LAST UPDATE : JULY 31, 2014  08:00 P.M.   PACIFIC TIME

 

 

 

 

 

หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

 

ข้อแลกเปลี่ยนของชาวพุทธไทย

 

บวชพระล้านรูป แลกกับ พระนิพพานเป็นอัตตา

ท่องพุทธวจนะล้านคน แลกกับ ตัดปาติโมกข์เหลือเพียง 150 ข้อ

 

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)

 

 

วันมหารำลึก 2557

 

 

วัดพรหมคุณาราม อริโซน่า

 

10 สิงหาคม 2557

 

 

อุทิศถวาย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) และอดีตพระธรรมทูต

 

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่านกำหนดการประชุม

 

ประชุมพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

รวมสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร

 

22-24 สิงหาคม 2557

 

ณ วัดธัมมปทีป ประเทศเบลเยียม

 

 

 


 

 

 

กดที่ภาพเพื่ออ่านกำหนดการประชุม

 

 

 

 

 

ABBOT MEETING

 

ประชุมเจ้าอาวาสวัดไทยในสหรัฐอเมริกา

20-21 กันยายน 2557

ณ วัดพระธาตุดอยสุเทพ U.S.A. แคลิฟอร์เนีย

 

กดตรงนี้เพื่อดูกำหนดการประชุม



 

 

 

ชมภาพชุดในงานวัดนวมินทรราชูทิศ USA.

 

ชุดที่ 01 : เปิดวัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน ยูเอสเอ

ชุดที่ 02 : ไผเป็นไผ ในบอสตัน 2014

ชุดที่ 03 : โรงพยาบาลเมาท์ ออเบิร์น 9 มิถุนายน 2557
ชุดที่ 04 : พิธีเปิดการประชุมพระพุทธศาสนานานาชาติ
ชุดที่ 05 : เปิดประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 06 : ทัพสื่อมวลชนไทยบุกนครบอสตัน รายงานข่าวการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 07 : ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา วันที่ 02
ชุดที่ 08 : ผลการเลือกตั้งกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2557
ชุดที่ 09 : บรรยากาศการเลือกตั้งกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 10 : พระสงฆ์ 400 รูป สวดพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ณ โรงพระอุโบสถวัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน

 

 

 

ภาพชุดรรมยาตราเดินป่าบอสตัน

 

 

 

 

ธรรมยาตรา ชุดที่ 01 ธรรมยาตรา ชุดที่ 02 ธรรมยาตรา ชุดที่ 03
ธรรมยาตรา ชุดที่ 04 ธรรมยาตรา ชุดที่ 05 ธรรมยาตรา ชุดที่ 06
ธรรมยาตรา ชุดที่ 07 ธรรมยาตรา ชุดที่ 08 ธรรมยาตรา ชุดที่ 09

 

 

 

 

 


ห้ามจุฬาราชมนตรีรับตำแหน่งการเมือง
!

 

 

อาศีสเจอทางตัน กฎหมายอิสลาม "ห้าม" ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ไม่ทราบว่า สนช. (สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) เป็นตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ถ้าใช่ ก็ต้อง...ถอน

 

 

 

 

 

นายอาศีส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี

 

 

      
ประเด็นใหม่ ! ข้อสังเกตทางกฎหมาย กรณีดำรงตำแหน่ง สนช. ของจุฬาราชมนตรี

 

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยมีรายชื่อจำนวน 200 คน ซึ่งหนึ่งในรายชื่อที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น สนช. ปรากฎชื่อของ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล  ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่ง จุฬาราชมนตรี ซึ่งมีข้อสังเกตทางกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์ศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 ในมาตรา 7 ได้กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามไว้ ซึ่งในมาตรา 7 อนุมาตรา 10 กำหนดว่าต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง


 

ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีปัญหาอย่างไรในการปฏิบัติหน้าที่ สนช. หรือไม่

 


 

มาตรา 7 จุฬาราชมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้


 

(1) เป็นมุสลิมผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด


(2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์


(3) เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในศาสนาอิสลามเป็นอย่างดี


(4) เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามโดยเคร่งครัด


(5) เป็นผู้มีความสัมพันธ์อันดีกับทุกศาสนา


(6) เป็นผู้มีความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


(7)ไม่เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย


(8)ไม่เป็นผู้เคยถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเว้นแต่เป็นโทษ สำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ


(9) ไม่เป็นผู้ทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไร้ความสามารถหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฎกระทรวง


(10) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

 

 

ที่มา : มติชน
1
สิงหาคม 2557


 

 

 

ฮือฮา !

 

ตั้งจุฬาราชมนตรีเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

 

แต่ไม่มีชื่อผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

เฮ้อ ! ประหลาดแท้เมืองไทยเมืองพุทธ สู้อุตส่าห์สนองงานคณะปฏิวัติ แบบว่าไม่เคยมีมาก่อน ตะลอนโปรโมทโฆษณา "หมู่บ้านศีล 5" ถึงขั้นขู่พักงานพระสังฆาธิการที่ไม่สนองนโยบาย ตั้งศูนย์ร้องเรียนจับผิดพระภิกษุสามเณร ฯลฯ สารพัดจะทำ เพื่อนำไทยไปสู่ยุคคุณธรรมตามที่ พล.อ.ประยุทธ ต้องการ แต่..ผลงานกลับไม่เข้าตา จุฬาราชมนตรีแซงหน้า ได้ตำแหน่ง สนช. ไปเฉยเลย ก็ไม่รู้ว่า ทาง คสช. ใช้หลักการอะไร ทำไมตัวแทนศาสนาอิสลามจึงได้เป็น สนช. แต่ทำไมตัวแทนสำนักพุทธฯไม่ได้เป็น หรือรอตั้งนายนพรัตน์เป็นรัฐมนตรี ?

 

 

 

 

ซ้าย : นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ)

ขวา : นายอาศีส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช)

 

 

 

 

 

ประกาศ แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

 


       
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ดังต่อไปนี้
       
       1. นายกรรณภว์ ธนพรรคภวิน
       2. พลเรือโท กฤษฎา เจริญพานิช
       3. พลตรี กลชัย สุวรรณบูรณ์
       4. นายกล้านรงค์ จันทิก
       5. นางกอบกาญจน์ สุริยสัตย์ วัฒนวรางกูร
       6. พลโท กัมปนาท รุดดิษฐ์
       7. นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์
       8. พลเรือเอก กําธร พุ่มหิรัญ
       9. นายกิตติ วะสีนนท์
       
       10. พลโท กิตติ อินทสร
       11. นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย
       12. พลเอก กิตติพงษ์ เกษโกวิท
       13. นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ
       14. พลตรี กู้เกียรติ ศรีนาคา
       15. พลเรือเอก ไกรสร จันทร์สุวานิชย์
       16. พลเอก คณิต สาพิทักษ์
       17. พลอากาศโท จอม รุ่งสว่าง
       18. พลเรือเอก จักรชัย ภู่เจริญยศ
       19. พลตํารวจโท จักรทิพย์ ชัยจินดา
       20. พลตรี จารึก อารีราชการัณย์
       
       21. พลเอก จิรพงศ์ วรรณรัตน์
       22. พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ
       23. พลเอก จิระเดช โมกขะสมิต
       24. นายเจตน์ ศิรธรานนท์
       25. พลโท ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข
       26. นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ
       27. พลโท เฉลิมชัย สิทธิสาท
       28. พลอากาศเอก ชนะ อยู่สถาพร
       29. พลอากาศเอก ชนัท รัตนอุบล
       30. พลเอก ชยุติ สุวรรณมาศ
       
       31. พลตํารวจเอก ชัชวาล สุขสมจิตร์
       32. นายชัชวาล อภิบาลศรี
       33. พลตรี ชัยยุทธ พร้อมสุข
       34. พลเรือเอก ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร
       35. พลโท ชาญชัย ภู่ทอง
       36. นายชาญวิทย์ วสยางกูร
       37. พลโท ชาตอุดม ติตถะสิริ
       38. พลอากาศเอก ชาลี จันทร์เรือง
       39. พลเรือเอก ชุมนุม อาจวงษ์
       40. พลเรือโท ชุมพล วงศ์เวคิน
       
       41. นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ
       42. นายณรงค์ชัย อัครเศรณี
       43. พลอากาศเอก ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์
       44. นายดิสทัต โหตระกิตย์
       45. พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง
       46. นายตวง อันทะไชย
       47. พลเอก ไตรรัตน์ รังคะรัตน
       48. พลอากาศโท ถาวร มณีพฤกษ์
       49. พลเอก ทรงกิตติ จักกาบาตร์
       50. พลอากาศเอก ทรงธรรม โชคคณาพิทักษ์
       
       51. คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี
       52. พลเอก ทวีป เนตรนิยม
       53. พลเรือเอก ทวีวุฒิ พงศ์พิพัฒน์
       54. นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน
       55. พลอากาศเอก ธงชัย แฉล้มเขตร
       56. พลเรือโท ธราธร ขจิตสุวรรณ
       57. พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร
       58. นายธานี อ่อนละเอียด
       59. พลโท ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ
       60. นายธํารง ทศนาญชลี
       
       61. พลโท ธีรชัย นาควานิช
       62. พลเอก ธีระวัฒน์ บุญยะประดับ
       63. พลเอก ธีรเดช มีเพียร
       64. พลเอก นพดล อินทปัญญา
       65. พลเรือเอก นพดล โชคระดา
       66. นายนรนิติ เศรษฐบุตร
       67. นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล
       68. นางนิพัทธา อมรรัตนเมธา
       69. พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก
       70. นายนิรวัชช์ ปุณณกันต์
       
       71. พลโท นิวัติ ศรีเพ็ญ
       72. นางนิสดารก์ เวชยานนท์
       73. นายนิเวศน์ นันทจิต
       74. นายบุญชัย โชควัฒนา
       75. นายบุญทักษ์ หวังเจริญ
       76. พลอากาศเอก บุญยฤทธิ์ เกิดสุข
       77. พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์
       78. พลตํารวจโท บุญเรือง ผลพานิชย์
       79. นายประดิษฐ์ วรรณรัตน์
       80. นายประมุท สูตะบุตร
       
       81. นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์
       82. พลโท ปรีชา จันทร์โอชา
       83. นายปรีชา วัชราภัย
       84. พันตํารวจโท พงษ์ชัย วราชิต
       85. ร้อยตํารวจตรี พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร
       86. นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์
       87. พลตํารวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ
       88. คุณพรทิพย์ จาละ
       89. นายพรเพชร วิชิตชลชัย
       90. นายพรศักดิ์ เจียรณัย
       
       91. พลเรือเอก พลวัฒน์ สิโรดม
       92. พลเรือเอก พิจารณ์ ธีรเนตร
       93. พลตํารวจเอก พิชิต ควรเดชะคุปต์
       94. พลเอก พิรุณ แผ้วพลสง
       95. พลโท พิสิทธิ์ สิทธิสาร
       96. นายพีระศักดิ์ พอจิต
       97. นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ
       98. พลอากาศเอก เพิ่มเกียรติ ลวณะมาลย์
       99. พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ
       100. พลอากาศเอก ไพศาล สีตบุตร
       
       101. พลตรี ไพโรจน์ ทองมาเอง
       102. พลเอก ไพโรจน์ พานิชสมัย
       103. นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง
       104. นายภาณุ อุทัยรัตน์
       105. พลโท ภาณุวัชร นาควงษม์
       106. นายภิรมย์ กมลรัตนกุล
       107. นายมณเฑียร บุญตัน
       108. นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
       109. นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร
       110. พลเอก มารุต ปัชโชตะสิงห์
       
       111. พลเอก ยอดยุทธ บุญญาธิการ
       112. นายยุทธนา ทัพเจริญ
       113. พลเรือเอก ยุทธนา ฟักผลงาม
       114. พลเอก ยุวนัฏ สุริยกุล ณ อยุธยา
       115. นายรัชตะ รัชตะนาวิน
       116. พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์
       117. พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร
       118. พลโท วลิต โรจนภักดี
       119. พลตํารวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ
       120. นายวันชัย ศารทูลทัต
       
       121. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์
       122. พลเรือเอก วัลลภ เกิดผล
       123. พลเอก วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
       124. พลเอก วิชิต ศรีประเสริฐ
       125. นายวิทยา ฉายสุวรรณ
       126. นายวิทวัส บุญญสถิตย์
       127. พลตํารวจโท วิบูลย์ บางท่าไม้
       128. พลเอก วิลาศ อรุณศรี
       129. พลเรือโท วีระพันธ์ สุขก้อน
       130. นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล
       
       131. พลโท วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล
       132. นายวุฒิชัย กปิลกาญจน์
       133. นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์
       134. นายศรีศักดิ์ ว่องส่งสาร
       135. นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย
       136. นายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์
       137. นายศิระชัย โชติรัตน์
       138. พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล
       139. นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ
       140. พลอากาศเอก ศิวเกียรติ์ ชเยมะ
       
       141. พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ
       142. พลโท ศุภกร สงวนชาติศรไกร
       143. พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์
       144. พลเอก สกล ชื่นตระกูล
       145. นายสถิตย์ สวินทร
       146. พลเรือโท สนธยา น้อยฉายา
       147. นายสนิท อักษรแก้ว
       148. นายสม จาตุศรีพิทักษ์
       149. นายสมคิด เลิศไพฑูรย์
       150. นายสมชาย แสวงการ
       
       151. นายสมบูรณ์ งามลักษณ์
       152. นายสมพร เทพสิทธา
       153. นายสมพล เกียรติไพบูลย์
       154. นายสมพล พันธุ์มณี
       155. พลตํารวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง
       156. นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ
       157. พลเอก สมหมาย เกาฏีระ
       158. พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม
       159. พลตรี สมโภชน์ วังแก้ว
       160. นายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์
       
       161. พลอากาศเอก สฤษดิ์พงษ์ โกมุทานนท์
       162. พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร
       163. นายสาธิต ชาญเชาวน์กุล
       164. นายสีมา สีมานันท์
       165. พลโท สุชาติ หนองบัว
       166. พลอากาศเอก สุทธิพันธ์ กฤษณคุปต์
       167. นายสุธรรม พันธุศักดิ์
       168. นายสุพันธุ์ มงคลสุธี
       169. คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ
       170. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย
       
       171. พลโท สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์
       172. พลเอก สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์
       173. พลเอก สุรวัช บุตรวงษ์
       174. พลเรือเอก สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์
       175. นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์
       176. พลโท สุวโรจน์ ทิพย์มงคล
       177. นางสุวิมล ภูมิสิงหราช
       178. นางเสาวณี สุวรรณชีพ
       179. พลเอก โสภณ ศีลพิพัฒน์
       180. พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์
       
       181. พลเอก องอาจ พงษ์ศักดิ์
       182. พลอากาศเอก อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ
       183. พลโท อดุลยเดช อินทะพงษ์
       184. พลโท อนันตพร กาญจนรัตน์
       185. นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ
       186. นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล
       187. พลเรือเอก อมรเทพ ณ บางช้าง
       188. นางสาวอรจิต สิงคาลวณิช
       189. พลเอก อักษรา เกิดผล
       190. พลอากาศเอก อาคม กาญจนหิรัญ
       
       191. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ
       192. พลอากาศเอก อานนท์ จารยะพันธุ์
       
193. นายอาศิส พิทักษ์คุมพล
       194. นายอําพน กิตติอําพน
       195. พลโท อําพล ชูประทุม
       196. พลตรี อินทรัตน์ ยอดบางเตย
       197. พลอากาศเอก อิทธพร ศุภวงศ์
       198. นายอิสระ ว่องกุศลกิจ
       199. พลเอก อู้ด เบื้องบน
       200. พลตํารวจเอก เอก อังสนานนท์


       
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
       
ประกาศ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557
เป็นปีที่ 69 ในรัชกาลปัจจุบัน
       
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
       
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

 

 

 

ที่มา : ผู้จัดการ
1
สิงหาคม 2557


 

 

 

เล่นของ !

 

อาจารย์สมใจวัดถ้ำขวัญเมืองแจกใบปลิวแทนการชี้แจง

แถมหลบหน้าหลบตาไม่กล้าออกมาตอบคำถามชาวบ้าน

 

 

นี่แหละฮะ ผู้นำตัวจริง

นำชีไปเมืองกาญจน์ แต่ไม่นำพาในกิจการของวัด

 

แหมวิ่งเก่งแบบนี้ ปีนี้จารย์สมใจน่าจะได้เลื่อนเป็นเจ้าคุณนะ
เพราะตรงกับคุณสมบัติของทางมหาเถรสมาคมเด๊ะเลย

 

 

 

 

ชาวสวีไล่พระอาจารย์สมใจและแม่ชีเชอรี่พ้นวัดถ้ำขวัญเมือง

 

 

กรณีมีผู้นำคลิปภาพ "แม่ชีเชอรี่" ซึ่งพำนักอยู่ในวัดถ้ำขวัญเมือง หมู่ 4 ต.นาโพธิ์ อ.สวี จ.ชุมพร ขณะกำลังขับรถปอร์เช่สุดหรู และใช้กระเป๋าแบรนด์เนม ในสื่อสังคมออนไลน์ และมีผู้เข้าไปชมและแชร์ต่อ ๆ กันไปจำนวนมาก จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ถึงความเหมาะสมเป็นวงกว้างสร้างความไม่พอใจให้พุทธศาสนิกชนและชาวบ้านในพื้นที่ จนต้องร้องเรียนไปยังสำนักสงฆ์ต้นสังกัด และสำนักพระพุทธศาสนาเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามที่เป็นข่าวไปนั้น

 

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 28 ก.ค. นายสมชัย วงศ์สุวัฒน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ในฐานะประธานกลุ่มพิทักษ์วัดถ้ำขวัญเมือง นายวีระวัฒน์ ชนะ นายมนูญ ศรีสินธ์ รองประธานพร้อมคณะกรรมการกลุ่มพิทักษ์วัดถ้ำขวัญเมือง และชาวบ้านร่วมกันแถลงเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบการเงินของวัด ทั้งบัญชีธนาคาร บัญชีเงินฝากส่วนตัวของแม่ชีเชอรี่ และคนใกล้ชิด พร้อมแก้ไขกฏระเบียบที่ไม่เป็นธรรม และให้พระครูสุธรรมวีราจารย์ เจ้าอาวาส และแม่ชีเชอรี่พิจารณาตัวเองย้ายออกจากวัด เนื่องจากการประพฤติตนไม่เหมาะสม อีกทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการวัดจากชาวบ้านในพื้นที่ และหากมีการประชุมในเรื่องสำคัญจะต้องมีการเชิญผู้หลักผู้ใหญ่ในท้องถิ่นมาเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาทุกครั้ง เพื่อความโปร่งใส พร้อมทั้งยื่นหนังสือร้องเรียนผ่านนายสมบัติ วัฒนากร กรรมการวัดเพื่อให้นำเรียนพระครูสุธรรมวีราจารย์เจ้าอาวาสวัดทราบ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมาทราบว่า คนไปแจกใบปลิวแจ้งผลการตรวจสอบ กรณีวัดในตลาดอำเภอสวีโดยเนื้อหาส่วนใหญ่ เป็นการชี้แจงเรื่องรถเปอร์เช่ และกระเป๋าหรูของแม่ชี อีกทั้งข้อความในใบปลิวยังกล่าวอ้างว่า เรื่องการเงินของวัดได้ส่งให้เจ้าคณะจังหวัดได้รับทราบตามขั้นตอนแล้วพร้อมทั้งแนบสำเนาหนังสือของเจ้าคณะจังหวัดชุมพรลงวันที่17 ก.ค.2557

 

ซึ่งนายสมชัย วงศ์สุวัฒน์ ประธานกลุ่มพิทักษ์วัด กล่าวว่าใบปลิวดังกล่าวเป็นคำชี้แจง และคำสั่งให้ตรวจสอบก่อนหน้าที่ทางกลุ่มได้ไปยื่นหนังสือให้กับนายปฐมสาธิตานนท์ รอง ผวจ.ชุมพร พระราชพิศาลสุธี เจ้าคณะจังหวัดฝ่ายธรรมยุติ และ พล.ต.มนัส คงแป้นผบก.จทบ.ชุมพร ซึ่งได้ไปยื่นเมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา จึงแปลกใจว่าทำไมจึงมีใบปลิวดังกล่าวไปแจกชาวบ้านในตลาดอำเภอสวี และตั้งข้อสังเกตุว่าทำไมเจ้าอาวาส และทางวัดไม่ชี้แจงหรือตอบคำถามกับชาวบ้านโดยตรง ซึ่งง่ายกว่ามากพร้อมทั้งเรียกร้องให้ตัวแทนของวัดประสานกรรมการวัด และเจ้าอาวาส และแม่ชีเชอรี่ออกมาชี้แจงกับชาวบ้านในวันที่ 2 ส.ค.นี้ ซึ่งจะชาวบ้านจำนวนมากจะมาขอคำชี้แจงจากทางวัด ถึงแม้ว่าทางเจ้าอาวาส และกรรมการวัดจะออกมาชี้แจงหรือไม่ก็ตามในวันดังกล่าวก็จะมีชาวบ้านจำนวนมากมาที่วัดอย่างแน่นอน.

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์
29
กรกฎาคม 2557


 

 

สาบานวัดพระแก้ว !

 

ขอทรงเป็นพยานว่าผมจะไม่ล้มบอล

 

 

เฮ้อหนอ ใครว่าเป็นพระเป็นเจ้าแล้วสบาย ดูหลวงพ่อพระแก้วมรกตนั่นเป็นไร ทุกข์หนักขนาดไหน อยู่ถึงในรั้วในวัง ก็ยังมีคนไปเข็นท่านมาเป็นกรรมการฟุตบอล วันไหนมีแข่งหลวงพ่อก็ต้องแบ่งเวลามาจับตาหน้าจอทีวี ดูว่าทีมไหน หรือนักเตะคนใด เล่นไม่สมศักดิ์ศรี จะได้รู้ว่าล้มบอลหรือไม่ หาไม่แล้วก็คงไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่า ใครเสียสัตย์ ขืนไปอวยชัยให้แก่คนไม่ซื่อ งานนี้ก็เสื่อมเสียเกียรติคุณหมด

 

 

 

 


 

 

 

 

เสธ.ตุ้มน้ำนักฟุตบอลสาบานวัดพระแก้ว

 

 

"เสธ.ตุ้ม" พล.อ.ชินเสณ ทองโกมล ประธานคณะกรรมการผู้ตัดสิน สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย จับสลากผู้ตัดสินที่ลงทำหน้าที่รายการต่าง ๆ ช่วงกลาง และสุดสัปดาห์นี้ ที่สมาคมฟุตบอลฯ เมื่อช่วงเช้า 28 ก.ค.โดยเกมวันที่ 30 ก.ค. ฟุตบอลโตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก คู่ตกค้าง ชัยนาท ฮอร์นบิล พบ ปตท.ระยอง ผู้ตัดสินได้แก่ วิเชฐ เทียนทอง/ โตโยต้าลีกคัพ รอบรองชนะเลิศ นัดสอง ราชบุรี มิตรผล พบ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้แก่ ทวีชัย สุภัทร์วัน (บุรีรัมย์ชนะนัดแรก 1-0), นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี พบ บีอีซี เทโรศาสน ได้แก่ มงคลชัย เพชรศรี (บีอีซีชนะนัดแรก 1-0)

 

ส่วนเกมโตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก สุดสัปดาห์ คู่ที่น่าสนใจ 2ส.ค.บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พบ สุพรรณบุรี เอฟซี ได้แก่ ฑีธิชัย นวลจันทร์, ชลบุรี เอฟซี พบ จีเอสอี สมุทรสงคราม เอฟซี ได้แก่ ชัยยะ มหาปราบ, 3 ส.ค. ศรีสะเกษ เอฟซี พบ บีอีซี เทโรศาสน ได้แก่ ประพจน์ ดิสสมศรี,เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด พบ ปตท.ระยอง ได้แก่ อลงกรณ์ ฝีมือช่าง

 

จากนั้น พล.อ.ชินเสณ ได้นำคณะผู้ตัดสิน ในโตโยต้าไทยพรีเมียร์ลีก และ ยามาฮ่าลีกวัน กว่าร้อยชีวิต ปฏิญาณตนที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองไทยท่ามกลางสายฝนโปรยปราย บรรดากรรมการได้กล่าวว่า ขอให้คำสัตย์ปฏิญาณสาบานตนว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตัดสินฟุตบอลด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตลอดมา และขอให้คำปฏิญาณสาบานตนว่า จะปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตัดสินฟุตบอลด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รักษาเกียรติและศักดิ์ศรีผู้ตัดสินฟุตบอลสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ตลอดไป

 

ประธานกรรมการไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่มาปฏิญาณสาบานตนในวันนี้ เพื่อความบริสุทธิ์ใจแต่คงช่วยไม่ได้ทั้งหมดเพราะกรรมการมีโอกาสผิดพลาด ซึ่งเมื่อกรรมการสาบานแล้ว ฝ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องอาจจะมาทำบ้างก็ได้ เวลานี้มีการแข่งขันกันสูง ขอให้ทุกฝ่ายมีน้ำใจนักกีฬาต่อกัน ขณะที่ความรุนแรงของแต่ละสนามอย่างเช่นการปิดล้อมผู้ตัดสินก็ยังมีอยู่ ตอนนี้เริ่มมีกรรมการบางรายร้องขอไม่ไปทำหน้าที่ในสนามที่เกิดปัญหาบ่อยๆนื่องจากหวาดกลัว ซึ่งสุดท้ายแล้วหากยังมีความรุนแรงอยู่และทุกคนยืนยันจะไม่ไปปฏิบัติหน้าที่สนามใดสนามหนึ่ง ทางคณะกรรมการผู้ตัดสินฯก็ไม่สามารถจัดกรรมการไปได้ ทั้งนี้ตนยอมรับว่าบางครั้งผู้ตัดสินก็ทำหน้าที่ผิดพลาด ซึ่งสามารถทำหนังสือประท้วงมาได้ หากตรวจสอบว่าผิดจริงจะมีบทลงโทษที่รุนแรง ส่วนเรื่องทำให้มีผู้ตัดสินอาชีพจากสมาคมฟุตบอลฯ ตนคิดว่าควรมีเงินเดือนเดือนละ 1 แสนบาท

 

เสธ.ตุ้ม กล่าวด้วยว่า การชิงชัยฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกกำลังเข้มข้นขึ้น ทั้งการลุ้นแชมป์และหนีตกชั้น เวลานี้ตนได้รับทราบมาว่ามีบางสโมสรติดต่อเข้ามายังผู้ตัดสิดโดยตรงเพื่อเจตนาบางอย่างแล้วซึ่งจะต้องพยายามป้องกันอย่างถึงที่สุด.

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์
29
กรกฎาคม 2557


 

 

 

พระสุเทพขึ้นศาล !

 

สืบคดี 99 ศพ นปช. ปี 53

 

เห็นแล้วน่าสงสาร

 

 

 

 

 

ที่ว่าน่าสงสารนั้นสงสาร "หลวงพ่อพุทธทาส" ผู้สู้อุตส่าห์หนีความวุ่นวายจากกรุงเทพฯไปหลบลี้อยู่ไกลถึงพุมเรียง เมื่อปี 2475 แต่ว่ากลับมีคนเอาความวุ่นวายไปถวายท่านถึงพุมเรียง ก่อนหน้านี้ก็มีพวกเปรต ไปยกสวนโมกข์มาไว้ที่กรุงเทพฯครั้งหนึ่งแล้ว พระสุเทพนับเป็นพระรูปแรก ที่จำพรรษาในสวนโมกข์ ที่เป็นจำเลยในคดีอาญามาขึ้นศาลและยังมีคำถามไปถึงพระอุปัชฌาย์และคณะสงฆ์ที่บวชให้ ว่ารับนายสุเทพผู้มีคดีติดตัวบวชได้อย่างไร พอบวชแล้วต้องเทียวไล้เทียวขื่อขึ้นโรงขึ้นศาล มันเป็นภาพที่งดงามขนาดไหน แล้วแบบนี้จะมิให้สงสารหลวงพ่อพุทธทาสได้อย่างไร แต่ใครจะสอนใครได้ล่ะ เพราะว่าโตๆ กันหมดแล้ว ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี ก็รู้กันทั่วทุกตัวตน

 

 

 


 

 

 

'พระสุเทพ' ขึ้นศาลฯ ปมยึดสถานที่ราชการ-สลายชุมนุม ปี 53
       
พระสุเทพ หรือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินทางมาศาลอาญา โดยนายสุเทพ ขึ้น 2 คดี ประกอบด้วย คดีแพ่ง เรื่องยึดสถานที่ราชการ กระทรวงการคลัง และคดีอาญา เรื่องสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ปี 53

 

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ
28
กรกฎาคม 2557


 

 

 

หนุนสังฆเภท !

 

มจร.-กพฐ. หนุนโครงการเยาวชนท่องพุทธวจนะ

ของพระคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง

ซึ่งถูกขับไล่ออกจากสาขาวัดหนองป่าพง

 

 

อา..โบราณว่า ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก 20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาที่หนักอกคณะสงฆ์ไทยก็คือ "สันติอโศก" ตามด้วย "ธรรมกาย" แต่ ณ ปัจจุบันวันนี้ ก็มีปัญหาใหม่เข้ามาแทรก นั่นคือ "พุทธวจนะ" ของ "คุณคึกฤทธิ์" อดีตศิษย์สาย "หลวงพ่อชา" ซึ่งถูกอัปเปหิออกมาเมื่อหลายปีก่อน

 

 

 

 

 

 

คึกฤทธิ์ ศิษย์ไม่มีครู

เจ้าของลัทธิพุทธพันธุ์ใหม่ "พุทธวจนะ"

ถ้าธรรมกายเอียงซ้าย คึกฤทธิ์ก็เอียงขวา จนตกขอบ

 

 

 


 

 

 

พระคึกฤทธิ์นั้น อ้างว่า ในพระไตรปิฎกมีสิกขาบท (ศีลของพระภิกษุ) อยู่แค่เพียง 150 ข้อเท่านั้น นอกนั้นเป็นของเพิ่มเติมเข้าไปในภายหลัง (เพราะไม่มีในพระไตรปิฎก) จึงยกออก หมายถึงว่า ตัดพระปาติโมกข์ออกเสีย 77 ข้อ จากเดิม 227 ข้อ เหลือเพียง 150 ข้อ นั่นหมายถึงว่า คณะสงฆ์วัดนาป่าพง ไม่สามารถทำสังฆกรรมร่วมกับใครได้ เพราะสวดไม่เท่ากัน จึงเท่ากับแยกตัวออกจากคณะสงฆ์ไทยโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ วัดหนองป่าพง ซึ่งเป็นวัดต้นสังกัดที่พระคึกฤทธิ์บวช ได้ประกาศขับไล่พระคึกฤทธิ์ออกจากสาขา ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2553 และมหาเถรสมาคมก็รับทราบ คือรับรองแล้วด้วย (คลิกอ่านข่าววัดหนองป่าพงประกาศตัดวัดนาป่าพง)

 

โดยนัยยะนี้ พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล จึงเป็นผู้ทำสังฆเภท เพราะแยกสงฆ์ออกจากกัน

 

 

 

 

 

 

พระราชภาวนาวิกรม

(หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม)

เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง ประธานสาขาวัดหนองป่าพงทั่วโลก

ผู้องอาจ ประกาศตัดขาดพระคึกฤทธิ์ออกจากสาขา ไม่นับเป็นศิษย์สายหลวงพ่อชาอีกต่อไป

 

 

 

 

 

 

เจาะกลุ่มเด็กเล็ก เพื่อล้างสมองแต่เยาว์วัย

 

ในขณะที่ต่างประเทศนั้น จะไม่ให้เด็กเรียนเรื่องศาสนา เพราะเป็นห่วงว่าจะถูกล้างสมอง แต่ของไทยกลับสวนทางกัน มันเป็นเรื่องอัศจรรย์เหลือเกินว่า แค่ข้าวปลาอาหารที่จะให้เด็กทานทางปากนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองจะพิจารณาแล้วพิจารณาอีก จึงค่อยให้กิน แต่สำหรับอาหารทางสมอง คือสติปัญญานั้น กลับมิได้รับการพิจารณาใคร่ครวญให้รอบคอบ ปล่อยให้ลัทธิแปลกปลอมย้อมสีเข้ามาขายจนเต็มตลาด และซื้อหากันอย่างสะดวก เดี๋ยวธรรมกาย เดี๋ยวพุทธวจนะ ถ้าทางรัฐบาลและคณะสงฆ์ยังคงปล่อยปละละเลยเช่นนี้ ก็ชี้ได้ว่า รัฐบาลและคณะสงฆ์นั้นเอง ที่เป็นตัวการสร้างความแตกแยกของประชาชนในชาติ มิใช่ใครอื่น เพราะพวกคุณมีอำนาจหน้าที่ แต่ไม่ยอมทำอะไร พอนานไป ก็อ้างว่า "ประชาชนแตกแยก เพื่อมิให้ประชาชนคนในชาติต้องมาเข่นฆ่ากันเอง จึงต้องยึดอำนาจ" แล้วก็ประกาศ "คืนความสุขให้ประชาชน" ผ่านจอโทรทัศน์ ยิ่งกว่าละครน้ำเน่า ปล่อยปละละเลยปัญหามานาน 20-30 ปี จะปฏิวัติแก้ปัญหาเพียง 2 ปี เพื่อสถาปนาประชาธิปไตย ฉบับยั่งยืน โถ !

 

 

 

 

ต่างคนต่างอ้าง

ธรรมกายอ้าง "หลวงพ่อสด" วัดปากน้ำ เป็นใบเบิกทาง

พุทธวจนะอ้าง "พุทธทาส" สวนโมกขพลาราม เป็นใบเบิกทาง

แต่..ไม่มีใครทำตามครูบาอาจารย์ที่อ้างเลย

 

อ้างแต่ว่า

"ผมเป็นผู้รู้และปฏิบัติตามอย่างถูกต้องที่สุด"

 

 

กรณี "พระคึกฤทธิ์" ผู้อ้างว่า จะพาประชาชนคนไทย หรือชาวพุทธ ไปให้ถึงพระพุทธวจนะ แต่กลับไม่ปรากฎว่าจะตั้งโรงเรียนสอนภาษาบาลีขึ้นมาเลยแม้แต่แห่งเดียว กลับกัน กลับพาเยาวชนไปนั่งท่องภาษาบาลีอย่างงูๆ ปลาๆ เอาแค่คำสะกดแบบไทยๆ ก็ให้รางวัลแล้ว รู้พุทธวจนะแล้ว ได้รางวัลไปอินเดียและเนปาลแล้ว พุทธวจนะนี่รู้ง่ายจริงๆ นะ ขนาดนักปราชญ์ยังเถียงกันว่าใช่หรือไม่ แล้วลูกเล็กเด็กแดงเอามาท่องแบบป้อนใส่ปากมันจะเหลืออะไร พอกินหมดคำก็รอพุทธวจนะคำใหม่จากปากของพระคึกฤทธิ์ป้อนให้อีก เหมือนลูกนกเลย

 

 

 

 

 

ความต่างในความเหมือน-ความเหมือนในความต่าง

เด็กดีแบบธรรมกาย VS เด็กดีแบบพุทธวจนะ

 

เด็กดีแบบธรรมกาย ให้นั่งสมาธิด้วยคำว่า "สัมมาอะระหัง" และเชื่อคำสอนของสำนักวัดพระธรรมกายทุกประการ อย่างอื่นไม่ใช่

เด็กดีแบบพุทธวจนะ ให้การอบรมแบบใหม่ ไม่ให้เชื่อคำสอนแนวอื่น นอกจากสิ่งที่เรียกว่า "พุทธวจนะ" อันมาจากสำนักวัดนาป่าพงเท่านั้น อย่างอื่นไม่ใช่

 

 

 

 

 

ความต่างในความเหมือน-ความเหมือนในความต่าง

 

ธรรมกายมีพระไตรปิฎกฉบับอินเตอร์ - พุทธวจนะมีพระไตรปิฎกฉบับบริสุทธิ์ (คึกฤทธิ์ทำเอง) เพราะอ้างว่ามาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ไม่ได้เอามาจากอรรถกถา แต่ทุกถ้อยความที่เอามาสอนนั้น ก็มาจากอรรถกถาและคำอธิบายของครูบาอาจารย์ แม้กระทั่งคำว่า "อนึ่ง" เพราะถึงที่สุดแล้ว บรรดาสาวกสายพุทธวจนะก็ต้องรอฟังคำวินิจฉัยจากเจ้าลัทธิ คือ "พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล" เป็นแห่งสุดท้าย สรุปว่า พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ก็คือพระโอษฐ์ของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ นั่นเอง เพราะพระคึกฤทธิ์ตั้งตนเองเป็นศาสดาพยากรณ์ สามารถชี้ขาดได้ว่า สิ่งไหนเป็นพุทธวจนะ

 

 

 

 

 

ธรรมกาย VS พุทธวจนะ

ปัญหาพระพุทธศาสนาระดับสังฆเภทของไทย

 

สายธรรมกาย อ้างว่า ธรรมกาย คือกายของพระพุทธเจ้า มีตรัสไว้ในพระไตรปิฎก สามารถยกขึ้นมาเป็นหลักฐานอ้างอิงได้ (แต่จะเข้าถึงได้ก็ด้วยการปฏิบัติตามแนวทางของสำนักวัดพระธรรมกายและสายหลวงพ่อสดเท่านั้น)

 

สายพุทธวจนะ อ้างว่า พุทธวจนะ คือพระดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า เป็นความบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง อย่างอื่นไม่ใช่ มีตรัสไว้ในพระไตรปิฎก สามารถยกขึ้นมาเป็นหลักฐานอ้างอิงได้ (แต่จะเข้าถึงได้ ก็ด้วยการศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางของสำนักวัดนาป่าพงและพระอาจารย์คึกฤทธิ์เท่านั้น)

 

วัตถุประสงค์ในการอ้างอิง ก็มีเพียงสิ่งเดียว คือ สร้างความสำคัญให้เหนือกว่าคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ ว่าตัวเองเก่งกว่า เคร่งกว่า รู้มากกว่า เหนือกว่า ดีกว่า บริสุทธิ์กว่า ตรงกว่า ฯลฯ เพื่อจะตบตาชาวประชาให้เคารพนับถือเลื่อมใสศรัทธาในตัวเอง เพื่อนำเอาศรัทธานั้นมาเป็นกำลังหนุนให้ตัวเองสามารถประกาศตัวเป็นเอกเทศ คือแยกออกจากหมู่สงฆ์ได้

 

บุคคลประเภทเหล่านี้ (ทั้งสันติอโศก ธรรมกาย พุทธวจนะ) จึงใช้อุบายทุกรูปแบบในการสร้างตัวเอง หนึ่งในนั้นก็คือ การเข้าหาข้าราชการ นักการเมือง หรือรัฐบาล (รวมทั้งราชสำนัก) เพื่อให้ได้รับการยอมรับ เมื่อข้าราชการ นักการเมือง หรือราชสำนักยอมรับแล้ว ก็เป็นกำลังชั้นดีที่จะต่อสู้กับองค์กรปกครองสงฆ์ ไม่ให้สามารถลงนิคหกรรมได้ เพราะพระสงฆ์ไทยก็ยังต้องพึ่งพาอาศัยข้าราชการ นักการเมือง และราชสำนัก เช่นกัน

 

ที่มองข้ามไปไม่ได้ ก็คือ สื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ หรือการสื่อสารอื่นใด กลุ่มเหล่านี้จะต้องมีไว้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ลัทธิของตัวเอง เพราะสื่อคือฐานันดรที่ 4 มีอำนาจมากถึงขนาดว่า พระราชาก็ดี นักการเมืองการปกครอง หรือแม้แต่พระสงฆ์เอง (ฐานันดรที่ 1-2-3) ยังต้องพึ่งพาอาศัย ไม่กล้าต่อกรด้วย การได้ฐานันดรที่ 4 เป็นกำลังสนับสนุน จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและปลอดภัย ยิ่งกว่าการซื้อประกันภัยชั้นหนึ่งเลยทีเดียว เดี๋ยวนี้วัดใหญ่ๆ ดังๆ ก็ล้วนแต่เข้าหาฐานันดรที่ 4 กันทั้งนั้น มีแม้กระทั่งซื้อฐานันดรมาเป็นกระบอกเสียงส่วนตัวก็มี

 

กรณีธรรมกายก็ดี กรณีพุทธวจนะก็ดี ถือได้ว่าเป็นกลยุทธ "ทำสังฆเภท" อันแยบยล เพราะสามารถอ้างอิงหลักฐานจาก "พระไตรปิฎก" ให้ประชาชนเห็นได้ด้วยตา ฟังได้ด้วยหู และเชื่อด้วยใจ ส่วนว่า "เจตนา" ในการกระทำนั้น ถูกปิดบังเอาไว้ ไม่บอก แต่ถ้าสังเกตเป็นก็จะเห็นว่า กลุ่มบุคคลเหล่านี้ (สันติอโศก ธรรมกาย พุทธวจนะ ฯลฯ) เริ่มทำตัวแปลกแยกจากพระสงฆ์หมู่ใหญ่ ทั้งข้อวัตรปฏิบัติและกิจกรรมอื่นๆ รวมทั้งการใช้สัญลักษณ์ อาทิเช่น การสร้างพระพุทธรูปแบบใหม่ หรือการใช้สโลแกนที่แปลกออกไป และสุดท้าย เมื่อมีมวลชนหนุนหลังมากขึ้น ก็ทำการอาจหาญประกาศสร้างพระไตรปิฎกขึ้นมาใช้ใหม่ ไม่เอากับฉบับเดิม โดยถือว่าฉบับเดิมยังไม่บริสุทธิ์ ถึงตอนนั้นก็สายเกินแก้ เพราะว่าปล่อยปละละเลยจนเติบใหญ่ ก็ต้องยอมให้แยกเป็นนิกายใหม่ออกไปเรื่อยๆ เพราะมิใช่ปัญหาเรื่องพระธรรมคำสอนอีกต่อไปแล้ว แต่กลับกลายเป็นปัญหา "มวลชน" แทน หรือพูดง่ายๆ ว่า กลายเป็นปัญหาการเมือง ซึ่งจะแก้ได้ก็ด้วยวิธีเดียว คือ สมานฉันท์หรือปรองดอง โดยยอมรับทุกลัทธินิกายว่าเป็นพระสงฆ์ไทย สุดท้ายก็หมายถึงว่า สำเร็จ สามารถแยกตัวออกไปเป็นเจ้าลัทธิได้ สมกับความตั้งใจในการบวชของตัวเองแล้ว

 

 

ทำสังฆเภท ก็เหมือนทำปฏิวัติรัฐประหาร คือถ้าทำไม่สำเร็จ ก็กลายเป็นกบฎ ถูกประหารชีวิตในทางศาสนา แต่ถ้าทำสำเร็จ ก็จะกลายเป็นศาสดาเจ้าลัทธิ สามารถมีศักดิ์และสิทธิ์ เป็นรัฏฐาธิปัตย์ สามารถตั้งข้อกำหนดกฎเกณฑ์ในศาสนจักรของตนเองได้ ดังนั้น ใครที่คิดทำปฏิวัติศาสนา จึงถือว่าเป็นคนคิดการณ์ใหญ่ เดิมพันกินบ้านกินเมือง ดังนั้น โพธิรักษ์ก็ดี ธัมมชโยก็ดี คึกฤทธิ์ก็ดี จึงถือว่าเป็นบุคคลพิเศษที่ต้องจับตา มิใช่ปล่อยปละละเลย เห็นเป็นเพียงพระธรรมดาๆ รูปหนึ่งเท่านั้น เพราะแค่วันนี้ยังแข็งกร่าวเพียงนี้ ต่อไปภายหน้าจะมิยิ่งกว่าหรือ ถ้าไม่รีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม ก็เท่ากับว่าปล่อยให้ไฟไหม้บ้าน ส่วนใครเป็นเจ้าของบ้านนั้นก็ไปดูในรายชื่อกรรมการมหาเถรสมาคมชุดปัจจุบัน พระพวกนี้อ้างว่า ตัวเองเป็นเจ้าของบ้าน เพราะถืออำนาจในการปกครองคณะสงฆ์ รวมทั้งผูกขาดการทูลขอสมณศักดิ์จากพระเจ้าอยู่หัว ไว้แต่ในพรรคพวกของตัวเอง ดังนั้น เมื่อรับชอบก็ต้องรับผิดด้วย แต่เท่าที่เห็น ไม่เคยมีพระผู้ใหญ่คนไหนออกมารับผิด มีแต่รับความชอบถ่ายเดียว

 

 

 

 

แนวทางการเติบโตไม่ต่างกัน

 

ธรรมกายเข้าหาเจ้าหานาย และมหาเถรสมาคม จนต่อติด ส่วนคึกฤทธิ์ก็เริ่มเข้าหาเจ้าหานาย และมหาเถรสมาคม จนได้ถ้วยในวังมาแจกเด็ก ต่อไป ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะได้เจ้านายและมหาเถรสมาคม รวมทั้งองค์กรของรัฐเข้าไปรับรองแต่ต้นแล้ว ณ วันนี้ วันที่มีสปอนเซอร์เพียบ

 

แต่ถามว่า ปัญหาการตัดลัดพระปาติโมกข์ ของวัดนาป่าพง จะทำอย่างไร  จะปล่อยไปให้เป็น ธรรมกาย-2 อย่างนั้นหรือ ?

 

 

 

 

 

 

ทิ้งปัญหาไว้ให้คนรุ่นหลังแก้

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์-เกี่ยว วัดสระเกศ ดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่พระสังฆราช เมื่อมีรายงานจากวัดหนองป่าพงว่า พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล วัดนาป่าพง ปทุมธานี มีความคิดวิปริต ตัดพระปาติโมกข์เหลือเพียง 150 ข้อ จึงไม่ขอทำสังฆกรรมร่วมต่อไป ในตอนนั้น มหาเถรสมาคมได้แต่เพียง "รับทราบ" คือทราบแล้วก็ไม่ทำอะไร ปล่อยให้พระคึกฤทธิ์เดินหน้าหาความชอบธรรมต่อไป จนกระทั่งสมเด็จเกียวตาย แต่พระคึกฤทธิ์เหมือนเกิดใหม่ เพราะได้แนวร่วมเยอะ ทั้งๆ ที่รู้เห็นอยู่เต็มตา มหาเถรสมาคมและสมเด็จเกี่ยวก็ไม่ทำอะไร อำนาจมีแต่ไม่ใช้ มีตำแหน่งแต่ไม่ทำหน้าที่ ปัญหาพระศาสนาจึงลุกลามบานปลายมาจนถึงทุกวันนี้ วันที่ กรรมการมหาเถรสมาคมได้เข้าไปเป็นแนวร่วมของพระคึกฤทธิ์แล้ว เต็มตัว

 

 

 

 

 

แก้ไม่ไหว เพราะของตัวเองก็เต็มกลืน

 

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์-ช่วง วัดปากน้ำ เข้ารับไม้ต่อจากสมเด็จเกี่ยว ดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเพียงองค์เดียว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะปัญหาวัดพระธรรมกายก็ยังอีรุงตุงนัง เพิ่งได้ข่าวว่าธัมมชโยต้องคืนเงินให้แก่สหกรณ์คลองจั่นถึง 500 ล้านบาท นับเป็น "ปาราชิก" ได้ 500 ล้านครั้ง ถ้าสืบสวนได้ว่ารับมาโดยมิชอบ แถมวัดพระธรรมกายยังเอารูปหล่อ "หลวงพ่อสดทองคำ" หนักตั้ง 1,000 กิโล (หนึ่งตัน) ไปปิดปากน้ำไว้แล้ว ปัจจุบันก็ยังตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางมหาเจดีย์วัดปากน้ำ ของขวัญชิ้นใหญ่ระดับโลกขนาดนี้ มีหรือใครไม่อยากได้ ในช่วงนี้ สมเด็จช่วงก็ยังไม่ได้เป็นพระสังฆราชเต็มตัว จึงยังทำอะไรไม่ถนัด ต้องประคับประคองตัวไปให้ถึงฝั่งคือตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เมื่อได้มาแล้วจึงค่อยว่ากันอีกที นี่ก็ต้องลุ้น แต่แย่ตรงที่ว่า ปัญหาไม่น่ามะรุมมะตุ้มเอาในตอนนี้ เพราะกว่าสมเด็จช่วงจะได้ขึ้นเป็นพระสังฆราชในอีกปีสองปีข้างหน้า พระคึกฤทธิ์ก็ขยายฐาน จัดประกวดเยาวชนท่องพุทธวจนะเป็นปีที่ 4 ที่ 5 แบบว่าได้เยาวชนไปเป็นฐานเสียงร่วมล้านแล้ว ใหญ่พอๆ กับธรรมกายเชียว กงกรรมกงเกวียนกำลังหมุนมาย้อนรอยวัดปากน้ำเข้าแล้วครับท่าน

 

ผลงานในตำแหน่งของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ที่ผ่านมาก็มากมาย อาทิเช่น คำสั่งห้ามพระเหนือขับรถ คำสั่งให้เปลี่ยนสีจีวรเป็นสีเหลืองทั้งภาคเหนือ เป็นต้น นอกนั้นไม่เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากมหกรรมเทศน์เรื่องศีล 5 ทั่วประเทศ เพื่อสนองนโยบาย คสช. ซึ่งเป็นการนำเอาพระพุทธศาสนาไปสนองงานการเมืองอย่างเห็นได้ชัด กรณีพระคึกฤทธิ์ครั้งนี้ ถ้าเกิดเป็นปัญหาพระศาสนาในภายหน้า ก็ต้องจารึกไว้ว่า เป็นผลงานของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ แต่เพียงผู้เดียว เพราะเกิดในสมัยที่ท่านครองอำนาจ เถิดครับหลวงพ่อ เห็นเด็ดขาดมาหลายงานแล้ว อยากจะเห็นเด็ดขาดอีกซักที ตั้งกรรมการสอบ คึกฤทธิ์ (กรณีตัดปาติโมกข์เหลือ 150 ข้อ) และธัมมชโย (กรณี 500 ล้านคลองจั่น) ให้ดูเป็นบุญตาทีเถิดครับ เอาพร้อมๆ กันทั้งสองคนนี่แหละ ผู้คนจะได้ไม่ครหาว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำลำเอียง

 

 

 

 

 

 

 

รับรองโดยไม่ตรวจสอบ

ความผิดมหันต์ของมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร.

 

เป็นเรื่องใหญ่กว่าธรรมกายหรือพุทธวจนะ เพราะว่า "มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์" นั้น เป็นมหาวิทยาลัยของคณะสงฆ์ไทย ภายใต้การกำกับของรัฐบาลไทย จึงการันตีได้ว่า เป็นหน่วยงานที่มีมาตรฐาน แม้จะไม่สูงสุด แต่ก็ถือว่ามีมาตรฐานที่เชื่อถือได้ เพราะมีพระสงฆ์ไทยทั่วประเทศเป็นภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระพรหมบัณฑิต องค์อธิการบดี มจร. นั้น มีการศึกษาสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม คือเป็น นักธรรมชั้นเอก เปรียญธรรม 9 ประโยค รู้ภาษาบาลีเป็นอย่างดี แถมยังจบปริญญาเอก ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯตั้งเป็น "ศาสตราจารย์-ราชบัณฑิต" หนำซ้ำยังเป็น "กรรมการมหาเถรสมาคม" ซึ่งเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลคณะสงฆ์ไทยอีกด้วย จึงเชื่อว่า แนวทางคำสอนของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ต้องเป็นแนวทางคำสอนที่ถูกต้องตามแนวทางที่มหาเถรสมาคมเห็นชอบ อีกประการหนึ่ง มจร. มีบุคคลากรที่หลากหลาย มีสภามหาวิทยาลัย ไว้คอยวินิจฉัยตรวจสอบ ทั้งด้านการวางแผน การบริหาร การจัดการ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาต่างๆ แต่การที่ มจร. ไม่มีการตรวจสอบลัทธิของพระคึกฤทธิ์ แห่งวัดนาป่าพง (ทั้งๆ ที่รู้ว่าถูกไล่ออกจากวัดหนองป่าพง) ว่าถูกต้องหรือไม่ กลับถลำเข้าไปเป็น "ภาคี" ในการจัดงาน แถมยังระดมเด็กจากโรงเรียนวิถีพุทธ ตั้ง 18,000 โรงเรียน ทั่วประเทศ ให้ไปเป็น "สาวก" ของคุณคึกฤทธิ์อีก ถือว่าเป็นเรื่องอัปยศที่สุด ในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ นับตั้งแต่ในหลวง ร.5 ทรงก่อตั้งขึ้นมาได้ 100 กว่าปี พระเณรเพียงรูปสองรูป ไปทำผิด ยังพอให้อภัย แต่มหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งมีบุคคลากรล้นประเทศ ไปทำเสียหายแบบนี้ มันไม่รู้จะพูดยังไง การไปรับรองโครงการ "พุทธวจนะ" ของวัดนาป่าพงในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า "มมจ.สนับสนุนพระคึกฤทธิ์ให้ทำสังฆเภท" เพราะตัดลัดพระปาติโมกข์เหลือเพียง 150 ข้อ ไม่สามารถทำสังฆกรรมร่วมกับคณะสงฆ์ไทยได้อีกต่อไปแล้ว นอกเสียจากว่า พระสงฆ์วัดประยุรวงศาวาสและคณาจารย์ รวมทั้งพระนิสิต ในมหาวิทยาลัย มจร. จะสวดพระปาติโมกข์เพียง 150 ข้อ เหมือนพวกพระคึกฤทธิ์วัดนาป่าพง จะแก้ตัวอย่างไรก็นิมนต์เถิดครับ ท่านพระพรหมราชบัณฑิต !

 

 

 

 

 

 

กะเทาะสันดานคึกฤทธิ์

 

อ้างพุทธทาสว่าให้ยึดพระธรรมคำสอนจากพระโอษฐ์ แต่พุทธทาสก็ไม่เคยตัดลัดพระปาติโมกข์ และไม่เคยฉีกพระไตรปิฎก เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าส่วนไหนเป็นของเก่า ส่วนไหน "น่าจะ" เป็นของใหม่ รู้แล้วก็วางไว้ ไม่ทำลาย แต่ข้ามไปแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น แต่คึกฤทธิ์กลับทำตรงกันข้าม "อ้างครูบาอาจารย์ แต่ก็มิได้ทำตามแบบอย่างของครูบาอาจารย์" ทั้งๆ ที่ศิษย์สายสวนโมกข์ก็ดี สายวัดหนองป่าพงก็ดี มีเป็นพันเป็นหมื่น แต่ไม่มีใครทำแบบ "นายคึกฤทธิ์" ซักคน มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ผู้คนหลงไหล ก็คือ ยกหูชูหางตัวเองว่า กูเป็นคนเก่งที่สุด รู้พุทธวจนะมากที่สุด ตรงที่สุด ฯลฯ ดังนั้น ถ้าจะศึกษาพระพุทธศาสนาบริสุทธิ์ ต้องมาศึกษาพุทธวจนะ

 

 


 

 

วางแผนเป็นใหญ่จึงไม่สนใจคณะสงฆ์หนองป่าพง

 

วัดหนองป่าพงนั้น มีสาขานับร้อย ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เรียกว่าหลากหลายกลุ่มบุคคลที่เข้ามาบวช เคยเกิดปัญหากรณี พระพรหมวังโส วัดโพธิญาณ ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสาขาของวัดหนองป่าพง ทำการบวชภิกษุณี โดยไม่ได้รับฉันทานุมัติจากคณะสงฆ์ คณะสงฆ์วัดหนองป่าพงจึงทำการตัดออกจากสมาชิกภาพ กรณีพระคึกฤทธิ์ก็เช่นกัน รู้เห็นอยู่เต็มตาว่าวัดหนองป่าพงมีระเบียบวินัยเช่นใด แต่ก็ยัง "ฝืนทำ" ซึ่งกรรมเป็นตัวบ่งชี้เจตนา ว่าพระคึกฤทธิ์นั้น "วางแผน" ตั้งตัวเองเป็นใหญ่ แยกตัวเองออกจากคณะสงฆ์ไทย ขนาดระดับวัดหนองป่าพงยังไม่แคร์ แล้วพระสงฆ์ส่วนใหญ่ซึ่งถือว่า "หย่อนยานกว่าวัดหนองป่าพง" จะเหลือค่าอะไรในสายตาของนายคึกฤทธิ์ ข้ามวัดหนองป่าพงได้ จะไม่กล้าข้ามวัดปากน้ำ วัดสระเกศ วัดพิชัยญาติ วัดชนะสงคราม วัดบวรนิเวศวิหาร หรือวัดอื่นๆ ก็ให้มันรู้ไปสิ

 

 

 

 

 

 

ปราชญ์ชี้ทาง แต่ไม่เดิน

 

เพราะอหังการณ์-มมังการ (แปลว่า กูแน่)

 

พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ ปยุตฺโต ป.ธ.9 ราชบัณฑิต) พระนักปราชญ์ของคณะสงฆ์ไทย เคยแสดงทัศนะต่อกรณี "การสวดพระปาติโมกข์เพียง 150 ข้อ" และการยึด "พุทธวจนะโดยไม่เอาอรรถกถาหรือตำราอื่นใดนอกจากพระไตรปิฎก" ของสำนักวัดนาป่าพงไว้ กรุณากดที่ภาพข้างบน เพื่อฟังทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์

 

 

 

 

 

 

 

วาทกรรมของคึกฤทธิ์

"อาตมาไม่มีคำสอนของตัวเอง"

 

ฟังดูเหมือนความซื่อสัตย์ซื่อตรงต่อพระธรรมคำสอนอย่างถูกต้องที่สุดในโลก แต่ถามว่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสเป็นภาษาบาลี แต่คำสอนในพระไตรปิฎกที่พระคึกฤทธิ์นำมาสอนนั้น เป็นฉบับภาษาไทย แล้วถามว่า "ใครแปล" ก็คือ พระสงฆ์ไทย ซึ่งตั้งเป็นรูปคณะกรรมการตรวจชำระและแปลพระไตรปิฎกจากบาลีมาเป็นไทย ท่านใช้ตำรามากมายหลายเล่ม ทั้งตำราไวยากรณ์บาลี อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา แล้วจึงประมวลมาเป็น "พระไตรปิฎกฉบับแปล" ที่พระคึกฤทธิ์เอาไปตู่ว่า "เป็นพุทธวจนะจากพระโอษฐ์" นั่นแหละ ถ้าจะเอาพุทธวจนะจริงๆ ก็ต้องเป็นภาษาบาลีทั้งหมด เพราะพระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษาบาลีในการสอนศาสนา พูดให้ชัดก็คือว่า พระคึกฤทธิ์ลวงโลก บอกชาวบ้านว่า "ให้เชื่อพุทธวจนะ อย่าเชื่อคำสอนอื่นใดที่มิได้มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า" แต่พอเอาเข้าจริงๆ ตัวเองก็ "เอาคำแปลที่พระรูปอื่นๆ เขาแปลเป็นไทย" มาใช้บอกคนอื่นอีกทอดหนึ่ง เพราะตัวเองก็ไม่รู้บาลี แต่เอาของเขามาใช้กลับไม่ยอมบอกว่า "เป็นของคนอื่น" ตู่เอาเป็นของตัวเองเฉยเลย สันดานตอแหลแบบนี้คงไม่มีใครเท่ากับนายคึกฤทธิ์อีกแล้ว อ้างว่า "อาตมาไม่มีคำสอนของตัวเอง" ก็แน่นอนสิ เพราะคำสอนของตัวเองถูกยกขึ้นเป็น "พุทธวจนะ" ไปหมดแล้ว ผ่าน "ร่างทรงพระพุทธเจ้า" ที่ชื่อว่า "คึกฤทธิ์"

 

 


 

 

 

กพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) เปลี่ยนทิศ

สมัย ชินภัทร ภูมิรัตน เป็นเลขาธิการ เกณฑ์เด็กไปธรรมกาย

สมัย กมล รอดคล้าย เป็นเลขาธิการ เกณฑ์เด็กไปวัดนาป่าพง

 

ถือว่าเป็นการ "เปลี่ยนทิศทาง" อย่างชัดเจนของ กพฐ. จากเดิมที่เคยเกณฑ์ทั้งครูและเด็กนักเรียนไปรับการอบรมจากวัดพระธรรมกาย โดยอ้างว่า สะดวกสบาย เพราะวัดพระธรรมกายพร้อมกว่าวัดอื่นๆ ครั้น คสช. ปฏิวัติเข้ามาคุมอำนาจ กพฐ.ก็ประกาศ "ย้ายวัด" จากวัดพระธรรมกาย ไปอยู่กับวัดนาป่าพงของพระคึกฤทธิ์ ทั้งนี้คงจะพิจารณาจากเหตุประกอบหลายประการ โดยเฉพาะก็คือ "ผู้สนับสนุน" ซึ่งมีทั้งองค์กรต่างๆ รวมทั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. ซึ่งเป็นของคณะสงฆ์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การโชว์ "ถ้วยพระราชทาน" จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี นี่ต้องเป็นภูมิคุ้มกันชั้นดีว่า "ไปแล้วไม่หลงทาง" ไม่สร้างปัญหาในอนาคต แต่ถามว่า เพียงเท่านี้เพียงพอหรือ ต่อการนำเด็กออกจากโรงเรียนไปเข้าวัดๆ เดียว โดยอ้างโครงการพุทธวจนะบังหน้า

 

 

 

 

 

V-Star VS พุทธวจนะ

 

มหกรรมแย่งฐานเสียงเด็กของเมืองไทย

 

ถ้ามองว่า โครงการ V-Star ของวัดพระธรรมกายมีปัญหา ว่าด้วยการสั่งสอนครอบงำเด็ก จนเกือบๆ จะเรียกได้ว่า "ล้างสมอง" แต่ถามว่า โครงการ พุทธวจนะ ของวัดนาป่าพง ต่างกันตรงไหน ในเมื่อเด็กซึ่งปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม แต่ถูกนำไปท่องพุทธวจนะ "งูๆ ปลาๆ" ผ่านการบังคับกึ่งสะกดจิตว่า "ทางนี้เท่านั้นถูกต้อง ทางอื่นผิด" ซึ่งเป็นการ "ตั้งเข็มทิศ" แบบผิดๆ แก่เด็ก ทำให้เด็กเริ่มเกิดความเชื่อว่า ถ้ามิใช่แนวทางที่วัดนาป่าพงสอน ก็มิใช่แนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการพิสูจน์ว่า สิ่งที่พระคึกฤทธิ์นำมาสอนสั่งนั้น ถูกต้องทุกกระบวนการแล้ว แล้วถามว่า เชื่อได้อย่างไรว่า "พุทธวจนะของพระคึกฤทธิ์ถูกต้องตามหลักการในพระไตรปิฎกทุกประการ" เพราะพูดเองเออเองดังกล่าว

 

 

 

 

 

 

เกณฑ์เด็กทั่วไทยไปเข้าโครงการ แต่กรรมการหรอมแหรม

 

ถามว่า กรรมการรายการชวนน้องท่องพุทธวจนะ ทั้ง 5 ท่านเหล่านี้ มีดีกรีอะไรในทางพระพุทธศาสนา เรียนจบระดับไหน และได้รับการรับรองจากใคร ให้เป็นผู้ชำนาญด้านพุทธวจนะและพระไตรปิฎก หรือว่าได้รับการรับรองจากพระคึกฤทธิ์เพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้ว

 

 

 

สิ่งที่ "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ" อยากให้ปัญญาชนช่วยกันพิจารณาก็คือว่า เหตุใด ทางรัฐบาลไทย และคณะสงฆ์ไทย จึงไม่มี "คณะกรรมการพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ซึ่งจะมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาแนวทางคำสอนของสำนักต่างๆ เช่น ธรรมกาย วัดนาป่าพง เป็นต้น ว่าสำนักไหนถูกต้องตามหลักการในพระไตรปิฎกและของคณะสงฆ์ไทย ไม่นอกรีตนอกรอย แล้วจึงค่อยสนับสนุนให้ทำการสอนสั่งแก่ประชาชนทั่วไปได้ แต่เท่าที่เห็น นอกจากจะไม่มีคณะกรรมการคอยตรวจสอบแล้ว รัฐมนตรี และกรรมการมหาเถรสมาคมเสียเอง ที่ไปเห็นดีเห็นงามกับสำนักต่างๆ เหล่านั้น พอเนิ่นนานไป กลับกลายเป็นว่า "เกิดปัญหาขึ้นมา" แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว สำนักต่างๆ เหล่านั้น ต่างเติบใหญ่ มีศาสนิกชนหนุนหลัง กลายเป็นพลังมวลชนขึ้นมา นอกจากปัญหาจะแก้ไม่ได้แล้ว สำนักใหญ่ๆ เหล่านั้นกลับสามารถเข้ามายึดกุมอำนาจในคณะสงฆ์ไทยได้อีก มหาเถรสมาคมวันนี้จึงไม่ต่างไปจากสมาคมเดียรถีย์ เพราะมีเจ้าลัทธินิกายมาชุมนุมอยู่กันเต็มไปหมด ไม่มีใครยอมรับใคร บ้านเมืองว่าแตกแยกแล้ว คณะสงฆ์ยังหนักหนาไปกว่านั้น ไหนคณะปฏิวัติว่า อยากจะปฏิรูปศีลธรรมจริยธรรมของประเทศไทย แต่เหตุไฉนจึงปล่อยปละละเลยให้คณะสงฆ์ไทยเละตุ้มเป๊ะอยู่อย่างนี้ ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โครงการชวนน้องท่องพุทธวจนะปี 2 เริ่มแล้ว มีประกวดหลายวิธีทั้งเดี่ยวและเป็นหมู่คณะหน้าเสาธง สสวท.ให้เด็กสอบแข่งความเป็นเลิศทางวิทย์-คณิต ต้องศึกษาพุทธวจนด้วย

 

วันที่ 22 พ.ค. 2557 มีรายงานข่าวแจ้งว่า มูลนิธิชวนน้องท่องพุทธวจน ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย จัดโครงการประกวดชวนน้องท่องพุทธวจนต่อเนื่อง เป็นปีที่ 2 โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตได้นำการวิจัยประเมินผลโครงการปีที่ 1 มาปรับปรุงรูปแบบให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดแก่เด็กและเยาวชน

 

รูปแบบการประกวดครั้งนี้มี 5 ประเภท ได้แก่

 

1. ประกวดโรงเรียนรัตนะ 5 ต้นแบบรางวัลความเป็นเลิศและสร้างสรรค์ในการเผยแผ่พุทธวจน ชิงโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

2. ประกวดท่องพุทธวจนประเภททีม 10 คน ในนามโรงเรียน ชิงโล่พระราชทานฯสมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

3. ประกวดท่องพุทธวจนหน้าเสาธง ส่งคลิปวีดีทัศน์เพื่อคัดเลือกนักเรียน 10,000 คน

4. ท่องพุทธวจนที่สนามกีฬาอินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก ในวันที่ 9 ก.ค.57 และ

5. ประกวดวาดภาพพุทธวจน และรวบรวมผลงานนักเรียนทำหนังสือภาพวาดพุทธวจน

 

โดยเปิดรับสมัครออนไลน์ที่ www.nongtongbuddhawajana.com ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 15 มิถุนายน 2557 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ nongtongbuddhawajana2@gmail.com โทร08-9199-7600

 

โครงการชวนน้องท่องพุทธวจน จัดขึ้นเพื่อปลูกพุทธวจนเป็นภูมิคุ้มกัน ให้เยาวชนได้สดับในธรรมนำไปใช้อย่างมีสมาธิและสติในการดำเนินชีวิต "เป็นกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนได้ศึกษาเรียนรู้และเกิดความทรงจำพุทธวจน และเชื่อมโยงไปสู่หลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องเหมาะสม สามารถน้อมนำมาเป็นเสาเขื่อนเสาหลักของจิตใจในการดำเนินชีวิต และเป็นภูมิคุ้มกันให้ห่างไกลจากบุหรี่สุรา อบายมุข สิ่งเสพติด ตลอดจนช่วยลดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม และทำแท้งปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชน การติดเกมปัญหาทางอารมณ์ ปัญหาเด็กออทิสติกและมีสมาธิสั้นซึ่งสาเหตุของปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยแวดล้อมทั้งปัจจัยบุคคล ครอบครัว และสังคม"

 

จากการจัดโครงการประกวด “ชวนน้องท่องพุทธวจน” ปีที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นในปี 2556 ที่ได้เสร็จสิ้นไปแล้วนั้น ได้รับการตอบรับและความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกโรงเรียนที่เข้าร่วมประกวด ทั้งยังได้รับความร่วมมือจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท) ซึ่งเล็งเห็นว่า เด็กเก่งที่จะเป็นอนาคตของชาตินั้นควรจะเป็นเด็กดีมีคุณธรรมด้วย จึงสนับสนุนให้เด็กที่จะสอบแข่งขันความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ซึ่งมีประมาณปีละ 12,000 คน ได้มีโอกาสศึกษาพุทธวจนผ่านรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ของโครงการ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้สนับสนุนให้โรงเรียนวิถีพุทธ ซึ่งมีอยู่ 18,000 โรงเรียน เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย.

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์
28
กรกฎาคม 2557


 

 

 

คายอ้อย !

 

ธัมมชโย "ยอมคืน" เงินคลองจั่น

หลังรับไปร่วมพันล้าน

แต่ธรรมกายบอกว่า คืนได้แค่ครึ่งเดียว

 

ที่เหลือก็เป็นขี้ช้าง

 

 

อา..มหกรรมการคืนเงินในครั้งนี้ กลายเป็น "ชนัก" ติดหลังท่านธัมมชโยอีกแผลหนึ่งแล้ว หลังจากต้องคืนทรัพย์สินให้แก่วัดพระธรรมกายเมื่อหลายปีก่อนมาร่วมพันล้าน จึงจะหลุดจากคดีความต่างๆ วันนี้ คงจะมีการ "ไกล่เกลี่ย" คดีคลองจั่น จนมาพบกันครึ่งทางที่ 500 ล้าน ก็ไม่ทราบว่าทางผู้เสียหายจะว่าอย่างไร หรือคิดว่า กำขี้ดีกว่ากำตด ได้มา 500 ล้าน ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

 

 

 

 

พระเทพญาณมหามุนี

(ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

ผู้รับบริจาคจากสหกรณ์คลองจั่นร่วมพันล้านบาท

 

 


 

 

หลักฐานชัดๆ ชัวร์ ๆ

 

 

 

เมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 2557 รอ. นพ.ยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมใหญ่ คสช. ครั้งที่ 7/2557 ว่า คณะ คสช. ได้มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ ”นิติบุคคลอื่น” เป็นลูกหนี้ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และกำหนดหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการของลูกหนี้ พ.ศ. …

 

จากกรณี สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ซึ่งประสบปัญหาการดำเนินการและก่อให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก สมควรที่จะดำเนินการให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฟื้นฟูกิจการได้ ทั้งนี้ร่างกฎหมายนี้เป็นการกำหนดให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเป็นลูกหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมาย ทำให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสามารถยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ ช่วยบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสมาชิกและเจ้าหนี้อื่นที่นำเงินมาฝากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เช่น สหกรณ์อื่น ให้ไม่ต้องประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยหลังจากนี้ จะส่งให้สำนักงานกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไป

 

โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการชุดใหม่ที่นำโดย นายเผด็จ มุ่งธัญญา ประธานคณะกรรมการดำเนินการเข้ามาบริหาร ได้มีการประชุมบรรดาเจ้าหนี้ทั้งที่เป็นผู้ฝากเงินรายย่อย รายใหญ่ และสหกรณ์ต่างๆ เพื่อขอมติฟื้นฟูกิจการในเดือนเมษายน 2557 ที่ผ่านมา จากนั้นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นได้ยื่นแผนต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อขอฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557 และศาลนัดสหกรณ์คลองจั่นเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงการฟื้นฟูกิจการเพิ่มเติม ในวันที่ 21 สิงหาคม 2557 ซึ่งการยื่นขอฟื้นฟูกิจการในครั้งนั้นเพื่อขอให้ศาลเลื่อนการไต่สวนคดีสหกรณ์ออมทรัพย์สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (สปก.) ที่ฟ้องให้สหกรณ์ฯ คลองจั่นล้มละลาย

 

นายเผด็จ มุ่งธัญญา ประธานคณะกรรมการดำเนินการ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องให้มีร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ “นิติบุคคลอื่น” เป็นลูกหนี้ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และกำหนดหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการของลูกหนี้ พ.ศ. … นั้น เนื่องจาก พ.ร.บ.ล้มละลายที่มีอยู่ครอบคลุมนิติบุคคลเท่านั้น ไม่ได้รวม “สหกรณ์” อยู่ จึงไม่สามารถที่จะยื่นขอฟื้นฟูกิจการภายใต้ พ.ร.บ.ล้มละลายได้ ดังนั้นกฎกระทรวงนี้ทำให้สหกรณ์สามารถขอฟื้นฟูกิจการได้แล้ว กระบวนการต่อจากนี้ต้องส่งกฎกระทรวงดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ถ้าประกาศใช้แล้วสหกรณ์ก็จะยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางทันที เพราะขณะนี้แผนฟื้นฟูเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และกรมส่งเสริมสหกรณ์

 

“15 เดือนที่ผมเข้าทำงาน ได้ดำเนินการจนมีความคืบหน้าในเรื่อง 1. เพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ “สหกรณ์” สามารถขอฟื้นฟูกิจการได้ 2. ทำแผนฟื้นฟูกิจการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจนเสร็จเรียบร้อย พร้อมที่จะยื่นขอฟื้นฟูต่อศาล 3. ดำเนินการฟ้องร้องกับบรรดาลูกหนี้สมทบมูลหนี้จำนวน 13,000 ล้านบาท รวมทั้งดำเนินการฟ้องร้องในคดีต่างๆ อาทิ คดีวัดธรรมกายที่ฟ้องในนามสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น การฟ้องขอทรัพย์คืนจาก ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ยึดมาจาก นายศุภชัย ศรีศุภอักษร โดยคดีที่ดำเนินการฟ้องร้องนี้ ตามขั้นตอนอาจจะช้า แต่เราได้ดำเนินการเพื่อเอาคืนกลับมาให้สมาชิก”นายเผด็จกล่าว

 

นอกจากนี้ นายเผด็จกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาสหกรณ์ฯ คลองจั่นไม่คืบหน้าเป็นเพราะรัฐบาลที่ผ่านมาไม่จริงใจในการแก้ปัญหา รวมทั้งคดีต่างๆที่หน่วยของรัฐที่เข้ามาดำเนินการเป็นเวลา 15 เดือนแล้ว คดียังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ประกอบกับผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตรไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริง ทำให้การแก้ไขปัญหาหลงทาง

 

“การแก้ปัญหาล่าช้า ยิ่งนานความน่าเชื่อถือของสหกรณ์ก็ลดลง ไม่มีใครอยากจะช่วยเหลือ และการที่จะให้รัฐมาช่วยเหลือก็เป็นเรื่องยากเพราะเป็นเงินภาษีประชาชน ตอนนี้แม้จะมีการเจรจากับธนาคารออมสินเพื่อขอกู้เงิน แต่มีเงื่อนไขว่ารัฐต้องค้ำประกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องยาก ตอนนี้ทราบว่า ทางวัดธรรมกาย จะคืนเงินให้ 500 ล้านบาท จากที่บริจาคไปกว่า 900 ล้านบาท และมีบางคดีเริ่มมีการเจรจาขอจ่ายเงินคืน” นายเผด็จกล่าว

 

 

ที่มา : ไทยพับลิกา
28
กรกฎาคม 2557

 

 

 

 

ประมวลข่าวการมรณภาพ


สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

 

 

 

 

พิธีพระราชทานเพลิงศพ

พระเทพมหาเจติยาจารย์

(ไพบูลย์ ภูริวิปุโล)

อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัย

อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำพูน

23 มีนาคม 2557

 

ชุดที่ 1 : ชุดที่ 2 : ชุดที่ 3 : ชุดที่ 4 : ชุดที่ 5

ชุดที่ 6 : ชุดที่ 7 : ชุดที่ 8 : ชุดที่ 9 : ชุดที่ 10


กดแต่ละชุดเพื่อชม

 

 

 

ในหลวง-พระราชินี เสด็จไกลกังวล

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

 

การประชุมสมัยวิสามัญสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

และงานวันมหารำลึก 8-9 กันยายน 2555
ณ วัดวชิรธรรมปทีป นิวยอร์ค

 

 

 

 

 

ภาพงานพระราชทานเพลิงศพ

พระเดชพระคุณพระเทพกิตติโสภณ
(สมบูรณ์ สมฺปุณฺโณ ป.ธ.
7)
อดีตเจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมปทีป อดีตประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
10-14 พฤศจิกายน พ.ศ.2554

 

 

 

ประมวลข่าวเณรคำ

(กดที่ภาพเพื่อชม)


 

 

แฟ้มข่าวอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

 

อ่านข่าวเก่าที่เคยนำเสนอในอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557

 

 

YANTRA TODAY
(กดที่ภาพเพื่อชม)

 


 

 

 

 


ประมวลภาพ

งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 80 พรรษา

จัดโดยสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ณ วัดพุทธาวาส นครฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส

วันอาทิตย์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2555

 

 

ชุดที่ 01
กดที่ภาพเพื่อชม

ชุดที่ 02
กดที่ภาพเพื่อชม

ชุดที่ 03
กดที่ภาพเพื่อชม


 

เยี่ยมวัดบ้านไร่-ไหว้หลวงพ่อคูณ

กับ "อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ" ดอทคอม

 

กดที่ภาพด้านล่างเพื่อชม

 

 

 

 

 

 

01 02 03 04 05 06 07 08 09
10 11 12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31 32 33 34    

 

 

ตอนที่ 01
ลอนดอน 2012

ตอนที่ 02
มหาโบสถ์แห่งลิชฟิลด์

ตอนที่ 03
มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด

ตอนที่ 04
วัดพุทธปทีป

ตอนที่ 05
ลอนดอนอาย

ตอนที่ 06
British Museum

ตอนที่ 07
ห้างแฮรอดส์

ตอนที่ 08

Tower Bridge

ตอนที่ 09
London Sightseeing

ตอนที่ 10
London To Paris

ตอนที่ 11
หอไอเฟล (1
)

ตอนที่ 12
หอไอเฟล (2)

ตอนที่ 13
หอไอเฟล (3)

ตอนที่ 14
ปารีส 360 องศา

ตอนที่ 15
เยี่ยมหน้าต่างหอไอเฟล

ตอนที่ 16
TROCADERO

ตอนที่ 17
Water Tour

ตอนที่ 18
Musée du Louvre

ตอนที่ 19
MONA LISA

ตอนที่ 20
เทพีวีนัส

ตอนที่ 21
ทอดน่องในลูฟวร์

ตอนที่ 22
หอสมุดแห่งชาติมิตแตรองต์

ตอนที่ 23
ลา เดฟ็องซ์ (La De'fense)

ตอนที่ 24
Arc de Triomphe

ตอนที่ 25
เหนือประตูชัย

ตอนที่ 26
แวร์ซาย (1)

ตอนที่ 27
แวร์ซาย (2)

ตอนที่ 28
แวร์ซาย
(3
)

ตอนที่ 29
แวร์ซาย (4)

ตอนที่ 30
แวร์ซาย (5)

ตอนที่ 31
GENEVA
(1)

ตอนที่ 32
GENEVA (2
)

ตอนที่ 33
GENEVA (3
)

ตอนที่ 34
Lausanne-Zurich

ตอนที่ 35
วัดศรีนครินทรวราราม

ตอนที่ 36
ป้อมยามเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 37
ตลาดน้ำเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 38
กลับปารีส

ตอนที่ 39
ROME (1
)

ตอนที่ 40
ROME
(2)

ตอนที่ 41
ROME (3)

ตอนที่ 42
ROME (4)

ตอนที่ 43
ROME (5)

ตอนที่ 44
Inside Vatican (1)

ตอนที่ 45
View of Rome

ตอนที่ 46
Inside Vatican (2)

ตอนที่ 47
หลังคาวาติกัน

ตอนที่ 48
OUTSIDE VATICAN

 

ตอนที่ 49
THE COLOSSEUM

ตอนที่ 50
หินอ่อนโคลอสเซียม

ตอนที่ 51
ROME TO PARIS

ตอนที่ 52
NOTRE-DAME DE PARIS

ตอนที่ 53
หมู่บ้านศิลปะ

ตอนที่ 54
พระราชวังฟงแตนโบล

 

 

 

 

 

 


 

สงฆ์ไทย Vol.01

หนังสือเล่มแรกของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

(กดที่ภาพหรือที่ข้อความเพื่อชม)

 

 

คณะกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

พ.ศ.2557-2559

 

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

 

 

ข่าวสารสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

 

 

 

 



 

 

 

 

 

 

หนังสือเล่มแรกของ มจร. ที่ชาว มจร. หลายท่านไม่เคยเห็น

(กดที่ภาพเพื่อเข้าชม)

 

 

 

 

 

 

>> AND MORE <<

 

 

พระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 1-17 พ.ศ.2538-2554
(กดที่ภาพเพื่อชมประวัติ)

 

 

 

อนุสรณ์มหาจุฬาฯ ครบรอบ 9 ปี
 

 

 

 

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

 

 

 



 

ธรรมวาไรตี้ หนังสือเล่มแรก ของพระมหานรินทร์  นรินฺโท

พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2548

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ จุฬาฯบุ๊ค ซีเอ็ด

และอื่นๆ ทั่วไทยและทั่วโลก

 

 

 

ธรรมฮิสตอรี่ หนังสือเล่มที่สอง ของพระมหานรินทร์ นรินฺโท

พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2549

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ จุฬาฯบุ๊ค ซีเอ็ด

และอื่นๆ ทั่วไทยและทั่วโลก

 

 

 

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

 

drupal stats

 

Since : February 20, 2009

Statecounter.com

 

 

 

 

 

เรายินดีน้อมรับความคิดเห็นและคำชี้แนะจากทุกท่าน

 

Editor : peesang2555@hotmail.com

 

 


WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE  LAS VEGAS NEVADA 89121 U.S.A. PHONE 702-384-2264