LAST UPDATE :   MARCH : 18 : 2022 :  06:00 A.M.  PACIFIC TIME

 

 

 


 

ตรวจข้อสอบบาลีถึง 3 ทุ่ม !

หลวงปู่ทองอยู่ อยู่จนดึกดื่น

ทำงานค่อนคืน สนองพระมหากรุณาธิคุณฯ

 

 

พระพรหมวชิรโมลี (ทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ ป.ธ.9)

นำตรวจข้อสอบบาลีอยู่จนมืดค่ำ 3 ทุ่มยังไม่กลับวัด

 

 

ข่าวจากเพจ "จีวร" รายงาน "กลางดึก" ของคืนวันที่ 21 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ ศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยา ซึ่งเป็นสถานที่ทำการตรวจข้อสอบบาลีประจำปี โดยในปีนี้ มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯ ให้ทำการตรวจข้อสอบในวันที่ 19-23 มีนาคม พ.ศ.2565 โปรดพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ทุกประการ ตั้งแต่ภัตตาหาร น้ำปานะ ฯลฯ แก่พระราชาคณะ พระเปรียญ ครูบาอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏับัติหน้าที่ในงานสำคัญของพระศาสนาประจำปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เมื่อการตรวจล่วงมาจนถึงเวลา 5-6 โมงเย็น ก็จะเป็นอันเสร็จสิ้น กรรมการส่วนใหญ่ก็จะทำการ "ส่งข้อสอบ" แล้วก็เซ็นออก เพื่อกลับวัดวาอาราม เว้นแต่วันสุดท้าย ซึ่งจะต้องลุ้นการประกาศผลในระดับเปรียญเอก "ประโยค ป.ธ.7-8-9" ซึ่งจะประกาศสดๆ การประกาศผลสอบบาลีของทุกปีจึงเป็นที่ตื่นเต้นและลุ้นกันที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาสนามแข่งขันของประเทศไทย และเป็นเพียงสนามเดียวในโลกด้วยที่มีการประกาศผลเช่นนี้ นักข่าวทุกสำนักจึงทำการ "รายงานสด" ผลการตรวจข้อสอบบาลีเป็นประจำทุกปี

แต่มีกระแสข่าวว่า จนล่วงเวลาเข้ามืดค่ำของคืนวันที่ 21 ที่ผ่านมา ไฟในศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยายังไม่ได้ปิด เพราะยังมีคณะกรรมการผู้ใหญ่บางท่านที่ยังไม่ได้กลับ นับได้จำนวน 3 รูป ได้แก่

1. พระพรหมวชิรโมลี (ทองอยู่ ญาณวิสุทฺโธ ป.ธ.9) วัดศาลาลอย จังหวัดสุรินทร์

2. พระพรหมวัชรเมธี (สมเกียรติ โกวิโท ป.ธ.9) วัดอรุณราชวราราม

3. พระธรรมราชานุวัตร (สุทัศน์ วรทสฺสี ป.ธ.9) วัดโมลีโลกยาราม

ทั้งสามท่านยังคงทำงานอยู่จนมืดค่ำ เพราะต้องเก็บงานให้รอบคอบและเคลียร์งานภายในวันนี้ให้เสร็จสิ้น มิให้ไปกระทบกับงานในวันพรุ่งนี้ อันเป็นวันสุดท้าย

จึงมีข่าวว่า "สองทุ่มแล้ว กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 รูป ยังไม่ออกจากศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยาเลย" ซึ่งเมื่อเช็คข่าวแล้ว ก็พบว่าเป็นเรื่องจริง !

จึงนับเป็นข่าวที่น่าปลื้มใจ ในความเอาใจใส่ในกิจการพระศาสนาอันสำคัญสูงสุด คือการตรวจข้อสอบบาลีประจำปี ซึ่งถือว่าเป็นกองงานใหญ่สุด เป็นกองงานสำคัญในการผลิตบัณฑิตด้านภาษาบาลี อันเป็นภาษาหลักในพระไตรปิฎก ภาษานี้แหละที่รักษาพระธรรมวินัยไว้ให้บริสุทธิ์ผุดผ่องมานานหลายพันปี การจะรักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงยืนยาวนาน จึงต้องศึกษาภาษาบาลีให้ถ่องแท้ ซึ่งบูรพกษัตริย์ไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา ทรงเห็นคุณค่าของการศึกษาภาษาบาลี จึงทรงพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ ในนาม "บาลีสนามหลวง" มาจนกระทั่งรัชกาลปัจจุบัน

 

 

หลวงปู่ทองอยู่-พระพรหมวชิรโมลี นั้น ปัจจุบันท่านเจริญอายุพรรษากาลนานถึง 89 ปีแล้ว แม้ว่าจะเพิ่งหายอาพาธ แต่ยังฝืนสังขารมาทำงานตรวจข้อสอบบาลีที่วัดสามพระยา แถมยังทำงานจนดึกดื่น แบบว่าไม่เสร็จไม่ยอมกลับวัด จึงนับเป็นความเสียสละเพื่อการพระศาสนาอย่างหาที่เปรียบได้ยาก จะจารึกเป็นประวัติศาสตร์ไปอีกนาน

 

ภาพบรรยากาศ "พระบรมราชูปถัมภ์" งานตรวจข้อสอบบาลี

ประจำปีพุทธศักราช 2565 ณ ศาลาอบรมสงฆ์ วัดสามพระยา

 





















 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 21 มีนาคม 2565


 

เปิดประวัติ

"พระธรรมวชิรญาณ-เจ้าคุณเจียร"

รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวร

ก่อนหน้านี้ท่านเป็นใครและ..มาจากไหน ?

ทำไมจึงได้รับแต่งตั้งเป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดบวร

และต่อไปจะได้เป็นอะไร ?

 

 

 

วงนอก-วงใน ถามไถ่กันให้แซ่ด ! พลันที่ข่าว "สมเด็จพระวันรัต" เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร มรณภาพ กระจายออกไป สายตาทุกคู่ก็จ้องมองว่า "พระเถระรูปใด" จะได้เข้ามาเป็นรักษาการและเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร "รูปต่อไป" เพราะตำแหน่งนี้ "ใหญ่ที่สุด" ระดับ..นัมเบอร์วัน ของคณะสงฆ์ไทยเลยเชียวล่ะ

มิใช่แค่ "เจ้าอาวาสวัดบางลำพู" ซึ่งมีมูลนิธิ "มหามกุฏราชวิทยาลัย" อันยิ่งใหญ่ มีทรัพย์สินระดับ "หมื่นล้าน" เป็นวัดรวยที่สุดในประเทศไทย แต่ยังเป็นทั้ง "เจ้าของวัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงจำพรรษาในขณะทรงผนวช" มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ถึงปัจจุบันนี้ วัดบวรนิเวศวิหาร ยังเป็นเจ้าของตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต" โดยในสมัยที่ "สมเด็จพระญาณวโรดม" วัดเทพศิรินทราวาส ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่ก็ไม่กล้า ต้องยอม "ถวายคืน" ตำแหน่งนี้ให้แก่วัดบวร มาจนถึงสมัยนี้ ที่สมเด็จพระสังฆราช (อัมพรมหาเถร) วัดราชบพิธ ทรงดำรงตำแหน่ง "สกลมหาสังฆปริณายก" ก็มีการยกตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต" ถวาย..พอเป็นพิธี หลังจากนั้น สมเด็จพระสังฆราชก็ทรงประกาศ "แต่งตั้ง" ให้เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร "เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตตามธรรมเนียม" ต่อไป ทำนองถวายคืน และต่อไปก็ต้องใช้ธรรมเนียมนี้

การได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร นอกจากจะมีอำนาจบริหารปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุตทั่วประเทศและบริหารทรัพย์สินมากที่สุดในประเทศไทยแล้ว ก็ยังเป็นแคนดิเดต "สมเด็จพระสังฆราช" แบบเต็งหนึ่งเต็งสองมาโดยตลอดอีกด้วย โดยนับจากสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร "ครองตำแหน่ง" มาแล้วถึง 4 พระองค์ด้วยกัน มากกว่าทุกวัดในประเทศไทย โดยนัยยะก็คือ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร กลายเป็นศูนย์กลางการปกครองของคณะสงฆ์ไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ก็คือเจ้าของพื้นที่อันสำคัญสูงสุดในประเทศไทยฝ่ายศาสนา

ในพิธี "รดสรงน้ำศพ" ของสมเด็จพระวันรัตในวันที่ 17  มีนาคมนั้น มีการมองไปทั่วงานว่า "จะมีพิธีรับคำสั่งแต่งตั้งรักษาการเจ้าอาวาส" ด้วยหรือไม่ แต่ก็ไม่ ตกรุ่งเช้า ก็มีข่าวกระจายไปว่า เจ้าคณะภาค 1-2-3 ธรรมยุต ได้ลงนามแต่งตั้ง "รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร" แล้ว ได้แก่ พระธรรมวชิรญาณ (จิรพล อธิจิตฺโต ป.ธ.7) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้เจ้าคุณจิรพล "ขึ้นหน้าหนึ่ง" ของทุกสื่อในทันที นี่คือบุคคลสำคัญที่น่าจับตา

ถามว่า พระธรรมวชิรญาณ คือใคร ?

ก็ตอบได้ว่า ท่านเป็นพระในวัดบวรนิเวศวิหารนั่นเอง อยู่ที่นี่มานานแล้ว แต่ท่านอยู่อย่างเงียบๆ เป็นพระสมถะกรรมฐาน สันโดษ เรียบง่าย มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย จนกลายเป็นพระเกจิประจำวัดบวรนิเวศวิหารไปแล้ว

ในรัชกาลก่อนนั้น ท่านเจ้าคุณจิรพล ยังถือว่าไม่หวือหวา ตามประสาพระวิปัสสนา ขออยู่อย่างเงียบๆ เรียบๆ ไม่แข่งขันกับใคร ดังนั้น เรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ของท่านจึงสู้สายอื่นเขาไม่ได้

แต่ครั้นย่างเข้าสมัยรัชกาลที่ 10 ก็เกิดการพลิกแผ่นดินว่าด้วยการแต่งตั้งพระสังฆาธิการ คือในสมัย ร.9 นั้น จะเอาอาวุโสทางด้านอายุพรรษาและตำแหน่งเป็นหลัก ใครเป็นก่อนก็ขึ้นก่อน จึงมีการ "ชิงอาวุโส" ที่เรียกว่า "ข้ามหัว" เกิดขึ้นมากมาย ส่งผลให้ผู้คนนินทาว่าเล่นพรรคเล่นพวก ตกสมัย ร.10 จึงได้เปลี่ยนนโยบายใหม่ "ให้พระที่มีคุณธรรม" ขึ้นเป็นใหญ่ ซึ่งพระประเภทที่ว่านั้นท่านชี้ไปที่ "พระกรรมฐาน" หรือในสายปฏิบัติ จะเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าอยู่หัวมาก เราจึงได้เห็น "พระสายปฏิบัติ" โผล่พรวดขึ้นชั้นกันมากมาย

ในสายมหานิกายนั้น "ท่านเจ้าคุณบุญชิต" วัดมหาธาตุฯ ก็ครองตำแหน่ง "เจ้าคณะเขตพญาไท" มาตั้งแต่ปี 43 แล้วก็ย้ายมาเป็น "เจ้าคณะเขตพระนคร" ซึ่งก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไร เปลี่ยนแต่เขตเฉยๆ เพราะอำนาจมันเท่ากัน จะเทียบกับอุบลได้ไง ไอ้ที่จะได้เป็นเจ้าคณะ กทม. หรือกรรมการมหาเถรสมาคมนั้น ยังห่างไกล ตราบใดที่สายวัดสระเกศเอย วัดสามพระยาเอย วัดปากน้ำเอย ยังครองอำนาจในมหาเถรสมาคมอยู่เหมือนเดิม แต่พอขึ้นรัชกาลใหม่ ชื่อของท่านเจ้าคุณบุญชิต ก็ถูกยกขึ้นหิ้ง ครองชั้นราชมาตั้งแต่ปี 2548 จนคนลืม จู่ๆ ก็เหมือนรถติดเทอโบร์ พุ่งพรวดขึ้นชั้นเทพ (เป็นกรณีพิเศษ) ในปี 62 ตกปี 64 ก็เลื่อนเป็นชั้นธรรม หนำซ้ำยังขยับขึ้นครองตำแหน่ง "เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร" ซึ่งก็ว่าใหญ่ระดับเจ้าพ่อนครบาลแล้ว ในปี 2564 ปีเดียว ก็ยังได้เบิ้ลในตำแหน่ง "กรรมการมหาเถรสมาคม" อีกด้วย พูดได้ว่าเป็นซะจนเบื่อ เป็นซะจนเหนื่อย จนแทบไม่อยากเป็นอะไรอีกแล้ว ต่างกับสมัยก่อนหน้านั้นลิบลับ กว่าจะได้อะไรมาแต่ละอย่างก็ยากเย็นแสนเข็ญ

วิถีชีวิตของ "พระธรรมวชิรญาณ-จิรพล" ก็คงคล้ายกัน ท่านครองยศชั้นราชมาตั้งแต่ปี 2548 อีก 10 ต่อมาจึงเพิ่งจะได้เป็นชั้นเทพ แล้วก็หยุดอยู่แค่นั้นมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นในบ้านเมือง นั่นคือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2562 ซึ่งงานนี้และที่ส่งผลให้ "เจ้าคุณเจียร-จิรพล" พาสชั้นขึ้นเป็นพระระดับแนวหน้าของคณะสงฆ์ไทย

 

 

พระราชพิธี "บรมราชาภิเษก" นั้น แปลได้ความหมายว่า คือการรดสรง ด้วยน้ำมหามุรธาภิเษกอันเป็นมงคล ผ่านพิธีนี้ไปแล้ว จึงจะถือว่าเป็นการขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ เชื่อและปฏิบัติกันมานมนานกาเลนับพันปีแล้ว พระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10 ครั้งนี้ มีความสำคัญยิ่งในรอบ 70 ของประเทศไทย ตั้งแต่ในหลวง ร.9 ทรงผ่านพระราชพิธีดังกล่าวในปี พ.ศ.2493 ผ่านมานาน 69 ปี จึงเพิ่งจะมีพิธีดังกล่าวอีกครั้งใน พ.ศ.2562 ดังกล่าว

สิ่งสำคัญที่ต้องใช้ในการรดสรงหรือมุรธาภิเษกก็คือ น้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งถ้าเป็นสังคมพราหมณ์ก็จะใช้พราหมณ์ผู้ใหญ่เป็นผู้เสก แต่ในสังคมพุทธ ก็มีการดัดแปลงมาเป็นน้ำพระพุทธมนต์ ซึ่งต้องนิมนต์พระเถระผู้ใหญ่ หรือพระที่มีกฤตยาคม เป็นผู้เสกเป่าอวยชัยให้พร ก่อนจะนำไปใช้พระราชพิธีสำคัญของบ้านเมืองดังกล่าว

เมื่อพิธีดังกล่าวมีความสำคัญระดับ "ปลุกเสก-สร้างพระมหากษัตริย์" สำคัญยิ่งกว่าปลุกเสกพระเครื่อง เพราะพระเครื่องใช้เพียงป้องกันตัว แต่พระมหากษัตริย์นั้นใช้ป้องกันคนทั้งชาติ จึงต้องพิถีพิถันทำกันอย่างที่เรียกว่า "สำคัญที่สุดในรอบ 70 ปี" กันเลยทีเดียว ทั้งนี้ รัฐบาลไทย ได้ตั้งคณะกรรมการจัดงานระดังอ๋อง ต้องเปิดตำรับตำราโบร่ำโบราณ ศึกษาพิจารณาว่าสมัยโบราณนั้นท่านทำพิธีกันอย่างไร จึงจะนำมาใช้ให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี ไม่มีความผิดพลาดอันอาจจะกลายเป็นความเสียหายที่มองไม่เห็น เป็นเรื่องที่ควรสังวรระวัง โบราณว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่

 

 

ดังนั้น คณะกรรมการจึงระดมหาน้ำอันบริสุทธิ์จากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ในทุกจังหวัด เมื่อผ่านการปลุกเสกในระดับจังหวัดแล้ว ก็จะอัญเชิญน้ำจากทั่วประเทศไทยเข้ามาในกรุงเทพมหานครเมืองหลวง และเพื่อให้น้ำนั้นศักดิ์สิทธิ์เป็นหนึ่งเดียว จึงมีพิธี "เสกน้ำอภิเษก" อย่างยิ่งใหญ่ที่สุด โดยกำหนดให้

 

 

1. ทำพิธีเสกน้ำอภิเษกที่วัดสุทัศนเทพวราราม อันเป็นจุดศูนย์กลางของประเทศไทย ประหนึ่งเขาพระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางชมพูทวีป ซึ่งบูรพพระมหากษัตริย์ไทยได้กำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มสร้างกรุงเทพมหานครขึ้นมา

2. นิมนต์พระราชาคณะและพระผู้ทรงกฤตยาคมจากทั่วประเทศมาทำพิธี มีสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธาน

3. คัดเลือกพระนั่งปรกบริกรรมในพิธีดังกล่าวอีก 5 รูป

 

พระเทพสังวรญาณ
วัดบวรนิเวศวิหาร
กรุงเทพมหานคร
พระภาวนาวิสุทธิโสภณ
วัดประดู่พระอารามหลวง
สมุทรสงคราม
พระนันทวิริยาภรณ์
วัด
ใหญ่สว่างอารมณ์
นนทบุรี
พระโสภณพัฒนคุณ
วัด
พุน้อย
ลพบุรี
พระบวรรังษี
วัดระฆังโฆสิตาราม
กรุงเทพมหานคร

 

และเมื่อมีการ "ประกาศชื่อ" ของพระสงฆ์ทรงกฤตยาคม ที่ได้รับการคัดเลือกให้ "นั่งปรกบริกรรม" ประจำในพิธีสำคัญของบ้านเมืองครั้งประวัติศาสตร์ดังกล่าว ก็ปรากฏรายนามดังนี้

1. พระเทพสังวรญาณ (จิรพล อธิจิตฺโต ป.ธ.7) วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร

2. พระภาวนาวิสุทธิโสภณ (สุรศักดิ์ อติสกฺโข น.ธ.เอก ป.ธ.5) วัดประดู่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

3. พระนันทวิริยาภรณ์ (สุวิช สิริจนฺโท น.ธ.เอก ป.ธ.3) วัดใหญ่สว่างอารมณ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

4. พระโสภณพัฒนคุณ (ทิน สุทินฺโน น.ธ.เอก) วัดพุน้อย อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี

5. พระบวรรังษี (สมชาย พุทฺธญาโณ ป.ธ.7) วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร

 

 

ห้าสุดยอดพระเกจิในพิธีเสกน้ำอภิเษก ณ วัดสุทัศนเทพวราราม

 

กระบวนการ "คัดสรร" สุดยอดพระเกจิ เพื่อนิมนต์เป็นองค์ "นั่งปรก" ในพิธีเสกน้ำอภิเษกครั้งประวัติศาสตร์นั้น ว่ากันว่าทำกันอย่างพิถีพิถันที่สุด โดยรอบแรกนั้นนิมนต์พระราชาคณะ-พระเกจิคณาจารย์ มีสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธาน จำนวน 68 รูป จากทั่วประเทศ และรอบที่สอง ทำการคัดเลือกพระที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นการเฉพาะอีก 5 รูป เพื่อทำพิธี "นั่งปรก" ดังกล่าว เล่ากันถึงขั้นว่า พระที่จะได้รับการพิจารณาเพื่อเข้านั่งประจำในพิธีสำคัญดังกล่าว "ต้องส่งประวัติพร้อมด้วย วัน-เดือน-ปีเกิด" ไปให้เจ้าหน้าที่ทำการ "เช็คประวัติ" และ "เช็คดวง" เป็นกรณีพิเศษ แบบว่าต้องดูถึงขั้น "ดวงชาตา" ว่าเป็นพระดีทั้งนอกและในหรือไม่ ไม่งั้นไม่มีสิทธิ์เข้าไปนั่งในพิธีดังกล่าว จะถือว่าเป็นการ "เช็คดวงพระเกจิ" เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ งานนี้จึงถือว่ายิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา

ซึ่งเมื่อรายนามประกาศออกมาแล้ว ก็ส่งผลให้ "ห้าพระเกจิ" ในพิธีดังกล่าว ก้าวเข้าสู่ "ทำเนียบสุดยอดพระเกจิไทย" ในสมัยรัตนโกสินทร์ ไปอย่างประวัติศาสตร์ต้องจารึก

ซึ่ง 1 ใน 5 รูปที่ว่านั้น ก็มีชื่อของ "พระเทพสังวรญาณ" นำหน้า จะว่าเป็นประธานของบรรดาพระเกจิอาจารย์ดังกล่าวก็คงไม่ผิด ตรงนี้แหละที่ "ชื่อ" ของพระเทพสังวรญาณ ขึ้นชั้นทำเนียบพระเกจิไทยในระดับแนวหน้าอย่างเต็มตัว รวมทั้งพระเกจิอีก 4 รูปดังกล่าวด้วย เทียบได้กับ "สี่เสืออินโดจีน" ในอดีต อันได้แก่ จาด (หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา ปราจีนบุรี) จง (หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก พระนครศรีอยุธยา) คง (หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม) อี๋ (หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ชลบุรี) ซึ่งมีเกียรติคุณโดดเด่นในสมัยสงครามอินโดจีน เป็นอมตะมหาเถราจารย์จนกระทั่งปัจจุบัน

หลังจากนั้น ชีวิตของพระเทพสังวรญาณ (เจ้าคุณเจียร) ก็ก้าวกระโดด เรียกตามภาษานักเลงม้าว่า "จากม้าตีนปลายกลายเป็นม้าตีนต้น" พุ่งพรวดขึ้นนำหน้าราชาคณะในธรรมยุติกนิกาย อย่างน่าอัศจรรย์

เมื่อสมเด็จพระญาณวชิโรดม หรือหลวงพ่อวิริยังค์ วัดธรรมมงคล ถึงแก่มรณภาพลงในปลายปี 2563 นั้น พระเทพสังวรญาณ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสอยู่ระยะหนึ่ง

วันที่ 6 มิถุนายน 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดฯ เลื่อนสมณศักดิ์ พระเถรานุเถระ จำนวน 10 รูป หนึ่งในนั้น พระเทพสังวรญาณ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น พระธรรมวชิรญาณ

วันที่ 17 มีนาคม 2565 พระธรรมวชิรญาณ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร"

 

 

สายปริยัติ VS สายปฏิบัติ

 

ถามว่า พระธรรมวชิรญาณ นั้น ท่านมีอาวุโสสูงสุดในวัดบวรนิเวศวิหารหรือไม่ ?

คำตอบก็คือ หามิได้ ?

เพราะในวัดบวรนิเวศวิหาร ยังมีพระที่มีอาวุโสกว่าพระธรรมวชิรญาณ ทั้งด้านอายุพรรษา-สมณศักดิ์และอายุราชการอยู่ด้วย นั่นคือ พระธรรมวิสุทธาจารย์ (แสวง ธมฺเมสโก น.ธ.เอก ป.ธ.5) โดยท่านเจ้าคุณแสวงนั้น ปัจจุบันมีอายุ 70 ปี พรรษา 49 ขณะที่เจ้าคุณจิรพล มีอายุ 68 ปี พรรษา 48 อ่อนพรรษากว่าเจ้าคุณแสวงปีหนึ่ง

ด้านสมณศักดิ์นั้น ทั้งคู่ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น "ชั้นธรรม" ในวันเดียวกัน แต่เจ้าคุณแสวงได้รับการประกาศชื่อในลำดับที่ 1 ขณะที่เจ้าคุณจิรพลมีชื่ออยู่ในอันดับที่ 2 ก็ต้องมองว่า พระธรรมวิสุทธาจารย์มีอาวุโสกว่า

ด้านตำแหน่งทางการปกครอง ทั้งสองรูปเป็น "ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร" เหมือนกัน แต่พระธรรมวิสุทธาจารย์เป็นทั้งเจ้าคณะภาค 10 และกรรมการมหาเถรสมาคม ขณะที่พระธรรมวชิรญาณเป็นเพียง "เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร" เท่านั้น

เทียบคุณสมบัติทั้งสามเส้าเหล่านี้ เซียนพระทั่วไปก็ชี้ได้ว่า "พระธรรมวิสุทธาจารย์-แสวง" ย่อมจะมีดีกรีเหนือกว่าพระธรรมวชิรญาณ อย่างมิต้องสงสัย

 

 

เกจิอาจารย์ VS ศาสตราจารย์

ฉีกทุกตำรา ทุกทฤษฎีที่มีในโลก

 

 

ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออก ว่าหวยจะออกเบอร์ไหน ก็ขอนำเสนออีกภาพ อันได้แก่ การช่วงชิงตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนกลาง" ของมหานิกาย ซึ่งเป็นชุด "ล็อคถล่ม" ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ ระดับเซียนอยู่รูหมูอยู่ตึก ตอนนั้น พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.9 Ph.D. ศ.ดร ราชบัณฑิต) วัดประยุรวงศาวาส เป็นผู้รักษาการ เซียนพระทุกสายก็ฟันธงว่า "ยังไงเจ้าคุณประยูรก็ต้องได้เป็นหนกลาง" เพราะมีคุณสมบัติเหนือยิ่งกว่าแม่สาย แต่สุดท้ายก็มีพระบรมราชโองการฟ้าผ่าให้ "สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี-ธงชัย ธมฺมชโย ป.ธ.6 น.ธ.เอก" วัดไตรมิตรวิทยาราม ได้ครองตำแหน่งนี้ไป แบบว่าคนดูงงทั้งสนาม ทั้งๆ ที่สมเด็จธงชัยท่านไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการปกครองมาก่อนเลยแม้แต่เจ้าอาวาส จนป่านนี้พวกที่แทงเต็งเอาไว้ยังใช้หนี้ไม่หมดเลยครับท่านพระครู แต่อย่าลืมด้วยนะครับว่า สมัยวัดสระเกศ วัดปากน้ำ วัดชนะสงคราม เป็นใหญ่นั้น สมเด็จธงชัยก็ไม่เคยได้ตำแหน่งอะไรเหมือนกัน มันไม่ใช่ว่าท่านไม่อยากบริหาร แต่มีคนไม่อยากให้ท่านบริหารนั่นต่างหาก โตจนเป็นสมเด็จแล้ว ยังไม่เคยแต๊ะอั๋ง เอ๊ย บริหารเลย ถามว่าเป็นไปได้ไง จริงไหม แล้วเดี๋ยวนี้เป็นไง ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ฟันพวกร้องไห้หน้าจอจนจีวรบิน 25 มีนานี้ ก็จะระดมพลยึดวัดสระเกศ ตั้งเจ้าคุณสมควรเป็นแม่ทัพใหญ่ ให้มันรู้ไป ปูตินกับสมเด็จธงชัย ใครจะเหนือใคร ?

 

และถ้าดูใน "พระราชนิยม" ของรัชกาลปัจจุบัน เราท่านก็จะทราบได้ว่า จะทรงโปรดปรานพระสายกรรมฐานเป็นกรณีพิเศษ ดังเช่น พระธรรมวชิรมุนี (บุญชิต) วัดมหาธาตุ และพระธรรมวชิรญาณ (จิรพล) วัดบวรนิเวศวิหาร

อีกประการหนึ่งนั้น ในทำเนียบสมณศักดิ์รัชกาลปัจจุบัน จะทรงโปรดพระราชทาน "ราชทินนาม" ให้สอดคล้องกับรัชกาลของพระองค์ โดยจะมีคำว่า "วชิร-วัชร" รวมอยู่ในราชทินนามด้วย

เช่นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2565 ที่ผ่านมา ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดพระราชทานราชทินนามแก่รองสมเด็จพระราชาคณะ จำนวน 3 รูป ได้แก่

1. พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.9) วัดราชโอรสาราม กรุงเทพมหานคร เป็นพระพรหมวชิรปัญญาจารย์

2. พระพุทธิวงศมุนี (บำรุง ฐานุตฺตโม ป.ธ.7) วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก เป็นพระพรหมวชิรเจดีย์

3. พระวิสุทธาธิบดี (เชิด จิตฺตคุตฺโต ป.ธ.9) วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร เป็นพระพรหมวชิรมุนี

พระเถระทั้งสามรูปเหล่านี้ ได้รับการพระราชทาน "ราชทินนามใหม่" ในชั้นเดิม คือรองสมเด็จพระราชาคณะ แบบว่าเปลี่ยนชื่อ แต่ตำแหน่งยศนั้นมิได้เปลี่ยนเลย ดูไปเหมือนการจัดระเบียบราชทินนามอย่างนั้นแหละ

 

ทีนี้ ถ้าเทียบระหว่างราชทินนาม "พระธรรมวิสุทธาจารย์" กับ "พระธรรมวชิรญาณ" แล้ว คงจะพอมองออกว่า ราชทินนามใด สอดคล้องกับพระราชอัธยาศัยที่สุด

ที่สำคัญก็คือ การแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงในรัชกาลปัจจุบัน กฎหมายกำหนดให้เป็น "พระราชอำนาจ" โดยสมบูรณ์ จึงเมื่อพระผู้ปกครองของธรรมยุตในระดับสูง จะพิจารณาหา "ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร" จึงต้องมองดู "คุณสมบัติ-ทิศทาง" ของแต่ละรูป ว่ารูปไหนจะต้องพระราชอัธยาศัยมากกว่า จึงได้ตัดสินใจแต่งตั้ง "พระธรรมวชิรญาณ" ดังกล่าว

นี่ละกระมัง ที่สังคมพระไทยเม้ากันให้แซ่ดว่า "ล็อกถล่ม" แต่ในโลกใบนี้ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น เพราะทุกสิ่งเป็น..อนิจจัง

การก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่ง "รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร" ของเจ้าคุณเจียร-จิรพล ย่อมจะตอบข้อสงสัยได้ว่า สายปฏิบัติเหนือกว่าสายปริยัติ คุณสมบัติอื่นใดไม่เกี่ยว

และนี่คือ ที่มาของ "พระธรรมวชิรญาณ" บนตำแหน่ง "รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร" อันเอกอุ ในวันนี้

คำถามสุดท้าย ต่อไป พระธรรมวชิรญาณ ท่านจะได้เป็นอะไร ?

ตอบว่า ก็ได้เป็น "เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร" สิคะ ชัดเจนไหม

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 18 มีนาคม 2565


 

ฤกษ์ 25 มีนา

เจ้าคุณสมควรย้ายไปครองภูเขาทอง

ตามคำสั่งมหาเถรสมาคม

 

 

พระธรรมโพธิมงคล (สมควร ปิยสีโล ป.ธ.9)

เจ้าคณะภาค 2

เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

อดีตเจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี

 

 

กำหนดการย้ายวัด

 


 

อา..จะหลับตาลงไปได้อย่างไร หัวใจมันเจ็บ ไอ้หนุ่มกรุงเทพจะมาแย่งแฟน ฯลฯ

เอกสารข้างต้นนั้นระบุว่า วันที่ 25 มีนาคม เดือนนี้ศกนี้ปีนี้ พระธรรมโพธิมงคล (สมควร ปิยสีโล ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี เจ้าคณะภาค 2 มีกำหนดการจะเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นั่นคือ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร อันมีภูเขาทองตั้งตระหง่านสูงสุดในประเทศไทย วัดแห่งนี้ ไม่นานมานี้ เคยมีเจ้าอาวาสชื่อ "สมเด็จพระพุฒาจารย์-เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9" และพระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) และพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุโข) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สมเด็จเกี่ยว" นั้น นอกจากจะเป็นสมเด็จพระราชาคณะมีตำแหน่งมากมายแล้ว ยังเป็นถึง "ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" มาอย่างยาวนานร่วมๆ 10 ปี เป็น 10 ปีที่วัดสระเกศเจริญรุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ ขนาดว่ากันว่า งานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จเกี่ยวนั้น "ยิ่งใหญ่" กว่างานพระศพสมเด็จพระสังฆราชบางพระองค์เสียอีก

แต่ครั้นเสร็จงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จเกี่ยวแล้ว ก็เกิดการปีนเกลียวกันระหว่างเจ้าคุณเสนาะกับเจ้าคุณธงชัย ซึ่งเป็นประดุจ "พี่น้องพ่อเดียวกัน" เจ้าคุณเสนาะเปิดศึกแจ้งความจับเจ้าคุณธงชัยๆ ก็ระดมกำลังสู้ สู้ไปสู้มาปรากฏว่าเจ้าคุณเสนาะแพ้ ต้องยอมพ่ายถึงกับ "ผูกคอตาย" กลายเป็นบทละคนบันลือโลก เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์หน้าสำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์ ที่รองสมเด็จพระราชาคณะทำอัตตวินิบาตฆ่าตัวตาย

ภายหลังเจ้าคุณเสนาะมรณภาพไปแล้ว ผู้คนก็คิดว่า เรื่องราวร้ายๆ ในวัดสระเกศ คงจะสิ้นสุดลงแล้ว และเจ้าคุณธงชัย เจ้าอาวาสรูปใหม่ คงจะสามารถนำพาพระอารามหลวงแห่งนี้ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ไม่ต่างไปจากสมัยสมเด็จเกี่ยว เพราะตำแหน่งแห่งหนต่างๆ ของสมเด็จเกี่ยว ล้วนตกอยู่กับเจ้าคุณธงชัยทั้งสิ้น

จู่ๆ เช้าตรู่ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 ก็มีกองกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบ ยกเข้าปิดล้อมวัดของกรรมการมหาเถรสมาคม 3 รูปในตอนนั้น อันได้แก่ วัดสามพระยา ของพระพรหมดิลก หรือเจ้าคุณเอื้อน วัดสัมพันธวงศาราม ของพระพรหมเมธี หรือเจ้าคุณจำนงค์ และวัดสระเกศ ของพระพรหมสิทธิ หรือเจ้าคุณธงชัย เจ้าคุณจำนงค์หนีไปเยอรมันนี จนบัดนี้ก็ยังไม่กลับไทย เจ้าคุณเอื้อนทำใจดีสู้เสือ ไม่หนี แถมยอมมอบตัวโดยดี เลยถูกจับสึกและห้ามห่มผ้าเหลืองจนบัดนี้ ส่วนเจ้าคุณธงชัยนั้นหลบเจ้าหน้าที่ไปได้ 5 วัน ตกวันที่ 30 พ.ค. จึงเข้ามอบตัวต่อหน้าพระประธานในโบสถ์วัดสระเกศ แต่สุดท้ายก็ถูกจับสึกและห้ามห่มผ้าเหลืองเหมือนเจ้าคุณเอื้อน

วัดสระเกศจึงเหลือ "พระเทพรัตนมุนี-สุรชัย สุรชโย ป.ธ.7" น้องเล็กสุดท้อง คอยดูแลพี่ๆ น้องๆ ในวัด ซึ่งตอนนั้นนอกจากจะเป็น "รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ" แล้ว เจ้าคุณสุรชัยยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 12 รวมทั้ง "รองประธานสำนักงานพระธรรมทูตสายต่างประเทศ" อันมีคอนเน็คชั่นกว้างไกลไปทั่วโลกอีกด้วย

แต่ครั้นวันที่ 13 เมษายน 2564 อดีตเจ้าคุณธงชัย และอดีตพระราชาคณะวัดสระเกศ ที่ต้องคดีเงินทอนวัด และพ้นคดีแล้ว ได้ทำพิธี "คืนสู่ผ้าเหลือง" กลับมาห่มครองจีวร ภายในวัดสระเกศอย่างเอิกเกริก โดยมิได้ผ่านการรับรองของมหาเถรสมาคม มีพระเถรานุเถระทั้งธรรมยุตและมหานิกายเข้าร่วมเป็นสักขีพยานอย่างมากมาย โดยเฉพาะ "เจ้าคุณสุรชัย" รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ได้นำพระเณรทั้งวัดต้อนรับอย่างเป็นทางการ

การจัดพิธีคืนสู่ผ้าเหลืองครั้งนั้น ส่งผลให้มหาเถรสมาคม "ลงดาบ" สั่งปลด "เจ้าคุณสุรชัย" จากหลายตำแหน่ง ไล่ตั้งแต่..รองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เจ้าคณะภาค 12 และสุดทางที่ด่านซ้าย ตำแหน่งสุดท้ายคือ "เจ้าอาวาสวัดสระเกศ" ก็หลุดลอย ถือเป็น "เคราะห์ซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น" ของพระวัดสระเกศสายสมเด็จเกี่ยวอย่างน่าพิศวง ว่านี่เป็นการศาสนาหรือการเมือง ทั้งนี้มหาเถรสมาคมได้ลงมติแต่งตั้งให้ "พระธรรมโพธิมงคล" หรือเจ้าคุณสมควร เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี ให้ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาดำรงตำแหน่งแทน และมีกำหนดการออกมาในวันนี้

 

 

 

กำหนดการไปครองวัดสระเกศของเจ้าคุณสมควรนั้น "กระจาย" ไปหลายสื่อแล้ว แต่ในเฟสบุ๊คของ "วัดสระเกศ" เอง กลับไม่มีกำหนดการดังกล่าวเลย จะว่าลืมหรือก็ใช่ที่  เหมือนไม่รู้ไม่ชี้หรือไม่ให้ความสำคัญ เฉยๆ เมยๆ เหมือนไม่รู้ว่าจะมีงานสำคัญอะไรในวัด เกิดอาการแบบนี้กันทั้งวัด มันก็น่าฉงน เพราะนี่คือเหตุการณ์สำคัญที่สุดของวัดแห่งนี้ในรอบศตวรรษเลยทีเดียว

จากข่าวสารที่ผ่านมา ก็ปรากฏทำนองว่า พระสงฆ์วัดสระเกศศิษย์สมเด็จเกี่ยวยังมีอีกมากมาย ไม่จำเป็นต้องให้ "คนนอก" มาปกครอง แม้แต่ "สมเด็จธงชัย" เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ก็ยังถูกต่อต้าน แต่จนแล้วจนรอด มหาเถรสมาคมก็ส่ง "เจ้าคุณสมควร" มาครองวัดสระเกศจนได้ ก็นับว่าเป็นเหตุการณ์ประหลาดอีกเช่นกัน

เมื่อเทียบกับ "วัดสร้อยทอง" และวัดสามพระยาแล้ว สองวัดนั้นยังนับว่าดีกว่า เพราะมีการผลัดเปลี่ยนตำแหน่งกันภายในวัด แต่สำหรับวัดสระเกศแล้ว ผู้มีอำนาจพยายามอย่างยิ่งหลายครั้งหลายครา แบบว่าจะเอาให้ได้ จนสุดท้ายในวันนี้ก็ทำสำเร็จ เจ้าคุณสมควร จะนั่ง "รถยนต์หลวง" ไปครองวัดสระเกศ ถามว่า หน้าไหน ใครจะกล้าต่อต้าน ?

เพราะตาม พรบ.คณะสงฆ์ แก้ไขใหม่ ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 นั้น กำหนดให้ การแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง เป็นพระราชอำนาจ โดยสมบูรณ์ จึงถึงแม้ว่า การคัดเลือกเจ้าอาวาสพระอารามหลวงรูปใหม่ จะอยู่ในกระบวนการทำงานของ "มหาเถรสมาคม" แต่เมื่อผ่านกระบวนการระดับ "ทรงมีพระราชดำริเห็นชอบ" แล้ว ก็จะถือว่าเป็นพระบรมราชโองการโดยปริยาย

เจ้าคุณสมควร สามารถอ้างได้เต็มปากเต็มคำว่า "ผมได้รับพระบรมราชโองการให้มาปกครองวัดสระเกศ" เหมือนพระครูเล็กบอกหลวงปู่ไดโนเสาร์

 

นั่งรถยนต์หลวงไปครองภูเขาทอง โก้พิลึก !

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 13 มีนาคม 2565

 


 

ธรรมยุต "รุก" อเมริกา

เดินงาน "มีนา-เมษา" ตั้งแต่เนวาด้าถึงเท็กซัส

 

 

สองคีย์แมนธรรมยุต

พระธรรมวิสุทธาจารย์ : สมเด็จพระมหาวีรวงศ์

 

 

อา..นึกว่าจะมีเพียง "ทีมวัดโพธิ์-มหานิกาย" เท่านั้น ที่ให้ความสำคัญกับศาสนกิจระดับอินเตอร์ แต่ความจริงแล้ว ทางฝ่ายธรรมยุตก็รุกเงียบๆ แถมยังส่งมือดีระดับ "คีย์แมน" เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ปูพรมตั้งแต่แคลิฟอร์เนีย-เนวาด้า ไปยัน..เท็กซัส ซึ่งที่นั่นมีวัดเก่าแก่ของฝ่ายธรรมยุตตั้งอยู่

 

 

พรุ่งนี้ 13 มีนาคม 2565 วัดเนวาด้าธรรมาราม เมืองเฮนเดอร์สัน รัฐเนวาด้า จะจัดงาน "วางศิลาฤกษ์พระอุโบสถ" ประดิษฐานเป็นฐานที่มั่นของคณะธรรมยุตในรัฐเนวาด้า ทั้งนี้ มีการนิมนต์ "พระธรรมวิสุทธาจารย์" วัดบวรนิเวศวิหาร มาเป็นประธาน ซึ่งเจ้าอาวาสวัดเนวาด้านั้นเป็นพระครูฐานานุกรมในพระธรรมวิสุทธาจารย์ ถือว่าเป็นสายตรง

พระธรรมวิสุทธาจารย์ (แสวง ธมฺเมสโก) แห่งวัดบวรนิเวศวิหารนั้น ปัจจุบันถือได้ว่าเป็นพระอาวุโสสูงสุดในวัดบวรนิเวศวิหาร มีทั้งตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 ล่าสุดก็ได้รับแต่งตั้งเป็น "กรรมการมหาเถรสมาคม" ชุดปัจจุบัน เมื่อสมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารอาพาธ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมานานเป็นเดือน สปอตไลท์ก็ฉายไปที่ "เจ้าคุณแสวง" ทันที นี่คือ "ว่าที่เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร" รูปต่อไป และถ้าหากว่าได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารแล้ว ตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต" รวมทั้ง "ประธานมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย" อันมีทรัพย์สินมากที่สุดในประเทศไทย ก็จะได้แก่..พระธรรมวิสุทธาจารย์ และสุดท้ายก็คือ สมณศักดิ์ชั้นสุพรรณบัฎ หรือสมเด็จพระราชาคณะ ก็จะเป็นของใคร ถ้ามิใช่..?

เชื่อไหมว่า เดือนกว่าๆ มานี้ ภารกิจหรือกิจนิมนต์ของท่านเจ้าคุณแสวง "แน่นมาก" แทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันเลยเชียวล่ะ เพราะพระไทยทั่วประเทศล้วนมองเห็นถึงอำนาจวาสนาของท่านเจ้าคุณแสวง ในฐานะ "ผู้นำธรรมยุตรูปใหม่" ไม่ผูกไมตรีเสียแต่วันนี้จะรอวันไหน

การมาของ "พระธรรมวิสุทธาจารย์" ในสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ. นี้ จึงมีความหมายหลายอย่าง เป็นทั้งการวางงานในต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับเกียรติประวัติของอดีตเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเคยเป็นถึง..สมเด็จพระสังฆราช ท่านเจ้าคุณแสวงจึงวางแผนงานต่างประเทศให้โดดเด่น มิให้ด้อยไปกว่า "วัดราชบพิธ" ซึ่งเป็นคู่ชิงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชของวัดบวรนิเวศวิหารมาอย่างยาวนาน จึงต้องจับตาบทบาทของท่านเจ้าคุณแสวงให้ดี นี่คือบุคคลสำคัญของคณะสงฆ์ไทยในสายธรรมยุต

 

 

อีกด้านหนึ่งนั้น "สมเด็จชิน" หรือสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ ก็ฟิตจัด จัดทีมงานขอมติมหาเถรสมาคม กำหนดออกเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ร่วมงานทำบุญ 40 ปี วัดพุทธดัลลัส รัฐเท็กซัส กำหนดการในวันที่ 10-17 เมษายน ศกนี้

สมเด็จชินนั้น นอกจากจะเป็นเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช (อัมพรมหาเถร) แล้ว ก็ยังเป็นศาสนทายาทในตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดราชบพิธ" อีกต่างหากด้วย โดยทั้งนี้ ก็ย่อมจะเป็นแคนดิเดต "สมเด็จพระสังฆราช" ในอนาคต ซึ่ง ณ เวลานั้น วัดบวรนิเวศวิหาร ก็คงจะผลัดแผ่นดิน มีเจ้าอาวาสรูปใหม่ในราชทินนาม "พระธรรมวิสุทธาจารย์-แสวง ธมฺเมสโก" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การที่ "สองคีย์แมนธรรมยุต" เปิดแผนบุกอเมริกาในเวลาไล่เรี่ยกัน ย่อมมองเห็นว่า ทางคณะธรรมยุต มิได้ละสายตาจากกิจการต่างประเทศ จึงส่งผู้นำระดับคีย์แมนเดินทางมาอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายมหานิกายวางแผนยาวไกลตีฆ้องร้องป่าว "จะไปอเมริกาเดือนมิถุนายน" ธรรมยุตกลับรุกไว ไม่พูดพร่ำทำเพลง จู่ๆ ก็บุกประชิดประตู "วัดไทยแอลเอ" ในเดือนมีนา-เมษา ก่อนหน้ามหานิกายแล้ว

 

เปิดตัวคนละงาน-ยึดฐานคนละฝั่ง

ดูในตารางการปฏิบัติศาสนกิจของสองคีย์แมนธรรมยุตในวันนี้ ก็จะพบว่า "เจ้าคุณแสวง" เลือกที่จะลงทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา อันมีรัฐแคลิฟอร์เนียและเนวาด้าเป็นหัวเมืองหลัก ขณะที่ "เจ้าคุณชิน" เลือกไปลงที่ฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา มีรัฐเท็กซัสเป็นหัวเมืองหลัก นั่นยอมแสดงให้เห็นว่า สองคีย์แมนฝ่ายธรรมยุต รุกคนละด้าน สร้างดาวคนละดวง แต่สุดท้ายดาวทั้งสองดวงก็จะโคจรไปเจอกันที่..กรุงเทพมหานคร อันเป็นเวทีสุดท้ายของพระไทยสายมหาเถรสมาคม

10 ปี ต่อนี้ไป ใครจะก้าวขึ้นคุม "คณะธรรมยุต" ทั้งประเทศและทั่วโลก จดชื่อไว้ ไม่รูปใดก็รูปหนึ่ง ในบรรดาสองคีย์แมนธรรมยุตในวันนี้

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 12 มีนาคม 2565

 


 

มือประสานสิบทิศ

สมเด็จประสฤทธ์ตั้งทีมงานต่างประเทศ

ดึงทุกประเทศทั่วโลกร่วมงานวัดโพธิ์

 

 

สองสมเด็จวัดไตรมิตร

สมเด็จพระพุฒาจารย์ : สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี

เป็นที่ปรึกษาสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

 

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์

(ประสฤทธ์ เขมงฺกโร ป.ธ.3)

เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

 

 

รองหนึ่ง รองสอง

ซ้าย : พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) วัดปทุมคงคา รองประธานฯ รูปที่ 1

ขวา : พระธรรมวชิรโมลี (ทองสูรย์ สุริยโชโต) วัดยานนาวา รองประธาน รูปที่ 2

 

 

เลขานุการและหัวหน้าสำนักงาน

 

ซ้าย : พระญาณวชิรวงศ์ (วีรธรรม ธมฺมวีโร) วัดพระเชตุพนฯ ลขานุการสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

ขวา : พระมงคลวชิรากร (สมบัติ ญาณวโร) วัดพระเชตุพนฯ หัวหน้าสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

 

 

 

ที่ปรึกษาระดับตำนาน

ซ้าย : พระพรหมวชิรปัญญาจารย์ (ทองดี สุรเตโช) วัดราชโอรสาราม

กลาง : พระพรหมวชิรญาณ (โรเบิร์ต สุเมโธ) วัดอมราวดี ประเทศอังกฤษ

ขวา : พระธรรมพัชรญาณมุนี (ฌอน ชยสาโร) สำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี นครราชสีมา

 

 

ซ้าย : พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) วัดปากน้ำภาษีเจริญ

กลาง : พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) วัดประยุรวงศาวาส

ขวา : พระพรหมวัชรเมธี (สมเกียรติ โกวิโท) วัดอรุณราชวราราม

 

 

 

ซ้าย : พระธรรมวัชรบัณฑิต (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) วัดปากน้ำ

กลาง : พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตโต) วัดเทวราชกุญชร

ขวา : พระธรรมเสนาบดี วัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่

 

 

ซ้าย : พระธรรมวัชรเมธี (มีชัย วีรปญฺโญ) วัดหงส์รัตนาราม

กลาง : พระธรรมราชานุวัตร (สุทัศน์ วรทสฺสี) วัดโมลีโลกยาราม

ขวา : พระธรรมสุธี (นรินทร์ นรินฺโท) วัดหัวลำโพง

 

 

ซ้าย : พระเทพวัชราจารย์ (เทียบ สิริญาโณ) วัดพระเชตุพนฯ

กลาง : พระเทพศาสนาภิบาล (แย้ม กิตฺตินฺธโร) วัดไร่ขิง นครปฐม

ขวา : พระมงคลธีรคุณ (อินสอน จินฺตาปญฺโญ) วัดญาณเวศกวัน

 

 

 

 

ที่ปรึกษาทุกประเทศและทุกทวีป

ซ้าย : พระราชธรรมวิเทศ (ประเสริฐ กวิสฺสโร) ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

กลาง : พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล

ขวา : พระธรรมพุทธิวงศ์ (สวัสดิ์ อตฺถโชโต) ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในยุโรป

 

 

ซ้าย : พระราชวิเทศปัญญาคุณ (เหลา ปญฺญาสิริ) ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

กลาง : พระกิตติโสภณวิเทศ (เศรษฐกิจ สมาหิโต) ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในโอเชียเนีย (ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์)

ขวา : พระเทพสิทธิวิเทศ (สุจินต์ โชติปญฺโญ) ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสิงคโปร์

 

 

 

ซ้าย : พระเทพสุวรรณเมธี (สุชาติ กิตฺติปญฺโญ) วัดสุวรรณาราม

กลาง : พระราชรัชวิเทศ (ผดุงพงษ์ สุวํโส) วัดปากน้ำญี่ปุ่น

ขวา : พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก) รองอธิการบดี มจร. ฝ่ายกิจการต่างประเทศ

 

 

ทั้งหมดนี้ต้องเรียกว่า "หัวกะทิ" ทั้งหมดทั้งมวลในโลกใบนี้ ได้รับการเชื้อเชิญจาก "สมเด็จพระมหาธีราจารย์" เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ท่าเตียน ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ซึ่งเทียบได้กับ "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ" ให้มาทำงานร่วมกันในนาม "สำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ" อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่ว่าคุณจะอยู่ ณ สถานที่แห่งใดในโลกใบนี้ ดูไปแล้วไม่ต่างไปจาก "มหกรรมเกษียรสมุทร" ในเทวาสุรสงคราม อังโด่งดังในมหาภารตะยุทธ์ ซึ่งเป็นการระดมพลครั้งประวัติศาสตร์ของโลก ดึงทั้งเทวดาและอสูร ซึ่งเป็นคู่ปรับอมตะของกัน ให้มาช่วยกัน "กวนสมุทร" จนได้ "น้ำอมฤต" มีฤทธิ์เป็นอมตะ กินแล้วไม่ตาย ใครทำได้ก็จะมีฤทธิ์ระดับ..พระอินทร์

การแต่งตั้งทีมงานต่างประเทศของสมเด็จประสฤษดิ์ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นมิติใหม่ ยิ่งใหญ่กว่ามิติพิศวง ลำพังการเชิญ "สองสมเด็จวัดไตรมิตร" มาร่วมเป็นที่ปรึกษา ก็ถือว่าเซอร์ไพรซ์แล้ว ยังมีการเชิญ "หลวงพ่อโรเบิร์ตและพระอาจารย์ฌอน" ซึ่งถือว่าเป็นพระไทยสายต่างประเทศและสายวังตัวจริงเสียงจริง ให้มาร่วมทีมงานที่ปรึกษาด้วย

โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม ตลาดน้อย-เยาวราชนั้น ปัจจุบันถือว่าเป็นพระมหาเถระอาวุโสสูงสุดในสายมหานิกาย ภายหลังสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ล่วงลับไป สมเด็จสนิทยังดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก" ซึ่งมีอาณาเขตการปกครอง "กว้างไกล" ที่สุดในประเทศไทย สมเด็จสนิทจึงถือว่าเป็น "ผู้ใหญ่อาวุโสสูงสุด" ในสายมหานิกาย การที่สมเด็จประสฤทธ์ "ยกย่อง" สมเด็จสนิท ถึงขนาดนิมนต์ให้เป็นประธานในงานนี้ จึงเป็นการใช้ "คารวะไมตรี" น้อมเชิญสมเด็จสนิทให้มาร่วมงานวัดโพธิ์ได้อย่างที่วัยรุ่นเรียกว่า "ได้ใจ" ก็ต้องคารวะในเพลงยุทธ์ของสมเด็จประสฤทธ์ ที่เล่นได้สมบทบาทในการก้าวเข้ามาเป็น "ผู้นำ" ในฝ่ายมหานิกาย

ลำพังสมเด็จสนิทวัดไตรมิตรมาร่วมงานวัดโพธิ์ ก็เหมือนได้วัดไตรมิตรมาทั้งวัดแล้ว เพราะสมเด็จสนิทท่านเป็นเจ้าอาวาส แต่สมเด็จประสฤทธ์ยังน้อมเชิญ "สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี" หรือสมเด็จธงชัย เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผู้มากบารมี "นัมเบอร์วัน" ในคณะสงฆ์ไทย ให้มาร่วมงานด้วย ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมานั้น สมเด็จธงชัยเปรียบเสมือน "คู่แข่งบารมี" ของสมเด็จประสฤษดิ์ เพราะเจริญในสายงานคู่คี่กันมาตลอด แวดวงดงขมิ้นจึงแทบจะมองว่า "ใครจะเหนือใคร" ในระหว่างสมเด็จทั้งสอง แต่ครั้นสมเด็จประสฤทธ์เล่นบทอ่อน "ยินยอมน้อมเชิญ" สมเด็จธงชัย ซึ่งอาวุโสน้อยกว่า และสามารถเรียนเชิญสมเด็จธงชัยมาอยู่ในคอลเล็คชั่น "ที่ปรึกษาสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ" ได้ ก็นับว่ายอดเยี่ยม ลบคำครหาว่ามีการแข่งขันกันในสายมหานิกายเสียสนิท สมเด็จประสฤทธ์แสดงฤทธิ์เสกเชือกมหามนต์ "นิมนต์สองสมเด็จวัดไตรมิตร" มาประดับทำเนียบวัดโพธิ์ได้ จึงถือว่าไม่ธรรมดา ถ้าเป็นหวยก็ถูกทั้งที่หนึ่งและรางวัลข้างเคียง นับทรัพย์ไม่หวาดไม่ไหว

ในสายพระป่ากรรมฐานนั้น ทั้งยุโรป อเมริกา และประเทศไทย "สายหลวงพ่อชา-วัดหนองป่าพง" ถือว่าดำรงสถานะที่มั่นทางศรัทธาของสาธุชนได้อย่างคงเส้นคงวา วัดหนองป่าพงนั้นอยู่ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี "บ้านเกิด" ของสมเด็จประสฤทธ์ การจะไปร่วมงานก็มิใช่เรื่องยาก หลวงพ่อเลี่ยมก็เคารพนับถือกันมานาน ไม่ต้องมีฎีกานิมนต์ก็ไปได้ ไม่ต่างจากการไป "เซเว่น-อีเลฟเว่น" เรื่องวัดหนองป่าพงที่อุบลจึงถือว่าเป็นสายใน ไม่ต้องมีอะไรให้เป็นวุ่นวาย พระป่าท่านไม่ชอบอะไรมันที่เอิกเกริก

แต่ในสายต่างประเทศ เช่น อังกฤษ ยุโรป และอเมริกานั้น ในทำเนียบศิษย์เอกของหลวงพ่อชา ย่อมจะทราบดีว่า "มีหลวงพ่อโรเบิร์ต สุเมโธ" ดำรงอยู่ในฐานะ "ศิษย์อาวุโส" ได้หลวงพ่อโรเบิร์ตมาเป็นที่ปรึกษา เส้นทางการทำงานของพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ทั้งอังกฤษ ยุโรป และอเมริกา ก็โล่งเหมือนขึ้นฟรีเวย์

ยังไม่หมด พักหลังมา แวดวงสงฆ์ไทยจะทราบว่า ยังมีศิษย์สายวัดหนองป่าพงที่ "มาแรง" อีกรูปหนึ่ง นั่นคือ หลวงพ่อฌอน แห่งสำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี นครราชสีมา ซึ่งเพิ่งจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดตั้งเป็น "พระธรรมพัชรญาณมุนี" เป็นที่โปรดปรานของราชสำนักไทยมาก การได้หลวงพ่อฌอนมา "ซ้อน" กับหลวงพ่อสุเมโธ มองเห็นว่า สมเด็จประสฤทธ์มิได้คิดแค่หมากชั้นเดียว แต่เดินหมากทีเดียวสองชั้น ไม่ว่าสองสมเด็จวัดไตรมิตร ไม่ว่าสองศิษย์หลวงพ่อชาสายต่างประเทศ ใครคิดว่าสมเด็จประสฤทธ์ฟลุ๊คได้วัดโพธิ์มาแบบส้มหล่นก็คิดผิด ขอให้คิดใหม่ หากยังไม่เข้าใจก็ขอให้กลับไปดู "ตารางที่ปรึกษาสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ" อีกครั้ง จะได้รู้ว่าหมู่หรือจ่า

พอเก็บหมากระดับ "ขุน" ตุนไว้ใต้พระนอนวัดโพธิ์จนเกลี้ยงกระดานแล้ว จากนั้น สมเด็จประสฤทธ์ท่านก็กวาดสายตาไปทั่วหล้า ระดมกำลังมาทุกภาคส่วน จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิเช่น

พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.9) เจ้าคณะภาค 5 รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ แม่กองบาลีสนามหลวง วัดปากน้ำ ทายาทของสมเด็จช่วง ซึ่งก่อนหน้านี้ ยังมีตำแหน่ง "รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ" ของหลวงพ่อวิเชียร (พระวิสุทธิวงศาจารย์) เป็นด่านใหญ่ แต่กลับปรากฏว่า ทั้งหลวงพ่อวิเชียร รองเจ้าอาวาส ทั้งหลวงพ่อช่วง เจ้าอาวาส ถึงแก่มรณภาพลงติดๆ กัน จนแทบทำใจไม่อยู่ แต่ดูไปแล้ว กลับกลายเป็นว่า เส้นทางการขึ้นดำรงตำแหน่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ หรือเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ของท่านรองสุชาติ โล่งและสดใสอย่างไร้คู่แข่ง เหมือนฟ้าหลังฝน ในสายเหนือนั้น ปัจจุบันท่านเจ้าคุณสุชาติถือได้ว่าเป็น "นัมเบอร์วัน" อีกไม่กี่วันก็คงได้เป็นสมเด็จ การได้เจ้าคุณสุชาติมาร่วมงานในสำนักงานวัดโพธิ์ จึงถือว่าเป็นการกวาดแต้มใหญ่มาไว้ในคลัง ขอแค่ชื่อก็ขลังแล้ว

 

พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.9 Ph.D. ศ.ดร.) วัดประยุรวงศาวาส นี่ก็ถือว่าเป็น "เบอร์ใหญ่" เพราะเคยดำรงตำแหน่ง "อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร." เป็นผู้ก่อสร้างศูนย์กลางการศึกษามหาวิทยาลัยขึ้นที่ "วังน้อย" จนสำเร็จเสร็จสิ้น เจ้าคุณสมจินต์  อธิการบดี มจร. รูปปัจจุบันก็ลูกน้องเก่า ใน  มจร. ก็ยังมี "ลูกน้อง-ลูกศิษย์" อีกแทบล้นประเทศไทย บารมีของเจ้าคุณประยูรจึงถือว่าไม่ธรรมดา ใครจะกล้ามองข้าม แถมฝีไม้ลายมือส่วนตัวก็ไม่ธรรมดา ดูในคำสั่งมหาเถรสมาคมสิ อะไรๆ ก็ "เจ้าคุณประยูรๆ" เป็นประธาน เป็นกรรมการ งานแล้วงานเล่า ไม่เอาเจ้าคุณประยูรมาร่วมงานแล้วจะเอาใครในเวลานี้ ยิ่งท่านไม่มีตำแหน่งทางการปกครองก็ยิ่งว่าง ยกงานต่างประเทศถวาย สมเด็จประสฤทธ์ก็สบายไปร้อยแปด

พระพรหมวชิรปัญญาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.9 ราชบัณฑิต) วัดราชโอรสาราม นี่ก็ถือว่าเป็น "นัมเบอร์วัน" ในสายธรรมกาย ซึ่งธรรมกายของพ่อใหญ่ "ธัมมชโย" นั้น จะมองข้ามไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะสร้างวัดและสร้างผลงานได้ยิ่งใหญ่และมากกว่าพระสมเด็จไทยทุกรูป ปัจจุบันวันนี้ สายนี้ยังคงเหลือ "เจ้าคุณทองดี" เท่านั้น ที่ยังไปได้ การได้เจ้าคุณทองดีมาร่วมงาน ก็เท่ากับสามารถดึง "สายธรรมกาย" ไว้ใกล้มือ เกิดในอนาคตการเมืองเปลี่ยน สมเด็จประสฤษดิ์ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะสายธรรมกายนั้น ว่ากันว่าถือเรื่อง "บุญคุณ-ความแค้น" ไว้สูงสุด ใครดีก็ต้องดีตอบ แถมตอบแทนอย่างล้นเหลือ การดึงเอาเจ้าคุณทองดีมาร่วมงานในวัดโพธิ์ จึงถือว่าเป็นการเดินเกมระดับเซียน ตั้งแต่คลองหนึ่งถึงคลองสิบสอง รับรองว่าสมเด็จประสฤทธ์กินเรียบเป็นท่าเตียนของวัดโพธิ์

พระพรหมวัชรเมธี  (สมเกียรติ โกวิโท ป.ธ.9) วัดอรุณราชวรารามหรือวัดแจ้ง อีกตำแหน่งเป็นเจ้าคณะภาค 9 เป็นเจ้าอาวาสวัดใหญ่ มีบริวารมากมาย แม้ว่าล่าสุดจะหลุดโผกรรมการมหาเถรสมาคมไป แต่ยังไงก็ยังถือว่าใหญ่ ไม่สามารถมองข้ามได้ ฎีกาวัดโพธิ์จึงต้องมีชื่อของ "หลวงพ่อสมเกียรติ" เป็นแขกประจำขาดไม่ได้

พระธรรมวัชรบัณฑิต (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ ป.ธ.9 ศ.ดร.) วัดปากน้ำ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. ถือว่าเป็นแม่ทัพใหญ่ในฝ่ายการศึกษา เจ้าคุณสมจินต์ถือว่าเป็น "นัมเบอร์วัน" ในทางสร้างปัญญาชน แถมยังมีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศอย่างที่เรียกว่า "มากที่สุด" ปีหนึ่งๆ ได้งบประมาณจากรัฐบาลนับพันล้าน คุมคน-คุมเงิน ระดับนี้ แถมยังเป็นเจ้าของโครงการ "อบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ" ส่งผลให้ชื่อของ "พระธรรมวัชรบัณฑิต" ติดโผทั้งในและต่างประเทศ เหมือนรัฐมนตรีเลยทีเดียว

พระธรรมสุธี (นรินทร์ นรินฺโท) วัดหัวลำโพง รูปนี้ถือว่าเคยมีบทบาทสำคัญ เพราะเคยดำรงตำแหน่ง "เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร" มาก่อน ถือว่าเป็นผู้ว่าเมืองหลวง แต่ที่สำคัญก็คือ "วัดหัวลำโพงรวย" แถมหลวงพ่อนรินทร์ยังใจกว้างเป็นแม่น้ำ  แม้ว่าจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหัวลำโพงยังไม่เกษียณ แถมยังจ่ายได้อีกมาก การดึงพระธรรมสุธีให้มี "ที่นั่ง" ในวัดโพธิ์ จึงถือว่าสมเด็จประสฤทธ์เอาใจเก่ง คนแก่แต่มีเงิน ไม่รู้จะเอาไปไหน ก็เอาไปช่วย..วัดโพธิ์ สิครับท่านพระครู

พระธรรมเสนาบดี (ธงชัย สุวณฺณสิริ ป.ธ.7) วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร วัดคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ ถือเป็นวัดที่สูงทั้งที่ตั้งทั้งฐานะ เป็นพระอารามหลวงคู่กับพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ ปัจจุบันมีวัดสาขาทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาอยู่มากมาย ศิษย์หาก็ล้นหลาม มองข้ามไปไม่ได้ ยิ่งเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงของภาคเหนือ การเชื้อเชิญ "พระธรรมเสนาบดี" มาเป็นแขกประจำวัดโพธิ์ จึงนับเป็นทางไมตรีอันประเสริฐ ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า "วัดพระธาตุดอยสุเทพไม่รวย" แต่รวยแล้วช่วยหรือไม่นั่นต่างหาก สำหรับพระธรรมเสนาบดีเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ รูปปัจจุบันนั้น ทั้งใกล้และไกล ท่านใช้ทรัพย์สมบัติทางศาสนาอย่างคุ้มค่า สมเด็จประสฤทธ์เห็นคุณค่าจึงเชิญมาร่วมงาน เป็นแขกวีไอพี

พระธรรมราชานุวัตร (สุทัศน์ วรทสฺสี ป.ธ.9) เจ้าคณะภาค 10 วัดโมลีโลกยาราม ถือได้ว่าเจ้าคุณสุทัศน์ เป็นพระหนุ่มไฟแรงและมาแรงที่สุดแห่งยุค วัดโมลีฯกลายเป็นสำนักเรียนบาลี "อันดับหนึ่ง" ของประเทศไทย เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินทรงโปรดปราน ยศถาบรรดาศักดิ์ก็พุ่งพรวด จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่เชิญ "เจ้าคุณสุทัศน์" มาประดับทำเนียบที่ปรึกษาวัดโพธิ์ มันโก้จริงๆ  

พระธรรมวชิรเมธี (มีชัย วีรปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าคณะภาค 1 วัดหงส์รัตนาราม ข่าว "บิ๊กแป๊ะ-บิ๊กแดง" สองอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการทหารบก "ออกบวช" หลังเกษียณ จำวัดที่วัดหงส์ ส่งผลให้ชื่อของ "เจ้าคุณมีชัย" ติดอันดับ "ผู้ทรงอิทธิพลในวงการสงฆ์" ไปอย่างแรง เจ้าคุณมีชัยจึงติดโผ "เจ้าคณะภาค 1" แบบว่าไม่มีใครกล้าส่งชื่อแข่ง นาทีนี้ "เจ้าคุณมีชัย" จึงเป็นหมายเลขต้นๆ ของทุกบัญชี ไม่มีชื่อเจ้าคุณมีชัย ก็แทบจะไม่มีชัย

พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าคณะภาค 13 และกรรมการมหาเถรสมาคม วัดเทวราชกุญชร เขตเทเวศน์ เจ้าคุณโสภณ ศิษย์เอกหลวงพ่อสุดวัดกาหลง ผู้ลงตะกรุดโทนยันต์ตะกร้อให้ "จอมโจรตี๋ใหญ่" อันลือลั่นในตำนาน ขนาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำร้อยนาย "ล้อมทั้งคืน" ยังเอาไม่อยู่ ดูเอาเองว่าแน่แค่ไหน ท่านโสภณนั้นเป็นศิษย์เก่าสำนักวัดหัวลำโพง ก่อนย้ายไปครองเขต "เทเวศน์" บ้านป๋าเปรม ซึ่งเป็นทหารเสือพระราชินี จึงไม่มีอะไรจะต้านเมื่อท่านจะเข้าไปนั่งใน "มหาเถรสมาคม" ขณะมียศเพียง "ชั้นเทพ" เป็นรูปแรกในประวัติศาตร์คณะสงฆ์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์ ตัวจริงเสียงจริง เห็นเช่นนี้แล้ว สมเด็จประสฤทธ์ จึงต้องติดตามตัวมาร่วมงานวัดโพธิ์แบบว่า..ขาดไม่ได้

พระเทพศาสนาภิบาล (แย้ม กิตฺตินฺธโร ป.ธ.3) วัดไร่ขิง เจ้าคณะภาค 14 ปัจจุบันงานเล็กงานใหญ่ในภาคกลาง ล้วนแต่ใช้ "วัดไรขิง" ของเจ้าคุณแย้ม เป็นสำนักงานกลาง เพราะที่นั่นสะดวกสบายทุกอย่าง โดยเฉพาะหลวงพ่อแย้มท่าน "ควักง่ายจ่ายสะดวก" จึงสะดวกสบายเป็นที่สุด ตำแหน่ง "เจ้าคณะภาค 14" อันเอกอุ จึงมิได้มาเพราะโชคช่วย แต่ได้มาเพราะช่วยงานคณะสงฆ์มากที่สุด ดังคำกล่าวว่า "ดูคนดีดูที่การกระทำ ดูผู้นำดูที่ความเสียสละ" พระที่เสียสละเช่นเจ้าคุณแย้ม ใครๆ ก็อยากได้มาร่วมงาน เพราะได้ทั้งงานทั้งเงินเจริญใจ

พระเทพสุวรรณเมธี (สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.8) วัดสุวรรณาราม รองเจ้าคณะ กทม. ศิษย์เก่าวัดดาวดึงษ์ ร่วมสำนักกับ "สรพงษ์ ชาตรี" พระเอกตลอดกาล แม้จะไปยังไม่ถึงดวงดาวในตำแหน่ง "เจ้าคณะ กทม." แต่ก็ยังไม่เสียหาย เพราะยังคงรั้งตำแหน่งเดิมอยู่ เจ้าคุณสุชาติยังถือว่าเป็นพระหนุ่มไฟแรง เคยทำงานใหญ่ในกรุงเทพฯ มามากมาย มิตรสหายและผู้หลักผู้ใหญ่จึงมากมายไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับเป็น "ผู้ประสานงานของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา" ในการปฏิบัติงานในประเทศไทย ส่งผลให้เจ้าคุณสุชาติเป็นเสมือน "กรรมการอำนวยการ" ของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา สมเด็จประสฤทธ์เห็นหน่วยก้านดี จึงต้องมีไว้ช่วยงาน แบบว่าขาดไม่ได้

พระมงคลธีรคุณ (อินสอน จินฺตาปญโญ) วัดญาณเวศกวัน นครปฐม ผู้คนทั่วไปคงไม่ค่อยคุ้นเคย เพราะท่านทำงานเบื้องหลัง เป็นทั้งพระอุปัฏฐากและเลขานุการ ในสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พระนักปราชญ์ระดับโลกของประเทศไทย การได้พระอาจารย์อินสอนมาร่วมทีมงานพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ก็เท่ากับได้ "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์" มาเป็นที่ปรึกษา แม้ว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์จะมาไม่ได้ แต่ได้พระอาจารย์อินสอนมาแทนก็แทบไม่ต่างกัน ดังนั้น จึงต้องมีชื่อ "พระมงคลธีรคุณ" ไว้ในทำเนียบวัดโพธิ์อย่างสำคัญ

ในต่างประเทศนั้น ก็ขอเรียงลำดับความสำคัญของ "ชื่อบ้านนามเมือง" เป็นเรื่องๆ ดังนี้

พระราชธรรมวิเทศ (ประเสริฐ กวิสฺสโร ป.ธ.7) วัดพุทธานุสรณ์ เมืองฟรีมอนท์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เพิ่งได้รับตำแหน่ง "ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา" ภายหลังพระเทพพุทธิวิเทศ (ประชัน ชุตินฺธโร) ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ถึงแก่มรณภาพลงในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา แบบว่าเป็นประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาใหม่ๆ สดๆ แต่ด้วยความยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีวัดไทยอยู่มากมายกว่า 120 วัด พระธรรมทูตร่วมพันรูป แถมด้วยพุทธศาสนิกชนชาวไทยอีกเรือนแสน ส่งผลให้ "เจ้าคุณประเสริฐ" เฉิดฉาย ขึ้นแท่น "นัมเบอร์วัน" ในสายต่างประเทศ แม้ว่าจะมียศเพียง "ชั้นราช" แต่ฐานอันยิ่งใหญ่ก็หนุนให้ท่าน "สูงส่ง" กว่าใครในต่างประเทศ เผลอๆ นะ สมเด็จประสฤทธ์อาจจะนิมนต์ "เจ้าคุณประเสริฐ" ให้ย้ายมาดำรงตำแหน่ง "เจ้าอาวาสวัดไทยแอลเอ" ที่จะจัดประชุมในปีนี้ นี่ถ้ามาจริง ก็จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสทันที เพราะวัดไทยแอลเออันยิ่งใหญ่ จะกลายเป็น "ศูนย์กลางการบริหารสมัชชาสงฆ์ไทย" เป็นครั้งแรก ในรอบ 50 ปี ดูให้ดู ทุกอย่างเป็นไปได้ไม่ไกลเกินฝัน

พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล และผู้ก่อตั้งวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี ท่านเจ้าคุณวีรยุทธจึงเป็นเจ้าของสังเวชนียสถานทั้ง 4 ในอินเดียและเนปาล ไม่ว่าจะเป็นลุมพินี (สถานที่ประสูติ) พุทธคยา (สถานที่ตรัสรู้) สารนาถ (สถานที่แสดงปฐมเทศนา) และกุสินารา (สถานที่ดับขันธปรินิพพาน) ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา แน่นอนว่า ไม่ว่าชาวพุทธเชื้อชาติไหน เมื่อต้องการไปแสวงบุญอันสำคัญสูงสุดก็ต้องไป "อินเดีย-เนปาล" เพราะสังเวชนียสถานประดิษฐานอยู่ที่นั่น และนั่นจึงทำให้ "ตำแหน่งหัวหน้าพระธรรมทูตไทยในอินเดีย-เนปาล" มีความสำคัญระดับหนึ่งของโลก ท่านเจ้าคุณวีรยุทธ์จึงมีความสำคัญในฐานะ "เจ้าของพุทธภูมิ" ยิ่งได้ "สุวรรณภูมิ" พ่วงเข้าไปด้วย จึงแทบไม่เหลืออะไรที่เจ้าคุณวีรยุทธ์จะไม่มี การมีชื่อเจ้าคุณวีรยุทธ์ในทำเนียบวัดโพธิ์จึงถือเป็นวิสัยทัศน์อันลึกซึ้งและกว้างไกลของสมเด็จพระมหาธีราจารย์

พระธรรมพุทธิวงศ์ (สวัสดิ์ อตฺถโชโต) วัดพุทธาราม ฮอลแลนด์หรือเนเธอแลนด์ ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป หลวงพ่อสวัสดิ์แม้ว่าจะเจริญอายุพรรษาสูงถึง 92 ปี แต่ยังมีสุขภาพดีทำงานได้ ในฐานะประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป จึงต้องมีชื่อของท่านไว้ ในฐานะบุคคลสำคัญ

พระราชวิเทศปัญญาคุณ (เหลา ปญฺญาสิริ Ph.D.) วัดมหาธาตุสหราชอาณาจักร ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ เป็นพระที่มีฐานทั้งด้านสำนักและการศึกษาชั้นดี เพราะเป็นศิษย์สำนักวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ แถมยังไปจบ Ph.D. ที่อังกฤษ จัดเป็นพระไทยที่พูดภาษาอังกฤษได้เก่งกว่าคนอังกฤษ วันนี้ เจ้าคุณเหลาได้ขึ้นครองตำแหน่ง "ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์" ถือเป็นแลนด์สไลด์ ส่งผลให้ชื่อชั้นของท่านเจ้าคุณเหลาโดดเด่นเป็นสง่าในบรรดาหัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายต่างประเทศ ในโลกใบนี้ มีมหานครใหญ่ๆ อยู่มากมาย หนึ่งในนั้น "ลอนดอน" ยังคงหอมหวาน ใครอยากไปลอนดอนก็ต้องรู้จัก "ท่านเจ้าคุณเหลา" ผู้นำของเราในสหราชอาณาจักร

พระกิตติโสภณวิเทศ (เศรษฐกิจ สมาหิโต) เจ้าอาวาสวัดนาคปรก ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในโอเชียเนีย (ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) ความจริงแล้ว หลวงพ่อเศรษฐกิจท่านเคยปฏิบัติศาสนกิจที่วัดไทยแอลเอ ดำรงตำแหน่งกรรมการบอร์ด เป็นผู้บริหารระดับสูง แถมยังมีสายสัมพันธ์กับท่านเจ้าคุณวีรยุทธ์ ทำให้ท่านกว้างขวางทั้งในสหรัฐอเมริกาและอินเดีย แต่เมื่อท่านตัดสินใจสร้างวัดไทยในนิวซีแลนด์ แม้ว่าประเทศนี้จะเล็กกว่าออสเตรเลีย แต่ด้วยชื่อชั้นก็ส่งผลให้ท่านได้ปกครอง "ควบ" ทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เป็นบารมีที่เลียนแบบไม่ได้ ถือเป็นอัจฉริยภาพส่วนบุคคล ทั้งด้วยภูมิหลังที่ท่านเป็น "ศิษย์จิตตภาวัน" ของหลวงพ่อกิตติวุฑโฒ จึงมีสายสัมพันธ์กว้างไกลทั้งในและต่างประเทศ แน่ขนาดไหนก็ดูไปที่ "การนำเอาวัดไทยในนิวซีแลนด์มาเป็นสมาชิกสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา" จะมีใครไหนทำได้ นอกจาก..หลวงพ่อเศรษฐกิจ เพียงรูปเดียว หลวงพ่อเศรษฐกิจจึงเป็นผู้มีอิทธิพลทั้งในประเทศไทย อินเดีย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา เรียกได้เลยว่า ก็อดฟาเธอร์ ใครจะไปประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยที่วัดไทยแอลเอในปีนี้ ถ้าไปที่วัดโพธิ์แล้วคนแน่น ก็เชิญเลี่ยงไปใช้สถานี "วัดนาคปรก" รับรองว่าโล่ง

พระเทพสิทธิวิเทศ (สุจินต์ โชติปญฺโญ) วัดอานันทเมตตยาราม เจ้าของฉายา "หลวงพ่อเมตตา" แห่งสิงคโปร์ เพราะท่านมีเมตตาช่วยเหลือเกื้อกูลแก่พระเณรที่ไปหาอย่างทั่วหน้า ระดับ "ใจถึง-พึ่งได้" ไม่มีใครเกิน ในปี พ.ศ.2561 จัดงานใหญ่ 100 สร้างวัดอานันทเมตตยาราม ฉลองอายุ 90 ปี เจ้าอาวาส แถมด้วย "ประชุมพระธรรมทูตไทยใน 4 ทวีป" หมดเงินไปหลายล้านดอลล่าร์ ลำพังตั๋วเครื่องบินค่าพาหนะพระเถรานุเถระจาก "ทั่วโลก" กว่า 500 รูป สังฆทานและของชำร่วย ถ้าวัดไม่รวยระดับอภิมหาเศรษฐีก็รับรองไม่มีปัญญาจัดได้เลย เป็นหนี้หัวโตแน่ งานนั้นจึงเป็นตำนานที่วงการสงฆ์ไทยไม่เคยลืม ดังนั้น แม้ว่าสิงคโปร์จะเป็นแค่เกาะเล็กๆ แต่คุณภาพทั้งของเกาะแลพระสงฆ์ไทยในประเทศนั้น อยู่ที่ระดับ "คับแก้ว" ถึงหลวงพ่อเมตตาจะมีอายุเกิน 90 ปี ยังไงก็ต้องมีตำแหน่ง..ใหญ่

 

ทั้งปวงนี้ มีทั้งพระที่มีวัดสาขาในต่างประเทศ หรือเคยมีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวกับกิจการต่างประเทศ มีทั้งพระที่มิได้มีตำแหน่งหรือแม้แต่มีวัดสาขาในต่างประเทศ แต่เป็นพระที่มีอำนาจบารมีในประเทศไทยในยุคนี้อย่างสำคัญ จึงได้รับการเชื้อเชิญมาอย่างทั่วหน้า ที่สำคัญก็คือ บางวัดนั้น หมดอำนาจวาสนาในแทบทุกด้านแล้ว แต่สมเด็จประสฤทธ์ก็ยังยกย่อง เพราะเห็นแก่บุญคุณในหนหลัง แบบว่าไม่ทิ้งเพื่อนยามได้ดี แค่บัญชีเดียวก็ตอบโจทย์ได้หลายทาง

นอกจากนั้น ยังมีการแต่งตั้ง "ประธานพระธรรมทูตในต่างประเทศ" ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ สหภาพยุโรป อินเดีย-เนปาล โอเชียเนีย จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ ซึ่งว่าโดยตำแหน่งหน้าที่แล้ว ท่านเหล่านี้ก็มีหน้าที่ต้อง "รายงานการปฏิบัติศาสนกิจ" ต่อสมเด็จประสฤทธ์ ซึ่งเป็นประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศของมหาเถรสมาคมอยู่แล้ว แต่การแต่งตั้งให้เป็น "ที่ปรึกษา" ก็นับว่าเป็นการแต่งตั้งที่พิเศษกว่าที่ผ่านมา จึงต้องจับตาว่า "แพลตฟอร์ม" หรือลู่ทางในการทำงานด้านต่างประเทศของสมเด็จประสฤทธ์ จะออกมาในรูปแบบใด เพราะการระดมพลครั้งใหญ่เช่นนี้ เซียนพระชี้ว่า "เป็นถึงระดับทำสงคราม" มิใช่งานเล็กๆ เพราะคนใหญ่ผู้หลักผู้ใหญ่เต็มกองทัพไปหมด แต่ละรูปก็ล้วนแต่ระดับ "เจ้าบ้านผ่านเมือง" จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างสำคัญ

งานใหญ่ที่คาดว่าจะเป็นการ "เปิดตัว" สมเด็จประสฤทธ์ บนตำแหน่ง "ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ" อย่างเป็นทางการ ก็คือ งานประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเปิดประชุมเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี หลังจากเกิดวิกฤตการสาธารณสุขของโลกว่าด้วยโรคโควิด-19 ซึ่งปีนี้ สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดประชุมใหญ่สมัยสามัญประจำปี ในวันที่ 10-11 มิถุนายน พ.ศ.2565 สถานที่ประชุมก็คือ วัดไทยลอสแองเจลิส หรือวัดไทยแอลเอ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นวัดไทยแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา

สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อสมเด็จประสฤทธ์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดฯ ให้ย้ายจากวัดยานนาวา มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์ท่าเตียน) ส่งผลให้วัดไทยแอลเอ ซึ่งแต่เดิมนั้นก็สังกัดวัดโพธิ์ แต่เป็นสายหลวงเตี่ย (พระธรรมราชานุวัตร-กมล โกวิโท)  พอเปลี่ยนเจ้าอาวาสมาเป็นสมเด็จประสฤทธ์ๆ จึงเป็นเจ้านายใหม่ของวัดไทยแอลเอ

และเมื่อสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา กำหนดให้ "วัดไทยแอลเอ" เป็นสถานที่ประชุมใหญ่ประจำปีในปีนี้ สมเด็จประสฤษดิ์ จึงได้ฤกษ์ "ช้างเหยียบนา พระยาเหยียบเมือง" เป็นฤกษ์งามยามดี ที่จะได้เดินทางมาเป็นประธานการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ในฐานะที่ท่านเคยดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาสงฆ์ไทยและเป็นคณะผู้ก่อตั้งสมัชชาสงฆ์ไทยขึ้นมาในปี พ.ศ.2519 อีกด้วย

สมเด็จประสฤทธ์ จึงถือว่าเป็นประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา รูปแรก ที่กลับไปทำงานในประเทศไทย และไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งอันสูงสุด

การมาเปิดประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาปีนี้ สมเด็จประสฤทธ์จึงเหมือนการกลับมาเยือนบ้านเก่า แถมด้วยภารกิจพิเศษ คือการ รับวัดไทยแอลเอ ไว้ในสังกัดอย่างเป็นทางการ

ว่าด้วยบรรดาทีมงานและที่ปรึกษา ซึ่งสมเด็จประสฤทธ์แต่งตั้งอย่างอลังการนั้น ก็เหมือนได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน "ประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา" เพราะว่าวัดไทยแอลเอเป็นวัดของสมเด็จประสฤทธ์ มาประชุมที่วัดไทยแอลเอในอเมริกา ก็เหมือนรับนิมนต์มาร่วมงานของสมเด็จประสฤทธ์ เพราะสมเด็จประสฤทธ์เป็นเจ้าของงานตัวจริง

การประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ประจำปี พ.ศ.2565 จึงนับว่าเป็นงานยักษ์ งานใหญ่ ในรอบหลายสิบปี ไม่ด้อยไปกว่าการมาสหรัฐอเมริกา ของอดีตสมเด็จพระสังฆราชในอดีต แต่..อดีตหรือจะสู้ปัจจุบัน

 

 

มอบพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ตั้งทีมงานกำกับดูแลพระธรรมทูตชุดใหม่

 

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ อาราธนา สมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นประธานมอบพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งที่ปรึกษาฝ่ายบรรพชิต และฝ่ายคฤหัสถ์ รองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เลขานุการ และหัวหน้าสำนักงานฯ

 

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ที่พระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นประธานมอบพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งคณะทำงาน สำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ฝ่ายมหานิกาย โดยหลังจากมอบพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้ง สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการ มส. เป็นที่ปรึกษาประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ฝ่ายบรรพชิตแล้ว สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ได้อาราธนาสมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นประธานมอบพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช โดยระบุว่า เพื่อความเป็นสิริมงคล จึงขออาราธนาสมเด็จพระพุฒาจารย์ ซึ่งเป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ฝ่ายมหานิกาย เป็นประธานมอบพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งที่ปรึกษาประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ฝ่ายบรรพชิต ดังนี้

 

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี วัดไตรมิตรฯ

พระพรหมโมลี วัดปากน้ำฯ

พระพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส

พระพรหมวชิรปัญญาจารย์ วัดราชโอรสาราม

พระพรหมวชิรญาณ วัดอมราวดี สหราชอาณาจักร

พระพรหมวชัรเมธี วัดอรุณราชวราราม

พระธรรมเสนาบดี วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่

 พระธรรมสุธี วัดหัวลำโพง

พระธรรมราชานุวัตร วัดโมลีโลกยาราม

พระธรรมวชิรเมธี วัดหงส์รัตนาราม

พระธรรมพัชรญาณมุนี สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี จ.นครราชสีมา

พระเทพคุณาภรณ์ วัดเทวราชกุญชร

พระเทพศาสนาภิบาล วัดไร่ขิง จ.นครปฐม

พระเทพสุวรรณเมธี วัดสุวรรณาราม

พระเทพวัชราจารย์ วัดพระเชตุพนฯ

พระราชรัชวิเทศ วัดปากน้ำญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่น

พระราชมหาเจติยาภิบาล วัดอรุณฯ

พระศรีวชิราภรณ์ วัดยานนาวา

พระโสภณวชิราภรณ์ วัดอรุณฯ

พระภาวนามังคลาจารย์ วัดพระพุทธศรีเทพเพชรบูรณ์ ประเทศมาเลเซีย

พระมงคลธีรคุณ วัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม

อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์

ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในประเทศสิงคโปร์

ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในโอเชียเนีย

หัวหน้าพระธรรมทูตไทย สายประเทศอินเดีย-เนปาล

หัวหน้าพระธรรมทูตไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีน

ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง

 

ส่วนปรึกษาประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ฝ่ายคฤหัสถ์ ประกอบด้วย

อธิบดีกรมการกงสุล

ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

พร้อมทั้งมีพระบัญชาแต่งตั้งให้

พระพรหมเสนาบดี วัดปทุมคงคา ดำรงตำแหน่ง รองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ รูปที่ 1

พระธรรมวชิรโมลี วัดยานนาวา ดำรงตำแหน่ง รองประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ รูปที่ 2

พระญาณวชิรวงศ์ วัดพระเชตุพนฯ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

พระสุธีวชิรปฏิภาณ วัดพระเชตุพนฯ ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ วัดมหาธาตุฯ ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

พระมงคลวชิรากร วัดพระเชตุพนฯ ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

พระมหาศิริวัฒก์ โพธิญาโณ วัดพระเชตุพนฯ ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยหัวหน้าสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

พระมหาเอก เมธิกญาโณ วัดพระเชตุพนฯ ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยหัวหน้าสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ

พระครูญาณวิจักขณ์ วัดพระเชตุพนฯ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 10 มีนาคม 2565

 


 

ประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทย USA

10-11 มิถุนายน 2565

 


 

รายงานมหาเถรสมาคม

เรื่อง ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา มรณภาพ

 


 

ล้างบางกาฬสินธุ์ !

พระครูเล็กปูด "พงศ์พร" เดินเรื่อง

ใช้แม่ไม้เถรกวาดลาน

กวาดล้างเกลี้ยงเมืองน้ำดำ

 

 

1. ใช้ทหารจับหลวงปู่เมืองสึก

2. สั่งถอดยศเจ้าคุณบัวศรี

3. สั่งปลดจากรองเจ้าคณะและถอดยศเจ้าคุณแผน

4. ตั้งเจ้าคณะอำเภอเมืองขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัด

5. พระครูเล็กเสร็จงานแล้วถอนกำลังกลับหนองคาย

 

 

จบภารกิจ..ขุดราก ถอนโคน

 

อา..คืนนี้ น่าจะมีใครหลายคน "นอนไม่หลับ" ถ้าได้ฟังเสียงปริศนากาฬสินธุ์ ยิ่งฟังก็ยิ่งสะดุ้ง เพราะสะท้านสะเทือน ตั้งแต่รากหญ้าขึ้นไปถึงยอดเขาพระสุเมรุ "เสียงปริศนา" นั้น เปิดโปง เปิดปูม เปิดสมรภูมิ และเปิดวอร์รูม ทุกระดับ ตั้งแต่กาฬสินธุ์ เจ้าคณะผู้ปกครองฝ่ายธรรมยุตอันมี "วัดบวรนิเวศวิหาร" เป็นด่านใหญ่ สุดท้าย เรื่องหลุดเข้าวัง ผ่าน..พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ และ ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ทำให้มี "พระบรมราชโองการ" เสมือนฟ้าผ่ากาฬสินธุ์ ชักดิ้นชักงอกันไปหลายรูป ของจริงไม่อิงนิยาย ใครไม่ได้ฟังก็สุดแสนเสียดาย เหมือนคนตายไม่ได้อ่าน

 

เปิดบทสนทนา "พระครูเล็ก" ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ซัดไม่เลี้ยง "สมเด็จวันรัต" ลำเอียง หลวงพ่อบัวศรี-เจ้าคุณแผน ตัวการใหญ่ อยู่เบื้องหลังเกมป่วนเมืองน้ำดำ ลุกม็อบกลางสนามสอบนักธรรม "ขัดขวางพระครูเล็ก" เท่ากับ "ขัดพระบรมราชโองการ" ต้องล้างบาง โดยการ "สั่งถอดสมณศักดิ์" จะกลายเป็น "พระบัวศรี-พระแผน" หมดสิ้นยศศักดิ์ นอกจากนั้นก็ยังมีอาหารจานใหญ่อีกมากมายขึ้นโต๊ะจีน อาทิ "เจ้าคุณวงษ์ไทย-เจ้าคณะจังหวัดอุดร" มีสิทธิ์ถูกถอดถอน เพราะเป็นผู้ส่งข้อมูลให้สมเด็จวันรัต อุ้มคนผิด จนเรื่องราวบานปลายกลายเป็นสงคราม และด่านสุดท้ายที่กรุงเทพฯ ได้แก่ "สมเด็จชิน-เลขาสังฆราช" ซึ่งประกาศว่า "ไม่รู้" แต่พระครูเล็กตีแสกหน้าว่า "สมเด็จพระสังฆราชยังรู้ เลขาไม่รู้ได้ยังไง เพราะเรื่องต้องผ่านสังฆราช ไม่ผ่านเลขาแล้วจะมาถึงสังฆราชได้ยังไง ถ้าเลขาไม่รู้แล้วมันโผล่ไปได้ยังไง" แปลเป็นไทยก็คือ ปะฉะดะ  !!

นี่ไม่รู้ว่า หลังจากคลิปนี้กระจายไปแล้ว จะเป็นน้ำหนักให้ข่าวลือ "ปลดเลขาสังฆราช" เป็นจริงขึ้นหรือไม่ ? มองไปอีกทางหนึ่ง ปากเก่ง-ปากดี เช่นพระครูเล็กคนนี้ เห็นทีจะอยู่ร่วมกันยาก พระที่ถูกเอ่ยถึงในคลิปหลายรูปคงจะคิดเช่นนี้

 

สรุปว่า พระครูเล็กไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ

นี่แค่ไม่รู้นะครับ ท่านพระครู !

 

เชิญชม..คลิปปริศนา ดังต่อไปนี้

 

เปิดบทสนทนาปริศนา

(กดที่ภาพเพื่อฟัง)

 

 

บทสนทนาที่ 1

 

 

บทสนทนาที่ 2

 

บทสนทนาที่ 3

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน : 25 พฤศจิกายน 2564

 

 

เปิดเต็ม !

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดี เจ้าคุณเทอด-เจ้าคุณสังคม วัดสระเกศ

พิพากษายกฟ้อง

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อดาวโหลด  PDF ไฟล์

 

 

 

 

 

 

 

 

อ่านข่าวเก่า ที่เคยนำเสนอใน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555

2556 : 2557 : 2558 : 2559 : 2560 : 2561 : 2562

2563 : 2564 : 2565

 

 

 

 

 

 

มุมมองของพระมหานรินทร์

 

 

วัดไทยลาสเวกัส..ในวิกฤตโควิด-19
 

 

AND MORE.. กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความอื่นๆ

 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 

กดที่ภาพเพื่อเข้าชมนานาสาระ จาก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

 

เรายินดีน้อมรับความเห็นและคำแนะนำจากทุกท่าน

EDITOR : peesang2560@gmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264