LAST UPDATE :   JULY : 27 : 2021 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 


 

ตั้งทั่วไทย

20 เจ้าอาวาสอารามหลวง

เจ้าคุณสุรชัยเข้าวิน

รักษามรดกสมเด็จเกี่ยวไว้ได้

 

 

สามเจ้าอาวาสเงินทอนวัด

พระเทพรัตนมุนี พระเทพวิสุทธิดิลก พระราชสารเวที

 

อา..ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า โผเจ้าอาวาสพระอารามหลวง "ทั่วไทย" ที่ออกมาในครั้งนี้ ถือว่ามีความเป็น "มติ มส." เป็นครั้งแรก นับจากที่กรรมการ มส. ชุดนี้ได้รับแต่งตั้งใหม่ในวันที่ 14 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยจะเห็นได้ว่า มติ มส. ที่ออกมาแต่ละครั้งนั้น "ต่างคนตางทำ" ไม่มีการรวมกันเหมือนครั้งนี้ ครั้งนี้ เห็นได้ว่า มีการรวมบัญชีทั้งสองนิกาย แถมมหานิกายก็ยังมีการรวมกันทุกภาคอีกด้วย เราจึงได้เห็นผู้ได้รับแต่งตั้งกระจายทั่วประเทศ แถมยังเก็บตกตำแหน่งที่ว่างลงตั้ง 3 ปี มาไว้ในบัญชีเดียว ถือได้ว่าเป็นบัญชีประวัติศาสตร์การแต่งตั้งของคณะสงฆ์ไทยเลยก็ว่าได้ เพราะแต่ไหนแต่ไรมานั้น วัดไหนว่างก็ตั้งเฉพาะวัดนั้น แถมก่อนหน้านี้ยังมีวัดที่ "ล้ำหน้า" ตั้งก่อนเขาเข้าไปอีก นั่นคือ วัดโพธิ์ท่าเตียนและวัดยานนาวา ตั้งกันผ่านฉลุยขณะที่วัดอื่นๆ อีกกว่า 20 วัด ต้องรอเข้าบัญชีเดียวกัน มันเป็นเรื่องแปลกแต่จริงของมหาเถรสมาคม คือจะว่าตั้งใครตั้งมันก็ใช่ที่ เพราะวันนี้ก็ยังรวมบัญชีกันได้ แล้วทำไมไม่ทำพร้อมกันก็ไม่ทราบ เอาก็แล้วไป เอาที่สบายใจก็แล้วกัน

 

 

มาดูโผเจ้าอาวาสพระอารามหลวง "รายบุคคล" กันดีกว่า อะไรให้สงสัยเยอะ ขอเกริ่นนำที่ "วัดที่มีคดีเงินทอนวัด" ได้แก่ วัดสระเกศ วัดสามพระยา และวัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งคงไม่ต้องอารัมภบทให้เยิ่นเย้อ ข่าวดังลั่นทุ่งปานนี้ แม้แต่เป็ดแต่ไก่ก็ได้ยิน

วัดเกาะ-สัมพันธวงศ์นั้น เป็นวัดธรรมยุตหนึ่งเดียว ที่ร่วมมหกรรมคดีเงินทอนวัด เป้าหมายเพื่อกำจัด "พระพรหมเมธี-จำนงค์ ธมฺมจารี" ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ซึ่งมีบารมีมากกว่าเจ้าอาวาส เพราะเป็นทั้งกรรมการและโฆษกมหาเถรสมาคม จะบอกว่าเจ้าคุณจำนงค์เป็นเจ้าอาวาสวัดเกาะตัวจริงก็คงไม่มีใครคัดค้าน ดังนั้น ข้อหาที่รัฐบาล คสช. ประเคนให้จึงจงใจถวาย "เจ้าคุณจำนงค์" โดยเฉพาะ หลวงปู่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรโร) นั้น ท่านเจริญอายุถึง 100 ปี เป็นปาปมุติ พ้นจากดีชั่วทั้งปวงแล้ว สำหรับข้อหาของเจ้าคุณจำนงค์ก็เคสเดียวกับเจ้าคุณเอื้อน คือเป็นเจ้าพนักงานประพฤติมิชอบ เพราะตัวเองเป็นกรรมการ มส. แถมเป็นธรรมยุต แต่ปันใจไปช่วยธัมมชโยแห่งคลองสาม จึงต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง

 


 

เจ้าคุณจำนงค์นั้น ต้องถือว่าเป็นพระที่มีฤทธิ์เดชสูงสุด ในบรรดาพระที่ถูกดำเนินคดีเงินทอนวัด เพราะสามารถหลีกพ้นเงื้อมมือของรัฐบาล คสช. ไปไกลถึงเยอรมันนี โดยที่ "บิ๊กแป๊ะ-พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา" ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งปิดประเทศไล่ล่าก็หาเจอตัวไม่ ครั้นได้ข่าวว่าเจ้าคุณจำนงค์บินไปถึงแฟรงค์เฟิร์ตเยอรมันนี บิ๊กแป๊ะก็รีบตีเครื่องบินตามจี้ไปถึงเยอรมันนี หวังจะสร้างผลงานสะท้านโลก "จับพระกลางอากาศ" แต่สุดท้ายก็ได้แห้วกลับมาเต็มลำการบินไทย กันถึงขนาดว่า การบินไทยเริ่มขาดทุนย่อยยับ เพราะทำบาปกรรม ส่งบิ๊กแป๊ะไปไล่จับเจ้าคุณจำนงค์ครั้งนั้นนั่นเอง จนป่านฉะนี้ แม้ว่าบิ๊กแป๊ะจะเกษียณอายุไปแล้ว แต่อาจารย์จำนงค์ยังคงเป็นพระสงฆ์อยู่เหมือนเดิม รัฐบาลไทยทำอะไรไม่ได้ สั่งปลด-ถอดยศกลางอากาศนั้นทำได้ แต่ "สั่งสึกกลางอากาศ" กลับทำไม่ได้ เป็นอะไรที่ต้องเรียกว่า..แพ้ทาง ด้วยเหตุนี้จึงชี้ว่า เจ้าคุณจำนงค์ เป็นพระสุปฏิปันโน ที่ผ่านการพิสูจน์จากกระบวนการรัฐประหารซึ่งมีอำนาจล้นฟ้า แต่ว่าก็ยังทำอะไรไม่ได้ การตั้งเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ในวันนี้ จึงไม่มีความหมายอะไร ก็เพียงแค่ไม่ให้วัดว่างเจ้าอาวาสเท่านั้น วัดสัมพันธวงศ์เมื่อไร้เจ้าคุณจำนงค์เสียแล้ว ก็อย่าหวังว่าจะกลับมาดังเหมือนเก่า มันเป็นอัจฉริยภาพส่วนตัวที่ลอกเลียนไม่ได้ เจ้าคุณจำนงค์กลายเป็นฮีโร่ไปเสียแล้ว

 

 

คิวต่อมาก็ "วัดสามพระยา" ของ "เจ้าคุณเอื้อน-พระพรหมดิลก" ผู้มากบารมีในวงการสงฆ์ ระดับ "เจ้าพ่อนครบาล" เพราะท่านดำรงตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. มีบารมีมากกว่า "มหาสายชล" เจ้าคณะภาค 1 แต่เมื่อเจ้าคุณเอื้อนไปเอื้อนเสียงที่คลองสามบ่อยๆ วัดสามพระยาเลยกลายเป็นตำบลกระสุนตก คสช. หมายหัวล่วงหน้านานเป็นปี สุดท้ายก็ส่ง "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" นักตั้งข้อหามืออาชีพจากดีเอสไอ ให้เข้ามาหาเลศโจทฟ้องพระ จึงเป็นที่มาของขบวนการเงินทอนวัดในที่สุด ชัดเจนเลยว่า เจ้าคุณเอื้อนโดนคดีเงินทอน เพราะปกป้องธรรมกาย

เมื่อเจ้าคุณเอื้อนพ้นคุกออกมาทำพิธี "คืนสู่ผ้าเหลือง" ในวันที่ 23 กันยายน 2563 ผลก็คือ พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีต ผอ.พศ. และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา (พิเศษ) ได้ตั้งตัวเองเป็นประธานศาลสงฆ์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า "อดีตเจ้าคุณเอื้อนขาดจากความเป็นพระไปแล้วโดยเด็ดขาด ไม่สามารถกลับมาห่มผ้าเหลืองได้" จากนั้นก็สั่งให้ "นายณรงค์ ทรงอารมณ์" ลูกน้องที่ขุนให้ขึ้นมารับตำแหน่ง ผอ.พศ. แทน นำเอาความเห็นของตนเองฉบับนั้นเข้าไปอ่านให้ที่ประชุม มส. ฟัง และเมื่อไม่มีใครคัดค้าน ก็เป็นอันว่าสำเร็จ สามารถพูดแทน มส. ได้ว่า "มส.มีมติห้ามเจ้าคุณเอื้อนห่มผ้าเหลือง" ไปเทียบมติ มส. กับคำแถลงของนายพงศ์พรเอาเถิด เหมือนกันแม้แต่คำว่า "อนึ่ง" ซึ่งฟ้องไปด้วยว่า มหาเถรสมาคม กลายเป็นเบ๊ของพงศ์พรไปเสียแล้ว วันใดพงศ์พรสิ้นใจ คงได้เห็นผลกรรม รวมทั้ง "บิ๊กตู่" ก็คอยดูกันต่อไป

การดันเจ้าคุณละเอียด "พระเทพวิสุทธิดิลก" ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดสามพระยาแทน ก็เหมือนวัดสัมพันธวงศ์ คงทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะการเป็นตลาดภาษาบาลีมายาวนานหลายสิบปี ตั้งแต่สมัยสมเด็จฟื้น นับจากนี้ไป วัดสามพระยาได้สิ้นสุดความเป็นศูนย์กลางการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์ไทยแล้ว เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินทรงหันไปสนับสนุน "วัดท้ายตลาด" ของเจ้าคุณสุทัศน์แทน มันก็ไม่ต่างจากสมเด็จฟื้นล้มสมเด็จอาจ แล้วสร้างฐานอำนาจคือบาลีที่วัดสามพระยาขึ้นมาแทนวัดมหาธาตุ

 

 

 

มาถึง "ไฮไลต์" ของบัญชีเจ้าอาวาสพระอารามหลวงครั้งประวัติศาสตร์ ผู้ซึ่งสู้กับรัฐบาลบิ๊กตู่และมหาเถรสมาคมอย่างที่เรียกว่า "หมัดต่อหมัด ยกต่อยก" ไม่มีเหนื่อย เจ็บเป็นเจ็บ ตายเป็นตาย ก็ต้องยกให้ "เจ้าคุณธงชัย-พระพรหมสิทธิ" อดีตเจ้าอาวาสผู้มากบารมีแห่งสำนักภูเขาทองวัดสระเกศ และเหตุที่โผเจ้าอาวาสวัดสระเกศออกที่ "เจ้าคุณสุรชัย-พระเทพรัตนมุนี" ก็ฝีมือ "ท่านธงชัย" อีกแล้วครับท่าน นี่ขนาดจับสึก ปลด ถอดยศ และสั่งห้ามห่มผ้าเหลืองไปทุกอย่างแล้ว ก็ยังมีอิทธิฤทธิ์ราชเดช สามารถต้าน "สมเด็จธงชัย" ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวัดไตรมิตร ให้หมดอิทธิฤทธิ์ลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

 

ข่าวที่ทราบก็คือ สมเด็จธงชัย เจ้าคณะใหญ่หนกลาง แรกนั้นกะจะยึดครองวัดสระเกศเป็นฐานอำนาจ สะกิด ส.ว.วันชัย โฆษกประจำตัวให้ออกมาตีปลาหน้าไซ ฟันเปรี้ยงว่า "อดีตเจ้าคุณธงชัยวัดสระเกศขาดจากความเป็นพระไปแล้ว บวชใหม่ไม่ได้" แม้จะอ้างตัวบทกฎหมาย แต่ทนายวันชัยก็ไม่ใช่พระ และไม่ใช่กรรมการ มส. ถามว่าถือสิทธิ์อะไรมาพิพากษาเจ้าคุณธงชัย สุดท้าย สังคมสงฆ์ไทยก็ถึงบางอ้อว่า "อ้อ..วันชัยเขาออกมาพูดแทนเจ้านายที่อยากไปครองวัดสระเกศ" นั่นคือ "ก้าวแรกที่พลาดพลั้ง" ของสมเด็จธงชัยที่ไม่สามารถเอาชนะ "ธงชัย" ได้ เพราะขืนไปจริงก็จะเข้าข่าย "ข้อหาอยู่เบื้องหลังวันชัย" สมเด็จธงชัยเดินหมากถึงทางตัน ไม่สามารถเดินได้เอง ต้องขอตัวช่วย

 

 

เจ้าคุณบุญชิต : เจ้าคุณสมควร

 

 

ตัวช่วยแรกที่สมเด็จธงชัยเปิดตัวออกมา ก็คือ พระธรรมวชิรมุนี หรือท่านเจ้าคุณบุญชิต วัดมหาธาตุ ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นกรณีพิเศษ ขึ้นเป็นชั้นธรรม มีข่าวว่า สมเด็จธงชัยวางแผน "บันไดสองขั้น" ตั้งเจ้าคุณบุญชิตเป็นเจ้าคณะ กทม. แทนเจ้าคุณเอื้อน แถมตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศแทนเจ้าคุณธงชัยอีก เรียกว่าเอาให้คุ้ม

เจ้าคุณบุญชิต ได้ข่าวถูกดันไปเป็นเจ้าภูเขาทองก็ร้อนรุ่มกลุ้มใจ ขืนไปก็เท่ากับตายทั้งเป็น จึงขอบารมี "หลวงพ่อพีร์" ช่วยประกาศในวันรับพัดชั้นธรรม ว่าคณะสงฆ์วัดมหาธาตุ "ไม่ยอม" ให้เจ้าคุณบุญชิตไปอยู่ที่อื่น ไหนคงไม่ต้องบอก แปลไม่ออกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร กลับจากวัดมหาธาตุวันนั้น สมเด็จธงชัยมีการบ้านใหม่ติดย่ามมาด้วย คือเจ้าคุณบุญชิตขอรับเฉพาะตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. แต่ไม่ขอเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศเด็ดขาด หลวงพ่อพีร์เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุประกาศแทนด้วยนะ

พอพลาดจากเจ้าคุณบุญชิตไปไม่กี่วัน (เปลี่ยนโผกลางอากาศ) ก็มีข่าวตามมาอีกว่า ท่านผู้มีอำนาจสามารถ "หาตัว" พระที่จะไปครองภูเขาทองได้แล้ว คือ พระธรรมโพธิมงคล หรือเจ้าคุณสมควร เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี ซึ่งมีรายงานว่า ได้ตกลงปลงใจตามที่ผู้ใหญ่ขอแล้ว ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน อีกไม่กี่วันก็คงรู้ หมู่หรือจ่า

พระสงฆ์ไทยทั่วประเทศต่างเงี่ยหูฟัง "ข่าวใหญ่" นั่นคือ ประกาศแต่งตั้ง "พระธรรมโพธิมงคล-สมควร" ให้ย้ายจากวัดนิมมานรดีไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ว่าจะเป็นจริงหรือไม่อย่างไร และเมื่อไหร่ ?

แต่แล้ววันนี้ กลับมีข่าวว่า มหาเถรสมาคมได้ผ่านมติสำคัญ ตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงทั่วประเทศ จำนวนมากถึง 20 รูป/วัด และหนึ่งในนั้นก็มีวัดสำคัญ คือ วัดสระเกศภูทอง รวมอยู่ด้วย ที่แปลกใจก็คือว่า พระที่ได้รับแต่งตั้งกลับเป็น "พระเทพรัตนมุนี-สุรชัย" รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ซึ่งถูกมติมหาเถรสมาคมสั่งลงโทษในข้อหา "สนับสนุนพิธีคืนสู่ผ้าเหลืองของเจ้าคุณธงชัย" ถูกปลดจากรองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ และเจ้าคณะภาค 12 ไปหยกๆ

นั่นแสดงว่า แผนการตั้งเจ้าคุณสมควรไปกินวัดสระเกศของสมเด็จธงชัย "เป็นหมันรอบสาม" ไม่สำเร็จดังตั้งใจ แต่ถามว่า ทำไมหวยจึงออกที่ "สุรชัย" ซึ่งเพิ่งจะถูกมหาเถรสมาคมลงโทษ "ปลดสองตำแหน่ง" ไปหลัดๆ

คำตอบก็น่าจะเป็นว่า "วัดสระเกศมีเทพธิดาคุ้มครอง" แรกนั้นก็มีเพียงพระองค์เดียว แต่พักหลัง การเชิญเทพธิดามาเพิ่มเรื่อยๆ เฟสบุ๊ควัดสระเกศยิงข่าว "เทพธิดา" อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้มีอำนาจในวงการสงฆ์ต้องกังวล ขืนทำอะไรแรงไป ก็อาจจะกระทบต่อเบื้องบนได้ เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน แผนการยึดครองวัดสระเกศทั้งทางตรงและทางอ้อมเลยต้องพับไว้ ไม่สำเร็จ

และน่าสังเกตด้วยว่า แรกนั้น มีข่าวว่า มส. ลงมติให้เจ้าคุณบุญชิตขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. ควบเจ้าอาวาสวัดสระเกศ แต่พอมีข่าวว่าเจ้าคุณบุญชิต "ไม่เอา" วัดสระเกศ จะเอาเฉพาะ กทม. ก็น่าจะมีพระบรมราชโองการตั้งเจ้าคุณบุญชิตเป็นเจ้าคณะ กทม. ก่อน ส่วนเจ้าอาวาสวัดสระเกศยังหาตัวไม่ได้ ก็ต้องรอต่อไป แต่กลับกลายเป็นว่า วันนี้ มีข่าวตั้งเจ้าอาวาสวัดสระเกศก่อนเจ้าคณะ กทม. เหมือนเจ้าคุณบุญชิตจะติดไฟแดงที่ไหนซักแห่ง ทำให้ยังไม่ได้รับแต่งตั้ง (หรือผู้ใหญ่จะมองว่า เจ้าคุณบุญชิตคิดจะกินแต่ที่ง่าย ที่ยากก็คายทิ้ง ไม่ยอมสู้เพื่อผู้ใหญ่ แบบนี้ต่อไปจะพึ่งพากันได้อย่างไร ใจเสาะ แค่เริ่มต้นก็งอแงแล้ว) ซึ่งพระวัดมหาธาตุก็หวังว่าโผคงไม่พลิกจากท่านบุญชิตไปเป็นชื่ออื่น ไม่งั้นคงน้ำตานองหน้าเต็มท่าพระจันทร์

เมื่อชื่อของเจ้าคุณสุรชัยถูกประกาศออกมาจากมหาเถรสมาคม ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ (ตัวจริง) ก็ส่งผลให้พระวัดสระเกศ และอะแฮ่ม (เจ้าคุณธงชัย) ต่างเฮกันลั่นวัด เพราะนั่นเท่ากับว่า แผนการที่ดำเนินมาตลอดนั้น สำฤทธิ์ผล สามารถต่อต้านการยึดครองวัดสระเกศจากสมเด็จธงชัยได้ มองดูแล้ว อดีตเจ้าคุณธงชัยและพระวัดสระเกศทั้งหมด ล้วนตกอยู่ในสภาพลำบาก เพราะสูญเสียแทบทุกอย่าง ภาษามวยก็เรียกว่า "เป็นรองแบบไร้แต้ม" ขณะที่สมเด็จธงชัยวัดไตรมิตรนั้น เหนือกว่าทุกอย่าง แต่พอเจ้าคุณธงชัยวัดสระเกศและทีมงาน สามารถยันการรุกของสมเด็จธงชัยเอาไว้ได้ ถึงไม่ชนะ แต่แค่เสมอ ก็เท่ากับว่าชนะแล้ว เจ้าคุณธงชัยแตะมือเจ้าคุณสุรชัย สามารถรักษาภูเขาทองอันเป็นมรดกของพ่อ คือสมเด็จเกี่ยว เอาไว้ได้ กลายเป็นอภิชาตบุตรไปทันที

นี่คือประวัติศาสตร์

 

 

 

ศึกวันธงชัยยกสาม

 

 

มส.ลงมติตั้ง "20 เจ้าอาวาส" อารามหลวง เทพรัตนมุนีดู "วัดสระเกศ"

มหาเถรสมาคม มีมติแต่งตั้งเจ้าอาวาส 20 วัดพระอารามหลวงทั่วประเทศ รวมทั้งวัดใหญ่ที่เจ้าอาวาสเดิมมีปัญหาคดีเงินทอนวัด จนร้างเจ้าอาวาสมาเป็นเวลากว่า 3 ปี อาทิ พระเทพรัตนมุนี (สุรชัย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เป็นเจ้าอาวาส พระเทพวิสุทธิดิลก (ละเอียด) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสามพระยาฯ เป็นเจ้าอาวาส และพระราชสารเวที (โกมินทร์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เป็นเจ้าอาวาส นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบ เมื่อมีพระราชดำริเป็นประการใดให้ มส.มีมติให้มีพระบัญชาตั้งต่อไป

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาเถรสมาคม (มส.) มีมติอนุมัติให้พระสังฆาธิการดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงที่ยังว่างจำนวน 20 รูป ประกอบด้วย

1. พระเทพรัตนมุนี (สุรชัย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และรักษาการแทนเจ้าอาวาส เป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ

2. พระเทพวิสุทธิดิลก (ละเอียด) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสามพระยาวรวิหาร และรักษาการแทนเจ้าอาวาส เป็นเจ้าอาวาสวัดสามพระยาฯ

3. พระราชสารเวที (โกมินทร์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร และรักษาการแทนเจ้าอาวาส เป็นเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ฯ

4. พระราชวินยาภรณ์ (เปลี่ยน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบุรณศิริมาตยาราม และผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส เป็นเจ้าอาวาสวัดบุรณศิริมาตยาราม

5. พระศรีวรคุณ (ถวิล) วัดสิริจันทรนิมิตรวรวิหาร จ.ลพบุรี เป็นเจ้าอาวาส

6. พระโสภณคณาภรณ์ (ไชยวัฒน์) วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จ.ชลบุรี เป็นเจ้าอาวาส

 

7. พระครูวรธรรมธัช (วรวิทย์) เจ้าอาวาสวัดสว่างคงคา จ.กาฬสินธุ์ เป็นเจ้าอาวาสวัดกลาง จ.กาฬสินธุ์

8. พระรัตนมุนี (ปุณณมี) รองเจ้าอาวาสวัดพระแก้ว จ.เชียงราย และรักษาการแทน เป็นเจ้าอาวาสวัดพระแก้ว

9. พระราชปริยัติ (ณษิกรณ์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ จ.พะเยา เป็นเจ้าอาวาส

10. พระราชสารสุธี (อาชว์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพวรวิหาร เป็นเจ้าอาวาส

11. พระครูวิมลญาณอุดม (ธรรมนูญ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมณีชลขันธ์ จ.ลพบุรี เป็นเจ้าอาวาส

12. พระครูอุดมศีลาจาร (วิลาศ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเขมาภิรตารามราชวรวิหาร จ.นนทบุรี เป็นเจ้าอาวาส

13. พระเมธีธรรมสาร (สมพร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอาษาสงคราม จ.สมุทรปราการ เป็นเจ้าอาวาส

14. พระครูปริยัตยาภิรม (สมบูรณ์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรธรรมาราม จ.สุราษฎร์ธานี เป็นเจ้าอาวาส

 

15. พระครูศรีปทุมาภรณ์ (นพพร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบัวงาม จ.ราชบุรี เป็นเจ้าอาวาส

16. พระสมุทรวชิรโสภณ (โสภณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเพชรสมุทรวรวิหาร จ.สมุทรสงคราม เป็นเจ้าอาวาส

17. พระปริยัติสารสุธี (เอนก) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนิเวศธรรม-ประวัติ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นเจ้าอาวาส

18. พระราชรัตนาลงกรณ์ (พิศิษฐ์) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย จ.หนองคาย เป็นเจ้าอาวาส

19. พระครูปิยธรรมาภิยุต (สืบ) รองเจ้าอาวาสวัดมหาสมณาราม วรวิหาร จ.เพชรบุรี เป็นเจ้าอาวาส

20. พระกิตติวิมล (อัมพร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จ.เชียงใหม่ เป็นเจ้าอาวาส

 

ทั้งนี้ ให้นำเสนอเพื่อนำความกราบบังคมทูลฯต่อไป

นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ฐานะโฆษก พศ. กล่าวว่า การแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง เป็นเรื่องของคณะสงฆ์และมหาเถรสมาคมเห็นชอบตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2561 ประกอบกฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ เมื่อ มส. เห็นชอบแล้วต้องนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบ เมื่อมีพระราชดำริเป็นประการใด ให้ มส. มีมติให้มีพระบัญชาตั้งต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสนอแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดครั้งนี้มี 3 วัดคือ วัดสระเกศฯ วัดสามพระยาฯ และวัดสัมพันธวงศ์ฯ ที่เจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาสถูกกล่าวหาในคดีเงินทอนวัด และผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสครั้งนี้ ทำหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาสมานานกว่า 3 ปีแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของวัดสระเกศฯ ยังมีความพยายามจากเจ้าคณะปกครองที่รับผิดชอบที่จะเปลี่ยนตัว พระเทพรัตนมุนี (สุรชัย) ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ให้เป็นพระจากวัดอื่นด้วย

 

ข่าว : ไทยรัฐ : 27 กรกฎาคม 2564


 

โควิดแรงฤทธิ์

ปลิดชีพ "เจ้าคุณมนู" วัดมหาธาตุ

 

 

 

พระราชวิสุทธิโมลี

(มนู สุมโน ป.ธ.9)

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

อดีตรองเจ้าคณะภาค 9

 

ข่าวจากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ท่าพระจันทร์ แจ้งว่า เมื่อเวลา 05.00 น. ของวันอาทิตย์ ที่ 25 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา พระราชวิสุทธิโมลี (มนู สุมโน ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ อดีตรองเจ้าคณะภาค 9 ได้ถึงแก่มรณภาพ ณ โรงพยาบาลสงฆ์ ภายหลังติดเชื้อโควิดและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งนี้ สิริอายุ 83 พรรษา 63 ศิษยานุศิษย์ต่างอาลัย เพราะหลวงพ่อมนูนั้นเป็นพระผู้ใหญ่สำคัญของวัดมหาธาตุรูปหนึ่ง เมื่อท่านมรณภาพลง ก็ส่งผลให้วัดมหาธาตุขาดพระผู้ใหญ่ไปอีกรูปหนึ่ง ซึ่งตรงกับวันเข้าพรรษาของปีนี้

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 25 กรกฎาคม 2564

 


WAT THAI LAS VEGAS HELPS RELIEF COVID-19 IN THAILAND




ด่วน !

สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ตั้งศูนย์รับบริจาคช่วยโควิดไทย

 

 

พระเทพพุทธิวิเทศ (ประชัน ชุตินฺธโร)

ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

 


 




 


 

ข่าวจากสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา แจ้งว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา (21 กรกฎาคม 2564) พระเทพพุทธิวิเทศ (ประชัน ชุตินฺธโร) เจ้าอาวาสวัดพุทธาวาส เมืองฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ได้เรียกประชุมด่วน คณะกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีวาระสำคัญคือ การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ประชาชนคนไทยในประเทศไทย ซึ่งกำลังประสบกับวิกฤตการณ์อันตรายด้วยโรคร้ายโควิด-19 มีสถิติคนป่วยและล้มตายพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งราชสำนัก รัฐบาล และคณะสงฆ์ไทย ต่างทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อแก้ไขปัญหาในทุกด้าน

สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา มองเห็นปัญหาของบ้านเมืองเป็นเรื่องสำคัญ จึงได้มีมติให้ตั้งศูนย์รับบริจาคผ่านสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เพื่อระดมกำลังช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติเท่าที่จะสามารถกระทำได้ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเร่งด่วน ให้เปิดศูนย์ฉุกเฉินรับบริจาค ผ่านวัดทุกวัดในเครือสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 100 กว่าวัด

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติ "สั่งจ่ายเงินสำรอง" เป็นจำนวนเงิน 20,000 ดอลล่าร์ นำถวาย สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ประสฤษดิ์ เขมงฺกโร) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณะสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ เป็นเบื้องต้นก่อน และหากรวบรวมเงินบริจาคได้อีกก็จะนำถวายสมทบเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ จนกว่าสถานการณ์ทางเมืองไทยจะดีขึ้น

ทั้งนี้ ทางสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ได้มีมติ "ขอความร่วมใจ" จากวัดไทยในเครือสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาทุกวัด เปิดรับบริจาคช่วยเหลือคนไทยให้ทันท่วงที ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และยังประกาศบอกบุญไปยังพุทธศาสนิกชนคนไทยทั่วสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมบริจาคช่วยชาติผ่านสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาได้โดยตรง

สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะบริจาค ขอความกรุณาส่งเงินไปยัง สำนักงานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ดังนี้

 

สั่งจ่ายเช็ค/มันนี่ออเดอร์ ในนาม :

THE COUNCIL OF THAI BHIKKHUS IN USA.

(ช่วยบรรเทาทุกข์โควิด-19 ประเทศไทย)

 

ส่งถึง :

WAT BUDDHAVAS OF HOUSTON

6007 SPINDLE DRIVE

HOUSTON TX 77086-3930

 

โทรศัพท์ สายตรง :

ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

(พระเทพพุทธิวิเทศ-ประชัน  ชุตินฺธโร)

วัดพุทธาวาส เมืองฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส  โทร. 281-445-5773

 

รองประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

(พระราชธรรมวิเทศ-ประเสริฐ กวิสฺสโร)

วัดพุทธานุสรณ์ เมืองฟรีมอนท์ แคลิฟอร์เนีย โทร. 510-790-2294

 

รองประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

(พระวิเทศธรรมคุณ-ศักดิ์ชัย ฐิตเมโธ)

วัดสุทธาวาส เมืองริเวอร์ไซด์ แคลิฟอร์เนีย โทร. 951-360-3795

 

รองประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

(พระวิเทศสิทธิธรรมาภรณ์-ฤทธิ์ ถิรจิตฺโต)

วัดอตัมมยตาราม เมืองซีแอ๊ตเติล วอชิงตันเสตท โทร. 425-481-6640

 

เลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

(พระวิเทศรัตนาภรณ์-ถนัด อตฺถจารี)

วัดไทยกรุงวอชิงตัน ดีซี รัฐแมรี่แลนด์ โทร. 202-236-7442 : 301-871-8660

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 22 กรกฎาคม 2564

 

 

เปิดเต็ม !

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดี เจ้าคุณเทอด-เจ้าคุณสังคม วัดสระเกศ

พิพากษายกฟ้อง

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อดาวโหลด  PDF ไฟล์

 


 

เปิดแคนดิเดตเจ้าภูเขาทอง

อันดับ 3 ในรอบ 3 เดือน

เจ้าคุณสมควร วัดนิมมานนรดี

มีชื่อติดโผเจ้าอาวาสวัดสระเกศแว๊บๆ

 


 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)

อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

 

สปอร์ตไลท์ สังคมสงฆ์ไทย ในเวลานี้ ยังคงส่องไปยัง "ยอดภูเขาทอง" ของวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงของอดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ผู้มีนามกระเดื่องว่า "สมเด็จเกี่ยว" พระมหาเถระผู้มากบารมีในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แบบว่าถนนทุกสายต้องไปวัดสระเกศ วันเกิดสมเด็จเกี่ยวนั้นถึงกับต้องจัดคิวเข้าถวายสักการะกัน 3 วัน 3 คืน เมื่อสมเด็จเกี่ยวมรณภาพลงไปนั้น งานสวดพระอภิธรรมจัดกันยิ่งใหญ่ที่สุด สวดกันนานถึงครึ่งปี วันหนึ่งสวดกัน 3 รอบ ทั้งเช้า-เพล และเย็น ทั้งสวดไทยสวดจีน สวดแบบทำนองหลวง ทำนองไทยกลาง ทำนองไทยเหนือ ทำนองอีสาน สวดเดี่ยว สวดหมู่ สารพัดสวด ใครสวดไม่เป็นก็ให้นั่งเสก ซึ่งแต่ละรอบก็มีเจ้าภาพ "ทำบุญร่วม" นับสิบรายขึ้นไป รายละแสนละล้าน แบบว่าต้องเขียนชื่อบนกระดาน 3 แผ่นใหญ่ ไม่งั้นใส่ชื่อไม่หมด พระเณรจากสำนักเรียนใหญ่ๆ ทั่วกรุงเทพ ถูกระดมพลเข้ามาเป็นทีมอาสา "ต้อนรับแขก" วันละ 100 รูป แจกซองขาวยิ่งกว่างานเทกระจาดของปอเต๊กตึ๊ง เล่าลือกันว่า งานศพสมเด็จเกี่ยว อลังการงานสร้างกว่างานพระศพสมเด็จพระสังฆราชด้วยซ้ำไป อย่างต่ำงานนี้ต้องมีค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 500 ล้าน บ้างยังบอกว่าน่าจะมากกว่านั้น เพราะแค่ค่าสังเค็ดสังฆทานงานวันพระราชทานเพลิงศพก็ไม่น่าจะน้อยกว่า 300 ล้าน (นิมนต์พระทั่วประเทศและทั่วโลก มีตั๋วเครื่องบินและปัจจัยถวายพระธรรมทูตจากทั่วโลกด้วย รูปหนึ่งก็ร่วมแสน ขอแค่ไปให้เห็นหน้า ไม่มีฎีกาก็ยังมีสิทธิ์เบิก)

 

 

นั่นคือตำนานความยิ่งใหญ่ของ "สมเด็จพระพุฒาจารย์-เกี่ยว อุปเสณมหาเถร" อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งละสังขารลงในวันที่ 10 สิงหาคม 2556 และพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 9 มีนาคม 2557

นับจาก พ.ศ.2556 ถึง 2564 แค่ 7 ปีกว่า วัดสระเกศผลัดแผ่นดิน เปลี่ยนเจ้าอาวาสถึง 2 รูป คือ

1. พระพรหมสุธี (เจ้าคุณเสนาะ) ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2556 แล้วก็เกิดปัญหาความไม่โปร่งใส ในการบริหารจัดการ งานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จเกี่ยว ถูกมรสุมกระหน่ำจนหลุดจากตำแหน่งในวันที่ 15 มกราคม 2558 เจ้าคุณเสนาะเครียดจัดถึงกับตัดสินใจทำอัตตวินิบาต "ฆ่าตัวตาย" ในวันที่ 25 มกราคม 2559 สร้างประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทยขึ้น 2 หน้าพร้อมกัน นั่นคือ เจ้าคุณเสนาะเป็นรองสมเด็จพระราชาคณะอายุน้อยที่สุด และ..ฆ่าตัวตาย ไม่มีใครทำได้

2. พระพรหมสิทธิ (เจ้าคุณธงชัย) ดำรงตำแหน่งแทนเจ้าคุณเสนาะ จนกระทั่งวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 ก็ถูกรัฐบาลจับกุมคุมขังสั่งฟ้อง และสุดท้ายมหาเถรสมาคมก็ทำหน้าที่ "ตราประทับ" ของรัฐบาล ลงมติให้ "เจ้าคุณธงชัย" สิ้นสุดความเป็นพระลง ไม่มีสิทธิ์ห่มผ้าเหลืองอีกต่อไป ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา

สรุปว่า ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 ถึงปัจจุบัน นานกว่า 3 ปี วัดสระเกศมีเพียง "เจ้าคุณสุรชัย-พระเทพรัตนมุนี" นั่งเก้าอี้รักษาการเจ้าอาวาส แต่เจ้าคุณสุรชัยก็พลาด เมื่อเปิดโบสถ์วัดสระเกศให้เจ้าคุณธงชัยและคณะเจ้าคุณที่ต้องคดี ทำพิธี "คืนสู่ผ้าเหลือง" เมื่อวันที่ 13 เมษายน ศกนี้ โดยมีเป้าหมาย "สกัดธงชัยไตรมิตร" มิให้ข้ามห้วยมากินตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ งานนี้ผู้มีอำนาจแค้นตาแม้น สั่งปลดสุรชัยจากทุกตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าคณะภาค 12 รองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ แม้แต่เจ้าอาวาสวัดสระเกศก็อย่าหวังว่าจะได้เป็น

 

 

โอม..ลงสามรอบแล้ว ยังคลาดแคล้วไปได้

ยิ่งลงยิ่งยุ่ง สงสัยต้องใช้ยันต์กลับ

สมเด็จธงชัย วัดไตรมิตร เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

ผู้ถือดุลอำนาจวัดสระเกศไว้ในมือ จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด

แต่ถ้าบีบไม่ตาย คนบีบก็คงแทบตาย

 

 

ถ้านับเวลาแล้ว ตั้งแต่สงกรานต์ คือวันที่ 13 เมษายน 2564 มาจนถึงวันนี้ (18 กรกฎาคม 2564) ก็แค่ 3 เดือน แต่มีข่าวว่า จะมีผู้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศแล้ว ถึง 3 รูป ได้แก่

1. สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือสมเด็จธงชัย เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดไตรมิตรวิทยาราม ข่าวดังขึ้นพร้อมๆ กับพิธี "คืนสู่ผ้าเหลือง" ของเจ้าคุณธงชัยวัดสระเกศ ทำนองไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ หรือนักมวยเดาทางกันทัน พลันที่มีข่าวว่า "ธงชัยไตรมิตร" จะมาครองภูเขาทอง "ธงชัยสระเกศ" ก็สั่ง "สุรชัย" ให้เปิดโบสถ์ตั้งกล้องทีวี ทำการถ่ายถอดสด "พิธีคืนสู่ผ้าเหลือง" อย่างยิ่งใหญ่อลังการเหมือนงานปอยหลวง เป้าหมาย "เพื่อให้ธงชัยไตรมิตร" ได้รับรู้ว่า ภูเขาทองลูกนี้ยังมีเจ้าของ อย่าได้คิดจะมายึดครองง่ายๆ สุรชัยถูกธงชัยเตือนสติว่า "ถ้าไม่ยอมเปิดโบสถ์ คุณก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน เลือกเอา จะอยู่กับพี่น้องหรือเป็นขี้ข้าต่างวัด" จึงยอมเปิดโบสถ์แบบว่าง่าย และสุดท้ายก็หลุดจากทุกตำแหน่งดังกล่าว อ้อ อิสระเสรีมันเป็นเช่นนี้นี่เอง

 

 

สองผู้ยิ่งใหญ่ ศึกวันธงชัย

 

 

กล่าวทาง "ธงชัยไตรมิตร" เมื่อถูก "ธงชัยสระเกศ" เปิดเกมสกัดเช่นนั้นก็เห็นเส้นทางไปภูเขาทองเป็นเส้นทางมหาวิบาก แต่ถ้าอาตมาไม่ได้ ใครก็อย่าหวังว่าจะได้ จึงมีข่าวจากตำหนักเพ็ชรวัดบวรนิเวศวิหารว่า พลันที่สังฆราชน้อย "สมเด็จชิน" เลขาสมเด็จพระสังฆราช โยนลูกเรื่องธงชัยสระเกศทำพิธีห่มผ้าเหลืองเข้าวงมหานิกาย ยกให้สมเด็จธงชัยวัดไตรมิตร เป็นผู้รับผิดชอบ เพราะวัดสระเกศอยู่ในการปกครองวัดเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ธงชัยไตรมิตรจึงย่างสามขุมเงื้อดาบฟาดฟันสหายเก่า "ธงชัยสระเกศ" จนจีวรขาดกระเด็น ท่ามกลางมหาเถรสมาคม โดยปกาศิตว่า "การทำพิธีคืนสู่ผ้าเหลืองนั้นไม่ถูกต้อง" เท่ากับพิพากษาว่า วัดสระเกศเป็นเขตปลอด "ธงชัย" ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าธงชัยสระเกศหรือธงชัยไตรมิตร ก็ไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าอาวาส แม้ว่าธงชัยสระเกศจะสามารถสกัดธงชัยไตรมิตรไม่ให้ข้ามห้วยมาครองวัดสระเกศ แต่ธงชัยไตรมิตรก็สามารถดึงจีวรออกจากร่างของธงชัยสระเกศได้สำเร็จเช่นกัน เจ็บหนักทั้งคู่ ก็มวยครูเดียวกัน ทางเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกันมาก่อน วันนี้ จากมิตรกลายมาเป็นศัตรู ดูสิว่าจะรู้ทันกันขนาดไหน ไก่เห็นตีนงู-งูเห็นนมไก่ ก็ยังไม่เท่าธงชัยเห็นธงชัย

 

 

เจ้าคุณบุญชิต วัดมหาธาตุ : เจ้าคุณสมควร วัดนิมมานนรดี

ว่าที่เจ้าอาวาสวัดสระเกศภูเขาทองแบบลับๆ และลือๆ

 

 

แต่ถึงกระนั้น แม้ว่า "ธงชัยไตรมิตร" จะถูกต้านไม่ให้ไปครองภูเขาทอง ก็ยังมีอำนาจในการ "ส่งคนเข้าไปครองภูเขาทอง" เพราะท่านดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางนั่นเอง สงครามมิทันจบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร

2. พระธรรมวชิรมุนี (เจ้าคุณบุญชิต) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ท่าพระจันทร์ พลันที่ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นชั้นธรรมในวันที่ 6 มิถุนายน 2564 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา) ต่อจากนั้นอีกเพียงมิถึง 1 เดือน ก็มีข่าวจากที่ประชุมมหาเถรสมาคมว่า ได้มีการประชุม "ลับ" เป็นวาระพิเศษ ในช่วงการประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 โดยมีการเสนอให้ "พระธรรมวชิรมุนี-บุญชิต ญาณสํวโร ป.ธ.9" วัดมหาธาตุฯ เจ้าคณะเขตพญาไท ขึ้นดำรงตำแหน่งพร้อมกันถึง 2 ตำแหน่ง ได้แก่ 1. เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร 2. เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร แล้วการประชุมมหาเถรสมาคมนัดลับๆ นั้นก็ปิดม่านลงกลางฤดูฝน

แต่ความลับไม่มีในโลก เพราะในมหาเถรสมาคมนั้น มีกรรมการหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายธรรมยุต ฝ่ายมหานิกาย ฝ่ายได้ ฝ่ายเสีย และฝ่ายไม่ได้ไม่เสีย แต่อยากพูดเพราะมันอัดอั้นตันใจเก็บไว้อกจะแตก แทบว่าพอเปิดประตูห้องประชุมออกมาเท่านั้น ข่าวตั้งเจ้าคุณบุญชิตกินวัดสระเกศก็พุ่งนำหน้าออกมา คืนนั้นพระเณรทั่วโลกรู้กันทันที ไอ้ที่ปิดเป็นความลับ หวังจะให้ผ่านพระราชดำริก่อนนั้น ก็พังไม่เป็นท่า

แน่นอนว่า หนึ่งในผู้ที่นอนไม่หลับในคืนนั้น ก็คงมิใช่ใคร ถ้ามิใช่ "เจ้าคุณบุญชิต" ซึ่งข่าวดังลั่นทุ่งพระสุเมรุเป็นพลุตะไลไปว่า "จะได้ครองภูเขาทองอันร้อนระอุ" เจ้าคุณบุญชิตมิได้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมจึงมิได้เข้าประชุมด้วย จะได้รับแจ้งข่าวจากสายตรงทันทีหรือไม่ก็ไม่ทราบ ทราบเพียงข่าวลือก็แทบนอนไม่หลับ ต้องรับโทรศัพท์ทั้งคืน แน่นอนว่า ด้วยอุปนิสัยสมถะเป็นพระนักปฏิบัติสายหลวงพ่อโชดก เจ้าคุณบุญชิตคงมิคิดจะไปครองภูเขาทองอันเต็มไปด้วยเงินทองนับพันล้านมันอันตราย คนละสายกับพระปฏิบัติ จะต้องอาบัติไม่รู้ตัว แต่สำหรับตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. นั้น เป็นตำแหน่งทางการปกครอง สามารถรับได้ พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ดีกว่าเป็นเศรษฐีเงินกู้ ประเดี๋ยวโดนนักเลงภูเขาทองทวงหนี้จะหนีลำบาก

ทางออกของเจ้าคุณบุญชิตถูกเปรยออกมาผ่าน "พระธรรมปัญญาบดี-พีร์ สุชาโต" เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ในวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันรับพระบรมราชโองการตั้งเป็นชั้นธรรมของเจ้าคุณบุญชิต โดยหลวงปู่พีร์ได้ประกาศว่า "ท่านเจ้าคุณบุญชิต เป็นทายาทธรรมของหลวงพ่อโชดก เป็นศาสนทายาทของวัดมหาธาตุ จะเป็นผู้ดูแลวัดมหาธาตุสืบต่อไป" แปลว่า ไม่ให้เจ้าคุณบุญชิตไปไหน จะให้อยู่คู่กับวัดมหาธาตุท่าพระจันทร์ตลอดไป

ถือว่าเป็นการออกตัวอย่างสวยงาม สมกับสำนักวัดมหาธาตุ ซึ่งเคยเป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราชมาหลายรูป ทั้งยังเป็นที่ตั้งของ มจร. ศูนย์กลางการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยมายาวนาน ชกแบบนี้ลีลาครู เจ้าคุณบุญชิตนั่งนิ่งๆ เข้าญาณ 16 ก็ปรากฏกระแสธรรมจัดสรรจากหลวงปู่พีร์ช่วยชี้นำว่า "ตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. ขอไว้ให้วัดมหาธาตุ แต่สำหรับเจ้าอาวาสวัดสระเกศนั้น ขออภัยไม่รับ" ก็รู้กันอีกว่า ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศยังว่าง สมเด็จธงชัยจึงต้องแบกธงชัยต่อไป เฮ้อเหนื่อยใจ

3. พระธรรมโพธิมงคล (เจ้าคุณสมควร) เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี เจ้าคณะภาค 2 ถูกยิงชื่อเข้าสู่วงโคจรในเส้นทางไปภูเขาทองอย่างเร่งด่วน เหมือนจอโค้งเรดาร์ของ "แอ๊ดเทวดา" เพราะว่ามติลับของที่ประชุม มส. เมื่อวันที่ 30 มิถุนา ยังไปไม่ถึงสำนักพระราชวัง ทางวัดมหาธาตุก็ประกาศกลางอากาศ "ไม่ส่งเจ้าคุณบุญชิตไปครองภูเขาทอง" ผู้มีอำนาจในการแต่งตั้ง (?) ครั้นทราบรหัสลับนั้นแล้ว ก็ต้องรีบเสาะหาผู้มีบารมีมาครองภูเขาทองต่อทันที เพราะนี่มันหลายยกแล้วยังแก้ไม่ตก กำแพงภูเขาทองเจาะยากจริงๆ

ว่ากันว่า มติลับ ถูกเจ้าคุณบุญชิตปฏิเสธกะทันหัน แบบว่าต้องแยกบัญชีกันกลางอากาศ โดยเจ้าคณะ กทม. ยังเป็นของเจ้าคุณบุญชิต แต่เจ้าอาวาสวัดสระเกศต้องหาตัวต่อไป และสุดท้ายชื่อของ "เจ้าคุณสมควร" จึงสะดุดใจผู้มีอำนาจ อย่างน้อยชื่อ "สมควร" ก็ถูกโฉลก เพราะนอกจากสมควรก็ไม่มีใครสมควร

ว่าตามที่ทราบ กับความเป็นเจ้าคุณสมควรนั้น ถือว่ามีมาตรฐานสูง เพราะจบประโยค 9 เท่ากับเจ้าคุณบุญชิต เคยครองภาค 14 ก่อนจะย้ายมาครองภาค 2 ในทางการปกครองแล้วถือว่าอาวุโสสูงกว่าเจ้าคุณบุญชิต ยศก็ชั้นธรรมนำหน้าเจ้าคุณบุญชิตมาก่อนด้วย เจ้าคุณสมควรยังน้อมไปในทางปฏิบัติธรรม ซึ่งก็เป็นทางเดียวกับเจ้าคุณบุญชิตอีก บริวารก็บานเบอะ แบบว่าบริหารระดับมืออาชีพ จึงเป็นที่ไว้วางใจของพระผู้ใหญ่ ที่สำคัญก็คือ เป็นคนเจ้าระเบียบเฮี๊ยบสุดๆ ตรงนี้แหละที่เข้าตากรรมการ หมายมั่นปั้นมือว่า ถ้าได้เจ้าคุณสมควรไปครองภูเขาทอง ก็จะสามารถ "จัดระเบียบ" ให้เรียบร้อยได้

ชื่อของเจ้าคุณสมควรลอยมาเป็นอันดับที่ 3 ส่งผลให้เจ้าคณะใหญ่หนกลางมีความหวังในการบริหารจัดการกับศึกภูเขาทองที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงมานานจนไมเกรนขึ้น เพราะกินไม่ลง คราวนี้แหละ คนนี้ล่ะ จะสามารถสร้างฝันให้สำเร็จ ถ้างานนี้ผ่าน อีกไม่นานก็จะปรากฏภาพ "เจ้าคุณสมควร น้อมกราบเรียนเชิญ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จธงชัย เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ไปเปิดงานใหญ่ในวัดสระเกศ ยิ่งใหญ่กว่ามาเป็นเจ้าอาวาสเองเสียอีก ส่วนเจ้าคุณบุญชิตนั้น ครั้นทราบข่าวนี้แล้วก็โล่งใจ

 

 

เจ้าคุณสุรชัย

รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

รักษาการมานานจนเป็นอมตะ

 

วัดสระเกศสู้ยิบตา ยิงข่าวต้านกระแสตั้งเจ้าอาวาสจากนอกวัด

ดังที่เคยเปรียบเทียบไว้แล้วว่า กรณีวัดโพธิ์นั้น เจ้าอาวาสท่านมรณภาพ และพระในวัดก็ไม่มีบารมีพอจะขึ้นครองวัด การได้สมเด็จประสฤษดิ์ไปครองจึงต้องตามตำรา "ช้างเหยียบนา พระยาเหยียบเมือง" ดีทั้งคนเก่าและคนใหม่ ภาษาสมัยนี้ว่า วิน-วิน แต่สำหรับวัดสระเกศแล้ว เจ้าอาวาสเขายังไม่ตาย แต่ถูกทำให้ตายทั้งเป็น (ไม่ให้ห่มผ้าเหลือง) แถมในวัดก็ยังมีพระที่ได้รับการยอมรับอยู่อีก แต่กลับมีความพยายามจะล้างบางสายสมเด็จเกี่ยวแบบถอนรากถอนโคน ทั้งจับสึกทีละห้า (เจ้าอาวาส-เลขา-ผู้ช่วย) ถอดผ้าเหลืองขังคุก พ้นคุกมาแล้วก็ยังไม่ยอมให้ห่มผ้าเหลือง แถมยังพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาคนนอกเข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส

แต่แม้จะถูกปลดจากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 และรองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ และไม่ยอมตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศตัวจริง ทั้งๆ ที่รักษาการมานานถึง 3 ปีกว่าแล้วก็ตาม ถึงกระนั้น เจ้าคุณสุรชัย (พระเทพรัตนมุนี) ซึ่งยืนอยู่แถวหน้าของพระสงฆ์วัดสระเกศในเวลานี้ (มีเจ้าคุณธงชัยกระแอมไออยู่หลังม่าน) ก็ยังไม่สิ้นความพยายามที่จะป้องกันภูเขาทองไว้ ไม่ให้คนนอกคนไหนเข้ามาเป็นใหญ่ในพระอารามใหญ่แห่งนี้ เพราะนี่คือ บ้านพ่อ สมเด็จเกี่ยว นอกจากพระจะท่องคาถาบูรพารัสมิงกำแพงแก้วแคล้วคลาดปลอดภัยแล้ว เด็กวัดสระเกศก็ยังฝึกร้องเพลง "เราถอยไปไม่ได้อีกแล้ว" แปลง่ายๆ ว่า "สู้ตาย" ฮ่ะ

นอกจากพิธี "คืนสู่ผ้าเหลือง" อันเอิกเกริกแล้ว เรายังได้เห็นการนำเสนอข่าวสาร "ทางบวก" ของพระวัดสระเกศ ภายใต้การนำของเจ้าคุณสุรชัย ว่ายังไม่สิ้นไร้ไม้ตอก ถึงกับต้องเอาคนนอกมาปกครอง แต่ในวัดยังมีความสามัคคีกันดี และที่สำคัญก็คือ ยังได้รับความศรัทธาจากเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ นับตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินลงมา อาทิเช่น

 

 

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเป็นองค์ประธาน งานอุปสมบท สามเณรวิโรจน์ สีน้ำเงิน ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นการส่วนพระองค์

 

 

วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้หน่วยราชการในพระองค์ อัญเชิญภัตตาหารมาถวายแด่พระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

 

 

วันที่ 18  กรกฎาคม 2564 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าพระราชทานเครื่องอัฐบริขารอุปสมบท สามเณรสิทธิชัย ชูทรัพย์ เปรียญธรรม 3 ประโยค ณ พระอุโบสถวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร โดยมีพระเทพรัตนมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์

ตามด้วยการถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาพระบรมราชินี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี และสมเด็จพระสังฆราช อย่างต่อเนื่อง แทบว่าหน้าเพจวัดสระเกศ จะมีเพียงข่าวในพระราชสำนักเท่านั้น นั่นเท่ากับว่า คณะสงฆ์วัดสระเกศ ฝากชีวิตไว้ภายใต้พระบารมีของราชวงศ์จักรี

กระแสข่าวที่ออกมาจึงก้ำกึ่งกัน ประมาณว่า  ด้านหนึ่ง มีไฟเขียวให้ล้างบางสายสมเด็จเกี่ยวในวัดสระเกศ (ซึ่งยาก) ด้านหนึ่งก็มีไฟแดง ห้ามมิให้ใครมาทำร้ายสายสมเด็จเกี่ยวในวัดสระเกศ สุดแต่ว่าจะดูข่าวจากช่องไหน

แต่อย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้ยาว ยังมิมีทีท่าว่าจะจบภายในเวลาอันสั้นนี้ แม้ว่าเจ้าคุณสมควร จะเป็นแคนดิเดตอันดับ 3 แล้วก็ตาม ก็ยังไม่แน่อีกว่าจะเป็นตัวจริง เพราะตัวเจ้าคุณสมควรเองก็คงต้องตรองใจให้แน่น ขนาดว่าสมเด็จธงชัยเจ้าใหญ่นายโตยังไม่ยอมไป แต่จะมายุให้สมควรไป มันสมควรยังไง ไหนว่าเดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด แต่วันนี้ ผู้ใหญ่ไม่เดินนำ ให้ผู้น้อยนำหน้า มันตำราไหน ?

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 19 กรกฎาคม 2564

 


 

ยกฟ้องเจ้าคุณเทอด-เจ้าคุณสังคม

คดีฟอกเงินวัดสระเกศ

ศาลอุทธรณ์อ้างคำฟ้องใหม่ฟังไม่ขึ้น

 

 

เจ้าคุณเทอด-เจ้าคุณสังคม

มือซ้าย-มือขวา ของเจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ

ติดร่างแหไปกับเจ้านาย

 

อา..จะนับว่า คดีเงินทอนวัด เป็นประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาที่น่าศึกษามากที่สุด ก็คงว่าได้ เพราะคดีนี้ "รัฐบาลเผด็จการทหารไทย" โดย..สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ส่งมือปืนรับจ้างนามว่า "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" เตรียมอาวุธครบมือมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เข้ามาปฏิบัติการ "ปลิดชีพพระต่างขั้วการเมือง" พอเข้าไปในพุทธมณฑลได้ ก็ไม่รีรอ งัดบาซูก้าออกมายิงพระยิงเณรยิงโยม จนล้มหายตายเจ็บไปมากมาย สุดท้ายก็มาถึง "ศาลอาญา" ซึ่งพิจารณาคดีความอย่างที่เรียกว่า "ไร้มาตรฐานยุติธรรม"

ในคำพิพากษาศาลอาญาทั้งชั้นต้นชั้นอุทธรณ์ ในคดีเดียวกันแท้ๆ แต่ว่าผู้ชมงงมาก อย่างเจ้าคุณเอื้อนวัดสามพระยานั้น ชั้นต้นพิพากษา "ดับเบิ้ลความผิด" พอถึงอุทธรณ์กลับให้ "ยกฟ้อง" และในคดีเจ้าคุณธงชัยวัดสระเกศ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า "การที่รัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จับพระมาคุมขังไว้ ไม่เป็นประโยชน์ ควรปล่อยให้ท่านกลับไปประพฤติพรหมจรรย์ ครองผ้ากาสาวพัสตร์ บำเพ็ญประโยชน์แก่ประเทศชาติพระศาสนาต่อไป" ต่อมาศาลอุทธรณ์กลับพิพากษา "เพิ่มโทษ" นั่นเป็นเรื่องระดับ "หัวหน้า" หรือเจ้านายของพระวัดสระเกศ

พอวันนี้ มีคดีของ "ลูกศิษย์" ของเจ้าคุณธงชัย พิพากษาออกมา ปรากฏว่า "ยกฟ้อง" ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษา "เพิ่มโทษ" เจ้าคุณธงชัย อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ซึ่งเป็นเจ้านายของเจ้าคุณเทอดและเจ้าคุณสังคม สังคมไทยเลยสับสนว่า นี่ศาลเล่นกลอะไร ทำไมคดีในเครือเดียวกัน แต่ผลการตัดสินกลับออกมาเป็นเบี้ยหัวแตก เดี๋ยวผิดเดี๋ยวถูก เดี๋ยวเพิ่มโทษ เดี๋ยวยกฟ้อง ฯลฯ

จะมาอ้างว่า "เป็นคนละคดีกัน" มันก็คงไม่ถูก เพราะต้องมองให้ตลอดสายว่า เจ้าคุณเทอดกับเจ้าคุณสังคมนั้น ทั้งคู่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าคุณธงชัย ให้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ และมีหน้าที่ในการดูแลโครงการต่างๆ ของวัดสระเกศ ซึ่งเกี่ยวพันกับการบริหารเงินด้วย การที่เจ้าคุณเทอดและเจ้าคุณสังคม ได้รับยศถาบรรดาศักดิ์หรือตำแหน่งแห่งหนต่างๆ ก็เพราะการปูนบำเหน็จของเจ้าคุณธงชัย และได้รับโทษถูกจับกุมคุมขังหมดความเป็นพระ ก็เพราะผลของการเป็นผู้สนองงาน..เจ้าคุณธงชัย

ดังนั้น คดีของเจ้าคุณธงชัยและลูกศิษย์ คือเจ้าคุณเทอดกับเจ้าคุณสังคม จึงถือเป็นคดีในเครือเดียวกัน มีมูลฐานมาจากการแต่งตั้งพระสังฆาธิการในวัดสระเกศ ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้เป็นฐานแห่งการฟ้องร้องของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในข้อหา "เป็นเจ้าพนักงานประพฤติมิชอบ" พอตั้งฐานการดำเนินคดีไว้เช่นนี้แล้ว ที่แยกฟ้องร้องทั้งเป็นรายกลุ่มหรือรายบุคคล ไม่ว่าจะกี่ร้อยกี่พันคดี ก็ถือว่าเป็นคดีมีมูลฐานอันเดียวกัน

เมื่อทุกคดีมีมูลฐานแห่งการทำความผิดเป็นอันเดียวกัน คำพิพากษาจึงควรออกมาเหมือนกัน แบบว่าผิดก็ผิดเหมือนกัน ถูกก็ถูกเหมือนกัน มันจึงจะเป็นมาตรฐานในระบบยุติธรรมของประเทศไทย

แต่ที่เห็นกระบวนการพิจารณาคดีที่ผ่านมาจนถึงคดี "เจ้าคุณเทอด-เจ้าคุณสังคม" ในวันนี้ ชี้ให้เห็นว่า ศาลยุติธรรมของประเทศไทย ไร้มาตรฐาน ก็คนทำผิดร่วมกัน กลับพิพากษาว่า คนหนึ่งผิด คนหนึ่งไม่ผิด คนหนึ่งเพิ่มโทษ อีกคนกลับยกโทษ

หรืออย่างกรณี "เจ้าคุณเอื้อน" วัดสามพระยา ซึ่งได้นำเอาเอกสารทางการของสำนักงานพระพุทธศาสนา "อ้างอิง" ว่ามีวัดที่ได้รับเงินอุดหนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ "ชุดเดียวกัน" คือเงินก้อนเดียวกัน บัญชีเดียวกัน จำนวนทั้งสิ้น 9 วัด แต่กลับถูกรัฐบาลไทยแจ้งความดำเนินคดีเพียง 2 วัด คือวัดสามพระยากับวัดสัมพันธวงศ์ ที่เหลือไม่ถูกฟ้องร้อง ถามว่ารัฐบาลมีเหตุผลอะไร ?

ศาลอาญาได้อ่านเอกสารฉบับนี้แล้ว ก็ใบ้กิน พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่ยอมตอบคำถามว่า สาเหตุใด รัฐบาลไทยจึงไม่ฟ้องวัดที่เหลือ ซึ่งได้รับเงินอุดหนุนก้อนเดียวกัน ที่สำคัญก็คือ หลายวัดก็ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมเหมือนกัน ซึ่งเป็นข้อหาสำคัญที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติของ "นายพงศ์พร พราหมณ์เสนห์" ถือเป็นมูลความผิด จึงฟ้องร้องต่อศาล

เมื่อศาลไม่ยอมพิจารณาในประเด็นว่า "ทำไมรัฐบาลไทยไม่ฟ้องพร้อมๆ กันทั้ง 9 วัด แต่เลือกฟ้องเฉพาะวัดสามพระยากับวัดสัมพันธวงศ์เท่านั้น" คือให้พิสูจน์ตัวพร้อมๆ กับ (เพราะได้รับเงินเหมือนกัน บางวัดได้มากกว่าวัดสามพระยาด้วยซ้ำ) ใครหรือวัดไหน พิสูจน์ได้ว่ามีโรงเรียนพระปริยัติธรรมก็รอดตัวไป ใครไม่มีก็เข้าคุกไป ง่ายๆ แบบนี้สิ แฟร์ดี แต่นี่กลับเลือกฟ้อง มันก็ต้องมองว่า "รัฐบาลไทยจงใจจะทำลายพระเพียงบางวัดที่ตนเองไม่เลื่อมใสศรัทธา"

แต่การที่รัฐบาลทหารทำการฟ้องร้อง "พระบางวัด" ไปเช่นนั้น ก็ไม่ว่ากัน เพราะไม่ได้เอาปืนไปยิงทิ้ง แต่ยังเปิดโอกาสให้พิสูจน์ความจริงในศาลอาญา ซึ่งศาลอาญานั้น ได้รับความเคารพนับถือในความยุติธรรมระดับโลก คนไทยทุกคนก็เชื่อเช่นนั้น ยิ่งศาลอาญาพิจารณาคดีความของวัดและพระสงฆ์ด้วย ก็เชื่อว่าต้องระมัดระวังในการพิจารณาคดียิ่งขึ้น เพราะผู้พิพากษาก็เป็นพุทธศาสนิกชน

แต่เมื่อศาลอาญาไม่พิจารณาในประเด็นที่เจ้าคุณเอื้อน "แย้ง" ถึงวิธีการฟ้องร้องของรัฐบาลไทย กลับก้มหน้าก้มตาพิจารณาเฉพาะรายที่รัฐบาลไทยฟ้องร้องเท่านั้น นั่นก็เท่ากับว่า ศาลอาญาประพฤติตัวเป็น "ลูกน้อง" ของรัฐบาลไทย รัฐบาลไทยจะจับใคร จะฟ้องใคร หรือจะไม่จับใคร ไม่ฟ้องใคร จะปล่อยใครให้หลุดไปก่อนมาถึงศาล หรือจะกันใครไว้ไม่ดำเนินคดีเพราะเป็นพวกเดียวกัน ศาลก็จะเชื่อรัฐบาลไทยเท่านั้น ส่วนจำเลยที่ถูกรัฐบาลไทยฟ้องร้องนั้น ถึงจะอ้างหลักฐานพยานซึ่งเป็นของรัฐบาลไทยเองก็ตาม ศาลก็หาฟังไม่ ไม่สนใจ ไม่พิจารณา เท่ากับว่าศาลอาญาหลับตาข้างหนึ่ง

 

นี่หรือคือศาลยุติธรรมไทย ?

 

ในคดีประวัติศาสตร์ "เงินทอนวัด" เราได้เห็นกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว ดังที่เคยมีคนถามผู้พิพากษาว่า "เมื่อเห็นว่ามีกลุ่มบุคคลกระทำการปฏิวัติรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง แล้วสถาปนาตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เหตุใดศาลจึงไม่ยืนหยัดในความถูกต้อง" อดีตผู้พิพากษาก็ตอบอย่างน่าศรัทธาว่า "แหมก็ปืนน่ะคุณ ใครจะกล้าต่อต้าน ศาลก็กลัวตายเหมือนกัน" นั่นเท่ากับว่า ศาลอาญาตกอยู่ภายใต้ "ภยาคติ-ลำเอียงเพราะความกลัว" ใครเอาปืนจี้ให้พูดอย่างไรก็พูดไปตามนั้น เหมือนมหาเถรสมาคมที่เดินตามตูดนายพงศ์พรเลย

แต่อย่าลืมว่า โลกนี้คือละคร ไม่มีใครอายุเกินร้อย "บิ๊กตู่" อยู่อีกไม่กี่ปีก็จะต้องตายเป็นผีแน่แล้ว (ภาษาพระว่ารอสวดได้เลย) แต่ความดีความชั่ว ที่กระทำไว้ต่อประเทศชาติพระศาสนานั้น จะอยู่ต่อไปอีกนาน ให้ลูกหลานได้อ่านเล่น ศาลก็เช่นกัน ทำอย่างไรก็ได้ผลอย่างนั้น

กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในวันนี้ ต้องถือว่าวิกฤติยิ่งแล้ว เมื่อเห็นผลการพิจารณาของศาลอาญา แบบว่าศาลชั้นต้นกับชั้นอุทธรณ์ "ทะเลาะกันเอง" หักล้างกันไม่ไว้หน้า สอนมวยกันเหมือนแม่ค้ากลางตลาด ทุเรศทุรัง ทั้งๆ ที่เรียนกฎหมายฉบับเดียวกันมาแท้ๆ แต่กลับทำคดีออกมาศาลหนึ่งเป็นขาว อีกศาลเป็นดำ

เมื่อศาลยุติธรรมมีมาตรฐานเช่นนี้ ก็ถือว่าล้มละลายทางศรัทธาต่อประชาชนแล้ว

จากที่ชาวไทยเคยเรียกร้องให้ปฏิรูปองค์กรอะไรต่างๆ เรื่อยมานั้น นับจากวันนี้ไป ก็มีโจทก์ใหม่ในบ้านเมือง คือการปฏิรูปศาลยุติธรรม ให้ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรมอย่างแท้จริงเสียที อย่าทำตัวเป็นลูกสมุนรัฐบาลดังที่เห็น ถ้าคิดอยากจะเป็นละก็ ขอเชิญผู้พิพากษาทุกท่าน "ลาออกจากตำแหน่ง" แล้วไปลงสมัครในพรรคการเมือง อย่าใช้ศาลยุติธรรมสวมหัวโขนเล่นการเมืองอีกต่อไป เมืองไทยจะล้มสลายก็ตรงด่านสุดท้าย คือศาลยุติธรรม นี่แหละ

 


 

อุทธรณ์ยกฟ้อง "พระเมธีสุทธิกร-เจ้าคุณเทอด" คดีฟอกเงิน

16 ก.ค.64 -  ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีฟอกเงินการทุจริตเงินจัดสรรงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) หมายเลขดำ อท.520/2563 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปราบการทุจริต 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสังคม สังฆะพัฒน์ อายุ 50 ปี หรืออดีตพระเมธีสุทธิกร หรืออดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร , นายเทอด วงศ์ชอุ่ม อายุ 50 ปี หรืออดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือเจ้าคุณเทอด อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และนายทวิช สังข์อยู่ อายุ 46 ปี ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บริษัท ดีดีทวีคูณ ที่รับผลิตสื่อให้กับวัดสระเกศฯ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานฯ และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงินฯตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3,5,10,60 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 23,45 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91

คดีนี้ อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องกรณีที่มีการทุจริตเงินงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. ในการจัดสรรเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา 10 ล้านบาทให้วัดสระเกศฯ จากงบประมาณปี 2557 ทั้งหมด 72 ล้านบาท ทั้งที่วัดสระเกศฯ ไม่มีโรงเรียนแผนกสามัญศึกษา จึงไม่มีสิทธิได้รับงบนี้ โดยอดีตพระทั้ง 2 รูป ที่มีอำนาจในการปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ได้ร่วมกันลงชื่อเบิกถอนเงินจากบัญชีวัดสระเกศฯ โดยมีนายทวิช จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับมอบอำนาจ เมื่อปี 2558 ไปใช้ในกิจการอื่น ทั้งที่เป็นงบประมาณแผนสำหรับอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา

ต่อมา โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1-2 เป็นพระสงฆ์ จำเลยที่ 1 มีสมณศักดิ์ชื่อพระเมธีสุทธิกรจำเลยที่ 2  มีสมณศักดิ์ชื่อ พระวิจิตรธรรมาภรณ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร มีหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าอาวาสดูแลบำรุงรักษาวัด และจัดกิจการศาสนสมบัติของวัด ตลอดจนปกครองและสอดส่อง ให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่อยู่หรือพักอาศัยในวัด ให้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่ง ของมหาเถรสมาคม ซึ่งตำแหน่งของจำเลยที่ 1-2 เป็นตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ จึงมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 23,45 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,41

จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นได้ พิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละ 6 ปี 24 เดือน ปรับคนละ 168,000 บาท อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1-2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1-2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1-2  ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1-2 เป็นคดีหรือไม่

ข้อเท็จจริงที่โจทก์ "ขอแก้ไขคำฟ้องเข้ามาใหม่"  ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลแล้ว โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ถอนเงินออกจากบัญชี วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร จำนวน 10 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินที่ นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักพระพุทธศาสนา กับพวก รวม 4 คนได้มาจากการกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น เพิ่งปรากฏในชั้นพิจารณา

จากคำให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ของจำเลยทั้งสาม ไม่ได้มีมาตั้งแต่ชั้นสอบสวน ทั้งเป็นการแก้ไขคำฟ้องในข้อเท็จจริง อันเป็นความผิดมูลฐานที่เกิดจากการกระทำความผิดของ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา คนก่อน ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนั้นกับพวกรวม 5 อันเป็นความผิดมูลฐานตามที่สอบสวนไว้เดิมนั้น เป็นคนละคนกับนายพนม เป็น ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาคนหลังที่ร่วมกับพวกรวม 4 คน กระทำความผิดต่อหน้าที่ตำแหน่งราชการ

ที่ขอแก้ฟ้อง ทั้งเงินที่โอนเข้าบัญชีก็เป็นเช็คคนละฉบับกัน เป็นงบประมาณจัดสรรให้คนละโครงการกัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน และคนละปีงบประมาณ  อันเป็นมูลเหตุที่สาระสำคัญ ของการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต่างกรรมต่างวาระกัน เป็นเหตุการณ์นอกเหนือไปจาก การที่พนักงานสอบสวน ได้สอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาอันเป็นความผิดมูลฐาน ตามคำฟ้องเดิม และเป็นสาระสำคัญแก่คดี ไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดบางส่วน ซึ่งต้องแถลงในฟ้องให้ถูกต้อง ตามข้อเท็จจริง ดังที่โจทก์อ้างมาในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ทั้งไม่เป็นเรื่องที่เกี่ยวและสืบเนื่องมาจาก การกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ตามที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนมาแต่แรก ตามคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์แต่อย่างใด

ประกอบกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า การแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ เป็นการเพิ่มเติมมูลฐานความผิด และทำให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 หลงข้อต่อสู้

พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ โดยถือเอาข้อกล่าวหาอันเป็นความผิดมูลฐานตามฟ้องเดิม เป็นหลักสำคัญในการต่อสู้คดี การขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ จึงเป็นการทำให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เสียเปรียบ และหลงต่อสู้ในชั้นที่ผิด หรือที่ไม่ได้กล่าวไว้ จึงไม่ชอบที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องไปเช่นนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 164 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม จากนั้นจึงขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเข้ามาภายหลัง ก็เป็นการไม่ชอบ และขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 และมาตรา 143 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง

อันเป็นผลเท่ากับว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นมาก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ได้

ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไม่เห็นด้วย  อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 

ข่าว : ไทยโพสต์ : 17 กรกฎาคม 2564


 

ย้ายศูนย์ ศตภ.

จากวัดสังเวช ไปวัดอรุณ เจ้าคุณพลหลุดเลขา

เปลี่ยนแปลงใหญ่ในรอบหลายสิบปี

 

 

พระธรรมรัตนดิลก (สมเกียรติ โกวิโท ป.ธ.9)

เจ้าคณะภาค 9

เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

เลขานุการคณะกรรมการ ศตภ. ชุดใหม่

 

อา..แม้ว่าจะไม่สามารถตัดคำว่า "วัด" ออกจากโรงเรียนวัดสังเวชได้ แต่สุดท้าย ศูนย์ ศตภ. ก็ถูกย้ายไปจากวัดสังเวชจนได้ ตามกฎไตรลักษณ์ ในโลกใบนี้ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ และอยู่ในวงการสงฆ์เรื่องอำนาจก็ต้องทำใจ

การที่มหาเถรสมาคม "เคาะ" ตั้งกรรมการศูนย์ ศตภ. ชุดใหม่ ให้เจ้าคุณสมเกียรติ เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม เจ้าคณะภาค 9 เข้ามาดำรงตำแหน่ง "เลขา ศตภ." อีกตำแหน่งหนึ่ง จึงส่งผลให้ "เจ้าคุณพล-พระเทพเวที" ว่าที่เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม เจ้าคณะภาค 6 ต้องตกเก้าอี้ ไม่สามารถรักษาศูนย์ ศตภ. อันเป็นฐานที่มั่นของวัดสังเวชมานานแสนนานได้อีกต่อไป เรียกเป็นภาษานักกีฬาว่า เสียแชมป์

ทั้งนี้ ต้องขอสร้างความเข้าใจว่า ในระบบขุนน้ำขุนนางของไทยแต่โบราณนั้น จะไม่มีสำนักงานถาวร หากว่าใครได้เป็นเสนาบดีก็จะใช้ "บ้าน" ของเจ้านายท่านนั้น เป็นสำนักงาน ครั้นหมดตำแหน่งแล้ว สำนักงานก็จะย้ายไปตามเจ้านายใหม่ คณะสงฆ์ไทยปัจจุบันก็ยังคงใช้ระบบนี้อยู่ เราไม่มีสำนักงานกลางอย่างถาวร

ยกเว้น..ศูนย์ควบคุมการไปต่างประเทศสำหรับพระภิกษุสามเณร (ศตภ) ซึ่งแรกนั้นตั้งขึ้นที่วัดสังเวชวิศยาราม ครั้นเจ้าอาวาสวัดสังเวชรูปเก่าสิ้นไป รูปใหม่ก็อาศัย "บารมีของอดีตเจ้าอาวาส" ขอให้ศูนย์ ศตภ. ยังคงตั้งอยู่ที่วัดสังเวชอีกต่อไป แม้จะไม่ได้เป็น "ประธาน" ขอแค่..เลขานุการ ก็พอใจ จึงปรากฏว่า ศูนย์ ศตภ. ตั้งอยู่ที่วัดสังเวช ขณะที่เจ้าอาวาสวัดสังเวชมีตำแหน่งเป็นเพียง "เลขานุการ ศตภ" ทั้งนี้ ประธานก็ดี กรรมการศูนย์ก็ดี ที่มียศศักดิ์ระดับสมเด็จ-รองสมเด็จ ต้องเทียวไล้เทียวขื่อ ไปประชุม ศตภ. ที่วัดสังเวช

จนกระทั่ง พระธรรมสิทธิเวที (ถมยา อภิจาโร) เจ้าอาวาสวัดสังเวชรูปล่าสุด ได้ถึงแก่มรณภาพลงในวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา และเจ้าคุณพล (พระเทพเวที) เจ้าคณะภาค 6 ได้ขึ้นรักษาการ ก่อนจะมาถึงรายการ "ย้ายศูนย์ ศตภ." ในวันนี้

ถ้าใช้หลักการเดิม คือ สำนักงานศูนย์ตั้งอยู่ที่วัดเลขาศูนย์ และเมื่อหลวงพ่อสมเกียรติ เลขาศูนย์ อยู่วัดอรุณ สำนักงานศูนย์ ศตภ. จึงต้องย้ายไปอยู่วัดอรุณด้วย

แต่ถ้าจะใช้สูตรใหม่ ไม่เอาสูตรเก่าอีกต่อไป ในคำสั่งมหาเถรสมาคมชุดใหม่นี้ มีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานศูนย์ สำนักงานศูนย์ ศตภ. ก็อาจจะต้องย้ายไป..วัดไตรมิตร ตลาดน้อย แต่จะย้ายไปยังไงก็ยังมองไม่ออก เพราะวัดไตรมิตรอันเล็กกะจิดริดนั้น มี 2 สมเด็จ และ 2 เจ้าคณะใหญ่ สองสำนักงานใหญ่ก็ใหญ่คับฟ้าแล้ว ยังแถมด้วยสำนักงานรองภาคอีก 3 ภาค แถมสำนักงานเจ้าคณะเขตสัมพันธวงศ์ของเจ้าคุณภาอีก ด้านหน้าก็เป็นพระอุโบสถแบ่งคนละครึ่งกับหลวงพ่อสุโขทัยไตรมิตร ซึ่งแต่เช้าก็จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามายึดลานจอดรถจนแน่นขนัดทั้งวัน มีธนาคารไปตั้งสาขาบริการอยู่กลางวัดด้วย ครบวงจรเป็น Onestop Service เลย ไปวัดไตรมิตรแล้วจะติดใจ วัดไตรมิตรวันนี้ดูไปแล้วก็คงไม่ต่างจากศูนย์ราชการไทยในเมืองทองธานี นี่ถ้าย้ายศูนย์ ศตภ. ไปรวมไว้ในวัดไตรมิตรอีก ก็เกรงว่าจะเข้าข่าย "ฝ่าฝืนประกาศฉุกเฉินโควิด" ที่ห้ามอยู่ใกล้ชิดกัน ถึงกระนั้นก็คงไม่มีใครกล้าไปแจ้งความกล่าวโทษเอากับสองสมเด็จ ผู้มีบารมีแผ่ไพศาลแทบจะคุมประเทศไทยไปหมดแล้ว

แต่ไม่ว่าศูนย์ ศตภ. จะย้ายไปวัดไตรมิตรหรือวัดอรุณ ก็เป็นอันรู้กันว่า สำนักงาน ศตภ. ไม่ได้อยู่ที่วัดสังเวชอีกต่อไปแล้ว มันจบแล้วครับเจ้านาย

ถามว่า สาเหตุอะไรทำให้ศูนย์ ศตภ. ต้องย้ายไปวัดไตรมิตร ทั้งๆ ที่อยู่ติดวัดสังเวชมาเนิ่นนาน เซียนพระสายบางลำพูมองว่า ก็น่าจะมาจาก "สังกัด" ของเจ้าคุณพล รักษาการเจ้าอาวาสวัดสังเวชองค์ใหม่นั้นแหละ เพราะเจ้าคุณพลมีตำแหน่งเป็น "เจ้าคณะภาค 6" ปกครองเชียงราย พะเยา ลำปาง แพร่ น่าน อันขึ้นต่อเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ คือ เจ้าคุณวิเชียร (พระวิสุทธิวงศาจารย์) วัดปากน้ำ การที่ ศตภ. มีประธานเป็นเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก แต่มีเลขาสังกัดหนเหนือ ก็จะทำให้การทำงานลักลั่นไม่สัมพันกัน จึงต้องหาเลขาใหม่ สุดท้ายก็ไปลงที่ "ภาค 9-ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด" อันเป็นเขตปกครองของ "เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก" ซึ่งก็คือหลวงพ่อใหญ่วัดไตรมิตรนั่นเอง เข้าสูตร "ใช้คนต้องไว้วางใจ ไม่ไว้วางใจก็ห้ามใช้"

ก่อนหน้านี้ มีการย้ายศูนย์ครั้งใหญ่ นั่นคือ สำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดสระเกศมาตั้งแต่สมัยสมเด็จเกี่ยวเป็นเจ้าอาวาส พอสิ้นสมเด็จเกี่ยว เจ้าคุณเสนาะเจ้าอาวาสรูปต่อมา ก็อาศัยบุญเก่า ขอกับสมเด็จวัดปากน้ำ ให้สำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ยังคงอยู่ที่วัดสระเกศ จวบจนกระทั่งเจ้าคุณธงชัย เจ้าอาวาสรูปต่อมา ถูกทางการไทยจับสึกติดคุกติดคดี ตำแหน่งนี้จึงย้ายไปอยู่วัดยานนาวา เพราะสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ประสฤษดิ์ เขมงฺกโร) เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานสำนักงานพระธรรมทูตสายต่างประเทศ วัดสระเกศเหลือเพียงตำแหน่ง "รองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ" และสุดท้าย เมื่อเจ้าคุณสุรชัย (พระเทพรัตนมุนี) ถูกมหาเถรสมาคมลงโทษ กรณีสนับสนุนให้เจ้าคุณธงชัย ใช้โรงพระอุโบสถวัดสระเกศเป็นสถานที่ทำพิธี "คืนสู่ผ้าเหลือง" เมื่อวันที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา ตำแหน่งรองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ จึงหลุดจากวัดสระเกศไปแบบชิมลาง ก่อนที่ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 จะลอยตามไปไม่กลับคืน วัดสระเกศวันนี้ไม่มีอะไรเหลือแล้ว หมดเนื้อหมดตัว แม้แต่ตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดสระเกศ" ก็ยังไม่มี เป็นเรื่องที่น่าพิศวง วัดใหญ่ระดับภูเขาทอง แต่ไม่มีอะไรให้สมกับภูเขาทองเลย วังเวง

อย่างไรก็ตาม เมื่อสมเด็จประสฤษดิ์ได้รับพระบรมราชโองการให้ย้ายจากวัดยานนาวา ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์) แบบว่าอยู่ใกล้วังหลวงที่สุด ตำแหน่งประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ก็ต้องย้ายไปตามสมเด็จประสฤษดิ์ไปในที่สุด

ถามด้วยว่า แล้วตำแหน่ง "รองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ" ของเจ้าคุณสุรชัยที่ยังว่างอยู่นั้น ใครจะได้เป็น ถามใจสมเด็จประสฤษดิ์ท่านดูแล้ว หวยน่าจะออกที่ "วัดยานนาวา" ของท่านเจ้าคุณทองสูรย์ (พระธรรมวชิรโมลี) เพราะแม้จะได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นชั้นธรรม เมื่อตัดสินใจ "ย้ายค่าย" จากวัดเบญจฯ มาอยู่ค่ายวัดโพธิ์ท่าเตียน เจ้าคุณทองสูรย์ก็ยังไม่มีตำแหน่งทางการปกครองอะไรเลย ไม่ว่าเจ้าคณะภาค รองภาค หรือเจ้าคณะ กทม. ก็ไม่ติดโผ โดยเฉพาะเจ้าคณะ กทม. นั้น เข้าไม่ได้ เพราะไปเข้าสายวัดโพธิ์เสียก่อนแล้ว ถือว่าคนละสายกับวัดไตรมิตร เก้าอี้เจ้าคณะ กทม. จึงหล่นใส่ "วัดมหาธาตุ" ของท่านเจ้าคุณบุญชิตไปแบบ..บุญหล่นทับ

ดังนั้น เชื่อว่า เพื่อให้เจ้าคุณทองสูรย์ ซึ่งมีประสบการณ์ผ่านงานต่างประเทศมาโชกโชน เป็นเจ้าอาวาสวัดพระศรีนครินทรวราราม สวิตเซอร์แลนด์ และรองประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในยุโรป ได้มีภาระหน้าที่ถูกสาย ก็เชื่อว่า สมเด็จประสฤษดิ์ จะตั้งให้เจ้าคุณทองสูรย์ เป็นรองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ แบบไร้คู่แข่ง เห็นไหม ทางใครก็ทางมัน

 

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 7 กรกฎาคม 2564


 

จริง แต่ยังพูดไม่ได้ !

สิปป์บวร โฆษกสำนักพุทธฯ ยอมรับ

มส.ผ่านมติตั้งเจ้าคณะ กทม.

แต่ยังบอกไม่ได้เพราะเป็นพระราชอำนาจ

 

 

สมเด็จธงชัย ลงให้ทุกอย่าง ทั้งสัก เสก เลข ยันต์

ขืนยังไม่ผ่านก็คงหมดหนทางแก้ไข ของไม่ขลัง

 

อา..นั่นล่ะเห็นไหม ไหนใครบอกว่าสิปป์บวรไม่รู้ คนระดับนี้มีหรือไม่รู้ แต่รู้แล้วจะพูดได้หรือไม่ ก็ต้องดูจังหวะ ขืนไม่ดูตาม้าตาเรือก็อาจเสียคนได้ ยิ่งเกี่ยวกับรั้วกับวังก็ยิ่งต้องระมัดระวัง เพราะเคยมีความพลิกผันมาแล้วหลายครั้ง เช่นมติมหาเถรสมาคมที่เห็นชอบตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เสนอทูลเกล้าขึ้นไปถึง 2 ครั้ง ใช้เวลานานเป็นปี สุดท้ายก็ไม่โปรด ที่โปรดลงมากลายเป็น "รูปใหม่" ชื่ออะไรนะ

วันนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงระมัดระวังเรื่องนี้ มหาเถรสมาคมเองก็ไม่กล้าประกาศอย่างเป็นทางการ สภาพการณ์เช่นนี้แหละที่เขาเรียกว่า "แดนสนธยา"

 

 

 

เมื่อยามเย็นสนธยาเวลาค่ำ

 

 

มส.ชี้ ตั้งเจ้าคณะ กทม. ต้องรอโปรดเกล้าฯ

กรรมการมส.ยอมรับมีการเสนอชื่อ "พระธรรมวชิรมุนี" จริง แต่ต้องรอโปรดเกล้าฯ อย่างเป็นทางการ ด้านโฆษกสำนักพุทธฯเผย แต่งตั้งพระสังฆาธิการในตำแหน่งสำคัญ เป็นพระราชอำนาจ

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีรายงานว่าได้มีวาระการเสนอชื่อ พระธรรมวชิรมุนี (บุญชิต ญาณสังวโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นเจ้าคณะกรุงเทพมหานครรูปใหม่แทนพระธรรมสุธี (นรินทร์ นรินโท) โดยสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธัมธโช) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นผู้เสนอต่อที่ประชุม มส. นั้น

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก กรรมการ มส. ว่า เรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องจริง มีการนำเสนอต่อที่ประชุม มส. โดยเสนอชื่อ พระธรรมวชิรมุนี วิ. ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานครรูปใหม่ ซึ่งที่ประชุม มส. ให้ความเห็นชอบ อย่างไรก็ตาม คงจะต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ อย่างเป็นทางการก่อน

นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. กล่าวว่า การดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการในตำแหน่งสำคัญ เป็นพระราชอำนาจ ซึ่งตรงนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะมีการเปลี่ยนตัวเจ้าคณะกรุงเทพมหานครหรือไม่ จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ อย่างเป็นทางการก่อน

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 6 กรกฎาคม 2564


 

อ้ำอึ้งครึ่งคอ !

โฆษกสำนักพุทธไม่กล้าปูดนามเจ้าคณะ กทม.

ทั้งๆ ที่คนรู้กันทั่วโลกแล้ว

ว่าคือ..เจ้าคุณบุญชิต วัดมหาธาตุ

 

 

 

สมเด็จธงชัย วัดไตรมิตร เจ้าของโควต้าเจ้าคณะ กทม.

 

อา.. "เบี้ยตกกระดานไปแล้ว จะเก็บมาใช้อีกทำไม หาเบี้ยใหม่ดีกว่า" คำพูดนี้ตีความหมายได้หลายนัย นัยยะแรกนั้น เป็นการปฏิเสธพระสังฆาธิการระดับภาค ที่เคยถูกเสนอชื่อเป็นเจ้าคณะ กทม. แต่ไม่ผ่าน หรืออาจจะรวมทั้ง "อดีตผู้รักษาการเจ้าคณะใหญ่" ที่ไม่ผ่านเช่นกัน ทั้งสองรูปที่ว่านั้น ก็เหมือน "หมาก" ที่ร่วงจากกระดานไปแล้ว ย่อมจะถูกผู้มีอำนาจ "มองผ่าน" ไม่ใช้งานอีกต่อไป ดังนั้น จึงต้องมีการ "เปิดหมากตัวใหม่" เข้ามาเสริมหมากเก่าที่ไม่เอาแล้ว ซึ่งหมากตัวใหม่ที่ว่านั้น ก็ต้องใหม่จริงๆ ไม่เคยเป็นอะไรมาก่อน จึงจะสามารถนำมาดัดให้เข้ากับจังหวะที่จะเดินของ "ขุน" อย่างที่เรียกว่า ไม่ขัดขากันเอง

กรณีที่สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือท่านสมเด็จธงชัย วัดไตรมิตร เสนอเป็นวาระการประชุม "ลับ" ต่อมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยเสนอชื่อ "พระธรรมวชิรมุนี-บุญชิต ญาณสํวโร ป.ธ.9" วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะเขตพญาไท" ให้ข้ามชั้น ขึ้นดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร" ซึ่งก็เท่ากับยกนายอำเภอขึ้นเป็นผู้ว่า นั่นก็ถือว่าเหมาะสม เพราะท่านเจ้าคุณบุญชิตมีคุณสมบัติครบถ้วน สำหรับตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. เพียงแต่แนวทางในการบริหารการปกครองของเจ้าคุณบุญชิตนั้น ยังมองไม่ออกว่าจะไปทางไหน เพราะไม่เคยปรากฏว่าพระสายวิปัสสนาจะเคยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้มาก่อน

และแน่นอนว่า สมเด็จธงชัย ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งเป็นผู้เสนอชื่อเจ้าคุณบุญชิตในวันนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นการวางหมาก เตรียมกำลัง สำหรับบริหาร "หนกลาง" ให้เป็นไปตามนโยบาย โดยเฉพาะ "กรุงเทพมหานคร" นั้นมีความสำคัญสูงสุด เพราะเป็นเมืองหลวง จะเอาใครมานั่งในตำแหน่งนี้ก็ต้องดูให้ดี ต้องมีคุณสมบัติสำคัญ 2 ข้อ คือ

1. ต้องทำงานได้ คือมีความรู้ความสามารถ เหมาะสำหรับตำแหน่ง อย่าเป็นเหมือน "มหาสายชล" อดีตเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งไม่มีความรู้ความสามารถ บริหารภาค 1 จนปัญหาธรรมกายบานปลาย 

2. ต้องสั่งได้ คือต้องปฏิบัติตามนโยบายหรือถือนโยบายของผู้ใหญ่เป็นหลัก ไม่คิดเองเออเองเหมือนเจ้าคุณประกอบ ซึ่งประกาศนโยบายเจ้าคณะภาค 3 แบบข้ามหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ พฤติกรรมแบบนี้เรียกว่า "เหาะเกินลงกา" เป็นปัญหาอีกระดับหนึ่ง

ครั้นฟังดู "ท่านเจ้าคุณบุญชิต" ตอบคำถามนักข่าวแล้ว ก็เห็นแววว่า "เล่นเป็น" คือตอบคำถามน่ารัก อ่อนน้อมถ่อมตน "กระผมเป็นเพียงพระผู้น้อย พระผู้ใหญ่ใช้ให้ทำอะไรก็ยินดีรับใช้" แบบนี้ผู้ใหญ่รักตายเลย งานนี้เจ้าคุณบุญชิต "ผ่านฉลุย" ไร้ปัญหาในการขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. รอแต่ว่าจะมีพระราชดำริเห็นชอบและสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาแต่งตั้งเมื่อไหร่เท่านั้น แต่ชื่อเถิดว่า ถ้าไม่ติดขัดแล้ว ไม่กี่วันก็เสร็จ ตั้งนาฬิกาไว้เลยว่า 10 กรกฎา ก็น่าจะเรียบร้อยโรงเรียนวัดสามจีนแล้ว

อนึ่งนั้น การตั้งเจ้าคุณบุญชิตเป็นเจ้าคณะ กทม. ในวันนี้ นอกจากจะเป็นการ "ดึงวัดมหาธาตุ" เข้าไปเป็นสาย "ไตรมิตร" แล้ว ก็ยังเป็นการ "คืนตำแหน่งเจ้าคณะ กทม." ให้แก่วัดมหาธาตุ เพราะเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุเคยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. ถึง 2 รูป ซ้อน ได้แก่ พระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ ทตฺตสิริ) และพระธรรมปัญญาบดี (พีร์ สุชาโต)

ถามว่า เรื่องนี้ "สิปป์บวร โฆษกสำนักพุทธฯ" รู้หรือไม่ คำตอบที่ได้ก็รู้-แต่พูดไม่ได้ เพราะยังไม่ผ่านขึ้นตอนสำคัญ คือพระราชดำริ ดังนั้น ถึงรู้ก็พูดไม่ได้ เห็นไหม ที่ใครว่าให้คุณสิปป์บวรว่ารู้ทุกความ พูดทุกเรื่องนั้น ขอบอกว่า..ไม่จริงนะจ๊ะ

แล้ววัดสระเกศล่ะ ไม่มีข่าวหรือ ? เออ จริงสินะ เพราะว่านักข่าวไม่ถาม ก็เลยไม่มีข่าว ในเมื่อไม่มีข่าวก็..จบข่าว เอาไว้มีข่าวค่อยว่ากันอีกที วันนี้ เลิกประชุม

 

 

พระธรรมวชิรมุนี (บุญชิต ญาณสํวโร ป.ธ.9)

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

ว่าที่เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

 

 

พระธรรมวชิรมุนี เจ้าคณะ กทม. สมเด็จธงชัยเสนอตั้ง ที่ประชุม มส. เห็นชอบ

ฮือฮาวงการสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ที่ประชุม มส. มีคำสั่งให้ "พระธรรมสุธี" พ้นตำแหน่งเจ้าคณะ กรุงเทพมหานคร เหลือตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหัวลำโพงเก้าอี้เดียว เผย "สมเด็จธงชัย เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" เสนอตั้ง "พระธรรมวชิรมุนี" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯขึ้นแทน ด้านเจ้าตัวรับเพิ่งทราบจากข่าว ระบุเป็นพระผู้น้อย ผู้ใหญ่ให้ทำอะไรก็ทำ สำหรับเจ้าคณะ กทม.รูปใหม่มีชื่อเสียง ด้านปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวมหาสติปัฏฐาน

มส.ตั้ง "พระธรรมวชิรมุนี" เป็นเจ้าคณะ กทม. รูปใหม่แทน "พระธรรมสุธี" เปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 4 ก.ค. มีรายงานว่า ในการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) วันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีวาระสำคัญคือ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยาราม ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เสนอแต่งตั้ง "พระธรรมวชิรมุนี วิ. (บุญชิต ญาณสังวโร)" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร หรือเจ้าคณะ กทม.รูปใหม่ แทนพระธรรมสุธี (นรินทร์ นรินฺโท ป.ธ.3) เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง เจ้าคณะ กทม.รูปเดิม

ขณะที่นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะโฆษก พศ. เปิดเผยว่า ในการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. มีการเสนอเปลี่ยนตัวพระธรรมสุธี เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง ในฐานะเจ้าคณะ กทม.จริง โดยสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนีในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เสนอพระราชาคณะรูปใหม่ ไม่รู้ว่าเป็นพระราชาคณะรูปใด เพราะเป็นเรื่องของสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กับนายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผอ.พศ.ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนนำเสนอรายชื่อเจ้าคณะ กทม.รูปใหม่ เพื่อให้มีพระราชดำริลงมา จากนั้นสมเด็จพระสังฆราชจะมีพระบัญชาแต่งตั้งออกมา

เมื่อถามว่า เจ้าคณะ กทม. รูปใหม่ ใช่พระธรรมวชิรมุนี วิ. (บุญชิต ญาณสังวโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์หรือไม่ นายสิปป์บวร กล่าวว่า ยังไม่ทราบ จะทราบต่อเมื่อมีพระราชดำริลงมาถึง มส. อย่างไรก็ตาม ความคิดในการเปลี่ยนตัวเจ้าคณะ กทม.จากพระธรรมสุธี มีมาระยะหนึ่งแล้ว ที่ประชุม มส.เคยมีการหารือกันว่าผู้ที่จะมาเป็นเจ้าคณะ กทม. ควรจะมีความเข้มแข็ง พร้อมกับหยิบยกชื่อพระพรหมกวี (พงศ์สันต์ หรือประกอบ ธมฺมเสฏฺโฐ) เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร เจ้าคณะภาค 3 ฝ่ายมหานิกายว่ามีความเหมาะสมที่จะขึ้นเป็นเจ้าคณะ กทม.รูปใหม่ แทนพระธรรมสุธี เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง แต่เรื่องก็เงียบหายไป ก่อนที่ประชุม มส.วันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา จะมีการเสนอเปลี่ยนตัวเจ้าคณะ กทม.รูปใหม่แล้ว

ขณะเดียวกัน เมื่อสอบถามเรื่องนี้ไปยังพระธรรมวชิรมุนี วิ. (บุญชิต ญาณสังวโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ กล่าวว่า ทราบจากข่าวว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะ กทม. ส่วนจะจริงหรือไม่ ยังไม่ทราบ อาตมาเป็นพระผู้น้อย อยู่ที่ผู้ใหญ่จะให้ทำอะไรก็ทำ อาตมาทำงานมาตั้งแต่สมัยพระสุเมธาธิบดี วัดมหาธาตุฯ เป็นเจ้าคณะ กทม. เรื่อยมาจนถึงพระธรรมสุธี เป็นเจ้าคณะ กทม. ไม่มีปัญหาอะไร ให้ทำอะไรก็ได้

สำหรับ พระธรรมวชิรมุนี วิ. (บุญชิต ญาณสังวโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เจ้าคณะ กทม. รูปใหม่ เพิ่งได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 64 มีชื่อเสียงทางด้านปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวมหาสติปัฏฐาน ปัจจุบัน อายุ 60 ปี พรรษา 38 เป็นเจ้าคณะเขตพระนคร และ ผอ.สถาบันวิปัสสนาธุระ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)

 

ข่าว : ไทยรัฐ : 5 กรกฎาคม 2564


 

จอดำสนิท !

มส. ประชุมลับ และเก็บเป็นความลับ

ตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. และเจ้าอาวาสภูเขาทอง

ยังไม่รู้จะเปิดโผเมื่อไหร่

ปล่อยให้ "ลือกระหึ่ม" โลกออนไลน์

 

 

อา..และแล้ว สุดท้าย ปัญหาวัดสระเกศและการแต่งตั้งเจ้าคณะ กทม. ก็มาถึง "มหาเถรสมาคม" เข้าจนได้ แบบว่าหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น "เงินทอนวัด" ซึ่งถ้านับแบบการระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้ว ก็น่าจะเรียกได้ว่า "เฟส-4" เพราะมีการชำระสะสางเป็นระลอกๆ ตั้งแต่จับกุมคุมขังแล้วปล่อย ทำพิธีคืนสู่ผ้าเหลือง มหาเถรสมาคมลงมติห้ามห่มผ้าเหลือง และวาระวันนี้ก็คือ ยึดครอง หรือ ยึดตำแหน่งของเขามาครอง อันเป็นแผนการขั้นสุดท้าย ผ่านขั้นนี้ไปก็จมเกมแล้ว สำหรับแผน "บันไดสี่ขั้น" อันลือลั่นในปัถพี นอกจากจอมพลผ้าขาวม้าแดง-สฤษดิ์ ธนะรัชต์แล้ว ก็มีเพียง บิ๊กตู่-ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนนี้เท่านั้น ที่ทำได้ มือข้างหนึ่งก็ใส่บาตร อีกข้างก็กระชากผ้าเหลือง บุญก็ทำ กรรมก็สร้าง กระดำกระด่างในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ก่อนหน้านี้ มหาเถรสมาคมของพระสังฆราชอัมพร แสดงฤทธิ์ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา สบายอกสบายใจ ชิลๆ ไปวันๆ อะไรๆ ก็รอฟัง "พระราชดำริ" จากในรั้วในวัง ซึ่งพระราชดำรินั้น ผู้ที่ได้ยินก็คือ "สมเด็จพระสังฆราช" จะทรงมีพระดำรัสผ่าน "สมเด็จชิน" ซึ่งเป็นเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช นำมาแจ้งแก่มหาเถรสมาคม "ให้รับทราบ" อีกทอดหนึ่ง จึงจะเป็น..ปกาศิต แปลว่า ฟ้าสั่ง ถ้าฟ้าไม่สั่ง แต่ใครไปแอบสั่ง ก็อาจจะโดน "ฟ้าผ่า" ได้ ตายทั้งเป็นและตายไม่สวยเชียว

สำหรับ "วาระการประชุม" ของมหาเถรสมาคม ในวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมานั้น ข่าวแว่วว่า มหาเถรสมาคมพิจารณา "วาระจร" ในระดับ "ลับสุดยอด" ถึงกับปิดห้องประชุมชั่วคราว ไล่นอกข่าวและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกนอกห้อง พิจารณาตำแหน่งสำคัญยิ่งยวด 2 ตำแหน่งซ้อน ได้แก่

 

 

เจ้าคุณทองสูรย์ วัดยานนาวา : เจ้าคุณบุญชิต วัดมหาธาตุ

สองพระมหานิกายผู้มาแรงแห่งยุค

 


 

เจ้าคุณเอื้อนทำพิธีคืนสู่ผ้าเหลือง วันที่ 23 กันยายน 2563

 

1. เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ซึ่งภายหลังจาก อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยาและเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ถูกรัฐบาลทหาร "จับสึก-ดำเนินคดี" จนไม่มีสิทธิ์กลับมาห่มผ้าเหลืองตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 ถึงปัจจุบัน นับเวลานานเกิน 3 ปีแล้ว ตำแหน่งทั้งสองก็ยังคงว่าง เจ้าคณะ กทม. นั้น มีเพียง "พระธรรมสุธี-นรินฺโท" วัดหัวลำโพง นั่งรักษาการมานาน จนอายุย่างเข้าวัยเกษียณ มหาเถรสมาคมเลยอาศัยจังหวะนี้ "เปลี่ยนไพ่ทั้งสำรับ" นั่นหมายถึงว่า เจ้าคุณสุชาติ-พระเทพสุวรรณเมธี วัดสุวรรณาราม รองเจ้าคณะ กทม. ก็จะไม่ได้ขึ้นนั่งเก้าอี้เสนาบดี "ผู้ว่า กทม." เพราะเป็นคนสาย อย. ของเจ้าคุณเอื้อน

พอเปิดหน้าไพ่ออกมาเช่นนี้แล้ว ก็มีการมองหา "ผู้ว่า กทม." รูปใหม่ ในทันที ซึ่งช่วงนี้ พระที่มาแรงมากๆ ก็คือ พระธรรมวชิรมุนี (บุญชิต ญาณสํวโร ป.ธ.9) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ท่าพระจันทร์ ได้รับการโปรดปรานจากในหลวงเป็นกรณีพิเศษ เนื่องเพราะได้รับอาราธนาให้เข้าไปถวายวิสัชนาเกี่ยวกับพระกรรมฐานในวัง ซึ่งระยะหลังนี้ จะมีข่าวว่า ในหลวงทรงสนพระทัยในการวิปัสสนามาก ถึงกับนิมนต์พระสงฆ์สายวัดป่าเข้าไปถวายงานกรรมฐานในวังอยู่เนืองๆ เข้าไปมือเปล่า ออกมาได้พัดกลับวัดทุกรูป บางรูปถึงกับคุยโขมงว่า "อาตมาได้รับอาราธนาให้จำวัดในวัง" ปลื้มอกปลื้มใจ

 

หารู้ไม่ว่า พระพุทธเจ้านั้น ทรงหนีจากวังไปอยู่ป่า

แต่ว่าพระป่าเดี๋ยวนี้ พยายามหนีจากป่าไปนอนในวัง

สวนทางพระนิพพานกันไปหมด

วงการสงฆ์เรียกว่า พระกรรมฐานขี้คุย วงการนักมวยจะเรียกว่า สิงห์จอมโว

เป็นกรรมฐานไก่อ่อน สอนในหลวงว่าอย่างไรก็เอาไปบอกชาวบ้านหมด

ไม่มีลับลมคมในเลย เป็นมีดก็ไม่มีคม ตัดอะไรก็ไม่ขาด

ต่อไปคงไม่ได้เข้าวังแล้ว ไลฟ์สด สอนออนไลน์เลยหลวงพี่

 

ท่านเจ้าคุณบุญชิต ก็ติดโผ "พระสายในวัง" กับเขาด้วย ล่าสุด เจ้าคุณบุญชิตได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นกรณีพิเศษ ขึ้นชั้นธรรม เป็น "พระธรรมวชิรมุนี" สดๆ ร้อนๆ

พอทราบว่า ในหลวงทรงมีพระราชศรัทธาในท่านเจ้าคุณบุญชิตเข้าเช่นนั้น ทางมหาเถรสมาคม ก็เลยเก็งว่า "น่าจะให้เจ้าคุณบุญชิตเป็นเจ้าคณะ กทม." เพราะอยู่สายวัง เสนอชื่อขึ้นไป ก็เชื่อว่าในหลวงจะทรงพอพระทัย ไม่ปฏิเสธเหมือนตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางในรอบก่อน นี่เซียนพระมองแบบนี้

 


 

เจ้าคุณธงชัยและคณะ ทำพิธีคืนสู่ผ้าเหลือง วันที่ 13 เมษายน 2564

 

 

2. เจ้าอาวาสวัดสระเกศภูเขาทอง ชื่อก็รู้ "ภูเขาทอง" ย่อมมีมูลค่ามหาศาล ตำแหน่งนี้ "ยังว่าง" เพราะว่างลงพร้อมกับตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดสามพระยา" ซึ่งอดีตเจ้าอาวาสทั้งสองวัดนี้ ถูกทางการไทยดำเนินคดีพร้อมๆ กัน ล่าสุดนั้น ทั้งรักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศและวัดสามพระยา ก็โดนข้อหารู้เห็นเป็นใจ "ให้ทำพิธีคืนสู่ผ้าเหลือง" ของอดีตเจ้าคุณเอื้อนและอดีตเจ้าคุณธงชัย ทำให้ไม่ได้รับการพิจารณาในตำแหน่งเจ้าอาวาสตัวจริง แถมยังหลุดจากตำแหน่งปกครองในระดับภาคทั้งสองวัด

และเมื่อไม่เอาเจ้าคุณสุรชัย ก็ไม่มีทางอื่นใดที่จะได้เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เพราะพระในวัดยังมีสมณศักดิ์ไม่สูงพอสำหรับยอดภูเขาทอง จึงต้องหาพระที่มีบารมีมาจาก "นอกวัด" มาปกครอง เหมือนกรณีวัดโพธิ์ท่าเตียน ซึ่งได้สมเด็จพระมหาธีราจารย์ไปจากวัดยานนาวา พอสมเด็จประสฤษดิ์ย่างเข้าวัดโพธิ์ปุ๊ป ตำแหน่งแห่งหนต่างๆ รวมทั้งสมณศักดิ์วัดโพธิ์ก็พุ่งปรู๊ดปร๊าดเหมือนกระทิงคึก กวาดเจ้าคุณทีละ 5 แถมตำแหน่งภาค 12 และรองภาค 5 ไปเต็มย่าม

แรกนั้น มีชื่อของ "สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี" หรือสมเด็จธงชัย วัดไตรมิตร เจ้าคณะใหญ่หนกลาง จะข้ามห้วยไปครองวัดสระเกศ เพราะวัดไตรมิตรมีพระสมเด็จซ้อนถึง 2 รูป ถือว่ามากเกินไป ควรจะขยับขยายไปครองวัดให้เป็นการเหมาะสมกับฐานันดรศักดิ์ต่อไป แต่สมเด็จธงชัยถูกต่อต้านจากภายในวัดสระเกศ เลยทำให้ต้องพับแผน ไม่ไปแล้วภูเขาทอง

ทีนี้ว่า เมื่อสมเด็จธงชัยไม่เอาวัดสระเกศแล้ว จะมีพระสงฆ์เถระรูปใดที่มีบารมีสำหรับการครองวัดสระเกศอันเอกอุ ข่าวจากมหาเถรสมาคมเมื่อวาน ก็แพลมชื่อออกมาว่า "คือท่านเจ้าคุณบุญชิต-พระธรรมวชิรมุนี" ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ จากในหลวง ให้ขึ้นครองชั้นธรรมสดๆ ร้อนๆ รูปนี้แหละน่าจะเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศได้

คำถามจึงมีว่า จริงหรือ  ? ท่านเจ้าคุณบุญชิต เหมาะสมสำหรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศจริงหรือ ? ถามว่า มหาเถรสมาคมพิจารณาจากอะไร ? จากยศ จากการไว้วางพระราชหฤทัย หรือจากคุณสมบัติด้านการบริหารการปกครองของเจ้าคุณบุญชิต

ถ้ามองจากยศหรือจากการไว้วางพระราชหฤทัย ก็ต้องถามกลับไปว่า ขนาดสมเด็จธงชัย ซึ่งมีทั้งอำนาจวาสนาสูงสุดในวงการสงฆ์ ยังไม่ได้รับการยอมรับจากพระวัดสระเกศ แล้วเจ้าคุณบุญชิตซึ่งเป็นเพียง "ชั้นธรรม" หนำซ้ำยังเป็นสายวิปัสสนา จะเทียบค่ากับสมเด็จธงชัยไหวหรือ หรือแม้แต่ถามตัวเจ้าคุณบุญชิตเอง ท่านก็คงจะเซย์โน ไม่เอ๊า ไม่เอา อยู่วัดมหาธาตุดีๆ จะให้ไปปีนภูเขาทอง มันร้อนจะตาย

นี่คือประเด็น !

อย่าลืมด้วยว่า วัดสระเกศอยู่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย พระที่จะมาครองวัดสระเกศจึงต้องมีฝีมือระดับ "มือปราบ" มิเช่นนั้นก็รับรองว่าอยู่ยาก นอกจากศัตรูจะไม่พ่ายแล้ว ตัวเจ้าอาวาสรูปใหม่จะพ่ายเองอีกต่างหาก

เรียกเป็นภาษานักบริหารว่า ตั้งได้ แต่..ปกครองไม่ได้

การเอาเจ้าคุณบุญชิตไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จึงเท่ากับส่งเจ้าคุณบุญชิต..ไปสู่แดนประหาร บอกแล้วไงว่า ขนาดสมเด็จธงชัยยังไม่กล้า แล้วจะให้ใครในปัถพีนี้กล้า

 

ทีนี้ว่า ถ้ายกเอา "เจ้าคุณทองสูรย์-พระธรรมวชิรโมลี" มาพิจารณาร่วมด้วย โดยท่านเจ้าคุณทองสูรย์เพิ่งได้ขึ้น "ชั้นธรรม" ตามหลังเจ้าคุณบุญชิตไม่กี่วัน จึงถือว่าเป็นที่โปรดปรานเช่นกัน ชื่อชั้นของเจ้าคุณทองสูรย์ ทั้งด้านการศึกษา การบริหารการปกครองนั้น แน่นอนว่าไม่ธรรมดา ถ้าจะวางตัวเจ้าคุณทองสูรย์ขึ้นเป็น "เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร" ก็ย่อมจะลงตัว แต่ก็ดังว่า เวลานี้ ในรั้วในวังท่านอินกับกรรมฐาน ก็คงอยากจะให้พระไทยทั้งประเทศเป็นพระกรรมฐาน ถ้าเจ้าคุณบุญชิต สาย วิ. (วิปัสสนา) ได้เป็นเจ้าคณะ กทม. จริง รับรองว่ากรุงเทพจะกลายเป็นป่าช้า ถูกปรับให้เหมาะสมกับการภาวนา เพราะว่าพระเมืองกรุงทุกวัด จะถูกดัดให้เป็นพระสายปฏิบัติ ไม่งั้นไม่โปรด และพระสังฆาธิการสาย กทม. ยุคต่อไป คงไม่ต้องไปปฏิบัติกรรมฐานที่ศูนย์ธรรมโมลีปากช่องอีกต่อไปแล้ว แต่ต้องไปปฏิบัติธรรมแนว "ยุบหนอพองหนอ" ของหลวงพ่อโชดกที่วัดมหาธาตุ ใครผ่าน "ญาณ 16" จึงจะได้ไปต่อ ไม่งั้นก็จะยานโตงเตงไปไม่ถึงดวงดาว นโยบายของเจ้าคณะ กทม. ก็จะออกมาในรูปแบบนี้

ตรงนี้จึงควรชั่งน้ำหนัก ว่าจะเอาพระมาบริหารปกครอง "เมืองหลวง" ซึ่งมีความทันสมัยและหลากหลาย หรือจะแปลงเมืองหลวงของประเทศไทยให้กลายเป็นป่า ก็สุดแต่ว่ามหาเถรสมาคมจะให้น้ำหนักกับอะไร ในระหว่าง "ความเหมาะสมของคณะสงฆ์ไทยในกรุงเทพเมืองหลวง" กับ "ความพึงพอพระราชหฤทัยของในวัง" แต่ดูเหมือนว่าอย่างหลังจะมาแรงกว่า จึงมีชื่อเจ้าคุณบุญชิตติดโผเจ้าคณะ กทม. เพียงหน่อเดียว มันจึงส่อฟ้องว่า วันๆ กรรมการมหาเถรสมาคมท่านคิดอะไรบ้าง นอกจากจะเช็คข่าวว่า "พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดปรานใคร จะได้เฮกันไปที่นั่น เพื่อให้ตรงตามนโยบายของเบื้องบน" ไม่งั้นโผเจ้าคณะ กทม. ไม่ออกมาแบบนี้หรอก

แต่ก็ดังที่บอกว่า แรกนั้น ทั้งเรื่องสมณศักดิ์และตำแหน่งเจ้าคณะพระสังฆาธิการ พระไทยทั่วประเทศ ก็รอให้ "ในวัง" มีรับสั่งลงมา ไม่มีใครกล้าเสนอขึ้นไป เพราะเคยเสนอแล้วแต่ถูกปฏิเสธ ในกรณี "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ตั้งแต่นั้นจึงไม่มีใครกล้า แต่การที่อะไรๆ ก็จะให้ในรั้วในวังรับสั่งมาตลอดนั้น เท่ากับว่ามหาเถรสมาคมไม่ทำอะไรเลย ยกงานพระศาสนาถวายให้ในหลวงทรงงานทั้งหมด แบบนี้ก็ดูไม่ดี วันนี้ จึงขยับตัวพิจารณาตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. และเจ้าอาวาสวัดสระเกศ แต่ถึงกระนั้นก็ยัง "เอียงหูฟัง" ว่าในวังทรงชอบแบบไหน จะได้แทงหวยถูก

แต่ถ้าหากว่า มหาเถรสมาคม ออกมติเรื่องเจ้าคณะ กทม. ก็ดี เรื่องเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ก็ดี แล้วมีปัญหา ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ก็จะยิ่งเสียหาย เพราะถ้าทูลเกล้าขึ้นไป ก็เหมือนยกปัญหาไปให้ในวังแก้ มหาเถรสมาคมจึงป้องกันปัญหาด้วยการ "ประชุมลับ" ทำนองซาวเสียงดูก่อน ถ้าลงร่องลงคูดูดีแล้ว จึงค่อยเปิดเผย แต่ถ้าฟังดูทะแม่งๆ ก็แกล้งลืมเสีย เอากันแบบนั้น แบบนี้แฟนบอลเรียกว่า เพลย์เซฟ กึ่งยิงกึ่งผ่าน ประมาณว่า เล่นเอาตัวรอดปลอดภัยไว้ก่อน พ่อสอนไว้

สรุปได้เลยว่า ตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. นั้น ท่านเจ้าคุณบุญชิตคงไม่ปฏิเสธ (ในเมื่อเป็นความเห็นชอบของผู้ใหญ่ ข้าน้อยก็ขอน้อมรับไว้ด้วยความเคารพ) แต่สำหรับสมภารวัดสระเกศแล้ว หนักเกินไป เชื่อว่า เจ้าคุณบุญชิต จะขอตัว ไม่ขอไป ไม่ขอเป็น ไม่ว่ากรณีใดๆ

 

 

 

สมเด็จประสฤษดิ์ วัดโพธิ์ : สมเด็จธงชัย วัดไตรมิตร

สองผู้ยิ่งใหญ่ ยังคงกุมไพ่คณะสงฆ์ไทยไว้ในมือ

 

 

ปัญหาวัดสระเกศนั้น ความจริงแล้วผู้มีอำนาจคงจะเล็งมาตั้งนานว่าจะจัดการอย่างไร โดยเริ่มเปิดไพ่ที่ "สมเด็จธงชัย" ไปในเดือนเมษา แต่ว่าตอนนั้น ทนายวันชัย ศิษย์เอกของสมเด็จธงชัยปากไวไปหน่อย ออกมาตีปลาหน้าไซใส่ "เจ้าคุณธงชัย-วัดสระเกศ" ว่าขาดจากความเป็นพระไปแล้ว บวชใหม่ไม่ได้ อะไรทำนองนี้ ซึ่งใครได้ยินก็ฟังเป็นเสียงของ "สมเด็จธงชัย" ส่งผลให้พระวัดสระเกศรวมตัวกันต้าน "วัดไตรมิตร" ซึ่งเป็นมิตรเก่า แต่กลายเป็นอริ นี่ถ้าทนายวันชัยไม่ปากไว ป่านนี้สมเด็จธงชัยได้ไปนั่งใต้เงาภูเขาทองแล้ว

ต่อมา เมื่อจะตั้งสมภารวัดโพธิ์ มหาเถรสมาคมก็น่าจะพิจารณา "พร้อมกัน" กับวัดสระเกศ ซึ่งผู้มีบารมีในวงการสงฆ์ไทยก็มีเพียง 2 รูป คือ สมเด็จธงชัย วัดไตรมิตร และสมเด็จประสิทธิ์ วัดยานนาวา ถ้าวางตัวสลับไพ่ลงไปว่า ให้สมเด็จธงชัยไปครองวัดโพธิ์ และให้สมเด็จประสฤษดิ์ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ก็น่าจะลงตัว เพราะเชื่อว่าสมเด็จประสฤษดิ์ท่านจะเอาวัดสระเกศอยู่ แต่พอสมเด็จธงชัยถูกปฏิเสธและสมเด็จประสฤทธิ์ก็ผ่านด่านยักษ์วัดโพธิ์ไปฉลุย ปัญหาวัดสระเกศเลยค้างเติ่งแก้ไม่สำเร็จ จนมาถึงแคนดิเดตล่าสุด คือเจ้าคุณบุญชิต ในวันนี้ นี่เห็นไหม เดินเบี้ยพลาดเพียงหมากเดียว ก็แพ้ทั้งกระดาน มหาเถรสมาคมกำลังจะจนแต้ม เดินตาไหนก็ตัน หันหลังกลับก็เสียเหลี่ยมนักเลง ไปไม่เป็นก็ "จอดเรือขวาง" อยู่กลางคลองมหานาคนี่แหละ

 

 

เจ้าคุณพิมพ์ - พระพรหมเสนาบดี วัดปทุมคงคา

ผู้เข้าได้กับทุกฝ่าย ทั้งวัดไตรมิตร วัดสระเกศ และวัดโพธิ์

 

 

การจะตั้งเจ้าอาวาสวัดสระเกศในสถานการณ์ปัจจุบัน คือต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายนั้น ยากยิ่ง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้เหมาะสมเลย เล็งไปใกล้ๆ ในสายวัดสระเกศหรือวัดไตรมิตรเดิม ก็น่าจะใช่ "พระพรหมเสนาบดี" หรือเจ้าคุณพิมพ์ วัดปทุมคงคา ผู้มีสายสัมพันธ์ดีกับทุกวัด ไม่ว่าจะเป็นวัดไตรมิตร วัดสระเกศ และวัดโพธิ์

ถ้าเจ้าคุณพิมพ์ท่านถูกใช้ให้ไปครองวัดสระเกศ ก็น่าจะพอพูดคุยกับทางอดีตเจ้าคุณธงชัยให้อ่อนลงได้ เพราะจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก สุดแต่ว่ามหาเถรสมาคมจะมองจากมุมไหน จะเอาคนไปปรองดองหรือจะเอาไปปกครอง มันต้องตั้งสมการให้ชัดเจน แต่เท่าที่เห็น ปัญหาบ้านเมือง กลับกลายเป็นเรื่องผลประโยชน์และโอกาส ทีใครทีมัน ไม่มีการนำเอาปัญหามาวางไว้ตรงกลางเพื่อแก้ไขร่วมกัน แต่ใช้วิธีการ "แบ่งแยกแล้วปกครอง" ของใครของมัน แบ่งเขตประเทศไทยออกเป็นเค๊กชิ้นใหญ่  ปัญหาคณะสงฆ์ไทยจึงยังคงวนอยู่กับวงจรน้ำเน่าเก่าๆ ต่อไป ไม่ว่าจะตั้งสังฆราชใหม่หรือแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ไทยอีกกี่ครั้ง มันก็ยังเหมือนเดิม ถึงบอกแล้วไงว่าต้องทำใจ

 

 

ในหลวงทรงโปรดให้ถวายภัตตาหารเจ้าคุณสุรชัย วัดสระเกศ ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 คล้อยหลังมหาเถรสมาคมลงมติลับ ให้ตั้งพระธรรมวชิรโมลี (บุญชิต) ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เพียงวันเดียว ภัตตาหารมื้อนั้น เท่ากับช่วยเซฟชีวิตพระทั้งวัดสระเกศให้เป็นอิสระต่อไปอีกหลายวัน

 

 

ตามกระแสข่าวแล้ว เมื่อมหาเถรสมาคมประชุมลับ ลงมติให้ "เจ้าคุณบุญชิต" กินรวบ ครองทั้งตำแหน่งเจ้าคณะ กทม. และเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ก็เกิดปรากฏการณ์ "พระกระยาหารช่วยชีวิต" ดังภาพที่ปรากฏ คือพระเจ้าอยู่หัว โปรดพระราชทานถวายภัตตาหารแด่ พระเทพรัตนมุนี (สุรชัย สุรชโย) รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ก็ทำให้ "มติลับ" ของมหาเถรสมาคมสับสนทันที มีคำถามว่า ในเมื่อพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงโปรดปรานรักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ถึงกับทรงพระราชทานภัตตาหารไปถวายถึงในวัด แล้วจะไปปลดเจ้าคุณสุรชัยออกไปได้อย่างไร

หากมหาเถรสมาคมทูลเกล้า "มติลับ" ขึ้นไปทูลถาม แล้วทรงมีพระราชวินิจฉัยเป็นอื่น แล้วจะทำอย่างไร ใครจะรับผิดชอบ ?

นั่นนะสิ ใครจะรับผิดชอบ ? ตอบด้วยครับ ท่านมหาเถร !

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 3 กรกฎาคม 2564

 


 

มส.คลอดรองภาคชุดสุดท้าย

วัดไตรมิตรกวาดเก้าอี้นำ

ที่เหลือวัดยานนาวา (วัดโพธิ์) และอื่นๆ

แบ่งกันไปไม่เหลือแม้แต่ก้าง !

 

 

รองเจ้าคณะภาค 8

เจ้าคุณวิชา วัดไตรมิตร : เจ้าคุณเกรียงไกร วัดยานนาวา

สองอดีตเลขาสองสมเด็จ

 

คณะสงฆ์ไทยเข้าสู่ยุค "เบบี้บูม" เมื่อมีการแต่งตั้ง "รองเจ้าคณะภาค" ชุดใหม่ ทั่วประเทศไทย และได้พระหนุ่มๆ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งอย่างที่เรียกว่า "รุ่นใหม่" เหมือนยุคเบบี้บูมในสหรัฐอเมริกา จึงน่าจับตาว่าอนาคตคณะสงฆ์ไทยจะไปทางไหน เราจะไปชมรองเจ้าคณะภาค "หน้าใหม่" เหล่านั้น ดังต่อไปนี้

 

เริ่มกันที่ ภาค 8 : ภาคนี้น่าจะเป็นคำตอบว่า ทำไมการพิจารณาโผรองภาคในหนตะวันออก ภายใต้การบริหารของ "สมเด็จพระพุฒาจารย์-สนิท" วัดไตรมิตรนั้น ถึงได้ช้าและช้า ยิ่งกว่าวัคซีนที่มาช้า ซึ่งโผที่ออกมาจะเห็นได้ว่า มีการแซกของ "พระศรีวชิราภรณ์-เกรียงไกร กิตฺติเมธี ป.ธ.9" วัดยานนาวา ภายใต้การบังคับบัญชาของ "สมเด็จพระมหาธีราจารย์-ประสฤทธิ์" วัดโพธิ์ท่าเตียน เพราะเจ้าคุณเกรียงไกรเป็นเลขาของสมเด็จประสฤทธิ์ สามารถประกบติด "พระราชเมธี-วิชา อภิปญฺโญ ป.ธ.7" ในสายวัดไตรมิตรได้ ก็ถือว่าไม่ธรรมดา เจ้าคุณวิชานั้นเคยเป็นเลขาเจ้าคณะภาค 8 ของสมเด็จสนิทวัดไตรมิตรมาก่อน ก่อนจะส่งต่อให้เจ้าคุณกวีพัฒน์ เพราะได้ขึ้นเป็นรองภาค 8 และต่ออายุได้อีกรอบในวันนี้ นี่เห็นได้ชัดว่า มีการเจรจาต้าอวยกันระหว่างสองค่ายใหญ่ คือค่ายเยาวราชกับค่ายท่าเตียน โผจึงออกมาดังที่เห็น แบบว่ากินกันไม่ลง จิ้มแจ่วบองคนละคำสองคำ แซ่บอีหลี

 

 

รองเจ้าคณะภาค 9

เจ้าคุณแสงทอง วัดสุทัศน์ : เจ้าคุณกวีพัฒน์ วัดไตรมิตร

 

ภาค 9 : ภาคนี้เจ้าคณะภาคอยู่วัดอรุณ ส่วนรองภาคนั้นใครจัดให้ก็ไม่ทราบ ทราบแต่ว่าได้วัดสุทัศน์และวัดไตรมิตรมาช่วยงาน เจ้าคณะภาคก็คงสบายไม่น้อย เพราะแต่ละวัดที่มาช่วยก็บะเร่อบะร่า ขี่ช้างขี่ม้ามาเป็นขบวน เหยียบตรงไหนเป็นแหลกตรงนั้น ดังนั้น เชื่อเถิดว่า ภาค 9 ไม่เป็นสองรองใครในด้านกำลังพล

เริ่มที่ "พระเทพปริยัติเวที-แสงทอง อริยเวที ป.ธ.9" วัดสุทัศน์เสาชิงช้า ซึ่งเพิ่งจะมาส่องแสงเอาในวัย 63 ปี ถือว่าเริ่มต้นช้ามาก ช้าเหมือนชิงช้าเลย ดูได้จากรองภาค 9 อีกรูปหนึ่ง คือ "พระอุดมปรีชาญาณ-กวีพัฒน์ สุขเมธี ป.ธ.9" วัดไตรมิตรนั้น อายุแค่ 42 ปีเอง อ่อนกว่าเจ้าคุณแสงทองไปถึง 21 ปี ตีซะว่าเป็นรุ่นลูก ไม่ต้องวิ่ง แค่เดินๆ คลานๆ ก็คร้านจะแซงท่านแสงทองไปไกลลิบลิ่ว

สาเหตุที่ "ท่านแสงทอง" เพิ่งจะมาส่องแสงเอาในวัยชราก็เพราะว่า มีปัญหามาจากความไม่ลงตัวภายในวัดสุทัศน์ เพราะเดิมนั้น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ภทฺทจารี ป.ธ.9) ครองตำแหน่งเจ้าคณะภาค 4 มายาวนาน ทั้งยังได้ "พระวิสุทธาธิบดี-เชิด จิตฺตคุตฺโต ป.ธ.9" เข้าไปช่วยในตำแหน่งรองภาคอีกด้วย (ตามสูตร ภาคและรองภาคอันดับหนึ่งจะอยู่วัดเดียวกัน ถือเป็นการครองโควต้า จะมีตัวตายตัวแทน เว้นแต่วัดเล็กๆ ก็จะได้ตำแหน่งเป็นตัวสำรองไป) ครั้นสมเด็จวีระท่านเกษียณอายุลง หลวงพ่อเชิดได้เป็นภาค 4 และเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์แทน และล่าสุดนั้น หลวงพ่อเชิดก็เกษียณอายุ "เจ้าคณะภาค 4" ลงไปอีก เหลือเพียงเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์และกรรมการ มส. ก็เลยเกิดปัญหาว่าจะมีใครมาดำรงตำแหน่งในสายวัดสุทัศน์ อันเป็นวัดใหญ่ที่ไม่น่าจะขาดช่วงลงไป

แรกนั้น ทุกสายตาก็จ้องไปที่ "เจ้าคุณพิพิธ" หรือพระเทพปฏิภาณเวที ผู้มีความเอกอุในด้านการเทศน์และเขียนบทเขียนกลอน ว่าน่าจะเป็น "ตัวแทน" ของหลวงพ่อเชิด เพราะเป็น "อ.ย.-อยุธยา" เหมือนกัน แต่พักหลังมาปรากฏว่า บทบาทของเจ้าคุณพิพิธดูจะไปกันคนละทิศกับเจ้าอาวาส สุดท้ายหลวงพ่อเชิดจำต้องลอยแพเจ้าคุณพิพิธทำนองตัดหางปล่อย กว่าจะได้เจ้าคุณแสงทองมาก็ปรากฏว่า เก้าอี้ในภาค 4 ไม่มีที่ว่างแล้ว จึงต้อง "ขอลง" ในภาค 9 เอาในวันนี้ เกือบสายแล้วทั้งวัดสุทัศน์และแสงทอง

การขึ้นเป็น "รองภาค 9" ของเจ้าคุณแสงทองนั้น มองให้ดีก็จะเห็นว่า ใช่หยุดแค่รองภาคเท่านั้น แต่ยังหมายถึงแคนดิเดทในตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม" รูปต่อไปอีกด้วย เพราะคู่แข่งคือเจ้าคุณพิพิธไม่ติดสายภาค ก็แทบจะหมดโอกาสขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์อันเอกอุได้ แต่ก็ไม่แน่ ดูแต่วัดสระเกศสิ เคยเป็นเห็นๆ แล้วเป็นไง อะไรก็ไม่แน่ อย่าประมาทก็แล้วกัน มันไม่แน่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือว่า ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์นั้น เดิมเป็นของสมเด็จวีระชาวราชบุรี วันนี้เปลี่ยนมาเป็นของหลวงพ่อเชิดชาวอยุธยา และถ้าเจ้าคุณแสงทองคือรูปถัดไป ก็หมายถึงว่าตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์จะกลับคืนสู่ "ราชบุรี" อีก เพราะเจ้าคุณแสงทองท่านเป็นชาวราชบุรี เหมือนเกมอักษรไขว้ไม่มีผิด

ส่วนเจ้าคุณกวีพัฒน์วัดไตรมิตรนั้น ต้องบอกว่า มาแรงที่สุดในยุคปัจจุบัน ชื่อชั้นก็ไม่ธรรมดา ทั้งจบ ป.ธ.9 ทั้งเป็นเลขาเจ้าคณะหนตะวันออก ก็หมายถึงว่า บรรดาภาคและรองภาคในหนตะวันออกทุกโผ ต้องผ่านสายตาเจ้าคุณกวีพัฒน์ เพราะต้องกรองงานถวายสมเด็จพระพุฒาจารย์ ดังนั้น การที่ท่านกวีพัฒน์จะ "จิ้ม" ลงตรง "ภาค 9" ซึ่งก็มิใช่ภาคที่ใหญ่อะไร ทำไมจะทำไม่ได้ ไม่ลงภาค 11-12 ก็บุญนักหนาแล้ว

 

 

รองเจ้าคณะภาค 10

เจ้าคุณโสรัจจ์ วัดสวนพลู : เจ้าคุณสายเพชร วัดมหาธาตุ

 

 

ภาค 10 : "เบี้ยหัวแตก" ต้องกล่าวอย่างนี้สำหรับภาค 10 ในวันนี้ เพราะมีความลักลั่นกันอย่างที่เรียกว่า พลิกโผสนั่นมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 เพราะเกิดอุบัติเหตุกับ "พระพรหมกวี-วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ" วัดโมลีโลกยาราม เจ้าคณะภาค 10 มรณภาพ และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศ ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกและผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้ทำการ "โยก" พระธรรมสิทธินายก หรือพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) ซึ่งเวลานั้นเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 9 ให้ข้ามห้วยมาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 โดยที่สองรองเจ้าคณะภาคก็ยังมีอยู่ และหนึ่งในนั้นก็คือ เจ้าคุณโสรัจจ์ หรือพระราชวชิรโมลี นี่แหละ

แต่พอเจ้าคุณธงชัยหมดอำนาจไป และหลวงพ่อพรหมา (พระเทพวิสุทธิโมลี) วัดจักรวรรดิ ซึ่งขึ้นเป็นรักษาการภาค แต่ยังมิทันได้เป็นภาค ก็เกษียนอายุครบ 80 ปี ไปเสียก่อน ตอนนั้นเจ้าคุณโสรัจจ์ก็คาดหวังว่า "น่าจะได้ขึ้นเป็นภาค 10" เพราะเหลือแต่ตัวเองคนเดียว เหลือม้าเพียงตัวเดียว แทงไม่ถูกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

แต่แล้วเจ้าคุณโสรัจจ์ต้องฝันสลาย เมื่อมีผู้มีบารมีรูปใหม่ในวงการสงฆ์ มิใช่คนอื่นไกล แต่หากว่าเป็น "เจ้าคุณสุทัศน์-พระธรรมราชานุวัตร" วัดโมลีโลกยาราม ศิษย์เอกของหลวงพ่อวรวิทย์นั่นเอง ซึ่งเมื่อ 10 ปีก่อนนั้น เจ้าคุณสุทัศน์ยังเป็นเพียง "ชั้นสามัญ" เดินตามท่านโสรัจจ์ต้อยๆ อยู่เลย วันนี้แซงพรวดขึ้นชั้นธรรม แถมกระหน่ำเซลด้วยตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 10" ข้ามเศียรข้ามเกล้าเจ้าคุณโสรัจจ์ขึ้นไปเป็นเจ้าเป็นนาย สรุปว่า เจ้าคุณโสรัจจ์ ต้องตกเป็นลูกน้องของทั้งอาจารย์และศิษย์ คือของหลวงพ่อวรวิทย์ และเจ้าคุณสุทัศน์ เป็นเหตุการณ์ประหลาดในชีวิตของคนที่พบเห็นไม่บ่อยนัก ใครเป็นดังเจ้าคุณโสรัจจ์ก็ต้องนับว่าชีวิตอาภัพ ไปไม่ถึงดวงดาว

เจ้าคุณโสรัจจ์วันนี้ อายุอานามก็ล่วงเข้า 70 ปี ถือว่าแก่แล้ว เมื่อรู้ตัวว่าคงไปไม่ถึงตำแหน่งเจ้าคณะภาค ก็น่าจะ "วางมือ" ลาออกจากตำแหน่ง ปล่อยให้พระรุ่นใหม่เขาเข้ามาบริหารบ้านเมือง ตัวท่านโสรัจจ์นั้นถือว่าเดินมาไกลที่สุดแล้ว แม้ว่าจะไปไม่ถึงเส้นชัยในตำแหน่งเจ้าคณะภาค แต่ถ้ารู้จักอิ่มรู้จักพอ ก็ยังพอรักษาเกียรติประดับกายไว้ได้บ้าง แต่นี่ยังดันทุรังเป็นรองต่อไป เหมือนไม่รู้ตัวว่าเป็นอะไร ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

ถามว่า พระสังฆาธิการไทยไม่มีโรงเรียนสอนมารยาทกันหรือไร ทำไมกินกันมูมมาม ดันทุรังทู่ซี้อยู่จนเด็กๆ มันดูหมิ่นถิ่นแคลนดังที่เห็น เป็นเรื่องน่าอนาถใจ ไหนสมเด็จธงชัยท่านให้โอวาทว่า "ต้องยึดมั่นพระธรรมวินัย กฎหมาย และจารีตประเพณีดีงาม" แต่เหตุใด เจ้าคุณโสรัจจ์ จึงยังคงดำรงตำแหน่ง "รองภาค 10" กลับไปเป็นลูกน้องของเจ้าคุณสุทัศน์ "เด็กเมื่อวานซืน" พูดกับทำมันคนละอย่างกันเลยพระสังฆาธิการไทย ธรรมยุตก็เอา "แขกอนิลมาล" มาเป็นพ่อบังเกิดเกล้า ตั้งเป็นเจ้าคณะภาค แล้วเอา "ศิษย์สังฆราช" ไปเป็นลูกน้อง นี่มหานิกายก็เล่นลิเก เอาเจ้าคุณโสรัจจ์ไปยืนกุมเป้ารับใช้เจ้าคุณสุทัศน์ บัดซบที่สุด นี่หรือการปกครองคณะสงฆ์ไทย ที่อ้างว่าจะใช้ "คุณธรรม" นำหน้า ในการแต่งตั้งโยกย้ายพระสังฆาธิการ

รองภาค 10 อันดับสอง งวดนี้หวยออกที่ "พระเมธีวรญาณ-สายเพชร วชิรเวที ป.ธ.9" วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ หรือวัดมหาธาตุท่าพระจันทร์ อันเคยรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางของคณะสงฆ์ไทยมายาวนาน ตั้งแต่เริ่มสร้างกรุง และถึงคราวเสื่อมทรุดเศร้าหมองลงในยุค "หลวงพ่ออาจ-พระพิมลธรรม" ซึ่งมีนโยบาย "หัวก้าวหน้า" ไปนำเอากรรมฐานแบบพม่าที่เรียกว่า "ยุบหนอ-พองหนอ" เข้ามาสอนกลางกรุงเทพฯ ส่งผลให้พระไทยส่วนใหญ่ที่ไม่ชอบพม่า ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย พากันแอนตี้ "สายพม่า" จนหลวงพ่ออาจจะต้องเข้าคุกเข้าตะราง กว่าจะพ้นคุกออกมา ก็ปรากฏว่า "ฐานอำนาจ" ในวัดมหาธาตุ ถูกถอนออกไปสิ้นแล้ว คล้ายๆ กับ "วัดสามพระยา" ในเวลานี้แหละ ตำแหน่งสุดท้ายที่วัดมหาธาตุคว้าเอาไว้ได้ก็คือ "เจ้าคณะ กทม." ฉันใด วัดสามพระยาก็คว้าตำแหน่งสุดท้ายไว้ได้เพียง "เจ้าคณะ กทม." ฉันนั้น หรือนี่จะเป็นกงกรรมกงเกวียน ที่สองสหาย คือสมเด็จอาจกับสมเด็จฟื้นเขาก่อกรรมระหว่างกัน

การมีชื่อในโผ "รองภาค 10" ของเจ้าคุณสายเพชร จากวัดมหาธาตุ ล่าสุดนั้น จึงสร้างความแปลกใจให้แก่พระเณรทั่วไทยอย่างมาก ว่ามาอย่างไร

คือมีคำถามว่า เจ้าคุณสายเพชรนั้น เป็นสายท่าพระจันทร์จริงหรือ หรือว่าสายอื่น ?

สืบสายสัมพันธ์แล้ว มีเสียงกระซิบว่า เจ้าคุณสายเพชรนั้น สังกัดวัดมหาธาตุก็จริงอยู่ แต่ดูพักหลังนี้ไม่ค่อยได้อยู่สนามหลวง แรกนั้นนิยมไปช่วยงานท่านเจ้าคุณวีรยุทธ์ (พระธรรมโพธิวงศ์) ที่อินเดีย ครั้นเจ้าคุณวีรยุทธมาสร้าง "วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี" ขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ สายเพชรก็ไปรับตำแหน่ง "รักษาการเจ้าอาวาสวัดสุวรรณภูมิ" สายเพชรจึงเป็นปลาสองน้ำ มีฐานคือตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ แต่ตัวจริงนั้นไปทำงานที่อื่น

วันนี้ จึงมีคำถามว่า เจ้าคุณสายเพชร ได้เป็นรองภาค 10 เพราะโควต้าวัดมหาธาตุ หรือว่าโควต้าของเจ้าคุณวีรยุทธ ซึ่งมีความผูกพันกับผู้ใหญ่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดโพธิ์ หรือแม้แต่สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตร ก็สนิทสนม เพราะเจ้าคุณวีรยุทธท่านมีคอนเน็คชั่นกว้างไกล ดูกันต่อไปว่า ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จะมีชื่อ "เจ้าคุณสายเพชร" อยู่อีกไหม คงไม่ถามใครหรอก ถามท่านเจ้าคุณวีรยุทธที่เดียว ก็ได้คำตอบครอบจักรวาลเรื่องสายเพชรแล้ว

เอ้าเขาถามกันให้แซ่ดว่า สายเพชร สายไหน ?

 

 

 

รองเจ้าคณะภาค 11

 เจ้าคุณแผ่ว วัดเทพธิดา : เจ้าคุณอุทัย วัดสร้อยทอง

 

ภาค 11 : มีเขตปกครอง 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และสุรินทร์ กินยังไงก็ไม่หมด เพราะลำพังโคราชเพียงเมืองเดียวก็ใหญ่สุดในประเทศไทย นับได้จากจำนวน ส.ส.เขต ล่าสุดรัฐบาลก็เปิดมอเตอร์เวย์วิ่งไปโคราชโดยเฉพาะ โคราชวันนี้จึงเท่ากับเมืองหลวงของภาคอีสานไปแล้ว แถมยังเป็นชัยภูมิสำคัญ แค่ปิดปากช่องก็หมดสิทธิ์เข้า-ออกอีสาน ดังนั้น ภาค 11 จึงเป็นฐานสำคัญอย่างสูงสุดในภาคอีสาน อีกสามจังหวัดนั้นเป็นบริวาร

แต่โผ "รองภาค" ที่ออกมาล่าสุดนั้น ปรากฏว่า "เจ้าเก่า" รักษาฐานเสียงไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าคณะภาค และรองภาคทั้ง 2 ตำแหน่ง โฟกัสไปที่ "เจ้าคุณอุทัย" วัดสร้อยทอง ซึ่งถูกมองว่าเป็นเบ๊ธรรมกายแถมยังมีกุมารทองอยู่ในวัดอีกตั้ง 2 พระหน่อ นามว่าพระมหาไพรวัลย์กับพระมหาสมปอง ซึ่งรัฐบาลบิ๊กตู่ส่งสัญญาณฮึ่มๆ จะฟาดจะฟันให้ขาดกระเด็น แต่ถึงกระนั้น เจ้าคุณอุทัยก็ยังเหนียวแน่น สามารถเกาะรถด่านขบวนสุดท้ายในโผรองเจ้าคณะภาคหนตะวันออกครั้งนี้ได้ ก็ต้องถือว่าไม่ธรรมดา

 

 

รองเจ้าคณะภาค 12

เจ้าคุณสนอง วัดบางนาใน : เจ้าคุณสุเมธ วัดไตรมิตร

 

 

ภาค 12 : ภาคนี้เหมือนมีอาถรรพ์ จะเพราะผลประโยชน์มันเยอะกว่าที่อื่นหรือไรไม่ทราบ ล่าสุดก็ "เจ้าคุณสุรชัย" ไม่ได้ไปต่อบนตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 12" ซึ่งครองอำนาจสืบจาก "เจ้าคุณเสนาะ" เจ้านายเก่า ส่งผลให้ "ส้มหล่น" ใส่เจ้าคุณสุรพล (พระราชเวที) วัดโพธิ์ ซึ่งพอได้เจ้าอาวาสใหม่ปุ๊ป ก็บุญหล่นทับทันที หากสมเด็จพระมหาธีราจารย์มาไม่ทัน ก็ไม่แน่นัก ว่าท่านสุรพลจะสมบัติเจริญดังที่เห็นนี้หรือไม่

เมื่อท่านสุรพลเลื่อนขึ้นเป็นภาค ก็ส่งผลให้ "รองภาค" ว่างทีละ 2 ตำแหน่ง วันนี้จึงมีปรากฏการณ์ "ตั้งรองภาคใหม่" ในภาค 12 ทั้งสองรูป อันได้แก่

พระศรีศาสนวงศ์ (สนอง อนุภทฺโท ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดบางนาใน ทายาทของหลวงพ่อช้วน (พระราชปริยัตยาลงกรณ์-ชวนปญฺโญ) ซึ่งได้ถึงแก่มรณภาพลงอย่างกะทันหันในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2554 คือ 10 ปีที่ผ่านมา

วัดบางนาในนั้น เป็นทั้งสำนักเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและบาลี เป็นศูนย์การสอนและการสอบพระนวกะในเขตพระโขนงมาอย่างยาวนาน ทั้งหลวงพ่อช้วนท่านยังมีอุดมการณ์ "สอนเฉพาะนักธรรม-บาลี ไม่มีปริยัติสามัญหรือการศึกษาอื่นใด" คล้ายกับสำนักวัดชนะสงครามในสมัยสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร)

แต่ครั้นหลวงพ่อช้วนสิ้นลงไป วัดบางนาในไม่ทันตั้งตัว เพราะต้องอาศัยบารมีของหลวงพ่อช้วนซึ่งเป็นพระมหาเถระมีลูกศิษย์ทุกระดับ ทั้งทหารตำรวจมากมาย แม้จะได้ "พระมหาสนอง ป.ธ.9" เข้ามาเป็นเจ้าอาวาส ก็ในสภาพฉุกละหุก ส่งผลให้กิจกรรมของวัดบางนาใน "ซวนเซ" จากเคยเป็นสำนักเรียนดีเด่นของกรุงเทพมหานคร ระดับใกล้เคียงกับวัดสร้อยทอง ก็ต้องอ่อนแรงลง จนแทบจะล้มหายตายจากไปจากวงการ

แต่ถึงกระนั้น วัดบางนาใน ก็ยังมีฐานชั้นดี มีฌาปนสถานที่สามารถเลี้ยงดูพระเณรในวัดได้ไม่ขาดแคลน แถมกิจกรรมต่างๆ ที่หลวงพ่อช้วนกำหนดไว้ในแผนงาน "100 ปี วัดบางนาใน" ถ้าดำเนินไปตามที่หลวงพ่อสั่ง วัดบางนาในก็ยังคงดำรงฐานะเป็น "ศูนย์กลาง" ทั้งการศึกษาและกิจกรรมทางศาสนาในเขตนั้นได้

ถ้าพระผู้ใหญ่มองเห็นความสำคัญในจุดนี้มาตั้งแต่แรก ก็น่าจะส่งเสริมวัดบางนาใน โดยการ "ให้มีตำแหน่งทางการปกครอง" บ้าง แต่ไม่เลย ขนาดหลวงพ่อช้วนยังได้แค่ "ชั้นราช" แถมไม่มีตำแหน่งอื่นใด พระอารามหลวงที่ได้มาก็ไม่มีโควต้าเจ้าคุณให้ พอหลวงพ่อช้วนสิ้นไป วัดบางนาในก็เหลือแต่ตัว ดังที่เห็น

วันนี้ เจ้าคุณสนอง ได้เป็น "รองภาค 12 "  ก็ยังถือว่าลำบาก เพราะมาให้กันในตอนสายแล้ว ตลาดบาลีที่บางนาวายแล้ว ได้รองภาคมาจะทำอะไรได้ ไหนจะต้องเบียดเวลาไปช่วยงานภาค ไหนจะต้องกระเตงสำนักเรียนที่จะล้มอยู่รอมร่อ ยิ่งสถานการณ์โควิดมาติดพัน ก็ยิ่งลำบาก ตะทีวัดของผู้ใหญ่ ไม่เห็นมีผลงานการศึกษาเหมือนวัดบางนาใน แต่กลับตั้งเจ้าคุณกันแทบล้นวัด สังคมสงฆ์ไทยถ้าใช้ระบบนี้อยู่ ก็ดูไปเถิด มีแต่สาละวันเตี้ยลง นี่เจ้าคุณสนองมิได้บอกให้เขียน แต่เขียนเพราะรู้เห็นมากับตา ว่าวัดบางนาในถูกพระผู้ใหญ่ละเลย ไม่ช่วยเหลือเลย ไม่รู้ว่ามีอำนาจไว้ทำอะไร

 

สามรองภาควัดไตรมิตร

กวีพัฒน์ ป.9 : วิชา ป.7 : สุเมธ ป.9

 

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) วัดไตรมิตร เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก แทรกเจ้าคุณสุเมธ (พระศรีรัตนากร ป.ธ.9) สังกัดวัดไตรมิตร ลงในภาค 12 มองได้หลายมุม

มุมแรกก็จะมองว่า "เด็กเส้นเพียบ" วัดไตรมิตร นอกจากจะมี "สองสมเด็จ-สองเจ้าคณะใหญ่" คุมพื้นที่กว้างที่สุดในประเทศไทยแล้ว วันนี้ยังกวาดเอาตำแหน่ง "รองภาค" ไปไว้ในวัดอีกตั้ง 3 ตำแหน่ง พระเณรทั่วไทยเห็นแล้วก็อยากจะไปอาศัยชายคาวัดไตรมิตร เผื่อจะมีหมวกสวมกันแดดกันฝนบ้าง

แต่ถ้ามองในมุมผู้ใหญ่ ก็ต้องบอกว่า "ธรรมดา ใช้คนก็ต้องไว้ใจ ไม่ไว้ใจก็ใช้ไม่ได้" ผู้ใหญ่ตั้งแต่พระสังฆราชลงมาก็ใช้คาถาเดียวกัน เราจึงได้เห็น "เด็กเส้น-ก้นกุฏิ" ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง และจะคงเป็นเช่นนี้เรื่อยไป ไม่ว่าเขาหรือเรา ถ้าได้เป็นใหญ่ก็ต้องใช้หลักการเดียวกัน เพราะเรามิได้ผ่านการเลือกตั้ง แต่เป็นระบบโควต้า ผลจึงออกมาดังที่เห็น ถึงไม่ถูกใจก็ต้องทำใจ

มองให้ลึกก็จะเห็นว่า แรกนั้น เจ้าคุณเก็ง (พระธรรมคุณาภรณ์-เก็ง อาสโภ ป.ธ.9) วัดไตรมิตร ท่านเป็นเจ้าคณะภาค 8 อยู่ก่อน และเกษียณอายุไป โดยมีเจ้าคุณวิชาเป็นรองภาคมานาน การได้เจ้าคุณสุเมธมาเป็นรองภาค 12 จึงถือว่าทดแทนกับตำแหน่งของอาจารย์เก็ง ส่วนเจ้าคุณกวีพัฒน์นั้น ถือเป็นโควต้าของสมเด็จสนิท ซึ่งธรรมดาว่าผู้ใหญ่ระดับนี้ก็ต้องมีโควต้าพิเศษบ้าง ดังนั้น ถ้าจะว่าโผนี้มีเด็กเส้นจริงๆ ก็น่าจะเป็นเพียง "เจ้าคุณกวีพัฒน์" เพียงรูปเดียวเท่านั้น ที่เหลือนั้นเป็นโควต้าทดแทนของเก่า

เอาเป็นว่า ถ้าเราไปดูลำดับของการครองอำนาจ ทั้งจาก..วัดมหาธาตุ วัดชนะสงคราม วัดสระเกศ วัดปากน้ำ วัดบวรนิเวศวิหาร และวัดราชบพิธ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เทียบกับวัดไตรมิตรและวัดโพธิ์แล้ว ก็ไม่ต่างกัน คือทีใครทีมัน และมันก็เป็นธรรมดา ไม่ว่าใคร ถ้าได้เป็นใหญ่ ก็ย่อมจะทำเฉกเช่นเดียวกัน นี่ยังแปลกใจด้วยว่า "เจ้าคุณภา" เลขาเจ้าคณะใหญ่หนกลาง (สมเด็จธงชัย) วัดไตรมิตรนั้น ไฉนไม่มีชื่อติดภาคไหนเลย พลาดรถด่วนกับเขาไปได้ไง ดูที่ "ภาค 1" ซีฮะ รองภาคยังว่าง ถ้าท่านภาจะเอา ใครเขาจะกล้าขวาง..!

และก็เป็นธรรมดาเช่นกัน ถ้าจะมีผู้คนเห็นการแต่งตั้งเช่นนี้ แล้วซุบซิบนินทา ว่าเล่นพรรคเล่นพวก หรือเล่นเส้นเล่นสาย ก็อย่าสงสัย เพราะ นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต ผู้ไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก ขอเพียงตั้งแล้วให้ทำงานได้ตามเป้าหมายก็แล้วกัน นะ ตามสบาย ปลงแล้วล่ะ

 

 

มหาเถรฯตั้งรองเจ้าคณะภาคหนตะวันออก

ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ไฟเขียวตั้งรองเจ้าคณะภาคเขตปกครองคณะสงฆ์หนตะวันออก จับตาวาระลับ มส. คาดพิจารณาสมณศักดิ์

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) โดยก่อนที่จะเสร็จสิ้นการประชุมได้มีการประชุมวาระลับ และได้เชิญผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกนอกห้องประชุมทั้งหมด มีเพียงกรรมการ มส. และนายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ร่วมประชุมในวาระลับดังกล่าวเท่านั้น

ภายหลังการประชุม นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการ พศ. ในฐานะโฆษก พศ. แถลงผลการประชุม มส. ว่า มส.เห็นชอบให้เพิ่มตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 12 อีก 1 ตำแหน่ง จากเดิมมีตำแหน่งดังกล่าวเพียงตำแหน่งเดียว เนื่องจากพื้นที่เขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 12 คือ นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา มีวัดและสำนักสงฆ์ ถึง 1,721 แห่ง พร้อมกันนี้ มส. ยังเห็นชอบแต่งตั้งตำแหน่งรองเจ้าคณะภาคในเขตปกครองคณะสงฆ์หนตะวันออก ดังนี้

พระราชเมธี (วิชา อภิปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยาราม ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 8

พระศรีวชิราภรณ์ (เกรียงไกร กิตฺติเมธี) วัดยานนาวา ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 8

พระเทพปริยัติเวที (แสงทอง อริยเมธี) วัดสุทัศนเทพวราราม ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 9

พระอุดมปรีชาญาณ (กวิพัฒน์ สุขเมธี) วัดไตรมิตรวิทยาราม ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 9

พระราชวชิรโมลี (โสรัจจ์ มหาโสรจฺโจ) วัดสวนพลู ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 10

พระเมธีวรญาณ (สายเพชร วชิรเวที) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 10

พระเทพวิสุทธิเมธี (แผ่ว ปรกฺกโม) วัดเทพธิดาราม ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 11

พระราชปัญญาสุธี (อุทัย ณาโณทโย) วัดสร้อยทอง ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 11

พระศรีศาสนวงศ์ (สนอง อนุภทฺโท) วัดบางนาใน ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 12

พระศรีรัตนากร (สุเมธ สุเมโธ) วัดไตรมิตรวิทยาราม ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 12

ทั้งนี้ มีรายงานว่า สำหรับการประชุมวาระลับของ มส. ในลักษณะดังกล่าวที่จะมีกรรมการ มส. และ ผอ.พศ. ในฐานะเลขาธิการ มส. ร่วมประชุมนั้น จะมีเพียงเรื่องเดียวที่จะมีการประชุมลับในลักษณะนี้ คือการพิจารณาแต่งตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์พระสงฆ์

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 1 กรกฎาคม 2564

 

 

 

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561 : 2562

2563 : 2564

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

วัดไทยลาสเวกัส..ในวิกฤตโควิด-19
 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264