LAST UPDATE :   NOVEMBER : 21 : 2019 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 

 

 

โป๊ปฟรานซิสเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว

 








 

โป๊ปฟรานซิสเข้าพบสมเด็จพระสังฆราช

 






















 

โป๊ปฟรานซิสเสด็จถึงไทย

เครื่องบินเสด็จลงจอด บน.6 ดอนเมือง

รัฐบาลไทยยิงสลุตถวาย 21 นัด

 







 

 

โป๊ปฟรานซิส ถึงไทยแล้ว รัฐบาลจัดขบวนเกียรติยศต้อนรับที่ บน.6 ดอนเมือง

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิส เสด็จถึงไทยแล้ว ณ ท่าอากาศยาน 2 กองบิน 6 ดอนเมือง โดยรัฐบาลได้จัดพิธีต้อนรับพร้อมขบวนเกียรติยศรับเสด็จ พร้อมทั้งซิสเตอร์อานา โรซา ซิโวรี พระญาติรอให้การต้อนรับด้วย

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 20 พ.ย.62 สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิส เสด็จถึงราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการ โดยเครื่องบินพระที่นั่ง ของสายการบินอลิตาเลีย เที่ยวบินพิเศษ จากท่าอากาศยานเลโอนาร์โด ดา วินชี-ฟีอูมีชีโน กรุงโรม ประเทศอิตาลี ถึง ท่าอากาศยาน 2 กองบิน 6 ดอนเมือง โดยมีผู้แทนรัฐบาลไทย ประกอบด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี, นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ, นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ, ผู้บัญชาการทหารอากาศ, ผู้แทนจากสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย, เครือข่ายองค์กรด้านศาสนา และนักเรียนจากโรงเรียนพระหฤทัยดอนเมือง เฝ้ารับเสด็จ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เสด็จลงจากเครื่องบินในเวลา 12.30 น. ทหารกองเกียรติยศ กรมต่อสู้อากาศยานรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ยิงปืนใหญ่สลุต 21 นัด ถวายเกียรติยศอย่างสมพระเกียรติ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยระหว่างวันที่ 20-23 พ.ย. 2562 ตามคำเชิญของรัฐบาลไทยและสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย เนื่องในโอกาสเชิญเฉลิมฉลอง 350 ปี แห่งการสถาปนามิสซังสยาม และฉลอง 50 ปีแห่งสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและนครรัฐวาติกัน ระหว่างวันที่ 20-23 พ.ย. 2562 อีกทั้งยังเป็นการเสด็จเยือนประเทศไทยของประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกในรอบ 35 ปี นับจากที่พระสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2 ทรงเคยเสด็จเยือนประเทศไทยเมื่อปี 2527 จารึกเพื่อสันติภาพเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา พร้อมทั้งประกอบศาสนกิจร่วมกับคริสตชนและเยาวชนคาทอลิกด้วย

พร้อมกันนี้ ซิสเตอร์อานา โรซา ซิโวรี อายุ 77 ปี รองอธิการิณี โรงเรียนคาทอลิก หญิงล้วนเซนต์แมรี จังหวัดอุดรธานี พระญาติที่อยู่ในประเทศไทย ผู้มีทวดคนเดียวกันกับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ได้มารอรับเสด็จด้วย

 

ข่าว : ไทยรัฐ : 20 พฤศจิกายน 2562

 

กิตติวุฑโฒโผล่แจม !

คดีที่ดินยิงกันกลางศาลเมืองจันทน์

เบื้องหลังเป็นที่ดินของมูลนิธิกิตติวุฑโฒ

 

 

NEVER DIE !

 

อา..นึกว่าเป็นที่ดินเล้าไก่ของปารีณา แต่ทว่ากลับเป็นที่ดินของ "อดีตพระกิตติวุฑโฒ" พระดังในยุค 14 ตุลา ผู้มีวาทกรรมสะท้านยุทธจักรว่า "ฆ่าคอมมูนิสต์ไม่บาป" ซึ่งปัจจุบันกลายพันธุ์เป็น "ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน" นั่นแหละ สำนวนคล้ายๆ กัน เป็นวาทกรรมท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ผู้พูดแต่ละคนล้วนแต่ได้รับการปูนบำเหน็จจากผู้มีอำนาจให้เป็น "เจ้าคุณ" ไปหมดแล้ว รุ่นหลังก็มีหวังไปถึง "ชั้นเทพ" เผลอๆ อาจจะได้เป็น "พระเทพกิตติปัญญาคุณ" ตามรอยองค์เก่าด้วยก็ได้

ท่านกิตติวุฑโฒนั้น ได้ถึงแก่มรณภาพตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2548 คือเมื่อ 14 ปี ล่วงไปแล้ว แต่ยังคงมีบทบาทระดับ "ดารา" หน้าปกหนังสือพิมพ์ใน พ.ศ. นี้ อย่างไม่น่าเชื่อว่าท่านจะรีเทิร์นได้ เพราะมรณภาพไปนานแล้ว

ประเด็นที่ "ท่านกิตติวุฑโฒ" กลับเข้ามาในกระแสข่าวนั้น ก็สืบเนื่องมาจากคดีฆาตกรรมกลางศาลจังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา แรกนั้นข่าวรายงานว่า "เป็นคดีพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างพี่ๆ น้องๆ" แต่นานไป กลับกลายเป็นการแย่งที่ดินของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ของอดีตพระชื่อดัง กิตติวุทโฒ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ และเจ้าของจิตตภาวันวิทยาลัย อันโด่งดังในอดีต ซึ่งต้องจับตามองกันต่อไปว่า คดีนี้จะจบลงในรูปแบบใด

 

 

ที่แท้ที่ดินเลือด 3,800 ไร่ เมืองจันทบุรี เป็นที่ของมูลนิธิอภิธรรมฯ ไม่ใช่ของคู่กรณีทั้งสอง กองปราบฯ ลุยทวงคืน พร้อมดำเนินคดีผู้อ้างสิทธิ

MGR Online - ผู้การกองปราบฯ สั่งยึดคืนที่ดินเลือด 3,800 ไร่ เมืองจันทบุรี หลังตรวจสอบพบเป็นที่ดินของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ที่ซื้อมาเพื่อกิจการของสงฆ์ ไม่ใช่ของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายตามที่อ้างสิทธิ ระบุเข้าทำคดีมาปีเศษหลังมูลนิธิฯ เข้าร้องเรียน ล่าสุดคดีคืบหน้าไปกว่า 80% เตรียมหารือในข้อกฎหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีต่อผู้อ้างสิทธิอย่างเด็ดขาด

วันนี้ (16 พ.ย.) ที่กองปราบปราม พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. กล่าวถึงคดีข้อพิพาทที่ดินจำนวน 3,800 ไร่ ในจังหวัดจันทบุรีว่า คดีนี้ มูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริง ได้มาแจ้งความดำเนินคดีต่อนายบุญช่วย เจริญสถาพร อายุ 78 ปี ฐานยักยอกทรัพย์ตั้งแต่ปี 2561 หลังจากนั้นกองปราบปรามได้รับคดีไว้เป็นคดีอาญาที่ 21/2561 และได้มีการสืบสวนสอบสวนเรื่อยมาจนขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว โดยตนได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. ให้เข้าไปควบคุมดูแลคดีเป็นกรณีพิเศษ พร้อมกับตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนขึ้นมาดูแลคดีด้วย เนื่องจากเป็นคดีที่มีความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน จนเชื่อได้ว่าเจ้าของที่ดินน่าจะเป็นของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย เพราะพระกิตติวุฒโฑ พระชื่อดังในอดีต ประธานมูลนิธิในสมัยนั้น ได้รวบรวมเงินบริจาคของชาวบ้านซื้อมาเพื่อกิจของสงฆ์ ไม่ได้ซื้อมาเพื่อมอบให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ

"ผมได้กำชับให้พนักงานสอบสวนทำคดีนี้ตามกรอบของกฎหมาย เพราะอยากให้ความจริงปรากฏต่อสังคมว่าที่ดินผืนนี้ใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง เพราะแนวทางสืบสวนพบว่าที่ดินที่ซื้อมานั้นมาจากเงินของขาวบ้านที่มีจิตศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ใครจะเอาครอบครองไม่ได้ มีวัตถุประสงฆ์เพื่อพุทธศาสนาเท่านั้น" พล.ต.ต.จิรภพกล่าว

พล.ต.ต.จิรภพ กล่าวต่อว่า กองปราบปรามพร้อมที่จะทวงผืนดินกลับคืนมาให้ศาสนาพุทธตามข้อกฎหมายที่สามารถทำได้ ขณะเดียวกัน สังคมต้องช่วยกันกดดันให้แผ่นดินที่ได้มาจากแรงศรัทธาของชาวบ้านได้นำมาใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ คดีนี้กองปราบฯ ไม่มีนอกมีใน แต่พร้อมที่จะทำให้ทุกอย่างหมดข้อสงสัย

ด้าน พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า พล.ต.ต.จิรภพได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีนี้เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาพร้อมกับกำชับให้ทำคดีด้วยความเป็นธรรมและพยายามเรียกคืนที่ดินให้กลับมาเป็นเจ้าของที่ที่แท้จริง โดยขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปแล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นคดีที่ผู้เสียหายคือมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย แจ้งความดำเนินคดีกับ นายบุญช่วย โดยคดีนี้มูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ได้มาแจ้งความกับกองปราบฯหลังจากรู้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของมูลนิธิแต่ถูกสวมสิทธิการครอบครองและนำไปออกโฉนดโดยมิชอบ

ทั้งนี้ ตามแนวทางสืบสวนและสอบปากคำพยานหลายสิบปากพบว่า ที่ดินผืนนี้พระกิตติวุฒโฑได้รวบรวมเงินบริจาคของชาวบ้านไปซื้อที่ดินเพื่อปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ของพระสงฆ์จำนวน 3,800 ไร่ จาก นายสมพล โกศลานันท์ ซึ่งเป็นที่ดิน ส.ป.ก.ในตำบลพลวง ตำบลตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชณกูฏ และบางส่วนในอำเภอท่าใหม่ จ.จันทบุรี ในราคา 12 ล้านบาท แต่จ่ายเงินไปเพียง 8 ล้านบาท อีก 4 ล้านบาทยังไม่ได้ชำระ

พ.ต.อ.เอนก กล่าวต่อว่า หลังจากที่ได้ที่ดินมาแล้วพระกิตติวุฒโฑได้มอบหมายให้นายบุญช่วย น้องชายของตัวเองเป็นผู้ดูแลที่ดิน โดยมีพระสงฆ์จำนวนหนึ่งเข้าไปทำกิจกรรมทางศาสนาและปรับปรุงพื้นที่เพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรม นอกจากนี้ พระกิตติวุฒโฑยังได้บริจาคที่ดินในพื้นที่แห่งนี้จำนวน 50 ไร่ ให้แก่โรงเรียนบ้านตาเรียว เพื่อกิจกรรมทางด้านการศึกษาโดยยกให้รัฐเป็นเจ้าของและออกโฉนดไว้พร้อมมีหนังสือยืนยันการบริจาคชัดเจน

"นี่เป็นหลักฐานส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าที่ดินเป็นของพระกิตติวุฒโฑที่ซื้อมาเพื่อทำกิจกรรมสาธารณกุศล แต่ปัจจุบันกลับไปอยู่ในความครอบครองของนายบุญช่วย ที่ขณะนี้ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากเมื่อปี 2548 พระกิตติวุฒโฑได้มรณภาพ ต่อมาปี 2550 นายบุญช่วยได้ไปยื่นเรื่องฟ้องร้อง นายเรวัฒิ โกศลานันท์ ลูกชายของ นายสมพล ในฐานะเป็นผู้รับมรดกให้โอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของตัวเอง โดยมีนายบัญชาเป็นทีมทนายความ กระทั่งศาลจังหวัดจันทบุรีมีคำพิพากษาให้ทายาทของนายสมพล โอนที่ดินดังกล่าวไปเป็นชื่อของนายบุญช่วยตามที่ร้องขอ

พ.ต.อ.เอนก กล่าวต่ออีกว่า หลังจากนั้นปี 2554-2555 นายบุญช่วยได้ไปยื่นขอเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนดที่ดิน ทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น และที่ผ่านมาไม่ได้ทำกิจกรรมทางศาสนาตามวัตถุประสงค์ของที่ดินแต่อย่างใด จนกระทั่งต่อมามีเรื่องฟ้องร้องกับ น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท และ พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ ทายาทรุ่นหลานของนายสมพล ที่ต้องการฟ้องร้องให้ที่ดินกลับมาเป็นของทายาท แต่ฝ่ายทายาทก็แพ้คดีมาโดยตลอดและยังมีคดีที่ฟ้องร้องกันเรื่อยมาจนปัจจุบัน น.ส.เขมจิรา และ พล.ต.ต.ธารินทร์ ถูกนายบุญช่วยและทีมทนายความฟ้องร้องมากถึง 12 คดี กระทั่งทางมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัยทราบว่าพระกิตติวุฒโฑได้ซื้อที่ดินผืนนี้ไว้ให้กับมูลนิธิจึงได้มาแจ้งความดำเนินคดีที่กองปราบปรามเพื่อดำเนินคดีต่อนายบุญช่วย และจะได้ฟ้องร้องให้ที่ดินกลับมาเพื่อดำเนินกิจการของพระสงฆ์ต่อไป

"
การสืบสวนค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดว่าที่ดินควรจะเป็นของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์การซื้อมาเพื่อกิจการของสงฆ์ เป็นเงินบริจาคของประชาชน ไม่ได้มีเจตนาที่จะมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด ขณะนี้กำลังรวบรวมหลักฐานทั้งหมดและสอบปากคำพยานเพิ่มเติม รวมทั้งหารือในข้อกฎหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาอย่างเด็ดขาด" พ.ต.อ.เอนกกล่าว

 

ที่มา : ผู้จัดการ : 16 พฤศจิกายน 2562

 

ตั้งสมเด็จพระมหาธีราจารย์

เป็นประธานสำนักงานพระธรรมทูตสายต่างประเทศ

 

 

ตั้งสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ประธานดูแลพระธรรมทูตต่างประเทศ

วันนี้ (11 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการประชุมมหาเถรสมาคม  ครั้งที่ 26/2562  ที่ประชุม มส. ได้มีมติตามที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) ประธานที่ประชุม  ทรงปรารภว่า มส. ได้แต่งตั้งสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธิ์ เขมงฺกโร) เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรรมการ มส.  ที่ปรึกษาสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ให้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค. 2561 เป็นระยะเวลาพอสมควร และได้ปฏิบัติหน้าที่มาโดยเรียบร้อย จึงเสนอแต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ อายุ 82 พรรษา 61 ป.ธ.3 น.ธ.เอก วัดยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร กรรมการมส. และผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

 

ที่มา : เดลินิวส์ : 12 พฤศจิกายน 2562

 

ไฟไหม้กระทรวงศึกษา !

คุณหญิงกัลยาโดนข้อหาเอื้อมุสลิม

ส่งเลขาวิ่งเข้ากองทัพบก ขอบิ๊กแดงช่วยสอบ

 

 

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

รัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ พรรคประชาธิปัตย์

 

อา..ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวอะไรก็ไม่แสลงใจเท่ากับ "ข่าวศาสนา" เพราะว่ามันสะเทือนจิตใจ โดยเฉพาะ "คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช" นั้น ท่านเป็นกุลสตรี มีการระบุตัวตนว่า "นับถือพระพุทธศาสนา" แถมยังเป็นถึงคุณหญิงคุณนาย ย่อมจะไม่ทำอะไรที่มันออกนอกจารีตประเพณีของไทยมาแต่เดิม แต่มาโดนข้อหาแบบนี้เข้ามันก็ย่อมเป็นอะไรที่ "ทนไม่ได้" จะมองหน้าพ่อแม่พี่น้องและผองเพื่อนได้ไง กับข้อหา "ทรยศศาสนา" น่ะ เจ็บจนตายเชียวนะจะบอกให้

ดังนั้น ข่าวที่ออกมา แม้ว่าบางทีจะมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ชาวพุทธตื่นรู้ และตามทันกระบวนการเผยแพร่ศาสนาผ่านการยัดไส้ในข้อกฎหมายก็ตาม แต่มันก็ถือว่า "แรงไป" เล่นไม่บันยะบันยัง ผลักมิตรให้เป็นศัตรูไปทุกวัน ดังนั้น ตรวจสอบข่าวบ้างก็ดี พวกใส่สีใส่ไข่จะได้ลดลงบ้าง

 

 

 

ทีมโฆษก สธ. บุกกองทัพบก ยื่นหนังสือถึง "บิ๊กแดง" ช่วยตรวจสอบเฟคนิวส์ หา "คุณหญิงกัลยา" บังคับเด็กไทยทั่วประเทศเรียนศาสนาอิสลาม

6 พ.ย 62 - ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน นายกันติพจน์ สิริภักดิสกุล ที่ปรึกษาและเลขานุการ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ และนายอุดมการณ์ วรกิจ ผู้ชำนาญการคนที่ 2 ของ รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยทีมโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมายื่นหนังสือถึงพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เรื่องขอความร่วมมือตรวจสอบและระงับข่าวปลอมเรื่องการบังคับใช้หลักสูตรอิสลามในโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด และกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยมี พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เป็นตัวแทนรับเอกสาร

นายกันติพจน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการแชร์ภาพและข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ โจมตีการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ และมีการเชิญชวนกันลงรายชื่อคัดค้านคุณหญิงกัลยา โดยอ้างว่า คุณหญิงกัลยาจะบรรจุหลักสูตรศาสนาอิสลามลงไปในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีการบังคับให้เด็กไทยทุกคนเรียนหลักสูตรศาสนาอิสลามทุกคน ซึ่งเป็นข้อมูลที่บิดเบือน โดยมีการนำเอกสารหนังสือที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องการสำรวจโรงเรียนที่สอนศาสนาอิสลามเพื่อนำมาประกอบการทำงานงบประมาณปีต่อไป เพื่อต้องการทราบว่ามีทั้งหมดกี่โรงเรียน ในส่วนนี้ได้ทำการสำรวจโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สังกัด สพฐ. โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้ามีนักเรียนมุสลิมเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ให้ห้องเรียนสอนศาสนาอิสลามโดยเฉพาะให้กับเด็ก โดยให้เฉพาะนักเรียนที่เป็นมุสลิมมาเรียนเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับนักเรียนที่เป็นไทยพุทธ แต่มีการนำไปเผยแพร่ว่าคุณหญิงกัลยาบังคับให้เรียน และยุยุงปลุกปั่นให้คนที่นับถือศาสนาพุทธมาร่วมลงชื่อคัดค้าน ซึ่งสิ่งที่กระทำนี้ถือว่าเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 

"เรามองว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง เพราะจะมีการสร้างความแตกแยกระหว่างสองศาสนา ทางคณะทำงานฯอยากขอความร่วมมือกองทัพบกช่วยตรวจสอบต้นตอข้อมูลบุคคลผู้นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และดำเนินคดีกับผู้นำเข้าข้อมูลและส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จนี้โดยเจตนาตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม จากนี้ทางทีมโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายกระทรวงศึกษาธิการ จะเดินทางไปยื่นหนังสือที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ต่อไปด้วย"

 

ที่มา : ไทยโพสต์ : 7 พฤศจิกายน 2562

 

งัดข้อกฎหมาย !

พุทธะอิสระจะชงแก้กฎหมายคณะสงฆ์

มาตราห้ามตัวเองบวชหลังต้องคดี

 

 

พุทธะอิสระ ว่าที่ประธานแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับไม่เป็นธรรม

 

อา..นาทีนี้คงไม่มีใครหรืออะไรจะไปห้ามยอดคนที่ชื่อ "พุทธะอิสระ" ได้ วันก่อนโน้นก็ประกาศว่า "ตนเองเป็นอะไรก็ได้ ไม่สำคัญ" วันวานก็เพิ่มอัตตาเข้าไปอีกว่า "ตนเองจะห่มเหลืองหรือไม่ก็ไม่สำคัญ" วันนี้ ก็ออกไอเดียอีกว่า "กฎหมายใดที่ขัดกับพระธรรมวินัย กฎหมายนั้นต้องรื้อทิ้ง"

แต่ความเป็นจริงก็คือ กฎหมายมาตราที่ว่านั้น ใช้บังคับมานานแล้ว มีพระถูกศาลสั่งถอดผ้าเหลืองมานาน อย่างน้อยก็สมัย "พระพิมลธรรม-อาจ" วัดมหาธาตุฯ พ.ศ.2505 ซึ่งพุทธะอิสระยกขึ้นมาเป็น "ตัวอย่างของตัวเอง" อยู่เห็นๆ

ก็ไม่เห็นว่า หลวงพ่ออาจ หลังจากถูกศาลสั่งสึกก่อนเข้าคุกนานถึง 5 ปี ครั้นพ้นโทษออกมาแล้ว ท่านจะหันมารณรงค์แก้ไขกฎหมาย และพระอีกมากมายหลายร้อยรูปก็ถูกมาตรานี้ดำเนินการเช่นเดียวกับพุทธะอิสระ รวมทั้งอดีตเจ้าคุณวัดสระเกศกับวัดสามพระยาในเวลานี้ด้วย

ถูก-ผิด เป็นเรื่องที่ต้องใช้กฎหมายเป็นบรรทัดฐานในการตัดสิน มิใช่การแก้ไขกฎหมายให้เป็นไปตามใจฉัน ดังที่พุทธะอิสระกำลังทำอยู่

วันก่อนก็อ้างว่า มติคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนวัดอ้อน้อยนั้น ถึงจะถูกต้องตามพระธรรมวินัย แต่ไม่ถูกใจตน ตนเองจึงตกลงจะทำตามที่ "นายเปลว สีเงิน" เสนอแนะ คือจะกลับไปบวชใหม่ ไม่ห่มผ้าเหลืองโดยพลการอีกแล้ว

วันนี้ก็อ้างอีกว่า กฎหมายใดๆ ที่ขัดกับพระธรรมวินัย (ที่จะทำให้ตนเองไม่สามารถกลับมาห่มผ้าเหลืองหรือบวชใหม่ได้) กฎหมายนั้นต้องแก้ไข

แม้พุทธะอิสระจะอ้างว่า "มิได้แก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเอง" ก็ตาม แต่ตามรูปการแล้ว ก็เชื่อว่า ผู้ที่จะได้รับอานิสงส์จากการแก้เป็นคนแรกๆ ก็คงหนีไม่พ้นอดีตนักโทษอาญาที่ชื่อว่า "นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ" แน่ๆ เพราะกว่าจะแก้ไขเสร็จ นายสุวิทย์ก็คงพ้นคดีต่างๆ อย่างบังเอิญเลย

ที่น่าหัวก็คือว่า พุทธะอิสระคุยโขมงว่า "ทนอ่านกันหน่อยนะจ๊ะ จะได้มีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมวินัยกันมากขึ้น" แต่ครั้นพอพูดเรื่อง "คณะสงฆ์ที่ทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้ทำการอุปสมบทพระภิกษุได้" พุทธะอิสระประกาศว่า "ต้องใช้พระภิกษุ 25 รูปขึ้นไป" เล่นเอาพระนวกะวัดอ้อน้อยหัวเราะลั่น

เพราะในความเป็นจริงแล้ว พระบรมพุทธานุญาต ในเรื่องจำนวนพระสงฆ์ที่จะทำอุปสัมปทากรรมได้นั้น ในพระวินัยปิฎก กำหนดไว้ 2 ประเภท คือ

1. ถ้าให้การอุปสมบทในเขตเมืองเจริญ (มัชฌิมประเทศ) กำหนดไว้ที่ 10 รูปขึ้นไป (ปฐมบัญญัติ)

2. ถ้าให้การอุปสมบทในถิ่นทุรกันดาร (ปัจจันตชนบท) กำหนดไว้ที่ 5 รูปขึ้นไป (อนุบัญญัติ ผ่อนปรนตามที่ท่านพระมหากัจจายนะ พระอัครสาวก กราบทูลขอผ่านพระโสณกุฏิกัณณะ ซึ่งเป็นพระลูกศิษย์ได้เข้าเฝ้าพระบรมศาสดา)

ส่วนกรณีที่ต้องใช้พระสงฆ์ จำนวน 20 รูป ขึ้นไปนั้น ทรงกำหนดไว้ในกรณีเดียว คือ การสวดอัพภาณเพื่อออกจากอาบัติสังฆาทิเสส

นี่จึงกลายเป็นว่า คนที่ไม่รู้พระธรรมวินัยนั้นหาใช่ใคร แต่เป็น นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือพุทธะอิสระ เสียเองนั่นแหละ

อุตริจะสอนคนอื่น แต่ตนเองกลับไม่มีความรู้ โง่เง่าก็ยังจะสอนเขาอีก

อีแบบนี้แหละที่บ้านเมืองและพระศาสนาจะพากันเละตุ้มเป๊ะ เพราะเอาคนที่ไม่มีความรู้ทางพระศาสนามาเป็นหัวหน้า

 

(พรบ.คณะสงฆ์ 2505 มาตรา 29-30 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2561)

 

 

(รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 29)

 

 

 

(กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 พ.ศ.2538 ้อ 4 วรรค 3)

 

และถ้าจะอ้างว่า กฎหมายคณะสงฆ์ มาตรา 29 ขัดต่อพระธรรมวินัย และกฎหมายรัฐธรรมนูญ ข้อที่ว่า "ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลย ไม่มีความผิด ฯลฯ" ก็ต้องนำมาเทียบเคียงกับ "กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21" ซึ่งมีบทบัญญัติ "ให้มหาเถรสมาคมมีอำนาจสั่งสึกพระภิกษุลับหลัง หรือที่เรียกว่า สึกกลางอากาศได้" ซึ่งผู้ที่ถูกมาตรานี้ลงอาญาเป็นคนแรกก็คือ อดีตพระอาจารย์ยันตระ อมโรภิกขุ ผู้โด่งดัง พระยันตระ มิได้ผ่านกระบวนการศาลสงฆ์ตามปกติ แต่ถูกอำนาจพิเศษมาตรา 21 นี้แหละลงโทษ และผู้ที่ออกกฎหมายอาญาสงฆ์ฉบับนี้มาก็มิใช่ใคร หากแต่ใช่ "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช" วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งคุณสุวิทย์เคารพยกย่องเป็นที่สุด และอ้างว่า "สมเด็จพระญาณสังวร ทรงเสด็จไปหาตนเอง-พุทธะอิสระ หลายครั้ง ทรงขอร้องให้เข้ามาจัดการกับธรรมกาย"

ถามว่า กฎหมายหลายมาตรา เขาออกมานมนามกาเล มีคนถูกลงโทษไปมากมาย ทำไมไม่เห็น "นายสุวิทย์คิดแก้ไข" กลับกัน เมื่อกฎหมายเหล่านั้นจะมีผลมากระทบตนเอง นายสุวิทย์เพิ่งคิดได้ว่า "ไม่เป็นธรรม" กระเหี้ยนกระหือรือจะรื้อทิ้ง โดยอ้างว่า "ขัดกับพระธรรมวินัย"

 

 

ถ้าสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงดำรงตำแหน่งประธานมหาเถรสมาคม ออกกฎหมายเหล่านี้มาอย่าง "ผิดพระธรรมวินัย" แล้ว สิ่งที่ทรงร้องขอต่อนายสุวิทย์ให้เข้ามาดำเนินการกับธรรมกาย ก็อาจจะกลายเป็น "ผิดพระธรรมวินัย" ไปด้วย

กรณีนี้มิต่างไปจาก "การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช" ซึ่งกฎหมายคณะสงฆ์ มาตราว่าด้วยการ "ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ได้รับการทูลเกล้าฯ เป็นสมเด็จพระสังฆราช" นั้น ก็ออกมาใช้ในสมัยสมเด็จพระญาณสังวรทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช หรือพูดง่ายๆ ว่า สมเด็จพระญาณสังวร ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช "ข้ามอาวุโสโดยพรรษา"

ครั้นสิ้นสมเด็จพระญาณสังวรไปแล้ว พุทธะอิสระ ก็เรียกร้องให้ทำการ "รื้อ" กฎหมายนั้นทิ้ง จนมาสำเร็จในรัฐบาล คสช. และได้พระสังฆราชใหม่ ตามกฎหมายฉบับใหม่ ถูกใจฉันจังเลย

ก็เอาเถิด จะทำอย่างไรก็ได้ ในเมื่อคิดว่าพรรคพวกกูอยู่ในรัฐบาล และรัฐสภา จะแก้ไขอย่างไรก็ไม่มีปัญหา พระเณรส่วนใหญ่เขาปฏิบัติตามได้ทั้งนั้นแหละ ทนไม่ไหวก็ลาสิกขาออกไปเท่านั้น มันไม่ยาก

แต่..แต่ว่า ประวัติศาสตร์นั้น ลบไม่ได้ ใครทำสิ่งใดไว้ ก็จะถูกจารึกไป ชั่วลูก ชั่วหลาน คุณนายพุทธะอิสระ จะจารึกชื่อไว้ในบัญชีไหนล่ะ ?

 

 

ทนอ่านกันหน่อยนะจ๊ะ

จักได้มีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมวินัยกันมากขึ้น


5 พฤศจิกายน 2562

 

คงจักถึงเวลาได้แล้วกระมัง ที่คณะกรรมาธิการด้านศาสนาจักหันมาให้ความสำคัญต่อพระธรรมวินัย พิจารณาปรับแก้กฎหมายใด ที่ใช้บังคับแก่คณะสงฆ์ไทย ทั้งที่กฎหมายนั้นๆ ขัดแย้งต่อหลักพระธรรมวินัยและไม่เอื้อเฟื้อ ต่อสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเอาไว้

ตัวอย่างกรณี มีภิกษุต้องคดีของฝ่ายอาณาจักรทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของภิกษุนั้น กลับถูกเจ้าหน้าที่รัฐบังคับให้เปลื้องจีวร โดยที่เจ้าตัวมิได้กล่าวคำลาสิกขา
ซึ่งถ้าว่าโดยหลักพระธรรมวินัยแล้ว กว่าจักได้เป็นภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ต้องผ่านกระบวนการคัดกรองจากหลักพระธรรมวินัยถึง 3 ขั้นตอน คือ


ผู้ปวารณาจักบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ จักต้องปฏิบัติดังนี้คือ

 

1. นำตัวเองเข้ามาสมัคร แสดงตนต่อหน้าพระอุปัชฌาย์ผู้นำเข้าหมู่สงฆ์

พระอุปัชฌาย์ จักต้องพิจารณา กาย วาจา ใจ และพฤติกรรมของผู้ขอบรรพชาอุปสมบทนั้นว่า เป็นผู้มีความศรัทธา ปสาทะ ต่อหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างถูกต้องจริงหรือไม่ เป็นบุคคลต้องห้าม ตามหลักพระธรรมวินัย หรือไม่

เมื่อพระอุปัชฌาย์เล็งเห็นว่า ผู้สมัครตนขอเข้าหมู่สงฆ์ผู้นั้น เป็นผู้มีกาย วาจา ใจ เป็นสัมมาปฏิบัติ หรือพร้อมที่จักปรับตัวให้เข้ากับการอบรมสั่งสอนของคณะสงฆ์ได้ และมิได้มีลักษณะต้องห้าม

พระอุปัชฌาย์ จึงอนุญาตให้ลองเข้ามาฝึกอบรมปฎิบัติ กาย วาจา ใจ ด้วยการถือศีล 8 นุ่งขาวห่มขาว แล้วปฎิบัติให้อ่อนน้อมถ่อมตน พร้อมแก่การรับการอบรมสั่งสอน
วิธีดังกล่าวมานี้ เรียกว่า บุพกิจเบื้องต้น ของการขอเข้าหมู่สงฆ์ โดยกระบวนการเหล่านี้ ต้องอยู่ในสายตาของคณะสงฆ์และพระอุปัชฌาย์
 

2. เมื่อคณะสงฆ์ พระอุปัชฌาย์ เห็นว่าผู้ขอเข้าหมู่ผู้นั้นจักได้รับอนุญาตให้โกนผม โกนคิ้ว ขอบรรพชาเป็นสามเณร ด้วยการกล่าวคำขอบรรพชาที่เริ่มต้นจากการแสดงตนเป็นผู้ขอมีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง ที่สักการะแล้วจึงขอศีล 10 จากพระอุปัชฌาย์ วิธีนี้เรียกว่า การขอบรรพชาหรือบวชเณร

3. เมื่อผ่านกระบวนการเป็นสามเณรในพระธรรมวินัยนี้สมบูรณ์ดีแล้ว พระอุปัชฌาย์และคณะสงฆ์ในหมู่นั้นๆ จึงอนุญาตให้เธออุปสมบทขอบวชเป็นพระภิกษุด้วยการกล่าวคำขอบวช ด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรมวาจา
ต่อหน้าหมู่สงฆ์ไม่ต่ำกว่า 25 รูป


เมื่อผู้ขอบวชได้รับการสวดญัตติจากพระคู่สวดและถูกสอบถาม ถึงสิ่งที่จักเป็นอันตรายต่อพระธรรมวินัยและพรหมจรรย์ผ่านพ้นแล้ว พระอุปัชฌาย์จึงสอนถึงสิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำพร้อมทั้งสอนพระกรรมฐานสืบไป

อธิบายถึงวิธีการว่ากว่าจะมาเป็นพระภิกษุได้นั้น ต้องผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง ให้ท่านทั้งหลายได้เห็นพอสังเขป เพื่อจักให้ท่านทั้งหลายได้รู้ว่า สมณภาวะ หรือภิกษุภาวะ มิใช่ได้มาจากความเห็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องเป็นความเห็นชอบของหมู่คณะพระภิกษุสงฆ์ซึ่งต้องมีไม่ต่ำกว่า
25 รูป

 

อีกทั้งพระบรมศาสดาอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระบรมพุทธานุญาต เอาไว้ว่า

 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ จักพ้นจากความเป็นสมณภาวะหรือภิกษุภาวะได้นั้น จักมีมูลเหตุ 3 กรณี คือ

1. มรณภาพ (ตาย)

2. ต้องอาบัติปาราชิก หรืออาบัติที่ต้องแล้วจักทำให้ภิกษุผู้ต้องผู้นั้น ขาดจากความเป็นภิกษุภาวะ ซึ่งมี 4 มูลเหตุ คือ  1. เสพเมถุน 2. ฆ่ามนุษย์ 3. ลักทรัพย์เกินกว่า 5 มาสก 4. พูดอวดอุตริมนุสธรรม ที่ไม่มีในตนเอง

3. กล่าวคำลาสิกขา ต่อหน้าพระภิกษุหรือหมู่สงฆ์


แต่กฎหมาย บางมาตรา กลับขัดแย้งต่อหลักธรรมวินัยอย่างสิ้นเชิง เช่น มาตรา 29 ความว่า


พระภิกษุใดถูกจับโดยต้องหาว่า กระทำความผิดอาญา เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว และเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัด ไม่รับมอบตัวไว้ถามคุม หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม หรือพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจักดำเนินการ ให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้

หากพิเคราะห์ดูอย่างละเอียดแล้ว ท่านทั้งหลายจักเห็นว่า มาตรา 29 นี้ เมื่อภิกษุถูกกล่าวหา โดยยังมิได้ตรวจสอบพิสูจน์ตนเองตามหลัก ป.วิ อาญาที่เชื่อไว้ก่อนว่า "ผู้ถูกกล่าวหา ยังเป็นผู้บริสุทธิ์" หากศาลยังมิได้พิพากษา


แม้ในหลักพระธรรมวินัย พระบรมศาสดาก็ทรงยังต้องให้ตรวจสอบ พิสูจน์ทราบเสียก่อนว่าภิกษุนั้นผิดจริง ดังที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ จึงจักลงโทษ วิธีนี้เรียกว่า การระงับอธิกรณ์ด้วยวิธี 7 ประการ

ที่เขียนอธิบายมาเสียยืดยาวเช่นนี้ หาได้ต้องการเรียกร้องเพื่อประโยชน์ของพุทธะอิสระผู้ซึ่งกำลังต้องคดีไม่ เพราะยังไงๆ พุทธะอิสระ ก็ต้องรอให้คดีกบฏถึงที่สุดแล้วจึงกลับมาขอบวชใหม่อยู่แล้ว

แต่ต้องการเรียกร้อง ให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย หรือกฎระเบียบใด ที่ขัดแย้งต่อหลักธรรมวินัย เพื่อการแก้ไขปรับปรุง ให้ตรงต่อหลักธรรมวินัยเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่พระพุทธศาสนาและพุทธบริษัททั้ง 4


พุทธะอิสระ

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 5 พฤศจิกายน 2562

 

ห่มผ้าเหลืองหรือไม่ก็ไม่สำคัญ !

พุทธะอิสระลั่นอาสภิวาจากลางงานกฐิน

ยกก้นตนเอง ห่มสีอะไร ก็ไม่เคยเปลี่ยน

 

 

ALL THE SAME : เหมือนกันทุกสี

 



 

ผ้าเหลืองชุดสุดท้ายของนายสุวิทย์ เพราะปีต่อไป กฐินสามัคคีวัดอ้อน้อย คงจะไม่ทอดผ้าเหลืองอีกต่อไปแล้ว อาจจะหันไปทอดผ้าขาวแทน เพราะนายสุวิทย์บอกทั้งพระทั้งโยมว่า "ห่มผ้าสีอะไรก็ไม่สำคัญ" แล้วจะทอดกฐินผ้าเหลืองไปทำไม ?

 

 

องุ่นเปรี้ยว !

 

"สำหรับหลวงปู่แล้ว ห่มเหลืองหรือไม่ห่มเหลือง ก็มีค่าเท่ากัน"

พุทธะอิสระ

3 พฤศจิกายน 2562

 

อา..และแล้ว "ภูมิปัญญา" ของคนที่ประกาศตัวเองเป็นนักสู้ "เพื่อชาติ ศาสตร์ กษัตริย์" ก็เผยออกมาจนได้ในวันนี้ วันที่พุทธะอิสระประกาศอาสภิวาจาว่า "ห่มเหลืองหรือไม่ห่มเหลือง ก็มีค่าเท่ากัน" ถือว่าเป็นการ "ให้คุณค่าแก่ผ้าเหลืองและผ้าขาวเท่าๆ กัน"

แน่นอนว่า ย่อมจะสวนกระแสต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไทย ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เห็นว่า "ผ้ากาสาวพัสตร์ หรือผ้าเหลืองนั้น เป็นธงชัยของพระอรหันต์ เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา ถ้าไม่มีผ้าเหลือง ก็ไม่มีเพศพระภิกษุสามเณร ก็เป็นอันสูญสิ้นพระพุทธศาสนาที่เป็นสถาบัน" พระพุทธศาสนาอันตรธานไป ก็เพราะไม่มีใครนุ่งห่มผ้าเหลืองของพระพุทธเจ้าอีกแล้ว

ขนาดโบราณยังบอกว่า "มาตรว่าพระภิกษุจะแปลงเพศไปไกล ถึงขนาดนุ่งห่มแบบคฤหัสถ์ แต่ยังมีผ้าเหลืองชิ้นน้อยห้อยหูหรือผูกอยู่ที่คอ ถ้าทำบุญกับพระประเภทนี้ก็ยังมีอานิสงส์นับไม่ถ้วน" เพราะยังถือว่า "มีสัญลักษณ์" ของพระพุทธศาสนาติดอยู่

แต่ดูทีหรือว่า ความคิด สติปัญญา ของคุณพุทธะอิสระ จะไม่ปรกติเสียแล้ว วิปริตผิดเพี้ยนถึงกับประกาศว่า "ห่มผ้าสีอะไรก็ไม่สำคัญ" มันเป็นการดูหมิ่นผ้ากาสาวพัสต์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตัวเองถือเป็นบ่อเกิดจนเติบใหญ่มาในปัจจุบัน ถ้าไม่มีผ้าเหลือง คุณจะโตมาจนป่านนี้หรือ ?

จริงอยู่ แม้ว่าจะถูกผู้เห็นต่าง "ต่อต้าน" หรือ "คัดค้าน" ต่อการกลับมาห่มผ้าเหลืองประการใดก็ตาม ถ้าหากเป็นนักปราชญ์หรือครูบาอาจารย์ ผู้อาจหาญตั้งตัวเองเป็นครูสอนคน และไม่มีอัตตาตัวตนสูงจนไม่ยอมก้มหัวให้ใครแล้ว ท่านก็ต้องแสดงออกซึ่งอาการ "อ่อนน้อมถ่อมตน" ยกย่องสถาบันหลักให้เป็นธงชัย มิใช่การ "ยกตนข่มท่าน" ดังที่เห็น

แต่สิ่งที่นายสุวิทย์แสดงออกในวันนี้นั้น มันเป็นการประชดต่อสังคมไทยว่า ถ้าไม่ให้ฉันห่มผ้าเหลือง ฉันก็จะไม่ให้คุณค่าแก่ผ้าเหลืองอีกต่อไป เหมือนในนิทานอีสปเรื่อง "องุ่นเปรี้ยว" แบบว่าพอตัวเองกินไม่ได้ ทั้งๆ ที่องุ่นมีรสหวาน ก็หันไปบอกคนอื่นว่า "เปรี้ยว ไม่อร่อย อย่ากินเลยเพื่อน" ซึ่งพระเอกของเรื่องก็คือ หมาจิ้งจอก สัญลักษณ์แห่งความเจ้าเล่ห์เพทุบาย นั่นเอง

สิ่งที่ได้เห็นตามลำดับมา ก็คือว่า แรกนั้น พุทธะอิสระประกาศจะกลับมาห่มผ้าเหลือง โดยอ้างเอาความชอบธรรมมากมาย แต่พอถูกใครต่อใครทักว่าไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง ก็อ้างอีกว่า ไม่อยากให้สังคมเกิดความวุ่นวาย ตนเองเป็นอะไรก็ได้ ไม่สำคัญว่าจะต้องกลับมาห่มผ้าเหลือง นั่นก็เป็นเรื่องของนายสุวิทย์ เพราะการบวชหรือไม่บวช ห่มผ้าสีอะไรมันเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่มีใครก้าวล่วงหรือบังคับ

แต่..แต่การออกมาพูดวันนี้ที่ว่า "สำหรับหลวงปู่แล้ว ห่มเหลืองหรือไม่ห่มเหลือง ก็มีค่าเท่ากัน" มันเป็นการดูหมิ่น "ผ้ากาสาวพัสตร์" ที่เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา ว่ามีค่าไม่แตกต่างจากผ้าอื่นๆ จึงจะห่มก็ได้ ไม่ห่มก็ได้ ผ้าไม่มีผล

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ต้องถามว่า "แล้วคุณมาบวชทำไม" การบวชนั้น เริ่มต้นสุดก็คือ การห่มผ้าเหลือง เมื่อห่มผ้าเหลืองแล้ว วัตรปฏิบัติ และการยอมรับจากพุทธศาสนิกชนจึงจะเริ่มต้น เริ่มชีวิตของพระ ผ้าเหลืองจึงเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์และพระพุทธศาสนา หากไม่มีผ้าเหลืองเสียแล้ว ก็ไม่มีพระพุทธศาสนา ใครดูถูกคุณค่าของผ้าเหลือง ก็คือดูหมิ่นพระพุทธศาสนา ดีๆ นี่เอง

โบราณยังถือว่าด้วยว่า "ไหว้ผ้าเหลือง แม้ไม่เลื่อมใสในตัวพระ" บางคนเอาลูกหลานไปบวช บางคนเป็นครูบาอาจารย์ที่ไปสอนหนังสือพระ ก็ยังต้อง "ยกมือไหว้พระ" เพราะเห็นแก่ผ้าเหลือง เรื่องนี้มิน่าเชื่อว่า พุทธะอิสระ ที่อุตริสอนคนออกทีวีจะไม่มีความรู้ หรือรู้แล้วยังฝืนทำ นั่นก็หมายความว่า ที่อ้างว่า "บวชเพื่อละอีโก้ อัตตาตัวตน" นั้น มันเป็นคำโกหก

วันนี้ นายสุวิทย์ พุทธะอิสระ มาไกลแล้ว ไกลกว่าการบอกว่า "ตนเองเป็นอะไรก็ได้ ไม่สำคัญ" แต่ไปไกลถึงขั้นว่า "ตนเองห่มผ้าสีอะไรก็ไม่สำคัญ ผ้าเหลืองกับผ้าลายไม่มีความหมายอีกต่อไป" และไม่แน่ ถ้ายังถูกต่อต้านไปเรื่อย นายสุวิทย์ก็อาจจะประกาศว่า "ตนเองจะนับถือศาสนาอะไรก็ได้ ไม่สำคัญ" เพราะตนเองดีเลิศประเสริฐศรีแล้ว อะไรไม่สำคัญเท่ากับตัวเอง นั่นก็เท่ากับว่า นายสุวิทย์กำลังตั้งลัทธิใหม่ขึ้นมา อาจจะใช้ชื่อว่า "เศวตัมภรณ์ : นิกายผ้าขาว"

ก็ตามสบายนะนายสุวิทย์นะ ทำเพื่อชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ มาตั้งนาน ไม่มีใครเห็นความดี ก็ต้องทำเพื่อตัวเองเสียบ้าง แต่รู้ไหมว่า การกระทำแบบนายสุวิทย์ในวันนี้นั้น โบราณท่านเรียกว่า "บวชเสียผ้าเหลือง"

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 3 พฤศจิกายน 2562

 

อุ้มแม่เข้าโบสถ์ !

พุทธะอิสระลงทุนหนัก

หมดหน้าตักถึงกับต้องอุ้มแม่เข้าโบสถ์

ไม่เคยโทษตัวเอง !

 

 

ฝ่าด่านอรหันต์

 

 

อา..จอมยึกยัก "ชักเข้า-ชักออก" ในยุคนี้ เห็นจะไม่มีใครไวเท่า "สุวิทย์-พุทธะอิสระ" อีกแล้วครับท่าน เพราะตั้งแต่ออกมาประกาศ "จะกลับมาห่มผ้าเหลืองอีกครั้ง" ในวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา ผ่านไปแค่ 10 กว่าวัน นายสุวิทย์พลิกลิ้นไปแล้วหลายร้อยรอบ อ้างสารพัดอ้าง ทั้งพระธรรมวินัย กฎหมายบ้านเมือง แม่ ญาติโยม รวมทั้งความในอกในใจอะไรอีกร้อยแปดสาแหรกขาด เป้าหมายก็เพื่อ "ห่มผ้าเหลือง" เพียงหนึ่งเดียว

แรกนั้น สุวิทย์ตั้งด่านป้องกันกำแพงโบสถ์วัดอ้อน้อยไว้ 3 ชั้น ได้แก่

1. อ้างว่าจะบวชเพื่อถวายพระราชกุศลแด่ในหลวง ร.9

2. อ้างว่า บวชเพื่อทดแทนคุณแม่

3. อ้างว่า ญาติโยมเรียกร้องให้กลับมาเป็นพระ จึงต้องห่มจีวรตามเสียงเรียกร้องนั้น

"ด้วยหลักการและเหตุผล ดังกล่าวมานี้แหละ พุทธะอิสระจึงมีศักดิ์และสิทธิ์อันชอบธรรม ที่จักกลับมาห่มผ้าไตรจีวรได้อีก ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562"

คือคำสรุปที่พุทธะอิสระ "ตระเตรียมมาเป็นปี" เพื่อใช้ในวันนี้

แต่ภายในวันเดียวกันนั่นเอง (17 ตุลา) ปรากฏว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาตีปลาหน้าไซว่า "พุทธะอิสระถูกทางการจับสึก จึงไม่ถือว่าเป็นพระสงฆ์อีกต่อไป"

เล่นเอาพุทธะอิสระหัวคะมำตกท่อ !

เพราะก็รู้กันดีว่า วิษณุ เป็นใคร เก่งทางไหนอย่างไร ไม่แน่จริงไม่กุมสมองของบิ๊กตู่อยู่มาจนบัดนี้

และนับจากนั้น ก็เริ่มเห็นลีลา "เลี่ยงบาลี" ของพุทธะอิสระ โดยแรกนั้นทำทีเป็น "แข็ง" จะเดินหน้าห่มผ้าเหลืองตามกำหนดการเดิม ระดมพระเณรวัดอ้อน้อยและญาติโยมมาประชุมกันในวันที่ 27 ตุลา ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก หวังจะประกาศชัยชนะในสภาวัดอ้อน้อยให้ฝ่ายค้านหวาดหวั่นไม่กล้าขวางทางผู้ยิ่งใหญ่

ปรากฏว่า ทั้งสภาล่างและสภาบน เทคะแนนเสียงให้พุทธะอิสระ อย่างท่วมท้น

แต่ทางรัฐบาลและคณะสงฆ์ เฉยเมย ไม่หือไม่อือ ไม่ตื่นเต้นตกใจในคะแนนนิยมดังกล่าวเลย

แหมลงทุนจัดหนักระดับ "ชุดใหญ่ไฟกะพริบ" ทั้งที แต่กลับไม่มีคนดู คนที่เดินผ่านยังโห่ฮาป่าว่าเล่นจำอวดอะไร เล่นเอาพุทธะอิสระใจฝ่อ ไม่รู้จะออกทางไหน หาทางไปไม่ถูก

แต่ก็เหมือนโชคช่วย เมื่อ "เปลว สีเงิน" สหายในผ้าลายของพุทธะอิสระ เห็นสภาพจนตรอกของสหายในผ้าขาวเข้าเช่นนั้นก็สงสาร จึงชี้ทางสวรรค์ว่า "อย่าห่มเลยผ้าเหลือง กลับไปขอบวชใหม่เถอะ" พุทธะอิสระจึงรีบตะครุบเอาคำแนะนำนั้นทันที

ทิ้งมติที่ประชุมสภาวัดอ้อน้อยไปอย่างไร้ค่า

แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่พ้นคำครหา เพราะจะเอาคำแนะนำของนายเปลวสีเงินมาเทียบกับมติคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนวัดอ้อน้อยได้อย่างไร นายเปลวเป็นใคร สำคัญกว่าคณะสงฆ์อย่างนั้นหรือ ?

นี่คือประเด็นใหม่ที่บานปลายมาจากความไร้เดียงสาของนายสุวิทย์ คิดไม่ถึงว่าจะเดินเหยียบกับที่ตัวเองวางเอาไว้

ในวันนี้ เราจึงเห็น "นายสุวิทย์" คิดแก้เกม โดยการ "อุ้มแม่เข้าโบสถ์" นำเอาภาพของมารดามาหาคะแนนสงสารจากบรรดาแม่ยก โดยหวังว่าจะสามารถ "แหกด่านอรหันต์" เข้าไปห่มผ้าเหลืองในโบสถ์ได้อีกครั้ง

ซึ่งเมื่อได้เห็นแล้วก็ยิ่งสงสารปนสมเพช

สงสาร : เพราะไม่เชื่อว่า คนที่ชื่อพุทธะอิสระ จะสิ้นไม้ไร้ตอก ถึงกับต้องอุ้มเอาแม่ออกมาหากิน

สมเพช : เพราะไม่เชื่อว่า คนที่ชื่อพุทธะอิสระ จะไร้สติปัญญาในการพิจารณาอรรถ-ธรรม แค่เรื่องของตัวเองก็ยังเอาไม่รอด

อธิบายให้ทราบว่า กรณีที่พุทธะอิสระ ยกเอามารดามาอ้าง เพื่อหาความชอบธรรมในการกลับมาห่มผ้าเหลืองนั้น มันเป็นแค่เหตุผลของเด็ก เพราะใครๆ ก็อ้างได้ อ้างพ่อแม่พี่น้องต้องการให้บวช แต่จะบวชได้หรือไม่ได้นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ ที่มีองค์พระอุปัชฌาย์จะพิจารณาคุณสมบัติ ตามหลักการในพระธรรมวินัย

มิใช่อ้างแม่แล้วก็จะผ่านฉลุย

ดังนั้น ระหว่าง "ความตั้งใจดี" กับ "กระบวนวิธีการบวช" ถือว่าเป็นคนละส่วนกัน

คนที่เอาสองเรื่องเหล่านี้มาปนกัน ก็แสดงว่ามั่ว !

พุทธะอิสระมีเวลาเป็นปี ในการพิจารณาหาเหตุผลมาอ้างและอธิบายให้สาธารณชนฟัง ในการจะกลับมาครองผ้าเหลืองของตน

แต่กลับได้เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเลยแม้แต่ข้อเดียว !

ยิ่งเมื่อไม่เอากับมติคณะสงฆ์วัดอ้อน้อย แต่กลับไปคล้อยตามคำแนะนำของ "นายเปลว สีเงิน" ก็ยิ่งเหลวไหลไปใหญ่

เปลวเป็นใคร ทำไมจึงเชื่อเปลวมากว่าคณะสงฆ์ ?

แถมเหตุผลที่ยกมาสนับสนุนแนวทางของเปลวก็เหลวแหลก เพราะพุทธะอิสระอ้างว่า "ตรงกับใจของตนเองแต่แรก"

ดูสิ คณะสงฆ์ลงมติ แต่ไม่เอา เพราะไม่ตรงกับใจตน

แต่ไปคว้าเอาคำแนะนำของนายเปลวมาเป็นศาสดา โดยอ้างว่าถูกใจตน

แล้วไอ้ที่ทำทีพินอบพิเทาคณะสงฆ์ ว่าเคารพนบนอบอย่างโน้นอย่างนี้ที่ผ่านมาล่ะ เอาไปถิ่มไส ?

วันนี้ ก็เห็นแล้วว่า นายสุวิทย์ เห็นนายเปลวดีกว่าคณะสงฆ์ จึงไม่เอากับมติคณะสงฆ์

เมื่อไม่เอากับคณะสงฆ์ ก็ต้องหาทาง "แก้ไข" ในสิ่งที่ตนเองได้ทำผิดไป เพราะดันไปประกาศให้สาธารณชนทราบผ่านสื่อ

สุวิทย์จึงลงทุนไปเข็นเอา "แม่" ซึ่งทั้งแก่ทั้งป่วย ให้มาช่วยตนเอง

เลยกลายเป็นภาพ "สงสารแม่ สมเพชลูก"

ถ้าการอ้างแม่ของพุทธะอิสระในครั้งนี้มีผล คณะสงฆ์ที่จะทำการบวชให้นายสุวิทย์ โดยเฉพาะพระคู่สวด ก็เห็นทีจะต้อง "ถามอันตรายิกธรรมเพิ่ม" นอกจากข้อ "อนุญาโตสิ๊ มาตาปิตูหิ : พ่อแม่อนุญาตแล้วหรือยัง" ก็เพิ่มข้อใหม่เข้าไปว่า "บวชเพื่อแม่สิ๊ : บวชเพื่อแม่ใช่ไหม"

รับรองว่า พระสงฆ์หัตถบาสฮากันลั่น

นั่นมันบวชกำมะลอ !

 

 

 

 

ขออนุญาต อธิบายให้เข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง นะจ๊ะ


1 พฤศจิกายน 2562

 

หลังจากได้แสดงเจตนาไปว่า พุทธะอิสระจักรอให้จบคดีกบฏเสียก่อนจึงจักกลับมาบวชถือพรรษาใหม่ ก็มีบรรดากองเชียร์และกองซ้ำทั้งหลาย ต่างโจษจันไปในทางไม่เห็นด้วย บ้างแสดงความกังขาต่างๆ นานา ซึ่งก็แยกเป็นข้อๆ ได้ประมาณนี้ เช่น


-
ก็ไหนๆ จักบวชใหม่แล้ว ทำไมต้องรอให้คดีกบฏจบก่อน

- ทำไมไม่บวชเสียเลย ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 ตามกำหนดการเดิม

อธิบายได้ดังนี้ว่า มูลเหตุที่พุทธะอิสระยังไม่สามารถบวชใหม่ได้ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 ก็ด้วยเพราะติดข้อกฎมหาเถรสมาคม ปี 2536 ในหมวดที่ 3 ที่ว่าด้วยหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ในข้อที่ 14 ความว่า พระอุปัชฌาย์ ต้องงดเว้นการให้บรรพชาอุปสมบทแก่คนต้องห้ามดังต่อไปนี้


1. คนทำความผิด หลบหนีอาญาแผ่นดิน

2. คนหลบหนีราชการ

3. คนต้องหาในคดีอาญา

4. คนเคยถูกตัดสินจำคุกโดยฐานเป็นผู้ร้ายสำคัญ

5. คนถูกห้ามอุปสมบทเด็ดขาดในพระพุทธศาสนา

6. คนมีโรคติดต่อเป็นที่น่ารังเกียจ เช่นวัณโรคในระยะอันตราย

7. คนมีอวัยวะพิการจนไม่สามารถปฏิบัติต่อพระศาสนาได้


ซึ่งในกรณีของพุทธะอิสระ หากจะบวชใหม่ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 คงจักต้องทำผิดกฎมหาเถรสมาคม ข้อที่ 14 (3) และอาจจะเข้าข่ายความผิดใน (4) ด้วย เหตุนี้ พุทธะอิสระ จึงต้องรอให้พ้นในคดีอาญาเสียก่อน จึงจักขอบวชใหม่จากคณะสงฆ์และพระอุปัชฌาย์ได้


แต่ถ้าพุทธะอิสระไม่ขอบวชใหม่ล่ะ พอถึงเวลาสิ้นสุดคดีอาญาแล้วกลับมาห่มผ้าเหลืองเลย เช่นนี้ก็อาจจักกลายเป็นประเด็นให้สังคมต้องถกกัน
จนอาจเป็นเรื่องที่ศาลสถิตยุติธรรมต้องมาเสียเวลาชี้ขาดว่า พุทธะอิสระมีสิทธิกลับมาห่มผ้าโดยไม่ต้องบวชใหม่ได้หรือไม่

ซึ่งก็ไม่ใช่ความต้องการของพุทธะอิสระ ไม่ต้องการให้การห่มผ้าเหลืองของตน มาเป็นประเด็นแตกแยกทางสังคม หากจะกลับมาห่มผ้าเหลืองแล้วต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อนเช่นนี้ พุทธะอิสระคงไม่สบายใจที่ต้องกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว

หากมีคำถามแทรกขึ้นมาว่า แล้วอะไรเป็นเหตุผลในครั้งแรก ที่พุทธะอิสระหยิบยกมาอ้างว่า จักกลับมาห่มผ้าเหลืองใหม่ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 เล่า


เป็นเพราะแม่ ต้องการเห็นลูกชายคนนี้กลับไปห่มผ้าเหลือง ก่อนที่แม่จักตาย


ในฐานะของความเป็นลูก ที่ตลอดเวลา แม่อยู่กับเราตลอด ไม่เคยไปอยู่กับลูกคนใดเลย แม่จึงผูกพันกับเรามาก ขนาดเงินก้อนสุดท้าย ที่แม่ต้องเก็บเอาไว้ใช้ในงานศพแม่

พอแม่รู้ว่า ลูกชายคนนี้จักออกไปสู้ที่เวทีแจ้งวัฒนะ
แม่ถึงกับแบ่งเงินก้อนนั้น 300,000 บาท มาให้ลูกชายคนนี้ใช้เป็นทุนในการต่อสู้จนลูกชายคนนี้ได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้จนสำเร็จดังที่ปรากฏ

พระบรมศาสดา ทรงตรัสไว้ว่า

นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา : เครื่องหมายของคนดี ต้องกตัญญู รู้คุณ กตเวทิตา ตอบแทนคุณ

ด้วยความเชื่อเช่นนี้ พุทธะอิสระจึงพยายามมาชั่วชีวิต
ที่จักตอบแทนพระคุณของแม่ ทั้งทางกายและทางใจ
อะไรที่จะทำให้แม่สบายใจได้ ลูกชายคนนี้ก็จักพยายามทำ

จึงกำหนดวันกลับไปห่มผ้าเหลือง ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 ดังที่ปรากฏเป็นข่าว

แต่หากการกระทำนั้น ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของแม่และส่วนตนแล้วจักทำลายประโยชน์ชาติ ประโยชน์ศาสนา และประโยชน์ สถาบันอันเป็นที่รักยิ่ง เช่นนี้ พุทธะอิสระคงต้องยอมที่จะละทิ้งประโยชน์ตน ประโยชน์แม่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ส่วนรวม

เหล่านี้แหละคือ มูลเหตุว่า ทำไม พุทธะอิสระ จึงต้องเลื่อนการห่มผ้าเหลืองไปจากเดิมวันที่ 5 ธันวาคม 2562 ไปจนกว่าคดีกบฏจะยุติ

 

อีกทั้งเมื่อพิจารณา ถึงเหตุผลฝ่าย ศาสนจักร และ อาณาจักรอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว


เราสู้มาถึงวันนี้ จนมีสภาพเช่นนี้ ทั้งหมดก็เพื่อชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วทำไมจึงมาเห็นแก่ประโยชน์ตนประโยชน์พวกพ้อง แล้วไปทำให้ประโยชน์ส่วนรวมเสียหายเล่า

 
นี้คือจิตวิญญาณของ พุทธะอิสระ


หวังว่าท่านทั้งหลายคงจักไม่เห็นว่า พุทธะอิสระกำลังดราม่า มากเกินไปดอกนะจ๊ะ



พุทธะอิสระ

 

ที่มา : เฟสบุ๊คพุทธะอิสระ : 1 พฤศจิกายน 2562

 

เริ่มหลุด !

อนันต์ ศิษย์เอกธัมมชโย หลุดคดีฟอกเงิน

อัยการสั่งไม่ฟ้อง อีกแล้วครับท่าน !

 


 

ประเทศไทย การเมืองไทย ยังไม่ไปไหน

ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนสามคน

 

อา..คราวก่อนก็อัยการ คราวนี้ก็อัยการ อัยการสมัยทักษิณนั้น "สั่งไม่ฟ้องธัมมชโย" แต่อัยการสมัยประยุทธ์ "สั่งไม่ฟ้องอนันต์ อัศวโภคิน ศิษย์เอกธัมมชโย" ซึ่งต่อไปก็เชื่อว่า จะกลายเป็นเกมโดมิโน "ล้มคดีหลวงพ่อธัมมชโย" จนเกลี้ยงระบบ เพื่อแปลงคะแนนนิยมจากชาวธรรมกายมาไว้ในพรรคบิ๊กตู่ เป็นอีกหนึ่งในกลยุทธ์ "ดูดกลืน" พลพรรคทักษิณ ให้เข้ามาเป็นฐานคะแนนเสียง

ก็อยากจะรู้ว่า "ท่านพุทธะอิสระ" จะว่าอย่างไร ในเมื่อ "ทักษิณสั่งปล่อยธัมมชโย" ถูกต่อต้านจากพุทธะอิสระ แต่ถ้า "ประยุทธ์" สั่งปล่อยธัมมโยบ้าง พุทธะอิสระคงไม่กล้าต้าน เพราะกลัวถูกคอมมานโดบุกหิ้วปีกจากกุฏิ-จับยัดคุก ห่มผ้าเหลืองไม่ได้มาจนบัดนี้

 

 

รวมทั้ง "พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ซึ่งได้รับการโหวตให้เป็น "มือปราบพระ" ชนะใจบิ๊กตู่ ตั้งให้เป็นทั้ง ผอ.พศ. และที่ปรึกษารัฐมนตรีด้านพระพุทธศาสนา เป็นกรณีพิเศษ ก็คงจะเข้ากระบวนการ "สมานฉันท์" ยอมรับกับการ "แปลงทรัพย์สินธรรมกายให้เป็นทุนทางการเมืองของพรรคบิ๊กตู่" ในทางการเมืองนั้น "ปล่อยทักษิณไป-ยึดพลพรรคทักษิณเอาไว้เป็นของเรา" จะเดินคู่กับทางการศาสนา "ปล่อยธัมมชโยไป-ยึดพลพรรคธรรมกายเอาไว้เป็นของเรา"

ตามรูปคดีแล้ว ถ้าหากมีการสั่งไม่ฟ้องไปจริงๆ ก็จะมาถึงประเด็น "ยึดทรัพย์มูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทร์" ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงสุดท้าย แต่หากนายอนันต์พ้นมลทินจริง ก็จะเป็นเงื่อนไขไปสู่การ "คืนทรัพย์สิน" คือจะไม่มีการยุบมูลนิธิมหาอุบาสิกาจันทร์ นั่นก็เท่ากับการ "คืนทรัพย์สิน" ให้ท่านธัมมชโย เอาไปสร้างเป็นฐานเพื่อยึดครองประเทศไทยต่อไป

แต่จะเป็นไรไป พระพุทธศาสนาและประเทศไทย มิใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ทุกคนล้วนแต่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการทำหน้าที่พลเมืองดี ยิ่งหนึ่งปีมานี้ มีการโอนอำนาจในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไปให้สำนักพระราชวังรับผิดชอบ ก็ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว เหมือนพุทธะอิสระว่าไว้นั่นแหละ สบายอกสบายใจ คิดมากไปทำไม ไม่มีใครอยู่เกินร้อย สมเด็จช่วงไม่ได้เป็นสังฆราช สมเด็จอัมพรได้เป็นสังฆราช ธัมมชโยถูกแจ้งความจับ พุทธะอิสระถูกคอมมานโดบุกจับคาห้องนอน ฯลฯ มันก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตามเหตุและปัจจัย ไปฉันเพลดีกว่า หิวแล้วโยม !

 

 

จริงหรือ ? อัยการสั่งไม่ฟ้อง คดีฟอกเงิน อนันต์ อัศวโภคิน ซื้อที่ดินศุภชัย ขายต่อ 492 ล.

"...ภายหลังจากบริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด ได้รับเงินลงทุนของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวกแล้ว บริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดิน โฉนดเลขที่ 31344 ให้กับนายอนันต์ อัศวโภคิน ที่ดินเนื้อที่ 46-3-56.2 ไร่ ราคาไร่ละ 2,000,000 บาท เป็นเงิน 93,781,000 บาท จากนั้น ได้ปรากฎว่ามีการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาถวายที่ดินของนายศุภชัย ให้กับพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) เป็นการส่วนตัว โดยมีนายอนันต์ อัศวโภคิน ลงลายมือชื่อ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนพระเทพญาณมหามุนี และมีพยานลงลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าว เว้นแต่นายศุภชัย ไม่ได้ลงลายมือชื่อ..."

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที 

หลังมีกระแสข่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้  สำนักงานอัยการสูงสูด (อสส.) ได้ส่งสำนวนการไต่สวนคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากการขายที่ดินต่อให้กับ นายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง กลับคืนมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)แล้ว

พร้อมสรุปความเห็นว่า  เห็นสมควรสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้  หลังจากที่ใช้ระยะเวลาตรวจสอบสำนวนการไต่สวนคดีมายาวนานพอสมควร 

เบื้องต้น ยังไม่มีการยืนยันข้อมูลออกมาจากทาง สำนักงานอัยการสูงสูด (อสส.) ออกมาเป็นทางการ ว่า มีเหตุผลอะไร ถึงไม่สั่งฟ้องคดีนี้ 

รวมไปถึงท่าทีของ พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า จะเห็นแย้ง และส่งสำนวนไต่สวนกลับไปให้ สำนักงานอัยการสูงสูด (อสส.) เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องคดีอีกครั้งหรือไม่

อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับคดีนี้ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org เคยตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกมานำเสนอให้สาธารณชนได้รับกันไปแล้ว

ปรากฎตามรายละเอียดตามคำสั่งอายัดทรัพย์สิน ของ  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดราย นายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก (คดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น) ในส่วนของที่ดิน ที่โอนขายที่ดินให้กับ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ (พี่ชายบญธรรม คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) และนายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังซึ่งเป็นผลจากการตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินของ นายศุภชัย ที่มีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการยักยอกเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด และนำเงินไปลงทุนซื้อที่ดินจำนวน 3 แปลง โฉนดที่ดินเลขที่ 31343 ,31344 และ 31345 ตั้งอยู่ตำบลคลองสอง (คลอง 2 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่รวม 312 ไร่ 1 งาน 17.6 ตารางวา และหุ้นของบริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด โดยวิธีการสั่งจ่ายเช็คจำนวน 11 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 321,400,000 บาท

โดยในส่วนคดีของ นายอนันต์ อัศวโภคิน นั้น   ปปง. ระบุในคำสั่งอายัดทรัพย์ว่า ภายหลังจากบริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด ได้รับเงินลงทุนของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวกแล้ว บริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดิน โฉนดเลขที่ 31344 ให้กับนายอนันต์ อัศวโภคิน ที่ดินเนื้อที่ 46-3-56.2 ไร่ ราคาไร่ละ 2,000,000 บาท เป็นเงิน 93,781,000 บาท

จากนั้น ได้ปรากฎว่ามีการจัดทำหนังสือแสดงเจตนาถวายที่ดินของนายศุภชัย ให้กับพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) เป็นการส่วนตัว

โดยมีนายอนันต์ อัศวโภคิน ลงลายมือชื่อ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนพระเทพญาณมหามุนี และมีพยานลงลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าว เว้นแต่นายศุภชัย ไม่ได้ลงลายมือชื่อ

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2558 นายอนันต์ ได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บริษัทไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด ในราคา 492,350,250 บาท และได้รับเงินที่เหลือจากการขายที่ดิน จำนวน 468,731,250 บาท นำไปชำระหนี้ให้บริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด และหนี้อื่นบางส่วน โดยนำเงินส่วนใหญ่จำนวน 303,000,000 บาท ไปบริจาคให้มูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เพื่อนำไปก่อสร้างอาคาร บุญรักษา

นี่ยังไม่นับรวม ถึงข้อมูลเบื้องลึกการขายที่ดินจำนวน 8 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 57 ไร่ ในตำบลคลอง 3 อำเภอคลองหลวง ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดพระธรรมกาย ของ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร  ให้กับ นางสาว อลิสา อัศวโภคิน ที่สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบเพิ่มเติมในภายหลังด้วย 

โดยมีรายละเอียดว่า ในช่วงต้นเดือน มิ.ย.56 หลังจากที่ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ถูกคณะกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ในข้อหายักยอกทรัพย์และฉ้อโกง กรณีที่มีการนำเงินของสหกรณ์ไปลงทุนหุ้น ที่ดิน รวมทั้งนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ฯ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2556

นายศุภชัย ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดินจำนวน 8 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 57 ไร่ ในตำบลคลอง 3 อำเภอคลองหลวง ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดพระธรรมกาย ให้กับ นางสาวอลิสา อัศวโภคิน  ลูกสาวนายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของไทย โดยหนังสือสัญญาฉบับดังกล่าว ลงวันที่ 7 มิ.ย.56

จากการตรวจสอบหนังสือสัญญาขายที่ดิน ดังกล่าว มีการระบุเลขที่โฉนดที่ดิน จำนวน 8 แปลง ที่มีการตกลงซื้อขายกัน คือ 101460 ,101461 , 101462 , 152624 ,4519 ,101455  , 101456 และ 152626 โดยปรากฎชื่อนายวสินธุ์ เหมือนเกียรติ ทำหน้าที่เป็นตัวแทน ทั้งฝ่าย นายศุภชัย "ผู้ขาย" กับ นางสาวอลิสา  "ผู้ซื้อ"

โดยตกลงราคาซื้อขายกันเป็นเงิน 298 ล้านบาท ระบุว่าผู้ซื้อได้ชำระเงินค่าที่ดินให้ผู้ขายเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยที่ดินทั้งหมด ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ไม่มีการเช่า ไม่ค้างชำระภาษีบำรุงท้องที่

ขณะที่ นายศุภชัย "ผู้ขาย" ได้ที่ดินเหล่านี้มาโดยการซื้อเมื่อ พ.ศ.2552

โดย พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา5 กำหนดว่า ผู้ใด

(1) โอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะหรือหลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน หรือ

(2) กระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาแหล่งที่ตั้งการจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใดๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันข้อมูลเป็นทางการว่า การขายที่ดินจำนวน 8 แปลง ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดพระธรรมกาย ของ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร  ให้กับ นางสาว อลิสา อัศวโภคิน ดังกล่าว มีการสอบสวนทางคดีเกี่ยวกับเรื่องการฟอกเงินเพิ่มเติมด้วยหรือไม่ 

ทั้งหมดนี่ เป็นข้อเท็จจริง ที่ยังคงต้องรอหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ออกมาชี้แจงเพื่อทำความกระจ่างชัดเจนให้สังคมได้รับทราบกันต่อไป

เช่นเดียวกับข้อมูลของ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) ที่ปัจจุบันหลบหนีการจับกุมตัวไปอยู่ที่ไหน ก็ยังไม่มีใครล่วงรู้ด้วยเช่นกัน ?

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา : 31 ตุลาคม 2562

เปิดเต็ม !

 

เอกสารสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผันงบประมาณให้หน่วยงานรัฐอื่น ทั้งศาลยุติธรรม ปปช. ฯลฯ

 

ปปช. ขอเงินสำนักพุทธ

ศาลยุติธรรมขอเงินสำนักพุทธ

หนังสือตอบรับจากสำนักพุทธ

กรมบัญชีกลาง ตอบคำถาม

เอ็นซี ฮอลิเดย์ ฟ้องสำนักพุทธ

กดที่ภาพเพื่อชม

ภาพประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 28/2019

ณ วัดธรรมภาวนา อลาสก้า วันที่ 17 สิงหาคม 2562

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

 

นิพพาน ปจฺจโย โหตุ


เปิดเต็ม ไม่เซ็นเซอร์
!

 

คำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์

พระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) วัดสามพระยา

16 พฤษภาคม 2562

 

 

กดที่ภาพเพื่อดาวน์โหลด/อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

26 พฤษภาคม 2562

 

เปิด : คำให้การของเจ้าคุณเอื้อน

ในคดีเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน, ร่วมกันฟอกเงิน อันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

พระพรหมสิทธิ และคณะ

เข้าคารวะหลวงพ่อเขมธัมโม วัดป่าสันติธรรม

เมืองวอริค ประเทศอังกฤษ

 

กดที่ภาพเพื่อชมวัดป่าสันติธรรม 2560

ภาพองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

ประชุม ณ วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร

12 กันยายน 2560

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

ภาพใหญ่ประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

วัดพุทธวิหาร อัมสเตอร์ดัม เนเธอแลนด์

 

 

(กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 5000 PX)

 

 



 

ภาพการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 41/2560

ณ วัดมงคลรัตนาราม แทมป้า รัฐฟลอริด้า

2-3 มิถุนายน 2560

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพชุด

ชุดที่ 1

ชุดที่ 2

ชุดที่ 3

ชุดที่ 4

ชุดที่ 5

ชุดที่ 6

ชุดที่ 7

ชุดที่ 8

 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

วัตถุมงคลชุดประวัติศาสตร์ 100 ปี

ญาท่านพระมหาผ่อง ปิยธีโร

วัดพระเจ้าองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

 


 

 

บอกกล่าวข่าวของดี

พระสมเด็จ รุ่นแรก ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ

กดที่ภาพเพื่อชม

 

โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น บอสตัน

สถานที่ประสูติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

กดที่ภาพเพื่อชม

 

INTERFAITH 2018

 


 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพและบรรยากาศของงาน

ภาพการประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดศรีรัตนาราม เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

18 AUGUST 2018

 


กดที่ภาพเพื่อชมภาพขนาด 6000 PC

 

พิธีเปิดประชุมใหญ่ สมัยสามัญประจำปี พ.ศ.2559

สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ณ วัดศรีนครินทรวราราม สวิสเซอร์แลนด์

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ประธานการประชุม

20 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 น.

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 2

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 3

กดที่ภาพเพื่อชมภาพพิธีทั้งหมด

 

ภาพการประชุมสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ชุดที่ 4

อายุวัฒนมงคล 90 พรรษา พระราชภาวนาวิมล วิ.

(ธีรวัธน์ อมโร น.ธ.เอก Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

3 กรกฎาคม 2559

 

ภาพชุดที่ 1 : ภาพชุดที่ 2 : ภาพชุดที่ 3 : ภาพชุดที่ 4

การประชุมองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ณ วัดสันติวงศาราม เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

 

ภาพชุดที่ 01 : ภาพชุดที่ 02 : ภาพชุดที่ 03 : ภาพชุดที่ 04 : ภาพชุดที่ 05

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ

(เหลา ปญฺญาสิริ ป.ธ.4 Ph.D.)

เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร
รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

ร่วมประชุมผู้นำศาสนา กับ ศาสนาจารย์ จัสติน เวลบี

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี่ องค์ประมุขแห่งคริสตจักรสหราชอาณาจักร

ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักร

22 มิถุนายน 2559 เวลา 09.00 น.

 

สมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก



 


อายุวัฒนมงคล 91 ปี หลวงตาชี

5 มิถุนายน 2559

 

 

90 ปี หลวงตาชี วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี

พิธีทักษิณานุปทาน

อุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

เนื่องในวาระสวรรคต ครบรอบ 75 ปี

ณ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

4 มิถุนายน 2559


สัตตมราชานุสรณ์

องค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครบรอบ 75 ปี แห่งการสวรรคต

ณ โกลเดอร์ส กรีน ครีเมโทเรียม กรุงลอนดอน

3 มิถุนายน พุทธศักราช 2559

 

 

 

จดหมายผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ปาราชิก" ธัมมชโย

กดที่ภาพเพื่อชม

 

ข่าวเจ้าคุณเสนาะมรณภาพ

 


 

 

กดที่ภาพเพื่อชม

 

รวมข่าว "อ้อย-อัจฉราวดี" เตโชวิปัสสนา

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

AREA-51


ของฝากจากอินเดีย

พระประธานบนชั้นสองของพระมหาเจดีย์พุทธคยา

 

 

 

ไหว้สาครูบากุศล

 


 

90 ปี หลวงพ่อพระราชภาวนาวิมล

เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร

 

ขอดเกล็ด "วอ" พ่อปลาไหล

ว.วชิรเมธี ศรีธนญชัย

 

 

 

 


ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน


 


 

เปิดหน้า "มือปล่อย" ธัมมชโย
มือใครในประวัติศาสตร์ศาสนา
2549 ?

 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264