จะตกงาน หรือไม่ก็ติดคุก เหมือนเจ้าคุณเอื้อนกับเจ้าคุณประยูร ไม่ได้เป็นสมเด็จ ไม่ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่อะไรกับเขาหรอก ทำงานเก่งให้ตายก็ไม่ได้เป็น

สามเณรถาม : ้างั้น ถ้าผมไม่เรียนบาลีล่ะครับ เรียนแค่นักธรรมเอกจะได้เป็นอะไร

อาจารย์ตอบ : โอได้เยอะเลยล่ะ ถ้ารียนจบนักธรรมเอกนะ เณรก็จะได้เป็นสมเด็จ เป็นเลขาสังฆราช เป็นเจ้าคณะภาคทีละ 4 ภาค เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นแม่กองธรรมสนามหลวง เป็นอุปนายกสภามหาวิทยาลัย เป็นที่ปรึกษา เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานงานอื่นๆ อีกนับร้อยตำแหน่ง พร้อมๆ กัน ครบเครื่องทั้งอำนาจ วาสนา และบารมี เรียกว่าสังฆราชน้อย อย่าว่าแต่ประโยค 9 เลย ต่อให้จบ 18 ประโยค ก็สู้นักธรรมเอกไม่ได้
สามเณร : ผมรู้แล้วครับ ว่าควรเรียนถึงชั้นไหน
อาจารย์ตอบ : ดีแล้วล่ะ ที่เณรถามก่อนเรียน ไม่งั้นจะเรียนแบบไม่มีจุดมุ่งหมาย อาจารย์ว่าเรียนสูงไปก็เท่านั้น มันไม่มีประโยชน์อันใด โบราณว่า โง่ไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก
 

เรียนอะไรดี กับ MONEY TALK

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

ข่าวเกี่ยวข้อง :

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 10 ตุลาคม 2563


 

เปิดเต็ม !

 

 

บันทึกข้อความ

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ถวายเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม 9 วัด

วัดไหน ได้เงิน ถูกดำเนินคดีและไม่ดำเนินคดี

ตรงนี้มีคำตอบ

 



 

 

เอกสารจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ข้างต้นนั้น ระบุว่า ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2556 ได้จัดสรรเงินงบประมาณอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม จำนวนเงิน 72 ล้านบาท ให้แก่วัดต่างๆ จำนวน 9 วัด  ซึ่งแต่ละวัดนั้นมีเจ้าอาวาสดังนี้

 



 

จากแถวบนซ้ายไปทางขวา และลงล่างตามลำดับ

1. สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม กรุงเทพฯ

2. สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ

3. พระวิสุทธาธิบดี (เชิด จิตฺตคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพฯ

4. พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร กรุงเทพฯ

5. สมเด็จพระวันรัต (จุณฑ์ พฺรหฺมคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ

6. พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรุงเทพฯ

7. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรโร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ

8. พระธรรมรัตนดิลก (สมเกียรติ โกวิโท) เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม กรุงเทพฯ

9. พระเทพเสนาบดี (ประเทือง อาภาธโร) เจ้าอาวาสวัดกวิศราราม ลพบุรี

 

 

 

ในบรรดาวัดทั้ง 9 นั้น ปัจจุบัน เจ้าอาวาสได้ถึงแก่มรณภาพลงไปแล้ว 2 รูป คือ

ซ้าย : สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม

ขวา : สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรโร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์

 

 

ซ้าย : พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา

วา : พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์

 

ในบรรดาวัดทั้ง 9 นั้น ูกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดย นายพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ แจ้งข้อหาว่าโกงเงินหลวง เพียง 2 วัด คือ วัดสามพระยาและวัดสัมพันธวงศ์

โดยวัดสามพระยานั้น พระพรหมดิลก ถูกล้อมจับคาวัด ในเช้าตรู่วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 ส่วนพระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศ์ นั้นไหวทัน ได้หนีออกนอกประเทศและลี้ภัยในประเทศเยอรมนี ทั้งนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอ้างว่า สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรโร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ชราภาพมาก ไม่รู้เรื่องเงินทองของวัด เชื่อว่าพระพรหมเมธีเป็นผู้ดำเนินการแทน จึงดำเนินคดีกับพระพรหมเมธีแทน

ปัจจุบันพระพรหมเมธีนั้น ทราบว่าได้รับสิทธิผู้ลี้ภัยทางการเมืองในประเทศเยอรมนีอย่างเต็มตัวแล้ว สามารถเดินทางไปได้ทุกแห่งทั่วโลก ยกเว้นประเทศไทย

ส่วนคดีของวัดสามพระยานั้น ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษา "ยกฟ้อง" ส่งผลให้อดีดพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ได้เดินทางกลับวัด พร้อมกับนุ่งห่มผ้าเหลืองตามเดิม โดยมีคณะสงฆ์วัดสามพระยาต้อนรับ โดยมิได้สงสัยในความบริสุทธิ์ของอดีตพระพรหมดิลกหรือเจ้าคุณเอื้อนเลย

 

 

แต่หลังจากนั้น นายพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา ได้ออกมาให้ข่าวทางสื่อว่า การที่อดีตพระพรหมดิลก กลับมาห่มผ้าเหลือง โดยที่คดีความยังไม่สิ้นสุดนั้น ถือว่าผิดกฎหมาย

 

 

ต่อมา ในวันที่ 30 กันยายน 2563 มีการประชุมมหาเถรสมาคม ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งวันนั้น สมเด็จพระสังฆราช มิได้เสด็จไปเป็นประธานการประชุม แต่ทรงมีพระบัญชาให้ "สมเด็จพระวันรัต" วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานการประชุมแทน โดยในที่ประชุม นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม ได้นำเอาความเห็นของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (เชื่อว่าเป็นความเห็นของนายพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ เพราะมีเนื้อหาเหมือนกับที่นายพงศ์พรให้ข่าวไปก่อนหน้านี้ทุกถ้อยคำ) เข้าไปอ่านให้ที่ประชุม มส. ฟัง ซึ่งที่ประชุมไม่มีใครออกความเห็นเลย นายณรงค์เลยสรุปว่า ที่ประชุมรับทราบ

ครั้นเสร็จประชุมแล้ว สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้สรุปผลการประชุมเป็นเอกสาร อ้างว่า มหาเถรสมาคม มีมติที่ 541/2563 ระบุว่า อดีตพระพรหมดิลก "เจ้าคุณเอื้อน" กลับมาห่มผ้าเหลืองไม่ได้

 


 

สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร

ประธานการประชุมมหาเถรสมาคม วันที่ 30 กันยายน 2563

 

 

กรรมการมหาเถรสมาคม

ผู้มีชื่อได้รับเงินอุดหนุนก้อนเดียวกับวัดสามพระยา

เข้าร่วมประชุมในวันที่ 30 กันยายน 2563

 

ครั้นเช็ครายชื่อกรรมการมหาเถรสมาคมที่เข้าร่วมประชุมในวันนั้น ปรากฏว่า มีพระเจ้าอาวาสวัดที่ได้รับเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม "ก้อนเดียว" กับวัดสามพระยาและวัดสัมพันธวงศ์ เข้าประชุมด้วย จำนวน 4 รูป คือ

1. สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานการประชุม

2. สมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส เป็นกรรมการ

3. พระวิสุทธาธิบดี เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นกรรมการ

4. พระธรรมรัตนดิลก เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม เป็นกรรมการ

 

 

ซึ่งวัดบวรนิเวศวิหาร ของสมเด็จพระวันรัตนั้น ได้รับเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นจำนวน 5 ล้านบาท ขณะที่วัดสุทัศนเทพวราราม วัดเทพศิรินทรราวาส และวัดอรุณราชวราราม ได้รับเงินอุดหนุน วัดละ 10 ล้านบาท

เมื่อมีการดำเนินคดีกับวัดสามพระยาและวัดสัมพันธวงศ์ ในข้อหา "ไม่มีสิทธิ์รับเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม เพราะไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม" จึงเกิดคำถามว่า วัดอื่นๆ ที่เหลือ มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมหรือไม่ ถ้าไม่, ทำไมไม่ถูกดำเนินคดีเหมือนวัดสามพระยาและวัดสัมพันธวงศ์

เมื่อไม่มีการชี้แจงแถลงไขจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าทำไมจึงไม่ดำเนินคดีกับวัดอื่นๆ อีก 7 วัด แต่ถูกดำเนินคดีเพียง 2 วัดเท่านั้น จึงเกิดคำถามว่า มีการเลือกปฏิบัติหรือไม่ ?

แต่ไม่ว่าวัดบวรนิเวศวิหาร วัดสุทัศน์ วัดเทพศิรินทร์ และวัดอรุณ จะไม่ถูกดำเนินคดี แต่ก็ยังมี "หลักฐาน" ที่ยืนยันว่า วัดกรรมการมหาเถรสมาคมเหล่านี้ ได้รับเงินอุดหนุน "ชุดเดียว" กับวัดสามพระยาและวัดสัมพันธวงศ์ ในทางพระธรรมวินัยจึงถือว่า วัดเหล่านี้มีมลทิน ต้องได้รับการสอบสวนในทางพระธรรมวินัย แม้ว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะไม่เอาความก็ตาม ตรงนี้ถือเอามูลความผิดของวัดสามพระยาและวัดสัมพันธวงศ์เป็นเกณฑ์

ชัดเจนว่า แม้ว่าในทางกฎหมาย รัฐบาลไทย และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะเลือกปฏิบัติ ดำเนินคดีเฉพาะวัดสามพระยาและวัดสัมพันธวงศ์เท่านั้น แต่ในทางพระธรรมวินัยแล้ว จะละเว้นหาได้ไม่

นั่นหมายความด้วยว่า เมื่อพระพรหมดิลกและพระพรหมเมธี ต้องคดีมีผลกระทบเป็นอธิกรณ์ทางสงฆ์ ถือว่าขาดความชอบธรรมในสิทธิทางพระธรรมวินัย แต่เมื่อกรรมการมหาเถรสมาคมอีก 4 รูป คือ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส และเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม มีหลักฐานยืนยันว่า "ได้รับเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม บัญชีเดียวกับวัดสามพระยาและวัดสัมพันธวงศ์" จึงถือว่าทั้ง 4 วัดเหล่านี้ มีมลทิน ต้องได้รับการสอบสวนตามกระบวนการทางพระธรรมวินัยให้เสร็จสิ้น ทั้งเมื่อยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็ย่อมไม่มีสิทธิ์ในทางพระธรรมวินัย เหมือนอดีตเจ้าคุณเอื้อน

รวมทั้ง การที่สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานการประชุมมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ วัดเทพศิรินทร์ และวัดอรุณ เข้าร่วมประชุม วินิจฉัยในคดีความของอดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) จึงถือว่าไม่ชอบธรรม เพราะทั้งประธานและกรรมการ มส. หลายรูป ต้องอธิกรณ์เดียวกับพระพรหมดิลก วัดสามพระยา ไปแล้ว

มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 541/2563 ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกาศว่าเป็นมติ มส. โดยสมบูรณ์นั้น ทางพระธรรมวินัยจึงถือว่าไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม พระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศ ไม่อาจยอมรับการประชุมของมหาเถรสมาคมในครั้งนี้ได้ เพราะย่ำยีพระธรรมวินัย อย่างชัดเจน

 

 

ถ้ามหาเถรสมาคม อำนวยตามสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้เป็นตราประทับในทางพระธรรมวินัย ไปดำเนินคดีกับอดีตพระพรหมดิลกเพิ่มเติมอีก ถือว่ามหาเถรสมาคมสิ้นสุดสถานภาพทันที เพราะนี่คือ การใช้โจรจับโจร เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดำเนินคดีต่อพระพรหมดิลก ในข้อหาโจร กรรมการมหาเถรสมาคม ก็ย่อมจะเป็นโจรไปด้วย เพราะรับเงินก้อนเดียวกันกับวัดสามพระยา

ปัญหาเวลานี้ จึงมิใช่สถานภาพของอดีตพระพรหมดิลกหรือเจ้าคุณเอื้อนอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับสถานภาพของกรรมการมหาเถรสมาคมเสียเอง ตราบใดที่ยังไม่เคลียร์ ก็ไม่มีความชอบธรรมในการเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ขืนทำไปก็จะกลายเป็นโมฆะทั้งสิ้น งานนี้เห็นทีต้องรื้อมหาเถรสมาคมเสียแล้ว

มหาเถรสมาคมชุดพระราชทาน ไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว ทำงานไม่ได้แล้ว ไม่สามารถสร้างความชอบธรรมทางพระธรรมวินัยให้แก่พระพุทธศาสนาและพระภิกษุสามเณรอีกต่อไปแล้ว เอวัง

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 9 ตุลาคม 2563


มติ มส. ส่อโมฆะ

เพราะว่า มส. ไม่ได้ลงมติ

แต่เป็นมติของพงศ์พรคนเดียว

มส. ก็แค่นั่งฟังเฉยๆ ไม่มีใครออกความเห็นเลย

 

 

การประชุมมหาเถรสมาคม วันที่ 30 กันยายน 2560

สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานการประชุม

ขณะที่สมเด็จพระสังฆราชทรงลาประชุม

 

 

 

ณรงค์ ทรงอารมณ์ ผอ.พศ.

นำเอาเอกสารของพงศ์พรเข้าไปอ่านให้ มส.ฟัง

ฟังแล้ว มส. ทุกรูปต่างนิ่ง ไม่มีใครออกความเห็นใดๆ

แต่กลับถูกสำนักพุทธฯ โฆษณาว่า เป็นมติของ มส.

เกิดเป็นคำถามว่า มติ มส. หรือ มติ พศ.

 

คำถามที่พระสงฆ์องค์เณรทั่วโลกพร้อมใจตั้งกันขึ้นมาก็คือว่า มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 22/2563 ซึ่งประชุมในวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมานั้น อ่านดูทุกตาแล้ว ไม่ปรากฏตรงไหนที่ว่า "มหาเถรสมาคมได้ลงมติ" คือไม่เห็นความเห็นใดๆ ในกรณีนี้เลยจากกรรมการมหาเถรสมาคม แม้แต่รูปเดียว

ในเอกสารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ประกาศออกมานั้น ทั้งฉบับ เห็นมีแต่ "ความเห็น" ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งบังเอิญไปตรงกับ "คำสัมภาษณ์" ของ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ซึ่งเผยแพร่ผ่านสื่อไปก่อนหน้าจะเข้าสู่ที่ประชุม มส. แล้ว

จะบอกว่า นายณรงค์ ทรงอารมณ์ นำเอาข่าวจากหนังสือพิมพ์ จากการสัมภาษณ์ของพงศ์พร ไปรายงานมหาเถรสมาคม ก็ว่าได้ไม่ผิด

หรือจะบอกว่า ณรงค์ ทรงอารมณ์ นำเอาความเห็นของพงศ์พร ไปเป็นของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และใช้มหาเถรสมาคม เป็น "ตราประทับ" เพื่อจะนำไปอ้างเป็นความชอบธรรม ในการดำเนินคดีกับอดีตเจ้าคุณเอื้อน ต่อไป ก็ว่าได้ไม่ผิด

หรือจะบอกว่า พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ใช้ให้ "ณรงค์ ทรงอารมณ์" เป็นเบ๊ ให้เอาความเห็นของตัวเองไปสั่งการให้มหาเถรสมาคมดำเนินการ "ตีตรา" ออกมาเป็น มติ มส. ดังที่เห็น ก็ว่าได้ไม่ผิด

ที่ผิดสังเกตก็คือว่า การประชุมวันที่ 30 กันยายน 2563 ที่ผ่านมานั้น สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงงดการประชุม และทรงมีพระบัญชาให้ สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานการประชุมแทน

ซึ่งเมื่อเท้าความกลับไปในการประชุม มส. วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ซึ่งครั้งนั้น มหาเถรสมาคมได้ลงมติให้ "พระราชปริยัติสุนทร-อมรภิรักษ์ ปสนฺโน" วัดโสธรวราราม ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่กลับถูกเจ้าอาวาสวัดโสธรและอดีตเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราคัดค้าน โดยอ้างว่าคุณสมบัติบกพร่อง เคยต้องอธิกรณ์ และที่สำคัญก็คือ อ้างว่า "การประชุม มส. ครั้งนั้น สมเด็จพระสังฆราช มิได้เสด็จไปเป็นประธานการประชุม จึงควรถวายพระเกียรติแก่สมเด็จพระสังฆราช ได้ทรงลงพระดำริวินิจฉัยโดยชอบธรรม" แปลง่ายก็หมายถึงว่า ผู้คัดค้านกล่าวหาว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ลักไก่ นำเอาโผเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทราเข้าที่ประชุมมหาเถรสมาคม ในวันที่สมเด็จพระสังฆราช มิได้เสด็จมาเป็นประธานการประชุม

ผลปรากฏว่า นายพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. ในสมัยนั้น ได้นำเอาหนังสือคัดค้านนั้น กราบทูลสมเด็จพระสังฆราช เพื่อขอให้มีการทบทวนมติดังกล่าว ขณะเดียวกัน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ก็ออกมาตีตราว่า "สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีอำนาจสั่งทบทวนมติ มส. ได้"

ซึ่งถึงแม้ว่า ในการประชุม มส. ครั้งต่อมา สมเด็จพระสังฆราช จะเสด็จมาเป็นประธานการประชุม และที่ประชุมก็ "ยืนยัน" มติเดิม ส่งผลให้พระราชปริยัติสุนทร ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดอย่างถูกต้องชอบธรรมทุกประการไปแล้วก็ตาม

แต่มาครั้งนี้ กลับเป็น นายพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีต ผอ.พศ. เสียเอง ที่ให้นายณรงค์ ทรงอารมณ์ นำเอาความเห็นของตนเอง ไปแจ้งให้แก่ที่ประชุม มส. ทราบ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ สมเด็จพระสังฆราช ก็มิได้เสด็จมาเป็นประธานเช่นกัน

ก็เข้าทำนอง ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง

และถ้ายึดเอาตามความเห็นของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ว่า "สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระอำนาจสั่งทบทวนมติ มส. ได้" ก็อาจจะมีผู้คัดค้านมติมหาเถรสมาคมครั้งนี้ ไปยังสมเด็จพระสังฆราช เหมือนที่นายพงศ์พรเคยทำมาก่อน อาจจะติดปัญหานิดเดียวแต่เพียงว่า ผู้ยื่นนั้นต้องเป็น ผอ.พศ. หรือว่าใครก็ได้ ?

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาของเอกสารจากสำนักพุทธดังกล่าว ทั้งหมดทั้งมวล นอกจากจะเหมือนกับคำแถลงข่าวของนายพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ทุกประการแล้ว ก็ยังไม่เห็นมี "มติ" หรือ "ความเห็น" อื่นใด ของบรรดากรรมการมหาเถรสมาคม ผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนั้นเลย แม้แต่อักษรเดียว ไม่ว่าจะเป็นด้าน "เห็นชอบด้วย" หรือ "โต้แย้ง" ใดๆ ก็ไม่เห็นมี ท้ายเอกสารระบุแต่เพียงว่า "ที่ประชุมรับทราบ" เท่านั้น ซึ่งโดยปกตินั้น เรื่องสำคัญเช่นนี้ ที่ประชุมต้องแสดงความเห็นอย่างรอบด้าน ทั้งด้านกฎหมายและพระธรรมวินัย หรือเหตุผลอื่นใด แต่นี่กลับไม่ปรากฏเลย คำว่ารับทราบ จึงอาจจะกลายเป็นว่า ที่ประชุม มส. ไม่ยอมรับว่าเป็นการกระทำของ มส. แต่ให้เป็นการกระทำของ พศ. แทน จึงเพียงแค่..รับทราบ

เมื่อมหาเถรสมาคมเพียงแค่ "รับทราบ" มิได้แสดงความเห็นหรือลงมติใดๆ ในทางผิดหรือถูก ต่อกรณีที่อดีตพระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) วัดสามพระยา ซึ่งกลับมาห่มจีวรทันทีที่ได้ทราบคำพิพากษา "ยกฟ้อง" จากศาลอุทธรณ์ และได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์ วัดสามพระยา อย่างล้นหลาม เหมือนสมัยอดีตพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) ห่มจีวรกลับวัดมหาธาตุในอดีต จึงยังไม่สามารถวินิจฉัยให้เด็ดขาดลงไปว่า อดีตพระพรหมดิลก สามารถกลับมาห่มผ้าเหลืองได้เลยหรือไม่ หมายถึงว่า มหาเถรสมาคม ยังมิได้วินิจฉัย "สถานะพระภิกษุ" ของอดีตเจ้าคุณเอื้อนเลย

ดังนั้น คำกล่าวอ้างของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงถือว่าเป็นการอ้างในด้าน "กฎหมาย" เพียงด้านเดียว ไม่เกี่ยวกับพระธรรมวินัย เพราะในหลักพระธรรมวินัยนั้น ต้องมีคำวินิจฉัยของมหาเถรสมาคมเป็นหลักฐานยืนยัน มิใช่แค่ณรงค์เอาคำพูดของพงศ์พรไปอ่านให้ฟัง พอพระไม่ว่าอะไร ก็เออออเอาว่า มหาเถรสมาคม ลงมติเห็นชอบแล้ว แบบนี้เขาเรียกว่า ตีกิน

สถานะพระภิกษุของอดีตพระพรหมดิลก หรือเจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา จึงถือว่ายังไม่เด็ดขาดในทางพระธรรมวินัย เพราะเมื่อยังไม่มีคำวินิจฉัยจากมหาเถรสมาคมให้อดีตพระพรหมดิลก "พ้นจากความเป็นพระภิกษุ" ตราบใด ก็ต้องถือว่า อดีตพระพรหมดิลก ยังเป็นพระภิกษุอยู่ ตราบนั้น

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 8 ตุลาคม 2563


 

บิ๊กแดงบวชวัดหงส์

ได้ฉายา อภิรชตโน

จำวัดคณะเดียวกับพระจักรทิพย์

 




 

"บิ๊กแดง" โกนหัวบวชแล้ว จัดงานเรียบง่าย มีเพียงญาติ คนสนิท ร่วมพิธี

"บิ๊กแดง" พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ รองราชเลขาธิการพระราชวัง อดีต ผบ.ทบ. ได้อุปสมบทเป็นพระสงฆ์แล้ว ที่วัดหงส์รัตนาราม บรรยากาศเรียบง่าย ได้รับฉายา "อภิรัชตโน" แปลว่า "ผู้มีพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง"

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 8 ต.ค.2563 บรรยากาศที่วัดหงส์รัตนาราม ภายหลังมีข่าวลือสะพัดเรื่องการเข้าอุปสมบทของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ "บิ๊กแดง" รองราชเลขาธิการพระราชวัง และอดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มาตลอด 1-2 วัน พบว่าตั้งแต่เวลา 05.00 น. มีความเคลื่อนไหวด้านในพระอุโบสถโดยมีญาติและคนสนิทของบิ๊กแดงเดินเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ท่ามกลางเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบประจำจุดทุกประตูรอบพระอุโบสถ ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนหรือบุคคลภายนอกเข้าไปในพระอุโบสถ และไม่อนุญาตให้เข้าบันทึกภาพทำข่าวขณะทำพิธี

จากนั้นเวลาประมาณ 06.30 น. พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และพล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เดินทางมาถึงที่วัดหงส์รัตนาราม ก่อนมุ่งหน้าเข้าไปภายในพระอุโบสถ

 

 

พระบิ๊กแดง กับ พระบิ๊กแป๊ะ

 

จากนั้นอีก 30 นาทีต่อมา พล.อ.อภิรัชต์ ซึ่งอยู่ในสมณเพศโกนผมครองผ้ากาสาวพัสตร์ ก็ได้เดินเท้าออกจากพระอุโบสถมุ่งหน้าเข้ากุฏิคณะ 1 พร้อมกับ พระจักรทิพย์ จินตชโย หรือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. ที่ได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดแห่งนี้ โดยมี พระเทพปริยัติมุนี (มีชัย วีรปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามฯ เป็นพระอุปัชฌาย์

มีรายงานว่า ภายหลังผ่านการบรรพชาอุปสมบทเป็นที่เรียบร้อย พระอภิรัชต์ ได้รับฉายาว่า "อภิรัชตโน" แปลว่า "ผู้มีพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง" โดยหลังจากนี้คาดว่า พระอภิรัชต์ น่าจะจำวัดที่คณะ 1 สถานที่เดียวกันกับพระจักรทิพย์ เช่นเดียวกัน

 

ที่มา : ทยรัฐ-แนวหน้า-โพสต์ทูเดย์ : 7 ตุลาคม 2563


พงศ์พร ยึดอำนาจ มส.

ส่งคำพิพากษา "เจ้าคุณเอื้อน" ผ่านณรงค์อ่านให้ฟัง

ฟังแล้วอึ้งกิมกี่ เถรสมาคม ไม่มีความเห็นใดๆ

กลายเป็นความชอบธรรมของพงศ์พรทันที

เพราะนี่คือ "ใบเสร็จ" เสร็จแน่ๆ เจ้าคุณเอื้อน

ไม่รีบห่มขาววันนี้ก็อาจจะมีข้อหาตามมา

จะหาว่าพงศ์พรไม่เตือน

 

 

สองรุมหนึ่ง

 

 

อา..ก็ต้องเรียกว่า "เรียบร้อยโรงเรียนพงศ์พร" ทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทั้งมหาเถรสมาคม ถูกพงศ์พรยึดเรียบ เริ่มตั้งแต่

1. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำเอาเอกสารรายงานคดีอดีตพระพรหมดิลก หรือเจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยา เข้ารายงานต่อมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา ปรากฏว่า คำรายงานนั้น "เหมือนกัน" กับคำแถลงข่าวผ่านสื่อ ของนายพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีต ผอ.พศ. และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน แม้แต่คำว่า "อนึ่ง" ก็ยังลอกกันตรงเด๊ะ แล้วอย่างนี้ จะมิให้เรียกว่า "สำนักพุทธถูกพงศ์พรยึด" ได้ยังไง ทั้งพุทธมณฑลไม่มีคนรู้ภาษาแล้วหรือไร ถึงได้เอาคำแถลงข่าวของพงศ์พร ไปอ่านรายงานให้ที่ประชุมมหาเถรสมาคมฟัง "ทั้งดุ้น" เผยข้อสงสัยในอดีตเสียหมดว่า "ณรงค์ ทรงอารมณ์ ผอ.พศ. คนปัจจุบัน เป็นร่างทรงของใคร" มิใช่แค่นามสกุล "ทรงอารมณ์" เท่านั้น แต่วันนี้เห็นแล้วว่า "ทรงทุกอย่าง" ของพงศ์พร แม้แต่..อารมณ์ ถึงกับนำเอาถ้อยคำสำนวนของพงศ์พรไปเป็นรายงานให้แก่มหาเถรสมาคมดังที่เห็น ณรงค์วันนี้ตกอยู่ในสภาพ "กินน้ำใต้ศอก" ของพงศ์พรอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เป็นนักการศาสนานัมเบอร์วันทั้งทีก็น่าจะเป็นให้มันสมยศสมอย่างหน่อย แต่ทำแบบนี้มันไร้เกียรติยศและศักดิ์ศรี นะ ณรงค์ ทำงานไม่เป็นก็ลาออกซะ อย่าอยู่ให้อายชาวบ้านเขาเลย

2. มหาเถรสมาคม กลายเป็น "สภาตรายาง" ให้แก่พงศ์พรอย่างสมบูรณ์แบบ ภายหลังจากรับฟังรายงานของ "พงศ์พร" ที่ณรงค์นำมาอ่านให้ฟัง ก็ฟังไปหลับไป ไม่มีความคิด ไม่มีความเห็น ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ไม่ว่าพงศ์พรจะเขียนอะไรๆ ให้อ่าน ก็เชื่อทุกถ้อยคำ เลยถูกพงศ์พรนำเอา "ความเฉยเมย" ของมหาเถร ไปเป็นความชอบธรรมให้แก่ตนเอง จะได้นำเอา "ความไม่เห็น" ของมหาเถรสมาคมครั้งนี้ ไปตีเจ้าคุณเอื้อนต่อไป

ทั้งสองกรณีนี้ คือความตกต่ำย่ำแย่ที่สุด ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาเถรสมาคม ในรอบ 60 ปี ที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ เหมือนสมัยจอมพลผ้าขาวม้าแดงครองเมือง จับหลวงพ่ออาจเข้าคุกเข้าตะราง ปั้นข้อหาเท็จสารพัด พระสงฆ์ด้วยกันน่าจะช่วยเหลือ กลับช่วยซ้ำ ปล้นเอาตำแหน่งของพระพิมลธรรมมาครองกันเกร่อ ไม่อายฟ้าอายดิน ขนาดศาลทหารยังพิพากษาว่า "ผู้รุมทำร้ายพระพิมลธรรมมีมากเกินไป ทั้งพระทั้งฆราวาส จึงไม่อาจเอาผิดได้ ขอให้จำเลยอโหสิกรรมให้ ถือเสียว่าเป็นกรรมเก่า" ตอนนั้นน่าจะยุบมหาเถรสมาคมทั้งไปได้แล้ว เพราะมิได้ทำงานเพื่อพิทักษ์รักษาพระธรรมวินัยและพระสงฆ์สามเณร แต่กลับทำลายพระทำวินัยและปล้นชิงพระเณรเสียเอง

 

 

ประชุมมหาเถรสมาคม วันที่ 30 กันยายน 2563

สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานการประชุม

เป็นนัดประวัติศาสตร์ เพราะมีวาระการประชุมเรื่องเจ้าคุณเอื้อนด้วย

 

 

ณรงค์ ทรงอารมณ์

อ่านเอกสารของ พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ให้ มส.ฟัง

 

 

มหาเถรสมาคม ฟังแล้ว ก็โนมคอมเมนต์

เห็นตามพงศ์พรทุกประการ

ก็ชิบหายซีคะ พระศาสนาจะอยู่อย่างไร ถ้าให้ฆราวาสชี้นำ

 

มาวันนี้ก็เอาอีก มหาเถรสมาคม น่าจะมีความคิดเห็นมั่ง ฟังณรงค์อ่าน "ขี้ปาก" ของพงศ์พรทุกบททุกตอนแล้ว ก็น่าจะมีถ้อยคำสำนวนที่ "ดีกว่า" หรือความเห็น "เพิ่มเติม" สิ่งใด ให้เป็นที่รับทราบว่า บรรดากรรมการมหาเถรสมาคม ยังมีผู้รู้อยู่บ้าง แต่นี่ไม่มีเลย ไม่มีข่าวเลยซักแอะว่า บรรดากรรมการมหาเถรสมาคม "ชุดพระราชทาน" เหล่านี้ จะได้มีสติพอที่จะ "ตั้งข้อสังเกต" ในคดีประวัติศาสตร์นี้กันอย่างไร มิใช่อะไรๆ ก็เอาพงศ์พรว่าหมด เออออห่อหมกไปตามยถากรรม น่าจะขอเวลา "ตั้งกรรมการศึกษา" ก็ไม่ทำ จึงน่าสงสัยว่า กรรมการ มส. กลัวอะไร จึงได้ปล่อยไก่เป็นเล้าดังที่เห็น ถ้าไม่พร้อมแล้วมาเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมทำไมไม่ทราบ

ถ้าเพียงแค่ "ไปนั่งฟัง" ก็อวดโอ่ว่าเป็นการประชุมมหาเถรสมาคมแล้ว อีแบบนี้ไม่ต้องมีมหาเถรสมาคมก็ได้ เพราะมีหรือไม่มีก็ไม่ต่างกัน ถ้าเช่นนั้นก็เชิญพงศ์พรมาเป็น "ประธานมหาเถรสมาคม" เสียสิ จะได้สมยศสมอย่าง อยากประจบสอพลอต่อฆราวาส ก็ทำได้เต็มที่ อยากเห็นเหมือนกันว่ากรรมการ มส. รูปไหน จะกราบไหว้พงศ์พรก่อน

ความสะเพร่าของมหาเถรสมาคมครั้งนี้ ย่อมจะสร้างความชอบธรรมให้แก่เจ้าคุณเอื้อน แบบว่าถ้าห่มผ้าเหลืองไม่ได้ ก็จะหันไปนุ่งห่มสีอื่น เช่น สีขาว แทน แต่ผู้ที่เคารพนับถือศรัทธาในตัวเจ้าคุณเอื้อนนั้น จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพราะเขาเชื่อว่า "ถูกรัฐบาลรังแก" และ "มหาเถรสมาคมไม่เหลียวแล"

ดังนั้น ต่อให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ของ บิ๊กตู่ ณรงค์ และพงศ์พร ตั้งข้อหาให้เจ้าคุณเอื้อนอีกนับร้อยนับพันคดี มันก็ไม่มีผลอะไรต่อเจ้าคุณเอื้อน เพราะผู้คนเขาเห็นว่าไม่เป็นธรรม อยากจะทำอะไรก็เชิญ ยิ่งขังก็ยิ่งขลัง นั่งสมาธิในคุกให้ชาวโลกดู เจ้าคุณเอื้อนวันนี้ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว แม้แต่ยศถาบรรดาศักดิ์หรือตำแหน่งแห่งหนต่างๆ ที่ถูกยึดไป เพียงแค่ประกาศ "ไม่เอาอะไรทั้งสิ้น" ก็จะกลายเป็น..อรหันต์ ในทันที

แล้วทีนี้ล่ะ ใครบ้าง จะหนาว ก็เดากันเอาเอง

 

 




 

ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ : 7 ตุลาคม 2563

 

ยังไม่ได้รับรายงาน

รัฐมนตรีอนุชาแถลง

กรณีเงินเยียวยาโควิดสำหรับพระเณร

 

 

อนุชา นาคาศัย

รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 


 

อา..ณรงค์ ทรงอารมณ์ เพิ่งจะระดมสรรพกำลังจากสำนักงานพระพุทธศาสนา "ทั่วประเทศ" จัดงานใหญ่ "18 ปี ก่อตั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" แพร่ภาพไปสดๆ ร้อนๆ แต่ยังมิทันข้ามวัน ท่านรัฐมนตรีอนุชา ก็ประกาศว่า "ยังไม่ได้รับรายงานจากสำนักพุทธฯ เรื่องเงินเยียวยาโควิดของพระภิกษุสามเณร"

นั่นหมายถึงว่า สำนักพุทธฯ ไม่ได้สนใจในเรื่องพระเรื่องเณร สนแต่เรื่องของตัวเอง นับตั้งแต่เงินเดือนพระสังฆาธิการและพระเปรียญ ที่รัฐบาลไม่เพิ่มงบมานานถึง 3-4 ปีแล้ว มาจนถึงเงินเยียวยาโควิด ที่ติดค้างมาตั้งแต่สมัย รัฐมนตรีเทวัญ ลิปตพัลลภ ปัจจุบัน รัฐมนตรีอนุชา นาคาศัย ก็ยังไม่ได้รับรายงาน รู้แต่ว่าพระเณรทั่วประเทศไทย ยังไม่มีรูปไหนได้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว ถามว่ามีสำนักพุทธฯไว้ทำไม ทำอะไร ไหนว่ามีไว้เพื่อสนองงานพระศาสนา ถ้าไม่ดูแลเรื่องพระเณรแล้ว จะสนองงานหาวิมานอะไร ?

 

 

มอบรางวัลกันเอง เท่ห์สุดๆ

 

งานฉลอง 18 ปี ก่อตั้งสำนักพุทธฯ นั้น เห็นภาพทั้งหมดมีแต่ "ณรงค์ ณรงค์ และณรงค์" โชว์ออฟเป็นพระเอกอยู่คนเดียว ส่วนผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เช่น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ควบคุมดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กลับไม่มาร่วมงาน แบบนี้จะเป็นงานระดับชาติได้อย่างไร ภูมิอกภูมิใจอะไรคะ คุณณรงค์ ?

 

 

ยังไม่ได้หรือครับหลวงพ่อ

โถ..นึกว่าได้ไปตั้งนานแล้ว พวกผมรองวดสามแล้วนะเนี่ย

คงรอวัคซีนก่อนมั๊งครับ วัคซีนมาก็หายกันพอดี ไม่ต้องจ่ายเงิน

 

 

อนุชากำชับ พศ. เร่งเยียวยาพระสงฆ์ 2.5 แสนรูป รับผลกระทบโควิด-19

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำชับ พศ.เร่งหน้าเยียวยาพระสงฆ์ 2.5 แสนรูป รับผลกระทบการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 รับเรื่องยังไม่เรียบร้อย ติดขัดอยู่หลายส่วน 

วันที่ 3 ต.ค. นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการเยียวยาพระสงฆ์ทั่วประเทศประมาณ 2.5 แสนรูป ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ว่า เรื่องนี้ยังไม่เรียบร้อย เพราะยังคงติดขัดอยู่หลายส่วน ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการให้รูปแบบเสร็จสมบูรณ์

โดยทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ยังไม่ได้รายงานตนถึงข้อขัดข้องว่ามีอะไรบ้าง และยังไม่ได้บอกถึงความต้องการหรือความเร่งด่วนอย่างไร ซึ่งตนจะติดตามเรื่องนี้ให้

 

ี่มา : ไทยรัฐ : 3 ตุลาคม 2563

 

บิ๊กแป๊ะบวชพระ

ล้างมลทินหลังเกษียณ

ขออโหสิให้กับทุกชีวิตที่เกี่ยวข้อง

 

 

บิ๊กแป๊ะวันนี้

 

 

บิ๊กแป๊ะวันวาน

 





 

 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 2 ตุลาคม 2563

 

ตั้งสมเด็จชินเป็นอุปนายกสภา มมร.

รองจากสมเด็จพระสังฆราช

เหนือกว่าเจ้าคุณสมคิดอธิการบดี

นี่คือ สลากกินรวบ วัดราชบพิธ งวดล่าสุด

 

 

 

สมเด็จพระสังฆราช (อัมพรมหาเถร) วัดราชบพิธ

องค์นายกสภามหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)

 

 

ซ้าย : สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธ อุปนายก มมร.

ขวา : พระราชปฎิภาณโกศล (สมคิด จินฺตามโย) วัดราชบพิธ อธิการบดี มมร.

 

อา..โบราณว่า น้ำมาปลากินมด น้ำลดมดกินปลา วันนี้ ปีนี้ เวลานี้ น้ำคลองโอ่งอ่างวัดราชบพิธกำลังมาแรง ไหลไกลไปถึงคลองบางลำพูท่วมวัดบวรนิเวศวิหารของสมเด็จจุณฑ์ จากนั้นก็ไหลบ่าเป็นทะเลยาวไกลไปจนถึงแม่น้ำนครไชยศรี ซึ่งมี "มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหามกุฏราชวิทยาลัย" ตั้งฐานตระหง่านอยู่ ดูมุมไหนก็เห็นแต่..พระวัดราชบพิธ คุมเป็นท้าวทั้งสี่ ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไปให้ระคายเคืองพระยุคลบาท

ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ที่คุมมหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. อยู่ทุกทิศทางนั้น ได้แก่

1. สมเด็จพระสังฆราช (อัมพรมหาเถร) ทรงดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย

2. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) ดำรงตำแหน่งอุปนายกสภามหาวิทยาลัย

3. พระราชปฏิภาณโกศล (สมคิด จินฺตามโย) ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัย

4. พระเตชินท์ อินฺทเตโช วัดราชบพิธ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัย

 


 

 

คำสั่งล่าสุดจากนายกสภามหาวิทยาลัย มมร. ก็คือ แต่งตั้ง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ หรือสมเด็จสุชิน เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม แม่กองธรรมสนามหลวง และอีกหลายร้อยตำแหน่ง ให้ดำรงตำแหน่ง "อุปนายกสภามหาวิทยาลัย มมร." พร้อมๆ กับหวยจาก ปปช. งวดล่าสุด ก็คือ มหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.) สอบตกด้านคุณธรรมและความโปร่งใสในการบริหาร

คำถามก็คือ การเอาแต่พระวัดราชบพิธเข้ามาทำงาน "ทุกตำแหน่ง" ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. นั้น ถูกต้องตามหลักการบริหารสากลหรือเปล่า ?

เพราะคงมิใช่มีเฉพาะวัดราชบพิธเท่านั้นกระมัง ที่มีพระเณรมีสติปัญญาสามารถจะดำรงตำแหน่งและบริหารกิจการมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ได้ พูดง่ายๆ ว่า พระธรรมยุตทั่วประเทศ มากมายหลายหมื่นรูป ไม่มีวัดไหนเลยหรือ ที่จะช่วยงานพระศาสนาในเวลานี้ได้ ยกเว้นวัดราชบพิธ

 

 

ที่พูดอย่างนี้มิใช่แอนตี้หรือมีอคติต่อวัดราชบพิธ ยิ่งวัดปัจจุบันเจ้าอาวาสวัดราชบพิธเป็นถึง "สมเด็จพระสังฆราช" ย่อมจะต้องรับภาระพระศาสนาอย่างสูงสุด ไม่เชื่อสังฆราชแล้วจะเชื่อใคร แต่การเชื่อแบบนั้นเป็นความเห็นส่วนตัว ตอบปัญหาสากลหาได้ไม่ เช่นว่า

สมเด็จสุชินหรือสมเด็จชินนั้น ปัจจุบันท่านมีตำแหน่งดังนี้

1. ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารม พระอารามหลวง

2. เลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช (อัมพรมหาเถร)

3. กรรมการมหาเถรสมาคม

4. รักษาการเจ้าคณะภาค 4-5-6-7 (ธรรมยุต)

5. แม่กองธรรมสนามหลวง

6. อุปนายกสภามหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)

7. หัวหน้าพระธรรมทูต สายที่ 7

8. ผู้จัดการโรงทาน (โควิด-19) ตามดำริสมเด็จพระสังฆราช

9-10-11-12-13-14-15-16-17-18-19 ฯลฯ 99

พูดให้กระชับอำนาจก็คือว่า สมเด็จชินกินทุกตำแหน่งของประเทศไทย เพราะแค่ตำแหน่งเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชก็ใหญ่คับฟ้าแล้ว ยังมีอีกเป็นกรุดังที่เห็น ใครได้เห็นก็สงสัยว่า เจ้าคุณชินท่านมีเวลากิน นอน ถ่าย บ้างหรือไม่ เอาเวลาที่ไหนไปบริหารงานนับร้อยตำแหน่ง ทำได้ก็ยิ่งกว่าขงเบ้ง แต่ถ้าทำไม่ได้ หรือไม่เต็มที่ นั่นก็เท่ากับว่า เอาหน้าที่การงานเหล่านั้นมาดองไว้ ถือเป็นการทำลายโดยอ้อมเลยเชียว

กับผลงานล่าสุดของ มมร. ที่ ปปช. ปูดออกมาเมื่อวาน คือ มหามกุฏราชวิทยาลัย สอบตกด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ติดอันดับ "แย่ที่สุดของประเทศไทย" มองยังไงก็ไม่พ้นความรับผิดชอบของพระวัดราชบพิธ เพราะวัดนี้คุมมหาวิทยาลัยแห่งนี้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แถมมีอำนาจล้นฟ้า แต่ว่าผลงานออกมาแบบที่เห็น จึงเป็นเรื่องอดคิดไม่ได้ว่า ผิดหลักการบริหารหรือเปล่า ? เท่านั้นเอง มิกล้าคิดจวบจ้วงไปถึงสมเด็จพระสังฆราชเลย

กับปรากฏการณ์ที่ได้เห็นบ่งฟ้องว่า คณะสงฆ์ไทย ภายใต้การบริหารของสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ ยังติดยศติดอย่าง ติดขุนน้ำขุนนาง แบบว่าพอมีอำนาจ ก็รวบอำนาจมาไว้จนล้นวัด ไม่ต่างจากพระสังฆราชในอดีต ที่นิยมตั้งคนของตัวเองเข้าไปกินตำแหน่ง เอาบำเหน็จบำนาญเหมือนการบินไทย แต่ไม่มีความรู้ความสามารถในการบริหารงาน พูดง่ายๆ ว่ามีแต่เด็กเส้น เวลามรณภาพลงก็จะมีตำแหน่งว่างพร้อมๆ กันนับสิบเก้าอี้ ทั้งๆ ที่น่าจะใช้โอกาสทองนี้ "กระจายอำนาจ" ออกไป ให้เป็นเสมือนว่า วัดทุกวัดในประเทศไทย พระเณรทุกรูปในคณะสงฆ์ไทย ก็ล้วนแต่เป็นบุคคลากรของคณะสงฆ์ไทย จึงย่อมจะมีสิทธิและโอกาสในการเข้ามาทำงานเพื่อพระศาสนา แถมยังจะเป็นการดึงเอาความสามารถของพระเณรทุกเหล่าให้เข้ามาทำงานพระศาสนาอีกด้วย

แต่แนวคิดนี้กลับยังไม่เกิดขึ้นในยุคนี้ ยุค 4.0 เราจึงได้เห็นการแต่งตั้ง "บุคคลคนเดียว" ให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ อย่างซ้ำซ้อน ไม่ต่างไปจากยุคก่อนๆ ที่เคยว่าให้เขา พอตัวเองเป็นบ้างก็เข้าอีหรอบเดิม ทำราวกับว่าถ้าเจ้าคุณชินมรณภาพ พระไทยก็คงต้องกินยาตายกันทั้งประเทศ เพราะหมดสติปัญญาจะบริหารบ้านเมืองแล้ว ไม่ตายก็เหมือนตาย

เห็นแล้วก็สงสารคณะสงฆ์ไทย ไม่มีคนดีอีกแล้วหรือไร ทำไมต้องเป็นท่านสุชินเท่านั้น

ถามท่านสมเด็จชินว่า เอาดีให้ได้ซักอย่างสิครับท่าน ?

 

 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 2 ตุลาคม 2563

 

สะเทือนสังฆราช

มมร. สอบตกความโปร่งใสในคุณธรรม

ขณะที่ "มจร." ผ่านในระดับเอบวก

เปิดผลวันออกพรรษา

 


 

 

อา..ก็ไม่รู้ว่าอะไรมันจะบังเอิญกันปานนั้น วันที่ 1 ตุลาคม ศกนี้ นอกจากจะเป็นเทศกาลออกพรรษาแล้ว ก็ยังเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย ของนิกายธรรมยุต ซึ่งปัจจุบัน สมเด็จพระสังฆราช (อัมพรมหาเถร) วัดราชบพิธ นอกจากจะดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ก็ยังทรงดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย อีกต่างหากด้วย

 

ใช่แต่เท่านั้น มหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย ในวันนี้ ยังมีอธิการบดีนามว่า พระราชปฏิภาณโกศล (สมคิด จินฺตามโย) วัดราชบพิธ ซึ่งเคยเป็นพระอนุจรผู้ติดตามรับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระสังฆราชอีกด้วย

ก็สรุปว่า ปัจจุบัน การบริหารกิจการมหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย ทั้งตำแหน่งนายกสภาและอธิการบดี ล้วนแต่เป็นของวัดราชบพิธ และเมื่อวัดราชบพิธ ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชด้วย ก็ย่อมจะพรั่งพร้อมไปด้วยอำนาจ วาสนา และบารมี และที่จะต้องเชื่ออย่างสุดหัวใจก็คือ ความโปร่งใสในทุกด้าน แต่เมื่อผลการประเมินความโปร่งใสในคุณธรรมของ มหาวิทยาลัย ในการบริหารของวัดราชบพิธ ออกมาจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) กลับปรากฏว่า มหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย ของสมเด็จพระสังฆราช สอบตกในด้านคุณธรรม นี่เนื้อข่าวเขาว่าไว้อย่างนี้นะฮะ ไม่เชื่อก็กรุณาเลื่อนลงไปอ่านด้านล่าง

 

 

 

ซ้าย : สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ

ขวา : สมเด็จพระสังฆราช (อัมพรมหาเถร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธ

 

 

 

ซ้าย : พระราชปริยัติกวี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) วัดปากน้ำ อธิการบดี มจร.

ขวา : พระราชปฎิภาณโกศล (สมคิด จินฺตามโย) วัดราชบพิธ อธิการบดี มมร.

 

มหาวิทยาลัย

ผลการประเมิน
มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) AA     (ผ่าน)
มหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) B   (ไม่ผ่าน)

 

 

กลับกัน กับการวัดผลในรอบเดียวกัน ปรากฏว่า มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) อันมีพระราชปริยัติกวี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) วัดปากน้ำ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ซึ่งวัดปากน้ำนั้นเคยถูกวิจารณ์ในเรื่องความโปร่งใสในด้านเงินทอง จนกระทั่งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ถึงกับชวดตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไป และตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ก็ตกแก่ "วัดราชบพิธ" แทนนั้น กลับปรากฏว่า มจร. "ผ่านการประเมินผล" ในระดับ AA

 

 

เปรียบเทียบการวัดผลในปี 2562-2563

 

มหาวิทยาลัย

2562 2563 ผลการประเมิน
มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 90.60 95.83 เพิ่มขึ้น 5.23 จุด
มหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย 92.20 75.96 ลดลง 16.24 จุด

 

จากสถิติใน 2 ปีที่ปรากฏ คือ พ.ศ.2562-2563 นั้น ปรากฏว่า ในปีแรก มหามกุฏราชวิทยาลัย ได้คะแนน 92.20 ถือว่าผ่านในเกณฑ์ดี และดีกว่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งได้คะแนน 90.60

แต่ครั้นในปีนี้ ผลการตรวจสอบกลับปรากฏว่า มหามกุฏราชวิทยาลัย ได้คะแนนตกต่ำลงถึง 16.24 จุด ขณะที่ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพิ่มความโปร่งใสขึ้นไปถึง 5.23 จุด สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

ความตกต่ำถึงระดับ 16.24 จุดนั้น เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ในอันดับต่ำกว่า B ของมหามกุฏราชวิทยาลัย คือได้เกรด C นั้น มหาวิทยาลัยที่มีผลการดำเนินการติดลบมากที่สุดก็คือ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งมีการวัดผลติดลบ 17.93 จุด ก็ห่างกันแค่ 1.69 จุด เท่านั้น ถ้าให้คะแนนตรงนี้ มหามกุฏราชวิทยาลัย ได้ตำแหน่ง "รองบ๊วย"

แต่ถ้าเปรียบเทียบว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นมหาวิทยาลัยชาวบ้าน ขณะที่มหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ แถมยังมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นนายกสภา มีอธิการบดีเป็นศิษย์ก้นกุฏิสมเด็จพระสังฆราช ร่วมด้วยช่วยกันบริหาร ก็คงต้องให้คะแนนตามความเป็นจริงว่า "มหามกุฏราชวิทยาลัย มีผลการประเมินแย่ที่สุดในบรรดามหาวิทยาลัยของประเทศไทยในปี พ.ศ.2563" มันสะเทือนไปถึง "สมเด็จพระสังฆราช" ซึ่งเป็นองค์ประมุขของคณะสงฆ์ไทยอีกด้วย

 

 

พระราชปฏิภาณโกศล (สมคิด จินฺตามโย) วัดราชบพิธ

อธิการบดี มหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)

 

26 กรกฎาคม 2522

พระราชปฏิภาณโกศล อธิการบดี มมร. รูปใหม่ ได้ลงนามแต่งตั้งผู้บริหารใหม่ทั้งชุด โดยเน้นย้ำถึงการบริหารที่มีประสิทธิภาพและมีคุณธรรม แต่ครั้นผ่านไป 1 ปี ผลงานที่ปรากฏกลับติดลบที่สุดในโลก มันฟ้องถึง "ฝีมือ" ในการบริหารของเจ้าคุณสมคิดว่ามือถึงหรือไม่อย่างไร หรือว่าดีแต่พูด

 

เรื่องนี้คงจะไม่มีใครติดใจอะไรนัก ถ้าหากว่าทางมหามกุฏราชวิทยาลัย จะถูกลดอันดับลงในด้านอื่นๆ เช่นผลงานทางวิชาการ ซึ่งมันก็มีขึ้นมีลง แต่ที่มันลำบากใจก็เพราะว่า นี่เป็นการตรวจสอบในด้าน "คุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน"

อ่านยังไงก็ไม่สามารถเข้าใจเป็นอื่นไปได้ นอกเสียจากว่า มหามกุฏราชวิทยาลัย ของสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ สอบตกในด้านคุณธรรมจริยธรรม !

ถามว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ประเทศไทย คณะสงฆ์ไทย จะเหลืออะไร ?

 

 

แน่นอนว่า งานนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ ซึ่งมองไปทั่ว มมร. แล้ว คงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากอธิการบดีที่ชื่อว่า "พระราชปฏิภาณโกศล" หรือ เจ้าคุณสมคิด วัดราชบพิธ นั่นเอง เพราะถ้าเจ้าคุณสมคิดไม่รับผิดชอบ จะให้สมเด็จพระสังฆราช "ทรงพระลาออก" อย่างนั้นหรือ ?

ข่าวนี้ใช่แต่คณะสงฆ์ธรรมยุตเท่านั้น ที่อับอายขายหน้าไปทั่วประเทศ แม้แต่คณะสงฆ์ไทยก็อับอายไปทั่วโลกเช่นกัน เมื่อมีข่าวว่า มหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย อันมีสมเด็จพระสังฆราช ของประเทศไทย ดำรงตำแหน่งนายกสภา สอบตกในด้านคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

ส่วนทางด้าน มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งได้คะแนนความโปร่งใสในด้านคุณธรรมและการดำเนินการ "ดีเด่น" ระดับ AA นั้น ก็ต้องยกผลงานให้แก่อธิการบดีที่ชื่อ "พระราชปริยัติกวี" หรือเจ้าคุณสมจินต์ วัดปากน้ำ ทำงานที่ มจร. ได้ผลงานเยี่ยม ก็ย่อมจะส่งผลให้วัดปากน้ำใสสะอาดและสวยงามไปด้วย ทำงานดีมีผลงานแบบนี้ก็ต้องมีรางวัลจากหลวงพ่อใหญ่บ้าง เพราะนี่คือ "ข่าวดีในรอบ 10 ปี" ของวัดปากน้ำ เลยทีเดียว

 







 

 

 

เปิด ITA 83 สถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัย 23 แห่ง สอบตก - 3 มรภ. ท็อป 5

เปิดผลประเมินคุณธรรมความโปร่งใส หน่วยงานภาครัฐประเภทสถาบันอุดมศึกษา 83 แห่ง พบ 23 มหาวิทยาลัย ไม่ผ่านเกณฑ์ 85% ม.เทคโนโลยี สุรนารี - มหามกุฎราชวิทยาลัย - นราธิวาสราชนครินทร์ - แม่ฟ้าหลวง -มรภ.เชียงราย สงขลานครินทร์- สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน -จิตรลดา นิด้า ด้วย 3 มรภ.ท็อป 5 AA

 

28 ก.ย. 2563 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 คะแนน ITA เฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 67.90 คะแนน หรือระดับ C โดยหน่วยงานที่ได้คะแนนสูงสุดคือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ 99.60 คะแนน

ในส่วนของสถาบันอุดมศึกษา 83 แห่ง ภาพรวมอยู่ที่ 87.46 คะแนน ผ่านเกณฑ์ 85 คะแนนขึ้นไป จำนวน 60 แห่ง ได้คะแนน สูงสุด 95 คะแนนขึ้นไป (AA) 5 แห่ง ,เกรด A 55 แห่ง ไม่ผ่าน 23 แห่ง

สำนักข่าวอิศรา นำข้อมูลมารายงานดังนี้

 

สถาบันอุดมศึกษาที่ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมิน 85% จำนวน 23 แห่ง ได้แก่

 

1. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก

3. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ

4. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

5. มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์

6. มหาวิทยาลัยมกุฎราชวิทยาลัย

7. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

8. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

9. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

10. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์

11. มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

12. มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลย์สงคราม

13. มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

14. มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

15. มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

16. มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฏร์ธานี

17. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิดถ์

18. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

19. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

20. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

21. สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา

22. สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน

23. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

 

 

 

สถาบันที่ได้คะแนนสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่

 

1. มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี 98.33 คะแนน (AA)

2. มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 98.10 (AA)

3. มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ 96.37 (AA)

4. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 95.97 (AA)

5. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 95.83 (เกรด AA)

 

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา : 1 ตุลาคม 2563

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

 

 

เปิดตำนานวัดสามพระยา

กับข้อหา

"โกงเงินหลวง ฟอกเงินวัด"

 

วัดสามพระยา ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม จึงไม่มีสิทธิ์รับเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม

 

 

ข้างต้นนั้น คือข้อหาที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ภายใต้การบังคับบัญชาของสำนักนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้จับกุมคุมขัง "พระพรหมดิลก-เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ.9" เจ้าอาวาสวัดสามพระยา และส่งฟ้องด้วยข้อหา "โกงเงินหลวง-ฟอกเงินวัด" ซึ่งล่าสุด ศาลอุทธรณ์ได้ยกฟ้อง แต่มีเสียงจากที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์) ว่าคดียังไม่สิ้นสุด หมายถึงว่า ทางรัฐบาลไทยยังไม่หยุด จะเดินหน้าฟ้องร้องจนถึง "ฎีกา" ต่อไป แถมยังจะเอาผิดเจ้าคุณเอื้อน ในข้อหา "แต่งกายเลียนแบบสงฆ์" เพิ่มเติมอีกด้วย

ถามว่า จริงหรือ ? ที่ว่า "วัดสามพระยาไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม" เราจะไปตามหา "ตำนานวัดสามพระยา" กัน ณ บัดนี้

 

 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

(ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9)

อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา

ผู้สร้างตำนาน "บุรุษเหล็ก" แห่งมหานิกาย

 

 

น.อ.แย้ม ประพัฒน์ทอง : สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ : อ.วิเชียร บำรุงผล

สามปรมาจารย์แห่งสำนักวัดสามพระยา

ก่อนพัฒนาขึ้นเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมส่วนกลางของคณะสงฆ์ไทย

 

พุทธศักราช 2496 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา (ขณะมียศที่พระเทพเวที) ได้เปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมชั้นสูงขึ้นมา ณ วัดสามพระยา เน้นสอนเฉพาะบาลีประโยค 7-8-9 ซึ่งเป็นเปรียญเอกและเอกอุ โดยมีครูดีมีชื่อในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทย นั่นคือ นาวาอากาศเอก แย้ม ประพัฒน์ทอง ป.ธ.9 และอาจารย์วิเชียร บำรุงผล ป.ธ.9 อดีตเจ้าคุณพระวิเชียรโมลี เป็นครูผู้ถวายความรู้แก่พระภิกษุสามเณรในยุคต้น

 

 

คณะครูและนักเรียน "รุ่นแรก" วัดสามพระยา พ.ศ.2498

 

 

นิยม - เกี่ยว - พลอย - ช้อย - ช่วง

 

ผลปรากฏว่า โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดสามพระยา ได้ผลิตศิษย์ระดับตำนานขึ้นมา ในสมญานามว่า "เบญจภาคีแห่งวัดสามพระยา" ได้แก่ นิยม เกี่ยว พลอย ช้อย ช่วง

นิยม : สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร ป.ธ.9) วัดชนะสงคราม อดีตเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

เกี่ยว : สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9) วัดสระเกศ อดีตเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และอดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

พลอย : พระวิสุทธิวงศาจารย์ (พลอย ญาณสํวโร ป.ธ.9) วัดเทพธิดาราม อดีตเจ้าคณะภาค 3 ภาค 14 และภาค 18

ช้อย : พระเทพวิสุทธิโมลี (ช้อย มหาธีโร ป.ธ.9) วัดมหาธาตุ จังหวัดราชบุรี อดีตเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี และรองเจ้าคณะภาค 15

ช่วง : สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.9) วัดปากน้ำ อดีตเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และอดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ยังไม่นับ "ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ป.ธ.9" ปรมาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. เพราะลาสิกขาไปก่อน

 

 

คณะครูและนักเรียนบาลีชั้นสูง วัดสามพระยา พ.ศ.2523

 

 

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วัดสามพระยากลายเป็น "ศูนย์กลางการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย" นักเรียนบาลีทั่วประเทศ ตั้งแต่ชั้น ป.ธ.7-8-9 ล้วนแต่ผ่านการศึกษาจากวัดสามพระยา ไม่ว่าจะเป็นธรรมยุตหรือมหานิกาย ซึ่งเมื่อสอบได้ ป.ธ.9 นั้น ก็จะได้รับการตั้งเป็นมหาเปรียญ ในพระบรมมหาราชวัง และมีศักดิ์และสิทธิ์เป็นระดับ "ปริญญา"

นั่นหมายถึงว่า วัดสามพระยา มีฐานะเป็น "มหาวิทยาลัยบาลี" แห่งคณะสงฆ์ไทย แม้จะไม่ได้ใช้ชื่อว่า "มหาวิทยาลัย" แต่ก็ผลิตบัณฑิตในระดับ "ปริญญา" ไม่ต่างไปจากสถาบันการศึกษามีชื่ออื่นๆ ของโลก

 

 

วัดสามพระยา ในสมัยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นตักกศิลาแห่งคณะสงฆ์ไทย เป็นศูนย์กลางแห่งมหานิกาย ใครๆ ก็มุ่งหน้าไปวัดสามพระยา

 

 

 

สามเจ้าอาวาสวัดสามพระยา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ : พระพรหมดิลก : พระเทพวิสุทธิดิลก

 

 

 

จาก..สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สู่..พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ.9)

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา ได้ถึงแก่มรณภาพลงในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539 มหาเถรสมาคมได้แต่งตั้งให้ "พระราชปริยัติบดี-เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ.9) ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ซึ่งต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น พระเทพสุธี พระธรรมคุณาภรณ์ และพระพรหมดิลก มีตำแหน่งหลังสุดเป็น เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และกรรมการมหาเถรสมาคม

 

 

ศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยา 2 ยุค

ซ้าย : ยุคเก่า เป็นโรงเรือนโล่ง เปิดทั้ง 4 ด้าน เหมือนศาลาวัดทั่วไป

ขวา : ยุคใหม่ ปิดทั้ง 4 ด้าน ติดแอร์เย็นฉ่ำ รองรับกับงานหลวงงานราษฎร์

 

แต่เดิมมา ในสมัยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์นั้น จะเปิดวัดสามพระยาให้เป็นที่พำนักของพระภิกษุสามเณรทั่วประเทศ แต่จะไม่รับสังกัด คือให้มาอยู่เพื่อศึกษาเท่านั้น หากสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ให้กลับไปยังสังกัดเดิม เพื่อมิให้เกิดการสมองไหลขึ้น วัดสามพระยาจึงเป็น "วัดกลาง" เหมือนมหาวิทยาลัยแห่งคณะสงฆ์ไทย แม้จะซอมซ่อแต่ก็ศักดิ์สิทธิ์

 

 




 

 

ครั้นมาถึงยุคเจ้าคุณเอื้อน วัดสามพระยามีงานเพิ่มขึ้นจากงานเดิมคืองานการศึกษา ซึ่งวัดสามพระยาเป็นทั้งโรงเรียนบาลีชั้นสูง เป็นสถานที่สอบและตรวจข้อสอบประจำปี ซึ่งทุกปีพระเณรที่เรียนบาลีทั่วประเทศก็จะมาลุ้นผลสอบกันที่วัดสามพระยา ไม่ว่ายุคนั้นแม่กองบาลีจะอยู่วัดไหน ก็ต้องใช้วัดสามพระยาเป็นที่ทำการ

งานอื่นๆ นั้นมีตั้งแต่งานอบรมพระอุปัชฌาย์ ซึ่งคัดมาจากทั่วประเทศ งานอบรมเจ้าอาวาสส่วนกลาง งานสัมมนาของคณะสงฆ์และหน่วยงานรัฐ รวมทั้งของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อาจกล่าวได้ว่า วัดสามพระยารับสนองงานของคณะสงฆ์และหน่วยงานรัฐมากกว่าสำนักพุทธมณฑลด้วยซ้ำไป

 


 

เมื่องานเพิ่มมากขึ้น ก็จำเป็นต้องมีบุคคลากรเพิ่มขึ้น เจ้าคุณเอื้อนจึงเปิดวัดสามพระยาให้บรรดาพระภิกษุสามเณรจากทั่วประเทศได้มาศึกษาในระดับต้นๆ เริ่มจากนักธรรมชั้นตรี-โท-เอก และบาลีประโยค 1-2 ป.ธ.3-4-5-6-7-8 และ 9 อีกด้านหนึ่งนั้น ก็ได้กำลังพระเณรเหล่านั้นเป็นหน่วยบริการคณะสงฆ์ไทยในการจัดงานต่างๆ ตลอดทั้งปี

งานในหน้าที่ตำแหน่ง คือ เจ้าคณะ กทม. และกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคุณเอื้อนก็ต้องปฏิบัติมิให้บกพร่อง การสนองงานคณะสงฆ์ทั่วประเทศ ก็ต้องคอยดูแลวัด จัดสถานที่ประชุม ที่พัก ข้าวปลาอาหารน้ำปานะ ไว้ให้พรักพร้อม รวมความได้ว่า ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ วัดสามพระยารับงานมาทั้งหมด มากกว่าวัดอื่นใดในประเทศไทย

 


 

อาคารร่มธรรม ตัวสร้างปัญหา ให้แก่เจ้าคุณเอื้อน

 

อาคารที่พักสงฆ์หลังเก่านั้น สร้างมานานหลายสิบปี ชำรุดทรุดโทรม พระพรหมดิลกจึงคิดจะปรับปรุงใหม่ เพื่อพระสงฆ์ที่มาพักจะได้สะดวกสบาย แต่สุดท้ายกลายเป็นจุดมรณะ เมื่อเงินบูรณะปฏิสังขรณ์ ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอนุมัติมาจำนวน 5 ล้านบาท กลับถูกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินั่นเอง ฟ้องร้องในข้อหา "ฟอกเงิน" จับเข้าคุกเข้าตะราง

 



 

 

พระภิกษุสามเณร พระสังฆาธิการ ทั่วทั้งในและต่างประเทศ เมื่อได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง "ข้อหา" จากรัฐบาลไทยโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ว่า "วัดสามพระยาไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม จึงไม่มีสิทธิรับเงินอุดหนุนพระปริยัติธรรม" ทุกรูปทุกองค์ทุกวัด ต่างก็มึนงง

 

 

ความมึนงงนั้น ได้ตั้งคำถามอย่างเซ็งแซ่ว่า วัดสามพระยาเนี่ยนะไม่มีโรงเรียน ถ้าเป็นโรงเรียนอื่นใดวัดสามพระยาคงไม่มี แต่วัดสามพระยามีโรงเรียนพระปริยัติธรรมขนานแท้ ตั้งแต่ระดับ นักธรรมตรี-โท-เอก และเปรียญธรรมตั้งแต่ ประโยค 1-2 ถึง ป.ธ.9 กล่าวได้ว่า วัดสามพระยามีโรงเรียนพระปริยัติธรรมทุกระดับของคณะสงฆ์ไทย มีมากกว่าทุกวัดในประเทศไทย แล้วทำไมจึงบอกว่าวัดสามพระยาไม่มีสิทธิ์รับเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม

 

 


 

เมื่อเป็นถึงระดับมหาวิทยาลัยสงฆ์เช่นนี้ เงินบูรณะปฏิสังขรณ์ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาอนุมัติให้แก่วัดต่างๆ ชุดเดียวกัน ในอัตราเท่าๆ กันนั้น มองด้วยใจเป็นธรรมแล้ว วัดสามพระยาควรได้มากกว่าเขาด้วยซ้ำไป แต่นอกจากจะไม่ได้มากกว่าเขาแล้ว วัดสามพระยากลับได้รับ "คดี" เป็นกรณีพิเศษ ร่วมกับวัดสัมพันธวงศาราม ถูกรัฐบาลสั่งตำรวจกองปราบเข้าชาร์จตัวตั้งแต่เช้าตรู่ ยังมิได้ฉันเช้าเลย คุมตัวขึ้นรถไปกองปราบ จากนั้นก็สั่งปลดผ้าเหลืองยัดห้องขัง ดำเนินคดียืดเยื้อมานานถึง 2 ปีกว่าแล้ว

ถามว่า นี่หรือคือความเป็นธรรม

 


 

 

เจ้าคุณเอื้อน พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา สนองงานคณะสงฆ์ "เหนื่อยยากที่สุด" กว่าบรรดาพระสงฆ์ทั้งปวง ได้รับตำแหน่งเพียงเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และกรรมการมหาเถรสมาคม ยศก็เป็นเพียง "รองสมเด็จ" มิได้ดีเด่นอะไรเกินหน้าใคร

อาจจะมีเพียง "แนวความคิดเถรตรง" ที่ท่านแสดงออกในทางการเมืองบ้าง การศาสนาบ้าง ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับแนวทางของรัฐบาลหรือคณะสงฆ์บางกลุ่ม แต่เรื่องนี้สามารถพูดคุยกันได้ ทำไมต้องเอากันถึงเป็นถึงตาย โดยใช้กำลังเอากับพระภิกษุซึ่งมีเพียงมือเปล่ากับผ้าเหลืองติดตัวเท่านั้น

คุณงามความดี ความเสียสละทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อประเทศชาติพระศาสนา แทบว่าจะหาใครทำได้เสมอเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ที่ชื่อว่า "พระพรหมดิลก-เอื้อน หาสธมฺโม" นั้น ได้น้อยนัก แต่กลับไม่มีประโยชน์อะไรในสายตาของรัฐบาล หนำซ้ำยังกล่าวหาว่า "วัดสามพระยาไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม"

ถามว่า ถ้าวัดสามพระยาไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแล้ว วัดไหนในประเทศไทยที่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม ?

วัดสามพระยา อาจจะไม่มีโรงเรียนปริยัติธรรมในความหมายของรัฐบาลและสำนักพุทธฯ แต่วัดสามพระยามีโรงเรียนทุกชั้นทุกระดับในความหมายของคณะสงฆ์ไทย

 

วัดสามพระยาเป็นมหาวิทยาลัยแห่งคณะสงฆ์ไทย

ไม่ใช่โรงเรียนที่รัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมุ่งหมาย

ถ้าไม่ยกย่อง ก็อย่าเหยียบย่ำ

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 29 กันยายน 2563

 

ตีกรรเชียงริมโขง !

อนุชาว่ายน้ำตามวิษณุ

ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องเจ้าคุณเอื้อน

ขอคุยกันก่อน ละเอียดอ่อน ยังพูดอะไรไม่ได้

 

 

MORE THAN I CAN SAY

อนุชา นาคาศัย

เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

 

3 หนุ่ม 2 มุม

 

 

อา..โบราณว่า "พูดดีเป็นศรีแก่ปาก แต่ถ้าพูดมากปากจะเป็นสี" วันนี้ มีตัวอย่างการพูดดีและพูดมากอย่างชัดเจน นั่นคือการพูดของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์  ที่ปรึกษานายกฯด้านกิจการพระพุทธศาสนา ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯด้านกฎหมาย และนายอนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต่อกรณี "เจ้าคุณเอื้อน" วัดสามพระยา ที่ศาลอุทธรณ์ "สั่งยกฟ้อง" และกลับวัดไปห่มผ้าเหลือง

ดร.วิษณุ เครืองาม นั้น ถือเป็นกูรูทางด้านกฎหมายของประเทศไทย อยู่มาหลายสมัยหลายรัฐบาล รู้ทุกอย่างพูดได้ทุกเรื่อง พูดดำเป็นขาว-ขาวเป็นดำก็ทำมาแล้ว วันก่อนยังตอบกระทู้ในสภาอย่างฮาเลยว่า "รัฐบาลไม่ได้ยึดจีวรพระไว้ จึงคืนผ้าเหลืองให้ไม่ได้ และบวชให้ก็ไม่ได้ด้วย เพราะเป็นอุปัชฌาย์ไม่ได้" ฟังแล้วคันปากเหมือนดูหม่ำจ๊กมก แต่เรื่องเจ้าคุณเอื้อนในวันนี้นั้น ท่านวิษณุโยนกลองให้ "สำนักพุทธฯ" ออกมาชี้แจงแทน ถามว่าเป็นไปได้ไง ก็เป็นไปแล้ว เห็นไหม อะไรๆ ก็เป็นไปได้ วิษณุไม่พูดก็เป็นไปด้าย..ทางใครก็ทางมัน มวยชั้นครูนั้นเขาไม่ปะทะทุกหมัดหรอก ยิ่งหลบเก่งก็ยิ่งเก๋า

สวนทางกับ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ที่ปรึกษานายกฯ กลับเสนอหน้า ออกมาฟันธงว่า เจ้าคุณเอื้อนผิด ผิด ผิด ผิดกฎหมาย ต้องถูกดำเนินคดีเพิ่มอีก

ขณะที่ นายอนุชา นาคาศัย  เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นอกจากจะปรากฏภาพ "ติดตามคณะเจ้าคุณแย้มวัดไร่ขิง ไปงานหมู่บ้านศีลห้าที่จังหวัดนครพนม" แล้ว ก็ยังให้สัมภาษณ์ว่า "เรื่องพระเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงขอดูรายละเอียดก่อน นะครับ ยังพูดไม่ได้ ขอปรึกษาหารือกันก่อน"

พุทธศาสนิกชนรวมทั้งพระสงฆ์องค์เณร ฟังคุณวิษณุแล้วเงียบ ไม่มีความเห็น ฟังคุณพงศ์พรแล้วเดือด อยากไล่ให้พ้นตำแหน่ง บ้างแช่งให้ตกนรกไปโน่น ครั้นได้เห็นรูป-ฟังคุณอนุชาแล้ว กลับนิยมชมชอบ เพราะออกตัวได้อ่อนช้อยสวยงาม เหมือนรำภูไทที่นครพนม

ทั้งๆ ที่สามคนก็เป็นทีมเดียวกัน ทำงานร่วมกัน แต่ฐานะต่างกัน มันก็ต้องมองให้ดีว่า เรื่องเดียวกัน แต่มีการแสดงออกต่างกันของบุคคลต่างสถานะ

 


 

ท่านวิษณุและท่านอนุชานั้น ปัจจุบันต้องถือว่าเป็นนักการเมือง คนเล่นการเมืองต้องการสูงสุดคือ คะแนนนิยม ถ้าไม่นิยมก็ถือว่าฆ่าตัวตาย ดังนั้น จะพูดจาอะไรก็ต้องระมัดระวัง อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับคะแนน นักการเมืองจึงเป็นเซียนการพูด จะพูดด้วยความจริงใจหรือเสแสร้งแกล้งทำก็ตามเถิด แต่มันเกิดผลทั้งนั้นแหละ และยิ่งท่านอนุชาเป็นถึง "เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ" พรรคหลักของรัฐบาลบิ๊กตู่ ดูแล ส.ส. ของรัฐบาลทั้งหมด แต่ก่อนใครก็คิดว่า "อนุชาไก่อ่อน" มาทำงานศาสนาจะไปไหวหรือ ครั้นพอเห็นภาพอนุชา "เข้าร่วมโครงการหมู่บ้านศีลห้า" ก็ยิ่งแปลกใจ ว่าทำไมหากินง่ายจัง แต่พอมาถึงนครพนม ปรากฏว่าอนุชาตีบทแตก โยนคดีเงินทอนวัดให้พงศ์พรรับไป ส่วนอนุชาควงณรงค์ ทรงอารมณ์ ไปสูดอากาศริมโขง ร่มรื่นชื่นใจ ได้ทั้งบุญได้ทั้งคะแนน

 


 

อนุชามองทะลุว่า มีแต่พระเท่านั้น ที่หาเสียงได้ทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นฤดูเลือกตั้งหรือไม่ โครงการหมู่บ้านศีลห้า แม้ว่าจะโครงการนี้จะไม่มี "สมเด็จช่วง" เป็นประธานอีกแล้ว แต่นั่นไม่สำคัญ สำคัญที่ว่า..หาเสียงได้หรือเปล่า เท่านั้นเอง ยิ่งโครงการนี้มีอาณาบริเวณกว้างขวาง "ทั่วประเทศไทย" แล้วบิ๊กตู่ เอ๊ย อนุชา จะรีรออะไร ใครไม่ไปก็ตกรถด่วนขบวนสุดท้ายซะฮะ อนุชามาถูกทางถูกเวลา ถ้าคิดจะอยู่บนถนนการเมืองอีกนาน ก็ต้องเดินทางเส้นนี้แหละ การแซะ "เทวัญ" พ้นตำแหน่งไป แล้วได้อนุชามาแทนนั้น หมากเกมนี้ถือว่าโคตรเซียน เดินเบี้ยตัวเดียว กินรวบทั้งกระดาน รัฐบาลกำลังสมานฉันท์กับคณะสงฆ์มหานิกาย อันมีอิทธิพลต่อประชาชนทั่วประเทศ เขาไม่เอาแล้วพวกบ้าดีเดือด

 



 

 

งานแบบนี้ ท่าทีแบบนี้ ลีลาแบบนี้ นี่มิใช่โนเนม แต่ถือเป็น "แบรนด์เนม" ทั้งด้านศาสนาและการเมือง อนุชาออกแขกได้เพียงบทสองบท ก็ฉีกบทซะกระจุยกระจาย เล่นเอาพระเอกเก่า "เทวัญ ลิปตพัลลภ" ตกเวทีไปเลย เหนือฟ้ายังมีฟ้า อนุชาเล่นเป็น ไปไหนใครๆ ก็ชอบ อนาคตรับรองว่ารุ่งโรจน์

 

 

ใช่แต่เท่านั้น อนุชายังดึงแขน "ณรงค์ ทรงอารมณ์" ผอ.พศ. ตามไปถึงริมโขงด้วย อยู่ใกล้เจ้านายใหม่ นายณรงค์เลยได้เทคนิคใหม่ "พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง" ปล่อยให้นายเก่า "พงศ์พร" ออกมาล่อเป้า เลยโดนถล่มเละเป็นโจ๊ก นี่ก็ถือว่าณรงค์ก็เล่นเป็น เรียนรู้ไว ไม่ธรรมดาเช่นกัน ใครผูกคนนั้นก็ต้องแก้ จะให้แก้แทนกันนั้นมันไม่ยุติธรรม

 


 

 

อนุชายังไม่ได้รับรายงานยกฟ้องพระพรหมดิลก รับเรื่องละเอียดอ่อนรอหารือ

รมต.สำนักนายกฯ เผยยังไม่ได้รับรายงาน ปมศาลยกฟ้อง "พระพรหมดิลก" คดีฟอกเงิน แจงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องหารือร่วมกันหาข้อยุติ คงใช้เวลาไม่นาน

วันนี้ (25 ก.ย.) เวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง นายเอื้อน กลิ่นสาลี พระพรหมดิลก (อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา) กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพฯ คดีฟอกเงินทุจริตจัดสรรงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ว่าเรื่องนี้ยังไม่มีการหารือกัน และทาง พศ. ยังไม่ได้รายงานเรื่องนี้มาที่ตน เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะพิจารณาอะไรก็ต้องระมัดระวัง เพราะเรื่องศาสนาเป็นเรื่องสำคัญของชาติ ถือเป็นเสาหลักหนึ่ง จึงถือเป็นเรื่องละเอียด ก่อนที่ต้องหารือร่วมกัน และต้องให้ได้ข้อยุติจริงๆ ที่ทำให้ประชาชนมองได้ว่า ศาสนาของเรายังคงเป็นเสาหลักของประเทศอยู่ และเราต้องช่วยกันประคับประคองศาสนาของเราให้ดำรงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน

เมื่อถามว่า ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ จำเป็นต้องทำให้เกิดความชัดเจนหรือไม่

นายอนุชากล่าวว่า ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป บางครั้งปัญหาถ้าแก้ก็ต้องแก้เงียบๆ แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้พุทธศาสนิกชนได้มั่นใจว่าพระพุทธศาสนาของเราจะเจริญรุ่งเรืองขึ้น และจะได้รับการแก้ไขสู่มิติที่ศาสนาของเราเป็นเสาหลักของประเทศ จะมีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้น ถ้ามีแต่เรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ก็ต้องให้คณะสงฆ์ได้รับรู้ถึงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น และดำเนินการเรื่องนี้ เพื่อให้ศาสนายั่งยืนต่อไป อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้คงใช้เวลาไม่นานในการแก้ปัญหา

 

 

อนุชาชูโมเดลหมู่บ้านรักษาศีล 5 หวังสร้างปรองดองสมานฉันท์ในสังคม

นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ลงพื้นที่ จ.นครพนม ชูโมเดล "หมู่บ้านรักษาศีล 5" ให้ประชาชนจะได้น้อมนำหลักเบญจศีลมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในสังคม


วันที่ 26 ก.ย. นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่วัดสระพังทอง บ้านหนองสังข์ ตำบลหนองสังข์ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เพื่อเปิดโครงการตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมู่บ้านรักษาศีล 5" (ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ซึ่งวัดสระพังทองเป็นศูนย์รวมใจคนในชุมชน ที่นำแนวทางหมู่บ้านรักษาศีล 5 มาปฏิบัติ และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่พื้นที่อื่น

โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 เป็นโครงการที่มีความสำคัญและเป็นภารกิจของคณะสงฆ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยประชาชนได้น้อมนำหลักเบญจศีล หรือศีล 5 มาประยุกต์และปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ส่งผลให้ประชาชนมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น สังคมมีความสงบร่มเย็น ประชาชนในชาติมีความสามัคคีปรองดอง สมานฉันท์

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมคณะสงฆ์ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคีเครือข่าย และพี่น้องประชาชนที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการนี้ให้ประสบผลสำเร็จ พร้อมย้ำว่าโ ครงการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ในชุมชน สังคม และประเทศชาติ โดยมีหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นแนวทาง ตนเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะสามารถต่อยอดการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า และสร้างประโยชน์สุขให้ประชาชนได้ในอนาคต

 

ข่าว : ไทยรัฐ-ผู้จัดการ : 27 กันยายน 2563

 

เผือกร้อน !

ณรงค์ ทรงอารมณ์ ร้อนรุ่มกลุ้มอุรา

ต้องเป็นผู้แจ้งข้อหาเจ้าคุณเอื้อน

หลังพงศ์พรชี้เป้าไปวันก่อน

 

 

ผมมารับหน้าที่ มิได้รับเคราะห์กรรม

ณรงค์ ทรงอารมณ์

ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

หลังจาก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในยุค คสช. และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา" ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ โดยระบุว่า

"เนื่องจากอดีตเจ้าคุณเอื้อน ต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.สงฆ์ ถือว่าขาดจากความเป็นพระ และยังไม่สามารถกลับมาบรรพชาหรืออุปสมบทใหม่ได้ หากมีการสวมจีวรตามที่ปรากฏภาพในสื่อสังคมออนไลน์ ก็ต้องถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

เมื่อ พ.ต.ท.พงศ์พร ออกมาพูดเช่นนี้ ก็ชัดเจนว่า ทางรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา "ไม่ยอมความ" ยังจะฎีกา แถมด้วยการตั้งข้อหา "แต่งกายเลียนแบบสงฆ์" เพิ่มเติมให้แก่เจ้าคุณเอื้อน แม้ว่าศาลอุทธรณ์จะยกฟ้อง ซึ่งน่าจะพ้นโทษ กลับกลายเป็นเพิ่มโทษ มันยังไงก็ไม่รู้สิ อะไรก็ไม่แน่นอน

 

 

ว่าโดยหน้าที่แล้ว พ.ต.ท.พงศ์พร มิได้มีตำแหน่งในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพราะเกษียณอายุไปนานแล้ว ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคนปัจจุบัน คือ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งสืบต่อจาก พ.ต.ท.พงศ์พร

ดังนั้น หน้าที่ในการดำเนินคดีกับอดีตเจ้าคุณเอื้อนและพระเลขา นับเวลาจากนี้ไป จึงตกเป็นภาระของ..นายณรงค์ ทรงอารมณ์ อย่างเลี่ยงไม่ได้

ถ้าถามคุณณรงค์แล้ว เมื่อเข้ารับตำแหน่ง ผอ.พศ. ก็คิดว่า คดีความต่างๆ คงจะผ่านพ้นไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องดำเนินการเพิ่มเติม ภาระหน้าที่ก็คงจะมีเฉพาะการสนองงานคณะสงฆ์ตามปกติ แต่วันนี้กลับมีคดีใหม่โผล่ขึ้นมา โดยการชี้มูลของเจ้านายเก่า ทำให้ณรงค์ต้องลำบากใจ อยากเป็นลูกศิษย์พระ ไม่อยากเป็นผู้ทำร้ายพระ เพราะจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ชั่วลูก ชั่วหลาน เหมือน...

แน่นอนว่า กรณีนี้จะเป็นการเปิดเผยว่า ผอ.พศ. ตัวจริงเสียงจริงนั้น คือ ณรงค์ หรือพงศ์พร เพราะก่อนหน้านี้ก็มีเสียงกระซิบว่า "ณรงค์น่าจะเป็นเพียงร่างทรง เพราะนามสกุลทรงอารมณ์" ส่วนเจ้าที่เข้าทรงณรงค์นั้นทุกคนเห็นเป็นภาพ "พงศ์พร" ทับทะมึนพุทธมณฑล

 

 

เดี๋ยวไหว้ เดี๋ยวจับ มันทำใจลำบาก

 

 

ณรงค์จะทำฉันใด สงสัยเมื่อคืนคงนอนฟังเพลง "ทำไมถึงต้องเป็นเรา" จนดึก เพราะนอนไม่หลับ "จับพระเข้าคุก" น่าจะเป็นหน้าที่ของตำรวจ ไม่เกี่ยวกับณรงค์ แต่ในเมื่อณรงค์ดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. ก็มีหน้าที่ต้องทำ ถ้าไม่ทำก็ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และอาจจะถูกสั่งย้ายไปตบยุงอยู่ที่สำนักนายกฯ เป็นเพื่อนบิ๊กโจ๊ก หมดอนาคตทางราชการ ทำไงล่ะ จะลาออกก็เสียดายอายุราชการ จะไม่ทำตามหน้าที่ก็จะยิ่งเสียหาย เฮ้อชีวิต..ณรงค์หนอ เป็นผอออนึกว่าจะเท่ห์ ที่ไหนได้เหมือนภารโรงไม่มีผิด ต้องมาเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้เจ้านายเก่า ทำไมถึงต้องเป็นเรา

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 27 กันยายน 2563

 

 

จับตา !

พงศ์พรจ่อเชือดเจ้าคุณเอื้อนรอบสอง

หลังออกมาชี้มูลความผิด

คดีไม่สิ้นสุด ห่มผ้าเหลือง ผิดกฎหมาย

 

 

 

เช็คบิล !

 

เนื่องจากอดีตเจ้าคุณเอื้อน ต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.สงฆ์ ถือว่าขาดจากความเป็นพระ และยังไม่สามารถกลับมาบรรพชาหรืออุปสมบทใหม่ได้ หากมีการสวมจีวรตามที่ปรากฏภาพในสื่อสังคมออนไลน์ ก็ต้องถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ : 24 กันยายน 2563

 

 

หลังจากเมื่อวาน (24 กันยายน) พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในยุค คสช. และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา" ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ กรณีที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษา "ยกฟ้อง" อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา อดีตเจ้าคณะ กทม. และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งถูก พ.ต.ท.พงศ์พร ฟ้องในคดีอาญา ข้อหาฟอกเงิน

 

พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวว่า คดีของอดีตเจ้าคุณเอื้อนยังไม่สิ้นสุด แต่กลับมีข่าวว่าอดีตเจ้าคุณเอื้อน ได้กลับวัดสามพระยาและทำการห่มผ้าจีวรของพระสงฆ์ทันที พ.ต.ท.พงศ์พร จึงชี้ว่า "อดีตเจ้าคุณเอื้อน มีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 208" ซึ่งระบุโทษด้วยว่า "จำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

นั่นแสดงว่า สำนักนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่ยอมความ จะเอาผิดเจ้าคุณเอื้อนจนถึงที่สุด คือจะมีการยื่นฎีกา ให้เจ้าคุณเอื้อนต้องต่อสู้ในศาลต่อไป จนกว่าคดีความจะสิ้นสุด หนำซ้ำ เมื่อเจ้าคุณเอื้อนกลับมาห่มผ้าเหลือง ขณะที่คดีความก็ยังไม่สิ้นสุด ก็จะต้องถูกรัฐบาลดำเนินการ "จับกุม" เป็นรอบที่สอง เพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พิสูจน์ตัวเองในมาตรา 208 อีกคดีหนึ่ง

 

 

ภาพไปไม่ได้กลับวัดของเจ้าคุณเอื้อน เมื่อเช้าตรู่ 24 พฤษภา 2561

 

เมื่อทางรัฐบาลส่งสัญญาณ "ผ่านพงศ์พร" มาเช่นนี้ ทางวัดสามพระยา เจ้าคุณเอื้อน และบรรดาลูกศิษย์ลูกหา ก็คงต้องเตรียมตัวต้อนรับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกรอบ เหมือนเมื่อวันที่ 24 พฤษภา 2561 ซึ่งตอนนั้นก็ "ไปไม่ได้กลับวัด"

ครั้งนี้ก็เชื่อว่า "ต้องไปไม่กลับ" เหมือนคราวแรก เพราะทางโจทก์ คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ภายใต้การให้คำปรึกษาของพงศ์พร) คงจะคัดค้านการประกันตัว กลัวจะกลับมาห่มผ้าเหลือง ซึ่งถือเป็นการทำความผิดซ้ำซ้อน อาจจะก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในพุทธศาสนิกชน (รวมทั้งเป็นตัวอย่างให้แก่พุทธะอิสระและเจ้าคุณธงชัย) จึงไม่สมควรจะปล่อยตัวไป ซึ่งศาลก็คงจะต้องเชื่อรัฐบาล งานนี้เจ้าคุณเอื้อนเสียเปรียบ เพราะไม่มีอะไรต่อรอง นอกจากความบริสุทธิ์ใจ

 

 

 

ถ้าเจ้าคุณเอื้อนถูกจับรอบสอง ก็จะส่งผลกระทบไปยังอีก 2 ท่าน คือ อดีตพระพุทธะอิสระ (สุวิทย์ ทองประเสริฐ) แห่งวัดอ้อน้อย และอดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุโข) แห่งวัดสระเกศ ซึ่งถูกรัฐบาลส่งกองกำลังเข้าจับกุมพร้อมๆ กัน และปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่าจะกลับไปห่มผ้าเหลืองเหมือนเจ้าคุณเอื้อน

แน่นอนว่า เจ้าคุณเอื้อนจะเป็นตัวอย่างทั้ง 2 ทาง คือทั้งทางบวกและทางลบ

ทางบวกนั้น ถ้าเจ้าคุณเอื้อนรอด ทั้งสองก็จะสวมรอยห่มผ้าเหลืองตาม

ทางลบนั้น ถ้าเจ้าคุณเอื้อนโดนจับอีกรอบ ทั้งสองก็จะรอท่าต่อไป ไม่อยากเปลืองตัว

ทีแรกนั้น พุทธะอิสระประกาศว่าจะกลับมาห่มผ้าเหลือง เมื่อปลายปีกลาย กำหนดในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 แต่สุดท้ายก็ไม่กล้า เพราะตอนนั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาตีปลาหน้าไซว่า "พุทธะอิสระถูกรัฐบาลจับสึก ในทางกฎหมายจึงถือว่าไม่ใช่พระอีกต่อไป" ก็เป็นคาถาเดียวกับที่พงศ์พรท่องให้ฟังเมื่อวานนี่แหละ กลอนเดียวกัน

ถ้าพุทธอิสระ "ลองของ" ในวันนั้น แล้วผ่าน รัฐบาลไม่จับ วันนี้ของเจ้าคุณเอื้อนก็คงลอยลำ เจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ ก็ถูกศาลสั่งรอลงอาญาเช่นกัน วันนี้ จึงลุ้นกันใจระทึก ว่าเจ้าคุณเอื้อน "จะโดนรอบสอง" อีกเมื่อไหร่

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลส่งสัญญาณออกมาเช่นนี้ ก็เชื่อว่า อีกไม่นานเกินรอ ไม่ 7 วัน ก็ 15 วัน ต้องมีปฏิบัติการจากรัฐบาล ผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่มีทางพ้น

หนทางที่ประเสริฐก็คือ เจ้าคุณเอื้อน ประกาศ "นุ่งขาวห่มขาวตลอดชีวิต" เหมือนครูบาขาวปีศิษย์ครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่ถูกรัฐบาลสมัยนั้นรังแก และครูบาผ้าลาย แห่งแม่สะเรียง ชื่อเสียงขจรขจายกลายเป็นอมตะ ออกเหรียญมีคนเล่นเป็นหมื่น

วันนี้ พรุ่งนี้ ของเจ้าคุณเอื้อน จึงยังคงเวียนวนอยู่กับคดีความ เพราะนี่มิใช่การต่อสู้กับบุคคลทั่วไป แต่เป็นการต่อสู้กับรัฐ ซึ่งมีอำนาจปกครองประเทศ ยังไงก็ไม่มีทางชนะ ต้องยอมเท่านั้นถึงจะรอด เมื่อไหนๆ เจ้าคุณเอื้อนก็ปวารณาตัว "ไม่สึกตลอดชีวิต" แล้ว ห่มเหลืองหรือห่มขาวจะสำคัญอะไร จะห่มผ้าเหลืองเพื่อทำความดีแล้วรัฐบาลไม่ให้ทำ ก็หันไปห่มสีอื่นเพื่อทำความดีได้ ก็สุดแต่ใจจะเลือก เรื่องสอนบาลีอะไรนั้นลืมไปได้เลย สิโย อังโย ยังไงก็ไม่โตหรอก

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 26 กันยายน 2563

 

ยังไม่จบ !

พงศ์พรออกโรงชี้สถานะพระเจ้าคุณเอื้อน

คดียังไม่สิ้นสุด ห่มผ้าเหลืองไม่ได้

ถือว่าผิดกฎหมาย

 

 

 

เอ้า..มาละเหวย มาละวา มาแต่ของเรา ของเขาไม่เห็นมา..

อา..และแล้ว พระเอกตัวจริงเสียงจริงก็โผล่ เพราะคงทนไม่ไหว ที่กระแสเจ้าคุณเอื้อนสะท้านสะเทือนไปทั่วปัถพี พงศ์พรนอนอยู่บ้าน คงถูกคุณนายขนิษฐาต่อว่า ว่าเนี่ย คดีที่ไปฟ้องพระ ทำครอบครัวเราเดือดร้อนนะ จะไปวัดไปวาก็สู้หน้าผู้คนไม่ได้ เขาหาว่าครอบครัวเราเป็นเดียรถีย์ ฯลฯ นี่ก็น่าจะเป็นสาเหตุให้คุณพงศ์พร ร้อนอกร้อนใจ ล้ำหน้าออกมาแถลงไขเสียยาวยืด ทั้งๆ ที่ท่านรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม สั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้ชี้แจง แต่ทำไมกลายเป็น "พงศ์พร" ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับสำนักพุทธฯ มานานหลายปีแล้ว ถึงปัจจุบันจะมีตำแหน่งเป็น "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านกิจการพระพุทธศาสนา" ก็ตาม มันคนละหน้าที่ นี่เห็นไหม วิบากกรรมเริ่มตามสนองแล้ว กินไม่ได้ นอนไม่หลับ อยู่ที่ไหนก็ไม่เป็นสุข

 

ตรงนี้จึงถือว่า "คุณพงศ์พรมาผิดฝาผิดตัว" ส่อเจตนาตามล้างตามผลาญเจ้าคุณเอื้อนและพระที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมด มีข่าวด้วยว่า ก่อนจะแจ้งตำรวจจับกุมคุมขังพระนั้น พงศ์พรเคยเขียนสำนวนส่งตำรวจ ระบุว่า "พระเหล่านี้ต้องอาบัติปาราชิก" แสดงความเห็นเก่งกว่าสังฆราชเสียอีก จริงหรือไม่ล่ะ

แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว คนเป็นถึงอดีต ผอ.พศ. และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษานายกฯ ยกเหตุผลมาพูดมากมายเหมือนแม่น้ำ 5 สาย จะไม่ฟังกันเลยเจียวหรือ ฟังผมบ้างสิ ผมก็มีหัวใจนะ อิอิ

 

เรามาว่ากันถึง "สถานะ" ของเจ้าคุณเอื้อนกันนะ สถานะนั้นมี 2 สถานะ คือ สถานะทางกฎหมาย และสถานะทางพระธรรมวินัย

ในทางกฎหมายนั้น ว่าโดยหลักการแล้ว ก็มีอำนาจบังคับใช้เฉพาะทางร่างกาย เช่น มาตรา 29 ที่ระบุว่า ถ้าพระถูกจับกุมในคดีอาญา เจ้าพนักงานหรือศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัว ก็ให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจบังคับให้พระรูปนั้น..สละสมณเพศ

ในทางพระธรรมวินัยนั้น ระบุว่า การขาดจากความเป็นพระ ต้องใช้อาบัติปาราชิก 4 ข้อ มาเป็นหลักวินิจฉัย ไม่ได้ระบุว่าต้องใช้ พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ด้วย เข้าใจตรงกันนะ

 

มีข้อสังเกตว่า พรบ.คณะสงฆ์ เลี่ยงที่จะใช้คำว่า "ลาสิกขา" แต่ท่านใช้คำว่า "สละสมณเพศ" แทน เพราะคงมองเห็นแล้วว่า มาตรว่าพระภิกษุรูปนั้นๆ จะถูกดำเนินคดี แต่ในเมื่อคดียังไม่สิ้นสุด จำเลยก็ยังไม่ถือว่าผิด ดังนั้น การจะจับพระสึกเลยนั้น ก็ผิดพระธรรมวินัย จึงเลี่ยงไปใช้คำว่า "สละสมณเพศ" แทน คือเอาผ้าเหลืองออกจากร่างกาย ให้ใช้ผ้าอื่นนุ่งห่มสู้คดีไปพลางก่อน ถ้าพิสูจน์ตัวเองว่าพ้นมลทินแล้ว ก็สามารถจะกลับมาห่มผ้าเหลืองได้ ดังในอดีตก็เคยมีกรณีพระพิมลธรรม วัดมหาธาตุฯ มาแล้ว

การนุ่งห่มผ้าขาว ผ้าดำ ผ้าเขียว ผ้าแดง ผ้าลาย ผ้าหางกะรอก ผ้าป่านโทเร ผ้ามิสลิน ผ้าไหมไทย ไหมญี่ปุ่น ไหมสวิส  หรือผ้าอื่นใดในโลก จึงมิใช่เหตุผลที่จะบอกว่า พระรูปนั้นมิใช่พระ เพราะในพระวินัยก็อนุญาตไว้ว่า ในกรณีฉุกเฉิน เช่น ถูกลักขโมยผ้าไป พระรูปนั้นไม่มีผ้าเหลืองใส่ ก็อนุญาตให้ใช้ผ้าอื่นใด หรือแม้กระทั่งใบไม้ ปกปิดร่างกายไปพลางก่อน และอนุญาตให้ "ขอผ้า" ได้อีกด้วย เพราะมันจำเป็น จึงต้องยกเว้นเป็นกรณี นี่เห็นไหม อัจฉริยภาพของพระบรมศาสดา จึงทำให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา เพราะว่ามีเหตุผล

ดังนั้น การถูกฟ้องร้องในคดีอาญา จึงไม่ถือว่าทำให้ขาดจากความเป็นพระ

การถูกบังคับให้สละสมณเพศ ตาม พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ก่อนถูกคุมตัวเข้าห้องขัง ก็ยังไม่ถือว่าทำให้ขาดจากความเป็นพระ

ความเป็นพระจะสิ้นสุดเพราะพระธรรมวินัยเท่านั้น กฎหมายแพ่ง อาญา พาณิชย์ คำสั่งศาล การบังคับจับกุมคุมขังของเจ้าหน้าที่ หรือวิธีการอื่นใดในโลก ไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยให้ขาดจากความเป็นพระ

การสละสมณะเพศ ตามความใน พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 จึงถือว่าไม่ใช่การลาสิกขา เพราะลาสิกขาจะต้องมีการ "เปล่งวาจา" ประกอบร่วมด้วย จึงจะถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย แล้วถามว่า อดีตพระพิมลธรรมก็ดี อดีตพระพรหมดิลกก็ดี มีหลักฐานพยานยืนยันว่าท่านไม่ได้เปล่งวาจาลาสิกขา จะถือว่าท่านขาดจากความเป็นพระได้อย่างไร

การที่นายพงศ์พรอ้างว่า การขาดจากความเป็นพระมี 2 หลัก คือหลักพระธรรมวินัยกับหลักกฎหมาย นั้น ถือว่าพูดผิด เข้าใจผิด และผิดอย่างมหันต์ เพราะความจริงแล้ว การจะขาดจากความเป็นพระมีเพียงหลักเดียว คือหลักพระธรรมวินัย เท่านั้น หลักกฎหมายไม่สามารถทำให้ขาดจากความเป็นพระได้

หลักกฎหมายจะเข้าข่าย "ปาราชิก" ได้นั้น มีเพียงวิธีการเดียว คือการพิสูจน์ว่าจำเลย (พระ) นั้นทำผิดกฎหมายจริง และการทำผิดนั้น "เข้าข่ายอาบัติปาราชิก" ทางศาลสงฆ์จึงจะนำเอาความผิดมูลฐานที่เกี่ยวเนื่องกับอาบัติปาราชิกนั้น ไปวินิจฉัยให้พระภิกษุรูปนั้น "สิ้นสุดสมณภาวะ" แม้ไม่ลาสิกขาก็ถือว่าขาดจากความเป็นพระทันที

ไม่มีแห่งใด ที่จะใช้ "หลักกฎหมาย" มาบังคับให้พระลาสิกขา เพียวๆ

ถ้ามี ก็แสดงว่า กฎหมายอยู่เหนือพระธรรมวินัย รวมทั้ง พรบ.คณะสงฆ์ 2505 ก็จะถือว่าเป็นการสร้าง "พระธรรมวินัยเทียม" ขึ้นมา และถ้าเป็นเช่นนั้น กฎหมายฉบับนั้นๆ ก็ใช้ไม่ได้ เพราะขัดแย้งกับพระธรรมวินัยเสียเอง

การออกมาพูดของพงศ์พรในวันนี้ จึงเห็นได้ชัดว่า พงศ์พร ไม่มีความรู้ทางด้านกฎหมายและพระธรรมวินัย จึงบอกว่า พระจะขาดจากความเป็นพระเพราะกฎหมายหรือพระธรรมวินัยข้อใดข้อหนึ่ง ไปถาม "มหาวอ-ศาสดาของพงศ์พร" ดูสิ ว่าจริงหรือไม่ ?

ส่วนรายละเอียดอื่นๆ นั้น เราคงไม่จาระไน เพราะไม่มีเวลา เอาไว้ว่ากันวันหลัง นะ เจริญพร

 

 

 

หนึ่งข้อก็ขาด !

 

 

ผอ.สำนักพุทธฯ ชี้เงินทอนวัดไม่จบ เจ้าคุณเอื้อน ห่มเหลืองไม่ได้

คดีเงินทอนวัดยังไม่จบ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" เตือนอดีตเจ้าคุณเอื้อน รีบร้อนห่มเหลือง อาจเข้าข่ายแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ เหตุคดีทุจริตเงินวัดยังคา ส่วนที่ศาลยกฟ้องเป็นแค่ข้อหาฟอกเงิน

 

พร้อมแจงรายละเอียด 3 กลุ่มความผิด ทั้งทุจริต ฟอกเงิน และริบทรัพย์ ยกกฎมหาเถรฯ ประกอบพระธรรมวินัย หากเข้าข่ายปาราชิกแล้วย่อมบวชใหม่ไม่ได้อีก

พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (อดีต ผอ.พศ.) กล่าวถึงกรณีศาลอุทธรณ์ยกฟ้องอดีตพระพรหมดิลก หรือ เจ้าคุณเอื้อน อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ในความผิดฐานฟอกเงิน จนมีข่าวเตรียมกลับมาห่มจีวรอีกรอบ เพราะไม่เคยเปล่งวาจาสึก ว่า คดีเงินทอนวัดที่อดีตพระพรหมดิลกตกเป็นจำเลย เป็นคดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องกรณีทุจริตงบอุดหนุนการศึกษาพระปริยุติธรรมแผนกสามัญศึกษา แบ่งออกเป็น 3 คดี คือ

1. คดีความผิดมูลฐาน เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 5 มี.ค.2563 ว่าอดีตพระพรหมดิลกมีความผิดฐานสนับสนุนให้เกิดการทุจริต มีโทษจำคุก 8 เดือน แต่โทษจำให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี ซึ่งขณะนี้ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี และยังไม่ชัดเจนว่ามีการยื่นอุทธรณ์ด้วยหรือไม่

2. คดีอาญาฐานฟอกเงิน ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 16 พ.ค.2562 ว่าอดีตพระพรหมดิลกมีความผิด ให้จำคุก 6 ปี แต่ล่าสุดศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 23 ก.ย.2563 สรุปว่าจำเลยไม่รู้ว่าเป็นเงินที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับ จึงขาดเจตนา ไม่มีความผิดฐานฟอกเงิน ให้ยกฟ้อง

3. คดีแพ่ง ฐานฟอกเงิน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเงินในบัญชีเงินฝากของอดีตพระพรหมดิลกเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จึงให้ตกเป็นของแผ่นดิน 1.7 ล้านบาท

พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวต่อว่า หลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวาน มีประเด็นที่ต้องพิจารณาดังนี้

ประเด็นแรก อดีตพระพรหมดิลกขาดจากความเป็นพระหรือยัง เรื่องนี้เมื่อตรวจสอบย้อนหลังไปในชั้นสอบสวน จำเลยถูกจับกุมและศาลมีคำสั่งให้ขัง ไม่อนุญาตให้ประกันตัว จึงถูกเจ้าพนักงานใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (พ.ร.บ.สงฆ์) มาตรา 30 ให้สละสมณเพศก่อนเข้าเรือนจำ ทำให้ขาดจากความเป็นพระแล้วตามกฎหมาย

การขาดจากความเป็นพระ มี 2 หลัก คือ หลักพระธรรมวินัย สละสมณเพศด้วยการลาสิกขา เปล่งวาจา และถอดจีวรออก เรียกว่า "สึกเอง" กับขาดจากความเป็นพระเพราะอาบัติหนัก หรือ "ครุอาบัติ" ได้แก่ ปาราชิก 4 ฆ่าคน, ลักทรัพย์, เสพเมถุน, อวดอุตริมนุสธรรม ถ้ากระทำอย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 อย่างนี้ ถือว่าขาดจากความเป็นพระ ณ ขณะที่ทำนั้นเลย (ขาดโดยอัตโนมัติ)

อีกหลักหนึ่ง คือ หลักกฎหมาย (พ.ร.บ.สงฆ์) มี 2 มาตราที่เกี่ยวข้อง คือ มาตรา 29 ถูกจับในคดีอาญา แล้วพนักงานสอบสวนไม่อนุญาตให้ประกันตัว ก็ให้สละสมณเพศเสียก่อนที่จะนำตัวเข้าห้องขัง กับมาตรา 30 เมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลให้จำคุก กักขัง หรือขังพระภิกษุ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศ

กรณีของอดีตพระพรหมดิลก พ.ต.ท.พงศ์พร บอกว่า เคยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ประกันตัว จึงขาดจากความเป็นพระตั้งแต่วันนั้น เพราะถูกดำเนินการตาม พ.ร.บ.สงฆ์ มาตรา 30 จะเห็นได้ว่าตอนไปขึ้นศาล ช่วงที่ไม่ได้รับประกันตัว อดีตเจ้าคุณเอื้อนก็ใส่ชุดนักโทษ เมื่อได้ประกันก็ใส่ชุดขาว แสดงว่าเจ้าตัวรู้ดีว่าขาดจากความเป็นพระแล้ว

ประเด็นที่สอง อดีตพระพรหมดิลกกลับมาห่มจีวรได้ทันทีเลยหรือไม่ ประเด็นนี้อธิบายได้ว่า อดีตเจ้าคุณเอื้อนไม่สามารถกลับมาห่มจีวรได้ เพราะถือว่าขาดจากความเป็นพระไปแล้ว หากจะห่มจีวร ต้องกลับมาบวชใหม่ โดยมีพระอุปัชฌาย์ แต่หากไม่มีการบวชใหม่ แล้วไปห่มจีวร ก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 ว่าด้วยการแต่งกายเลียนแบบสงฆ์

ประเด็นที่ 3 อดีตเจ้าคุณเอื้อนกลับมาบวชใหม่ได้หรือไม่ คำตอบคือ ยังเข้าบรรพชาหรืออุปสมบทไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 17 ข้อ 14 เนื่องจากอดีตพระพรหมดิลกยังต้องคดีอาญาอยู่ คดียังไม่ถึงที่สุด แม้คดีฟอกเงินในศาลอุทธรณ์ ศาลจะยกฟ้องก็ตาม แต่อัยการยังมีสิทธิ์ฎีกา ขณะที่คดีทุจริตก็ยังไม่พ้นระยะเวลารอลงอาญา

ที่สำคัญ การรอลงอาญาแปลว่ามีความผิด และมีโทษ เพียงแต่โทษยังไม่ต้องรับทันทีเท่านั้น และที่ต้องไม่ลืมก็คือ คดีแพ่งที่ศาลสั่งริบทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุด แต่มีข้อพิจารณาว่าการได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยมิชอบ เข้าข่ายปาราชิกหรือไม่ หากเข้าข่ายก็ไม่สามารถกับมาบวชได้อีกเลย ซึ่งประเด็นนี้ขึ้นกับการวินิจฉัยของฝ่ายสงฆ์

ส่วนกรณีที่มีการยกเคสของ พระพิมลธรรม (อาจ อาสภเถระ) ถูกจับกุมคุมขังเมื่อปี พ.ศ.2505 เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกสังฆมนตรี สันติบาล และสารวัตรทหารถอดจีวร แต่ท่านไม่เปล่งวาจา และรักษาพระธรรมวินัยระหว่างถูกควบคุมตัว กระทั่งศาลมีคำพิพากษาว่าพระพิมลธรรมไม่มีความผิด จึงถือว่าไม่ขาดจากความเป็นพระนั้น ประเด็นนี้ พ.ต.ท.พงศ์พร อธิบายว่า ช่วงที่เกิดคดีพระพิมลธรรม ในปี 2505 ตอนที่ถูกจับสึก เป็นเดือน เม.ย. ขณะนั้นยังไม่ได้ใช้บังคับ พ.ร.บ.สงฆ์ โดย พ.ร.บ.ฉบับนี้ ประกาศเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2505 และมีผลบังคับใช้ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 1 ม.ค.2506

เหตุนี้จึงไม่สามารถนำกรณีของพระพิมลธรรม มาเทียบกับอดีตพระพรหมดิลกได้ เนื่องจากอดีตเจ้าคุณเอื้อนต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.สงฆ์ ถือว่าขาดจากความเป็นพระ และยังไม่สามารถกลับมาบรรพชาหรืออุปสมบทใหม่ได้ หากมีการสวมจีวรตามที่ปรากฏภาพในสื่อสังคมออนไลน์ ก็ต้องถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนที่มีบางฝ่ายพยายามโจมตีว่า อดีตพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ไม่มีความผิด แต่ถูกกลั่นแกล้งใส่ร้ายนั้น พ.ต.ท.พงศ์พร บอกว่า รัฐบาลหรือสำนักงาน พศ. มีฐานะเป็นส่วนราชการ ถือว่าเป็นนิติบุคคลผู้จ่ายเงินงบประมาณ ผู้รับงบประมาณต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ คืองบที่กำหนดให้ใช้เพื่อการใด ก็ต้องใช้เพื่อการนั้น ฉะนั้น เมื่อมีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ ก็จะผิดตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณด้วย และเมื่อมีการทุจริตก็ต้องไปร้องทุกข์กล่าวโทษ

แต่บทบาทของสำนักพุทธฯ ร้องทุกข์เฉพาะคดีปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเท่านั้น ส่วนคดีฟอกเงิน สำนักพุทธฯไม่ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ หน่วยงานที่ร้องทุกข์คือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพราะเป็นคดีสืบเนื่อง แต่สังคมมักเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของสำนักงาน พศ. ทั้งหมด

  

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ : 25 กันยายน 2563

 

 

โยนกลองสำนักพุทธฯ

วิษณุให้สำนักพุทธฯชี้แจงอีกรอบ

บอกรอบแรกยังไม่เคลียร์

 

 

 

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ : ณรงค์ ทรงอารมณ์

สองผู้ควบคุมดูแลและบริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

โดยเฉพาะพงศ์พรนั้น เป็นผู้โจทย์ฟ้องพระทั้งหมด

จะต้องชี้แจงแถลงไขไม่ต่างจากล้างขี้ของตัวเอง

 

 

 

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย

เจ้าของฉายา "รู้ทุกเรื่อง" แต่วันนี้มึน มองมุมกฎหมายไม่ออก

เลยตีกรรเชียง สั่งสำนักพุทธฯ ให้ชี้แจงแทน

 

 

สั่ง พศ. แจงซ้ำปมอดีตพระพรหมดิลกกลับมาห่มเหลือง

วิษณุรับขอยึดคำชี้แจงสำนักพระพุทธฯ ปมศาลอุทธรณ์ยกฟ้องอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา รับเป็นเรื่องใหม่ต้องรอดูทางออก

เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง นายเอื้อน กลิ่นสาลี อดีตพระพรหมดิลก อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา, กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร คดีฟอกเงินทุจริตจัดสรรงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ของวัดสามพระยา ว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ย. นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการ พศ. ได้ให้สัมภาษณ์แล้ว 

เมื่อถามว่า ในทางปฏิบัติ หากจะกลับมาอยู่ในสมณเพศ ต้องรอให้คดีสิ้นสุดที่ศาลฎีกาก่อนหรือไม่นั้น ก็ขอให้ไปถามที่ พศ. ซึ่งเขาได้ชี้แจงอย่างชัดเจนแล้ว ว่าตามกฎหมายของ มส. มีเกณฑ์ต่างๆ ถ้าเข้าข้อไหนก็เข้าข้อนั้น เช่น คำพิพากษาต้องถึงที่สุด เพราะมีประเด็นตั้งแต่เริ่มต้นว่าสละสมณเพศแล้วหรือยัง ถ้าสละสมณเพศแล้ว การจะกลับเข้ามาจะต้องบวชใหม่ แต่ถ้ายังไม่สละสมณเพศ ก็กลับมาครองผ้าเหลืองได้

อย่างไรก็ตาม ขอให้ พศ. เป็นผู้ตอบแล้วกัน เพราะเป็นเรื่องของทางกฎหมายและผู้ใหญ่ทางสงฆ์ จะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นอกจากนี้ ยังต้องดูว่าอัยการโจทก์จะดำเนินการอย่างไรต่อ จะฎีกาหรือไม่ 

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีกรณีที่ออกมาแล้วครองผ้าเหลืองต่อเลยหรือไม่

นายวิษณุ กล่าวว่า มีอยู่เสมอ ส่วนการออกมาจะครองผ้าเหลืองทันทีจะถือว่าถูกหรือผิดอย่างไร นั้น มองว่ามีทั้งถูกและผิด ขออีกระยะหนึ่ง แล้วตนจะมาอธิบายให้ฟัง แต่ตอนนี้ให้ พศ. ชี้แจงไปก่อน เพราะตนยังไม่เห็นคำพิพากษาว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า สุดท้ายเรื่องนี้จะมีทางออกใช่หรือไม่

นายวิษณุ กล่าวว่า จะทางออกหรือทางเข้าก็ยังไม่รู้ ขอให้รอสักระยะหนึ่ง เพราะยังใหม่อยู่ ยังตั้งหลักกันไม่ถูกว่าเรื่องเป็นอย่างไร แต่ทาง พศ. ตั้งหลักถูกแล้ว จึงได้ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 23 ก.ย. ขณะนี้จึงต้องยึดคำชี้แจงของ พศ. อยู่ แต่บังเอิญว่าคำชี้แจงเข้าใจยาก จึงต้องให้ พศ. ชี้แจงซ้ำ

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 24 กันยายน 2563

 

ทัวร์ลงสำนักพุทธฯ

แห่ถล่มเพจสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

หลังโพสต์ตั้งข้อหาเจ้าคุณเอื้อน

ล่าสุดลบข่าวออกแล้ว

 


 

 

จากกรณีที่เพจสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เลือกนำเสนอข่าวจากเว็บไซต์ The Truth ซึ่งอ้างว่า การกลับมาห่มผ้าเหลืองของอดีตพระพรหมดิลก วัดสามพระยา พร้อมด้วยพระเลขา ว่าผิดกฎหมายอาญา มาตรา 208 มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นั้น

หลังจากโพสต์ไปได้ไม่กี่นาที ก็มีชาวพุทธเป็นจำนวนมาก ระดมกันเข้าไปแสดงความเห็นในเพจของสำนักพุทธฯ ดังกล่าว ซึ่งล้วนแต่เป็นลบกับทางสำนักพุทธฯ บ้างหนักถึงขั้นยุให้ยุบสำนักพุทธฯไปเลย

ปรากฏว่า สำนักพุทธฯ รีบลบข่าวดังกล่าวออกทันที แต่ก็ยังมีคนโพสต์เข้าไปเรื่อยๆ

กระแสของผู้ไม่พอใจในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต่อการดำเนินคดีกับพระเถระผู้ใหญ่ก็ดี ทัศนะที่แสดงออกต่อข่าวสารที่ผ่านศาลอาญามาแล้วก็ดี ทำท่าว่าจะบานปลายกลายเป็นม็อบ ถ้าหากว่าสำนักพุทธฯ ยังไม่ออกมาแสดงความเห็นในทิศทางที่เป็นบวกต่อพระสงฆ์สามเณร

 

 

ที่มา : สำนักพุทธฯ-ศูนย์พิทักษ์ฯ : 24 กันยายน 2563

 

 

ส่อแววไม่ยอมเลิกรา

สำนักพุทธฯโพสต์ข้อหาเจ้าคุณเอื้อน

คดียังไม่สิ้นสุด กลับมาห่มผ้าเหลือง

ผิด ม.208

 

 

อา.. ูท่าว่าสงครามระหว่าง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับ อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยาและวัดสระเกศ จะไม่จบง่ายๆ เสียแล้ว มีข้อสังเกตตรงที่ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษา "ยกฟ้อง" เจ้าคุณเอื้อนและพระเลขา ทางสำนักพุทธฯ ก็คงเกาะติดคดีนี้เช่นกัน แต่ไม่มีการนำเอาข่าว "ยกฟ้อง" นั้น นำเสนอทางเพจของสำนักพุทธฯ แต่สำนักพุทธฯ กลับนำเอาข่าว "ตั้งข้อหาเจ้าคุณเอื้อนกลับมาห่มผ้าเหลือง" โดยอ้างว่าคดียังไม่สิ้นสุด ผู้ที่ฝ่าฝืนจะผิดกฎหมายอาญา มาตรา 208 ซึ่งระบุว่า

 

มาตรา 208  ผู้ใดแต่งกาย หรือใช้เครื่องหมาย ที่แสดงว่า เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช ในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษ "จำคุก" ไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

นี่หมายถึงว่า มาตรว่าจะเอาผิดในข้อหาโกงเงินวัดหรือฟอกเงินวัดไม่ได้ ทางสำนักพุทธฯ ก็ยังสามารถเอาผิดในข้อหา "แต่งกายเลียนแบบพระภิกษุ" ได้อีก

 

กรณีที่ทางเพจ THE TRUTH บ่งความผิดเกี่ยวกับมาตรา 208 นั้น ก็มีเงื่อนไขตรงที่ว่า "คดียังไม่สิ้นสุด" หมายถึงยังมี "ศาลฎีกา" ให้โจทก์ คือสำนักพุทธฯ (อัยการ) ยื่นฎีกาได้อีก ดังนั้น จึงเห็นว่าคดีนี้ยังไม่สิ้นสุด

แต่ความจริงแล้ว คดีนี้จะสิ้นสุดหรือไม่ ก็อยู่ที่ทางสำนักพุทธฯ (อัยการ) จะทำการยื่นฎีกาหรือไม่ ถ้ายื่น, คดีก็เดินหน้าต่อ ถ้าไม่ยื่น, คดีก็สิ้นสุดตรงนี้ ตรงที่อุทธรณ์

 

 

 

 

แน่นอนว่าในทางกฎหมาย สำนักพุทธฯ มีสิทธิที่จะฎีกา

แต่ในทางพระศาสนา ถ้าสำนักพุทธฯ ยื่นฎีกาต่อ ก็จะแสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่รัฐ มีเจตนาจะทำร้าย-ทำลาย พระสงฆ์ ให้ถึงที่สุด เหมือนมีเจตนาอาฆาตมาแต่เดิม

ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า ถ้าทางรัฐบาลไทยและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ทำหน้าที่ในการพิทักษ์ผลประโยชน์ของแผ่นดิน จึงทำการฟ้องร้องพระสงฆ์ ที่เห็นว่า "น่าจะทำผิด" นั่นก็ยังเชื่อว่าไม่เจตนา เพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าไม่ฟ้องก็ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน

แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาออกมาเช่นนี้ ก็สมควรที่จะ "หยุด" คือว่าเพียงพอแล้ว พิสูจน์ความจริงกันแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏแล้วว่า พระท่านมิได้โกง เงินไม่ได้หายไปไหน ถูกใช้ไปในการก่อสร้างวัดวาอาราม เจตนาของรัฐในการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา ก็มิได้เสียหาย จึงสมควรแก่เหตุ หยุดการฟ้องร้องไว้แต่เพียงเท่านี้ ปล่อยพระท่านไปปฏิบัติศาสนกิจของท่านเสีย

ถ้าทำได้เช่นนี้ ก็จะเชื่อว่ารัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่มีเจตนาในการทำลายพระสงฆ์ ภาพลักษณ์ของรัฐบาลก็จะสวยงามในสายตาของประชาชน

 

 

แต่ถ้ารัฐบาลยังยืนยันจะฟ้องร้องต่อไปอีก แถมยังหาสาเหตุเพิ่ม โดยอ้างการทำผิด ม.208 นั่นแสดงว่า รัฐและสำนักพุทธฯ มีเจตนาจะเข่นฆ่าพระเหล่านั้นให้ล้มหายตายจากไป โดยใช้คดีความเป็นตัวถ่วงดึง ทั้งๆ ที่ศาลก็เคยระบุว่า "การจำคุกจำเลยในคดีนี้ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติศาสนา"

พฤติกรรมดังกล่าวของรัฐและสำนักพุทธฯ ย่อมจะสร้างความสังเวชใจให้แก่บรรดาพระภิกษุสามเณรทั่วประเทศ มองเห็นรัฐและสำนักพุทธฯ เป็นผู้ทำร้ายพระสงฆ์ แทนที่จะเป็นผู้ทำนุบำรุงพระศาสนา แบบว่าแรกนั้นมีศรัทธาถวายสังฆทาน พอพระเณรเอาไปใช้ไม่เป็นไปตามที่ตนประสงค์ ก็ฟ้องร้องเป็นเรื่องราวใหญ่โต ผิดกับแนวพระธรรมคำสอน

 

สาเหตุที่รัฐและสำนักพุทธฯ จะฟ้องร้องต่อศาลฎีกานั้น ก็มีเพียงสิ่งเดียว คือ ทิฐิมานะ คิดว่ารัฐและหน่วยงานรัฐจะแพ้ไม่ได้ มันจะเสียศักดิ์ศรี ฯลฯ ถ้าคิดแบบนี้ก็ลำบากใจแล้วล่ะ คนทำงานเพื่อบ้านเมืองและเพื่อศาสนา ถึงขนาดว่าพระเจ้าก็ยังไม่ยอม ถ้าเป็นคนอื่นๆ ก็คงจะอาฆาตมาดร้ายเข่นฆ่ากันตายทั้งเมือง ถามว่านี่หรือเมืองพุทธฯ

 

ดังนั้น คดีวัดสามพระยาก็ดี คดีวัดสระเกศก็ดี จะหยุดหรือเดินหน้าต่อไป ก็อยู่ที่รัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

แน่นอนว่า ถ้ารัฐและสำนักพุทธฯ ไม่ยอมหยุด ก็เท่ากับผลักให้จำเลยต้องหันหน้ามาสู้ คือต้องมีการฟ้องร้องรัฐและสำนักพุทธฯ ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งมันจะยืดเยื้อเสียหายในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา

 

ก็อยู่ที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และเป็นผู้นำชาวพุทธอยู่ในเวลานี้ จะวางท่าทีอย่างไร อยากให้บ้านเมืองสงบ ควรจะทำอย่างไร ไม่มีใครสอนนายกฯได้ แต่ทุกสิ่งที่ทำไป จะถูกบันทึกไว้ตราบนานเท่านาน จะเลือกนรกหรือสวรรค์ ก็เชิญ..

 

 

 

 

อดีตพระพรหมดิลก โผล่ห่มจีวรพบมีความผิด ! คดีเงินทอนยังไม่สิ้นสุด

จากที่ นายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความนายเอื้อน กลิ่นสาลี อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา กล่าวถึงศาลพิพากษายกฟ้องว่า เนื่องจากเห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการใช้เงินดังกล่าวเพื่อฟอกเงิน

ทั้งนี้ งบดังกล่าว ทางวัดสามพระยาจัดให้มีการศึกษาในแผนกสามัญด้วย วัดสามพระยาจึงมีสิทธิรับงบประมาณนี้ ดังนั้น การใช้เงินใช้จ่ายในวัดสามพระยา ไม่ได้เป็นการฟอกเงิน จึงยกฟ้องจำเลยทั้งสอง

เมื่อถามเกี่ยวกับคดีนี้จะขึ้นสู่ศาลฎีกาหรือไม่ นายอรรณพ กล่าวว่า จะต้องรอให้อัยการโจทก์เป็นผู้พิจารณาตามข้อกฎหมาย วันนี้จำเลยทั้งสองก็ดีใจที่ศาลอุทธรณ์มีความเห็นตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ว่าเงินส่วนนี้ให้ใช้ในการก่อสร้างอาคารซึ่งเป็นที่พักของพระสงฆ์

ส่วนเรื่องสมณเพศของจำเลย นายอรรณพ กล่าวว่า ความจริงแล้วท่านทั้งสองก็ไม่ได้เปล่งวาจาสึก ยังรักษาดำรงพฤติการณ์เสมือนตอนเป็นพระอยู่ แต่ในทางกฎหมายอาจจะยังมีข้อโต้แย้ง ต้องทำความเข้าใจกัน ซึ่งจริงๆ แล้วท่านตั้งใจว่าหากศาลยกฟ้องจะเรียกร้องสิทธิในการแสดงออกด้วยการห่มเหลือง

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จำเลยทั้งสองซึ่งได้รับการประกันตัว สวมชุดขาวเดินทางมาศาล พร้อมมีกลุ่มพระสงฆ์และกลุ่มฆราวาสเดินทางมาร่วมติดตามฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจจำเลย

ต่อมามีรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นหลังออกจากศาล อดีตพระพรหมดิลก และนายสมทรง อรรถกฤษณ์ อดีตพระอรรถกิจโสภณ ได้กลับมายังวัดสามพระยา กลับครองจีวร สู่สมณเพศ มีการสวดมนต์บทสังฆปิติถวายในพระอุโบสถ พร้อมอ่านคำพิพากษายกฟ้องในพระอุโบสถต่อหน้าคณะสงฆ์ โดยพระทั้ง 2 รูป กลับมาถือสมณเพศ โดยไม่ได้อุปสมบทใหม่

อย่างไรก็ตามผลคดีอดีตพระพรหมดิลก วัดสามพระยา ถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นจำเลยกรณีทุจริตงบเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พ.ศ.)

คดีความผิดมูลฐาน/เจ้าพนักงานปบ.หน้าที่โดยทุจริต (ปอ.ม.157) ศาลชั้นต้นพิพากษา (5 มี.ค.63) ว่า ผิดฐานสนับสนุนจำคุก 8 เดือน รอลงอาญาไว้ 1 ปี

1.                  คดีอาญาฟอกเงิน

2.1 ชั้นสอบสวนจำเลยถูกจับและศาลมีคำสั่งให้ขัง จึงถูกเจ้าพนักงานใช้อำนาจตาม พรบ.คณะสงฆ์ฯ ม.30 สละสมณเพศก่อนเข้าเรือนจำ ทำให้ขาดจากการเป็นพระภิกษุแล้วตามกฎหมาย

2.2 ศาลชั้นต้นพิพากษา (16 พค.62) ว่าจำเลยผิดฐานฟอกเงิน ให้จำคุก 6 ปี

2.3 ศาลอุทธรณ์พิพากษา (23 ก.ย.63) ว่าจำเลยไม่รู้เป็นเงินที่ไม่มีสิทธิได้รับ จึงขาดเจตนา ไม่ผิดฐานฟอกเงิน ให้ยกฟ้อง

3.            คดีแพ่งฟอกเงิน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เงินของจำเลยเป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำผิด จึงให้ตกเป็นของแผ่นดิน 1.7 ล้านบาท

4.            ข้อพิจารณา

4.1 ตาม 2.1  จำเลยขาดจากการเป็นพระภิกษุแล้วย่อมไม่สิทธิแต่งกายเป็นพระภิกษุอีก หากฝ่าฝืนผิด ปอ.ม.208 (แต่กายเลียนแบบพระภิกษุ) เว้นแต่จะเข้าบรรพชาอุปสมบทใหม่

4.2 แต่จำเลยยังเข้าบรรพชาอุปสมบทไม่ได้เพราะต้องห้ามตามกฎมหาเถรสมาคม (มส.)ฉบับที่ 17 ข้อ 14 เนื่องจากจำเลยยังต้องคดีอาญา โดยตาม 2.2 จำเลยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผิด จำคุก 6 ปี  แม้ปัจจุบันตาม2.3 ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้อง แต่ตาม 1 จำเลยยังอยู่ระหว่างรอการลงโทษ 1 ปีจะพ้นเมื่อ 5 มี.ค.2564

4.3 จะเห็นได้ว่าจำเลยทราบดี จึงแต่งชุดขาวมาศาลตลอด

4.4 แต่หลังฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตาม 2.3 ปรากฏภาพจำเลยเผยแพร่ในสื่อว่าจำเลยสวมจีวรร่วมพิธีสังฆปิติ (สวดแสดงความยินดี)กับคณะสงฆ์ที่วัดสามพระยา

4.5 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ปอ.ม.208

 

ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ - THE TRUTH : 24 กันยายน 2563

 

คืนผ้าเหลือง

เจ้าคุณเอื้อน กลับวัดสามพระยา

ท่ามกลางการต้อนรับของพระสงฆ์คับคั่ง

เหมือนพระพิมลธรรมในอดีต

 

 

 

พระพิมลธรรม-พระพรหมดิลก

 

 

 

บริสุทธิ์ผุดผ่อง

 




 

 

วันที่ 23 กันยายน 2563


วันมหาสังฆปีติ ของพระภิกษุสามเณร วัดสามพระยา

คณะสงฆ์วัดสามพระยา และศิษยานุศิษย์ ทั้งพระภิกษุ-สามเณร

ได้ร่วมกันลงพระอุโบสถ เจริญชัยมงคลคาถา

ต้อนรับหลวงพ่อเอื้อน หาสธัมมมหาเถระ
และหลวงพ่อเจี้ยบ พระเถระผู้เมตตา

ในวาระอันเป็นมงคลแก่เหล่าศิษยานุศิษย์
และพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย

 

 

ที่มา : วัดสามพระยา : 23 กันยายน 2563

 

ยกฟ้องเจ้าคุณเอื้อน

ศาลอุทธรณ์ชี้วัดสามพระยามีสิทธิ์ใช้เงิน

จึงไม่ผิดข้อหาฟอกเงิน

 

 

 

3 ชาวพุทธ ผู้มีอำนาจ ในการจับพระสึก

 

 

อา.. ก็ดังที่ "เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ" เคยฟันธงล่วงหน้ามาหลายครั้ง แม้ว่าศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่า "ผิด" แต่สำนวนคดีนี้ แม้แต่เด็กอนุบาลก็อ่านออก ว่าพระที่ถูกจับสึกและคุมขังดำเนินคดีนานหลายปีนั้น ท่านจะผิดได้ยังไง ในเมื่อไม่ได้เอาเงินไปเข้าพกเข้าห่อเข้าย่ามตัวเอง เพราะศาลเองก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเอาเงินไปใช้ส่วนตัว เมื่อไม่มีพยานหลักฐานใดๆ ก็ยังหลับหูหลับตาลงโทษ แบบนี้มันมีในหลักยุติธรรมตรงไหน

วันนี้ ศาลอุทธรณ์ เหมือนสอนศาลชั้นต้น ว่าให้ใช้วิจารณญาณอันเที่ยงธรรม อย่าทำตามกระแส บ้านเมืองไร้ขื่อไร้แปก็เพราะสถาบันตุลาการไม่วางตัวเป็นกลางนี่แหละ จะปกป้องประเทศชาติบ้านเมืองได้ ก็ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่าพวกท่านไร้อคติ

แน่นอนว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ นอกจากจะพลิกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว ก็ยังมีผลไปถึง "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" และ "รัฐบาลไทย" ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเวลาที่จับกุมคุมขังพระท่านนั้น ยังอยู่ในช่วง..ปฏิวัติ

 

การทำอะไรผลีผลาม โดยเฉพาะกับงานพระศาสนาอันละเอียดลึกซึ้งนั้น เคยส่งผลให้ "จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์" มีตราบาปมาแล้ว วันนี้ ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ต้องเดินตามรอยสฤษดิ์ไปอีกครั้ง ทั้งๆ ที่มีตัวอย่างให้ศึกษา ประวัติศาสตร์มันไม่น่าจะซ้ำรอยเลย

รัฐบาลไทย เหลือหนทางสุดท้าย คือกราบขอขมาพระสงฆ์ทุกรูป คืนผ้าเหลือง คืนตำแหน่ง คืนฐานันดรศักดิ์ และเยียวยาท่านให้เหมาะสมกับบาปกรรมที่ทำลงไป ไม่เช่นนั้นถึงตายไปก็คงไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด

 

 

 

 

อุทธรณ์กลับยกฟ้อง "อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา - ผู้ช่วย" ไม่ผิดฟอกเงิน 5 ล้าน งบโรงเรียนพระปริยัติธรรม ชี้ขาดเจตนาไม่ทราบเป็นเงินเกี่ยวกับการทำผิด ใช้เงินบูรณะวัด

 

วันที่ 23 กันยายน 2563 เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อท.196/2561 คดีฟอกเงินทุจริตจัดสรรงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ของวัดสามพระยา ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปราบการทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายเอื้อน กลิ่นสาลี อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา, กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กับนายสมทรง อรรถกฤษณ์ อดีตพระอรรถกิจโสภณ และเลขาเจ้าคณะกรุงเทพ เป็นจำเลยที่ 1-2

ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานฯ, ร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีอัยการยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2561 ว่า จำเลย ร่วมกันฟอกเงิน จากการทุจริตจัดสรรเงินงบประมาณ พศ. ปี 2557 ให้กับวัดสามพระยา จำนวน 5 ล้านบาท ในงบส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งที่ไม่มีโรงเรียน โดยเจ้าอาวาสวัดสามพระยา นำงบที่ได้มานั้นไปใช้ก่อสร้างอาคารร่มธรรมแทน ทั้งที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินนั้นมาตั้งแต่แรก 

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2562 ว่า กระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดต่างกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายมาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฟอกเงิน 2 กระทงๆ ละ 2 ปี ให้จำคุกนายเอื้อน หรืออดีตพระพรหมดิลก รวมจำคุก 6 ปี และนายสมทรง หรืออดีตพระอรรถกิจโสภณ จำเลยที่ 2 จำคุก 2 กระทงๆ ละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 3 ปี โจทก์และจำเลยต่างอุทธรณ์ 

วันนี้ จำเลยทั้งสองซึ่งได้รับการประกันตัว สวมชุดขาวเดินทางมาศาล พร้อมมีกลุ่มพระสงฆ์และกลุ่มฆราวาสเดินทางมาร่วมติดตามฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจจำเลย

ศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เกี่ยวกับเรื่องการขออนุมัติงบศึกษาพระปริยัติธรรมนั้น หาใช่เฉพาะวัดที่มีโรงเรียนศึกษาพระปริยัติธรรม

 

แต่วัดสามพระยา มีโรงเรียนสอน ตั้งแต่ระดับอนุบาล ย่อมมีสิทธิ์ในการใช้งบดังกล่าว

 

จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลภายนอก ไม่เกี่ยวกับสำนักงาน พศ. ซึ่งไม่มีหลักฐานว่าจำเลยทราบว่าเงินเกี่ยวกับการกระทำความผิด ในหนังสือระบุได้รับเงินเกี่ยวกับการบูรณะปฏิสังขรณ์ แสดงว่าจำเลยที่ 1 เข้าใจว่าเป็นงบบูรณะปฏิสังขรณ์ เมื่อได้รับงบ 5 ล้านบาทตามเช็คแล้ว จำเลยได้มอบอำนาจให้มีการถอนเงินจ่ายค่าก่อสร้างอาคารร่มธรรม

 

วัดมีการก่อสร้างอาคารและโอนเงินชำระหนี้จริง

 

โดยจำเลยจ่ายเงินให้ผู้ดูแลการก่อสร้าง เชื่อได้ว่าจำเลยในฐานะผู้ดูแลวัดได้นำเงินไปทำนุบำรุงวัด แม้วัดสามพระยาไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมและไม่ได้นำเงินไปใช้โดยตรง ก็ไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนทรัพย์สินที่เป็นการกระทำความผิดมูลฐานฟอกเงิน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

 

จำเลยทั้งสอง จึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินฯ

พิพากษากลับยกฟ้อง

 

ภายหลังพิพากษาแล้ว นายสมทรง หรืออดีตพระอรรถกิจโสภณ จำเลยที่ 2 ถึงกับยกมือไหว้และร่ำไห้ด้วยความดีใจ รวมถึงพระสงฆ์และกลุ่มฆราวาสที่เดินทางมาให้กำลังใจก็ร่วมแสดงความยินดีด้วย

นายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความ ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลยกฟ้องว่า วันนี้ ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการใช้เงินดังกล่าวเพื่อฟอกเงิน ซึ่งงบดังกล่าวทั้งวัดสามพระยาก็จัดให้มีการศึกษาในแผนกสามัญด้วย วัดสามพระยาจึงมีสิทธิรับงบประมาณนี้ ดังนั้น การใช้เงินใช้จ่ายในวัดสามพระยาไม่ได้เป็นการฟอกเงิน จึงยกฟ้องจำเลยทั้งสอง ส่วนคดีจะขึ้นสู่ศาลฎีกาหรือไม่นั้น จะต้องรอให้อัยการโจทก์เป็นผู้พิจารณาตามข้อกฎหมาย วันนี้จำเลยทั้งสองก็ดีใจที่ศาลอุทธรณ์มีความเห็นตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ว่าเงินส่วนนี้ให้ใช้ในการก่อสร้างอาคารซึ่งเป็นที่พักของพระสงฆ์

ส่วนเรื่องสมณเพศ ความจริงแล้วท่านทั้งสองก็ไม่ได้เปล่งวาจาสึก และยังรักษาดำรงพฤติการณ์เสมือนตอนเป็นพระอยู่ เเต่ในทางกฎหมายอาจจะยังมีข้อโต้เเย้ง ตรงนี้เราต้องทำความเข้าใจกัน ซึ่งจริงๆ แล้ว ท่านตั้งใจว่าหากศาลยกฟ้อง จะเรียกร้องสิทธิในการเเสดงออกด้วยการห่มเหลือง

 

ที่มา : แนวหน้า : 22 กันยายน 2563

 

ลามนิตยภัต

รัฐบาลปัดเพิ่มเงินนิตยภัตพระสังฆาธิการ

สำนักพุทธฯแฉกลางที่ประชุมสงฆ์

รัฐบาลไม่ให้เงินเพิ่มมา 3-4 ปีแล้ว

 

อา..วันก่อน คุณศรีสุวรรณ จรรยา ก็ออกมาปูดว่า "พระเณรทั่วประเทศยังไม่ได้เงินเยียวยาโควิดเลย" ขณะที่มีข่าวว่ารัฐบาลจ่อจ่ายเยียวยารอบสอง วันนี้ก็ได้ข่าวร้ายจากสำนักพุทธฯ เพิ่มเติมว่า "รัฐบาลบิ๊กตู่ปฏิเสธจ่ายเงินนิตยภัตพระเพิ่มเติม มาเป็นเวลา 3-4 ปีแล้ว" โดยระบุว่า มีพระเปรียญสอบได้เพิ่มขึ้นทุกปี แต่รัฐบาลไม่มีเงินจ่าย ทำให้ต้องใช้วิธีการ "จัดสรรให้พระที่มีสิทธิก่อน" ซึ่งก็ต้องถามว่า อะไรหรือคือสิทธิก่อนหรือหลัง ที่ทางสำนักพุทธฯ จะใช้เป็นมาตรฐานการจ่ายเงินนิตยภัต

 


 

 

แต่มีข้อสังเกตว่า พระเณรที่สอบได้ประโยค 9 ในปีนี้ ยังไม่มีพิธีทรงตั้งเปรียญ ซึ่งทางสำนักพุทธฯ ได้แจ้งให้ทราบตั้งแต่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งตีความได้ว่า เมื่อพระเณรรูปใดยังไม่ผ่านพิธีตั้งเปรียญ ก็ยังไม่ใช่พระเณรเปรียญ ถึงจะสอบผ่านแล้วก็ตาม  พระเณรเปรียญรุ่นนี้จึงอาจจะไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินนิตยภัต หรือบางที อาจจะมีการ "ยกเลิก" พิธีตั้งเปรียญไปเลยก็ได้ เพื่อจะให้จำนวนพระเณรเปรียญ "ไม่เพิ่มขึ้น" เพราะรัฐบาลไม่มีเงิน หรืออาจจะมี แต่รัฐอาจจะมีนโยบายไม่สนับสนุนพระพุทธศาสนาแล้วก็ได้ จึงเริ่มตัดทอนศาสนทายาทลงไปเรื่อยๆ เพราะเมื่อพระเณรไม่ได้รับการสนับสนุน ก็คงไม่มีกำลังใจจะศึกษา ก็เท่ากับว่ารัฐได้ "คุมกำเนิด" พระพุทธศาสนา ง่ายๆ แค่ไม่จ่ายเงินเดือน ต่อจากนี้ใช่แค่ไม่มีพระเณรบวชเท่านั้น แต่จะลามไปถึงว่า ไม่มีพระเณรเรียนพระปริยัติธรรมโดยเฉพาะสายบาลีอีก เพราะเรียนไปก็ไม่ได้อะไร จบไปก็ไม่มีงานทำ อยู่เป็นพระก็ไม่มีใครเลี้ยง ตัวใครตัวมันสิคะ

 


 

ปัญหาถังแตก ของรัฐบาล น่าจะลามไปถึง "โควต้าพระราชาคณะหรือเจ้าคุณ" ซึ่งปีนี้ ไม่มีการตั้งพระราชาคณะใหม่เลย มีเพียงเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้น "เพียง 3 รูป" ถือว่าน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์วันพ่อของประเทศไทย ดังนั้น จึงไม่ต้องหวังว่าปีหน้าจะมีเจ้าคุณใหม่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ในเมื่อรัฐบาลไม่มีงบประมาณสนับสนุนพระศาสนาในด้านนี้ จำนวนเจ้าคุณก็คงจะเหลือแค่นี้ หรือบางทีอาจจะมีการ "ยกเลิกสมณศักดิ์" ไปเลย

 

พระพุทธศาสนาในประเทศไทย เราเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร มหาเถรสมาคมประชุมกันทุกรอบ ถามว่าได้คุยถึงปัญหานี้กันบ้างไหม ทำไมไม่ได้ยินอะไรเลย นี่ถ้าไม่มีประชุมที่วัดหัวลำโพง ก็คงไม่มีใครรู้ น่าสงสัยว่า มหาเถรสมาคมประชุมอะไรกัน เรื่องสำคัญของพระศาสนาทำไมไม่พูด ?


 


 

 

ก็ไม่แน่นะ รัฐบาลอาจจะมีแนวความคิดใหม่ๆ ก็ได้ว่า การบวชเป็นพระเณรนั้น สิ้นเปลือง และไม่จำเป็น เพราะเห็นๆ ระยะหลังนี้ จะมีการเปิดตัว "อริยะในผ้าลาย" มากขึ้น โดยเฉพาะก็คือ "สุจินต์ บริหารวนเขตต์" ที่บอกว่า "บวชพระหรือไม่ ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่การปฏิบัติธรรม" ปรากฏว่าทั้งองคมนตรี ตุลาการศาล และเจ้าหน้าที่ระดับสูง เข้าสมัครเป็นสาวกของนางเพียบ

 

 

 

 

ถ้ายกเลิกสมณศักดิ์ได้ ถ้ายกเลิกการศึกษาของสงฆ์แบบปัจจุบัน ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเห็นว่าสิ้นเปลือง ก็อาจจะได้พระอริยสงฆ์อย่างแท้จริง คือจะมีคนบวชเพื่อพ้นทุกข์เท่านั้น เมื่อนั้นพระเณรจะอยู่ป่ากันหมด ไม่ต้องมีวัดวาอารามให้รกหูรกตา ไม่ต้องจ่ายนิตยภัตให้สิ้นเปลืองเงินหลวง

 

แต่อย่าลืมว่า การออกบวชเพื่อพ้นทุกข์นั้น เป็นการพ้นคนเดียว พระพุทธศาสนาจะดำรงคงมั่นอยู่ได้ ต้องมี "ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ" เป็นลำดับ หากข้ามขั้นก็เท่ากับ "ตัดตอน" พระพุทธศาสนา เชื่อหรือว่าจะไปรอด

 

 

พระอานนท์ไม่ได้เรียนจบปริญญาเอกก็จริง แต่พระพุทธองค์ทรง "ห้าม" พระอานนท์ มิให้ไปปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ ทรงกำชับให้อยู่กับพระพุทธองค์ จดจำเอาพระธรรมคำสอนไว้ให้มาก "จะเป็นประโยชน์แก่พระศาสนา" หมายถึงว่าเป็นประโยชน์แก่คนในภายหน้า ถ้าไม่มีพระอานนท์คอยทรงจำคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ ก็ไม่มีพระพุทธศาสนามาถึงพวกเราทุกวันนี้ ท่านพระอานนท์บวชก่อนพระสาวกมากมายหลายร้อยรูป แต่ท่านได้บรรลุธรรม "หลังสุด" ต้องรอให้พระพุทธองค์ปรินิพพาน ถึงจะได้มีโอกาสปฏิบัติธรรม พระธรรมวินัยในวันนี้ จึงได้มาเพราะความเสียสละของพระอานนท์ ที่ไม่เข้านิพพานก่อนเพียงคนเดียว

คิดจะสอนคน จะบริหารปกครองบ้านเมือง ต้องเรียนรู้ให้รอบคอบ อย่าจับจด คิดแต่ว่ากูแน่ กูเก่ง ดูแต่พระธรรมคำสอนเพียงบางบท แต่ไม่อ่าน "กุศโลบาย" ที่ทรงวางงานพระศาสนาผ่านท่านพระอานนท์ ดูไม้ต้องดูทั้งป่า อย่าดูเพียงต้นเดียว ยิ่งพระพุทธศาสนาเป็นต้นไม้ใหญ่ ก็ควรจะปรึกษาหารือทุกฝ่ายให้รอบคอบ ฟังผู้หญิงคนเดียวได้ยังไง

 

รัฐบาล สำนักพุทธ สำนักพระราชวัง จะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะก็คือ ศาสนทายาท คือลูกหลานของพวกท่าน จะนำพวกเขาเข้ามารับมรดกตกทอดทางวัฒนธรรม หรือจะปล่อยทิ้งปล่อยขว้าง ไม่เอาอีกต่อไปแล้ว มันก็อยู่ที่ผู้มีอำนาจ วันนี้ ไม่ส่งลูกเรียนหนังสือ แล้วจะให้ลูกฉลาด จะให้ลูกเป็นที่เชิดชูวงศ์ตระกูล ก็ฝันเอาเท่านั้นเอง เพราะลูกโง่ ก็คือ พ่อแม่โง่

 

ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร
มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดเพราะคำขาน ควรทราบ
หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ บอกร้ายแสลงดิน

 

 

 

 

 

จับฉลากนะครับ ว่ารูปไหนจะได้ก่อน

 

 

สำนักพุทธฯมึนเงิน "นิตยภัต" ไม่พอจ่ายพระสงฆ์

เงินนิตยภัตไม่พอจ่ายพระสงฆ์ สำนักพุทธฯ เผยพระสงฆ์มีคุณสมบัติได้รับนิตยภัตเพิ่มขึ้นทุกปี แต่กลับได้งบฯเท่าเดิม ต้องแก้ปัญหาจัดสรรเงินให้พระที่ได้รับสิทธิก่อน

 

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ห้องประชุมราชปริยัติสุนทร วัดหัวลำโพง มีการประชุมเจ้าคณะเขต เจ้าคณะแขวง รองเจ้าคณะแขวง และเลขานุการ ในเขตปกครองคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร โดยมี พระเทพสุธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะภาค 1 เป็นประธานเปิดการประชุม และมีการบรรยายพิเศษนโยบายงานของคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร กับการปกครองร่วมกัน โดยพระธรรมปัญญาบดี เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ที่ปรึกษาเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า อยากให้ผู้บังคับบัญชาพระวินยาธิการ หรือตำรวจพระ ดูแลลูกน้องด้วย เพราะผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่พระวินยาธิการถือว่ามีความเสียสละ เพราะเงินเดือนไม่มี แต่ต้องคอยออกตรวจตราพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เรียกได้ว่าพระวินยาธิการเป็นหน้าที่ประเภทเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง และกระดูกยังมาแขวนคออีก จึงควรที่จะต้องดูแลกัน ร่วมมือกัน ไม่เช่นนั้น หากชาวบ้านพบเห็นพระสงฆ์มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมมากขึ้น จะติเตียนได้ว่าคณะสงฆ์ไม่เรียบร้อย

 

จากนั้นเป็นการบรรยายพิเศษ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับการสนองงานคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร โดยนายสาโรจน์ กาลศิริศิลป์ ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวตอนหนึ่งว่า งบประมาณ พศ. ได้รับแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้กว่า 1,200 ล้านบาท จะเป็นเงินนิตยภัตของพระสังฆาธิการ ที่จะต้องได้รับประจำทุกเดือน แต่ปัญหาที่ พศ. ประสบมาโดยตลอด คือ เงินนิตยภัตไม่เพียงพอ สาเหตุเพราะมีพระสงฆ์ที่มีคุณสมบัติที่จะต้องได้รับเงินนิตยภัตเพิ่มขึ้นทุกปี เช่น พระสงฆ์ที่สอบได้เปรียญธรรม (ป.ธ.) 9 ประโยค ที่มีพระสงฆ์สอบได้ทุกปีหลายสิบรูป แต่เมื่อทำเรื่องของบฯเพิ่มไปก็ถูกปฏิเสธ ทำให้มีงบฯนิตยภัตคงที่อยู่ที่ประมาณกว่า 1,200 ล้านบาท มา 3-4 ปีแล้ว ดังนั้นทาง พศ. จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการพิจารณาจัดสรรให้กับพระสงฆ์ที่มีสิทธิได้รับก่อน

 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเงินนิตยภัตนั้น มีความเป็นมาคือ ในอดีตพระเจ้าแผ่นดินได้พระราชทานภัตตาหารแก่พระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์หรือที่เคารพนับถือเป็นการส่วนพระองค์ โดยให้เจ้าหน้าที่จัดถวายประจำ ต่อมาพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์มีมากขึ้น และอยู่ตามหัวเมือง ก็มีความไม่สะดวกแก่การจัดอาหารถวาย แม้จะเปลี่ยนเป็นเงินแล้วก็ยังคงเรียกว่านิตยภัตเหมือนเดิม ดังนั้น นิตยภัต ถือว่าเป็นเครื่องสักการะที่พระเจ้าแผ่นดินถวายแก่พระสงฆ์ ผู้ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนาและบ้านเมือง โดยในปัจจุบันเงินนิตยภัต หรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่า เงินเดือนพระ จะหมายถึงเงินงบประมาณแผ่นดินที่ พศ. ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลเป็นประจำทุกปี เพื่อเบิกจ่ายถวายอุปถัมภ์แก่พระภิกษุผู้ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ พระสังฆาธิการ พระเลขานุการ พระ ป.ธ. 9 ประโยค พระภิกษุผู้ปฏิบัติหน้าที่พิเศษตามพระบรมราชโองการในรัชกาลก่อน รวมทั้งบรรพชิตจีนนิกายและอนัมนิกาย

 

ที่มา : ดลินิวส์ : 22 กันยายน 2563

 

ตลกร้าย !

 

วิษณุเล่นสำนวนวัดกลางสภา

รัฐบาลคืนผ้าเหลืองให้พระไม่ได้

เพราะไม่ได้ยึดผ้าเหลืองมา

แถมยังไม่สามารถเป็นอุปัชฌาย์ให้ได้อีกด้วย

ฟังแล้วอยากร้องไห้อาลัยผ้าเหลือง

 

อา.ก็ต้องขอคารวะ อาจารย์วิษณุ เครืองาม ซักสามครั้ง ในฐานะที่รับเปลี่ยนบทบาทจาก "เนติบริกร" มาเป็น "สัปเหร่อ" ในวันนี้ มิใช่แค่เรื่อง "เผาพระ" ที่รองวิษณุพูด แต่พูดหลายเรื่อง แต่ละเรื่องก็สำคัญระดับบิ๊กตู่ไม่กล้าพูด ทั้งๆ ที่กล้าทำ กล้าทำ แต่ไม่กล้ายอมรับ ยิ่งทำผิดแล้วไม่คิดแก้ไข ประเทศไทยจะไปอย่างไร พระพุทธศาสนาจะเดินทางไหน หรือพระไทยจะต้องอ่านพระไตรปิฎกภาษาอังกฤษกันแล้ว ไชโย

 

 

 

เรื่องแรก ที่อาจารย์วิษณุพูดถึง ก็คือ พรบ.พระปริยัติธรรม ซึ่งผ่านสภาไปในปี 62 ที่ผ่านมา เวลานี้กำลังทำกฎหมายลูกกันอย่างคร่ำเคร่ง เห็นตั้งพงศ์พรเป็นกรรมการใหญ่ คุมประชุมกรรมการพระปริยัติธรรมทุกนัด เป็นเรื่องเด่นที่ท่านรองวิษณุนำมาเปิดโชว์กลางสภาในเวลานี้

ถัดมาก็คือ การแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาอังกฤษทั้งชุด อาจารย์วิษณุเล่นมุกว่า ไม่เคยมีรัฐบาลใดในโลกทำได้ แต่รัฐบาลประยุทธ์กำลังจะทำ แม้ว่าตอนต่อๆ ไปนั้น ท่านจะพูดถึงอะไรก็ตาม ก็จะมาติดขัดตรงที่ "เงิน" คือรัฐบาลไม่มีเงิน แต่สำหรับการแปลและพิมพ์พระไตรปิฎกภาษาอังกฤษฉบับนี้ รัฐบาลมีเงิน แถมจ่ายไปเรียบร้อยแล้วด้วย จะเสร็จทันหรือไม่ก็ไม่รู้ล่ะ เพราะแค่เริ่มต้น ก็คงต้องไปวัดระยะระหว่างการแปลกับม็อบการเมือง ใครจะไวกว่ากัน

 

 

มาถึงเรื่องสำคัญ ก็คือ พรบ.อุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งเริ่มร่างกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ผ่านรัฐบาลสุรยุทธ์ สมัคร สมชาย ยิ่งลักษณ์ มาจนถึงประยุทธ์ ยักย้ายถ่ายเทกันมาเรื่อยๆ ล่าสุด ถ้าจำกันได้ เจ้าคุณประสาร ได้ประสานงานพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะก็คือ พรรคเพื่อไทย นำเสนอเป็นร่างกฎหมายเข้าสู่สภา เมื่อเดือนกุมภา ต้นปีนี้เอง เลยกลายเป็นร่างของพรรคเพื่อไทยแทน

และก็สมดังที่ท่านรองวิษณุกล่าวว่า เป็นกฎหมายใช้เงิน ซึ่งผู้จ่ายคือรัฐบาล ดังนั้น จึงให้ผ่านไม่ได้ แต่รัฐบาลจะเอาร่างดังกล่าวมาแก้ไขร่วมกับมหาเถรสมาคม แล้วจะผลักดันให้ผ่านเป็นกฎหมาย "ในนามของพรรคพลังประชารัฐ" ต่อไป จะบอกว่าเป็นการปล้นผลงานก็คงว่าได้ แต่จะต้องเนียน คือดัดแปลงพันธุกรรมเสียก่อน ใส่กล่องเข้าสภาตีตราเป็นผลงาน "รัฐบาลบิ๊กตู่" คนไม่รู้ก็เชื่อว่าเป็นจริง

อีกทางหนึ่งนั้น พรบ.อุปถัมภ์ ฉบับนี้ ร่างในสมัย "สมเด็จเกี่ยว" วัดสระเกศ เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ถือว่าเป็นร่างของมหานิกาย ถ้าผ่านสภาก็จะถือว่าเป็นผลงานของมหานิกายฝ่ายเดียว ธรรมยุตไม่เกี่ยว ไม่ได้รับอานิสงส์ แต่วันนี้ ธรรมยุตได้เป็นใหญ่ จะให้ผ่านก็ต้อง "เปลี่ยนสีจีวร" หรือทำ "ทัฬหีกรรม" บวชซ้ำในธรรมยุต จึงจะผ่านได้ ไม่งั้นไม่มีทาง ดูแต่โครงการหมู่บ้านศีลห้านั่นประไร สมเด็จช่วงตั้งขึ้นมา เวลานี้แคระแกรน ลดฐานะลงให้ "เจ้าคุณแย้ม" เป็นประธาน อย่านับแต่ฝ่ายธรรมยุตไม่ยุ่งเลย มหานิกายก็ไม่เอา

นี่คือเหลี่ยมทางการเมืองที่เขี้ยวสุดๆ บอกแล้วไงว่า ไม่มีที่ไหนในโลก ที่รัฐบาลจะยอมให้กฎหมายของฝ่ายค้านผ่านสภา แล้วให้รัฐบาลเป็นคนหาเงินจ่าย ใครทำก็โง่บัดซบ เล่นการเมืองไม่เอาคะแนนเสียงก็ไม่ควรเป็นนักการเมือง

 



 

 

ข่าวเด่นประเด็นร้อนที่สุด ในการพูดของท่านวิษณุ ก็คือ คดีเงินทอนวัด ซึ่งผ่านการพิจารณาของหลายศาลหลายคดีแล้ว แนวโน้มออกมาว่า "พระไม่ผิด เพราะไม่ได้โกง" แต่ที่ผิดเพราะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เลยโดนข้อหาที่รัฐประเคนให้ ส่งผลให้ไม่สามารถกลับมาครองผ้าเหลืองได้จนป่านนี้ จึงมีเสียงเรียกร้องให้ "คืนสมณเพศ" ให้แก่พระที่ถูกรัฐบาลประยุทธ์จับกุมคุมขังสิ้นอิสระภาพ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสำนวน "คืนผ้าเหลือง" ให้แก่พระเหล่านั้น

 

 

วิษณุพูดจาสะเด็ดมาก บอกว่า "รัฐบาลไม่ได้ยึดผ้าเหลืองของพระไว้ จึงไม่สามารถคืนผ้าเหลืองให้ได้" ถ้าดูเป็นภาพถ่ายมันก็ดูเป็นจริง เพราะไม่เห็นมือของรัฐบาลไปยึดผ้าเหลือง แต่กระบวนการ "กระชากผ้าเหลือง" นั้น มาจากรัฐบาลแน่นอน ดังนั้น ที่ท่านรองวิษณุพูดกลางสภา จึงถือว่าโกหกพระ

กระบวนการทำคดีเงินทอนวัดนั้น ถ้าไม่เริ่มต้นมาจากรัฐบาล ผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ส่งเรื่องผ่านไปยังตำรวจ ปปช. และ ปปง. แล้ว จะไปถึงโรงถึงศาลและถึงคุกตะรางได้อย่างไร การบอกว่า "รัฐบาลคืนผ้าเหลืองให้ไม่ได้ เพราะไม่ได้ยึดไว้" นั่นเท่ากับว่ารัฐบาลปัดสวะ ไม่ยอมแก้ไขในสิ่งผิดที่ตนเองได้กระทำลงไป

 

 

แน่นอนว่า สมัยพระพิมลธรรม (อาจ) วัดมหาธาตุนั้น รัฐบาลสฤษดิ์ ก็ไม่ได้คืนความชอบธรรม คืนยศคืนตำแหน่งให้ แต่รัฐบาล คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้คืนให้ในปี พ.ศ.2518 หลังจากสฤษดิ์ตายไปแล้วกว่า 10 ปี

วันนี้ ถ้ารัฐบาลประยุทธ์คืนผ้าเหลือง คืนยศตำแหน่งให้แก่พระที่ถูกจับกุม ก็เท่ากับว่ารัฐบาลยอมรับผิด ซึ่งก็ไม่เคยมีใครทำมาก่อน มันมีเดิมพันสูงมาก ยากจะเป็นไปได้ในโลกใบนี้

ส่วนกรณีที่โยนภาระไปให้แก่ "มหาเถรสมาคม" เป็นผู้พิจารณาว่าจะพระที่ถูกจับกุมคุมขังดำเนินคดีอยู่ในเวลานี้นั่น ยังเป็นพระหรือว่าสิ้นสุดไปแล้ว นั่นก็ถูก แต่ว่ากระบวนการเริ่มต้นนั้น ยังไงก็ต้องมาจาก "รัฐบาล" คือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม (ภายใต้การบัญชาการของนายกรัฐมนตรี) ต้องเป็นผู้นำความเข้าแจ้งแก่มหาเถรสมาคม เพื่อดำเนินการ ถ้ารัฐบาลไม่เริ่มต้น มหาเถรสมาคมจะทำเองนั้น ไม่มีทาง

สาเหตุก็คือว่า ในมหาเถรสมาคมเอง ก็ยังมีเส้นมีสาย หรือสายใครสายมัน สายโน้นได้ สายนี้ไม่ได้ ก็ชิงดีชิงเด่นกันอยู่อย่างนี้ และการที่พระผู้ใหญ่หลายรูป "ถูกปลดจากตำแหน่ง" มันก็ส่งผลให้อีกหลายรูป "ได้เป็นแทน" แต่ถ้าจะคืนยศคืนตำแหน่งให้รูปเดิม ถามว่า พระที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนี้จะไปอยู่ที่ไหน ทำใจได้หรือไม่

เห็นไหมว่า มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยในทางปฏิบัติ เว้นแต่เปลี่ยนรัฐบาล แล้วอีกฝ่ายได้ขึ้นมาครองอำนาจ นั่นก็อาจจะเป็นไปได้




 

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

 

ในส่วนของการอุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนานั้น เป็นภารกิจตามรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลต้องทำ และเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว รัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งนายกฯ ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ เนี่ย ได้เสนอร่างกฎหมายสำคัญฉบับหนึ่งเข้าสู่สภา เป็นกฎหมายที่ต่อสู้กันมายาวนาน และไม่เคยสำเร็จ รัฐบาลที่แล้วเสนอเข้าสภาสำเร็จ ออกมาประกาศใช้แล้ว คือพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งรับรองคุณวุฒิและส่งเสริมทำนุบำรุงการศึกษาของพระ นั่นเป็นสิ่งที่ท่านนายกฯได้ติดตามเอาใจใส่ จนกระทั่งสามารถออกมาเป็นกฎหมายได้สำเร็จ

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง เรารู้จักพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกนั้นมีเป็นภาษาไทย มีเป็นภาษาบาลี แต่แปลกนะครับ ในโลกนี้ไม่มีพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ ที่จะให้ฝรั่งเขาได้อ่านและเข้าใจ หมายถึงแปลเป็นภาษาอังกฤษนะฮะ

สมาคมบาลีปกรณ์ในอังกฤษ เคยพยายามแปล แต่ก็ไม่ครบ 45 เล่ม ท่านนายกฯ ได้สั่งการเมื่อไม่นานมานี้ว่า ให้จัดการแปลพระไตรปิฎกทั้ง 45 เล่ม เป็นภาษาอังกฤษ อนุมัติงบประมาณให้ดำเนินการเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว และได้ถวายเรื่องนี้ให้มหาเถรสมาคมได้รับเป็นผู้ร่วมดำเนินการด้วย เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ทรงรับเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ท่านนายกฯรับเป็นประธานฝ่ายฆราวาส คณะสงฆ์มอบหมายให้ท่านเจ้าคุณพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส เป็นประธานดำเนินการ ท่านนายกฯ มอบให้ผมเป็นประธานดำเนินการฝ่ายฆราวาส ร่วมกับท่านเจ้าคุณพรหมบัณฑิต และงานก็จะได้เริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เป็นครั้งแรกในโลกนะครับ

ท่านอาจารย์นิยม (ส.ส.นิยม เวชกามา) ได้สอบถาม ขออภัยที่เอ่ยนามท่านหลายครั้ง สอบถามเรื่องราชพระราชบัญญัติอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ซึ่งรัฐบาลไม่รับรอง

ที่จริงการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนานั้น ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เสนอเป็นกฎหมายเข้าสภาเองได้ แต่ที่ต้องเดือดร้อนส่งไปให้ท่านนายกฯลงนามรับรอง เพราะเป็นกฎหมายการเงิน ทีนี้เพราะเมื่อเป็นกฎหมายการเงิน ก็ต้องดูกันให้รอบคอบ เพราะว่ากฎหมายการเงินก็คือกฎหมายที่ใช้เงิน ในร่างกฎหมายนั้นบังเอิญใช้เงินเยอะครับ สำนักงบประมาณก็คิดว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาฯเองก็คิดว่า และคณะสงฆ์เองก็คิดว่า อาจจะยังไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วนในขณะนี้

แต่แนวทางที่เสนอมานั้นน่ะ ถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้น ยังไม่สามารถที่จะรับรองได้ในสถานการณ์ขณะนี้ ไม่ได้ขัดข้องในเรื่องความแตกแยกขัดแย้งอะไรกับใครหรอกครับ แต่มันใช้เงิน เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จะมีการนำไปปรับปรุงในส่วนของรัฐบาล ให้ภาระในการใช้เงินมันลดลง เพราะว่าการที่จะอุปถัมภ์โดยใช้เงินในส่วนอื่น รัฐบาลก็ทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีกฎหมายหรือไม่

ก็เอาเป็นอันว่า ก็จะมีฉบับของรัฐบาลในโอกาสอันสมควร ซึ่งต้องใช้เวลายกร่าง โดยจะทำร่วมกับคณะสงฆ์ต่อไป

มีการสอบถามเรื่องคืนผ้าเหลือง บังเอิญเรื่องคืนผ้าเหลืองนั่นน่ะ รัฐบาลน่ะไม่ได้ไปยึดผ้าเหลืองมา เพราะฉะนั้น จะบอกให้รัฐบาลคืนน่ะยาก แต่มันสำคัญอยู่ตรงคณะสงฆ์

เมื่อท่านมีอธิกรณ์ต้องคดี ศาลจะตัดสินไปว่าผิดหรือไม่ผิดก็ตามทีนั้น ก็อยู่ที่ว่าท่านพ้นจากภิกขุภาวะหรือไม่ ถ้าไม่พ้น ก็ไม่ต้องไปคืนผ้าเหลือง ท่านก็ครองผ้าเหลืองได้ต่อไป

แต่ถ้าหากว่าพ้น ก็เป็นเรื่องที่ท่านต้องไปบรรพชาอุปสมบทกันใหม่ และคณะสงฆ์จะยอมรับหรือไม่รับ รัฐบาลจะเข้าไปเป็นอุปัชฌาย์ให้ก็ไม่ได้ ก็คงจะต้องว่ากันไปในส่วนนั้น

แต่เมื่อกลับไปสู่ภิกขุภาวะแล้ว มาถึงชั้นว่า แล้วสมณศักดิ์ล่ะ ตรงนี้รัฐบาลเกี่ยวครับ ก็จะได้ว่ากันในลำดับต่อไป ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องก็แล้วกัน

 

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

พูดในสภาผู้แทนราษฎร

10 กันยายน 2563

 

 

ที่มา : รัฐสภาไทย : 10 กันยายน 2563

 

ยกฟ้องเงินทอนวัดพระครูชนแดน !

ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 26 ปี บอกผิด 2 เท่า

แต่ศาลอุทธรณ์บอกไม่มีมูล ท่านบริสุทธิ์ ไม่ผิด

 

 

อา..จะให้เชื่อศาลไหน ระหว่าง "ศาลชั้นต้น" กับ "ศาลชั้นอุทธรณ์" ซึ่งพิพากษา "ขัดแย้งกัน" ราวกับคนละสถาบัน ทั้งๆ ที่ถ้อยคำสำนวนก็ชุดเดียวกัน ศาลชั้นต้นอ่านแล้วเห็นว่าผิดมากมายถึง 13 กระทง สั่งลงโทษจำคุกถึง 29 ปี แต่ปรานีลดโทษให้เหลือ 26 ปี ไม่ตายก็ต้องตาย เพราะก่อนจะเข้าห้องขังยังถูกจับสึกแบบไร้ข้อต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ แบบว่าประหารสองชั้น ฆ่าจากชีวิตพระยังไม่พอ พ้นผ้าเหลืองออกมาก็ยังถูกฆ่าซ้ำสองอีก ประชาชนคนไทยได้แต่มองตาปริบๆ เพราะพระท่านถูกกระแสสื่อพิพากษาไปก่อนหน้าแล้ว

พอมาถึงศาลชั้นอุทธรณ์ ก็อ่านสำนวนเดียวกัน ปรากฏว่าเห็นต่างกันราวนรกกับสวรรค์ คือเห็นว่า พระไม่ผิดแม้แต่นิดเดียว เหลือหน่อยเดียว คือศาลอุทธรณ์ไม่ยอมบอกว่า "ศาลชั้นต้นผิด ที่ไปพิพากษาว่าพระผิด" เท่านั้นเอง เพราะแมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวัน กระบวนการยุติธรรมก็ย่อมอุ้มสมกัน เหมือนอัยการไม่ยอมตั้งกรรมการสอบอัยการ ฉะนั้น

แต่กระนั้นก็ตาม ถ้าอ่านดูในสำนวนการตัดสินของศาลอุทธรณ์แล้ว ก็ย่อมจะเห็นได้ว่า "นั่นคือเทศนากัณฑ์ใหญ่" ให้ศาลชั้นต้นฟัง ว่าการพิจารณาที่รอบคอบและถี่ถ้วน ตามกระบวนการยุติธรรมจริงๆ แล้ว ควรเป็นเช่นไร มิใช่ฟันธงไปตามคำฟ้อง ซึ่งอาศัยสื่อช่วยประโคมข่าวเสียหายพระอย่างพร้อมหน้า เพียงทิศทางเดียว แบบว่าศาลก็นั่งดูข่าวแล้วเกิดอารมณ์ร่วมกันสังคมไทย ที่ยกอำนาจการพิพากษาให้แก่ "สื่อ" ไปก่อนศาล ทำนองศาลก็ไร้อิสระ เพราะปฏิญาณตัวเองเป็น "ทาสสื่อ" ไปเสียก่อนแล้ว ก็ดูสิว่า ก่อนหน้านั้น สื่อแทบทุกสำนัก นัดกันประโคมข่าวตลอด 24 ชั่วโมง เรื่องคดีเงินทอนวัด จนประชาชนคนไทยทั่วประเทศเชื่อว่าพระผิด แต่พอศาลอ่านคำพิพากษาว่าพระไม่ผิด มีเพียงไม่กี่แห่งที่เสนอข่าว แถมออกข่าวแบบเสียไม่ได้ เข้าใจว่าสื่อต้องการขายข่าว แต่ก็ไม่น่าจะขายศาสนาไปด้วย

 

 

สามผู้มีอำนาจในคดีเงินทอนวัด

 

 

คดีเงินทอนวัดของท่านพระครูวัดชนแดนนั้น ถือว่าเป็นจุดพลิกผันสำคัญที่สุดในบรรดาคดีเงินทอนวัด เพราะคดีนี้เดินหน้าไว ได้รับโทษไว เพราะอาจจะเห็นว่าพระครูกิตติพัชรคุณเป็นเพียงเจ้าคณะอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดเล็กๆ คือเพชรบูรณ์ แถมยังอยู่ไกลถึง "ชนแดน" ดังนั้น จึงต้องเอาพวกแม้ว พวกอีก้อ พวกมูเซอ ซึ่งเซ่อกว่าชาวเมืองกรุง "เข้าคุก" ก่อน สั่งสอนว่าพระไทยดูไว้ จะได้หลาบจำ กระบวนการยุติธรรมของรัฐบาล คสช. ทำกันอย่างนั้น ไม่งั้นคดีความที่ผูกพันวัดมากมายหลายจังหวัดถึง 12 วัด ตั้งแต่เหนือจดใต้ ไม่มีทางจะเสร็จก่อนคดีอื่นๆ แน่นอน แต่ศาลไทยแน่กว่า เพราะสามารถเร่งคดีได้ดังใจหมาย ต่อให้พัวพันไปถึงดาวอังคารก็เถอะ เจอศาลไทยแล้วจะหนาว

 

 

ประนอม คงพิกุล : นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ : พนม ศรศิลป์

 

สามผู้บริหารระดับสูงในสำนักพุทธฯในคดีเงินทอนวัด

นี่แสดงว่าพวกที่หนีคดีนั้นคิดถูกแล้ว

มิเช่นนั้นก็จะซวยฟรี เหมือนพนมกินข้าวแดงอยู่เวลานี้

 

 

ทีนี้ว่า เมื่อนำร่อง "คดีชนแดน" เอาเข้าคุกเป็นอันดับแรก ทำนอง "เชือดไก่ให้ลิงดู" แล้ว คดีเงินทอนวัดอื่นๆ จึงทยอยพิพากษา "ผิด-ผิด-ผิด" ไปตามกระแส เจ้าคุณเอื้อน-วัดสามพระยา ก็โดนกระแสเล่นงาน ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานว่าเอาเงินไปใช้ส่วนตัวอย่างไร จึงจะเข้าในข้อหา "ฟอกเงิน" เพียงแค่เอาเงินวัด "สำรองจ่ายค่าก่อสร้าง" ก็ถือว่าผิดจนติดคุกกระนั้นหรือ จนมาถึงคดีของพระพรหมสิทธิ (เจ้าคุณธงชัย-วัดสระเกศ) ซึ่งศาลพิพากษาช้าที่สุดนั้น กลับระบุว่า "การจำคุกอดีตพระพรหมสิทธิ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและพระศาสนา" แถมศาลยังมีความเห็นด้วยว่า "ควรให้โอกาสจำเลยได้ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป" ก็หมายความว่า ศาลอาญากรุงเทพฯ เห็นว่า พระที่ถูกรัฐบาลประยุทธ์ "สั่งจับสึก-คุมขัง" ด้วยอำนาจเผด็จการนั้น ท่านเป็นพระดี คนดีๆ ควรอยู่ทำงานให้บ้านเมือง มิใช่เอาท่านเข้าคุก แต่นี่กลับทำลายคนดี พิทักษ์คนชั่ว คนทำก็ต้องชั่วช้าสามานย์อย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

สามกรรมการ มส. ที่ถูกจับสึกในคดีเงินทอนวัด

มีอาจารย์จำนงค์รูปเดียวที่รู้หลบไม่ยอมให้จับ

และก็รอดปลอดภัยในประเทศเยอรมัน

พวกที่ซื่อก็เข้าคุกไป ชาตินี้ก็ไม่ได้เป็นใหญ่เหมือนเดิม

เพราะตำแหน่งต่างๆ เขาตั้งคนอื่นทดแทนไปหมดแล้ว

 

 

เมื่อกระบวนการยุติธรรม "เปลี่ยนกระแส" หันมาพิจารณาด้วยความรอบคอบ ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาในคดีพระครูชนแดนครั้งนี้แล้ว ก็เชื่อว่า จะส่งผลต่อคดีเงินทอนวัดอื่นๆ ที่ยังค้างอยู่ในศาล ให้ต้องหันกลับมาทบทวนกันใหม่ ว่ากระบวนการ "เล่นงานพระ" ที่รัฐบาลไทยสมัยนั้น (และสมัยนี้) ใช้เล่นงานพระที่ตนเองไม่ชอบนั้น มาผิดทางหรือไม่ หาไม่ก็จะเป็น "ตราบาป" ให้แก่รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ต่างไปจากสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทุกวันนี้ พระเณรเถรชีทั่วประเทศ ได้อ่านประวัติหลวงพ่ออาจทีไร ก็ยังมองเห็น "สฤษดิ์" เป็นมารผจญพระพิมลธรรม อยู่วันยังค่ำ ลูกหลานสฤษดิ์ได้อ่านประวัติพ่อก็คงภาคภูมิใจที่ได้ทำ..อนันตริยกรรม เอาคนไม่ผิดติดคุกนั้น ศาลยุติธรรมก็ยังเห็นว่า "ปล่อยคนผิด 10 คน ดังดีกว่าลงโทษผู้บริสุทธิ์ 1 คน" ยิ่งกับพระกับเจ้าแล้ว ใครขืนเล่นก็เตรียมตัว "ตายโหง" เพราะบาปกรรมมันแรง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

 

 

กรณี "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" เข้าวัดปากน้ำถึง 2 ครั้ง ก่อนเกษียณนั้น คงมองออกว่า เป็นการไปไถ่บาป กับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ทำนองรู้ว่า "ตัวเองเป็นแต่เพียงมือปืนรับจ้างของรัฐบาล คสช." ได้ยศถาบรรดาศักดิ์และบำเหน็จบำนาญเป็นค่าตอบแทนตามสังคมนิยม จึงต้องแสดงไปตามบท ตอนนั้นใกล้จะหมดบทบาทแล้ว เพิ่งรู้ว่า "แสดงเกินบท" ไปมาก สำนึกผิด จึงยอมก้มหน้าเข้าวัดปากน้ำ ซึ่งหลวงพ่อใหญ่ท่านก็มีเมตตาอโหสิ ถ้าวันนั้นท่านไม่ออกมารับ รับรองว่า พงศ์พร..ตกนรกทั้งเป็น

แน่นอนว่า ณ เวลานี้ คดีเงินทอนวัดต่างๆ ได้พ้นจากอำนาจของรัฐบาล (และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) ไปอยู่ในชั้นศาลแล้ว รัฐบาลและสำนักพุทธฯ หมดสิทธิ์จะเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่คำพิพากษาที่ออกมานั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีต้นธารมาจากรัฐบาลไทยในสมัยนี้ มีความยุติธรรมหรือไม่เพียงใด ต่อการทำรัฐประหารและเข้ามาบริหารประเทศ หรือเป็นเพียง..ข้อหาทางการเมือง แม้แต่ผ้าเหลืองก็ไม่เว้น

ถามรัฐบาลประยุทธ์ว่า ก่อนหน้านั้น ประกาศจะปฏิรูปพระพุทธศาสนา จึงทำโครมคราม "กวาดล้างวัด" จับพระสึกเสียมากมาย ล่วงเลยมาจนป่านนี้ ยังไม่เห็นมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย หรือจะรอให้โดนไล่พ้นทำเนียบเสียก่อน ค่อยมา..สารภาพบาป

 

 

พระครูกิตติพัชรคุณ

เจ้าคณะอำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์

กับคดีประวัติศาสตร์ ทั้งผิดและถูก และถูกใส่ร้าย

 

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง 'พระครูกิตติ' เจ้าคณะอำเภอชนแดน คดีเงินทอนวัด 12 แห่ง

 

26 ส.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีฟอกเงินทอนวัด สำนวนคดีดำหมายเลข อท.38/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าอาวาสวัดลาดแค หรือ นายสมเกียรติ ขันทอง อายุ 56 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานฟอกเงินโดยสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินนั้น ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5 (1) (2) (3), 9, 60 

กรณีที่พระครูกิตติ ร่วมกับนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ซึ่งตัวยังหลบหนีตั้งแต่ชั้นสอบสวนของ ปปป. (อัยการมีความเห็นสั่งให้ฟ้องไว้แล้ว พร้อมให้ออกหมายจับติดตามตัวมาดำเนินคดี ภายในอายุความ 20 ปี ซึ่งคดีจะขาดอายุความในวันที่ 21 ม.ค. 2579) วางแผนยักย้าย-ถ่ายโอน เงินทอนวัดราว 24 ล้านบาทเศษ ที่ได้เบียดบังจากการทุจริตจัดสรรงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ที่เป็นเงินอุดหนุนให้ 12 วัด 13 รายการ จำนวน 28 ล้านบาท ในการบูรณะซ่อมแซมวัด หรือเพื่อโครงการศึกษาพระปริยัติธรรม หรือโครงการเผยแผ่กิจกรรมทางศาสนา

โดยพวกจำเลย ร่วมกันเบียดบังเงินส่วนที่ให้กับวัดในเขต จ.เพชรบูรณ์, ตาก, นครสวรรค์, ชุมพร ไป ด้วยการแบ่งส่วนเงินงบประมาณเพียงเล็กน้อย ประมาณ 50,000 บาท ถึงหลักแสนบาท จูงใจให้วัดยินยอมนำเงินงบประมาณฯ ที่จะถูกจัดสรรมานั้นเข้าบัญชีวัด แล้วให้โอนคืนเงินนั้นกลับให้พวกตน โดยใช้บัญชีธนาคารของวัด เป็นเครื่องมือปกปิดอำพรางการกระทำความผิดของพวกตน ให้ดูเสมือนว่าเงินที่โอนและถอนออกจากบัญชีวัดเป็นเงินที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่เงินซึ่งถูกทอนมานั้น จะนำเข้าบัญชีหรือส่งมอบเป็นเงินสดให้แก่พระครูกิตติ เพื่อรวบรวมมอบให้นายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ. อันเป็นการกระทำผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งอัยการฟ้องเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2561 ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธ พร้อมต่อสู้คดี โดยระหว่างการพิจารณาได้ประกันตัวไป ด้วยหลักทรัพย์มูลค่า 1.5 ล้านบาท ศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล โดยให้เก็บรักษาหนังสือเดินทางของจำเลยไว้ และให้คืนเมื่อสิ้นสุดสัญญาประกันแล้วด้วย

คดีนี้ ศาลชั้นต้น พิพากษา เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2562 ว่า ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับนายนพรัตน์ ที่ได้จัดสรรงบ พศ. มาให้กับ 12 วัด ใน จ.เพชรบูรณ์, นครสวรรค์, ตาก และชุมพร โดยที่แต่ละวัดไม่ได้ทำคำของบแต่อย่างใด แต่นายนพรัตน์ให้นำบัญชีของวัดมา เพื่อจะโอนเงินให้แต่ละวัดนับล้านบาท โดยเมื่อโอนเงินแล้วให้แต่ละวัดโอนเงินกลับส่งคืนให้จำเลย เพื่อส่งต่อให้นายนพรัตน์ อ้างว่าจะนำไปให้วัดจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่ไม่มีการนำไปดำเนินการดังกล่าวจริง และได้นำมาแบ่งปันกัน และบางส่วนจำเลยนำมาให้จ่ายส่วนตัว เช่นที่อ้างว่าได้พาพระและสามเณรไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย ซึ่งการกระทำนั้นเป็นการจัดสรรงบโดยมิชอบและหลักเกณฑ์ที่ พศ. ยึดถือปฏิบัติ ซึ่งงบที่อ้างว่าที่จะใช้บูรณปฏิสังขรณ์วัดจะต้องมีคำขอจากวัด ไม่ใช่ พศ. ดำเนินการจัดสรร

การที่จำเลยอ้างว่า เข้าใจว่าการที่มีเจ้าหน้าที่ พศ. มาแจ้งและรับเงินคืน แต่งชุดราชการและนั่งรถตู้ตราสัญลักษณ์ จึงเชื่อว่าเป็นการจัดสรรงบโดยชอบนั้น เป็นการกล่าวอ้างง่ายเกินไป เพราะจำเลยได้รับการแต่งตั้งเป็นพระชั้นปกครอง ย่อมทราบถึงระเบียบหลักเกณฑ์ที่ได้ปฏิบัติมา จะอ้างวิธีการคนหมู่มากนำมาปฏิบัติใช้นั้นก็ย่อมจะไม่ชอบ ซึ่งขณะกระทำผิด จำเลยเป็นเจ้าคณะอำเภอ ถือเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ ก็จะต้องรับโทษ 2 เท่า

พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ลงโทษ 13 กระทง กระทงละ 3 ปี แต่ทางนำสืบของจำเลยมีประโยชน์อยู่บ้าง ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 คงจำคุก 26 ปี

 

ต่อมาอัยการโจทก์และจำเลยยื่นอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้นั้น จะต้องได้ความเสียก่อนว่า เป็นการนำเงินหรือทรัพย์สินของกลาง ที่ได้มาจากการกระทำผิดมูลฐาน หรือจากการสนับสนุน หรือช่วยเหลือการกระทำที่เป็นความผิดมูลฐาน อันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด มาเปลี่ยนสภาพเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยชอบ

เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้อง "จำเลยกับพวก และนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง  ผอ.พศ. ได้ร่วมกันวางแผน โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่ตนมีแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมิชอบและโดยทุจริต จนทำให้มีการอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ประเภทงบอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และการพัฒนาวัด หรืองบอุดหนุนเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา หรืองบประเภทอื่นๆ ที่รัฐจัดสรรเพื่อประโยชน์ในทางศาสนา ในปีงบประมาณ 2555 -2559 ให้แก่วัดอย่างมิชอบด้วยระเบียบ กฎหมาย เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ ตามกฎหมายอื่น...ต่อมาหลังจากการกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว อันเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) จำเลยกับพวก..." 

จึงแสดงว่า เงินซึ่งเป็นทรัพย์สิน ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ที่โจทก์ฟ้องมานั้น จะต้องได้มาจากการที่จำเลยกับพวก ร่วมกันทำให้มีการอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินประเภทต่างๆ ให้แก่วัด ตามคำฟ้องโดยมิชอบหรือโดยทุจริต

สำหรับการดำเนินการ เพื่อให้มีการอนุมัติสั่งจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ประเภทงบอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และการพัฒนาวัดจากสำนักงาน พศ. ได้นั้น ก็ได้ความจากนักวิชาการศาสนาชำนาญการพิเศษปฏิบัติหน้าที่ ผอ.กลุ่มบูรณพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์ สังกัดกองพุทธศาสนสถาน สำนักงาน พศ. เบิกความประกอบบันทึกคำให้การว่า ช่วงปี 2555 -2560 สำนักงาน พศ. ได้จัดงบประมาณประเภทงบอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์ฯ ให้แก่วัดต่างๆ ทั่วประเทศ

โดยมีขั้นตอนคือ กลุ่มบูรณพัฒนาวัดฯ จะเสนอคำของบประมาณไปยังสำนักงานเลขาธิการ พศ. โดยส่วนแผนงานจะรวบรวมคำของบประมาณเสนอไปยังสำนักงบประมาณ เมื่อได้รับการจัดสรรงบตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยงบประมาณแต่ละปีงบประมาณแล้ว กลุ่มบูรณพัฒนาวัดฯ จะจัดทำแผนโครงการเสนอต่อ ผอ.พศ. เมื่อได้รับอนุมัติแล้วจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด ซึ่งชุดหนึ่งจะมีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมจำนวน 4 รูปร่วมอยู่ด้วย โดยคณะกรรมการเหล่านี้จะกำหนดหลักเกณฑ์หรือคุณสมบัติในการจัดสรรงบอุดหนุนและ ทำหน้าที่รวบรวมคำขอของวัดต่างๆ และตรวจสอบความครบถ้วนว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือไม่ ก่อนที่จะมีมติจัดสรรเงินให้แก่วัดต่างๆ ซึ่งการตรวจสอบก็จะต้องเสนอผ่าน รอง ผอ.พศ. และผอ.พศ. เพื่ออนุมัติตามลำดับ โดยในปีงบประมาณ 2555-2559 มีการอนุมัติงบประมาณ ซึ่งเป็นงบอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดและศาสนสงเคราะห์ให้แก่ 12 วัด ในพื้นที่ จ.นครสวรรค์, ชุมพร, ตาก, เพชรบูรณ์

นอกจากนี้ ยังมีเอกสารเกี่ยวกับคำสั่งสำนักงาน พศ. เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาขอรับสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัด, รายงานการประชุม, รายงานการขอเบิกเงินคงคลัง, ประกาศสำนักงาน พศ. เรื่องหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดฯ และเอกสารอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขอสนับสนุนงบประมาณและการตอบรับเงินอุดหนุนการพัฒนาวัด โดยเอกสารเหล่านี้สอดคล้องเชื่อมโยงกับคำเบิกความของพยานนักวิชาการดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ในการอนุมัติงบประมาณ งบอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัด จะต้องปฏิบัติตามระเบียบ มีการแต่งตั้งกรรมการประกอบด้วยบุคคลจากหลายภาคส่วน และมีการประชุมร่วม ทั้งต้องผ่านการรวบรวมแบบคำขอสนับสนุนงบประมาณของรัฐต่างๆ ที่จะตรวจสอบความครบถ้วน จนกระทั่ง ผอ.พศ. ลงลายมือชื่อ อนุมัติให้จัดสรร ซึ่งลำพังแต่ ผอ.พศ. เพียงคนเดียวไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการ หรือสั่งการ ให้อนุมัติแก่วัดใดวัดหนึ่งตามใจชอบได้

ส่วนการที่วัดต่างๆ จะได้รับเงินอุดหนุนจำนวนเท่าใดนั้น ได้ความจากบันทึกคำให้การของพยานอีกปากหนึ่งว่า ขึ้นอยู่กับการพิจารณาอนุมัติจากกองพุทธศาสนสถาน ส่วนกลุ่มบริหารการเงินและบัญชีและงบประมาณ นอกจากนี้ ยังได้ความจาก ผอ.ระดับสูงสำนักงาน พศ. จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดชุมพร ทำนองเดียวกันว่า วัดต่างๆ สามารถยื่นคำขอรับเงินอุดหนุนไปที่สำนักงาน พศ.ประจำจังหวัด หรือ สำนักงาน พศ. (ส่วนกลาง) โดยตรงก็ได้

ส่วนจำเลยกับพวก จะร่วมกันทำให้มีการอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินประเภทต่างๆ ให้แก่วัดทั้ง 12 แห่งตามฟ้องโจทก์โดยมิชอบหรือโดยทุจริต อันเป็นความผิดมูลฐานในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาเอกสารประกอบการชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีใน จ.นครสวรรค์ ประจำปีงบประมาณ 2559 จะเห็นได้ว่า มีหนังสือเรื่องการขอเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณะซ่อมแซมอาคาร, แบบคำขอรับเงินผ่านธนาคาร, ใบตอบรับเงินอุดหนุนการพัฒนาวัด และภาพถ่ายต่างๆ ของวัดรวมอยู่ด้วย และมีรายงานการประชุมคณะทำงานพิจารณา ขอรับสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดฯ จึงเห็นได้ว่า เป็นการดำเนินไปตามลำดับขั้นตอนในการอนุมัติของสำนักงาน พศ. โดยยังไม่ปรากฏรายละเอียดใดๆ ที่จะทำให้ฟังได้ว่า จำเลยร่วมดำเนินการอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต

 

 

นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ.

ได้รับอานิสงส์ทางรูปคดีในทิศทางดีไปด้วย

เดี๋ยวจะไปถวายสังฆทานอาจารย์จิ๋วชุดใหญ่

 

 

และเมื่อวัดได้รับเงินงบประมาณอุดหนุนแล้ว ก็ยังไม่ได้ความว่าจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือเรียกร้องเงินใดๆ แต่กลับได้ความว่า สำนักงาน พศ. ประจำจังหวัด เข้ามาตรวจสอบการใช้เงินต่างๆ ของแต่ละวัดตามระเบียบอีกด้วย

ในส่วนของ นายนพรัตน์ ผอ.พศ. ก็พ้นจากตำแหน่ง โดยเกษียณอายุราชการตั้งแต่ปี 2557 แล้ว ไม่ปรากฏว่ายังคงเป็นเจ้าพนักงานที่เข้ามามีบทบาท หรือมีอำนาจสั่งการจัดสรรอนุมัติเงินอุดหนุน พยานหลักฐานที่ได้ในส่วนนี้ จึงไม่อาจยืนยันข้อเท็จ