LAST UPDATE :   MAY : 14 : 2021 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 


 

สามปีที่รอคอย

การแต่งตั้งเจ้าคณะภาคชุดใหม่

ดี หรือ ยี้ กว่าเดิม

 

 

เหลาเหย่ !

สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร

เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เจ้าของโควต้า 3 เจ้าคณะภาค

 

สามปีที่จากนาง สามปีเต็มๆ กับการรอคอย นับตั้งแต่กลางปี 61 ถึงกลางปี 64 ที่ตำแหน่งเจ้าคณะภาคทั้งสองนิกาย "ว่างลง" มีเพียงรักษาการมานานถึง 3 ปี เป็นประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาที่ต้องบันทึกไว้ว่า ในรัชกาลที่ 10 สถานการณ์พระพุทธศาสนาของประเทศไทย เกิดอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน และทำไม

ก่อนจะมีข่าวสมเด็จพระสังฆราช ทรงลงพระนามในพระบัญชาแต่งตั้งเจ้าคณะภาคชุดใหม่ ทั้งธรรมยุตและมหานิกายในวันนี้  ก็มีข่าวใหญ่ในวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา ในการประชุมมหาเถรสมาคมที่ตำหนักเพ็ชรวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งนัดนั้น ทั้งสมเด็จพระสังฆราช ทั้งสมเด็จพระวันรัต ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ไม่ได้เข้าประชุม แต่ก็มีมติสำคัญ นั่นคือ กรรมการ มส. ฝ่ายธรรมยุตทั้งหมด ได้ประกาศ "ลาออก" จากตำแหน่งรักษาการเจ้าคณะภาค เพื่อเปิดทางให้มีการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคชุดใหม่ โดยที่ไม่มีการควบเก้าอี้ รวมแล้วพระที่ประกาศสละเก้าอี้มีมากมายถึง 11 รูป/11 ตำแหน่ง เลยทีเดียว

ข่าวนี้ตีกระทบไปยังอีกฝั่ง คือฝ่ายมหานิกาย ว่าจะมีนโยบายเหมือนกันหรือไม่ แต่วันนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า "มหานิกายไม่เล่นด้วย" คือในโผเจ้าคณะภาคมหานิกาย ยังคงมีการ "ควบตำแหน่ง" อยู่มากมาย

สรุปได้ว่า ฝ่ายธรรมยุตเปลี่ยนผู้เล่นในระดับภาค "ใหม่ทั้งหมด"

ขณะที่มหานิกาย ยังคงใช้ชุดเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่เลย

ทั้งสองนิกายมีนโยบาย "ต่างกันสุดขั้ว" คือเก่าทั้งหมด กับใหม่ทั้งชุด

ไม่รู้ว่าผลการแข่งขันจะเป็นเช่นไร ไม่ใหม่ก็เก่า ต้องเข้าเส้นชัย งานนี้ไม่มีเสมอ พูดภาษาจีนก็น่าจะเป็น ไม่เจ๊าก็เจ๊ง

 

 

อนิลมาน กุมารทอง ของสมเด็จพระวันรัต

สร้างตำนาน "เจ้าคณะภาคกาเหว่า" ที่บางลำพู

 

ตอนที่มีมติ มส. วันที่ 9 เมษา ออกมานั้น พระสงฆ์ทั่วประเทศก็ตื่นตาตื่นใจ เมื่อได้เห็น "ทีมอาวุโส" ของฝ่ายธรรมยุต ประกาศวางมือจากตำแหน่งภาค เท่ากับเปิดทางให้มีการสรรหาเจ้าคณะภาคชุดใหม่ทั้งหมด ถือเป็นการปฏิวัติวงการสงฆ์ในรอบร้อยปีเลยทีเดียว ความใหม่นี่แหละที่ทำให้ตื่นใจ เพราะใครๆ ก็อยากจะเห็น..ของใหม่ เหมือนไอโฟน 12 จะเอาไปใช้กับสัญญาณ 5G

แต่ครั้นวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีข่าวบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งเจ้าคณะภาคทั่วประเทศไทย พระเณรทั่วไทย เมื่อได้เห็นโผฝ่ายมหานิกายแล้วก็ได้แต่ "เซ็ง" เพราะไม่มีอะไรใหม่ คนใหม่ๆ ที่เข้ามาเป็นเจ้าคณะภาคก็คือคนเก่าๆ ที่ต่อคิวอยู่นานแล้วนั่นเอง แต่พอหันสายตาไปทางธรรมยุตมั่ง ก็ตะลึงกันทั่วหล้า เมื่อพบว่า มีการนำเอานักเล่นจากเมืองนอก เป็นแขกเนปาล เข้ามาเล่นในระดับภาค อีกด้วย ทั้งแปลกทั้งใหม่ เหนือความคาดหมาย

แขกที่ว่านั้น คือ พระอนิลมาน ธมฺมสากิโย เป็นลูกศิษย์ของสมเด็จพระญาณสังวร อดีตสมเด็จพระสังฆราช ทรงนำมาจากเนปาล ให้บวชและส่งเสียร่ำเรียนจนจบด๊อกเตอร์จากลอนดอน ก่อนจะกลับมาขอเปลี่ยนสัญชาติเป็นไทยในปี พ.ศ.2558 และได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็น "พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต" เมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา

พอเห็นโผเจ้าคณะภาค 6-7 ของธรรมยุต มีชื่อ "พระอนิลมาน" เข้าเช่นนั้น เสียงชะยันโตก็ดังกระหึ่ม นินทากันจ้าละหวั่น ว่าพระไทยตั้ง 3 แสนรูป ไม่มีใครมีความรู้ความสามารถแล้วหรือ ถึงได้ไปเอาพระแขก ซึ่งเพิ่งจะขอเป็นคนไทยได้แค่ 6 ปี ให้เป็นเจ้าเป็นนายปกครองบ้านเมือง เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในแผ่นดินไทย ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา แต่กลับกลายเป็น "ศูนย์" เพราะไม่มีคนดีแล้ว ถึงได้ไปเอาพระแขกมาปกครอง

ทางพระเถระผู้พิจารณาให้พระอนิลมานเข้ามาดำรงตำแหน่ง คงจะมองว่า "พระอนิลมานมิใช่แขกอีกต่อไปแล้ว ท่านเปลี่ยนสัญชาติเป็นไทยตั้งหลายปี จึงเป็นพระไทย มิใช่พระแขก" แต่ในความเป็นจริงก็คงจะฝืนความรู้สึกของคนไทยไปไม่ได้หรอก ในพระราชพงศาวดารยังเล่าถึงขนาดว่า พระเจ้าตากสินทรงเป็นจีน ขณะที่พระพุทธยอดฟ้าทรงเป็นไทย ใครๆ ก็รู้ และที่รู้ก็เพราะบรรพบุรุษเล่าขานให้ลูกหลานฟัง

อย่างไรก็ตาม ต้องถามถึงความเหมาะสมในการตั้ง "พระอนิลมาน" เข้ามากินตำแหน่งเจ้าคณะภาคในครั้งนี้ ว่ามีเหตุผลอะไร ในเมื่อตำแหน่งเจ้าคณะภาค เป็นตำแหน่งทางการปกครอง มิได้มีอำนาจหน้าที่ในการสร้างงานอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาหรือพัฒนาต่างๆ

เรื่องเชื้อชาติ ท่านอนิลมานมิได้ผิดที่เป็นชาวเนปาลโดยกำเนิด เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้ และเมื่อท่านอ้างว่าเป็นเชื้อสายของพระพุทธเจ้า ซึ่งคนไทยเคารพในพระพุทธศาสนา จึงได้รับการอุ้มชูดูแลจากชาวไทย (รวมทั้งราชสำนัก) ให้เข้ามาอยู่อาศัยในวัดบวรนิเวศวิหารพระอารามหลวงอันดับหนึ่งของประเทศไทย แถมยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณเป็นพิเศษอีกด้วย

พระไทยมากมาย ที่มีความรู้ความสามารถ แต่มิได้มีเชื้อสายพระพุทธเจ้าเช่นพระอนิลมาน ถึงไม่เสียใจก็คงน้อยใจ ที่ไม่ได้ดิบไม่ได้ดีเหมือนท่านอนิลมาน ถึงจะเกิดเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม โบราณว่า เห็นขี้ดีกว่าไส้

อย่างกรณี "พระเทพสุธี" หรือเจ้าคุณสายชล วัดชนะสงคราม ซึ่งหลุดจากตำแหน่งไปหลัดๆ นั้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่วันแรกที่ได้รับการแต่งตั้ง เพราะเราต้องการพระที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการบริหารการปกครองอย่างที่เรียกว่า "คู่ควรกับตำแหน่งในทุกด้าน" มิใช่แค่ว่า "เป็นเด็กของผู้ใหญ่" เพียงด้านเดียว แม้ว่าท่านมหาสายชลจะเป็นถึง ป.ธ.9 เป็นพระเจ้าคุณ เป็นเลขาสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม อดีตเจ้าคณะใหญ่หนกลาง มาก่อนก็ตาม ก็ยังถูก "ต่อต้าน" เพราะอายุพรรษายังน้อย ประสบการณ์ก็ยังไม่มี ที่สำคัญ เป็นเพียงพระราชาคณะชั้นสามัญ จะให้มาปกครองภาค 1 อันเอกอุในบรรดา 18 ภาคนั้น มองยังไงก็ไม่เหมาะสม

นั่นเป็นเรื่อง พระไทยตรวจสอบพระไทย

แต่วันนี้ กลับมีกรณี "พระแขก" เข้ามาปกครองพระไทย ยิ่งต้องถามถึงความเหมาะสมเพิ่มเติมว่า บ้านนี้เมืองนี้ ไม่มีคนดีมีความรู้ความสามารถแล้วหรือไร ถึงได้ไปเอาแขกต่างด้าวท้าวต่างแดนมาปกครอง รู้ถึงไหนก็อายไปถึงนั่น

ถามว่าถามใคร ? ก็ถาม "สมเด็จพระวันรัต" วัดบวรนิเวศวิหาร นั่นไง เพราะท่านเป็นเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต แถมพระอนิลมานก็สังกัดวัดบวรนิเวศวิหารด้วย

ในการบริหารการปกครองพระภิกษุสามเณร "ระดับภาค" นั้น มีเสียงเรียกร้องมานาน ว่ามีการแต่งตั้งแบบ "กินหัวเมือง" คือยึดครองตำแหน่งไว้ในส่วนกลาง เห็นพระต่างจังหวัดเป็นเมืองขึ้น ทั้งๆ ที่จริงแล้ว สมัยนี้ไม่มีพระกรุงเทพ มีแต่พระบ้านนอกที่เข้ามาอาศัยในกรุงเทพ แล้วไม่ยอมกลับบ้านนอก นานไปก็อ้างตัวว่าเป็น "พระกรุงเทพ" แล้วแบกยศศักดิ์ไปให้พระบ้านนอกกราบเท้ากราบตีน

แต่พอมองดูความรู้ความสามารถ รวมทั้งศีลาจารวัตร ก็พบว่า พระเมืองกรุงก็มิได้เก่งกว่าพระบ้านนอก แถมพระบ้านนอกยังมีศีลบริสุทธิ์กว่าพระในกรุง เพราะอยู่ป่าอยู่เขา มิได้อยู่ในตึกนอนในห้องแอร์ หรืออย่างน้อยก็รักษาศีลเท่ากัน มันจึงเกิดคำถามว่า แล้วจะปล่อยให้มีการใช้ระบบศักดินากินหัวเมืองต่อไปอย่างนี้นะหรือ ?

นี่แค่พระไทยปกครองพระไทยนะ มันไม่ยุติธรรมเห็นๆ แต่สมเด็จพระวันรัต กลับเล่นพิเรนทร์ เอา "พระแขก" มาปกครอง "พระไทย"

มันก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ภาษาอีกสานว่า เบิ๊ดคำสิเว่า !

ถามว่า ตั้งแต่เกิดมา พระอนิลมานเคยไปหัวเมืองเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง อันเป็นเขตปกครองภาค 6-7 สักกี่ครั้ง มิต้องนับว่าพูดภาษาเมืองเหนือได้กี่คำ แล้วจะมีความเหมาะสมอะไรไปปกครองภาคเหนือ ?

สมเด็จจุณฑ์ คงจะอ้างว่า ปกครองภาคเหนือไม่จำเป็นต้องพูดเหนือ พระภาคอื่นๆ ปกครองข้ามภาคก็มีเยอะแยก ในบัญชีใหม่นี้ก็มีแทบทุกหน อย่าอคติกับพระอนิลมานท่านซี ได้คนดีมีความรู้ความสามารถไม่ดีหรือ ?

คำตอบก็คือ วัดบวรนิเวศวิหารหรือคณะธรรมยุต ไม่มีงานอื่นที่เหมาะกับท่านอนิลมานแล้วหรือไร ถึงได้เอามาเป็นเจ้าคณะภาค

 

 

จาก..วงศ์ไทย ถึง..อนิลมาน ผลงานห่วยแตกของสมเด็จพระวันรัต

 

 

สมเด็จจุณฑ์ มอบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ให้มหาวงศ์ไทย

ถูกพระท้องถิ่นต่อต้าน เลยต้องมามอบให้เอง..กับมือ

 

ถ้าเท้าความกลับไป ในการแต่งตั้ง "เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์" อุดรธานี ซึ่งมีปัญหาถึงกับพระป่านับร้อยๆ ลงมติว่า "ไม่ยอมรับเจ้าคุณวงศ์ไทย" ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ แต่สมเด็จพระวันรัตก็ทำพิเรนทร์ ตั้งให้มหาวงศ์ไทยเป็นเจ้าคณะจังหวัดก่อน แล้วค่อยตั้งเป็นเจ้าอาวาสในภายหลัง ทำนอง "ใส่กางเกงนอกก่อนกางเกงใน" และกลัวว่ามหาวงศ์ไทยจะใส่กางเกงไม่เป็น สมเด็จจุณฑ์ท่านเลยต้องเดินทางไปใส่กางเกงให้มหาวงศ์ไทยถึงวัดโพธิสมภรณ์ ปรากฏว่าไม่มีใครกล้าประท้วง พระวัดป่าหดหัวกลัวสมเด็จจุณฑ์หมด ไม่แน่จริงนี่หว่า นึกว่าจะมาประท้วง ที่ไหนได้ กลับไปนั่งชะยันโตรับซองหน้าตาเฉย หมดภูมิอริยะพระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่นไม่เหลือ

แล้วถามว่าเป็นไง มหาวงศ์ไทยทำอะไรได้บ้างล่ะ ทั้งตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ทั้งตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี เมืองหลวงในภาคอีสานของพระธรรมยุตน่ะ ยิ่งใหญ่หรือกระจอกเมื่ออยู่ในเงื้อมมือ..วงศ์ไทย

 

 

ตั้งอนิลมานไปปกครองเชียงใหม่-เชียงราย

เดี๋ยวเจอ วอตอแหล แล้วจะหนาว

จะได้รู้ว่าไผเป็นไผ ระหว่างแขกกับวอ ใครตอแหลกว่ากัน

สมัยก่อนมีภาษิตว่า เจอแขกกับงู ให้ตีแขกก่อน

แต่ตอนนี้มีภาษิตใหม่ เจอแขกกับวอ ให้ตีใครก่อน ?

มันส์พ่ะย่ะค่ะ

 

 

ต่อไป ก็ต้องจับตา "สมเด็จอนิลมาน" ซึ่งเก่งกาจระดับหนุมาน ว่าคงจะสามารถพัฒนาคณะธรรมยุตในภาค 6-7 อันมีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางได้อย่างที่เรียกว่า ลอนดอนต้องอาย เพราะพระอนิลมานท่านผ่านการศึกษาจากอังกฤษ เหมือนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เชื่อว่าต้องมีความรู้ความสามารถเอกอุ เรื่อง "เชื้อชาติ" นั้นไม่สำคัญ "เชื้อสาย" สำคัญกว่า ท่านอนิลมานมีเชื้อพระพุทธเจ้าเราต้องการมาก ร้อยวันพันปีจึงได้พบเห็น เป็นโชคใหญ่ของประเทศไทยเราแล้ว ที่ได้มหาบุรุษอนิลมานมาอยู่วัดบวร และไม่แน่นา ภายภาคหน้าท่านอาจจะได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรควบกับตำแหน่งสังฆราชก็ได้ ใครจะไปรู้

ก็เอาเถิดครับท่านสมเด็จจุณฑ์ เกิดหนเดียวก็ตายครั้งเดียว จะทำอะไรให้เป็นเกียรติประวัติก็เรื่องของท่าน คนฉลาดระดับท่านไม่มีใครกล้าสอนหรอก ตั้งวงศ์ไทยปกครองพระป่ากรรมฐานก็ทำมาแล้ว ตั้งอนิลมานไปครองหัวเมืองอีกจะเป็นไรไป ใช่บ้านพ่อบ้านแม่ของสมเด็จจุณฑ์ซะเมื่อไหร่

แต่เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ของทำนายไว้เลยว่า เอาอนิลมานมาเป็นเจ้าก็เจ๊ากับเจ๊ง อนิลมานมิได้ฉลาดเฉลียวเก่งกาจอะไรนักหรอก แต่เพราะได้ทุนหลวงมากกว่าพระไทยไปเรียนอังกฤษเท่านั้นเอง ดูผลงานใน มมร. ของแกสิ ก็บริหารร่วมกันกับเจ้าคุณสมคิดเป็นรองอธิการบดี แต่ทำไม ความโปร่งใสในด้านคุณธรรมของ มมร. จึงตกต่ำย่ำแย่ ไหนว่ามีเชื้อพระพุทธเจ้ามิใช่หรือ เชื้อพระศาสดามิได้ช่วยเรื่องคุณธรรมอะไรใน มมร. ได้เลยหรือ แล้วจะเอาไปเป็นเจ้าคณะภาค เชื่อหรือว่าคุณธรรมพระธรรมยุตภาคเหนือจะไม่ตกต่ำเหมือน มมร.

ดังนั้น ไอ้ที่อ้างเป็นโคตรเหง้าศักราชของพระพุทธเจ้านั้น มันมิได้ช่วยอะไรในกิจการพระพุทธศาสนาหรอก ช่วยตัวของอนิลมานให้ยกระดับชีวิตจากคนเนปาลมาเป็นคนไทยได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ทั้งเป็นคนไทย ทั้งเป็นเจ้าคุณ แต่มิได้เป็นอรหันต์ วันนี้สะเออะจะเป็นเจ้าคณะภาคอีกแล้ว โลภมากไม่สิ้นสุดเลย อนิลมานนี่

หยุดหลอกชาวไทยได้แล้ว ท่านสมเด็จจุณฑ์

พระลูกเณรหลานชาวไทยของท่านมีอีกมากมายก่ายกอง หันกลับมาดูลูกหลานของตัวเอง อบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี ส่งเสริมให้เรียนสูงๆ มันก็จะสามารถสร้างชาติสร้างศาสนาได้ยิ่งใหญ่ โดยไม่ต้องไปเอาเชื้อพระพุทธเจ้ามาจากภพภูมิไหน พระพุทธเจ้าท่านปรินิพพานไปนานแล้ว ยังจะมีลูกมีหลานให้เอามาเป็นเจ้าเป็นนายอีก เผลอๆ จะโดนแขกหลอกแดกนะสิไม่ว่า

เสียดาย เป็นใหญ่เป็นโตถึงระดับเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร วัดที่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินทรงผนวช มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต แต่คิดได้แต่เนียะ หากินกับ "เชื้อสาย" ของพระพุทธเจ้า ออกพระกริ่งปวเรศน่าจะศักดิ์สิทธิ์กว่าด้วยซ้ำไป

ก็เพราะพระผู้ใหญ่มีสติปัญญาแค่นี้ไง ประเทศไทยจึงไปไม่ถึงไหน

ขอโทษครับ เรื่องสำคัญของบ้านเมือง ก็ต้องพูดกันแรงหน่อย จะโกรธก็ไม่ว่ากัน (โกรธอยู่แล้ว เกลียดด้วย ฮึ่ม เรื่องของกู อย่ามายุ่ง)

 

 

พระเทพรัตนมุนี (เจ้าคุณสุรชัย)      :      พระเทพสุธี (เจ้าคุณสายชล)

 

 

หันมาทาง "มหานิกาย" บ้าง เป็นนิกายใหญ่ มีสมาชิกถึง 3 แสนรูป มากกว่าธรรมยุตตั้ง 10 เท่า แต่ไม่ได้แตะเก้าอี้สังฆราชมานานถึง 47 ปีแล้ว (นับจากปี พ.ศ.2517) พระมหานิกายไปได้ไกลสุดก็..ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แบบว่านั่งเฝ้าเก้าอี้ ไม่มีสิทธิ์ขึ้นนั่ง อีก 3 ปีก็เตรียมฉลอง "หม้ายขันหมาก" ครบรอบ 50 ปี ที่เราไม่ได้เป็นสังฆราช

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ในการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคชุดใหม่ในรอบ 3 ปีนั้น เห็นได้ชัดว่า ไม่มีตำแหน่งใดที่โดดเด่น มีแต่เรื่องการแย่งภูเขาทองและหลวงพ่อโสธรมาบดบังทัศนียภาพ น่าที่สองสมเด็จผู้ยิ่งใหญ่ในวัดไตรมิตร จะได้คิดปรึกษาหารือกัน ในการวางแผนกอบกู้และพัฒนามหานิกายให้ยิ่งใหญ่สมชื่อ แต่กลับปล่อยปละละเลย ตัวใครตัวมัน วัดใครวัดมัน แล้วมันจะไปกันอย่างไร ในเมื่อโผเจ้าคณะภาคออกมาแบบเบี้ยหัวแตกดังที่เห็น

 

 

 

พระเทพปริยัติมุนี (เจ้าคุณมีชัย)      :      พระเทพสุธี (เจ้าคุณสุทัศน์)

 

ดูกันที่ "ภาค 1" อันเอกอุ มีชื่อ "เจ้าคุณมีชัย" วัดหงส์รัตนาราม บางกอกใหญ่ เข้ามาเสียบแทนเจ้านายเก่า คือเจ้าคุณสายชล วัดชนะสงคราม เด็กปั้นของสมเด็จนิยมและสมเด็จสมศักดิ์ ดันกันจนขาบวม สุดท้ายมหานิกายเละเทะ ธรรมกายคายพิษ ส่งผลร้ายแรงถึงกับ "สมเด็จช่วง" ร่วงจากวิมาน ที่เหลือก็โดนคดีเงินทอนวัดละคดีสองคดี ท่านมหาสายชลคนดีที่หนึ่งในสายตาพระผู้ใหญ่ สมัยสมเด็จเกี่ยวเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราช ได้ทำการ "สนองคุณ" อย่างทั่วหน้า เชื่อไหมว่า วันนี้ ไม่มีชื่อมหาสายชลบนตำแหน่ง "ภาค 1" อันเอกอุ ไม่มีใครเห็นอกเห็นใจ มีแต่สมน้ำหน้า คนกิเลสหนาอย่างมหาสายชล รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีสติปัญญาจะบริหารปกครองคณะสงฆ์ภาค 1 โดยเฉพาะวัดพระธรรมกายได้ แต่ก็ยังดันทุรังอยากเป็นใหญ่ ไม่ยอมลาออกให้คนอื่นเข้ามาทำหน้าที่ ลากลู่ถูกังกิจการพระพุทธศาสนา ถึงขนาดทางรัฐบาลใช้ ม.44 ปิดล้อมวัดพระธรรมกาย มหาสายชลมุดหัวหายหน้าหายตาไปตายไหนก็ไม่รู้ ังนั้น ไปเสียได้ก็ดีนะ มหาสายชล ขอให้เป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรต่อกันและกันเลย

เจ้าคุณมีชัย ได้เป็น "ภาค 1" เพราะสายในวัง + สายทหาร เพราะเดิมนั้น เล่ากันว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงเลื่อมใสในพระมหารูปหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นยังอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม ต่อมาพระมหารูปนั้นได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม ส่งผลให้ตำรวจทหารขึ้นวัดหงส์กันเพียบ ทั้งบิ๊กแป๊ะบิ๊กแดง รวมทั้งบิ๊กตู่ ก็ว่ากันว่าเคยไปไหว้ "เจ้าคุณมีชัย" หลังสุด "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ก็เหหัวเรือไปวัดหงส์อีก เก้าอี้ภาค 1 จึงเป็นของท่านมีชัยอย่างไม่ต้องออกแรง

แต่ถึงยังไง ท่านมีชัยก็เคยเป็น "รองภาค 1" ทำงานร่วมกับท่านสายชล ในกรณีธรรมกายมาก่อนหน้า ตอนนั้นไม่ได้เป็นหัว จึงไม่ต้องรับผิดชอบ ก็ไม่ว่ากัน แต่ต่อนี้ไปท่านได้เป็นหัวแล้ว จะคอยดูว่ามีชัยเหมือนชื่อไหม หาไม่ก็ระวังให้ดี โดนตีตายแน่ มีชัยก็มีชัยเถอะ จะหาว่าไม่เตือน

จากภาค 1 ก็เติม 0  เป็นภาค 10 มีอุบลราชธานีและอีสานใต้เป็นเขตปกครอง หวยงวดนี้ออกที่ "วัดโมลีโลกยาราม" หรือวัดท้ายตลาด ของท่านสุทัศน์ หรือพระธรรมราชานุวัตร ผู้มีผลงานด้านบาลียอดเยี่ยมที่สุด เพราะสำนักเรียนแห่งนี้มีสถิติสอบบาลีได้มากที่สุดในประเทศไทย ไม่ปูนบำเหน็จเจ้าคุณสุทัศน์แล้วจะให้ใคร

ใช่แค่เรื่องบาลีเท่านั้น อ่านข่าวแล้วจะพบว่า ในรั้วในวัง ก็นิยมชมชอบท่านสุทัศน์เช่นกัน จึงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ไวเหมือนขึ้นบันไดเลื่อน อายุแค่ 49 ได้เป็นชั้นธรรม จ่อขึ้นรองสมเด็จในอีกไม่ช้า ดังนั้น ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 ถือว่าจิ๊บๆ พระผู้ใหญ่เปิดไฟเขียวตลอดทาง ถ้าเข้าวังได้ก็พวกเดียวกัน พวกที่เข้าไม่ได้ก็ยังอยากจะเป็นพวกด้วยเลย

แล้วก็มาถึงเลขปริศนา เพราะว่ายังไม่มีชื่อในบัญชีเจ้าคณะภาคชุดล่าสุด หลุดออกนอกวงจรไปแบบโดดเดี่ยวเหมือนดาวหางหลุดวงโคจร ดาวที่ว่านี้คือ ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 ของอดีตเจ้าคุณเสนาะ วัดสระเกศ และล่าสุดนั้น เจ้าคุณสุรชัย รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ก็ได้รักษาการเจ้าคณะภาค 12 ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ยังมีชื่อท่านสุรชัย ในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 มาก่อนจะถึงสงกรานต์

ครั้นถึงสงกรานต์ วันที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา ปรากฏว่าวัดสระเกศมีงานใหญ่ ต้อนรับอดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม อดีตเจ้าคณะภาค 10 และอดีตประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ จัดงาน "คืนสู่สมณเพศ" กลางพระอุโบสถวัดสระเกศ มีพระเถรานุเถระไปร่วมงานคับคั่ง ทั้งนี้มี "พระเทพรัตนมุนี-สุรชัย" รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ และรักษาการเจ้าคณะภาค 12 เป็นหัวหน้าทำการต้อนรับกลับสู่ผ้าเหลือง

อีก 7 วันต่อมา เป็นวันที่ 20 เมษา เกิดพายุฝนคึกคะนองก่อตัวขึ้นทางบางลำพู ดูทิศทางว่ามุ่งหน้าไปทางภูเขาทองวัดสระเกศ เมื่อมีประกาศจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่า มหาเถรสมาคม ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่าการที่อดีตพระพรหมสิทธิพร้อมด้วยพระอีก 5 รูป ทำพิธีกลับคืนสู่ผ้าเหลืองในบริเวณโบสถ์วัดสระเกศนั้น ผิดกฎหมาย ไม่สามารถทำได้

แถมท้ายด้วยว่า "อีกทั้งยังปรากฏภาพของ พระเทพรัตนมุนี ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศ นั่งเป็นประธานสงฆ์ในพิธีดังกล่าวด้วย ซึ่งเหมือนเป็นการส่งเสริมสนับสนุน จึงอาจเข้าข่ายความผิดละเมิดจริยาพระสังฆาธิการด้วย"

เจ้าคุณสุรชัย ได้ข่าวแล้วหนาวสะท้านกลางเมษา อีก 10 วันต่อมา เป็นวันที่ 30 เมษายน ก็มีข่าวเพิ่มเติมว่า พระเทพรัตนมุนี ได้ขอลาออกจากตำแหน่งรองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เหมือนเกิดอาเพศขึ้นในวัดสระเกศ หรือไม่ก็โควิดเข้า อกสั่นขวัญแขวน ถึงขนาดต้องประกาศปิดวันนาน 1 เดือน และอาจจะเลื่อนเปิดไปเรื่อยๆ ถ้าฝนยังไม่ซาฟ้ายังไม่ใส

เซียนพระจ้องมองต่อไปว่า ในโผเจ้าคณะภาคชุดใหม่ ซึ่งร่ำๆ ว่าจะคลอดออกมาในอีกไม่ช้า ก็เมื่อวานนี้แหละ จะมีชื่อ "เจ้าคุณสุรชัย" ติดโผเก่ากับเขาไหม ถ้าติดก็คงจะเป็นเรื่องมหัศจรรย์ แต่นับตั้งแต่ตำแหน่งรองประธานพระธรรมทูตหลุด แรงต่อรองของเจ้าคุณสุรชัยก็ไม่เหลือแล้ว 100 เอา 1 ยังไม่มีใครเล่น หุ้นวัดสระเกศวันนี้ไม่มีราคาแล้ว

และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง ตกวันที่ 12 พฤษภาคม ข่าวรายงานว่า สมเด็จพระสังฆราช ทรงลงพระนามในพระบัญชาแต่งตั้งเจ้าคณะภาคทั้งสองนิกายเรียบร้อยแล้ว ทางเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ ก็มีหนังสือนิมนต์พระที่มีชื่อเข้ารับตราตั้งในแต่ละหนต่อไป

แต่ครั้นมองไปใน "หนตะวันออก" ซึ่งภาค 12 ของเจ้าคุณสุรชัยอยู่ในหนนั้น กลับปรากฏว่า ไม่มีรายชื่อเจ้าคณะภาค 12 ในชุดใหม่นี้ด้วย หายไปทั้งภาค ทั้งท่านสุรชัย ในขณะที่เจ้าคณะภาคหนอื่นๆ นั้นเขามากันครบ เอ๊ะมันยังไง ?

จากเรื่องเจ้าคุณสุรชัย "หลุด" จากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 เซียนพระก็มองข้ามช็อตไปไกลถึงว่า "ถ้าว่ายังไม่มีชื่อเจ้าคณะภาค 12 ขณะที่ภาคอื่นๆ เขามีพร้อม ก็แสดงว่ายังหาตัวเจ้าคณะภาค 12 ไม่เจอ" จะด้วยเหตุฉุกละหุกหรือยังต่อรองกันไม่เสร็จก็ไม่รู้ล่ะ รู้แต่ว่าตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 นั้นยิ่งใหญ่ เพราะมีวัดหลวงพ่อโสธรอยู่ในเขตปกครอง ใครได้ครองก็เหมือนมีสมบัติพันล้านไว้เชยชม (บางท่านบอกว่า รายชื่อเจ้าคณะภาค 12 ถูกสำนักพุทธมณฑลตัดชื่อออกกะทันหัน เลยยังไม่ทันพิจารณา แต่ข่าวหลายกระแสก็ยืนยันว่าท่านสุรชัยลาออกก่อน ก็ฟังหูไว้หู)

ถ้าใช้สูตรเดียวกับภาค 1 คือเลื่อนรองขึ้นเป็นภาค ในภาค 12 ก็มีรองอยู่แล้ว คือเจ้าคุณสุรพล (พระราชเวที) วัดพระเชตุพนหรือวัดโพธิ์ ซึ่งเพิ่งจะได้เจ้าอาวาสรูปใหม่ คือสมเด็จพระมหาธีราจารย์ จากวัดยานนาวา มีกำหนดการจะย้ายไปครองตำแหน่งในวันที่ 23 พฤษภาคม ศกนี้

ถ้าใช้หลักการอันนี้ เจ้าคุณสุรพล ก็น่าจะมีชื่อเป็นเจ้าคณะภาค 12 และบัญชีเจ้าคณะภาคครั้งนี้ก็คงจะไม่ขาดภาค 12 ไปดังที่เห็น แต่ที่ไม่เห็นเจ้าคณะภาค 12 อยู่รวมกับเขาก็เดาได้ว่า ทางหลวงพ่อใหญ่วัดไตรมิตร (สมเด็จพระพุฒาจารย์-สนิท) ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกซึ่งมีอำนาจชี้ขาด ท่านยังไม่ว่างพิจารณา กำลังหาข้อมูลอยู่ อาจจะกำลังติดต่อพระลาว พระพม่า หรือพระศรีลังกา ซึ่งมีเชื้อสายพระพุทธเจ้า เข้ามาดำรงตำแหน่งภาค 12 เหมือนธรรมยุตก็เป็นได้  ทั้งๆ  ที่ทางฝั่งวัดโพธิ์นั้น อยากให้พิจารณาไวๆ ใจจะขาด แต่ก็กินกันไม่ลง ค้างเติ่งกลางกระดานหมากรุก ภาษาเซียนเรียกว่า เข้าตาอับ

น่าหนักใจตรงที่ว่า ต้องนำเอารายชื่อเจ้าคณะภาค 12 ขึ้นไปทูลถวายสมเด็จพระสังฆราชทรงพิจารณา และต่อไปยังสำนักพระราชวังเป็นด่านสุดท้ายด้วย ดังนั้น จึงต้องดูให้ดี อย่าให้มีเอ้ออ้า กรณีเจ้าคณะใหญ่หนกลางก็เคยพลาดมาแล้ว หวังว่าประวัติศาสตร์คงไม่ซ้ำร้อย

เชื่อหรือไม่ว่า แรงดันในภาค 12 นั้น ส่งผลกระทบถึงเบื้องสูง คือ "สำนักงานสมเด็จพระสังฆราช" และ "สำนักพระราชวัง" ที่ต้องทรงพิจารณาบัญชีเจ้าคณะภาคแบบ "ตกหล่น" ขาดภาค 12 ไปเพียงรูปเดียว

แน่นอน ต้องมีพระปุจจาถามว่า "ภาค 12 ขาดไปไหน ทำไมไม่มีภาค 12"

ไม่รู้ว่าทางผู้นำบัญชีไปทูลเกล้าฯจะตอบอย่างไร ?

ตอบดีก็ดีไป ตอบไม่ถูกพระทัยก็..เอวัง

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 14 พฤษภาคม 2564


 

เต็มแผง ไม่เต็มโผ

บัญชีเจ้าคณะภาคทั้งสองนิกาย

เรียงทุกภาค ทุกส่วน แต่ขาดเลข 12 ของมหานิกาย

ไม่มีใครแปลกใจว่าทำไม ?

 

 

สมเด็จพระวันรัต เปิดเกมกินรวบทีละ 3 ภาค

ตั้งพระอนิลมานกินหัวเมืองเหนือ

ที่เหลือก็กวาดเข้าตลาดบางลำพู

 

 

ตามบัญชีรายชื่อ "เจ้าคณะภาคใหม่" ของธรรมยุต ข้างต้นนั้น สังเกตให้ดีก็จะเห็นว่า มีพระวัดบวรนิเวศวิหารถึง 3 รูปด้วยกัน ที่เข้าวินเป็นเจ้าคณะภาคใหม่ซิงๆ ซึ่งแต่ละรูปที่สมเด็จพระวันรัตท่านภูมิใจเสนอ ก็เด่นดังระดับดาราหน้าจอ เพราะมีโปรไฟร์ไม่ธรรมดา ขอพาท่านผู้อ่านชมรายการนายร้อยสอยดาวดังต่อไปนี้

 

 

สามแม่ทัพภาควัดบวรนิเวศวิหาร

พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต พระราชพุทธิมุนี พระเทพปริยัติวิมล

 

1. พระเทพศากยวงศ์บัณฑิต เดิมชื่อ พระอนิลมาน ธมฺมสากิโย เป็นชาวเนปาลบ้านเกิดของพระพุทธเจ้า อ้างว่าเป็นเชื้อสายศากยะ ของพระโคดมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาในพระพุทธศาสนา เป็นศิษย์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ส่งเสียร่ำเรียนจนจบด๊อกเตอร์ จากประเทศอังกฤษ ถือเป็นศิษย์เคมบริดจ์สำคัญรูปหนึ่ง หลังจากนั้นก็ขอเปลี่ยนสัญชาติเป็นไทยในปี 2558 และได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นกรณีพิเศษ จากชั้นสามัญ (ข้ามชั้นราช) เป็นชั้นเทพ ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา

ถ้าว่ากันตามคุณสมบัติเหล่านี้แล้ว พระอนิลมานก็ถือว่าผ่านทุกประการ จะติดก็ตรงที่ว่า "เป็นชาวเนปาล" เพิ่งจะเปลี่ยนสัญชาติเป็นไทยได้แค่ 6 ปีนี่เอง เชื่อว่ายังไม่รู้จักคุ้นเคยกับพระไทยโดยเฉพาะในชนบท ซึ่งการปกครองระดับภาคนั้นต้องมีความคุ้นเคยกับท้องถิ่นนั้นจริงๆ จึงจะเข้าใจและบริหารได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ลำพังการตั้งผู้ปกครองจากต่างถิ่น ก็ทำให้การบริหารไม่ลื่นไหล เพราะไม่เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นดีพอ เข้าตำรา "ส.ส.หมาหลง" ซึ่งก็มีเสียงเรียกร้องเรื่อยมาว่า เจ้าคณะผู้ปกครองระดับภาคและหนนั้น ควรจะเป็นพระที่มีภูมิลำเนาในท้องถิ่น หรือเคยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ มาก่อนด้วย จึงจะเหมาะสม แต่ครั้งนี้ นอกจากการแต่งตั้งจะไม่ปรับให้เข้าในคุณสมบัติดังว่าแล้ว ก็ยังมีการเอา "แขกต่างด้าว ท้าวต่างแดน" มากินตำแหน่งทางการปกครอง พระเณรทั่วไทยได้เห็นบัญชีนี้แล้วก็ยี้กันทั่วหน้า ว่าพระไทยทั้งประเทศ ไม่มีผู้ที่เหมาะสมอีกแล้วหรือ ถึงได้เอาพระแขกมาปกครอง

ซึ่งก็ต้องขอออกตัวว่า "มิได้รังเกียจท่านอนิลมาน" แต่คุณสมบัติของท่านนั้น ควรจะไปทางบริหารการศึกษาจะดูดีกว่า เพราะชำนาญด้านนั้น ถามว่าเข้ามาเป็นเจ้าคณะภาคเพื่ออะไร ในเมื่อไม่มีญาติพี่น้องในภาค 6-7 อันได้แก่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน เป็นต้นเหล่านี้เลย หรือจะโมเมว่าพระพุทธเจ้าเคยเป็นชาวเหนือ เพราะมีตำนานว่าเคยเสด็จมาตากผ้าที่วัดพระพุทธบาทตากผ้าลำพูน แบบนี้ก็ตลกกินยิ่งกว่ามหาสมปองเสียแล้วฮ่ะ ถ้าตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารก็จะไม่ว่าซักคำ เพราะจำกัดพื้นที่อยู่แค่บางลำพูเท่านั้น แต่นี่ให้มาปกครองภาค 6-7 อันกว้างไกล ไม่น่าเชื่อว่าเมืองไทยจะสิ้นไร้ไม้ตอกเช่นนี้ การตั้งพระอนิลมานเป็นเจ้าคณะภาคครั้งนี้ของสมเด็จพระวันรัต จัดได้ว่าเป็นผลงานอัปยศประดับวงการสงฆ์ไทย ไปอีกตราบนานเท่านาน

2. พระ มล.คิวปิด มีสมณศักดิ์ชั้นราช ที่..พระราชพุทธิมุนี รูปนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะว่ามียศ "หม่อมหลวง" นำหน้า แน่นอนว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ ซึ่งตามหลักการแล้วย่อมมีสิทธิ์ในยศศักดิ์สูงสุด การที่ พระ มล.คิวปิด ได้เป็นเจ้าคณะภาคแบบก้าวกระโดดนั้น เมื่อเทียบกับ "พระอนิลมาน" ก็ย่อมมองได้ว่า วัดบวรนิเวศวิหาร ส่งพระเข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาคด้วยวิธีการ "อ้างเชื้อ" โดย พระ มล.คิวปิด เป็นเชื้อเจ้า ส่วน พระอนิลมานนั้น เป็นเชื้อพระพุทธเจ้า จึงถือว่าโผเจ้าคณะภาคของวัดบวรนิเวศชุดนี้ มีความเอกอุในรอบพันปีเลยทีเดียว ต้องเช็คถึง "ดีเอ็นเอ" จึงจะผ่านเกณฑ์เจ้าคณะภาค

3. พระเทพปริยัติวิมล หรือเจ้าคุณแสวง อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. ซึ่งหลุดจากตำแหน่งในปี พ.ศ.2555 ปัญหามาจากความขัดแย้งกับอดีตรองอธิการบดีผู้มีดีกรีสูงกว่าจากวัดราชาธิวาส คือ พระธรรมกิตติเมธี (เกษม สญฺญโต ป.ธ.9 Ph.D) ส่งผลให้เจ้าคุณแสวงต้องพ้นจากตำแหน่ง และเก็บตัวเงียบ วันนี้จึงถือว่าแจ้งเกิดอีกครั้ง ถือเป็นการให้โอกาสแก่เจ้าคุณแสวงได้พิสูจน์ฝีมือ เพราะคนเคยผ่านงานระดับ "อธิการบดี" ย่อมถือว่าไม่ธรรมดา รอบนี้ทำการบ้านมาดี น่าจะไม่พลาดอีก อีกอย่าง พระอนิลมาน ซึ่งเคยเป็นลูกน้อง ได้รับยศศักดิ์และอำนาจเต็มย่าม จะไม่ให้เจ้าคุณแสวงพระไทยได้อะไรเลยหรือ สมเด็จพระวันรัตคงไม่เห็นขี้ดีกว่าไส้

การตั้งเจ้าคุณแสวงเป็นเจ้าคณะภาคในสังกัดวัดบวรครั้งนี้ เหมือนเกลี่ยให้เกิดความสมดุลระหว่าง "เชื้อเจ้า-เชื้อพระพุทธเจ้า-เชื้อไทย" ให้ลงตัวอย่างประหลาด เป็นสามเชื้อชาติในวัดเดียวกัน ถ้าเป็นกาแฟก็สูตร 3in1 มีครบทั้ง กาแฟ น้ำตาล และครีม กินแล้วเบาหวานและไขมันขึ้นปรี๊ดเชียว

แต่อย่างไรก็ตาม เส้นทางที่เจ้าคุณแสวงเพิ่งจะย่างเท้าเข้ามาในวันนี้ ก็เป็นเส้นทางที่ "เจ้าคุณเกษม" อดีตคู่ต่อสู้เขาเดินมาก่อน ตอนที่ถูกปลดออกจากรองอธิการบดี มมร. โดยเจ้าคุณแสวงครั้งนั้นไง ท่านเกษมเขาไปไกลถึง "กรรมการ มส." แล้ว เจ้าคุณแสวงเพิ่งจะเริ่มต้นปีนตีนเขา ทนเอาหน่อยก็แล้วกันนะฮะ หนทางยังอีกยาวไกล อย่าลืมสวมแมสก์ด้วยนะฮะ ประเดี๋ยวเชื้อโควิดกลายพันธุ์จากเนปาลจะกินวัดบวรเอา เห็นหมอบอกว่าเชื้อกลายพันธุ์สายอินเดีย-เนปาลนั้น กินดุ กินไว แถมคนถูกกินตายง่ายกว่าสายพันธุ์อื่น ยิ่งแปลงสัญชาติเป็นไทยแล้วก็ยิ่งอันตราย โบราณของไทยท่านสอนไว้ว่า "เจอแขกกับงู ให้ตีแขกก่อน" ดังนั้น ไม่เชื่อจะเสียน้ำตา

 

 

พระร่วง !

พระเทพรัตนมุนี (สุรชัย สุรชโย)

รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

หลุดร่วง 2 ตำแหน่งซ้อน

วันก่อน รองประธานพระธรรมทูตต่างประเทศ

วันนี้ เจ้าคณะภาค 12 ออนแอร์ ลอยไปกับสายลม

วันต่อไป ยิ่งไม่แน่ อาจจะไม่เหลืออะไรเลย นอกจากสบง

 


 

Where ภาค 12 ? Where เจ้าคุณสุรชัย ?

ทำไมไม่มีภาค 12 ทำไมไม่มีชื่อเจ้าคุณสุรชัย

เจ้าคุณสุรชัย Where are you ?

 

 

"เปิดยุทธการดับเจ้าพ่อตะวันออก" ต้องบอกอย่างนี้ ใครที่เคยดูหนัง "นักเลงภูเขาทอง" ซึ่งเปิดฉากอย่างอลังการในวันที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา จะรู้ว่าบู๊ระห่ำ มีการยกพวกถล่มภูเขาทองจากก๊กเยาวราช ผลการประมือในยกแรก ปรากฏว่า "ตำแหน่งรองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ" ของเจ้าคุณสุรชัย หลุด ! ปลิวไปกับแรงง้าวของกวนอู

ข่าวล่าสุด บัญชีรายชื่อเจ้าคณะภาค ฝ่ายมหานิกาย ซึ่งรอคอยมานานถึง 3 ปีนั้น เสร็จสมบูรณ์แล้ว ผ่านการพิจารณาของราชสำนัก ผ่านการลงพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช เหลือขั้นตอนสุดท้ายคือ รับพระบัญชา โดยเจ้าคณะใหญ่ในแต่ละหน ซึ่งหนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหนกลาง หนเหนือ หนใต้ ไม่มีขาดตกบกพร่อง แต่พอมาถึง "หนตะวันออก" กลับปรากฏว่า มีเฉพาะภาค 8-9-10-11 ส่วนภาค 12 ของเจ้าคุณสุรชัยนั้น ไม่มีชื่อ แปลได้ว่า ขาด ตก หล่น หาย ไปกับสายลม ส่งเดชแบบนี้ เคอรี่ ไม่เอาด้วยนะฮะ ภาษาโลจิ๊สติกเรียกว่า ไม่ได้มาตรฐานบริการ

ถามว่า จะเชื่อได้อย่างไรว่าเป็นอุบัติเหตุ คือ ขาด ตก บก พร่อง เพราะบัญชีอื่นเขามีครบ แต่บัญชีภาคตะวันออก กลับตกหล่น อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็เป็นไปแล้ว

ข่าวจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันเดียวกันนี้ ระบุว่า เจ้าคุณสุรชัย ได้ตัดสินใจ "ลาออก" จากตำแหน่งรักษาการเจ้าคณะภาค 12 ก่อนจะมีบัญชีเข้ารับตำแหน่งในวันนี้ ซึ่งนี่ก็ถือว่าแปลก เพราะตำแหน่งรักษาการนั้น ไม่จำเป็นต้องลา เดี๋ยวเขาก็เอาตัวจริงขึ้นแทนก็จบเกมแล้ว เหมือน "มหาสายชล" รักษาการภาค 1 จนวันสุดท้าย  ง่ายๆ แต่ทำไมสุรชัยต้องลาออก ?

การลาออกจาก "รักษาการภาค" ของเจ้าคุณสุรชัย จะเป็นไปโดยสมัครใจหรือถูกบีบให้ลาออก ก็คงไม่ต้องตอบ ในโลกใบนี้คงไม่มีใครคิดสั้น ยกเว้นแต่มันไม่มีทางไปแล้วเท่านั้น จึงน่าเห็นใจเจ้าคุณสุรชัย ถูกรุกไล่ให้จนตรอก แต่ในเมื่อตัดสินใจ "เล่นเกมใหญ่" ระดับชิงหมื่นล้านแล้ว ก็ต้องทำใจ สงครามไม่มีคำว่าปราณี งานนี้เดิมพันมันสูงระดับ..ภูเขาทอง

มองไปในวัดสระเกศภูเขาทองในวันนี้ แทบริบหรี่ไม่มีแสงสว่างกลางหรือปลายอุโมงค์ให้เห็นทางเดินเลย ประกาศปิดวัดนานตั้ง 1 เดือน ก็คงเอาไม่อยู่ คงต้องปิดยาวไปหลายปี หรือนี่จะสิ้นวงศ์สมเด็จเกี่ยวแล้ว

มองในอีกบทบาทหนึ่ง ต้องยกย่องว่า เจ้าคุณสุรชัย ได้เข้ามารับหน้าที่เป็น "ไม้สุดท้าย" พายงัดนาวาใหญ่ที่ชื่อ "วัดสระเกศภูเขาทอง" ผ่านเกาะแก่งใหญ่ระดับสีพันดอน ก่อนหน้านั้นเจองูใหญ่เลื้อยเข้ามารัด วัดสระเกศก็สะบัดตัวหนี โดยประกาศ "ปิดวัด" กะทันหัน ป้องกันมิให้ม็อบสามนิ้วเข้ามาห่มผ้าแดงภูเขาทอง รอดตัวไปเฉียดฉิว แต่พอเจอทัพใหญ่ระดับสามก๊ก ยกมาจากเยาวราช เจ้าคุณสุรชัยพยายามระดมสรรพกำลังเข้าต่อต้าน ขอแรงจาก ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ ช่วยเขียนจดหมายกราบเรียนสังฆราช ขอกำลังหนุนจากกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร และกองหนุอื่นๆ จากทั่วทุกมุมโลก แต่สุดท้ายก็พ่าย เอาไม่อยู่ หลุดลอยหมด แม้แต่เพียงตัวก็ไม่รู้ว่าจะรักษารอดปลอดภัยหรือเปล่า เศร้ายิ่งกว่าศาลาคนเศร้า ได้แต่ปลอบใจว่า..ทำดีที่สุดแล้ว

เจ้าคุณสุรชัย คงนอนสะท้อนใจคิดไปว่า ถ้าตอนนั้น พี่ทั้งสองคนยังคงรักกันเหมือนคำพ่อสั่งไว้ก่อนตาย ทั้งพี่เหนาะ พี่ธงชัย ต่างคนต่างแบ่งสันปันส่วนกันดูแลทรัพย์สมบัติของพ่อตามหลัก "พี่รู้สอง น้องรู้หนึ่ง" ก็คงไม่มาถึงวันนี้ แต่ที่มีวันนี้..ก็เพราะพี่ๆ ไม่รักกัน ตัวสุรชัยเองก็เตรียมใจไม่ทัน ไม่คิดว่าเสร็จศึกภายในแล้ว จะเจอศึกนอกใหญ่กว่าระดับโควิด ขวิดทีเดียวพังทั้งภูเขาทอง เจ็บปวดใจเมื่อไร้ตำแหน่ง...

 

 

 

สมเด็จสนิท VS สมเด็จประสฤทธิ์

ชิงดำเจ้าคณะภาค 12 มาไว้ในอำนาจ เสริมมหาบารมี

ใครจะได้หลวงพ่อโสธรไปครอง เซียนพระต้องไม่กะพริบตา

 

 

แต่เจ้าคุณสุรชัยอย่าท้อใจเกินไป เห็นไหมเล่าว่า ถ้าผู้มีอำนาจเขามีความพร้อมจริง บัญชีภาคตะวันออกก็คง "ไม่ขาดภาค 12" ไปดังที่เห็น เห็นเช่นนี้ก็ชี้ได้ว่า ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 ยังต่อรองกันไม่ลงตัว ความไม่ลงตัวนั้นก็ต้องมองไปที่ "วัดไตรมิตร" กับ "วัดโพธิ์" ซึ่งถ้าเลื่อน "เจ้าคุณสุรพล" จากรองภาค ขึ้นเป็นภาค ก็คงจบไว แต่จะเข้าทางวัดโพธิ์ที่ได้อะไรง่ายๆ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท) วัดไตรมิตร เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ในฐานะผู้มีอำนาจชี้ขาด จึงอาจจะยัง..ไม่ยอมง่ายๆ เพราะเพิ่งเสีย "ภาค 8" ของเจ้าคุณเก็งไป ได้ภาค 12 มาใหญ่กว่าก็จะเสริมฐานอำนาจได้ในระดับเหนือดวง ดังนั้น เรื่องอะไรจะยกให้วัดโพธิ์ไปกินฟรี เรื่องเป็นเช่นนี้ ในบัญชีเจ้าคณะภาคทั้ง 18 ภาคมหานิกายนั้น ขาด "ภาค 12" ไปหนึ่งเดียว แสดงว่า แม้ว่าจะหลุดจากวัดสระเกศไป ตำแหน่งใหญ่ในภาค 12 ก็ยังไปไม่ถึงวัดไหน เผลอๆ จะมีนักเลงใหญ่คอยดักชิงเจ้าสาวกลางทาง กว่าจะรู้อีกที ช้างเผือกเชือกนี้อาจจะไปไกลถึงหงสาวดี อยู่ที่ว่าใครเผลอ

นักเลงเยาวราชนั้น ถือว่าระดับเจ้าพ่อมาเฟีย เฮียเหลาสวนมะลิ เป็นพี่ใหญ่ในวงนักเลง พูดน้อยต่อยหนัก อยากได้อะไรต้องได้ สั่งอะไรก็ต้องได้ ขัดใจเป็นได้เสีย พอมาเจอกับ "ยักษ์วัดโพธิ์" ซึ่งเคยมีประวัติยกพวกตะลุมบอลกับ "ยักษ์วัดแจ้ง" จนท่าเตียนในอดีต งานนี้มีหวังเป็นศึกช้างชนช้าง พังกันไปข้าง สมเด็จสนิท อาจต้องใช้บริการของ "สมเด็จธงชัย" ให้ออกผ้ายันต์ "แพ้ไม่เป็น" อีกซักรุ่น เอาไว้ปิดตายักษ์วัดโพธิ์ให้มองไม่เห็น ลูบๆ คลำๆ เปิดฝา เอ๊ย เปิดโผออกมา กลายเป็น "ซีโร่" แต่ถ้าเป็น "ฮีโร่" ละก็ตัวใครตัวมัน

เห็นเช่นนั้นแล้ว เจ้าคุณสุรชัย จะดีใจหรือเสียใจ เสียใจที่พลาดตำแหน่งใหญ่ แต่อาจจะดีใจที่ตนเอง "หลุด" ออกมาจากสนามรบใหญ่เสียได้ อยู่ต่อไปก็ประสาทกิน เชื่อได้อย่างไรว่า ผู้ที่ได้ตำแหน่งใหญ่นี้ไป เขาจะมีความสุข มันเป็นทุกขลาภ ถึงตอนนั้น เจ้าคุณสุรชัยอาจจะยิ้มอย่างสุขใจในสันติวรบท เพราะไปไหนก็ไม่ต้องลาใครอีกต่อไปแล้ว นิวนอร์มอล นิวฟรีดอม อิสระเสรี ดังวลีว่า "พอใจในสิ่งที่มี ดีกว่าเป็นเศรษฐีเงินกู้" กู้กับใครไม่กู้ กู้กับนักเลงเยาวราช ทั้งดอกทั้งต้น ใช้หนี้จนวันตายเชียว

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 13 พฤษภาคม 2564

 


 

เปิดหนังสือดัง

"ธรรมวิจยนานุสาศ"

ของ..พระอุบาลี สิริจันโท วัดบรมนิวาส

บังอาจก้าวล่วงกิจการบ้านเมือง

โดนถอด-โดนขัง ร.6 สั่งเอง

 

 

ธรรมวิจยานุศาสน์

หนังสือดังในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1

ซึ่งพระนักเทศน์ดังที่สุดในยุคนั้นได้นำมาเทศน์

เป็นเหตุให้ต้องถูกถอดยศและคุมขังนานนับปี

พระดังที่ว่านี้มีศักดิ์ศรีเป็นถึง นักปราชญ์เมืองอุบล

 

 

 

พระอุบาลี (จันทร์ สิริจันโท)

อดีตเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส

ผู้แต่งหนังสือธรรมวิจยานุสาศอันโด่งดังในประวัติศาสตร์

 

 

พระบรมราชโองการรัชกาลที่ 6

 ถอดยศ-จำคุก พระเทพโมลี สิริจันโท

ทรงระบุสถานะไว้อย่างชัดเจนว่า "พระจัน"

 

 

 

เนื้อหาที่เป็นปัญหา ในหนังสือธรรมวิจยานุสาศ

น่าประหลาดว่า มีเรื่อง "เรือใต้น้ำ-เรือดำน้ำ" ด้วย

เหมือนมุกมหาสมปองเป๊ะเลย

หรือมหาสมปองจะเป็นท่านจันกลับชาติมาเกิด

เลยเล่นมุกอมตะอีกครั้ง แต่ละครั้งก็ดังระเบิด

 

พระสงฆ์ไทยกับการเมือง เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเปราะบาง ทั้งในด้านการวางตัวหรือการแสดงออกต่อสาธารณะ ซึ่งถ้าเป็นพระที่ยังไม่มีดีกรี ก็จะแสดงออกแบบมวยวัด เช่น ขึ้นเวทีไฮปาร์ค ปรากฏตัวตามม็อบ พูดหรือเขียนด่าฝ่ายตรงข้ามโต้งๆ แบบนี้พิจารณาง่าย ไม่ต้องพิเคราะห์พฤติกรรมถึงระดับ "IO" ก็ฟันคอขาดได้เลย เพราะพระพวกนี้ไม่เนียน

แต่ยังมีพระอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นพระที่มีดีกรี มีการศึกษา เช่นเป็นมหา เป็นพระเปรียญบัณฑิต  เวลาจะแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง ก็จะเนียน ยิ่งเรียนสูงก็ยิ่งเนียนตามตำรา "เลี่ยงบาลี" คนไม่มีความรู้นั้นทำไม่ได้ พวกนี้จะมีวิธีการนำเอา "ความเห็น" ของตนเอง สอดแทรกเข้าไปใน "คำพระคำเจ้า" หรือพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยกพระธรรมของพระศาสดานำหน้า ที่เหลือก็ "ไส้อั่ว" ล้วนๆ นี่เรียกเป็นภาษาเจียงฮาย แต่ถ้าแถวๆ ขอนแก่นก็คงจะเป็นพวก "หม่ำ" ใส่ตับเข้าไปด้วย

พระไทยที่เทศน์การเมืองจนเป็นเรื่องโด่งดังในประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะรู้จัก "ท่านกิตติวุฑโฒ" แห่งสำนักจิตตภาวัน อันโด่งดังในสมัย 14 ตุลา แบบว่าใกล้ตัวกว่า โดยท่านกิตติวุฑโฒมีวาทะประจำตำแหน่งว่า "ฆ่าคอมมูนิสต์ไม่บาป" หรือถ้ามายุคนี้เลย ก็ต้องยกรางวัลให้แก่ "ว.วชิรเมธี" แห่งไร่เชิงตะกอน เอ๊ย เชิญตะวัน เจ้าของสำนวนเด็ด "ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน" ซึ่งภายหลังที่วาทกรรมสองคำนี้หลุดออกมาจากปากของคนในผ้าเหลือง ก็ส่งผลให้เกิดฆาตกรรมกลางเมือง ผู้คนล้มหายตายจากมากมายก่ายกอง ถึงวันนี้ก็ยังสางคดีกันไม่เสร็จ

แต่ก่อนจะมาถึงปัจจุบันที่เรียกว่า 5G นั้น ย้อนกลับไปอีกตั้ง 100 ปี ในปี พ.ศ.2458 ก็มีพระระดับปรมาจารย์ทั้งด้านการศึกษาและปฏิบัติของคณะสงฆ์ไทยสายธรรมยุต คือ พระเทพโมลี-จัน แห่งวัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร ได้แสดงธรรมกัณฑ์ใหญ่ในมหายุทธสงครามโลกครั้งที่ 1 และได้รับกัณฑ์เทศน์พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีปรากฏในราชกิจจานุเบกษา แบบว่าจะปรากฏไปนานอีกนับพันปี นี่จะไม่ให้เรียกว่าเป็นกัณฑ์เทศน์ดังแห่งศตวรรษได้อย่างไร

ท่านจันนั้น ถือได้ว่าเป็นระดับปรมาจารย์ในภาคอีสานของคณะธรรมยุต เพราะเป็นถึง "พระอาจารย์" ของ "หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" พระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนา ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหาระดับอริยะเต็มไปหมด เป็นผู้แต่งตั้งให้ "พระอาจารย์มั่น" มีสมณศักดิ์ที่ "พระครูวินัยธรมั่น" แถมตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ควบตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่

ใครไม่รู้จัก "พระอุบาลี จันทร์ สิริจันโท" พระผู้ใหญ่ของหลวงปู่มั่น ก็โปรดทราบ และโปรดทราบด้วยว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คณะธรรมยุตสายอีสานและเหนือ ไม่ได้รับความนิยมในยุคเก่า ก็เพราะผลงานของท่านจันนี่เอง ก็ใครบ้างไม่เกรงราชสำนัก เมื่อราชสำนักไทย "ไม่ปลื้ม" กับแนวทางคำสอนของสายท่านจันและท่านมั่น ทำให้งานประกาศศาสนาของคณะธรรมยุตในเชียงใหม่..ไม่คืบหน้า ต้องล่าถอยทั้งท่านจันและท่านมั่น (ทั้งๆ  ที่มีประวัติว่า พระอาจารย์มั่นได้บรรลุธรรมที่เชียงใหม่ ไม่ใช่อุดรธานี) ฝ่ายราชการบ้านเมืองตกลงปลงใจยกหัวเมืองเหนือให้ "สมเด็จปลด" วัดเบญจมบพิตร ซึ่งเป็นเณรนาคหลวงที่ในหลวง ร.5 ทรงโปรดปรานไปครอง ในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ก่อนที่วัดเบญจฯจะโอนอำนาจให้ "วัดปากน้ำ" ครองหัวเมืองเหนือมาจนถึงปัจจุบัน

คณะธรรมยุต เพิ่งจะมาเบ่งบานก็สมัย "สมเด็จพระญาณสังวร" วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตนี่เอง ก็ประมาณ 50-60 ปีให้หลัง ซึ่งตีซะว่าในสมัยรัชกาลที่ 9 เป็นยุคที่พระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากราชสำนักสูงสุด อย่างล่าสุด หลวงพ่อวิริยังค์ วัดธรรมมงคล ก็ได้รับปูนบำเหน็จเป็นถึง "สมเด็จ" ก่อนจะละสังขารไม่กี่วัน เทียบกับท่านจันโดนถอดยศแถมคุมขัง และพระอาจารย์มั่นได้เป็นเพียง "พระครูวินัยธร" ก็พอจะรำลึกได้ว่า ยุคพ่อแม่ครูบาอาจารย์นั้น ท่านลำบากลำบนเหลือเกิน กว่าจะได้เป็นอริยะ ต่างจากยุคนี้ แค่ไปบวชวัดป่าก็กลายเป็นอริยะแล้ว เพราะเอาจีวรอริยะมาห่ม มิได้สร้างความเป็นอริยะขึ้นภายในตนเอง พูดง่ายๆ ว่า หากินกับชื่อเสียงของครูบาอาจารย์เท่านั้นแหละ

 

 

 

สมเด็จพระมหาผ่อง สะมาเลิก ประธานองค์การสงฆ์ลาว

ผู้สามารถรวมนิกายสงฆ์ลาวให้เป็นหนึ่งเดียว

 

ใช่แต่ทางด้านการวิปัสสนาเท่านั้น ที่ท่านจันทร์เป็นเอตทัคคะ แต่ในด้านการบริหารการปกครองท่านจันทร์ก็อยู่ในขั้นเอกอุ เพราะเป็นผู้นำเอา "คณะธรรมยุต" เข้าไปหยั่งรากฐานลงในนครจัมปาศักดิ์ ส่งผลให้คณะธรรมยุตเบ่งบานในหัวเมืองลาวเป็นเวลาเกินครึ่งศตวรรษ (60 ปี นับจากปี 2458-2518) แล้วก็ถูก "พระมหาผ่อง สะมาเลิก" ศิษย์เก่าวัดชนะสงครามบางลำพู สหายของ "พระมหาเจริญ" วัดบวรนิเวศวิหาร ทำการ "ล้างหน้าไพ่" ให้พระสงฆ์ลาวซึ่งแตกเป็น "มหานิกาย-ธรรมยุต" ให้กลับเป็นนิกายแห่งชาติลาว ในปี พ.ศ.2518 ทุกวันนี้ลาวไม่มีพระมหานิกายหรือธรรมยุต มีแต่พระลาวเท่านั้น นับเป็นความมหัศจรรย์ในรอบพันปี ที่สามารถรวมนิกายกันได้โดยความสมานฉันท์

 

 

พระมหาเจริญ (สมเด็จพระญาณสังวร) วัดบวรนิเวศวิหาร

ผู้ต่อต้านการรวมนิกายสงฆ์ตามบทเฉพาะกาลใน พรบ.คณะสงฆ์ 2484

 

ขณะที่ "พระมหาเจริญ" แห่งวัดบวรนิเวศวิหารนั้น ในปี พ.ศ.2490 ได้ร่วมกับ "สุชีพ ปุญญานุภาพ" ปรมาจารย์แห่ง มมร. พร้อมกับคณะธรรมยุต ชูสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) วัดเทพศิรินทร์ และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏฺฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นหัวหน้า ทำบัญชีหางว่า "คัดค้านการรวมนิกาย" ตามบทเฉพาะกาลใน พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 โดยขณะนั้น สมเด็จกรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ฝ่ายธรรมยุต เป็นสังฆราช

ก็ปรากฏว่า สำเร็จ บทเฉพาะกาลถูกดอง วัดประชาธิปไตย-บางเขน ล้มเหลว ถูกธรรมยุตยึด เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดพระศรีมหาธาตุ" ตกปี พ.ศ.2505 รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำการฉีก พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ของคณะราษฎรทิ้ง แล้วเขียน พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ขึ้นใช้แทน และใช้มานานจนกระทั่งปัจจุบัน (แก้ไขโดยบิ๊กตู่)

การล้ม พรบ.2484 ก็เท่ากับ "ล้มการรวมนิกาย" ส่งผลให้คณะสงฆ์ไทยยังคงมีมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย เป็นฝักเป็นฝ่ายมาจนปัจจุบัน

ซึ่งต้องยกให้เป็นผลงานการสร้างของ "พระมหาเจริญ" เพื่อนของ "พระมหาผ่อง" สองหนุ่มสองมุมแห่งบางลำพู

พระมหาผ่องนั้น ภายหลังลาจากวัดชนะสงครามกลับอีสานบ้านเกิด (อุบลราชธานี) และได้ย้ายข้ามโขงไปอยู่ในประเทศลาวตามภูมิลำเนาของมารดาบิดา และต่อมาได้เจริญเติบโตจนกระทั่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด คือ สมเด็จพระสังฆราช แห่งราชอาณาจักรลาว เช่นกัน

เป็นดาวคนละดวง ของสหายต่างวัด วัดชนะสงครามกับวัดบวรนิเวศวิหาร

นั่นก็คือประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา

กลับมาที่ "ท่านจัน" หรือพระเทพโมลี ซึ่งภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ และโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น "พระอุบาลี" ครองสมณศักดิ์นี้จนมรณภาพในปี พ.ศ.2475

ข้อหาที่ท่านจันถูกทำโทษนั้น ระบุชัดเจนในราชกิจจานุเบกษา ว่าคือ "แสดงโวหารอันไม่ชอบด้วยทำนองคลองธรรม เอื้อมเข้ามาถึงการแผ่นดิน ฯลฯ" แปลให้ง่ายก็คือว่า ยุ่งการเมือง !

และข้อหานี้ก็เป็นพระอาญาที่เป็นพระบัญชาของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงมีพระประสงค์จะส่งทหารสยาม (ไทย) ไปร่วมรบในมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่เมื่อได้ทรงอ่านหนังสือธรรมวิจยานุสาศดังกล่าว ก็ทรงพระพิโรธ โปรดมีพระบัญชาถึง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ให้ปลดและกักขังพระจันไว้ "จนกว่าจะเข็ดหลาบ" (ยังไม่มีใครถามว่า ก่อนจะเอาตัวพระจันเข้าคุกที่วัดบวรนิเวศในสมัย ร.6 นั้น มีการให้ลาสิกขาก่อน เหมือนพระถูกจับเข้าคุกในสมัยนี้ หรือไม่)

เรื่องพระสงฆ์ยุ่งการเมือง จึงเป็นเรื่องที่ทางการบ้านเมืองให้ความสำคัญมาก แน่นอนว่า รัฐบาลทุกประเทศ เมื่อให้การอุปถัมภ์ศาสนาใดๆ ก็ตาม ก็ย่อมจะมุ่งหวังว่าศาสนานั้นๆ จะช่วยเกื้อกูลต่อรัฐ ในการบริหารปกครองบ้านเมือง หรืออย่างน้อยก็ควรวางเฉยในบางเรื่อง มิเช่นนั้นก็อาจจะขัดแย้งกัน ดังเรื่องพระจันเป็นตัวอย่าง

 

 

ส่วนเรื่องพระไทยยุคใหม่ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่ว่าจะเป็น เจ้าคุณพิพิธ วัดสุทัศน์ มหาวอ ไร่เชิญตะวัน มหาสมปอง มหาไพรวัลย์ วัดสร้อยทอง เหล่านี้ ถือว่ายังมีบทบาท ไม่สามารถสรุปได้ว่าบั้นปลายชีวิตจะเป็นเช่นไร เพราะในโลกใบนี้ไม่มีอะไรแน่นอน บางท่านอาจจะได้ดีในเบื้องต้น แต่เบื้องปลายแล้วล้มละลาย ขณะที่บางท่านเบื้องต้นอาจจะเคราะห์ร้าย แต่เบื้องปลายกลายเป็นดี ก็มีในโลกคือละครใบนี้

ดังในภาพสุดท้ายนี้ ที่ "พระธัมมชโย" อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เคยได้รับความเคารพบูชาจากราชสำนักอย่างสูงยิ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถรักษาพระราชศรัทธาให้มั่นคงได้ ต้องถูกถอดและดำเนินคดี หลบลี้หนีหายไปหลายปี จะเพราะสาเหตุอะไร ถ้ามิใช่..ยุ่งการเมือง

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 12 พฤษภาคม 2564

 


 

SIDE EFFICTS

 

ผลข้างเคียงไวรัสโควิด-19

เข้าวัดสร้อยทองเต็มลำ

ส่วนไร่เชิญตะวันลอยลำ

 



 

ซ้ำเติมรัฐบาล VS ซ้ำเติมประชาชน

 

 

Side Effects ซึ่งแปลว่า ผลข้างเคียง หรืออาการไม่พึงปรารถนา จากการฉีดวัคซีนโควิด-19 นั้น เป็นสาเหตุสำคัญ ที่หลายคน "ไม่อยากฉีดวัคซีน" เพราะกลัวผลข้างเคียง เช่น เส้นเลือดตีบตัน เป็นต้น ผู้คนมากมาย มีความมุ่งหมายต่างกัน บ้างไม่ฉีดทุกกรณี บ้างขอเลือกฉีดเฉพาะกรณี เช่น ถ้าเป็นวัคซีนที่ตนเองเห็นว่าไม่มีผลข้างเคียง ก็ยินดีฉีด หรือขอฉีดวัคซีนยี่ห้อโน้นยี่ห้อนี้ ซึ่งมีเกียรติคุณว่าดีและไม่มีผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงที่เกิดจากไวรัสโคโรน่า-19 ว่ากันจริงๆ แล้ว กระทบทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข  การเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้แต่..การศาสนา

การศาสนาในประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างแรง เมื่อมหาเถรสมาคมได้ลงมติว่า "พระมหาสมปอง วัดสร้อยทอง วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เกี่ยวข้องกับการเมือง" เมื่อดูในรายละเอียดแล้ว พระมหาสมปองวิจารณ์เกี่ยวกับ "วัคซีนโควิด-19" ทำนองเร่งให้รัฐบาลแสวงหามาโดยเร็ว เพื่อช่วยเซฟชีวิตคนไทยให้ปลอดภัย แต่กลับกลายเป็น "การเมือง" ไป เพราะไปกระทบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการยก การซื้ออาวุธของกองทัพเช่น เรือดำน้ำ มาตีซะยับว่าไม่มีคุณค่า ซื้อวัคซีนจะช่วยชีวิตคนไทยได้มากกว่า เปรียบเทียบซะจนเห็นเนื้อเห็นหนังเช่นนี้ มีหรือที่รัฐบาลจะนิ่งดูดายอยู่ได้ แค่ยุงกัดยังคัน โดนพระมหาสมปองกัดจะไม่นอนสะดุ้งเป็นตะปูแทงหลังได้ยังไง นั่นไงที่ว่าปัญหาโควิดขวิดวัดวาอารามเข้าอย่างจัง เพราะคนในวัดไม่สังวรระวังในการแสดงออกทางการเมือง

จึงถือว่าวัคซีนโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อวงการศาสนาของประเทศไทยเข้าอย่างแรง แต่ใช่แค่ "พระมหาสมปอง" เท่านั้น ที่ออกมาพูดเกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสระบาดในประเทศไทย มองไปทางเหนือก็พบว่า "ว.วชิรเมธี" ซึ่งบัดนี้ได้เป็นเจ้าคุณด้วยการตระบัดสัตย์ (ตอแหล) มาแล้ว ก็ออกมาพูดหรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในหัวข้อว่า "วิชาเห็นอกเห็นใจผู้อื่น" มีการหยิบยกเอาปฏิกิริยาจากผู้คนมากมาย ที่ไม่พอใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการบริหารสถานการณ์ ต่างกรรมต่างวาระและต่างสถานะ รวมทั้งกลุ่มที่ไม่พอใจถึงกับ "ชวนกันย้ายประเทศ" ทุกหมู่เหล่า เหล่านี้ถูก ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย นำมายำรวมเป็น "กลุ่มไม่พอใจประเทศไทย" ใช้วาทกรรมนิ่มๆ นวลๆ ตีขลุมไปทุกกลุ่มว่า "ต่อให้มีพันปาก ด่ากันพันวัน ก็คงไม่จบสิ้น" แล้วสรุปเป็นสำนวนโอ๋รัฐบาลว่า ควรเห็นอกเห็นใจกัน ดูน่ารักน่าชัง

นั่นเป็นอุบาย "ตีหัวฝ่ายโน้น ยกย่องฝ่ายนี้" ถ้านำไปเทียบกับ "หลักการของนักเทศน์" ข้อที่ว่า "อตฺตานญฺจ ปรญฺจ อนุปหจฺจ" ซึ่งแปลว่า นักเทศน์ที่ดีนั้น ต้องไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น คือควรต้องแสดงธรรมไปตามเนื้อหา ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่ยกใครไปข่มขี่หรือเสียดสีใคร จึงจะถือว่าเป็นพระนักเทศน์ที่ดี

แต่คงไม่มีใครไปสอบสวนคำพูดของ "มหาวอ" เพราะยกยอรัฐบาลซึ่งถืออำนาจบริหารประเทศ สามารถให้คุณให้โทษแก่ใครก็ได้ ขณะที่ "มหาสมปอง" นั้น โดนเต็ม แถมโดนขึ้นศาลสงฆ์ มหาเถรสมาคมฟันธงว่า "ผิด" ถ้าไม่หยุดก็เตรียมเจอโควิดสายพันธุ์ใหม่ได้ ไซด์เอฟเฟคส์ของไวรัสโคโรน่าครั้งนี้นั้น ต่างกันสุดขั้ว

อีกด้านหนึ่งนั้น ทั้งมหาวอและมหาสมปอง ล้วนแต่ได้รับการยกย่องจากฝ่ายสนับสนุน และโดนด่าจากฝ่ายตรงข้าม (ทางการเมือง) ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่อง "สีเหลืองสีแดง" ที่เล่นกันมานานหลายปีแล้วนั่นแหละ สังเกตได้ว่า ฝ่ายมหาสมปอง ก็ได้พรรคฝ่ายค้านและม็อบสามนิ้วเชียร์สนั่นเวที ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางท่าน ถึงกับประกาศ "จะฟ้องมหาเถรสมาคม" ถ้ารังแกมหาสมปอง ทีวีหลายช่องซึ่งเชียร์รัฐบาลก็กระหน่ำซ้ำเติมมหาสมปอง โดยอาศัยมติมหาเถรสมาคมเป็นตัวนำ แต่อีกหลายช่องก็เชียร์สมปองเช่นกัน แถมยำมหาเถรสมาคมอีกด้วย

ส่วนมหาวอนั้น แม้ว่าทางฝ่ายรัฐบาล คือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะไม่พูดถึง (แอบชมอยู่ในใจ เพราะช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้) แต่ก็ถูกดึงเข้าเวทีมวยโดยฝ่ายมหาสมปอง ว่าตะที "วอพูด" ก็การเมืองเหมือนกัน เรื่องเดียวกัน ช่วงเดียวกัน ทำไมมหาเถรสมาคมไม่ลงดาบบ้าง หรือว่าถ้าพูดการเมืองเชียร์รัฐบาลก็ถือว่าถูกต้อง แต่ถ้าไม่เชียร์ก็ถือว่าผิดธรรม เส้นแบ่งระหว่าง "ความผิด-ความถูก" ในทางธรรมนั้น อยู่ตรงไหน ตรงที่พูดหรือไม่พูด หรือว่าอยู่ตรงที่ "พูดถูกใจหรือไม่ถูกใจ" ใครจะให้คำนิยามได้ สุดท้ายก็สรุปลงตรงว่า มหาเถรสมาคมเป็นเบ๊ให้รัฐบาล จะสั่งการให้ทำอะไรก็ได้ ไม่ต่างไปจากร้านอาหารตามสั่ง สั่งผิดๆ ถูกๆ ก็ยินดีทำตาม สารพัดเสียงวิจารณ์มหาเถรสมาคมดังไกลไปทั่วโลก

แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนจะแสดงความเห็นอะไรลงไป ก็ควรมีข้อมูลที่รอบด้าน คือต้องอ่านหรือฟัง "คำพูดหรือข้อเขียน" ของทั้งมหาวอและมหาสมปองทั้งสอง ว่าแต่ละฝ่ายพูดหรือเขียนไว้อย่างไร เพื่อจะได้เทียบเคียงให้เห็นอย่างชัดเจน มิเช่นนั้นก็อาจจะใช้ "ความรู้สึก" เข้าไปตัดสิน เหมือนมหาเถรสมาคมโดนยำอยู่ในเวลานี้

แต่ก็ต้องขอแสดงความเห็นไว้ด้วยว่า เมื่อเทียบเคียงดูแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่า

มหาสมปองนั้น พูดกระทบทางฝ่ายรัฐบาล ว่าบริหารแย่ ไร้วิสัยทัศน์ แถมยังยก "เรือดำน้ำ" ซึ่งเคยเป็นมุกอมตะของพระมหาสมปองมาฉายซ้ำ  เป็นของแสลงในใจของบิ๊กตู่ ทำให้รัฐบาลไทยทนไม่ไหว ต้องทำอะไรเพื่อ "ปิดปาก" พระมหาสมปอง หากยังดื้อก็อาจจะมีรายการ "ดึงผ้าเหลืองออกจากร่าง" เหมือนอดีตพระเจ้าคุณวัดสระเกศและวัดสามพระยา ที่ยังหาสถานะของตนเองไม่เจอจนทุกวันนี้ จะลองดีก็ลองดู สั่งสึกทีละสามวัด บิ๊กตู่ก็ทำมาแล้ว ขอร้องว่า อย่าท้า ไม่แน่จริงยึดอำนาจประเทศไทยไม่ได้หรอก

ส่วนมหาวอนั้น พูดจากระทบทางฝ่ายประชาชน คนที่เดือดร้อนเพราะการบริหารของรัฐบาล อีกด้านก็ยกย่องฝ่ายรัฐบาล (รวมทั้งบุคคลากรของรัฐ) ว่าทำงานหนักหนาน่าเห็นใจ ไม่ควรตำหนิติเตียนใดๆ ในสถานการณ์เช่นนี้ วาทะวาทีเช่นนี้ ดูดีกว่ามหาสมปอง แต่มองให้ลึกก็จะเห็นว่า "มหาวอก็ฉวยโอกาสตีกินทางการเมือง" บิ๊กตู่เห็นวอแล้วก็ทั้งรักทั้งเอ็นดู มิเสียทีที่ให้เจ้าคุณ ถึงจะตอแหลว่า "ยศ ทรัพย์ และอำนาจ ไม่คู่ควรแก่สมณะ" ต่อสาธารณะไปแล้วก็ตาม แต่คนไทยลืมง่าย ยิ่งได้เป็นเจ้าคุณก็ยิ่งตอแหลเนียนขึ้น ก็สวมหมวกเสริมความงาม หัวล้านก็กลายเป็นยอดมงกุฎ แต่ระดับวอนี่ต้องยกย่องให้เป็นถึง "18 มงกุฎ" ถึงจะสมราคา

 

สรุปว่า ทั้งมหาสมปองและมหาวอ ต่างพูดจากซ้ำเติมกันไปคนละทาง คนหนึ่งซ้ำเติมรัฐบาล อีกคนซ้ำเติมประชาชน ผลก็คือ สร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติทั้งคู่

 

และถ้านำคำพูดหรือข้อเขียนของทั้งสองมาเทียบในหลักนักเทศน์ดูแล้ว ก็จะเห็นอีกว่า "ฝ่าฝืน" หลักนักเทศน์ข้อที่ห้าข้างต้นนั้นเหมือนกัน เพียงแต่ "ฝ่า" คนละจุด แหกไปคนละทาง คนหนึ่งไปทางซ้าย อีกคนไปทางขวา หรือด่ากันคนละลีลา ซึ่งแต่ละคนก็มีแฟนคลับเป็นกองเชียร์ เพราะนิยมชมชอบลีลามาตั้งนาน ชอบแบบนี้ก็เชียร์แบบนี้ จึงไม่มีการลงคะแนนว่าใครแพ้และชนะ กลายเป็นปัญหาโลกแตกไปเลย

โดยทั้งนี้ ถ้าหากใช้หลักการที่ "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์-ปยุตฺโต" ท่านเมตตาชี้แนะไว้ ก็คือว่า การกล่าวโทษฝ่ายตรงข้ามว่าผิดข้อนี้ ขณะที่ตนเองก็ทำผิดอีกข้อหนึ่งนั้น ไม่สามารถหาข้อยุติได้ เปรียบเหมือนมีเส้นคดอยู่ 2 เส้น เส้นหนึ่งคดน้อย อีกเส้นคดมาก หรือคดคนละด้าน จะอ้างว่าเส้นคดมากนั้นคด เส้นคดน้อยไม่คด หรือเส้นคดทางซ้ายไม่คด แต่เส้นคนทางขวานั้นคด แบบนี้ก็ตีกันตาย การจะตัดสินว่าเส้นใดคดหรือไม่นั้นจึงจะใช้ "เส้นคดที่แตกต่างกัน" มาวัดไม่ได้ผล แต่จะให้เป็นธรรมก็ต้องใช้ "ไม้บรรทัด" ซึ่งตรง มาวัด ผลออกมาว่าเส้นไหนคดก็ว่าไปตามนั้น ไม่มีเส้นซ้ายเส้นขวา ไม่มีเส้นฉันเส้นเธอ หรือเส้นเหลืองเส้นแดง แบบนี้จึงจะ "ยุติ" ได้โดยธรรม ซึ่งก็คือ..ยุติธรรม นั่นเอง

เมืองไทยปัจจุบัน นอกจากการเมืองจะหาไม้บรรทัดไม่มีแล้ว การศาสนาก็แทบจะหาไม่เจอ เพราะ..ไม่มีไม้บรรทัด

 

 

 

ธรรมเดลิเวอรี่ แต่..ส่งผิดที่ ของพระมหาสมปอง

จาก..หัวหน้าพระวิทยากร กลายเป็น..หัวหมู่ทะลวงฟัน

 

 

 

"โอกาสทอง"

วิธีการนั่งในใจบิ๊กตู่ ของ ว.วชิรเมธี

 


 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 10 พฤษภาคม 2564


 

ดุลอำนาจวงการสงฆ์เปลี่ยน

บัญชีสมณศักดิ์ล่าสุดบอกทิศทาง

ถนนทุกสายมุ่งสู่..กรุงโรม

 

 

สองสมเด็จผู้มากบารมีในวงการสงฆ์ไทย

สมเด็จพระมหาธีราจารย์

วัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์)

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี

วัดไตรมิตรวิทยาราม

 

 

ก่อนหน้านี้มีคำถามว่า นอกจากสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ไม่ทราบว่าพระมหาเถระรูปไหน เป็นใหญ่ในวงการสงฆ์ โดยเฉพาะในฝ่ายมหานิกาย ซึ่งภายหลังการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ดุลอำนาจในวงการสงฆ์ก็เปลี่ยนไป แต่ก็ยังไม่มีอะไรชัดเจน จนกระทั่งบัญชีสมณศักดิ์ชุดล่าสุด ได้ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่าชัดเจน วัดที่มีอิทธิพลสูงสุดนั้น มีเพียง 3 วัดในประเทศไทย ได้แก่

1. วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ของสมเด็จพระสังฆราช

2. วัดโพธิ์ หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ประสฤษดิ์ เขมงฺกโร)

3. วัดไตรมิตรวิทยาราม ของสองสมเด็จ คือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) และสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช)

 

 

 

เริ่มที่วัดราชบพิธของสมเด็จพระสังฆราช ได้ประกาศความเป็น "นัมเบอร์วัน" ในศูนย์กลางแห่งอำนาจ โดยได้ส่ง "พระราชปฏิภาณโกศล : สมคิด จินฺตามโย" ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มมร. ให้ขึ้นชั้นเป็น "พระเทพวัชเมธี" ทั้งๆ ที่ผลงานที่ผ่านมาสดๆ นั้น มหาวิทยาลัย มมร. ของท่านอธิการบดีสมคิด ติดอันดับบ๊วยในด้านความโปร่งใสในคุณธรรม แต่ก็ยังได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์สูงส่ง ซึ่งคงไม่สามารถจะตอบโจทย์ได้ว่า ได้เพราะอะไร นอกจากจะอ้างเพียงว่า "เป็นศิษย์สังฆราช" หรือเป็นพระวัดราชบพิธ เท่านั้น ถ้าปีหน้า อันดับคุณธรรมของ มมร. ยังไม่ดีขึ้น คงจะปูนบำเหน็จเป็นสมเด็จไปเลย เพราะผลงานไม่เกี่ยวกันอยู่แล้ว

แต่ไหนแต่ไรมา ลำดับการให้ยศให้ศักดิ์นั้น จะเริ่มที่ "คนของใคร" ก่อน หมายถึงว่า ถ้าผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในการพิจารณา ก็จะมีโควต้าเป็นของตนเอง "คนของผู้ใหญ่" จึงได้ก่อนเสมอ เรื่องผลงานอะไรนั้นจะไม่ถูกนำมาพิจารณาในรอบนี้ ดูแค่ว่าอยู่วัดไหนเป็นเด็กใครก็พอ ภาษานักฟุตบอลเรียกว่า ฟรีคิก กินหัวคิวฟรี เพราะอำนาจอยู่ที่ผู้ใหญ่ ก่อนจะให้ใครกินก็ต้องกินก่อน ก็เป็นธรรมดา เรื่องนี้คนวงในก็รู้มานาน ทีใครก็ทีมัน ทีเราได้เป็นใหญ่ในวันไหน อำนาจนั้นก็ย่อมจะอยู่ในมือเรา ละทีนี้ก็ "กินฟรี" อร่อยเหาะ ระบบสมบูรณาญาจึงดีตรงที่ว่า "ได้กินรวบ" ไม่มีกินแบ่งใครเหมือนหวยหลวง

วัดราชบพิธ จึงถือสิทธิ์ไว้สูงสุดในการพิจารณาสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ไทย

 

 

 

หลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน นครสวรรค์

พระมหาเถราจารย์ที่สมเด็จธงชัยท่านให้ความเคารพ

 

ศูนย์อำนาจแห่งที่สอง ซึ่งต้องมองอย่างอัศจรรย์ใจในอิทธิฤทธิ์ของ "สมเด็จธงชัย" ซึ่งแรกนั้นดูจะเพลี่ยงพล้ำในศึกภูเขาทอง แต่พอบัญชีพระราชาคณะวันที่ 6 พฤษภาคม ออกมา ปัญหาเรื่อง "ใครใหญ่" ก็หายไป เพราะการที่ "หลวงพ่อพัฒน์ วัดห้วยด้วน" ได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นเป็น "พระราชาคณะชั้นราชฝ่ายวิปัสสนา" ย่อมจะถือว่าเป็นฤทธิ์ของท่านสมเด็จธงชัย ไม่มีใครจำไม่ได้ หลังจากได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางแล้ว งานแรกที่สมเด็จธงชัยท่านออกนอกวัดไปร่วม ก็คือ งานพุทธาภิเษกวัตถุมงคล ที่วัดห้วยด้วน นครสวรรค์ ของหลวงพ่อพัฒน์ นั่นเอง

 

 

 

สมเด็จธงชัย วัดไตรมิตร

สุดยอดพระผู้มีอิทธิฤทธิ์ในรัชกาลที่ 10

 

 

วันนี้ ฤทธีของสมเด็จธงชัย ส่งผลให้ "หลวงพ่อพัฒน์" ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นถึง "พระราชมงคลวัชราจารย์" สูงส่งขึ้นทีเดียว 2 ชั้น เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งในสายพระเกจิอาจารย์ ออกเหรียญรุ่นเลื่อนสมณศักดิ์เมื่อไหร่ รับรองแรงกว่าเหรียญเลื่อน หลวงปู่ทวดวัดช้างให้ ซึ่งเล่นกันเป็นล้าน

ก่อนหน้านี้ มีคนมากมาย ปรามาสสมเด็จธงชัยท่านว่า ฟลุ๊คบ้าง เด็กเส้นบ้าง แต่วันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่า นี่คือของจริง จริงทั้งบารมีและปาฏิหาริย์ สมเด็จธงชัยคือผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริงเสียงจริง เทียบได้กับสมเด็จพระสังฆราชแพแห่งสำนักวัดสุทัศน์ เคยครองอำนาจในวงการสงฆ์ถึงระดับ "สังฆราช" ควบทางปาฏิหาริย์ สร้างพระกริ่งโด่งดังเป็นอมตะมาจนกระทั่งปัจจุบัน

แน่นอนว่า นับจากนี้ไป กุฏิใหญ่วัดไตรมิตร ของสมเด็จธงชัย คงจะกระไดไม่แห้ง พระสงฆ์ทั้งแผ่นดิน โดยเฉพาะสายพระเกจิซึ่งมีสมาชิกเป็นเซียนพระ จะเดินเข้าออกเป็นว่าเล่น เพราะนี่คือศูนย์กลางอำนาจแห่งมหานิกาย..สายมู

 

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์

เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)

พระผู้มากบารมีทั้งในและต่างประเทศ

 

 

วัดสุดท้ายที่ไม่สามารถมองผ่านได้ เพราะในกำหนดการ "สวดมนต์ขับไล่โควิด" ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (โดยรัฐบาลไทย) ล่าสุดนั้น กำหนดสถานที่ส่วนกลางไว้ 3 แห่งด้วยกัน อันได้แก่ วัดราชบพิธ ของสมเด็จพระสังฆราช วัดไตรมิตร ของสมเด็จพระพุฒาจารย์และสมเด็จธงชัย และวัดโพธิ์ท่าเตียน ของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ซึ่งยังมิทันได้ย้ายมาจากวัดยานนาวา วัดโพธิ์ก็ติดโผ "สามวัดหลัก" ของคณะสงฆ์ไทยไปแล้ว

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ หรือสมเด็จประสฤษดิ์นั้น ต้องนับว่าเป็นผู้มีบารมีกว้างขวางที่สุดในยุคปัจจุบัน เพราะหลังจากได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโพธิ์แล้ว ส่งผลให้ "วัดไทยแอลเอ" กลายเป็นวัดในสังกัดของสมเด็จประสฤษดิ์ไปโดยอัตโนมัติ แบบของแถม ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ วัดโพธิ์สมัยเจ้าคุณสีนวล จะทุ่มทุนถึง 300 ล้าน เพื่อขอซื้อวัดไทยแอลเอเป็นสาขาก็ยังดีลกันไม่ลง ถึงกับกรรมการอีกฝั่งยกทีมลาออก "ทีละเจ็ด" ปล่อยให้โครงการของวัดไทยแอลเอค้างเติ่งมาจนปัจจุบัน แต่ถึงกระนั้น ความเป็นวัดไทยแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา ย่อมเป็นที่ปรารถนาของบรรดาผู้มีอำนาจในวงการสงฆ์ เทียบได้กับ วัดไทยพุทธคยา-อินเดีย และวัดพุทธปทีป-ลอนดอน ถือเป็นพระอารามนอกประเทศเอกอุ เป็นเกียรติประวัติแก่ผู้ครอบครอง เหมือนสโมสรฟุตบอลดังๆ ต้องคนมีอำนาจวาสนาบารมีถึงจะมีสิทธิ์ได้ครอบครอง

แม้ว่า วัดไทยแอลเอ จะยังคงอยู่กับวัดโพธิ์ท่าเตียน แต่ตัวเจ้าอาวาสนั้นเปลี่ยนไป จากเดิมเป็นลูกหม้อวัดโพธิ์ แต่วันนี้มีเจ้านายใหม่ เป็นลูกหม้อมาจากวัดจักรวรรดิราชาวาส หรือวัดสามปลื้ม (สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นศิษย์ก้นกุฏิของ สมเด็จพระธีรญาณมุนี-ธีร์ ปุณฺณโก อดีตเจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส และอดีตเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาควบตำแหน่งหัวหน้าพระธรรมทูตไทยในอินเดียและเนปาล ก่อนจะย้ายไปครองวัดยานนาวา และเคยมาสร้างวัดธัมมารามที่ชิคาโก้ ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 ร่วมกับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์-ปยุตฺโต) นี่คือกลยุทธ์เปลี่ยนหัวที่เดียวก็เปลี่ยนได้ทั้งตัว

อ๋อ ! แน่นอนสิครับว่า มาตรว่าสมเด็จพระมหาธีราจารย์ท่านไปครองวัดโพธิ์ แต่เพราะโตมาจากวัดจักรวรรดิ ทำให้ท่านไม่ลืมวัดสามปลื้มว่าเป็นเหมือนบ้านพ่อบ้านแม่ ครั้นมาสร้างเนื้อสร้างตัวที่วัดยานนาวา ซึ่งเป็นนาวาชั้นดีส่งให้ท่านขึ้นเทียบชั้น "อัครมหาเสนาบดี" สมเด็จประสฤทธิ์ท่านจึงทิ้งวัดยานนาวาไม่ได้ วัดยานนาวาเหมือนบ้านลูกบ้านเมีย รักไปอีกแบบ และสุดท้าย วัดโพธิ์ท่าเตียน เป็นวัดอันดับหนึ่งในประเทศไทย ใหญ่กว่าทุกวัดในสารบบพระอารามหลวง อยู่ใกล้ชิดติดวังมากที่สุด เป็นดุจศูนย์กลางแห่งอำนาจหรือทำเนียบรัฐบาล ใครได้ครอบครองก็ต้องนับเป็นบุญญาธิการ จะไม่ให้ภาคภูมิใจได้อย่างไร สรุปว่า วัดจักรวรรดิ วัดยานนาวา และวัดโพธิ์ท่าเตียน ล้วนแต่อยู่ในการปกครองดูแลของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ฉันเช้าที่วัดโพธิ์ ฉันเพลที่วัดจักรวรรดิ ตกเย็นก็ฉันน้ำปานะที่วัดยานนาวา อิ่มหนำสำราญกันทั่วหน้า ตามตำรา งานหลวงไม่ขาด งานราษฎร์ไม่เสีย งานลูกงานเมียไม่บกพร่อง

ถ้ารวมกับ วัดธัมมาราม-ชิคาโก้ วัดนวมินทร์-บอสตัน วัดพุทธวาส-ฮิวส์ตัน วัดนวมินทร์- ปารีส และวัดสมเด็จพระมหาธีราจารย์-ลอนดอน ก็จะมองเห็นว่า สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ท่านมีสาขากว้างไกลที่สุดในโลก และยิ่งได้เห็น "เจ้าคุณวีรยุทธ-พระธรรมโพธิวงศ์" เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ในฐานะหัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล เดินตามสมเด็จฯ ไปดูลาดเลาถึงภายในวัดโพธิ์ จึงเห็นภาพได้ว่า ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส (ยุโรป) และอินเดีย-เนปาล ล้วนตกอยู่ภายใต้การปกครองของสมเด็จประสฤษดิ์ท่านทั้งสิ้น ถือเป็นการครอบครองอาณาเขตกว้างไกลที่สุดในรอบพันปีเลยทีเดียว น่าจะได้เลื่อนเป็น "สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ" เพราะมีอาณาเขตกว้างไกลใน 4 ทวีป ครอบคลุมมหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรแอตแลนติก เหยียบลงตรงไหนก็หนีไม่พ้นเขตอิทธิพลของ "สมเด็จพระมหาธีราจารย์" ชาวอุบลราชธานี นาทีนี้ใครว่าอุบลเล็กกว่าอำนาจเจริญก็คิดใหม่ อยู่อุบลเจริญกว่าอำนาจเจริญ แต่ไม่ต้องไปไกลถึงอุบลหรอกนะ ไปใกล้ๆ แค่วัดโพธิ์ท่าเตียนนี่เอง ไปง่ายมาง่าย ใครไม่ไปก็เสียดายแย่ ดังนั้น พวกที่คิดจะย้ายประเทศ เอ๊ย ย้ายจากอุบลไปอยู่อำนาจน่ะ เปลี่ยนใจเสียเถิด อยู่ที่เก่าน่ะดีแล้ว ไม่เชื่อจะเสียใจ

 

 

บารัก โอบาม่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

พร้อมด้วยนางฮิลลารี่ คลินตัน รมว.ต่างประเทศ

เยี่ยมวัดโพธิ์ วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2555 เจ้าคุณเทียบต้อนรับ

วันนี้ เจ้าคุณเทียบ อาจจะโชคดี ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดไทยแอลเอ

สมกับภาระหน้าที่ที่เคยต้อนรับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ขอแสดงความยินดีล่วงหน้า

 

 

 

สองแคนดิเดทในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12

พระเทพรัตนมุนี (สุรชัย สุรชโย)

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

รักษาการเจ้าคณะภาค 12

พระราชเวที (สุรพล ชิตญาโณ)

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

รักษาการรองเจ้าคณะภาค 12

 

 

มติมหาเถรสมาคม วันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา นอกจากคำวินิจฉัยโดยเด็ดขาดระบุว่า "อดีตเจ้าคุณธงชัย วัดสระเกศ ได้สิ้นสุดสมณเพศลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว ไม่สามารถกลับมาดำรงสมณเพศได้อีกต่อไป" ก็ยังมีควันหลงอีก โดยทางสำนักงานพระพุทธศาสนาชี้ว่า "พระเทพรัตนมุนี รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ มีรูปปรากฏอยู่ในพิธีคืนสู่ผ้าเหลืองของอดีตเจ้าคุณธงชัย ถือว่าเป็นผู้ให้ความสนับสนุน มีความผิดในข้อหาละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ จะมีการพิจารณาดำเนินการต่อไป"

และในวันที่ 30 เมษายน มหาเถรสมาคมก็ได้ประชุมกันอีกรอบ ปรากฏว่า พระเทพรัตนมุนี ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง "รองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ" ไปอย่างที่พระสงฆ์ไทยทั่วประเทศได้แต่งง แต่สุดท้ายก็ต้อง..ปลงอนิจจัง ของมันบ่เที่ยง เขาไม่รักเราแล้ว อยู่ไปก็ไร้ค่า

 

 

 

ย้อนกลับไปในวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา ในการประชุมมหาเถรสมาคมนัดนั้น ทางฝ่ายธรรมยุต ได้เสนอ "ยกรักษาการเจ้าคณะภาค" ให้ขึ้นเป็น "ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค" มากมายถึง 11 รูป/11 ตำแหน่ง แบบว่าเกลี้ยงมหาเถรสมาคม ส่งสัญญาณว่าจะมีการปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์อย่างมโหฬาร โดยกรรมการมหาเถรสมาคมจะไม่ควบตำแหน่งทางการปกครองระดับภาคอีกต่อไป ถือว่าได้ว่ามีการเปิดทางให้เริ่มพิจารณาตำแหน่งเจ้าคณะภาคกันใหม่ ทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกาย

ทีนี้ เมื่อมีการเปิดเกมทางฝ่ายธรรมยุตเช่นนั้น ทางฝ่ายมหานิกายก็จำใจต้องเดินตามเกม คือกรรมการมหาเถรสมาคมฝ่ายมหานิกาย ซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค ต้องประกาศ "ลาออก" และขึ้นเป็นที่ปรึกษาทั้งหมด ไม่งั้นตำแหน่งก็จะไม่ว่าง การพิจารณาคนเข้ามาทดแทนก็จะทำได้ลำบาก หากขืนทำก็เหมือนการไล่ไม่ให้เกียรติกัน ดังนั้น ประกาศยกตนเองเหมือนธรรมยุต จะสง่างามที่สุด

และเมื่อมีข่าววัดสระเกศหนุนเข้ามากะทันหัน ส่งผลให้เก้าอี้ "เจ้าคณะภาค 12" ของเจ้าคุณสุรชัย ต้องหวั่นไหว ยิ่งเก้าอี้รองประธานสำนักงานพระธรรมทูตหลุด ก็ยิ่งทำให้เชื่อว่า ตำแหน่งอื่นๆ ของเจ้าคุณสุรชัย คงจะหลุดไปด้วย

แล้วถามว่า ใครจะขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 12 แทนเจ้าคุณสุรชัย ?

คำตอบก็เห็นจะไม่ไกล นั่งใกล้เจ้าคุณสุรชัยนั่นไง ท่านมีนามว่า "เจ้าคุณสุรพล หรือพระราชเวที" ซึ่งเวลานี้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 12 อยู่แล้ว ที่สำคัญก็คือ เจ้าคุณสุรพลยังสังกัด "วัดโพธิ์" ของสมเด็จประสฤษดิ์อีกด้วย งานนี้ ถ้าสมเด็จพระมหาธีราจารย์สามารถดันเจ้าคุณสุรพลขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค 12 ก็หมายถึงว่า วัดโพธิ์จะยิ่งใหญ่ทั้งในและต่างประเทศอย่างไร้เทียมทาน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

และอะแฮ่ม ! วัดโพธิ์นั้น ว่ากันว่ามีศาสนสถานสวยงามที่สุดในประเทศไทย ยิ่งได้สมเด็จพระมหาธีราจารย์ผู้มากบารมีมาครอง ก็ย่อมจะเป็นรมณียสถานให้พระไทยทุกสาย เดินทางไปเยี่ยมชมวัดโพธิ์กันทุกวัน..ทุกคืน ถึงแม้วัดโพธิ์จะมีพระนอนองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่ต่อไปก็เกรงว่าพระในวัดจะไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพราะต้องรับแขกตลอด 24 ชั่วโมง จริงไหมครับ ท่านเจ้าคุณเทียบ ว่าที่เจ้าอาวาสวัดไทยแอลเอ !

 

 

 

กลาง : เจ้าคุณอุทัย (พระราชปัญญาสุธี)

เจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง รองเจ้าคณะภาค 11

ซ้าย : พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ วัดสร้อยทอง

ขวา : พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต วัดสร้อยทอง

 

 

กลับมาทางวัดดังอีกวัดหนึ่ง นั่นคือ วัดสร้อยทอง ซึ่งกำลังโด่งดังจาก "สองกุมารทอง" หนึ่งคือ พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ป.ธ.9 สองคือ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระนักเทศน์สายฮาชื่อดัง ทั้งสองรูปโด่งดังกันคนละทาง แต่ก็มาทางเดียวกัน นั่นคือ เห็นต่างจากรัฐบาลและมหาเถรสมาคมในแทบทุกด้าน จะนับเป็นฝ่ายค้านในวงการสงฆ์ยุคใหม่ก็คงว่าได้ โดยเฉพาะพระมหาไพรวัลย์นั้น เคยมีภาพแสดงออกทางการเมืองด้วย

1 ธันวาคม 2563 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีหนังสือถึงเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร วัดหัวลำโพง ให้ดำเนินการสอบสวน "พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ" วัดสร้อยทอง ในข้อหาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งคราวนั้น พระมหาไพรวัลย์นอกจากจะไม่ยอมเงียบแล้ว ยังออกมาตอบโต้สำนักพุทธผ่านสื่ออย่างดุเดือดว่า ไม่รู้จักดีชั่ว เล่นเอาโฆษกสำนักพุทธหัวคะมำ อย่างนี้ต้องรายงานเจ้านายให้เอาเรื่อง ปล่อยไว้ไม่ได้ จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ท่านพงศ์พรโปรดทราบ

30 เมษายน 2564 มหาเถรสมาคม มีมติว่า พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต วัดสร้อยทอง แสดงความเห็นผ่านสื่อ กระทบถึงการทำงานของรัฐบาล เกี่ยวกับการบริหารสถานการณ์โควิด ถือเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เข้าข่ายฝ่าฝืนคำสั่งมหาเถรสมาคม ห้ามพระสงฆ์ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ทั้งสองเรื่อง สองกรณี มองให้ดีก็ย่อมจะเห็นว่า ทั้งพระมหาสมปองและพระมหาไพรวัลย์ มีสังกัดเดียวกัน คือวัดสร้อยทอง ซึ่งปัจจุบันมี พระราชปัญญาสุธี หรือเจ้าคุณอุทัย เป็นเจ้าอาวาส

แน่นอนว่า เมื่อเจ้าคุณสุรชัย วัดสระเกศ ให้สถานที่และสนับสนุนอดีตเจ้าคุณธงชัย ให้ทำพิธีคืนสู่ผ้าเหลือง ก็ถูกมหาเถรสมาคมจ้องเล่นงานในข้อหาละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจ ถ้าหากในโผเจ้าคณะภาคชุดใหม่ จะไม่มีชื่อของ "พระเทพรัตนมุนี" อีกต่อไป

ในกรณีวัดสร้อยทองก็เช่นกัน เพราะเจ้าคุณอุทัยนั้น ท่านยังมีตำแหน่ง "รองเจ้าคณะภาค 11" อีกเก้าอี้หนึ่ง จึงหวาดเสียวว่า ข้อหาของเจ้าคุณสุรชัย จะถูกนำมาพิจารณากับเจ้าคุณอุทัยด้วย ยิ่งถ้า "ทิดสุวิทย์-พุทธะอิสระ" รู้ว่า เจ้าคุณอุทัยนั้น เลื่อมใสในลัทธิธรรมกายยิ่งนัก วัดสร้อยทองในสมัยเจ้าคุณอุทัย แทบจะเป็นมหามิตรกลางกรุงเทพของวัดพระธรรมกายไปแล้ว รวมกับพฤติกรรมของพระมหาไพรวัลย์ก็ดี ของพระมหาสมปองก็ดี ล้วนแต่มีทิศทางตรงกันข้ามกับรัฐบาล ก็คงจะมองเห็นว่า วัดสร้อยทองคือศูนย์กลางฝ่ายต่อต้านรัฐบาล จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่รูปการณ์บอกเช่นนั้น ซึ่งอดีตไม่ไกลนั้น ศูนย์ที่ว่านี้ เคยอยู่ที่วัดสระเกศ แต่เวลานี้ราหูย้ายไปทางบางซื่อ

รู้ดังนี้แล้วย่อมจะหนาวจับใจ ถ้าวัดสร้อยทองกลายเป็นตำบลกระสุนตก แม้ว่าจะได้แรงหนุนจากฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลอย่างมากมายก็ตาม แต่จะต้านทานไหวหรือ ดูวัดสระเกศกับวัดสามพระยาเป็นตัวอย่าง หลุดทุกตำแหน่ง หลุดแม้กระทั่งผ้าเหลือง เพราะเรื่องอะไร ?

 

 

เจ้าคุณวีรชัย วัดหงส์ : เจ้าคุณสุทัศน์ วัดโมลี

 

แน่นอนว่า หลังเกิดเหตุในวัดสระเกศและวัดสร้อยทอง ย่อมจะส่งผลให้ "โผเจ้าคณะภาคชุดใหม่" ต้องพลิกอีกหลายรอบ นับนิ้วดูว่า ถ้ากรรมการมหาเถรสมาคม ประกาศลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะภาคทั้งหมด ก็จะว่างลงไม่ต่ำกว่า 10 ภาค เอาของเจ้าคุณสายชล เจ้าคุณสุรชัย เจ้าคุณอุทัย ไปรวมด้วยอีก ก็จะมีเจ้าคณะหน้าใหม่อย่างมากมายเป็นประวัติการณ์ในรอบร้อยปีเลยทีเดียว ไม่ปฏิวัติก็เหมือนปฏิวัติ เซียนพระเรียกว่า ล้างบาง

แต่ก็ยังมีตัวเต็งซึ่งโดดเด่นมากๆ เซียนพระทั่วไทยฟันธงว่าไม่พลาด มีอยู่หลายรูปหลายองค์ นอนมาแน่ๆ ก็ได้แก่ เจ้าคุณวีรชัย (พระเทพปริยัติมุนี) วัดหงส์รัตนาราม ซึ่งมีลูกศิษย์เป็นถึงระดับอดีต ผบ.ทบ. และอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คือบิ๊กแป๊ะกับบิ๊กแดง แถม "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีต ผอ.พศ. เจ้าของสำนักพุทธ ก็ไปใช้บริการท่านมีชัยออกบ่อย ท่านมีชัยกลายเป็น "เต็งหนึ่ง" บนเก้าอี้เจ้าคณะภาค 1 อย่างไร้คู่แข่ง

เต็งหามอีกหนึ่งรูป ก็คือ เจ้าคุณสุทัศน์ (พระธรรมราชานุวัตร) วัดโมลีโลกยาราม ซึ่งพุ่งแรงแซงทางโค้งไปไกลถึง "ชั้นธรรม" ยิ่งกว่าโครงการสเปซเอ๊กซ์ ยิ่งปีนี้ สถิติสอบบาลีของสำนักวัดโมลี "ได้ที่หนึ่งของประเทศไทย" ก็ไม่มีอะไรที่ไม่คู่ควรแก่ท่านสุทัศน์ ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 9 หรือ 10 เป็นเรื่องจิ๊บๆ เส้นทางต่อไปนั้นสดใสยิ่งกว่าไปโคราช อนาคตท่านสุทัศน์ต้องได้เป็นสมเด็จ ต้องได้เป็นกรรมการ มส. และต้องได้เป็นเจ้าคณะใหญ่ ถ้าไม่มีอุปสรรคใดๆ เหมือนอดีตผู้ใหญ่หลายรูปที่เคยเรืองรองแต่ต้องมอดดับก่อนวัย

วันนี้ ดุลอำนาจในคณะสงฆ์ไทย ได้ย้ายจากวัดสระเกศและวัดปากน้ำ ไปอยู่ที่ 3 วัดใหญ่ คือ วัดราชบพิธ วัดไตรมิตร และวัดโพธิ์ โดยเฉพาะในฝ่ายมหานิกายนั้น ทุกอย่างจะต้องผ่าน "สองสมเด็จ" คือสมเด็จพระมหาธีราจารย์ และสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ถ้าทั้งสองรูปนี้เห็นว่าอย่างไรแล้ว ก็เชื่อใจได้เลยว่า ต้องเป็นไปตามนั้น ไม่มีวันเป็นอื่น

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 7 พฤษภาคม 2564

 

เจ้าคุณเหลาเรียกประชุมพระธรรมทูตโลก

ย้ำหนัก งานใหญ่รออยู่ข้างหน้า

ต้องมากันให้ครบ ไม่งั้นงบเหลือ

 

 


 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 6 พฤษภาคม 2564


 

ศาสนสงเคราะห์

สมเด็จพระสังฆราชมีพระดำริ

ให้วัดที่พร้อมช่วยเหลือประชาชน

ในสภาวะวิกฤติของชาติ

เพราะถ้าประเทศชาติรอด พระศาสนาก็รอด

เราจะรอดไปด้วยกัน

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 5 พฤษภาคม 2564


 

ฟันสมปอง !

มส. สั่งปิดปาก

วิจารณ์บิ๊กตู่ อยู่ในวงการยาก

อยากเป็นพระดีต้องไม่ตีรัฐบาล

ถามว่าทำอย่างไรให้รัฐบาลไทยชอบ

อ๋อก็..เชียร์ สิคะ เชียร์ให้ขาดใจไปเลย

สมปองเป็นแฟนลิเวอร์พูลมิใช่หรือ

คนดูเขาเชียร์กันอย่างไร ?

 

 

บิ๊กตู่คือพระเจ้า

พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระนักเทศน์แนวตลกชื่อดัง

ถูกมหาเถรสมาคมสั่งปิดปาก ข้อหาวิจารณ์รัฐบาล

เข้าในคำสั่ง ห้ามพระเณรยุ่งการเมือง

 

 

 

แซวเล่น แต่เล่นบ่อย ชักจะไม่ค่อยปลื้ม !

 

เล่นบิ๊กตู่มาหลายมุก ดังสุดก็..เรือดำน้ำ

ตอนนั้น โควิดยังไม่วิกฤต บิ๊กตู่ยังมีอารมณ์ขัน

แต่วันนี้ ไม่ขันแล้ว ฟังอะไรเป็นขัดหูไปหมด

วันก่อนก็อาละวาดในที่ประชุม ครม.

"อย่านินทาให้ผมได้ยิน ไม่งั้นผมยึดเก้าอี้"

รัฐมนตรีได้ยินแล้ว..หนาว

 

 

ถ้าช่วงนี้ไปอังกฤษยาก ท่านสมปองก็ควรไป..ไร่เชิญตะวัน

ที่นั่นมี..วิชาเห็นอกเห็นใจ ให้เรียนรู้เพิ่มเติม

เพื่อเรียนรู้ว่า วิธีตอแหล เอ๊ย วิธีตัวรอดเป็นยอดดีนั้น

เขาทำกันอย่างไร

ในขณะที่คนมากมาย ทั้งบ่น ก่น ด่า รัฐบาลว่าแย่

แต่ ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย ออกมาโอบอุ้มอย่างอบอุ่น

 

ปองด่า วอชม

ปองเหยียบ วอยก

ปองไม่ซูฮก วอประจบสอพลอ

 

พูดเรื่องโควิด-19  เหมือนกัน แต่คนละทาง

ย่อมได้รับผลแตกต่างกัน ดังนี้แล

 

และ อะแฮ่ม ! ที่ไม่พูดถึงเลยก็คงจะน้อยใจ จะใครไหนอื่น ก็สำนักพุทธฯ ของณรงค์-พงศ์พร เจ้าเก่าเขาล่ะ พักหลังมานี้ชักจะของขึ้น เล่นเจ้าคุณเอื้อน-เจ้าคุณธงชัย จนผ้าเหลืองหลุด เลยย่ามใจใหญ่ ไหนๆ กวาดทั้งที ก็ล้างซะรวดเดียวเลย เจ้าคุณประสารโดนตีไปหยกๆ วันนี้ สมปองโดนอีก ใครจะเป็นรายต่อไป ในยุทธการ..กวาดลานวัด

 

 

 

หมดมุก

 

พระมหาสมปองขอโทษรีวิวสินค้า รับไม่ระวัง ย้ำไม่ทำอีก

ยันมีเจตนาดีไม่ได้ต้องการให้ร้ายรัฐบาลเรื่องโควิด-19 ส่วนเรื่องที่ปรึกษา "จัมปาศรี ยูไนเต็ด" อยากนำเรื่องพุทธศาสนาไปส่งเสริมกีฬา ขณะที่การรีวิวสินค้าเพื่อช่วยลูกศิษย์ ไม่ได้รับค่าตอบแทน ยอมรับขาดการระมัดระวัง ขอโทษ และจะไม่ทำอีก

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต วัดสร้อยทอง พระนักเทศน์ชื่อดัง กล่าวถึงกรณีแสดงความคิดเห็นการทำงานของรัฐบาลช่วงสถานการณ์โควิด-19 การทำรีวิวสินค้า และนั่งที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอล ว่า ไม่คาดคิดว่าทั้งสองกรณีที่เกิดขึ้น จะกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ จนถูกติติงจากหลายฝ่ายว่า เป็นการะทำที่ไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป กรณีรีวิวสินค้าเกิดจากการที่มีลูกศิษย์นำมาถวาย และบอกวัตถุประสงค์ต้องการให้ขายดี จึงขอให้ช่วยรีวิวสินค้า โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนแต่อย่างใด ซึ่งเราก็ยอมรับว่าขาดความระมัดระวัง เมื่อภาพปรากฏออกไปกลายเป็นกระแสด้านลบ ทำให้ไม่สบายใจ จึงต้องขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าต่อไปในภายหน้าจะไม่กระทำอีก จะระมัดระวังตัวในการแสดงออกทางสื่อ โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียที่แพร่กระจายข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว

พระมหาสมปอง กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีถูกตั้งเป็นที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลนั้น ได้มีโอกาสพบกับประธานสโมสรจัมปาศรี ยูไนเต็ด ซึ่งตนมีความชื่นชอบในกีฬาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตั้งใจนำเรื่องวัฒนธรรมอันดีงามของพุทธศาสนามาช่วยในเรื่องของกีฬา เสริมสร้างทางด้านจิตใจให้นักกีฬามีจิตใจที่รู้จักแพ้ ชนะ และให้อภัย โดยการรับเป็นที่ปรึกษา ก็ไม่ได้รับค่าตอบแทน มีแต่ส่งเสริมสนับสนุน และให้คำปรึกษาที่ดีอย่างยิ่งต่อการพัฒนากีฬาเท่านั้น ส่วนกรณีที่ตนแสดงความคิดเห็นถึงการทำงานของรัฐบาลช่วงสถานการณ์โควิด-19 นั้น จะต้องรอหนังสือของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ส่งมาถึงก่อน ซึ่งพร้อมชี้แจงต่อคณะสงฆ์และ พศ.อย่างแน่นอน ด้วยเพราะไม่ได้มีเจตนาจะให้ร้ายรัฐบาลแต่อย่างใด เป็นเพียงการเตือนถึงการปฏิบัติในสถานการณ์วิกฤติในช่วงโควิดเท่านั้น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 11/2564 เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา มส. ได้มีมติ เรื่อง การแสดงความคิดเห็นของ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต กรณีโควิด-19 กับการทำงานของรัฐบาล และการแสดงที่ไม่เหมาะสมนอกเหนือกิจของสงฆ์ โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2564 ได้นำเสนอความคิดเห็นของพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต วัดสร้อยทอง แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ ดังนี้ 

1. ปรากฏข้อความในบัญชีเฟซบุ๊กของ สาโรจน์ จุ้ยเจริญ ความว่า ช่วงหลังหนักมาแต่ทางโลก เป็นเรื่องทางโลกที่ขาดซึ่งธรรมะ ปล่อยให้กิเลส หรืออคติครอบงำ จึงเลือกข้าง โดยกล่าวถึงการทำงานของรัฐบาล ตามที่พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต กล่าวไว้ว่า "อ้างนั่น อ้างนี่ งบไม่มี เตียงไม่พอ งบไปไหน ซื้อมาสิล้านเตียง เอาไป ซื้อเรือดำน้ำ รถถัง ฯลฯ เอามาพวกนี้ก่อนสิ เลิกๆ ไปก่อน หยุดไว้เลย ไม่มีใครรบกับคุณหรอก ช่วงนี้คนอ่อนแอ เอามารบกับโควิด" 

2. ร่วมจัดรายการวิเคราะห์ วิจารณ์ข่าวทางสถานีวิทยุโทรทัศน์และสื่อสังคมออนไลน์ 

3. ทำการประชาสัมพันธ์โฆษณาขายสินค้า (ปุ๋ยน้ำ) ออกสื่อสังคมออนไลน์

ที่ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติเห็นว่า เข้าข่ายการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และเป็นการแสดงที่ไม่เหมาะสมกับสมณสารูป มอบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประสานพระสังฆาธิการที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

 

 

ข่าว : เดลินิวส์ : 4 พฤษภาคม 2564


 

ปิดคดีเงินทอนวัด

เปิดคะแนนรวมของการแข่งขันมาราธอน

ชนะแต่แพ้ แพ้แต่ชนะ

 

 

เจ้าคุณเอื้อน : เจ้าคุณธงชัย

สองอดีตกรรมการมหาเถรสมาคมที่ถูกมหาเถรสมาคมเชือด

ไม่ยอมให้แม้แต่จะกลับมาห่มผ้าเหลือง

ในทางสงฆ์ชี้ว่า นี่คือการประหารชีวิต

 


 

นับเป็นการลงดาบ "ซ้ำๆ" ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตั้งแต่ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ออกแถลงการณ์ด้วยตัวเอง ตอบโต้ต่อการที่ "อดีตเจ้าคุณเอื้อน-พระพรหมดิลก" วัดสามพระยา ออกคุกมาก็ทำพิธี "คืนสู่ผ้าเหลือง" อย่างเอิกเกริก เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา ระบุชัดว่า "กลับมาห่มผ้าเหลืองไม่ได้ ขืนห่มก็จะเจอข้อหาแต่งกายเลียนแบบสงฆ์"

ตามด้วย อดีตเจ้าคุณธงชัย-พระพรหมสิทธิ วัดสระเกศ ซึ่งแม้จะได้รับประกันตัวออกมาตั้งนาน และมีคำพิพากษา "ล่าสุด" ไปตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2564 แต่เจ้าคุณธงชัยรอฤกษ์งามยามดี กระทั่งวันที่ 13 เมษายน สงกรานต์ที่ผ่านมา จึงได้ทำพิธี "คืนสู่ผ้าเหลือง" อย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางพระสงฆ์เถรานุเถระและพุทธศาสนิกชนอย่างมากมาย ทำพิธีที่บริเวณพระอุโบสถวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เหมือนอดีตเจ้าคุณเอื้อน

และครั้งหลังนี้ ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยนายณรงค์ ทรงอารมณ์ ซึ่งกำกับบทบาทโดย "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" เจ้าเก่า ก็รีบนำเอาเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 20 เมษายน ซึ่งทางสำนักพุทธได้อ้างว่า "มหาเถรสมาคมลงมติเด็ดขาด อดีตพระพรหมสิทธิหมดสิทธิ์ห่มผ้าเหลือง เพราะถือว่าได้ขาดจากความเป็นพระไปแล้ว" และอีก 10 วัน ถัดมา ในวันที่ 30 เมษายน ทางสำนักพุทธฯ ก็นำเรื่องเข้ามหาเถรสมาคมอีกรอบ ซึ่งทางมหาเถรสมาคมคงจะแค่ "รับฟัง" ตามธรรมเนียมของพระสงฆ์เหมือนลงอุโบสถ หากว่าพระสงฆ์นิ่งเงียบ ก็ถือว่าผ่าน งานนี้ สำนักพุทธฯ จึงตีข่าวว่า "มหาเถรสมาคมรับรองมติที่ประชุมครั้งก่อน ซึ่งวินิจฉัยว่าอดีตเจ้าคุณธงชัยไม่สามารถกลับมาห่มผ้าเหลืองได้"

นั่นจึงถือว่า คดีสิ้นสุดแล้ว จะอุทธรณ์หรือฎีกาอีกไม่ได้แล้ว

ละครฉากสุดท้ายในมหกรรมเงินทอนวัด ได้รูดม่านลงแล้ว

 

ซึ่งถ้ามองโดยรูปการณ์ทั้งสองทางแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า

ทางอดีตเจ้าคุณเอื้อนและเจ้าคุณธงชัย พร้อมด้วยพระบริวาร ได้ทำพิธีคืนสู่ผ้าเหลือง "เหมือนกันเป๊ะ" คือทำพิธีในบริเวณพระอุโบสถ และมีพระสงฆ์รวมทั้งพุทธศาสนิกชนที่ยังเคารพรักศรัทธาเข้าร่วมพิธี มีการถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอเป็นข่าวอย่างเอิกเกริก

ส่วนทางสำนักพุทธฯ ก็อ้างกฎหมายมาตราเดียวกัน ทั้งกรณีเจ้าคุณเอื้อนและเจ้าคุณธงชัย โดยใช้ "ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร" เป็นสถานที่ประทับตรา ที่นิยมเรียกว่า "สภาตรายาง"

อย่าลืมว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้โจทย์ฟ้องอดีตกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งหมด แม้จะอ้างว่าเป็นหน่วยงานรัฐที่ต้องดำเนินการตามหน้าที่ ดังนี้ก็ตาม แต่ก็ย่อมจะหนีไม่พ้นฐานะ "โจทก์" ของ "จำเลย"

ถ้าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นทั้งโจทก์และศาลสงฆ์ ก็เข้าทำนอง "ชงเองกินเอง" คือเดินเรื่องฟ้องร้องเอง เมื่อศาลอาญาพิพากษาว่าผิดแล้ว จึงนำเอาคำพิพากษานั้นมาทำการ "ชงซ้ำ" นำเข้าวินิจฉัยในมหาเถรสมาคม โดยมีคำวินิจฉัยให้เสร็จ เล่นคนเดียวทั้งสองสนาม คือศาลอาญาและศาลสงฆ์ ถ้าขืนแพ้แม้แต่แต้มเดียว ก็รับรองว่าถูกแฟนคลับโห่ไล่ออกนอกสนามแน่นอน

และ..พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ คือผู้กำกับและผู้จัดการในงานนี้

นี่ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ใครเกิดมาทันรู้ทันเห็น ก็ต้องถือว่าโชคดี เพราะคดีแบบนี้ ร้อยวันพันปีถึงจะมีขึ้น

ดังนั้น ไม่ว่าฝ่ายไหนที่เข้าไปเกี่ยวข้องใน "มหกรรมเงินทอนวัด" ก็ต้องถือว่าเป็นนักเล่นเกมครั้งประวัติศาสตร์ แม่ว่าคุณจะแพ้หรือชนะ ก็เล่นในสนามเดียวกัน เกมเดียวกัน ผลแพ้หรือชนะ เป็นแต่เพียง "ปลายทาง" ของสนามแข่ง

 

 

 

โกงเงินวัด โกงเงินรัฐ

 

 

โกงอำนาจ โกงคะแนนพระ

 

 

แต่เชื่อหรือไม่ ในงานนี้ มีทั้งผู้แพ้และชนะ

ฝ่ายรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ของ "ณรงค์-พงศ์พร" ซึ่งระดมกำลังไล่ทุบไล่ถองอดีตพระมากมายไปถึงต่างประเทศ แล้วโชว์มือตัวเองว่าคือผู้ชนะ แต่กลับได้รับเสียงโห่ฮาป่ากระหึ่มสนามว่า "โกง"

ขณะที่อดีตพระกรรมการมหาเถรสมาคม แรกนั้นเหมือนเพลี่ยงพล้ำ ถูกอีกฝ่ายป้ายสีว่าโกงเงินวัดอย่างนี้ๆ มีแม้กระทั่งเรื่องสตรีเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเข้าทางสังคมไทยที่เชื่อข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี แต่พอไปถึงศาลอาญาแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ศาลสั่งปล่อยตัว และกับอดีตเจ้าคุณธงชัยนั้น ศาลถึงกับออกความเห็นว่า "การจับกุมพระสงฆ์มาขังไว้ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติศาสนา เห็นควรให้ท่านกลับออกไปบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อไป" เหมือนตบหน้ารัฐบาลไทยให้เจ็บอาย

แต่รัฐบาลโดยสำนักพุทธฯ มิได้เล่นแค่คดีเดียว แต่เล่นเป็นชุด ชกหน้าไม่โดนก็ชกท้อง ชกท้องไม่เข้าก็ชกเป้า แล้วสุดท้ายไม่ว่าเจ้าคุณเอื้อนและเจ้าคุณธงชัยก็..ไปไม่รอด โดนพิพากษาว่าผิด ในข้อหาสนับสนุนเจ้าหน้าที่ให้ทำความผิดไปโน่น

ข้อหาปลายแถวนี่แหละ ที่ถูกนำมาเป็น "เชือกรัดคอ" เจ้าคุณเอื้อนและเจ้าคุณธงชัย ให้ดิ้นไม่หลุด

เล่นเลยเถิดแบบนี้ น่าจะเป็นมลทินติดตัวอดีตเจ้าคุณเหล่านั้นให้กระดำกระด่าง แต่ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นแผ่นเงินแผ่นทอง เพราะพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่มองเห็นว่า

"พระถูกรัฐบาลรังแก รัฐบาลไทยทำร้ายพระสงฆ์"

รัฐบาลไทย ชนะคะแนนบนเวที แต่ไม่ชนะใจคนดู ขณะที่อดีตเจ้าคุณเอื้อนและเจ้าคุณธงชัย แพ้คะแนนบนเวที แต่ชนะใจคนดู

มีคนดูอีกมากมาย ประกาศว่า ถึงแม้ว่ารัฐบาลบิ๊กตู่ จะสั่งห้ามมิให้อดีตเจ้าคุณเอื้อนและเจ้าคุณธงชัย กลับมาห่มผ้าเหลือง ก็ไม่เป็นไร เพราะความเป็นพระมิได้อยู่ที่ผ้าเหลือง ดังนั้น ไม่ว่าท่านจะห่มผ้าสีอะไร พวกเราก็จะยังให้ความอุปถัมภ์ตลอดไป ไม่หมดศรัทธา แถมจะศรัทธาเพิ่มยิ่งขึ้น เพราะเห็นใจที่ถูกรัฐบาลรังแก เหมือนคดีครูบาศรีวิไชยนักบุญแห่งลานนาไทย ซึ่งเดิมก็เป็นแค่ "พระบ้านนอก" แต่พอถูกรัฐบาลไทยสมัยนั้นรังแก จากเด็กบ้านนอกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ค่าตัวพุ่งสูงลิ่ว ออกเหรียญราคาเป็นแสนเป็นล้าน ทุกวันนี้กลายเป็น "โมเดล" ของพระที่ถูกรังแก

 

แบบนี้ ถามว่าใครแพ้ ?

 

หรือจะเป็นสูตรสำเร็จที่ว่า ถ้าใช้กำลังกับคนที่อ่อนแอกว่า จะไม่มีทางชนะ ไม่ว่ายุคไหน

 

ภาษิตไทยโบราณว่า

"แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร"

ใครเป็นพระ ใครเป็นมาร ก็ดูได้จากผลแพ้และชนะ

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 3 พฤษภาคม 2564

 

ถอนสายบัว !

เจ้าคุณสุรชัยลาออก

จากตำแหน่งรองประธานพระธรรมทูตต่างประเทศ

มส. อนุมัติทันที ไม่ง้อ มีคนอยากเป็นอีกเยอะ

 

 

พระเทพรัตนมุนี (สุรชัย สุรชโย)

รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

รักษาการเจ้าคณะภาค 12

รักษาการเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม

อดีตรองประธานพระธรรมทูตสายต่างประเทศหมาดๆ

 

ยังหนุ่มแน่น มีเหตุผลอะไร ทำไม ต้องลาออก

จับตาต่อไป ว่าต้องลาออกจากตำแหน่งทั้งหมดหรือไม่ ?

 

 

ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ : 1 พฤษภาคม 2564

 


 

จริงหรือ ?

มส. ลงมติเด็ดขาด

อดีตเจ้าคุณธงชัยและคณะขาดจากความเป็นพระ

แปลกแต่ว่า พศ. ไม่ได้แถลงแจ้งข่าวเลย

 

 

กรอบข่าวจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน 2564 เวลา 14.00 น.

 

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงลาการประชุม และทรงมีพระบัญชาให้ สมเด็จพระวันรัต กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 11/2564 โดยมีกรรมการมหาเถรสมาคมเข้าร่วมประชุม

 

การนี้ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กราบทูลถวายเปิดการประชุม โดยหลังการประชุมเสร็จสิ้น นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้แถลงข่าวการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 11/2564 ว่า มส. ได้มีมติมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หลังจากที่พบการระบาดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

 

1. ให้ทุกวัดงดจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มคนตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ส่วนการปฏิบัติศาสนกิจให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องการระบาดของแต่ละจังหวัด และตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

 

2. ให้เจ้าคณะผู้ปกครอง กำชับวัดในเขตปกครองปฏิบัติตามมาตรการป้องการระบาดของ สธ. และมาตรการแต่ละจังหวัดอย่างเคร่งครัด

 

3. ให้ทุกวัดสงเคราะห์ จัดฌาปนกิจศพที่เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 พร้อมกันนี้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้แจ้งว่า หากวัดใดมีการดำเนินการดังกล่าว แต่ขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการให้แจ้งเรื่องผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด(พศจ.)เพื่อส่งเรื่องมาที่สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เพื่อพิจารณาสนับสนุนกัปปิยภัณฑ์ต่อไป

 

4. กรณีพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยสืบเนื่องจากเมื่อปี 2563 มส. เคยมีมติเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจตรา การขับขี่รถยนต์ และจักรยานยนต์ของพระภิกษุสามเณรเยี่ยงประชาชนทั่วไป แต่กลับพบว่าช่วงที่ผ่านมามีพระสงฆ์หลายรูปไปทำใบขับขี่ ซึ่งมีสำนักงานขนส่งบางจังหวัดไม่ทำให้ เพราะเห็นว่าไม่เหมาะสม จนเกิดเป็นเรื่องฟ้องร้องกันขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาแล้วหากพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ อาจจะนำไปสู่การกระทำผิดทางพระธรรมวินัย เช่น การเกิดอุบัติเหตุทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต เป็นต้น ที่สำคัญยังถือว่าไม่เหมาะสมกับสมณสารูปด้วย

 

ดังนั้น มส. จึงมีมติเห็นชอบ


(
4.1) ห้ามพระภิกษุสามเณรขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์

(4.2) ห้ามการกระทำที่เอื้อต่อการขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เช่น การทำใบขับขี่ เป็นต้น

(4.3) หากพบเห็นให้เจ้าคณะผู้ปกครองพิจารณาโทษตามลำดับการปกครองคณะสงฆ์ เว้นแต่เป็นการขับขี่เพื่อกิจการของวัด โดยเป็นการขับขี่ภายในวัด หรือเหตุจำเป็นฉุกเฉินอย่างยิ่ง เช่น มีพระภิกษุสามเณรอาพาธ ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลเป็นต้น ณ พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ/ข่าว

 

กรอบข่าวจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด

ที่ประชุม มส. รับรองมติ-ยัน 5 อดีตพระเถระวัดสระเกศ พ้นสมณะ

ที่ประชุม มส. รับรองมติ-ยัน 5 อดีตพระเถระวัดสระเกศ พ้นสมณะ ไม่สามารถกลับมาครองผ้าไตรจีวร เนื่องจากถือว่าพ้นจากความเป็นสงฆ์ จากการถูกดำเนินคดีเงินทอนวัด

 

วันที่ 30 เม.ย. 64 ที่พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) โดย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงลาการประชุม

ภายหลังการประชุม นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักพุทธฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุมมหาเถรฯ รับรองมติ กรณีคณะสงฆ์วัดสระเกศ ประกอบด้วย อดีตพระพรหมสิทธิ อดีตพระราชกิจจาภรณ์ อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ อดีตพระศรีคุณาภรณ์ และอดีตพระครูสิริวิหารการ ประกอบพิธีกลับมาครองผ้าไตรจีวร ว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากถือว่าพ้นจากความเป็นสงฆ์แล้ว จากการถูกดำเนินคดีเงินทอนวัด เมื่อปี พ.ศ.2561 จากนี้ สำนักพุทธฯ จะนำส่งให้ นายอนุชา นาคาศัย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุมมหาเถรฯ แสดงความเห็นเพิ่มเติมในมติดังกล่าวหรือไม่ นายสิปป์บวร กล่าวว่า ที่ประชุมแสดงความคิดเห็นและตั้งข้อสังเกตว่า การพิจารณาในมติมหาเถรฯ และคดีดังกล่าวจะต้องรอบคอบรัดกุม ให้ความเป็นธรรมกับพระทั้ง 5 รูป อย่างไรก็ตาม ในเรื่องดังกล่าว มีมติไปแล้วตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ แก้ไขไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีกรรมาธิการศาสนาฯ องค์กรต่างๆ และนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา ยื่นหนังสือถึงสมเด็จพระสังฆราช เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพระสงฆ์ทั้ง 5 รูป

นายสิปป์บวร กล่าวว่า การเรียกร้องจะต้องพิจารณาจากความเป็นจริง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ทั้ง มาตรา 5 ทวิ มาตรา 29,30 ไม่มีข้อไหนระบุว่า เมื่อพระสงฆ์ต้องคดีอาญาแล้วไม่เปล่งวาจา ยังไม่ถือว่าขาดจากความเป็นพระสงฆ์ ด้วย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ให้อำนาจเจ้าพนักงาน ในการลงโทษกับมหาเถรฯ และมหาเถรฯ มีอำนาจเต็ม ในฐานะองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ ส่วนองค์กรอื่น หรือ นักวิชาการเกี่ยวข้องอะไรกับองค์กรสงฆ์ ไม่เกี่ยวข้องเลย แต่เราก็ไม่ได้ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น

นายสิปป์บวร กล่าวต่ออีกว่า เมื่อที่ประชุมมหาเถรฯ มีมติไปแล้ว ถือว่าจบ เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของกรรมการมหาเถรฯ ทุกรูปไม่ได้เป็นมติหรือความคิดเห็นของกรรมการมหาเถรฯ รูปใดรูปหนึ่ง ในส่วนคณะสงฆ์ ที่จะดำเนินการกับวัดสระเกศ ขึ้นอยู่กับเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

 

หนังสือพิมพ์ข่าวสดออนไลน์ : 1 พฤษภาคม 2564

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 1 พฤษภาคม 2564

 


 

เปิดเต็ม

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีพระพรหมดิลก วัดสามพระยา

ก่อนศาลฎีกาจะปิดสำนวน

ให้พระพรหมดิลกเป็นผู้บริสุทธิ์

 


 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่านสำนวนศาลอุทธรณ์เต็มฉบับ

 


 

วัดไทยลาสเวกัส..ในวิกฤตโควิด-19

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน : มุมมองของพระมหานรินทร์ ครั้งที่ 174

 

 

 

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561 : 2562

2563 : 2564

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264