LAST UPDATE :   FEBRUARY  27  2017   06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน

กดที่ภาพเพื่ออ่าน "มุมมองของพระมหานรินทร์" ครั้งที่ 161

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย !

มือใคร ? ในประวัติศาสตร์ศาสนา ปี 49

 


 

มุมมองของพระมหานรินทร์ ครั้งที่ 160

กดที่ภาพเพื่ออ่านบทความ

 

 

มหาโชว์รับน้องใหม่ !

 

ต้ดไม้ข่มนาม ขู่นิ่มๆ กระทบชิ่งรัฐบาล

ถ้า ผอ.พศ. ใหม่ ถูกใช้มาเก็บเงินพระ

คิดหรือว่าจะอยู่ได้ !

 

อา..สวัสดีฮะ ท่านโชว์ ตั้งแต่ก่อนเป็นเจ้าคุณจนได้เป็นเจ้าคุณนั้น เห็นท่านสงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่วันนี้ เห็นทีจะคืนฟอร์มแล้ว แหมมวยบู๊ จะให้เป็นมวยบุ๋น ตั้งฉายาเสียโก๋แก่ "พระสุธีวีรบัณฑิต" แต่คนเขาก็รู้ว่า "มหาโชว์" โชว์ตัวที่ไหนก็ไม่ใช่..แนวบุ๋น ก็ดูสิ สำนวนเด็ดเจ็ดสีของท่านโชว์ที่ฟังแล้ว "เสียวสะดือ" อาทิเช่น "เหี่ยวก็เหี่ยว ดำก็ดำ คำผกา, อีเปลม, ไอ้เหล่ เฮียทั้งชาติ ชัวทั้งชาติ" ปรากฏว่าเข้าท่าแฮะ ผู้หลักผู้ใหญ่ชอบใจ ไม่กี่เพลาก็มีพระบรมราชโองการตั้งเป็นเจ้าคุณโชว์ โอ..ชกแบบนี้นี่เองถึงว่าเข้าตากรรมการวัดปากน้ำ !

การศาสนาและการเมือง ที่มีวาระ "เพื่อส่วนรวม" เช่นนี้ มีหรือ สายตาเหยี่ยวมฤตยูอย่าง "ท่านโชว์" จะพลาด เขาแค่ "รอจังหวะ" เปิดตัวสวยๆ เท่านั้นเอง แต่เกมนี้อาจจะเป็นการ "สลับแข้งยิง" ระหว่าง "ท่านโชว์" กับ "ท่านประสาร" ก็เป็นได้ เพราะอยู่ค่ายเดียวกัน นั่นคือ มจร.

ถามว่า ต่อไปเป็นคิวของใคร อ๋อ..ก็ของ "ชูวิทย์ ณ อ้อน้อย" ไงฮะ พุทธะอิสระนั้น เขาเป็นมวยหลายเวที ต่อยตีทั้งมวยวัดมวยเวทีใหญ่ วัดปากน้ำก็ผ่านมาแล้ว  ถวายโกเต๊กซะพระวัดนั้นไม่กล้ารับ กลัวเป็นอาบัติ ตามตำรา "นมนั้น ดื่มได้ แต่ห้ามจับ" ฮา ! ว่าแต่เวทีธรรมกายนั้น รางวัลมหาศาลระดับ "ผู้นำพุทธโลก" แบบนี้พลาดได้ไง เป็นตายยังไงก็ต้องไปขึ้นสนามมวย..คลองสาม !

 

 

 

เจ้าคุณประสารเข้าฌาน

 

 

เจ้าคุณโชว์ ออกฌาน

 

ศูนย์พิทักษ์ฯ จับตา ผอ.พศ. คนใหม่

"พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ผอ.พศ.คนใหม่ รับงานวันแรก ชี้แก้ปัญหาวัดพระธรรมกายใช้หลักการเคารพ พูดจา ถ้อยทีถ้อยอาศัย ขณะที่ศูนย์พิทักษ์ฯขู่หาก ผอ.พศ. คนใหม่ รับลูกรัฐบาลแก้กฎหมายหวังเงินพระศาสนา คณะสงฆ์ไม่เงียบแน่

วันนี้( 27 ก.พ.) เวลา 10.00 น. ที่อาคารหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลังที่ 2 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พุทธมณฑล จ.นครปฐม พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. ได้เข้าทำงานวันแรก และประชุมผู้บริหาร พศ.เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรค โดย พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวว่า รัฐบาลมอบหมายให้ตนมาดูแลงาน ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งภารกิจเร่งด่วนนั้นจะต้องมีการหารือกับทางผู้บริหาร พศ. ว่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างไร ส่วนเรื่องกฎหมายต่างๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ก็ช่วยติดตาม ดำเนินการให้ ซึ่งได้มีการสอบถามรายละเอียดจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว อย่างไรก็ตาม อะไรที่ดีอยู่แล้วให้ทำต่อไป ตนจะไม่เข้าไปยุ่ง


ต่อข้อถาม เปลี่ยนตัว ผอ.พศ. ครั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาวัดพระธรรมกาย และเรื่องนี้เป็นปัญหาเรื่องด่วนหรือไม่ พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ตนมาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ถ้าไฟตกใส่หัวท่านจะรีบปัดออกหรือไม่ ส่วนแนวทางในการแก้ปัญหาวัดพระธรรมกายนั้น จะใช้หลักการเคารพ พูดจา ถ้อยทีถ้อยอาศัย ช่วยกันกับทางบ้านเมืองเพื่อแก้ปัญหา ทั้งนี้อำนาจของ พศ. คือ ประสานงาน สนองงานคณะสงฆ์ ส่วนอำนาจในการสั่งการทางการปกครองคณะสงฆ์นั้น เป็นอำนาจของทางเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์


พระสุธีวีรบัณฑิต (โชว์ ทัสสนีโย) รองประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การโยกผู้ที่ทำงานอยู่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ทั้งยังเคยดูเรื่องภาษี และไม่เคยคลุกคลีงานกับคณะสงฆ์มาก่อน มาเป็น ผอ.พศ. นั้น  อยากตั้งคำถามว่า มาเพื่อดำเนินการสนับสนุนการแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ในการเข้ามาดูแลทรัพย์สินของคณะสงฆ์ ตามคำสั่งของรัฐบาลหรือไม่ เนื่องจากในขณะนี้ทราบว่าทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังดำเนินการแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เพื่อเรื่องดังกล่าวอยู่ โดยมีเป้าหมายต้องการจะเข้ามาดูแลทรัพย์สินของพระ ของวัดทั้งที่เป็นทรัพย์สินของพระพุทธศาสนา รวมไปถึงศาสนสมบัติกลาง และเงินตามวัดต่างๆ ด้วย หากเป็นเช่นนั้นจริง เท่ากับว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ทำลายพระพุทธศาสนาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ขณะนี้คณะสงฆ์อึดอัดพอสมควร การเป็นรัฐบาลด้วยการรัฐประหาร ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ต้องรู้จักมารยาทด้วย และต่อไปนี้คณะสงฆ์คงเงียบไม่ได้แล้ว คณะสงฆ์ และชาวพุทธ กำลังจับตาการเข้ามาทำงานของ ผอ.พศ. คนนี้ ว่ามีนโยบายอย่างไร มาสนองพระพุทธศาสนาอย่างไร หากมาเพื่อเอาเงินของพระพุทธศาสนา คิดหรือว่าจะอยู่ได้

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 28 กุมภาพันธ์ 2560

 

NO AND NEVER !

 

พนมเปิดใจ

ไม่ใช่ศิษย์และไม่เคยร่วมงานธรรมกาย

เคยไปในชีวิตก็แค่..ครั้งเดียว !

 

 

อา..นั่นนะสินะ จะอะไรกันนักกันหนา ตะทีคนที่เคยไป ไม่ว่าพระว่าโยมอีกมากมาย หน้าสลอนเต็มจอทีวี ยังไม่เห็นมีปัญหา กรรมการมหาเถรสมาคม "สายธรรมกาย" ยังอยู่ดีสบายทุกรูปทุกองค์ แล้ว "ผม-พนม" ไปตักบาตรเยาวราชกับนายกปูแค่ครั้งเดียวเอง จะเอาเป็นเอาตายกันเลยเจียวหรือ ?

อืม ! ก็ถือว่าน่าพิจารณานะ ว่าแต่ คุณพนม ให้สัมภาษณ์สื่อครั้งนี้ ถือว่าโอเคนะ เป็นผู้ใหญ่ สุขุม เยือกเย็น และ "พูดเป็น" ไม่กระทบกระทั่ง ไม่ทิ้งปัญหาให้ใคร และไม่แสดงความน้อยอกน้อยใจให้เห็น เป็นคนมีระเบียบวินัยที่ใช้ได้ ไหนใครว่าคุณพนมไม่เป็นมวย เป็นยิ่งกว่าเป็นเสียอีก อย่าลืมว่าตำแหน่ง "ผอ.สำนักพุทธฯ" นั้น สูงกว่าอธิบดีกรมการศาสนา ถ้าไม่แน่จริงก็อยู่ไม่ได้ คุณพนมอยู่มา 2 ปีกว่า ถือว่านาน บางคนอยู่ไม่ถึงปีก็เกษียนแล้ว ดังนั้น ถ้ามองในจุดนี้ก็ไม่มีอะไรจะเสีย ดีเสียอีกที่ออกไปจาก "เวทีมวย" แห่งนี้ได้ ต่อจากนี้ไปก็ "นั่งบนภู ดูเสือกัดกัน" จิบชาอู่หลงจากดอยแม่สะลอง หาพระเครื่องมาเล่นแก้เหงา รับรองเพื่อนฝูงตรึม ใบหน้าคุณพนมอาจจะหนุ่มกว่าตอนอยู่สำนักพุทธฯเสียอีก

คุณพนม ออกมาจากสำนักพุทธฯครั้งนี้ ถือว่าดีที่สุดแล้ว ไม่เจ็บตัวมาก แต่หากอยู่ต่อไปก็ไม่แน่ แต่หลังจากนี้ คุณพนมยังมีอายุราชการเหลืออีกตั้ง 2 ปี การไปนั่งที่สำนักนายกฯ ครั้งนี้ จึงอาจจะแค่..ชั่วคราว เพราะเขาคงไม่ให้ไปนั่งเล่นนานหรอก เพราะตำแหน่งนี้ "เงินเดือนแพง" ดังนั้น หลังจากนี้ ถ้าหากวางตัวดี ก็อาจจะมีตำแหน่งใหม่ให้ "ไม่ต่ำกว่าเก้าอี้ตัวเดิม" ถามหมอดูสิ ถ้าไม่เชื่อ !

 

 

ครั้งเดียวก็เกินพอ !

 

จับเข่าคุย "พนม ศรศิลป์" อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ ถูกปลดกลางศึกวัดพระธรรมกาย

"...บางคนมาหาว่าผมเข้าข้าง แต่อย่าลืมว่าผมไม่มีหน้าที่ไปจับกุมพระธัมมชโย หวังว่าจะเข้าใจประเด็นนี้ตรงกัน ตอนนี้เป็นหน้าที่ของดีเอสไอ ตำรวจ และผมก็ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับทางวัดพระธรรมกาย เคยไปร่วมตักบาตรที่เยาวราช แค่ครั้งเดียว ซึ่งผู้ใหญ่ก็มอบหมายไป ผมก็ทำแค่นั้น..."

ศึกรัฐบาล vs วัดพระธรรมกาย ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 หลัง "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ตัดสินใจออกคำสั่งมาตรา 44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย เพื่อดำเนินการจับกุมพระธัมมชโย

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ถือเป็นตัวกลางคอยประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาโดยตลอด

บทบาทของสำนักพระพุทธฯ จึงมีความสำคัญอย่างมาก ทว่าล่าสุด "บิ๊กตู่" กลับมีคำสั่งมาตรา 44 ให้ "พนม ศรศิลป์" พ้นจากตำแหน่ง ผอ.สำนักพระพุทธฯ กลางศึกวัดพระธรรมกายที่ยังร้อนระอุอยู่ พร้อมแต่งตั้ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร ดีเอสไอ ไปดำรงตำแหน่งแทน

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org จึงต่อสายถึง "พนม" เพื่อชี้แจงถึงสาเหตุของการปลดฟ้าผ่าครั้งนี้

@ สาเหตุที่ถูกย้ายออกจากสำนักพระพุทธฯมาจากอะไร

"มันคงมาจากหลายสาเหตุ ผมอาจจะทำงานมาแล้ว 2 ปีครึ่ง ผมก็ยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน และยังไม่ได้ไปรายงานตัว ซึ่งน่าจะไปรายงานตัววัน 27 ก.พ."

@ ถูกสันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับการดำเนินการกับวัดพระธรรมกาย

"ผมไม่แน่ใจนะครับ เพราะทางผู้ใหญ่ท่านไม่ได้แจ้งอะไรกับผม ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะผมทำงานในตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 2557"

@ ที่ผ่านมาทำงานเต็มที่หรือไม่

"อาจจะนะ ผมประเมินตัวเองไม่ได้ ต้องให้ผู้ใหญ่เขาประเมิน ผมอาจจะมีจุดอ่อน มีจุดอะไรบ้างอย่าง ท่านก็ปรับได้ แต่เรื่องนี้ไม่น่าเป็นห่วง"

@ มีข่าวออกมาตลอดว่าเข้าข้างวัดพระธรรมกายจริงหรือไม่

"อันนี้ผมต้องขอปฏิเสธ บางคนมาหาว่าผมเข้าข้าง แต่อย่าลืมว่าผมไม่มีหน้าที่ไปจับกุมพระธัมมชโย หวังว่าจะเข้าใจประเด็นนี้ตรงกัน ตอนนี้เป็นหน้าที่ของดีเอสไอ ตำรวจ และผมก็ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับทางวัดพระธรรมกาย เคยไปร่วมตักบาตรที่เยาวราชแค่ครั้งเดียว ซึ่งผู้ใหญ่ก็มอบหมายไป ผมก็ทำแค่นั้น"

"และถ้าเข้าข้างมันแล้วแต่มุมมอง แต่ผมไม่ได้มีอำนาจที่จะไปเข้าข้างหรือไม่เข้าข้าง จะเห็นว่าอย่างการประชุมร่วมกับดีเอสไอจะมีทีมผม รองผู้อำนวยการสำนักพระพุทธฯ ทีมผู้ตรวจ ไปประชุมร่วมกันตลอด และเข้าไปอยู่ในพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพระ"

"บังเอิญภารกิจของเรามันมีหน้าที่สนองงานทางด้านสงฆ์ พวกผมก็พยายามหลีกเลี่ยงระมัดระวังเกรงว่าอาจจะถูกมองได้หลายมุม ผมขอปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ไหม ผมยืนยันว่าไม่ได้เข้าข้างใดๆ เพียงแต่ผมอาจจะเป็นคนประนีประนอม และค่อนข้างที่จะระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นกับพระสงฆ์ ผมอาจจะไม่ได้แสดงท่าทีกับพระสงฆ์มากมาย ทั้งชีวิตราชการผมสนองงานคณะสงฆ์ โดยที่เราไม่ได้เลือกว่าเป็นคณะสงฆ์นิกายไหน หรือวัดไหน อาจจะเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ผมต้องพิจารณาตัวเอง แล้วเข้าใจกับข้อเสียของผม"

@ มีข่าวในโซเชี่ยลมีเดีย โจมตีถึงขั้นว่า คนในสำนักงานพระพุทธศาสนา รับเงินจากวัดพระธรรมกาย

"โอ้ว...ไม่มีครับ รับเงินจากวัดพระธรรมกายรับประเด็นไหน เราก็น้อมรับคำติชม แต่ตัวผมเองไม่เคยรับ และที่รู้จักกันก็ไม่มีใครไปรับ และไม่รู้ว่าจะไปรับจากประเด็นไหน วันขึ้นปีใหม่ วันอะไรต่างๆ ก็ไม่มีความสำคัญ ไม่ได้จัดกิจกรรมอะไร"

"ถ้าจะบอกว่ากล้าสาบานไหม ผมก็กล้าสาบานนะ ถามว่ามันจะมีหรือไม่ ผมก็คงไม่กล้าไปรับขนานนั้น แต่ยืนยันว่าพวกเราไม่น่าจะมีช่องทางที่จะไปรับเงิน และจะไปรับเนื่องในงานอะไร และผมก็ไม่เคยไปร่วมอะไรที่จะทำให้ตัวผมเองต้องลำบากใจ"

@ การทำงานของผอ.สำนักพุทธฯภายใต้การนำของ พ.ต.ท.พงศ์พร จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่

"ต้องกราบเรียนว่าที่สำนักงานพระพุทธฯ ทุกคนเป็นมืออาชีพ ทำงานร่วมกันได้กับทุกคน ผมเคยทำงานร่วมกับ พ.ต.ท.พงศ์พร มาปีกว่า ท่านก็ประสานงานทำงานร่วมกันได้ และไม่เกินความคาดหมาย มีความรู้ความสามารถเหมาะกับที่รัฐบาลจะเลือกใช้งาน และที่ผ่านมาก็มี คุณหมอจักรธรรม ธรรมศักดิ์ ย้ายจากกระทรวงสาธารณสุข ก็สามารถทำงานได้"

@ ตอนนี้รับได้หรือไม่ที่ถูกย้ายออกมา

"ผมรับได้ เพราะถือว่าได้ทำงานแล้ว ผู้ใหญ่เขาตัดสินอย่างไรก็ต้องปฏิบัติ เราประสานงานตามกรอบ ตามอำนาจที่จะทำได้มาตลอด"

ทั้งหมดนี่ คือ คำชี้แจงของ "พนม ศรศิลป์" ที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่ง ผอ.สำนักพระพุทธฯ กลางศึกวัดพระธรรมกายที่ยังร้อนระอุอยู่ในขณะนี้

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา : 27 กุมภาพันธ์ 2560

 

เปลี่ยนแนว !

เจ้าคุณพิพิธติดใจ

หันมาเขียนกลอนวอนสามัคคี !

 

อา..แต่ไหนแต่ไรมานั้น เจ้าคุณสุนทร ท่านมีความชำนาญทางด้านการเทศน์ ที่เรียกว่า "วาทศิลป์" แต่ใครล่ะจะรู้ว่าท่านเป็นศิลปินอีกต่างหากด้วย โดยเฉพาะ "เรื่องบทเรื่องกลอน" นั้น อ่านดูวันวานก็เข้าท่า วันนี้มาอีกกลอน คราวนี้ "เข้าข้างธรรมกาย" ไปเต็มๆ เลย เพียงแต่ใช้หลัก "ปรองดอง"  อ่านแล้วดูลื่นไหล อ้อ สำนวนเทศน์มันไม่เนียนเหมือนกลอนเช่นนี้นี่เอง

ว่าแต่นะ คิดว่า ไม่วันนี้ก็คงพรุ่งนี้ ทางสำนักอ้อน้อย คงจะมีขยับอะไรใส่วัดสุทัศน์มั่ง ครั้งก่อนก็เพิ่งจะ "รอมชอม" กันได้ ขอโทษขอโพยกันไป จนได้เลื่อนเป็นชั้นเทพ ครั้งนี้ ถ้าผ่านด่านนี้ไปได้อีก ชั้นธรรมก็เห็นทีจะอยู่ไม่ไกล พระไทยนี่ก็แปลก ด่าทหารแล้วได้ดิบได้ดีมีถมไป ดูแต่ "มหาโชว์" สิ ขึ้นเวทีแดงเรียกประยุทธ์ "เฮียทั้งชาติ ชัวทั้งชาติ" วันนี้ก็ได้ดีเพราะ..เฮีย เอ..พวกล้มล้างศาสนาพุทธนั้น เขาล้มกันแบบนี้นี่เอง อิอิ !

 

 

กลอนวันวาน

 

 

 

กลอนวันนี้

 

ฤาบ้านเมืองถึงทีจะกลียุค

ฤาบ้านเมืองถึงทีจะกลียุค

จึงสนุกกับใส่ไคล้และไล่ล่า

ผู้เสียเปรียบถูกล่มจมพสุธา

รอวันหน้าพลิกฟื้นเอาคืนมั่ง

สื่อเข้าข้างต่างค่ายโถมโจมเข้าใส่

ต่างเอาความสะใจเป็นที่ตั้ง

จรรยาบรรณของสื่อคือสตังค์

ขุมกำลังอุดหนุนขุนกันไป

มีอำนาจในมือคือดีเด่น

มองพระสงฆ์องค์เณรเป็นพวกไพร่

ตำหนิโน่นด่านี่ทุกทีไป

ต้องแก้ไของค์กรที่ฟอนเฟะ

บ้านเมืองไทยได้พระสงฆ์ดำรงชาติ

ถูกปรามาสเลวระยำทำจนเละ

พวกคนที่ดาหน้าด่าอะเอะ

ศีลห้าเขละเขลอะขละอนิจจัง

ฤายุคนี้ถึงทีเป็นกลียุค

ความถูกซุกอยู่ใต้กฎของรถถัง

อยากปรองดองกลับหยามเหยียดสร้างเกลียดชัง

สามัคคีที่วาดหวังพังทลาย

ถึงเอาเชือกมาพันขันประเทศ

ผู้วิเศษมาเสกมนต์คนทั้งหลาย

ถึงเอาปืนมาจ่อหัวให้กลัวตาย

อย่ามั่นหมายสามัคคีที่จอมปลอม

 

พระเทพปฏิภาณวาที (เจ้าคุณพิพิธ)

 

ที่มา : มติชน : 27 กุมภาพันธ์ 2560

 

วงแตก !

เผย ม.44 ตกกลางวงประชุม วัดพิชัยญาติ

พอทราบข่าวเท่านั้น ก็พลัน..วงแตก !

 

 

พนม ศรศิลป์
กับตำแหน่งใหม่ที่ไม่อยากให้ใครแสดงความยินดี

 

พนมยังมึน โดนคำสั่ง ม.44 ปลด ขณะประชุมธรรมกาย

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2560 นายพนม ศรศิลป์ ผู้ตรวจราชการพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่โดนคำสั่ง ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ย้ายจากผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) มาเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่เคยทราบมาก่อนว่าจะโดนคำสั่งดังกล่าว ขณะที่มีคำสั่งออกมา ก็กำลังประชุมอยู่กับสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ที่วัดพิชยญาติการาม เพื่อหาทางดำเนินการกรณีวัดพระธรรมกาย ให้สถานการณ์คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคำสั่งออกมาแล้ว จะทำอย่างไรได้ เมื่อมีคนอยากให้มาก็ต้องมา เราทำอะไรไม่ได้ ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการทำงานของ พศ. นั้น เป็นการทำงานสนองงานคณะสงฆ์ จะไปทำอะไรเกินหน้าพระ คงเป็นเรื่องไม่สมควร

เมื่อถามถึงการประชุมกับสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ มีแนวทางอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายพนมกล่าวว่า การประชุมเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ยังไม่ทันจะลงในรายละเอียด และขณะนี้ตนคงตอบอะไรมากไม่ได้ เพราะหมดหน้าที่แล้ว

ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า คำสั่งตามมาตรา 44 ดังกล่าว ออกมาในขณะที่นายพนม กำลังประชุมหาแนวทางดำเนินการกรณีวัดพระธรรมกายกับสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ที่วัดพิชยญาติการาม และเมื่อที่ประชุมทราบข่าว ทำให้การประชุมต้องยุติลงในทันที

 

ที่มา : มติชน : 27 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

DESTINY TOGETHER !

"เป็นชะตากรรมร่วมของชาวไทย"

บิ๊กตู่อธิบายการใช้ ม.44 ที่ธรรมกาย

 

ไม่อยากใช้ แต่จำเป็น เพราะมีคนทำตัวเป็นมาเฟียอยู่เหนือกฎหมาย แต่ถ้าสังคมไทยยังไม่สำเหนียก ปล่อยปละละเลย ต่างคนต่างอยู่ จนกลายเป็นดินพอกหางหมูอย่างทุกวันนี้ ก็คงต้องรอให้ "ยกพวกออกมาตีกันตาย" เหมือนสีเหลืองสีแดงในอดีต ขนาดใช้กฎหมายพิเศษก็ยังกินยาก แล้วกฎหมายธรรมดาๆ ล่ะ จะระคายผิวธัมมชโยหรือ ?

อืม ! มันก็เห็นๆ กันอ่ะนะ พระโคดมพุทธเจ้าน่ะ ก็ยังแค่ตรัสรู้ แค่ภาคโปรด ยังไม่รู้จักมาร ยังปราบมารไม่ได้ ดังนั้น พ่อใหญ่จึงอาสามาปราบเอง (สาธุ) พระต้นธาตุต้นทำท่านส่งมา (ชิตัง เม) ฯลฯ

แต่ก็นั่นแหละ เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ได้ออกมาแสดงความเห็นตั้งแต่ปี 2542 แล้ว ว่านี่คือ ปัญหาของประเทศชาติพระศาสนาในอนาคต แต่มหาเถรสมาคมเอย รัฐบาล (ชวน-ทักษิณ-บรรหาร-ยิ่งลักษณ์-สมัคร-อภิสิทธิ์-องคมนตรี) ไม่มีใครสนใจไยดีเลย ทุกผู้ทุกคนมุ่งแต่ "สร้างผลงานส่วนตัว" เพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล แต่เกียรติประวัติของประเทศชาติพระศาสนานั้น "มองไม่เห็น" บ้างก็มองโลกในแง่ดีเกินไป บ้างก็เล่นการเมืองจนเลยเถิด สุดท้ายก็กลายเป็น "ชะตากรรมร่วม"  ขณะที่สหรัฐอเมริกามีวาทะระดับชาติว่า "STRONG TOGETHER" แต่ของไทย กลับกลายเป็น "DESTINY TOGETHER"

เล่นการเมืองเพื่ออะไร เล่นการศาสนาเพื่ออะไร ? เป็นคำถามสำคัญสูงสุดที่ประเทศไทยต้องเขียนไว้ก่อนใช้รัฐธรรมนูญ เพื่อคัดกรองผู้ที่จะเข้ามากุมอำนาจรัฐและคณะสงฆ์ อันส่งผลต่อ "ทิศทาง" ของประเทศในระยะยาว นี่สำคัญกว่าการคัดกรองคนเข้าวัดพระธรรมกายเสียอีก นับสิบๆ ปี ที่รัฐบาลไทย ปล่อยปละละเลย ให้ สพฐ. ขนคนเข้าวัดพระธรรมกาย จนกลายเป็นนิกายใหม่ไปทั่วประเทศ ก็คนของรัฐทั้งนั้นที่สร้างปัญหา ตอนขนเด็กเข้าวีสตาร์นั้น เจ้าหน้าที่ได้ผลงาน แต่วันนี้มีปัญหา ถามว่าขี้ไว้ให้ใครล้าง ?

เมื่อเกิดคำถามว่า พระสงฆ์มีไว้ทำไม มหาเถรสมาคมมีไว้ทำไม ตำรวจมีไว้ทำไม ทหารมีไว้ทำไม สุดท้ายก็จะลามมาถึง "รัฐบาลมีไว้ทำไม-ศาลมีไว้ทำไม-องคมนตรีมีไว้ทำไม" เห็นไหมว่า..ยาว

เรามีศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอาญา ศาลแขวง ฯลฯ สารพัดศาล แต่สุดท้าย เมื่อศาลเหล่านี้ทำหน้าเพียง "ด่านสุดท้าย" ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ ขยำสำนวนกันมันมือ ศาลเอาแต่นั่งบัลลังก์ อ่านสำนวน "ขี้มือ" ของตำรวจ-อัยการ ตัดสินเอาคนผิดเป็นถูก เอาคนถูกเป็นผิด หรือปล่อยคนชั่วลอยนวล แล้วก็อ้างว่า "พิพากษาไปตามสำนวนของอัยการ" สั่งขังคนผู้บริสุทธิ์-ปล่อยโจรออกมาฆ่าคนต่อ แต่ศาลก็ไม่เคยผิด เพราะมีพระปรมาภิไธยคุ้มครอง พอประชาชนทนเดือดร้อนไม่ไหว ก็หันไปใช้ "ศาลเตี้ย" ยกพวกเข่นฆ่ากันเอง กลายเป็น "ชะตากรรมร่วม" ดังที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอก

ถ้าจะปฏิรูปพระศาสนาจริงๆ รัฐบาลก็ต้องหันมาให้ความสนใจกับองค์กรที่ชื่อว่า "มหาเถรสมาคม" เพราะนี่คือ "แดนสนธยา" ของประเทศไทยตัวจริงเสียงจริง ดังกรณีการแต่งตั้ง "มหาสายชล-วัดชนะ มหานิกร-วัดปากน้ำ มหาวิชา-วัดไตรมิตร" เป็นเจ้าคณะภาคและรองภาค ซึ่งเห็นชัดๆ ว่าเป็นการ "สืบทอดอำนาจในกุฏิ" เล่นเส้นเล่นสายกันอย่างโจ่งแจ้ง (แต่ไม่มีใครกล้าคัดค้าน เพราะกลัวตัวเองไม่ได้เป็น) พอเกิดปัญหาพระศาสนา พวกนี้ก็ไม่มีปัญญาจะจัดการ แล้วเป็นไง ฉิบหายไหม ได้ยินไหม ที่มหาสายชลสารภาพบาปว่า "ผมตัวคนเดียว จะไปสู้รบปรบมืออะไรกับพวกเขาได้" แบบว่า ตบหน้าสมเด็จสมศักดิ์ ลูกพี่ ซึ่งการันตีคุณสมบัติของมหาสายชล ว่าเลอเลิศประเสริฐศรี ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด สำหรับตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ของคณะสงฆ์ไทย แล้วเป็นไง ยังอยู่ดีสบายดีหรือครับ ท่านสมเด็จ "สมสาก" ผู้ยิ่งใหญ่ ธรรมกายพลีชีพตายไปหนึ่งแล้วนะ รอให้ครบศพที่ 100 หรือไง !

นี่ไงคือ "ช่องโหว่ทางอำนาจ" ในคณะสงฆ์ไทย ที่ใช้กันมานาน ต่างคนต่างแบ่งเค้กกันกิน "ของท่านท่านก็ว่าไป ของผมท่านอย่ายุ่งก็แล้วกัน" มหานิกาย-ธรรมยุต ก็อี๋อ๋อ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมาอย่างนี้ ไอ้ที่นึกว่า "ตั้งธรรมยุตขึ้นมา" แล้วจะดี ที่ไหนได้ มันก็อีหรอบเดียวกัน ทุกอย่างอยู่ที่ "อำนาจ" ทั้งสิ้น เพราะเงินและอำนาจนั้น มันไม่มีสีไม่มีนิกาย ไฟไหม้วัดบวรนิเวศวิหารไปหลายรอบนั้น มิใช่เพราะสองเรื่องนี้หรือ ?

เช่นเมื่อเกิดกรณีเณรคำ ทางธรรมยุต ก็หวงก้างอ้างว่า "เป็นอำนาจหน้าที่ของธรรมยุต มหานิกายไม่เกี่ยว" ตอนนั้นเจ้าคณะพระสังฆาธิการตั้งแต่ระดับภาค รองภาค เจ้าคณะจังหวัด สายธรรมยุต ก็พาเหรดออกมาปกป้องเณรคำ สุดท้ายก็อุ้มกันไปไว้ที่สหรัฐอเมริกา รัฐบาลก็ไม่มีปัญญาจะจับถึงทุกวันนี้

แล้วพอมีกรณีธรรมกายเกิดขึ้น ทางมหานิกายก็ใช้ "สูตรเดียวกัน" มั่ง นั่นคือ แบ่งแยกแล้วปกครอง สมเด็จพระญาณสังวร เป็นสังฆราชก็จริง แต่เป็นธรรมยุต จึงต้องให้มหาเถรสมาคมและมหานิกายเข้าดำเนินการ ผ่านไปสิบกว่าปีถึงได้รู้ว่า "กรรมการมหาเถรสมาคมฝ่ายมหานิกาย กลายเป็นลูกน้องธัมมชโยไปหมด ไม่เว้นแม้แต่สมเด็จช่วง" พอรัฐบาลคณะสงฆ์ (เถรสมาคม) ชุดก่อนๆ ตัดสินว่า "ธัมมชโยไม่ผิด" รัฐบาลชุดต่อมาก็ลำบาก จะรื้อคดีก็โดนตีว่าไม่ชอบธรรม แถมแทบทุกรูปก็เคยร่วมรัฐบาลก่อนๆ มาแล้วทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ปัจจุบัน มันก็เข้าตำรา "น้ำท่วมปาก" จนรัฐบาลต้องงัด ม.44 ออกมาใช้

ดังนั้น ไอ้ที่คุยๆ ว่า "ผ่านมหาเถรสมาคมแล้ว มหาเถรสมาคมพิจารณารับรองแล้ว" นั้น มันก็แค่ "ตรายาง" ที่ผู้มีอำนาจในแต่ละเขตแดน "นำเข้ามหาเถร" ซึ่งแบ่งออกเป็น ธรรมยุต-มหานิกาย ส่วนมหานิกายนั้นก็ยังแตกสาขาออกไปเป็น "หนกลาง หนเหนือ หนใต้ หนตะวันออก" ทุกหนทุกภาค "มีโควต้า" หมด เราไม่มีคณะกรรมการคัดกรองที่เป็นกลางเลย การพระศาสนาทุกวันนี้ยังคงใช้ "ความเชื่อ" ในตัวบุคคล เชื่อว่า หลวงพ่อองค์นี้ท่านเป็นพระดี ดังนั้น ทุกสิ่งที่ท่านวินิจฉัย ก็ต้องดี ทั้งๆ ที่คนดีกับคนมีความรู้ความสามารถนั้น มันก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

ยกตัวอย่าง 2 สมเด็จพระพุฒาจารย์ "ทั้งเกี่ยวทั้งอาจ" ในอดีต ที่สังคมสงฆ์ร่ำลือว่าเก่งสุดยอด สมเด็จอาจ-วัดมหาธาตุ นั้น กิตติศัพท์ความอัจฉริยะนั้นแทบว่า "พุทธทาส" ก็ยังต้องยอมรับ ระดับ "จำนงค์ ทองประเสริฐ" ต้องซูฮกเรียกอาจารย์ ผลงานการพระศาสนาอยู่ในระดับ "ตำนาน" แต่สุดท้ายก็มาตายเพราะ "ไอ้เจี๊ยบ" เล่นเอาจนท่าน "เสียคนตอนแก่" ปลอมใบประกาศพระอุปัชฌาย์ขาย ในขณะสมเด็จอาจเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จเกี่ยว นี่ก็ไม่ธรรมดา เป็นคนใต้ มิใช่สายอยุธยา แต่ก็สามารถแซงหน้า "สมเด็จนิยม-สมเด็จช่วง" เพื่อร่วมรุ่นซึ่งอาวุโสกว่า แถมมากมายทั้งคอนเนกชั่นและเงินถุงเงินถัง เข้าป้ายเป็น "ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" ก่อนเพื่อน แต่สุดท้าย พอมรณภาพได้ไม่ถึงปี "เสี่ยเหนาะ" เด็กโปรดก้นกุฏิ ที่ขุนขึ้นมาจากเณรหัวขี้กลาก ก็เผาวัดสระเกศเสียวายวอด กิตติศัพท์คุณงามความดีที่สั่งสมมาชั่วชีวิต ต้องมาพังเพราะ "เสนาะ" คนเดียว

ล่าสุดก็น่าจะเป็น "สมเด็จช่วง" ผู้มากบารมี ที่ร่วงจากตำแหน่งสังฆราช เพราะ..ตุ๊แป๊ะจัดให้ ไปซื้อรถเบนซ์จากนอกมาจดประกอบ เอาเช็คสมเด็จไปเคลม ท่านก็เซ็นๆ ให้ไป เพราะเห็นว่าเป็น "ก้นกุฏิ" มันคงไม่ฆ่าหลวงพ่อหรอก เพราะจัดยาให้ฉันทุกวัน แต่ที่ไหนได้ "ลายเซ็นมัด" ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช "หลุดลอย" ไปไม่กลับ หลับตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น แต่ทุกวันนี้ ชาววัดปากน้ำยังคงเชื่อว่า "ส.สุวิทย์" คือตัวการทำลาย ทั้งๆ วัดปากน้ำนั้นเป็นแม่กองบาลีมาหลายสิบปีแล้ว แปลกันมาจนตาลายว่า "มือไม่มีแผล ถึงจับยาพิษก็ไม่ตาย" แต่ที่ตายเพราะอะไร มิใช่เพราะแผลในมือดอกหรือ ?

นี่คือ จุดอ่อน เป็นช่องโหว่ช่องใหญ่ในคณะสงฆ์ไทย มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ราชสำนัก-องคมนตรี และรัฐบาล ต้องประสานงานกับคณะสงฆ์ วางโรดแมปพระศาสนาในระยะสั้น-ระยะยาว อย่ามาคิดแก้แค่ปลายเหตุ เหมือนรัฐบาล คสช. ในปัจจุบัน ที่ท่านนายกฯพูดน่ะ ถูกแล้ว แต่ทำอย่างไรให้ถูกต้อง ก็ต้องไปว่ากัน ในกฎหมายคณะสงฆ์ฉบับใหม่ นะจ๊ะ !

 

 

 

"STRONG TOGETHER"

 

บิ๊กตู่ ย้ำใช้ ม.44 วัดพระธรรมกาย เหตุ ก.ม. ปกติใช้ไม่ได้

นายกฯ แจงใช้ ม.44 กับ "วัดพระธรรมกาย" เพราะกฎหมายปกติใช้ไม่ได้ ขอสังคมมองเป็นปัญหาร่วมกันทั้งประเทศ หวังประชาชนช่วยกันคิด

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวชี้แจงถึงกรณีของวัดธรรมกายกับมาตรา 44 ว่า ที่ผ่านมากฎหมายปกติใช้ไม่ได้ รัฐบาลจึงได้ตัดสินใจใช้มาตรา 44 ซึ่งหลายคนก็อาจมองว่าไม่ได้ผล แสดงว่า คสช.ไม่ได้รับการเชื่อถือหรือเอาไม่อยู่ แต่ความจริงแล้ว คสช. ต้องการให้สังคมได้เห็นว่า นี่คือปัญหาร่วมกันของคนทั้งประเทศ ที่ใช้กฎหมายอะไรก็ยุติคนไม่ดีไม่ได้ แล้ววันข้างหน้าเมื่อไม่มีมาตรา 44 ไม่มี คสช. แล้วจะอยู่กันอย่างไร ทุกคนจะยอมให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นต่อไปในอนาคตอีกหรือไม่ การใช้กฎหมู่ ไม่เคารพกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม โดยที่ คสช. ใช้เพราะต้องการให้ทุกคนคิดพิจารณาว่า สิ่งใดถูกสิ่งใดผิด จะช่วยกันทำให้ประเทศมีความปลอดภัยอย่างไร จะได้ไม่ต้องมาหวังให้ทหารมาแก้ปัญหาที่ทุกคนไม่ช่วยกันแก้ โดยผลักภาระแล้วก็เล่นงานเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ตามกฎหมาย แล้วต้องคดีเหมือนเช่นเหตุการณ์เมื่อปี 2553

"นี่เป็นชะตากรรมที่คนไทยทุกคนต้องเลือกเอง ไม่มีใครช่วยได้ และต้องการบอกกับประชาชนทั้งประเทศให้ช่วยกันคิด ไม่ใช่เฉพาะกรณีธรรมกาย" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

 

ที่มา : ไทยรัฐ : 27 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

เคลียร์ !

เจ้าอาวาส "วัดเส้าหลิน" พ้นมลทิน

หลังถูกสอบสวนนาน 15 เดือน

จากรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน

 

 

ซือ หย่ง ซิน

เจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน

 

พระซีอีโอแห่งวัดเส้าหลิน พ้นทุกข้อกล่าวหา ทั้งเรื่องเสพเมถุน-ทุจริต

ภายหลังการสอบสวนที่ดำเนินอยู่เป็นเวลา 15 เดือน ไม่ว่าจะเรื่องเสื้อคลุมพระแบบจีน ที่ถักทอด้วยเส้นทองคำ มูลค่าชุดละ 25,000 ดอลลาร์ ไปจนถึงการตรวจดีเอ็นเอ เพื่อวินิจฉัยตัดสินว่าท่านเป็นบิดาของเด็กคนหนึ่งจริงหรือไม่ เวลานี้ หน่วยงานปราบปรามการทุจริตของจีน ก็ออกมาประกาศว่า ซือ หย่งซิน เจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน พ้นจากข้อกล่าวหาทั้งหลายทั้งปวง

       
ในฤดูร้อนปี 2015 อดีตลูกศิษย์ผู้หนึ่งได้กล่าวหา
ซือ หย่งซิน (Shi Yongxin) ว่า เจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน รูปนี้ มีพฤติการณ์หยาบช้าลามกต่างๆ นานา เป็นต้นว่า บังคับขู่เข็ญเรียกเงินทองจากสานุศิษย์, โยกย้ายถ่ายเทหุ้นบริษัทของวัดไปให้ภรรยาน้อยคนหนึ่ง, และเป็นบิดาของเด็กที่เกิดกับแม่ชีรูปหนึ่ง ทว่าในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2017 ที่ผ่านมา คณะสอบสวนในมณฑลเหอหนาน ทางภาคกลางของจีน ซึ่งเป็นมณฑลที่อารามแห่งนี้ตั้งอยู่ ได้ปลดเปลื้องท่านพ้นจากข้อกล่าวหาทุกๆ ข้ออย่างเป็นทางการ

       
วัดเส้าหลิน ซึ่งเป็นวัดโบราณเก่าแก่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 495 คือแหล่งกำเนิดของพุทธศาสนานิกายฌาน ที่เป็นต้นแบบต้นเค้าของนิกายเซนซึ่งเน้นเรื่องการเข้าสมาธิ รวมทั้งมีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องที่พระสงฆ์ฝึกปรือวิทยายุทธ์ จนกลายเป็น "พระนักรบ"
ระหว่างเวลาที่ พระหย่งซิน ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสนั้น วัดแห่งนี้ได้เติบโตขยายตัว จนกลายเป็นอาณาจักรเชิงพาณิชย์อันใหญ่โตกว้างขวาง ซึ่งสามารถทำเงินได้เป็นล้านๆ หยวน จากการอนุญาตให้ภาพยนตร์และเกมวิดีโอใช้เครื่องหมายการค้า "เส้าหลิน" ของตน และจากการจำหน่ายสินค้าข้าวของต่างๆ อย่างหลากหลาย ตั้งแต่ข้าวไปจนถึงยาจีนภายใต้แบรนด์เส้าหลิน อันเป็นที่เคารพศรัทธามานานปี

       
ในการแสวงหาความเติบใหญ่ขยายตัวเช่นนี้ เจ้าอาวาสหย่งซิน ได้ยื่นฟ้องร้องคดีละเมิดเครื่องหมายการค้าเป็นจำนวนหลายร้อยคดี และผูกสัมพันธ์สนิทกับพวกหน้าที่รัฐบาล ซึ่งคอยช่วยหล่อลื่นกงล้อของวัดให้หมุนเคลื่อนก้าวหน้าเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ ทว่าในเส้นทางดังกล่าว ท่านก็ได้บ่มเพาะสร้างศัตรูขึ้นมาจำนวนหนึ่ง
       
ครั้นแล้ว เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2015 ได้มีผู้โพสต์บทความในฟอรั่มอินเทอร์เน็ตภาษาจีนแห่งหนึ่ง โดยใช้ชื่อบทความว่า
"ใครกำลังติดตามตรวจสอบ 'เสือใหญ่' แห่งเส้าหลิน เจ้าอาวาส สือ หย่างซิน?" ซึ่งได้ก่อให้เกิดคลื่นช็อกสั่นสะเทือนไปทั่วประเทศจีนและประชาคมชาวพุทธ บทความนี้ผู้เขียนใช้นามแฝงว่า "ซือ เจิ้งอี้" (Shi Zhengyi) "ซือ" เป็นคำนำหน้าชื่อซึ่งพระสงฆ์ของวัดเส้าหลินใช้กันทุกรูป ส่วน "เจิ้งอี้ สามารถที่จะแปลความว่า "ยุติธรรม" ได้ในภาษาจีนกลาง

       
บทความที่โพสต์นี้มีภาพประกอบอยู่หลายๆ ภาพ โดยเป็นภาพของผู้หญิงที่โกนผมผู้หนึ่งกำลังเล่นกับเด็กเล็กคนหนึ่ง ซึ่งบทความดังกล่าวอ้างว่า เจ้าอาวาสหย่งซิน คือบิดาของเด็กผู้นี้ มีภาพอีกภาพหนึ่งแสดงให้เห็นใบแจ้งความตำรวจเขียนด้วยลายมือโดยผู้หนึ่งคนหนึ่งในเมืองเซินเจิ้น ซึ่งเธออ้างว่ามีเพศสัมพันธ์กับเจ้าอาวาสหย่งซิน ผู้หญิงคนนี้เคยถึงขนาดอ้างว่าเธอเก็บถุงยางอนามัยชิ้นหนึ่งที่มีน้ำอสุจิของเจ้าอาวาสผู้นี้เอาไว้ด้วย ทว่าในเวลาต่อมาเธอได้ถอนคำพูดของเธอเหล่านี้ โดยกล่าวว่าเป็นการแจ้งความที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนั้นบทความยังมีภาพของ
"หูโข่ว" (hukou) หรือทะเบียนครัวเรือน 2 ฉบับ ซึ่งตั้งใจแสดงให้เห็นว่าเป็นของเจ้าอาวาสหย่งซินทั้ง 2 ใบ ฉบับหนึ่งระบุเป็นทะเบียนครัวเรือนในเมืองเกิดของท่าน และใช้ชื่อในตอนเกิดของท่านคือ หลิว อิงเฉิง (Liu Yingcheng) ส่วนอีกฉบับหนึ่งใช้นามฉายาตอนเป็นพระสงฆ์ของท่าน การมีทะเบียนครัวเรือนเกินกว่า 1 ฉบับเช่นนี้ เป็นการละเมิดกฎหมายของจีน

       
หลังจากมีการแฉเรื่องเหล่านี้ผ่านไปไม่กี่วัน อดีตลูกศิษย์ของเจ้าอาวาสหย่งซิน ที่มีนามว่า ซือ เอี้ยนลู่ (Shi Yanlu)และบุคคลวงในของวัดอีกหลายราย ก็ได้ยื่นคำร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่ออัยการของรัฐ ซึ่งก็คือ สำนักงานอัยการประชาชนสูงสุด (Supreme People's Procuratorate) รวมทั้งสำนักงานบริหารแห่งรัฐเพื่อกิจการศาสนา (State Administration for Religious Affairs) และพุทธสมาคมแห่งประเทศจีน (Buddhist Association of China)

       
การสอบสวนของทางการเริ่มขึ้นทันทีหลังจากนั้น และผลการสอบสวนก็มีการเปิดเผยออกมาเป็น 2 ระลอก ในเดือนพฤศจิกายน 2015 และ 4 กุมภาพันธ์ 2017 รายงานที่เผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายน 2015
นั้นสรุปว่า ข้อกล่าวว่าที่ว่าเจ้าอาวาสหย่งซินเป็นบิดาของเด็กคนหนึ่งนั้นไม่เป็นความจริง รวมทั้งพวกข้อกล่าวอ้างที่ว่าครั้งหนึ่งท่านเคยถูกขับไล่ออกจากวัด ก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน

       
ส่วนรายงานที่เผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2017 มีข้อสรุปว่า
ข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ว่า เจ้าอาวาสหย่งซินได้บังคับขู่เข็ญเอาเงินจำนวนกว่า 7 ล้านหยวน (ราว 1 ล้านดอลลาร์) จาก ซือ เอี้ยนลู่ นั้นไม่เป็นความจริง พร้อมกับระบุว่า ลูกศิษย์ผู้นี้ "ได้บริจาคเงินจำนวนน้อยกว่านั้น คือราวๆ 3 ล้านหยวน ในลักษณะที่สอดคล้องกับธรรมเนียมประเพณีของชาวพุทธ" รายงานนี้ยังบอกปัดว่าไม่เป็นความจริง เช่นเดียวกับสำหรับพวกข้ออ้างที่ว่า เจ้าอาวาสหย่งซิน ได้โยกย้ายโอนหุ้น 80% ซึ่งท่านถืออยู่ในบริษัทจัดการทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างแห่งเส้าหลิน (Shaolin Intangible Assets Management Ltd.) ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลกิจการในเครือจำนวนมากของวัด ให้แก่ภรรยาน้อยผู้หนึ่ง

สำหรับข้อกล่าวหาที่ระบุว่า เจ้าอาวาสหย่งซิน เป็นเจ้าของรถยนต์หรูหราหลายคันนั้น คณะผู้สอบสวนได้พบยานพาหนะจำนวน 15 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์อิมพอร์ต 4 คัน ซึ่งจดทะเบียนในชื่อของวัด แต่รถเหล่านี้ถูกใช้งานอย่างถูกต้องเหมาะสมโดยพระสงฆ์ในวัด เพื่อการเดินทางไปงานประชุมพบปะอย่างเป็นทางการต่างๆ
       
รายงานรับทราบว่า มี "ประเด็นปัญหาทางการบริหารจัดการและทางการเงินหลายประการ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องแก้ไขให้ถูกต้อง" ทว่าไม่ได้แจกแจงรายละเอียด นอกจากนั้นรายงานยังยืนยันว่า เจ้าอาวาสหย่งซิน มีทะเบียนครัวเรือน 2 ฉบับจริง และฉบับหนึ่งก็ได้ถูกยกเลิกไปแล้วภายหลังการสอบสวนครั้งนี้
       
ทว่าข้อความโดยองค์รวมมันกระจ่างชัดเจน เจ้าอาวาสหย่งซินไม่มีความผิดใดๆ ตามข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม ในแวดวงออนไลน์ ยังคงมีบางคนแสดงความสงสัยข้องใจไม่เลิกรา โดยที่มีชาวเน็ตผู้หนึ่งกล่าวถึงเจ้าอาวาสรูปนี้ว่า "ถึงยังไงก็ต้องถือว่าไม่ใช่ธรรมดาสามัญเลย"

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 26 กุมภาพันธ์ 2560

 

ยึดอำนาจสำนักพุทธ !

ส่ง "พงศ์พร" จากสำนักภาษี ดีเอสไอ

นั่งบัญชาการ พศ. ในพุทธมณฑล

เด้ง พนม ศรศิลป์ ไปเป็นจเร

ปฏิบัติการฟ้าผ่า !

 

 

พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

ผบ.สำนักภาษีอาการ กรมสอบสวนพิเศษ (ดีเอสไอ)

ได้รับคำสั่งให้มาดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธ

 

และแล้ว ฟ้าก็ผ่าลงที่พุทธมณฑล อันมี "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" เป็นศูนย์บัญชาการอยู่ที่นั่น คำสั่ง คสช. ที่ 12/2560 อาศัย ม.44 สั่งให้ นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ้นจากตำแหน่ง และไปเป็นผู้ตรวจการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ความหมายก็คือ "ให้ไปนั่งตบยุง" ที่ทำเนียบรัฐบาล หรือเรียกอีกสำนวนหนึ่งว่า "เข้ากรุ" เป็นจเร ไม่มีงานทำเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะไม่มีอำนาจในการสั่งหรือบังคับบัญชาใครอีกต่อไป ข้าราชการระดับสูงที่โดนคำสั่งนี้ ส่วนมากมักจะเป็นข้อหา "หย่อนยานไร้ประสิทธิภาพในหน้าที่" หรือ "ไม่สนองตอบต่อคำสั่งผู้บังคับบัญชา" สุดแต่ว่าจะอ้างแบบไหน

อีกข้อหนึ่งนั้น ให้ "พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ตำแหน่ง ผู้บัญชาการสำนักภาษีอากร กรมสอบสวนพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้มาดำรงตำแหน่ง "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" แทนนายพนม "ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 เป็นต้นไป"

จากการที่ "พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" มาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ไม่เคยผ่านงานในสายสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมาก่อน แต่จู่ๆ ก็ข้ามห้วยมาเป็น "ผอ.สำนักพุทธฯ" อันเป็นตำแหน่ง "เลขาธิการมหาเถรสมาคม" อีกด้วยนั้น บ่งนัยยะหลายประการ อาทิเช่น

1. เป็นการควบคุมสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งนอกจากจะสามารถ "สั่งการ" ข้าราชการสำนักพุทธฯ ได้ทุกระดับ โดยไม่ต้องร้องขอเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป ก็ยังสามารถควบคุมดูแล "ข้อมูล" เกี่ยวกับคณะสงฆ์ทั่วประเทศ โดยเฉพาะของ "วัดพระธรรมกายและผู้เกี่ยวข้อง" ไม่ให้ถูกปรับเปลี่ยนเคลื่อนย้าย หรือทำลาย ไปโดยมือที่มองไม่เห็น เพราะรัฐบาลไม่มั่นใจว่า มีใครในสำนักพุทธฯ เป็นสายให้ธรรมกายบ้าง

2. เข้าไปยึดอำนาจในกองเลขาธิการมหาเถรสมาคม เพราะว่า ตำแหน่ง ผอ.พศ. นั้น กฎหมายระบุให้เป็น "เลขาธิการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง" อีกด้วย โดยทั้งนี้ชี้ว่า รัฐบาล ส่งดีเอสไอ เข้ามานั่งเฝ้า "โต๊ะเลขาธิการ มส." ซึ่งสามารถ "คอลโทรล" สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด อันเป็น "สาขา" ของสำนักพุทธ (ส่วนกลาง) เหมือนตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั่วประเทศ อีกด้วย

เชื่อด้วยว่า อีกไม่กี่เพลา น่าจะมีการ "ปรับเปลี่ยน-โยกย้าย" ผอ.สำนักพุทธฯ จังหวัดต่างๆ ทั้งปทุมธานี เชียงใหม่ โคราช หรือจังหวัดอื่นใด ที่เห็นว่า "ไม่น่าไว้วางใจ" ให้ออกนอกพื้นที่ หรือให้เข้ามาประจำการยังส่วนกลาง ซึ่งยังมีตำแหน่ง "ผู้ตรวจการสำนักพุทธฯ" ว่างรออยู่หลายตำแหน่ง ใครหนอจะเป็นรายต่อไป ?

คำกล่าวของ ดร.วิษณุ เครืองาม เกี่ยวกับ ม.44 ที่ว่า "มิใช่ควบคุมเฉพาะวัดพระธรรมกายเท่านั้น แต่ยังสามารถคุมพื้นที่ได้ทุกวัด ทุกจังหวัด" ดูเหมือนจะเป็นจริง เพราะวันนี้ ม.44 ได้เข้ามาควบคุม "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" อันเป็นศูนย์บัญชาการพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย อย่างเต็มตัวแล้ว เมื่อหัวเปลี่ยน ตัว หรือ แขนขาอื่นใด ก็คงไม่รอด อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็ว เท่านั้น ทำใจได้เลย

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจ คสช. ออก ม.44 สั่งเปลี่ยนตัว "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ครั้งนี้ มีความหมายเดียว ก็คือ ยึดอำนาจสำนักพุทธฯ

 

มันจบแล้วครับ เจ้านาย !

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 25 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

 

ฟ้าผ่าพุทธมณฑล !

เด้ง "พนม ศรศิลป์" ผอ.พศ.

ไปนั่งตบยุงที่สำนักนายกรัฐมนตรี !

 


 

อา..รายการต่อไปก็รอดู "มหาสายชล" เจ้าคณะภาค 1 นะฮะ กับวาทศิลป์ที่ว่า "ผมตัวคนเดียว จะไปสู้รบปรบมืออะไรกับพวกเขาได้" ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าคณะ "ห่วยแตก" ที่สุดในรอบ 200 กรุงรัตนโกสินทร์ ทีเดียวเชียวล่ะ ได้ตำแหน่งมาก็มุบมิบ เลื่อนยศให้กับตัวเองราวกับเทวดา แต่ปัญหาบ้านเมืองในการปกครอง กลับปล่อยปละละเลย จนเรื้อรัง กลายเป็นปัญหาคณะสงฆ์ไทยทั้งประเทศ เพราะคนสองคนเท่านั้น นั่นคือ สมเด็จสมศักดิ์ กับ มหาสายชล ทุกวันนี้ยังอยู่ดีสบาย ชิลๆ ใครจะเป็นใครจะตายในธรรมกาย "กูไม่สน" สนก็แต่ "ตำแหน่งยังอยู่ที่วัดชนะ"

เลขาธิการสมเด็จพระสังฆราช มีบัญชาตั้งหลายวัน ให้เจ้าคณะใหญ่หนกลาง พร้อมด้วยเจ้าคณะภาค 1 และพระสังฆาธิการในเขตการปกครองวัดพระธรรมกาย "ประชุมกัน" เพื่อดำเนินการปัญหาให้สอดคล้องกับรัฐบาล แต่กลับปรากฏว่า ยังไม่มีใครทำอะไรเลย สงสัยรอ..กอดคอกันตาย !

 

 

บ๊าย บาย !

 

 

พนม ศรศิลป์

เจ้าของวาทศิลป์

"ผมไปร่วมงานธรรมกาย มันผิดตรงไหน"

 

The Last Job : งานสุดท้ายของพนม

 

 

 

พศ. ขอร้อง !

ขอวัดพระธรรมกายช่วยเปิดทาง

ห้พระเจ้าหน้าที่ของ มส. !

 

 

 

ที่มา : มติชน : 25 กุมภาพันธ์ 2560

 

ผมคนเดียว สู้ไม่ไหว ไม่มีอำนาจ !

คำสารภาพจาก..สายชล

เจ้าคณะภาค 1 ผู้ยิ่งใหญ่ !

 

โอ้..มหาสายชลเอ๋ย ทำไมเพิ่งมาร้องไห้เอาในวันนี้เล่า ก็วันที่ "กระเหี้ยนกระหือรือ" อยากเป็นเจ้าคณะภาคหนึ่ง ก่อนวัยอันสมควรนั้น ไม่เห็นคุณยี่หระเลย ใครว่าก็ไม่ฟัง ดันทุรังอยากเป็นใหญ่อยากโต อวดโอ้ว่า "ผมมีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด" แล้ววันนี้มาบอกว่า "ผมตัวคนเดียว จะมีปัญญาอะไรไปจัดการกับธรรมกาย"

อ้าว ! จัดการไม่ได้ แล้วเสือกมาเป็นผู้ปกครองไปทำไม ไสหัวลาออกไปเสียซี จะอยู่ทำผีอะไร กินเงินเดือนเงินดาว เอายศเอาอย่างให้เปลืองเงินหลวงไปทำไม รีบไปลาออกจากตำแหน่งกับสมเด็จสมศักดิ์เสียแต่วันนี้ ยังจะดีเสียก่อน "ถูกปลด" ในวันพรุ่งนี้ นะ ด้วยความหวังดี มันหมดสมัยกับการเล่นเส้นเล่นสาย เอาตำแหน่งไว้ แต่ไม่ทำงาน หรือทำแบบผ่านๆ ชั่วไม่มี ดีไม่ปรากฏ ดังที่เห็นในอดีตอีกต่อไปแล้ว

 

ลาออกเถอะ มหาสายชล เอ๊ย

อย่าอยู่ให้พระศาสนาฉิบหายไปกว่านี้เลย !

 

 

 

ภาพมหาสายชล เลื่อนตำแหน่งเป็น "ชั้นเทพ" ภายในเวลา 5 ปี ทั้งๆ ที่ไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย แถมปัญหาธรรมกาย ซึ่งอยู่ในเขตการปกครองก็บานปลาย กลายเป็นปัญหาให้รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ มหาเถรสมาคมก็หมดอำนาจ สมเด็จช่วงต้องร่วงจากตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และไปไม่ถึงดวงดาวในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช จะเพราะใคร ถ้ามิใช่..สายชล

 



 

การเล่นเส้นเล่นสายในมหาเถรสมาคม แบบว่า "เขตปกครองของใครของมัน" วันนี้ มันได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมหาเถรสมาคม และบรรดาเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ เพราะพระเด็กๆ ที่ตั้งขึ้นมากินตำแหน่งสืบทอดมรดกกันภายในวัดนั้น นอกจากจะไม่มีความรู้ความสามารถแล้ว ก็ยัง "เป็นพาหะ" นำเอาความโชคร้ายมาให้แก่ตนเองด้วย งานนี้ มหาเถรสมาคมโดนผ่าตัดครั้งใหญ่แน่ โดยเฉพาะตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค" ทั่วประเทศนั้น ต้องมีการกระจายอำนาจอย่างมโหฬาร มิใช่ตำแหน่งประจำวัดชนะสงคราม หรือวัดพิชัยญาติ อีกต่อไป

 


 

จากการ "แบ่งแยกแล้วปกครอง" ของคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ให้เป็น หนกลาง หนเหนือ หนตะวันออก และหนใต้ ส่งผลให้เกิดกลุ่มก๊กขึ้นมาใหม่ กลายเป็น "อย.-อยุธยา" คุมภาคกลาง "สพ.-สุพรรณ" คุมภาคเหนือ ภาคอีสานและใต้ก็กำลังเข้าสู่โหมดเดียวกัน แต่เหนือกว่านั้นก็คือ "ธรรมกาย" ซึ่งสยายปีกด้วยอำนาจและเงินตราไปทั่วประเทศ ซื้อได้แม้กระทั่ง "มส." ซึ่งวันนี้ เจ้าคณะภาค 1 ได้ออกมาสารภาพแล้วว่า "บ่มิไก๊ด์" มีแต่ตราตั้ง แต่ไม่มีอำนาจ สั่งใครไม่ได้เลย มองมุมหนึ่งก็เป็นว่า "ธรรมกายใหญ่เกินไป" แต่อีกมุมหนึ่งก็ต้องบอกว่า "เพราะไม่มีการคัดคนเข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1" แต่เล่นเส้นเล่นสาย เอาพระเด็กๆ เข้ามาสืบทอดอำนาจของวัดชนะสงคราม ทำนองเป็นมรดกตกทอด แล้วมันก็กลายเป็น..มรดกบาป เพราะฉ้อฉลอำนาจของพระสงฆ์ทั่วประเทศมาเป็นของตน

 

 

ปล. วัดไหนๆ เขาก็ทำกันอย่างนี้แหละ จะป่วยกล่าวไปไย ก็เหมือนที่นายพนม ศรศิลป์ เคยตอบโต้เอาไว้นั่นแหละว่า "ใครๆ เขาก็ไปธรรมกาย แล้วผมไปธรรมกายบ้าง มันผิดตรงไหน ?" ดังนั้น อย่าถามว่า มหาสายชลจะลาออกจากตำแหน่ง ชาติหน้าตอนบ่ายๆ

 


 

ดูสิ ตอนกินนั้นยิ้มเชียว !

 

 

เรื่องกินเรื่องใช้    ใครไม่สู้พ่อ

เรื่องพายเรื่องถ่อ     พ่อไม่สู้ใคร

 

 

ผมประชุมแล้ว สั่งการให้ออกมามอบตัวแล้ว เป็นสิบๆ ครั้ง แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับจากธรรมกาย แล้วจะให้ผมทำอย่างไร ผมตัวคนเดียว จะไปสู้รบปรบมืออะไรกับพวกเขาได้

พระเทพสุธี (สายชล ฐานวุฑฺโฒ)
เจ้าคณะภาค
 1 วัดชนะสงคราม

 

ฉันได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับเจ้าคณะภาค 1 เจ้าคุณพระเทพสุธี ถามท่านตรงๆ ว่า ทำไมไม่ใช้อำนาจทางการปกครอง ตามที่กำหนดไว้ในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 23 (พุทธศักราช 2541) ว่าด้วย ระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ ความว่า

เจ้าคณะภาค มีอำนาจหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ในเขตของตน ดังนี้

(1) ดำเนินการปกครองคณะสงฆ์ ให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช คำสั่งของผู้บังคับบัญชาเหนือตน

(5) ควบคุม บังคับบัญชา เจ้าคณะและเจ้าอาวาส ตลอดถึงพระ ภิกษุสามเณรผู้อยู่ในบังคับบัญชาหรืออยู่ในเขตปกครองของตน และชี้แจงแนะนำการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อยู่ในบังคับบัญชา ให้เป็นไปโดยความเรียบร้อย

และหากผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ปฏิบัติตาม สามารถใช้อำนาจทางการปกครอง สั่งถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรือสั่งการให้สึกออกจากความเป็นพระ เมื่อเห็นว่าภิกษุผู้นั้นมีพฤติกรรมที่ละเมิดพระธรรมวินัย ละเมิดกฎหมาย และละเมิดคำสั่งมหาเถรสมาคม

ฉันถามเจ้าคณะภาคว่า ท่านได้ใช้อำนาจนี้ในการสั่งการไปยังธัมมชโย และภิกษุผู้อยู่ในวัดธรรมกาย บ้างหรือไม่

ท่านเจ้าคณะภาคตอบว่า ผมประชุมแล้วสั่งการให้ออกมามอบตัวแล้วเป็นสิบๆ ครั้ง แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับจากธรรมกาย แล้วจะให้ผมทำอย่างไร ผมตัวคนเดียว จะไปสู้รบปรบมืออะไรกับพวกเขาได้

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 25 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

ฮากลิ้ง !

พุทธะอิสระจี้มหาสายชล

สั่งธัมมชโยมอบตัวต่อดีเอสไอ !

 

อา.. ก่อนอื่นก็ต้องขอถามว่า "คณะสงฆ์ไทยยังมีเจ้าคณะภาค 1 ที่ชื่อ มหาสายชล" อยู่อีกหรือ นับตั้งแต่ได้รับตำแหน่งเพราะอ้างว่า "เป็นหลาน" สมเด็จนิยมมานั้น ถามว่ามีใครเคยเห็นมหาสายชลทำงานทำการอะไรบ้าง นอกจาก..เลื่อนสมณศักดิ์ให้แก่ตัวเอง แบบว่ามีความดีความชอบมากกว่า "สมเด็จสมศักดิ์" เสียอีก เพราะตอนสมเด็จนิยมยังอยู่นั้น ใครจะเข้าหาสมเด็จได้ ก็ต้องผ่าน "มหาสายชล" ไปก่อน ทำนอง "ตุ๊แป๊ะ" เป็นเจ้าของห้องสมเด็จช่วงนั่นแหละ

ต่อไป ก็ต้องพูดแบบไม่เกรงใจว่า สงสัยพุทธะอิสระนี่จะบ้องตื้น ขอโทษไม่ได้ดูถูกนะ แต่คิดว่าดูไม่ผิด ก็ขนาด "บิ๊กตู่" ออก ม.44 ซึ่งมีอำนาจสูงสุดในการบังคับใช้กฎหมาย ยังทำอะไรธัมมชโยไม่ได้ แล้วจะให้มหาสายชลไปตะโกนเรียกออกมาหา ชาติหน้าตอนบ่ายๆ ก็ไม่มีทางได้เห็น

คดีธัมมชโยนั้น ทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเขากำลังจัดการ ทางรัฐบาลก็ขอร้องว่า "ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องอย่าเข้าไปวุ่นวาย" แต่พุทธะอิสระกลับกระดี้กระด้า แบบว่าอยากเห็นธัมมชโยตายใจจะขาดอะไรทำนองนั้น ไม่สำเนียกว่า "ผ้า" ที่ตัวเองห่มอยู่มันสีอะไร หรือแกกลัวว่า "ตัวเองจะตายก่อนธัมมชโยโดนจับ" เลยต้องเร่งเช้าเร่งเย็น เร่งรัฐบาลไม่ได้ ก็ไปเร่งมหาสายชล

อีแบบนี้ไง น่าที่กลไกทางกฎหมายจะดำเนินไปอย่างราบรื่น กลับโดนโยงโดนไยไปเป็นเรื่องการเมือง เรื่องที่มันน่าจะง่ายก็กลายเป็นยุ่งยากซับซ้อน ท่านนายกฯทราบ กรุณาออก ม.44 คุมวัดอ้อน้อยด้วย ปิดวัดอ้อน้อยไว้ซักระยะ จนกว่าจะได้ตัวธัมมชโย ไม่งั้นวุ่นวาย !

 

 


 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 25 กุมภาพันธ์ 2560

 

พระเชียงใหม่ช่วยธรรมกาย !

หลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ออกโรง

ขอรัฐบาลยกเลิก ม.44 ที่วัดพระธรรมกาย


เปลี่ยนสีจีวร

ผลงานอมตะของเจ้าคณะผู้ปกครอง จากวัดปากน้ำ จากนั้นก็จัดการ..เปลี่ยนพระประธาน จากพระสิงห์มาเป็นพระกาโม่ ดูให้ดีนะ ต่อไปภายหน้า เผลอๆ อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย จะกลายเป็น "อนุสาวรีย์หลวงพ่อสด"

 

 

 

เมื่อพระกาโม่ ยึดครอง เมืองเชียงใหม่ เข้าไปประดิษฐาน "เป็นพระประธาน" ในวัดเจ็ดยอด วัดที่เคยเป็นสถานที่จัดสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งแรกของชาวไทย ในปี พ.ศ.2020 เป็นประวัติศาสตร์แห่งความภูมิใจของชาวลานนาไทย วัดมหาโพธารามเจ็ดยอด คือศูนย์กลางพระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ ในพุทธศตวรรษที่ 20 แต่ปัจจุบัน เจดีย์เจ็ดยอด แตกหักกระจัดกระจาย เหลือสุดท้ายเพียงยอดเดียว คือ ยอดธรรมกาย !

 


 

ธรรมกาย กับ หมู่บ้านศีลห้า โครงการเดียวกัน

 

 

 

700 ปี เมืองเชียงใหม่ เปลี่ยนไปไม่เหลือเค้า !

 


 

วัดปากน้ำ - เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ พาหะนำธรรมกายเข้าเชียงใหม่ ตีเชียงใหม่ หัวเมืองเหนือแตก เมืองเล็กเมืองน้อยที่เหลือ ก็..แตกยะย่าย พ่ายจะแจ !

 

 

 

 

คณะสงฆ์เชียงใหม่ บุกศาลากลาง ยื่นหนังสือขอบิณฑบาตยกเลิก ม.44 กับวัดพระธรรมกาย


วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่  พระเดชพระคุณพระเทพมังคลาจารย์ รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่  พร้อมพระสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่หลายร้อยรูป เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอบิณฑบาตยกเลิก ม.44 กับวัดพระธรรมกาย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้รับมอบหนังสือ โดยพระสงฆ์ได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเป็นการด่วน เพราะการประกาศใช้ ม.44 ดังกล่าวมีผลให้เกิดเหตุปะทะกับผู้บริสุทธิ์ และเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ส่งผลกระทบต่อจิตใจของชาวพุทธ และภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก

 

ที่มา : สปริงนิวส์ : 25 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

พึ่งบารมีหลวงตาชี !

วัดไทย ดีซี มีหนังสือ ถึงนายกรัฐมนตรี

ขอยกเลิก ม.44 ที่วัดพระธรรมกาย

 

 

พระราชมงคลรังษี (หลวงตาชี)

วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

 

 

 

 

ที่ปรึกษาสมัชชาสงฆ์ไทยในอเมริกา ร่อนจดหมายถึงนายกฯ ระงับใช้ ม.44 กับวัดพระธรรมกาย

หลวงตาชี หรือ พระราชมงคลรังษี เจ้าอาวาสวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ปรึกษาสมัชชาสงฆ์ไทย ในสหรัฐอเมริกา อายุ 90 ปี ผู้บุกเบิกพระพุทธศาสนาในแผ่นดินอเมริกา มีลูกศิษย์ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ไดส่งหนังสือถึง พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ให้ระงับใช้มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกาย เพราะกฎหมาย มาตรา 44 ส่งผลคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพของพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จึงได้ขอบิณฑบาตมาถึงท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ช่วยระงับใช้ มาตรา 44 กับวัดพระธรรมกาย

สำหรับหลวงตาชี หรือพระราชมงคลรังษี เมื่อสมัยท่านเป็นพระหนุ่ม ถูกรัฐบาลทหารในขณะนั้นกลั่นแกล้ง ถูกควบคุมตัวอยู่ถึง 5 ปี โดยกล่าวหาว่าท่านเป็นคอมมิวนิสต์ ท่านจึงเข้าใจเป็นอย่างดียิ่งว่ารัฐใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมนั้นเป็นเช่นไร

 

ที่มา : สปริงนิวส์ : 25 กุมภาพันธ์ 2560


ประชุมพระธรรมทูตโอเชียเนีย

ณ วัดพุทธสามัคคี นครไครส์ท เชิร์ช นิวซีแลนด์

19-20 มีนาคม 2560

 

วัดพุทธสามัคคี นครไครส์ท เชิร์ช

ศูนย์กลางพระธรรมทูตไทยในนิวซีแลนด์
 

 

 

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

กรรมการมหาเถรสมาคม วัดสระเกศ

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

 

 

พระกิตติโสภณวิเทศ (หลวงพ่อเศรษฐี)

เจ้าอาวาสวัดนาคปรก ประธานพระธรรมทูตสายโอเชียเนีย

งานนี้ หลวงพ่อเศรษฐี รับปาก ดูแลอย่างดี

 

 

กำหนดการ

 


 

 

ผมไม่ใช่ฝ่ายไหน !

 

ดร.บรรจบ "โต้" พุทธะอิสระ

เผยใจ "ผมเคยรับใช้" ทุกสำนัก

ตั้งแต่โพธิรักษ์ ยัน ว.วชิรเมธี

พุทธะอิสระ ก็คนกันเอง ธรรมกายก็ด้วย

ผมรักทุกคน I LOVE YOU จุ๊บๆ !

 

 

เส้นทางสายพุทธ ของ ดร.บรรจบ

"ผมไม่ใช่ฝ่ายไหน แต่ผมเป็นฝ่ายพุทธ ใครบอกว่าเป็นพุทธ ผมเป็นด้วยหมด จะเป็นพุทธแบบไหนก็ชั่ง ผมรักพุทธทุกประเภท พุทธทุกรูปแบบ แบบสันติอโศก ธรรมกาย พุทธะอิสระ ว.วชิรเมธี (ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่คู่ควรแก่สมณะ) หรือแม้แต่พุทธมหายาน ผมรับได้หมด ทุกลัทธิ "ดีหมด" ในสายตาของผม คนที่ชื่อ..บรรจบ"

 

 

พุทธสายธรรมะ ไม่มีวินัย ไม่ต้องตัดสินใครว่าผิดหรือถูก ใครอยากสอนอะไรก็สอนไป คนเราอาจจะทำผิดบางอย่าง แต่อาจจะทำถูกอีกหลายอย่าง ต้องชั่งน้ำหนักก่อนตัดสินใคร เช่น ถ้าพุทธทะเลาะกันจนล้มหายตายจาก คริสต์-อิสลาม ก็คอยจ้อง สุดท้ายใครแพ้ !

แต่แหม..เสียดาย ที่คณะกรรมการปรองดอง ไม่มีชื่อ "อาจารย์บรรจบ บรรณรุจิ" อยู่ในนั้นด้วย เพราะคนที่ "มองโลกในแง่ดี" ไม่มีสีมีเหล่า และเข้าได้ทุกฝ่ายนั้นหายากจริงๆ อาจจะมีเพียง "หนึ่งเดียว" ในประเทศไทยก็เป็นได้ ท่านบิ๊กตู่อย่าสงสัยต่อไปเลย โปรดใช้ ม.44 ตั้ง "บรรจบ" เป็นกรรมการปรองดอง ด่วนจี๋ ก่อนที่ธรรมกายจะแยกไปเป็นอิสระ

ไม่เป็นฝ่ายไหน ก็ไม่ว่ากันหรอก ขออย่างเดียว อย่าเป็นฝ่าย "ไม่เอาไหน" ก็แล้วกัน นะจารย์จบ !

 

 

"ผมไม่ใช่ฝ่ายไหน แต่รับใช้หมด ในฐานะคนพุทธ ทั้งสันติอโศก - พุทธอิสระ - ธรรมกาย ไม่วายแม้ ท่าน ว.วชิรเมธี "

 

@ ผมไม่ได้ร้อนใจอะไรหรอก แต่ไม่อยากให้ใครต่อใครเข้าใจผิดแล้วด่าผม หาว่ารับใช้ธรรมกาย ร้ายไปกว่านั้น หาว่าธรรมกายให้เงินผมมากมาย แต่ไม่มีใครรู้ผมรับใช้มาหมด ทั้ง สันติอโศก พุทธอิสระ ธรรมกาย สุดท้ายถึง ท่าน ว.วชิรเมธี พระดีพระดัง แห่งเชียงราย

 

@ ผมรับใช้สันติอโศกตอนไหน ?

การรับใช้ของผมคือการช่วยพูดให้กำลังใจ สันติอโศกตอนนั้นก็เหมือนธรรมกายตอนนี้ คนหมั่นไส้เยอะ สาวกสันติอโศกหลายคน มาหาผม คุยกันและเชิญชวนผมไปที่สันติอโศกบึงกุ่ม ผมก็ไปตามคำเชิญ เพื่อเยี่ยมดูวิถีชีวิตของพวกเขา

สิ่งที่เห็นตอนนั้น คือ การดำรงชีวิตนักบวชแบบสมถะ ...โทรทัศน์มีเครื่องเดียวตั้งไว้เป็นส่วนกลาง ดูข่าว เปิดปิดเป็นเวลา ...มีร้านค้าขายสินค้าที่ชาวอโศกผลิตเอง...

เห็นแล้วผมก็นำออกมาเล่าให้สังคมข้างนอกฟังทางรายการวิทยุ เล่าแล้วก็ได้ผลทันตาเห็น คนที่เกลียดสันติอโศกก็ด่าผม

อะไรทำให้คนเกลียดสันติอโศก ? ก็การถือมังสวิรัติ (ไม่กินอาหารมีเนื้อสัตว์) ซึ่งเป็นปฏิปทาของพ่อท่านสมณโพธิรักษ์ (อดีต นายรัก รักษ์พงษ์ นักแสดงช่อง 9) ถือไม่ถือเปล่า ยังประกาศความเคร่งถึงขนาดด่าคนกินเนื้อสัตว์ว่าเป็นยักษ์เป็นมาร

มีชาวสันติอโศกมาเล่าว่า ตอนนั้นเทปที่ผมเคยพูดถึงสันติอโศกในทางบวก มีการเปิดให้ฟังเป็นสาธารณะอยู่ประจำ


สันติอโศกมาผันแปรไปทางการเมืองก็สมัยพลตรีจำลอง ศรีเมือง สมัครลงผู้ว่ากทม. และชนะแบบถล่มทลาย คะแนน 1 ในนั้น ก็มีของผมรวมอยู่ด้วย


 

@ รับใช้ท่านพุทธอิสระตอนไหน ?

ตอนตั้งแต่รู้จักกันใหม่ๆ เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว ตอนนั้นคนเพิ่งรู้จักท่านในนาม "หลวงปู่พุทธอิสระ" แต่ท่านยังหนุ่ม ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เจ้าของรายการมองต่างมุม เชิญไปบันทึกรายการที่วัดอ้อน้อย วันนั้น มีหลวงปู่พุทธอิสระร่วมรายการด้วย มีคนมาชมเป็นพัน เพราะความดังของรายการบวกกับความดังของพระหนุ่มชื่อแก่ในนาม "หลวงปู่พุทธอิสระ"

หลังจากนั้น อาจารย์จันทน์ทิพย์ ลิ้มทองกุล (ภรรยาคุณสนธิ) ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐาก ก็เชิญผมมาร่วมงานของท่านบ่อยๆ ตอนนั้น ภาพที่ผมเห็น ท่านเป็นพระหนุ่ม ตั้งใจทำงาน หวังดีแก่พระศาสนา ผ่านการปฏิบัติมามาก แม้ปริยัติน้อย แต่ฉลาด...

ผมมาช่วยท่านเต็มที่ตอนที่ถูกกล่าวหาจากฝ่ายที่หมั่นไส้


ข้อหาที่ 1: โกงพรรษา (ปีบวชพระ) ท่านตัดสินใจสึกเลยกลายเป็นเรื่องใหญ่...ลูกศิษย์ลูกหาทำใจไม่ได้ ครั้งนี้ หลวงปู่บอกลูกศิษย์ให้เชิญผมไปออกรายการโทรทัศน์ร่วมกับท่านเพื่อบอกให้สาธารณชนเข้าใจถึงเหตุผลว่าสึกบวชเป็นเรื่องธรรมดา ลูกศิษย์ก็ไม่เสียหลวงปู่ คือ เสียไปไม่กี่ชั่วโมงเดี๋ยวก็ได้กลับมา เพราะท่านบวชใหม่ วันบวชมีคนไปกันมากเต็มลานวัด ผมก็ไปด้วย

ข้อหาที่ 2: ข้อหาใช้ชื่อ พุทธอิสระ นี้ทำให้ลูกศิษย์ท่านร้อนใจมาก เพราะคนตั้งข้อหาเขาแปลว่า "เป็นใหญ่กว่าพระพุทธเจ้า" แนวโน้มสังคมจะคล้อยตาม เดือดร้อนผมต้องเข้าไปช่วยตามที่ลูกศิษย์ร้องขอ ผมก็ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาหาทางออกให้ จนพบว่าแปลใหม่ได้ คือ แปลว่า มีพระพุทธเจ้าเป็นใหญ่, นับถือพระพุทธเจ้า คำแปลนี้แหละทำให้การตั้งข้อหาไม่เป็นผล เพราะเขาก็รู้จักผม รู้ภาษาบาลีเหมือนกับผม เขาจึงยอมถอย

สมัยที่ผมสอนที่จุฬา ก็นิมนต์ท่านไปบรรยายให้ลูกศิษย์วิชาพุทธธรรมที่ผมสอน รุ่นละไม่ต่ำกว่า 300-500 คนฟัง

ผมกับท่านเหินห่างกัน ก็ตอนที่ผมร่วมรณรงค์ ให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ครั้งร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 ผมขอความร่วมมือให้ท่านสนับสนุน แต่ท่านปฏิเสธไม่ยอมให้เข้าพบ นัยว่าจะเกรงใจมุสลิม เพราะช่วงนั้นท่านเริ่มได้รับนิมนต์ไปบรรยายตามมัสยิดมากขึ้น ซึ่งมีผลพวงมาถึงทุกวันนี้


 

@ รับใช้วัดพระธรรมกายตอนไหน ?

น่าเห็นใจวัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ดังมา ถูกตั้งข้อหาจากสังคมมาตลอด บางเรื่องก็จริง เช่น ลูกศิษย์ธรรมกายกระตือรือร้นหาคนเข้าวัดมากไป มีการทำบุญแบบผ่อนส่ง มีการสอนนิพพานเป็นอัตตา ซึ่งเรื่องนิพพานนั่น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้แสดงมติของเถรวาทไปแล้ว แต่บางเรื่องก็เป็นแค่ข้อกล่าวหา

เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว วัดพระธรรมกายโดนข้อหาหนักมาแล้ว แต่ไม่รุนแรงเท่าครั้งนี้ ซึ่งมีเป้าหมายคือยุติการทำงานของวัดพระธรรมกายในทุกด้าน ซึ่งเห็นแล้วก็ต้องบอกว่า "กะถอนรากถอนโคนกันเลย" ด้วยการตั้งข้อหาสารพัด ไม่รู้ชาตินี้จะสะสางคดีหมดไหม ?

ผมมองวัดพระธรรมกาย ในฐานะองค์กรหนึ่งของสถาบันพระพุทธศาสนา หากเป็นอะไรไป ก็หมายถึงสถาบันพระพุทธศาสนาของไทยสะเทือนด้วย ผมมองอย่างนั้น คริสต์กับอิสลาม แต่ละศาสนาไม่ว่าเขาเห็นต่างกันแค่ไหน ทำลายกันแค่ไหน แต่เป็นภายใน เขาไม่เคยดึงสาธารณชนไปร่วมทำร้ายด้วย

แล้วชาวพุทธเราเป็นอะไร ? ถึงได้เรียกให้ใครต่อใคร ไปทำลายองค์กรศาสนาของตัวเอง ช่างใจกว้างจนน่าเกลียด

ผมเข้าไปช่วยเพราะจุดนี้... แม้เราไม่ใช่ชาวธรรมกาย แต่ธรรมกายก็เป็นพุทธเหมือนเรา เป็นพี่น้องของเรา แล้วเราจะให้พี่น้องถูกรังแกแบบไม่เป็นธรรมต่อหน้าต่อตาละหรือ...ไม่ใจดำไปเหรอ ?


 

@ รับใช้ท่าน ว. วชิรเมธี ตอนไหน ?

ความจริงแล้วไม่อยากดึงท่านลงมาเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากท่านกำลังเป็นดาวรุ่ง (Rising Star) ของคณะสงฆ์ไทย แต่ที่จำเป็นต้องดึง เพราะท่านพูดถึงธรรมกายในทางลบแรงไป ...และผมละอายใจที่จะยอมรับภาพรวมของคณะสงฆ์ทั้งหมดของไทยเป็นเถรวาทบริสุทธิ์ ไม่ต้องอื่นไกล แค่ดูภาพข้างบนก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเถรวาทหรือ ? หลวงปู่พุทธอิสระ กำลังเจิมหน้าผากให้นายพลเอกทั้งหลาย และภาพนี้มีทั่วไปในสังคมพุทธไทย จะกล่าวได้หรือว่าเป็นเถรวาท

กลับมาเรื่องที่รับใช่ท่าน ว. จำได้ว่า ท่านให้ช่วยอ่านและแก้ไขข้อมูลงานเขียนเกี่ยวกับการจาริกพุทธภูมิของท่าน ให้ช่วยอ่านบทโทรทัศน์เกี่ยวกับสามเณร และตอนนี้ยังทำงานให้ท่านไม่เสร็จเกี่ยวกับการตั้งกลุ่มทำงานรับใช้สถาบันสงฆ์ ซึ่งกำลังเร่งรีบอยู่

@ ที่เขียนมา เพียงเพื่อต้องการบอกเพื่อนๆ ให้ทราบ ควรมิควรประการใดแล้วแต่ดุลยพินิจของท่าน สำหรับผม สุขใจที่ได้รับใช้พระพุทธศาสนา ผ่านการทำงานที่กล่าวมา..ขออนุโทนาบุญด้วยครับ

 

บรรจบ บรรณรุจิ รศ.ดร.ป.ธ.9

 

 

ด้านล่างคือบทความของ ดร.บรรจบ

และการตอบโต้ของพุทธะอิสระ

อดีตคนกันเอง แต่ไม่เกรงใจกันแล้ว !

 

 

บทความของ บรรจบ บรรณรุจิ


 

"เมืองไทยยุคนี้ เกินบรรยาย
สถาบันพระพุทธศาสนาในไทยตกต่ำสุด
วัดถูกค้น พระถูกตีถูกเตะ
คนทำกลับได้รับคำยืนยันจากนักสิทธิมนุษยชน
ต่างศาสนาว่าทำถูก....น่าสังเวชใจ !
"

 


@ คณะสงฆ์บ้านเราแยกเป็นธรรมยุตกับมหานิกายอยู่แล้ว ตอนนี้แยกอีกเป็น 2 คือ ฝ่ายที่รัฐบาลหนุน กับ ฝ่ายที่รัฐบาลไม่หนุน

@ ฝ่ายที่รัฐบาลหนุน แม้มีน้อย แต่มีอภิสิทธิ์มากนึกจะทำอะไรได้หมด ด่าว่าใครก็ได้ นึกจะปิดถนนหนทางที่ไหนก็ได้ ใครผ่านไปมา การ์ดของพระบางรูปที่มาแสดงบทบาทของอันธพาลจะกระทืบใครก็ได้ ขนาดมีหมายเรียกก็ไม่มีใครกล้าจับ นึกจะเดินทางไปด่าพระผู้ใหญ่วัดไหนก็จะมีทหารคุ้มกันไป ช่างคับฟ้าจริงๆ

@ ฝ่ายที่รัฐบาลไม่หนุน แม้มีมาก แต่ไม่มีอภิสิทธิ์อะไร หรือมีแต่ไม่รู้จักใช้ ไม่รู้จักแม้จะปกป้องพวกกันเอง จึงไม่เห็นภาพการช่วยเหลือกัน มีแต่ปล่อยให้ต่อสู้ตามลำพัง ตัวใครตัวมัน ถ้าชนะก็ดีไป แต่ถ้าแพ้...ก็ถูกเยาะเย้ย มีแต่สมนำหน้า

@ ณ วันนี้จึงได้เห็นภาพอดสูใจที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นคือพระกลับจากบิณฑบาตถูกกันไม่ให้เข้าวัดตนเอง ..พอพระขัดขืนก็ถูกต่อยปากจนเลือดอาบ...ไม่มีเหตุการณ์ใดที่น่าสลดใจไปมากกว่านี้สำหรับเมืองพุทธ และไม่มีเรื่องจะน่าสลดใจใดเท่ากับให้นักสิทธิมนุษยชนต่างศาสนาเข้ามารับรองความบริสุทธิ์ของทหารตำรวจที่เข้าไปในศาสนสถานของพุทธ

@ มองดูความลำบากของวัดนั้น แล้วมองมาที่องค์การปกครองของคณะสงฆ์ยิ่งน่าเศร้าใจ ...ไม่มีองค์กรเข้าไปช่วยได้เลย...คือ ไม่กล้าเข้าไป

@ มองดูองค์การปกครองคณะสงฆ์ยามนี้ก็ว้าเหว่ใจ ยึด "มิจฉาอุเบกขา" หรือ "ความวางเฉยแบบผิดทาง" เป็นที่ตั้ง ใครหรือวัดไหนถูกทำร้ายก็ช่างประไร วัดฉันยังอยู่ได้ เช้าสายบ่ายเย็นยังมีคนมา แสดงว่าศรัทธายังไม่ลด โครงสร้างการปกครองที่ปล่อยให้แต่ละวัดเผชิญกรรมตามลำพัง เมื่อไรจะปรับให้คุ้มครองภัยกันได้

@ เราจะต้องอยู่กับการปกครองคณะสงฆ์ที่ "ทำลายตัวเอง" อย่างนี้ไปอีกนานสักเท่าไร

@ ผมพบพระมาจากบ้านนอก ท่านบอกว่า

"อย่าไปโกรธใครในศาสนาของเรา เพราะเขาไม่รู้ อย่าไปโกรธพระผู้ใหญ่ ให้ท่านร่าเริงกับลาภยศไปเถอะ ท่านเหมือนเรา คือมาจากครอบครัวยากจนขาดแคลนลาภยศ ฉะนั้น เมื่อถึงคราวจะได้ ก็ให้ท่านได้และหลงใหลไปเถอะ "

"ท่านไม่จำเป็นต้องห่วงพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนาอยู่มาได้ทุกวันนี้ก็เพราะท่านเสียสละรักษามา แล้วจะมาเอาบุญคุณอะไร บวชอยู่ให้ก็บุญแล้ว"

"พระพุทธเจ้าสอนอะไรให้เสียสละ ก็สอนได้ซี่ เพราะก่อนบวชพระองค์เสพสุขมาพอแล้ว ส่วนพวกท่านเล่าถูกจับบวชตั้งแต่เล็กๆ ไม่เคยเสพสุขอะไร ก็ให้ท่านเสพสุขบ้างเถอะ"

@ ผมฟังแล้วงง คราวนี้พระบ้านนอกมาแปลก ผมตั้งรับไม่ทัน ได้แต่นั่งหายใจลึกๆ จะมองไปทางไหนก็เหงาใจสิ้นดี

@ นึกไม่ถึงคำพูดที่ใครไม่รู้กล่าวไว้ว่า

"....จงยุแหย่ให้มัน(ชาวพุทธ) ทะเลาะกัน แตกแยกกัน ให้มันฆ่ากันเอง..."

จะมาเป็นจริงในรัฐบาลทหาร ยุคทหารน้ำดีอย่าง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าสังเวชใจ !

 


บรรจบ บรรณรุจิ : 22 กุมภาพันธ์ 2560
 


 

บทความของ พุทธะอิสระ

 

นับวัน ฉันยิ่งรู้สึกสมเพช กับวิธีคิดของคนๆ นี้จริงๆ
 

มีคนนำบทความของผู้ที่ใช้นามว่า บรรจบ บรรณรุจิ ที่โพสต์ลงเฟซบุ๊กล่าสุดมาส่งให้ฉันอ่าน แล้วพูดว่าเขาเขียนถึงตัวฉัน

ที่จริงก็ไม่ได้อยากอ่านนัก เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าคนๆ นี้แกจะฝักใฝ่ธรรมกายและพวกเสื้อแดงอยู่ไม่น้อย แต่ผู้ส่งสารบอกว่า แกเขียนกระทบกระเทียบเปรียบเปรยถึงฉันและการปกครองคณะสงฆ์ จึงจำต้องอ่าน เพราะอยากรู้ว่า แกจะเขียนถึงเราและการปกครองคณะสงฆ์ ว่าอย่างไร

ท่านทั้งหลายลองอ่านดูข้อเขียนของแก ก็จะรู้ซึ้งถึงวิธีคิดของคนที่จบมหาเปรียญ จนได้เป็นด๊อกเตอร์มาด้วยก้อนข้าวหยดน้ำของชาวบ้าน ถึงได้มีหลักคิดที่เป็น "มิจฉาทิฐิ" เช่นนี้

บวชเรียนมาจนได้เป็นถึงครูบาอาจารย์ แต่กลับไปยึดติดอยู่กับคนและลาภยศ และกลับไม่เคยสนใจว่าเจ้าลัทธิทำจนตัวตายว่ามันจะย่ำยีพระธรรมวินัยอย่างไร มันจะบิดเบือนพระธรรมคำสอนอย่างไร

คนที่เคยบวชเรียนจนได้เป็นนาคหลวง กลับมองไม่เห็นภัยที่ลัทธิทำจนตัวตายกระทำไว้แก่พระพุทธศาสนา หรือเขาจะมองเห็นแค่วัตถุที่อลังการงานสร้าง การตลาดที่ลัทธินี้สามารถขายบุญจนสร้างความมั่งคั่ง การกระทำที่เน้นแต่รูปแบบหรูเลิศอลังการเท่านั้น ท่านมหาคนนี้ คงจะหลงลืมพระธรรมวินัยที่สอนให้ภิกษุมีชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ สันโดษ ประหยัดสูง ประโยชน์สุด ไปเสียแล้ว ทั้งที่เขาได้ดีมีสุขอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็เพราะพระธรรมวินัยนี้เกือบทั้งนั้น

ฉันอ่านข้อเขียนของเขาแล้ว ทำให้รับรู้ได้ว่า เป็นสำนวนที่ตัดพ้อต่อว่า น้อยเนื้อต่ำใจและผิดหวัง คงจะเหมือนกับพวกลิ่วล้อลัทธิธรรมกาย ที่รู้สึกผิดหวังต่อลูกพี่ตนที่ไม่ได้เป็นสังฆราช

วันนี้ผู้ที่ใช้นามว่า บรรจบ บรรณรุจิ จึงกล้าออกมาตัดพ้อต่อว่าขบวนการปกครองคณะสงฆ์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ คนๆ นี้ไม่เคยแม้สักครา ที่จะตำหนิติว่าการปกครองของคณะสงฆ์เลย ไม่ว่าจะเกิดอธิกรณ์เล็กใหญ่กับภิกษุบางรูปและเจ้าลัทธิธรรมกาย แต่คนอย่างผู้ใช้นามว่า บรรจบ บรรณรุจิ ก็หาได้เคยออกมาโพสต์คำวิจารณ์ต่อขบวนการปกครองของคณะสงฆ์ใดๆ ไม่

ที่พุทธะอิสระต้องเขียนเรื่องนี้ก็เพราะเห็นว่ามันแปลก หรือมหาบรรจบกำลังคิดอะไรอยู่ อยากแนะนำว่า เมื่อกล้าคิด ก็ขอให้กล้าที่จะพูดออกมาตรงๆ อย่าทำเป็นพวกหลบๆ แอบๆ แถกแถไถไปไถมา ไม่กล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์ตรงๆ แล้วอย่างนี้จะเป็นต้นแบบที่สง่างามให้กับสานุศิษย์ของท่านมหาได้ กระนั้นหรือ

 

พุทธะอิสระ
23 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

INDEPENDENT !

 

ธรรมกายสายต่างประเทศประกาศ

ขอเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อ คณะสงฆ์ไทย

หากศูนย์ใหญ่ในประเทศโดนยึด

เพราะต้องการขึ้นต่อธัมมชโยคนเดียวเท่านั้น

ต่อให้มีอีกร้อยสังฆราชก็..ไม่เอา !

 

 

 

ธัมมชโย

ประมุขสงฆ์นิกายใหม่

 

อา..ก็นับว่าเป็นการลงทุนที่ไม่สูญเปล่า อย่างน้อยก็มี "สาขาต่างประเทศ" ตั้งแต่ฝรั่งเศส อังกฤษ ฯลฯ สหรัฐอเมริกา นับร้อยสาขา ที่ยังให้การ "รับรอง" ท่านธัมมชโย อยู่อย่างมั่นคง ทรัพย์สินทั้งสิ้นทั้งปวงเมื่อรวมกันแล้ว ก็คงระดับ "พันๆ ล้าน"

แน่นอนว่า เมื่อประกาศอิสรภาพจากคณะสงฆ์ไทย ภายใต้พระปรมาภิไธยไปแล้ว คณะสงฆ์ธรรมกาย "นิกายใหม่" ก็สามารถ "ตั้งประมุข" ของตนเองได้ "ทันที" เช่นกัน หลังจากนั้น ธรรมกายก็อาจจะยิ่งใหญ่กว่า "ติช นัท ฮันห์" แห่งหมู่บ้านพลัม ด้วยซ้ำไป

การกำราบธรรมกายในคราวนี้ นับว่ามีผลใหญ่หลวงนัก หนักกว่าแยก "ธรรมยุต-มหานิกาย" ในสมัย ร.4 เสียอีก (ตอนนั้นมีพระราชาคณะมหานิกายลาสิกขามากมายถึง 60 รูป ในปีเดียว เพราะรับไม่ได้ที่ทรงตั้งนิกายใหม่ขึ้นมา กระทั่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงออกประกาศ "ห้ามพระสึก" ใครสึกจะมีโทษ) แต่คราวนี้ ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย มากมาย ต่างหนุนหลังธรรมกายอย่างออกหน้า เทียบดูระหว่าง "สมเด็จช่วง" ไม่ได้เป็นสังฆราช ยังไม่เห็นมีใครออกมาตายแทนเลย แต่ธัมมชโยจะถูกจับกุม มีผู้ประกาศตายแทนทั้งในและต่างประเทศ

นี่ไง ที่มาของคำว่า "มหาเถรสมาคมมีไว้ทำไม" พระสงฆ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ประกาศปาวๆ "ได้รับความช่วยเหลือจากหลวงพ่อธัมมชโยอย่างต่อเนื่องถึง 13 ปี" ไม่มีเลยกับคำว่า "ได้รับความช่วยเหลือจากมหาเถรสมาคมและสมเด็จช่วง" ดังนั้น มหาเถรสมาคมจะถูกยุบ สมเด็จช่วงจะอดเป็นสังฆราช สามจังหวัดชายแดนใต้ก็..เฉยๆ อ่านข่าวแล้วก็งั้นๆ ไม่อนาทรร้อนใจแทนเลย ถามว่า มหาเถรสมาคมมีไว้ทำไม ?

แต่ความจริงแล้ว ชาวธรรมกายก็รู้อยู่แก่ใจ ว่ามิได้นับถือหรือเลื่อมใสพระสงฆ์หรือลัทธิอื่นใด นอกจาก "ธัมมชโย" และ "ธรรมกาย" ทุกวันนี้ ที่ยังอยู่ๆ ก็เพราะต้องการ "กลืนพุทธ" ในประเทศไทย ให้เป็นธรรมกายทั้งประเทศ แต่เมื่อ "กลืนไม่ได้" แถมจะถูกทลาย เรื่องอะไรจะอยู่ให้โง่ ก็ประกาศแยกตัวสิวะ แต่จะออกตรงๆ มันง่ายเกินไป คนอย่าง "ธัมมชโย-ทัตตชีโว" นั้น มีลวดมีลาย ต้องยอมให้ "ผ้าเหลืองเปื้อนเลือด" ซักสองสามหยด แล้วค่อยปลดแอกตัวเองออกไป ให้มันสมศักดิ์ศรี ผู้นำพุทธโลก !

 






 

ตอนบิณฑบาตนั้น เอาใครนำหน้า

 


 

พอไปถึงภาคใต้แล้ว ชื่อใครขึ้นหน้า ?

 

 

ราชอาณาจักรธรรมกายในไตรภูมิ

 

 

เปิดใจ "ศิษย์ธรรมกาย" ขอเป็น "พุทธเทียม" หากชีวิตมีสุข-รักษาพุทธศาสนาไว้ได้ - "ธรรมกาย" ต่างประเทศประกาศเป็นอิสระ หาก คสช. ยึด-บริหาร "วัดพระธรรมกาย" ในกรุงเทพ สำเร็จ

นายชินวัตร์ ตันติปิยพจน์ ศิษย์วัดพระธรรมกาย สาขาแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์ Thaivoice กรณีรัฐบาล คสช. ใช้ ม.44 เพื่อที่จะเข้าไปยึดวัดพระธรรมกาย ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ และเตรียมที่จะเข้ามาบริหารจัดการภายในวัดใหม่ว่า หากยึดก็ยึดไป ยึดได้เพียงวัตถุ แต่ความศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อ หรือมีต่อพุทธศาสนา ไม่สามารถที่จะทำลายได้ สาขาวัดพระธรรมกายในต่างประเทศจะต่อสู้เพื่อให้ยกเลิก ม.44 แต่หาก คสช. ไม่ฟัง และยังเอา ม.44 มาข่มขู่กดดันให้หลวงพ่อธัมมชโยออกมามอบตัว โดยใช้พระเณรรวมไปถึงศิษยานุศิษย์ของวัดพระธรรมกายเป็นตัวประกัน รับรองได้ไม่สำเร็จ เพราะแม้หากจะต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้หลวงพ่อฯพ้นจากข้อหาหรือปลอดภัย ลูกศิษย์บางคนก็พร้อมที่จะตายแทนได้ และสุดท้ายหาก คสช. จะยึดวัดและบริหารวัดเสียใหม่ ตามแนวทางกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งพระและศิษยานุศิษย์ทั้งในและต่างประเทศก็ไม่ให้การสนับสนุน และสาขาในต่างประเทศก็ประกาศเป็นอิสระไม่ขึ้นกับวัดที่ คสช. เข้ามาควบคุมและบริหารจัดการอีกต่อไป

 

 

ที่มา : THAI E-NEWS : 24 กุมภาพันธ์ 2560

 

ว้าย ! ไม่อาว..!

 

ดีเอสไอเหนียม

ไม่กล้ารับข้าวกล่องพุทธะอิสระ

อ้อมแอ้ม..ได้งบประมาณเพียงพอแล้ว

จริงเร้อ !

 

อิ่มละ 80 วันละ 240 บาท ขาดตัว !

 


 

พิถีพิถันทุกขั้นตอน !
 

 

อ้าว ! ทำไมล่ะฮะ ท่านอธิบดี รับข้าวจาก "พุทธะอิสระ" มันผิดตรงไหน ในเมื่อปัญหาธรรมกาย มันกลายเป็น "เหลือง-แดง" ไปแล้ว แล้วตะทีอีกฝ่าย "รับจากใครไม่รู้" ยังรับได้เลย ไม่ประชาธิปไตยเลยท่านอธิบดีดีเอสไอนี่ ดูท่าน "ทัตตชีโว" เป็นตัวอย่างสิ ท่านใช้ประชาธิปไตยเป็น จะให้ดีเอสไอเข้าวัดหรือไม่ เขาต้อง "ถามโยมก่อน" โยมว่าไง อาตมาก็ว่างั้น โยมให้เข้า เราก็ให้เข้า โยมไม่ให้เข้า เราก็บอกว่า "เข้าไม่ได้" แต่ตอนจะออกต่อกรกับเจ้าหน้าที่นั้น เราก็เอาพระออกหน้า ให้โยมตามหลัง เพราะถ้าเจ้าหน้าที่ตีพระ เราก็จะจับภาพส่งยูเอ็น คราวนี้แหละ เข้าแผน..จีวรเปื้อนเลือด !

 

 

เมนูเด็ด จากภัตตาคาร..ธรรมกาย

งานนี้ "อาหารดี ดนตรีเพราะ" ชิดซ้ายไปเลย

 

ดีเอสไอ ออกมาปฏิเสธเช่นนี้ ก็เข้าทางธัมมชโย ซึ่งพรุ่งนี้คงจะ "สั่งเปิดภัตตาคารธรรมกาย" ระดมแม่ครัวมืออาชีพ ปรุงรสเลี้ยงเจ้าหน้าที่ "ไม่อั้น" แบบว่าประชันกันไปเลย ระหว่าง "ข้าวกล่องดีเอสไอ" กับ "อาหารตามสั่งธรรมกาย" ใครจะแน่กว่ากัน แน่จริงก็เอาพุทธะอิสระมาตั้งโรงครัวประชันที่คลองสามอีกแรงหนึ่งก็ได้ ใครชนะก็..เอาประเทศไทยไปครอง อิอิ ชิตัง เม !

 

 


 

จะอดหรืออิ่ม เราจะยิ้มให้กัน

 

ทนเอาหน่อยนะลูก

เดี๋ยวถ้าชนะ พ่อจะปิดวัด เลี้ยงหมูกระทะ แล้วจะให้อาร์ตพาไปชิมบุฟเฟ่ที่ปารีส เลือกเมนูตามสบาย เอาให้ "อร่อยจนลืมกลับวัด" ของ "วอ-ตอแหล" อายม้วนไปเลย !

 

 

"ดีเอสไอ" ระบุ มีงบประมาณพอ ไม่ขอรับการสนับสนุนจาก "พุทธอิสระ"

23 ก.พ. 60 - ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 (บก.ตชด.ภ.1) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่คลิปวีดีโอ ของสำนักข่าวแห่งหนึ่งที่มีการสัมภาษณ์พระพุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ว่า จะสนับสนุนอาหารให้เจ้าหน้าที่รัฐ ที่ปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อจับกุมพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับ ว่า ขอชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ทางดีเอสไอ ได้รับการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์โดยผู้แทนของพระพุทธอิสระ เพื่อต้องการจะสนับสนุนอาหารจริง ซึ่งทางดีเอสไอได้ปฏิเสธและขอบคุณไปแล้ว เนื่องจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่โดยรอบวัดพระธรรมกายนั้นได้รับงบประมาณจากภาครัฐเพียงพอ

 

ที่มา : คมชัดลึก : 24 กุมภาพันธ์ 2560

 

NO ABBOT !

 

วัดธรรมกาย "ไม่มี" เจ้าอาวาส

ประกาศ ญาติโยม ยึดวัดแล้ว

หลวงพ่อ ไม่ได้ห้าม แต่โยมห้าม !

 

 

มหาสายชล เจ้าคณะภาค 1 วัดชนะสงคราม

กับคำถามใหม่

"เจ้าคณะภาค 1 มีไว้ทำไม ?"

 

อา..อยากจะขอกราบเรียนไปยัง "มหาสายชล" เจ้าคณะภาค 1 ผู้บังคับบัญชา "พื้นที่วัดพระธรรมกาย" ว่ายังไงฮะ ยังอยู่ดีสบายหรือไม่ มหามีชัยอีกคน เห็นได้ชั้นเทพกันหมดแล้วนี่ ตะที "วิ่งเต้นเอาตำแหน่ง" และ "เซ็นขอเลื่อนยศให้ตัวเอง" นั้น พวกคุณไวนัก ปัญหาพระศาสนากลับ "มุดหัว" ไม่เอาเรื่องเอาราว ถ้าไม่ทำงานก็ "ไสหัว"  ลาออกไปซะ แล้วให้คนอื่นเขาเข้ามาทำงานแทน

กรณีวัดพระธรรมกายอ้างว่า "ญาติโยมไม่ให้ดีเอสไอเข้าวัด" นั่นก็แสดงว่า วัดนี้ไม่มีเจ้าอาวาส หรือผู้บริหาร หรือมี แต่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเจ้าอาวาส รักษาการเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาส ถือเป็นเจ้าพนักงาน ตามกฎหมายด้วย จะต้องทำอย่างไร แหมเป็นถึงเจ้าคณะภาคหนึ่ง ไม่รู้ได้สิน่า มหาสายชล !

 

 

UNDERGROUND - กองกำลังใต้ดิน

 

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเฟซบุ๊ก "เครือข่ายคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก" ได้มีการโพสต์ข้อความชี้แจง กรณีที่วัดพระธรรมกายมีมติไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น โดยมีการระบุว่า เป็นมติของ "หลวงพ่อทัตตชีโว" ความว่า

"ลูกศิษย์แจงมีมติไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่เองไม่เกี่ยวกับหลวงพ่อทัตตชีโว ประเด็นที่ หลวงพ่อทัตตชีโว อธิบายให้เจ้าคณะจังหวัด และรองสุริยา ถึงความกังวลของญาติโยม จนเป็นเหตุให้สาธุชนมีมติกันเองว่า ไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น เนื่องจากไม่ไว้วางใจจากสาเหตุดังต่อไปนี้

1. คดีเกิดขึ้น 300 กว่าคดี ภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งกัน และ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะมีคดีเพิ่มตามมาอีก

2. วัดพระธรรมกาย สร้างโดยความร่วมแรงร่วมใจและปัจจัยจากญาติโยม ที่เก็บเล็กผสมน้อยบริจาคกันมา ญาติโยมนับล้านคน จึงเป็นเจ้าของวัดตัวจริง  แต่ทางการมาออกประกาศให้ญาติโยมออกจากวัด หากจะอยู่ภายในวัด ก็จะถูกตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดเสบียง และอาจจะถูกดำเนินคดีต่อไป นั่นคือ ไล่เจ้าของวัดออกจากวัดที่ตนเองสร้าง ทั้งๆ ที่ ญาติโยมเองไม่ได้อยู่ขวางถนนแต่อย่างใด

3. การบวชพระ สร้างศาสนทายาทแต่ละรูปนั้นไม่ง่าย กว่าจะได้ถึง 2,000 รูป ในปัจจุบัน ต้องใช้เวลานาน แต่กำลังจะถูกยัดข้อหาว่า เป็นพระปลอมและจะถูกจับสึก ญาติโยมก็ยิ่งยอมรับไม่ได้

4. กรณี ใช้ ม.44 เข้าตรวจค้น ตั้งแต่วันที่ 16-18 ก.พ. รวม 3 วัน ค้นทุกพื้นที่ ทุกอาคาร ทุกชั้น ทุกห้อง ยึด 6 ประตู ซีลอายัด 15 อาคาร บางอาคารตรวจซ้ำถึง 3 ครั้ง และเจ้าหน้าที่สรุปภารกิจเป็นหนังสือระบุว่าไม่พบเป้าหมาย ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และไม่พบการกระทำผิด ถือว่าภารกิจจบแล้ว แต่ก็ยังมาขอค้นอีก โดยให้เหตุผลว่า ยังค้นไม่ครบทุกอาคาร

ด้วยพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวแล้วนี้ ทำให้ญาติโยมไม่พอใจ และไม่ไว้วางใจการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อีกต่อไป ทั้งหมดข้างต้นนี้ หลวงพ่อทัตตชีโว ได้อธิบายเหตุผลที่ญาติโยมไม่สบายใจและไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ให้กับเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีและรองสุริยาทราบ

ดังนั้น การกล่าวหาว่า หลวงพ่อทัตตชีโว ไม่ให้ความร่วมมือนั้น จึงไม่เป็นความจริง

เพราะเหตุผลทั้งหมดดังกล่าว เป็นเหตุผลและมติของญาติโยมกันเองทั้งสิ้น

ความจริงคือ ดีเอสไอ ใช้อำนาจเกินขอบเขต เพราะการเจรจาแจ้งว่าค้นเพื่อหา หลวงพ่อธัมมชโย แต่กลับบอกว่าต้องให้พระและญาติโยมออกจากวัด ถึงแม้จะอ้างว่าพระที่มีใบสุทธิสงฆ์ว่าเป็นพระวัดพระธรรมกาย และลูกศิษย์อยู่ได้นั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะต้องการที่จะยึดวัด ไม่ใช่มาจับหลวงพ่อธัมมชโย

ดีเอสไอรู้อยู่แล้วว่า หลวงพ่อธัมมชโยไม่อยู่ ดังนั้น ที่บอกว่าให้หลวงพ่อมอบตัวเรื่องก็จบ ก็ไม่เป็นความจริง เพราะดีเอสไอรู้อยู่แล้วว่าท่านไม่อยู่ จึงเอาเป็นข้ออ้างที่จะบุกยึดวัดและสึกพระ เพื่อทำตามคำสั่งของใครบางคน ที่อ้างว่าต้องให้คนไทยทั้งประเทศรู้ และขอถามว่าให้รู้เรื่องอะไร เพราะดีเอสไอเข้ามาค้นทุกอาคารแล้วไม่พบ หลวงพ่อธัมมชโย พบแต่อาคารว่างเปล่า ไม่มีของล้ำค่าใดๆอ ย่างที่ตั้งใจ เพราะวัดพระธรรมกายไม่มีทรัพย์สินมีค่าอะไร พระสงฆ์สามเณรเราอยู่อย่างสมถะ ข้าวของเครื่องใช้ฟุ่มเฟือยไม่มี จึงไม่สมปรารถนา แต่ยังเชื่อว่าวัดมีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ จึงต้องการค้นเพื่อให้พบขุมทรัพย์โคมลอยทั้งที่ไม่มี แต่เมื่อทางวัดบอกว่าไม่มีก็ไม่เชื่อ แถมยังกล่าวหาพระ กล่าวหาคนที่มาปฏิบัติธรรมว่าไม่ถูกต้อง จนทำให้ญาติโยมไม่ยอมรับพฤติการณ์เจ้าหน้าที่อีกต่อไป

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 23 กุมภาพันธ์ 256

 

มข. เดินหน้า !

 

ไม่คืนหลวงพ่อคูณให้วัดบ้านไร่

แต่จะเดินตามพินัยกรรมข้อที่ 3

ซึ่งระบุว่า "ต้องทำในจังหวัดขอนแก่น" เท่านั้น

 

ก็ดีฮะ..เปิดเผยความจริงทุกอย่างออกมา มันจะได้หายคลางแคลงใจ ไม่ต้องมีปัญหา ซึ่งความจริงแล้ว แค่เดินตามพินัยกรรมของหลวงพ่อ ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย ไม่ต้องคิดมากอะไรเลย ท่านสั่งให้เผา "ที่วัดหนองแวง" ก็ต้อง "ที่วัดหนองแวง" ถ้าวัดหนองแวงไม่พร้อมหรือไม่รับ ก็ค่อยว่ากันอีกที ทำตามขั้นตอน ตามสเต็ป สั้นๆ ง่ายๆ สบายๆ พินัยกรรมหลวงพ่อคูณน่ะ เด็ก ป.4 ก็อ่านออก อย่าคิดนอกกรอบ ไม่เห็นมีอะไร แต่ที่จะเป็นปัญหาก็เพราะ "คิดนอกพินัยกรรม" ก็ขนาด "พระราชทานเพลิงศพ" หลวงพ่อยังไม่ให้ขอ แล้วพวกคุณจะไปสร้างโน่นสร้างนี่ให้ท่านอีกทำไม สิ่งที่ดีที่สุด "สุดท้าย" ที่ควรทำถวายหลวงพ่อก็คือ "ทำตามพินัยกรรม" นั่นแหละถูกต้อง ทำตามพินัยกรรมเมื่อไหร่ ความชอบธรรมจะคืนมา ทันที !

 

 

พิธีบำเพ็ญกุศล "หลวงพ่อคูณ" แพทย์ มข. ยึดพินัยกรรมเป็นหลัก ฌาปนกิจปลายปี 2561

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ จากกรณี วันที่ 21 ก.พ. ที่ผ่านมา นางคำมั่น วงษ์กาญจนรัตน์ อายุ 91 ปี น้องสาวพระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา พร้อมหลานชาย และคณะกรรมการวัดบ้านไร่ ได้เข้าพบ นายธัญญา ภักดี ผอ.กองกลาง ม.ขอนแก่น เพื่อยื่นหนังสือถึงอธิการบดี ม.ขอนแก่น เพื่อขอนำสรีระสังขารของหลวงพ่อคูณกลับไปบำเพ็ญกุศลที่วัดบ้านไร่ หลังทราบข่าวว่า การฌาปนกิจศพของหลวงพ่อคูณไม่เป็นไปตามพินัยกรรม ตามข่าวที่เสนอไปแล้ว

ความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 ก.พ. รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในกรณีดังกล่าวว่า สรีระสังขารหลวงพ่อคูณที่ได้ดองร่างครบ 1 ปี เมื่อพฤษภาคม 2559 ขณะนี้ สรีระสังขารของหลวงพ่อคูณ ได้เป็นครูใหญ่หรือ อาจารย์ใหญ่ มีนักศึกษาได้เรียนสรีระสังขารของท่านมาแล้วประมาณ 8-9 เดือน และจะต้องอยู่ในเวลาศึกษาอีก 2 ปี และตามกำหนดการก็ต้องมีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่ ในรุ่นของหลวงพ่อคูณที่ศาลา 25 ปี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งมีประมาณ 100 ร่าง ประมาณปลายปี 2561 ซึ่งมีสรีระสังขารของหลวงพ่อคูณอยู่ด้วย

รศ.นพ.ชาญชัย  กล่าวว่า สรีระสังขารของหลวงพ่อคูณ ขอให้ประชาชนที่เป็นศิษย์และศรัทธาหลวงพ่อคูณ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้ดำเนินการตามพินัยกรรม ขอบอกว่าคณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น ยังคงได้ยึดตามพินัยกรรมของหลวงพ่อคูณทุกประการ โดยเฉพาะตามพินัยกรรมข้อ 3 หลวงพ่อคูณบอกว่า เมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าสรีระสังขารหลวงพ่อคูณ ให้บำเพ็ญกุศลศพแบบเรียบง่าย ละเว้นการสมโภชน์ใดๆ และห้ามขอพระราชทานเพลิงศพอีกด้วย

รศ.นพ.ชาญชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันพระราชทานเพลิงครูใหญ่ที่จะมีขึ้นในปี 2561 ทุกปีจะดำเนินการที่ศาลา 25 ปี ม.ขอนแก่น แต่เมื่อมีสรีระสังขารหลวงพ่อคูณอยู่ 1 ร่าง ทำให้สถานที่ดังกล่าวคับแคบลงไปจะต้องย้ายไปจัดที่หอประชุมกาญจนาภิเษก สถานที่เคยจัดบำเพ็ญกุศลศพหลวงพ่อคูณ เมื่อวันที่ 17 24 พ.ค. 2558 และหลังจากนั้น สรีระสังขารหลวงพ่อคูณ ก็จะนำไปฌาปนสถานจริง ตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม เช่นเดียวกับร่างครูใหญ่อื่นๆ ที่จะนำไปเผาจริงตามวัดต่างๆ ที่ญาติต้องการ

"สรีระสังขาร หลวงพ่อคูณ ได้ระบุไว้ว่า จะฌาปนะที่วัดหนองแวงวัดอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่นใด ที่คณะแพทยศาสตร์เห็นสมควรและเหมาะสม แต่จะต้องทำที่ จ.ขอนแก่นเท่านั้น เมื่อเผาเสร็จแล้ว อัฐิ เถ้าถ่าน และเศษอังคารทั้งหมดให้คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น นำไปลอยที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย ตามที่เห็นสมควร แสดงว่าหลวงพ่อคูณไม่ต้องการให้เก็บอะไรที่เกี่ยวกับท่านไว้แม้แต่ชิ้นเดียว ซึ่งดำเนินการตามพินัยกรรมที่หลวงพ่อคูณระบุไว้ทุกประการ" รศ.นพ.ชาญชัย กล่าว

 

ที่มา : มติชน : 23 กุมภาพันธ์ 2560

 

ฮา !

 

ดร.บรรจบ ควง ดวงใจ-กรณ์ ป้องธรรมกาย

เซ็นกันสามชื่อ แทน 53 องค์กร ทั่วโลก

โลกไหนบ้างก็ไม่รู้  !

 

 


 

บรรจบหมโรง !

 

 

 

ดวงใจ เชื้อคำเพ็ง : กรณ์ มีดี

โนเนมในแวดวงพุทธ แต่แจ้งเกิดง่ายๆ ด้วยการโหนธรรมกาย

 

 

 

กรณ์ มีดี ปฏิเสธ

ไม่ใช่ศิษย์ ไม่เคยไปวัดพระธรรมกาย ไม่เคยทำบุญ

แต่ปลื้มสุดๆ ที่ได้ รางวัลผู้นำพุทธโลก จาก..ธัมมชโย

 

 


 

 

ส่วนด้านล่างนี้

บรรจบ - ดวงใจ - กรณ์

สามพระหน่อ ตวัดปากกา "เซ็นแทน" 53 องค์กร นอมินี

ความจริงแล้ว ให้บรรจบเซ็นคนเดียวก็สิ้นเรื่อง เพราะทุกอย่างก็อยู่ที่บรรจบหมด ถ้าบรรจบบอกโอเค อีกสองคนก็โอเค ถ้าบรรจบเซย์โน สองพระหน่อก็โน อพิโถ องค์กรพุทธโลก !

 

 




ที่มา : สมาคมชาวพุทธแห่งประเทศไทย : 22 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

ห้ามพระมีทรัพย์สิน !

รวมทั้งห้ามรับมรดกตกทอด

จรัญ ภักดีธนากุล ยื่นแก้ พรบ.คณะสงฆ์ !

 

อา..ถามว่าดีไหม ตอบว่า ดีซีคะ เพราะว่าพระพุทธศาสนาในเมืองไทย จะบริสุทธิ์ผุดผ่อง เป็นทองเนื้อเก้า พระเณรที่บวชเข้ามาทุกรูป จะเป็นพระเณรดีมีคุณภาพ อย่างน้อยก็คงจะน้องๆ "โสดาบัน" เพราะต้องบวชเพื่อ "สละโลก-สละกิเลส" เท่านั้น ไม่งั้นคงบวชไม่ได้ พระพุทธศาสนาของเมืองไทย กำลังได้รับการยกระดับสู่ "จุดสูงสุด" ที่ไม่มีประเทศใดๆ ในโลกจะสู้ได้ เสียหน่อยเดียว ขอแก้แค่เรื่องทรัพย์สินของพระ ความจริงแล้ว ถ้าจะยกระดับพระพุทธศาสนาเอาแบบว่า "เนื้อๆ" นะ ก็ขอให้รัฐบาลใช้ ม.44 บังคับอีกซัก 3-4 ข้อ อาทิเช่น

1. ผู้ที่บวชเข้ามาแล้ว ต้องศึกษาพระไตรปิฎกจนจบ ไม่เรียนไม่ให้บวช ถ้าบวชมาแล้วไม่ยอมเรียน มีโทษขั้นประหารชีวิต

2. พระเณรที่บวชเข้ามาแล้ว ต้องบำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุธรรม ขั้นต่ำคือ โสดาบัน ใครบวชแล้วไม่ได้บรรลุธรรมภายใน 3 ปี มีโทษขั้นประหารชีวิต เพราะหลอกลวงประชาชนว่าบวชเพื่อสละกิเลส

3. ผู้ที่จะบวชต้องสละกิเลส บวชแล้ว "ห้ามสึก" เด็ดขาด ใครสึกต้องโทษทั้งจำทั้งปรับ จำคุกตลอดชีวิต และปรับรายละ 100 ล้านบาท

4. ผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดา ญาติสนิท มิตรสหาย ของผู้ที่ทำผิด 3 มาตรา ดังกล่าวข้างต้น ถือว่ามีความผิดด้วย ต้องถูกจำคุก 7 ชั่วโคตร โทษฐานสมรู้ร่วมคิดบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา

 



 

ถ้าออกกฎหมายแบบนี้ได้ รับรองว่าพระพุทธศาสนาในประเทศไทย จะบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ยิ่งกว่าสมัยพุทธกาล เราจะมีอรหันต์เต็มเมือง ไม่เชื่อก็ลองดูสิ แต่ก่อนกฎหมายจะผ่านสภาน่ะ เชื่อเหอะว่า พระสงฆ์สามเณรไทย จะแห่สึกกันเกลี้ยงประเทศ แล้วเชิญ ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ท่าน สส. สว. สนช. รวมทั้งนักวิชาการสายสุดโต่งทั้งหลาย ให้มาบวชแทน แล้วคราวนี้ก็จะรอดูว่า "ใครทำลายศาสนา" ถ้ามาอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ลองไปถามพวกที่เคยประกาศ "บวชไม่สึก" รวมทั้ง "ทิดมิตซูโอะ" ดูสิ สึกออกไปนอนแผ่ เอ๊ย เผยแผ่พระศาสนาที่ญี่ปุ่น ถามว่า อยากกลับมาบวชอีกไหม ?

 

จรัญ ภักดีธนากุล
มือปฏิรูปพระพุทธศาสนาด้วยกฎหมาย

 

จับตาแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ เล็งบริหารจัดการทรัพย์สินวัด

เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจรัล ภักดีธนากุล คณะทำงานปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ได้เสนอให้แก้ไข ร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ใน 2 มาตรา คือ

มาตรา 1222 ระบุว่า การรับมรดกตกทอดของบุคคลที่บวชเป็นพระ ไม่ควรที่จะได้รับมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ เพราะไม่มีความเหมาะสม เนื่องจากไม่ได้เป็นฆราวาส

มาตรา 1223 เสนอว่า เมื่อบุคคลที่มาบวชเป็นพระ เมื่อได้รับปัจจัยต่างๆ ที่มีมูลค่ามาก ไม่ควรจะเก็บไว้เอง ควรจะเป็นของวัด หรือ ให้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน

ต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากนั้นก็ส่งให้คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สนช. พิจารณา ซึ่งที่ประชุมกรรมาธิการฯ จึงได้มอบหมายให้นายสมพร เทพสิทธา ประธานอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา ไปดำเนินการศึกษา จึงได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาศึกษากฎหมายเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา พิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าว

พล.อ.อ.อาคม กาญจนหิรัญ รองประธานคณะทำงานพิจารณาศึกษากฎหมายเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เปิดเผยว่า วันนี้ คณะทำงานฯได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะต้องฟังความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพระสงฆ์ ซึ่งยังมีเวลาในการพิจารณา 30 วัน

 

ข่าว : เดลินิวส์  : 22 กุมภาพันธ์ 2560

 

สมเด็จช่วงอาพาธ !

อยู่โรงพยาบาลศิริราช

ไม่สามารถรับเสด็จสมเด็จพระสังฆราช !

 

 

 

 

สมเด็จพระสังฆราชห่วงอาการอาพาธสมเด็จวัดปากน้ำ

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก(อัมพร อมฺพรมหาเถร) เสด็จโดยรถพระประเทียบยังวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เพื่อสักการะพระอัฐิสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (กิตฺติโสภณมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 14  จากนั้นได้เสด็จไปยังวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ทรงถวายสักการะพระอัฐิสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ญาโณทยมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 15  จากนั้นไปวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร สักการะอัฐิ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ญาณวรมหาเถร) สมเด็จพระวันรัต (นิรนฺตรเถร) สมเด็จพระญาณวโรดม (สนฺตงฺกุรเถร)อดีตเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ต่อมาเสด็จไปยัง วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ถวายสักการะ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์

ต่อมาเสด็จถึงวัดปากน้ำภาษีเจริญ ทรงถวายสักการะสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในการนี้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์  ได้มอบหมายให้พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ  กรรมการมหาเถรสมาคม และพระพรหมโมลี
(สุชาติ ธมฺรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  เฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระสังฆราชแทน เนื่องจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์อาพาธ โดยพระวิสุทธิวงศาจารย์ รับประทานเครื่องสักการะ ผ้าไตร ไทยธรรม ธูปเทียนแพ พานดอกไม้จากสมเด็จพระสังฆราชแทนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
 

ทั้งนี้ พระพรหมโมลี  ได้ถวายรายงาน เกี่ยวกับอาการอาพาธ ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ต่อสมเด็จพระสังฆราช ว่า สมเด็จพระมหารัชมัคลาจารย์ รักษาอาการอาพาธอยู่โรงพยาบาลศิริราช  และท่านมีประสงค์จะกลับมารับเสด็จสมเด็จพระสังฆราชในวันนี้ แต่คณะแพทย์วินิจฉัยอาการแล้วเห็นว่า ยังมีไข้หวัดอยู่ จึงไม่อยากให้มาอยู่ในบริเวณที่มีประชาชนเป็นจำนวนมาก เกรงว่าจะมีอาการแทรกซ้อนอื่นเพิ่มเติม จึงขอให้พักอยู่ที่โรงพยาบาลก่อน โดยสมเด็จพระสังฆราช ได้ทรงตรัสถามและแสดงความห่วงใยต่ออาการอาพาธของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ต่อพระพรหมโมลีด้วย

สำหรับกำหนดการในวันที่ 20 ก.พ.  สมเด็จพระสังฆราช เสด็จไปยังวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ทรงถวายสักการะพระอัฐิ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ( ปุสฺสเทวมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 9  วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ทรงถวายสักการะพระอัฐิสมเด็จพระอริยวงษญาณ (ศรี) สมเด็จพระองค์ที่ 1 เสด็จไปยังวัดราชบุรณะ ราชวรวิหาร ทรงถวายสักการะพระอัฐิสมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) พระองค์ที่ 6 จากนั้นเสด็จเป็นองค์ประธานการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ที่อาคารวมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ถือเป็นครั้งแรกหลังจากได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 20 กุมภาพันธ์ 2560

 

วิถีแห่งปราชญ์

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ มีลิขิตถึงเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด "ขอความร่วมมือทำความจริงให้ประจักษ์" พร้อมทั้งขอให้บุคคลที่อ้างว่า "เจ้าคุณประยุทธ์ไปหาหลวงตามหาบัว" ออกมายืนยันตัวตน เพื่อพิสูจน์ความจริง !

 


 


 

กดที่ภาพเพื่ออ่านเอกสารทั้งหมด

 

จ่อยื่นวัดบวร จัดการ หลวงตาเมือง !

พุทธะอิสระประกาศ

กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน !

 

 

สมเด็จพระวันรัต (จุณฑ์ พฺรหฺมคุตฺโต)

วัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติกนิกาย

 

อา.. ! แบบนี้ไม่เรียกว่า "งานเข้า" แล้วล่ะฮ่ะ แต่อาจจะเป็น "พายุเข้า" เลยทีเดียว ไม่ปิดประตูหน้าต่างให้ดีก็มีหวัง "พังเป็นแถบๆ" เพราะพุทธะอิสระนั้นแกคงไม่ไปคนเดียว แต่คงจะยกโขยงเอานักข่าวไปอีกเป็นกองทัพ ฉายภาพตั้งแต่หน้าวัดไปยันตำหนักสมเด็จพระสังฆราช สถานที่เคยเป็น "ศูนย์กลาง" ของคณะสงฆ์ไทย มาตั้งแต่สมัย ร.5 แต่ทว่ากลับกลายเป็น "แดนสนธยา" ไปในวันนี้ วันที่ไม่มีปฏิกิริยาเรื่องหลวงตาเมือง จากสมเด็จพระวันรัต เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ซึ่งถ้าเทียบแล้วก็ร้ายแรงไม่แพ้ "กรณีธรรมกาย" เพียงแต่เรื่องกลายมาจาก "มหานิกาย" เป็น "ธรรมยุติกนิกาย" หรือเปลี่ยนจากสีเหลืองมาเป็นสีกลักเท่านั้น

เมื่อตอนตั้ง "ธรรมยุต" ขึ้นมา ในปี พ.ศ.2368 นั้น พระภิกษุวชิรญาณทรงอ้างว่า คณะสงฆ์ไทยเดิม ที่เรียกว่า "มหานิกาย" ในสมัยต่อมา นั้น หย่อนยานในพระธรรมวินัย ขืนปล่อยไว้คงไม่เป็นการดี จึงทรงคิดหาวิธี "อภิวัฒน์" พระศาสนา นำเอารูปแบบของ "พระมอญ" แห่งเมืองมะละแหม่งมาใช้แทน ตั้งแต่การนุ่งห่มผ้า การสวดมนต์ และอื่นๆ จนกระทั่งก่อนถึงยุค 25 พุทธศตวรรษ พระสงฆ์ในนิกาย "ธรรมยุต" ต่างมองพระสงฆ์ในมหานิกายว่าต่ำต้อยในด้านคุณธรรมจริยธรรม มีศักดิ์เป็นเพียง "สามเณร" เท่านั้น มีประเพณีด้วยว่า เมื่อบวชใน "มหานิกาย" แล้ว ให้ไปทำ "ทัฬหีกรรม" คือบวชซ้ำ ในนิกาย "ธรรมยุต" จึงจะบริสุทธิ์บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง เมื่อเป็นเช่นนี้ มีหรือที่ "มหานิกาย" จะได้เป็นสังฆราช พระเด็กๆ อ่อนอาวุโสในฝ่ายธรรมยุต ต่างเข้าแถวขึ้นนั่งบัลลังก์ "สังฆราช" ต่อเนื่องกันยาวนานถึง 85 ปี กระทั่งปี 2481 ซึ่งอยู่ในสมัยประชาธิปไตย (หลัง พ.ศ.2475) พระในฝ่ายมหานิกายจึงมีโอกาส "ได้แตะ" เก้าอี้สมเด็จพระสังฆราช เป็นครั้งแรก

ตกปี 2535 สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็ทรงมีพระดำริให้ "แก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ มาตรา 7" กำหนดให้ "สมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์ มีสิทธิ์เป็นสมเด็จพระสังฆราช" แต่พอสิ้นสมเด็จพระญาณสังวร ก็มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข โอนอำนาจกลับไปให้พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ อีก อ้างว่าขัดกับพระธรรมวินัย แต่ถ้าย้อนกลับไปในสมัย "ธรรมยุตครองเมือง" ก็เป็นเรื่องน่าหัว ตอนนั้นพระเด็กๆ ได้เป็นสังฆราช "ข้ามหัวข้ามเกล้าข้ามอาวุโส" แต่ก็ไม่เห็นผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์เลย นี่แหละคือความ "สองมาตรฐาน" ในสังคมพุทธไทย

แต่ไม่เป็นไร โบราณว่า "อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ" มันอยู่ใต้ฝอยน่ะดีแล้ว ขืนฟื้นขึ้นมาก็ทะเลาะกันเสียเปล่า เอาไว้บันทึกเป็นประวัติศาสตร์ให้ลูกหลานได้อ่านเล่น ว่าพวกที่เล่นการเมืองเรื่องศาสนาในทุกวันนี้นั้น เขาทำกันอย่างไร

สถานการณ์ธรรมยุตวันนี้ ไม่ต้องยกย่องสูงส่งถึงระดับ "เหนือกว่ามหานิกาย" หรอก เอาแค่ "เสมอๆ" หรือ "เท่าๆ กัน" ก็เหลือเฟือแล้ว คือให้ "สมเด็จพระวันรัต-จุณฑ์" เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต วัดบวรนิเวศวิหาร ดำเนินการสอบสวนอธิกรณ์ "พระโพธิญาณมุนี : เมือง พลวฑฺโฒ" เจ้าอาวาสวัดป่ามัชฌิมาวาส จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้โปร่งใสไร้ข้อครหา อย่าให้เหมือนกรณีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ที่เพิกเฉยต่อพระธัมมชโย เท่านั้น ก็เหลือเฟือกว่าหม่ำจ๊กมกแล้ว

ได้แค่นี้ก็ถือว่ามีคุณธรรมล้ำเลิศยิ่งแล้ว แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็เกรงใจเหลือเกิน ว่าสมเด็จจุณฑ์คงจะเดินไปถึงดวงดาวยาก เดินหมากพลาดตานี้ มิใช่แค่ "คณะธรรมยุต" เท่านั้น ที่เสื่อมทรุดเศร้าหมอง แต่ "วงศ์พระกรรมฐาน" สายพระอาจารย์มั่น จะถึงคราวร้าวฉาน งานนี้เซียนพระชี้ว่า มันมีเหตุมาจาก "เงิน" เพียงตัวเดียว เงินล้นวัดป่า สีกาก็ตามมาดังที่เห็น

ส่วน "หลวงเมือง" นั้น วันนี้ ถูกพุทธะอิสระตั้งฉายาใหม่ให้แล้วว่า "เฒ่าหัวงู" บ้าง "หมาเฒ่า" บ้าง แทบว่าไม่เป็นผู้เป็นคน ศิษย์สายวัดป่ามัชฌิมาวาส ได้ยินได้ฟังแล้วก็คง..ทำใจลำบาก !

 

 

 

หลวงเมือง

 

 


งานเข้าแล้วเรา ตอนที่ 2

5 กุมภาพันธ์ 2560

 

วันนี้ คุณโสมณุดา สัมมานุช และเพื่อน เดินทางมาพบฉันที่เต็นท์ หมายเลข 9 ตอนช่วงบ่ายตามนัด เพื่อมาบอกเล่าเรื่องราวที่ตนถูก เจ้าอาวาสวัดป่ามัชฌิมาวาส ล่วงละเมิดทางเพศมาหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2554

อีกทั้ง เธอยังบอกเล่าถึงความวิปริตวิตถารและทะยานอยาก เป็นผู้มักมากในกามคุณของเจ้าอาวาสผู้นี้ ถึงขนาดบอกให้ผู้หญิงที่ตนบอกว่าเคยเป็นเนื้อคู่กันมาตั้งแต่อดีตชาติ และเคยนอนด้วย ให้ไปเสพสังวาสกับหมาที่ตนเลี้ยงไว้ให้มันดู แถมยังบอกว่ามันทำให้ตื่นเต้นดี อีกทั้งยังมีการสั่งให้หายาปลุกเซ็ก ยาเสพติด เอามาให้มันเพื่อเสริมอารมณ์ทางเพศของหมาเฒ่าตัวนี้ ให้หื่นกระหายซาบซ่านได้มากขึ้น

ฉันฟังแล้วอยากอ้วก น่าสมเพชคนที่ไปหลงเชื่อมันยิ่งนัก แรกๆ ฉันก็ไม่ค่อยอยากเชื่อเธอมากนัก แต่พอได้เห็นภาพเปลือยกายของ "หมาเฒ่า" ตัวนี้ที่อยู่กับเธอแล้ว จึงไม่คิดสงสัยอะไรอีกแล้ว เหลือเพียงแต่รวบรวมหลักฐานทั้งภาพ ทั้งเสียง และพยาน เพื่อนำไปกล่าวโทษโจทก์กับเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต  คือสมเด็จจุณฑ์ แห่งวัดบวร เท่านั้น

ไม่รู้ว่าคราวนี้ สมเด็จจุณฑ์ จะยอมออกมารับหนังสือกล่าวโทษหรือไม่ เพราะเมื่อคราวไอ้เณรคำ พุทธะอิสระก็นำหนังสือโจทก์อาบัติการเสพเมถุนและอวดอุตริมนุสธรรมของเณรคำที่เป็นปาราชิกไปยื่น ทั้งที่มีการนัดหมายกันแล้ว แต่สมเด็จจุณฑ์กลับไม่ยอมออกมารับหนังสือเสียอย่างนั้น จึงไม่รู้ว่าคราวนี้สมเด็จจุณฑ์จะยอมออกมารับหนังสือร้องเรียนอีกหรือไม่

หากเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตไม่ยอมออกมารับเรื่อง ก็คงจะต้องรอพระสังฆราชองค์ใหม่ ให้ทรงชำระล้างอธิกรณ์ และกำจัดอลัชชีหน้าด้าน ให้ออกไปจากพระธรรมวินัยนี้เสียที ขืนปล่อยเอาไว้ ชาวบ้านคงจะระแวงสงสัยกันไม่เลิก ว่าที่ตนกราบตนไหว้อยู่นี้ เป็นพระ หรือเป็นผัวชาวบ้านกันแน่

เรื่องนี้มันทำให้พวกเราได้รู้ว่า ตัณหานี้ มันไม่เลือกธรรมยุตและมหานิกายดอก เพราะทุกนิกายล้วนมีสิทธิตกเป็นทาสของตัณหาทั้งนั้น ไม่ว่าหนุ่มหรือแก่

เฮ้อ... ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมใครๆ ถึงได้หาแต่เรื่องมาให้ แล้วคนอื่นทำไมถึงไม่ไปหาเรื่องให้เขาบ้าง

อยากวิงวอนท่านนายกประยุทธ์ว่า คงถึงเวลาแล้วที่จะปฏิรูปวงการคณะสงฆ์เสียที ขืนปล่อยเอาไว้อีกหน่อยคงมีลูกมีเมียกันเต็มวัดแน่

 

พุทธะอิสระ

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ  : 6 กุมภาพันธ์ 2560

 

กล้าไหม นายพัน !

อ้อยเปิดหน้า "ท้าคึกฤทธิ์" สาบาน

รับมุกไม่ไหว คนอะไรบอก อ้อยกอดอาตมาเอง

 

อา..! คงเป็นไปไม่ได้หรอกคุณอ้อยเอ๋ย จะท้าให้ผู้รู้พุทธวจนะระดับ "คึกฤทธ์" ไปสาบดสาบานนั้น มันเสียศักดิ์ศรี ไม่มีในพุทธวจน ส่วนเรื่องใครกอดใครก่อนนั้น มันก็พิสูจน์ยากอีก ตราบใดพยานหลักฐานไม่แน่นแบบคาหนังคาเขา ไม่มีทางที่อดีตนายทหารระดับนายพันจะยอมจำนน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เรื่องกะล่อนนั้น สิบพยาบาลก็สู้หนึ่งนายพันไม่ได้ เพราะเรียนกันคนละหลักสูตร พยาบาลเรียนหลักสูตรช่วยเหลือคน แต่นายพันนั้นเรียนหลักสูตรทำลายศัตรู ก็คิดดูสิ ปล้นพระไตรปิฎกของคณะสงฆ์ไทยไปตัดต่อขาย แถมตราหน้าว่าพวกแปลพระไตรปิฎกเป็นเดียรถีย์ อลัชชีคึกฤทธิ์ยังทำได้ แล้วนับประสาอะไรกะอีกแค่เปลี่ยนบทจาก "อ้อยถูกลวนลาม" เป็น "อ้อยกอดก่อน" สรุปว่า อาตมาถูกลวนลามยังไม่โวยวายเลย ฮา !

 

ขนาดมีบุคคลที่สามอยู่ด้วยและถ่ายรูปได้ ยังหวานระดับมดอายเลย

 

 

 

ที่มา : เพจครูนัท หนอนพระไตรปิฎก  : 4 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

คุก 3 เดือน เษมซ่า-สามแยก !

รับสารภาพตลอดข้อหา ศาลเมตตารอลงอาญา

 

นายเกษม สามแยก

 

เผาพระพุทธรูป ผลงานสร้างศรัทธาของเกษม

 

อา..กรรมเก่า กำลังตามรังควาน "เสี่ยเกษม" อย่างหนัก คดีแรก "เหยียบและเผาทำลายพระพุทธรูป" ก็โดนคุกไป 2 ปี คดียังไม่สิ้นสุด วันนี้ คดีทำลานจอดเฮลิคอปเตอร์ก็ตามมาสมทบ กงกรรมบรรจบกันเมื่อไหร่ รับรองได้กินข้าวแดง แต่แค่ "ผ้าเหลืองหลุด" ก็ถือว่าเป็นวิบากกรรมสุดๆ แล้ว สำหรับคนอุตริตั้งตัวเองเป็นศาสดา อ้างว่า "รู้จริงเห็นจริงด้วยญาณทัศนะของตนเอง" อาจหาญลบหลู่ดูหมิ่น "พระพุทธรูป" ซึ่งเป็นรูปเปรียบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ชาวไทยกราบไหว้มาตั้งแต่สมัยโบราณกาล สร้างไว้ประจำทั้งวัดทั้งวัง แต่กลับถูกนายเกษมเอามาทำปู้ยี่ปู้ยำ กางตำราพระไตรปิฎกอ้างว่า "ไม่มี" แล้วก็เอาเท้า "เหยียบขยี้-เผาทิ้ง" จนสาสมใจ แต่แปลก..ที่สังคมพุทธไทย กลับนั่งดูเฉย ถ้าเป็นต่างศาสนา ใครทำบ้าๆ แบบนี้รับรองโดน "รุมประชาทัณฑ์" ตะทีฝรั่งเอาพระพุทธรูปไปตั้งที่โรงแรมบ้าง ใต้ถุนบ้านบ้าง พวกโวยวายลั่นโลก ทั้งๆ ที่ในประเทศไทยเองก็เละเทะ !

 

 

อลัชชียุคใหม่ ยุควาทกรรมอำพราง !

พวกเรียนบาลี เป็นเดียรถีย์ ไม่มีประโยชน์ ไม่ได้เรียนพุทธวจนะ แต่ที่พวกเปรียญแปลมาน่ะ กูเอา เอาไปทำเป็นพุทธวจนะขาย ยศ ทรัพย์ และอำนาจ เป็นของไม่ดี ไม่คู่ควรแก่สมณะ พวกพระที่มีสมณศักดิ์ ก็ไม่ใช่พระที่ดี ใครรับไปถือว่าไม่ใช่สมณะ แต่ให้กู-กูเอา

 

อลัชชีอีกสองราย ที่มีพฤติกรรมตามก้นนายเกษม ได้แก่

1. คึกฤทธิ์ สำนักนาป่าพง อ้างว่า พระไตรปิฎกของคณะสงฆ์ไทยไม่บริสุทธิ์ ตัวเองเท่านั้นที่รู้พระพุทธวจน แล้วก็อาจหาญ "ตัดแบ่ง" พระไตรปิฎก คัดเอาเฉพาะที่ตัวเองเห็นว่าเป็นพุทธวจน มาทำรูปเล่มขาย พร้อมกับทำลายระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ซึ่งตั้งขึ้นโดยพระมหากษัตริย์และพุทธศาสนิกชนชาวไทยมานานนับพันปี โดยวิธีการ "ประณามหยามหมิ่น" การศึกษาของคณะสงฆ์ ตั้งแต่การเรียน นักธรรม-บาลี มหาวิทยาลัยสงฆ์ ล้วนถูกคึกฤทธิ์ตราหน้าว่า "เป็นเดียรถีย์" พอมีข่าวจะถูกจับกุมก็รีบ "คลานเข่าเข้าวัดปากน้ำ" ได้รับการคุ้มครองฉุกเฉินโดย "สมเด็จช่วง" ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช รอดคุกรอดตะราง ปล่อยให้สังคมพุทธไทยชำระสะสางกันต่อไป ใครจะทำอะไรก็ชั่ง ขอกูได้เป็นสังฆราชเท่านั้นก็พอ

2. ว.วชิรเมธี แห่งไร่เชิญตะวัน ยกก้นตนเองเลอเลิศประเสริฐศรี ประกาศต่อสาธารณชนว่า "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่ควรแก่สมณะ" แต่กลับตระบัดสัตย์ไปรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" ที่ตัวเองประณามไว้นั้นอีกที พอถูกจับได้ไล่ทัน ก็อ้างครูบาอาจารย์ รวมทั้ง "สำนักพระราชวังและสมเด็จวัดปากน้ำ" มาคุ้มหัว ทั้งๆ ที่ตอน "ปากเสีย" ไปดูถูกดูหมิ่น "ยศพระราชทาน" นั้น มันไม่เคยอ้างใครเลย นอกจากตัวเอง

นี่แหละ พฤติกรรมทำลายพระพุทธศาสนา สไตล์ "เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น" ที่เห็นๆ และสังคมไทย ปล่อยปละละเลย แถมหลายคนยังส่งเสริมให้ทำการทำลายพระศาสนาทางอ้อม ทุกวันนี้ นายเกษม ก็ยังมีคนส่งเสริมดูแลไม่อัตคัดขัดสน สำนักสงฆ์สามแยกก็ยังเป็นของนายเกษม คึกฤทธิ์ ก็ยังคงอยู่ดีสบาย ธัมมชโย แห่งธรรมกาย ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ ใหญ่ระดับเจ้าพ่อเรียกพี่ ขนาดโดนไป 300 กว่าคดี แต่กลับได้รับยกย่องเป็น "เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์" โก้ซะไม่มี ส่วน ว.วชิรเมธี ก็กำลังปูทางไปสู่ดวงดาว ภายใต้มโนปณิธานจอมปลอมที่ว่า "ชีวิตสงฆ์ ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" เห็นแล้วก็อยากอ๊วก !

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม "เกษม" ซ่า !

 

สั่งจำคุกแต่รอลงอาญา 2 ปี ปรับ อดีตพระเกษม คดีรุกป่าสร้างลานจอด ฮ.

วันที่ 3 กุมภาพันธ์  เว็บไซต์ที่พักสงฆ์ป่าสามแยก อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ได้มีการแพร่ประกาศเรื่อง นายเกษม ดวงแพงมาต หรืออดีตพระเกษม อาจิณณสีโล อดีตประธานที่พักสงฆ์ดังกล่าว ซึ่งตกเป็นจำเลยคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ สร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ได้เดินทางไปขึ้นศาลจังหวัดหล่มสัก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยนายเกษม หรืออาจารย์เกษม ดวงแพงมาต ได้ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจังหวัดหล่มสักจึงได้ตัดสินพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง พิพากษาจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 เดือน ปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รออาญามีกำหนด 2 ปี หลังจากลูกศิษย์ได้ชำระค่าปรับที่ศาลแล้ว นายเกษมหรืออาจารย์เกษมได้เดินทางกลับถึงที่พักสงฆ์ด้วยความปลอดภัย

 

ที่มา : มติชน : 4 กุมภาพันธ์ 2560

 

แพ้ยกแรก !

ศาลยกคำร้องพระเมือง

รื่องปิดปากสีกา !

 

อา..ถือว่าเป็นสัญญาณ "อันตราย" สำหรับท่านเมืองนะฮะ รุกเขาไม่ได้ แถมยังถูกรุกกลับจนหลังชนกำแพง ถูกคุณไพบูลย์ยื่นฟ้องตั้งหลายข้อหา ยิ่งกว่ารายการ "ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าเมือง" เรื่องจะปลีกวิเวกหนีไปไหนแบบสบายๆ นั้น หมดหวังแน่ ยิ่งถ้าออกอาการพันธพาล ให้ตำรวจหรือลูกศิษย์ไปข่มขู่คู่กรณี ก็มีหวังโดนลงอาญาหนักกว่าเดิม ลำพังการหลบหน้าไม่ยอมออกมา "ประกาศความบริสุทธิ์" ของตนเอง ต่อสาธารณชน (ทั้งๆ ที่เป็นบุคคลสาธารณะ) ก็ถือว่าไม่สง่างามแล้ว สำหรับพระราชาคณะ ที่ชาวกาฬสินธุ์เชื่อว่าเป็นถึง "อรหันต์" แต่หันซ้ายหันขวาอยู่ไหนไม่ทราบ หลวงตาเมือง !

 

 

ศาลกาฬสินธุ์ ยกคำร้อง "พระเมือง" เจ้าอาวาสวัดดัง ยื่นถอนประกันสีกาคู่กรณีคดีกามฉาว

กาฬสินธุ์ - ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์มีคำสั่งยกคำร้อง "พระเมือง" เจ้าอาวาสวัดป่ามัชฌิมาวาส ยื่นถอนประกันตัวสีกาคู่กรณีคดีกามฉาวหลอกเสพเมถุน แต่ห้ามพูดและเผยแพร่เรื่องเกี่ยวกับคดี
       
จากกรณี น.ส.โสมณุดา สัมมานุช หรือบี ได้นำคลิปวิดีโอพร้อมยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านนายพีระ ทองโพธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการประชาชน เพื่อขอความช่วยเหลือกรณีถูกเจ้าอาวาสวัดวัดป่าชื่อดังแห่งหนึ่งใน จ.กาฬสินธุ์ ใช้เล่ห์ล่อลวงจนถึงขั้นมีความสัมพันธ์ทางเพศ เหตุเกิดเมื่อกลางปี 2557 แต่เมื่อออกมาแฉความลับกลับถูกแจ้งความคดี ในข้อหากรรโชกทรัพย์ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งศาลชั้นต้นได้ติดสินแล้วให้จำคุก 2 ปี 8 เดือน แต่หญิงสาวได้ยื่นอุทธรณ์และขอประกันตัว แต่ทางวัดได้ยื่นคำร้องถอนประกันตัวนั้น
       
ล่าสุดวันนี้ (31 ม.ค.) น.ส.โสมณุดา พร้อมญาติพี่น้องได้เดินทางมาที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งในวันนี้ศาลได้นัดไต่สวนคำร้องที่ทางพระโพธิญาณมุนี หรือพระเมือง เจ้าอาวาสวัดป่ามัชฌิมาวาส ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ยื่นถอนประกันตัว น.ส.โสมณุดา
       
ศาลออกนั่งบัลลังห้องพิจารณาที่ 8 และเริ่มไต่สวนในช่วงเวลา 09.00 น.จนถึงเวลา 12.00 น. ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง โดยมีผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วม ทนายฝ่ายโจทก์ร่วมรับฟังด้วย จากนั้นได้นัดฟังคำสั่งของศาลในเวลา 15.00 น. โดยศาลมีคำสั่งยกคำร้องการยื่นถอนประกันตัว น.ส.บี แต่ห้ามจำเลยพูดถึงเรื่องคดีและนำการเบิกความเกี่ยวกับคดีไปเผยแพร่
       
ภายหลังจากทราบคำสั่ง น.ส.โสมณุดา ได้เดินออกมาจากศาลด้วยสีหน้าสดใสมากขึ้น ไม่เหมือนกับเมื่อช่วงเช้าที่ระหว่างรอคำสั่งของศาลที่มีสีหน้าที่เครียด
       
น.ส.โสมณุดา กล่าวว่า วันนี้มาตานัดของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์เรื่องไต่สวนคดีที่ทางวัดยื่นถอนประกันตัว ซึ่งหลังจากการไต่สวนแล้วก็ได้รับความเมตตาจากศาล ซึ่งมีคำสั่งยกคำร้องการยื่นถอนประกันตัว แต่มีข้อห้ามไม่ให้ตนพูดถึงเรื่องคดีและการเบิกความต่างๆ ในศาลเกี่ยวกับคดี
       
อย่างไรก็ตาม สำหรับการออกมาขอความเป็นธรรมที่ผ่านมานั้น ยืนยันว่าเป็นการขอความเป็นธรรมในฐานะที่ตนเองเกิดความเสียหายและใช้สิทธิผู้ที่ถูกกระทำ เป็นคนละส่วนกับคดีดังกล่าว ทั้งนี้ ยืนยันที่จะเดินหน้าขอความเป็นธรรม และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบกับเจ้าอาสวัดดังกล่าวจนถึงที่สุด

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 1 กุมภาพันธ์ 2560

 

ไพบูลย์กระโดดอุ้มสีกา

เดินหน้าซักฟอกพระเมืองให้ถึงที่สุด

ฟ้องรวบ 11 ราย ไม่ตายก็ไม่โต !

 

อา..ถ้าเป็นภาษาภาพยนตร์จีนก็เห็นจะต้องบอกว่า "ขอคารวะซักสองจอก" สำหรับวีรกรรมของ "คุณไพบูลย์" ในคดีนี้ เพราะเห็นๆ อยู่ว่า มีผู้ใหญ่ระดับ "บิ๊กๆ" ในมหาเถรสมาคม "หนุนหลัง" พระเมืองเพียบ ทั้งวัดเทพศิรินทร์ ทั้งวัดบวรนิเวศวิหาร ก็เรียกว่าตั้งแต่ภูธรยันนครบาล ล้วนแต่เป็นเครือข่ายพระเมืองหมด กฐินปีเดียวได้ตั้ง 100 ล้าน จ่ายเป็นเสียอย่าง อะไรบ้างที่เงินง้างไม่ได้

ส่วน อะแฮ่ม ! ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ของสามเกลอ (เจ้าคุณเกษม เจ้าคุณประสาร และเจ้าคุณโชว์) ช่วงนี้น้ำท่วมปาก พูดไม่ออกบอกไม่ได้ ตะทีเรื่องธรรมกายและตำแหน่งสังฆราชละก็ พ่อออกรอบทั้ง เช้า-สาย-บ่าย-ค่ำ นั่งยืนนอนยัน "ทำเพื่อพระศาสนา" แต่ว่าเรื่องพระเมือง กลับปิดปากเงียบกริบ ก็ไม่ทราบว่าเป็นศูนย์พิทักษ์หรือศูนย์ต่อรอง ?

อ้อ ! ลืมไป ผู้กล้าระดับแนวหน้า นามว่า "พุทธะอิสระ" แห่งค่ายวัดอ้อน้อย สังกัดมหานิกาย แต่มีความเลื่อมใสในธรรมยุติกนิกายมากมายเหลือเกิน วันนี้ ยังไม่สายนะฮะ ที่จะเข้าไปดูคดีอิทธิพลระดับ "เจ้าพ่ออีสาน" ขืนชักช้า คุณไพบูลย์เอาคะแนนนิยมไปหมด ตกรถไฟสายกาฬสินธุ์ จะหาว่าไม่เตือน !

 

กดที่ภาพเพื่อชม รายการ ต่างคนต่างคิด

 

 

พระเมือง

 

 

สีกาสาวฟ้องศาลคดีทุจริตฯ พระเมือง-พวก แกล้งให้รับโทษ

"สีกาสาว" คู่กรณี พระเมือง เจ้าอาวาสวัดดังเมืองน้ำดำ โร่ฟ้องศาลคดีทุจริตฯ "พระเมืองลูกศิษย์ตำรวจ 11 คน" ปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ การอำนวยความยุติธรรม บงการทำลายหลักฐาน ประณามพฤติกรรมพระ ละเมิดพระธรรมวินัย ลุ้นศาลรับฟ้องหรือไม่ 10 ก.พ.นี้  จันทร์ที่ 30 มกราคม 2560 เวลา 17.50 น.

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนนครไชยศรี กรุงเทพฯ นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้นำ น.ส.โสมณุดา สัมมานุช อายุ 34 ปี พร้อมด้วย นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความ เดินทางมายื่นฟ้อง พระโพธิญาณมุณี หรือ พระเมือง พลวฑฺโฒ เจ้าอาวาสวัดป่ามัชฌิมาวาส จ.กาฬสินธุ์ กลุ่มฆราวาสชาย-หญิง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ 4 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 6 นาย รวม 11 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกัน กระทำการในหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลต้องรับโทษอาญา ทำพยานหลักฐานเท็จ แสดงพยานหลักฐานเท็จในการพิจารณาคดี ทำลายหรือเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ที่ต้องรักษาไว้ตามหน้าที่ และปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ 

สืบเนื่องจากกรณีที่ น.ส.โสมณุดา มีข้อพิพาท กับพระเมือง ซึ่ง น.ส.โสมณุดาได้ทำหนังสือ พร้อมแนบภาพบันทึกด้วยกล้องปากกา เมื่อปี พ.ศ.2557 ประณามพฤติกรรมของพระเมือง ที่ส่อผิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรงถึงขั้นปาราชิก เพื่อให้หยุดพฤติกรรม ซึ่งภายหลังมีการกล่าวหากันว่าอีกฝ่ายมุ่งจะทำลายหลักฐานทางคดี

โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ รับคำฟ้องไว้พิจารณา เพื่อมีคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องคดีหรือไม่ โดยนัดฟังคำสั่งในวันที่ 10 ก.พ.นี้ เวลา 09.00 น.
    

ขณะที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช. กล่าวว่า การยื่นฟ้องก็สืบเนื่องจากมีการตรวจสอบแล้วพบว่า
มีการกระทำผิดร่วมกันระหว่าง พระเมือง ร่วมกับลูกศิษย์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เมื่อทราบว่ามีภาพที่เป็นหลักฐาน มีความสำคัญกับพระเมือง ที่โจทก์ได้นำไปมอบให้ตัวเองพร้อมกับเขียนหนังสือประณามพฤติกรรมที่ไม่ดีล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ซึ่งขอให้มีการยุติการกระทำนั้น โดยข้อความที่เขียนนั้นไม่มีการเรียกร้องเงินใดๆ แต่ภายหลังเมื่อเห็นภาพถ่าย ที่อาจทำให้ถึงขั้นปาราชิกได้ ก็มุ่งที่จะร่วมกันทำลายพยานหลักฐานภาพคลิปวีดีโอ ไฟล์เสียง ภาพนิ่งที่เก็บรักษาไว้ และมีเจตนาทำและนำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ แสดงต่อศาลในชั้นพิจารณาของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อให้โจทก์นี้ ต้องรับโทษจำคุกเพื่อปิดปากไม่ให้โจทก์ เปิดเผยพฤติกรรมพระเมืองอีกต่อไป

นายไพบูลย์ กล่าวต่ออีกว่า อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 31 ม.ค. ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ นัดไต่สวนคำร้องที่อัยการ และพระเมือง ร้องขอเพิกถอนการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ที่ น.ส.โสมณุดา โจทก์ ถูกดำเนินคดีฐานกรรโชกทรัพย์ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ด้วย ขณะนี้โจทก์เหมือนเป็นเหยื่อถูกกระทำรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยจากเจ้าอาวาสวัดดัง ใช้อิทธิพลให้ตำรวจและลูกศิษย์ เพื่อยึดทำลายหลักฐาน ก็อยากให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดูแลเรื่องการให้ความคุ้มครองด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้โจทก์ พยายามร้องทุกข์กับนายกรัฐมนตรีด้วย ทั้งนี้ การยื่นฟ้องหวังว่าจะเป็นโอกาสนำไปสู่การวินิจฉัยของศาล ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่ศาล แต่ตนเชื่อว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่การปฏิรูปคณะสงฆ์ ในเรื่องของการปกครอง การควบคุมความประพฤติ ที่ยังอาจมีข้อบกพร่องอยู่ในการดูแลให้อยู่ในพระธรรมวินัย รวมทั้งนำไปสู่การปฏิรูปตำรวจ เรื่องการสืบสวนสอบสวน หรือปรับปรุงกฎหมายให้ตำรวจที่ไม่ดีจะมากลั่นแกล้งประชาชนได้ ซึ่งหากมีการปรับปรุงตำรวจที่ดี ก็จะไม่ต้องถูกกล่าวหาด้วยว่าไปละเมิดประชาชน
  
ด้าน น.ส.โสมณุดา โจทก์ กล่าวว่า มั่นใจสำหรับพยานหลักฐานที่พร้อมนำเข้าไต่สวนต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ และเป็นโอกาสที่จะทำให้กระจ่างว่า เราเคยถูกกระทำมาบ้าง ให้สังคมได้เห็นอีกมุมหนึ่งด้วย ส่วนที่ถูกร้องถอนประกันนั้น ตนก็จะไปศาลตามหมายนัด จะเป็นห่วงเพียงเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางไปในพื้นที่ ที่คู่กรณีของเราอยู่ที่นั่นทั้งหมด ส่วนกระบวนการของศาลขึ้นอยู่กับดุลยพินิจว่าศาลจะเมตตาอย่างไร สำหรับพยานหลักฐานที่เตรียมต่อสู้เรื่องการถอนประกันก็เตรียมไว้บ้าง แต่ยังไม่มีการนำพยานที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ไปยืนยันต่อศาล

 

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 31 มกราคม 2560

 

มหาวอ ยก "วัด-วัง" บังสัจจะ !

ทำให้ต้องรับตำแหน่ง ผช.จล.

ทำนอง..เสียสัตย์เพื่อชาติ !

 

ว.วชิรเมธี อ้าง "บื้องบน" บังคับ ต้องยอมรับ "ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ทั้งๆ ไม่อยากรับ และเคยประกาศต่อสาธารณะว่า "ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แถมยกตัวอย่าง "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ปยุตฺตมหาเถร" รับพระราชทานสมณศักดิ์ ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มีแต่คนสรรเสริญ

 

แล้วทำไม ว.วชิรเมธี จะรับไม่ได้ ผิดตรงไหน ?

 

อา..ว่าไงครับ หลวงพ่อช่วงโปรดทราบ มหาวอบอกว่า "ตัวเองถูกขืนใจให้รับตำแหน่ง" ทั้งๆ ที่ไม่อยากรับ ถึงได้มาก็มิได้ภูมิอกภูมใจอะไรอีกด้วย แบบว่า เสียสัตย์เพราะผู้ใหญ่ นี่ถ้าได้เป็นเจ้าคุณ สงสัยมหาวอคงจะฆ่าตัวตาย เพราะรับไม่ได้

เชิญปัญญาชน "ทัศนา" ทัศนะ ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คนดีศรีแผ่นดิน !

 

Take a look !

 

 

ว.วชิรเมธี ทาสศักดินา !

ถูกบังคับให้เป็นคนเลว โดยการรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 

 

"ยศช้าง ขุนนางพระ ไม่เคยมองหา แต่เบื้องบนท่านมองเห็น"

ว.วชิรเมธี

 


หลายเดือนก่อน หลังจากมีภาพไปรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
เพื่อดำรงตำแหน่งเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดพระสิงห์" ก็มีใครบางคน จรดปากกาเขียนถึงอาตมภาพในทางเสียหายว่า การรับตำแหน่งนั้น เป็นการแสดงถึงความกลับกลอกเหมือนศรีธนญชัย (เพราะแต่ไหนแต่ไรมา อาตมาไม่เคยสนใจเรื่องตำแหน่งแห่งที่ในทางคณะสงฆ์เลย ซึ่งเรื่องนี้ แม้จนบัดนี้ ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่)

ถามว่า ถ้าเช่นนั้น ไปรับตำแหน่งทำไม ?

ขออธิบายสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลถึงสหรัฐอเมริกา (ต้นเรื่องที่กล่าวหา) ซึ่งอาจจะไม่ค่อยรู้ความจริงว่า

"อาตมาอยู่วัดพระสิงห์มาแต่อายุเพียง ๑๖ ปี เรียนธรรมะบาลีที่วัดนี้ จนได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค, บวชพระก็บวชที่วัดนี้

หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็เป็นพระอุปัชฌาย์ อาตมาก็เคยเป็นพระเลขานุการของท่านมาตั้งแต่ต้นแต่อายุ ๑๘ ปี ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรจนถึงบวชเป็นพระภิกษุ


เมื่อจบเปรียญ ๙ ที่กรุงเทพฯ อาตมาย้ายกลับมาเชียงราย ก็มาอยู่ในสังกัดเดิม ซ้ำยังเป็นเปรียญธรรม ๙ รูปแรกของวัด คือวัดพระสิงห์ (พระอารามหลวง)
ไม่ได้เหาะข้ามห้วยมาจากที่อื่น

เมื่อกลับมาแล้ว หลวงพ่อเคยขอให้มาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสแต่เมื่อปี ๒๕๕๕ อาตมายังไม่อยากรับ ประวิงเวลาไว้ เพราะใจอยากทำงานเผยแผ่พระพุทธ-ศาสนามากกว่างานปกครองของคณะสงฆ์ ครูบาอาจารย์ท่านก็เข้าใจลูกศิษย์ซึ่งท่านรักเหมือนลูก


มาถึงปีนี้ ผู้ใหญ่ใน
"เบื้องบน" ถามมาอีก เพราะอายุ ๔๓ พรรษา ๒๓ อยู่พระอารามหลวงมา ๒๖ ปีแล้ว เป็นมหาเถระแล้ว ไม่ใช่พระเด็กๆ อีกต่อไป ควรมอบหมายให้รับภาระธุระพระศาสนาอย่างเป็นทางการ ทั้งผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่น้อยๆ (ว่าตามคำของท่าน)


ทั้งครู ทั้งศิษย์ จึงยอมอนุวัตร ตามทางการ


อาตมาจึงรับตำแหน่งของทางการ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ
"ฝ่ายเผยแผ่" เหมือนเดิม


และเมื่อเป็นแล้ว ก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ไม่ได้ย้ายไปไหน ยังพอใจกับนามปากกา ว.วชิรเมธี ธรรมดาๆ ยังคงอยู่ทำงานเผยแผ่ต่อไปที่ไร่เชิญตะวันตามปกติ

ตำแหน่งแห่งที่ ที่ท่านประทานมา ก็เพราะฟ้าบันดาล ทั้ง "วัง" และ "วัด" ท่านประสานเสียง แกมกำชับขอให้รับไว้ ไม่ใช่ไปกราบกรานอยากได้ อย่างที่มี "พระอลัชชี" บางรูปพยายามกล่าวหาด้วยข้อความรุนแรง


เรื่องนี้ เข้าใจได้ง่ายมาก


ดูอย่างท่าน
ป.อ.ปยุตฺโต หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ องค์ใหม่ก็ได้ ท่านก็ทำงานของท่านไป ไม่เคยอยากจะได้ใคร่จะมีอะไร ปิดทองหลังพระไป เมื่อทองล้นออกมาหน้าพระ วันดีคืนดี
"หลวง" หรือราชการก็โปรดให้ท่านเป็นสมเด็จฯ เมื่อเป็นแล้ว ท่านก็ไม่ได้หลงไปกับโลกธรรม ดังท่านกล่าวความในใจว่า

"พระนั้น จะแต่งตั้งไปชั้นไหน ชั้นไหน ก็ยังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม ทางพระพุทธศาสนา ท่านไม่นิยมถามว่า "จะเป็นอะไร" แต่สำคัญที่ว่า "จะทำอะไร" ให้เรื่อง "เป็น" มาเกื้อหนุนเรื่อง "ทำ" ให้ได้ ท่านจึงว่า "ให้เป็นนั่นเป็นนี่" เพื่อจะได้ "ทำนั่นทำนี่" ได้สะดวก"

เพราะฉะนั้น คนที่ "รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" มองการรับตำแหน่งของอาตมา เป็นเรื่องการเมืองในคณะสงฆ์ หรือมองไปว่าได้มาเพราะเข้าหาผู้ใหญ่ ทั้งยังพยายามกล่าวหาอาตมาเลื่อนลอยด้วยคำใหญ่คำโตนั้น ก็ขอโปรดเข้าใจเสียให้ถูกต้องตามนี้ อย่าเอาไปตีความเลอะเทอะ


หยุดการปรุงแต่งแบบเด็กๆ เสียทีเถิดพ่อคุณเอ๋ย


ดีร้าย หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ระวังปาก จะกลายเป็นการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เสียเปล่าๆ


ส่วนที่มีภาพไปกราบหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ แล้วเอามาเขียนว่าไปประจบท่านนั้น ก็ขอเตือนว่า เวลาจะเขียนอะไร ดูคำอธิบายใต้ภาพด้วย

เพราะภาพพวกนั้น มีปรากฏอยู่ในเฟซบุ๊คของอาตมาเอง มีคำอธิบายกำกับด้วยว่าไปทำอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน

ภาพคู่สมเด็จฯที่เห็น คืองานไปรับรางวัล "วัดที่จัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จัดที่ มจร.วังน้อยเมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ และครั้งที่สอง หลวงพ่อสมเด็จฯ นิมนต์ไปพบเมื่อเดือนเมษายน เพื่อแจ้ง "พระราชดำริ" ด้านการศึกษาภาษาบาลีที่ทรงฝากมา โดยขอให้ช่วยรับเป็นภาระธุระ เพราะอาตมาสื่อสารกับสังคมได้ง่าย มีคนฟังเยอะ

ทั้ง "เบื้องบน" ท่านก็ทรงกำชับมาหลายครั้ง เรื่องการศึกษาภาษาบาลีในโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่ เพราะเห็นว่า ท่าน ว.วชิรเมธี นี้ เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค และได้เขียนหนังสือเรื่อง "เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" เพื่อเป็นแนวทางฟื้นฟูการศึกษาภาษาบาลีตามพระราชประสงค์

และที่สำคัญจะต้องขอพระราชทานคำนำเป็นกรณีพิเศษ หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ ในฐานะประมุขสงฆ์ และแม่กองบาลีสนามหลวง ก็อยู่ในฐานะที่จะต้องเขียนสัมโมทนียพจน์ด้วย

คนเขาไปปรึกษาหารือเรื่องงานพระศาสนาล้วนๆ มีพยานเป็นร้อย เป็นพัน ต่อหน้าธารกำนัล อย่างโปร่งใส แต่คนเขลาบางคน เอาไปเขียนข่าวเชิงเสียหาย ว่าผู้เขียนไปประจบพระผู้ใหญ่ขอยศศักดิ์ ช่างน่าละอายเหลือเกิน ที่คิด ที่เขียน อะไรออกมา โดยไม่สนใจหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีอยู่ดาดดื่น มีอยู่ในคำอธิบายใต้ภาพที่ตัวยกมาด่านั่นเองเสียด้วยซ้ำ

จึงขอแจ้งญาติโยมทั้งหลายได้ทราบ ว่าอย่าได้หลงเชื่ออย่างผิดๆ ตามที่มีคนเขียนข่าวเลอะเทอะเผยแพร่ออกไป


(ว.วชิรเมธี)

 

 

(หมายเหตุ.


๑.ตามปกติ ตั้งใจจะไม่เขียนตอบอะไรในประเด็นระดับ
"โลกธรรม" เหล่านี้เลย เพราะถือว่าเป็นธรรมดาโลกที่ย่อมมีคนเข้าใจผิดบ้าง เข้าใจถูกบ้าง แต่เรื่องนี้ มีคน "เดือดร้อน" แทนหลายคน แต่ละคนก็ไม่ใช่ตาสีตาสา ทั้งอาจส่งผลกระทบหลายฝ่าย จึงจำใจต้องเขียนออกมา เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อเข้าใจข้อเท็จจริงแล้ว ก็จะได้เพลาๆ การแชร์ การส่งข้อความโกหกทั้งหลายลงบ้าง ไม่เช่นนั้น พระดีๆ ทั้งหลาย ทั้งพระบ้านพระป่าสายกรรมฐาน สายวิชาการบริสุทธิ์ สายพัฒนาสังคม ที่ "หลวง" ท่านเมตตาถวายสมณศักดิ์เพื่อส่งเสริมการทำงาน ก็จะพานถูกกล่าวหาไปเสียทั้งหมด


๒.มีภาพอาตมาคู่กับหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดปากน้ำ บางคนเอาไปตีความในทางเสียหาย ขออธิบาย
"ข้างหลังภาพ" สั้นๆ ตามข้อเท็จจริง


๒.๑ ภาพที่เห็นอยู่บนเวที คือ วันที่ไปรับรางวัล
"วัดที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น" จากหลวงพ่อสมเด็จฯ จัดโดยกรมควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับรางวัลเสร็จ หลวงพ่อสมเด็จฯ ก็ขอให้เล่าให้ที่ประชุมฟังทั้งห้อง ว่าบริหารจัดการไร่เชิญตะวันอย่างไร จึงกลายเป็น
Eco Temple ที่ร่มรื่น เรื่องก็มีเท่านี้ มีคนอยู่ในงานหลายร้อยคน ภาพนิ่ง ภาพวีดิโอ บันทึกไว้พร้อมสรรพ แต่มีบางคนไม่เข้าใจ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ที่อยู่สหรัฐอเมริกา เอาไปเขียนว่า อาตมาไปประจบพระผู้ใหญ่ นี่คือ ความน่าอนาถของคนที่เรียกตัวเองว่า สื่อมวลชน


๒.๒ อีกครั้งหนึ่ง ได้รับนิมนต์ไปหารือข้อราชการของคณะสงฆ์ เนื่องจากได้รับการขอร้องให้เข้ามาช่วยเรื่องการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์
ซึ่งขอร้องมาจากทั้งฝ่ายวัง และฝ่ายวัด เพราะผู้เขียนเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค วังและวัดเห็นว่า พอจะมีพื้นฐานภาษาบาลีอยู่บ้าง จึงขอให้มาช่วยเรื่องนี้ จึงได้ปฏิรูปการศึกษานำร่องที่วัดบ้านเกิด/เชียงของ/เชียงราย จนปี ๒๕๕๘ สามเณรเก่งทั้งทางโลกและทางธรรม สามารถบรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษจนชนะเลิศระดับประเทศ ได้เข้ารับพระราชทานทุนและผ้าไตร และได้ลองเทศน์ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่จังหวัดน่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นี่เป็นข่าวดี ที่หลวงพ่อสมเด็จฯ เห็นว่าก้าวหน้า และพอเป็นความหวังของคณะสงฆ์ไทยในฝ่ายการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ จึงขอให้ไปเล่าถวาย พร้อมกันนั้น ก็ได้นำเสนอต้นฉบับหนังสือ "๙ เปรียญ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์" ซึ่งได้นักเขียนฝีมือดีคือระดับประเทศ คือ คุณอรสม สุทธิสาคร คุณวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง มาช่วยเรียบเรียง หมายใจว่า เล่มนี้จะเป็นหนังสือ "สร้างแรงบันดาลใจ" ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยรุ่นใหม่ ใฝ่เรียนธรรมะบาลีมากขึ้น เพราะเป็นชีวประวัติของพระและโยมที่จบเปรียญ ๙ แล้วประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม เช่น ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก
, ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ, ป.อ.ปยุตฺโต เป็นต้น


ความจริงที่ได้ไปกราบสมเด็จฯ ก็มีแค่นี้
แต่แล้วคนที่มือดีมากกว่าสมอง ก็เอาไปเขียนในทางลบว่า ผู้เขียนไปพบผู้ใหญ่เพื่อหวังยศศักดิ์อัครฐาน ถ้าหวังจริงอย่างว่า จะอยู่ในพระอารามหลวงมา ๒๖ ปี โดยเป็นพระธรรมดามาจนป่านนี้ได้อย่างไร คุณสมบัติก็ใช่จะไม่ครบ
ครบจนล้นเสียด้วยซ้ำ


การ
"รู้ผิด คิดเอา เดาเก่ง" แบบนี้แล้วก็นำมาเขียนข่าวนั้นสร้างความเสียหายใหญ่หลวงมาก เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ก็ไม่สนใจ นึกจะเขียนอะไรก็เขียน พลอยทำให้คณะสงฆ์เสียหาย เสียทั้งหลวงพ่อสมเด็จฯ เสียทั้งเบื้องบน เสียทั้งผู้เขียน งานที่ทำกันมาด้วยเจตนาแสนดีถูกมองในทางเสียหายหมด ดังนั้น ใครรู้ผิด เข้าใจผิด ขอความกรุณา เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องตามนี้เทอญ. (ว.วชิรเมธี)

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : 15 ธันวาคม 2559

 

อ่านบทความ โดย พระมหานรินทร์ นรินฺโท

 

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล


 

คึกฤทธิ์โดน !

กอ.รส. บุรีรัมย์ จี้ยกเลิกคึกฤทธิ์พูด

ระบุ สร้างความแตกแยกให้แก่ประชาชนในชาติ

ขัดคำสั่ง คสช. !

 

อา..ถึงแม้ว่าจะขัดคำสั่ง "คสช." แต่ก็ไม่ขัดคำสั่ง "สมเด็จช่วง" นะคะ ถามว่าใครใหญ่กว่าใคร ? เพราะดูสิ ไม่ว่าจะเป็น "ธัมมชโย-คึกฤทธิ์" หรือ "มหาวอ" ถึงจะถูกครหาว่า ผิดพระธรรมวินัย ผิดจรรยาบรรณ สร้างความแตกแยก โกหกตอแหล ต่อหน้าสาธารณชน อย่างร้ายแรงเพียงใดก็ตาม แต่แค่..คลานเข่า เข้าวัดปากน้ำ กราบเท้า "สมเด็จช่วง" งามๆ ซักสามครั้ง ก็สดใสไร้มลทินยิ่งกว่าผงซักฟอกเปาบุ้นจิ้น แถมติดยศติดอย่าง อย่างสง่าผ่าเผย วัดพระธรรมกายมีเจ้าคุณ "ล้นวัด" กลับเจอข้อหา "บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ"

คึกฤทธิ์เดินสายด่า "มหาเปรียญ" รวมทั้ง "มจร-มมร" มานานเป็นเดือนเป็นปี แต่ว่า "พระมหาช่วง ประโยค 9" ซึ่งเป็นหัวหน้าของบรรดามหาเปรียญทั้งประเทศไทยในเวลานี้ กลับไม่ประสีประสาอะไร เปิดประตูกุฏิให้คึกฤทธิ์เข้าไปถ่มน้ำลายใส่ถึงในวัดปากน้ำ ออกมาก็..เดินหน้าด่าต่อไป !

ล่าสุดก็ "มหาวอตอแหล" ประกาศผ่าน "หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ว่า "ชีวิตสงฆ์ ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" แต่สุดท้ายก็คลานเข่า เข้าวัดปากน้ำ ไปรับ "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ" จากมือของ "สมเด็จช่วง" ก็ไม่มีใครในประเทศไทยท้วงติงอะไร ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ "ไทยรัฐ" ซึ่งเป็นผู้เอาน้ำลายของมหาวอมาพ่นใส่หัวประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นค่าย "เนชั่น" ค่าย "ผู้จัดการ" หรือเครือ "อมรินทร์" ซึ่งเป็นผู้ขุนมหาวอจนเติบใหญ่ ไม่มีใครสนใจใน "วาทกรรม" และ "พฤติกรรม" ลวงโลกดังกล่าว เผลอๆ จะเห็นดีเห็นงามกับความ "สับปลับ" ของมหาวอไปด้วย

นี่ไงคือเบื้องหลังความสกปรกโสมมในสังคมไทย ที่คนทั่วไปไม่เคยตรวจสอบว่า "คนพวกนี้เติบใหญ่ได้อย่างไร" มันโตคนเดียวหรือมีคนทำให้โต

 

เอ้า ! เชิญทัศนา ผลงานอภิอมตะของ..สมเด็จช่วง

 

ธัมมชโย ลูกรัก

พระศาสดาองค์ใหม่ในภาคปราบ

"พระสมณโคดม ก็งั้นๆ แค่ตรัสรู้ เป็นแค่ภาคโปรด ยังปราบมารไม่ได้"

 

 

เกิดมาอายุปูนนี้ เพิ่งจะเคยเหยียบดอกกุหลาบ



 

 

คึกฤทธิ์ ผู้ด่ามหาเปรียญ ว่าเป็นเดียรถีย์

 

 



ไหว้หัวหน้าเดียรถีย์หนีความผิด

 

ว.วชิรเมธี "ขี้เต็มก้น" ผู้ประกาศ

"ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ และอำนาจ"

 


 

รับรางวัล "นักตอแหลดีเด่น" แห่งประเทศไทย

 

 





 

หนังสือ กอ.รส.บุรีรัมย์ ถึง  กอ.รมน. บุรีรัมย์

 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊คครูนัท หนอนพระไตรปิฎก  : 5 ธันวาคม 2559

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด


 

การประชุมองค์กรพระสงฆ์เถรวาทในสหราชอาณาจักร

 

Theravada Buddhist Sangha in UK (TBSUK)

ณ วัดพุทธวิหาร เมืองอ๊อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

10 สิงหาคม 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ขนาด 4000 PX

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

ดอกไม้บาน วัดพระศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ทำบุญฉลองสมณศักดิ์พระครูเมธีชยาภิวัฒน์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

อาหารไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

THE ENTERTAINMENT OF WAT PHRA SRI

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

หนุ่มสาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ชาวไทยในสวิสเซอร์แลนด์

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

ภาพงานฉลองครบรอบ 40 ปี สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ณ วัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน วันที่ 25-26 มิถุนายน 2559

กดที่ภาพเพื่อดาวโหลดภาพขนาด 4000 PC

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพการประชุม)


 

พิธีผูกพัทธสีมา-ฝังลูกนิมิต

วัดเจริญธรรม เมืองลึกเด ประเทศเยอรมันนี

10-12 มิถุนายน 2559

 

พระธรรมวิสุทธาจารย์ (คูณ ขนฺติโก) เจ้าอาวาสวัดหนองแวง (พระอารามหลวง) อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ประธานสงฆ์

ฯพณฯ นางนงนุช เพชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ประธานฝ่ายฆราวาส



กดที่ภาพเพื่อชมภาพในพิธี

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก

ฉลองสมณศักดิ์ "พระวิสุทธิวงศ์วิเทศ"

เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร

11 มิถุนายน 2559


 

กดที่ภาพเพื่อชม งานสมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

พระราชมงคลรังษี : สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท

เจ้าอาวาสวัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

5 มิถุนายน 2559

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธี

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

ลัทธิธรรมกาย กับบทบาท ของสังคมไทย

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITER : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264