LAST UPDATE :   JANUARY : 27 : 2020 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

PROGRAM >>

ADMISSION >>

 

 

 

ช็อกโลก !

เผยชาวอู่ฮั่นกว่า 5 ล้าน

ออกบ้านไปก่อนปิดประตูเมือง

ป่านนี้ไม่รู้ไปอยู่ไหน เอาอะไรไปบ้าง ?

 

 




 


 

เปิดก่อนปิด

 

ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์อู่ฮั่น กำลังจะกลายเป็นมหันตภัยระดับโลก เพราะทางการจีนได้เผยข้อมูลว่า ก่อนที่จะสั่งปิดเมืองห้ามเข้า-ออกทุกทิศทางนั้น มีชาวอู่ฮั่นกว่า 5 ล้านคน เดินทางออกจากบ้านไป  ทั้งไปเที่ยว ไปร่วมฉลองตรุษจีน ซึ่งไม่ทราบว่าไปไหนกันบ้าง ที่สำคัญก็คือ ไม่รู้ว่าใครป่วยหรือไม่ป่วย ซวยกันทั้งโลกเลย !

อาการล่าสุดสำหรับเจ้าไวรัสตัวนี้ก็คือ สามารถแพร่เชื้อได้แม้แต่ในขณะฟักตัว หมายถึงว่า ลำพังเครื่องมือวัดความร้อนที่ใช้ตามด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่วโลกนั้น ไม่สามารถตรวจจับเจ้าไวรัสชนิดนี้ได้หมด จึงพบว่า มีคนไข้หลายคน ผ่านเข้าเมืองไปได้หลายวัน ถึงจะเพิ่งออกอาการเป็นไข้ ซึ่งมันสายเกินไปเสียแล้ว

ไม่รู้ด้วยว่า มาตรการ "ปิดเมือง" ของจีนใหญ่ในคราวนี้จะมีผลดีหรือไม่ เพราะชาวอู่ฮั่นกว่า 5 ล้าน ที่ออกบ้านไปนั้น ยังไม่ได้กลับ ถึงจะกลับก็กลับไม่ได้ เพราะตัวเมืองถูกปิดตายดังกล่าว ทั่วโลกจึงได้แต่ภาวนาว่า ขออย่าให้ไข้หวัดสายพันธุ์นี้แพร่กระจายไปมากกว่านี้เลย

 

 


 

ช็อก นายกเล็กอู่ฮั่นยอมรับ คน 5 ล้านออกจากเมืองก่อนเริ่มชัตดาวน์

นายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่นเผยว่า มีชาวเมืองกว่า 5 ล้านคน ออกจากเมืองไปก่อนที่รัฐบาลจีนจะดำเนินการปิดเมือง ขณะที่ทางการเตือนว่า ไวรัสโคโรน่าระบาดง่ายกว่าไวรัสซาร์ส

สำนักข่าว เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ รายงานว่า นาย โจว เซียนหวัง นายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย ในประเทศจีน เปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค. 2563 ว่า มีชาวเมืองอู่ฮั่นประมาณ 5 ล้านคน ที่เดินทางออกจากเมืองแห่งนี้ก่อนที่รัฐบาลจะเริ่มทำการปิดเมือง เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ุใหม่ 2019

นายโจวกล่าวในงานแถลงข่าวว่า หลังจากทางการสั่งปิดเมือง ในเมืองอู่ฮั่นเหลือประชากรประมาณ 9 ล้านคน ส่วนอีก 5 ล้านคนออกจากเมืองไปแล้ว โดยบางส่วนไปเพื่อหนีการระบาดของเชื้อไวรัส ขณะที่อีกส่วนหนึ่งออกเดินทางเพื่อไปฉลองเทศกาลตรุษจีน

ทั้งนี้ รัฐบาลกลางของจีนสั่งปิดเมืองอู่ฮั่นและเมืองข้างเคียงอีกหลายเมืองในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพื่อควบคุมการระบาดของเชื้อ ที่เริ่มปรากฏในเมืองอู่ฮั่นเมื่อช่วงเดือนธันวาคม แต่จำนวนผู้ป่วยยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยตอนนี้ยอดอยู่ที่ 2,082 รายทั่วโลก เกือบทั้งหมดอยู่ในจีน ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 56 คนแล้วทั้งหมดอยู่ในจีน

การเปิดเผยของนายโจวเกิดขึ้นในขณะที่ คณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติจีนออกมาเตือนว่า ไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ุใหม่นี้ สามารถติดต่อได้แม้ว่าจะอยู่ในระยะฟักตัว และผู้ติดเชื้อยังไม่แสดงอาการป่วยใดๆ ซึ่งเป็นความสามารถที่แม้แต่ไวรัสซาร์สที่ระบาดไปทั่วโลกก็ยังไม่มี ทำให้การจำแนกผู้ติดเชื้อและการควบคุมการแพร่กระจายของโรคทำได้ยากขึ้นอีก

ไม่แน่ชัดว่าประชากรกว่า 5 ล้านคนที่ออกจากเมืองอู่ฮั่นมีกี่คนที่ติดเชื้อไปแล้ว แต่ในเมืองอู่ฮั่นมีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันมากถึง 533 ราย และผู้ที่กำลังอยู่ระหว่างสังเกตการณ์อีกกว่า 2,700 คน ขณะที่นายโจวคาดว่า จำนวนผู้ป่วยในเมืองน่าจะเพิ่มขึ้นอีกราว 1,000 ราย

 

ข่าว : ไทยรัฐ  : 27 มกราคม 2563

 

ณรงค์ ยังรักษาการ ?

ยังไม่มีสิทธิ์นั่งเก้าอี้ ผอ.พศ. !!

 

 



 

ณรงค์ Where are you ?

 

 

ภาพการประชุม คณะกรรมการอำนวยการ จัดงานสัปดาห์ส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ประจำปี พ.ศ.2563 ณ ตึกสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2563 มีนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นประธาน และมี นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมด้วย

 



 

ณรงค์ นั่งตรงไหน ทำไมไม่นั่งใกล้เทวัญ ?

 

ในการประชุมครั้งนี้ มีข้อสังเกตอยู่ 2 แห่ง คือ

1. ที่นั่งของ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งต้องมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานพระพุทธศาสนาไม่ว่าด้านใด น่าที่จะได้นั่งใกล้ๆ รัฐมนตรีเทวัญ แต่กลับนั่งห่างออกไปไกล ยังดีที่มีไมโครโฟน ไม่งั้นคงต้องตะโกนเรียกคอเป็นเอ็น

2. ตำแหน่งของ "ณรงค์ ทรงอารมณ์" ในที่ประชุมวันนี้ ยังคงเป็นที่ "รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ยังมิใช่ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ข้อหลังนี้ มีเหตุเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีมติ เมื่อวันที่ 14  มกราคม ที่ผ่านมา ให้ นายณรงค์ ทรงอารมณ์ รองผู้อำนวยการและรักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขึ้นดำรงตำแหน่ง "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการเป็นต้นไป

จากวันที่ 14  มกราคม ถึง 24 มกราคม ก็ไม่นาน แค่ 10 วัน เข้าใจได้ว่า ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ งานประชุมเมื่อวันที่ 24 มกราคม จึงต้องใช้ตำแหน่งเดิมไปก่อน จนกว่า..จะมีพระบรมราชโองการ รอนานไหม รอได้ไหม คุณณรงค์ ?

 

 

ณรงค์ : พงศ์พร

 

เมื่อเทียบกับการดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. ของ พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ แล้ว คุณพงศ์พรดูสูงส่งเหมือนฟ้าสั่งมา โดยแรกนั้น พงศ์พร ได้รับคำสั่งจากคณะรัฐประหาร (คสช) ผ่านมาตรา 44 ซึ่งมีผล "ฉับพลันทันที" ไม่ต้องมีพระบรมราชโองการรองรับ แม้แต่ในการตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา" พงศ์พร ก็ได้รับการแต่งตั้ง "ทันที" มีเพียงลายเซ็นของ "บิ๊กตู่-นายกรัฐมนตรี" แต่งตั้ง ก็เพียงพอ ไม่ต้องรอพระบรมราชโองการเช่นกัน แถมอำนาจที่ได้มาก็ล้นฟ้า เพราะว่าเขียนเอาเอง ไม่ต้องอยู่ใน พรบ.ฉบับไหน อยากได้อะไรก็เขียนลงไป ยิ่งกว่าเซ็นเช็คเปล่า แต่คุณพงค์พรก็ดูจะมักน้อยและสันโดษอย่างยิ่ง ถ้าเป็นคนไม่สันโดษก็คงเขียนว่า "ให้สามารถสอนสังฆราชได้" เหมือนนันทกะนิ้วเพชร ในรามเกียรติ์ รับรองว่าบิ๊กตู่ก็ไม่กล้าขัด

ขณะที่ ณรงค์ ทรงอารมณ์ กว่าจะได้อะไรมาก็ต้องเสียอะไรไป เสียเวร่ำเวลา เสียเก้าอี้ (บอร์ดพระปริยัติ) ให้แก่พงศ์พร ได้นั่งก่อนกินก่อน ถึงวันนี้ ตัวเองก็มีแค่ข่าว "จะได้เป็น" แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เหมือนบุญมีแต่กรรมบัง

 

 

 

จะให้รอ พ.ศ. ไหน ?

 

ข่าว : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ : 24 มกราคม 2563

 

ถามใคร ?

นิยม เวชกามา ถามในสภา

มีการสืบทอดอำนาจในสำนักพุทธฯ หรือไม่ ?

 

 

 

 

เทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.สำนักนายกฯ

ตอบทุกคำถาม แทน..นายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้อง

ทั้ง..พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ และ ณรงค์ ทรงอารมณ์

สมกับสโลแกน "เราเป็นกลาง ไม่ขัดแย้งใคร"

ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือคณะสงฆ์ !

 

 

 

ถามว่า ณรงค์ ทรงอารมณ์ เป็นร่างทรงของใคร ทำไม กว่าจะได้เป็น ผอ.พศ. ก็รอน๊านนาน รอจน พงศ์พร ได้หลายตำแหน่งเสียก่อน ดังนั้น เชื่อได้อย่างไรว่า ณรงค์ คือ ตัวจริงเสียงจริง หรือเรากำลังเข้าสู่รายการ THE MASKED SINGER

 

 

ถามต่อไปว่า

พงศ์พร ยังมีอิทธิพลในสำนักพุทธฯ อยู่ไหม

หรือมีอิทธิพลเหนือใคร ?

 

แหม..ไม่น่าถาม ดูจากมติมหาเถรสมาคมก็รู้ ว่าอยู่ภายใต้อาณัติใคร ใบสั่งจากไหน หาไม่ชื่อ "พงศ์พร" จะติดโผทุกรอบการประชุม มส. ดอกหรือ เข้าบ่อยกว่าพระเสียอีก ไม่บวชก็บุญแล้ว

 

แต่ ส.ส.นิยม ก็ถามตรงนะ ที่ว่า รัฐบาลมีแผนจัดการระยะสั้น-ระยะยาว ในการจัดสรรบุคคลากรเข้ามาสู่ตำแหน่งอย่างไรในสำนักพุทธฯ ?

ก็ตอบตามที่เห็นนั่นแหละ แผนระยะยาวเลยค่ะ รัฐบาลเขาไม่ปล่อยให้ใครก็ได้ เข้ามานั่งเก้าอี้ ผอ.พศ. เหมือนก่อนอีกแล้ว อย่างน้อยก็ 20 ปีจากนี้ไป (ตามโรดแม็ป) ดังจะเห็นว่า พอ "พงศ์พร" พ้นเก้าอี้ ผอ.พศ. ก็รีบตั้งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายพระพุทธศาสนาของนายกรัฐมนตรีทันที ทั้งๆ ที่ควรจะตั้ง "ผอ.พศ." ก่อน กลับตั้งที่ปรึกษาก่อน ห่วงพงศ์พรมากกว่าห่วงสำนักพุทธฯ ถ้าต่ออายุราชการให้พงศ์พรได้ก็คงต่อไปแล้ว แต่การตั้งเป็น "ที่ปรึกษานายกฯฝ่ายพระพุทธศาสนา" ก็ถือว่าเป็นการต่ออายุเช่นกัน คงกลัวพงศ์พรจะไม่มีอำนาจ ก็เลยเขียนซะครอบจักรวาล

ส่วน "ณรงค์ ทรงอารมณ์" ต้องทนสะกดอารมณ์ นั่งเฝ้าเก้าอี้ "ผอ.พศ." นาน้ามเดือนข้ามปี ทั้งๆ ที่คู่แข่ง คือ "สมเกียรติ ธงศรี" ก็หนีไปไกลแล้ว ณรงค์ยังคงลูบๆ คลำๆ ทำอะไรไม่ถนัด เพราะเป็นแค่รักษาการ รอจนพงศ์พรได้ทุกอย่างหนำใจแล้ว จึงค่อยปล่อยให้ณรงค์เข้าไปนั่งเก้าอี้ดนตรีตัวนั้นได้ เพราะถูกสะกดไว้ไม่ให้มีอิทธิพลเหนือพงศ์พรแล้วนั่นเอง เห็นแล้วก็เศร้าใจ

พงศ์พรวันนี้ คุมเก้าอี้ ผอ.พศ. ของ ณรงค์ ทรงอารมณ์ อีกชั้นหนึ่ง ถึงณรงค์จะเกษียณอายุไป ก็ต้องเอาคนใหม่ที่เหมือนณรงค์มานั่งเก้าอี้ "ร่างทรง" ตัวนี้ ไปเรื่อยๆ ล่ะค่ะ เผลอๆ นะ "เทวัญ" ก็โดนคุมด้วยล่ะ

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 23 มกราคม 2563

 

รวย 600 ล้าน !

ปปช. ชี้มูลความผิดอดีต ผอ.พศ.

นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์

 

 

ปปช. ฟันอดีต ผอ.สำนักพุทธ ร่ำรวยผิดปกติกว่า 600 ล้าน

15 มกราคม 2563  นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก       สำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายนพรัตน์  เบญจวัฒนานันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์ที่จัดสรรให้วัดพนัญเชิงวรวิหาร ประจำปีงบประมาณ 2557 และปีงบประมาณ 2558

ซึ่งจากการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ที่ได้ยื่นไว้ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบว่า นายนพรัตน์  เบญจวัฒนานันท์ และนางพัทธานันท์ เบญจวัฒนานันท์ (คู่สมรส) มีการนำฝากเงิน ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน รวมทั้งมีการซื้อที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะ และซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตจำนวนมาก ซึ่งไม่สัมพันธ์กับรายได้ที่พึงมี 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน โดยมี นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน นายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและหัวหน้าพนักงานไต่สวน เป็นกรรมการไต่สวน คณะกรรมการไต่สวนได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว

ผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะที่ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2553-30 กันยายน 2557 พบเงินฝากและทรัพย์สินต่างๆ ของ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ และ นางพัทธานันท์ เบญจวัฒนานันท์ (คู่สมรส) รวมทั้งบุคคลใกล้ชิด ได้แก่ นางธาริณี  ดิตถ์วัชรไพศาล (อดีตคู่สมรส) บุตรหลาน และบุคคลอื่น 

โดยคณะกรรมการไต่สวนได้แจ้งข้อกล่าวหาให้บุคคลทั้ง 8 คน ชี้แจงที่มาของทรัพย์สินแล้ว แต่บุคคลดังกล่าวไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินได้ ดังนี้

1. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของ นายนพรัตน์  เบญจวัฒนานันท์  จำนวน 98,659,925.59 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 13 บัญชี เป็นเงิน 71,974,350.59 บาท, เงินลงทุน จำนวน 4 รายการ เป็นเงิน 12,580,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต จำนวน 12 กรมธรรม์  มูลค่า 14,105,575 บาท

2. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของ นางพัทธานันท์  เบญจวัฒนานันท์  (คู่สมรส) จำนวน 196,039,741.59 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 22 บัญชี เป็นเงิน 122,921,190.40 บาท, เงินลงทุน จำนวน 3 รายการ เป็นเงิน 6,815,695.39 บาท, ที่ดินในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 1 แปลง มูลค่า 760,000 บาท, ยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 3,809,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต จำนวน 10 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 61,733,855.80 บาท

3. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของ นางธาริณี  ดิตถ์วัชรไพศาล (อดีตคู่สมรส) จำนวน 131,437,217.45 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 56 บัญชี เป็นเงิน 105,151,313.88 บาท, เงินลงทุน จำนวน 25 รายการ เป็นเงิน 25,235,903.57 บาท และยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 1,050,000 บาท

4. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของ นายธนรัตน์ ดิตถ์วัชรไพศาล (บุตร) จำนวน 26,726,284.56 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 10 บัญชี เป็นเงิน 20,843,037.56 บาท, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในจังหวัดสมุทรปราการ 1 รายการ มูลค่า 1,800,000 บาท, ยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 1,014,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต 4 กรมธรรม์  รวมมูลค่า 3,069,247 บาท

5. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของ นางสาวพิมพ์ภัสสร  ดิตถ์วัชรไพศาล (บุตร) จำนวน 68,307,397.14 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 31 บัญชี เป็นเงิน 50,597,774.14 บาท, เงินลงทุน จำนวน 19 รายการ เป็นเงิน 9,750,000 บาท, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวม 3 รายการ (ในกรุงเทพมหานคร 2 รายการ และจังหวัดสมุทรปราการ 1 รายการ) รวมมูลค่า 5,856,489 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต 3 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 2,103,134 บาท

6. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของ นางสาววรัทยา พรหมมาศ (หลานของนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์)   จำนวน 500,000 บาท ได้แก่ ห้องชุด จำนวน 1 ห้อง ในจังหวัดชลบุรี มูลค่า 500,000 บาท

7. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของ นายปิยชาติ ศรีจันทร์ (บุคคลสนิทของนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์) จำนวน 4,500,000 บาท ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการ ในกรุงเทพมหานคร มูลค่า 4,500,000 บาท

8. ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของ นางสาวณัฎฐาภรณ์ ทุน (บุตรของนางพัทธานันท์ เบญจวัฒนานันท์) จำนวน 49,000,000 บาท ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการ ในกรุงเทพมหานคร มูลค่า 49,000,000 บาท

รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติทั้งสิ้นจำนวน 575,170,566.33 บาท ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.   มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินไว้เป็นการชั่วคราวแล้วจำนวน 176,032,978.79 บาท

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้วมีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพื่อขอให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

 

ที่มา : คมชัดลึก : 16 มกราคม 2563

 

ใช้เวลากว่า 4 เดือน

ครม. หมดท่า เพิ่งยอมตั้ง ผอ.สำนักพุทธฯ

ชื่อใหม่เอี่ยม ณรงค์ ทรงอารมณ์

 

 

ณรงค์ ทรงอารมณ์ ผอ.พศ. คนใหม่

เลือกแล้วเลือกอีกจนหมดตัวเลือก

ลุ้นจนหมดลุ้น ได้เป็นก็ไม่รู้สึกตื่นเต้น

เพราะเต้นจนหมดแรงเต้นแล้ว

ถ้ายังไม่ได้เป็นก็เห็นจะต้องเข้าชมรม..วิ่งไล่ลุง

 

 

ณรงค์ รับตำแหน่งแบบอายๆ

แต่ไม่ต้องอายหรอกคุณณรงค์ อาตมา (มหาประยูร) ก็ยังแค่รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ตั้งเจ้าคณะภาคไปแล้ว ไม่รู้จะได้หรือไม่ หัวอกเดียวกันเลยเรา นะ สบายๆ หน้าพระกับหน้าโยมเวลานี้ก็ทั้งด้านทั้งชาพอๆ กัน

 

อา..นึกว่าจะรอให้ "พงศ์พร" ตายเสียก่อน จึงค่อยตั้ง ผอ.พศ. เพราะเชื่อว่า ในโลกนี้ไม่มีใครจะดีและเก่งกาจเท่ากับ "พงศ์พร" ซะแล้ว รัฐบาลบิ๊กตู่จึงทำยึกยักยึกยือมาแต่ปีกลาย นอกจากจะไม่ยอมสรรหา ผอ.พศ. ตามธรรมเนียมแล้ว ก็ยังดองเรื่องเอาไว้ข้ามเดือนข้ามปี นึกว่าจะบินไปหาที่โลกใบไหน แต่สุดท้ายก็ได้ "ลูกหม้อ" ที่ชื่อ ณรงค์ ทรงอารมณ์ คนเดิม งานนี้ก็เท่ากับฟ้องว่า ถ้าไม่เพราะพงศ์พรเป็นอัจฉริยะแล้ว รัฐบาลก็ไม่มีตัวทำงานในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขนาดว่าพงศ์พรเป็นอดีตตำรวจแท้ๆ ยังขึ้นหม้อเป็น "กรรมการบอร์ดพระปริยัติธรรมระดับชาติ" ได้เฉยเลย ลองให้ท่องชินบัญชรดูสิ รับรองล่ม

 

 

เจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ กลุ่มอยู่เป็น

รีบแสดงความยินดีกับ ผอ.พศ. ตัวจริงเสียงจริง

 

 

มหาเถรสมาคม ชุดสภาตรายาง ของพงศ์พร

 

 

ไทม์ไลน์ที่ออกมาจึงพบว่า

1. เมื่อ ครม. ตั้ง พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ซึ่งมองออกว่า เป็นการหาที่พักให้แก่พงศ์พร ซึ่งพอพ้นจากตำแหน่ง ผอ.พศ. แล้ว ก็ไม่มีที่ไป แต่ยังไม่อยากไป เลยเอาที่ปรึกษาไปชั่วคราวก่อน แต่เพื่อปลอบใจก็เขียนให้อำนาจหน้าที่ "ครอบจักรวาล" ดูท่าว่าจะมีอำนาจเหนือกว่านายกรัฐมนตรีซะด้วยซ้ำไป ถ้าลาเมียไปบวช ก็สงสัยจะได้รับแต่งตั้งเป็น "สังฆราช" อีกตำแหน่ง

2. ต่อมา มหาเถรสมาคม ก็รับใบสั่งเป็นพิเศษ ออกมติเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2562 แต่งตั้งให้ "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการบอร์ดพระปริยัติธรรม ทั้งนี้ มีการสั่งการให้ "ณรงค์ ทรงอารมณ์" รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ "เปิดทาง" ลุกจากเก้าอี้บอร์ดพระปริยัติธรรม ทำนองว่า "ขอลาออก" แล้วเอาชื่อ "พงศ์พร" เข้ามาสวมแทน เท่ากับมหาเถรสมาคมยอมให้ "พงศ์พรชำเรา" จะเอาอะไรก็ได้ ไม่ขัดไม่ขืน ไม่แน่นะ ต่อไปอาจจะมีการ "แก้กฎหมาย" ให้พงศ์พรสามารถดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมด้วยก็เป็นได้ เพราะที่เป็นทุกอย่างในวันนี้ก็ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน

3. เมื่อพงศ์พร ได้ตำแหน่งบอร์ดพระปริยัติธรรม อันทรงอำนาจในวงการสงฆ์แล้ว จึงค่อยตอบแทนน้ำใจให้ "ณรงค์" ได้เป็น ผอ.พศ. ในวันนี้ กรณีจึงเห็นว่า น่าที่จะเป็นข่าวว่า "ณรงค์ได้รับแต่งตั้งเป็น ผอ.พศ." ก็เลยกลายเป็น "พงศ์พรได้ทุกอย่างที่อยากได้แล้ว ที่เหลือจึงให้ณรงค์กิน" เป็นงั้นไป หมายถึงว่า 4 เดือนที่ผ่านมา น่าจะเป็นการ "เคลียร์พื้นที่ให้ณรงค์" กลับกลายเป็น "เคลียร์พื้นที่ให้พงศ์พร" ผิดฝาผิดตัวไปเลย

เมื่อกระบวนการแต่งตั้ง ผอ.พศ. ออกมาในรูปแบบนี้ น่าที่จะเป็นการส่งเสริมหรือรักษา "บทบาท-ภาพลักษณ์-รวมทั้งอำนาจหน้าที่" ของ ผอ.พศ. ให้เป็นที่น่าศรัทธา หรือว่าเข้มขลัง เหมือนก่อนหน้านี้ เพราะมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับพระกับเจ้า แต่กลับกลายเป็นว่า "รัฐบาลบิ๊กตู่" ทำการลดบทบาท "ผอ.พศ." ลงอย่างที่เรียกว่า "หาค่ามิได้" ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีความเป็นผู้นำองค์กรศาสนาในระดับที่เคยได้รับการยกยกย่องว่าเป็น "นัมเบอร์วัน" มาก่อน ฐานะของ "ณรงค์" บนเก้าอี้ ผอ.พศ. นั้น ตกต่ำย่ำแย่ยิ่งกว่าเพลง..อส.รอรัก

งานพระศาสนาต่อจากนี้ไป นอกจากมหาเถรสมาคมและสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ก็ต้องโฟกัสไปที่ "พงศ์พร" ในฐานะตัวแทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจครอบจักรวาล แต่ถ้ายังจัดการกับ "ธัมมชโย" ไม่ได้ หรือกิจการด้านอื่นก็เสียหาย ไม่เจริญก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น ก็เห็นจะไม่ต้องเกรงใจอะไร นิมนต์พระสงฆ์ไทยทั่วประเทศ "ชะยันโต" คนนามสกุล "พราหมณ์เสน่ห์" และ "จันทร์โอชา" สุดแต่ว่าจะให้เป็นอะไร ?

 

 

ลา..แต่ไม่กลับ ชีวิตตกอับของ..พงศ์พร

 

 

14 มกราคม 2563 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ครม. มีมติอนุมัติตั้ง "นายณรงค์ ทรงอารมณ์" ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

 

ที่มา : ไทยโพสต์ : 15 มกราคม 2563

ตั้งพงศ์พรเป็นกรรมการบอร์ดพระปริยัติธรรม

ผลงานนัมเบอร์ #2 ของมหาเถรสมาคม

 

อา..แสนสุขสม นั่งชมวิหค อยากเป็นนกเหลือเกิน ฯลฯ ถ้าจะมองไปทั่วฟ้าเมืองไทยแล้ว คนเก่ง คนดี คงมีไม่มาก หนึ่งในนั้นต้องยกให้ "ท่านพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนจากกรมคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และอดีต ผอ.พศ. ผู้ทำคดีเงินทอนวัด เป็นหนึ่งในบรรดาของยอดคนดังกล่าว หาไม่แล้ว "มหาเถรสมาคม" อันเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย คงไม่ไปคว้าเอาตัวกลับมาเป็นกรรมการบอร์ดพระปริยัติธรรม อีกครั้ง ทั้งๆ ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว เป็นอาหารก็ต้องเรียกว่า "บูด" เป็นน้ำดื่มก็ต้องเรียกว่า "เน่า" แต่พงศ์พรยังไม่บูดไม่เน่า มหาเถรสมาคมจึงนิยมเอามากินมาใช้ไม่กลัวท้องเสีย

แต่อย่าลืมว่า ฯพณฯ พงศ์พร ท่านเป็น "บุคคลพิเศษ" ที่ทางรัฐบาลทหาร คสช. ยังไม่กล้าแตะ แรกนั้นสั่งย้ายไปเป็นจเรภาคใต้ แต่สุดท้ายพงศ์พรก็ออกฤทธิ์ เล่นเอาเนติบริกร "วิษณุ เครืองาม" กระเด็นกระดอน หมดอำนาจคุมสำนักพุทธฯ แถมด้วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกชุดหลังๆ ต้องฟังพงศ์พรเป็นหลัก ไม่งั้นก็มีสิทธิ์โดนเด้ง เหมือน "ออมสิน ชีวะพฤกษ์" รมต.สำนักนายกฯ เพื่อนสนิทบิ๊กตู่ ที่โดนฤทธิ์พงศ์พรกระแทกซะกระเด็น จุกจนพูดไม่ออกมาจนบัดนี้

เมื่อพงศ์พรเกษียณอายุราชการลงไปในเดือนตุลา ปี 2562 บิ๊กตู่ก็ยังต้องอุ้มพงศ์พรเอาไว้ในตำแหน่งพิเศษ "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการพระพุทธศาสนา" ให้มีอำนาจ "ครอบจักรวาล" จะเรียกว่าเป็น "นายกฯเล็ก" ก็คงว่าได้ ไม่เชื่อก็ไปอ่านคำสั่งแต่งตั้งดู จะรู้ว่าไผเป็นไผ

และหลังจากพงศ์พรเกษียนไปแล้วนานหลายเดือน ก็ยังไม่ปรากฏว่าทางรัฐบาลจะตั้งให้ใครมาดำรงตำแหน่ง "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" แทนพงศ์พร ให้แต่ "ณรงค์ ทรงอารมณ์" เป็นรักษาการมานานเนิ่น ทั้งๆ ที่ก็มีข่าวว่า จะมีการตั้ง "ณรงค์ ทรงอารมณ์" เป็น ผอ.พศ. เต็มตัว เพราะตอนนั้นมีการเด้ง "สมเกียรติ ธงศรี" รอง ผอ.พศ. อันดับ 1 อาวุโสกว่าณรงค์ ให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการประจำสำนักนายก เพื่อเคลียร์ทางให้ "ณรงค์" เด็กปั้นของพงศ์พร ขึ้นนั่งเก้าอี้ ผอ.พศ. ได้อย่างเต็มตัว

แต่จนแล้วจนเล่า จนกระทั่งบัดนี้ ผ่านวัน ผ่านเดือน ผ่านปี นานถึง 3 เดือนแล้ว ยังไม่มีการตั้ง "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" กันเสียที มีแต่การแต่งตั้ง "พงศ์พร" และ..พงศ์พร ถึงสองครั้ง 2 ครา

ครั้งที่  1 วันที่ 1 ตุลาคม 2562 นายกรัฐมนตรี ตั้งให้พงศ์พร เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งพิเศษ "ด้านกิจการพระพุทธศาสนา" มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนและหาข้อมูลวัดวาอารามและพระสงฆ์สามเณรได้ครอบจักรวาล

ครั้งที่ 2 วันที่ 8 มกราคม 2563 มหาเถรสมาคม ตั้งให้พงศ์พร เป็นกรรมการบอร์ดพระปริยัติธรรม มีอำนาจในการออกนโยบายการศึกษาของพระพุทธศาสนา

จึงทำให้เห็นได้หลายประเด็นว่า

1. กรณีที่รัฐบาลไม่ยอมตั้ง ผอ.พศ. ตัวจริงเสียทีนั้น ถ้าไม่เพราะในสำนักพุทธฯ ไม่มีบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถแล้ว ก็คงไม่แคล้วด้วยเหตุผลว่า "เพราะต้องการให้พงศ์พรควบคุมสำนักพุทธฯอยู่ต่อไป" ดังนั้น ใครจะอยู่ใครจะไปก็ชั่ง แต่พงศ์พรยังต้องอยู่ ยังไปไหนไม่ได้ พงศ์พรถ้าไม่เป็นระดับเทพก็ต้องเป็นสัมภเวสีไม่มีที่ไป สงสารก็แต่ "ณรงค์ ทรงอารมณ์" ต้องกลายเป็นไก่รองบ่อนให้พงศ์พรจิกตีไปจนตาย เป็นชายก็เสียชาติเกิด ต้องเป็นรอง ผอ.พศ. ไปตลอดชีวิต สู้สมเกียรติ ธงศรี ไม่ได้ เอาเงินแทนยศ ซึ่งเท่ห์แต่กินไม่ได้ ท่องคาถา "กำขี้ดีกว่ากำตด" ยอมลุกไปอยู่สำนักนายกฯ แม้ไม่ได้เป็น ผอ.พศ. แต่ก็ยังได้บำเหน็จบำนาญเป็นการทดแทน เหมือนนายพลยอมไปกิน "อัตราจอมพล" แทนการเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพ ไม่ได้อย่างก็ต้องเอาอย่าง แม่บ้านถึงจะพอใจ นี่ไงไม่รู้ใครโง่กว่าใคร ถามคุณณรงค์ว่า นั่งกำตดตัวเองมานาน 3 เดือนแล้ว ไม่เหม็นเบื่อบ้างหรือไร หรือพอใจจะกินน้ำใต้ศอกของพงศ์พรไปอย่างนี้แหละ

2. กรณีที่มหาเถรสมาคมตั้ง "พงศ์พร" ให้เป็นกรรมการบอร์ดพระปริยัติธรรมในวันนี้ ชี้ว่า แม้แต่มหาเถรสมาคมเองก็ยัง "มีใบสั่ง" จากมือที่มองไม่เห็น เพราะมองไม่ออกว่า "พงศ์พร" มีคุณสมบัติอะไรในการเป็นบอร์ดพระปริยัติธรรม ซึ่งต้องเป็นผู้รู้ระดับศาสตราจารย์ เพราะต้องคุมนโยบายการศึกษาสงฆ์ ไม่ต้องเอาพระไตรปิฎกมาวัด เอาแค่รายชื่อกรรมการบอร์ดด้วยกัน ก็พอแล้ว หรือว่าการศึกษาพระปริยัติธรรมในสมัยสังฆราชอัมพรนั้น ต้องมี "มือปราบ" ด้วย หรืออาจจะเข้าทำนองว่า "มีอำนาจ ก็สามารถจะเป็นผู้รู้ได้" เพราะใครๆ ก็กลัว

3. มหาเถรสมาคมผ่านมติ "ตั้งเจ้าคณะภาค" ชุดแรกไป ได้รับเสียงโห่ไล่ทั่วเมือง ก็เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสแล้ว แต่วันนี้ยังทำฮาราคีรีตัวเองด้วยการ "ตั้งพงศ์พร" มานั่งบอร์ดการศึกษาสงฆ์ ก็ยิ่งเข้าป่าไปใหญ่ เพราะมองยังไงก็ไม่เห็นว่าพงศ์พรจะมีความรู้ความสามารถอะไรในด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม นี่ไม่ได้ดูถูกพงศ์พร แต่ดูจากประวัติการศึกษาและการทำงานมาตลอดชีวิตของพงศ์พรนั่นเอง นั่นแสดงให้เห็นว่า "มหาเถรสมาคมชุดนี้มีปัญหา" ทำงานออกมาแค่ 2 ครั้ง ก็ได้เรื่อง ได้ใจพระเณรไปทั่วประเทศ แน่จริงลงสมัครรับเลือกตั้งซีครับ "ท่านกรรมการ มส." ว่าจะได้ที่หนึ่งหรือที่โหล่

 

 

พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

ชีวิตใหม่ จาก..มือปราบ สู่..มือการศึกษา สนุกเป็นบ้า

 

ตั้ง "พงศ์พร" กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิบอร์ดพระปริยัติธรรม

ที่ประชุมมหาเถรสมาคม มีมติ ตั้ง "พงศ์พร" กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิบอร์ดพระปริยัติธรรม

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ในฐานะรองโฆษกพศ. แถลงผลการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) ครั้งที่ 1/2563 ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) พศ. พุทธมณฑล จ.นครปฐม ว่า ที่ประชุม มส. มีมติแต่งตั้ง พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ด้านการพระพุทธศาสนา และอดีต ผอ.พศ. ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แทนนายณรงค์ ทรงอารมณ์ รอง ผอ.พศ. รักษาราชการแทน ผอ.พศ. ที่ขอลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว เนื่องจากนายณรงค์ ดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทน ผอ.พศ. ซึ่งมีตำแหน่งเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมโดยตำแหน่งอยู่แล้ว

ดังนั้น จึงจะทำให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ประกอบด้วย

1. พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) วัดประยุรวงศาวาส

2. พระเทพมหาเจติยาจารย์ (ชัยวัฒน์ ปญฺญาสิริ) วัดพระปฐมเจดีย์

3. พระเทพเวที (พล อาภากโร) วัดสังเวชวิศยาราม

4. นางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

5. ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ และ

6. พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ 

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 8 มกราคม 2563

 

 

 

THE TWO POPES

เรื่องดัง หนังดี มีคติธรรม

 





 

พระสันตปาปา 2 พระองค์ ซึ่งขึ้นครองอำนาจในวาติกันไล่เรี่ยกัน

พระสันตปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ชาวเยอรมัน ได้รับเลือกให้ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสันตปาปา ต่อจากสมเด็จพระสันตปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2548 แต่ดำรงตำแหน่งได้เพียง 8 ปี พระสันตปาปาเบเนดิกต์ ก็ประกาศ "สละตำแหน่งโป๊ป" ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2556

พระสันตปาปาฟรานซิส ชาวอาเจนติน่า ได้รับเลือกให้ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากพระสันตปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2556 เพิ่งจะเสด็จมาเยือนประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562  ที่ผ่านมา

ในการขึ้นดำรงตำแหน่งของพระสันปาปาทุกพระองค์นั้น จะต้องผ่านการ "เลือกตั้ง" จากพระคาร์ดินัลทั่วโลก ที่มีคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกประดิษฐานอยู่ และพระคาร์ดินัลจากทั่วโลกก็มีสิทธิ์ได้รับเลือกตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสันตปาปาเช่นกัน นับว่ากระบวนการสรรหาผู้นำของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิกนั้น "กว้างไกล" มากที่สุดในโลก มากกว่าการเลือกผู้นำของทุกประเทศด้วยซ้ำ ดังนั้น ตำแหน่ง สมเด็จพระสันตปาปา จึงยิ่งใหญ่กว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพราะว่ามีประชากรชาวคริสต์อยู่ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ในความกว้างใหญ่ไพศาลของคริสต์จักรโรมันคาทอลิกนั้น ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือความยิ่งใหญ่ แต่ข้อเสียก็คือความบกพร่องในด้านการบริหารการปกครอง อันย่อยเป็นความประพฤติเสียหายของนักบวชในโบสถ์คาทอลิกทั่วโลก ส่งผลให้โรมันคาทอลิกถูกโจมตีจากสื่ออยู่เป็นประจำ การลาออกจากตำแหน่งของพระสันตปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ก็เชื่อว่ามาจากปัญหาภายในเป็นสำคัญ แต่การสละตำแหน่งเมื่อรู้ว่าไปไม่ไหว ก็ทำให้พระสันตปาปาเบเนดิกต์ ที่  16 ได้รับการยกย่องว่ามีสปิริตสูงส่ง มิใช่ทำทู่ซี้อยู่ไปวันๆ แบบชั่วไม่มีดีไม่ปรากฏและรอวันตาย

แต่กระนั้น แม้ในวาระของพระสันตปาปาฟรานซิสเอง ปัญหาต่างๆ ก็ยังตามมา แถมยังมีปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกด้วย ล่าสุดนั้น โป๊ปฟรานซิสได้ประกาศว่า "เวลานี้เราไม่ใช่ผู้เดียวที่สร้างวัฒนธรรมอีกแล้ว ไม่ใช่แม้กระทั่งคนแรกที่มีผู้รับฟังมากที่สุด" เป็นการกระตุ้นเตือนบรรดานักบวชในสำนักวาติกันทั่วโลก ให้ตระหนักในความไม่ประมาท อย่าคิดว่าใหญ่

หนังเรื่องนี้ นำเอาพระสันตปาปา 2 พระองค์มาเข้าฉาก ตั้งชื่อง่ายๆ ว่า "The Two Popes" เนื้อเรื่องก็มีทั้งประวัติส่วนตัว ความชอบส่วนตน และบทบาทต่อศาสนจักรอันเป็นที่หนึ่งในโลก ว่าผู้ชาย 2 คนนี้ จะนำพาศาสนาคริสต์ไปในทิศทางใด

 

 

THE TWO POPES THAI

สองพระสังฆราชไทยในสมัยปัจจุบัน

 

 

 

ซ้าย : สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19

ขวา : สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20

 

จาก Two Popes ถึง Two Popes Thai ในยุคปัจจุบัน ก็คล้ายๆ กัน นั่นคือ เกิดวิกฤติการณ์ในบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวงในรอบพันปี มีคดีความเกิดขึ้นกับพระภิกษุสามเณรในสังฆมณฑลอย่างที่เรียกว่า "มากที่สุด" นอกจากปัญหาธรรมกายอันมีอิทธิพลทางการเมือง สามารถยัน "ม.44" ของรัฐบาลทหารที่มาจากการปฏิวัติ ให้หยุดอยู่แค่ "นอกกำแพงวัด" ได้นานนับเดือน ไปจนถึง "กรรมการมหาเถรสมาคมและพระเจ้าคุณหลายรูป" ถูกจับสึกก่อนผ่านกระบวนการยุติธรรม ถือเป็นความตกต่ำของ "สถาบันพระพุทธศาสนา" ที่ไม่สามารถปกป้องคนของตนเองได้ แม้แต่เพียงการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม แม้แต่ "พระสังฆราชอัมพร" เอง ก็มิได้ตำแหน่งมาอย่างสง่าผ่าเผย เพราะเคยเป็นประธานในการประชุม "ลับ" เสนอให้ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์-ช่วง" วัดปากน้ำ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่ถูกต่อต้านมติดังกล่าวจนตกเป็นโมฆะ พระสังฆราชอำพร จึงได้ตำแหน่งมาอย่างที่เรียกว่า "กระดำกระด่าง"

ย้อนกลับไป ในสมัยสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งในเดือนเมษายน พ.ศ.2532 ทรงรับไม้ต่อจาก "สมเด็จพระสังฆราช-วาสน์" วัดราชบพิธ ดำเนินการกับ "โพธิรักษ์" แห่งสันติอโศก อย่างเด็ดขาด จนกลายเป็นนักบวชเถื่อนไปในปัจจุบัน และในปี 2542 ก็ทรงดำเนินการกับ "พระธัมมชโย" แห่งวัดพระธรรมกาย คล้ายๆ กันอีก ส่งผลให้พระธัมมชโยต้องหนีคดีไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งจนถึงทุกวันนี้

เมื่อสิ้นสมเด็จพระญาณสังวรแล้ว ตามกฎหมาย สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ต้องได้ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช แต่กลับถูกต่อต้านเพราะเกี่ยวข้องกับธรรมกาย ส่งผลให้รัฐบาลไทยต้องแก้กฎหมายคณะสงฆ์อย่างเร่งร้อน ก่อนจะได้พระสังฆราชอัมพรมาเป็นแทน

แน่นอนว่า การขึ้นดำรงตำแหน่งของพระสังฆราชอัมพร ย่อมจะต้องสอดคล้องกับ "แนวทาง" ที่อดีตสมเด็จพระสังฆราช 2 พระองค์ ก่อนหน้านี้ ได้ดำเนินมายาวนาน นั่นคือ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) และสมเด็จพระสังฆราช (เจริญ) ซึ่งได้ดำเนินการอย่างเข้มแข็ง ในการ "ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา" อันได้แก่ พระธรรมคำสอนซึ่งบรรจุอยู่ในพระไตรปิฎก ถือเป็นมรดกสำคัญของชาติไทย มิให้ผู้ใดมาทำลาย หาไม่ก็คงมิใช่พระสังฆราชที่ดี ที่เคยมีตัวอย่างมา เหมือนๆ กับว่า มีการส่งไม้ต่อกันมาถึง 2 พระสังฆราชแล้ว สังฆราชอัมพรเป็นมือที่ 3 ที่เข้ามาสานต่อภารกิจ จะปิดจ็อบลงได้สำเร็จหรือไม่ หรือจะส่งไม้ต่อไปอย่างไร

 

 

ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พ.ศ.2560 ที่เพิ่งประกาศใช้ไปนั้น มีบทบัญญัติสำคัญในรอบพันปี นั่นคือ มาตรา 67 ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา "เถรวาท" เท่านั้น นั่นคือครั้งแรกที่มีการ "ระบุ" ถึงเถรวาทในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย และย่อมจะเป็นธรรมนีติ-ราชนีติ ให้แก่สมเด็จพระสังฆราชไทย นำไปเป็นแนวทางหลักในการปฏิบัติภารกิจในตำแหน่งสังฆราช หาไม่ก็จะไร้ทิศทาง เอางานอื่นมาปนกับงานหลัก หรือเสียหลักไปเลย

สมเด็จพระสังฆราชไทยนั้น ย่อมเป็นที่มุ่งหวังของบรรดาพระภิกษุสามเณรทั่วสังฆมณฑล และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ในการบริหารการปกครองสังฆมณฑล และเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เกิดเงาร่มเย็นเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การปกป้องรักษาพระธรรมคำสอนแห่งเถรวาทให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ดังพระมหาโมคคัลลีบุตร ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช หรืออย่างน้อยก็ในสมัย "สมเด็จพระญาณสังวร-เจริญ" ซึ่งดำรงตำแหน่งก่อนหน้าพระสังฆราชอัมพร

 


 

แต่ครั้นมีมติมหาเถรสมาคม ภายใต้การบัญชาการของพระสังฆราชอัมพร ออกมา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้แถลงข่าวว่า "ในการประชุมมหาเถรสมาคม  เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมา สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรรมการ มส. เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้แจ้งต่อที่ประชุม มส. ว่า การแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ และเจ้าคณะภาคนั้น ซึ่งตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2561 ระบุว่า การแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาค หากมีพระราชดำริเป็นประการใด ให้ดำเนินการไปตามพระราชดำรินั้น ซึ่งขณะนี้ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบแล้ว และอยู่ในระหว่างนำรายชื่อกราบทูลรายงานเสนอสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) เพื่อออกเป็นพระบัญชาแต่งตั้งต่อไป"

ทีนี้ เมื่อเห็นรายชื่อเจ้าคณะภาค ทั้ง 18 ภาค ในฝ่ายมหานิกายออกมา ก็ปรากฏว่า มีเสียงนินทากระหึ่มเมือง วิพากษ์วิจารณ์ถึงตัวบุคคล (พระเจ้าคุณ) บางองค์ บางตำแหน่ง ทั้งในภาค 1 และภาค 13 ว่ามีคดีความและเคยดำรงตำแหน่งมาก่อน แต่หย่อนยานสมรรถภาพ ไม่สามารถแก้ปัญหาคณะสงฆ์ได้ ถึงกับรัฐบาลต้องแก้ไขกฎหมาย โอนย้ายอำนาจการแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมไปให้กับราชสำนัก พร้อมกับการเขียนให้ "การแต่งตั้งเจ้าคณะภาค ต้องผ่านพระราชดำริเห็นชอบก่อน" แต่เหตุไฉน โผเจ้าคณะภาคจึงออกมาเหมือนเดิม เพราะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย พระที่มีปัญหาก็ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่เช่นเดิม ที่ทำงานไม่ไหวจนเกิดปัญหา ก็ยังคงได้รับการแต่งตั้งอยู่เช่นเดิม ฯลฯ

เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเกิดคำถามว่า เราจะมีมหาเถรสมาคมไปทำไม เพราะมีก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ปล่อยเลยตามเลย ลามปามจนกระทั่งว่า เราจะมีพระสังฆราชไปทำไม เพราะมีไว้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด ในเมื่อมิได้ใช้พระสังฆราชอำนาจตามตำแหน่งที่ดำรงอยู่ที่ว่า "สกลมหาสังฆปริณายก" คือเป็นผู้นำทั่วทั้งสังฆมณฑล มิใช่เฉพาะคณะธรรมยุตเท่านั้น

แต่ตามที่เห็นในกระบวนการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคนั้น เอกสารราชการก็ระบุชัดว่า พระสังฆราชอัมพร ยอมให้เจ้าคณะใหญ่ไปพิจารณากันเอง เจ้าคณะใหญ่ว่าอย่างไร ก็เออออไปตามนั้น มิได้ทักท้วงแก้ไขอะไรเลย และสุดท้ายที่มหาเถรสมาคม อันได้ทำหน้าที่ในการเป็น "สภาตรายาง" ได้อย่างสมเกียรติ ที่ได้รับการไว้วางพระราชหฤทัยจากในหลวง เพียงแค่ประชุมนัดแรกก็ออกมาแบบนี้แล้ว

แน่นอนว่า มหาเถรสมาคมก็ดี พระสังฆราชอัมพรก็ดี จะยืนยันในหลักการทำงานของตนเองว่าถูกต้อง คำทักท้วงไม่มีน้ำหนักเพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลง จึงจะยืนยันมติไปตามเดิม ดังนี้ก็ได้ แต่..

แต่ว่า หนทางข้างหน้า ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา มหาเถรสมาคมและพระสังฆราช ก็จะถูกลอยแพให้แก้ปัญหาเพียงลำพัง ไม่มีมวลชนหนุนหลัง หรืออย่างน้อยก็จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทยในอีกหน้าหนึ่งว่า "ในสมัยพระสังฆราชอัมพร มีการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคที่ต้องคดีและถูกศาลอาญาพิพากษาลงโทษ รวมทั้งการตั้งอดีตเจ้าคณะภาค  1 ที่มีปัญหา กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งตามเดิมอีก"

วิถีปราชญ์ของไทยแต่สมัยโบราณนั้น นิ้วไหนร้ายก็ตัดนิ้วนั้นทิ้ง มิได้ตัดทิ้งทั้งมือ สอดคล้องกับพระพุทธพจน์บทที่ว่า พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต แต่พึงสละชีวิต เพื่อรักษาธรรม

วันนี้ ขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 ข้ามปีเก่ามาแล้ว เรื่องราวจะเดินไปยังไง พระสังฆราชอัมพร จะเดินตามวิถีทางของ "สมเด็จพระญาณสังวร" พระองค์ก่อนหรือไม่ อีกไม่นาน Two Popes Thai ถ้าไม่เข้าโรง ก็คง..ลงโลง

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 5 มกราคม 2563

 

พูดดี !

เจ้าคุณพิพิธโชว์วิสัยทัศน์งานพระศาสนา

ต่อ..สาธารณชน

 

 

พระเทพปฎิภาณวาที (เจ้าคุณพิพิธ)

วัดสุทัศนเทพวราราม

เจ้าคณะเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

 

อา..ต้องขอบอกว่า "ไม่เจ๊อะกั๋นนาน คิดถึงจังเลย" กับท่านเจ้าคุณสุนทร เจ้าคุณพิพิธ วัดสุทัศน์ เสาชิงช้า ซึ่งปัจจุบันมียศชั้นเทพ เป็นพระเทพปฏิภาณวาที แบบว่าปีใหม่ทีก็เจอกันที ครั้นได้อ่าน "วาที" ของท่าน อันประกอบ "ปฏิภาณ" อันแหลมคม สมกับเป็น "ชั้นเทพ" ด้วยแล้ว ก็อดใจไม่ไหวที่จะนำเสนอผ่าน..อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม แห่งนี้

ทิศทางชีวิต ทิศทางประเทศ และทิศทางคณะสงฆ์ ที่เจ้าคุณพิพิธชี้นำในปี 2563 นั้น ต้องยอมรับว่า "แหลมคม" แต่จะแหลมถึงกับแทงใจใครบ้างก็มิอาจคาดเดา เอาเป็นว่า "น่าอ่าน น่าฟัง และน่าพิจารณา"

ใครที่กล้า "ลุกขึ้นมา" แสดงความคิดเห็นในท่ามกลางวิกฤติปัญหาพระศาสนา เฉกเช่นยามนี้นั้น ถ้าไม่โดนรุกไล่ถึงกับจนตรอกแล้ว ก็ต้องเป็นระดับ "วีรชนคนกล้า" ซึ่งก็ไม่ทราบว่า เจ้าคุณพิพิธอยู่ในประเภทไหน ในบรรดา "ชนสองประเภท" ที่ว่านั้น

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน พรรคใด พวกใด หากว่ามีกึ๋นในการแก้ไขปัญหาพระศาสนา ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา คือว่ารับได้ นักปราชญ์ท่านย่อมยินดีรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่ "ฝ่ายค้าน" เพราะนั่นก็เป็นความเห็นอันมีคุณค่า ถ้า..ไม่ประมาท

ข้อเขียนของเจ้าคุณพิพิธรับศักราชใหม่ครั้งนี้นั้น ถือได้ว่า "แพรวพราว" มีลูกหนักเบาครบเครื่อง แถมด้วยสำนวนโวหาร "ระดับเทพ" หรือชั้นครู ที่บรรดาพระสงฆ์องค์เณรทั่วประเทศ ต้องเก็บเอาไปอ่านเป็นการบ้าน ว่าระดับครูบาอาจารย์เขาทำงานกันอย่างไร ใครปล่อยผ่านไปก็ถือว่าทำลายโอกาสของตนเอง

ทีนี้ถามว่า ถ้ามหาเถรสมาคมกำลังพิจารณาหา "เจ้าคณะภาค 1" ยังไม่ลงตัว และถ้าไม่ติดโควต้าวัดชนะสงคราม หรือวัดอื่นๆ "บทความ" ของเจ้าคุณพิพิธชิ้นนี้ ก็น่าจะนำมาพิจารณาเป็น "ใบสมัคร" ในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ได้ ไม่อายใคร แต่ใครจะส่งเพิ่มก็ได้ ไม่ควรปิดกั้น

เมื่อเจ้าคุณพิพิธคิดการณ์ไกล กล้าวิจารณ์งานศาสนาของมหาเถรสมาคม แถมบางตอนยังเล่นของสูงถึงระดับ "สอนสังฆราช" ด้วยแล้ว ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ก็น่าจะพิจารณา "พระเทพปฏิภาณวาที" ให้มีโอกาสทำงานในตำแหน่งนี้ด้วย

ก็บอกแล้วไง สังคมสงฆ์ไทย คนรู้ คนดี มีเยอะ แต่คนกล้ามีน้อย เมื่อมีผู้กล้าออกมาเสนอทางออก ทางแก้ หรือทางไป ของสังคมสงฆ์ไทย ไฉนจะไม่สนับสนุน

 

ทิศทางชีวิต..ทิศทางประเทศ และทิศทางคณะสงฆ์ ปี  '63

พุทธศักราชเก่าผ่านไป พุทธศักราชใหม่เข้ามา มีคำถามว่า "ควรทำอย่างไร" จึงจะสามารถดำรงชีวิต ธุรกิจ องค์กร สังคม ประเทศชาติ ไปรอด ขอตอบรวมๆ สั้นๆ ง่ายๆ แบบที่ต้องไปคิดกันเอง ทำกันเองว่า ทบทวนหน้าที่ กำหนดวิถีในปีใหม่ วางแผนแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สร้างแผนพัฒนาถาวร

ที่กล่าวมานี้คือ "ปรุง เปลี่ยน ปรับ ขยับขยาย"

อีกทั้ง ต้องมีวิธีบริหารเชิงพุทธที่ครอบคลุมรอบด้าน 4 แผน อันเป็นแผนคู่กัน เรียกว่า "ปธาน" คือกำจัด และป้องกัน, สร้างสรรค์ และรักษา

กำจัด (ปหานปธาน) คือ สภาพความไม่ดี ส่วนตัว องค์กร แผน บุคคล ที่พิจารณาแล้วว่าเป็นภัย ดุจดังประเทศทุกประเทศที่มีตำรวจ
ป้องกัน (สังวรปธาน) คือ อย่าให้อะไรๆ ที่ไม่ดีเกิดขึ้นใหม่อีก ดุจดังกำแพงคุก แนวป้องกันประเทศที่วางทหาร ตำรวจ ไว้ป้องกัน
สร้างสรรค์ (ภาวนาปธาน) คือ สร้างความดี สร้างคนดีมีความสามารถ สร้างสิ่งที่ดีด้วยแผนการ และวิจารณปัญญาญาณ ทั้งในด้านส่วนตัว และองค์กร ประเทศ ทั้งวัตถุธรรม นามธรรม ให้เกิดขึ้น และต้องให้สามารถสู้สังคมโลกในยุคนี้ได้
รักษา (อนุรักขนาปธาน) คือ รักษาความดี คนดี หลักการดี วัตถุที่ดีอันสร้างขึ้นแล้วให้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน สมค่า สมราคา เพิ่มมูลค่าในอนาคต อีกทั้ง ยังต้องสามารถนำไปต่อยอดได้ ดุจดั่งลายกนกไทย

หากบุคคล องค์กร ผู้บริหาร ขาดหลักการดังกล่าวมาแล้วนี้ ถือว่าย่ำอยู่กับที่ ตามไม่ทัน รวยไม่ทน จนถาวร เปรียบเหมือนไก่รองบ่อน นั่งนอนรอความหายนะ ที่อนาคตจะเข้ามาย่ำยี

ถามว่า แล้วทางการบริหารคณะสงฆ์ไทย จะไปในทิศทางไหนจึงจะ "รอด-รุ่ง" ในภาวการณ์ของโลกที่เป็นยุค "โอฆสงสาร = โอ-ฆะ-สง-สาร" คือความวิปริตพัดผันมาอย่างรุนแรง อันเป็น สังคมกามารมณ์ สังคมบริโภค สังคมโฮกฮาก สังคมกากเดน

องค์กรคณะสงฆ์ต้องประเมินสร้างคมเป็นสังคมให้ชัดเจน ดั่งพระพุทธเจ้าตรัสโอฆสงสาร แล้วทรงอุบัติขึ้นในโลก ทำการต่อสู้โลกที่ตกอยู่สังสารวัฏทั้ง 4 ประการ จนพุทธศาสนารุ่งเรือง ทั้งศาสนบุคคล ศาสนธรรม ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนพิธี แต่ความอ่อนแอของภิกษุบริษัทยุคโอฆสงสาร และการรุกรานทางการเมือง ศาสนา ได้เข้ามาย่ำยีความเจริญ ความสุขของชาวโลก จนพระพุทธศาสนาหายไปจากหลายๆ ประเทศ เหลือแต่ "ซากที่ประกาศความเก่งกาจของพุทธบริษัทยุคก่อนเก่า"

ในเมืองไทยก็จะเป็นเช่นหลายๆ ประเทศ องค์กรคณะสงฆ์พึงมองปัญหา และความต้องการของชาวโลกให้ถ่องแท้ แล้วสร้างบุคลากรเพื่อสนองตอบความต้องการอย่างมีแผน เพื่อประโยชน์สุขของชาวโลก โดยสร้างพระเณรให้ "ดี ขลัง ดัง เด่น" ใน 7 รูปแบบ คือ

สร้างพระให้ศึกษาปริยัติอย่างแตกฉาน

สร้างพระนักปกครองที่ช่ำชองเชี่ยวชาญ

สร้างพระคณาจารย์ขมังเวทย์

สร้างพระนักเทศน์ที่เก่งกาจ

สร้างพระนักปราชญ์ที่แตกฉาน

สร้างพระคณาจารย์ที่ไม่โอ้อวด

สร้างพระที่ยอมบวชมรณาคาผ้ากาสาวพัสตร์

การสร้างพระทุกรูปแบบดังกล่าวมาแล้วนี้ ต้องมีพระที่เป็นแม่ทัพมือถึง มีการแต่งตั้งที่แม่นยำ องค์กรคณะสงฆ์ชั้นปกครองต้องพิจารณาตนเอง และสอดส่องมองลงมาว่าปัจจุบันตนเองได้มาเพราะอะไรๆ วิธีการที่ได้มาซึ่งอำนาจ หน้าที่ของตนนั่นแหละ จะเป็นทั้งผลดี และผลร้ายต่อพระพุทธศาสนา เพราะต้นอย่างไร ผลก็เป็นอย่างนั้น มององค์กรสูงสุดของคณะสงฆ์ให้ออกเสียก่อน การพัฒนาบุคลากร และการแต่งตั้ง จะได้ดำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรมแก่พระสงฆ์ อันจะมีผลต่อสังคม ประเทศชาติ ผู้มีสมณศักดิ์ที่บริหารในทุกระดับชั้น ต้องสำนึกเรื่องยศศักดิ์เสมอ ว่า

ยศศักดิ์เป็นภาระหนักของคนไม่มีความสามารถ

ยศศักดิ์เป็นเพชฌฆาตของการบริหารที่ไม่ยุติธรรม

ยศศักดิ์เป็นความชอกช้ำของคนผิดหวัง

ยศศักดิ์เป็นพลังของคนดี

ยศศักดิ์เป็นศักดิ์ที่ต้องมีความสง่างาม

คำว่า "ยศ-ศักดิ์" มิใช่สิ่งที่ดีเสมอไป สำหรับสมณภาวะที่มากไปด้วยกิเลส และการถูกบำรุงบำเรอด้วยผู้น้อย ขุนพลอยพยัก ซึ่งมีคำพูดอย่างความคิดอีกอย่าง

 

ขุนพลอยพยัก จะมีคำพูดแบบประจบสอพลอว่า

ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับนาย

ขุนพลอยพยัก จะแอบซ่อนคำพูดอันฉ้อฉลว่า

ฉิบหายผมหนี ได้ดีผมกลับ ตกอับผมทิ้ง

 

การที่คณะสงฆ์เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ได้ให้ฆราวาสมาออกกฎเกณฑ์บังคับบัญชา ถือว่าเป็นการหมิ่นภูมิปัญญาองค์กรสงฆ์อย่างรุนแรง !

เพราะในความเป็นจริง พระในองค์กรสงฆ์มีภูมิปัญญาทั้งทางโลก และทางธรรม มากว่าฆราวาสที่ชอบวิพากษ์โจมตี ดูหมิ่นสงฆ์ องค์กรสงฆ์ต้องแสดงให้รู้ว่า ถ้าเมืองไทยไร้พระพุทธศาสนา ทุกอย่างล่มสลาย ไม่ว่าภาคการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และต้องให้รัฐบาลสำนึกว่าเศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ด้วยพระพุทธศาสนา เอาแค่เพียงไหว้พระศักดิ์สิทธิ์ เศรษฐกิจก็ขับเคลื่อนในทุกๆ วัน เศรษฐกิจขับเคลื่อนเลื่อนไหลเพราะพระพุทธศาสนา ดูเฉพาะงานศพหนึ่งๆ ถ้าไม่ใช่พระพุทธศาสนา จะทำมาค้าขายอะไรกัน เทียบศพคนนับถือศาสนาอื่นกับศพคนนับถือพระพุทธศาสนา ใครขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยิ่งศพเศรษฐี คนมียศศักดิ์ เศรษฐกิจขับเคลื่อนทุกกระบวนการ แล้วจงบอกว่า "อย่าทำลาย"

หากจะถามว่าองค์กรสูงสุดจะบริหารอย่างไร ? ให้ศาสนาเป็นไปได้ด้วยดี

1. ต้องรักษาส่งเสริม คำสอน วัฒนธรรม ประเพณี ให้ดำรงอยู่ในแต่ละภูมิภาค ให้เจ้าอาวาสทุกวัดรักษาให้มั่นคง

2. กระจายพระสงฆ์ที่มีความรู้ความสามารถลงสู่วัดต่างๆ

3. ปริวรรตพิธีกรรมในการประกอบศาสนพิธี ให้ประชาชนเข้าใจ และมีส่วนร่วม

4. ให้ทุกวัดไหว้พระสวดมนต์เย็น เปิดโอกาสให้ประชาชนสวดมนต์ร่วมด้วยกับสงฆ์ โดยกำหนดบทสวดมนต์แบบที่รัชกาลที่ 5 โปรดให้ สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน วัดสุทัศนเทพวราราม) จัดทำหนังสือสวดมนต์เป็นต้นแบบถวาย ปัจจุบันเรียกว่า "สวดมนต์ฉบับวัดสุทัศน์" ซึ่งเป็นแบบที่ดีที่สุด วัดอื่นๆ เอาไปพิมพ์ได้ การสวดมนต์ควรสร้างบุคลากรสงฆ์ฝึกซ้อม เลื่อนเวลาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนถ้าทำได้ ตอนเย็นประชาชนก็มีวัดสวดมนต์ทุกวัด เดินทางไปวัดไหนๆ เข้าสวดมนต์เย็น ค่ำ ได้ เพราะมีหนังสือสวดมนต์ฉบับเดียวกัน

ทุกวันนี้ พระก็สวดมนต์เย็น 4 โมงบ้าง 5 โมงบ้าง สวดบทไหนก็ตามใจ จะไม่ทำวัตรสวดมนต์เย็นก็ไม่ทำเฉยๆ พระหย่อนยาน สมภารเกียจคร้าน ประชาชนไม่มีสถานที่สวดมนต์ ถ้าสมภารทำไม่ได้ก็ปลดเสีย หาใหม่ แต่วัดใหญ่ๆ ต้องนำร่อง หลังสวดมนต์บำเพ็ญกัมมัฏฐาน มีคำอาราธนาพระกัมมัฏฐานเป็นแบบเดียวกัน มีการอัญเชิญพระไตรปิฎกที่วิเคราะห์แล้วว่าควรเทศน์สอนทุกวัน และสอดคล้องกับการแก้ปัญหา พัฒนามนุษย์ ซึ่งเห็นว่า "พระไตรปิฎกฉบับสำนักพิมพ์ลูกสาว ส. ธรรมภักดี" เป็นพระไตรปิฎกที่เรียบเรียงไว้เทศน์สอน เพียงตั้งนะโม ฯลฯ 3 จบ เทศน์อ่านได้เลย ให้วัดแต่ละวัดวิเคราะห์เอง ปรับเปลี่ยนภาษาเอง และภูมิภาคใดมีคัมภีร์เทศน์ให้เทศน์แบบอ่านคัมภีร์ รักษาศาสนพิธีในการรับศีลฟังเทศน์ของภูมิภาคให้มั่นคง

5. การไหว้พระสวดมนต์ให้จัดที่วิหาร โบสถ์ เพื่อการกราบไหว้พระประธาน มิใช่ทำที่หอสวดมนต์ ทั้งนี้ อุโบสถ วิหาร จะถูกทำความสะอาดทุกวัน เพื่อรองรับประชาชน

6. การใช้สื่อ โทรทัศน์ วิทยุ สวดมนต์ ฟังเทศน์ วันละ 2 ชั่วโมง เวลาเย็น ปรับเปลี่ยนวัดกันไป จะทำให้พระสงฆ์มีการเตรียมตัว จะใช้แบบออนไลน์ ยิงสัญญาณสู่ช่องใหญ่ก็ได้ รัฐจัดอุดหนุนบุคลากร และค่าเวลา

เพียงเท่านี้ นิมิตหมายอันดีก็จะเกิดขึ้นแก่คณะสงฆ์ สังคม ส่วนเมื่อมีปัญหาใดใด ค่อยแก้ไข ค่อยพัฒนากันไป อย่าท้อ อย่าวางแผนแบบฝันเฟื่อง ทำให้ครบ 3 ก้าว คือ ก้าวแรก ก้าวหน้า ก้าวกระโดด แต่ถ้าย่ำอยู่กับที่ ก็เหมือนเดิม นับวันจะเสื่อมไปตามสภาพความเกียจคร้าน และกระแสรุกรานของความเสื่อมของสังคมโลก

ในชีวิต และสมัยของสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งๆ ย่อมต้องมี "อนุรักษ์-พัฒนา" เหมือนเกียรติคุณของพระมหากษัตริย์ ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ตรัสถึงคุณลักษณะพิเศษของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีแต่ละพระองค์ เป็นภาษาอังกฤษให้ชาวต่างชาติฟัง ซึ่งสืบกันได้

"แต่ถ้าในชีวิตตำแหน่งของสังฆราชองค์หนึ่งๆ ซึ่งมีองค์กรเป็นมหาเถรสมาคม มิได้มีการอนุรักษ์พัฒนาเป็นเอกลักษณ์ เกียรติคุณก็ไม่ปรากฏ ตำแหน่งต่างๆ ที่ไร้ตำนาน ก็คือความหยุดนิ่งของยุคสมัยที่ดำรงตำแหน่ง"

ที่กล่าวมานี้ มิใช่เพียงวิจารณ์ แนะนำ ให้เกิดความกินแหนงแคลงใจ อะไรที่ทำไม่ได้ และไม่เคยทำ จะไม่แนะนำใคร เพราะ "หนึ่งนิ้วชี้ที่ชี้แจง ชี้แนะ ชี้นำ ชี้ชวน ชี้ถูก ชี้ผิด" จะมีคำถามกลับมาว่าเหมือนนิ้วทั้ง 4 ที่กำไว้แล้วชี้เข้าหาตัว จะเกิดเป็นคำ 4 คำว่า

ท่าน-ทำ -ได้-ไหม

ท่าน-ทำ-เป็น-ไหม

ท่าน-ทำ-หรือ-ยัง

 

 

ที่มา : มติชน : 05 มกราคม 2563

 

เจ้าคุณเหลานำร่อง

เปิดโครงการพระธรรมทูตโลกในอนาคต

เปิดทางพระไทยไปเรียนภาษาที่อังกฤษ

ไม่ต้องติดห้องเรียนไทยอีกต่อไป

 

พระราชวิเทศปัญญาคุณ (เหลา ปญฺญาสิริ)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

 

วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

 

ข่าวจากวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร รายงานว่า ในวันที่ 28 มีนาคม ศกนี้ เวลา 15.00 น. จะมีพิธีทอดผ้าป่าสังฆสามัคคีที่วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ "ปลดหนี้" ชำระค่าที่ดินของวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร ซึ่งมีมูลค่าซื้อมาในราคาร่วมๆ 1 ล้านปอนด์ ผ่อนมานานพอประมาณ คงค้างหนี้ธนาคารอยู่เพียง 90,000 ปอนด์ หรือประมาณ 100,000 ดอลล่าร์ เท่านั้น ท่านเจ้าคุณเหลา อยากจะเคลียร์หนี้สินให้หมดสิ้น เหมือนวัดพระธาตุดอยสุเทพยูเอสเอ ซึ่งเพิ่งจะปิดบัญชีหนี้สินไปก่อนสิ้นปีที่ผ่านมา

หลังจากปลดหนี้ที่ดินแล้ว ท่านเจ้าคุณเหลาก็เล่าว่า "จะมีงานใหญ่ท้าทายมาก" นั่นคือ โครงการอบรมภาษาอังกฤษให้แก่พระธรรมทูตโลกในอนาคต ฟังแล้วก็เกาหัว เป็นงงว่าจะอบรมกันยังไงในอนาคต ?

ท่านเจ้าคุณเหลาก็สาธยายว่า คืองี้ โครงการนี้ จะเป็นการนำเอาพระธรรมทูตไทยไปเรียนภาษาอังกฤษในประเทศอังกฤษ มิใช่อินเดีย อเมริกา หรือว่าแคมป์สน เป็นการ "เรียนตรง" กับประเทศแม่ซึ่งเป็นเจ้าของภาษา ถ้ายังพูดจาภาษาอังกฤษไม่ได้ก็จะไม่ยอมให้กลับว่างั้น

โครงการนี้มิใช่เรื่องเพ้อฝัน เพราะ 2-3 ปี ที่ผ่านมานั้น ท่านเจ้าคุณเหลา ก็ทดลองนำพระไปกิน-นอน และเรียนภาษา ที่อังกฤษมาแล้วหลายรุ่น แต่ละรุ่นก็ประสบความสำเร็จเกินคาด กลับเมืองไทยแล้วไม่มีใครกลับไปอีกเลย เพราะจบแล้วไง

คราวนี้ท่านเจ้าคุณชี้ว่า "นั่นยังแค่ลองเล่น ถ้าเอาจริงจะไปไหนรอด แต่ก็ต้องวางโปรแกรมเรียนหนัก น้องๆ ร.ด. พระไทยหัวดีจะตาย แต่ที่เรียนไม่ค่อยได้ก็เพราะขี้เกียจ" โดยท่านวางโครงการไว้ 3 ชั้นๆ ละ 90 วัน หรือ 3 เดือน รวมกับเวลาทัศนาจรทั่วเกาะอังกฤษก็ครบ 1 ปี พอดี นี่ได้ทั้งภาษาและประสบการณ์ เหมือนฝึกงานไปในตัว

แต่ก่อนจะเข้าห้องเรียนได้นั้นก็ต้อง "สอบสัมภาษณ์" ระดับโทเฟล ครั้นผ่านแล้วจึงจะมีสิทธิ์ได้ไปเรียนภาษาไทย เอ๊ย ภาษาอังกฤษ ที่อังกฤษ โอ..เห็นแล้วก็น่าศรัทธา แบบว่าต้องเข้มกว่าโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศแน่นอน เพราะต้องสอบสัมภาษณ์ด้วยภาษาอังกฤษล้วนๆ จะอ้างว่าเป็นพระกรรมฐานขอนั่งทางในไปต่างประเทศเหมือนบางโครงการนั้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะค่าเรียนแพง

เจ้าคุณเหลาท่านเน้นว่า "ที่ต้องเข็นโครงการนี้ขึ้นมา เพราะว่าเราไม่มีเวลาแล้ว ผมนั่งรออยู่ที่อังกฤษมา 30 ปี ยังไม่มีพระไทยมาเรียนจบที่นี่อย่างเป็นรุ่นเป็นเหล่าเลย ดังนั้น ก่อนผมตาย โครงการนี้ต้องเกิดให้ได้"

ท่านระบุว่า ภาษาอังกฤษนั้นมีหลายชั้นหลายระดับ ระดับล่างก็พอหาข้าวปลากินแถวๆ ลอนดอนได้ ขอเพียงให้มีตังค์จ่าย ระดับกลางต้องสื่อสารอ่านออกเขียนได้ ระดับสูงนั้น ต้องฟังนักการทูตพูดได้ มันถึงจะเป็นการศึกษาในระดับพระธรรมทูต แต่ละระดับนั้น ท่านก็วางโครงสร้างและเวลาเรียนไว้อย่างละเอียด โดยอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านการเรียนจนจบ Ph.D. ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน เป็นพระไทยรูปแรก

โครงการนี้ ท่านเจ้าคุณชี้ว่า เริ่มคิด เริ่มคุย กันในการประชุมพระธรรมทูต 4 ทวีป ที่วัดอานันทเมตยาราม สิงคโปร์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา เวลานั้น ที่ประชุมยกให้ "วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร" เป็นศูนย์กลางพระธรรมทูตโลก "ก็เลยต้องมีโครงการเตรียมความพร้อมสำหรับพระธรรมทูตโลกไว้ในอนาคต" เจ้าคุณเหลาสรุป

ก็ชัดเจนว่า นี่คือโครงการ "ปิดจุดอ่อน" ของพระสงฆ์ไทย ที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นทางการ ถือว่าเป็นงานท้าทายพระไทยยิ่งนัก ความจริงแล้ว ควรจะเป็นโครงการของมหาวิทยาลัยสงฆ์ หรือมหาเถรสมาคม ด้วยซ้ำไป แต่ถ้านั่งคิดอยู่แต่ในประเทศไทยก็ไม่มีทางสำเร็จ จะให้สำเร็จก็ต้องอาศัยพระไทยในต่างประเทศเป็นผู้ลงมือทำ ดังท่านเจ้าคุณเหลาก้าวนำแล้วในวันนี้

และต่อไปนี้ คือโครงการที่นำเสนอผ่าน "องค์การพระธรรมทูตโลก : THE WORLD BUDDHIST DHAMMADUTA ORGANIZATION" ชื่อย่อว่า WDO

 





 






 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 03 มกราคม 2563

 

PAY OFF ก่อนสิ้นปี !

พระธรรมเสนาบดีปิดบัญชีหนี้สินวัดชิโน่ฮิลส์

หลังยืดเยื้อยาวนานมาหลายเจ้าอาวาส

 

 

พระธรรมเสนาบดี (ธงชัย สุวณฺณสิริ)

เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

ประธานกรรมการอำนวยการสร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพยูเอสเอ

 


 

 

 

ข่าวจาก วัดพระธาตุดอยสุเทพ ยูเอสเอ หรือวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ เมืองชิโน่ฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย รายงานว่า เมื่อเวลา 13:00 น. ของวันที่ 29 ธันวาคม ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะกรรมการบริหารวัดพระธาตุดอยสุเทพ นัดพิเศษ โดยแจ้งว่า เป็นการประชุมเพื่อการชำระหนี้ค่าที่ดินวัดเป็นงวดสุดท้าย (Pay off)

ทั้งนี้ มีบัญชาจาก "พระธรรมเสนาบดี" เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการสร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพยูเอสเอ เมืองชิโน่ฮิลส์ ให้พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร) พร้อมด้วย คุณชวน ผัดวรรณ์ เหรัญญิกวัดพระธาตุดอยสุเทพ บินด่วนจากประเทศไทย มุ่งหน้าไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพยูเอสเอ เมืองชิโน่ ฮิลส์ นำเช็คเงินสดจำนวน 150,000 ดอลล่าร์ เข้าสมทบกับเงินในบัญชีวัดพระธาตุดอยสุเทพยูเอสเออีกจำนวนหนึ่ง เป็นยอดเงินรวม 659.000 ดอลล่าร์ (หกแสน ห้าหมื่น เก้าพัน ดอลล่าร์) เพื่อชำระหนี้ค่าที่ดินของวัดเป็นงวดสุดท้าย ให้ทันก่อนวันสิ้นปี พ.ศ.2562 ทั้งนี้ มีพระครูวิเทศกัลยาณธรรม (ฐิติกร กลฺยาณธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพยูเอสเอ เป็นผู้ดำเนินการ พร้อมด้วยคณะกรรมการวัดทั้งหมด เป็นเอกฉันท์

 

 

พระครูวิเทศกัลยาณธรรม

เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ ยูเอสเอ เมืองชิโน่ ฮิลส์

 

ข่าวการเพย์ออฟที่ดิน วัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ ซึ่งปัจจุบันคือ วัดพระธาตุดอยสุเทพยูเอสเอ นั้น ถือว่าเป็น "ข่าวใหญ่" ระดับ "หน้าหนึ่ง" ของแวดวงชาวพุทธไทยในสหรัฐอเมริกา เรียกได้ว่าเป็นระดับ "มหากาพย์" เลยทีเดียว

โดยเริ่มแรกนั้น หลวงพ่อสมบัติ ญาณวโร จากวัดสามง่าม เดินทางมาสหรัฐอเมริกา และได้ริเริ่มตั้งวัดโพธิวารีรังสฤษดิ์ขึ้นที่เมืองวิทเทียร์ และต่อมาในปี พ.ศ.2539 ได้ทำการซื้อที่ดินแห่งใหม่ในเมืองชิโน่ฮิลส์ (Chino Hills) มีเนื้อที่ 7.5 เอเคอร์ หรือประมาณ 18 ไร่ ด้วยตั้งใจว่าจะขยับขยายออกจากที่เดิม ซึ่งไม่เพียงพอต่อการทำกิจกรรมของวัด และได้ตั้งชื่อวัดแห่งใหม่ว่า "วัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์" ตามชื่อเมือง

สถานที่แห่งใหม่ซื้อมาในราคา 1,600,000 ดอลล่าร์ หรือ 1.6 ล้านเหรียญ ทั้งนี้มีการทำสัญญาผ่อนจ่ายในอัตราเดือนละ 24,000 เหรียญ ซึ่งถือว่าสูงมากๆ หากแต่หลวงพ่อสมบัติมีวิชาดี เป็นโหราจารย์ชั้นแนวหน้า จึงเห็นว่าราคานี้ไม่หนักหนาที่ท่านจะหาเงินมาผ่อนได้แบบสบายๆ

ครั้นตั้งวัดใหม่ได้ไม่กี่เดือน หลวงพ่อสมบัติ ได้เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อรักษาอาการป่วย พอถึงเดือนกรกฎาคม 2540 ก็ได้ถึงแก่มรณภาพลงที่เมืองไทย ทิ้งวัดและหนี้สินกองมหึมาไว้ให้แก่พระและญาติโยมด้านหลัง ซึ่งคณะสงฆ์และกรรมการวัด เห็นควรนิมนต์ให้ พระมหาบุญก้ำ ฐิตเวโท ป.ธ.9 พระธรรมทูตจากวัดพรหมวงศาราม กรุงเทพฯ ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส โดยมีหลวงพ่อวิเวกานันทะ (สหัส ปริสุทฺโธ) เป็นพระพี่เลี้ยง

พระมหาบุญก้ำ และคณะสงฆ์ พยุงสถานะของวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ มาได้ระยะหนึ่ง ก็มองเห็นอนาคตของวัดว่าจะต้องพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไป จึงได้กราบอาราธนา "พระพุทธิวงศมุนี" (บำรุง ฐานุตฺตโร) เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก เข้ามาเป็นผู้อำนวยการพัฒนาวัด ซึ่งพระมหาบุญก้ำได้ขอลาออกจากตำแหน่ง และญาติโยมได้สร้างวัดใหม่ถวายในเมืองเอลเมนเต้ ชื่อว่า "วัดพุทธคุณ" ทั้งนี้ พระพุทธิวงศมุนี ได้แต่งตั้งให้ ดร.พระมหาสิงห์ทน นราสโภ (คำซาว) ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพุทธิชิโน่ฮิลส์ เป็นรูปที่ 3 ผลัดอำนาจกันในเดือนมิถุนายน 2543 และได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดพระพุทธชินราช"

ดร.พระมหาสิงห์ทน ปฏิบัติหน้าที่ได้ระยะหนึ่ง ก็มีงานเผยแผ่ด้านอื่น จึงขอลาออกจากตำแหน่ง หลวงพ่อวัดใหญ่พิษณุโลกจึงนิมนต์ "หลวงพ่อแขก" จากวัดสุนทรประดิษฐ์หรือวัดบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีวิชาดีชื่อว่า "สิงห์ป้อนเหยื่อ" ให้มาช่วยพยุงวัดพระพุทธชินราช ซึ่งหลวงพ่อแขกก็มาช่วยงานได้ระยะหนึ่ง จึงเห็นว่าสมควรแก่เวลา เพราะอายุมากแล้ว อยากจะกลับไปอยู่กับลูกหลานญาติมิตรที่บ้านเกิด

ถึงช่วงนี้ วัดพระพุทธชินราช ได้กลับคืนสู่สถานะดั้งเดิม คือทางวัดใหญ่พิษณุโลกไม่มีตัวพระภิกษุที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส หลวงพ่อพระพุทธิวงศมุนี จึงอนุญาตให้พระสงฆ์และญาติโยมทางสหรัฐอเมริกาได้หาเจ้าอาวาสใหม่ และอนุญาตให้กลับไปใช้ชื่อวัดเก่า คือ วัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ ได้ตามเดิม ส่วนวัดเดิมได้ก้าวเข้าสู่ระบบใหม่ คือมี CEO เป็นผู้นำสูงสุด และมีเจ้าอาวาสเป็นประธานบริหาร ตามคำสั่งของ CEO ทั้งนี้ หลวงพ่อวิเวกานันทะ ได้รับตำแหน่ง CEO และได้ตั้งให้ พระมหาไพบูลย์ และพระมหาชนะ ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตามวาระ

แต่ต่อมา มีปัญหาว่าด้วยสถานะของ CEO เกิดการฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันขึ้นยาวนาน ส่งผลให้พระสงฆ์กลุ่มหนึ่ง แยกตัวออกไปตั้ง "วัดทุ่งเศรษฐี" ขึ้นที่เมืองเซอริโทส

ในปี พ.ศ.2549 เกิดเรื่องเศร้า เมื่อหลวงพ่อวิเวกานันทะ ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ถึงแก่มรณภาพ เป็นอันหมดสิ้นพระสงฆ์ชุดเดิมที่เดินทางมากับหลวงพ่อสมบัติ (เหลือพระอาจารย์ธวัชชัย ชิโนรโส เพียงรูปเดียว แต่ท่านปฏิเสธไม่รับตำแหน่งใดๆ)

และทางวัดไทยแอลเอ โดยพระเทพมงคลวิเทศ ได้ส่ง พระครูใบฎีกาฐิติกร กลฺยาณธมฺโม ครูใหญ่วัดไทยแอลเอ เข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส สืบมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

ในปี พ.ศ.2555 พระครูใบฎีกาฐิติกร เจ้าอาวาสวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ และคณะสงฆ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการวัด ได้กราบอาราธนา "พระธรรมเสนาบดี" เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ให้เข้ามาเป็นประธานอำนวยการสร้าง พร้อมกับได้ยกวัดพุทธิชิโน่ฮิลส์ถวายแก่หลวงพ่อพระธรรมเสนาบดี (ขณะยังมีสมณศักดิ์ที่ พระเทพวรสิทธาจารย์) ซึ่งได้ทำการเปลี่ยนชื่อเป็น วัดพระธาตุดอยสุเทพยูเอสเอ มาจนถึงปัจจุบัน

วัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่ ได้เข้ารับภาระค่าที่ดินของวัดพุทธิชิโน่ ฮิลส์ ทั้งยังคงเหลือทั้งหมด ร่วมๆ 1,000,000 ดอลล่าร์ โดยเริ่มทำการผ่อนจ่ายมาตั้งแต่เดินสิงหาคม พ.ศ.2555 ในอัตราเดือนละ 10,000 ดอลล่าร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณเดือนละ 300,000 บาท

นับระยะเวลาจากวันที่วัดพุทธิชิโน่ฮิลส์ก่อตั้งขึ้นมาจนถึงปีนี้นั้น ก็จะย่างเข้าปีที่ 24 ยังมีโครงการอีกมากมายที่ต้องดำเนินการ แต่ยังติดที่ว่า "ค่าที่ดินยังผ่อนชำระไม่หมด" ยังเหลืออีกตั้ง 6 แสนกว่าเหรียญ คิดดอกเบี้ยด้วยก็คงเกิน  7  แสน พระธรรมเสนาบดี จึงตัดสินใจ "เคลียร์ปัญหาเก่า" ที่ยืดเยื้อมายาวนาน สางหนี้เก่าของวัดให้หมดสิ้นเสียก่อน เรียกเป็นภาษาสมัย ร.5 ว่า "เลิกทาส" โดยกำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2563 เป็นวันเริ่มศักราชใหม่ของวัดพระธาตุดอยสุเทพยูเอสเอ เมืองชิโน่ฮิลส์

โดยบัญชาการให้ พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร) รองอธิการบดี มจร. พร้อมด้วย คุณชวน ผัดวรรณ์ เหรัญญิกวัดพระธาตุดอยสุเทพ นำเอาเช็คเงินสดจำนวน 150,000 ดอลล่าร์ มาถวายท่านพระครูวิเทศกัลยาณธรรม (ฐิติกร กลฺยาณธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุสุเทพยูเอสเอ เพื่อนำไปสมทบกับเงินในบัญชีอีกจำนวนหนึ่ง รวมแล้วเป็นเงิน 659,000 ดอลล่าร์ คิดเป็นเงินไทยก็ตกเกือบๆ 20 ล้านบาท ชำระสะสางหนี้สินของวัดพระธาตุดอยสุเทพยูเอสเอ ให้เป็นอิสระ จะคิดอ่านสร้างสรรค์สิ่งอื่นใดก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป

วันที่ 30 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา จึงถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ของวัดพุทธิ ชิโน่ ฮิลส์ หรือวัดพระธาตุดอยสุเทพ ยูเอสเอ ในปัจจุบัน

วัดพระธาตุดอยสุเทพ ยูเอสเอ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน มีอดีตเจ้าอาวาสมากมายถึง 9 รูปในระยะเวลาเพียง 24 ปี เฉลี่ยองค์ละไม่ถึง 3 ปีด้วยซ้ำ การสามารถดำเนินงาน "ปิดจ็อบ" ชำระหนี้สินได้เสร็จสิ้นครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นบารมีของพระธรรมเสนาบดี ซึ่งอาจหาญยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ "วัดพุทธิชิโน่ฮิลส์" ในขณะที่ใครหลายคนก็ถอย หลายคนก็ทิ้งไป และหลายคนก็ตะโกนเตือนว่า "ระวังนะ อันตราย จะไปไม่รอด ฯลฯ" ใจใหญ่ไม่เกินร้อย รับรองว่าไม่กล้าเข้าไปอุ้มปัญหาวัดพุทธิชิโน่ฮิลส์แน่

แต่ถึงกระนั้น พระธรรมเสนาบดี ท่านก็ปรารภว่า สิ่งที่ท่านทำได้ในวันนี้ นับว่าเป็นคุณงามความดี ความเสียสละ ของทุกท่าน ทุกรูป ทุกคน ตั้งแต่ท่านอดีตเจ้าอาวาสรูปแรก คือหลวงพ่อสมบัติ ผู้ก่อตั้งวัด ท่านเจ้าอาวาสที่ผ่านมาทุกรูป คณะกรรมการ พระสงฆ์องค์เณรที่เข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน ญาติโยมศรัทธาสาธุชนทุกท่านทุกคน ผู้อุปถัมภ์บำรุงวัดพุทธิชิโน่ฮิลส์เรื่อยมา เปรียบเสมือนมือนับร้อยนับพันที่รังสรรค์ ช่วยกันเข็นกงล้อแห่งธรรมให้หมุนมาถึงวันนี้ได้ ท่านเป็นแต่เพียง "มือสุดท้าย" ที่เข้ามาสัมผัสเท่านั้น "วัดพระธาตุดอยสุเทพยูเอสเอ เป็นสมบัติของทุกคน" พระธรรมเสนาบดีย้ำ

อย่างไรก็ตาม พระธรรมเสนาบดี ยังมีความคิดว่า "ยังมีงานพระศาสนาอีกมากมายในวัดพระธาตุดอยสุเทพยูเอสเอแห่งนี้ ทั้งนี้ เพื่อจะให้เกิดประโยชน์อย่างเหมาะสม กับการที่พุทธศาสนิกชน พระเจ้าพระสงฆ์ มากมาย ได้เสียสละเพื่อวัดแห่งนี้มาจนบัดนี้" ดังนั้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป วัดพระธาตุดอยสุเทพ ยูเอสเอ ก็คงจะมีโครงการอะไรใหม่ๆ ให้ญาติโยมชาวไทยในสหรัฐอเมริกา ได้ชื่นชมยินดี สิ้นสุดกันทีกับความเหนื่อยล้ามายาวนาน ไชโย้ and Thank you 3 times !

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 30 ธันวาคม 2562

 

ครูนัทชัดเจน !

ยอมรับกระบวนกฎหมาย แต่ไม่ยอมรับนับถือคึกฤทธิ์

สอนสาวกวัดนาป่าพงอย่าเข้าใจผิด

 

 

"ถ้าต้องการให้ดิฉันเคารพ ศรัทธา มีเพียงวิธีการเดียว คือ ออกมาถกข้อธรรมที่ดิฉันเชื่อว่าท่านบิดเบือนให้กระจ่างแจ้งเท่านั้น ซึ่งดิฉันจะยอมรับ ศรัทธา กราบไหว้ด้วยความเคารพ พร้อมจะก้มหัวให้จากใจ วิธีการอื่นไม่เอา"

สัจวาจาจาก ครูนัท ณัฐนันท์ สุดประเสริฐ

 

อา..นี่ไง ผลของการใช้กฎหมาย ไม่ใช้พระธรรมวินัย ถึงจะชนะคดีความตามตัวบทกฎหมาย แต่ไม่ชนะใจคน คึกฤทธิ์คิดไม่ลึก คิดว่าถ้าสามารถใช้กฎหมาย "กดหัว" คนที่ต่อต้านตนเองได้ ก็จะชนะใจเขา หรือพูดง่ายๆ ว่า คิดว่าถ้าข่มขืนผู้หญิงได้ ก็จะได้ผู้หญิงคนนั้นมาเป็นเมียทั้งกายและใจ ก็เลยใช้กำลังเพียงข้างเดียว

กลับกัน ครูนัทเสียอีก ที่ยืดอกยอมรับกติกามารยาท ทั้งด้านกฎหมายและพระธรรมวินัย ด้านกฎหมาย เมื่อศาลยืนยันจะตัดสินด้วยเหตุผลทางโลกแต่เพียงด้านเดียว ก็โอเค ว่ากันไปตามกระบวนการ แต่ในด้านศาสนานั้น เป็นเรื่องของจิตใจที่มีตัวศรัทธาและปัญญาเป็นองค์ประกอบ แม้ว่าจะยอมความในทางกฎหมาย แต่มิได้ยินยอมพร้อมใจจะยอมรับ "คึกฤทธิ์" ในทางพระธรรมวินัย แม้แต่มือก็คงไม่ยกไหว้ ไม่ว่าจะใส่ผ้าเหลืองเหมือนพระทั่วไปก็ตาม แต่คึกฤทธิ์คงคิดเหมือนศาสดาสัญชัย ซึ่งถามพระสารีบุตรว่า "ในโลกใบนี้ คนโง่กับคนฉลาด อย่างไหนมากกว่ากัน" เมื่อได้รับคำตอบว่า "คนโง่ย่อมจะมากกว่าคนฉลาดเป็นธรรมดา" ก็ประกาศว่า "ถ้างั้น พวกที่ฉลาดก็จงไปหาพระสมณโคดมเถิด พวกโง่ๆ ที่เหลือขอให้มาหาข้าพเจ้า" เพราะมุ่งปริมาณมากกว่าคุณภาพ

ครูนัทเป็นนักกฎหมาย ยืดอกยอมรับกฎหมาย ก็ถือว่ารู้ทั้งกฎหมายและใช้กฎหมายเป็น และเมื่อหันมาศึกษาพระธรรมวินัย ก็ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นไปเหนือกฎหมาย ในระดับที่เรียกว่า "โลกไม่ช้ำ ธรรมไม่เสีย" ถือได้ว่าไม่ธรรมดา แสดงออกมาพร้อมๆ กันได้ในระดับนี้ ต้องยอมรับว่า ผู้หญิงคนนี้มีภูมิปัญญาทั้งด้านศาสนาและกฎหมาย อย่างน่าชื่นชม สมกับเป็นครูบาอาจารย์ แต่ก็คงไม่ยกย่องกันมากไปกว่านี้ ประเดี๋ยวคนจะหาว่าพวกเดียวกัน

กลับกัน คึกฤทธิ์เสียอีก ที่พลาด ดันไปใช้กฎหมายต้อนคนให้เดินตามก้นตนเอง ไม่ยอมใช้อนุสาสนีปาฏิหาริย์เหมือนพระศาสดา นอกจากจะไม่สัมฤทธิ์ผลแล้ว ยังจะเป็นผลร้ายในระยะยาว เพราะเห็นแต่ปัญญาชนเดินออก นอกนั้นยังถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์สากลไปแล้ว ว่าผู้ที่อวดโอ้นำเอา "พุทธวจนบริสุทธิ์" มาเผยแพร่นั้น เมื่อเกิดปัญหากับตัวเองขึ้นมา กลับเลือกใช้ "กฎหมาย" มิได้ใช้พระธรรมวินัยแต่อย่างใด หลอกใครน่ะหลอกได้ แต่หลอกปัญญาชนไม่ได้หรอก จะบอกให้

 

 

หลายวันนี้มีผู้ใช้เฟสบุ๊คแอดเพื่อนเข้ามามากมาย ส่วนมากเป็นศิษย์วัดนาป่าพง ขอความกรุณายกเลิกคำขอนะคะ ดิฉันไม่รับเพื่อนจากวัดนาป่าพง เพราะมิเช่นนั้น ท่านจะเข้ามาทะเลาะวิวาทกับดิฉันและเพื่อนดิฉันอีก เนื่องจากแนวทางการศึกษา การปฏิบัติตนและความเข้าใจทางปริยัติของเราไม่ตรงกัน เมื่อดิฉันโพสต์เผยแผ่พระธรรมตามความรู้ของดิฉัน ท่านก็จะนำความรู้ที่ท่านได้รับมาจากทางวัด มาทุ่มเถียงให้เกิดปัญหาอีก ไม่อยากให้ซ้ำรอยเดิม ไหนๆ ก็จะจบแล้ว เพราะเหตุแห่งปัญหาที่เกิดขึ้น ก็เนื่องจากพวกท่าน เข้ามาเป็นเพื่อนดิฉันแล้วมากเถียงจนทะเลาะวิวาทกัน บานปลายจนทุกวันนี้

จบคือจบค่ะ ไม่คบ ไม่ทะเลาะด้วย ดิฉันคุยกับทนายทางวัดเข้าใจกันดีแล้ว ดิฉันไม่ได้ศรัทธาวัดท่าน ไม่ได้เคารพพระในวัดท่าน มันคือเรื่องส่วนตัวของดิฉัน บังคับกันไม่ได้

ถ้าต้องการให้ดิฉันเคารพ ศรัทธา มีเพียงวิธีการเดียว คือ ออกมาถกข้อธรรมที่ดิฉันเชื่อว่าท่านบิดเบือนให้กระจ่างแจ้งเท่านั้น ซึ่งดิฉันจะยอมรับ ศรัทธา กราบไหว้ด้วยความเคารพ พร้อมจะก้มหัวให้จากใจ วิธีการอื่นไม่เอา

ทั้งหมดพูดกันต่อหน้าศาล แต่ท่านไม่เอาการถกธรรม ท่านเลือกเอากฎหมาย ท่านเป็นผู้ฟ้องร้อง สิทธิเลือกย่อมเป็นของท่าน ดิฉันรับได้ ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ รับผิดทุกประการตามกฎหมาย

การที่ดิฉันขออภัย หรือประกาศความผิดของตนที่ได้กระทำผิดต่อธรรม หรือผิดต่อกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าดิฉันต้องเคารพหรือศรัทธานะคะ

ตรงนี้ต้องเข้าใจและยอมรับ และดิฉันได้พูดไปชัดทุกถ้อยกระทงความแล้วในศาล ข้อตกลงมีเพียงสองข้อ คือ ดิฉันประกาศขอขมา และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางวัดและพระวัดนี้อีก ดังนั้น ขอความกรุณาอย่าก่อเหตุปัจจัยค่ะ ดิฉันรับปากแล้ว คำไหนคือคำนั้น นั่นหมายความว่า พวกท่านควรจะยอมรับข้อตกลงนี้ด้วย ไม่ใช่มาปั่นป่วนวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของพวกท่านเอง หัวเขาจบกันหมดแล้ว หางก็ควรเก็บเข้าที่เช่นกัน ท่านอยากจะด่าว่า ผรุสวาจาใดๆ ไปในที่ของพวกท่านค่ะ ด่ากรอกหูพวกท่านกันเอง ด่ากันเอง ฟังกันเอง ท่านมีความสุข ดิฉันยินดีด้วย แต่อย่ามาวุ่นวายที่เฟสบุ๊คส่วนตัวของดิฉัน ดิฉันต้องการจบเวรกรรมแต่เพียงนี้ค่ะ

ข้อความที่ส่งมา ดิฉันไม่อ่าน ไม่ตอบ ต้องขออภัยด้วยนะคะ ดิฉันมีกิจที่ควรทำมากกว่ามานั่งรับฟังคำด่าของพวกท่าน ที่ผ่านมาดิฉันเสียเวลาไปเยอะแล้ว ขอทำวันนี้ให้ดีเพื่อนาทีสุดท้ายของชีวิต ขอเชิญพวกท่านทำกิจคือการด่าของพวกท่านต่อไปตามสบาย หากท่านมีความสุข ดิฉันยินดีด้วย ดิฉันไม่ตอบโต้และอภัยให้พวกท่านทุกประการ

ป่วยการที่ท่านจะติดตามอ่านเรื่องราวที่ดิฉันโพสต์ เพราะท่านจะทุกข์ใจและทนไม่ได้ที่จะเห็นดิฉันกราบพระพุทธรูป บูชาเทวา เผยแพร่คำสอนของพระสาวกร่วมกับคำสอนของพระศาสดา ฯลฯ ท่านจะมาเป็นเพื่อนดิฉันเพื่ออะไรคะ เพื่อนำสิ่งที่ดิฉันโพสต์ไปสร้างอกุศลคือความไม่พอใจในใจตัวเองหรือคะ

หรือแม้แต่ความปรารถนาดีจะมาแปะพระสูตรก็ไม่ต้องนะคะ ดิฉันสามารถหาอ่านเองได้ เพราะพระสูตรของท่านก็ลอกมาจากพระไตรปิฎกปกติ ไม่ใช่ของแปลกใหม่แต่อย่างใด

ขอความกรุณาทางวัด ช่วยประชาสัมพันธ์ให้เหล่าศิษย์และผู้ศรัทธาวัดทราบตามนี้ด้วยนะคะ ขอบพระคุณมากๆ ค่ะ

ขอความกรุณาเพื่อนๆ งดคอมเม้นท์เรืองนี้นะคะ นัทแค่ต้องการประกาศแจ้งคนที่แอดมา และแจ้งทางวัดให้ไปช่วยจัดการเท่านั้นค่ะ

แก้ไขเพิ่มเติม

เมื่อครู่ เวลา 07.44 น. นัทโทรแจ้งทนายความของวัดแล้วนะคะ ว่าจะให้ทำยังไง ทนายจะไปจัดการให้ หรือให้นัทยื่นคำร้องให้ศาลเรียกโจทก์มาชี้แจงข้อตกลงอีกครั้งหนึ่ง ทนายรับว่าจะไปแจ้งให้โจทก์ทราบค่ะ

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค ณัฐนันท์ สุดประเสริฐ : 28 ธันวาคม 2562

 

คุก 20 ปี พนม ศรศิลป์

คดีเงินทอนวัดพิพากษาเป็นรายแรก

ที่เหลือก็หนาวๆ ร้อนๆ

 

พนม ศรศิลป์

อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

ศาลสั่งจำคุก"พนม ศรศิลป์" อดีต ผอ.พศ.โกงเงินทอนวัด 20 ปี


ศาลคดีทุจริตฯ พิพากษาเงินทอนวัดสั่งจำคุก "พนม ศรศิลป์" อดีต ผอ.พศ.กับพวก 4 คน 20 ปี ชดใช้เงินคืนจำนวน 12 ล้านบาท

วันนี้ (27 ธ.ค.) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อท. 253/ 256 ที่อัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง

นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

นายวสวัสตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ อดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนสถาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

นายเจษฎา วงศ์เมฆ ฆราวาสติดต่อหาวัด

นายชรินทร์ มิ่งขวัญ ฆราวาสทำหน้าที่ติดต่อหาวัด

เป็นจำเลยที่ 1-4 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต (กรณีเบียดบังเอาเงินของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงินงบประมาณที่มีการเบียดบังไปจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,86,91 147,157 และขอให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันคืน หรือใช้เงินจำนวน 12,000,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 3,000,000 บาท แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว จึงพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1-3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91

จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุกคนละ 20 ปี

จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 3 ปี 4 ดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 16 เดือน

และจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน

และจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 1 ปี 8 เดือน

ให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันคืนเงินหรือใช้เงินจำนวน 12,000,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดคืนเงินหรือใช้เงินกับจำเลยที่ 1-3 จำนวน 3,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 28 ธันวาคม 2562

 

จับหลวงพี่จัสติน

เจ้าของเพจดัง วัดดูยูมีน

 

หลอกขายสินค้า โพสต์ข้อความไม่เหมาะสม

และ..เป็นภัยต่อความมั่นคง

 

 


 

 

ปอท. รวบแอดมินเพจ หลวงพี่จัสติน วัดดูยูมีน v.2

ปอท. แถลงจับผู้ดูแลเพจหลวงพี่จัสติน วัดดูยูมีน v.2 โพสต์ข้อความและเนื้อหาไม่เหมาะสม สร้างความแตกแยกกระตุ้นความเกลียดชัง และหลอกลวงขายสินค้าทางออนไลน์

วันนี้ (26 ธันวาคม 2562) เวลา 11.00 น. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. พร้อมด้วย ว่าที่ พ.ต.อ.พิเชษฐ์ คำภีรานนท์ ผกก.3 บก.ปอท. และตำรวจกก.3 บก.ปอท. ได้ดำเนินการ "ปฏิบัติการปราบปรามเนื้อหาไม่เหมาะสม และหลอกลวงขายสินค้าทางออนไลน์" โดยได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1935/2562 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2562 เป็นชายจำนวน 1 ราย 

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า ทาง บก.ปอท. ได้ดำเนินการสืบสวนปราบปรามผู้ที่เผยแพร่เนื้อหาไม่เหมาะสม และหลอกลวงขายสินค้าทางออนไลน์ ผู้ร่วมขบวนการ บนสื่อออนไลน์และเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้อง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีผู้ไม่หวังดีสร้างบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่มีพฤติกรรมการโพสต์ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมเพื่อดึงดูดผู้ชมจำนวนมากให้เข้ามามีส่วนร่วมในเพจ โดยมีวัตถุประสงค์แอบแฝง เพื่อการสร้างรายได้จากการหลอกลวงขายสินค้าให้กับผู้ติดตามเหล่านั้น ทำให้ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีนี้โพสต์ภาพ และข้อความที่มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมผ่านเฟซบุ๊กจำนวนหลายครั้งติดต่อกัน การกระทำดังกล่าวเป็นการกระตุ้นความเกลียดชัง ทำให้ข้อความที่โพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็น ตลอดจนแชร์เนื้อหาเหล่านั้นออกไปเป็นจำนวนมาก จนอาจทำให้พี่น้องประชาชนรู้สึกไม่พอใจ ทั้งยังตกเป็นเหยื่อจากพฤติกรรมในการหลอกลวงขายสินค้า

ว่าที่ พ.ต.อ.พิเชษฐ์ กล่าวว่า ได้ดำเนินการสืบสวนติดตามผู้ดูแลเพจ หลวงพี่จัสติน วัดดูยูมีน ซึ่งมีหลายเวอร์ชั่น โดยเพจแรกสร้างเมื่อปี 2560 มีผู้ติดตามกว่า 3 แสนคน แต่เพจที่เป็นประเด็นคือ เพจหลวงพี่จัสติน วัดดูยูมีน v.2 สร้างเมื่อปี 2562 มีผู้ติดตาม 40,000 ราย ซึ่งได้โพสต์ข้อความในลักษณะสร้างความแตกแยก สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน รวมถึงเข้าข่ายในความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง และมีพฤติการณ์ในการหลอกลวงขายสินค้าให้กับประชาชน

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา เดิมภูมิหลังผู้ต้องหาเป็นคนหน้าตาดี โดยประกอบอาชีพเป็นกระเป๋ารถเมล์ และเคยดังในโลกสังคมออนไลน์ จากนั้นได้ไปลงทุนธุรกิจบางอย่างที่หลอกลวงในออนไลน์จนหมดเนื้อหมดตัว จึงคิดจะทำเพจนี้ขึ้นมา แต่จะทำอย่างไรให้เพจดัง จึงเริ่มนำข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลที่เป็นภัยมั่นคง ข้อมูลเท็จนำมาใส่ในเพจ จนมีผู้ติดตามถึง 3 แสนคน จากนั้นจึงคิดที่จะนำเสื้อมาขาย มีผู้หลงซื้อไปจำนวนมาก ได้เงินไปหลายแสนบาท แต่ผู้ซื้อไม่ได้รับของ และได้แจ้งเข้ามาที่เว็บไซต์ของ บก.ปอท. กว่า 10 ราย พร้อมทั้งแจ้งเตือนว่าเพจดังกล่าวเป็นเพจโกง จนนำมาสู่การจับกุมตัวผู้ต้องหาได้

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวอีกด้วยว่า ทั้งนี้กรณีที่ประชาชนตรวจพบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนสื่อสังคมออนไลน์หรือเว็บไซต์ สามารถรายงานปิดกั้นเบื้องต้นตามช่องทางของสื่อสังคมออนไลน์แต่ละประเภท หรือแจ้งมายังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หมายเลขโทรศัพท์ 0 2142 2556 และ 0 2142 2557 หรือทางเว็บไซต์ tcsd.go.th เพื่อดำเนินการปิดกั้น ระงับ ยับยั้งตามช่องทางของกฎหมาย และสืบสวนจับกุมผู้นำเข้าเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมต่อไป

เบื้องต้นแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14(3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรฯ ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุด จำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท สำหรับผู้ใดเผยแพร่หรือส่งต่อภาพ หรือข้อความดังกล่าว จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(5) อัตราโทษสูงสุด จำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท

 

ที่มา : คมชัดลึก : 27 ธันวาคม 2562

 

ตั้ง : พระธรรมเสนาบดี วัดพระธาตุดอยสุเทพ

เป็น : รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง

 

 

พระธรรมเสนาบดี (ธงชัย สุวณฺณสิริ ป.ธ.7)

เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร

 


 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 23 ธันวาคม 2562

 

ครูนัทปล่อยมือ !

เหนื่อยใจไม่ยุ่งกับคึกฤทธิ์อีกแล้ว

เข็ดเขี้ยวคนพวกเดียวกัน

โดยเฉพาะมหาเถรสมาคม

 

 

คึกฤทธิ์ VS ครูนัท

 

อา..ถือว่าเป็นข่าวเศร้าก่อนสิ้นปี เมื่อคนสู้เพื่อคนทั่วประเทศต้อง "พ่ายแพ้" แก่กระบวนการทางศาล ผ่านกฎหมายมาตรา "หมิ่นประมาท" สามารถปิดปากคนได้ แม้จะมีเจตนาดีต่อพระศาสนาเพียงใดก็ตาม สุดท้ายก็จำใจต้อง..ยอมแพ้แก่ข้อกฎหมาย มิได้แพ้แก่คึกฤทธิ์ดอกจะบอกให้ สังคมไทยทุกวันนี้ นักชีววิทยาบอกว่า "ต้องอยู่เป็น" คือต้องรู้จักเอาตัวรอดเป็นยอดดี เป็นศรีธนญชัย อย่าเอาตัวไปเป็นเหยื่อให้แก่ใครโดยไม่จำเป็น (ไม่เชื่อก็เชิญไปถามท่านรองวิษณุ เครืองาม) แม้แต่การพระศาสนาก็ตามเถิด ไม่เกิดประโยชน์อันใด (เถียงเรื่องบ้านเรื่องเมือง กลายเป็นเรื่องคนสองคนทะเลาะกัน ศาลอาญาตัดสิน แต่ศาลสงฆ์เงียบ) พลาดพลั้งก็ตายฟรี ดูแต่พุทธะอิสระซี ประกาศชัดเจนว่า "สบายใจแล้ว พระพุทธศาสนาอยู่ภายใต้การดูแลของราชสำนักแล้ว จึงถือว่าหมดห่วง" นั่นก็อยู่เป็น ขนาดนุ่งขาวห่มขาวขึ้นเทศน์แทนพระ ก็ยังอยู่ได้

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ที่ครูนัทได้มาในระหว่างการลุกขึ้นมา "สู้" เพื่อพระศาสนา ถึงกับกล้า "ท้าชก" กับคึกฤทธิ์ เจ้าลัทธินั้น มองมุมบวกแล้ว "ไม่มีอะไรจะเสีย" มีแต่ได้กับได้ ได้ทำงานเพื่อพระศาสนา ได้รู้เส้นสนกลในของวงการพระ ได้รู้สันดานกำพืดว่าใครดีใครเลว ใครเขี้ยวใครฟัน และ..ใครคือเสือนอนกินประเทศไทย ตัวจริงเสียงจริง

ตัวครูนัทนั้น ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ก็เป็นแค่ "นักชก" คนหนึ่ง อย่างเก่งก็ได้ "เข็มขัด" ไปครอง แต่เจ้าของเวทีศาสนาของประเทศไทยนั้น ไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่ทำเวที "ให้ว่าง" ปล่อยให้ทั้งเหลือง ทั้งแดง ทั้งดำ ทั้งขาว เข้ามาชกกัน ใครชนะก็แจกรางวัล ค่าต๋งอื่นใดก็เก็บเข้ากระเป๋า สบายๆ

สรุปได้ว่า ณ บัดนี้ ครูนัท คงได้เห็นสัจธรรมชีวิตของพระพุทธศาสนาในเมืองไทยแล้ว และคงซึ้งใจว่า ทำไมพระยาตากสินไม่อยู่กู้กรุง แต่หนีออกไปอยู่เมืองจันทบุรี แม้ภายหลังจะขับไล่พม่าพ้นแดนไทยไปแล้ว ก็ยังไม่ยอม "ซ่อมกรุง" เพราะซ่อมมันยากกว่าสร้าง สู้สร้างใหม่ง่ายกว่า

ก็หมายถึงว่า อย่าเสียเวลากับคึกฤทธิ์ หรือลัทธิบ้าบออะไรต่อไปอีกเลย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้อง เขาจะทำหรือไม่ก็แล้วแต่เขา เราพูดเพียงครั้งเดียวก็พอ เหมือนหลวงพ่อประยุทธ์นั่นแหละ ครั้งเดียวก็จบ บอกแล้ว แนะแล้ว ชี้ทางสว่างแล้ว จะทำหรือไม่ก็ตามใจ ฉันไม่มีปืนในมือ จึงไม่สามารถจี้หัวศาลอาญาให้พิพากษาตามฉันได้ ระบบยุติธรรมของไทยนั้นอยู่ภายใต้กระบอกปืน

ครูนัทยังมีดีอีกมากมาย ความรู้ก็เหลือเฟือ ออกจะเหนือกว่าคึกฤทธิ์ด้วยซ้ำไป  ถ้าไม่เอาผ้าเหลืองผ้าลายมาวัดกัน เพราะเรียนทั้งบาลีและกฎหมาย หาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทำงานพระศาสนาในรูปแบบอื่น สบายอกสบายใจ ไม่ต้องเสียเวลากับ..มหาเถรสมาคม !

 

 

ไม่มีงบประมาณให้ทหาร ก็อย่าคิดการใหญ่

 

กลุ่มต้าน "พระคึกฤทธิ์" แพ้คดี ยอมประกาศขอขมาโทษ

กลุ่มต้านพระคึกฤทธิ์ปิดเพจเฟสบุ๊ค "เปิดธรรมที่ถูกนักบวชคึกฤทธิ์บิดเบือน" พร้อมถอนเรื่องร้องเรียนทั้งหมด ศาลนัดถอนฟ้อง ‪7 ม.ค.63

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดธัญบุรี ได้นัดไกล่เกลี่ยคดีหมายเลขดำที่1719/2562 ในข้อหาฐานความผิดหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ระหว่าง พระอธิการคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล โดยนายนฤเบศวร์ ทองแดง ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ กับนางณัฐนันท์ สุดประเสริฐ จำเลย โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาตกลงกันได้ และจำเลยได้มีการประกาศขอขมาโทษและจัดทำบันทึกข้อตกลง จึงเห็นควรให้จำหน่ายคดีชั่วคราว และให้เลื่อนไปนัดพร้อม หรือนัดถอนฟ้องในวันที่ 7 ม.ค. 2563 เวลา 09.00น.


สำหรับบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ระบุว่า 

1. จำเลยตกลงยินยอมประกาศขอขมาโทษพระอธิการคึกฤทธิ์ 

2. จำเลยตกลงยินยอมนำข้อความประกาศขอขมาโทษ ไปเผยแพร่ในเพจเฟสบุ๊ค ชื่อ "ดร.ณัฐนันท์ สุดประเสริฐ" ของจำเลย เป็นเวลา15 ครั้งๆละ 1 วัน รวม 15 วัน  และขอรับรองว่ากลุ่มเฟสบุ๊ค ชื่อ "เปิดธรรมที่ถูกนักบวชคึกฤทธิ์บิดเบือน" หรือ "เปิดธรรมฯ" ได้มีการปิดเพจเฟสบุ๊คไปเรียบร้อยแล้ว และจำเลยจะทำการลบข้อความหมิ่นประมาท หรือที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทย์ทั้งหมด แล้วจำเลยจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเพจเฟสบุ๊คดังกล่าว และไม่ยุ่งเกี่ยวหรือโพสต์กล่าวหาให้ร้ายโจทก์หรือวัดนาป่าพงอีกต่อไป 

3. ตามที่จำเลยเคยไปร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการต่างๆ รวมทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และเจ้าคณะตำบลลำลูกกา จ.ปทุมธานี เรื่องกระทำผิดพระวินัย และเรื่องอื่นๆนั้น การร้องเรียนดังกล่าวเกิดจากความเข้าใจผิด จำเลยตกลงยินยอมทำหนังสือถอนข้อร้องเรียนทั้งหมด 

4. จำเลยตกลงยินยอมปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงนี้อย่างเคร่งครัด หากจำเลยกระทำผิดข้อตกลงข้อหนึ่งข้อใด ให้ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และยินยอมให้โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลดำเนินคดีและมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยต่อไป หากจำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงครบถ้วน โจทก์ตกลงยินยอมยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีนี้ต่อศาลต่อไป เพื่อเป็นการยุติคดีนี้ต่อกัน


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคดีดังกล่าว สืบเนื่องมากจาก นางณัฐนันท์ ได้มีการเผยแพร่ข้อมูล ข้อความ โจมตีพระอธิการคึกฤทธิ์ ผ่านทางเพจเฟสบุ๊ค ชื่อ "เปิดธรรมที่ถูกนักบวชคึกฤทธิ์บิดเบือน" มาตั้งแต่ปี 2557 ทำให้กลุ่มลูกศิษย์พระอธิการคึกฤทธิ์ ได้รับมอบอำนาจจากพระอธิการคึกฤทธิ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องมาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งในชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์นั้น นางณัฐนันท์ แพ้คดี และในขณะนี้กำลังจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นฎีกา 

สำหรับพระอธิการคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล หรือพระอาจารย์คึกฤทธิ์ เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี เป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการนำคำสอนตามพระธรรมวินัย มาทำให้เข้าใจง่าย โดยใช้คำว่า "พุทธวจน" ซึ่งทางพระอธิการคึกฤทธิ์ระบุว่า เป็นคำสอนที่มาจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ไม่ผ่านการดัดแปลงใดๆ จนทำให้มีลูกศิษย์มากมาย รวมทั้งคนดังในวงการบันเทิง

ทั้งนี้ คำประกาศขอขมาโทษของนางณัฐนันท์ ระบุว่า ตามที่ข้าพเจ้าได้โพสต์และแชร์โพสต์ข้อความและรูปภาพให้ร้าย หมิ่นประมาท พระอธิการคึกฤทธิ์ ในเฟสบุ๊ค ชื่อ "เปิดธรรมที่ถูกนักบวชคึกฤทธิ์บิดเบือน" และในเฟสบุ๊คของข้าพเจ้าชื่อ "ดร.ณัฐนันท์ สุดประเสริฐ" นั้น ทำให้พระอธิการคึกฤทธิ์ ได้รับความเสียหาย และได้เป็นโจทก์ฟ้องดำเนินคดีข้าพเจ้าเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดธัญบุรี ตามคดีหมายเลขดำที่1719/2562 ในข้อหาฐานความผิดหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณานั้น

บัดนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกผิดและสำนึกผิดมาโดยตลอดว่า การกระทำของข้าพเจ้า ทำให้พระอธิการคึกฤทธิ์ ได้รับความเสียหายต่อความเป็นพระภิกษุอย่างมาก ข้าพเจ้าจึงขอสัญญาว่า นับแต่นี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเฟสบุ๊คชื่อ "เปิดธรรมฯ" และขอรับรองว่ากลุ่มดังกล่าวได้ปิดไปแล้ว และข้าพเจ้าจะไม่โพสต์ถึงแชร์ข้อความ หรือพูดกล่าวในเรื่องใดๆ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายกับพระอธิการคึกฤทธิ์ และวัดนาป่าพงอีกต่อไป

ดังนั้น เพื่อบรรเทาความเสียหายที่พระอธิการคึกฤทธิ์ ได้รับ ข้าพเจ้าจึงขอขมาโทษพระอธิการคึกฤทธิ์ มา ณ โอกาสนี้ และข้าพเจ้าตกลงยินยอมนำข้อความนี้โพสต์ในเฟสบุ๊คของข้าพเจ้า เป็นเวลา 15 ครั้ง 15 วัน และข้าพเจ้าจะลบโพสต์หรือข้อความที่ข้าพเจ้าก่อให้เกิดความเสียหายแก่พระอธิการคึกฤทธิ์ออกทั้งหมด แล้วจะยินยอมให้โจทก์หรือตัวแทนนำข้อความนี้ไปลงในเว็บไซต์พุทธวจนส่วนกลาง วัดนาป่าพง มูลนิธิพุทธโฆษณ์ได้ และยินยอมโจทก์หรือตัวแทนนำคำประกาศขอขมาต่อโจทก์ฉบับนี้ ไปประกาศเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ ภายใน 15 วัน นับแต่วันทำบันทึกข้อตกลงกัน

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 22 ธันวาคม 2562

 

โป๊ปฟรานซิสเตือนชาวคริสต์ทั่วโลก

"เรามิใช่ที่หนึ่งอีกต่อไป"

ปลุกระดมสร้างความคิดใหม่เพื่อคนรุ่นใหม่

 

 

We are not number one

 

 

อา..คริสมาสต์อีฟกำลังมาถึงในวันมะรืนนี้ ศาสนิกคริสตชนทั่วโลก หวังจะได้ยินเสียงพระเจ้าอันไพเราะ กลับต้องผิดหวังนิดๆ เมื่อได้ยินพระสุรเสียงของ "โป๊ป" ซึ่งเป็นตัวแทนของพระเจ้า ทรงกล่าวคำเตือนบรรดาผู้สอนศาสนา ว่าอย่าชะล่าใจ โลกใบนี้ไม่มีอะไรแน่นอน

ถ้าจะถามว่า โป๊ปตรัสแบบนี้ เพราะมีสาเหตุอะไร หรือทรงกลัวอะไร จึงได้ออกโรงเตือนชาวคริสต์ก่อนสิ้นปี 19 คำตอบที่ได้ก็น่าจะเป็น 2 สาเหตุหลัก คือปัจจัยภายในกับปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายใน ก็ได้แก่ ความอืดอาดยืดยาดของบรรดานักบวกแก่ๆ ที่เข้าใจผิด คิดว่าโลกหมุนรอบตัวเองคนเดียว จึงไม่ต้องแลเหลียวใคร เหมือนกรรมการมหาเถรสมาคมไทย ที่คิดว่า "ยังไงเสีย พระทุกรูปก็ต้องมาหาเรา เพราะเราเป็นเจ้าของพัดยศ" นี่โดนรัฐบาลทหารยึดอำนาจมหาเถรสมาคมไปรอบหนึ่งแล้ว ยังไม่เข็ดอีก ยังจะเอามหาสายชลมาเป็นเจ้าคณะภาค 1 ก็เตรียมตัวโดนโห่ไล่ทั้งคณะได้เลย ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

ปัจจัยภายนอก นั้นน่าจะได้แก่ ศาสนาอื่น ซึ่งก็แผ่อิทธิพลเข้าไปในยุโรปและอเมริกาในรูปแบบต่างๆ อย่างซึมลึก

ตัวแปรนั้น ท่านว่าก็น่ากลัว คือเทคโนโลยีและความห่างไกลวัด ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่เข้าวัด แต่จะเข้าเซเว่นเหมือนเมืองไทย เพราะพระนักเทศน์ดังของไทยนิยมไปเทศน์ในเซเว่น เจ้าของเซเว่นถวายปัจจัยมากกว่างานวัด ยุวชน-เยาวชน จึงนิยมฟังเทศน์ออนไลน์ อ่านพระไตรปิฎกผ่านกูเกิล เหมือนสมาชิกรัฐสภานามว่า ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่อาจหาญแก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์ ผ่านการศึกษาออนไลน์ ดังกล่าว

มองเขา-มองเรา แล้วใจแป้ว เมื่อพบว่า บรรดาคณะผู้บริหารกิจการพระศาสนาในประเทศไทย อันได้แก่มหาเถรสมาคม ยังคงเวียนวนอยู่กับการแก้ปัญหาเก่า ทำงานรูทีนตามจารีตนิยมเก่าๆ ที่สังฆราชสมัย ร.5 วางไว้ เมื่อเริ่มใช้รถไฟและถ่าน

ถามว่า ถ้าเอาคำเตือนของโป๊ปมาถวายพระสังฆราชไทยบ้าง ไม่ทราบว่าจะบอกกล่าวแก่พวกเราอย่างไร เพราะพระพุทธศาสนาไม่เคยเป็น "ที่หนึ่ง" จึงไม่เคยมีความคิดแบบโป๊ป ที่มีดัชนีชี้วัดเป็นตัวเลข 1-2-3 ได้

ไหนๆ ก็ไหนๆ ไม่ว่าชาตินี้หรือว่าชาติหน้า ก็ไม่มีโอกาสเป็นที่หนึ่งอยู่แล้ว เราก็ปลอบใจตัวเอง โดยการ "สร้างค่านิยมหลอกๆ" ขึ้นมา เหมือนบรรดาพระไทยที่สร้างรูปหล่อหลวงพ่อหลวงปู่ แล้วประกาศว่า "ใหญ่ที่สุดในโลก" เพราะไม่มีประเทศอื่นใดในโลกเขาสร้างเหมือนเรานั่นเอง นั่นก็เป็นที่หนึ่งเหมือนกัน มันจะแปลกอะไร เพราะคนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่เคยไปกรุงวาติกัน จึงไม่รู้ว่า ถนนทุกสายนั้นมุ่งสู่โรม เขารู้ก็แต่ รัฐบาลบ้านเรา เขาห้ามคนลงเดินบนถนน !

 

 

 

โป๊ปฟรังซิสเตือน "ศาสนาคริสต์" กำลังสูญเสียอิทธิพล


เอเอฟพี สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเรียกร้องให้บรรดาผู้นำศาสนจักร "เปลี่ยนแปลงความคิด" โดยตรัสว่า ศาสนาคริสต์ ได้รับความสนใจน้อยลง หรือกระทั่งถูกมองข้ามในโลกสมัยใหม่

จำเป็นจะต้องใช้วิธีการใหม่ๆ เพื่อช่วย "เปลี่ยนแนวความคิดและทัศนคติของเรา" สมเด็จพระสันตะปาปา ตรัสเตือนในการปราศรัยวันคริสต์มาสต์แก่โรมันคูเรีย (Roman Curia) คณะบริหารระดับสูงของวาติกัน

"เวลานี้เราไม่ใช่ผู้เดียวที่สร้างวัฒนธรรมอีกแล้ว ไม่ใช่แม้กระทั่งคนแรกที่มีผู้รับฟังมากที่สุด" สมเด็จพระสันตะปาปาชาวอาร์เจนตินา ตรัส

"เราไม่ใช้ผู้ปกครองคริสตศาสนาอีกแล้ว เนื่องจากศาสนา ไม่เฉพาะแค่ในยุโรป แต่เป็นตะวันตกส่วนใหญ่ ไม่ใช่ความเชื่อพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น มันยังถูกปฏิเสธ ล้อเลียน ลดความสำคัญ และเย้ยหยันอยู่บ่อยครั้ง"

ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเกิด "การเปลี่ยนแปลงในความคิดของศิษยาภิบาล"

พระสันตะปาปานิกายเยซูอิต พระองค์แรกจากลาตินอเมริกาในประวัติศาสตร์ศาสนจักรคาทอลิกตรัส

นับตั้งแต่ทรงเป็นพระสันตะปาปาในปี 2013 พระองค์ทรงพยายามปรับเปลี่ยนคณะบริหารโรมันคูเรียที่ทรงอิทธิพลและเป็นอนุรักษนิยม แต่พระองค์ทรงยังคงเผชิญแรงต้านจากสมาชิกจำนวนมากของคณะนี้ ที่ไม่ยอมให้เพิ่มการควบคุมเสรีภาพและการเงินของพวกเขา

ในการปราศรัยวันคริสมาสต์ครั้งที่แล้ว พระองค์ทรงใช้น้ำเสียงที่เกรี้ยวกราดกว่านี้กับเหล่าคาร์ดินัลและบิชอปภายในโรมันคูเรีย โดยตรัสถึงพวก "ก๊กเหล่า" และ "คนทรยศ" ภายในคณะบริหารนี้

พระองค์ทรงตั้งหน่วยงานใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น หน่วยงานด้านงานสื่อสาร เพื่อตอบสนองต่อวัฒนธรรมดิจิตอลให้ได้ดียิ่งขึ้น และพยายามทลายความแบ่งแยกระหว่างหน่วยงานต่างๆ

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 22 ธันวาคม 2562

 

พระราชภัทรญาณ วัดสุทัศน์ มรณภาพ

ปิดฉากชีวิตพระผู้มากบทบาททางสงฆ์สองนิกาย

 

 

พระราชภัทรญาณ หรือหลวงพ่อณรงค์นั้น บรรดาลูกศิษย์หรือผู้ที่ใกล้ชิด สนิทที่จะเรียกนามท่านว่า "หลวงน้า" และถ้าจะให้ถึงก้นกุฏิจริงๆ ก็ต้องเรียกว่า "หลวงน้าพิมล" ซึ่งติดมาจากสมณศักดิ์ที่ "พระครูพิมลสรภาณ" อันเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตสองฝั่ง "สองนิกาย" ของพระราชภัทรญาณ (ณรงค์ เขมาราโม)

ก็สมณศักดิ์ที่ "พระครูพิมลสรภาณ" นั้น วงการสงฆ์ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะเป็นพระครูฐานานุกรมในสมเด็จพระสังฆราช (อุฏฐายีมหาเถร) วัดมกุฏกษัตริยาราม นั่นหมายถึงว่า เริ่มต้นนั้น หลวงน้าพิมล บวชพระในสังกัดธรรมยุต วัดมกุฏกษัตริยาราม ในสำนักของสมเด็จพระสังฆราชจวน จนกระทั่งทรงโปรดปรานถึงกับตั้งเป็นพระครูฐานาดังกล่าว ร่ำๆ ว่าจะได้เป็นเจ้าคุณในตอนนั้นด้วยซ้ำไป

หลวงน้าเล่าว่า "ก่อนสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระสังฆราชจวน เหมือนจะมีลางสังหรณ์ จึงกล่าวกับตนเองว่า ข้าว่าเอ็งสนิทกับพวกมหานิกายมากกว่าธรรมยุต เอางี้นะ ถ้าข้าตายไป ให้เอ็งไปบวชใหม่กับพระมหานิกาย แต่มีข้อแม้ว่า ข้าเป็นคนราชบุรี และเป็นเปรียญเก้า เอ็งต้องหาพระอุปัชฌาย์ให้เป็นเหมือนข้า"

และแล้วเหตุการณ์พลิกผันก็เกิดขึ้น วันที่ 18 ธันวาคม 2514 สมเด็จพระสังฆราชจวน อุฏฺฐายี สิ้นพระชนม์กะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ส่งผลให้ชีวิตของพระครูพิมลสรภาณเคว้งคว้างไร้ที่พึ่ง นึกถึงคำสั่งเสียก่อนสิ้นพระชนม์ว่า "ให้เอ็งไปหาอุปัชฌาย์ใหม่" หาแทบพลิกแผ่นดิน "พระเปรียญ 9 ชาวราชบุรี" ที่ทรงระบุไว้นั้น ในแผ่นดินนี้เห็นมีก็แต่รูปเดียว คือ พระราชเมธี (วีระ ภทฺทจารี ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งหลังสุดได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์"

การบวชของหลวงน้าพิมลจึงมิใช่บวชใหม่ แต่เป็นการ "บวชซ้ำ" เหมือนพระธรรมยุตเปลี่ยนจากมหานิกายโดยผ่านการทำ "ทัฬหีกรรม" นั่นแหละ และสมณศักดิ์ "พระครูพิมลสรภาณ" ก็ยังติดตัวหลวงน้ามาจนถึงวัดสุทัศน์ จนกระทั่งพระครูพิมลสรภาณ ได้รับการตั้งให้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญในราชทินนามใหม่ที่ "พระพุทธมนต์วราจารย์" เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2553 ราชทินนามเก่าจึงงดใช้

ใช่แต่เท่านั้น ครั้นได้เป็นเจ้าคุณสามัญได้เพียง 2 ปี หลวงน้าพิมลก็ทำดับเบิ้ลช็อกวงการสงฆ์ ด้วยการ "เลื่อนสมณศักดิ์" ขึ้นเป็น "พระราชภัทรญาณ วิ." เป็นกรณีพิเศษ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2555 ถ้าไม่แน่จริงทำไม่ได้หรอก อภินิหารดังว่ามานี้ เพราะผู้ที่จะได้เลื่อนพิเศษแบบนี้ (ผ่านสำนักพระราชวังโดยตรง) ต้องมีคุณงามความดีระดับเอกอุเหนือกว่าพระสงฆ์ทั้งปวง หรืออย่างน้อยต้องสอบได้บาลีซัก 18 ประโยค จึงจะทรงโปรดเป็นพิเศษ จากในหลวง ร.9

นอกจากชีวิต "สองนิกายในผ้าเหลือง" ดังเล่ามา หลวงน้าพิมลยังเป็นคน "สองฝั่งมหาสมุทร" เพราะข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาประสบการณ์ถึงสหรัฐอเมริกา ร่วมสร้างวัดทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกาย ไม่ว่าจะเป็นวัดพุทธดัลลัส รัฐเท็กซัส วัดธรรมยุตที่ซาคราเมนโต้ และวัดมหานิกายที่ริชมอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนจะกลับเมืองไทยไปแบบแขวนนวม และรุ่งเรืองขึ้นเป็นถึง "ชั้นราช" ดังกล่าว

หลวงน้าเล่าด้วยว่า เมื่อตอนบวชพระใหม่ๆ เคยไปกราบท่านเจ้าคุณนร วัดเทพศิรินทร์ ท่านเมตตาถึงกับจับมือดูลายมือ แล้วพยากรณ์ว่า "อย่าเพิ่งสึกนะเอ็ง อยู่ไปเรื่อยๆ รับรองได้เป็นเจ้าคุณ" แถมยังคว้าเอาขันน้ำ จ้วงเอาน้ำมนต์ จับปากของหลวงน้าพิมล "กรอกน้ำมนต์" ลงไปอย่างที่เรียกว่า "กินน้ำมนต์" เข้าไปเต็มท้อง จะบอกว่า หลวงน้าพิมลได้รับการ "เสกให้กินน้ำมนต์" จากท่านเจ้าคุณนรเป็นคนแรกคนเดียวเลยก็ว่าได้ เพราะคงไม่มีใครได้รับความเมตตาเป็นพิเศษแบบนี้จากท่านเจ้าคุณนร ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่า "เป็นพระอรหันต์กลางกรุง"

สิ่งเหล่านี้ทำให้หลวงน้าพิมลเป็นคน "ไม่ตาย" คือตายยาก แบบว่าร่ำๆ จะตายหลายที แต่ก็ไม่ตายซักกะที รอดมาได้หวุดหวิด มีชีวิตพลิกผัน เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ จนใครๆ ก็งงว่า ได้เจ้าคุณมาอย่างไร เพราะไม่มีคุณสมบัติอะไรจะได้เป็น แต่ก็เป็นไปแล้ว จึงถือว่า หลวงน้าพิมลเป็นบุคคล..ไม่ธรรมดา แม้ว่าจะไม่ได้เป็นสมเด็จ แต่บทบาทแล้วไม่อายพระสมเด็จรูปไหนเลย ชีวิตของหลวงน้า เกิดมาจึงถือว่า คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เพราะได้บำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านอย่างสมศักดิ์ศรีแล้ว

ถ้าพูดถึงคุณวิเศษอื่นใดแล้ว เท่าที่สังเกตเห็นก็เห็นว่า หลวงน้าพิมลคงจะไม่มี เพราะท่านก็มีชีวิตที่ธรรมดาเหมือนหลวงตารูปหนึ่ง ถ้าจะมีดีก็คงเป็นข้อที่ว่า "ท่านเป็นคนเลี้ยงคน" คือมีลูกศิษย์ลูกหามาก ข้าวปลาอาหาร รวมทั้งจตุปัจจัยไทยทานที่ท่านได้มานั้น ล้วนแต่นำมาเลี้ยงดูลูกศิษย์ลูกหา ทั้งส่งเสียให้ร่ำเรียนจนจบกันไปมากมายหลายรุ่น แบบว่าเลี้ยงจนตายก็ไม่หมด เพราะรับอยู่เรื่อยๆ

ทั้งประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแบบแปลกพิกล ของหลวงน้าพิมล ทั้งอุปนิสัยที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ส่งผลให้ท่านเป็นบุคลพิเศษ ไม่ต่างไปจากแมวเก้าชีวิต มองดูด้านนอกเหมือนไม่มีคุณสมบัติอะไร เป็นเพียงหลวงตาแก่ๆ คนหนึ่ง แต่เบื้องหลังของหลวงน้าพิมลคนนี้ มีดีไม่ด้อยไปกว่าพระสมเด็จหลายรูปในเมืองไทย

ข่าวรายงานว่า พระราชภัทรญาณ เดินทางไปร่วมงานวันเกิดครูบาแสงหล้า วัดพระธาตุสายเมือง ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า (ติดกับแม่สาย) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา และได้ถึงแก่มรณภาพอย่างกะทันหันด้วยโรคลม ณ เวลา 22.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) สิริอายุ 82 ปี พรรษา 56 ศิษยานุศิษย์เชิญสรีรสังขารพระราชภัทรญาณกลับสู่วัดสุทัศน์ เพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายต่อไป

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ในฐานะที่ได้รับความเมตตาจาก "หลวงน้าพิมล" ไปมาหาสู่เหมือนลูกหลาน และเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังอย่างเป็นกันเองเรื่อยมา แม้ว่าจะไม่มีโอกาสไปกราบคารวะในวันสุดท้าย ก็ขอกราบไหว้ขอน้อมคารวะผ่านเว็บไซต์แห่งนี้ ขอกราบขอขมาอภัยที่ได้ล่วงเกิน พูดเล่นพูดจริง จะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม และขอหลวงน้าไปดี มีพระนิพพานเป็นเบื้องหน้าโน้น เทอญ ฯ

 

 

 


 

ที่มา : วัดสุทัศนเทพวราราม : 21 ธันวาคม 2562

 

สำนักจุฬาราชมนตรีโต้ข่าว

เปล่ามีแผนยึดครองประเทศไทย

เชื่อหรือไม่ ต้องให้มหาเถรสมาคมพิจารณา

 

 


คำชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

ต่อกรณีการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับศาสนาอิสลามที่คลาดเคลื่อน

 


 

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับศาสนาอิสลามที่คลาดเคลื่อน จนถึงปลุกกระแสต่อต้านศาสนาอิสลามในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย โดยเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการทำร้ายฆ่าคนไทยพุทธ และเชื่อว่าเหตุไม่สงบเกิดจากการใช้มัสยิดและโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อร้าย และการบิดเบือนประวัติศาสตร์ชาติไทย สร้างความเกลียดชัง แตกแยก จนนำไปสู่ความเกลียดชังประเทศชาติ พร้อมทั้งสรุปว่า เชื้อร้ายดังกล่าวกำลังคืบคลานขยายตัวเข้ามายังภาคอีสาน ภาคเหนือ และทุกจังหวัดผ่านการสร้างมัสยิด ต่อมามีการรวมกลุ่มคนจำนวนหนึ่งส่งจดหมายเรียกร้องจุฬาราชมนตรี ในฐานะที่เป็นผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลามในประเทศ ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และปัญหาทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลามที่คนกลุ่มนี้มองว่าสร้างความวุ่นวายแตกแยกในสังคมไทย และที่สำคัญคุกคามพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่เคารพนับถือ

สำนักจุฬาราชมนตรี ตระหนักดีว่า พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ในประเทศไทย มีความเข้าใจและให้เกียรติคนมุสลิมเสมอมา แต่ก็มิได้ละเลยต่อปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวดังกล่าวข้างต้น ที่อาจสร้างความเคลือบแคลงสงสัยและส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่างศาสนาในระยะยาว ตลอดจนกร่อนเซาะรากฐานความมั่นคงของประเทศชาติ ดังนั้น เพื่อจรรโลงความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมของสังคมไทยที่ผู้คนต่างศรัทธามีความเคารพ ให้เกียรติ และยอมรับในความเชื่อและความต่างทางชาติพันธุ์ของกันและกันเสมอมา สำนักจุฬาราชมนตรีขอใช้โอกาสนี้ ทำความเข้าใจหลักคำสอนและแนวทางปฏิบัติของมุสลิมต่อสังคมไทย ดังต่อไปนี้

1. การเชื่อมโยงปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับ มัสยิด และ สถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม ว่า หากมีสถาบัน 2 แห่งนี้ที่ไหน จะมีความไม่สงบที่นั่น นับเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน 2 ประเด็น คือ

1.1 ความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อเหตุแห่งปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่ปัญหาความขัดแย้งทางศาสนาแต่อย่างใด แต่มีรากเหง้ามาจากความขัดแย้งทางการเมือง ประวัติศาสตร์ การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดในอดีต ความไม่เป็นธรรม ยาเสพติด และธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความพยายามจากคนบางกลุ่มใช้ศาสนาอิสลามเป็นเครื่องมือในการปลุกระดมมวลชน แต่ความพยายามดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จกับคนมุสลิมส่วนใหญ่ที่มีความตระหนักถึงสิทธิ เสรีภาพในทางศาสนาที่ประเทศให้หลักประกันกับประชาชนทุกหมู่เหล่า

1.2 ความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อ "มัสยิด" และ "สถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม" ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่วางอยู่บนพื้นฐานของ "หลักศรัทธา" "หลักปฏิบัติ" และ "หลักคุณธรรม" กิจวัตรประจำวันของมุสลิมจึงผูกพันไว้กับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม มัสยิดจึงเป็นศาสนสถานที่มีหน้าที่ไม่ต่างไปจาก "วัด" ในพุทธศาสนา ส่วนสถาบันการศึกษาเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ในการอบรมบ่มเพาะคุณธรรมและจริยธรรม พร้อมทั้งขัดเกลาจิตใจ และจิตวิญญาณของศรัทธาชนให้ดำเนินอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่ต่างไปจากศูนย์อบรมจริยธรรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของวัดแต่ประการใด ปัจจุบันสถาบันการสอนศาสนาอิสลามมีการปรับตัวโดยการนำเอาหลักสูตรสามัญดังเช่นที่นักเรียนทั่วประเทศเรียนไปสอนร่วมกับการอบรมจริยธรรมทางศาสนา สถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามส่วนใหญ่ จึงปฏิรูปเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ

นอกจากนี้การสร้างมัสยิดที่มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 ตามแนวทางที่สำนักจุฬาราชมนตรีกำหนดไว้ โดยมีการกำกับจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และกระทรวงมหาดไทย ตามลำดับ

1.3 ปัญหาการเผยแพร่ความคิดเชิงอุดมการณ์ ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนหนึ่งเกิดจากการอ้างคำอธิบายทางศาสนา กล่าวคือ ผู้ก่อความไม่สงบปลูกฝังความคิดว่าประเทศไทยเป็น "ดินแดนสงคราม" ดังนั้น การต่อสู้ของพวกเขาจึงมีความชอบธรรมในทางอิสลาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นการอธิบายที่มีความคลาดเคลื่อนและห่างไกลจากบทบัญญัติศาสนาอิสลามโดยสิ้นเชิง เพราะรัฐบาลไทยให้หลักประกันในสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาและการประกอบศาสนกิจแก่คนมุสลิมอย่างเท่าเทียม และถือว่าการทำร้ายผู้บริสุทธิ์เป็นบาปใหญ่ตามหลักการศาสนาอิสลาม ดังนั้น การด่วนสรุปโดยการเชื่อมโยงสถานการณ์ด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อน ไม่มีความเข้าใจเหตุแห่งปัญหาและบริบททางสังคมอย่างแท้จริง มิได้ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกทั้ง 2 ศาสนา

 

2. ความพยายามเผยแพร่ข้อมูล "แผนการยึดครองประเทศไทย และนำกฎหมายอิสลามมาบังคับใช้กับคนทั่วไปในประเทศไทย" ผ่านกระบวนการทางรัฐสภาและคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เชื่อมโยงกับการสร้างมัสยิดในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย จนนำไปสู่การยึดครองประเทศของมุสลิมนั้น ข้อความลักษณะดังกล่าวห่างไกลจากความเป็นจริงมาก

ความเป็นจริงคือ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมุสลิมมีเพียง 4 ฉบับ คือ

1) พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการครอบครัวและมรดกของมุสลิมใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น

2) พระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ.2524 เป็นกฎหมายที่มุ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์จากเงินส่วนตัวของผู้ที่ต้องการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ รัฐบาลมิได้จัดงบไปสนับสนุนพิเศษ ยกเว้นกรณีที่รัฐต้องการเยียวยาให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือมุสลิมที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น

3) พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม ที่ไม่ได้แตกต่างไปจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์แต่อย่างใด โครงสร้างหลักของพระราชบัญญัติฉบับนี้วางบทบาทให้จุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลาม มีคณะกรรมการขึ้นมาดูแลในระดับหมู่บ้านหรือชุมชน (ระดับชุมชน มีกรรมการมัสยิด) โดยผู้นำศาสนาและตัวแทนด้านศาสนาทุกคนไม่ได้มีอำนาจ บทบาท หน้าที่ในการบริหารจัดการทางการเมืองในทุกระดับของสังคม

4) พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ.2545 เป็นกฎหมายที่สะท้อนความเข้าใจของรัฐบาลต่อหลักการศาสนาอิสลามในเรื่องระบบการเงินที่จำเป็นต้องปราศจากดอกเบี้ย ปัจจุบันผู้ที่ใช้บริการธนาคารอิสลาม เป็นชาวไทยพุทธ ร้อยละ 69.61 และมุสลิม ร้อยละ 30.39 ที่สำคัญแม้ใช้ชื่อว่าธนาคารอิสลาม แต่มุสลิมทุกคนไม่ได้รับอภิสิทธิ์เหนือประชาชนไทยพุทธแต่อย่างใด

ตามที่กล่าวมา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามทั้ง 4 ฉบับ ไม่มีกฎหมายฉบับใดที่แสดงให้เห็นว่าองค์กรศาสนาอิสลามหรือคนมุสลิมจะมีสิทธิ อำนาจ หรือหน้าที่เข้าไปแทรกแซงกิจการทางการเมืองของรัฐไทยได้แม้เพียงน้อยนิด  

 

3. ความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อ "กิจการฮาลาล" ของประเทศไทย

ในเรื่องดังกล่าวขอแจ้งให้ทราบว่า การรับรองฮาลาลมิได้เกิดจากการเรียกเก็บเงินขององค์กรศาสนาอิสลามจากสถานประกอบการ ทว่าเป็นไปในทางกลับกัน นั่นคือสถานประกอบการร้องขอให้องค์กรศาสนาอิสลามรับรองฮาลาลเพื่อประโยชน์ด้านการค้าของสถานประกอบการ ซึ่งเป็นเช่นนี้ทั่วทั้งโลก กรณีประเทศไทย การรับรองฮาลาลเป็นอำนาจของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด (สกอจ.) จำนวน 40 แห่ง และสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) ซึ่งกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 มาตราที่ 26 (13) และมาตราที่ 18 (9) ตามลำดับ อันเป็นไปตามหลักบัญญัติในศาสนาอิสลามว่าผู้ทำหน้าที่ตัดสินข้อกำหนดในศาสนาอิสลามจำเป็นต้องเป็นมุสลิมที่รู้ลึกซึ้งในศาสนาอิสลาม อันเป็นข้อกำหนดที่ยอมรับกันทั่วโลก

ปัจจุบันมีสถานประกอบการขอรับการรับรองฮาลาลสะสมตลอดหลายสิบปีจำนวน 9,000 สถานประกอบการ ทว่ามีการต่ออายุทุกปีประมาณ 6,000 สถานประกอบการ มีผลิตภัณฑ์ที่ขอรับการรับรองฮาลาลและต่ออายุทุกปีจำนวน 40,000 ผลิตภัณฑ์ มีการเก็บค่าธรรมเนียม 20,000 บาท ต่อสถานประกอบการต่อปี 1,000 บาท ต่อผลิตภัณฑ์ต่อปี เกิดรายได้จากสถานประกอบการ 120 ล้านบาทต่อปี รายได้จากผลิตภัณฑ์ 40 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งสิ้น 160 ล้านบาทต่อปี รายได้นี้คือรายได้สูงสุด หากเรียกเก็บได้ครบตามที่กำหนดโดยเป็นรายได้ที่กระจายไปที่ สกอจ. 40 แห่ง และ สกอท. 1 แห่ง ในสภาพความเป็นจริง สถานประกอบการจำนวนมากมิใช่โรงงานขนาดใหญ่  แต่เป็นวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดเล็ก (SMEs) การเก็บค่าธรรมเนียมจึงลดลงตามขนาดของโรงงานจากนโยบายของ สกอจ. แต่ละแห่ง เป็นต้นว่า บางจังหวัดจัดเก็บสถานประกอบการของชาวบ้านเพียง 1,000 บาท มิใช่ 20,000 บาท สกอท. และ สกอจ. ร่วมมือกันวางระบบฮาลาลในร้านอาหารทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนกิจการการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้แก่ประเทศจำนวนมหาศาล โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากสถานประกอบการแต่ละแห่งเพียง 100 บาทต่อปี มิใช่ 20,000 บาท

ข้อมูลจากสถาบันวิจัย Global Trade Atlas ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลรายงานว่า หากนับรวมกับรายได้จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยังประเทศที่มิใช่มุสลิมอีกกว่าร้อยประเทศ รายได้อาจสูงถึง 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 360,000 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขหลังนี้เองที่อาจสร้างความเข้าใจผิดว่า องค์กรศาสนาอิสลามในประเทศไทย มีรายได้จากการรับรองฮาลาลกว่า 300,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้ และรายได้กว่า 360,000 ล้านบาท จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลสู่ต่างประเทศนี้ เป็นรายได้ของโรงงานและบริษัทผู้ผลิตสินค้า ผู้ประกอบการส่งออก นักธุรกิจ รายได้บางส่วนเป็นเงินเดือนพนักงานและคนงานในอุตสาหกรรมที่มีนับจำนวนแสน อีกบางส่วนเป็นรายได้สำหรับเกษตรกรที่ผลิตวัตถุดิบทางการเกษตร ที่อาจมีนับจำนวนล้านคนที่ได้ประโยชน์จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลของประเทศไทยไปทั่วโลก สร้างรายได้หลายแสนล้านบาทเกือบทั้งหมดมิใช่มุสลิม แต่เป็นพี่น้องคนไทยทั้งปวง ฮาลาลจึงเป็นผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในภาพรวม มุสลิมที่มีเกือบสองพันล้านคนทั่วโลกให้การยอมรับเครื่องหมายรับรองฮาลาลจากประเทศไทย อันเป็นผลให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองฮาลาลจากประเทศไทยได้รับการยอมรับทั่วโลก หาไม่แล้วประเทศไทยจะสูญเสียรายได้เหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย มุสลิมในประเทศไทยมีในสัดส่วนที่ต่ำ มีประชากรรวมแล้วไม่ถึงร้อยละ 10 ของประชากรประเทศ อีกทั้งส่วนใหญ่มิได้ทำธุรกิจ มุสลิมจึงภูมิใจที่ผลิตภัณฑ์ฮาลาลสร้างประโยชน์ให้กับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ มุสลิมจำนวนไม่น้อยเกิดความรู้สึกในเชิงจิตใจว่า ฮาลาลคือหนทางหนึ่งที่มุสลิมจะสามารถตอบแทนบุญคุณต่อประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเขา

รายได้ที่องค์กรศาสนาอิสลามได้รับ จากการเก็บค่าธรรมเนียมในการให้การรับรองฮาลาล ถูกใช้ในการบริหารจัดการ สกอจ. และ สกอท. ที่มีค่าใช้จ่ายสำหรับบุคลากร สถานที่ และอื่น ๆ จำนวนมาก ทั้งนี้ สกอจ. สกอท. นับเป็นองค์กรภาคเอกชนที่มิได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ นอกจากนั้นรายได้บางส่วนใช้ในเรื่องการศึกษา ช่วยผู้ประสบภัยพิบัติและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยไม่ได้แบ่งแยกศาสนา และบางส่วนใช้ในเรื่องของการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

ประเด็นด้านภาษีนั้น สกอท. สกอจ. เป็นองค์กรทางศาสนา ได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีจากรัฐ เช่นเดียวกับวัดและศาสนสถาน จึงมิได้เสียภาษี 

สำนักจุฬาราชมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรศาสนา ขอเรียนว่ามุสลิมในประเทศไทยมีความภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย ดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ได้รับสิทธิเสรีภาพในการดำรงตนเฉกเช่นมุสลิมที่ดีพึงกระทำ และขอยืนยันหลักการเคารพความเชื่อซึ่งกันและกัน ไม่บริภาษว่าร้ายต่อผู้อื่นโดยปราศจากความถูกต้องและข้อเท็จจริง ที่สำคัญคือการดำรงซึ่งความเคารพ ให้เกียรติ และยอมรับกันและกันในเรื่องของความเชื่อ ศาสนา ชาติพันธุ์ และภาษา

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้นำหรือรัฐบาล ตลอดทั้งสถาบันต่างๆ ในสังคมไทย พยายามช่วยกันรักษาทุนทางสังคมที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้คนที่แตกต่างหลากหลายทางศาสนา สำนักจุฬาราชมนตรี และองค์กรบริหารของมุสลิมทุกภาคส่วนขอปวารณาตนเป็นสถาบันที่จะธำรงรักษาคุณลักษณะและทุนทางสังคมที่เป็นรากฐานความมั่นคงของมนุษย์และชาติ เพื่อให้ประเทศไทยสืบสานความเป็น "สุวรรณภูมิ" ของผู้คนทุกหมู่เหล่าอย่างสงบสันติต่อไป

 

สำนักจุฬาราชมนตรี

 19  ธันวาคม  2562

 

 

เปล่าเป็นมุสลิม !

บิ๊กตู่โต้แทนอาจารย์น้อง

ขอร้องว่า อย่าเชื่อ เฟกส์นิวส์

 

 

 

อา..แบบว่า จะว่าอะไรบิ๊กตู่ก็ว่าไป ไม่ถือสา แต่ถ้า "แตะอาจารย์น้อง" เมื่อไหร่ เป็นได้เรื่อง เรื่องของเรื่องก็คือ บิ๊กตู่เป็นคนรักเมีย เกรงใจเมีย แต่คงไม่ถึงกับกลัวเมียเหมือนนายพลคนอื่นๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็น่าเห็นใจบิ๊กตู่ เพราะในฐานะ "นายกรัฐมนตรี" ซึ่งนอกจากจะมีหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ในฐานะที่ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นที่ศรัทธาของประชาชนส่วนใหญ่ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจึงต้องมีภาระในการ "เป็นผู้นำชาวพุทธ" อีกส่วนหนึ่งด้วย เพราะถ้าผู้นำไม่เข้าวัดเข้าวา ประชาชนก็จะห่างวัดห่างวาเช่นเดียวกัน มันสำคัญไม่ด้อยไปกว่ากัน เผลอๆ การเป็น "ผู้นำทางศาสนา" จะจารึกยาวนานกว่าตำแหน่งทางการเมืองด้วยซ้ำไป ดูแต่พระเจ้าอโศกมหาราชสิ ครองราชย์ยิ่งใหญ่ไม่มีใครจำ แต่หันมาสร้างวัด ผู้คนจดจำมานานหลายพันปี

แต่อย่างไรก็ตาม การออกมาชี้แจงข่าวลวงในวันนี้ของบิ๊กตู่นั้น ดูเหมือนจะตรงใจใครหลายคน แต่ถามว่า เป็นนายกมานานตั้งหลายปี ทำไมเพิ่งจะมาพูดในวันนี้ ทำไมไม่พูดตั้งแต่วันแรกที่ได้ยินข่าว (เพราะเราก็ได้ยินมานานหลายปีแล้ว) การนิ่งเฉยปล่อยเลยตามเลยนี่แหละ ที่จะทำให้ "ข่าวลวง" กลายเป็น "ข่าวลือ" และผู้คนจะเชื่อถือ เพราะไม่แก้ไขให้ทันต่อสถานการณ์

ถ้าคนเป็นถึง "นายกรัฐมนตรี" ยังไม่มีความฉับไวในการแก้ไขสถานการณ์ ปล่อยให้ลุกลามไปถึงลูกเมียและครอบครัว ถามว่า แล้วจะไปดูแลทุกข์สุขของประชาชนได้อย่างไรให้ทั่วถึง เพราะแค่ดูแลครอบครัวตัวเองก็แย่อยู่แล้ว

 

ปล. ภาพอาจารย์น้อง ออกงานทำบุญคู่กับบิ๊กตู่อยู่บ่อยๆ ถ้าอาจารย์น้องเป็นมุสลิมจริง ป่านนี้พวกมุสลิมคงโวยลั่นโลกไปแล้ว เผลอๆ ถูกไล่ออกจากศาสนาอิสลามด้วย ส่วนชาวพุทธนั้น ควรจะภูมิใจด้วยซ้ำ แบบว่า ถ้าชาวมุสลิมหันมาเข้าวัดเข้าวาทำบุญเหมือนอาจารย์น้อง ก็อยากจะให้มุสลิมเข้าวัดกันทั้งประเทศเลย จะไปค่อนแคะกันทำไม เผลอๆ พวกที่อ้างๆ ตัวเองว่าเป็นพุทธน่ะ จะเข้าวัดทำบุญน้อยกว่าอาจารย์น้องด้วยซ้ำ พวกนั้นมันพุทธประเภท "ดีแต่พูด"

 





 

พุทธเกินร้อย ห้อยพระจนล้น

 

 

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ตนอยากชี้แจงกรณีเฟคนิวส์ที่ระบุว่าภรรยาตนเป็นมุสลิม นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งเรื่องนี้ก็เห็นกันอยู่ว่า ภรรยาของตนไปใส่บาตร กราบพระ ไหว้พระ และตนเองก็เป็นไทยพุทธอยู่แล้ว ดังนั้นหน้าที่ของรัฐบาล นายกฯ ต้องดูแลคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย ซึ่งการไปโพสต์แบบนี้คิดว่าไม่เป็นธรรมกับตนและครอบครัว ขอให้ทำความเข้าใจกันด้วย อย่าไปแพร่กันเรื่อยเปื่อย เพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริง

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 17 ธันวาคม 2562

 

ผู้จัดการวิจารณ์โผเจ้าคณะภาค-หน

เจ้าคุณประยูร-มหาสายชล โดน

หยามหน้าจะมีน้ำยาจัดการอะไรกับธรรมกาย

 

 

เจ้าคุณประยูร-มหาสายชล

เจ้าคณะหน-เจ้าคณะภาค

ดรีมทีมผู้จัดการปัญหาธรรมกายชุดใหม่

ภายใต้การบัญชาการของพระสังฆราชอัมพร

 

 

อา..ว่าแล้วไง ยังไม่ทันได้นั่งก็เหยียดแข้งเสียแล้ว เจ้าคุณประยูรนี่ ภาษาเมืองเหนือว่า "อยู่ดีๆ หาเหล็กจีควั่นก้น" คือหาเรื่องใส่ตัว ไม่ดูบ้านดูเมือง เหลิงไหลไปกับคำป้อยอว่าตัวเองเก่งอย่างโน้นเก่งอย่างนี้ ยุคนี้ไม่มีใครเก่งเท่ากับพระเดชพระคุณ ฯลฯ พอกินลูกยอมากไปก็เลยออกอาการ "เอ๋อ" เอามหาสายชลกับเจ้าคุณประกอบมาร่วมทีม มันก็ร้องยี้กันทั้งเมืองสิเพคะ !

แต่ว่าปัญหามันมิได้กระจุกอยู่แต่ในภาค 1 และหนกลางเท่านั้น แต่ปัญหาธรรมกายมันใหญ่ "ระดับประเทศ" แม้แต่  "พระสังฆราชอัมพร" ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องรับผิดชอบ รวมทั้งมหาเถรสมาคมด้วย ในฐานะที่ออกเสียงรับรอง "สองพระหน่อ" ให้เข้ามากุมบังเหียนพระสงฆ์ไทยในภาคกลาง คำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการออกมาเมื่อไหร่ ประวัติชื่อเสียงเรียงนามของพวกท่านก็ถูกจารึกไว้ในบัดดล อยากดังข้ามศตวรรษก็ลองดูสิ

ก่อนหน้านี้ เมื่อมีปัญหาธรรมกาย หลายฝ่ายก็ออกมาต่อต้าน "สมเด็จช่วง" ไม่ให้เป็นสังฆราช เลยได้สังฆราชอัมพร แต่ต่อไป ถ้าไม่มีการจัดการกับธรรมกาย ก็ไม่รู้ว่าจะมีรายการ "ไล่สังฆราช" ด้วยหรือไม่ ?

เพราะอย่าคิดว่าจะนั่งเสวยอำนาจอยู่ได้ ตราบใดที่ปัญหาพระศาสนายังแก้ไขไม่ได้ !

 

 

สังฆราชอัมพร และ กรรมการ มส.

 

 

ธรรมกายเฮ ! ได้เครือข่ายสงฆ์-การเมืองคุ้มภัย

ธรรมกายทางสะดวก เจ้าคณะภาค 1 ไม่เปลี่ยน พระมหาสายชลรับตำแหน่งอีกรอบ แถมได้พระพรหมบัณฑิต นั่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นอันว่าสายสงฆ์ไร้กังวล แถมมีศิษย์ธรรมกายสังกัดเพื่อไทยคอยตรวจสอบรัฐบาล กุมอำนาจกรรมาธิการศาสนา แถมตั้งทนายธัมมชโยนั่นอนุกรรมาธิการ งานนี้เดินกิจกรรมธรรมยาตราได้ฉลุย

28 พฤศจิกายน 2562 มีการเผยแพร่มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ 28/2562 มติที่ 648/2562 เรื่องการแต่งตั้งพระสังฆาธิการให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค ในเขตปกครองคณะสงฆ์ทั้งฝ่ายมหานิกายและคณะธรรมยุต การประชุมเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2562 สมเด็จพระวันรัต กรรมการมหาเถรสมาคม ปฏิบัติหน้าที่ประธานที่ประชุมมหาเถรสมาคม

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เสนอว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกุลมหาสังฆปริณายก โปรดมีพระบัญชาให้นำเรื่องการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณา เพื่อเสนอกิจการคณะสงฆ์จึงเสนอแต่งตั้งพระสังฆาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค มหานิกาย 18 รูป และคณะธรรมยุต 8 รูป


เจ้าคณะภาค-เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

หนึ่งในผู้ที่ติดตามข่าวสารของพระสงฆ์อย่างเว็บไซต์อะลิตเติ้ลบุดดา แสดงความคิดเห็นถึงรายชื่อของเจ้าคณะภาคที่เปิดเผยออกมาว่า แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม และตั้งข้อสังเกตุถึงตำแหน่งเจ้าคณะภาคและตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่บางตำแหน่ง ที่มีผลต่อการพิจารณาคดีของวัดพระธรรมกาย


ทั้งนี้วัดพระธรรมกายตั้งอยู่จังหวัดปทุมธานี ถือว่าอยู่ในเขตปกครองของเจ้าคณะภาค 1 มีอำนาจในการปกครองในท้องที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี และเจ้าคณะภาค 1 รูปใหม่ก็คือพระรูปเดิม พระเทพสุธี หรือพระมหาสายชล วัดชนะสงคราม


ขณะที่พระสงฆ์ผู้บังคับบัญชาที่สูงขึ้นไปจากเจ้าคณะภาค 1 คือเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เดิมสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) วัดพิชัยญาติ ดำรงตำแหน่งอยู่ แต่ท่านได้มรณภาพเมื่อ 29 มิถุนายน 2562 และทางมหาเถรสมาคมได้มีการแต่งตั้ง พระพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

ด้านนายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวถึงการแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และเจ้าคณะภาคทั่วประเทศว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างออกพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และเจ้าคณะภาคต่อไป

นอกจากนี้รายชื่อของเจ้าคณะภาค 13 อย่างพระพรหมกวี หรือเจ้าคุณประกอบ วัดกัลยาณมิตร มีคดีทุบทำลายโบราณสถาน จนถูกฟ้องโดยกรมศิลปากร และศาลอาญามีคำสั่งเมื่อ 23 เมษายน 2562 ให้จำคุก 3 ปี แต่ให้รอลงอาญา 1 ปี


นี่คือเจ้าคณะภาคซึ่งถูกจับตามองจากผู้คนภายนอก ถึงความสามารถและความเหมาะสมกับการทำงานในฐานะผู้ปกครองสงฆ์และวัดวาอารามในสังกัด

 

แทบไม่เปลี่ยน

แหล่งข่าวด้านพระพุทธศาสนา กล่าวว่า เท่าที่ดูจากรายชื่อของเจ้าคณะภาครอบนี้ ไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก แถมหลายรูปได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์สูงขึ้น และส่วนใหญ่ยังเป็นขั้วอำนาจเดิมที่เคยครองพื้นที่อยู่ ดังนั้นโอกาสที่จะมีการแก้ปัญหาของวงการสงฆ์ในภาพรวม อาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก


ปัญหาของวัดพระธรรมกายนับเป็นเรื่องใหญ่ที่พระสังฆาธิการชั้นปกครอง ต้องลงมาหาทางแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องหลักธรรมคำสอนของทางวัดที่แตกต่างไปจากพระไตรปิฎก ในเรื่องของนิพพานที่ทางวัดเชื่อในความเป็นอัตตา รวมไปถึงการเชื้อเชิญให้ร่วมบุญกับทางวัดที่ปลายทางเป็นสวรรค์ชั้นต่าง ๆ ซึ่งแบ่งตามเงินทำบุญมากหรือน้อย


ที่ผ่านมาพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม ไม่เคยเข้ามาดูแลในเรื่องเหล่านี้ให้เป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้อง แถมยังร่วมกิจกรรมกับทางวัดพระธรรมกาย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีกว่าอดีตกรรมการมหาเถรสมาคมอย่างสมเด็จช่วงวัดปากน้ำนั้นเคยประกาศเป็นวัดพี่วัดน้องกับวัดพระธรรมกาย เนื่องด้วยต่างศรัทธาในหลวงพ่อสด อดีตเจ้าอาวาสวัดปากน้ำเช่นเดียวกัน


ธรรมเนียมของสงฆ์จะเคารพพระผู้ใหญ่ เมื่อพระผู้ใหญ่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับวัดพระธรรมกาย จึงไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องวัดพระธรรมกาย แม้จะมีบ้างแต่ก็เป็นเพียงเสียส่วนน้อย ไม่สามารถทัดทาน จึงเลือกที่จะไม่เข้าร่วมการประชุมในวงมหาเถรสมาคม


ปัจจุบันแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติสงฆ์ แต่ตัวบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งยังคงไม่ต่างไปจากเดิม โอกาสที่จะมีการแก้ไขหรือปฎิรูปวงการสงฆ์ของไทยจึงดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้น้อย และไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
 

ธรรมกายสบายใจ

เหตุการณ์ที่พระธัมมชโยถูกออกหมายจับเมื่อพฤศจิกายน 2559 จากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น หลบหนีการจับกุม จนรัฐบาลต้องใช้มาตรา 44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 แต่ก็ไม่สามารถนำตัวมาดำเนินคดีได้ ซึ่งในทางสงฆ์ต่างก็โยนเรื่องให้ฝ่ายบ้านเมืองดำเนินการในทางคดีให้เสร็จสิ้นก่อน ทางคณะสงฆ์จึงจะเข้าไปดำเนินการ


มีการยื้อเรื่องแม้เจ้าคณะใหญ่หนกลางในขณะนั้น แม้จะส่งเรื่องไปที่เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีคือพระเทพรัตนสุธี ที่ทำได้เพียงการแต่งตั้งเจ้าอาวาสรูปใหม่ของวัดพระธรรมกายแทนพระธัมมชโยเมื่อปลายปี 2560 แถมเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันก็ยังมีบทบาทน้อยกว่าพระทัตตชีโว เบอร์ 2 ของวัดพระธรรมกาย


เมื่อพิจารณารายชื่อเจ้าคณะภาค 1 ยังคงเป็นพระมหาสายชลรูปเดิม ที่ไม่มีบทบาทใด ๆ ในกรณีวัดพระธรรมกาย และเจ้าคณะใหญ่หนกลางรูปใหม่อย่างพระพรหมบัณฑิต อดีตเจ้าคณะภาค 2 และอดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย บทบาทที่ผ่านมาของท่านยังคล้อยไปตามพระผู้ใหญ่ จึงเป็นที่น่าจับตาว่าในกรณีวัดพระธรรมกายนั้นท่านจะมีแนวทางอย่างไร


ดูจากรายชื่อเจ้าคณะภาคแล้ว เชื่อว่าวัดพระธรรมกายคงสบายใจมาก เพราะโครงสร้างของคณะสงฆ์ชั้นปกครองทุกอย่างแทบไม่ต่างไปจากเดิม เนื่องจากในทางสงฆ์แล้วรัฐบาลหรือฝ่ายอาณาจักรจะปล่อยให้เป็นเรื่องของสงฆ์ปกครองและจัดการกันเอง


นอกจากนี้ยังมีเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ปัจจุบันเป็นพระธรรมรัตนาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต พระอารามหลวง ที่ยังคงเป็นเกราะกำบังให้กับวัดพระธรรมกายได้เป็นอย่างดี และที่ผ่านมาพระและศิษย์วัดพระธรรมกายก็ร่วมงานกับทางวัดเขียนเขตตลอดเวลา


ดังนั้น ในทางสงฆ์ระดับปกครอง จึงไม่เป็นปัญหาต่อวัดพระธรรมกาย

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 16 ธันวาคม 2562

 

หลวงปู่ครูบาทองละสังขาร

ชาวพุทธล้านนาสูญเสียใหญ่นัก

ยากจักหาพระมหาเถระเช่นหลวงปู่ทอง

 

 

 

สู่..มหานิรพาน

 

 

สิ้นหลวงปู่ทอง พระเกจิดังล้านนา พระนักปฏิบัติ สิริอายุรวม 96 ปี

สิ้นพระเกจิดังล้านนา "หลวงปู่ทอง" เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ได้ละสังขารแล้วในช่วงดึก หลังอาพาธในช่วงบ่ายแล้วนำส่ง รพ.จอมทอง สิริอายุ 96 ปี 2 เดือน ทางวัดเตรียมจัดพิธีพิธีถวายน้ำสรงสรีระสังขารในวันนี้ (14 ธ.ค.) ในช่วงเย็น

เมื่อเวลา 00.25 น. วันที่ 13 ธ.ค. 62 ที่พระอารามวรวิหาร วัดพระธาตุศรีจองทอง พระพรหมมงคล ฉายา สิริมงฺคโล หรือหลวงปู่ทอง เกจิดังแห่งล้านนา ได้ละสังขารแล้วภายในกุฏิหทัยนเรศวร์ หลังจากที่ได้อาพาธในช่วงบ่ายที่ผ่านมา และถูกนำส่ง รพ.จอมทองเป็นการด่วน โดยแพทย์ได้ให้การรักษาอย่างสุดความสามารถ จากนั้น ทางศิษยานุศิษย์ได้เคลื่อนสังขารของหลวงปู่ทองมาที่พระอารามวรวิหาร วัดพระธาตุศรีจองทอง เพื่อให้ประชาชนที่เคารพนับถือเข้ามากราบไหว้ เช่นเดียวกับเฟซบุ๊กผู้ใช้ชื่อว่า "สีหศักก์ พรสักกะ" ที่ได้โพสต์ภาพหลวงปู่พร้อมด้วยข้อความว่า "สู่ฟ้ามหาเนรพาน สิ้นร่มโพธิ์ใบใหญ่ร่มไทรใบหนา หลวงปู่ พระพรหมมงคล เข้าสู่ห้องมหาเนรพาน เวลานี้ เวลาหลังเที่ยงคืน (00.25 น.) ณ พระอารามวรวิหาร วัดพระธาตุศรีจอมทอง เมืองอังครัฏฐะ พระนครเชียงใหม่ สิริอายุ 96 ปี 2 เดือน 21 วัน 75 พรรษา ปาฏิหาริย์ไม่มีจริงกราบลาหลวงปู่ครั้งนั้น ไม่นึกว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย ผมรักหลวงปู่ครับ"

ผู้ใช้เฟซบุ๊กคนดังกล่าวยังได้โพสต์เพิ่มเติมอีกว่า วันเสาร์ ที่ 14 ธ.ค. เวลา 16.00 น. จะมีพิธีพิธีถวายน้ำสรงสรีระสังขาร แด่พระเดชพระคุณ พระพรหมมงคล วิ. (หลวงปู่ทอง สิริมงฺคลมหาเถร) ณ มหาศาลาหทัยนเรศวร์ วัดพระธาตุศรีจอมทอง วรวิหาร

 

ข่าว : ไทยรัฐ : 13 ธันวาคม 2562

 

คำสั่งยังไม่เสร็จ !

สำนักพุทธชี้แจงเหตุผลล่าช้า

ตั้งเจ้าคณะภาค-เจ้าคณะหน

 

อา..สาเหตุแห่งความล่าช้านั้น ก็น่าจะมาจาก "ตัวบุคคลบางตำแหน่ง" ที่เปิดโผออกมาแล้ว พระสงฆ์สามเณรและพุทธศาสนิกชน "ร้องยี้" กันทั้งเมือง ตั้งคำถามกันกระหึ่มว่า ไหนว่าจะปฏิรูปพระพุทธศาสนา ไหนว่าจะใช้ระบบ "คุณธรรม" ในการแต่งตั้งโยกย้ายพระสังฆาธิการ เพื่อเป็นผู้ขับเคลื่อนในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ซึ่งถูกตั้งข้อหาว่า "เสื่อมเสีย" จนรัฐบาลทหารถึงกับทำการ "ฉีกกฎหมายคณะสงฆ์" โอนอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายไปให้แก่ "สำนักพระราชวัง" เพื่อป้องกันการวิ่งเต้นเส้นสายเหมือนในอดีต ซึ่งชาวไทยทั่วหล้าก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอยว่า "เจ้าคณะหน-เจ้าคณะภาค ชุดใหม่" คงจะไม่เหมือนเดิม

แต่ที่ไหนได้ เมื่อเปิดโผ "เจ้าคณะหน-เจ้าคณะภาค ชุดใหม่" เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กลับปรากฏว่า เป็นชุดเก่าทั้งดุ้น ไม่มีอะไรใหม่เลย !

จึงเกิดคำถามว่า ไหนว่าของเก่าเขาไม่ดี จึงฉีกของเก่าทิ้ง แล้วอาสาทำใหม่ แต่ทำไมของใหม่ก็เหมือนของเก่า เพราะเอาของเก่ากลับมาใช้ใหม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น คำอ้างที่ว่า "ของเก่าแย่" ก็ต้องไม่จริง

แต่ถ้าของเก่า "เขาดีอยู่แล้ว" จึงเอาเขากลับมาใช้เหมือนเดิมอีก แล้วจะไปเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไร เพราะเปลี่ยนก็คือไม่เปลี่ยน เมื่อไม่เปลี่ยนผู้เล่น แต่เปลี่ยนแค่กติกาเล็กๆ น้อยๆ คิดหรือว่าจะปฏิรูปพระพุทธศาสนาได้ ?

แน่นอนว่า ผู้มีอำนาจคงจะเชื่อว่า ถ้าหากโอนอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายพระสังฆาธิการไปให้แก่ราชสำนักดูแล ก็คงไม่มีใครกล้าวิจารณ์  เพราะมีกฎหมายหมิ่นป้องกันไว้อยู่ แต่ผู้มีอำนาจคงจะมีตาเพียงข้างเดียว จึงมองไม่เห็นถึงก้นบึ้งของผู้คนว่า ถ้าหากพูดในที่แจ้งไม่ได้ ก็จะมีคนไปพูดในที่ลับ นั่นก็เท่ากับ ผลักผู้ที่เห็นต่างและผู้คนส่วนใหญ่ ให้หันไปเล่นหวยใต้ดินแทนหวยบนดิน

พระมหากษัตริย์ทรงบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทย ใช่ว่าไม่เคยมี แต่มีมานานแล้วในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (ร.1 ถึง ร.7) ซึ่งก็เหมือนกับพระมหากษัตริย์ทรงบริหารราชการแผ่นดิน แต่เมื่อไปไม่ไหว จึงถูกคณะราษฎร "ยึดอำนาจ" ไปในที่สุด หลัง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ประเทศไทย "ยกสถาบันพระมหากษัตริย์" ไว้สูงเหนือการพระศาสนาและการเมือง ตามหลักการ The king can do no wrong !

แต่เมื่อมีการแก้กฎหมายคณะสงฆ์ โอนอำนาจกลับไปให้พระมหากษัตริย์ "ทรงงาน" โดยตรงอีกครั้ง ก็เท่ากับผลักให้พระมหากษัตริย์ต้องรับผิดชอบ "ทั้งดีและเสีย" ผิดหลักการประชาธิปไตย "อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ถ้าเป็นรถก็ไม่มีกันชน จึงไม่ทราบว่า ผู้ที่แก้ไขกฎหมายให้พระมหากษัตริย์ทรงบริหารกิจการคณะสงฆ์เองนั้น หวังดีหรือหวังร้ายต่อสถาบันกันแน่ แต่ไม่ว่าจะหวังดีหรือหวังร้าย ถ้าผลการบริหารดี ก็คงได้แค่เสมอตัว แต่ถ้าเสียหายละก็ สถาบันคงต้องรับผิดชอบหนักแน่แต่ผู้เดียว  พวกที่ชอบยกอำนาจถวายพระมหากษัตริย์ทรงทำนั้น ก็รอดตัวไป ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

ปัญหาแรกที่เห็นเด่นชัดก็คือ การแต่งตั้งโยกย้ายพระสังฆาธิการระดับภาคและระดับหน โดยเฉพาะ "หนกลาง" ซึ่งคาบลูกคาบดอกในหลายเรื่อง ยกตัวอย่าง

1. ตัวเจ้าคณะใหญ่หนกลาง อันได้แก่ พระพรหมบัณฑิต ซึ่งยังคงเป็นเพียง "รักษาการ" มิได้เป็นเจ้าคณะใหญ่เต็มตัว แต่กลับใช้อำนาจรักษาการนั้น ทำการแต่งตั้งโยกย้าย "เจ้าคณะภาค" อย่างเป็นทางการ ซึ่งผิดวิสัยของ "ผู้รักษาการ" ที่จะทำ ดังเช่น "เจ้าคณะภาครักษาการ" ก็ไม่กล้าทำงานอะไรที่เป็นนโยบายใหม่ เพราะตะหนักว่าตนเองเป็นเพียงรักษาการ แม้ว่าจะเคยเป็นเจ้าคณะภาคมาก่อนก็ตาม

2. เมื่อตนเองเป็นเพียงรักษาการ แต่กลับอาจหาญใช้อำนาจรักษาการไปแต่งตั้ง "เจ้าคณะภาค" อย่างเต็มตัว พอกลับมาดูตัวเองบ้าง กลับปรากฏว่า "ตัวเองก็ยังไม่ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่ เป็นแต่เพียงรักษาการ" เท่านั้น มันก็ไม่สง่างาม เพราะต้องรอรับการแต่งตั้งในตำแหน่งเจ้าคณะหนพร้อมกับเจ้าคณะภาค เผลอๆ จะต้องไปรับพระบัญชาในวันเดียวกันด้วย จึงถือว่าประหลาด เหมือนกับการตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีพร้อมกัน ซึ่งไม่เคยมี แต่จะต้องมีการตั้ง "นายกรัฐมนตรี" ก่อน แล้วนายกรัฐมนตรีจึงค่อยแต่งตั้งรัฐมนตรีในภายหลัง "ตั้งนายก่อนลูกน้อง" มิใช่ตั้งพร้อมกัน นานาอารยะประเทศเขาทำกันอย่างนี้ทั้งนั้น เพิ่งเห็นพิเรนก็คณะสงฆ์ไทยในสมัยสังฆราชอัมพรนี่แหละ

3. ข่าวสารล่าสุดที่สำนักพุทธแถลงให้ทราบก็คือ กำลังจะดำเนินเรื่องการแต่งตั้ง "เจ้าคณะหนและเจ้าคณะภาค" ให้เสร็จโดยเร็ว (ความจริงก็คือล่าช้ามาก เลยออกข่าวแก้เกี้ยวว่ากำลังเร่งอยู่) ซึ่งทำให้เรารู้ว่า ทั้งเจ้าคณะภาคและเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ยังคงมีสถานะเท่าเทียมกัน คือเป็นเพียง..รักษาการ แต่ถามว่า เมื่อเจ้าคณะหนรักษาการทำการแต่งตั้งเจ้าคณะภาคได้ ทำไมเจ้าคณะภาครักษาการไม่ทำงานเช่นรักษาการเจ้าคณะหนบ้าง เพราะถ้ารักษาการเจ้าคณะหนทำเกินอำนาจหน้าที่แล้วไม่ผิด ไม่เสียหาย  ถ้ารักษาการเจ้าคณะภาคทำบ้าง จะผิดหรือเสียหายอะไร ตัวอย่างดีๆ ก็มีอยู่แล้ว ก็เจ้าคุณประยูรนั่นไง

4. ในกรณีที่ "สมเด็จพระวันรัต" วัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ทำการแต่งตั้ง "มหาวงศ์ไทย" ให้เป็นเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานีก่อน แล้วค่อยขึ้นเป็น "เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์" ในภายหลัง เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ เคยเปรียบเทียบไว้ว่า "เหมือนการนุ่งกางเกงนอกก่อน แล้วค่อยนุ่งกางเกงในในภายหลัง" ทำได้ก็ถือว่าเก่ง แต่ว่าวิปริตผิดประเพณี

ครั้นมาถึงกรณี "พระพรหมบัณฑิต" วัดประยุรวงศาวาส รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ทำการแต่งตั้ง "เจ้าคณะภาค" ในเขตการปกครองของตนเองในวันนี้ จึงมิใช่การนุ่งกางเกงนอกก่อนกางเกงใน แต่หากเป็นการ "นุ่งทั้งกางนอกและกางเกงใน" ไปพร้อมๆ กัน ถ้าทำได้ ก็คงไม่ใช่แค่เก่ง แต่ต้องระดับอัจฉริยะ แต่ตะพิลึกกึกกือเพียงไหนอย่างไร ก็ต้องให้วิญญูชนช่วยกันวินิจฉัย

5. การตั้งเจ้าคณะภาค 1 คือ มหาสายชล ซึ่งมีผลงานห่วยแตกที่สุดในบรรดาเจ้าคณะภาคหนึ่งที่เคยมีมา ให้กลับมาครองอำนาจตามเดิมอีก ทั้งๆ ที่ว่าโดยธรรมเนียมแล้ว เมื่อเจ้าคณะใหญ่หนกลาง "ว่างลง" ตำแหน่งที่ถูกวางตัวให้รับตำแหน่งแทนก็คือ "เจ้าคณะภาค 1" แต่หลังสุดนี้ เมื่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลางสิ้นไป กลับกลายเป็น "เจ้าคณะภาค 2" ได้เข้ามาครองอำนาจแทน นั่นก็แสดงว่า ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 2 ต้องมีอำนาจสูงกว่าเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็รู้เห็นกันอยู่ว่า เพราะตัวเจ้าคณะภาค 1 อ่อนด้อยทั้งความรู้และประสบการณ์ แต่ได้ตำแหน่งมาโดยระบบเส้นสาย จึงไม่สมควรขึ้นเป็น "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ดังกล่าว ซึ่งก็ถือว่าชอบแล้ว แต่เหตุไฉนเจ้าคณะใหญ่หนกลางรูปใหม่ จึงยังให้มหาสายชลเป็นเจ้าคณะภาค  1 ต่อไปอีก ถ้าเห็นว่ามหาสายชลเป็นภาค 1 ดีอยู่แล้ว ก็น่าจะสนับสนุนให้เป็นเจ้าคณะหนกลางไปเลยสิ

6. การตั้ง "พระพรหมกวี" หรือเจ้าคุณประกอบ ัดกัลยาณมิตร ซึ่งต้องคดีทุบทำลายโบราณสถานภายในวัด ศาลสั่งจำคุกและลงอาญา ให้เป็นเจ้าคณะภาค 13 ต่อไปอีก เหมือนไม่มีมลทินอะไรเลยนั้น มองทางไหนก็ไม่เห็นความเหมาะสม นอกเสียจากว่า เจ้าคุณประกอบเป็นเพื่อนรวมรุ่น ป.ธ.9องเจ้าคุณประยูร เท่านั้น นั่นก็แสดงว่า ในกรรมการมหาเถรสมาคมชุดปัจจุบันนี้ ยังหนีไม่พ้นเรื่องของพรรคพวกและเส้นสาย ไม่ต่างจากยุคก่อน ที่ถูกมองเสียหาย เพราะใช้ระบบดังกล่าว

7. เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าเจ้าคุณประยูรจะเสนอตัวเองเป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง พร้อมๆ กับการเสนอตั้งเจ้าคณะภาคไปพร้อมกัน จะตั้งมหาสายชลให้เป็นเจ้าคณะภาค 1 เหมือนเดิม หรือตั้ง "เจ้าคุณประกอบเพื่อนรัก" ให้เป็นเจ้าคณะภาค 13 ตามเดิม ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็จะต้อง "ผ่าน" การพิจารณาของทั้ง มหาเถรสมาคม สมเด็จพระสังฆราช และราชสำนัก

8. ราชสำนักไทยในวันนี้ เหมือนมี 2 บทบาทในทางพระศาสนา นั่นคือ

8.1 มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งผ่านการเสนอของรัฐบาลและการพิจารณาของสมเด็จพระสังฆราช ก่อนจะนำความขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งลงมา

8.2 ทรงพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อตำแหน่งเจ้าคณะภาคและเจ้าคณะหน จากนั้นจึงโปรดให้สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาแต่งตั้ง เท่ากับเสนอขึ้นไป

9. ข้อ 8.1 นั้น สมเด็จพระสังฆราช ทรงพิจารณาก่อนนำความขึ้นทูลเกล้าต่อพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง  ข้อ 8.2 นั้น พระเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาก่อนถวายสมเด็จพระสังฆราชทรงลงพระบัญชาแต่งตั้ง นี่จึงมิใช่แค่ "The king can do wrong" เท่านั้น แต่เป็นทั้ง "The king can do wrong" และ "The king can do no wrong" อยู่ด้วยกัน

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ เป็นผลของการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ในสมัยรัฐบาลทหาร คสช. เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งกำลังออกลูกเป็น "กรรมการ มส. - เจ้าคณะภาค - เจ้าคณะหน" ในปัจจุบัน มันส์ พ่ะย่ะค่ะ !

 

 

 

แจงตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง-เจ้าคณะภาคล่าช้า

รองโฆษก พศ. แจง สาเหตุแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง-เจ้าคณะภาคล่าช้า ชี้ ไม่อยากผิดพลาดเป็นเรื่องสำคัญ ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ.2561 อย่างเคร่งครัด

วันนี้ (10 ธ.ค.) นายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะรองโฆษก พศ. กล่าวถึงการแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และเจ้าคณะภาคทั่วประเทศ ว่า ตามที่ก่อนหน้านี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้เคยแจ้งต่อที่ประชุม มส. ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบ รายชื่อเจ้าคณะภาคแล้วนั้น ขณะนี้ พศ. ได้นำรายชื่อเข้ารายงาน มส. เพื่อขออนุมัติการนำรายชื่อขึ้นกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช เพื่อออกเป็นพระบัญชาแต่งตั้งเจ้าคณะภาคแล้ว

เช่นเดียวกับตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ที่ มส. ให้ความเห็นชอบแต่งตั้ง พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส กรรมการ มส. เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนของการออกพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชเช่นเดียวกัน

นายสิปป์บวร กล่าวต่อไปว่า ส่วนขั้นตอนที่ยังล่าช้าอยู่นั้น เพราะไม่อยากให้เกิดความผิดพลาด เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ โดยมีการดำเนินการตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4 )พ.ศ.2561 อย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การเสนอชื่อจากมส.ขึ้นไปจนทรงมีพระราชดำริเห็นชอบ และขณะนี้อยู่ในระหว่างออกพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และเจ้าคณะภาคต่อไป ดังนั้นในระหว่างนี้จนกว่าจะมีพระบัญชา จะต้องใช้คำเรียกว่าผู้รักษาการไปก่อน

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 11 ธันวาคม 2562

 

หลวงพ่อชุ้น วัดวังตะกู มรณภาพ

สิ้นมือปั้นพุทธะอิสระเข้าวงการสงฆ์

 

 

พระธรรมเสนานี (ชุ้น กิตฺติวณฺโณ)

อดีตเจ้าอาวาสวัดวังตะกู อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม

และอดีตผู้ปั้นพุทธะอิสระขึ้นมาในดงขมิ้น

 

อา..อนิจจา วต สังขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง รูปํ ชีรติ มัจจานัง นามะโคตตํ น ชีรติ คนเราตายไปก็แต่ร่างกาย ส่วนชื่อเสียงเรืองนามนั้น หาตายไปด้วยไม่

วันนี้ คณะสงฆ์ไทย โดยเฉพาะในจังหวัดนครปฐม ต้องสูญเสียพระมหาเถระ พระผู้ใหญ่ ผู้มีบทบาทสำคัญในหลายด้าน ทั้งด้านการปกครอง การศึกษา การเผยแผ่ และการสาธารณูปการ ท่านคือ หลวงพ่อชุ้นห์ แห่งวัดวังตะกู อำเภอเมือง นครปฐม ปฐมผู้ให้กำเนิดแก่ "พระสุวิทย์ ทองประเสริฐ" หรือ พุทธะอิสระ

เรื่องมีอยู่ว่า แรกนั้น พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม บวชพระที่วัดคลองเตยใน เขตกรุงเทพฯ ก่อนจะสึกไปเป็นทหารแล้วกับมาบวชใหม่ ที่จังหวัดพัทลุง ในปี 2526 จากนั้นจึงย้ายมาทำการก่อสร้าง "วัดอ้อน้อย" ขึ้นในท้องที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ในปี 2532 โดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสในปี 2538

ต่อมานปี 2544 พระสุวิทย์ ได้รับความเมตตาจาก "พระเทพคุณาภรณ์ (พระธรรมเสนานี)" หรือหลวงพ่อชุ้นห์ เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เจ้าอาวาสวัดวังตะกู ให้ดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะตำบลห้วยขวาง" อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

แต่แล้วก็เกิดเรื่อง เมื่อมีคนพบว่า ในหนังสือแต่งตั้งเจ้าคณะตำบลของพระสุวิทย์นั้น "ตัวเลขอายุพรรษา" ผิดไปจากความเป็นจริง พระสุวิทย์จึงถูกโจทย์ฟ้องว่า "โกงอายุพรรษา" แต่พุทธะอิสระกลับโต้ว่า "เป็นกระบวนการสกัดกั้นตนเองไม่ให้เป็นเจ้าคณะตำบล" คือเห็นเป็นเรื่องการเมือง จึงประชดด้วยการ "สึกแล้วบวชใหม่" ภายในวันเดียว และประกาศตัวเองเป็น "พุทธะอิสระ" ไม่ขึ้นกับใครอีกต่อไป แต่จะไปตามทางของตัวเอง ทำนอง "เมื่อเขาไม่อยากให้เราอยู่ เราก็ไม่อยู่ เราจะออกไปเคลื่อนไหวนอกสภา" อะไรทำนองนั้น

จากนั้นจนบัดนี้ ชื่อเสียงและชื่อเสียของ "พุทธะอิสระ" ก็ติดท็อป ติดชาร์ต ทุกครั้งที่มีข่าวพระไปเกี่ยวข้องกับการเมือง

หลวงพ่อชุ้นห์ จึงเป็นผู้มีบุญคุณต่อพุทธะอิสระ เพราะเป็นผู้เมตตาให้โอกาส "แจ้งเกิดในวงการสงฆ์" เป็นคนแรก

แต่ถ้าจะย้อนประวัติกลับไปอีกก็จะพบว่า "หลวงพ่อชุ้นห์" เองนั้น ก่อนจะมาเป็นเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม และแต่งตั้งพระสุวิทย์ให้เป็นทั้ง "เจ้าอาวาส" และ "เจ้าคณะตำบล" นั้น ท่านได้ไปศึกษาในสำนัก "วัดปากน้ำภาษีเจริญ" จนจบนักธรรมชั้นเอก โดยมีอายุพรรษา "เท่ากับ" สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ สืบต่อจาก "หลวงพ่อสด" อีกต่างหากด้วย

 


 

วัดปากน้ำภาษีเจริญ สมัยหลวงพ่อสดครองวัดนั้น เจริญรุ่งเรืองระดับแนวหน้า มีพระเณรจากทั้งในและต่างประเทศ เดินทางมาพึ่งบารมี "หลวงพ่อสด" เป็นจำนวนมาก ทั้ง "สมเด็จช่วง-สมุทรปราการ" ทั้ง "พระธรรมวโรดม (บุญมา) นครปฐม" ทั้ง "พระเทพกิตติปัญญาคุณ (กิตติวุฑโฒ) นครปฐม" ทั้ง "พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร) สุพรรณบุรี" ทั้ง "พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี) กำแพงเพชร" รวมทั้ง "พระธรรมเสนานี (ชุ้นห์) นครปฐม" ที่สำคัญก็คือ สองสหายแห่งธรรมกาย อันได้แก่ "ธัมมชโย-ทัตตชีโว" แม้ว่าจะไปไม่ทันหลวงพ่อสด ก็ยังทันบวชกับหลวงพ่อช่วง เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน

วัดปากน้ำ ยังเป็น "ศูนย์พระเครื่อง" แห่งแรกๆ ของกรุงเทพฯ  เพราะเป็นที่สถิตของ "ท่านลภ" หรือ พระมหาพัลลภ ผ่องผดุงพงศ์ เจ้าของ "รังพระ" ระดับตำนาน ว่ากันว่า ท่านลภ นอกจากจะเป็นนักแต่งพระมือเยี่ยม "ยุคแรก" ของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นเซียนพระตัวยง มีพระระดับตำนาน "ผ่านมือ" ท่านลภ มากมายก่ายกอง กุฏิของท่านลภ จึงเป็นแหล่งชุมนุมเซียนพระระดับแนวหน้าของไทยในยุคนั้น เรื่องราวในวัดปากน้ำ เล่ากันเป็นปีก็ไม่จบ

 

 

หลวงพ่อช่วง สหายของ หลวงพ่อชุ้นห์

ศิษย์ผู้ใหญ่ในหลวงพ่อสด

 

 

โดยนัยยะนี้ เมื่อพุทธะอิสระ ทำการต่อต้าน "สมเด็จช่วง" ไม่ให้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ทั้งๆ ที่พุทธะอิสระก็ได้รับการสนับสนุนจาก "หลวงพ่อชุ้นห์" ศิษย์สายวัดปากน้ำของสมเด็จช่วง ก็เท่ากับว่า "คนกันเอง" มาขัดแย้งกัน ทำนอง "ขุยไผ่ฆ่าไผ่" ฉะนั้น เพราะธรรมกายก็แตกหน่อออกไปจากวัดปากน้ำเช่นกัน หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ ด่าธรรมกายก็กระทบหลวงพ่อสด มันทำใจลำบาก ใครไม่ใช่ "ศิษย์วัดปากน้ำ" คงไม่เข้าใจอารมณ์กรรมฐานแบบสายธรรมกาย ที่ใช้คาถาบริกรรมว่า "สัมมา อะระหัง" กลับกันกับคำว่า "อะระหัง สัมมา"

เคยมีคนพูดว่า จะให้พุทธะอิสระหยุดต่อต้านสมเด็จช่วง ก็คงไม่ยาก หากมีใครไปกราบเรียน "หลวงพ่อชุ้นห์" วัดวังตะกู ให้ช่วยพูดกับพุทธะอิสระ รับรองว่าจะสำเร็จ เพราะพุทธะอิสระก็ท่องคาถา "กตัญญู" คนหนึ่ง ยกเว้นแต่จะหลุดโลกไปจนกู่ไม่กลับแล้วเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่มีใครไปขอหลวงพ่อชุ้นห์ หรือขอแล้ว แต่ท่านคงเห็นว่า "พูดลำบาก เป็นเรื่องกรรมเวรของแต่ละคนที่เลือกทางเดินของชีวิต" จึงสู้ปล่อยไปไม่ยุ่งเกี่ยว

วันนี้ วันสุดท้ายของ "หลวงพ่อชุ้นห์" มาถึงแล้ว ทางเกียรติยศนั้นท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นถึง "พระธรรมเสนานี" มีโกศประดับเกียรติยศในวันมรณภาพ ผลงานอื่นๆ ก็มากมาย กลายเป็น "อมตะเถราจารย์" องค์สำคัญรูปหนึ่งของจังหวัดนครปฐม ผลงานสำคัญที่โลกไม่ลืมก็คือ "ท่านคือมือปั้นพุทธะอิสระ" ให้แจ้งเกิดในวงการสงฆ์ยุคปัจจุบัน เพราะพุทธะอิสระถือกำเนิดมาจากตำแหน่ง "เจ้าคณะตำบลห้วยขวาง" ที่หลวงพ่อชุ้นห์มอบหมายให้นั่นเอง เอวัง !

 


 

สิ้น..อาจารย์ชุ้น อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.20 น. วันที่ 4 ธันวาคม พระธรรมเสนานี หรืออาจารย์ชุ้น (ชุณห์ กิตฺติวณฺโณ) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เจ้าอาวาสวัดวังตะกู อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสหศึกษาบาลี องค์พระปฐมเจดีย์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม มรณภาพอย่างสงบ ที่ห้องวีไอพี1 หอผู้ป่วยพิเศษ-สงฆ์ ตึกสงฆ์ โรงพยาบาลนครปฐม อายุ 94 ปี พรรษา 74 คณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม และศิษยานุศิษย์ ต่างเศร้าเสียใจในการจากไปของท่านพระเดชพระคุณพระธรรมเสนานี โดยร่างของพระเดชพระคุณพระธรรมเสนานี ได้พักไว้ที่โรงพยาบาลก่อน และจะมีการเคลื่อนย้ายกลับสัดวังตะกูในวันที่ 6 ธันวาคม เวลา 17.00 น. รดน้ำศพ โดยนายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธาน

ทั้งนี้ พระธรรมเสนานี (ชุณห์ กิตฺติวณฺโณ) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เจ้าอาวาสวัดวังตะกู อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสหศึกษาบาลี องค์พระปฐมเจดีย์ มีนามเดิม ชื่อ ชุณห์ ภูศรี เกิดเมื่อ วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2468 เกิดที่บ้านวังตะกู หมู่ที่ 8 ต.วังตะกู อ.เมือง จ.นครปฐม เคยรับราชการเป็นครูสอนที่โรงเรียนประชาบาลบ้านบ่อด่าน วัดทัพยายท้าว กระทั่งเมื่ออายุครบเกณฑ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันพุธ ที่ 11 ก.ค. 2488 ณ วัดทัพหลวง โดยมีพระราชธรรมาภรณ์ วัดดอนยายหอม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระวิหารการโกวิท วัดทัพหลวง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการไข่ วัดม่วงตารศ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา กิตฺติวณฺโณ มีความหมายว่า ผู้มีชื่อเสียงดีงาม

หลังอุปสมบท มุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ จากสำนักเรียนวัดปากน้ำภาษีเจริญ สร้างคุณูปการต่อชาวเมืองนครปฐมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะงานด้านการศึกษา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2494 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการคุมสอบธรรมสนามหลวง เป็นเจ้าสำนักเรียนวัดวังตะกู เป็นกรรมการตรวจประโยคธรรมสนามหลวงนักธรรมชั้นตรี

ปัจจุบัน ยังเป็นกรรมการอบรมบาลีก่อนสอบสนามหลวงที่วัดไร่ขิง และที่สำคัญงานศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี ในสำนักเรียนมีนักเรียนสอบบาลีได้ทุกปี โดยเฉพาะประโยค ป.ธ.9 นอกจากนี้ ยังมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านภาษาจีน พูดและเขียนได้ อ่านและเขียนอักษรขอมก็ได้

งานเผยแผ่ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระธรรมทูตประจำจังหวัดนครปฐม เป็นวิทยากรอบรมและบรรยายธรรมแก่ข้าราชการตำรวจสถานีภูธรจังหวัดนครปฐม เป็นวิทยากรอบรมและบรรยายธรรมแก่นักโทษในเรือนจำกลางประจำจังหวัดนครปฐม ส่งเสริมกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ท่านได้อบรมศีลธรรมแก่ประชาชนในวันธรรมสวนะเป็นประจำ รวมทั้งนำข้าราชการคณะครู นักเรียน ตลอดถึงพุทธศาสนิกชน เวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นประจำทุกปี 

งานสาธารณูปการ ท่านได้สร้างกำแพงรอบวัด ห้องสุขา ห้องสมุด ห้องอบรมพระวิปัสสนาจารย์จังหวัดนครปฐม โรงครัวของวัด ซ่อมอุโบสถหลังเก่าทำเป็นวิหาร งานสาธารณสงเคราะห์ บริจาคเงินส่วนตัวเข้ามูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ร่วมสร้างหอประชุมของอำเภอเมืองนครปฐม ตั้งทุนมูลนิธิโรงพยาบาลกำแพงแสน เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ทอดผ้าป่าสามัคคี หาเงินเข้าชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีน ซึ่งมีวัดอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน 30 กว่าวัด อีกทั้งเป็นประธานจัดให้มีการอบรมเรื่องโภชนาการแก่ประชาชนตำบลวังตะกู ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลวังตะกู

ส่วนงานในตำแหน่งหน้าที่ จัดประชุมพระสังฆาธิการทุกระดับในเขตปกครอง ตามมติมหาเถรสมาคมทุกปี คอยหมั่นตรวจเยี่ยมวัดต่างๆ ในเขตพื้นที่ปกครอง จัดปฏิบัติธรรมแนวมหาสติปัฏฐาน จัดสัมมนาเพิ่มความรู้ความสามารถแก่พระสังฆาธิการทุกระดับในปกครองทุกปี กวดขันเรื่องระเบียบวินัยแก่พระสังฆาธิการทุกระดับในเขตปกครองให้อยู่กันด้วยความเรียบร้อย

ท่านมีแนวความคิดส่งเสริมการสวดมนต์ให้สวดถูกอักขรวิธี ถูกสังโยค และใช้บทสวดมนต์ ให้ตรงกับงานบุญต่างๆ มีการจัดอบรมซ้อมสวดพระกรรมวาจาจารย์ ก่อนการแต่งตั้งเป็นพระคู่สวด จัดอบรมกวดวิชานักธรรมชั้นเอก ก่อนสอบสนามหลวง ปีละ 15 วัน เป็นเวลานาน กว่า 20 ปี เน้นให้พระภิกษุ-สามเณรในจังหวัดนครปฐมทุกรูปทำอุโบสถกรรม สวดพระปาติโมกข์ตลอดปี

 

ที่มา : มติชน : 5 ธันวาคม 2562

 

จาก..ธัมมชโย ถึง..ปารีณา

คดีรุกป่าสงวนพัวพันอนาคต

ไร่เชิญตะวันของ ว. ส่อเดินตามรอยรุ่นพี่

รอก็แต่..การตรวจสอบ

 

 

อา.. "พระดัง-นักการเมือง" กับเรื่องที่ดิน ไม่ทราบว่าคู่กันมาแต่ปีไหน อย่างกรณี "กิตติวุฑโฒ" แห่งสำนักจิตตภาวันอันโด่งดังในอดีต ล่าสุดก็ฆ่ากันตายกลางศาลจันทบุรี มีท่านกิตติวุฑโฒเข้าไปเกี่ยวข้อง แม้ว่าจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม

นัมเบอร์วันของไทย "ธัมมชโย" เจ้าพ่อทั้งด้านการศาสนาและการเมือง นอกจากเรื่องบิดเบือนพระธรรมคำสอนแล้ว ก็เจอทั้งเรื่องเงินและที่ดิน มูลค่าว่ากันถึงพันล้าน คดีความยาวเป็นว่าวจุฬา แต่ว่า..หาตัวไม่เจอ !

ปารีณา ไกรคุปต์ ก็กำลังเป็นดาราหน้าจอ ถามว่า "วอ" แห่งไร่เชิญตะวัน จะเข้าข่ายรุกป่าสงวนกับเขาด้วยหรือไม่ ? มีคำเฉลยจาก ดร.โสภณ พรโชคชัย ว่า "ไม่น่าจะรอด" เพราะเป็นพื้นที่ บท.5 อันเป็นศัพท์ที่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้อธิบายว่า "เป็นใบเสร็จ" ใครเอาใบนี้มายืนยันก็..ประหาร สถานเดียว ถามด้วยว่า ดร.โสภณ รู้จากไหน ก็ไม่เห็นยาก เชิญ ดร.โสภณ มาเป็นพยาน งานสืบสวนก็ก้าวหน้าไว

แต่จะเกี่ยวหรือไม่อย่างไร ก็ต้องว่ากันไปตามหลักตามฐาน จะว่าตามใจฉันนั้นหาได้ไม่ งานนี้ คงต้องวาน "ท่านพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" อดีต ผอ.พศ. ผู้ตงฉิน และปัจจุบันเป็น "ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านกิจการพระพุทธศาสนา" ผู้มีอุดมการณ์อันสูงส่ง ทำทุกอย่างเพื่อปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์สะอาด ซึ่งจุดสำคัญนั้นอยู่ที่ "พระสงฆ์ไทย" ต้องบริสุทธิ์สะอาด มีศีล สมาธิ และปัญญา ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ด้วยความสนิทใจ แม้แต่เรื่องเงินๆ ทองๆ ก็ต้องมือสะอาด และในฐานะที่ท่านพงศ์พร "ไปไร่เชิญตะวัน" บ่อยๆ ก็ต้องรู้ที่รู้ทางเป็นอย่างดี แถมยังสืบสวนง่ายกว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ เพราะที่ดินนั้นดิ้นไม่ได้ ใช้แค่ภาพถ่ายดาวเทียมและเอกสารสิทธิ์มายืนยัน ก็การันตีได้แล้ว

นะ ท่านพงศ์พร นะ อย่าให้ท่านนายกรัฐมนตรีเสียความตั้งใจเสียล่ะ สู้อุตส่าห์ส่งท่านมาช่วยชำระสะสางพระพุทธศาสนา ภาคกลางก็เห็นว่าเสร็จไปแล้ว ช่วยไปดูทางเหนือด้วย อย่าให้ "คุณวอ" เธอรอนาน

 

 

ธัมมชโย โดน !

ปารีณา โดน !

ว.วชิรเมธี ?

 

 

ข่าว "ธัมมชโย" รุกป่าพังงา

 

ศาลพังงาออกหมายจับ "พระธัมมชโย" สร้างมุกตะวันรุกที่ป่า

ความคืบหน้าดำเนินคดีกับสถานที่ปฏิบัติธรรมมุกตะวันของวัดพระธรรมกาย ที่เกาะยาว จังหวัดพังงา ซึ่งบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติฯ ล่าสุดศาลจังหวัดพังงาได้ออกหมายจับพระธัมมชโยแล้ว ขณะที่ตำรวจเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี

วันนี้ (26 ม.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลจังหวัดพังงา ได้ออกหมายจับ พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาติฯ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ กรณีสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมโครงการมุกตะวัน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.เกาะยาวน้อย อ.เกาะยาว จ.พังงา หลังเจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบว่ามีการบุกรุกยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ ป่าควนจุก ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะดังกล่าวและเป็นสถานปฏิบัติธรรมในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าควนจุก" เนื้อที่จำนวนหลายไร่  คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 5 ล้านบาท  ซึ่งจากการสืบสวนหาข่าวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังพบว่าเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพร้อมเร่งติดตามจับกุมตัวพระธัมชโยมาดำเนินคดีต่อไป

 

 

สั่งอายัดเงินสาวกธรรมกาย 3.8 แสน คดีรุกป่าสร้างสำนักสงฆ์ 11 แห่ง จัดฝึกปฏิบัติธรรม

ปปง.สั่งอายัดเงินบัญชี สาวกธรรมกาย 2 รายการ รวมวงเงินกว่า 3.8 แสน เอี่ยวเส้นทางเงินคดีบุกรุกพื้นที่ป่า สร้างสำนักสงฆ์ 11 คดีทั่วประเทศ ใช้ประโยชน์ทำการค้าจัดโครงการปฏิบัติธรรม เก็บค่าบริการ โอนต่อเข้าบัญชีวัดต่อ เผยข้อมูลหมายจับธัมมชโย

จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติอายัดทรัพย์สินบัญชีเงินสดของพระธัมมชโยและเครือข่ายมูลนิธิของวัดพระธรรมกายรวม 4 บัญชี มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2559 นายอธิคม อินทุภูติ ประธานกรรมการธุรกรรม ปปง. ได้ลงนามในคำสั่งอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องกับวัดธรรมกาย เพิ่มเติม 2 รายการ คือ 1.เงินในบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาคลองหลวง ของ น.ส.วัชรินทร์ จรัสมาธุสร และน.ส.สุวรรณา ฤทธิชัยพงศ์ จำนวนเงิน 276,278.56 บาท ยอดเงิน ณ วันที่ 19 ส.ค.2559 และ 2.เงินในบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาคลองหลวง ชื่อบัญชี น.ส.วัชรินทร์ จรัสมาธุสร จำนวน 109,248.22 บาท ยอดเงินณ วันที่ 19 ส.ค.2559 (รวมวงเงินทั้งสิ้น 385,526.78 บาท) 

โดยเปิดโอกาสให้แสดงหลักฐานโต้แย้งคำสั่งอายัดได้ภายใน 30 วัน  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ การออกคำสั่งอายัดทรัพย์ครั้งนี้ เป็นผลมาจาก ปปง.ได้รับรายงานจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ที่ตรวจสอบพบว่า มีการสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และมีลักษณะเป็นการค้า จำนวน 11 คดี ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวัดพระธรรมกาย ได้แก่ 

1. โครงการเวิลด์พีชวัลเลย์เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา 

2. วัดป่าหิมวันต์ จ.เลย

3. วัดถ้ำเขาวง จ.นครราชสีมา 

4. ศูนย์ปฏิบัติธรรมจ.บุรีรัมย์ 

5. วัดหนองกินเพล จ.อุบลราชธานี 

6. วัดบ้านขุน จ.เชียงใหม่ 

7. วัดแม่ลายเตียนอาง จ.เชียงใหม่ 

8. ศูนย์อบรมเยาวชนดอยโมคคัลลานะ จ.เชียงใหม่ 

9. วัดพระธาตุกองลอย จ.เชียงใหม่ 

10. ศูนย์อบรมเยาวชนอุ้มผาง จ.ตาก 

11. วัดถ้ำเนรมิต จ.กาญจนบุรี 

ปปง.ยังระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีและศาลจังหวัดเลยได้อนุมัติหมายจับที่ 174-175/2559 ลงวันที่ 15 ส.ค.2559 ให้จับตัวพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิด ร่วมกันยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้างแผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า และเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งให้ดำเนินคดี มูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์ของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ โดย นางวรรณา จิรกิติ และบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) หรือพระไชยบูลย์ สุทธิผล กับพวก ในข้อหา บุกรุก ก่อสร้าง แผ้วทาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่า 

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลการเชิญชวนประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรม ณ เวิลด์พีช เขาใหญ่, เวิลด์พีช มุกตะวัน , สวนป่าหิมวันต์ จ.เลย , สวนพนาวัฒน์จังหวัดเชียงใหม่

โดยให้ผู้สนใจโอนเงินค่าลงทะเบียนเข้าบัญชี ซึ่งบัญชีที่ใช้รับโอนเงินค่าลงทะเบียนในโครงการดังกล่าว มีการทำธุรกรรม รับโอนเงินจากบัญชีต่างๆ เมื่อมียอดเงินคงเหลือจำนวนมากก็จะโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย ของวัดพระธรรมกาย  

กรณีนี้มีเหตุอันควรเชื่อว่ากลุ่มบุคคลสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าหลายแห่งทั่วประเทศ กับพวก เป็นผู้มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการยึดถือครอบครองทรัพยากรธรรมชาติหรือการแสวงหาประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ อันมีลักษณะเป็นการค้า ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ตามมาตรา 3 (15) แห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากลุ่มบุคคลสร้างสำนักสงฆ์บุกรุกพื้นที่ป่าหลายแห่งทั่วประเทศกับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา/PPTV : 4 ธันวาคม 2562

 

จริงหรือไม่ ?

ไร่เชิญตะวันก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์

เหมือนที่ดินของปารีณา

 

 

ไร่เชิญตะวัน 207 ไร่ เป็นที่อะไร ?

 

มีข้อเขียนของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ในเฟสบุ๊ค ระบุว่า ที่ดินไร่เชิญตะวัน ของพระดัง "ว.วชิรเมธี" ก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่ได้มาโดยการซื้อใบ ภบท.5 (ภาษีบำรุงท้องที่) และทราบว่า ที่ดินไร่เชิญตะวันนั้นกว้างขวางถึง 207 ในเวลาเริ่มต้น ป่านนี้ไม่รู้ว่าซื้อเพิ่มเติมไปด้วยหรือไม่

จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า เมื่อเกิดกรณี "ฟาร์มไก่ ส.ส.ปารีณา" ข่าวว่า รุกป่าสงวน-พื้นที่ สปก. ได้เอกสารสิทธิ์มาโดยมิชอบ ถือว่าผิดกฎหมาย และอาจจะส่งผลให้ผู้ครอบครองต้องติดคุกติดตะราง ก็เลยมีคำถามว่า พื้นที่ 207 ไร่ ที่ชื่อ "ไร่เชิญตะวัน" ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หรือว่าได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ?

ก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองควรเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่าปล่อยไว้ให้เป็นปัญหาคาราคาซัง เหมือนที่ดินของนักการเมืองที่กำลังเป็นข่าว

 


 

 

 

ที่มา : เฟสบุ๊ค ดร.โสภณ พรโชคชัย : 3 ธันวาคม 2562

 

FINAL !

คดีธรรมกายใกล้จบ

 

ดีเอสไอส่งฟ้องเอง

หลังอัยการไม่ฟ้องรอบแรก

รอบนี้มีผลขั้นสุดท้าย

 

 

 

THE CAVE อาย ธรรมกาย ยึดโรง

ขอฉายไตเติ้ลของหนังอมตะ "ธรรมกาย" ดังนี้

 

 

สองสังฆราช

ซ้าย : สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ) วัดบวรนิเวศวิหาร

ขวา : สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร) วัดราชบพิธ

 

ธรรมกาย หนังใหญ่ ระดับอินเตอร์ เปิดกล้องในปี 2542 โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ทรงมีพระลิขิตให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) ขาดจากความเป็นพระ เพราะถือครองที่ดินของวัดไว้ในชื่อของตัวเองมากมายหลายพันไร่ ไม่ยอมโอนให้เป็นของวัด ส่อเจตนาจะครอบครองเสียเอง โดยทรงมีพระบัญชาให้มหาเถรสมาคมดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายคณะสงฆ์ คดียืดเยื้อมาจนถึงถึงปี 2549 อัยการสูงสุดได้สั่ง "ไม่ฟ้อง" พระธัมมชโย โดยอ้างเหตุผล "เพื่อความสมานฉันท์ของคนในชาติ" ส่งผลให้คดีความต่างๆ ตกไปหมด พระธัมมชโยกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ และได้รับการเลื่อนสมณศักดิเป็น "พระเทพญาณมหามุนี" ในปี พ.ศ.2554

นี่ถือว่าเป็น "ภาคแรก" ของหนังดังเรื่องธรรมกาย

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สิ้นพระชนม์ในวันที่ 24 ตุลาคม 2556 ถือว่าหมดยุคสมเด็จพระญาณสังวร

 

 

สองผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราช

ซ้าย : สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ

ขวา : สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) วัดป$